Spaghetti Kitchen Cold Capellini with Tuna Black Pepper

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/402288

Spaghetti Kitchen Cold Capellini with Tuna Black Pepper

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ถ้าพูดถึงการรับประทานปลาดิบ วูบแรกที่เข้ามาในสมองทุกคนต้องตอบว่าญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นซูชิ ซาชิมิ แต่ยังมีอีกประเทศอ้อมมาอีกซีกโลกหนึ่งที่รับประทานอาหารทะเลดิบเก่งไม่แพ้คนญี่ปุ่น ชาวเปรูเวียนนิยมรับประทานปลาดิบหั่นเต๋า หากเมืองอยู่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก ฝั่งภาคตะวันออกของประเทศ ชาวเปรูแถบนั้นจะรับประทาน Ceviche หรือยำปลากับน้ำมะนาว ทรงเครื่องด้วยหอมแดง พริกสับ ถั่วเคล้ากัน ชิมแล้วเกือบๆ คล้ายยำบ้านเรา หากแต่ไม่ปรุงด้วยน้ำปลา แต่ถ้าอยู่ในโซนเทือกเขาแอนดีส ห่างจากทะเลไม่ไกลนักแต่เดินทางยากลำบากต้องข้ามเทือกเขาสูง เขาก็ยังรับประทานปลาดิบ แต่เป็นลักษณะของปลาเทราต์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ตามน้ำตก แหล่งน้ำไหล หั่นเนื้อปลาเป็นลูกเต๋ายำแบบเกลือ มะนาว หอมแดงหรือหอมขาวซอยบางๆ ใส่ข้าวโพดเม็ดใหญ่ยักษ์ต้มสุก เนื้อเหนียวหนับ เข้ากันดีกับเนื้อปลานุ่มๆ ปราศจากกลิ่นคาว

ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของเปรูอุดมไปด้วยปลาหลากหลายสายพันธุ์ เพราะมีกระแสน้ำเย็น Humboldt ซึ่งถือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกแหล่งหนึ่ง ถือได้ว่า 1 ใน 4 ของการประมงของโลกเรา เกิดขึ้นในบริเวณกระแสน้ำเย็น Humboldt ส่วนนี้ เพราะปลาชุกชุมมากแถมยังมีหลากหลายไม่แพ้มหาสมุทรแปซิฟิกในโซนกระแสน้ำKuroshio และ Oyashio ของญี่ปุ่น นี่เองจึงเป็นสาเหตุให้เชฟชื่อดังของญี่ปุ่นหลายคนมาฝึกหัดและเรียนรู้หลากหลายของสายพันธุ์ปลา ที่กรุงลิมาของเปรู แม้กระทั่งเชฟชื่อดังอย่าง Nobu Matsuhina ที่เปิดร้าน Nobu ไปหลายสาขาทั่วโลก ยังเคยมาทำงานที่เปรูเป็นเวลานาน กว่าจะได้ไปเปิดร้านของตัวเองแห่งแรกที่แอลเอ

นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้อาหารลูกครึ่งผสมระหว่างญี่ปุ่นและเปรูเวียน หรือ Nikkei เริ่มเป็นที่รู้จักทั่วโลก ลีลาของอาหารสไตล์นี้ กล่าวคือ มีรากเหง้าของความเป็นญี่ปุ่นอยู่เต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานปลาที่มีทั้งดิบและสุก รสชาติการใช้น้ำสต๊อกดาชิ โชยุ แต่ผสานไว้ด้วยเครื่องเทศที่เป็นอเมริกาใต้ ทำให้รสชาติ “จังงัง” ในปากเมื่อรับประทานเข้าไป ถ้าคุณเข้าใจและชอบลองของใหม่ๆ รับรองว่าต้องถูกใจกับรสชาติอาหารสไตล์ Nikkei เพราะลิ้นคนไทยอย่างเรา อย่างไรเสียก็ชอบรสชาติที่สมดุลระหว่างเค็ม เผ็ด เปรี้ยว หวาน รวมไปถึงเครื่องเทศและความจัดจ้าน

ฉบับนี้เป็นสูตรของผู้เขียนที่ทดลองทำอาหารที่มีกลิ่นอายระหว่างความเป็นโลกตะวันออกของญี่ปุ่นและความเป็นโลกตะวันตกด้วยเครื่องปรุงอย่างเส้นพาสต้า น้ำมันมะกอกและพริกไทยดำ ผสมกับความเป็นญี่ปุ่นอย่างปลาทูน่าสด ที่ต้องเป็นซาชิมิเกรด เพราะอย่างแรก คือเป็นทูน่าชนิดที่เรียกว่า Blue Fin Tuna หรือถ้าใครมี Spanish Mackerel ยิ่งเจ๋ง แต่บ้านเราตามซูเปอร์มาร์เก็ตจะหาแบบแรกได้ง่ายกว่ามากๆ ซื้อมาแช่เย็นไว้ หั่นใช้ได้ง่ายสำหรับสูตรนี้

วิธีทำสูตรนี้ ไม่ต่างอะไรกับ Cold Pasta ทั่วไป คือ เริ่มจากทำน้ำสลัด ซึ่งของเราแม้ว่าจะตั้งต้นด้วยการผัดหอมใหญ่ และพริกไทยดำในน้ำมันมะกอกร้อนๆ แต่ก็ต้องรอให้เย็นสนิทเสียก่อนจะคลุก เพื่อให้ได้ลักษณะของพาสต้าเย็น หากไม่รับประทานปลาดิบ แนะนำให้ทดลองจี่ทูน่ากับกระทะเคลือบเล็กน้อยเพื่อให้สุกด้านนอก เท่านี้ก็พอจะช่วยให้ปลาสุกภายนอก อร่อยได้เหมือนกัน หรือจะเปลี่ยนเป็นปูอัดหรือกุ้งต้มสุกก็สามารถเอนจอยสูตรนี้ได้ เพราะ Dressing เข้ากับเนื้อสัตว์ได้หลายชนิดแถมยังเพิ่มผักสลัดเคล้าไปได้รสชาติเข้ากัน

Cold Cappelliniwith Tuna Black Pepper

ปลาทูน่า ซาชิมิเกรด หั่นเต๋า 200 กรัม

ถั่วเอดามาเมะ หรือถั่วแระญี่ปุ่น 3 ช้อนโต๊ะ (แกะเม็ด)

Black Pepper Shoyu Dressing

หัวหอมใหญ่ 6 ช้อนโต๊ะ

กระเทียม ½ ช้อนชา

พริกไทยดำ ½ ช้อนชา

น้ำมันมะกอก 4 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วญี่ปุ่น 2 ช้อนโต๊ะ

มิริน 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำส้มหมักจากข้าว 4 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

เส้น Angel Hair 200 กรัม

ตกแต่งด้วย : หัวไช้เท้าขูดฝอย ต้นหอม ไควาเระ

• สำหรับ Dressing : ตั้งกระทะขนาดเล็กให้ร้อน เติมน้ำมันมะกอก ผัดหัวหอมใหญ่ กระเทียมผัดให้นุ่ม เติมพริกไทยดำลงไป ผัดให้หอม ปรุงรสด้วยซีอิ๊วญี่ปุ่น มิริน น้ำส้มหมัก และน้ำตาลทรายรอให้เย็นสนิทก่อนใช้

• ตั้งน้ำสะอาดประมาณ 2 ลิตรให้เดือด เติมเกลือป่นลงไปประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ต้มเส้น AngelHair ประมาณ 3 นาทีตักขึ้นมาแช่น้ำเย็นลอยน้ำแข็ง เพื่อให้เส้นเย็นสนิท

• หั่นปลาทูน่าให้เป็นเต๋าเล็ก ขนาด 1.5×1.5 ซม.

• เคล้ากับเส้นและปลากับเดรสซิ่ง โรยด้วยพริกป่นญี่ปุ่น ตกแต่งด้วยไช้เท้า ต้นหอม ไควาเระ

 

เชียงรายแดนสงบและอาหารเลิศรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/402161

เชียงรายแดนสงบและอาหารเลิศรส

โดย…มิสเตอร์กันดั้ม

จ.เชียงราย เป็นจังหวัดหนึ่งที่ส่วนตัวผมชอบเดินทางไปเที่ยวอย่างมาก โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวอย่างวัดวาอารามต่างๆ นั้นมีมนตร์เสน่ห์ทางสถาปัตยกรรมที่งดงาม แต่ที่ชอบมากกว่านั้นก็คือวิถีชีวิตผู้คนและร้านอาหารอร่อยที่มีให้เลือกรับประทานหลายร้าน แต่วันนี้ผมจะเลือกร้านซึ่งไปเชียงรายทุกครั้งก็ต้องหาโอกาสแวะรับประทานทุกครั้งครับ

ร้านแรกเริ่มตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ ผมแนะนำให้ไปที่ “ร้านสหรส” เป็นอีกหนึ่งร้านในตัว อ.เมือง ที่พลาดไม่ได้เลยครับ การได้รับประทานข้าวเปล่ากับเกาเหลาเลือดหมูกับใบจิงจูฉ่าย เป็นอารมณ์ฟินอย่างมาก ครั้งแรกที่ได้เข้าไปรับประทานก็ไม่ได้รู้เลยว่าร้านนี้เขาดัง เห็นคนเดินเข้า-ออกร้านอยู่ตลอด แต่พอได้รับประทานคำแรกเข้าไปเท่านั้นล่ะติดใจเลยร้านนี้ตั้งอยู่ริมถนนบรรพปราการใกล้กับหอนาฬิกา มีเมนูเด็ดประจำร้านเห็นจะเป็นเกาเหลาเลือดหมูใส่ใบจิงจูฉ่าย เป็นสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณบำรุงสุขภาพเลือดลมมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน เนื้อหมูหมักรสชาติหวานกลมกล่อม ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-20.00 น. โทรสอบถามได้ที่เบอร์ 053-712-573

 

ออกจากตัวเมืองไปต่อกันที่ “ร้านสลุงคำ” ร้านนี้ผมเจอระหว่างการเดินทางไปเที่ยวรอบๆ จังหวัด การเดินทางไปร้านนี้แนะนำให้ใช้เส้นทางถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าไป อ.แม่สาย วิ่งเลย ห้าแยกพ่อขุน ก่อนถึงสะพานข้ามแม่น้ำกก จะเห็นเรือนทรงไทยล้านนาอยู่ทางขวามือเมนูอาหารของทางร้านจะเป็นไส้อั่ว,แกงฮังเล, แกงโฮะ, น้ำพริกหนุ่ม โดยเฉพาะไส้อั่วนั้นรสชาติกลมกล่อม เนื้อแน่น อร่อยจนต้องบอกต่อ ร้านเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.30-22.30 น. โทรสอบถามได้ที่เบอร์ 053-717-192

ถึงร้านสุดท้ายของ จ.เชียงรายที่ผมอยากแนะนำก็คือ “ร้านราชบุรี” ณ เชียงราย อยู่ฝั่งตรงข้ามกับร้านสหรสตั้งอยู่ริมถนนบรรพปราการ ร้านนี้เป็นร้านขายข้าวแกง ข้าวหน้าเป็ด และข้าวหมูแดง เปิดตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. มีอาหารให้เลือกรับประทานหลายอย่าง รสชาติอร่อยแบบมาตรฐาน ที่รับประทานแล้วต้องร้องอืมอยู่ในลำคอว่าใช้ได้ ไม่เสียดายค่าอาหาร ที่แนะนำให้ลองสั่งมารับประทานก็คือข้าวหมูแดงและข้าวหน้าเป็ด ที่รับประทานแล้วติดใจเป็นที่สุด ลูกค้าต่อคิวสั่งจนย่างกันไม่ทันเลยทีเดียว เนื้อเป็ดนุ่มได้รสชาติ ไม่เหนียว เคี้ยวง่าย หอมเครื่องสมุนไพร สนใจโทรสอบถามทางร้านได้ที่เบอร์ 053-714-633

ทั้ง 3 ร้านนี้เป็นร้านอาหารทั่วไปที่ขึ้นชื่อที่สุดใน จ.เชียงราย ซึ่งผมเองก็โชคดีที่เลือกเดินเข้าถูกร้านอาศัยเคล็ดลับหากินที่ใช้ได้ผลมาตลอดก็คือ ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนให้มองหาร้านที่ลูกค้าดูแน่นร้านไว้ก่อนช่วยลดโอกาสผิดหวังกับรสชาติอาหารได้เกินครึ่ง

 

 

 

มนตร์แห่งช็อกโกแลต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2558 เวลา 21:57 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/402086

มนตร์แห่งช็อกโกแลต

โดย…สืบสิน

ผมเชื่อว่าขนมหวานที่ผู้คนทุกเพศทุกวัย ต่างหลงใหลในรสชาติ แม้กระทั่งผู้ชายที่ไม่นิยมของหวานยังพ่ายให้กับของหวานนามว่า “ช็อกโกแลต” นี้อย่างไม่อาจปฏิเสธกันทีเดียว

อันว่าเจ้าขนมหวานแอบปนขมเจือๆ ชนิดนี้ถูกค้นพบมาตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว หลังสมัยพระนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ เป็นผลผลิตที่ได้จากเมล็ดของต้นคาเคา (Cacao) ในป่าร้อนชื้นของทวีปอเมริกา จัดอยู่ในตระกูล Theobroma Cacao แปลว่า “อาหารแห่งทวยเทพ”

ชนกลุ่มแรกที่รู้จักทำช็อกโกแลตเป็นอารยธรรมโบราณคือชนกลุ่มชาวมายา ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าได้ค้นพบความลับของต้นคาเคา โดยพวกเขาได้นำต้นคาเคามาจากป่าฝนและปลูกไว้ที่สวนหลังบ้าน พอออกฝักก็เก็บเอาเมล็ดมาหมักบ้าง คั่วบ้าง และยังบดเป็นเนื้อเหนียว อยากชงเป็นเครื่องดื่มก็เอามาผสมน้ำ โรยพริกไทย แป้งข้าวโพด ก็จะได้เครื่องดื่มช็อกโกแลตรสซาบซ่า

 

ต่อมาราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 อาณาจักรของชาวแอซเทกครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของอารยธรรมเมโสอเมริกา โดยมีเมืองหลวงตั้งอยู่ที่เมืองปัจจุบันเรียกว่า เม็กซิโก ซิตี้ ชาวแอซเทกได้ซื้อขายเมล็ดคาเคากับชาวมายาและชนชาติอื่น และยังเรียกเก็บค่าบรรณาการจากพลเมืองของตนและเชลยเป็นเมล็ดคาเคาโดยใช้แทนค่าเงิน ชาวแอซเทกนิยมดื่มช็อกโกแลตขมเช่นเดียวกับชาวมายายุคแรก โดยปรุงรสชาติให้ซู่ซ่าขึ้นด้วยเครื่องเทศ

เล่ากันว่า คนมายายุคคลาสสิกชอบดื่มช็อกโกแลตกันในวาระพิเศษขณะที่บรรดาเชื้อพระวงศ์จะนิยมดื่มกันมากส่วนชาวแอซเทก บรรดาผู้ปกครองระดับสูง พระ ทหารยศสูง และพ่อค้าที่มีหน้ามีตาเท่านั้นที่มีสิทธิลิ้มรสเครื่องดื่มศักดิ์สิทธิ์นี้ ช็อกโกแลตมีบทบาทสำคัญในพิธีของราชวงศ์และศาสนา พระใช้เมล็ดคาเคาเป็นเครื่องสักการะเทพเจ้าและดื่มในพิธีสำคัญ

 

ความนิยมช็อกโกแลตเริ่มเลื่องลือในยุโรปมากยิ่งขึ้น โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากชาวสเปน (ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 15) กับบุรุษนักสำรวจชาวสเปนที่มีนามว่า เฮอร์นันโด คอร์เทส เขาเข้าไปแสวงหาความมั่งคั่งที่อาณานิคมของชาวแอซเทกแล้วก็ไปพบเจอกับช็อกโกแลตนี้เข้า ก็เลยนำช็อกโกแลตกลับมายังประเทศด้วย และก็แน่นอนเลยว่า เจ้าช็อกโกแลตก็กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว และไม่นานช็อกโกแลตก็ได้รับความนิยมไปทั่วทั้งยุโรป เป็นจุดเริ่มต้นในการค้าขายเมล็ดคาเคาระหว่างสเปนกับแอซเทกอย่างเป็นทางการ ยุโรปจึงได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งช็อกโกแลต และก็ก้าวเข้าครอบครองใจคนไปทั่วโลก

นับเป็นโอกาสอันดีในช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุข ที่เราจะได้ลิ้มลองรสชาติช็อกโกแลตระดับพรีเมียม จากเมลท มี ที่ได้จัดงาน “Magic of Chocolate” โดยกูรูช็อกโกแลตเมืองไทยอย่างมาดามอิง ภาสกรนที กับเชฟช็อกโกแลตชื่อดังจากประเทศฝรั่งเศส เฟรดเดอริค บอร์ส ร่วมกันรังสรรค์คอลเลกชั่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่คนรักช็อกโกแลตไม่ควรพลาด เพราะเป็นครั้งแรกในเมืองไทยที่นำพรีเมียมดาร์กช็อกโกแลตแท้ปราศจากการเบลนด์ หรือ “Single Origin” มาให้ได้ลองลิ้มชิมรสกันแบบเต็มๆ

อิง ภาสกรนที ผู้บริหารร้านเมลท มี กล่าวถึงโปรเจกต์พิเศษในครั้งนี้ว่าเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงเมลท มี ในฐานะร้านช็อกโกแลตระดับพรีเมียมในเมืองไทย ได้บรรจงคัดสรรวัตถุดิบชั้นยอดจากทั่วทุกมุมโลกมาสร้างประสบการณ์สุดพิเศษให้คนรักช็อกโกแลตอยู่เสมอ

“ในปีนี้มาลงตัวกับช็อกโกแลต Single Origin ช็อกโกแลตชั้นดีที่หากินยากในเมืองไทย เพราะราคาโกโก้วัตถุดิบค่อนข้างสูงและมีรสชาติเฉพาะตัวที่คนรักช็อกโกแลตตัวจริงเท่านั้นที่จะเข้าใจ แต่เมื่อได้มืออาชีพที่มีชื่อเสียงระดับโลกแบบเชฟเฟรดเดอริค บอร์ส มาร่วมกันพัฒนาและเฟ้นหาสูตรที่ลงตัวในการแพริ่ง (Pairing) วัตถุดิบชั้นเลิศหลากหลายชนิดเพื่อรับประทานคู่กับช็อกโกแลต Single Origin ก็ได้ผลงานที่ออกมาได้อย่างลงตัว จึงมั่นใจว่าคอช็อกโกแลตพรีเมียม ถ้าใครได้ลองเป็นต้องตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้นแน่นอน”

งานนี้เราสัมผัสถึงรสชาติอันละเมียดละไมของช็อกโกแลตใน 2 แบบ 2 สไตล์ กับ The Magic of Origins พรีเมียมดาร์กช็อกโกแลตแท้ปราศจากการเบลนด์ หรือ “Single Origin” จาก 4 ประเทศ แหล่งต้นกำเนิดเมล็ดโกโก้ที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในโลกอย่าง เวเนซุเอลา เซนต์ดอมินิก แทนซาเนีย และเอกวาดอร์ โดยช็อกโกแลตที่ผลิตจากต้นโกโก้ที่มาจากแหล่งเพาะปลูกต่างกัน ทำให้มีความโดดเด่นของรสชาติที่แตกต่างกันไปตามแหล่งกำเนิด ทั้งหมดถูกบรรจุลงในกล่องของขวัญสวยหรู

นับเป็นพรีเมียมดาร์กช็อกโกแลตจาก 4 แหล่งต้นกำเนิดโกโก้ที่ดีที่สุดของโลก ความบริสุทธิ์แห่งรสชาติแหล่งกำเนิดปราศจากเบลนด์ ที่จะให้เราสัมผัสแก่นแท้แห่งธรรมชาติอันล้ำลึกของผืนดิน ท้องฟ้า แหล่งน้ำ และจิตวิญญาณ และมีเอกลักษณ์แห่งรสชาติที่ไม่ซ้ำกัน ยิ่งผสานกับวัตถุดิบที่เชฟ เฟรดเดอริคบอร์ส บรรจงเพิ่มลงไป กลายเป็นความอร่อยไม่รู้จบทีเดียว

เซนต์ดอมินิก

ขึ้นชื่อในเรื่องของช็อกโกแลตที่สัมผัสได้ถึงความขมอันแสนหอมหวาน เคียงคู่กับความเย้ายวนสดชื่นของกลิ่นดอกไม้และผลไม้ เปรียบเสมือนจังหวะของความรักที่ล้ำลึกและน่าค้นหา เสิร์ฟพร้อมกับ Raspberry Jelly กลายเป็นความอร่อยที่ลงตัว

เวเนซุเอลา

โกโก้ชั้นเลิศจากประเทศที่จัดจ้านด้วยความเย้ายวนแห่งวัฒนธรรมหลากสีสัน กลายเป็นที่มาแห่งรสชาติช็อกโกแลตรสขมผสานกันอย่างลงตัวกับกลิ่นหอมของเนื้อไม้ เสิร์ฟพร้อม Pistachio, Caramelized Hazelnut และ Dry Fruit

แทนซาเนีย

ดาร์กช็อกโกแลตรสเข้มซ่อนความเปรี้ยวติดปลายลิ้น มาพร้อมกลิ่นหอมดอกไม้ป่าแอฟริกาที่หอมผิวบาในตอนท้ายแห่งรสสัมผัส เสิร์ฟพร้อมกับ Caramelized Almond, Feuilletine และ Chilly Powder

เอกวาดอร์

ความร้อนชื้นแห่งดินแดนชายหาดแปซิฟิก หล่อหลอมรสชาติโกโก้ต้นกำเนิดของดาร์กช็อกโกแลตสายพันธุ์นี้ซับซ้อนหลากหลายรสชาติ ทั้งขมอย่างลึกลับ แต่ก็อบอวลไปด้วยสายลมเบาๆ ในรสสัมผัสของผลไม้ และกลิ่นหอมของพันธุ์ไม้เมืองร้อน เสิร์ฟพร้อมกับ Caramel Vanilla

เพียงคุณได้สัมผัสรสชาติสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่ามนตร์ของช็อกโกแลตคือทุกคำตอบของความสุขในช่วงเวลาอันน่าประทับใจ

ส่งมอบของขวัญปีใหม่กับเมลท มี เฟรช ฮอกไกโด ช็อกโกแลต แอนด์ เจลาโต้ ได้แล้ววันนี้ทุกสาขา โทร. 09-0880-9567

 

ขนมจีนน้ำย้อย รสเด็ด เจ้าตำรับเชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2558 เวลา 21:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/402084

ขนมจีนน้ำย้อย รสเด็ด เจ้าตำรับเชียงใหม่

โดย…ชีวิน ศรัทธา

นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ขับรถผ่านไป-มาบนถนนสายเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ต้องพักแวะรับประทานอาหารที่ร้านขนมจีน หรือร้านขนมเส้นน้ำย้อย อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ให้อิ่มท้องก่อนขึ้นไปสัมผัสลมหนาวบนยอดดอย ซึ่งร้านแห่งนี้รสชาติอร่อยติดปากสมคำเล่าลือ

ร้านขนมเส้นน้ำย้อยบริหารงานโดย แสงดี เรือนรักเรา บอกว่า ขนมจีน หรือขนมเส้นน้ำย้อยอร่อยถูกปากผู้บริโภคเพราะทำกันแบบสดๆ เสิร์ฟถึงโต๊ะลูกค้าทันที พร้อมกับที่จะรับประทานกับน้ำพริก หรือจะน้ำเงี้ยว ก็ได้รสชาติอร่อยติดปากถึงใจเพราะเป็นอาหารพื้นเมืองเหนือสูตรดั้งเดิม

 

แสงดี บอกอีกว่า เมื่อก่อนประกอบอาชีพเป็นชาวสวน ปลูกถั่วฝักยาว ปลูกพืชผักสวนครัวขาย ก่อนจะหันมายึดอาชีพทำขนมเส้นน้ำย้อยแบบสดได้ประมาณกว่า 3 เดือน โดยนำสูตรเด็ดการทำขนมเส้นน้ำย้อยสด มาจากน้องชายที่เปิดขายอยู่ที่อ.วังชิ้น จ.แพร่ และหลานชายก็เปิดขายอยู่ที่ อ.ลอง จ.แพร่ ซึ่งทั้งสองแห่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย

แสงดี กล่าวว่า หลังนำขนมเส้นน้ำย้อยสูตรเด็ดมาเปิดที่ อ.ดอยหล่อ ปรากฏว่ากระแสตอบรับจากลูกค้าไม่แพ้ที่ อ.วังชิ้น และ อ.ลอง เนื่องจากลูกค้าเห็นกระบวนการผลิตแบบสดๆ ถูกหลักอนามัย และยังได้รับประทานขนมจีน หรือขนมเส้น ตามคำเรียกของภาษาเหนือ

 

ร้านแห่งนี้เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00-14.00 น. ราคาจานละ 15 บาท ที่สามารถเลือกได้ตามความชื่นชอบ จะขนมเส้นราดน้ำเงี้ยว หรือจะสั่งแยกเส้นและน้ำต่างหากได้ แต่เมนูที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ คือ ขนมเส้นน้ำย้อยแบบสดกินสดๆ จากเตามาให้รับประทาน แตกต่างจากขนมจีนทั่วไป ส่วนใหญ่จะเป็นขนมจีนหมักที่ทำไว้เรียบร้อยแล้ว

“ตามท้องตลาด ขนมจีนสดแบบนี้ไม่ค่อยมี แตกต่างจากที่ร้าน ลูกค้าจะเห็นกรรมวิธีแบบพิถีพิถัน สะอาดใหม่สดทุกวัน ในแต่ละวันจะขายได้30-40 กิโลกรัม หักต้นทุนแล้วได้กำไรวันละ 500-600 บาท”

สำหรับผู้ที่ต้องการไปลิ้มลองก็สามารถสอบถามได้ที่ โทร. 08-9265-1701

 

บันจู บาร์บีคิว เมนูเนื้อเกาหลีต้นตำรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2558 เวลา 21:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/402082

บันจู บาร์บีคิว เมนูเนื้อเกาหลีต้นตำรับ

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร-วิภาคย์ พูนพันธุ์

ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ที่ในซอยสุขุมวิท 20 จะมีร้านอาหารเกาหลี ที่เจ้าของร้าน (ลอเรน คิม) เป็นสาวเกาหลี ที่เคยทำงานเป็นเชฟมาก่อน ก่อนที่จะมาเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง โดยร้านแห่งนั้นมีชื่อว่า บันจู บาร์บีคิว (Banjoo BBQ) ตั้งอยู่ที่ชั้น 2 ศูนย์การค้ามิลลี่ มอลลี่ ไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้มอลล์ นั่นเอง (เข้ามาในซอยเกือบสุดซอย อยู่ขวามือ)

 

การตกแต่งของร้านอาหารแห่งนี้ บอกได้เลยว่ามีความเป็นโมเดิร์นที่ยังคงมีความเป็นเกาหลีอยู่ (สะท้อนผ่านงานไม้) แต่ที่สะดุดตาและรู้สึกว่ามันใช่ นั่นก็คือ ที่ร้านแห่งนี้มีโต๊ะไว้รองรับลูกค้าเพียงไม่กี่โต๊ะ ทำให้ดูไม่อึดอัด โดยเจ้าของร้านเผยว่า เธออยากให้ภายในร้านมีพื้นที่โล่งๆ สบายตา สบายใจ

 

สำหรับเมนูอาหาร มาถึงที่แล้วต้องสั่งบาร์บีคิว โดยเฉพาะบาร์บีคิวเนื้อวัวริบอายระดับพรีเมียม ที่นำเข้าแบบไม่แช่แข็งจากประเทศออสเตรเลีย นอกจากเนื้อวัว ก็ยังมีเนื้อหมู กุ้ง ไก่ และส่วนอื่นๆ อีกมากมายไว้บริการ ขอบอกว่า เวลาย่างไฟบนเตาถ่าน ให้ย่างเนื้อไปทั้งก้อน แล้วค่อยใช้กรรไกรตัด เพราะจะได้ความนุ่มลิ้น และความอร่อย มากกว่าตัดเนื้อเป็นชิ้นๆ แล้วค่อยย่าง (จิ้มเกลือแล้วกิน อร่อยอย่าบอกใคร) ส่วนใครที่อยากกินบาร์บีคิวเคล้าโซจู ที่นี่ก็มีบริการหลากรสหลายยี่ห้ออีกด้วย

 

เมนูต่อมา ซุปกิมจิ เรียกได้ว่าเมนูนี้เป็นเมนูต้นตำรับจากคุณยายของลอเรน ที่เป็นเชฟอยู่ที่เกาหลี ที่รับประกันได้ว่า วิธีการทำเป็นเกาหลีต้นตำรับอย่างแท้จริง (อร่อยกลมกล่อมมาก) เมนูต่อมาเป็น แพนเค้กกิมจิ ซึ่งเป็นเมนูโปรดของลอเรน โดยเธอสามารถทำให้แพนเค้กมีความกรอบทั่วทั้งแผ่นโดยหน้าแพนเค้กจะเป็นปลาหมึก ที่ตักเป็นชิ้นๆ แล้วจิ้มกับซอสที่ให้ความเปรี้ยวและหวานไปในตัว เหยาะมะนาวเข้าไปหน่อย รสชาติดีไม่แพ้ใคร

เมนูต่อมาคือ ต๊อกโบกี เมนูที่รสชาติและหน้าตาเหมือนอาหารที่วางขายริมทางที่เกาหลีเลยจริงๆ จึงเป็นรสชาติดั้งเดิมที่เราไม่ต้องบินไกลไปกินถึงเกาหลี แต่ก็ได้กิน ณ ที่ร้านแห่งนี้

ที่นี่เปิดบริการตั้งแต่เวลา 11.00 น. ไปจนถึงเวลา 23.00 น. (ครัวปิด 22.30 น.) มีบริการไว-ไฟฟรีอีกด้วย สำรองที่นั่งหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 08-1949-4851

 

เจิ้งโต้ว แกรนด์ จีนตำรับฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2558 เวลา 18:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/402070

เจิ้งโต้ว แกรนด์ จีนตำรับฮ่องกง

โดย…ซิตี้กาย  ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ความอร่อยสไตล์จีนฮ่องกงส่งตรงถึงปากคนไทย บนตึกสูงชั้น 37 โรงแรมอนันตรา กรุงเทพฯ สาทร (ระหว่างสาทรซอย 6 กับซอย 8) ชมวิวเมืองหลวงแกล้มอาหารต้นตำรับชั้นเลิศ

บรรยากาศภัตตาคารยุคใหม่ หรูหราและทันสมัย มีหลายมุมให้นั่ง รวมถึงห้องส่วนตัว มีพร้อมสำหรับคนที่มากันเป็นคณะ หรืออยากจะจัดเลี้ยงในวาระพิเศษก็เหมาะ

ชูโรงด้วยเมนูซีฟู้ดอย่าง ปูทะเล กุ้งมังกร เป๋าฮื้อ และสารพัด ยั่วน้ำลาย มีให้เลือกหลากไซส์ ราคาตามน้ำหนักจับมาตัวเป็นๆ จากนั้น “เชฟจูฮอยฮง” จะทำหน้าที่รังสรรค์ความอร่อยให้

“ข้าวผัดฮกเกี้ยน” คล้ายข้าวอบ แต่เสิร์ฟในกระบอกไม้ไผ่ เก๋ไก๋และได้กลิ่มหอม ข้าวฉ่ำและแฉะด้วยส่วนผสมตามสูตร ครบครันทั้งกุ้ง เห็ดหอม เป็ดย่าง และไก่ ต้องกินร้อนๆ จึงจะอร่อยและควรเป็นจานประเดิม ระหว่างรอจานอื่นๆ เพราะพอร์ชั่นที่เสิร์ฟไม่ได้เยอะเกินไป

อาจรองท้องด้วย “ข้าวเหนียวงาทอดลาวา” ก็ไม่หนักมาก แป้งข้าวเหนียวกรอบนอก ได้ความเหนียวหนึบ ใส่ไส้ครีมลาวาข้างใน เหลืองอ๋อยน่ากิน ใช้ช้อนแหวกไส้ไหลเยิ้ม รสชาติไข่แดงเค็มผสมเนยเด้งอวลในปาก เค็มๆ มันๆ หวานนิดๆ เชื่อสิว่าชิ้นเดียวไม่น่าจะพอ

 

มาถึงเมนูไฮไลต์ “กุ้งมังกรภูเขาไฟ” คัดสรรจากแหล่งชั้นดีของไทย (ภูเก็ต) ของนอก (แคนาดา) ก็อยู่ที่ความชอบว่าจะเลือกแบบไหน แกะเฉพาะเนื้อกุ้งผัดกับเครื่องเครา ผงกะหรี่ พริกขี้หนูซอย ไข่แดงเค็ม ผัดจนเข้าเนื้อเข้าเครื่องและแห้งดี เพิ่มความกรุบกรอบด้วยปลาเงินทอด

นอกจากนี้ ภัตตาคารจีนที่ชื่อมาจากแซ่เดิมเจ้าของ (ดร.อภิชัย เตชะอุบล) ยังมีอีกหลายเมนูน่าลิ้มลอง เช่นว่า บาร์บีคิวรวมมิตร 3 อย่าง (หมูแดง หมูกรอบ เป็ดย่าง) หมูหัน รังนก ฯลฯ

 

ขาดไม่ได้คือ ติ่มซำ เป็ดปักกิ่ง กำลังโปรโมชั่นแบบสุดๆ ลด 50 เปอร์เซ็นต์ ซื้อ 1 แถม 1 (เฉพาะช่วงเวลาและวันที่กำหนด) สอบถามรายละเอียด โทร. 02-002-2420 ส่วนคนที่จะไปรับประทานปกติ ภัตตาคารเปิดบริการ 11.00-15.00 น. และ 17.00-22.00 น.

 

ปลากรอบมิสเตอร์ซี สามรสเด็ดโดนใจวัยมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2558 เวลา 18:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/402069

ปลากรอบมิสเตอร์ซี สามรสเด็ดโดนใจวัยมัน

โดย…แมงโก้หวาน ภาพ มิสเตอร์ซี

คนรู้จักไปเที่ยวระยองแล้วไปเจอสินค้าตัวนี้ในร้านขายของฝากแห่งหนึ่ง มันคือ ปลากรอบสามรส ยี่ห้อ มิสเตอร์ซี (Mr.Sea) ประกอบด้วย ปลาเกร็ดขาวอบกรอบรสคลาสสิก ปลาแอนโชวี่อบกรอบรสคลาสสิก และปลาแอนโชวี่อบกรอบรสฮอตแอนด์สไปซี่ บรรยายสรรพคุณด้วยว่ากินเล่นอร่อยเพลิน แพ็กเกจก็สวย แต่ทำไมไม่มีขายทั่วไป เราจึงไปหาเจ้าของผลิตภัณฑ์

แล้วก็ทราบว่า แชมป์-จตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุลหุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอ็ม.เค.ฟู้ด. (ตั้งอยู่ จ.ตราด) คือเจ้าของพร้อมกับหุ้นส่วนอีก 2 คนที่เรียนมัธยมด้วยกันมา โดยทุกคนอายุ 20 กว่าๆ เท่านั้น บางคนยังทำงานประจำ แต่แบ่งหน้าที่หลักรับผิดชอบ คนหนึ่งดูการตลาด อีกคนดูการผลิต ส่วนอีกคนดูบัญชี

แชมป์ บอกว่า จริงๆ สินค้าพวกนี้มีอยู่แล้วในท้องตลาด แต่ปัญหาคือเก็บไว้ได้ไม่นาน ประมาณ 1-2 เดือนก็เริ่มไม่กรอบแล้ว เขากับเพื่อนจึงคิดถึงการยืดอายุโดยนำมาใส่บรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและมีการออกแบบที่ดีขึ้นให้เหมาะกับช่องทางการจัดจำหน่ายและส่งออก

“ปลากรอบในท้องตลาด แค่ 1-2 เดือนก็ไม่กรอบแล้ว แต่ของเราบรรจุในซองฟอยล์ทึบสามารถเก็บได้นานถึง 1 ปี โดยไม่ต้องใส่สารกันบูด สามารถส่งออกได้ ตอนนี้สินค้ามีการส่งออกไปหลายประเทศใกล้ๆ บ้านเรา เช่น กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บ้านเราก็มีขายแต่ไม่ได้วางขายทั่วไป เช่น จะมีขายตามร้านอาหารสุขภาพอย่าง ร้านสบายใจ อนาคตมีแผนวางขายในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ถ้าผู้บริโภคหาไม่ได้สามารถสั่งซื้อได้ทางเฟซบุ๊กหรือโทรศัพท์มาสั่งได้ มีบริการส่งถึงที่ครับ”

 

จตุพัฒน์ บอกว่า การผลิตสิ้นค้านี้ขึ้นมาเพราะมองตลาดสแน็กปัจจุบันส่วนใหญ่ที่ทำออกมาเน้นอร่อย แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนั้นเราจึงเลือกปลาพวกนี้ซึ่งเป็นอาหารที่มีประโยชน์

“รสคลาสสิกหรือดังเดิมจะออกหวาน เค็ม มัน และหอมด้วยซอส ซึ่งเราอบซอสเข้าไปและโรยด้วยงา ส่วนปลาแอนโชวี่อบกรอบรสคลาสสิก ตัวปลาแอนโชวี่นั้นก็คือปลากะตักที่เรารู้จักก็สามรส กรอบ หวานเค็ม มัน เหมือนกัน ส่วนปลาแอนโชวี่อบกรอบรสฮอตแอนด์สไปซี่ เป็นรสที่ปรุงขึ้นมาใหม่ไม่มีขายในท้องตลาดทั่วไป รสชาติออกเผ็ดๆ เค็ม หวาน ยิ่งกินยิ่งมัน กินเล่นก็อร่อย กินกับข้าวต้มเข้ากันดี หรือจะเอาไปยำก็แซ่บสำหรับรสคลาสสิก”

ราคาขายปลีกซองละ 20 และ 25 บาท สนใจสั่งซื้อได้ที่เฟซบุ๊ก Mr.Sea และที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-5099-6547

 

รักนะ…วาฟเฟิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2558 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/401931

รักนะ...วาฟเฟิล

โดย…อัคร เกียรติอาจิณ

ได้ไปลิ้มรส “วาฟเฟิล” จนถึงขั้นต้องเอ่ยปาก “รักวาฟเฟิล” เลยเชียว ครั้นจะเก็บไว้คนเดียว ก็ใช่เรื่อง จึงอยากบอกต่อความอร่อย

เสิร์ฟชิ้นเบ้อเริ่มเบ้อร่า จะกินหมดมั้ย (ในใจคิด) เอาวะ ยังไงซะต้องหมด หรือถ้าไม่หมด ก็ต้องลองให้ครบถ้วนกระบวนวาฟเฟิลเสียหน่อย เพราะเจ้าของสูตร“คุณตู่” อุตส่าห์นำเสนอ

มาชุดใหญ่ หวานและคาว หวานยังพอคุ้นลิ้น ที่ไหนก็มีให้กิน ส่วนมากร้านขนมก็มักจะเสิร์ฟกัน แต่คาวนี่สิ เรียกว่าเป็นของใหม่ไม่ซ้ำใครและแปลกจนต้องขอประเดิม

อย่าเพิ่งถามชื่อถามแซ่ ณ ตอนนี้ เพราะในปากกำลังเคี้ยวแป้งวาฟเฟิล เออ!!! นุ่ม เบา กรอบนอก ไม่เหมือนวาฟเฟิลที่เคยกิน อีกสักคำ ความรู้สึกก็ยังเหมือนเดิม

 

เมื่อวาฟเฟิลหายวับลงท้อง หันไปถามเจ้าของสูตร ชื่ออะไรหนอ เธอบอกพร้อมอมยิ้ม “วาฟเฟิลไข่และเบคอน” แล้วเธอก็เล่าต่อว่า เป็นจานเด็ดที่ต้องสั่ง จะกินเป็นอาหารเช้า สาย บ่าย ค่ำ ได้ทั้งสิ้น แต่คนก็นิยมกินเช้ากัน ครบครันสำหรับคนที่ชื่นชอบไข่และเบคอน เพียงแต่เปลี่ยนจากขนมปังอบมาเป็นวาฟเฟิลแผ่นนุ่มแทน

มิน่าเล่า คนเขาถึงชอบกิน เพราะมันอิ่มกำลังสบายท้องนี่เอง ยิ่งเฉพาะคนที่ให้ความสำคัญกับมื้อเช้า จานนี้จานเดียวอยู่ได้จนถึงเที่ยง

เหลือบไปเจออีกจานวางข้างๆ เธอให้ลองลิ้มก่อนแล้วค่อยเฉลย คะเนจากรูปลักษณ์ที่เสิร์ฟละม้ายคล้ายแซนด์วิช ไม่รอช้า ขอเปิดดูไส้ พบว่ามีทั้งไก่ทอดและผักสารพัด กัดรวมกัน ให้ความรู้สึกของแป้งวาฟเฟิลนั้นนุ่มและเบา ส่วนไก่ทอดช่วยเพิ่มความอร่อย แล้วไหนจะซีซาร์สลัดรสข้นแกล้มเข้ากันดี แบบนี้ต้องเรียกว่าอร่อยคูณสอง

 

“จานนี้ชื่อวาฟเฟิลไก่ทอด กินเหมือนแซนด์วิชค่ะ แค่ใช้วาฟเฟิลแทนขนมปัง ซึ่งแป้งวาฟเฟิลที่ตู่นำมาดัดแปลงนั้นจะมีความเบากว่าต้นตำรับวาฟเฟิลเบลเยียม หรือแม้แต่วาฟเฟิลแคลิฟอร์เนียที่ตู่ไปอยู่ที่นั่น ทำให้เวลากินจะไม่รู้สึกหนักเกินไป จะเรียกว่าเป็นการประยุกต์ให้เหมาะกับคนไทยและอากาศประเทศไทยก็ได้ ถ้าเคยกินวาฟเฟิลเบลเยียมตัวแป้งจะเหนียวและแน่น แต่วาฟเฟิลสูตรของตู่จะนุ่มและเบา ชิ้นใหญ่ก็สามารถกินหมดชิ้นคนเดียว”

จริงแท้ตามคำเจ้าของ ขนาดไม่ใช่คนกินเยอะ ยังซัดจนเกลี้ยงจาน ย้ำว่า แป้งวาฟเฟิลของที่นี่นุ่มและเบา ที่สำคัญ ไม่หวานนำ เพราะถ้ายึดถือตามต้นรับเบลเยียมและยุโรปหลายชาติที่กินวาฟเฟิลเป็นล่ำเป็นสัน เช่น เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี โปแลนด์ ฮังการี และประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ก็มักจะเสิร์ฟวาฟเฟิลเป็นของหวาน

ยิ่งเมื่อไล่ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์อาหาร ก่อนศตวรรษที่ 9-10 ที่ปรากฏหลักฐานแม่พิมพ์วาฟเฟิล และต่อเนื่องจนถึงปี 1725 ที่ใช้คำว่าวาฟเฟิลในภาษาอังกฤษ ก็นิยมเสิร์ฟเป็นของหวาน Brussels waffles คือหนึ่งวาฟเฟิลรสอันหวานเอกอุ

 

Liege waffle วาฟเฟิลแป้งมีความแน่นและเหนียว ยังคงด้วยรสหวานของน้ำตาลและคาราเมลขณะที่ Flemish waffle ถ้าขาดความหวานไปไม่อาจยกให้เป็นวาฟเฟิลตอนเหนือของฝรั่งเศส กระทั่ง Stroopwafels วาฟเฟิลที่มีความกรุบกรอบ มีขายในซูปเปอร์ ต้องมีความหวานนำ

ที่สหรัฐ วาฟเฟิลได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งเมนูยอดนิยม มีทั้ง American Waffles กับ Belgian Waffles นอกจากจะเพิ่มส่วนผสมอื่นๆ เช่น ถั่วพีแคน ช็อกโกแลต ผลเบอร์รี่ ไอศกรีม แต่เวลาเสิร์ฟวาฟเฟิลจะขาดไซรัปและน้ำผึ้งไม่ได้

ขณะที่วาฟเฟิลสูตรร้านอีทดัสทรี แม้จะเสิร์ฟเป็นของหวาน แต่รู้สึกได้ถึงนุ่มและเบา รสไม่หนัก หรือแป้งไม่แน่น วัดได้จาก 2 จานนี้ “เรดเวลเวต วาฟเฟิล” กับ “สตรอเบอร์รี่ วาฟเฟิล” มีท็อปปิ้งยั่วน้ำลาย ครีมชีส ไอศกรีม ผลไม้ อนาคตเธออาจประยุกต์เอาผลไม้ไทยตามฤดูกาลเสิร์ฟร่วมในจานวาฟเฟิล เช่น มะม่วง ส่วนวาฟเฟิลที่เป็นของคาว ต้องทดลองกันต่อไปว่าส่วนผสมอะไรจะเหมาะและไปกันได้ดีกับวาฟเฟิล

“ตู่มองว่าวาฟเฟิลมันคือของคาวที่มีรสหวาน สำหรับประเทศไทยและคนไทยตู่ว่าจะคุ้นกับวาฟเฟิลที่เสิร์ฟเป็นขนมมากกว่า และเพิ่งจะได้รับความนิยมปีที่แล้วเอง แต่ที่ต่างประเทศวาฟเฟิลมีมายาวนาน ส่วนใหญ่ก็กินเป็นของหวาน ถ้าจำไม่ผิด เมื่อสองปีวาฟเฟิลไก่ทอดนี่ติดอันดับเทรนด์อาหารโลกเลยนะคะ ที่ตู่ไปอยู่ก็ไม่มีร้านขายวาฟเฟิลเฉพาะ เหมือนร้านแพนเค้ก หรือ I-HOP (อินเตอร์เนชั่นแนล เฮ้าส์ ออฟ แพนเค้ก) แต่จะขายรวมกับแพนเค้กแบบเจาะจงเหมือนร้าน I-HOP ก็ยังไม่เห็น ส่วนวาฟเฟิลที่เสิร์ฟเป็นของคาวคนไทยอาจจะต้องใช้เวลานิดหนึ่ง

ส่วนผสมของวาฟเฟิลก็มีแป้ง ไข่ นม เนย น้ำตาล แล้วก็กลิ่นส้ม สูตรเหมือนต้นตำรับ เพราะมันคือเรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่เทคนิคการทำแต่ละที่จะแตกต่างกัน อย่างสูตรของตู่แป้งก็ต้องใหม่ทุกวัน การตีไข่ก็เป็นหนึ่งเทคนิคที่ทำให้เกิดความฟูและความนุ่ม การผสมและการคนแป้ง ก็มีผลต่อรสชาติ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ และต้องอาศัยประสบการณ์ เรื่องความหวานตู่ก็จะลดความหวานลง เคยกินวาฟเฟิลบางร้านมั้ยคะ จะเชื่อมเลย เพราะส่วนตัวตู่ไม่ชอบวาฟเฟิลแบบนั้น ชิ้นเล็กๆ ก็กินไม่หมด เพราะมันแน่นเกินไป ยิ่งเป็นของคาวแป้งวาฟเฟิลต้องเบาค่ะ”

ลองไปลิ้มวาฟเฟิลทั้งคาวและหวานสูตรร้านอีทดัสทรีได้ (ระหว่างทองหล่อ 19-21) เปิดตั้งแต่เวลา 07.30-21.00 น. โทร. 02-185-1842

แล้วคุณจะ “รักวาฟเฟิล” (เหมือนกับเรา)

 

อร่อยเด็ดทุกเมนู ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊แฮ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/401929

อร่อยเด็ดทุกเมนู ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ๊แฮ

โดย…ชายโย

หากคุณได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยว จ.สุโขทัย ผมขอแนะนำร้านก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยเจ๊แฮ ร้านดังร้านเด็ดที่ชาวสุโขทัยให้การยอมรับมาช้านาน และหาโอกาสแวะไปรับประทานอยู่เนืองๆ

การเดินทางไปร้านก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยเจ๊แฮ หากเริ่มต้นที่ อ.เมือง ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 12 มุ่งหน้าไปสี่แยกคลองโพธิ์ อ.เมือง จ.สุโขทัย ร้านจะอยู่เลยแยกไปประมาณ 300 เมตร คุณจะเห็นป้ายร้านใหญ่โต มีที่จอดรถด้านหลังร้าน หรือโทรสอบถามเส้นทางได้ที่เบอร์ 055-611-901 และ 08-6217-7323 ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 07.00-16.00 น. ทุกวัน

 

จุดเด่นของร้านนี้เน้นขายก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยสูตรดั้งเดิม เป็นรสชาติของก๋วยเตี๋ยวที่มีความหอมหวานจากน้ำต้มกระดูกหมู รับประทานพร้อมถั่วลิสงและถั่วฝักยาว ใช้น้ำมะนาวบีบสดๆ แล้วคลุกเคล้ากันให้ทั่ว ความหวานและความเปรี้ยวจะผสมกลมกลืนกันเป็นอย่างดี

หมูกรอบ หมูสับ หมูชิ้น เป็นเครื่องเคราที่ช่วยชูรสชาติของก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยอร่อยมากขึ้น และไม่ได้อร่อยแค่ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยสูตรดั้งเดิมเท่านั้น ยังมี เย็นตาโฟ ขนมจีนแกงไก่ น้ำเงี้ยว ผัดไทย และหมูสะเต๊ะ ผมไป 3 รอบ ลองมาหมดทุกเมนูก็ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลย

 

Spaghetti Kitchen สปาเกตตีเย็นกับเป๋าฮื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2558 เวลา 12:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/401050

Spaghetti Kitchen สปาเกตตีเย็นกับเป๋าฮื้อ

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ใครว่าสปาเกตตีเสิร์ฟร้อนแล้วจะอร่อยเท่านั้น มีหลายๆ สูตรที่เสิร์ฟเย็นแล้วรสชาติน่าประทับใจ ส่วนมากจะให้รสชาติสดชื่นสไตล์สลัด ทำให้เรา “กินเส้น” แบบเพลินๆ จนหมดจานแทบไม่รู้สึกตัว เป็นจานเรียกน้ำย่อยที่ไม่ทำให้รู้สึกผิดเท่ากับสปาเกตตีจานร้อน ในความเห็นของผู้เขียนยังสามารถต่อด้วยอาหารจานหลักได้สบายๆ

อย่างสูตรในฉบับนี้ ผู้เขียนเคยได้ชิมจากร้าน Water Library ร้านอาหารสไตล์ Fine Dining ที่มี Cold Pasta ที่เชฟไฮเคิลเลือกเป็นเส้น Angel Hairม้วนมาในจานอย่างสวย มีเป๋าฮื้อหั่นมาบางเฉียบ พร้อมกับไข่คาเวียร์พูนช้อนโปะมาด้านบน ชิมแล้วหอมกลิ่นทรัฟเฟิลออยล์ หรือน้ำมันมะกอกที่แต่งกลิ่นด้วยทรัฟเฟิลขาว รสชาติของDressing ที่เคล้ามากับเส้นชิมแล้วครบ3 รสแบบสลัดน้ำใส เพียงแต่ไม่มีผักเลย นอกจากช่อ Chervil ที่ตกแต่งมาด้านบนเท่านั้น ชิมไปชิมมาหมดจานโดยไม่รู้ตัว เพราะรสชาติที่สดชื่น เข้ากันทั้งเส้น เป๋าฮื้อ ไข่ปลาสเตอร์เจียนชั้นดี และกลิ่นหอมๆ ของน้ำปรุงที่เคล้ากันมา รสชาติมาทางตะวันออกมาทางเอเชีย จีน ญี่ปุ่น แม้ว่าส่วนผสมหลักจะเป็นอาหารจานเส้นของอิตาเลียน

อยากจะไปชิมอีก ก็ไม่มีเวลาไปสักทีเลยเป็นที่มาให้ลองแกะสูตร ทดลองทำเองที่บ้าน ประกอบกับได้รับ “คาเวียร์”อย่างดีมาเป็นของฝาก เกรดเดียวกับที่เชฟ Robuchon ใช้ที่ร้านยิ่งอยากชิมเครื่องเคราครบถ้วนพอที่จะลองทำ ColdPasta with Abalone & Caviar จานนี้

เริ่มต้นจากเส้นที่เลือกใช้ เป็น AngelHair หรือ Capellini Pasta ที่มีขนาดเล็กพอๆ กับเส้นหมี่บ้านเรา

ไอเดียในการเลือกเส้นพาสต้าขนาดเล็กละเอียดมาเป็นสูตรเด็ด ผู้เขียนชิมแล้วขอสรุปว่า เป็นเพราะเส้นขนาดเล็กมีพื้นผิวเยอะแยะในการกักเก็บ ดูดซับDressing หอมกลิ่นโชยุนิดๆ และทรัฟเฟิลออยล์ ข้อสำคัญสำหรับสูตรนี้คือ ต้องต้มเส้นให้สุกที่ Al Dente เท่านั้น อย่าต้มสุก 100% จนนิ่มเด็ดขาด เพราะจะทำให้เส้นดูด Dressing เข้าไปจนอืดขึ้นมาอีกนิดแล้วจะเสียรสชาติความอร่อย

แนะนำว่า ตอนที่ทำผู้เขียนใช้น้ำในการต้มเส้นเยอะสักหน่อย เติมเกลือลงไปจนน้ำเค็มปี๋ เพื่อช่วยให้เส้นนิ่มยากขึ้นอีกนิดกว่าน้ำที่จืดๆ ไม่ต้องกังวลเรื่องความเค็ม เพราะเราต้องล้างเส้นในน้ำเย็นจัดแช่น้ำแข็ง เพื่อให้เส้นเย็นเจี๊ยบก่อนคลุกกับ Dressing เย็นๆ เพราะเราจะทำพาสต้าเย็นนั่นเอง

ถัดมาคือ เป๋าฮื้อ อย่าเพิ่งกังวลว่ามันจะยากเกินไปเมื่อเห็นคำว่า “เป๋าฮื้อ”เพราะจริงๆ แล้วใช้เป็นเป๋าฮื้อกระป๋องได้เลย แถมยังไม่ต้องเลือกแบบแพงอะไรมาก เนื่องจากเราต้องนำมาหั่นบางๆ เรียงในจาน ไม่จำเป็นต้องซื้อแบบกระป๋องละ 3,000-4,000 บาท ขอแค่เป็นเป๋าฮื้อคุณภาพชิ้นเล็ก หรือครึ่งตัวมาในกระป๋อง รับรองว่าไม่เสียรสชาติความอร่อย สำหรับเป๋าฮื้อกระป๋องหาซื้อไม่ยาก มุ่งตรงไปยังเยาวราชก่อนถึงตรอกอิสรานุภาพ มีอาคารพาณิชย์ทางด้านซ้ายมือหลายๆ ร้าน ขายวัตถุดิบแห้งเครื่องกระป๋องสำหรับอาหารจีน เลือกร้านที่ดูน่าไว้ใจ ร้านแถวนี้จะมีเป๋าฮื้อกระป๋องคุณภาพสูงขาย โดยมากจะไว้ใจได้ อย่างร้านที่ผู้เขียนซื้อประจำ เจ้าของร้านแนะนำว่าซื้อกับร้านจะปลอดภัยกว่าตรงที่ร้านอยู่ตรงนี้แหละไม่ไปไหน ไม่กล้าหลอกลูกค้าอยู่แล้ว หรือถ้าหลอกยังมาจัดการได้ ผู้เขียนเลือกเป๋าฮื้อในช่วงราคากระป๋องละ 1,000 บาท มาจากเม็กซิโกเรียกว่าเป็นเมนูที่ต้องลงทุนสักนิด แต่รับรองถูกกว่ารับประทานที่ร้านแน่นอน

สำหรับ “Dressing” ทำได้ไม่ยากส่วนผสมพื้นๆ อย่างโชยุหรือซีอิ๊วญี่ปุ่นน้ำส้มสายชูจากข้าวช่วยให้เปรี้ยวแบบละมุน ตัดรสด้วยน้ำตาลทราย ความกลมกล่อมของ Dressing ต้องอาศัยน้ำมันสลัดมาช่วยสักนิด เพื่อไม่ให้รสแหลมจนเกินไป เพิ่มความหอมที่ต้องลงทุนอีกนิด คือน้ำมันมะกอกกลิ่นทรัฟเฟิลขาว ราคาแพงสักนิดขวดละหลายร้อยอยู่ แนะนำให้ซื้อขวดเล็กที่สุด เพราะจะค่อนข้างเหม็นหืนง่ายถ้าไม่ได้ปรุงบ่อยๆ เสียดายของเอาได้ง่ายๆ Dressing หอมฟุ้งขึ้นด้วยสาหร่ายโนริชั้นดี สับๆ ละเอียดแล้วเติมลงใน Dressing ถ้าได้หมักไว้ในตู้เย็นสักคืนนึง กลิ่นหอมๆ ของสาหร่ายจะฟุ้งใน Dressing มากขึ้น ผู้เขียนว่าอร่อยกว่าทำแล้วคลุกเลย ทั้งนี้แล้วแต่ชอบ

ส่วนจะใส่คาเวียร์หรือไม่นั้น แล้วแต่งบประมาณ จริงๆ แล้วแค่ไข่ปลาแซลมอน หรือไข่ Tobiko ก็อร่อยและสวยพอๆ กันไม่ต้องลงทุนถึงคาเวียร์ของปลาสเตอร์เจียนก็ไม่เสียรส

สุดท้าย การอยู่ที่ฝีมือการคลุกเคล้าเตรียมส่วนผสมทุกอย่างให้พร้อม อาหารจานนี้เหมาะสำหรับปาร์ตี้ที่บ้าน เพราะขั้นตอนการเตรียมทุกอย่างสามารถทำไว้ได้ล่วงหน้า เมื่อพร้อมรับประทานคลุกเคล้าไม่นาน จัดจานให้สวยอลังการเหมาะสำหรับเทศกาลสังสรรค์ที่ใกล้เข้ามา รับรองว่าจะเป็นหนึ่งในจานเด็ดของงานเลี้ยงเลย

Cookool Cold Capellini with Abalone

ส่วนผสม

น้ำมันมะกอกกลิ่นทรัฟเฟิล 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำมันสลัด 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำส้มสายชูจากข้าว 1 ช้อนโต๊ะ

ซีอิ๊วญี่ปุ่น 2 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 1.5 ช้อนชา

สาหร่ายโนริ 1 แผ่น (ขนาด 4×2 นิ้ว)

เป๋าฮื้อกระป๋อง 1 ตัว

ต้นหอมซอยละเอียด 1 ช้อนชา

เส้น Angel Hair

ตกแต่งด้วยไข่ปลาตามชอบ ไม่ว่าจะเป็นไข่ปลาแซลมอนหรือไข่ปลาคาเวียร์

ผักที่แนะนำและเข้ากันคือ หน่อไม้ฝรั่งลวก

วิธีทำ

• ผสม Dressing สำหรับพาสต้าไว้โดยผสมน้ำมันมะกอกกลิ่นทรัฟเฟิล น้ำมันสลัดน้ำส้มสายชู ซีอิ๊วและน้ำตาลเข้าด้วยกัน พักไว้ในตู้เย็น

• ปิ้งสาหร่ายโนริที่ไฟอ่อนๆ พลิกไปมาเหนือเตาแก๊สพอให้สาหร่ายกรอบๆจากนั้นสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเติมลงใน Dressing สำหรับพาสต้าเย็น เพื่อรสชาติที่อร่อย แนะนำให้แช่เย็นข้ามคืนไว้จะทำให้รสชาติของสาหร่ายซึมซาบออกมามากยิ่งขึ้นใน Dressing

• หั่นเป๋าฮื้อกระป๋องเป็นชิ้นบางๆเรียงใส่จานไว้

• คลุกเส้นกับ Dressing ตักใส่จานที่มีเป๋าฮื้อเรียงไว้ โรยต้นหอมและตักไข่ปลาคาเวียร์ลงตกแต่งด้านบน พร้อมเสิร์ฟ