จากยอดดอยสู่บ้านเรา มื้อเช้ากับวัตถุดิบจากโครงการหลวง : โยเกิร์ตพาร์เฟต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 13:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/518735

จากยอดดอยสู่บ้านเรา มื้อเช้ากับวัตถุดิบจากโครงการหลวง : โยเกิร์ตพาร์เฟต์

วิธีทำ

เรื่อง สีวลี ตรีวิศวเวทย์ภาพ Cookool Studio

ทิวเขาซ้อนกันไปมา โค้งคดเคี้ยวหลายต่อหลายขด เริ่มทำให้ผู้เขียนรู้สึกเวียนหัวบ้าง พี่คนขับปลอบใจว่าอีกแค่ไม่กี่ทิวเขาก็จะถึงที่หมายแล้ว ระหว่างทางพบป้ายสถานีเกษตรของโครงการหลวงเรื่อยมาตลอดทาง ถึงแม้ว่าทางขึ้นดอยจะชันแต่ถือว่าสบายขึ้นมากเพราะเป็นถนนคอนกรีต บางช่วงลาดยางเรียบไปตลอดทาง ต่างจากสมัยก่อนที่เป็นถนนบดอัด เละบ้าง หลุมบ้างสลับกันไป ทำให้สงสัยว่ากว่าที่แถบนี้จะเปลี่ยนจากไร่ฝิ่นกลายมาเป็นสถานีเกษตรในโครงการหลวงนั้นผ่านความยากลำบากมาขนาดไหน ทั้งปรับเปลี่ยนวิถีคนบนดอย ปรับปรุงเส้นทาง และปรับพื้นที่ให้เป็นสถานีเกษตรที่มีผลิตผลหมุนเวียนเพื่อหล่อเลี้ยงชุมชน จนมาถึงวันที่ร้านของมูลนิธิโครงการหลวงมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกมากมาย ทั้งผลิตผลทางการเกษตรสดๆ จนไปถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูป แบ่งเป็นหลายยี่ห้อทั้งของโครงการหลวงเอง รวมไปถึงตราดอยคำด้วย

สมัยก่อนราวๆ 20-30 ปีก่อน ผู้เขียน ซึ่งเป็นเด็กสาธิตเกษตรฯ มีคุณแม่เป็นอาจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย ในแต่ละอาทิตย์มักจะมีกิจวัตรหลังเลิกเรียน ที่นอกเหนือจากซื้อนมเกษตรกลับมาแช่เย็นไว้ที่บ้าน เรามักจะไปซื้อผักสด ผักฤดูหนาว รวมถึงดอกไม้ที่ร้านดอยคำในมหาวิทยาลัยกันบ่อยๆ ถือเป็นหนึ่งในความทรงจำวัยเยาว์ มาวันนี้ร้านที่เรียกติดปากว่า “ดอยคำ” กลายเป็นร้านโครงการหลวง ชั้นวางของแน่นเต็มไปด้วยสินค้าน่าซื้อมากมาย ทั้งจากโครงการหลวงเอง รวมไปถึงสินค้าภายใต้ตราดอยคำ และโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

ผู้เขียนผู้เป็นแฟนประจำขาช็อปร้านโครงการหลวง ขอนำเอาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ซื้อบ่อยๆ เป็นผลิตภัณฑ์โปรด มาปรุงเป็นอาหารหลากหลายรูปแบบ ตอนที่เริ่มเขียนและรวบรวมวัตถุดิบ มองเห็นอย่างหนึ่งว่าสินค้าจากโครงการหลวงเมื่อนำมาทำอาหารเมนูต่างๆ ทั้งไทยและเทศ อาหารเกือบทุกเมนูจะออกไปในเชิงอาหารเพื่อสุขภาพโดยไม่ได้ตั้งเป้า เพียงแต่รูปแบบของวัตถุดิบสดใหม่ เน้นผักผลไม้เป็นหลัก แถมยังมีธัญพืชหลายชนิด เป็นไปตามหลักอาหารคลีน ที่อร่อยและดีต่อสุขภาพ

ฉบับนี้จึงขอเริ่มด้วยมื้อเช้าเบาๆ กับ โยเกิร์ตพาเฟต์ โดยใช้โยเกิร์ตที่มีความเฉพาะตัวสูงในแง่ของรสชาติและเนื้อสัมผัสที่พิเศษอย่าง Pot Set Yogurt ของโครงการหลวง ตามหลักวิทยาศาสตร์อาหารสามารถอธิบายง่ายๆ ว่าเป็นการหยอดจุลินทรีย์ Lactic Acid ลงในแต่ละถ้วยเพื่อให้เกิดการเซตตัวจนคล้ายๆ เต้าฮวย จนสามารถใช้ช้อนตักมาเป็นคำๆ และเมื่อลิ้นดุนก็จะสัมผัสได้ถึงความหอมมันของโยเกิร์ตแบบ Pot Set ต่างจากพวก Stirred Yogurt ที่เราคุ้นเคยกัน ที่สำคัญความพิเศษของโยเกิร์ตแบบ Pot Set คือเต็มไปด้วย Live Culture พูดง่ายๆ ว่าแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์มีอยู่เต็มๆ ในถ้วยโยเกิร์ตเนื้อนุ่ม ตักหม่ำได้เป็นคำๆ ได้เลย

ไหนๆ โยเกิร์ตพาร์เฟต์เป็นมื้อเช้าเพื่อสุขภาพแล้ว ถ้าจะเติมน้ำตาลอะไรลงไปต้องคิดให้ถี่ถ้วน เลือกเป็นความหวานจากธรรมชาติอย่างน้ำผึ้ง หรือเป็นผลไม้กวนจำพวกแยม หรือพวก Preserved ที่น้ำตาลน้อยๆ หวานจาก ผลไม้ยิ่งดี ผู้เขียนเดินเมียงมองในร้าน เห็นผลิตภัณฑ์ทาขนมปังอยู่หลากหลายรสชาติ บางรสอย่างมะม่วงผสมเสาวรส มัลเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ลิ้นจี่ผสมอัญชัน เรียกได้ว่าปราศจากน้ำตาลเลยก็ว่าได้ เพราะเนื้อผลไม้มีความหวานธรรมชาติจากผลไม้ล้วนๆ หรือจะเป็นรสกุหลาบที่มีกลีบดอกกุหลาบพันธุ์วาเลนไทน์ที่หอมฟุ้งกลิ่นกุหลาบ ไม่เวียนหัวแบบแยมกุหลาบของฝรั่งเขา ถ้าชอบรสเปรี้ยวนำ ต้องลองรสมะนาวที่หอมผิวมะนาวพันธุ์ตาฮิติ เข้ากันได้ดีกับ Yogurt Pot Set ที่ปราศจากน้ำตาลปรุงแต่ง เรียกได้ว่านอกจากได้ความหวานแล้ว ยังได้รสชาติ ความหอมผลไม้ที่เราเลือกมาเติมแต่งอีกด้วย

ขาดไม่ได้ในโยเกิร์ตพาร์เฟต์ต้องมีธัญพืชจำพวก Whole Grain อยู่ด้วยจะประโยชน์ครบทุกหมวดหมู่ อย่างพวก Muesli ข้าวพอง Rice Cracker เติมพวกถั่วนานาชนิดที่มีไขมันดี ขาช็อปที่สะดวกซื้อในร้านโครงการหลวง รับรองว่าสบายไปแปดอย่าง เพราะมี Cereal Chips และ Cereal Bar ให้เลือก ผู้เขียนชอบ Cereal Bar ที่หวานธรรมชาติจากน้ำเสาวรสที่ผ่านกระบวนการ Reduction กินแล้วไม่รู้สึกผิดเพราะปราศจากน้ำตาล เคี้ยวหนึบๆ กรอบๆ จากข้าวพองที่ทำจากข้าวกล้องดอยที่คนบนดอยปลูกข้าวแบบรู้วิธี ทำให้ได้ผลิตผลมากพอที่จะกินในครัวเรือนและส่งขายเพื่อหา รายได้เข้าครอบครัว หรือถ้าชอบกรุบกรอบต้องเลือกเป็น Cereal Chips ธัญพืชอบกรอบรสอราบิก้าที่ได้กลิ่นก็รู้ว่าเป็นรสกาแฟ ชิปส์ขนาดเท่าเหรียญ กรอบกร๊วบทั้งคำ อร่อยเข้ากับ โยเกิร์ตที่สุด ได้คุณประโยชน์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ งาขาว และเมล็ดฟักทองครบถ้วน เรียกว่าไม่ต้องไปหาธัญพืชอื่นๆ อีกเลย จบได้ในถุงเดียว โปะใส่โยเกิร์ตแล้วอิ่มเลย

Yogurt Parfait

ส่วนผสม (สำหรับประมาณ 3-4 ที่)

ขนมธัญพืชกรอบรสอราบิก้า (Cereal Chips) 1 ถุง

ธัญพืชชนิดแท่งรสผลไม้ (Cereal Bar) 1 แพ็ก

โยเกิร์ต Pot Set ของโครงการหลวง 1 กระปุก

ผลิตภัณฑ์ทาขนมปัง รสชาติที่ชอบ เช่น กลีบกุหลาบ มัลเบอร์รี่ หรือรสอื่นๆ ตามชอบ

ผลไม้สดของโครงการหลวง เช่น ลูก Kumquat ลูกหม่อนหรือ Mulberry กีวีสีทองสตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน 80

โรยด้วยงาขี้ม่อนคั่วหอมๆ หรือจะโรยด้วย Edible Flower อย่าง Camomile จากยอดดอย มีขายที่ร้านโครงการหลวงทุกอย่าง

ตักโยเกิร์ตแบบ Pot Set ลงในถ้วยเสิร์ฟ โดยไม่ให้โยเกิร์ตเละเพื่อรักษารสชาติความอร่อยไว้ให้ได้มากที่สุด

โรยด้วยขนมธัญพืช ทั้งแบบอบกรอบหรือแบบแท่งลงไปตามชอบ แล้วหยอดแยมผลไม้ชนิดที่ชอบ เสิร์ฟพร้อมผลไม้สดเพื่อความอร่อยสดชื่น

 

ไก่ฟ้า สารพัดรส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/518750

ไก่ฟ้า สารพัดรส

เรียกว่าเป็นประเพณีไปแล้ว ที่สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์(RSTA) จะต้องจัดเทศกาล Taste it all @Ratchaprasong เพื่อสร้างสรรค์สุนทรียรสระดับเวิลด์คลาส กับซิกเนเจอร์เมนูของแต่ละร้านอาหารและโรงแรมในย่านราชประสงค์ โดย Taste it all 2017@Ratchaprasong ปีนี้ คัดสรรวัตถุดิบชั้นดีจากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดในประเทศไทยของ “โครงการหลวง” ภายใต้คอนเซ็ปต์ Pheasant Festival หรือ เทศกาลไก่ฟ้า โดยมีเซเลบริตี้เชฟจาก 8 ห้องอาหารสุดหรู มาร่วมปรุงแต่งซิกเนเจอร์เมนู ผสานศาสตร์แห่งความพิถีพิถัน จนได้ความมหัศจรรย์แห่งรสชาติอันกลมกล่อมของ “เมนูไก่ฟ้า” พร้อมเสิร์ฟ ตั้งแต่วันนี้-31 ต.ค.ศกนี้

งานนี้ เชฟคริสเตียน แฮม จากห้องอาหารเรดสกาย โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ นำเสนอเมนูที่เปรียบเสมือนขนมพายร้อนๆ สดใหม่ โดยนำเอาเทคนิคการปรุงอาหารจากยุคกลาง หรือราวศตวรรษที่ 15 มาปรุงอาหารรสชาติสุดล้ำลึก

เชฟนำฟัวกราส์มาตัดเป็นชิ้นลูกเต๋า ผัดรวมกับเห็ดพอร์โทเบลโลจนส่งกลิ่นหอม พร้อมนำเนื้อไก่ฟ้าส่วนหน้าอกต้มกับเครื่องเทศ อย่างหอมใหญ่ แครอท เม็ดผักชี จนสุก มาห่อก่อนใช้แป้งพายที่เตรียมไว้ห่อเป็นชั้นนอก สุดท้ายนำไปอบจนแป้งเป็นสีทองอร่าม ซึ่งกรรมวิธีนี้นับเป็นการผสมผสานกันระหว่างไก่ฟ้าและฟัวกราส์ ที่ทำให้เนื้อไก่ฟ้าคงความชุ่มชื้นและมีรสชาติที่เข้ากันได้เป็นอย่างดี

 

 

 

 

นอกจากนี้ เห็ดพอร์โทเบลโลยังช่วยเพิ่มความชุ่มฉ่ำ และไขมันที่ออกมาจากเนื้อไก่ฟ้าและฟัวกราส์เพื่อคงรสชาติไว้ในพายทั้งหมด ก่อนตกแต่งจานด้วยบีทรูทหั่นและราดด้วยซอสไวน์แดง

เชฟเสิร์ฟ Pheasant and Foie Gras Pie with Pheasant Soup พร้อมซุปไก่ฟ้า ที่ใช้เนื้อส่วนสะโพกติดกระดูกเคี่ยวจนเนื้อเปื่อย ก่อนกรองจนได้ซุปใสๆเรียกว่า ใช้ไก่ฟ้าทั้งตัวมาปรุงเป็นเมนูนี้กันเลยทีเดียว

ไปลิ้มลองพร้อมรสชาติของแป้งพายที่กรอบหอมเนื้อไก่ฟ้าได้ในราคาจานละ 1,100 บาท++ หรือต้องการลิ้มรสเป็นเซตเชฟได้รังสรรค์เมนูอื่นๆ จากวัตถุดิบของโครงการหลวงมาเป็นเซตเมนู 5 คอร์ส ราคา 2,955 บาท++ ต่อท่านด้วย ไม่ว่าจะเป็น สลัดหอยเชลล์กับเซเลอรีและทรัฟเฟิล, ปลาเทราต์โครงการหลวงอบปาปิญง ราดซอสครีม, ไก่ฟ้าอบราดซอสครีมแต่งหน้าด้วยเห็ดทรัฟเฟิล, พายไก่ฟ้าพร้อมซุป และทาร์ตเสาวรสรูปแบบโมเดิร์น

ลองมาชิมเมนูไก่ฟ้าแบบไทยๆ กันบ้าง กับ ลาบไก่ฟ้าคั่ว (Northern Larb Pheasant Salad) รังสรรค์โดยเชฟบงกช สระทองอุ่น แห่งห้องอาหารเพสต์ (Paste) เกษรวิลเลจ นำเสนอเมนูที่มีความกลมกล่อมของเนื้อไก่ฟ้าและสมุนไพรไทยอย่างมะแขว่นและดีปลี ซึ่งถือว่าเป็นสมุนไพรแบบโบราณดั้งเดิม นำเสนอคุณค่าของอาหารทางเหนือที่เป็นพื้นที่ตั้งของโครงการหลวง

เชฟบงกช บอกว่า ลาบเหนือจะต่างจากลาบอีสาน ตรงที่จะมีการปรุงรสน้อยมาก จึงทำให้รสชาติของวัตถุดิบแต่ละอย่างนำเสนอตัวเองได้อย่างโดดเด่น ขณะที่ลาบอีสานจะเน้นการปรุงรสให้จัดจ้าน ซึ่งความหอมของเครื่องเทศที่มีกลิ่นเฉพาะตัวของทางเหนือ รวมถึงกลิ่นหอมของผัก เช่น ผักชีเมือง หรือยอดมะกอก ซึ่งจะช่วยเสริมให้ลาบไก่ฟ้ามีรสชาติที่น่าสนใจ

เชฟบอกว่า ที่เลือกปรุงเมนูนี้ เนื่องเพราะเป็นโปรเจกต์ของโครงการหลวง ซึ่งโครงการหลวงอยู่ทางเหนือ ก็เลยนึกถึงอาหารเหนือ และคิดว่าเครื่องเทศแบบชาวเหนือจะช่วยให้รสชาติของไก่ฟ้าดูน่าสนใจขึ้นมา

“ไก่ฟ้าเป็นเกมมีท (Game Meat) เนื้อสัมผัสจะไม่นุ่มเหมือนไก่ทั่วๆ ไปที่เรากินอยู่ ถ้าเราปรุงไม่ถูกเนื้ออาจจะเหนียวไป แห้งไป แล้วไก่ฟ้าจะมีกลิ่นเฉพาะของตัวเอง บางทีคนที่มารับประทานอาจจะไม่คุ้นชินเท่าไร ก็เลยนำมาสับเลย แล้วก็ปรุงกับเครื่องเทศเพื่อจะได้เสริมกลิ่นรสเข้าไปด้วย”

 

 

 

เชฟเริ่มจากการทำเครื่องแกงที่ใช้สมุนไพรไทยทั้งหมด มาตำให้เข้ากัน ก่อนนำมาผสมกับเนื้อไก่ฟ้าสับหยาบๆ นำมาขยำกับพริกแกงและเครื่องเทศให้เข้ากัน จากนั้นนำไปคั่วในหม้อจนสุก ปรุงรสเพียงเล็กน้อย ตกแต่งด้วยผักเคียงที่สวยงามและหายาก ทั้งมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ เคียงคู่กับผักพื้นบ้านของภาคเหนือ ทั้งผักแพว ตีนตุ๊กแก ดอกกระเจียว ฯลฯ และตกแต่งด้วยดอกไม้ที่รับประทานได้จากโครงการหลวง (ราคา 700 บาท++)

มาปิดท้ายกันกับเมนู Royal Project pheasant breast slow cooked with crispy confit praline, served with pak choy and 3 kinds of sauces สร้างสรรค์โดยเชฟชาวเยอรมันสุดหล่อ อย่าง เชฟนิโค เมทเทิน จากห้องอาหารเมดิสัน สเต๊กเฮาส์ โรงแรม อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

เชฟนิโค เล่าว่า เมนูนี้สร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจของเขาเอง ที่อยากรับประทานเนื้อไก่ฟ้าตั้งแต่สมัยยังเด็ก โดยอาศัยศาสตร์การปรุงของ 2 ซีกโลก ทั้งตะวันออกและตะวันตก อาทิ การทอด (Frying) การนาบกับกระทะ (Searing) และการซูส์วีด (Sous Vide)

 

 

 

 

เมนูนี้มีไฮไลต์ที่วิธีการทำ 2 ส่วนเด่นๆ โดยส่วนแรกจะนำเนื้อหน้าอกไก่ฟ้าไปตุ๋นในอุณหภูมิปานกลาง ปรุงด้วยเนยและกลิ่นเครื่องเทศ อย่างใบไทม์และโรสแมรี่ ก่อนนำเนื้อไก่ไปนาบกระทะจนได้สีทองสวยงาม

สำหรับส่วนเนื้อน่องปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย แครอท หอมหัวใหญ่ และผลจูนิเปอร์ ก่อนนำไปอบจนเนื้อร่อนแยกจากกระดูก พร้อมคลุกกับแครอท หอมหัวใหญ่ และโป๊ยกั๊กจนเข้ากัน ปั้นเป็นก้อนกลมแบบพราลีน และแช่เย็น ก่อนนำไปชุบเกล็ดขนมปัง แล้วค่อยทอดให้หนังกรอบเหลือง เสิร์ฟพร้อมเซเลอรี่บด บ็อกฉ่อย และแครนเบอร์รี่ ราดด้วยซอสบลูเบอร์รี่ ซอสโป๊ยกั๊ก ซอสแมงโกชีลี เรียกว่าเป็นอีกจานที่นำเอาเนื้อของไก่ฟ้ามาใช้กันทั้งตัวเช่นกัน

นอกจากนี้ เชฟนิโคยังบอกว่า จานนี้สามารถลิ้มรสชาติได้หลายแบบ ไม่ว่าจะตักไก่ฟ้ากินคู่กับบ็อกฉ่อยและซอสต่างๆ หรือจะตัดเนื้อน่องในลูกบอลมากินกับเซเลอรี่ อีกคำก็อาจจะเลือกกินกับแครนเบอร์รี่ ฯลฯ (อกไก่ฟ้าและพราลีน เสิร์ฟกับผักฉ่อยและซอสสามสไตล์ราคา 950 บาท++)

 

เทศกาลเห็ดทรัฟเฟิล ที่ No.43 Italian Bistro

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517534

เทศกาลเห็ดทรัฟเฟิล ที่ No.43 Italian Bistro

แม้ห้องอาหาร ‘No.43 Italian Bistro’ จะโดดเด่นขึ้นชื่อกับอาหารอิตาเลียนเป็นอย่างมาก แต่ก็ขอไม่พลาดที่จะจัดเทศกาลเห็ดทรัฟเฟิลส่งตรงจากฝรั่งเศส รวมถึงจากอิตาลี ด้วยเมนูสุดพิเศษ

เริ่มต้นกับ Carpaccio Di Manzo Con Tartufo (390 บาท) อาหารเรียกน้ำย่อย โดยใช้เนื้อวัวสไลซ์บาง เสิร์ฟพร้อมกับร็อกเก็ต พาร์เมซานชีส ราดด้วยเดรสซิ่งโอลีฟออยล์ โรยด้วยเห็ดทรัฟเฟิลดำสด

 

 

ต่อด้วย Australia Beef Tenderloin (750 บาท) เนื้อขนาด 200 ก. นำเข้าจากออสเตรเลีย ใช้ส่วนเนื้อสะโพกมีความนุ่ม หวาน ฉ่ำ ย่างแบบสุกพอดี เสิร์ฟพร้อมน้ำซอสเห็ดทรัฟเฟิลสูตรเฉพาะของร้าน

 

 

Fettuccine With Porcini Mushroom (390 บาท) เส้นเฟตตูชินีผัดกับซอสเห็ดทรัฟเฟิลเข้มข้นล้วน ไม่มีส่วนผสมของครีม อร่อยกลมกล่อม

 

 

ตบท้ายด้วยขนมหวาน Black Forest Cake (150 บาท) ข้างในเป็นเนื้อเค้กดาร์ก ช็อกโกแลตผสมกับเชอร์รี่กวนและครีม ตกแต่งด้วยเชอร์รี่ในซอสเหล้าและช็อกโกแลตเข้ากันเป็นอย่างดี

 

 

ใครที่ชื่นชอบการกินเห็ดทรัฟเฟิลไม่ควรพลาดกับเทศกาลนี้ แวะไปได้ที่ห้องอาหาร ‘No.43 Italian Bistro’ รร.เคปเฮ้าส์ หลังสวน ได้ตั้งแต่วันที่ 8-15 ต.ค.นี้ เปิดบริการทุกวัน เวลา 06.00-24.00 น. สามารถสั่งเมนูเห็ดทรัฟเฟิล ได้ตั้งแต่เวลา 18.00-24.00 น. โทร. 02-658-7444 ต่อ 285 &O5532;

 

ชาเตอเรเซ่ ตำนานขนมหวานญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517520

ชาเตอเรเซ่ ตำนานขนมหวานญี่ปุ่น

เป็นเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ชาเตอเรเซ่ (Chateraise) ร้านเบเกอรี่ หรือพาทิสเซอรี (Patisserie) ยอดนิยมจากญี่ปุ่น สร้างสรรค์ขนมหวานโดยคัดเลือกวัตถุดิบอย่างดีจากแหล่งผลิตทั่วแดนอาทิตย์อุทัย เรียกได้ว่าถ้าใครไปญี่ปุ่นจะต้องหาโอกาสไปชิมให้ได้ และถือเป็นโอกาสดีที่ความอร่อยล้ำของขนมหวานชั้นเลิศ ได้เดินทางมาถึงเมืองไทย ให้สาวกขนมหวานได้ลิ้มลองความหวานหอมที่วะโชกุ แกลเลอรี่ (Washoku Gallery) ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิเซตัน ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อไม่นานมานี้

เล่าย้อนถึงต้นกำเนิดของชาเตอเรเซ่ ร้านขนมญี่ปุ่นแท้ๆ แต่มีชื่อเป็นฝรั่งเศส เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1954 บริเวณแถบภูเขาฟูจิ เมืองคัตสึนุมะ จังหวัดยามานาชิ ที่ซึ่งเป็นแหล่งผลิตองุ่นชื่อดังของประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นแรงบันดาลใจในการก่อตั้งชาเตอเรเซ่ โดยชื่อ Chateraise มาจากคำในภาษาฝรั่งเศส คำว่า Chateau ที่แปลว่า ปราสาท และ Raisin ในความหมาย ปราสาทแห่งองุ่น สัญลักษณ์ต่างๆ ของร้านจึงมีสีม่วงแทรกอยู่

ในญี่ปุ่นนั้นร้านชาเตอเรเซ่ จะเป็นร้านขนมหวานสำหรับซื้อกลับบ้าน และเนื่องจากอยู่มานานถึง 60 ปี รายการขนมจึงหลากหลายกว่า 500 รายการ และเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย รายการขนมหวานถูกคัดเลือกให้เหมาะสมและตามความนิยมของคนไทยเหลือกว่า 100 รายการ การจัดสรรพื้นที่ในวะโชกุ แกลเลอรี่ จึงมีที่นั่งพอสมควร แต่ทั้งหมดยังคงคอนเซ็ปต์ญี่ปุ่น สีเบจ สีขาว สะอาดตา

 

 

ขนมหวานที่เรียงรายในตู้โชว์ ซ่อนความพิถีพิถันของการสร้างสรรค์แต่ละเมนูของชาเตอเรเซ่ เริ่มตั้งแต่การค้นหาวัตถุดิบและเลือกใช้วัตถุดิบชั้นเลิศจากแหล่งผลิตทั่วประเทศญี่ปุ่น วัตถุดิบที่เป็นผลไม้ส่งตรงจากชาวสวนตั้งแต่ฮอกไกโดทางภาคเหนือ ไปจนถึงโอกินาวาทางตอนใต้ โดยมีพื้นที่การผลิตศูนย์กลางอยู่ที่ยามานาชิซึ่งเป็นเมืองที่อากาศดี ล้อมรอบด้วยภูเขา เป็นแหล่งน้ำแร่บริสุทธิ์จากเทือกเขาเจแปนเซาท์แอลป์ ไม่มีกลิ่น หรือรสชาติ ที่จะมารบกวนการเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิต

เพื่อรสชาติขนมหวานที่ดีที่สุด เลือกถั่วแดงต้มในน้ำแร่บริสุทธิ์ จากฮอกไกโด เพิ่มรสชาติความอร่อยของขนมหวาน คัดสรรความอร่อยในแต่ละฤดูกาล นมสดพาสเจอร์ไรซ์อุณหภูมิต่ำ จากนางาโนะ เพื่อให้มั่นใจได้ถึงรสชาติสดใหม่ของไส้ครีม ข้าวสวยหุงสุกใหม่จากยามานาชิ เพื่อให้ได้รสชาติขนมหวานญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ใช้ข้าวสวยหุงสุกใหม่ในการผลิตขนมต่างๆ เช่น ไดฟุกุ เพื่อคงความหอมกรุ่นของกลิ่นข้าวไว้ อัลมอนด์บดใหม่สดวันต่อวัน เพื่อคงความหอมกรุ่นและรสชาติกรอบอร่อย  

 

 

เมนูขึ้นชื่อที่ไม่ควรพลาด เริ่มต้นที่ Fresh Cream Cake ขนมเค้กสตรอเบอร์รี่ เนื้อเค้กเบานุ่มละมุน แต่ละชั้นแทรกด้วยครีมสดหวานมันกำลังดี ชั้นล่างสุดได้ลิ้มรสแยมสตรอเบอร์รี่ หวานน้อย พร้อมลิ้มรสชาติหอมหวานสดอร่อยของสตรอเบอร์รี่ลูกใหญ่เต็มคำ และรสเปรี้ยวของสตรอเบอร์รี่ยังทำให้เรายังรับเค้กได้อีก ส่วนใครที่เป็นช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ ต้องไม่พลาด Gateau Chocolat เค้กช็อกโกแลตชิ้นสี่เหลี่ยม ที่ได้รสดาร์กช็อกโกแลตสุดเข้มข้น

ยังอยู่ที่เค้กสีขาวนวลของ Cream Souffle Cheese Cake ชีสเค้กครีมซูเฟล่ อาจไม่ดึงดูดสายตานัก แต่เมื่อถามถึงความนิยม ขนมหน้าตาธรรมดานี่แหละที่คนกลับมาซื้อซ้ำมากชิ้นหนึ่ง เพราะเนื้อเค้กเนื้อเนียนสูตรพิเศษ หอมหวาน เปรี้ยวนิดๆ ด้วยครีมชีสและเอดัมชีส (Edam Cheese) จากเมืองบริททานี ประเทศฝรั่งเศส แต่นั่นก็ไม่ได้ทำเค้กชิ้นนี้หนักท้องจนเกินไป

 

 

ถึงเมนูที่ต้องรับประทานเย็นๆ Double Fantasy ไส้ครีมเบาเนียนนุ่ม 2 สี สีขาว ทำจากนมสดฮอกไกโด สีเขียว คือครีม มัทฉะ อุจิ จากเกียวโต จับเนื้อพัฟ นุ่มแป้งพัฟบางแต่ไม่แตกง่าย รสชาติไม่หวานมาก ครีมเบาแบบสไตล์ญี่ปุ่น และรสไม่หวานจัด กินแล้วถูกใจ ครีมชาเขียวอุจิ หอมชาเขียวบางๆ อีกไส้ที่ขายดีก็คือ ครีมคัสตาร์ดเข้มข้น ที่ผลิตจากไข่ไก่สดจากฮอกไกโด

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของขนมญี่ปุ่นก็ต้องยกให้ Mochi Cream Cake Strawberry โมจิครีมสตรอเบอร์รี่ ขนมไดฟุกุสตรอเบอร์รี่สูตรพิเศษ สอดไส้ด้วยครีมสด คัสตาร์ด และถั่วแดงเนื้อนุ่มจากฮอกไกโด พร้อมด้วยซอสสตรอเบอร์รี่รสชาติหวานฉ่ำ ถ้าใครยังไม่จุใจตัดหวานด้วยกาแฟดำร้อนหรือเย็น มากินคู่กับขนม อร่อยเข้ากันดี ส่วนใครที่นิยมครีมสด ก็มีเมนูให้ลองอีกมากทีเดียว

สัมผัสสุนทรียรสแห่งความหอมละมุนของขนมหวานชั้นเลิศจากดินแดนอาทิตย์อุทัยได้ที่ชาเตอเรเซ่ ในวะโชกุ แกลเลอรี่ ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิเซตัน ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดทุกวันเวลา 11.00-22.00 น. รู้จักร้านเพิ่มเติม http://www.chateraise.co.jp/global ติดตามโปรโมชั่นต่างๆ ได้ที่ Facebook.com/IsetanThailand หรือโทร. 02-255-9898 – 9 &O5532;

 

‘ซาวอย’ พันช์-บาร์-คาราโอเกะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517517

‘ซาวอย’ พันช์-บาร์-คาราโอเกะ

ไม่ว่าคุณจะเคยมีความทรงจำอย่างไรเกี่ยวกับ “พันช์” และ “คาราโอเกะ” วันนี้บาร์ที่ชื่อ “ซาวอย” จะหยิบยื่นภาพจำใหม่ๆ ซึ่งชวนประทับใจให้ซาวอย เป็นพันช์บาร์และซิงกิ้งรูมส์กำเนิดใหม่ในโครงการ 72 คอร์ทยาร์ด ที่นี่มีเครื่องดื่มพันช์หลากหลายสูตรให้เลือกดื่ม เป็นบาร์ที่เหมาะสำหรับการนัดพบดื่มกินพูดคุยฟังเพลง และโชว์เสียงร้องอย่างเป็นส่วนตัวในห้องคาราโอเกะกับเพื่อนพ้องคนรู้ใจ

เมื่อก้าวย่างเข้าสู่พื้นที่ของ ซาวอย ผู้มาเยือนจะสัมผัสได้ถึงความเท่ของบรรยากาศ งานศิลปะเกี่ยวกับชนเผ่าที่ประดับตกแต่งทั่วร้านก็ชวนมอง ภายใต้สีขรึมและแสงสลัวเหมือนมีบางอย่างชวนค้นหา ซาวอย แบ่งพื้นที่เป็นอินดอร์และเอาต์ดอร์ ทั้งยังมีห้องคาราโอเกะส่วนตัวรวมอยู่ในนั้นด้วย

 

 

พระเอกของ ซาวอย คือ เครื่องดื่มพันช์ ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤตมีความหมายว่า 5 อันมาจากส่วนผสมหลักของเครื่องดื่ม 5 อย่างคือ แอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะรัม) น้ำตาล มะนาว น้ำ (หรือชา) และเครื่องเทศ พันช์เป็นหนึ่งในค็อกเทลที่เก่าแก่ มีมาตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ 17 โดยลูกเรือบริษัทยุโรปได้นำของจากท้องถิ่นซึ่งพวกเขาเดินทางไปถึงอย่างเช่น อินเดีย มาผสมเป็นเครื่องดื่ม ก่อนนำไปเผยแพร่ที่อังกฤษ และเป็นที่รู้จักทั่วโลกในเวลาต่อมา

หลายคนน่าจะเป็นเครื่องดื่มผสมชนิดแรกๆ ที่รู้จัก นับตั้งแต่พันช์แบบม็อกเทลไร้แอลกอฮอล์ใส่โถแก้วใหญ่ไว้ให้เด็กๆ รุมล้อมเวลามีงานต่างๆ กระทั่งโตขึ้นมาเวลาไปปาร์ตี้กับสาวๆ ก็มักมีพันช์เป็นเครื่องดื่มต้อนรับ เครื่องดื่มชนิดนี้เป็นสิ่งคุ้นชินจนถูกละเลย

สำหรับเครื่องดื่มที่ ซาวอย ดูแลโดย นาวิน พิมลรัตน์ บาร์เทนเดอร์ผู้มีประสบการณ์มานานกว่า 10 ปี เขาได้เสนอเครื่องดื่มรสชาติใหม่ๆ โดยมักจะนำคลาสสิกค็อกเทลมาทวิสต์หรือดัดแปลงเพิ่มลูกเล่นลงไป เช่นเดียวกันกับการทำเมนูพันช์ที่แตกต่างออกไป โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม

 

 

พันช์ในกลุ่ม “สเปซ” จะมาแนวอวกาศ มีหนึ่งสูตรที่เรียกว่า ซูเปอร์โนวา ผสมโดยมีแอบซินธ์เป็นหลัก มาเสิร์ฟพร้อมควันฟุ้งกระจาย เมล็ดทับทิมในชามเหมือนการระเบิดของดาวเพื่อสร้างกาแลกซีใหม่ 

แล้วก็ไป “ซี” หรือ ทะเล ซึ่งมี พันช์ชื่อ ไทด์ส ออฟ ฟอร์จูน ที่นำ แซงเกรียคือ ไวน์พันช์ มาปรับเปลี่ยน นอกจากมีไวน์เป็นเบสแล้วยังมีสปิริตซึ่งกลั่นจากลูกแพร์และเครื่องเทศผสม

ในส่วนกลุ่ม “ไวล์ด” มี คาร์โก นัมเบอร์ เซเว่น ซึ่งปรับสูตร อะเพอรอล สปริทซ์ โดยมีนำอะเพอรอลไปอินฟิวส์กับโรสแมรี่ แล้วมาผสมกับเบอร์เบินและน้ำผึ้ง

หมวด “เมาเทน” มีพันช์ที ปาร์ตี้ ผสมด้วยวอดก้า ชาเปปเปอร์มินต์ เนื้อลูกแพร์ อากาเวไซรัป โรยหน้าด้วยเฟรชสเปียร์มินต์

 

 

และ “โอเอซิส” ประกอบด้วยพันช์ชื่อเดียวกับชื่อสถานที่คือ ซาวอย ผสมจากบรั่นดี เวอร์มุธ พีชสแนปป์ น้ำสับปะรดสด เติม สปาร์กลิ้งไวน์ และ คลับโซดา ส่วนพันช์ที่นำชื่อเกาะอย่าง โบรา โบร่า มาตั้ง ได้จากไวน์ที่เคี่ยวกับสับปะรดและพริกไทยแล้วนำไปอินฟิวส์กับคอนญัก

พันช์แต่ละตัวเสิร์ฟในโบวล์ขนาดใหญ่ มีขนาดที่แชร์กันได้ ทั้ง 4, 8 หรือ 12 คน แต่ถ้าหากจะลองเป็นแก้วก็มีให้เลือกเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้นที่นี่ยังคลาสสิกค็อกเทล สปิริต ไวน์ และเบียร์ ให้เลือก ในส่วนของอาหารนั้น ลูกค้าซาวอยสามารถเลือกสั่งอาหารจากร้านอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ 72 คอร์ทยาร์ด อย่างเช่น ทาปาสบาร์อย่าง โทโร หรือ ร้านอาหารเม็กซิกัน-ทูเช่ ออมเบร รวมทั้งอาหารจากร้านสไตล์ญี่ปุ่น-ลัคกี้ ฟิช เป็นต้น

สำหรับหนุ่มสาวผู้ต้องการปลดปล่อยตัวเองผ่านทางการร้องเพลงก็พลาดไม่ได้ที่จะต้องไปเยือนซิงกิ้งรูมส์ของ ซาวอย ไม่ว่าคุณจะถนัดป๊อป ร็อก ฮิปฮอป อาร์แอนด์บี ฯลฯ อยากจะร้องเพลงไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น หรือ เกาหลี ก็มีให้เลือกนับหมื่นๆ เพลง ถ้าร้องจนหมดเสียงแล้วจะเปลี่ยนไปเปิดถ่ายทอดสดกีฬาดูก็ยังได้

ห้องคาราโอเกะของ ซาวอย แบ่งออกเป็นห้องขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ จุคนได้ตั้งแต่ 10 15 และ 20 คน ค่าห้องไม่คิดเพิ่ม เพียงแค่ใช้จ่ายที่นี่ตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป (2,000 บาทขึ้นไปสำหรับวันสุดสัปดาห์) ก็มีสิทธิใช้ห้องคาราโอเกะได้ (รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามที่ร้าน) ซาวอย ตั้งอยู่ชั้น 1 ของ 72 คอร์ทยาร์ด ซอยสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) โทร. 02-392-7636 หรือ FB: barsavoybkk และ IG: barsavoy เปิดทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึงดึกดื่น

และ “ซาวอย” จะมอบภาพและความทรงจำใหม่ๆ เกี่ยวกับ “พันช์” และ “คาราโอเกะ” ให้กับทุกคน &O5532;

 

เอ็นกาหวะ อร่อยละลาย (ในปาก)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517512

เอ็นกาหวะ อร่อยละลาย (ในปาก)

ปลาฮาลิบัต (Halibut) นับเป็นหนึ่งในเมนูอาหารที่ขึ้นชื่อ โดยเฉพาะในอาหารตะวันตก ชื่อของปลา แปลตรงตัวว่า ปลาตัวแบนอันศักดิ์สิทธิ์ (Hali = Holy และ Butt = Flat Fish) เนื่องเพราะมีที่มาจากความนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารเพื่อเฉลิมฉลองวันสำคัญทางศาสนาในอังกฤษ นับตั้งแต่ปี 1941 ซึ่งก่อนหน้านั้นในประวัติศาสตร์ ปลาฮาลิบัต นับเป็นวัตถุดิบสำคัญในอาหารของชนพื้นเมืองอเมริกันและแคนาดา และ ณ ปัจจุบัน ก็กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจของคนแถบนั้นด้วย

ค่าที่ปลาตัวแบนชนิดนี้มีก้างน้อย ทว่าเต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร ฮาลิบัต จึงเป็นปลายอดนิยมของผู้ชื่นชอบรับประทานปลา โดยมักจะนำมาอบ, ทอด หรือย่าง แต่ไม่นิยมรมควัน เพราะจะไม่เหลือเนื้อปลาให้รับประทานกัน เนื้อขาวๆ ของฮาลิบัตมีไขมันน้อยมาก จึงเป็นที่ชื่นชอบของคนรักสุขภาพ

สำหรับแวดวงอาหารญี่ปุ่น ปลาฮาลิบัตนั้น ไม่ใช่คนอื่นไกลเลยสำหรับเมนูซูชิ (Sushi) หรือข้าวปั้น หนึ่งในซิกเนเจอร์ดิชของอาหารแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งนอกจากเนื้อขาวๆ ของปลาตัวแบนที่นิยมนำมาทำเป็นซูชิ โดยเฉพาะตามร้านประเภทโอมากาเสะ (Omagase) ทั้งหลายแล้ว ชาวญี่ปุ่นยังค้นพบว่า เนื้อบริเวณครีบ (Dorsal Fin) ของปลาฮาลิบัต สุดแสนจะรสชาติอร่อยล้ำ จึงนิยมนำมาทำเป็นเมนูซูชิด้วยเช่นกัน

ชาวญี่ปุ่นเรียกเนื้อบริเวณนี้ว่า เอ็นกาหวะ (Engawa) นับเป็นเนื้อในส่วนที่พิเศษสุดๆ ของปลาฮาลิบัต ถ้าเปรียบได้ก็ประมาณ ฟิเลต์ มียง (Filet Mignon), ชาโตบริยองด์ (Chateaubriand) หรือเทนเดอร์ลอยน์ (Tenderloin) ในเนื้อวัว หรือถ้าเทียบกับปลาด้วยกัน เอ็นกาหวะ ก็เปรียบดังส่วน โทโร่ (Toro) หรือส่วนท้องที่อร่อยสุดๆ แพงสุดๆ ของปลาทูน่า (Tuna) นั่นเอง

ฮาลิบัต คือปลาตัวแบนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด จึงมีส่วนของครีบแสนอร่อย อย่าง เอ็นกาหวะ ไว้ให้ได้ลองลิ้มชิมรสกัน หากใครได้ไปเยือนญี่ปุ่น ร้านซูชิทุกร้านจะต้องมีหน้าเอ็นกาหวะเสิร์ฟให้ได้ลิ้มลองกัน ซึ่งหลายๆ คนก็อาจจะเคยลองแล้ว ขณะที่ใครที่ยังงงๆ อยู่ ลองเข้าไปดูในยูทูบ (https://www.youtube.com/watch?v=oWX9h1RNv0g) ที่แสดงการแล่ปลาฮาลิบัตสำหรับทำซูชิ ส่วนเอ็นกาหวะจะอยู่ตอนท้ายสุดของวิดีโอ แล้วจะถึงบางอ้อว่าเนื้อแสนอร่อย ละลายในปากนี้ อยู่ตรงส่วนไหนของตัวปลากันแน่

เอ็นกาหวะ มีความหมายว่า ครีบที่ค้นพบด้วยความบังเอิญ (Fluke Fin) ซึ่งคงมีความเป็นมาเป็นไปตามนั้นจริงๆ เชฟซูชิบางคนเรียกเอ็นกาหวะว่าเป็นเนื้อแสนล้ำค่า (Caviar of Meat) สามารถนำมาทำเป็นเมนูซูชิแสนอร่อยได้ง่ายๆ ด้วยรสชาติที่อร่อยล้ำในตัวของมันเอง

โดยส่วนตัวแล้ว เอ็นกาหวะ มีความกรุบกรอบ เป็นเนื้อส่วนที่มีอะไรให้เคี้ยว และรสสัมผัสนั้นสุดแสนจะแตกต่างจากเนื้อปลาฮาลิบัติ ซึ่งไขมันน้อยถึงแทบไม่มีเลย แต่ไขมันปลาได้มารวมตัวกันอยู่ที่บริเวณ เอ็นกาหวะ นี่เอง (แน่นอนว่าอุดมไปด้วยโอเมก้า 3)

ว่ากันว่า หากตักเอ็นกาหวะเข้าปากแล้วเคี้ยวไปเรื่อยๆ จะได้รสชาติที่หลากหลาย และจะอร่อยขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อยากจะหยุดรับประทานกันเลยทีเดียวล่ะ

นอกจากรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว เอ็นกาหวะ ยังมีรูปร่างอันแตกต่างไม่มีใครเหมือน มองไกลๆ นึกว่าเนื้อปลาหมึกขาวจั๊วะ เมื่อวางอยู่บนข้าวซูชิจะมีร่องลายเป็นซี่ๆ จากเอกลักษณ์ความเป็นครีบในของปลา เอ็นกาหวะเหมาะกับการนำไปปิ้งย่าง แต่ทางที่ดีใช้วิธีทอร์ช (Torch) หรือเอาไฟมาลนให้พอหอมๆ ก็อร่อยล้ำเกินจะบรรยาย

ในญี่ปุ่น เอ็นกาหวะ นิยมนำมาทำเป็นเมนูซาชิมิ เสิร์ฟพร้อมข้าวญี่ปุ่นและซุปมิโสะ เช่นเดียวกับการนำมาเป็นหน้าของข้าวปั้นซูชิ เสิร์ฟมาพร้อมข้าวปั้นหน้าอื่นๆ เพื่อเสริมรสชาติกันและกันและเพื่อความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ข้าวปั้นหน้าแซลมอน, กุ้งหวาน, ทูน่า, วางุหรือปลาหมึก ก็ตาม

เอ็นกาหวะ ยังนิยมนำมาทำเป็นเมนู นิกิริ หรือข้าวม้วนสาหร่าย โดยอาจจะเพิ่มเติมเอาวัตถุดิบอื่นๆ มิกซ์ แอนด์ แมตช์ เข้าไป เช่น อูนิ แต่จะว่าไป แค่ เอ็นกาหวะ อย่างเดียวก็รสชาติเอาอยู่แล้ว

สำหรับที่บ้านเรา เห็น เอ็นกาหวะ ซูชิ เสิร์ฟอยู่ที่ห้องอาหารญี่ปุ่น ทาคูมิ โรงแรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ ห้องอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม หนึ่งเดียวในใจกลางธุรกิจย่านรัชดาภิเษก ที่เพิ่งปรับโฉมใหม่ในรูปลักษณ์ที่ทันสมัย เรียบหรู ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ภาพลักษณ์ใหม่ที่ไฉไลและเมนูใหม่ที่ยอดเยี่ยม – Great New Look and Great New Menu”

ใครอยากกิน เอ็นกาหวะ ซูชิ สามารถมารับประทานแบบบุฟเฟ่ต์ตามสั่ง (A La Carte Buffet) ที่มีให้เลือกอิ่มได้แบบไม่อั้น อยากรับประทานเมนูญี่ปุ่นอะไร ก็เลือกอร่อยกันอย่างเต็มที่ ทั้งซูชิและซาชิมิ ที่จะมีเชฟพร้อมให้บริการทำข้าวปั้นสารพัด ส่วนปลาดิบก็สั่งตรงมาจากต่างประเทศโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอน ปลาซาบะ ปลาไท้ ปลากะพงเนื้อนุ่ม ปลาหมึกยักษ์ ปูอัด ไข่กุ้ง และแน่นอน เอ็นกาหวะ พระเอกของงานด้วย หรือไม่อยากกินเยอะๆ จะสั่งน้อยๆ แบบ อะลาคาร์ต ก็ได้ไม่ว่ากัน

ห้องอาหารญี่ปุ่นทาคูมิ เปิดให้บริการทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. A La Carte Buffet ท่านละ 790 บาท++ และมื้อค่ำ เวลา 18.00-22.30 น. ท่านละ 890 บาท++ รายละเอียดเพิ่มเติม และสำรองที่นั่ง โทร. 02-694-2222 ต่อ 1560 สำหรับเมนูเอ็นกาหวะ ซูชิ ให้บริการเฉพาะบุฟเฟ่ต์ตามสั่งสำหรับมื้อค่ำเท่านั้น

ลอง เอ็นกาหวะ สักคำ รับรองว่าจะประทับใจไม่รู้ลืม &O5532;

 

J-Cruises 20

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517831

J-Cruises 20

หลังเรือออกจากท่า Kochi ได้ไม่นาน ผมก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหญ่เพื่อไปกินข้าวมื้อหรูที่ห้อง Sabatini’s  ห้องอาหารระดับซิกเนเจอร์ของเรือ Princess ทุกลำ เรืออเมริกันแต่โดดเด่นด้วยอาหารอิตาเลียน โดยเฉพาะเมนูพาสต้าที่ทำเส้นกันสดๆ บนเรือ รังสรรค์โดยเชฟ Angelo Auriana เชฟอาหารอิตาเลี่ยนแถวหน้าของอเมริกาผู้ร่วมก่อตั้งร้านอาหาร The Factory Kitchen และ Offcine Brera ในเมืองลอสแองเจลิส มีดีกรีระดับนี้การันตีถ้าไม่กินน่าเสียดายแย่ พอถึงเวลานัดหมาย 6 โมงตรง ผมไม่กล้าสายกลัวที่จะหลุดเพราะห้องนี้จุได้ไม่เยอะ กะด้วยสายตาน่าจะมีราวๆ 40 ที่นั่ง ผมเลือกโต๊ะกลมกลางห้องที่ดูหรูหราที่สุดให้สมกับมื้อพิเศษในค่ำคืนนี้ Mr.Sabino ผู้จัดการห้องอาหารมาต้อนรับและพาไปส่งยังที่นั่งด้วยตัวเอง หลังจากทักทายกันประหนึ่งสนิทกันมานานแล้วก็หยิบเมนูมาให้เลือก ดูไปดูมาสุดท้ายเราใช้แนวทางเดิมคือส่งมอบความไว้วางใจให้คุณ Sabino เลือกเมนูที่น่ากินมาให้

ระหว่างรออาหารจานหลักขอเตร็ดเตร่ไปดูครัวเสียหน่อย เขาจัดห้องครัวแบบเปิดสำหรับปรุงอาหารง่ายๆ อย่างซุป สลัด พาสต้าให้เห็นเป็นการเรียกน้ำย่อยกลายๆ ผมนี่ดูเพลินเลย พอกลับมานั่งที่โต๊ะคุณ Sabino เอาน้ำมันมะกอกแบบ Extra-virgin พร้อมน้ำส้ม Balsamic มารินใส่จาน กินคู่กับขนมปังกรอบแท่งยาว กรุบกริบๆ ไปได้สักพัก อาหารเรียกน้ำย่อยจานแรกก็มาเสิร์ฟ เป็นพาร์มาแฮมสไลด์บางวางมาบนขนมปังกรอบคล้ายแคร็กเกอร์ พร้อมเครื่องเคียงมะกอกเขียวและดำแยกถ้วยมา เนื้อแฮมจากขาหลังของหมูดำนี่อร่อยมาก ยิ่งกินกับขนมปังกรอบยิ่งกลมกล่อม อาจจะขัดกับความคุ้นชินของหลายท่านที่ชอบทานพาร์มาแฮมกับเมล่อน กินสลับกับมะกอกดองตัดรสเค็มได้เป็นอย่างดี จานต่อมาเป็นชีสสดทำมือก้อนเท่ากำปั้นเด็กวางมาบนมะเขือเทศคาปาโช เห็นตอนแรกตกใจมากทำไมชีสมันใหญ่ขนาดนี้ดูท่าจะไม่รอด ลองฝานชีสดูปรากฏว่านุ่มมากเพราะเนื้อครีมยังไม่เกาะตัวกันดี มันเป็นอย่างนี้นี่เองที่ในเมนูเขียนไว้ว่า hand-formed cow’s milk cheese with creamy lava center กินคู่กับมะเขือเทศฝานบางชุ่มด้วยน้ำส้มสายชูผสมน้ำมันมะกอกกับเกลือและพริกไทย สุดท้ายหมดเกลี้ยงทั้งจานครับ ตามติดมาด้วย Calamari Fritti หมึกชุบแป้งทอดเสิร์ฟมาในภาชนะรูปกรวยดูเก๋ไก๋กว่าใส่จาน เนื้อหมึกกรอบหยุ่นที่ผิวนอกบวกความนุ่มหนึบของเนื้อในอร่อยได้โดยไม่ต้องจิ้ม แต่ก็มีครีมซอสรสกระเทียมและเลม่อนจัดเคียงไว้ให้ในกรณีต้องการเพิ่มรสชาติ เบรกคอร์สแรกด้วยซุปใสรสกลมกล่อมทำจากถั่วและหอยแมลงภู่เพื่อเตรียมรับรสชาติถัดไป ที่ว่ามาทั้งสี่จานเป็นแค่เมนูเริ่มต้นเท่านั้น แอบรำพึงรำพันกับตัวเองว่า จะยืนระยะถึงของหวานได้มั้ยหนอ

จานถัดมาพาสต้าที่ถือว่าเป็น Signature ของเรือ Princess เลยก็ว่าได้ มี 3 เมนูให้เลือก ตอนไปส่องที่ครัวเห็นผู้ช่วยเชฟปรุงอาหารทะเลในซอสมะเขือแล้วอยากกินมากเลยจิ้มตัวนี้ไป Spaghetti allo Scoglio ปกติผมไม่ค่อยชอบพาสต้าคลุกซอสมะเขือเทศ แต่จานนี้บอกเลยว่าโดนมากๆ ซอสมาแบบขลุกขลิกอัตคัดนิดๆ แต่ซีฟู้ดนี่นำเส้นมาเลยทั้งกุ้งและสารพัดหอย บอกแบบไม่อายเลยว่า อร่อยจนอยากเลียจาน อยากสั่งซ้ำอีกที่แต่ต้องเก็บท้องไว้ให้อาหารจานหลัก ในราคาที่จ่ายเพิ่มประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐ สามารถสั่งเมนคอร์สได้หนึ่งอย่างจาก 6 เมนู แต่ถ้าอยากลองมากกว่าหนึ่งก็ต้องเพิ่มอีก 10 ดอลลาร์/เมนู ไล่ๆ แล้วอยากกินหมดเลย สุดท้ายก็มาจบที่เนื้อจนได้ สเต๊กเนื้อขนาด 10 ออนซ์ กำลังดีราดด้วยซอสปรุงรสทำจากกระเทียมและน้ำมันมะกอกเพิ่มรสชาติให้จัดจ้านขึ้น เป็นอีกเมนูที่ตอกย้ำว่าถ้าเป็นเรื่องเนื้อเรือ Princess ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

อันที่จริงควรจะจบที่จานเนื้อ แต่พอดีว่าคืนนี้ที่ห้องอาหารหลักทั้ง 5 ห้อง มีเมนูพิเศษคือล็อบสเตอร์ คุณซาบีโน่ไม่อยากให้เราเสียโอกาสเลยไปสอยมาเพิ่มให้เรา กลายเป็นเมน 2 จาน ก่อนจัดการจานนี้ขอลุกไปเดินเขย่าจัดพื้นที่ในกระเพาะแป๊บ หลังจากปลดตะขอกางเกงเรียบร้อยก็ได้เวลาละเลียด บอกตรงๆ ว่าไม่ได้คาดหวังเท่าไหร่ ด้วยปรามาสว่ามันคือเมนูที่บริการทุกคน จึงต้องออกแบบการปรุงสำหรับคนหลักพันที่ไม่สามารถใส่รายละเอียดได้มากเท่ากับทำทีละจาน แต่เพราะไม่คาดหวังจึงสมหวัง เนื้อล็อบสเตอร์ดีเกินคาด มั่นใจว่าไม่ใช่ล็อบสเตอร์สดแต่รสสัมผัสใกล้เคียงกับความสดมาก ยังคงรักษาแรงดีดสะท้อนเวลาเคี้ยวไว้ได้เยอะอยู่ ไม่นุ่มเละเหมือนร้านอาหารหรือโรงแรมบางแห่ง จานนี้ต้องขอชมเชฟใหญ่ที่หาวิธีบริหารจัดการรสชาติและความสดไว้ได้อย่างน่าประทับใจ ถ้าไม่ได้กินคงเสียดายแน่และถึงแม้อิ่มจะแย่ แต่เมื่อเห็นเมนูของหวานก็อดไม่ได้ต้องลองชิม ลังเลเลือกไม่ได้ระหว่างช็อกโกแลตกับเค้กมะนาวจนคุณซาบีโน่บอกยูไม่ต้องเลือกเดี๋ยวไอยกมาให้ทั้ง สองอย่าง ว่าแล้วก็หันไปสั่งบริกรให้จัดมา ผมว่านี่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของการมาล่องเรือสำราญ คือไม่มีการหวงเรื่องกิน มีความสามารถแค่ไหนสั่งได้เต็มที่ และพนักงานก็ไม่มีทีท่าอิดออด มีแต่เชียร์ให้กินโน่นนี่นั่นไม่หยุดหย่อน คุ้มค่ามากๆ ครับ

หลังจากร่ำลาคุณซาบิโน่ที่มาจับมือแล้วจับมือเล่าพร้อมย้ำให้ผมจำชื่อเขาให้ได้ ก็ต้องไปหากิจกรรมทำเสียหน่อย กลับห้องตอนนี้มีสิทธิเป็นกรดไหลย้อน เปิด Patter ดู หนังกลางแปลงคืนนี้ฉายเรื่อง The Lego Batman Movie ดูจะไม่เหมาะนัก มีอีกกิจกรรมที่น่าสนใจคือ Rock n’Roll Dance Party ที่โถงอเนกประสงค์ชั้น 5 ไปฟังเพลงยุค 50-60 เสียหน่อยดีกว่า นักท่องเที่ยวอยู่กันไม่น้อยและมีคนร่วมเต้นอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ได้ยินเพลง Jive แล้วขาแข้งมันพลอยขยับโดยไม่รู้ตัว แน่ะ! มีคนเต้นนำให้ด้วย คุณป้าที่ยืนด้านข้างรวมทั้งเด็กๆ ที่อยู่ด้านหน้าต่างพากันขยับ จะมัวรออะไรก็เต้นสิครับ ไม่ต้องอายใครเพราะมีแต่คนต่างชาติ การเต้นเป็นการปลดปล่อยอย่างหนึ่งซึ่งไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่น้อย ได้ทั้งความสนุกและความสุข ไม่ใช่เพราะชอบเต้นแต่เป็นเพราะได้สลายความเป็นชนชาติเหลือแต่ความบันเทิงที่ไม่ได้ปิดกั้นว่าเราและเขาเป็นใคร อาหารค่ำทำให้อิ่มรสสัมผัสแต่การเต้นในคืนนี้ทำให้อิ่มใจ อยู่เมืองไทยไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำแบบนี้ เป็นค่ำคืนที่ดีจริงๆ ครับ

 

ร้านต้องห้าม (พลาด) ห่านพะโล้ท่าดินแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517509

ร้านต้องห้าม (พลาด) ห่านพะโล้ท่าดินแดง

ร้านอาหารห่านพะโล้ท่าดินแดง ท้าให้นักกินนักดื่มทั้งหลายลองทายกันดูว่า ร้านอาหารแห่งนี้เปิดดำเนินกิจการมากี่ปีแล้ว คำตอบก็คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2464 ขอให้ไปกดเครื่องคิดเลขกันดูด้วยตัวเอง อะไรหนอที่ทำให้ห่านพะโล้ท่าดินแดงอยู่ยงคงกระพัน ชื่อเสียงเรียงนามและความอร่อยอยู่คู่นักกิน (ห่าน) มาเกือบ 100 ปี อยากรู้ต้องตามไปชิมเสียแล้ว

สุรศักดิ์ ใช่วิวัฒน์ ทายาทรุ่นที่ 3 เล่าว่า อากง “เจียบหงี แซ่ฉั่ว” ผู้หอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีนนั่นเองที่เป็นเจ้าของสูตร อากงขึ้นเรือที่ท่าดินแดง ปักหลักตั้งรกรากอยู่ที่นี่ เมื่อแรกขึ้นฝั่งก็ทำงานเป็นกรรมกรแบกหามทั่วไป แต่นั่นก็เป็นตอนก่อนที่อากงจะเห็นห่านตัวแรกในเมืองไทย

 

“อากงมาจากซัวเถา สูตรห่านพะโล้ของเรามาจากที่นั่น โดยเป็นสูตรเก่าแก่ของตระกูลมาแต่ดั้งเดิม ต่อมาได้ปรับให้คุ้นกับลิ้นและความชอบของคนไทย ซึ่งก็ทำได้สำเร็จเพราะคนไทยบอกกันปากต่อปาก จากหาบเร่ขายห่านพะโล้ จนเก็บหอมรอมริบซื้อห้องแถวได้” สุรศักดิ์เล่า

ไม่คิดว่าเมืองไทยจะมีสัตว์ชนิดนี้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมอากงจึงดีใจเมื่อได้เห็นห่านตัวแรก ก็เพราะห่านตัวนั้น ที่จุดประกายให้อากงคิดได้ว่า จะทำมาหากินอะไร ได้ตั้งตัวตั้งหลัก ยึดเป็นสัมมาอาชีพขายห่านพะโล้ ก่อร่างสร้างตัวมาจนรุ่นลูกรุ่นหลาน  

จากซัวเถาถึงท่าดินแดง จากรุ่นอากงก็ตกมาถึงรุ่นพ่อ และจากรุ่นพ่อก็ตกมาถึงรุ่นลูกของพ่อ ขยายสาขาออกไปรวม 4 สาขา สาขาตลาดท่าดินแดง (ย้ายมาจากแห่งแรกที่ท่าดินแดง) สาขาพัฒนาการ สาขาลาดพร้าว 35/1 และสาขาบรรทัดทอง

 

 

นอกจากนี้ ยังเปิดบูธที่เซ็นทรัลชิดลม รวมทั้งเตรียมทยอยเปิดบูธอีกหลายแห่ง ได้แก่ ต้นเดือน ต.ค. ที่คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กลางเดือน พ.ย. ที่สยามพารากอน และเร็วๆ นี้ที่ปอยเปต สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา

สิ่งที่ทำให้ห่านพะโล้ท่าดินแดง ดำรงชื่อเสียงความอร่อยมาจนถึงทุกวันนี้ คือความอร่อย และการรักษาคุณภาพ สุรศักดิ์เล่าว่า พ่อของเขาเคยให้หลักการทำร้านอาหารว่า “ถ้าไม่ดี ไม่ต้องทำ” นั่นหมายถึงพันธกิจในฐานะของผู้สืบสาน ถ้าทำไม่ดีหรือไม่ทำจนสุดความสามารถ ก็ไม่ทำเสียดีกว่า

“เราคัดห่านที่มีคุณภาพ คุณภาพต้องดีนี่คืออันดับแรก เรารับซื้อห่านจาก 2 แหล่งเท่านั้น คือที่อยุธยาและที่นครปฐม ห่านจะต้องมีอายุ 4-4 เดือนครึ่ง น้ำหนัก 4 กิโลกรัมครึ่งหรือไม่เกิน 5 กิโลกรัม สูตรพะโล้เก่าแก่ของตระกูล ทำอย่างพิถีพิถัน”

 

 

มิน่าเล่า ห่านพะโล้ท่าดินแดงจึงอร่อยมากแค่กินคำแรกก็รู้ได้ถึงความตั้งใจของผู้ทำอาหาร ส่งต่อความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่น ห่านพะโล้ที่ดีจะต้องเป็นอย่างไร คงต้องลองมากินให้รู้ด้วยตัวเอง ไม่เพียงห่านพะโล้รสเลิศ ที่นี่ยังมีตับห่านผัดพริกไทยดำ เป็ดย่างหนังกรอบ ที่ทำแบบเป็ดปักกิ่ง หนังกรอบมาก กินแล้วต้องร้องว้าวก็แล้วกัน

อย่าลืมสั่งมากินด้วยคือกะหล่ำปลีทอดน้ำปลา ต้มจืดมะระซี่โครงหมู ต้มจืดหัวไชเท้าซี่โครงหมู และแกงจืดเต้าหู้หมูสับ ซดร้อนๆ กินกับห่านพะโล้รสละมุนถือว่าสุดยอดที่สุด ข้าวหอมมะลิเป็นออร์แกนิกที่คิดและทำเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค

“จะสั่งกลับบ้านก็วางใจได้ เพราะที่นี่ไม่ใช้โฟม แต่ใช้แพ็กเกจจิ้งที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ สุขภาพของลูกค้าเป็นเรื่องที่เรายึดถือที่สุด”

อยากกินห่านพะโล้ท่าดินแดง เชิญได้ที่สาขาใกล้บ้าน หรือโทร.สั่งที่ 02-938-3990-1 สั่งผ่านไลน์แมนก็ไม่ผิดกติกา เข้าไปดูเมนูอร่อยที่ http://www.hanpalo.com &O5532;

 

ร้านกาแฟ อินดี้ มีเอกลักษณ์ที่รสชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 09:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/517669

ร้านกาแฟ อินดี้ มีเอกลักษณ์ที่รสชาติ

โดย ทีมข่าวหุ้น-ตลาดทุน ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

 ภายในตึกเอ็มไพร์ สาทร เป็นสำนักงานให้เช่าของบริษัทจำนวนมาก มีร้านเชนกาแฟแบรนด์ใหญ่ระดับโลกและเจ้าใหญ่ของไทยหลายรายเปิดให้คอกาแฟเข้ามาใช้บริการ แต่ที่ชั้น M2 มีร้านกาแฟชื่อ “Coffee is indy cafe” ที่เปิดมา 3 ปี มีเวลาเปิดบริการตั้งแต่เวลา 07.00-17.00 น.

 เจ้าของร้านคือ ปราง-กุลนัณน์ ลิมปปิโรจนฤทธิ์ วัย 35 ปี ผู้รักการดื่มกาแฟและรักการทำขนมมาเปิดร้านไม่ใหญ่โต แต่มีขาดื่มประจำที่เข้ามาเป็นลูกค้าประจำทุกวัน มียอดขายเฉลี่ยถึงหลักหลายร้อยแก้วต่อวัน ด้วยพนักงานทั้งหมดเพียง 4 คน

เอกลักษณ์สำคัญของร้านคือ การทำแบบ “โฮมเมด” ทุกอย่าง ตั้งแต่การคัดเมล็ดกาแฟจาก 3 แหล่ง มาคั่วผสมเอง เพื่อตอบโจทย์สูตรกาแฟที่คิดเอง โดยเฉพาะการชงกาแฟของร้านทั้งแบบเย็น หรือร้อนให้อร่อยตามคาแรกเตอร์ที่วางไว้ ทำให้รสชาติกาแฟของร้านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทุกเมนูเครื่องดื่มและของหวาน

 เช่นหนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์คือ คอฟฟี่โซดา ซึ่งใช้โซดาชงกับกาแฟที่มีสูตรที่คิดขึ้นมาเอง อีกเมนูของหวานคือไอศกรีมราดด้วยช็อตกาแฟ

ก่อนที่จะมาเปิดร้านนี้มีงานพิเศษอยู่แล้วและยังทำอยู่ถึงปัจจุบันคือ การเป็นที่ปรึกษาให้ผู้ที่ต้องการเปิดร้านกาแฟ

 นอกจากขนมหรือเบเกอรี่ ทุกอย่างในร้านยังทำเองทั้งหมด เริ่มจากเค้กกล้วยหอมที่ราคาเริ่มต้นเพียงชิ้นละ 25 บาท ที่ขายหมดทุกวัน อีกทั้งมีเมนูอื่นๆ เช่น วาฟเฟิล บราวนี่ ขนมอื่นๆ รวมถึงชุดเซตของหวานระดับราคา 150 บาท สามารถกินคู่กับกาแฟและเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ที่ทางร้านคิดสูตรเอง

“แม้ร้านนี้จะเป็นอินดีเพนเดนต์ คาเฟ่ แต่ไม่ได้ทิ้งเรื่องมาตรฐาน เพราะอีกงานที่ทำอยู่ด้วยคือการให้คำปรึกษาฝึกอบรมให้กับธุรกิจกาแฟด้วย ดังนั้น ทุกช็อตกาแฟมีความสำคัญ ถ้าไม่ได้มาตรฐานต้องทิ้งทันที”

 หลังจากร้านกาแฟแห่งแรกนี้ประสบความสำเร็จ ก็เริ่มวางแผนที่จะเปิดร้านกาแฟแห่งที่ 2 ยังคงเน้นในทำเลย่านออฟฟิศสำนักงาน เพราะเป็นสถานที่ที่มีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่แพร่หลายกว่าทำเลอื่น

 

94 Coffee ครบเครื่องในรูปแบบคาเฟ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/516231

94 Coffee ครบเครื่องในรูปแบบคาเฟ่

ภาพ : ณัฐพล โลวะกิจ

หลายคนคงคุ้นเคยกับรสชาติกาแฟของร้าน ‘94°Coffee’ ที่มีให้เลือกสรรและเปิดเอาใจลูกค้ามาเป็นเวลานาน แต่ครั้งนี้ได้ขยับขยายไลน์เมนูเพิ่มมากขึ้นโดยมีการเสิร์ฟเมนูเบเกอรี่ อาหาร พร้อมสร้างวัฒนธรรมการกินกาแฟแบบใหม่ โดยเริ่มที่สาขาโกลเด้น เพลซ ถ.ประดิษฐ์มนูธรรมเป็นที่แรก กับสไตล์การตกแต่งร้านที่ฉีกออกจากรูปแบบเดิมๆ เป็นห้องนั่งเล่นเรียบหรู สไตล์อิตาเลียนภายใต้คอนเซ็ปต์ Simply-Luxury Living Room เน้นโทนสีแดงตามโลโก้สัญลักษณ์เป็นหลัก

 

 

เปิดไลน์เมนูใหม่ทั้งทีขอเริ่มต้นกับอาหารที่ได้เชิญ เชฟตูน-ธัชพล ชุมดวง เชฟหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีไลฟ์สไตล์ที่เหมาะกับภาพลักษณ์ของร้านและเชี่ยวชาญในเรื่องอาหาร มาออกแบบและปรุงเมนูต่างๆ ให้เริ่มที่ Egg Benedict With Smoked Salmon (310 บาท) ขนมปัง Sourdough English Muffin ทำเองกรอบนุ่ม เสิร์ฟกับ Poached Egg กินกับแซลมอนรมควัน ร็อกเกตสลัด เพิ่มรสชาติด้วยซอสสูตรเฉพาะของร้าน Spicy Salted Egg Carbonara (225 บาท) เส้นเฟตตูชินี เคล้ากับซอสคาร์โบนาร่ามีความมันของไข่แดงเค็มปั่นทำเป็นซอสในสไตล์ฟิวชั่น โรยด้วยพาร์เมซานชีส Pulled Pork Waffle (200 บาท) วาฟเฟิลสูตรต้นตำรับเสิร์ฟกับหมูอบซอสบาร์บีคิว เพิ่มความจัดจ้านด้วยซอสไทย-เกาหลี

 

 

เพิ่มความสดชื่นด้วยเครื่องดื่ม Rose Raspberry Snowberg และ Lemon Honey Snowberg (150 บาท) หรือจะสั่งเป็นชุด Grand Set (495 บาท) จิบน้ำชายามบ่ายกับขนม 5 อย่าง จะเลือกเป็นเครื่องดื่ม 2 แก้วหรือเป็นชาก็ได้

ตบท้ายด้วยขนมหวาน Strawberry Croissant Pudding (195 บาท) ครัวซองต์พุดดิ้งผสมซอสสตรอเบอร์รี่ ในรสชาติเปรี้ยวอมหวานกินคู่กับไอศกรีมวานิลลา Flourless Chocolate Cake (210 บาท) เค้กช็อกโกแลตไร้แป้งได้รสสัมผัสช็อกโกแลตเต็มๆ กินคู่กับไอศกรีมวานิลลา &O5532;

ร้านเปิดบริการทุกวัน เวลา 07.00-20.00 น. โทร. 02-934-4076

ราคาต่อหัว 200-500 บาท