กินคลีนแบบไทยๆ ใส่ใจสุขภาพแบบไม่แพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2559 เวลา 12:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/408749

กินคลีนแบบไทยๆ ใส่ใจสุขภาพแบบไม่แพง

โดย…พริบพันดาว ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์

การกินคลีนเพื่อสุขภาพ แน่นอนก็ต้องหมายถึงอาหารคลีนกำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนเมือง เพราะเทรนด์รักษารูปร่างและสัดส่วน รวมถึงร่างกายที่แข็งแรงและพลังชีวิตที่เข้มแข็งของวัยรุ่นหนุ่มสาวคนเมืองที่มีชีวิตเร่งร้อนกำลังมา

การกินคลีนแบ่งด้วยกัน 3 แบบตามวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน คือ 1.กินคลีนเพื่อสุขภาพ 2.กินคลีนเพื่อลดหุ่นและน้ำหนักเพื่อกำจัดกำจัดไขมัน และ 3.กินคลีนเพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้ดูฟิตและเฟิร์ม ซึ่งทั้งหมดมีหลักการเดียวกัน แต่แตกต่างกันในรายละเอียด

หลักการของการกินคลีนก็คือการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทั้งแตกต่างและหลากหลาย จัดสัดส่วนปริมาณอาหารเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ รวมถึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อหาอาหารต่างๆ เอาใจใส่ในวัตถุดิบที่ปลอดภัย ส่วนผสม และวิธีการปรุง ต้องมีวินัยในการควบคุมพลังงานและสารอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายของแต่ละคน โดยมีข้อปฏิบัติขั้นพื้นฐาน หลีกเลี่ยงการทานอาหารสำเร็จรูป กึ่งสำเร็จรูป และแช่แข็งทุกชนิด

อย่างที่ว่าการกินคลีนมีคอนเซ็ปต์หรือแนวคิดมาจากตะวันตก เพราะฉะนั้นสูตรและวัตถุดิบจึงไม่ค่อยเหมาะกับชาวเอเชียเท่าไหร่นัก ที่สำคัญคือบรรดาพืชผักผลไม้ เนื้อสัตว์ และน้ำมัน ล้วนเป็นอาหารนำเข้าที่ไม่ใช่พืชประจำท้องถิ่น

เพราะฉะนั้น การกินคลีนแบบไทยๆ หรือกินคลีนวิถีไทย หมายถึงอาหารไทยที่คลีน จึงเป็นทางเลือกที่ไม่น่ามองข้าม และทำอย่างไรให้ตอบโจทย์อย่างเหมาะสมกับคนไทยยุคปัจจุบัน

เอกลักษณ์อาหารไทย

จากผลการสำรวจ 50 อาหารที่อร่อยที่สุดในโลกในหลายต่อหลายปี โดยซีเอ็นเอ็น ปรากฏว่าอาหารไทยติดหลายอันดับ ได้แก่ ส้มตำ น้ำตกหมู ต้มยำกุ้ง และแกงมัสมั่น ขนาด บิล เกตส์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ยังได้เผยถึงความประทับใจที่มีต่ออาหารไทย เนื่องจากอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ฉบับเสริมการเรียนรู้ อธิบายถึงอาหารไทยว่าโดยทั่วไป คนไทยมักจะกินอาหารเป็นสำรับ ประกอบด้วยข้าวเป็นจานหลัก แล้วมีกับข้าวอีก 2-3 อย่าง แต่หากอยู่ในช่วงเร่งรีบก็อาจจะตักกับข้าวทุกอย่างใส่ในจานเดียว ที่เรียกว่า “ข้าวราดแกง” อาหารไทยมีหลายประเภท เช่น อาหารคาว อาหารหวาน อาหารว่าง (ของกินเล่น) นอกจากนี้ยังมีอาหารตามท้องถิ่น อาหารตามฤดูกาล และอาหารตามเทศกาลอีกด้วย

อาหารไทยที่โดดเด่นคืออาหารตามฤดูกาลที่นิยมทำกินเป็นพิเศษในฤดูนั้นๆ ซึ่งมักจะสอดคล้องกับสภาพอากาศ ปัจจุบันอาหารไทยร่วมสมัยแบ่งออกเป็น อาหารไทยโบราณ อาหารประจำภาค อาหารแบบชาววัง และอาหารไทยร่วมสมัย

อาหารไทยหนึ่งมื้อจะประกอบด้วยการผสมผสานอาหารหลายๆ ประเภทในมื้อเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแกง น้ำแกง กับข้าวประเภทผัด น้ำพริก เครื่องจิ้มผักสด และยำประเภทต่างๆ ซึ่งรสชาติอาหารเหล่านี้จะมีทั้งเผ็ดร้อนและกลมกล่อมผสมผสานกัน

กินคลีนวิถีไทย

อาหารไทยได้รวบรวมสุดยอดศิลปะการปรุงอาหารของชาวเอเชียตะวันออก เป็นศิลปะการปรุงอาหารไทยมีต้นกำเนิดจากการผสมผสานของศิลปะการปรุงอาหารที่หลากหลาย มีการประยุกต์โดยใช้สมุนไพรพื้นเมืองที่สมบูรณ์ภายในประเทศ ด้วยรูปลักษณ์อาหารน่ารับประทาน ขณะที่ใช้เนื้อสัตว์ปรุงอาหารในปริมาณจำกัด และเน้นคุณค่าของสมุนไพรและผักสดต่างๆ ทำให้อาหารไทยอร่อยทั้งรสชาติ สารอาหารครบถ้วนและดีต่อสุขภาพ

สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้สัมภาษณ์แบบชี้ชัดว่า การกินอาหารแบบไทยๆ หรือวิถีไทยล้วนเป็นอาหารคลีน โดยเฉพาะอาหารไทยในยุคก่อนที่มาจากผักพื้นบ้านที่ปลูกเองและสัตว์ที่จับจากแหล่งธรรมชาติหรือเลี้ยงเอง

“อาหารไทยประเภทต้ม แกง น้ำพริก ยำ อบ และนึ่ง หรือพวกส้มตำเป็นอาหารคลีนได้หมดเลย แต่ต้องมีสารอาหารให้ครบ 5 หมู่ ยกตัวอย่างแกงเลียง ซึ่งเป็นอาหารคลีนได้ด้วยตัวมันเอง แต่ถ้าใส่กะปิจนเค็มปี๋ ใส่ผงชูรส หรือบางทียุคนี้เอาหมูสามชั้นใส่ในแกงเลียงกันแล้ว เพี้ยนและประหลาดมาก แกงเลียงถ้วยนั้นก็ไม่ใช่อาหารคลีน ส้มตำก็เป็นคลีนได้ ถ้าจานนั้นไม่ใส่ปลาร้าเยอะมาก แล้วก็เค็มปี๋ ผงชูรสใส่เยอะหมดเลย ส้มตำกินกับปลาเผา กินกับไก่ก็ต้องเป็นไก่ที่เลาะเอาหนังออก”

สง่า ยังบอกว่าน้ำพริกเป็นอาหารคลีนได้เกือบทั้งหมดเลย เพราะเวลากินน้ำพริกก็ต้องกินกับผักสด ผักลวก หรือผักต้ม

“ขอเตือนว่าการกินคลีนนั้น อย่าได้ไปหลงใหลได้ปลื้มกับสูตรของฝรั่งต่างชาติ ไปกินอโวคาโด ไปกินผักวอเตอร์เครส และอีกหลายต่อหลายผักที่ไม่ใช่พืชท้องถิ่น ซึ่งมีราคาแพงมากๆ จานละหลายร้อยบาท เราสามารถทำอาหารคลีนกินเองได้ที่บ้าน โดยไม่ต้องอาศัยไปฝากท้องกับแม่ค้านอกบ้าน เริ่มจากครัวตัวเองได้เลย”

นอกจากนี้ สง่า ยังย้ำว่า อาหารคลีนไม่ใช่อาหารออร์แกนิกหรืออินทรีย์ เพราะพอพูดคำว่าออร์แกนิกปุ๊บ ก็จะกลายเป็นแค่อาหารปลอดภัย อาหารไม่มีสารปนเปื้อนไป เพราะออร์แกนิกเป็นเพียงหนึ่งในคุณสมบัติของอาหารคลีน และคุณสมบัติของอาหารคลีนก็คือ

1.อาหารคลีนคืออาหารที่ได้มาจากธรรมชาติ ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งแต่น้อย เน้นการปรุงแต่งไม่เยอะ

“อาหารอะไรก็แล้วแต่ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งมาก เก็บไว้นานๆ แล้วเอามากิน อยู่ในรูปการแช่แข็งและถนอมอาหาร อาหารเหล่านั้นไม่ใช่อาหารคลีน อาหารคลีนต้องเป็นอาหารสดๆ ใหม่ๆ” สง่าพูดย้ำ

2.อาหารคลีนจะต้องมีรสธรรมชาติ ไม่หวานจัด มันจัด และเค็มจัดจนเกินไป

“อาหารคลีนต้องปรุงแต่งไม่ให้ผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติมากนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจืดชืดสนิท การที่บอกว่าเป็นอาหารคลีนแล้วใส่ผงชูรสลงไป อย่างนั้นก็ไม่ใช่อาหารคลีนเหมือนกัน”

3.อาหารคลีนต้องเป็นอาหารที่มีครบ 5 หมู่

“อย่าไปคิดว่าอาหารคลีนคือการกินผัก กินมังสวิรัติ อาหารคลีนต้องกินคาร์โบไฮเดรตที่เป็นพวกข้าว โดยเฉพาะข้าวกล้อง อาหารคลีนถ้านำมากินกับข้าวที่ขัดสีจนขาว นั่นไม่ใช่อาหารคลีน ถ้าเป็นคาร์โบไฮเดรตแบบไทยๆ แล้วต้องเป็นข้าวกล้อง จานไหนที่บอกว่าเป็นอาหารคลีนราคาแพง 120 บาทบ้าง 200 บาทบ้าง แล้วใช้ข้าวขาว อาหารคลีนจานนั้นโกหก เพราะว่าข้าวขาวเป็นข้าวที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งขัดสี ซึ่งมันไม่ใช่คุณสมบัติของอาหารคลีน

“อาหารคลีนกินโปรตีนได้ แต่เป็นโปรตีนที่เน้นว่าจะต้องมาจากปลา หรือเป็นไข่ เป็นถั่วเมล็ดแห้ง อยากเน้นโปรตีนที่มาจากพืช ถามว่ากินเนื้อหมูเนื้อวัวเนื้อไก่ได้ไหม? …กินได้ แต่ให้กินน้อยลงถึงน้อยที่สุด เป็นเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน แน่นอนที่สุดขาดผักไม่ได้ ถ้าไม่มีผักแสดงว่าอาหารจานนั้นไม่ใช่อาหารคลีน การกินคลีนควรจะมีผลไม้ กินตามอาหารมือหลักไปด้วย และสุดท้ายอาหารคลีนจะต้องมีไขมันขนาดพอดีและไม่มากจนเกินไป”

4.อาหารคลีนต้องเป็นอาหารที่สะอาดและปลอดภัย ปราศจากการปนเปื้อน

“เพราะฉะนั้นอาหารคลีนจึงมักจะใช้ผักที่ออร์แกนิก ซึ่งจะเห็นว่าออร์แกนิกเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด อย่าลืมว่ากินคลีนอย่างเดียวสุขภาพไม่ดีหรอก ถ้าคุณไม่ออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แล้วสลัดความเครียดออกจากตัวเองให้เร็วที่สุด เพราะฉะนั้นการกินคลีนถ้าจะเริ่มกินในปีใหม่นี้เพื่อเป็นของขวัญให้กับตัวเอง ให้หันมากินคลีนแบบไทยๆ หมั่นสนใจออกกำลังกาย สุขภาพคุณก็จะดี” สง่าปิดท้ายถึงการกินอาหารคลีนแบบไทย

เมนูอาหารคลีนแบบไทยๆ

คนเมืองรุ่นใหม่หันมาสนใจอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น แต่การจะทำอาหารคลีนกินเองทุกวันคงเป็นเรื่องยากไม่น้อยกับชีวิตในสังคมเมืองที่ต้องแข่งขันกับเวลา ยิ่งเป็นอาหารไทยยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ธนิสร ฤกษนันทน์ ผู้จัดการฝ่ายโภชนาการ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น ซึ่งบรรยายในหัวข้อ “ครัวแบบคลีน ทุกคนทำได้” ไว้ว่า เมนูอาหารคลีนที่ทำได้ง่ายและดีต่อสุขภาพ และปริมาณพลังงานในแต่ละมื้อที่ร่างกายที่ต้องการในแต่ละวัน คือ ผู้หญิงต้องการ 1,600 แคลอรี และผู้ชายไม่เกิน 2,000 แคลอรี

“การทำอาหารกินเองต้องเริ่มจากการเลือกวัตถุดิบที่สะอาด ปลอดภัยไร้สารพิษ วิธีการปรุงสะอาด และที่สำคัญคือ เครื่องปรุง ซึ่งก่อนซื้อทุกครั้งควรดูฉลากโภชนาการโดยละเอียด และควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่โซเดียมต่ำ หากกินโซเดียมมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ น้ำมันควรเลือกให้ตรงกับวิธีการปรุงอาหาร อย่างน้ำมันถั่วเหลือง มีจุดอิ่มตัวต่ำเหมาะกับการผัด น้ำมันปาล์มมีจุดอิ่มตัวสูง เหมาะกับการทอด ส่วนน้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่มีจุดอิ่มตัวต่ำมาก เหมาะกับการปรุงอาหารทุกประเภท”

ธนิสร แนะนำให้ประกอบอาหารเองกินเองที่บ้าน เพราะสามารถควบคุมเมนูอาหารได้ อาหารคลีนแบบไทยที่ทำง่ายๆ ที่ธนิสรยกมาเป็นตัวอย่างคือ “ยำเห็ดสามสี” ที่มีรสชาติจัดจ้านแบบไทย ที่ประกอบไปด้วย เห็ด 3 ชนิด (ตามชอบ) เช่น เห็ดหูหนู เห็ดเข็มทอง เป็นต้น และยังมีหอมใหญ่ ขึ้นฉ่าย หอมหัวแดง ต้นหอม เป็นส่วนประกอบ พยายามหลีกเลี่ยงเครื่องปรุงรสที่ให้พลังงานสูง และหันมาใช้แบบคลีน เช่น น้ำมันมะกอกแทนน้ำมันพืชหรือปาล์ม และน้ำตาลทรายแดงแทนน้ำตาลทรายขาว เป็นต้น

“เมนูนี้มีคุณค่าสารอาหารมาก และมีพลังงานรวมเพียง 142.6 กิโลแคลอรี เหมาะกับผู้หญิงที่อยากลดน้ำหนักและสุขภาพดีควบคู่กันไปด้วย”

อีกเมนูหนึ่งที่คือ “ข้าวต้มปลาไรซ์เบอร์รี่” ที่มีวัตถุดิบเป็น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ปลากะพง ขิงซอย ขึ้นฉ่าย กระเทียมเจียว น้ำซุปจากกระดูกปลา

“เป็นเมนูที่มีคุณค่าทางอาหารสูงจากข้าว ปลา มีการปรุงแต่งน้อย เพราะได้รสชาติจากน้ำซุปกระดูกปลา และยังย่อยง่ายอีกด้วย”

การกินคลีนเป็นการกินอาหารที่เป็นอาหารจริงๆ ซึ่งคืออาหารที่ให้ประโยชน์ได้ในสภาพธรรมชาติของมัน ไม่ต้องผ่านกระบวนการดัดแปลง แต่งสี แต่งกลิ่น ปรุงรส หรือทำให้มีสารอาหารครบถ้วน อาหารคลีนแทบจะไม่ผ่านการปรุงแต่ง หรือเป็นอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาน้อยมากจนแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไร เรียกได้ว่าคงความธรรมชาติและสารอาหารตั้งต้นเอาไว้ในอาหารให้ได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นเมื่อมาปรุงเป็นอาหารไทยจึงได้รสชาติที่สดใหม่อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนกับอาหารไทยในแบบโบราณที่ปรุงสดใหม่จากวัตถุดิบข้างบ้านไร้สารพิษ

การกินคลีนด้วยการปรุงเป็นอาหารไทยเป็นตัวเลือกใหม่สำหรับคนยุคนี้ ที่อยากใช้ชีวิตให้มีสุขภาพดีและแข็งแรง ปลอดจากโรคภัย แถมถูกปากและอร่อยด้วยความสดใหม่อย่างเป็นธรรมชาติแท้ของอาหาร

 

Festive Holiday

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มกราคม 2559 เวลา 13:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/408066

Festive Holiday

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ : cookool studio

ฉบับแรกประจำปี 2559 ขอใช้พื้นที่เล็กๆ ตรงนี้กล่าวสวัสดีปีใหม่แก่คุณผู้อ่าน Heart Eat ทุกท่านทั้งขาประจำและขาจร พรใดคงไม่ประเสริฐเท่ากับสุขภาพที่แข็งแรง และความรักใคร่ในหมู่มวลมนุษย์โลก ที่จะทำให้อาหารจานไหนๆ ก็อร่อยถูกปากไปหมด

Heart Eat ฉบับนี้ยังคงยึดพื้นที่ในช่วงเวลาแห่งความสุข นำเอาสูตรขนมที่เหมาะสำหรับช่วงเทศกาล ทั้งทำกินเองที่บ้านหรือจะนำไปเป็นของขวัญแบบฉบับโฮมเมด โดยมากในช่วงเวลาเฉลิมฉลองแบบนี้ ในซีกโลกตะวันตกที่ย้อนกลับไปเป็นร้อยปีได้ เขามี “Tradition” หรือแบบแผนของการเฉลิมฉลองด้วยขนมที่มีเกร็ดน่ารักน่ารู้ที่น่าสนใจ เราคงอาจสงสัยกันว่าทำไมขนมในช่วงคริสต์มาสของฝรั่งถึงหวานนัก? คำตอบแรกเลยคือ สมัยนั้นน้ำตาลเป็นสิ่งของหายาก ต้องมาจากอีกทวีปหนึ่งโดยขนส่งมาทางเรือ ราคาของน้ำตาลทรายสูงนัก เลยทำให้บ้านไหนที่มีขนมหวานไว้เลี้ยงแขก แจกญาติในช่วงเทศกาล ถือว่าเป็น “ไฮโซ สวยและรวยมาก” อย่างภาษาปัจจุบัน ดังนั้นขนมในช่วงคริสต์มาสถึงได้ค่อนหนักไปทางหวานๆ เคลือบน้ำตาล น้ำเชื่อม ยังมักเพิ่มเติมผลไม้ที่แช่อิ่มด้วยน้ำตาลลงไปในส่วนผสม หรืออาจตกแต่งไว้ด้านนอก ที่ไม่เพียงแค่ “โชว์ฐานะ” เท่านั้น ยังช่วยให้ขนมเก็บไว้ได้นานขึ้นอีกด้วย

นอกจากความแพงของน้ำตาลแล้ว เหล่าเครื่องเทศต่างๆ จากซีกโลกตะวันออก ยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องแสดงความฟู่ฟ่าทางฐานะการเงินของเจ้าของงานเลี้ยงในช่วงฤดูหนาวและเทศกาลเฉลิมฉลอง เพราะพวกเครื่องเทศ ไม่ว่าจะเป็นอบเชย กระวาน กานพลู ล้วนแล้วแต่มาจากฝั่งเอเชีย ตะวันออกกลางและอินเดีย การนำเอาเครื่องเทศมาเติมแต่งในขนมหวาน แน่นอนว่าเกิดขึ้นหลังจากการแลกเปลี่ยนสินค้าจากซีกโลกตะวันออกไปยังตะวันตกอีกเช่นกัน อาหาร เครื่องปรุง เครื่องเทศจากโลกตะวันออก ถือเป็นเครื่องบ่งบอกความร่ำรวยในยุคที่การเดินเรือเป็นทางเดียวที่จะขนส่งสินค้าได้รวดเร็วข้ามโลกที่สุด อย่าเปรียบเทียบกับตอนนี้เพราะคุณผู้อ่านอาจไม่เห็นภาพ ตัวอย่างง่ายๆ เลยว่า โต๊ะอาหาร Feast ใหญ่ๆ ในยุโรปในช่วงเวลาหนึ่งเน้นการตกแต่ง Center Piece ด้วยสับปะรด เพราะหายากและมาจากแอฟริกาเท่านั้น นี่คือหนึ่งในตัวอย่าง

พวกขนมในคริสต์มาสหรือปีใหม่ จึงมีส่วนผสมของเครื่องเทศ และเน้นความหวานหอมของน้ำตาลตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เวลาจะรับประทานอาจทำให้เจือจางอีกนิดด้วยการเสิร์ฟกับครีม จนเป็นที่มาว่าเพลงคริสต์มาสของเด็กๆ อย่างเพลง Christmas Pudding จึงมีท่อนหนึ่งที่บอกว่าก่อนกินต้องราดครีมจนทั่ว เห็นไหมว่าวัฒนธรรมการกินยังเรียนรู้ได้จากเพลงอีกด้วย

ฉบับนี้ผู้เขียนจึงอยากนำเอาไอเดียการกิน Christmas Pudding ในแบบสมัยใหม่ ที่ใช้สูตร Fruit Cake เข้ามา เอ่ยถึง Fruit Cake เขาว่ากันว่า ฟรุตเค้กถ้าไม่ชอบไปเลย ก็คือเกลียดไปเลย คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งกลัวเพราะสูตรนี้เราใช้หลักการของ Light Fruit Cake ที่เนื้อนุ่มเบา ไม่หนักหวาน และเลือกแต่ผลไม้ที่ชอบแต่งเติมลงมาใส่ สำหรับ Heavy Fruit Cake ที่หลายคนกลัวนั้นจะราดและเคลือบด้วยน้ำเชื่อม ผลไม้อาจจะเยอะแยะจนหนักหวานและแคลอรี สูตรนี้ตรงกันข้ามกับที่ว่ามาทั้งหมด ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาทำแจกญาติชิมไปบ้าง ได้รับคำชมว่ารับประทานกับกาแฟหรือชาในตอนเช้าแสนจะเข้ากัน ยิ่งกินยิ่งมันหยุดไม่ได้ จากส่วนผสมที่หวานน้อยๆ ตัดสูตรน้ำตาลจากเดิมของฝรั่งไปกว่าครึ่งก็ยังอร่อยอยู่ เคล็ดลับมีเพียงนิดนึงคือ ต้องใช้เนยที่ไม่เย็นและไม่เหลวจนเกินไป พร้อมกับไข่ที่อุณหภูมิห้อง หลักการเดียวกับบัตเตอร์เค้กทั่วๆไป อย่าลืมว่าลูกเกดที่เลือกใช้คุณผู้อ่านสามารถลดความหวานได้โดยเลือกยี่ห้อที่ปราศจากน้ำตาล และนำมาแช่น้ำอุ่นสักครั้งหนึ่งล้างเอาความหวานรอบหนึ่งออกไป ก่อนจะแช่ให้นุ่มนิ่มด้วยเหล้ารัมดีๆ ถ้าไม่ชอบเหล้ารัมไม่ต้องกังวล ลองเปลี่ยนเป็นน้ำเปล่าหรือน้ำแอปเปิ้ลก็ให้ผลดีไม่ต่างจากเหล้ารัมเลย

สูตรนี้ทำแล้วเก็บไว้ในตู้เย็นได้สบายๆ หลายวัน เวลาจะรับประทานเพียงแค่นำมาอุ่นในไมโครเวฟ หรือจะเป็นเตาติ๊ง แบบเตาอบขนาดเล็กก็ได้ไม่ผิดหวัง

Cookool Black Raisin & Rum Cake

เนยจืด 120 กรัม

น้ำตาลทรายขาว ½ ถ้วย

น้ำตาลทรายแดง แบบสีเข้ม ½ ถ้วย

ไข่ไก่ 3 ฟอง

กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

แป้งอเนกประสงค์ 1 ถ้วย + ¼ ถ้วย

เกลือป่น ½ ช้อนชา

อบเชยป่น ½ ช้อนชา

ลูกเกดสีอ่อน ½ ถ้วย

ลูกเกดสีเข้ม ½ ถ้วย

เหล้ารัม ¼ ถ้วย

น้ำสะอาด ½ ถ้วย

วิธีทำ

• คืนก่อนหน้าที่จะทำขนม ผสมน้ำสะอาด เหล้าและลูกเกดทั้งสองชนิดลงในชาม นำเข้าไมโครเวฟประมาณ 2 นาทีเพื่อให้ร้อน พักไว้สักครู่แล้วนำเข้าตู้เย็น หมักลูกเกดไว้อย่างน้อย 1 คืน เมื่อถึงเวลาทำเค้กให้นำออกมาพักไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 2 ชั่วโมง พร้อมไข่ไก่ด้วยเลย

• เริ่มทำเค้ก โดยร่อนแป้ง เกลือ และอบเชยเข้าด้วยกัน พักไว้

• หั่นเนยจืดในโถตี แล้วพักไว้ที่อุณหภูมิห้อง สำหรับสูตรนี้จำเป็นต้องให้เนย ไข่ไก่ และลูกเกดมีอุณหภูมิใกล้เคียงกัน

• เตรียมพิมพ์และเตาอบ โดยทาเนยลงในพิมพ์ หากพิมพ์มีก้นที่กว้าง แนะนำให้ปูกระดาษไขรองก้นพิมพ์ แล้วทาเนยร่อนแป้งบางๆ เพื่อให้ขนมร่อนออกจากพิมพ์ได้โดยง่าย อุ่นเตาอบไว้ที่ 170 องศา

• “ครีม” หรือตีเนยกับน้ำตาลทั้งสองชนิดให้เบาฟู ที่ความเร็วค่อนข้างสูง ใช้เวลาประมาณ 5-8 นาที

• ค่อยๆ เติมไข่ไก่ลงไปทีละน้อยจนหมด ปาดขอบโถและตีต่อไปจนเนียนเข้ากัน

• เติมแป้งที่ร่อนแล้วลงไป ตีให้พอเข้ากัน จากนั้นเติมลูกเกดพร้อมน้ำที่แช่ลูกเกดลงไป ตะล่อมให้ส่วนผสมเข้ากันเป็นเนื้อเดียว

• เทลงพิมพ์ที่เตรียมไว้ นำเข้าอบทันทีที่ 170 องศาอบเค้กโดยใช้เวลาประมาณ 50-60 นาที ขึ้นอยู่กับความกว้างและขนาดของพิมพ์ วิธีสังเกตคือ เนื้อเค้กจะหดจากพิมพ์เล็กน้อย ใช้ไม้แหลมจิ้มลงกึ่งกลางพิมพ์ เพื่อดูว่ามีเศษเค้กแฉะๆ ติดขึ้นมาหรือไม่ นำออกมาพักบนตะแกรงรอให้อุ่นๆ แล้วคว่ำออกจากพิมพ์

• รอให้เย็นสนิท ตกแต่งตามชอบ

• วิธีเสิร์ฟ : หั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีเสิร์ฟ อุ่นในไมโครเวฟประมาณ 10-15 วินาที เสิร์ฟกับวิปครีมเย็นๆ

 

‘บลูริสต้า’ คัดสรรทุกเมนูเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2559 เวลา 12:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/407945

'บลูริสต้า' คัดสรรทุกเมนูเพื่อสุขภาพ

ด้วยความชอบ ด้วยความที่อยากเห็นพนักงานหรือแม้กระทั่งคนที่ผ่านไปมาได้ลิ้มรสและชิมอาหารและเมนูอร่อยที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี และทุกเมนูล้วนเป็นประโยชน์และเป็นผลดีต่อสุขภาพ  และนี่คือความใฝ่ฝันของ  “สุณี เสรีภาณุ” เจ้าของแม็คยีนส์ ที่ตอนนี้มีร้านอาหารที่บรรยากาศดี อาหารอร่อย ไว้ให้ได้เข้าไปลิ้มชิมรสกันได้ที่ “บลูริสต้า” ร้านอาหารและเครื่องดื่ม

สำหรับเมนูพิเศษที่ผ่านการคิดสูตรจากเชฟระดับโรงแรม 5 ดาว ทั้งส่วนประกอบหลัก เครื่องปรุง รวมถึงกรรมวิธี เพื่อให้ครบองค์ประกอบทั้งความอร่อย ถูกหลักอนามัย และคำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ทำให้บลูริสต้าเป็นร้านอาหารเพื่อทุกคนทุกวัยและทุกอาชีพ ซึ่งหันมาดูแลสุขภาพตัวเองและคนที่รักอย่างแท้จริง

“เชฟโจ” ผู้ที่มีประสบการณ์ทางด้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 14 ปี ทั้งการบริการและการจัดการจากโรงแรมระดับ 5 ดาวหลายแห่งในเมืองไทย มาร่วมคิดค้นสูตรสำเร็จตั้งแต่เครื่องปรุงและส่วนผสมหลัก จนถึงเมนูอาหารและเครื่องดื่มในร้านบลูริสต้า ทำให้หน้าตารวมถึงรสชาติเหมือนเรากำลังรับประทานอาหารและเครื่องดื่มจากโรงแรม 5 ดาว แต่จ่ายเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น

 

สำหรับเมนูพิเศษ คือ สลัดหุ่นเพรียว ทำมาจากไก่ปรุงรสพิเศษ และน้ำสลัดโฮมเมดที่มีพลังงานไม่ถึง 200 แคลอรี และยำส้มโอปลาแซลมอน ที่รสชาติถูกปากอย่างมาก มีความกลมกล่อมและครบรส ซึ่งทั้งสองเมนูนี้ทำให้ผู้ที่ได้ทานเข้าไป ทั้งอิ่ม อร่อย และผอมสุขภาพดี หรือระหว่างที่ทานนั้นไม่ต้องกลัวในเรื่องอ้วน เพราะแต่ละเมนูผ่านการคำนวณมาแล้ว

ขณะที่เมนูประเภทอาหารจานเดียว เช่น ข้าวผัดปลาแซลมอน ก็อร่อยไม่แพ้เมนูอื่นๆ และราคาก็ไม่ได้แพงจนไม่สามารถจับต้องได้ ส่วนรสชาตินั้นถือว่ากลมกล่อม

“บลูริสต้า” ไม่ได้มีแต่เมนูจานหลัก แต่ยังมีเมนูเครื่องดื่มให้เลือกสรรด้วย   และในแต่ละเมนูก็จะผ่านการคัดสรรมาอย่างดี เช่น BluRista Signature Iced Tea ที่เป็นชาดำคัดพิเศษ ชงด้วยกรรมวิธีเฉพาะของทางร้าน และท็อปปิ้งด้วยผลไม้สด หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ทั้งกีวี มะม่วงสุก สตรอเบอร์รี่ หรือผลไม้ตามฤดูกาล และอีกเมนูแนะนำคือ Caramel Macchiato Frappe ที่มีความละมุนหอมกรุ่นและกลมกล่อมด้วยส่วนผสมหลักคาราเมลสูตรเฉพาะของทางร้าน

ปีใหม่นี้หากอยากจะมองหาร้านอาหารบรรยากาศดีๆ เมนูอร่อย ไม่ต้องกลัวในเรื่องน้ำหนัก ก็อย่าลืมแวะมาที่ “บลูริสต้า” ได้ ซึ่งร้านจะตั้งอยู่บริเวณที่ตั้งของบริษัท แม็คกรุ๊ป  ย่านประเวศ

 

กินข้าวต้ม-หมูปิ้งริมทาง คลายความหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2559 เวลา 14:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/407833

กินข้าวต้ม-หมูปิ้งริมทาง คลายความหนาว

โดย…สุรชัย พิรักษา

จากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ส่งผลดีกับร้านขายข้าวต้มและข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ตั้งขายตามริมถนน ทั้งในเขตเทศบาลเมืองและเขตอำเภอเมืองบุรีรัมย์กว่า 10 แห่ง ขายดิบขายดีเป็นพิเศษ เพราะมีประชาชน ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา นิยมมาซื้อไปรับประทานกันอย่างคึกคัก

โดยเฉพาะช่วงเช้า เนื่องจากเป็นอาหารที่รับประทานง่าย อีกทั้งยังเชื่อว่าหากรับประทานอาหารร้อนๆ ก็จะช่วยทำให้อุณหภูมิในร่างกายอุ่นขึ้นด้วย จนบางร้านปิ้งหมูแทบไม่ทันกับความต้องการของลูกค้าที่มารอซื้อ และบางรายเปิดขายไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็หมดเกลี้ยง

 

แต่ละวันสามารถสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้าเฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท/ราย จากปกติขายได้เพียงวันละ 2,000–3,000 บาทเท่านั้น และคาดว่าจะขายดีไปจนสิ้นสุดฤดูหนาว ทำให้พ่อค้าแม่ค้าบางรายต้องลงทุนเพิ่มเพื่อกอบโกยรายได้ในช่วงหน้าหนาวนี้

ศุภลักษณ์ ชุมหิรัญ อายุ 30 ปี เป็นอีกแม่ค้าขายข้าวต้ม ข้าวเหนียวหมูปิ้ง อยู่ที่หน้าวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ บอกว่า ได้ยึดอาชีพขายข้าวต้มและข้าวเหนียวหมูปิ้งมาตั้งแต่รุ่นแม่แล้ว จนถึงขณะนี้รวมกว่า 10 ปีด้วยกัน

 

ศุภลักษณ์ บอกอีกว่า หมูปิ้งจะมีสูตรต้นตำรับที่คิดค้นขึ้นเอง รสชาติอร่อย เนื้อนุ่ม จนลูกค้าติดอกติดใจ ร้านจะเปิดขายตั้งแต่เวลาตี 5-9 โมงเช้า แต่ช่วงหน้าหนาวขายหมูปิ้งนั้นย่างแทบไม่ทันเพราะช่วงเช้าจะมีลูกค้ามารอซื้อจำนวนมาก ซึ่งปกติจะขายมีรายได้เพียงวันละ 2,000–3,000 บาท แต่ช่วงนี้ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นลง ก็จะขายดีเป็นพิเศษได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 5,000 บาทเลยทีเดียว

 

“ซอร์เรนโต” รสชาติ (อิตาเลียน) เก่าในร้านใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2559 เวลา 14:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/407831

“ซอร์เรนโต” รสชาติ (อิตาเลียน) เก่าในร้านใหม่

โดย…โจ เกียรติอาจิณ ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

ถามไถ่กันมามากมายหายไปไหนหนอ “ซอร์เรนโต” ร้านอาหารอิตาเลียนชื่อดัง กลับมาแล้วนะ กลับมาเอาใจแฟนๆ ที่บ่นคิดถึงความเป็นซอร์เรนโต โดยกลับมาครั้งนี้ได้รับปรับโฉมใหม่และใช้ชื่อใหม่ “วิลลา ดิ ซอร์เรนโต” ณ สาทร ซอย 10 (เดิมตั้งอยู่สาทร ซอย 2)

เพิ่มอารมณ์ความเป็นบ้าน เพื่อให้ก่อเกิดบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง ด้านหน้าเป็นบัลโคนี หรือระเบียงหน้าบ้าน แม้จะมีขนาดเล็กๆ แต่นั่งสบายๆ ในยามเย็น นั่งจิบเครื่องดื่มแก้วโปรด ก่อนจะย้ายเข้าสู่ภายในบ้าน เต็มรูปแบบด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้และโซฟาโทนสีเข้มขรึม

หนึ่งสีสันที่มาพร้อมกับโฉมใหม่ นั่นคือ บาร์เครื่องดื่ม หุ้นส่วนและดีกรีแชมป์ Global World Class Top 20 Best Bartenders 2015 “ต้น-พงศ์ภัค สุทธิพงศ์” ต่อยอดความรู้โดยการทำให้ที่นี่หวือหวาน่าพิสมัยกว่ายุคเก่า นำเสนอเครื่องดื่มหลากหลายที่เขารังสรรค์ขึ้นเสิร์ฟแก่ลูกค้า

แต่ด้วยความเป็นบ้าน หัวใจสำคัญย่อมขาดพื้นที่สวนอยู่ตรงกลางบ้านมิได้ ที่นี่จึงมีความร่มรื่นพิเศษ นอกเหนือจากนั้นยังขยายโซนห้องไพรเวตด้านในสุด ทำคล้ายห้องสมุด เหมาะที่จะมาจิบชายามบ่าย อ่านหนังสือหรือผ่อนคลายในมุมสงบ

ขยับออกไปอีกหน่อย เวอร์ติโก การ์เด้น สามารถมองเห็นวิวตึงสูงละแวกใกล้เคียง แซมด้วยสีเขียวจากไม้นานาพันธุ์ ที่ถูกเนรมิตขึ้นในลักษณะสวนแนวดิ่ง เหมาะแก่การนั่งชิลจริงๆ

 

เรื่องอาหารนั้นหายห่วง เพราะเชฟคนเก่าเจ้าเดิม “เชฟต่าย” ที่เคยฝากรสมือไว้เมื่อ 26 ปีก่อน เป็นผู้ทำหน้าที่เฮดเชฟ ปรุงแต่งรสชาติอิตาเลียนในแบบฉบับซอร์เรนโต ลูกค้ายุคแรกมั่นใจได้เลยว่าประสบการณ์เชฟต่ายยังเป๊ะและปึ้ก

“รสชาติของอาหารอิตาเลียนจะชูโรงด้วยความสดใหม่ของวัตถุดิบ ปรุงแต่งน้อย ความอร่อยที่ได้ก็มาจากวัตถุดิบนั่นละครับ ไม่ใช่เครื่องปรุงรส” พงศ์ภัค บอก

พิสูจน์ได้จาก 4 จานเด่นนี้ ที่ยกมาเสิร์ฟต่อหน้า น่าลิ้มลองทุกจาน แค่หน้าตาอาหารและการจัดวาง ก็ทำเอาน้ำลายเริ่มสอเสียแล้ว

 

ประเดิมที่ Burrata Salad พระเอกคือ ชีสบูร์ราตา ถือเป็นเทพแห่งชีสสดของอิตาลี ทำจากมอซซาเรลลาและครีม มีความนุ่มในตัว กินง่ายกว่าทุกๆ ชีส เข้ากับมะเขือเทศเชอร์รี่รสหวาน ราดซอส
ราสพ์เบอร์รี่บัลซามิค รสชาติสดชื่น

Hokkaido Scallops with Thermidor Cream กลิ่นครีมซอสโชยมา ครีมซอสสไตล์เทอร์มิดอร์เด่นตรงมีความเหนียวเยิ้ม ยิ่งมาเจอหอยเชลล์ฮอกไกโดสดๆ ก่อนจะนำเข้าอบและเบิร์นด้านหน้าให้ไหม้เล็กน้อย เป็นใครต้องยอมละลายคาจาน

นี่ Pizza Sorrento คือที่สุดของความอร่อย มาแล้วต้องสั่ง ไม่สั่งถือว่ายังมาไม่ถึงซอร์เรนโตพิซซ่าแป้งบางเฉียบบบบ ประกบกันสองชั้น ไส้ในมีชีสมาสคาร์โปน พาร์มาแฮม ผักร็อกเกตและมะเขือเทศ เป็นส่วนผสมที่เรียบง่าย แต่อร่อยฟินไปสุดหล้าฟ้าไกล เค็มนิดๆ จากพาร์มาแฮม หวานหน่อยๆ จากมะเขือเทศ เปรี้ยวเบาๆ จากชีสมาสคาร์โปน ผักร็อกเกตขมติดปลายลิ้นและกลิ่นฉุนเฉพาะตัว รวมกันในหนึ่งชิ้น กลมกล่อม ต้องลองๆๆ แล้วจะตกหลุมพิซซ่า (จานนี้)

ปิดท้าย Roasted Snow Fish with Chorizo, Walnut, and Red Pepper Relish ปลาหิมะจี่แล้วท็อปด้วยเครื่องเคราต่างๆ เช่น ไส้กรอกโซริโซกับวอลนัต ไส้กรอกโซริโซมีความเค็มๆ มันๆ หอม
วอลนัตตัดกับเนื้อปลาหิมะนุ่ม เพิ่มรสด้วยซอสพริกแดง ถั่วหวานผัดวางข้างๆ โอ้ย!!! เป็นอีกจานที่ต้องยอมให้เขาล่ะ

อยากมาลิ้มลองรสชาติอิตาเลียนเก่าของซอร์เรนโตในร้านใหม่ ก็แวะมาได้ทุกวัน ที่นี่พร้อมบริการตั้งแต่เวลา 11.00-23.00 น. โทร. 02-234-9933,02-234-9841

 

เมนูกล้วยๆ อร่อยขั้นเทพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2559 เวลา 14:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/407824

เมนูกล้วยๆ อร่อยขั้นเทพ

โดย…สาโรจน์ มีวงษ์สม

วัสดีปีใหม่และขอต้อนรับการก้าวเข้าสู่ปีนักษัตร ปีวอก หรือปีเจ้าจ๋อจอมซนนะครับ

ตามคำทำนายทายทักกันว่าคนเกิดปีนี้เป็นคนที่สนุกสนาน ร่าเริง คล่องแคล่ว และน่ารัก แถมยังมีลูกเล่นแพรวพราว เหนืออื่นใดยังบอกว่าคนเกิดปีวอกนั้นชอบรับประทานอาหารมากๆ และที่พวกเขาชอบกินเป็นพิเศษก็คือ “กล้วย” นะสิครับ

ผมว่าไม่เฉพาะปีวอกกระมังที่ชอบกินกล้วย คนส่วนใหญ่น้อยนักจะปฏิเสธกล้วย บ้างชอบกล้วยรสหวานละมุนอย่างกล้วยน้ำว้า บ้างหลงใหลในกลิ่นหอมของกล้วยหอม บางคนชอบกล้วยลูกเล็กหวานจัดอย่างกล้วยไข่ เอาเป็นว่ากล้วยนั้นถือเป็นผลไม้ปฐมบทที่คนเรารู้จักกันดี กินง่าย หาซื้อง่าย จนมีคำสุภาษิตเปรียบเปรยที่ว่า “ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก” กันไงครับ

เท่าที่ศึกษาหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์ต่างลงความเห็นกันว่ากล้วยที่ปลูกกินกันอยู่ทุกวันนี้ มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่อินเดีย และพบว่ามีอยู่มากในแถบเอเชียตอนใต้ โดยเฉพาะทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย เมียนมา เขมร จีนตอนใต้ หมู่เกาะอินโดนีเซีย เกาะบอร์เนียว ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน

 

กล้วยยังมีเส้นทางการเผยแพร่ราวกับนิยาย เมื่อประมาณปี ค.ศ. 200 บริเวณเมดิเตอร์เรเนียนยังไม่มีการปลูกกล้วย จนถึงปี ค.ศ. 650 เมื่อชาวอาหรับเดินทางติดต่อค้าขายกับแอฟริกา พวกอาหรับได้นำกล้วยมาเผยแพร่ที่แอฟริกาด้วย

ในราวศตวรรษที่ 15 เมื่อชาวยุโรปเดินทางไปยังดินแดนต่างๆ เพื่อการสำรวจและแสวงหาดินแดนใหม่ ณ เวลานั้นปรากฏว่าแถบชายฝั่งของแอฟริกาตะวันตกประชาชนนิยมปลูกกล้วยกันอย่างแพร่หลายกันแล้ว

 

การเดินทางของกล้วยมิได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะในปี ค.ศ. 1400 ชาวโปรตุเกสซึ่งเป็นนักเดินเรือผู้เก่งกล้าได้นำกล้วยไปยังหมู่เกาะคานารีด้วย ปัจจุบันหมู่เกาะคานารีกลายเป็นแหล่งปลูกกล้วยที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

มีผู้กล่าวว่า กล้วยเป็นอาหารชนิดแรกของมนุษย์และเป็นพืชชนิดแรกที่มีการปลูกไว้ตามบ้าน มีเอกสารกล่าวว่า คนแถบเอเชียใต้นั้นใช้ประโยชน์จากกล้วยกันมานานแล้ว และกล้วยก็เป็นผลไม้ชนิดแรกที่คนเอเชียแถบร้อนชื้นนำมาทำอาหารก่อนรู้จักกับการดื่มนมเสียอีก เรียกได้ว่าทารกไทยในยุคก่อนส่วนใหญ่นั้นก็เติบโตมาด้วยกล้วยบดด้วยกันทั้งนั้น

 

กล้วยนับเป็นพืชมหัศจรรย์ เพราะทุกส่วนของกล้วยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากจะรับประทานได้ทั้งผลดิบและสุก ยังต่อยอดนำไปทำอาหารทั้งคาวหวานได้หลากหลาย ทั้งกล้วยทอด กล้วยเชื่อม กล้วยบวชชี กล้วยดิบก็นำมาต้มฝานบางๆ กินกับมะพร้าวเพิ่มรสชาติด้วยน้ำตาลและงา และยังนำไปแปรรูปได้อีกหลากหลาย แถมพ่อครัวยุคใหม่ยังหัวใสหยิบเอากล้วยไปรังสรรค์เป็นเมนูได้หลากหลาย เห็นแล้วชื่นใจครับ

จะว่าไปแล้วกล้วยนับเป็นผลไม้ที่สามารถหามากินได้ตลอดทั้งปี อุดมไปด้วยวิตามินบี วิตามินเคและแร่ธาตุที่มีประโยชน์กับร่างกายเราอีกมากมาย แถมยังสามารถนำมาดัดแปลงเพิ่มความอร่อยได้หลากหลาย และนี่คือไอเดียการนำกล้วยมาดัดแปลงเป็นเมนูให้อร่อยแบบขั้นเทพ

คุกกี้กล้วยหอม วิธีการง่ายๆ หยิบกล้วยหอมมาทำคุกกี้คือบดกล้วยหอมให้ละเอียด แล้วนำไปคลุกเคล้ากับส่วนผสมสำหรับทำคุกกี้ อบให้กรุบกรอบอีกสักนิด เท่านี้ก็อร่อยเพลินเกินห้ามใจ

ขนมปังกล้วยหอมช็อกโกแลตชิป ใครที่เคยอบขนมปังรับประทานเอง คราวนี้ลองเสริมไอเดียด้วยการใช้กล้วยหอมที่เพิ่มช็อกโกแลตชิปลงไปในส่วนผสมของขนมปัง จากนั้นก็นำไปอบตามปกติ นอกจากจะภูมิใจกับขนมปังโฮมเมด ยังอร่อยและได้ประโยชน์

กล้วยอบน้ำเชื่อมเมเปิล เมนูนี้ใช้ได้ทั้งกล้วยหอม กล้วยน้ำว้า หรือว่ากล้วยไข่ รวมถึงกล้วยหักมุกก็ได้หมด วิธีการคือแค่นำมาฝานครึ่งแล้วอบให้พอส่งกลิ่นหอมอบอวล เสร็จแล้วก็นำออกมาราดน้ำเชื่อมเมเปิล แล้วโรยเมล็ดอัลมอนด์อบแห้งบดลงไปเท่านี้ก็ฟินแล้ว

 

ไอศกรีมกล้วยหอมเคลือบช็อกโกแลต วิธีการคือหั่นกล้วยครึ่งหนึ่งในแนวเฉียง เสร็จแล้วก็นำไปเสียบไม้ไอศกรีม แล้วนำกล้วยไปแช่แข็งจนกลายเป็นไอศกรีม ระหว่างรอนั้นก็มาเคี่ยวน้ำผึ้งผสมอบเชย ต่อด้วยอบพีนัตหรือเมล็ดอัลมอนด์คั่วบด และตุ๋นช็อกโกแลตให้เหลวได้ที่ จากนั้นก็ใส่น้ำผึ้งที่เคี่ยวไว้ลงไปคนจนทุกอย่างเข้ากัน แล้วนำกล้วยแช่แข็งมาจุ่มเคลือบช็อกโกแลตประมาณครึ่งส่วน จากนั้นก็ทิ้งไว้ให้ช็อกโกแลตแข็งตัว เสร็จแล้วก็หม่ำเลยครับ

แซนด์วิชกล้วยกับเนยถั่ว เมนูสุขภาพจานนี้เริ่มด้วยการหั่นกล้วยเป็นแว่น แล้วทาด้วยเนยถั่วให้แน่นๆ จากนั้นก็นำกล้วยอีกชิ้นมาประกบเป็นแซนด์วิชกล้วยชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปแช่แข็งสักหน่อย หยิบกินเมื่อไรก็อร่อยเมื่อนั้น

 

บานาน่าครีมพาย ใครที่ชอบกินทาร์ตหรือครีมพาย ลองทำเมนูนี้กัน เริ่มแรกก็บดขนมปังกรอบจนละเอียดทำเป็นถาดทาร์ตกันก่อน อัดให้แน่นๆ จากนั้นก็หั่นกล้วยเป็นชิ้นแว่น แล้วนำมาวางเรียงให้เต็มถาดทาร์ต เสร็จแล้วก็ราดครีมพายที่ผสมไว้จนเต็ม แล้วนำไปแช่เย็นสัก 6 ชั่วโมง ก่อนตัดเป็นชิ้นกินได้เลย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อย ที่เมนูกล้วยๆ ทว่าอร่อยขั้นเทพนั้นนำมาฝากกัน ถ้าสร้างสรรค์เมนูใหม่ขึ้นมาก็อย่าลืมมองหากล้วยใบสวยเข้าไปแจม แล้วคุณจะรับรู้ถึงความมหัศจรรย์ของมัน

 

อร่อยแบบ อภิโภชน์ ราดหน้ายอดผัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2559 เวลา 13:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/407821

อร่อยแบบ อภิโภชน์ ราดหน้ายอดผัก

โดย…พี่เวส

กติก็ไม่คิดจะย่างกรายไปแถวรามคำแหงสักเท่าไรนักหรอกครับ เพราะรถนั้นแสนติด ผู้คนก็วุ่นวาย แต่บังเอิญวันนี้ควบพี่เวสป้าไปธุระแถวนั้น พอดีกับเวลาเที่ยงๆ สายตาจึงมองหาของอร่อยๆ กิน และก็มาจ๊ะเอ๋กับร้านอภิโภชน์ ราดหน้ายอดผัก พอดี คนกำลังแน่นร้าน นั่นก็เท่ากับว่าร้านนี้เขาต้องไม่ธรรมดา

เท่าที่เด็กเสิร์ฟในร้านบอกว่า ร้านนี้เปิดมานานมากแล้ว เริ่มจากขายราดหน้ายอดผัก ตอนหลังก็มาเพิ่มข้าวหมูแดง หมูกรอบ แล้วก็ก๋วยเตี๋ยวหมู เย็นตาโฟ ที่รสชาติเด็ดดวงไม่แพ้กัน

มาที่ร้านนี้แนะนำว่าต้องสั่งราดหน้าหมี่กรอบ เส้นของเขากรอบมากและไม่หืน ถ้าใครชอบเส้นหมี่ เส้นใหญ่ ก็มีบริการให้เลือกตามชอบเลย ผักคะน้าอ่อนๆ กรอบๆ สมเป็นยอดผักของจริง

ผมว่าทีเด็ดเขาอยู่ที่น้ำราดหน้าเพราะใส่ไข่ เลยทำให้อร่อยแบบเข้มข้น หมูเขาก็ผ่านการหมักและปรุงรสมาอย่างดี นุ่มมากเลยล่ะครับ ส่วนเส้นใหญ่ เส้นเล็ก ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นกระทะ นี่ล่ะเสน่ห์ของราดหน้าของแท้

ใครสนใจรับประทานผัดซีอิ๊วก็มีให้ลองและอร่อยเด็ดไม่แพ้กันครับ พอตกเย็นร้านนี้ยังเปลี่ยนเป็นขายข้าวต้มปลา ว่างแวะไปชิมกันครับ

ร้านตั้งอยู่ที่ซอยรามคำแหง 24 (ซอยเอแบค) เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30-20.00 น. โทร.02-718-5004

 

เลนซี่ ทัสคัน คิทเช่น ลิ้มรสอาหารทัสคานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2559 เวลา 13:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/407820

เลนซี่ ทัสคัน คิทเช่น ลิ้มรสอาหารทัสคานี

โดย…วิศิษฐ์ แถมเงิน

ใครที่ชื่นชอบแฮม ชีส และอาหารอิตาเลียนรสชาติดั้งเดิม(รวมทั้งไวน์จากอิตาลี) ต้องไม่พลาดมาลิ้มชิมรสฝีมือการปรุงอาหารของเชฟฟรานเซสโก เลนซี่ ที่ร้านเลนซี่ ทัสคัน คิทเช่น ซึ่งตั้งอยู่ซอยร่วมฤดี 2 ถนนวิทยุ

ด้วยการตกแต่งร้านที่ให้บรรยากาศความเป็นทัสคานี ประเทศอิตาลี (บ้านเกิดของเชฟ) ที่ซึ่งสะดุดตามากที่สุดคือสีและดีไซน์ของเก้าอี้และโซฟา นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถสร้างประสบการณ์ดีๆ ให้กับชีวิต ด้วยการเลือกที่นั่งที่สามารถมองเห็นครัวได้อีกด้วย โดยทางร้านเปิดให้บริการ 2 ชั้น 85 ที่นั่ง มีบริการรับจอดรถและไว-ไฟให้แก่ลูกค้า

เมนูเด็ดที่มาถึงที่นี่แล้วต้องห้ามพลาด นั่นคือ เมนูแฮมที่ผลิตขึ้นจากฟาร์มของคุณลุงของเชฟที่ประเทศอิตาลี (มีแฮมหลากหลายรูปแบบ หลากหลายรสชาติ โดยเฉพาะราชาแห่งแฮม ซึ่งเป็นแฮมที่ทำจากส่วนน่อง ขอบอกว่าเด็ดสุด) โดยเราจะกินร่วมกับชีส จิ้มน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์กับซอสบัลซามิกที่บ่มไว้นานถึง 4 ปี (กลิ่นกำลังดี รสชาติกำลังโดน)

 

นอกจากนี้ ยังมีเมนูปลาทะเลที่หั่นเต๋า คลุกเคล้ากับอัลมอนด์และเนื้อส้ม (ทำให้รสชาติมีความเปรี้ยวกับความมันผสมเข้าด้วยกันได้อร่อยเหาะ) ราดด้วยซอสบัลซามิก ยิ่งอร่อยอย่าบอกใคร

เมนูต่อมา เป็นแป้งสอดไส้หมูและเนื้อ ราดด้วยซอสที่ปรุงจากเนื้อ ท็อปด้วยชีสขูด ซึ่งเป็นเมนูอาหารดั้งเดิมของทัสคานี ขอบอกว่าห้ามพลาดโดยเด็ดขาด ตบท้ายด้วยเมนูปลาแซลมอน ชีส ผักโขม ที่ห่อหุ้มด้วยแป้งพัฟฟ์ ที่เมื่อผ่าครึ่งก่อนกิน ชีสจะไหลออกมาน่าลิ้มลอง

ร้านแห่งนี้เปิดบริการทุกวัน วันละสองช่วงเวลา นั่นคือ 11.45-13.45 น. และ 18.00-23.00 น. (ครัวปิด 22.45 น.) โทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ 02-001-0116 หรือ 08-7033-2732

 

กุยช่าย ‘ร้านสบายท้อง’ มีดีที่น้ำจิ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2559 เวลา 13:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/407818

กุยช่าย ‘ร้านสบายท้อง’ มีดีที่น้ำจิ้ม

โดย…มีนา

ครชอบกินกุยช่ายราดน้ำจิ้มรสแซ่บชุ่มๆ ลองพรีออร์เดอร์กุยช่ายของร้าน “สบายท้อง” บาย กบ รับรองไม่ผิดหวัง แถมใครชอบน้ำจิ้มเยอะๆ สามารถสั่งพิเศษได้ในปริมาณที่เหมาะสมกุยช่ายร้านสบายท้องเป็นการสร้างแบรนด์ของคนรักกุยช่าย อย่าง กบ-ศรันค์ธร จัยสิน วัย 36 ปี ที่ชื่นชอบการกินกุยช่ายมากๆ โดยร้านเกิดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยแรงบันดาลใจในการทำกุยช่ายของเธอเกิดขึ้นจากช่วงนั้นแม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ของกินหากอร่อยอย่างไรก็อยู่ได้ ประกอบกับเธอชอบเสาะแสวงหากุยช่ายรสชาติอร่อยๆ กิน ลองกินลองชิม อีกทั้งกุยช่ายยังเหมาะเป็นทั้งอาหารคาวและหวาน กินได้เรื่อยๆ เธอจึงพัฒนาสูตรร่วมทั้งวิธีการปั้นอย่างไรให้แป้งนุ่มบาง

“พอดีเจอคนทำกุยช่าย เราค่อยๆ เรียนรู้จากเขา ค่อยๆ ทำค่อยๆ ปรับสูตร เพราะรสชาติดั้งเดิมของเขาเรายังไม่ถูกใจ ประกอบกับดิฉันชอบกินกุยช่ายอยู่แล้ว เราก็ทำไปชิมไป เปลี่ยนปรับสูตรไปเรื่อยๆ จนได้กุยช่ายรสอร่อย แป้งบาง จากเมื่อก่อนแป้งหนา ไส้ไม่อร่อยเท่าที่ควร ดิฉันค่อยๆ ปรับทำบ้าง ทิ้งบ้าง ปรับปรุงรสชาติเกือบครึ่งปี จนได้เป็นกุยช่ายรสชาติอร่อย แป้งบางนุ่มเป็นที่ถูกปากใครหลายๆ คน”  และเปิดขายเรื่อยๆ โดยไม่มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง ใช้วิธีโทรสั่งก่อนแล้วรอสัก 4 วันจึงจะได้กิน เพราะนอกจากยากที่จะหาวัตถุดิบ เช่น ผักกุยช่ายที่คุณภาพดีแล้ว ยังใช้กรรมวิธีที่พิถีพิถันในการปั้นให้แป้งบาง

 

“วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีเราต้องสั่งของก่อนล่วงหน้า โดยเฉพาะไส้ยอดฮิตของเราคือไส้กุยช่าย ผักคุณภาพดีมีจำกัด พอเราสั่งซื้อผักเยอะๆ ก็ไม่มี เราต้องล็อกวัตถุดิบเอาไว้ล่วงหน้า บางเจ้าผักฉีดสารเราก็ไม่เอา เราเลือกเจ้าที่ขายผักสดเท่านั้น เพราะหากเราใช้ผักกุยช่ายที่แช่สารมา พอทำขนมกินแล้วจะเสียเพราะรสชาติเพี้ยนไป หรือนึ่งแล้วผักสีคล้ำคล้ายผักเน่าเราก็ไม่เอา การเลือกวัตถุดิบที่ดีจึงสำคัญ ไม่ได้เหมือนที่เราตั้งใจเราก็ไม่ขาย ต้องแคนเซิลออร์เดอร์ไปบ้างก็มี เพราะผักไม่ได้คุณภาพจริงๆ ลูกค้าของกุยช่ายสบายท้องเรียกว่ามีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดก็มี แต่ต้องเปลี่ยนจากการตระเวนส่งให้ถึงมือลูกค้าเป็นการส่งตามท่ารถตู้บ้าง เช่น นครปฐม หรือจังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพฯ เพื่อคงความสดของกุยช่ายเอาไว้ เพราะเราไม่ใส่สารกันบูด”

กุยช่ายที่ลูกค้าสามารถสั่งได้มีทั้งขนาด 8 ลูก 70 บาท กล่อง 10 ลูก ราคา 80 บาท กล่อง 20 ลูก 150 บาท หรือลูกค้าต้องการจัดเลี้ยงก็สั่งทำเป็นแพ็กเล็กๆ ก็สามารถสั่งได้ กุยช่ายมีให้เลือกอร่อยถึง 4 ไส้ ได้แก่ กุยช่าย เผือก มันแกว และหน่อไม้ สำหรับไส้ที่ยอดฮิตสั่งมาไม่ได้ขาด ได้แก่ กุยช่ายผักสีเขียวๆ นี่แหละ เพราะลูกค้าต่างพูดกันปากต่อปากว่าไส้ค่อนข้างเยอะ แป้งบาง นุ่ม อีกทั้งมีน้ำจิ้มที่รสชาติจี๊ดจ๊าด เผื่อทำให้ถูกปากคนไทย เคล็ดลับน้ำจิ้มรสเด็ดอยู่ตรงใช้น้ำมะขามผสมลงไปช่วยเพิ่มรสชาติเปรี้ยวแบบกลมกล่อมมากขึ้น หรือหากเด็กๆ ไม่ชอบกินน้ำจิ้มที่มีรสชาติเผ็ด สามารถหยิบใส่ปากกินได้เลย

 

“กุยช่ายไส้ที่ทำยากที่สุดไม่มีค่ะ ยากง่ายพอๆ กัน เรามีออร์เดอร์เกือบทุกวัน ทำกับมือไม่ว่างเลยวันละ 3,000 ลูก เพราะเราต้องค่อยๆ ใช้มือปั้น อีกทั้งใช้แรงงาน เพราะควบคุมความบางของแป้งได้ คนปั้นมือต้องเบา ถ้ามือไม่เบาลูกก็แตก เวลานึ่งต้องค่อยๆ แย้มฝาดู เพราะเราพยายามปั้นให้แป้งนุ่มบางเข้าไว้”

ใครสนใจสั่งกุยช่ายร้านสบายท้อง บาย กบ ที่ไม่ได้กินแล้วแค่อิ่มท้องแต่ยังอร่อยอีกด้วย สั่งมาได้ที่ 08-9831-6891 หรือทางไลน์ไอดี sarunkob ย้ำว่าต้องสั่งล่วงหน้าเท่านั้นอย่างน้อย 3-4 วันจึงได้กิน ยิ่งช่วงปีใหม่ออร์เดอร์ยิ่งชุกทำกันไม่หวาดไม่ไหวเลย เพราะคนนิยมสั่งกุยช่ายเป็นของฝากสำหรับเทศกาลปีใหม่นี้

 

ชอร์ตคัต ออร์แกนิก ทางลัดคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2558 เวลา 11:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/407592

ชอร์ตคัต ออร์แกนิก ทางลัดคนรักสุขภาพ

โดย…โจนาธาน

มาแล้วๆ รถบริการสินค้าเกษตรอินทรีย์ “ชอร์ตคัต ออร์แกนิก” (Shortcut Organic) ไปทุกที่ (แต่จอดประจำแถวลาดพร้าว 101) แน่นอน ตลาดสีเขียวและอีเวนต์เพื่อสุขภาพมักจะปรากฏรถคันนี้ให้ได้เห็นทุกครั้ง สังเกตให้ดีของแท้และตัวจริง โลโก้ต้องมี “กัน” ผู้หญิงอารมณ์ดีเป็นสัญลักษณ์

อดีตผู้สื่อข่าวสายกีฬาผันตัวมาเป็นแม่ค้า เพราะแรงบันดาลใจจากเพื่อนชาวต่างประเทศ (ทางเฟซบุ๊ก) ที่พยายามปลูกผักกินเอง ทั้งๆ ที่บ้านของเขาเป็นเมืองหนาว ทำให้เธอปิ๊งไอเดียเพียงแค่คิดว่าเมืองร้อนอย่างประเทศไทย อากาศแจ่มใสกว่าภูมิลำเนาเพื่อนรายนั้น ทำไมเธอจะริเริ่มปลูกผักกินเองไม่ได้

 

เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอก็พุ่งไปที่เว็บไซต์เพื่อหาข้อมูล (เลยคร้า 555) แล้วเธอก็เจอแหล่งข้อมูลมากมาย ทำเอาตาลาย เพราะไม่ใช่เธอคนแรก มีคนอื่นทำมาก่อน ค่อยๆ ชั่งใจและไม่รีบร้อนว่าจะปักธงขอความรู้จากใครและที่ไหนดี สุดท้ายเธอตัดสินใจเข้าร่วมอบรมจากกูรูที่เรื่องเกษตรอินทรีย์

อบรม 2-3 ครั้ง จากนั้นเธอก็นำความคิดมาต่อยอด ด้วยการขับรถตระเวนหาเชื้อจุลินทรีย์มาปั้นเป็นก้อนดินจุลินทรีย์ สำเร็จเกินครึ่งทาง แต่โชคไม่ดีน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ พอดี จึงจำเป็นต้องพับโครงการ แต่ความรู้ทำดินเชื้อจุลินทรีย์ยังมีอยู่ ไม่รีรอเธอขอนำมาลองใช้บำบัดน้ำเสียที่บ้านซะเลย ผลลัพธ์กลับน่าพอใจ ชีวิตหลังน้ำลดเธอสานต่อความฝัน โดยย่อขนาดและเปลี่ยนจากโครงการใหญ่มาเป็นการปลูกผักอินทรีย์แปลงย่อมๆ รอบบ้าน ควบคู่เปิดร้านกาแฟ

 

“นอกจากขายกาแฟแล้ว ในร้านก็ยังมีผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์และของใช้ทำมือจากเพื่อนๆ มาวางขายด้วย คือความตั้งใจจะทำเป็นศูนย์กลางหรือทางลัด ที่จะนำสินค้าแนวเกษตรอินทรีย์จากแหล่งต่างๆ และของเพื่อนๆ มาสู่ผู้บริโภคค่ะ ประจวบกับจุดที่ตั้งร้านเป็นที่เช่าตรงหัวมุมทางแยกที่จะลัดออกสู่ถนนใหญ่ ก็เลยตั้งใจตั้งชื่อร้านว่า ชอร์ตคัต ออร์แกนิก”

ธุรกิจนี้น่าจะไปได้สวย แต่ก็ต้องมาเจอปัญหากับเจ้าของที่ดิน ทางออกในใจเธอคือหวังจะไปตั้งแผงในตลาดสีเขียว เริ่มทำสักพัก เธอว่าเสียเวลาเดินทางไปกลับโดยใช่เหตุ แล้วไหนจะเหนื่อยยิ่งกว่าการตั้งร้านอยู่กับที่ เธอและสามีปรึกษาหารือกัน จนได้ข้อสรุปที่ใช้ขายของบนรถ ขับไปเรื่อยๆ ตามใจฉัน เหนื่อยก็พัก หนักก็หยุด ที่สำคัญ ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และไม่ต้องขนย้ายสินค้าให้เปลืองแรง

 

“ทำเป็นรถนี่ประมาณปีกว่าๆ แล้วค่ะ มาได้รถมือสองในเต็นท์รถแห่งหนึ่ง เป็นรถห้องสมุดเคลื่อนที่ เปิดได้รอบคัน ราคาไม่แพง พอนำมาดัดแปลงเพิ่มเติมก็ใช้งานได้เลย เราก็ไม่ต้องเสียค่าเช่าแผง ไม่ต้องขนของยกของและจัดร้าน ปัจจุบันรถชอร์ตคัต ออร์แกนิก เป็นเสมือนรถโชห่วยสินค้าอินทรีย์ค่ะ มีของขายหลายอย่าง คล้ายรถขายกับข้าว ตระเวนขายสินค้าไปตามที่ต่างๆ ที่เราพอใจ ซึ่งเราก็ตั้งใจว่าจะไม่จอดสะเปะสะปะกีดขวางการจราจร หรือสร้างความลำบากให้ผู้อื่น”

ด้วยความที่ชอบดื่มกาแฟเป็นทุนเดิม สินค้าชูโรงในรถทางลัดเพื่อสุขภาพคันนี้เลยหนีไม่พ้นกาแฟ แต่ไม่ใช่กาแฟทั่วไป เป็นกาแฟอินทรีย์ ว้าวๆๆ เครื่องดื่มสมุนไพรอีกหลายชนิดก็มีบริการ รวมทั้งข้าวและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์จากเครือข่ายเพื่อนฝูง เชิญเลือกสรรตามใจปรารถนา

 

“กาแฟเราเป็นพันธุ์โรบัสตา ได้จากไร่กาแฟออร์แกนิกที่ จ.ระนอง เป็นกาแฟสดไม่ใส่ครีมเทียม  นมที่ใช้ก็เป็นนมออร์แกนิกจากฟาร์มที่เลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ น้ำตาลที่ใช้เป็นน้ำเชื่อมทำจากน้ำตาลอ้อย ส่วนเครื่องดื่มสมุนไพรที่ขาย เช่น น้ำอัญชัน น้ำตะไคร้ ใช้น้ำหวานจากหญ้าหวาน ข้าวออร์แกนิกก็มีด้วยค่ะ จาก จ.เพชรบูรณ์ ที่ได้จากการไปเยี่ยมบ้านเกิด สินค้าอื่นๆ เมล็ดผัก ข้าวกล้องงอก สบู่ ยาสระผม”

ทุกอย่างในรถผ่านการคัดกรองจากเครือข่ายตลาดสีเขียวแล้วว่าเป็นสินค้าอินทรีย์  ทุกชิ้นมีเรื่องเล่า ที่มาที่ไป อธิบายให้ลูกค้าได้ เธอบอกอย่างนั้น และก็ไม่เน้นของสดเท่าไหร่ เพราะมีความเสี่ยงสูง แต่ถ้ามีอะไรดีๆ น่ากินน่าซื้อจากเครือข่าย เธอก็ไม่พลาดที่จะนำเสนอแก่ลูกค้า ด้วยว่าเหตุผลสั้นๆ คืออยากให้ลูกค้าได้กินของดีมีประโยชน์

 

“คือเราไม่ได้ขายทุกวัน เพราะเราเป็นนายตัวเองค่ะ ฉะนั้นการมีของสดก็เป็นความเสี่ยงที่บูดเสียได้ง่าย ทุกวันนี้คิดว่าชีวิตลงตัวนะ มีความสุขกับอาชีพนี้ มีรายได้ดีพอสมควร เลี้ยงครอบครัวได้ เป็นที่ยอมรับในวงการตลาดสีเขียว บางคนจะคิดว่าทำอาชีพนี้ต้องไม่มีลูกแน่เลย หรือมีเงินเยอะแล้ว ถึงยอมทิ้งงานประจำมาทำ จริงๆ เราอยากบอกว่า ยังไม่มีเงินมากหรอกค่ะ ยังต้องกิน ต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัวอยู่ แถมมีลูก 2 คน กำลังเรียนในมหาวิทยาลัยด้วย แต่เราอยู่ได้เพราะขยัน ไม่ใช่จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ มีรายได้เสริมจากงานเก่าเป็นครั้งคราว ก็อยู่ได้แบบชีวิตพอเพียง

เรามีคำขวัญประจำรถนะคะ ให้ความรู้คู่คุณธรรม เอ๊ย!!! ให้ความรู้คู่ขายของค่ะ (หัวเราะ) เพราะให้ความรู้อย่างเดียวก็ไม่มีกินสิคะ (หัวเราะร่วน) เงินเดือนก็ไม่มี ต้องหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วย เราถือว่ารถของเราเป็นเหมือนรถเสบียงทางลัด นำอาหาร สินค้า ความรู้และความเข้าใจในชีวิตแบบออร์แกนิกมาสู่ลูกค้าค่ะ”

หมายเหตุ : ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ My Organic Life สนพ.สเต็ปส์ รายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 08-4918-5255 www.facebook.com/ShortcutOrganic