Festive Holiday Merry Matcha Scone

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2558 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/407058

Festive Holiday Merry Matcha Scone

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

สุขสันต์วันคริสต์มาสที่เพิ่งผ่านไปไม่นานด้วยสูตร Matcha Scone ในฉบับนี้ นอกจากสีสันเข้ากับเทศกาลเขียวเเดงเเล้ว กลิ่นหอมๆ ของขนมอบที่ฟุ้งอยู่ในครัวที่ผ่านช่วยให้ช่วงเทศกาลดูอบอุ่นขึ้นมาอีกนิด

สูตรของสโคนค่อนข้างมีโครงสร้างสูตรที่ง่ายไม่ยุ่งยาก เเต่ถ้าฝีมือเเละประสบการณ์ในการทำขนมต่างกันเเล้ว สูตรเดียวกันเเต่คนทำคนละคน อาจส่งผลให้ขนมออกมาต่างกันก็เป็นได้ จึงจำเป็นต้องเข้าใจหลักการง่ายๆ ของสโคนก่อน เช่น การตัดเนยกับเเป้ง ทำขึ้นเพื่อให้เนื้อขนมร่วนๆ จากการที่เนยเข้าไปหุ้มเเป้งในขนาดต่างๆ กัน เมื่อเติมของเหลวเย็นจัดๆ อย่างนมเเละไข่ไก่ลงไป เนยไม่ละลาย ช่วยให้เกิดชั้นของขนมได้เเละเนื้อขนมเบาจากการที่ไม่นวด ตะล่อมพอเข้าๆ กันเท่านั้น อุณหภูมิในการอบก็สำคัญ ถ้าอยากได้กึ่งกลางเเยกสวยๆ ต้องอุณหภูมิสูงๆ ขนมจะ “สปริง” ตัวขึ้นสูงดูสวยน่ากินเมื่ออบสุก

สำหรับสูตรนี้ผู้เขียนดัดเเปลงมาจากสูตรดั้งเดิม เติมผงชาเขียวลงไปนิดหน่อย เปลี่ยนจากครีมเป็นนมเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสของขนมที่เบาขึ้น

ขั้นตอนการทำยังเหมือนเดิม เพียงเเค่ชงผงชาเขียวกับนมซึ่งอาจจะละลายยากนิดหน่อยเพราะเราต้องใช้นมเย็นๆ วิธีที่ผู้เขียนใช้ คือ ใช้เครื่องปั่นขนาดเล็กปั่นนมเเละชาเขียวด้วยความเร็วสูงเเละใบพัดมีด ทำให้เข้ากันได้ง่ายขึ้นเยอะ

อย่าลืมว่าขนมที่ส่วนผสมไม่เยอะเเยะ คุณภาพของส่วนผสมสำคัญยิ่งยวด อย่างสูตรของสโคน คุณภาพเนยส่งผลมากๆ กับความอร่อยของขนม เนยต่างประเทศจะมีเปอร์เซ็นต์ไขมันสูงกว่าเเละความชื้นในเนยต่ำ มักทำจากนมสดไม่เติมนมผง ช่วยให้เนยมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับกรรมวิธีในการตัดเเป้งกับเนยของสโคน ช่วยให้ขนมสวยด้วย อร่อยด้วย อันนี้เป็นเรื่องจริงในการทำขนมบ้านเรา

ผงชาเขียวเป็นอีกหนึ่งตัวเเปรความอร่อย ยิ่งผงชาเขียวใหม่ๆ เเละเป็นผง Matcha ชาเขียวเเท้ใช้ไม่มากก็ให้ความหอมเต็มที่เเล้ว ผู้เขียนทดลองสูตรนี้ใช้ผงชาเขียวเยอะๆ ไม่เป็นผลดีต่อเนื้อขนม เเละยังทิ้ง
รสชาติขมๆ ไว้ในลำคอ ปริมาณพอดีๆ เเต่เลือกคุณภาพดีหน่อยจะให้สีสวยเเละกลิ่นหอมที่พอดีๆ

หลายๆ ร้านเลือกเสิร์ฟสโคนชาเขียวกับวิปครีมเบาฟูเเละถั่วเเดงกวน ถ้าคุณผู้อ่านจะเติมถั่วเเดงเม็ดเล็กต้มสุกนุ่มเเล้วลงในสูตรนี้ก็ได้ ไม่มีผลต่อการขึ้นฟู คล้ายๆ กับการเติมผลไม้เเห้งลงในสโคนนั่นเอง หรือจะยีถั่วเเดงกวนผสมกับวิปครีม จนได้เป็น Red Bean Cream เเบบร้านคาเฟ่ต์สไตล์ญี่ปุ่นก็เป็นไอเดียที่ดี

ในฉบับนี้ Cookool ของเรา นำเสนอไอเดียการตกเเต่งให้สโคนเป็นของขวัญเเด่คุณผู้อ่านไว้ด้วย เผื่อว่าจะใช้เป็นขนมโฮมเมดให้เป็นของขวัญ สุขสันต์วันคริสต์มาสที่ผ่านไปเเละปีใหม่ที่กำลังจะเข้ามาค่ะ

Cookool Matcha Scone

ส่วนผสม

– เเป้งอเนกประสงค์ 130 กรัม

– เเป้งเค้ก 120 กรัม

– ผงฟู 15 กรัม

– น้ำตาลทรายละเอียด 50 กรัม

– เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

– เนยจืด 70 กรัม

– ไข่ไก่ 1 ฟอง

– ผงชาเขียวอย่างดี 5 กรัม

– นมจืด 120 กรัม

– เพิ่มคุณค่าทางอาหารด้วยถั่วเเดงเม็ดเล็กต้มพอสุก

– ประมาณ 1/4 ถ้วย

วิธีทำ

– ตัดเนยจืดให้เป็นชิ้นเล็กๆ เเช่เย็นไว้ให้เย็น

– ร่อนเเป้งทั้งสองชนิด น้ำตาลทราย ผงฟู เกลือ เข้าด้วยกัน

– ชงนมจืดเเละผงชาเขียวเข้าด้วยกัน (ถ้าต้องการสีสันสวยงามเเนะนำให้หยดสีเขียวลงไปสักนิด) ตอกไข่ไก่ลงไปตีผสม

– ตัดเนยจืดกับเเป้งเข้าด้วยกันด้วยส้อม หรือถ้าจะให้ดีคือ Pastry Cutter

– เติมนมที่ผสมไว้ลงไป พร้อมกับถั่วเเดงต้มสุก ผสมพอเเค่เข้ากัน พยายามอย่านวด

– เทโดลงบนเเผ่นพลาสติกที่ปูไว้ ตบเบาๆ พอให้เกาะกันเเละมีความหนาเท่ากันทั้งเเผ่น

– เเช่เย็นไว้ ประมาณ 30 นาที

– อุ่นเตาอบไว้ 210C เตรียมถาดอบ ปูกระดาษไขไว้

– ใช้ที่กดกดขนมออกมาเป็นชิ้นๆ เรียงใส่ถาด อบประมาณ 12-15นาที

– พักไว้จนอุ่นๆ พร้อมเสิร์ฟ

– วิธีเก็บ เก็บในกล่องหรือภาชนะปิดสนิท ที่อุณหภูมิห้องได้ 2-3วัน หรือห่อพลาสติกไว้ เเช่เย็นไว้ นำออกมาพักที่อุณหภูมิห้อง15-20 นาที เเล้วอุ่นไมโครเวฟประมาณ 15-20 วินาที

 

ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2558 เวลา 11:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/406939

ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา

โดย…ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

หากพูดถึงถนนเจริญกรุง นอกจากจะเป็นถนนสายแรกๆ ของไทยที่ใช้เทคนิคการก่อสร้างแบบตะวันตกแล้ว ยังได้ขึ้นชื่ออีกว่าเป็นถนนที่มักจะมีของกินอร่อยๆ ซ่อนอยู่ตามตรอก ตามซอย เกือบทั้งเส้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวหรือหวานก็มีให้เลือกชิมมากมาย

แต่วันนี้จะมาแนะนำของกินให้กับผู้ที่ชื่นชอบเส้นโดยเฉพาะ ในนามร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา “ใช่ฮะ” ที่มีความอร่อยอยู่คู่กันมานานกับถนนเจริญกรุงกว่า 60 ปี และสืบทอดเคล็ดลับความอร่อยจนมาถึงรุ่นที่ 3 ในปัจจุบัน

 

ทางร้านก็มีก๋วยเตี๋ยวเส้นต่างๆ บะหมี่เกี๊ยว เย็นตาโฟ จะเลือกน้ำหรือแห้งให้ชิมกันได้ตามสบาย โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ลูกชิ้นปลาฉบับทำเองปรุงพิเศษ ที่ให้รสชาติกลมกล่อม เหนียว หนึบ ไม่คาว บวกกับน้ำซุปรสเข้มข้น ซดคล่องคอดีทีเดียว

นอกจากรสชาติที่ไม่ธรรมดาแล้ว จุดเด่นอีกอย่างที่หากินจากร้านอื่นได้ยากก็คือ เครื่องเคียงพิเศษต่างๆ ที่ร้านอื่นมักไม่ค่อยมีกัน ก็มีทั้งหนังปลาทอด หมูทอด เกี๊ยวใส่ไส้ทอด ไม่ได้ทอดแค่แผ่นเกี๊ยวเปล่าๆ มาให้กิน

 

แต่ที่เด็ดสุดก็คงเป็นเผือกห่อฟองเต้าหู้ทอด กรอบนอกนุ่มใน มีให้ชิมด้วย พูดถึงเผือกทอดนี้แล้ว ถือว่ามีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากและต้องใช้เวลาพอสมควร ทำให้ร้านก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่ไม่ค่อยผลิตเครื่องเคียงนี้ เพราะต้องนำเผือกมาหั่นเป็นเส้น แล้วคลุกปรุงรส ก่อนนำไปห่อกับฟองเต้าหู้ ถึงค่อยเอามาทอดขายให้ลูกค้าชิม

สำหรับราคาเริ่มต้นที่ชามละ 40 บาท อิ่มกำลังดี แต่หากใครต้องการเพิ่มอะไรเป็นพิเศษก็สั่งตามสะดวก ทางร้านพร้อมให้บริการอยู่แล้ว ใครได้ชิมรับรองไม่ผิดหวัง

สุดท้าย ทางไปร้านก็ให้เริ่มจากซอยเจริญกรุง 57 ซอยเดียวกับทางไปวัดดอน ซึ่งปากซอยก็จะมีทั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และธนาคารออมสิน ตั้งโดดเด่นอยู่ เดินเข้าไปประมาณ 50 เมตร จะเจอร้านอยู่ด้านขวามือเป็นห้องแถว 1 คูหา มีป้ายบอกชัดเจน แต่ถ้าใครไปไม่ถูก โทรถามได้ที่ 02-211-5059

 

 

 

ซาเวลเบิร์ก ลิ้มรสอาหารฝีมือระดับมิชลินสตาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2558 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/406840

ซาเวลเบิร์ก ลิ้มรสอาหารฝีมือระดับมิชลินสตาร์

โดย…ซิตี้กาย ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ถ้านึกอยากลิ้มรสอาหารฝีมือระดับมิชลินสตาร์ เพราะแค่มุ่งหน้ามาตามถนนวิทยุ สังเกตโรงแรมโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ ไว้ให้ดี เพราะที่นี่คือที่ตั้งของร้านอาหารสุดเก๋ชวนชิมชื่อว่า “ซาเวลเบิร์ก” ร้านอาหารสไตล์ยุโรปร่วมสมัย ที่เจ้าของร้านมีดีกรีเป็นถึงเชฟระดับมิชลินสตาร์ 1 ดาว

ก้าวแรกที่เข้ามาในร้านจะสัมผัสได้ถึงความเรียบหรูแต่ดูคลาสสิก สบายตาด้วยโทนสีขาวและเทา ตัดด้วยสีส้ม ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของประเทศเนเธอร์แลนด์ บ้านเกิดของเชฟแฮงค์ ซาเวลเบิร์ก อาหารที่เสิร์ฟมีทั้งอะลาคาร์ต และแบบเป็นคอร์ส จุดเด่นของร้านนี้นอกจากรสชาติของอาหาร คือความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการรังสรรค์อาหาร ตั้งแต่การการเสิร์ฟพรีคอร์สคำเล็กๆ เป็น Pre-appetizer ก่อนจะเสิร์ฟ Appetizer จากนั้นจึงเสิร์ฟอาหารจานหลัก และถ้าลูกค้าสั่งของหวาน ทางร้านจะเสิร์ฟ Pre-dessert ให้ล้างปากก่อนจะเข้าสู่เมนูของหวานอีกด้วย

 

ซิกเนเจอร์มาแล้วต้องลองคือ Lobster ซึ่งทางร้านเลือกใช้แคนาเดียนล็อบสเตอร์หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เสิร์ฟกับส้มโอ คาเวียร์ ราดด้วยซอสยูซุ ตกแต่งด้านบนด้วยดอกอัญชัน นอกจากเมนูจะหน้าตาดีแล้ว รสชาติก็ลงตัวไม่แพ้กัน

ต่อด้วย Cape Grim สเต๊กรสละมุน จากเนื้อแองกัสจากออสเตรเลีย ที่ให้รสสัมผัสเหนียวนุ่มกว่าเนื้อวัวทั่วไป เพิ่มรสชาติด้วยมายองเนสทรัฟเฟิล และซอสกระเทียม ถูกใจคนรักเนื้อ จานต่อมาคือ Turbot เนื้อปลาชิ้นหนานำไปย่างจนสุกพอดีๆ ราดด้วยซอสแครอตให้รสเปรี้ยวหวาน เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอย่างแครอต ดอกกะหล่ำ ที่ราดด้วยเลมอนเจล จานนี้ขอแนะนำ เพราะให้รสชาติที่หลากหลายในจานเดียว

 

ปิดท้ายด้วย Doe หรือสเต๊กเนื้อกวาง เมนูที่เป็นพระเอกของร้านไปจนถึงปลายเดือน ม.ค. เนื่องจากเป็นช่วงที่ทางยุโรปอนุญาตให้มีการล่ากวางได้ ความพิเศษของจานนี้คือรสชาติของเนื้อกวางที่ไม่เหม็นคาว แต่หอมขึ้นจมูก รสชาติกลมกล่อมด้วยซอสพริกไทย เสิร์ฟกับเกาลัดรมควัน

จบของคาวอย่าลืมล้างปากด้วยของหวานอย่าง Coconut ไอศกรีมนมแพะ เสิร์ฟกับสับปะรดและครัมเบิ้ล มาบนกะลามะพร้าวคว่ำ หวานมันจนหยุดไม่อยู่

 

ร้านเปิดบริการทุกวัน ยกเว้นวันอังคาร มื้อกลางวัน 12.00-14.30 น. มื้อค่ำ 18.00-22.00 น. โทร. 02-252-8001

 

เครื่องดื่มจมูกข้าวกล้อง เพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2558 เวลา 16:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/406839

เครื่องดื่มจมูกข้าวกล้อง เพื่อสุขภาพ

โดย…แมงโก้หวาน

ใกล้ปีใหม่แล้ว ทุกท่านทุกคนมีของฝากสำหรับคนที่เรารักแล้วหรือยัง วันนี้แมงโก้หวานไปเสาะหาของดีๆ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเพื่อเป็นทางเลือกให้คุณผู้อ่านในช่วงเทศกาลปีใหม่ ผลิตภัณฑ์นี้คือ เครื่องดื่มจมูกข้าวกล้องชนิดผง บ้านบริสุทธิ์ใจธรรม ซึ่งได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ส่งตรงจาก อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นข้าวกล้องอินทรีย์ตั้งแต่ต้นทาง คือปลูกด้วยวิถีแห่งอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ การผลิตไม่ใช้วัตถุกันเสีย และเป็นผลิตภัณฑ์โอท็อป

สุคงคา พิบูลย์ วัย 72 ปี เจ้าของผลิตภัณฑ์ เล่าถึงการทำผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมาว่า เพราะอยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีเหมือนตัวเองที่สุขภาพแข็งแรง กระฉับกระเฉง ยังทำงานและเดินไปไหนได้สบาย ผิดจากเมื่อก่อนที่ไปหาหมอตลอด ที่ จ.เชียงใหม่ แต่หลังจากหันมากินข้าวกล้องอินทรีย์สุขภาพดีแข็งแรงต่างจากเมื่อก่อน

“คุณแม่เป็นเจ้าของโรงน้ำแข็งที่แม่ฮ่องสอน ปัจจุบันก็อยู่แม่ฮ่องสอน แล้วป่วยบ่อยต้องไปหาหมอที่เชียงใหม่ประจำจนต้องซื้อบ้านไว้ที่ อ.สันกำแพง ซึ่งตอนอยู่เชียงใหม่เพื่อนบ้านละแวกใกล้กันปลูกข้าวอินทรีย์น้ำใจดีมากเอาข้าวกล้องมาฝาก คุณแม่กินรู้สึกว่าดีต่อสุขภาพ จากนั้นจึงไปขอซื้อปลายข้าวกล้องจากเจ้าของโรงสีเพื่อเอามาทำโจ๊กบ้าง ข้าวต้มบ้าง หรือหุงข้าวสวยกินมาตลอดแล้วรู้สึกสุขภาพร่างกายดี จากนั้นไม่ต้องไปหาหมออีกเลย

“พอรู้ว่าตัวเองสุขภาพดีก็คิดแบ่งปันเพื่อนๆ เลยเอาไปให้เพื่อนคนนี้กินบ้าง คนโน้นกินบ้าง จนเพื่อนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ของดี และบอกให้ทำขาย คุณแม่คิดว่าเออก็ดีนะ คนอื่นจะได้สุขภาพดีเหมือนเรา จากนั้นเมื่อ 3 ปีที่แล้วจึงได้ทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสุขภาพชนิดผงจากข้าวกล้องอินทรีย์ โดยเราไปขอ อย.มาเรียบร้อย กระบวนการผลิตต้องตามที่ อย.กำหนดทั้งหมดเลย”

เจ้าของผลิตภัณฑ์วัย 72 บอกว่า ผลิตภัณฑ์นี้ประกอบด้วยวัตถุดิบหลัก เช่น จมูกข้าวกล้องหอมนิล จมูกข้าวกล้องหอมมะลิ จมูกข้าวกล้องดำ จมูกข้าวกล้องหอมมะลิแดง งาดำ ถั่วแดง และถั่วดำ ขั้นตอนคือนำข้าวต่างๆ ที่ร่อนแล้วนำไปหุงให้สุก เสร็จแล้วนำไปตากแห้งแล้วนำไปอบฆ่าเชื้อ ก่อนจะนำไปบดผสมกับงาดำ ถั่วแดง ถั่วดำ ซึ่งวัตถุดิบหลักทั้งหมดล้วนมีประโยชน์และให้คุณค่าทางโภชนาการต่อร่างกายสูง

พูดถึงการรับประทาน เจ้าของมีคำแนะนำวันหนึ่งต้องกินเท่าไหร่ และเวลาไหน แต่วิธีการชงง่ายๆ คือ เทน้ำอุ่นลงก่อนครึ่งแก้ว จากนั้นเทเครื่องดื่มนี้ลง ตามด้วยน้ำร้อนแล้วกลิ่นหอมจะโชยมาแตะจมูกชวนดื่มมาก ส่วนกินแล้วดียังไงต้องลองและถามเจ้าของผลิตภัณฑ์ได้ แต่บอกได้เลยว่าอายุปูนนี้ร่างกายยังแข็งแรงดีกระฉับกระเฉง

และจะบอกว่า ถ้าได้ฟังน้ำเสียงของหญิงวัย 72 นี้แล้วจะต้องอึ้ง น้ำเสียงของคน 39-40 ปี ชัดๆ (อันนี้ความเห็นส่วนตัว) อยากรู้ว่าจริงไหมและอยากซื้อผลิตภัณฑ์ไปฝากคนที่เรารัก โทรสั่งจองโดยตรงได้เลยที่เบอร์ 08-1764-7793 ราคากล่องละ 350 บาท (บรรจุ 18 ซอง) 10 กล่อง 3,500 บาท

 

อิ่มอร่อยกันในเทศกาล Winter in the Vinyard ที่ กราน-มอนเต เขาใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2558 เวลา 16:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/406838

อิ่มอร่อยกันในเทศกาล Winter in the Vinyard ที่ กราน-มอนเต เขาใหญ่

โดย…อัคร เกียรติอาจิณ

ไร่องุ่นไม่ใช่มีแค่องุ่นอาหารก็มีนะเออ เช่นที่ กราน-มอนเต เขาใหญ่ ไปเยือนมาล่าสุด เขาพร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้ได้อิ่มเอมกันในเทศกาล Winter in the Vinyard ลมหนาวพัดเย็นสบาย นั่งหม่ำท่ามกลางบรรยากาศไร่องุ่น

ก่อนจะเริ่มลิ้มรสอาหารควรค่ามากกับการทัวร์ไร่พื้นที่ราว 90 ไร่ เรียงรายด้วยเถาองุ่นหลากหลายสายพันธุ์สำหรับผลิตไวน์แดง ไวน์ขาว รวมถึงองุ่นกินสด ชอบอย่างหลังเมื่อมันถูกแปลงร่างเป็นน้ำองุ่น 100 เปอร์เซ็นต์ ได้รสและกลิ่นองุ่นจริงๆ กระทั่งในรูปแบบอื่นๆ เช่น แยมโฮมเมดและคุกกี้ก็ยังแสดงความเป็นองุ่นชัดเจน

 

 

หลังจากซึมซับการทัวร์ไร่จนหนำใจ ความหิวก็สำแดงเดช ความอร่อยโดยเจ้าของสูตร “สกุณา โลหิตนาวี” ณ ห้องหารอาหารวินคอตโต มีทั้งอาหารไทยและเทศ ความที่ตัดใจไม่ลง ไทยก็อยากกิน เทศก็อยากลอง ขอสั่งสองเซต (เป็นไง)

คุยกันกำลังได้อรรถรส เพราะไวน์เรียกน้ำย่อย อาหารทยอยลงโต๊ะ ประเดิมด้วยอาหารฝรั่งที่เจ้าของสูตรเล่าว่าเป็นเมนูที่ทำกินกันประจำ โดยเธอปรับให้เข้ากับลิ้นของสมาชิกในบ้าน ผลลัพธ์คือทุกคนต่างหลงรสมือแม่ครัวรายนี้ เมื่อมีโอกาสเปิดไร่ต้อนรับคนภายนอก ครั้นจะเก็บความอร่อยไว้คนเดียวก็ใช่เรื่อง นั่นเป็นเหตุผลให้เธอต้องนำเสนอสารพัดเมนูแก่ผู้มาเยือน

 

“ฟัวกราส์และโฮมเมดกูสเบอร์รี่คอมโพส” แม้จะไม่เลิฟฟัวกราส์ แต่แรกเห็นใจก็แทบขาดรอนๆ ไม่รีรอ ขอชิมเป็นบุญปาก เพียงคำเล็กๆ รับรู้ถึงรสฟัวกราส์ ความเปรี้ยวอมหวานของกูสเบอร์รี่ดีที่สุดสำหรับจานประเดิม

ตามมาติดๆ “กูลาชซุป” มัดใจคนกินด้วยรสที่ไม่หนักลิ้นของซุปสไตล์ฮังกาเรียน สูตรของที่นี่ใช้เนื้ออย่างดีทำ เคี่ยวรวมกับผักจนได้ซุปละมุน กลิ่นหอมเนื้อทำเอาคนไม่กินเนื้อตบะแตก วัดจากการขอดก้นถ้วยจนเกลี้ยง

 

เบรกอาหารฝรั่งไว้แป๊บ เพราะเหลือบเห็นอาหารไทยพาเหรดมาเสิร์ฟแบบไม่ต้องยั้ง พอร์ชั่นพอเหมาะแชร์กันได้ ใครที่ไปเป็นคู่ “ถุงทอง”“ช่อม่วง” “ปีกไก่ทอด” เรียกน้ำย่อยได้ไม่เลวยิ่งเฉพาะช่อม่วงแป้งนุ่มไส้แน่น หลับตากินก็นึกว่ากำลังอยู่ในร้านอาหารไทยหรูหราที่มักมีของว่างไทยรองท้องก่อนเสมอ ส่วนปีกไก่ทอดก็อร่อยเวอร์ กรอบนอกนุ่มใน ขณะที่ถุงทองให้ความกรุบจากแป้งที่ห่อไส้นำไปทอด

หันกลับมามองคนข้างๆ อีกจานวางไว้เรียบร้อย “ซีซาร์สลัด” ทั่วไปแล้วซีซาร์สลัดต้องคลุกน้ำสลัดแองโชวี เบคอนและขนมปังกรอบ พาร์เมซานชีสฝนเป็นฝอยๆ แต่สูตรที่นี่สไลซ์พาร์เมซานชีสบางๆ มาพร้อมไข่ต้มยางมะตูมกับไก่ทอด โอ้!!! ไม่คิดว่าสองอย่างหลังจะเข้ากับสลัดอันมีประวัติเนิ่นนาน จานแรกหมดต่อจานที่สองก็ยังไหว

 

พาเหรดกันมาจนยากจะยับยั้งชั่งใจกันได้ สำหรับอาหารที่นี่แม้จะเสิร์ฟเป็นเซต แต่ขอการันตีในความอร่อยว่าทุกจานยิ่งมาเจอจานหลักยิ่งหยุดไม่ได้ ในใจก็อยากขอสูตรกลับไปลองทำกินที่บ้านเลยล่ะ (555)

อาหารไทยมี “ผัดผักรวม” “ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์”  “ต้มข่าไก่” เมนูนี้โดนใจ เพราะไม่หนักกะทิเกินไป ซดร้อนๆ แกล้มไวน์หรือกินกับข้าวสวย “โรตีเนื้อพริกขี้หนู” ถึงเครื่องถึงรส บิโรตีจุ่มน้ำแกงก็ฟินไปไหนต่อไหน “ยำถั่วพู” เสิร์ฟแบบแยกน้ำปรุง ไม่ราดกะทิ เด็ดกว่านั้นคือใส่ลูกมะมาดในน้ำปรุง

“สูตรยำถั่วพูที่นี่จะไม่ใส่กะทิค่ะ เป็นสูตรของคนโบราณ เพิ่มความเปรี้ยวด้วยลูกมะมาด ซึ่งคนโบราณนิยมใส่กัน แต่คนสมัยนี้ไม่รู้จักกัน”

 

ขณะที่จานหลักอาหารฝรั่งเสิร์ฟสไตล์ฝรั่งเศส “เป็ดกงฟีต์ มันฝรั่งและซอสบัลซามิก” น่องเป็ดหมักกับส่วนผสมต่างๆ เข้าเนื้อ ก่อนจะนำไปอบ ได้ความหอมและนุ่มมาก คนรักเป็ดน่าจะชอบ

นอกจากอาหารไทยและเทศที่เสิร์ฟกันไม่ยั้ง ทั้งสองเซตเมนูยังมีไวน์เสิร์ฟเคียงคู่ โดยหลักการจับคู่ระหว่างอาหารกับไวน์นั้น ที่นี่จะตั้งไวน์ไว้ก่อน แล้วค่อยหาอาหารที่รสชาติเหมาะเจาะและไปกันได้ดีกับไวน์

“ความฝาดที่อยู่ในไวน์ก็มีส่วนสำคัญต่อรสชาติอาหาร ไวน์บางตัวอาจจะทำให้อาหารไม่อร่อย หรืออาหารบางอย่างก็อาจส่งผลต่อรสชาติไวน์ได้เหมือนกัน อาหารฝรั่งจะเลือกจับคู่กับไวน์เป็นจานๆ ได้ง่ายกว่า ส่วนอาหารไทยนั้นด้วยความที่มีหลายรสชาติในหนึ่งจาน การจะจับคู่กับไวน์จำเป็นต้องเลือกเมนูรสกลางและกลมกล่อม ถ้าเลือกรสจัดก็อาจไม่เข้ากับไวน์

 

อาหารบางจานก็มีการปรับ เช่น แกงเนื้อน้ำจะขลุกขลิก โรตีจิ้มน้ำแกงได้เลย อาหารฝรั่งก็เลือกให้เหมาะกับฤดูกาลด้วย เช่น ซุปกุลาช เหมาะมากกับการกินหน้าหนาว ซีซาร์ก็พลิกแพลงนิดหนึ่ง แทนที่จะสับไข่ก็เป็นไข่ต้มยางมะตูม จากเบคอนกรอบก็เป็นไก่กรอบ ส่วนเป็ดกองฟีต์ต้องหมักเกลือประมาณหนึ่งอาทิตย์ เพื่อให้ความเค็มซึมเข้าเนื้อเป็ดจะได้มีความนุ่มยิ่งขึ้น”

ยังไม่จบ เพราะขนมหวานยังไม่เสิร์ฟ ความอร่อยส่งท้ายด้วย “ไอศกรีมกะทิ” กับ “คริสต์มาสเค้กและไอศกรีมวานิลลาโฮมเมด” เนื่องว่าขนมทั้งสองจานไม่หวานมาก กินได้เพลินๆ เจ้าของสูตรจึงจับคู่กับไวน์รสชาติหวานอมเปรี้ยว โดยขนมและอาหารทั้งหมดมีให้ลิ้มลองจนถึงสิ้นเดือน ม.ค. 2559 เท่านั้น รายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองโต๊ะโทร.08-1734-7049, 08-6133-6000 www.facebook.com/granmonte

 

อาหารเก๋ๆ บรรยากาศดีๆ @เซ็ปเท็มเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2558 เวลา 16:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/406832

อาหารเก๋ๆ บรรยากาศดีๆ @เซ็ปเท็มเบอร์

โดย…ยู่ยู้

ผ่านมาแถวบางนา นอกจากจะมีแหล่งช็อปปิ้งให้เข้าไปเดินเล่นเพลินๆ นับไม่ถ้วนแล้ว ยังมีร้านอาหารเก๋ๆ บรรยากาศดีๆ ซ่อนตัวอยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้นต้องยกให้ร้านเซ็ปเท็มเบอร์ (September) ร้านอาหารน้องใหม่ บรรยากาศน่ารักชวนนั่ง

ชื่อร้านเซ็ปเท็มเบอร์ (September) หรือเดือนกันยายนนี้ เจ้าของร้านบอกว่าตั้งใจสื่อถึงช่วงเวลาเริ่มต้นของฤดูอันสวยงามอย่างฤดูใบใม้ผลิ ซึ่งแม้เป็นฤดูกาลที่คนไทยไม่เคยได้สัมผัส ทางร้านเลยเลือกจำลองบรรยากาศสบายๆ มาไว้ที่นี่ ด้วยการเลือกใช้โทนสีดูอบอุ่น อย่างโทนน้ำตาลอ่อน น้ำตาลเข้มและไม้ บวกกับสไตล์การตกแต่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นมุมห้องนั่งเล่นในบ้าน ยิ่งทำให้ร้านดูอบอุ่น เข้ามาเอนหลังแล้วไม่อยากลุกออกไป

 

ขณะกำลังนั่งเพลินๆ กลิ่นหอมเย้ายวนของอาหารจานเด็ดเริ่มทยอยส่งกลิ่นออกมาก่อกวนน้ำย่อยในท้องเป็นระยะ มาที่นี่ไม่ว่าจะชอบอาหารไทย อาหารฝรั่งฟิวชั่นหรือแบบออริจินัล ก็มีไว้ให้บริการ เพราะทางร้านนำเสนออาหารสไตล์คอมฟอร์ตฟู้ด เน้นเมนูที่คุ้นเคยกันในบ้าน ไม่ได้เน้นการตกแต่งที่เริ่ดหรู แต่คัดวัตถุดิบคุณภาพดีมาปรุงทุกจาน

ซิกเนเจอร์เมนูที่ไม่อยากให้พลาด คือ ชุดหลนไข่เค็มเนื้อปูกับเครื่องเคียง จานนี้แค่เห็นเครื่องเคียงที่ยกทัพมาทั้งสวนก็ประทับใจแล้ว เพราะประกอบด้วยเครื่องเคียงตามฤดูกาล อย่างแตงไทยอ่อน สะเดา
มาเลย์ ผักชีล้อม และผักของฝรั่งอย่างทาร์รากอน ไม่น่าเชื่อว่าพอกินกับหลนรสเข้มข้นด้วยเนื้อไข่เค็มที่บดจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกับหลน กับเนื้อปูเต็มๆคำ เสิร์ฟพร้อมกระดูกหมูทอด เข้ากันอย่าบอกใคร

 

ต่อด้วยข้าวผัดปลาทูกากหมูพริกสด เมนูบ้านๆ แต่รสชาติไม่เบา ทีเด็ดอยู่ที่ปลาทูแม่กลอง พระเอกของจาน ผัดกับข้าว น้ำมันหมู พริกแดง พริกเหลือง และกระเทียมตำ ให้รสจัดจ้าน ตัดหวานนิดๆ ด้วยหัวหอมแดงซอยและกากหมู

แต่ถ้าชอบอาหารฝรั่ง แนะนำเพนเน่แก้มวัวตุ๋นไวน์แดง เมนูสามัญประจำบ้านของครัวฝรั่ง แต่เชฟการันตีรสชาติไม่ธรรมดา พระเอกของจานคือ แก้มวัวโคขุน ที่ใช้เวลาตุ๋นร่วม 3 ชั่วโมง กว่าจะได้แก้มวัวเนื้อเปื่อยนุ่ม มาเสริมทัพเพนเน่ที่ผัดกับกระเทียม ซอสสูตรพิเศษ พาร์เมซานและน้ำมันมะกอก กลมกล่อมลงตัว ตามด้วยซี่โครงหมูบาร์บีคิว เสิร์ฟมาแบบชิ้นโต เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ซอสบาร์บีคิวที่เพิ่มความพิเศษให้ถูกปากคนไทยด้วยพริกแห้งและขิง เสิร์ฟกับหอมผัด ท็อปด้วยผักชีและเบคอนกรอบ

 

จบของคาวอย่าลืมลองเมนูของหวานสุดเก๋อย่างลูกแพร์น้ำแข็งไส มีให้เลือกระหว่างสูตรที่นำลูกแพร์ไปต้มในไวน์ขาว ผสมมะนาว หรือไวน์แดง นำไปต้มกับอบเชย ส้ม และเครื่องเทศ จากนั้นนำส่วนของน้ำที่เหลือไปทำเป็นน้ำแข็งไส กินแล้วชื่นใจสุดๆ

ร้านเซ็ปเท็มเบอร์ตั้งอยู่ในชิค รีพับบลิค ถ้าตรงมาจากแยกบางนา ผ่านเซ็นทรัลบางนา ร้านจะอยู่ซ้ายมือ เปิดให้บริการทุกวัน 11.00-22.00 น. ยกเว้นวันศุกร์-เสาร์ ร้านปิด 23.00 น. โทร. 08-9283-6414

 

ข้าวเหนียวหม้อแกงลิง ขนมไทยพื้นบ้านหายาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2558 เวลา 16:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/406831

ข้าวเหนียวหม้อแกงลิง ขนมไทยพื้นบ้านหายาก

โดย…เมธี เมืองแก้ว

“หม้อข้าวหม้อแกงลิง” เป็นไม้เลื้อยมีระบบรากที่ตื้นและสั้นสามารถสูงได้หลายเมตร ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร หรืออาจหนากว่านั้นในบางชนิด ก้านใบที่มีลักษณะยาว ใช้เป็นมือจับยึดเกี่ยว ก่อนแปรสภาพมาเป็นหม้อ โดยเริ่มแรกจะมีขนาดเล็กและค่อยๆ โตขึ้นอย่างช้าๆ จนกลายเป็นกับดักทรงกลม หรือกรวย ซึ่งสามารถพบได้ทั่วประเทศ และ 1 ในแหล่งใหญ่สำหรับการอนุรักษ์พันธุ์ “หม้อข้าวหม้อแกงลิง” ของภาคใต้ อยู่ภายในสวนพฤกษศาสตร์ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง

เนื่องจากในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าทุ่งค่าย หมู่ที่ 2 3 และ 9 ต.ทุ่งค่าย มีสภาพเป็นป่าดิบชื้น และป่าพรุ ทำให้ “หม้อข้าวหม้อแกงลิง” ขึ้นอยู่กระจายทั่วไปเป็นหย่อมๆ ในเนื้อที่ 2,600 ไร่ นับเป็นแหล่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ของ จ.ตรัง ขณะที่พื้นที่อื่นๆ ได้ถูกทำลายสูญพันธุ์ไปเกือบหมดแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ จึงมีทั้งนักวิชาการและนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้ความสนใจและเดินทางมายังสวนพฤกษศาสตร์ฯ เพื่อศึกษาและชมความงดงามของหม้อข้าวหม้อแกงลิง

 

นอกจากชาว ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว จะช่วยกันอนุรักษ์ “หม้อข้าวหม้อแกงลิง” ทั้งภายในสวนพฤกษศาสตร์ทุ่งค่าย และบริเวณพื้นที่สาธารณประโยชน์แล้ว ยังพยายามสืบทอดขนมไทยภูมิปัญญาพื้นบ้านของภาคใต้อย่าง “ข้าวเหนียวหม้อแกงลิง” ซึ่งขณะนี้เริ่มหาซื้อกินตามท้องตลาดได้ยาก เพราะมีคนทำน้อย ขณะเดียวกันหม้อข้าวหม้อแกงลิงก็หาได้ยากมากขึ้น เนื่องจากมีจำนวนลดลงมากตามธรรมชาติ จากการที่มีผู้คนลักลอบเข้าไปเก็บต้นเพื่อนำไปจำหน่ายเป็นไม้ประดับ

วิธีการทำ “ข้าวเหนียวหม้อแกงลิง” ไม่ต่างไปจากการทำข้าวต้มมัด โดยมีข้าวเหนียวกับกะทิเป็นหลัก ซึ่งแรกเริ่มก็ต้องเข้าไปเก็บกรวยของต้นและเลือกอันที่อวบงามน่ากิน ก่อนนำมาตัดแต่งให้ดูสวยงามและล้างให้สะอาด โดยเฉพาะภายในกรวยและต้องล้างแบบเบาๆ มิเช่นนั้นกรวยอันบอบบางอาจจะปริแตกได้ง่าย จากนั้นจึงนำข้าวเหนียวมาแช่น้ำเอาไว้ประมาณ 15 นาที แล้วทิ้งให้หมาดก่อนที่จะนำไปกรอกใส่ให้ได้ประมาณครึ่งกรวย แล้วหยอดกะทิที่มีส่วนผสมของเกลือป่น และน้ำตาลทรายพอประมาณ

 

หลังจากนั้นนำกรวยมาเรียงใส่ถาด แล้วนึ่งประมาณ 20 นาที จนสุกดีก็จะได้ “ข้าวเหนียวหม้อแกงลิง” ที่เห็นหัวกะทิมันย่องลอยอยู่ตรงปากหม้อ ซึ่งสามารถกัดกินได้เลย ทั้งส่วนตัวกรวยและข้าวเหนียวภายใน ยกเว้นกรวยที่แก่มาก อาจต้องลอกเปลือกออก แล้วทานเฉพาะข้าวเหนียว สำหรับข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม จะสามารถทำ “ข้าวเหนียวหม้อแกงลิง” ได้ประมาณ 120 ลูก ปัจจุบันยังคงมีขายในตลาดนัด ต.ทุ่งค่าย และตลาดบางแห่งของ จ.ตรัง ราคา 7 ลูก 10 บาท ซึ่งถือว่าถูกมาก เมื่อเทียบกับขั้นตอนการผลิต

แอด มืดมาก อายุ 65 ปี ชาวบ้านเขาไม้แก้ว ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว บอกว่า ทำอาชีพนี้มาถึง 15 ปีแล้ว และตั้งใจจะทำต่อไปจนหมดเรี่ยวแรง เพราะเป็นขนมไทยภูมิปัญญาพื้นบ้านที่หาทานได้ยาก และกว่าจะทำออกมาขายได้ต้องใช้ระยะเวลานานนับตั้งแต่การไปหาหม้อ หรือกรวยในป่า ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกงูกัด แล้วต้องมาทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน เพื่อล้างแมลงที่อาจหลงเหลืออยู่ในกรวยออกไปให้หมด

จากนั้นต้องมาเตรียมข้าวเหนียวและกะทิ ซึ่งจะเน้นมะพร้าวที่คั้นแบบสดๆ เพื่อให้รสชาติออกมาหอมหวานมันที่สุด ดีที่การนึ่งเดี๋ยวนี้หันมาใช้หม้อไฟฟ้า ทำให้เกิดความสะดวก อย่างไรก็ตาม ด้วยอายุที่มากขึ้นจึงยังทำขายได้แค่อาทิตย์ละ 1 ครั้ง เฉพาะวันพฤหัสบดีประมาณครั้งละ 7 กิโลกรัม หรือมีรายได้ครั้งละประมาณ 1,200 บาท ยกเว้นในงานศพที่มีการสั่งล่วงหน้า ซึ่งอาจทำได้ถึงครั้งละ 10 กิโลกรัม

 

เบอร์เกอร์ อร่อยเลือกได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2558 เวลา 16:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/406829

เบอร์เกอร์ อร่อยเลือกได้

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี (มาย เบอร์เกอร์)

แฮมเบอร์เกอร์ หรือเบอร์เกอร์นั้น ไม่ต่างกับเป็นอาหารต่างชาติแบบสามัญประจำบ้าน เพราะเป็นที่รู้จักคุ้นเคยและรับประทานกันมาเนิ่นนาน ถึงแม้จะสนิทสนมกันขนาดนี้ แต่ก็มีบางอย่างที่เราไม่รู้เกี่ยวกับเบอร์เกอร์ ในบางโมเมนต์ก็อยากรู้ว่า ใครกันนะคิดค้นอาหารชนิดนี้ขึ้นมา

แน่นอนว่า แฮมเบอร์เกอร์นั้นเป็นที่รู้กันว่ากำเนิดโดยชาวอเมริกัน ถ้าสืบค้นจากคำเรียกจะพบว่า คำนี้มาจากผู้อพยพชาวเยอรมัน เป็นคำที่มาจากชื่อเมืองฮัมบูร์ก (หรือแฮมเบิร์ก) ในเยอรมนี ย้อนกลับไปเมื่อศตวรรษที่ 18 คนเยอรมันซึ่งต้องการจะย้ายมาอเมริกามักออกเดินทางจากเมืองนี้เป็นหลัก

ชาวเยอรมันอพยพย้านถิ่นไปสู่อเมริกาพร้อมนำสเต๊กสูตรของตัวเองไปด้วย นั่นก็คือ ฮัมบูร์กสเต๊ก หรือแฮมเบิร์กสเต๊ก ซึ่งทำโดยนำเนื้อบดผสมเครื่องปรุงรสก่อนไปนาบบนกระทะร้อนหรือทอดออกมาเป็นแผ่น สเต๊กสูตรนี้ต่อมากลายเป็นแฮมเบอร์เกอร์ คือ วางอยู่ตรงกลางระหว่างขนมปัง 2 ชิ้น พร้อมเติมท็อปปิ้งอื่นๆ ลงไป ต่อมาก็เรียกให้สั้นลงว่า เบอร์เกอร์

ไม่มีใครสงสัยเรื่องชื่อของเบอร์เกอร์ ส่วนใครกันแน่เป็นคนแรกที่ทำเบอร์เกอร์หรือขายเบอร์เกอร์เป็นเจ้าแรกนั้น กลับไม่ชัดเจน เพราะต่างก็อ้างกันไปต่างๆ นานา

ข้ออ้างแรก ระบุว่า เจ้าของสูตรแฮมเบอร์เกอร์คือ ชาร์ลี นากรีน พ่อค้าขายมีทบอลในงานแฟร์ที่เมืองซีย์มัวร์ รัฐวิสคอนซิน เพราะว่ามีทบอลรับประทานยากสำหรับคนมาเดินเที่ยวในงาน ลุงจึงเกิดไอเดียบรรเจิดนำเนื้อมาทำเป็นแผ่นแบนๆ แล้วนำไปวางระหว่างขนมปัง 2 แผ่น แล้วเรียกผลงานชิ้นนี้ว่า แฮมเบอร์เกอร์

อีกหนึ่งทฤษฎีคือ แฮมเบอร์เกอร์ชิ้นแรกทำขึ้นในปี 1885 โดย แฟรงค์ และชาร์ลส์ เมนเชส จากเมืองแอครอน โอไฮโอ ทั้งสองพี่น้องคิดค้นแฮมเบอร์เกอร์ขึ้นระหว่างการเดินทางไปเที่ยวงานแฟร์ในช่วงปี 1880 พวกเขาตั้งในจะทำแซนด์วิชไส้กรอก แต่ปรากฏว่าเนื้อหมูหมด พวกเขาก็เลยเอาเนื้อมาบดใส่ส่วนผสมต่างๆ ก่อนทำให้สุกแล้วประกบด้วยขนมปังเป็นแซนด์วิช แล้วเรียกว่าเป็นแฮมเบอร์เกอร์ตามชื่อ แฮมเบิร์ก นิวยอร์ก สถานที่จัดงานแฟร์ นั่นเองทำให้เมืองแอครอน โอไฮโอ เป็นบ้านเกิดของแฮมเบอร์เกอร์ ทุกๆ ปีที่นี่จะจัดเทศกาลแฮมเบอร์เกอร์เพื่ออุทิศให้กับ แฟรงค์ และชาร์ลส์ เมนเชส

 

ยังมีอีกหนึ่งเจ้าที่อ้างว่า แฮมเบอร์เกอร์ชิ้นแรก “เสิร์ฟ” ในนิวฮาเวน คอนเนกติคัต โดย หลุยส์ ลาสเซน ในปี 1900 นักธุรกิจท้องถิ่นเดินทางมายังเมืองเล็กๆ อย่างนิวฮาเวน และอยากได้อาหารกลางวันติดตัวไปรับประทาน เจ้าของร้านอาหารคือ หลุยส์ ลาสเซน ก็ทำแซนด์วิชอย่างเร็ว เป็นไส้เนื้อบดประกบด้วยขนมปังล่างบนให้ลูกค้า นี่จึงเรียกได้ว่าเป็นแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นแรกที่เสิร์ฟในร้าน

และการกล่าวอ้างอันดับที่ 4 คือ แฮมเบอร์เกอร์ชิ้นแรกทำขึ้นที่เอเธนส์ เทกซัส ในปลายปี 1880 โดย เฟลทเชอร์ เดวิส หรือ โอลด์ เดฟ พ่อค้าขายเครื่องปั้นดินเผาซึ่งเปิดขายอาหารกลางวันด้วย เขาทำแซนด์วิชที่ไร้ชื่อซึ่งทำจากเนื้อบดเสิร์ฟระหว่างขนมปัง 2 ชิ้นให้กับลูกค้า ก่อนจะกลายมาเป็นแฮมเบอร์เกอร์

ถึงแม้จะไม่ทราบแน่ชัดว่า ใครกันแน่ที่ทำคนแรกหรือขายคนแรก แต่แฮมเบอร์เกอร์ก็ได้กลายมาเป็นอาหารซึ่งเหมือนกับเป็น “สมบัติ” ของโลกที่มีคนชื่นชอบรับประทานมาจนทุกวันนี้

 

ปกติถ้าพูดถึงเบอร์เกอร์คนก็มักจะนึกถึงเนื้อเป็นหลัก แต่คนไม่รับประทานเนื้อก็มีทางเลือก เพราะเบอร์เกอร์หมู ไก่ หรือแม้กระทั่งปลาถูกสร้างสรรค์ออกมาเป็นทางเลือก บางร้านมีแม้กระทั่งเบอร์เกอร์เป็ด ล็อบสเตอร์ หอยเชลส์ หรือปลาหมึก อย่างเนื้อเบอร์เกอร์นั้นก็ยังมีหลายทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเนื้อจากแหล่งกำเนิดที่มีคุณภาพหรือผ่านวิธีการเลี้ยงเฉพาะตัวและจำกัดความว่าเป็น “พรีเมียม”

ช่วงปีหลังๆ เบอร์เกอร์กลายเป็นหนึ่งใน “อาหารสุดเทรนดี้” แม้แต่ร้านอาหารหรูๆ ก็ยังเสิร์ฟ และร้านที่เสิร์ฟเบอร์เกอร์อย่างเดียวก็เปิดขึ้นไม่น้อย เบอร์เกอร์ถูกสร้างสรรค์อย่างแตกต่างไปจากสูตรเก่า บางคนเรียกว่าเป็น “นิว เบอร์เกอร์” เพราะการสร้างสรรค์ใหม่ๆ หรือ “พอช เบอร์เกอร์” เพราะว่าคัดสรรใส่เครื่องเครารสชาติดีราคาแพงมาใส่ บางร้านก็เรียกว่า “กูร์เมต์ เบอร์เกอร์” เพราะว่าเป็นเบอร์เกอร์ที่้ใช้ความสามารถของเชฟในการปรุง ไม่ว่าจะเป็นท็อปปิ้้ง ซอส ขนมปัง หรือการผสมผสานส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน

 

ในบ้านเรานั้นก็ไม่พลาดเทรนด์นี้เช่นกัน หนึ่งในเจ้าแห่งเบอร์เกอร์ชื่อสามัญประจำบ้านที่รู้จักกันมานานอย่าง “แมคโดนัลด์” เองก็มีอะไรแปลกใหม่ออกมาให้ได้สัมผัส ลิ้มรสและเรียกชื่อว่า “มาย เบอร์เกอร์” เพื่อที่จะบอกเป็นนัยๆ ว่า ลูกค้าสามารถที่จะเลือกสร้างสรรค์เมนูเบอร์เกอร์ได้เอง ทั้งยังได้เปิดตัว “ป๊อปอัพสโตร์” แห่งแรกขึ้นที่กลางใจเมือง ณ ลานเซ็นทรัลเวิลด์

แมคโดนัลด์ เชื่อว่า มาย เบอร์เกอร์จะเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ นอกจากอาหารแล้วยังพิถีพิถันตั้งแต่การออกแบบร้าน แต่หัวใจก็ยังคงเป็นอาหาร ซึ่งลูกค้าจะได้ลิ้มลองเบอร์เกอร์ระดับพรีเมียม ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกส่วนประกอบของเบอร์เกอร์ได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะ แองกัส บีฟ ที่นำเข้าจากออสเตรเลีย หรือหมูดำ-คุโรบุตะ ที่มาพร้อมซอสสไปซี่น้ำตกให้เข้าปากคนไทย นอกจากนั้นยังมีเบคอน ไข่ เห็ด ผัก และแบล็กเปปเปอร์ชีสที่คัดสรรอย่างดีและสดใหม่มาให้เลือกอร่อย หากซื้อเป็นเซตที่ป๊อปอัพสโตร์ ลานเซ็นทรัลเวิลด์ ยังมีเครื่องดื่มและเฟรนช์ฟรายส์เสิร์ฟไม่อั้น ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 24 ม.ค.ปีหน้า นอกจากนั้นยังเปิด “มุมพิเศษ” ของมาย เบอร์เกอร์ ในสาขาสยามพารากอน และโรบินสัน สุขุมวิท ทั้งยังวางแผนที่จะเปิดอีกหลายสาขาทั่วประเทศ

อีกหนึ่งความอร่อยจากเบอร์เกอร์ที่เลือกได้ตามใจชอบคือ “ดีไอวาย เบอร์เกอร์” ของ ที สเตชั่น โรงแรมอีสติน ตัน เชียงใหม่ ก็เอาใจคนรักเบอร์เกอร์ด้วยการเปิดโอกาสให้ทำเบอร์เกอร์ในแบบที่เลือกได้เอง ไม่ว่าจะเนื้อหมูหรือวัวระดับพรีเมียม หรือจะเมนูสร้างสรรค์อย่าง เนื้อไก่สะเต๊ะ หมูหรือเนื้อปรุงรสสูตรลาบเหนือ หรือแบบมังสวิรัติ ราดด้วยน้ำซอสแบบน้ำจิ้มแจ่วหรือซอสบาร์บีคิว ส่วนชีสก็มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะ เชดดาร์ เอ็มเมนทัล หรือกรุยแยร์ ส่วนท็อปปิ้งอื่นๆ ก็มีให้เลือกทั้ง อโวคาโด ไข่ดาว เบคอนย่าง สับปะรดย่าง ฯลฯ ห้องอาหาร ที สเตชั่น ตั้งอยู่ในโรงแรมอีสติน ตัน เชียงใหม่ ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ณ สี่แยกรินคำ ถนนนิมมานเหมินท์ ใครอยู่ใกล้ๆ แถวนั้นก็แวะไป ตั้งแต่วันนี้-29 ก.พ.ปีหน้านู่นเลย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 052- 001-999

ใครที่อยากพบกับเบอร์เกอร์ “พอช” สุดๆ ต้องแวะไปที่ ทเวนตี้ไฟว์ ดีกรีส์ เบอร์เกอร์ ไวน์ แอนด์ลิเคอร์บาร์ ภายในโรงแรมพูลแมน กรุงเทพ จี (สีลม) ซึ่งจัดเฉลิมฉลองเทศกาลด้วยเบอร์เกอร์ Festive X’TRA Special Burger ที่นำ เนื้อวากิว ล็อบสเตอร์ ตับห่าน ท็อปปิ้งด้วยไข่ปลาคาเวียร์ แผ่นทองคำเปลว อโวคาโด และเห็ดทรัฟเฟิล ส่งตรงจากประเทศฝรั่งเศส มาประกอบเป็นเบอร์เกอร์ ซึ่งมีขายเพียงวันละ 10 ชิ้น ในราคา 888 บาท ซึ่งจะได้สปาร์กลิ้งไวน์ 1 แก้ว และทรัฟเฟิลฟรายส์มาด้วย ใครกลัวไม่ทันก็โทรจองล่วงหน้าที่ 02-267-5272

ด้วยการคัดสรรส่วนผสม รวมทั้งไอเดียสร้างสรรค์ที่แต่งเติมเพิ่มความอร่อยแบบเลือกได้ ทำให้วันนี้เบอร์เกอร์ไม่ใช่แค่อาหารสามัญ แต่เป็นประสบการณ์ที่ควรค่าแก่การได้สัมผัสลิ้มลอง

 

‘เนื้อตุ๋นเจ้าใหม่’ รสข้นโดนใจในซอยสุขุมวิท 46

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2558 เวลา 12:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/406724

‘เนื้อตุ๋นเจ้าใหม่’ รสข้นโดนใจในซอยสุขุมวิท 46

โดย…โจ เกียรติอาจิณ

คนรักเนื้อ จะรักมากหรือรักน้อย ต้องไม่พลาด “เนื้อตุ๋นเจ้าใหม่” โดนใจทั้งน้ำซุป ทั้งเนื้อตุ๋น จุดเด่นคือรสชาติเข้มข้น โดยเฉพาะน้ำซุป เขาทำได้ข้นคลั่ก ไม่ใสแจ๋วแวววาว ออกขุ่นๆ สีน้ำตาล แต่ไม่ดำปี๋ ที่สำคัญ ไม่ฉุนยาจีน ซดสักคำ จะรู้ว่าสวรรค์มีจริง

ทุกครั้งที่ไปต้องสั่งเกาเหลาเอ็นและเนื้อตุ๋น ใครชอบเครื่องในก็มีหลากหลาย รวมทั้งเนื้อส่วนอื่นๆ สั่งตามสบาย เจ้าของพร้อมจัดให้ เกาเหลาหนึ่งชาม 50 บาท (พิเศษ) ข้าวสวยร้อนๆ หนึ่งถ้วย เป็นอันอิ่มท้อง แต่ถ้ายังไหว ต่อเกาเหลาอีกชาม รับรองอิ่มแปล้

ชอบกินเส้นก็ให้เลือกสองแบบ เส้นหมี่กับเส้นเล็ก อย่าลืมเด็ดขาด ผักกาดหอมและขึ้นฉ่ายโรยมาในชาม เพิ่มความหอมและสดชื่น พริกไทยสักหน่อย เรื่องจะพึ่งพวงเครื่องปรุงหรือไม่ สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ถ้าไม่อะไรมาก แค่เหยาะพริกน้ำส้ม (สีเขียว) ก็สุขล้น

เสียอยู่อย่าง ที่นี่ลูกชิ้นไม่ได้ทำเอง ซึ่งเจ้าของเขาไม่ปิดบังอะไร เพราะเขาเองก็ยอมรับว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านลูกชิ้น จึงจำเป็นต้องใช้บริการลูกชิ้นสำเร็จรูปเจ้าดัง (ที่รู้จักทั้งประเทศ) มีแบบเนื้อล้วน หรือแบบเอ็น เตรียมไว้เสิร์ฟเคียงคู่เนื้อตุ๋นที่บรรจงทำอย่างเด็ดดวง

ร้านอยู่ในซอยสุขุมวิท 46 ใกล้ๆ คอนโดมิเนียมสุขุมวิท พลัส เป็นอาคารพาณิชย์คูหาเดียว ป้ายเจ้าใหม่สีแดงเด่นหรา ที่จอดรถมีไม่มาก สะดวกสุด นั่งบีทีเอส ลงสถานีพระโขนง จากนั้นเดินมาทางสามแยกไปรษณีย์พระโขนง (ระหว่างถนนพระรามสี่กับถนนสุขุมวิท) เข้าซอย 50 เมตร

เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00-15.00 น. ถ้าวันไหนคนแน่น ของหมดไว ก็อาจปิดเร็วกว่าปกติ อยากกินเครื่องเคราครบครัน ต้องรีบไป ไม่งั้นอดหมดสิทธิได้ซดน้ำซุปข้นๆ และลิ้มรสเนื้อตุ๋นนุ่มๆ แต่ไม่ยุ่ยเละ สูตรเฉพาะของเขา (เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอก)

 

รักสุขภาพกับแสงแดด เฮลท์ มาร์ท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2558 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/406515

รักสุขภาพกับแสงแดด เฮลท์ มาร์ท

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร

หากใครผ่านไปผ่านแถวถนนศรีวราย่านทาวน์อินทาวน์ จะพบกับร้านร้านหนึ่งซึ่งเป็นร้านที่เป็นที่รวบรวมสินค้าเพื่อสุขภาพ นั่นคือ แสงแดด เฮลท์ มาร์ท (Sangdad Health Mart) เราจึงมิรอช้าที่จะนำพาคุณผู้อ่านที่รักสุขภาพมาทำความรู้จักกับร้านแห่งนี้กัน

น่าน หงษ์วิวัฒน์ หนึ่งในเจ้าของร้าน บอกเล่าว่า ร้านแห่งนี้มีทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค ซึ่งจะเน้นอาหารมากกว่า “เรามีผักสดปลอดสารพิษ ผลไม้เกษตรอินทรีย์ เครื่องปรุงที่ผลิตจากธรรมชาติ เช่น ซีอิ๊วจากถั่วเหลืองออร์แกนิกหมักจากกระบวนการธรรมชาติ มีข้าวสารอินทรีย์ ทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง ข้าวหอมนิล มีธัญพืชต่างๆ อาทิ งาขี้ม่อน ถั่วลูกไก่ ควินัว เชียร์ซีด ขนมที่ผลิตจากธรรมชาติ เช่น ข้าว ฟักทอง กล้วย เป็นต้น และมากกว่านั้นเรายังมีอาหารมังสวิรัติพร้อมรับประทานที่ทำใหม่ๆ ทุกวัน อาทิ ข้าวยำ หมี่ฮกเกี้ยนเสิร์ฟพร้อมไข่ออนเซ็น เต้าหู้ผัดพริกไทยดำเสิร์ฟพร้อมข้าวกล้อง หรือจะเป็นสลัดบ็อกซ์ที่เลือกใช้ผักออร์แกนิก เครื่องดื่มน้ำสกัดเย็น ซึ่งเราทำสูตรออกมาหลากหลาย โดยเลือกใช้ผักผลไม้ที่เป็นออร์แกนิก และยังมีเครื่องดื่มน้ำสมุนไพรแบบโฮมเมด เช่น น้ำผึ้งผสมมะนาวเม็ดแมงลัก น้ำกระเจี๊ยบหัวบุก น้ำอัญชัญตะไคร้ ที่ราคาไม่แพง ซึ่งที่กล่าวมานี้เรามีทีมอาหารของเราที่คอยผลิตลงมาป้อนร้านทุกวันครับ”

 

ในส่วนสินค้าอุปโภค น่าน เปิดเผยว่า ทางร้านก็มีสินค้าพวกดูแลร่างกาย สบู่ แชมพู ยาสระผม ครีมทาตัว ครีมทามือต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ผลิตจากส่วนผสมทางธรรมชาติ เลี่ยงสารเคมี “นอกจากนี้เรายังมีกลุ่มสินค้า ทำความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า น้ำยาอเนกประสงค์ที่สกัดจากธรรมชาติ หมวดที่สำคัญมากๆ ในกลุ่มนี้ที่ถือเป็นสินค้าสำคัญของเรา คือ ผลิตภัณฑ์จากกลุ่มน้ำมันสกัดจากใบย่านาง เช่น น้ำมันเขียวย่านาง ยาหม่องย่านาง ซึ่งถ้าใครศึกษาธรรมชาติบำบัดมาจะทราบดีว่าเป็นยาเย็น ช่วยบรรเทาและรักษาอาการต่างๆ ได้มากมาย และอีกกลุ่มก็คือ หินเกลือภูเขาจากธรรมชาติ ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุจำเป็นต่างๆ มากมาย ช่วยปรับสมดุลและรักษาร่างกาย ซึ่งเรามีแบบพร้อมกิน แบบพร้อมดื่มเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ และพร้อมใช้สำหรับบำบัดปัญหาผิวพรรณ โดยทุกอย่างจะเน้นแนววิถีธรรมชาติครับ”

เมื่อเราเดินเข้าไปในร้านและสอดส่ายสายตาไปทั่วๆ ร้าน จะเห็นได้ว่าการจัดวางร้านถือว่าจัดได้ค่อนข้างดี มองไปทางไหนก็สบายหูสบายตาสบายใจ

 

“สินค้าภายในร้านเรารับมาจากหลายแหล่ง สินค้าหลายอย่าง เราก็ผลิตเองเพื่อให้แน่ใจว่าสะอาด ปลอดภัย และใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ หลายอย่างรับมาจากผู้ผลิตสินค้าออร์แกนิกที่ได้รับมาตรฐานรับรอง และยังมาจากผู้ผลิตรายย่อยจากท้องถิ่นต่างๆ ที่มีวัตถุดิบจากธรรมชาติคุณภาพดี เช่น ขมิ้นชัน น้ำผึ้งป่า ใบชา และธัญพืชต่างๆ”

ในส่วนของผลตอบรับของลูกค้า น่าน กล่าวว่า ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าสถานที่ตั้งของร้านจะอยู่ค่อนข้างไกลจากกลางเมือง ซึ่งทางร้านก็ได้รับคำแนะนำจากลูกค้าเป็นอย่างดี

“การทำร้านแห่งนี้เกิดจากความตั้งใจดี ที่จะเป็นแหล่งรวมสินค้าปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ และราคาไม่แพง เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสเข้าถึงสินค้าเพื่อสุขภาพ และเป็นช่องทางให้ผู้ผลิตสินค้าสุขภาพที่มีความตั้งใจดีได้ขายสินค้าให้กับผู้บริโภค และหวังว่าร้านนี้จะเป็นตัวจุดประกายให้คนไทยหันมารักษาสุขภาพกันมากขึ้น กินดี ให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยและประเทศไทยไปข้างหน้าต่อไป”

 

น่าน บอกว่า ในยุคสมัยนี้ต้องยอมรับว่าเราอยู่ในยุคสินค้าอุตสาหกรรม เรากินข้าวนอกบ้านกันมากขึ้น ชีวิตรวดเร็วขึ้น สะดวกสบายขึ้น แต่เราก็ถูกความเจ็บป่วย โรคภัยไข้เจ็บรุมเร้ามากขึ้นด้วยเช่นกัน ทำให้คนในยุคสมัยนี้เริ่มหันมาให้ความสนใจกับเรื่องสุขภาพจากพื้นฐานร่างกายกันมากขึ้น เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายกันมากขึ้น เลือกที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด เลือกที่จะฝึกจิตใจให้ผ่องใส จึงทำให้กระแสกรีนไลฟ์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

“ในอนาคตถ้าผลตอบรับกับสินค้าสุขภาพที่เราผลิตเองดี เราก็อยากจะขยายวงกว้างขึ้น วางจำหน่ายในร้านสุขภาพอื่นๆ เพื่อให้สินค้าสุขภาพได้เข้าถึงคนไทยได้มากขึ้นครับ”

 

ท้ายสุด น่านได้เผยถึงการพัฒนาช่องทางการเข้าถึงลูกค้าในอนาคตอันใกล้ ว่าเขาจะเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าด้วยช่องการสั่งซื้อออนไลน์และจัดส่งถึงมือลูกค้า เนื่องจากเห็นว่าในกรุงเทพฯ การจราจรนั้นติดขัด เดินทางไปไหนมาไหนก็ลำบาก การซื้อสินค้าออนไลน์จากผู้ผลิตและจำหน่ายที่เชื่อถือได้จึงเป็นเรื่องจำเป็น

“กลางเดือน ม.ค.ที่ใกล้จะถึงนี้ เราจะเปิดสาขาที่สอง สาขาเลียบทางด่วนรามอินทราเอกมัยครับ ยังไงก็ติดตามหรือติดต่อเราได้ที่ สาขาทาวน์อินทาวน์ โทร. 02-934-4414 ต่อ 214 หรือ 09-8275-0001 เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น. สาขาเลียบทางด่วนเอกมัยรามอินทรา โทร. 09-1701-2728 อินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก sangdadhealthmart ได้เลยครับ”