Festive Holiday Grand Marnier Cream Scone

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2558 เวลา 11:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/405833

Festive Holiday Grand Marnier Cream Scone

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่แบบนี้ หากได้รับห่อขนมโฮมเมดสักห่อ ที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมของนมเนย คงทำให้ช่วงเทศกาลดูน่าประทับใจยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างสโคนสูตรนี้ ที่แอบเติมเหล้ากรองด์มานิเอร์ บรั่นดีหอมกลิ่นส้ม ที่ช่วยให้สโคนมีเสน่ห์ชวนลิ้มลอง แถมผู้เขียนเอาเคล็ดลับของเพื่อนอายุรุ่นคุณแม่ที่เคยเรียนทำขนมด้วยกันมาแบ่งปันให้คุณผู้อ่านในสูตรนี้ เพราะเพื่อนของผู้เขียนมีเชื้อสายผู้ดีอังกฤษนิยมใช้วิปปิ้งครีม แทนที่จะเป็นนมสดอย่างสูตรสโคนทั่วไปลงมาผสมกับส่วนผสมอื่นๆ เธอบอกว่า ช่วยให้สโคนฉ่ำเข้มข้นขึ้นเข้ากับกลิ่นของเหล้าส้มที่เสริมให้สโคนนี้พิเศษเข้ากับช่วงปีใหม่ที่จะเข้ามา

สโคนแบบนี้เป็นสไตล์อังกฤษ แบบรับประทานกับน้ำชา ปาดด้วยวิปครีมและแยม ต่างจากสโคนแบบอเมริกันที่นิยมรับประทานกับกาแฟและอัดแน่นไปด้วยความหวานพร้อม Mix-in ต่างๆ ทั้งช็อกโกแลตชิป หรือผลไม้แห้ง แต่สูตรนี้อนุโลม เพราะผู้เขียนชอบแอบเติม Candied orange peel หรือผิวส้มเชื่อมลงไปด้วย เพื่อเสริมกลิ่นหอมๆ ให้แทรกซึมอยู่ในเนื้อขนม แม้จะแอบเติมลงไปแต่ก็กลัวความหวานผิดแผกต้นตำรับ เลยใช้น้ำร้อนล้างเอาความหวานของส้มเชื่อมออกไปรอบหนึ่งเสียก่อน นำมาหั่นเป็นเต๋า เติมลงในแป้งก่อนจะเติมของเหลว เพื่อให้เนื้อผลไม้กระจายได้ง่ายในเนื้อขนมเวลาขึ้นรูป

กว่าจะได้สูตรที่ลงตัว ยอมรับว่าผิดพลาดกับการทำสโคนมาหลายครั้ง เคล็ดลับแรกที่อยากนำเสนอคือ เนยจำเป็นต้องเป็นเนยคุณภาพดีที่สุดที่หาได้ ถ้ามีกำลังใช้เนยที่มาจากฝรั่งเศส หรือแหล่งเนยดีๆ อื่นๆ แนะนำให้เลือกใช้ได้เลย

ลำดับถัดมาคือ แนะนำให้ส่วนผสมอื่นๆ เย็นจัดไปด้วย ทั้งครีมและไข่ไก่ แตกต่างจากตอนที่พวกเค้ก ที่ส่วนผสมจะต้องอยู่ที่อุณหภูมิห้อง สำหรับสโคนจะต้องเย็นจัดเท่านั้น เพื่อให้เนยอยู่ตัว เนื้อสโคนถึงจะร่วนอร่อย

ฝีมือของผู้ทำขนม มีส่วนมากสำหรับสโคน ต้องเป็นคนมือเบาไม่นวด เพราะจะทำให้เนื้อสโคนแน่น ไม่อร่อย ขอแค่ตบๆ เข้ามาเกาะกันอย่างหลวมๆ วิธีนี้จะช่วยให้ขนมอบออกมาแล้วเบาฟูดูน่ากิน แถมยังแตกกลางเป็น 2 ส่วน ช่วยให้อู้หูเวลาเห็นสโคนอยู่ในจาน

สุดท้ายอุณหภูมิเตาอบที่ร้อนจัดๆ จะช่วยให้สโคน “Spring” ตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนมีรอยแยก อบที่อุณหภูมิสูงคือ 200 °C ขึ้นไปแบบนี้ รับรองว่าขนมจะขึ้นได้ดีและดูน่ากินที่สุด แต่ต้องระวังเพราะสโคนอบสุกได้ง่ายมาก เพียง 10-15 นาที สำหรับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2 นิ้ว ก็พร้อมสุกและทำให้ครัวหอมฟุ้งในเวลาแป๊บเดียวแล้ว

นำสโคนออกมาพักนอกเตาอบสักครู่ก่อนรับประทานกับวิปครีมตีให้คงตัวกับแยม หรือใครหา Clotted cream ได้ก็ยิ่งอร่อย ถ้าไม่ได้ลองใช้เป็น Mascapone cheese ของอิตาลีที่หาได้ง่ายกว่า พอทดแทนกันได้ไม่ยาก

สโคนสูตรนี้ทำเป็นชุดของขวัญสำหรับคนพิเศษยิ่งน่าประทับใจ เพราะอุ่นได้ง่าย ใช้ไมโครเวฟเพียง 15 วินาที จะได้ขนมนุ่มๆ กินคู่กับแยมสตรอเบอร์รี่และน้ำชา อร่อยเป็นที่สุด ห่อใส่กล่องพลาสติกปิดฝาแน่น แล้วใช้กระดาษห่อผูกด้ายเลียนแบบไปรษณีย์โบราณ ช่วยให้ได้ชุดขนมน่ารักเป็นของขวัญสำหรับเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้เข้ามา

Cookool Grand Marnier Cream Scone

สำหรับสโคน

– แป้งอเนกประสงค์ 130 กรัม

– แป้งเค้ก 100 กรัม

– ผงฟู 13 กรัม

– น้ำตาลทรายละเอียด 40 กรัม

– เกลือป่น 1 ส่วน 4 ช้อนชา

– เนยจืด 70 กรัม

– ไข่ไก่ 1 ฟอง

– วิปปิ้งครีม 75 กรัม

– เหล้ากรองด์มานิเอร์ 1 ช้อนโต๊ะ

(เปลี่ยนเป็นกลิ่นวานิลลา หากต้องการเลี่ยงแอลกอฮอล์ได้)ผลไม้แห้ง เช่น แครนเบอร์รี่ ลูกเกดขาว ส้มแช่อิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ประมาณครึ่งถ้วยตวงEgg Wash : ไข่แดง 1 ฟอง + น้ำสะอาด 1 ช้อนโต๊ะ ตีให้เข้ากัน สำหรับทาหน้าสโคน

สำหรับแยมสตรอเบอร์รี่โฮมเมด

– สตรอเบอร์รี่แช่แข็ง 250 กรัม

– น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

– สำหรับสโคน : ตัดเนยจืดให้เป็นชิ้นเล็กๆ แช่เย็นไว้ให้เย็น

-ร่อนแป้งทั้งสองชนิด น้ำตาลทราย ผงฟู เกลือ เข้าด้วยกัน

– ผสมครีมและเหล้าเข้าด้วยกัน พักไว้ในตู้เย็น สักพักตอกไข่ใส่ลงไป

– ตัดเนยจืดกับแป้งเข้าด้วยกันด้วยส้อม หรือถ้าจะให้ดีคือ Pastry Cutter ถ้าเติมพวกผลไม้แห้ง แนะนำในขั้นตอนนี้ได้เลย

– เติมครีมที่ผสมไว้ลงไป ผสมพอแค่เข้ากัน พยายามอย่านวด

– เทโดลงบนแผ่นพลาสติกที่ปูไว้ ตบเบาๆ พอให้เกาะกันและมีความหนาเท่ากันทั้งแผ่น (ถ้าขนมเละไป แนะนำให้เอาไปแช่เย็นไว้ประมาณ 30 นาที)

– อุ่นเตาอบไว้ 220 °C เตรียมถาดอบ ปูกระดาษไขไว้

– ใช้ที่กดกดขนมออกมาเป็นชิ้นๆ เรียงใส่ถาด ทาด้วย Egg washเฉพาะด้านบน อบประมาณ 12 นาที

– พักไว้จนอุ่นๆ พร้อมเสิร์ฟ

– วิธีเก็บ เก็บในกล่องหรือภาชนะปิดสนิท ที่อุณหภูมิห้องได้ 2-3วัน หรือห่อพลาสติกไว้ แช่เย็นไว้ นำออกมาพักที่อุณหภูมิห้อง15-20 นาที แล้วอุ่นไมโครเวฟประมาณ 20 นาที

– สำหรับแยม : เติมน้ำตาลและสตรอเบอร์รี่แช่แข็งลงในหม้อตั้งไฟอ่อนๆ ประมาณ 15 นาที คนไปเรื่อยๆ จนเนื้อสตรอเบอร์รี่ข้นขึ้น เคี่ยวต่อจนได้ลักษณะคล้ายแยม เนื้อสตรอเบอร์รี่จะค่อยเละแบบบี้ ได้ ยกลงจากเตา ทำให้เย็นลงอย่างรวดเร็วใส่กระปุกเก็บไว้

 

ขนมและอาหาร สำหรับคนที่แพ้อาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2558 เวลา 17:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/405739

ขนมและอาหาร สำหรับคนที่แพ้อาหาร

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร-วิภาคย์ พูนพันธุ์ ภาพ วิภาคย์ พูนพันธุ์

“กินอยู่เป็น” วันนี้จะขอว่าด้วยเรื่องอาหารการกินสำหรับคนที่แพ้อาหาร ซึ่งก่อนจะไปพูดถึงเรื่องอาหาร เรามาตรวจเช็กกันก่อนดีกว่าว่าเรามีอาการแพ้อาหารในลักษณะนี้หรือเปล่า

หลักๆ แล้ว คนที่แพ้อาหารอาจแพ้ทันทีหลังกินอาหารที่แพ้ หรืออาจใช้เวลาหลังจากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งอาการแพ้ไม่เกี่ยงว่าจะกินมากหรือกินน้อย มันขึ้นอยู่ที่ตัวอาหารที่แพ้มากกว่า โดยอาการที่พบหากแยกตามอวัยวะ จะพบว่าในส่วนของผิวหนังจะพบอาการคันตามตัว หน้าร้อนและแดง เป็นลมพิษ บวมที่หนังตาและปาก ในส่วนของระบบทางเดินอาหาร จะพบอาการคันปาก ปวดท้อง มวนท้อง อาเจียน หรืออาจถ่ายเหลว ในส่วนของระบบทางเดินหายใจ จะพบอาการคัดจมูก มีน้ำมูกไหล บ้างก็ไอ มีเสียงแหบ หรือคันในคอ กลืนอะไรก็กลืนลำบาก ถ้าหายใจก็หายใจเสียงดัง หายใจลำบาก ปากอาจเป็นสีเขียว หากถึงขั้นรุนแรงก็อาจหยุดหายใจ

 

ในส่วนของระบบหัวใจและหลอดเลือด จะพบว่า ในช่วงระยะแรกหัวใจจะเต้นเร็ว ต่อมาความดันโลหิตจะต่ำลง หัวใจเริ่มเต้นผิดปกติ หากถึงขั้นรุนแรงหัวใจอาจหยุดเต้น ในส่วนของระบบประสาทจะพบอาการมึนๆ รู้สึกหนักศีรษะ หากเป็นมากอาจหมดสติ นอกจากนี้ เราอาจรู้สึกขมๆ ในปาก อาจปวดกระเพาะปัสสาวะหรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ เอื้อง-ธีตา โหตระกิตย์ เจ้าของร้าน ธีรา ดิ ออริจินัล เฮลท์ตี้ เบค รูม ที่ตอนนี้มี 3 สาขาแล้ว นั่นคือ สุขุมวิท 42 สยามพารากอน และเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา โดย ธีตา บอกเล่าว่า จุดเริ่มต้นในการทำอาหารสำหรับคนแพ้อาหาร เริ่มมาจากเธอเป็นคนชอบทำขนม พอรู้ว่าลูกชายแพ้กลูเตน (โปรตีนที่พบได้ในข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโพด) นม ไข่ สิ่งเหล่านี้ไปขัดขวางการดูดซึมสารอาหารของเขา ทำให้เขามีปัญหาเรื่องการหายใจ ซึ่งเด็กจะมีปัญหาในส่วนนี้มากกว่าผู้ใหญ่ เมื่อรู้อย่างนี้ก็เลยหันมาปรับสูตรขนมให้ลูกชาย และจากนั้นเป็นต้นมาก็ได้ทำขนมและอาหารสำหรับคนแพ้อาหาร จนกลายเป็นมาเปิดร้านเหมือนเช่นทุกวันนี้

 

“ในผู้ใหญ่ส่วนมากจะพบอาการปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ซึ่งถ้าไม่ไปตรวจกับคุณหมอก็จะไม่รู้ว่าตนเองแพ้อะไร ซึ่งตั้งแต่พบเจอลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาที่ร้าน นอกจากลูกค้าจะแพ้ กลูเตน นม ไข่ ยังมีคนที่แพ้จำพวกถั่ว ถั่วเหลือง ข้าวโพด หรือแม้กระทั่งแพ้ข้าว ซึ่งก็ทำให้การใช้ชีวิตมีความลำบากอยู่มิใช่น้อย ในส่วนของการแพ้ต่างๆ นานา มีได้หลายสาเหตุ หลักๆ คือ แพ้สิ่งไหนมักมาจากการกินสิ่งนั้นเยอะจนเกินไปจนร่างกายเกิดการต่อต้าน”

เมื่อธีตาต้องทำอาหารหรือขนมสำหรับคนที่แพ้อาหารให้ทั้งลูกชายและลูกค้าที่แพ้อาหารไม่ต่างกัน เธอต้องเลือกวัตถุดิบที่สามารถมาทดแทนกันได้ “อย่างกลูเตน นอกจากมีคุณค่าทางอาหาร มันยังเป็นตัวทำให้ขนมอยู่ตัวและไปด้วยกันได้ดี ถ้าเอาแป้งสาลีมาทดแทน ขนมจะร่วน เราจึงต้องสรรหาแป้งหลายๆ ชนิดมาผสมกันเพื่อให้มีความใกล้เคียง ที่สามารถดึงขนมให้มันอยู่ตัวและมีรสชาติที่ดี โดยเราสามารถใช้แป้งอัลมอนด์หรือแป้งข้าวฟ่าง ซึ่งแป้งเหล่านี้ไม่มีกลูเตน เราจึงต้องใช้ผลไม้บด เช่น กล้วยหอม มันเทศ หรือฟักทอง มาผสมเข้าไป เพื่อให้แป้งมีความหนึบ ทำให้ขนมอยู่ตัวและไปด้วยกันได้ดีไม่ต่างจากกลูเตนนั่นเอง”

 

ธีตา เผยว่า เรื่องอาหารหรือขนมไม่มีกฎตายตัวในส่วนผสมและวิธีทำ หากใครแพ้สิ่งไหนก็สามารถนำสิ่งอื่นมาทดแทนกันได้ “เช่น หากใครแพ้ถั่วก็จะเอาแป้งอัลมอนด์ออก แล้วหาแป้งอื่นมาทดแทน เช่น แป้งข้าวฟ่าง แต่การทำขนมโดยส่วนใหญ่มักไม่ใช้ถั่วเป็นส่วนประกอบของขนมกันอยู่แล้ว แต่มักจะนำไปใช้การจัดจานเสียมากกว่า อย่างไรก็ต้องพึงระวังสำหรับคนแพ้”

นอกจากคนที่แพ้แป้ง ธีตา เผยว่า ยังมีคนแพ้ไข่ แพ้นมวัว “หลักๆ จะเห็นคนแพ้ไข่ขาวมากกว่าไข่แดง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะใช้พวกผลไม้บดมาทดแทน หรืออาจจะเป็นเมล็ดแฟล็กซ์ (หรือ Flaxseed เป็นเมล็ดของต้นลินินที่นำมาใช้ผลิตเสื้อผ้าและกระดาษ โดยเมล็ดแฟล็กซ์มีประโยชน์ในด้านกรดไขมันดี มีกรดไขมันโอเมก้า 3-6-9 และยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย) ซึ่งมื่อนำมาบดและผสมน้ำก็จะมีรูปร่างคล้ายไข่ รสชาติอาจไม่เหมือนกัน และไม่สามารถทดแทนสารอาหารของไข่ได้”

สำหรับคนที่แพ้นม ธีตา เผยว่า นอกจากแพ้นมแล้วก็ยังมีการแพ้แล็กโทสในนม (แล็กโทส คือคาร์โบไฮเดรตที่พบได้ในนมแม่ ให้แคลอรีที่เป็นพลังงานสำหรับเด็กทารก) อีกด้วย “หากใครแพ้สองจำพวกนี้ก็สามารถใช้นมถั่วเหลืองทดแทนได้ หรือบางคนแพ้นมถั่วเหลืองอีกก็เปลี่ยนมาใช้เป็นนมข้าวแทน นอกจากนี้ ก็ยังมีนมแพะหรือน้ำกะทิที่เอามาใช้ทดแทนได้ แต่อาจมีกลิ่น และใครที่กังวลเรื่องไขมันก็ควรระวังตรงนี้นิดนึง”

ธีตาได้ให้คำแนะนำทิ้งท้ายไว้ว่า หากใครทำอาหารหรือขนมกินเองก็จำเป็นที่จะต้องป้องกันตัวเอง “ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ตัวว่าแพ้ อาจต้องไปพบแพทย์หรือหาข้อมูลว่าเราแพ้อะไร นอกจากนี้ ในเครื่องปรุงต่างๆ ก็ต้องระวัง เราต้องดูให้ละเอียดว่าในแต่ละเครื่องปรุงมีวัตถุดิบที่เราแพ้ซ่อนอยู่มั้ย  เช่น ซอสถั่วเหลือง มักมีกลูเตนแฝงอยู่ด้วย เราจึงต้องดูฉลากให้ละเอียด อีกทั้งบางฉลากก็มีข้อมูลหรือจำนวนตัวเลขไม่ครบ ซึ่งเราสามารถโทรศัพท์สอบถามผู้ผลิตได้ว่าสิ่งที่หายไปคืออะไร หากเราไม่มั่นใจ อย่าลืมว่าส่วนที่หายไปอาจเป็นส่วนที่เราแพ้ก็ได้ โดยเฉพาะกลูเตนกับนม ซึ่งชอบผสมอยู่ในโน่นนิดนี่หน่อย ถ้าเราแพ้มากก็จะไม่ดี หรือถ้าสะสมมากๆ เข้าก็จะแพ้อยู่ดี”

หากใครไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ธีตา เผยว่า การที่เรารู้ว่าเราแพ้อะไรสามารถมีวัตถุดิบหรือเครื่องปรุงไหนทดแทนได้บ้าง และมีร้านไหนที่ยินดีให้บริการทำอาหารเฉพาะสำหรับคนแพ้อาหาร ก็จะเป็นการดี เพื่อที่เราจะได้ไปถูกที่ และหากมีข้อมูลแบบละเอียด คนปรุงอาหารจะได้จัดสรรอาหารตามที่เราต้องการได้

“สำหรับบางร้านที่อาจไม่ถึงขั้นให้บริการคนที่แพ้อาหารโดยเฉพาะ แต่หากเจ้าของร้านหรือคนปรุงอาหารเปิดใจกว้างสำหรับคนแพ้อาหาร เข้าใจว่านี่คือความเป็นความตายของชีวิตเขา ถ้าเราเข้าใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เราจะไม่หงุดหงิด และยินดีทำให้ชีวิตของเราดำเนินไปได้อย่างปกติค่ะ”

 

ฟิวชั่นเมนู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2558 เวลา 16:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/405732

ฟิวชั่นเมนู

โดย…เพ็ญแข สร้องทอง

ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มแต่เบียร์ยังเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของอาหารได้

ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานเนื้อ แป้ง สตู ซุป หรือขนม ก็มีเบียร์เป็นส่วนผสมหนึ่งได้ อาหารฝรั่งอย่างหนึ่งที่มีเบียร์เป็นส่วนผสมและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันมานานจนขึ้นชั้นคลาสสิก คือ เบียร์-แคนชิกเก้น ซึ่งก็คือไก่หมักเบียร์กระป๋องก่อนนำไปย่างนั่นเอง

 

ทำไมถึงต้องปรุงอาหารด้วยเบียร์…?

เพราะเบียร์มีคุณสมบัติที่ทำให้เนื้อมีความนุ่มนวล อีกทั้งยังให้รสชาติรวมทั้งได้กลิ่นจากข้าว หรือมอลต์รวมทั้งฮอปซึ่งเป็นส่วนประกอบของเบียร์ รวมทั้งกลิ่นของถั่วที่ปรากฏในเบียร์บางตัว ทั้งหมดสามารถปรากฏอยู่ในรสกลิ่นของอาหารซึ่งมีเบียร์เป็นส่วนผสม แต่หลายๆ จานก็อาจจะไม่สามารถรู้ได้ด้วยจมูกหรือลิ้น อีกทั้งระหว่างขั้นตอนการปรุงนั้นแอลกอฮอล์ในเบียร์ก็จะหายไปหมด

 

เพราะว่าเบียร์มีความหวานซ่อนอยู่ นอกจากนี้ยังมียีสต์ ซึ่งมีพ่อครัวแม่ครัวจำนวนมากเชื่อว่าทำให้ขนมอบเบานุ่มเด้งมากขึ้น เบียร์ยังเหมาะกับการหมักเนื้อ หมู และไก่ ก่อนจะนำไปปรุงอาหาร ไม่ว่าจะหมักทำสเต๊กหรือเนื้อเบอร์เกอร์

ไม่เพียงเท่านั้น เบียร์ยังนำไปผสมเป็นเครื่องจิ้มหรือราดอาหารได้ โดยเฉพาะอาหารไทยรสจัดอย่างเช่นน้ำจิ้มซีฟู้ด หากเป็นซอสของฝรั่งอย่างเช่นเพสโต้นั้น สามารถไปกันได้กับรสและกลิ่นของเบียร์ แม้แต่เดรสซิ่งสำหรับสลัด ก็สามารถผสมเบียร์ลงไปให้มีรสชาติ ขณะที่ผักอย่างเห็ดหรือหอมก็สามารถนำมาผัดเร็วๆ ใช้น้ำมันน้อยๆ อย่างที่เรียกซอเต้ (Saute) เพื่อนำไปรับประทานเป็นเครื่องเคียงในหลายๆ เมนูได้

 

เมนูอาหารที่มีเบียร์เป็นส่วนผสมนั้นมีเป็นร้อยๆ แต่วันนี้เราจะนำจานเด็ดจากการสร้างสรรค์ของเชฟอิ๊ก-บรรณ บริบูรณ์ โดยมีเบียร์เป็นส่วนผสม ทั้ง 4 เมนูเรียกว่าเป็นฟิวชั่นฟู้ดที่เกิดจากการผสมผสานวัสดุที่แตกต่างเข้าด้วยกัน กลายเป็นเมนูที่ให้ประสบการณ์ในการชิมแปลกใหม่

เริ่มต้นด้วย “กุ้งแซ่บเบียร์” เป็นเมนูที่เชฟอิ๊กเลือกกุ้งขาวขนาดใหญ่ ก่อนนำไปลวกให้สุกพอประมาณ เนื้อยังคงมีความหวานอยู่ ก่อนเสิร์ฟจะราดน้ำจิ้มซึ่งผสมด้วยเบียร์ ทั้งยังราดเบียร์สดบนตัวกุ้งอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ลูกค้าจะได้รับประทาน ซึ่งนอกจากจะได้รสแล้วเบียร์ยังปรากฏกลิ่นในอาหารจานนี้ด้วย อาหารจานแซ่บนี้รับประทานแกล้มกับก้านคะน้ากรุบกรอบ จะช่วยเพิ่มรสชาติมากยิ่งขึ้น

 

“น่องสะโพกไก่กรอบทอดเบียร์” ปรุงจากน่องไก่ส่วนที่ติดสะโพกซึ่งคัดสรรขนาดพอดีๆ นำมาหมักกับเครื่องเทศและเบียร์จนเข้าเนื้อ ก่อนจะนำไปทอดให้สุกแบบกรอบนอกนุ่มในเหลืองหอม เสิร์ฟพร้อมเส้นสปาเกตตีที่ผัดกับสต๊อกไก่ซึ่งทำจากน้ำหมักไก่ ทำให้ทั้งไก่และเส้นจึงมีความเชื่อมประสานรสชาติเข้ากันอย่างดี น้ำสต๊อกเข้มข้น ขณะที่เนื้อไก่มีกลิ่นของเครื่องเทศหอมกรุ่น

อีกหนึ่งจานเรียกว่า “สปาเกตตีสเต๊กหมู ผัดกระเทียม และเบียร์” เป็นเมนูฟิวชั่นอิตาเลียน ในส่วนของสเต๊กหมูนั้นเลือกเนื้อส่วนที่เรียกว่าพอร์กช็อป คือ เป็นเนื้อสันติดกระดูกมานำไปหมักกับซอสซึ่งมีเบียร์เป็นส่วนผสม ก่อนจะนำไปกริลล์สุกแบบพอดี ในเวลาเสิร์ฟมีเส้นสปาเกตตีผัดกับกระเทียมและพริกไทยเคียงมาด้วย เส้นสปาเกตตีที่สุกระดับ “อัลเดนเต้” ให้สัมผัสกรุบๆ กรอบๆ รับประทานคู่กับสเต๊กนุ่มๆ ก็เข้ากันได้ดี

ส่วนจานนี้เหมาะทั้งรับประทานเล่นๆ หรือเป็นกับแกล้มที่แสนเพลินอย่าง “ซี่โครงหมูหมักเบียร์” ซึ่งปรุงจากกระดูกอ่อนหมักกับเครื่องเทศและเบียร์นาน 3 ชั่วโมง จากนั้นชุบแป้งที่มีเบียร์เป็นส่วนผสมแล้วนำลงทอดในกระทะ ซึ่งใส่น้ำมันพอท่วมและไฟกลางๆ จะได้สุกทั่วถึงจากในถึงนอก ข้างนอกจะกรอบและข้างในก็นุ่ม จานนี้จะติดหวานเล็กๆ ด้วย

ทั้ง 4 เมนูของเชฟอิ๊กที่ว่ามีให้สั่งรับประทานในช้างไลฟ์ พาร์ก ตั้งแต่วันนี้ไปถึงสิ้นปี ไม่ว่าจะที่เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลเวสต์เกต, สาทร สแควร์, เดอะ สตรีทรัชดาฯ, เอเชียทีค, เมกาบางนา และเอ็มควอเทียร์ ในต่างจังหวัดก็มีที่ เซ็นทรัลพัทยา, เซ็นทรัลระยอง, เซ็นทรัลเชียงใหม่, เซ็นทรัลเชียงราย, เซ็นทรัลพิษณุโลก, เซ็นทรัลศาลายา, เซ็นทรัลหาดใหญ่, เซ็นทรัลสมุย และมาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน นอกจากอาหารและเครื่องดื่มแล้วยังมีดนตรีไพเราะมาให้ได้สุนทรีด้วย

ด้วยเครื่องดื่มชนิดนี้ทำให้โลกของอาหาร หรือโลกของการคุกกิ้งและเบกกิ้งกว้างออกไป …

 

ครัวคุณกุ้ง วิวดีอาหารอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2558 เวลา 13:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/405713

ครัวคุณกุ้ง วิวดีอาหารอร่อย

โดย…สิทธิ์ ปูทะเลย์

เข้าหน้าหนาว อากาศกำลังดี เหมาะกับการนั่งกินข้าวตากลม ชมวิว แต่จะให้เด็ดต้องวิวดีๆ แถมอาหารอร่อย

วันนี้ขอแนะนำ “ครัวคุณกุ้ง” ร้านอาหารครัวคุณกุ้งเขาสร้างชื่อมานานจนมีหลายสาขา แต่ที่แนะนำวันนี้ คือ สาขาท่าช้าง หาไม่ยากอยู่ในราชนาวีสโมสร ร้านติดริมแม่น้ำ ยิ่งมื้อเย็นคนยิ่งแน่นเพราะวิวยามเย็นริมแม่น้ำ เห็นพระปรางค์วัดอรุณอยู่เยื้องๆ เรียกว่า “อาหารหลักร้อย วิวหลักล้าน”

 

เมนูแนะนำ ต้องบอกเลย ชอบมาก ลาบปลาช่อนทอดเขาจะใช้ปลาช่อนตัวกำลังเหมาะทอดกรอบนอกนุ่มใน ราดด้วยน้ำปรุงเครื่องลาบ ทั้งพริกป่น ข้าวคั่ว ปรุงออกสามรสราดบนตัวปลา โรยหน้าด้วยหอมแดงซอย พริกแห้งทอด มีผักสดจัดในจานสวยงามไว้ทานเป็นเครื่องเคียงทั้งแตงกวา ผักกาดขาว แก้เผ็ด

อาหารเรียกน้ำย่อย หรือเป็นจานด่วนสำหรับรับประทานกับเพื่อนๆ เช่น ส้มตำร้านนี้ก็มีทุกชนิด ทั้งตำไทยกุ้ง ปูเค็ม ปูม้า ผลไม้ แล้วแต่ลูกค้าเลยจ้า รสชาติดี แต่จะชอบเปรี้ยว หวาน หรือรสใดก็สั่งทางร้านได้ เพื่อนๆ ชอบรับประทานหอยแครงลวกสั่งกันมาจานใหญ่ หมดแล้วสั่งต่ออีก 1 จาน ซึ่งอิฉันไม่ถนัดขอสั่งกุ้งแช่น้ำปลา และยำตะไคร้กุ้งสด มาแทน รสชาติแซ่บสะใจ ไม่เหม็นคาว

 

ร้านนี้เขาเน้นของสดใหม่ มาร้านนี้อย่ามัวแต่ก้มหน้ารับประทานโดยเฉพาะยามเย็น รับประทานไปชมวิวไปแสนจะคุ้มโดยเฉพาะองค์พระปรางค์วัดอรุณ ฝั่งตรงข้าม แต่ละเวลาที่ผ่านไป แสง สี ของท้องฟ้าที่เริ่มตะวันตกดิน ทำให้พระปรางค์สวยงามน่าพิศวง เพลินๆ ส้มตำหมดจาน แถมแหนมกระดูกทอด แกล้มถั่ว อาจหมดตามไปได้ง่ายๆ

ส่วนอาหารรับประทานกับข้าวสวย ขอแนะนำผัดฉ่าจานร้อน รับประทานกับทอดมันกุ้ง ต้มยำหรือน้ำพริก หรือหลนต่างๆ ร้านนี้เขามีชื่อเคยไปออกโทรทัศน์รายการดังด้านอาหาร ขอบอกเลยอร่อยอาจต้องขอเติมข้าวกันทีเดียว

 

เพราะอยู่ในทำเลแหล่งท่องเที่ยวอาหารฝรั่งก็มีจานขึ้นชื่อ คือ ขาหมูทอดสไตล์เยอรมัน รับประทานกับสลัดผักหรือข้าวอบสับปะรด หรือสเต๊ก

สำหรับร้านนี้ต้องบอกว่าไม่แพง อาหารเริ่มที่ 100 บาทอาหารจานเดียวก็มีทั้งข้าวผัดผัดไทย เหมาะกับทุกคน ทุกขนาดกระเป๋า เพราะหากแพงเกินหรือเอาเปรียบคนกินมากเกิน อิฉันจะไม่แนะนำ

 

หลังเดินชมวัง ไหว้พระกันเหนื่อยๆ ตั้งแต่เช้ายันเย็นหากต้องการหาที่รับประทานอาหารอร่อยต้องขอแนะนำ รับประทานกับเพื่อนหลายคนยิ่งประหยัด เพราะวิวดีนั่งได้ทั้งวัน

สำหรับร้านครัวคุณกุ้ง เปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เปิดสองรอบ 11.00-14.00 น. และรอบเย็น 16.00-22.00 น.ส่วนเสาร์-อาทิตย์ เปิด 11.00-22.00 น. โทร. 02-222-0081 การเดินทางไม่ยาก มาพระบรมมหาราชวัง ด้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา คือ ราชนาวีสโมสร ร้านอยู่ในเขตสโมสร

 

 

เดอะ แฮทเตอร์ ความอร่อยในโลกแฟนซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2558 เวลา 16:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/405592

เดอะ แฮทเตอร์ ความอร่อยในโลกแฟนซี

โดย…ซิตี้กาย

ลึกเข้าไปในโพรงกระต่ายยังมีโลกแห่งจินตนาการซ่อนเร้นอยู่ในนั้นเฉกเช่นร้านเดอะ แฮทเตอร์ (The Hatter) ที่จำลองความสวยงามตามท้องเรื่องวรรณกรรมชื่อดัง อลิส อิน วันเดอร์แลนด์ ให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศของปาร์ตี้น้ำชา ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข ความน่ารัก และโรแมนติก ในเวลาเดียวกัน

ร้านเดอะ แฮทเตอร์ ตั้งอยู่ติดกับร้านอัลมาจิส ซอยโรงพยาบาลจักษุ รัตนิน ห่างจากสถานีเอ็มอาร์ทีเพชรบุรี ประมาณ 300 เมตร แค่ก้าวแรกที่ผ่านเข้าประตูร้านก็เหมือนหลุดเข้าไปอยู่อีกโลกจินตนาการ สิ่งของต่างๆ ดูล่องลอย และมีขนาดที่ใหญ่

 

เมนูอาหารนำเสนอผ่านกรอบรูปยักษ์สวยหรู เห็นแล้วก็ต้องอมยิ้มกับไอเดียการนำเสนอสุดน่ารัก ทางร้านแนะนำให้ชิม ฟัวกราส์ ครีมบรูเล (ตับห่านบดนำเสนอในรูปแบบของหวาน) รับประทานคู่กับขนมปังกรอบ

ขณะที่เมนูใหม่ล่าสุด ดัก ราวิโอลี(Duck Ravioli) เนื้อเป็ดคลุกเคล้าเครื่องเทศ นำมาห่อด้วยแป้งพาสต้าวางบนครีมฟักทอง อร่อยเข้มข้นเต็มคำ อีกเมนูที่ต้องจัดการคือ แลมบ์ ฟีเลต์ (Lamb Fillet) เมนูใหม่ล่าสุด ที่เสิร์ฟเนื้อแกะย่างมีเดียมแรร์ ตกแต่งผักมาเป็นสวนหย่อมเล็กๆ ที่มีสโนว์แมนยืนมองอย่างน่ารัก รับประทานพร้อมกับโพเตโต้ กราแตง (Potato Gratin) หวานมันกลมกล่อม

ได้ข่าวมาอีกว่า วันที่ 31 ธ.ค.นี้ ร้านเดอะ แฮทเตอร์ จะจัดธีมปาร์ตี้ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มีนักร้องมาขับกล่อมสร้างบรรยากาศความสุข ใครเป็นแฟนวรรณกรรมเรื่อง Alice in Wonderland อย่าพลาดมารับประทานอาหารอร่อยในบรรยากาศโรแมนติกไม่เหมือนใคร เดอะ แฮทเตอร์ เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่เราอยากแนะนำครับ

เดอะ แฮทเตอร์ เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.30-24.00 น. (ครัวปิดเวลา 23.30 น.) โทร. 02-644-0212, 08-1825-2799 อินสตาแกรม Thehatterbkk

 

ครัวฟ้ามุ่ย อร่อยร้ายได้ใจจริงๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2558 เวลา 16:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/405590

ครัวฟ้ามุ่ย อร่อยร้ายได้ใจจริงๆ

โดย…พงศ์ พริบไหว

“ครัวฟ้ามุ่ย” เป็นอีกหนึ่งร้านที่เมื่อได้มาเยือนแม่กลองแล้วจะต้องแวะ ไม่ว่าจะสั่งอะไรๆ ก็อร่อยทุกอย่าง แถมบรรยากาศในร้านยังอยู่ติดกับริมน้ำแม่กลอง พอได้นั่งลงแล้วแทบไม่อยากลุกไปไหน

เมนูชูโรงเป็นอาหารไทยๆ สไตล์ชาวเล เจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่า เรียนรู้วิชากันมาจากร้านเจ๊เห็ง ซึ่งถ้าเป็นคนแม่กลองรุ่นเก่าจะรู้จักร้านนี้ดี หลังร้านเจ๊เห็งปิดไป ทีมงานก็แยกย้ายไปเปิดร้านกันเอง และครัวฟ้ามุ่ยก็เป็นหนึ่งในนั้น ตั้งอยู่บนถนนถนนไชยพรมาจากถนนพระราม 2 เลี้ยวเข้าซอยใต้สะพานข้ามแม่น้ำแม่กลอง ร้านหายากหน่อย แต่สังเกตป้ายร้านดีๆ อยู่ติดริมแม่น้ำแม่กลองเลย ที่จอดกว้างพอสมควร หน้าร้านเป็นวิวของกระชังปลา ฟิลแบบเข้าไปกินข้าวบ้านคุณย่า เพราะต้อนรับกันแบบกันเอง

มาที่แม่กลองห้ามพลาดเมนูปลาทู เมนูธรรมดาๆ แต่รับประทานได้ไม่หยุดอย่าง ปลาทูทอดน้ำปลา กรอบพอดีรสชาติ ฉู่ฉี่ปลาทู ที่เครื่องแกงและกะทิมาผัดปรุงรสได้อย่างลงตัวสุดๆ ส่วนปลาทูต้มยำน้ำใส งานนี้บอกเลยว่าแซบไม่ลืม รสชาติกลมกล่อมเปรี้ยวมะนาวนำและเผ็ดลิ้น รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ แค่เมนูเดียวก็ฟิน

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลากหลายเมนูแนะนำ เช่น น้ำพริกไข่ปู กระดูกหมูทอดกระเทียม แกงส้มปูไข่หน่อไม้ดอง ปูไข่เนื้อหวาน และปลาหมึกผัดกะปิ ฯลฯ สั่งเลย อร่อยทุกอย่าง

“ครัวฟ้ามุ่ย” เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-21.00 น. ตั้งอยู่บนถนนไชยพร เมืองสมุทรสงครามโทร.  034-770-022, 08-1763-3340

 

ไพเรท แชมเบอร์ ห้องลับของโจรสลัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2558 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/405464

ไพเรท แชมเบอร์ ห้องลับของโจรสลัด

โดย…ลีโอ เคน

ปิดประสบการณ์ห้องลับของโจรสลัด ไพเรท แชมเบอร์ (Pirate Chambre) ชั้น 3 อาคารมณียา เพลินจิต ร้านอาหารแนวใหม่ใจกลางเมือง ที่สองสามีภรรยา กอล์ฟ-ณชนก รัตนทารส ผู้คร่ำหวอดในธุรกิจร้านอาหารเกือบ 2 ทศวรรษ และหวานใจ ปอ-ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์ เจ้าของไอเดียร้านอาหารสุดแนว ร่วมกันสะท้อนการเดินทางที่เก็บเกี่ยวเอาวัฒนธรรมของอาหารการกินจากทั่วทุกมุมโลกมารวบรวมไว้ ณ ห้องโจรสลัดแห่งนี้

ภายในตกแต่งอย่างสนุกสนาน จากข้าวของที่สะสมมาจากทั่วทุกมุมโลกที่ทั้งคู่เดินทางไปเยือน มีห้องไพรเวทเชฟส์เทเบิ้ล ที่มีเชฟใหญ่ของร้านมาเซอร์ไพรส์ด้วยเมนูที่เขาจัดสรรให้ไม่ซ้ำกันแต่ละวัน

ไพเรท แชมเบอร์ ยังมีความสนุกสนานไม่หยุดด้วยการเปิดเป็นเมนูต้อนรับ 2 แนวในร้านเดียวกัน คือ มื้อกลางวัน (ตั้งแต่เวลา 11.00-15.00 น.) เป็นอาหารไทย-อีสานรสจัดจ้าน สำหรับคนทำงานออฟฟิศ อาทิ ส้มตำถาด ไก่ย่างไพเรท ข้าวผัดนายหญิง เป็นต้น

ครั้นเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ห้องลับโจรสลัดจะถูกพลิกโฉมแบบยกเซตให้กลายเป็นร้านอาหารดินเนอร์ แนวเวสเทิร์น สุดโรแมนติก สำหรับคู่รัก หรือจะนัดเพื่อนๆ มาแฮงเอาต์กันอย่างสุดฟินก็ยินดีต้อนรับอย่างเต็มใจ

 

วันนี้เราเปิดมื้อกลางวันด้วยส้มตำไทย ที่ให้รสชาติเปรี้ยว หวาน เผ็ดตามแบบฉบับส้มตำไทยเป๊ะ พร้อมกุ้งแห้งตัวเขื่อง ที่แอบถูกใจ

ต่อด้วยเมนูชื่อสะดุดหู ข้าวผัดนายหญิง ข้าวผัดหอมกรุ่นมันกุ้งที่ปรุงรสด้วยกระเทียม รากผักชี พริกไทย ข้าวเรียงเม็ดกำลังสวย เสิร์ฟมาพร้อมกุ้งแม่น้ำตัวโตทั้งสดและหวาน รับรองใครได้ชิมจะติดใจ

 

ต่อด้วยเมนูซิกเนเจอร์ ไก่ย่างไพเรท ไก่ย่างสูตรลับของเจ้าของร้านที่ใช้ไก่บ้านสายพันธุ์ญี่ปุ่นนามว่า ทิโดริ ที่ทั้งนุ่มชุ่มฉ่ำ และหนังกร๊อบกรอบถึงใจ เคล็ดลับอยู่ที่ต้องเลือกไก่ขนาดกำลังดี นำมาหมักกับสมุนไพร ตะไคร้ ขมิ้น และน้ำซอสสูตรพิเศษของทางร้าน ย่างด้วยเตาพิเศษที่สั่งตรงจากฝรั่งเศส
การันตีความอร่อยเลยจ้า

ซี่โครงหมูย่างซอสมิโซะมัสตาร์ดคู่กับหมั่นโถว เมนูที่ผสมผสานระหว่างตะวันตกและตะวันออกเข้ากันอย่างลงตัว ซี่โครงหมูหมักจนนุ่ม และนำมาย่างจนสีสวย ผสานกับความนุ่มร้อนจากหมั่นโถวกลายเป็นเมนูเอกของใครหลายคน

 

ตบท้ายมื้อด้วยพิซซ่า Pizza Tex-Mex พิซซ่าสูตรเฉพาะของร้าน ที่เสิร์ฟมาจานบิ๊กเบิ้มผสมผสานระหว่างรสชาติแบบอิตาเลียนและเม็กซิกัน โดยใช้ซอสที่ทำจากเนื้อวัวชั้นดี ใส่อโวคาโดสด และซัลซ่าโตเมโต้ เพิ่มความกรุบกรอบด้วยคอร์นชิป

ค้นหาความอร่อยจากทั่วทุกมุมโลกได้แล้ววันนี้ที่ ไพเรท แชมเบอร์ ชั้น 3 อาคารมณียา เปิดบริการตั้งแต่ 11.00-15.00 น. และ 17.00-24.00 น. โทร. 02-252-5131-3

 

Festive Holiday Cranberry Bliss Bar

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2558 เวลา 13:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/404745

Festive Holiday Cranberry Bliss Bar

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

เมนูขนมประจำเทศกาลในร้านที่ผู้เขียนเเกะสูตรมาให้คุณผู้อ่านได้ทดลองทำในฉบับนี้ ผู้เขียนเคยชิมครั้งเเรก นับมาได้ไม่ต่ำกว่า 14 ปี ลองถามน้องชายที่ยังใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา ได้ความว่า เเม้เวลาผ่านไปก็ยังมีเมนูนี้อยู่ เมนูที่ว่าคือ Cranberry Bliss Bar นั่นเอง

เอกลักษณ์ของขนม Cranberry Bliss Bar คือ เป็นขนมสไตล์ “Bar” จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Sheetpan Cake หรือเค้กที่อบในถาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดสัก 50 เซนติเมตร เเล้วนำมาตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้า จึงเรียกเป็น Bar หรืออาจจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส

เเครนเบอร์รี่บลิสบาร์ มีลักษณะเนื้อเค้กได้หลายรูปเเบบ อย่างในอเมริกาค่อนข้างคล้ายไปทางเเครอตเค้ก คือ เนื้อไม่เเน่นมาก ออกฟูนิดๆ เเต่จะหนึบๆ หน่อย คล้ายกับจะมีไข่ไก่เป็นส่วนผสมหลักสไตล์บราวนี่บางสูตร ที่ญี่ปุ่นจะคล้ายๆ ขนม Blondie มีเนยเป็นส่วนผสมหลัก ส่วนที่ฮ่องกงจะออกไปทางเเห้งๆ สักนิด เพื่อให้รับประทานคู่กับ Frosting ด้านบนที่ทุกที่คล้ายกันหมด คือ เป็น Cream Cheese Frosting เเล้วโรย Cransin หรือ Cranberry แห้งสีเเดงสวยเข้ากับเทศกาลสังสรรค์

ผู้เขียนทดลองทำสูตรขนมที่คล้ายกับต้นตำรับมา 5 สูตร เลือกสูตรที่ง่ายๆ มานำเสนอในฉบับนี้ เนื้อของขนมจะอร่อยเเม้ว่าจะเเช่เย็น หรืออยู่ที่อุณหภูมิห้อง เพราะมีส่วนผสมเนยอยู่ไม่มาก จึงสามารถอร่อยได้ทุกอุณหภูมิ ถ้ามีเนยเป็นส่วนผสมหลัก หากรับประทานทันทีที่ออกจากตู้เย็น เนื้อขนมจะกระด้างกว่าไม่อร่อย

เนื้อของ Cranberry Bliss Bar ในเเบบของ Cookool นั้น จึงนุ่มๆ หนึบๆ มีส่วนผสมของเเครนเบอร์รี่กระจายอยู่ในเนื้อขนม เพิ่มความเข้มข้นด้วย Baking Chocolate ที่เป็น White Chocolate มาเป็นส่วนผสมด้วย กินเเล้วจะหวานๆ ซ้อนเปรี้ยว เข้ากับครีมชีสด้านบนเป็นอย่างดี

ขนมฝรั่งในช่วง Festive ขาดไม่ได้เลยต้องมีกลิ่นหอมๆ ของเครื่องเทศ อย่างอบเชย ลูกจันทน์ป่น กานพลู สำหรับเราคนไทยหากไม่คุ้น อาจเลือกที่จะไม่เติมความหอมด้วยเหล่าเครื่องเทศเเบบนี้ สำหรับผู้เขียนเเนะนำให้ “พบกันครึ่งทาง” คือ เติมเเต่งกลิ่นด้วยเครื่องเทศเเต่พอดี เน้นอบเชยที่กินง่ายหน่อย คู่กับลูกจันทน์ป่นที่เข้ามาช่วยสร้างสมดุลของกลิ่นอบเชยไม่ให้นำโด่งเตะจมูกนัก

เคล็ดลับหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าทำให้สูตรของ Cookool เลียนเเบบออกมาได้อร่อยกว่า คือ เติมเเยมส้ม Marmalade เเบบน้ำตาลน้อย Low Sugar ลงในส่วนผสม Creamcheese Frosting นอกจากจะได้กลิ่นหอมสดชื่นที่ปลายลิ้นเเล้ว ยังสร้างเสน่ห์ให้กับขนมสูตรนี้ได้เป็นอย่างดี

Cranberry Bliss Bar ตามสไตล์ Cookool

สำหรับขนม

ไข่ไก่ 3 ฟอง

น้ำตาลทรายเเดง 220 กรัม

เนยจืด ละลาย 85 กรัม

เเป้งอเนกประสงค์ 230 กรัม

อบเชยป่น 1/2 ช้อนชา

ลูกจันทน์ป่น 1/4 ช้อนชา

เกลือป่น 1/8 ช้อนชา

กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

ช็อกโกเเลตชิปขาว 1/2 ถ้วย

เเครนเบอร์รี่เเห้ง 1/2 ถ้วย

สำหรับหน้าขนม Cream cheese frosting

ครีมชีส 2 ก้อน

น้ำตาลไอซิ่ง 2/3 ถ้วย

กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

เเยมผิวส้ม 2 ช้อนโต๊ะพูน

สำหรับตกเเต่ง

เเครนเบอร์รี่เเห้ง 1/2 ถ้วย

สับหยาบๆ

ช็อกโกเเลตขาวละลาย 1/4 ถ้วย

วิธีทำ

• อุ่นเตาอบที่ 190 เซลเซียส เตรียมถาดอบขนาด 50 ซม. ทาเนยบางๆ ปูกระดาษไขที่ก้นถาด

• ตีไข่ไก่กับน้ำตาลทรายเเดงเเละเกลือป่น จนข้นเป็นริ้ว ประมาณ 8 นาที

• เติมเนยจืดละลายที่ไม่ร้อนเเละไม่เย็นจนเกินไป ลงไปเป็นสาย ตีจนเข้ากัน

• เติมเเป้งอเนกประสงค์ที่ร่อนกับลูกจันทน์เเละอบเชย ลงไป

• ใส่วานิลลา ช็อกโกเเลตชิป เเละผลไม้เเห้ง

• เทส่วนผสมลงในถาดอบ นำเข้าเตาอบ อบเป็นเวลา 12-15 นาที นำออกมาพักไว้บนตะเเกรง รอให้เย็นสนิท

• ระหว่างที่รอ ตีครีมชีสให้นุ่ม เติมน้ำตาลไอซิ่ง เเยมส้ม เเละกลิ่นวานิลลาลงไป ตีต่อให้เข้ากันเป็นครีมนุ่มๆ

• เมื่อขนมเย็นสนิทดีเเล้ว ปาดครีมชีสลงให้ทั่วหนาเท่าๆ กัน โรยด้วยเเครนเบอร์รี่เเห้งที่สับไว้หยาบๆ เเล้วบีบช็อกโกเเลตขาวเป็นเส้นๆ ริ้วๆ สำหรับตกเเต่ง

• นำขนมทั้งถาดเข้าตู้เย็นประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนนำมาตัดเป็นขนาดที่ต้องการ

• วิธีเก็บขนมนี้ สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องในภาชนะปิดสนิทได้ 3-4 วัน หรือเก็บไว้ในภาชนะปิดสนิทในตู้เย็นได้ถึง 7-10 วัน

 

ชาบูรสละมุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2558 เวลา 15:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/404639

ชาบูรสละมุน

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

หนึ่งในอาหารยอดฮิตประเภทหนึ่งของไทยในเวลานี้ คงต้องยกให้กับ “ชาบู” หลังจากมีร้านชาบูเปิดให้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละร้านก็มีจุดเด่นและเอกลักษณ์แตกต่างกันไป โดยร้าน“ละมุน ชาบู” ก็เป็นอีกหนึ่งร้านที่มีความน่าสนใจ

ร้านชื่อน่าอร่อยแห่งนี้อยู่ในซอยรัชดาภิเษก 19 เข้ามาในซอยเจอสามแยกเลี้ยวซ้าย จากนั้นเลี้ยวไปทางขวา มุ่งหน้าไปเรื่อยจะเจอป้ายร้านตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ทางขวามือ ซึ่งวิธีการเดินทางที่สะดวกที่สุด คือ รถไฟฟ้าใต้ดิน โดยลงสถานีรัชดาภิเษก และไปที่ทางออก 1 หรือ 2  จากนั้้นไปตามเส้นทางข้างต้นก็จะถึงที่หมาย หรือจะมาทางซอยวิภาวดี 16 ตรงเข้ามาประมาณ1 กิโลเมตร ให้สังเกตป้ายวิภาวดี16/35 ร้านจะอยู่ซ้ายมือ แม้ร้านจะตั้งอยู่ในซอย แต่ทางร้านก็มีที่จอดรถอำนวยความสะดวก

เมนูของทางร้านมีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู อาหารทะเล ผักนานาชนิด พ่วงด้วยของทานเล่น เช่น ไก่ทอดคาราเกะ เกี๊ยวทอดจิ้มน้ำจิ้มไข่กุ้ง เป็นต้น น้ำซุปชาบูทางร้านก็มีมาเสิร์ฟให้พร้อมกัน 2 แบบ ทั้งแบบ “ซุปชาบูใส” และ “ซุปสุกียากี้ญี่ปุ่น” และที่เด็ดไม่แพ้กันคงต้องยกให้กับ “แก้วทำเครื่องดื่มเกล็ดหิมะ” เพียงแค่เทน้ำอัดลมลงไป ปิดฝา และบีบไปเรื่อยๆ ไม่นานนักก็สามารถใช้ช้อนตักขึ้นมารับประทานได้

 

ในโอกาสนี้ได้สนทนากับสองสาวสวยที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการของร้าน เพื่อสอบถามถึงแนวคิดเกี่ยวกับร้านชาบูแห่งนี้ด้วย

“กุลสุดา กุศลสินชัย” หรือเกด เล่าว่า จริงๆ การเปิดร้านครั้งนี้ไม่ได้มองเรื่องโอกาสของการทำธุรกิจ แต่คิดกลับกันคือ ครอบครัวชอบทำอาหารกินกันเอง เพราะถ้าทำเองกินเองก็ต้องทำอย่างสะอาดและมีคุณภาพ เราเลยอยากให้คนอื่นๆได้กินแบบนั้นบ้าง

“ชาบูอาจดูเป็นอะไรที่บางคนไม่คุ้นเคยถ้าเทียบกับการรับประทานสุกี้ เราจึงคิดคำจำกัดความของการรับประทานชาบูให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ‘คีบ จุ่ม กิน’ เพื่อให้ลูกค้าได้ลองทาน
ชาบูให้ใกล้เคียงกับญี่ปุ่นมากที่สุด ที่ไม่ใช่แค่การเทวัตถุดิบลงไปในหม้อต้มเท่านั้น แต่ทางร้านก็ไม่ได้ทำชาบูให้เหมือนต้นตำรับเสียทีเดียว เพราะน้ำจิ้มของทางร้านก็ได้นำเอามาปรับรสชาติให้เข้ากับลิ้นของคนไทย เช่น การมีพริก กระเทียมต้นหอม มะนาว ไว้ให้เติมลงไป”

 

“ที่ร้านให้ความใส่ใจกับวัตถุดิบอย่างมาก โดยเฉพาะการสไลซ์เนื้อสัตว์ทั้งเนื้อวัวที่นำเข้ามาจากออสเตรเลีย และเนื้อหมู ซึ่งทางร้านได้สไลซ์เนื้อให้บาง เพื่อให้รับประทานสะดวกและจะได้ไม่ต้องใช้แรงในการเคี้ยวมาก และใช้เวลาแกว่งเนื้อในหม้อที่น้ำเดือดๆ เพียง 8 วินาทีเท่านั้น ก็สามารถนำมารับประทานได้พอดีคำ ไม่เหนียวเกินไป บางคนอาจรู้สึกว่าถ้าได้เนื้อหมูหรือเนื้อวัวชิ้นหนาๆ จะอร่อย แต่จริงๆ แล้วยิ่งชิ้นหนายิ่งรับประทานยาก”

“สุภานุช กุศลสินชัย” หรือแก้ว เสริมว่า เวลานี้กระแสของการทานอาหารเพื่อสุขภาพกำลังมาแรง จึงคิดว่าการทำร้านชาบูที่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบที่หลากหลายทั้งเนื้อสัตว์และผัก น่าจะสร้างความสนใจให้กับลูกค้าได้ เหนืออื่นใดการกินชาบูมันเหมือนกับการที่ครอบครัวได้ทำอะไรร่วมกันด้วย และเมื่อคิดว่าจะทำร้านเป็นแนวของครอบครัว การตกแต่งร้านและการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สีต่างๆ จะออกไปทางสีขาว ดำ และประดับลายไม้

“แก้วทำเครื่องดื่มเกล็ดหิมะ เป็นสิ่งแรกๆ ที่ทางร้านตัดสินใจซื้อก่อนอุปกรณ์อื่นๆ ด้วยซ้ำ เพราะหวังว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ให้ลูกค้าสามารถทานชาบูได้อย่างสนุกสนานมากขึ้น การเลือกซื้อของเข้ามาใช้ในร้าน เราจะใช้แนวทางเดียวกับการซื้อของเข้าบ้านที่ต้องให้ความใส่ใจ อย่างแก้วน้ำก็ใช้แบบพิเศษที่เมื่อตกแตกแล้วจะมีลักษณะเป็นเม็ดข้าวโพดที่ไม่มีความคมมาก และลดอันตรายจากการบาด แม้ว่าจะมีราคาที่แพงกว่าปกติก็ตาม”

“ในอนาคตมีความคิดว่าจะเพิ่มเมนูให้มากขึ้นกว่าเดิมเพื่อตอบสนองตามความต้องการของลูกค้า แต่ยังไม่คิดเรื่องของการขยายสาขา เพราะอยากทำร้านที่มีอยู่ให้ดีที่สุดก่อน” แก้วทิ้งท้าย

 

เมดิเตอร์เรเนียนแบบสเปนๆ อร่อยและดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2558 เวลา 17:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/404520

เมดิเตอร์เรเนียนแบบสเปนๆ อร่อยและดี

โดย…ปณิฏา สุวรรณปาล ภาพ อูโน มาส

เมื่อพูดถึงอาหารเมดิเตอร์เรเนียน เรามักจะนึกถึงภาพข้าวคูสคูสและผลไม้อบแห้งของโมร็อกโก อาหารเช้าที่อุดมด้วยถั่วของอียิปต์ ซุปโยเกิร์ตจากซีเรีย สลัดปลาหมึกของกรีซ รวมทั้งพิซซ่านานาชนิดของอิตาเลียน และสตูทะเลจากแคว้นคาตาลัน ประเทศสเปน

อาหารเมดิเตอร์เรเนียนต่างจากอาหารเพื่อสุขภาพทั่วไปที่มักจะมีหน้าตาแบบยิ่งเห็นยิ่งป่วย ทว่าอาหารเมดิเตอร์เรเนียนมีสีสันสดใสจากผักสดๆ ถั่ว ธัญพืช นอกจากนี้ยังมีกลิ่นรสที่หอมหวานและกลมกล่อมด้วยน้ำมันมะกอก หอม กระเทียม รวมทั้งเครื่องเทศต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในแต่ละจาน

 

อาหารเมดิเตอร์เรเนียน คือ อาหารในวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อันได้แก่ ชาวโปรตุเกส สเปนตอนใต้ ฝรั่งเศสตอนใต้ อิตาลีตอนใต้ กรีซ ครีต ตุรกีตอนใต้ ซีเรียตะวันตก เลบานอนตะวันตก อิสราเอลตะวันตก อียิปต์ตอนเหนือ ลิเบียตอนเหนือ แอลจีเรียตอนเหนือ และโมร็อกโกตอนเหนือ

ก่อนหน้าทศวรรษที่ 1950 นั้น อาหารเมดิเตอร์เรเนียนเป็นวัฒนธรรมการรับประทานเพียงในท้องถิ่นดังกล่าวมาเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายออกไปยังต่างถิ่นต่างแดน ทว่าหลังจากที่ แอนเซล คีย์ส ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพ เริ่มเข้ามาศึกษาเรื่องโภชนาการของผู้คนที่อาศัยในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวกรีกและชาวครีตซึ่งมีอัตราของผู้ที่มีชีวิตยืนยาวมากกว่าที่อื่น จากผลการสำรวจประชากรในช่วงทศวรรษที่ 1950 ตามด้วยคนแถบอิตาลี สเปน และฝรั่งเศสตอนใต้ ผู้เชี่ยวชาญจึงตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินที่ค่อนข้างจะคล้ายกันของผู้คนในแถบนี้เอาไว้

 

ไม่ว่าจะเป็นการเน้นหนักไปที่อาหารประเภทซีเรียล ธัญพืช ผัก ถั่วเมล็ดแห้ง น้ำมันมะกอก กระเทียม ผักสด สมุนไพร อาหารทะเล และผลไม้ นอกจากนี้ยังมีการดื่มไวน์เข้ากับอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ในส่วนของเนื้อสัตว์และสัตว์ปีกก็มีการบริโภคอย่างพอเหมาะ โดยเนื้อของสัตว์ปีกจะได้รับความนิยมในแถบนี้มากกว่าสัตว์เนื้อแดง ส่วนไขมันสัตว์ในรูปแบบของเนย ครีม หรือมันหมู คือสิ่งต้องห้ามในอาหารเมดิเตอร์เรเนียน

15 ประเทศในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ล้วนรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำมันมะกอก ธัญพืช อาหารทะเล ส่วนเนื้อวัวนั้นมีอยู่ประปรายในประเทศอาหรับ ซึ่งมีการเพิ่มกลิ่นรสของเครื่องเทศ ถั่ว ผักโขม อ้อย และส้ม ตามทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นเข้ามา

 

แม้ในอาหารเมดิเตอร์เรเนียนจะประกอบด้วยไขมันถึง 40% ในปริมาณปกติที่คนบริโภคในแต่ละวัน กระนั้นไขมันก็เป็นส่วนหนึ่งของสารอาหาร 5 หมู่ ที่ร่างกายต้องการทุกๆ วัน และไขมันในอาหารเมดิเตอร์เรเนียนก็เป็นไขมันดีที่ช่วยในการขจัดไขมันที่ไร้ประโยชน์ออกไปจากร่างกาย

อาหารเมดิเตอร์เรเนียนมีส่วนประกอบหลักๆ คือ…

1.น้ำมันมะกอก

นับว่าเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดในอาหารเมดิเตอร์เรเนียนแทบทุกจานก็ว่าได้ ถ้าขาดน้ำมันมะกอกเราก็ไม่อาจเรียกอาหารจานนั้นว่าเป็นอาหารเมดิเตอร์เรเนียนได้เต็มปากเต็มคำ โดย 15 ประเทศดังกล่าวสามารถผลิตน้ำมันมะกอกได้เองในท้องถิ่น น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพชนิดนี้จึงกลายเป็นส่วนประกอบหลักในอาหารของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันมะกอกที่ดีที่สุดอย่าง เอ็กซ์ตร้า เวอร์จิ้น หรือเวอร์จิ้นธรรมดาที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด แต่อาจจะไม่เหมาะกับการทอดที่ต้องใช้อุณหภูมิสูงเท่ากับน้ำมันมะกอกธรรมดา ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเวอร์จิ้นกับน้ำมันมะกอกทั่วไป

 

2.มะกอก

ที่เราเห็นเป็นลูกเล็กๆ ทั้งสีเขียว สีดำนั้น เสิร์ฟก่อนอาหารจานแรก หรือเรียกว่าเป็น แอปเปอไทเซอร์ คู่อาหารเมดิเตอร์เรเนียนมานานนมแล้ว รวมทั้งยังใส่ไปในอาหารจานต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติที่กลมกล่อม

3.หัวหอม

คล้ายๆ กับบ้านเรา ก็คือการนำหอมหัวใหญ่ลงไปทอดในน้ำมัน เพื่อเพิ่มกลิ่นรสให้หอมหวาน

4.กระเทียม

ช่วยในเรื่องกลิ่นรสที่หอมหวานเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังช่วยดับความคาวของปลาและอาหารทะเลอื่นๆ ที่เป็นส่วนผสมหลักในอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอีกด้วย และแน่นอนกระเทียมมีผลดีต่อสุขภาพมากมาย

 

5.มะเขือเทศ

ก่อนหน้านี้มะเขือเทศเคยมีฐานะเป็นเพียงเครื่องประดับจานอาหารยุโรป ทว่าชาวสเปนเป็นชาติในแถบเมดิเตอร์เรเนียนชาติแรกที่แนะนำตัวมะเขือเทศว่าเป็นอาหารที่รับประทานอร่อย แถมยังมีประโยชน์มากมาย จนกลายเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนจนถึงทุกวันนี้ ทั้งในรูปแบบที่รับประทานสดๆ หรือนำไปทอดกับน้ำมันมะกอกก่อนก็ตาม

6.ปลา

ปลาทะเลหลากหลายชนิด ล้วนเป็นจานหลักในอาหารเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งกุ้ง หอย ปลาหมึก และอาหารทะเลอื่นๆ

7.สมุนไพร

อาหารเมดิเตอร์เรเนียนเติมสมุนไพรชนิดต่างๆ ลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นรสที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเลือกใช้สมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่นแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น ลาเวนเดอร์ มินต์ พาร์สลีย์ หรือไทม์ ฯลฯ

8.ถั่วและธัญพืช

ถั่วเป็นของขบเคี้ยวกินเล่นๆ ในหลายๆ วัฒนธรรม หากในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน ไม่เพียงแต่เป็นของขบเคี้ยวเท่านั้น แต่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหารด้วย ไม่ว่าจะเป็นถั่ว พิสทาชิโอ อัลมอนด์ เฮเซล วอลนัท หรือเชสนัท

9.ขนมปัง

ชาวเมดิเตอร์เรเนียนรับประทานขนมปังแทนข้าวที่เรารับประทานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนมปังผสมธัญพืช หรือเรียกว่า เกรนด์เบรด (Grained Bread) เป็นตัวเลือกแรกๆ ในอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งนอกจากรับประทานเปล่าๆ หรือจิ้มกับน้ำมันมะกอกแล้ว ขนมปังยังนำมาใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของอาหารอีกด้วย มีเพียงในอิตาลีที่จะนิยมรับประทานเส้นพาสต้าชนิดต่างๆ มากกว่าขนมปัง

 

10.เนยแข็ง

ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน เนยแข็ง หรือชีสส่วนใหญ่มักทำจากนมแพะและแกะ เนื่องจากมีจำนวนมากที่เป็นประเทศซึ่งนับถือศาสนายิว ที่จะไม่รับประทานผลิตภัณฑ์นมจากวัวทั่วๆ ไป เนยแข็งนับเป็นไขมันดี เช่นเดียวกับน้ำมันมะกอกที่อุดมไปด้วยแคลเซียมสูง และปราศจากคอเลสเตอรอล

สำหรับเมดิเตอร์เรเนียนแบบสเปนนั้นหล่อหลอมมาจากครัวที่หลากหลาย โดยเฉพาะอาหารจากวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ที่พวกเขาไปยึดมาเป็นเมืองขึ้น หรือเคยตกเป็นเมืองขึ้น

ย้อนไปในสมัยจักรวรรดิโรมัน ชาวโรมันและกรีกที่แทบจะครอบครองทั่วยุโรป ทำให้อาหารการกินแบบกรีกมีอิทธิพลมากในช่วงนั้น ขณะที่ในช่วงยุคกลางหรือราวศตวรรษที่ 15 ชาวอาหรับและชาวเบอร์เบอร์มากมายที่อพยพข้ามมายังคาบสมุทรไอบีเรีย หรือที่ที่เป็นประเทศสเปนในปัจจุบัน ซึ่งชาวมุสลิมก็ได้นำเอาวัตถุดิบในการทำอาหารที่แปลกใหม่เข้ามาด้วย นอกจากส่วนผสมในอาหารจากตะวันออกกลางแล้ว ยังมีส่วนผสมที่หอบหิ้วกันมาจากอินเดีย ส่วนผสมในยุคนี้จึงมีอย่างข้าว ผักโขม มะเขือยาว ส้ม อัลมอนด์ ฯลฯ

หลังจากค้นพบทวีปอเมริกา ในปี 1492 ก็มีวัตถุดิบใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มในครัวสเปน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเขือเทศ แตงกวา พริกหวาน พริกปาปริกา และช็อกโกแลต

ส่วนผสมที่ได้รับการแนะนำเข้าสู่ครัวอาหารสเปนได้นำมาผสมผสานเข้ากับควีซีนท้องถิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอันดาลูเซีย อารากอน คาตาลัน กาสติยา บาสเก้ ฯลฯ ซึ่งแตกต่างกันออกไปได้อย่างกลมกลืน

สำหรับกระแสสุขภาพกำลังมาแรงและยังไม่มีทีท่าจะตกไปง่ายๆ การกินคลีนยังเป็นสิ่งเทรนดี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วอาหารที่ได้ชื่อว่าดีต่อสุขภาพ อย่างอาหารเมดิเตอร์เรเนียนนั้นถือว่าทั้งอร่อยและดี คงกระพันข้ามกาลเวลากลับมาฮิตได้อยู่เรื่อยๆ เช่นเดียวกับร้านอาหารเมดิเตอร์เรเนียนบ้านเราที่ผุดขึ้นมาใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ

 

ล่าสุด โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ อวดโฉม “อูโน มาส” (Uno Mas) ห้องอาหารใหม่สไตล์เทรนดี้ บนดาดฟ้า ชั้น 54 พร้อมให้บริการอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสเปนและเมดิเตอร์เรเนียน ปรุงแต่งอย่างพิถีพิถันโดย จวน ทานา ดอท หัวหน้าพ่อครัวชาวสเปน พร้อมชมวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็นแบบพาโนรามา

มาที่นี่ลองเรียกน้ำย่อยด้วย ทาปาสชิ้นเล็กพอดีคำแบบชาวสเปนดั้งเดิม ทั้งทาปาสแบบเย็นและทาปาสแบบร้อน เช่น ขนมปังกรอบ เสิร์ฟพร้อมกับชีสนมแพะ ชีสแมนแซสโก และไข่ปลาแซลมอน โอริโอ คุกกี้ (สอดไส้ตับห่านและชีสนมแพะ) เนื้อวากิวและหมู อิบาเลียน ชุบเกล็ดขนมปังทอดกรอบ กุ้งผัดกระเทียมจานร้อน

เติมเต็มมื้อค่ำด้วยเมนูซุปและสลัดอย่าง ซุปฟักทอง เสิร์ฟพร้อมกับไข่ยางมะตูมและแฮมโฮเซริโต้ หอยเชลล์อลาสกา เสิร์ฟพร้อมกับหน่อไม้ฝรั่ง และสลัดแฮมอีบาเรียล หรือจะเป็นอกเป็ดเสิร์ฟพร้อมกับสลัดชีสอีเดียซาบาลรมควัน และเหลือที่ว่างให้กับข้าวอบสเปน (Paella) เสิร์ฟพร้อมกับกุ้งมังกร กุ้งสเปน หอยเชลล์ หอยแมลงภู่ และหอยแครง หรือสปาเกตตีทะเล เสิร์ฟพร้อมกับไข่หอยเม่น

พลาดไม่ได้กับซีฟู้ดจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทั้งปลาโซล เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งอบและทาม และไวน์เวอร์ดีโฮ ปลาหมึกยักษ์ ปรุงรสสไตล์กาลิเซีย เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งบดกับพริกปาปริกา พร้อมอีก 3 เมนูที่พลาดแล้วจะเสียดาย หมูดำพลูม่าย่าง เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งเล็กและซอสพริกเขียว ซี่โครงแกะย่าง เสิร์ฟพร้อมกับผักรวมและข้าวคูคูส และขาลูกแกะย่าง เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่ง

อิ่มอร่อยกับสแปนิช เมดิเตอร์เรเนียน ที่ห้องอาหารอูโน มาส ชั้น 54 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เปิดบริการทุกวัน เวลา 16.00-01.00 น. โทร. 02-100-6255 หรืออีเมล diningcgcw@chr.co.th