สนช.ยื่นตีความ เสี่ยงทายยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 มี.ค. 2561 เวลา 21:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/544526

สนช.ยื่นตีความ เสี่ยงทายยื้อเลือกตั้ง

การยื่นเสี่ยงทายไปยังศาลรัฐธรรมนูญย่อมเป็นประโยชน์แก่ สนช.และ คสช.ทุกด้าน

*****************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พลิกไปพลิกมาจริงๆ สำหรับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เกี่ยวกับเรื่องร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

เมื่อครั้ง สนช.ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายทั้งสองฉบับด้วยคะแนนท่วมท้น สมาชิก สนช.หลายคนต่างออกมายืนยันและมั่นใจว่าไม่จำเป็นต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ เพราะสิ่งที่ สนช.ได้ให้ความเห็นชอบไปนั้นถูกต้องแล้ว

แต่เวลาผ่านมาอีกสักระยะ ท่าทีที่เคยแข็งกร้าวกลับอ่อนลงอีกครั้ง หลังจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์”ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมาเตือนเสียงดังๆ อีกครั้งว่าร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ

“จะทำความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับให้ประธาน สนช.พิจารณา เนื่องจากมีข้อกังวลกรณี 1.ห้ามคนไม่ไปเลือกตั้งเป็นข้าราชการการเมือง 2.การให้เจ้าหน้าที่ช่วยผู้พิการลงคะแนน และ 3.การแยกผู้สมัคร สว.เป็นสองประเภท แบบอิสระและองค์กรจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

สนช.ดำเนินการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตอนนี้ จะไม่กระทบกับโรดแมป แต่หากปล่อยไปจนถึงเลือกตั้ง สว.ไปแล้วมีคนไปยื่นร้องและศาลบอกไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะกระทบต่อโรดแมปทันที กระบวนการที่อยากให้เร็วมันจะล้มทั้งยืน ทุกอย่างต้องเริ่มใหม่หมด ต้องเริ่มนับหนึ่ง เขียนกฎหมายกันใหม่” เสียงเตือนจากประธาน กรธ.

ทันทีที่มีชัยประกาศกร้าวออกมา ส่งผลให้ สนช.แสดงอาการรับลูกขึ้นมาทันที ถึงขั้นที่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) จะนำเรื่องดังกล่าวมาคุยกันในที่ประชุม สนช.วันที่ 15 มี.ค.กันเลยทีเดียว

หากจะหาเหตุผลถึงการเปลี่ยนใจของ สนช.น่าจะมีอยู่ภายใต้เหตุผล 2 ประการดังนี้

1.เหตุผลทางกฎหมาย

การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เฉพาะว่าผู้มีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้มีเพียง สนช.และนายกรัฐมนตรีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในรัฐธรรมนูญเองยังมีบทบัญญัติในทำนองให้ประชาชนสามารถยื่นเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงด้วยตามมาตรา 213

“บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคําวินิจฉัยว่าการกระทํานั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ” มาตรา 213 ระบุ

ขณะเดียวกัน พอไปดู พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญปรากฏว่ามาตรา 7 (11) มาตรา 46 และมาตรา 48 ได้บัญญัติรับรองในทางปฏิบัติให้กับประชาชนเช่นกัน กล่าวคือ ประชาชนต้องไปใช้สิทธิยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินก่อน หากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่เห็นด้วยและไม่ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะกลายเป็นผู้มีสิทธิเสนอคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

เรียกได้ว่าถ้า สนช.ไม่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง คดีนี้ย่อมไปถึงศาลอยู่ดี เพราะกฎหมายเปิดช่องให้ประชาชนยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่อาจต้องรอให้กฎหมายเลือกตั้ง สส.และ สว.ประกาศใช้ก่อนเป็นสำคัญ

ที่สำคัญการชิงยื่นศาลรัฐธรรมนูญไปก่อนในเวลานี้ ย่อมเป็นผลดีต่อองคาพยพแม่น้ำ 5 สาย เพราะหากกฎหมายดังกล่าวต้องล้มไปภายหลังกฎหมายประกาศใช้ไปแล้ว จะมีปัญหาตามมาอีกมาก โดยเฉพาะการกำหนดวันเลือกตั้ง ดังนั้นการยื่นศาลรัฐธรรมนูญโดย สนช.เป็นวิธีการที่ดีที่สุด

2.เหตุผลทางการเมือง

ต้องไม่ลืมว่าสมาชิก สนช.ชุดปัจจุบันมีจำนวนไม่น้อยที่หวังจะกลับมามีตำแหน่งอีกครั้งผ่านการสวมสูทเป็นสว.ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเป็นผู้เลือกในอนาคต

แต่ก็มีสมาชิก สนช.อีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นตามโรดแมปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ประกาศไว้ เนื่องจากมองว่าจะทำให้กลุ่มอำนาจเก่ากลับมาเรืองอำนาจอีก จึงเห็นว่าควรจัดการกับปัญหาทุกอย่างให้เบ็ดเสร็จก่อนจากนั้นค่อยกำหนดวันเลือกตั้ง

การจะทำเช่นนั้นโดยได้รับกระแสต่อต้านมากที่สุด คือ การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.

ประเด็นที่เป็นข้อพิพาทว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่เวลานี้ล้วนเป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวทั้งสิ้น โดยเฉพาะกระบวนในการเข้าสู่ตำแหน่งของ สว. ที่ สนช.ไปปรับแก้ไขให้การสมัคร สว.ทำได้ 2 วิธี ได้แก่ 1.การสมัครโดยอิสระ และ 2.การสมัครผ่านองค์กรนิติบุคคล นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการยกเลิกระบบการเลือก สว.ข้ามกลุ่มด้วย

ข้อพิพาทเหล่านี้เป็นปัญหาที่ทั้ง สนช.และ กรธ.ได้ให้คำตอบและชี้แจงกันไปคนละทาง จึงเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่งในการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความให้เด็ดขาด

ดังนั้น หากท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ย่อมจะมีผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวต้องตกไปทั้งฉบับ จะมีผลให้ต้องกลับไปทำกฎหมายกันใหม่และการเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปและ สนช.ก็ต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติไปอีกนาน

ทุจริตล้อมรัฐบาล สืบทอดอำนาจสะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 มี.ค. 2561 เวลา 12:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/544380

ทุจริตล้อมรัฐบาล สืบทอดอำนาจสะดุด

จากนาฬิกาหรูในวันนั้น มาถึงวันนี้ปัญหาความไม่โปร่งใสของรัฐบาลกำลังเป็นไฟลามทุ่ง

**************************

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ใกล้ครบ 4 ปีของการรัฐประหารดูเหมือนว่าอะไรต่อมิอะไรยังไม่ค่อยเป็นใจกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เท่าใดนัก หลังจากคะแนนความนิยมของ คสช.กำลังเผชิญกับการท้าทายครั้งสำคัญ

หากจะบอกว่าสาเหตุที่ คสช.อยู่ในช่วงขาลง ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ามาจากการเปลี่ยนจุดยืนไปมาของ คสช.เอง โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ตอนแรก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ประกาศจะให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งในปี 2561 แต่ทำไปทำมาพล.อ.ประยุทธ์ ก็งัดมุขส่งคำถามถึงประชาชนจำนวน 10 ข้อ ซึ่งเนื้อหาล้วนเป็นการชี้นำให้ประชาชนเห็นผลร้ายของการเลือกตั้งท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้

พอ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และพรรคการเมือง มีผลใช้บังคับ แรงกดดันได้พุ่งเข้ามายัง คสช.มากขึ้น เพราะต้องการให้ คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้ แต่ คสช.เล่นแง่พร้อมกับใช้มาตรา 44 แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง เพื่อให้สมาชิกพรรคการเมืองมารายงานตัวต่อหัวหน้าพรรค ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการสร้างภาระให้กับพรรคการเมืองโดยไม่จำเป็นและไร้ซึ่งประโยชน์

ต่อมาก็มีการเปลี่ยนตัวละครจากคสช.มาเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แทน ดังจะเห็นได้จากการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งกำหนดให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

การแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส. ส่งผลให้การเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างน้อยอีก 3 เดือน แม้นายกฯ จะยืนยันหนักแน่นว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในต้นปี 2562 แต่ใครจะไปรู้อารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ ของนายกฯ ว่าที่สุดแล้วจะเปลี่ยนใจอีกหรือไม่

เมื่อการคืนอำนาจให้กับประชาชนไม่มีความแน่นอน จึงไม่แปลกที่เวลามีเรื่องใดมากระทบรัฐบาล จะถูกนำมาโยงเกี่ยวกันไปเสียทั้งหมด โดยเฉพาะกับปัญหาความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นภายในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

ก่อนหน้านี้รัฐบาลเป็นหมู่บ้านกระสุนตกจากกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีนาฬิกาหรู แต่ไม่ได้แจ้งไว้ในรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

พอสมควร แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะยืนยันว่าไม่มีการทุจริต แต่เมื่อมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยว่าเริ่มมีสัญญาณดิ่งลงเรื่อยๆ หลังปี 2558 หลังเริ่มมีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการลงทุนขนาดใหญ่ และพบว่าอัตราการจ่ายใต้โต๊ะในปี 2560 อยู่ที่ 5-15% ถือว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี

มาเวลานี้ ปัญหาการทุจริตเริ่มปรากฏออกมาให้เห็นอีกครั้ง ได้แก่

1.กรณีงบประมาณช่วยเหลือของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ซึ่งเป็นอยู่ในกำกับของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

รัฐบาลพยายามตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการใช้มาตรา 44 โยกย้ายปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมฯ เข้ามาที่สำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมกับให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้ามาตรวจสอบ เบื้องต้นพบความผิดปกติทั้งหมด 44 จังหวัด จากทั้งหมด 76 จังหวัด มีงบประมาณทั้งหมด 123 ล้านบาท ซึ่ง 44 ศูนย์ฯ ที่พบทุจริตมีงบประมาณ 97.8 ล้านบาท หรือประมาณ 80%

2.กองทุนเสมาพัฒนาชีวิตของกระทรวงศึกษาธิการ

โดยกระทรวงศึกษาธิการตรวจพบว่ามีการโอนเงินทุนการศึกษาของนักเรียนในโครงการเข้าบัญชีของบุคคลอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปี 2551-2561 เป็นจำนวนกว่า 88 ล้านบาท เฉพาะปี 2560 เป็นเงินกว่า 12 ล้านบาท นอกจากนี้ มีข้าราชการฝ่ายปฏิบัติเกี่ยวข้อง 5 ราย ซึ่งเป็นข้าราชการระดับ 8 ที่รับผิดชอบเรื่องนี้มาโดยตลอด พร้อมกับให้ ป.ป.ท.และ ป.ป.ช.ตรวจสอบ

เรียกได้ว่าสถานการณ์ของรัฐบาลสาหัสพอสมควร เพราะเพียงแค่ลำพังเรื่องการเมืองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอกับการทุจริตในภาคราชการ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่อาจปราบปรามการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะเทือนมาถึงภาพลักษณ์ใหญ่ของรัฐบาลที่น่าจะได้รับผลกระทบไปอีกพอสมควร

ภาวะขาลงของรัฐบาลที่เผชิญทุกวันนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้ารัฐบาลสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องตั้งแต่แรก เพราะเคยมีการเปิดโปงว่ามีคนในรัฐบาลบางคนมีพฤติกรรมในลักษณะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่ผู้นำรัฐบาลกลับออกมาอุ้มคนของตัวเองว่าไม่มีความผิดและไม่ได้สั่งโยกย้ายให้ออกจากตำแหน่งไปก่อน

สวนทางกับการดำเนินการข้าราชการ ปรากฏว่าได้ใช้มาตรา 44 โยกย้ายออกจากตำแหน่งทั้งๆ ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวกระทำความผิดหรือไม่ และเมื่อผลสรุปออกมาว่าข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 44 ไม่มีความผิด รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการเยียวยาเท่าที่ควร ปล่อยให้ข้าราชการหลายคนเกษียณไปตามกาลเวลา

ที่สุดแล้ว ถ้าจะบอกว่ารัฐบาลเดินมาถึงจุดตกต่ำนี้ได้เพราะตัวของรัฐบาลเอง เพียงแค่นี้คงพอจะเห็นได้แล้วว่าเส้นทางการสืบทอดอำนาจของ คสช.น่าจะลำบากและมีความเป็นไปได้น้อยพอสมควร เพราะความศรัทธาที่ประชาชนเคยมีให้นั้นอาจไม่เหมือนในอดีต

เอาไม่เอา “ทักษิณ-บิิ๊กตู่” ปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 11:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/544265

เอาไม่เอา "ทักษิณ-บิิ๊กตู่" ปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้ง

สุดท้ายเลือกตั้งรอบนี้จึงยังเป็นการแข่งขันกันระหว่าง ฝั่งที่ไม่เอา “ทักษิณ” กับฝั่งที่ไม่เอา “ประยุทธ์”

************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. อันเป็นกฎหมายลูก 2 ฉบับ สุดท้ายซึ่งเมื่อมีผลบังคับใช้จะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งจัดเลือกตั้งภายใน 150 วัน

สอดรับกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้กลุ่มต่างๆ เข้ามาจดแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง ซึ่งล่าสุดผ่านมา 7 วัน มีกลุ่มที่มาจดแจ้งแล้ว 56 กลุ่ม รวมทั้งยังมีกลุ่มที่แสดงความจำนง แต่ยังไม่ได้เดินทางมาแจ้งกับทาง กกต.อีกหลายกลุ่ม

เบื้องหลังฝุ่นที่กำลังตลบอบอวลในขณะนี้ หากวิเคราะห์ถึงแนวทางและทิศทางการขยับของแต่ละพรรคจะเห็นว่าสุดท้ายเลือกตั้งรอบนี้ย่อมหนีไม่พ้นเป็นการแข่งขันกันระหว่างสองกลุ่มใหญ่ คือ ฝั่งที่ไม่เอา “ทักษิณ” และ ฝั่งไม่เอา “ประยุทธ์”

แน่นอนว่าจากหลายๆ ฝ่ายที่ประกาศเปิดหน้าออกมาเตรียมตั้งพรรคการเมืองนั้น ส่วนใหญ่ยังเป็นหน้าใหม่ที่เป็นไปได้ยากที่ลำพังจะมีศักยภาพเพียงพอจะกวาดเก้าอี้ สส.เป็นกอบเป็นกำจนสามารถรวมเสียงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยตัวเอง

สุดท้ายพรรคที่จะมีศักยภาพเพียงพอจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจึงหนีไม่พ้นพรรคใหญ่คือเพื่อไทย และ ประชาธิปัตย์ ซึ่งมีโครงสร้าง ระบบการจัดการ ประสบการณ์ และฐานเสียงชัดเจน

ปัญหาอยู่ที่เวลานี้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการแข่งขันกันระหว่าง “เพื่อไทย” และ “ประชาธิปัตย์” หรือ ฝั่งที่เอาระบอบทักษิณกับฝั่งไม่เอาระบอบทักษิณ เหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว

เมื่อเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นอีกกลุ่มก้อนทางการเมืองที่มีแนวร่วมออกมาสนับสนุนอยู่ไม่น้อย แถมยังเป็นการเปิดหน้าประกาศตัวเป็นพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง

จนกลุ่มนี้กำลังจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางการเมือง ไปจนถึงชี้ขาดการเลือกนายกรัฐมนตรี และยังหมายรวมถึงการชี้ทิศชี้ทางการหาเสียงที่จะต้องแสดงความชัดเจนกันตั้งแต่เริ่มต้น

สังเกตได้จากทั้งหมด 56 พรรค ที่เข้ามาจดแจ้งเตรียมตั้งพรรคกับ กกต. จะเห็นว่ามีกลุ่มที่ประกาศสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีชัดเจน ไล่มาตั้งแต่ 1.พรรคประชาชนปฏิรูป นำโดย “ไพบูลย์ นิติตะวัน” อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)  2.พรรคพลังชาติไทย ของ “พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์” อดีตคณะทำงาน คสช. 3.พรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่ง ธานี เทือกสุบรรณ เตรียมยื่นต่อ กกต.เร็วๆ นี้

รวมถึง “พรรคพลังประชารัฐ” ที่จดจองโดย ชวน ชูจันทร์ ประธานประชาคมตลาดน้ำคลองลัดมะยม ซึ่งมีรายงานข่าวว่าจะเป็นพรรคที่จะดึง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นที่ปรึกษาพรรคและสานต่อนโยบายประชารัฐของรัฐบาลที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ และจะเป็นกำลังหลักที่จะเดินหน้าลงสนามเลือกตั้งที่จะถึง

อีกด้านหนึ่งกลุ่มที่ประกาศไม่สนับสนุนทหารก็มีอยู่ไม่น้อย ได้แก่ กลุ่มของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร ไทยซัมมิท คนรุ่นใหม่ ไฟแรงมีแนวความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน ซึ่งเตรียมจับมือกับ ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการจากฝั่งนิติราษฎร์ รวมทั้งกลุ่มกิตติชัย งามชัยพิสิฐ เป็นอีกหนึ่งในคณะ เตรียมตั้งพรรคสามัญชน และกลุ่มของ บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ ที่กำลังเตรียมจดแจ้งตั้ง “พรรคเกรียน” ซึ่งแต่ละกลุ่มล้วนมีจุดยืนชัดเจน

มุมน่าสนใจอยู่ที่ทางฝั่ง กปปส.และประชาธิปัตย์ ซึ่งมีพื้นที่ฐานเสียงทับซ้อนกันอยู่นั้น จุดยืนร่วมกันที่ชัดเจนคือไม่เอาระบอบทักษิณ ดังจะเห็นจากการเคลื่อนไหวยืนคนละฝั่งชัดเจนมานานหลายปี

แต่จุดต่างรอบนี้อยู่ตรงที่พรรคของ กปปส.ประกาศตัวหันไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัย สวนทางกับจุดยืนประชาธิปัตย์ที่ยืนยันเสนอชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

อันเป็นชนวนขยายรอยร้าวระหว่าง กปปส.และประชาธิปัตย์ ให้ลุกลามขยายวงรุนแรงมากขึ้น ยิ่งในช่วงหาเสียง ที่ทั้งสองฝั่งจะต้องชูจุดยืนของตัวเอง นำเสนอตัวเป็นทางเลือกของประชาชน

เพราะในพื้นที่ภาคใต้เอง แม้ส่วนใหญ่จะเคยเป็นแนวร่วม กปปส. ที่เหนียวแน่นในช่วงเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แต่ด้วยการบริหารงานของ คสช.ที่ผ่านมาไม่ได้สร้างผลงานอันประทับใจกับชาวบ้านมากนัก

โดยเฉพาะปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำจนกลุ่มเกษตรกรสวนยางออกมาเคลื่อนไหวหลายรอบ ยังไม่รวมกับเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และปัญหาพิพาทอื่นๆ ที่ฉุดคะแนนนิยม คสช.ให้ลดน้อยลงไป

แม้สุดท้ายจะถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์แยกกันเดินร่วมกันตีของ กปปส.และประชาธิปัตย์ ที่สุดท้ายก็ต้องกลับมาจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้านในอนาคตอยู่ดี

ทั้งหมดจึงตอกย้ำว่า อยู่ที่ว่ากลุ่มไหนจะมีแนวร่วมมากกว่ากัน

โรดแมปเดินหน้า นับถอยหลังสู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 มี.ค. 2561 เวลา 08:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/544141

โรดแมปเดินหน้า นับถอยหลังสู่เลือกตั้ง

โรดแมปจะถูกยื้อออกไปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าจะมีสมาชิก สนช.เข้าชื่อเพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายการได้มาซึ่งสว.

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เมื่อวันที่ 8 มี.ค.เป็นมติสำคัญที่สุดนับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อปี 2557 เพราะเป็นการทำให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติเป็นที่เรียบร้อย

กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับที่ว่านั้นประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ 4.พรรคการเมือง โดยรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าเมื่อกฎหมายทั้ง 4 ฉบับดังกล่าวประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับแล้วจะต้องดำเนินการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

แต่กระนั้น เวลา 150 วันนั้นต้องบวกเพิ่มไปอีก เนื่องจาก สนช.แก้ไขเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ในประเด็นสำคัญ คือ ให้ร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นระยะเวลา 90 วัน เท่ากับการนับระยะเวลาเพื่อไปถึงวันเลือกตั้งจะเป็น 240 วัน นับแต่วันที่กฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ

แม้การยื้อการเลือกตั้งออกไปอีก 90 วันจะทำให้เกิดกระแสถล่ม สนช.และ คสช.ในระยะหนึ่ง และนำมาซึ่งกระแสต่อต้าน คสช.ในระดับหนึ่ง แต่มาเวลานี้ดูเหมือนว่าบรรดาพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองต่างๆ เริ่มยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากการให้ความสนใจในการลงทะเบียนต่อ กกต. เพื่อจัดตั้งพรรคการเมือง

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับที่ผ่านสภาไปนั้น จะเห็นได้ว่าสร้างความได้เปรียบให้กับ คสช.พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

เดิมทีร่างกฎหมาย สว.ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกับที่ สนช.เพิ่งให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ได้ให้มีการสมัคร สว.แบบสองประเภทตามที่ สนช.เห็นชอบ คือ การสมัครโดยอิสระ และการสมัครผ่านนิติบุคคล หรือจะเป็นกรณีการแบ่งกลุ่มอาชีพ กรธ.เสนอให้แบ่งเป็น 20 กลุ่ม แต่ สนช.ดัดแปลงให้เหลือเพียง 10 กลุ่ม

การที่ สนช.แก้ไขออกมาแบบนี้มีส่วนช่วย คสช.ในการสืบทอดอำนาจเป็นอย่างมาก กล่าวคือ บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภาในวาระแรกเริ่มมีจำนวน 250 คน ได้แก่ 1.มาจากผู้บัญชาการเหล่าทัพจำนวน4 คน 2.คสช.สรรหาโดยตรง 200 คน และ 3.คสช.คัดเลือก 50 คนซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อที่ผ่านระบบการได้มาซึ่ง สว.ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

สว.จำนวน 50 คน ในทางตัวเลขอาจไม่มาก แต่สำหรับในทางการเมืองแล้วเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร เพราะวุฒิสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญจะต้องเข้ามาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย

ดังนั้น หากใช้สูตรการเลือก สว.แบบ กรธ.จะมีผลให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงการเลือก สว.กันเองของผู้สมัครได้ จึงเป็นที่มาของการให้องค์กรนิติบุคคลเข้ามาร่วมเสนอชื่อ สว.ด้วย เพื่อที่อย่างน้อย คสช.ในฐานะผู้คัดกรองด่านสุดท้ายจะได้รู้หัวนอนปลายเท้าของว่าที่ สว.บ้าง

เมื่อกติกาที่มีอยู่เป็นประโยชน์แก่ คสช. จึงไม่แปลกที่บรรดาผู้มีอำนาจต่างยินดีปรีดากับมติของ สนช.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกชัดเจนว่าโรดแมปกำลังเดินหน้าเพื่อไปสู่การเลือกตั้ง

ตามขั้นตอนเมื่อ สนช.เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.แล้ว จะต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้กับนายกรัฐมนตรี โดยที่นายกฯ ยังไม่สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ทันที แต่ต้องเก็บไว้กับตัวเป็นเวลา 5 วัน เพื่อรอดูว่าจะมีสมาชิก สนช.เข้าชื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

ถ้าไม่มีใครเข้าชื่อ นายกฯ สามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้ทันที แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น นายกฯ ต้องชะลอกระบวนการนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายก่อน จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

เท่ากับว่าหากโรดแมปจะถูกยื้อออกไปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าจะมีสมาชิก สนช.เข้าชื่อเพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.หรือไม่เท่านั้น

ประเด็นเกี่ยวกับการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่เป็นประเด็นขึ้นมาเลย ถ้า “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ไม่ได้ตั้งข้อสังเกตผ่านสื่อมวชนว่าการให้สมัคร สว.ผ่านองค์กรนิติบุคคลได้อาจมีผลให้ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ประชาชนสามารถสมัคร สว.ได้อย่างอิสระ

อย่างไรก็ตาม พอมาดูท่าทีของ สนช.ในฐานะผู้มีสิทธิเสนอคดี ปรากฏว่ากลับนิ่งเฉยต่อท่าทีของประธาน กรธ.พอสมควร

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ สนช.ต้องการสงวนท่าทีเอาไว้ก่อน เนื่องจากหาก สนช.แสดงอาการที่จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญทันทีที่ สนช.ผ่านกฎหมายดังกล่าว ย่อมถูกทำให้มองได้ว่า สนช.กำลังมีเจตนาแอบแฝงในบางประการ

เพราะฉะนั้นตลอดทั้งสัปดาห์นี้ จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะได้รู้ว่าโรดแมปจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ ถ้า สนช.ไม่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างก็จบ แต่หากเป็นในทางตรงข้าม การเลือกตั้งที่เคยคิดว่าจะมีขึ้นในต้นปี 2562 อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นเสียแล้ว

สมรภูมิภาคใต้เดือด กปปส.เปิดศึกชนปชป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 มี.ค. 2561 เวลา 10:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/543826

สมรภูมิภาคใต้เดือด กปปส.เปิดศึกชนปชป.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นศึกสายเลือดที่อาจทำให้วลีที่ว่า “ภาคใต้ประชาธิปัตย์ส่งเสาไฟลงสมัครก็ชนะเลือกตั้ง” สิ้นมนต์ขลัง

เมื่อล่าสุด กปปส.ประกาศเตรียมตั้งพรรคเดินหน้าลงสนามเลือกตั้งและเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแข่งขันกับประชาธิปัตย์แบบเต็มตัว ส่งผลให้สมรภูมิเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้เริ่มเดือดตั้งแต่ปี่กลองการเมืองยังไม่ทันเริ่มส่งเสียง

​ทันทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้กลุ่มต่างๆ สามารถจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองได้ตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมากลุ่ม กปปส. เริ่มขยับตั้งแต่การจัดหาสมาชิกพรรคไปจนถึงขั้นเฟ้นหาตัวผู้สมัครที่จะมาลงสนามแข่งขันกับประชาธิปัตย์

จาก “มิตร” จึงต้องกลายเป็น “ศัตรู”  ศึกระหว่างคนกันเองของ กปปส.และประชาธิปัตย์ ที่รู้ไส้รู้พุงกันดี จึงส่อเค้ารุนแรงกว่าศึกอื่นๆ ที่ผ่านมา โดยมีเดิมพันเป็นพื้นที่ด้ามขวานซึ่งแยกกันไม่ขาดว่าเป็นฐานเสียงของ กปปส.หรือประชาธิปัตย์

ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ประชาธิปัตย์ต้องแตกหักกับ กปปส. คือจุดยืนเรื่องการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูปยังคั่งค้างให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ขัดแย้งกับจุดยืนของประชาธิปัตย์ที่ไม่อาจหันไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะกระทบกับฐานคิดและส่งผลเสียหายในระยะยาวของประชาธิปัตย์จนยากจะกู้กลับคืน

เวลานี้ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งประกาศวางมือทางการเมืองยังแบ่งรับแบ่งสู้ เมื่อด้านหนึ่งยืนยันว่า กปปส.ไม่ตั้งพรรค ส่วนมวลมหาประชาชนใครจะไปตั้งพรรคก็เป็นเรื่องส่วนตัว ซึ่งสุเทพเองจะสนับสนุนพรรคไหนก็เป็นสิทธิทางการเมือง

ในขณะที่ ธานี เทือกสุบรรณ ซึ่งประกาศเตรียมตั้งพรรค “พรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” กปปส.ยังอยู่รอจังหวะเตรียมไปจดแจ้งกับทาง กกต.ในเร็วๆ นี้

ขณะที่ในพื้นที่เองก็เริ่มมีการหาสมาชิก เฟ้นหาตัวผู้สมัคร โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ฐานที่มั่นของสุเทพ ซึ่งมีการออกมาประกาศจากหัวคะแนนพรรค กปปส.ว่าจะกวาดที่นั่งให้ได้ยกจังหวัด

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ กปปส.ที่ต้องแข่งกับประชาธิปัตย์ แต่หากพิจารณาแล้วตัวผู้สมัครที่มีความชัดเจนเวลานี้ ได้แก่ ธานี เทือกสุบรรณ เชน เทือกสุบรรณ น้องชายสุเทพ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่มายาวนาน การจะเปลี่ยนมาสวมเสื้อ กปปส. ลงสนามเลือกตั้งย่อมได้เปรียบประชาธิปัตย์ที่จะต้องไปปัดฝุ่นหาผู้สมัครที่ห่างพื้นที่ไปนานกลับมาลงสนาม

แถมยังมีข่าวว่าพรรค กปปส.​ได้เข้าทาบทามดึงประธานสาขาพรรคประชาธิปัตย์บางสาขาไปร่วมทีมกับ กปปส. ​ซึ่งจะยิ่งทำให้ฐานของพรรคประชาธิปัตย์ที่ต้องเสียอดีต สส.ไปแล้วยิ่งต้องอ่อนแรงลงไปด้วย

สถานการณ์ในพื้นที่ยังส่อเค้ารุนแรงหนักขึ้นเมื่อ แจ็ค-วัชระ เพชรทอง ​อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ประชาธิปัตย์ เด็กในคาถา บัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ออกมาเสนอตัวลงพื้นที่สุราษฎร์ธานีชนกับ กปปส.

ด้วยความเป็นคู่ปรับที่เปิดหน้าชนกันมายาวนาน หากประชาธิปัตย์ตัดสินใจส่งวัชระลงแข่งกับ กปปส. ย่อมมีแต่จะทำให้การแข่งขันในพื้นที่ดุเดือดมากขึ้น และทำให้ช่องว่างระหว่างสองฝั่งถ่างออกไปมากขึ้น

เมื่อภาพรวมแล้ว “ประชาธิปัตย์” ย่อมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ สส.มากที่สุด สำหรับไปรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต ดังนั้นฐานที่มั่นในพื้นที่ภาคใต้ย่อมไม่อาจปล่อยให้พรรคอื่นมาช่วงชิงเก้าอี้ สส.เขตไปได้ อันจะกระทบทั้งขวัญกำลังใจ และบานปลายเกิดการไหลออกต่อเนื่องในอนาคต

ส่วนในมุมของ กปปส.เจ้าของพื้นที่เดิม หากไม่สามารถรักษาพื้นที่ของตัวเองได้ ย่อมส่งผลต่อความเข้มแข็งของพรรค เกิดสภาพขาลอยที่จะยิ่งอ่อนแรงในระยะยาว

สุดท้ายเมื่อทั้งสองฝั่งก้าวสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ย่อมต้องทำทุกวีถีทางเพื่อจะให้ฝ่ายตัวเองได้รับชัยชนะ รวมทั้งการปราศรัยโจมตีฝ่ายตรงข้ามที่จะยิ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บ

อย่าลืมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นการแข่งขันกับพรรคเพื่อไทย หรือระบอบทักษิณเหมือนที่ผ่านๆ มา

การปราศรัยโจมตีพุ่งเป้าทำลายความล้มเหลวของการบริหารงานของรัฐบาลเพื่อไทยในอดีตหลายๆ โครงการที่ขุดคุ้ยมาโจมตี ทั้งความล้มเหลวในการบริหารราชการ ไปจนถึงเงื่อนงำคามไม่โปร่งใส การทุจริตคอร์รัปชั่นที่เป็นสูตรสำเร็จในการหาเสียงจึงไม่อาจใช้ได้กับการเลือกตั้งครั้งนี้

แน่นอนว่า “ประชาธิปัตย์” ที่มีจุดแข็งเป็นการตั้งเวทีปราศรัยย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเลือกหาเสียงพาดพิงกระทบกระทั่งไปถึงฝั่ง กปปส. ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ที่จะนำไปสู่การเปิดหน้าวิวาทะกันอย่างรุนแรงต่อไป

เมื่อฝั่ง กปปส.เองเวลาหาเสียงย่อมต้องชี้แจงถึงที่มาที่ไปถึงการสนับสนุน คสช. โดยไม่เลือกสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดสภาพสาวไส้กันเองที่จะหนึกขึ้นเรื่อยๆ

ในแง่อดีต สส.รวมไปถึงบรรดาสาขาพรรค หัวคะแนน สมาชิกพรรค ในพื้นที่เองย่อมต้องเกิดความอิหลักอิเหลื่อวางตัวไม่ถูกกลายเป็นสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ในวันที่สมรภูมิเลือกตั้งพื้นที่ภาคใต้ดุเดือดจนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

สนช.ผ่านกฎหมายลูก แต่เลือกตั้งยังสะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 มี.ค. 2561 เวลา 08:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/543631

สนช.ผ่านกฎหมายลูก แต่เลือกตั้งยังสะดุด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยเดินทางมาถึงหัวโค้งสำคัญที่สุดก็ว่าได้ เนื่องจากวันนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติให้ความเห็นชอบกับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายได้พิจารณาเสร็จแล้ว

ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับต้องผ่านเส้นทางแห่งความขัดแย้งมาพอสมควร โดยเฉพาะการไม่ลงรอยกันในทางความคิดระหว่าง สนช.และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จนนำมาซึ่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยิ่งไปกว่านั้นตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดการปล่อยข่าวว่า สนช.อาจลงมติไม่เห็นชอบกับร่างกฎหมายเพื่อให้กลับไปพิจารณากันใหม่อีกครั้ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เรียกได้ว่าสิ่งที่ กรธ.เสนอเข้าสนช.ไปนั้นกลับถูก สนช.เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น การกำหนดให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพจำนวน 10 กลุ่ม จากเดิมที่ กรธ.กำหนดไว้ 20 กลุ่ม หรือเปลี่ยนระบบการเลือกกันเองของผู้สมัคร สว.จากระบบการเลือกไขว้ข้ามกลุ่มมาเป็นการเลือกในกลุ่มเดียวกันโดยตรง เป็นต้น

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกฎหมาย สว.กลายเป็นเรื่องที่ สนช.ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะวุฒิสภาชุดแรกในอนาคตจะมาจากการเลือกของ คสช. ซึ่งการสรรหาของ คสช.นั้นนอกจากจะเลือกโดยตรงตามอำเภอใจของ คสช.แล้ว สว.อีกส่วนหนึ่ง คสช.ต้องเลือกจากกลุ่มบุคคลที่ผ่านการเลือกตามร่างกฎหมาย สว.อีก จำนวน 50 คนด้วย จึงจำเป็นต้องหาวิธีการคัดเลือกคนที่ปลอดจากการเมืองให้ คสช.

ทว่าการกลับหัวกลับหางของ สนช.ได้สร้างความไม่พอใจให้กับ กรธ.อยู่ไม่น้อย ถึงขั้นที่ กรธ.ต้องออกมาท้วงติงว่าการทำเช่นนี้อาจมีผลให้กฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ถึงที่สุดแล้ว สนช.ก็หาทางออกแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ด้วยการพบกันครึ่งทางระหว่าง กรธ.และ สนช.

กล่าวคือการกำหนดในบทเฉพาะกาลให้นำวิธีการได้มาซึ่ง สว.ที่ สนช.ได้เสนอทั้งเรื่องการให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม การให้บุคคลสมัคร สว.ในนามอิสระและผ่านองค์กรนิติบุคคล และการยกเลิกระบบการเลือกไขว้มาใช้กับการเลือก สว.ใน 5 ปีแรก แต่หลังจากเมื่อพ้นเวลา 5 ปี จะกลับไปใช้ระบบการได้มาซึ่ง สว.ตามที่ กรธ.บัญญัติมาใช้ ทั้งการให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่ม การสมัคร สว.ในนามอิสระเท่านั้น และการเลือกด้วยวิธีการเลือกไขว้

เมื่อออกรูปแบบนี้ ทำให้กระแสข่าวที่ว่า สนช.จะลงมติฉีกกฎหมายเลือกตั้งทิ้งกลางสภาจบลง และนำมาซึ่งการประกาศกรอบเวลาการเลือกตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2562

สถานการณ์ด้านหนึ่งดูเหมือนว่าประเทศกำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง แต่ทำไปทำมาเวลานี้อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว เมื่อ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ออกมาเสนอให้ สนช.ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สว.

“เป็นห่วงในร่างกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เรื่องการสมัคร สว. 2 ประเภท แม้ปรับให้ไปอยู่ในบทเฉพาะกาลแล้ว แต่อดกังวลไม่ได้ว่าจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

หวังว่าเมื่อ สนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว จะทำให้เกิดความชัดเจนด้วยการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะหากปล่อยไปวันหน้ามีคนยกขึ้นมามันจะเกิดปัญหาได้ ซึ่งการส่งให้ศาลตีความไม่กระทบต่อโรดแมปเลือกตั้ง ยังคงอยู่ในกรอบเดือน ก.พ. 2562 ที่เป็นการคำนวณแบบเต็มเหยียด” มีชัย ระบุเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา

คล้อยหลังมีชัยได้เรียกร้องไปไม่นาน ปรากฏว่า “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ออกมารับลูกเช่นกัน เพราะ สนช.เองก็ไม่อยากให้เกิดปัญหาใหญ่เกินกว่าความรับผิดชอบของสภาในภายหลัง จึงมีความเป็นไปได้พอสมควรที่ สนช.จะเข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ภายหลัง สนช.ลงมติผ่านกฎหมายไปแล้ว

แน่นอนว่าการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและหากในบั้นปลายศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างก็จบและเดินหน้าตามโรดแมป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น คือ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างกฎหมายสว.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมมีผลต่อโรดแมปเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รัฐธรรมนูญมาตรา 148 ระบุว่าหากข้อความของร่าง พ.ร.บ.ที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นสาระสำคัญ จะมีผลให้ร่าง พ.ร.บ.นั้นเป็นอันตกไป แต่ถ้าไม่ได้เป็นสาระสำคัญ จะมีผลเพียงแค่ให้เฉพาะข้อความนั้นตกไป

ทั้งนี้ เมื่อดูจากประเด็นที่ประธาน กรธ.เป็นห่วงและต้องการให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการให้สมัคร สว.ผ่านองค์กรนิติบุคคล เป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมาย สว. เนื่องจากเป็นการเข้าสู่ตำแหน่งของบุคคล

ดังนั้น เท่ากับว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าข้อความดังกล่าวขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ จะทำให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ตกไปและต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ และโรดแมปต้องเลื่อนไปโดยปริยาย เนื่องจากการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับมีผลใช้บังคับ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีร่างกฎหมาย สว.

บรรยากาศทางการเมืองที่กำลังเดินไปด้วยดีกำลังจะมาสะดุดอีกครั้ง โดยเงื่อนไขแห่งปัญหาทั้งหมดล้วนมาจากการเล่นแร่แปรธาตุของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง

คลื่นลูกใหม่กำลังแรง กติกาตั้งกำแพงสกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 มี.ค. 2561 เวลา 11:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/543384

คลื่นลูกใหม่กำลังแรง กติกาตั้งกำแพงสกัด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ฟ้าเปิดเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ให้กลุ่มบุคคลสามารถแสดงเจตนาต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจับจองชื่อพรรคการเมืองใหม่ได้ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 53/2560 ส่งผลให้บรรยากาศการเมืองกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด

บรรยากาศที่ดีขึ้นมานั้นมีผลดีต่อ คสช.และรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสายตาและความสนใจของสังคมจะไปจับจ้องที่ตัวละครทางการเมืองใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น ช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ไม่ตกเป็นเป้าเหมือนช่วงที่ผ่านมา

ทว่าภายใต้ประโยชน์ที่ คสช.และรัฐบาลได้รับ ด้านหนึ่งก็เป็นการสร้างแรงกดดันให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่น้อยเช่นกัน เพราะเมื่อบรรยากาศของการเลือกตั้งได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว เท่ากับเป็นการบีบให้ คสช.และรัฐบาลหรือแม้แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หมดเหตุที่จะชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้อีก

หาก คสช.ยังดื้อแพ่งเพื่อยื้อการเลือกตั้งออกไปแบบไม่จบสิ้น แน่นอนว่าย่อมสร้างแรงกระเพื่อมขึ้นมาและเปิดหน้าชกกับฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งโดยไม่จำเป็น

แต่ถึงที่สุดแล้วเชื่อว่า คสช. ไม่น่าจะเลือกเดินเข้ากองไฟ เนื่องจากตอนนี้ตัวเองกำลังกุมความได้เปรียบเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะ ในระหว่างนี้ คสช.เองก็ได้เห็นตัวละครใหม่ๆ เพิ่มขึ้นผ่านการจองชื่อพรรคการเมืองของกลุ่มบุคคล หลายกลุ่ม

สำหรับกลุุ่มบุคคลที่เข้าแสดงเจตนาต่อ กกต.เพื่อขอตั้งพรรคการเมือง ณ เวลานี้ สามารถ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มสำคัญ

1.กลุ่มเชียร์ คสช. ซึ่งประกาศชัดเจนตลอดมาว่าต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับเข้ามาเป็นนายกฯ อีกครั้ง เพื่อให้ คสช.สานงานต่อให้จบภารกิจ เช่น พรรคประชาชนปฏิรูป ของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” พรรคพลังชาติไทย ที่นำโดย “พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์” อดีตทีมงานของ คสช.ที่ร่วมเตรียมงานการปฏิรูปประเทศมาก่อน รวมไปถึงพรรคมวลมหาประชาชน ซึ่งเป็นการต่อยอดกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)

2.กลุ่มอดีตนักการเมือง อาจจะยังไม่ค่อยมีใครออกตัวแรงมากนัก โดยเวลานี้เห็นแต่เพียงพรรคพลังพลเมือง ที่มี “สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์” อดีต สส.พรรคไทยรักไทยรุ่นก่อตั้ง เป็นโต้โผใหญ่ แต่ในระยะยาวก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่อาจมีกลุุ่มคนในพรรคเพื่อไทยแยกตัวออกมาตั้งพรรคการเมืองเอง หากมองเห็นว่าการอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อจะทำให้เกิดศัตรูเพิ่มมากขึ้น

3.กลุ่มหน้าใหม่โดยแท้ ดูโดดเด่นที่สุดต้องยกให้กับ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” รองประธานกรรมการบริหารไทยซัมมิทกรุ๊ป โดยเมื่อไม่นานมานี้ยอมรับว่าให้ความสนใจงานการเมือง อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ประกาศชัดเจนว่าจะตั้งพรรคการเมืองใหม่อย่างเป็นทางการหรือไม่ แต่เวลานี้ก็เริ่มได้รับความสนใจพอสมควร หลังจากเจ้าตัวเริ่มแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับปัญหาและทางออกของประเทศผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์

แต่กระนั้นภายใต้ความคึกคักของบรรยากาศประชาธิปไตยครึ่งใบเช่นนี้ กำลังมีคำถามว่าพรรคการเมืองป้ายแดงจะมีโอกาสได้แจ้งเกิดในการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เนื่องจากกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งของประเทศทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ที่กำลังจะผ่าน สนช.ในอีกไม่กี่วันนี้ ไม่ค่อยส่งเสริมพรรคการเมืองมากเท่าไรนัก

มองไปยัง “รัฐธรรมนูญ” ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ออกแบบการเลือกตั้งให้เป็น “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” ใช้บัตรลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต และ สส. บัญชีรายชื่อ

ระบบดังกล่าวบีบให้พรรค การเมืองต้องส่งผู้สมัคร สส.ลงในเขตเลือกตั้งทั้ง 350 เขตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่ออย่างน้อยจะได้คะแนนในฐานะคนแพ้เพื่อมาช่วยให้พรรคได้ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งมีการคำนวณกันออกมาคร่าวๆ แล้วว่าต้องให้ได้ 7 หมื่นคะแนนถึงจะได้ สส.บัญชีรายชื่อ 1 คน

ด้วยเหตุนี้จึงมีคำถามว่าพรรค หน้าใหม่จะมีโอกาสไปได้ถึง 7 หมื่นคะแนนหรือไม่ ในเมื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีบัตรลงคะแนนเพียงใบเดียว ไม่ใช่สองใบเหมือนในอดีตที่สามารถแบ่งเสียงของตัวเองออกเป็นการเลือกคนที่รักและเลือกพรรค ที่ชอบได้

เช่นเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พบว่าซ่อนเล่ห์กลไว้ที่กระทบต่อการทำกิจกรรมของพรรคการเมืองพอสมควร

โดยเฉพาะการไม่ให้พรรคการเมืองมีหมายเลขหาเสียงเลือกตั้งหมายเลขเดียวเหมือนในอดีตที่เมื่อพรรคการเมืองใดจับสลากได้เบอร์ใดก็จะใช้เบอร์นั้นหาเสียงเลือกตั้งทั้งประเทศไม่ว่าจะเป็น สส.แบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ

รูปแบบใหม่ที่กำหนดขึ้นมามีผลต่อรูปแบบการหาเสียงของพรรคการเมืองที่จะเกิดความยุ่งยากโดยไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ตามหลักการแล้วการเลือกตั้งควรเป็นกระบวนการที่ทำให้ประชาชนเข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย

จากกติกาทั้งหมดอาจเรียกได้ว่าโอกาสที่สภาจะได้เห็นนักการเมืองหน้าใหม่ๆ คงต้องรอต่อไป ในเมื่อกติกาของประเทศยังเป็นตัวปัญหาต่อไป

พรรคใหม่ ตัวแปรการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 10:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/543202

พรรคใหม่ ตัวแปรการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวสู่วันที่สองกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้จดแจ้งเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งเป็นไปด้วยความเงียบเหงา ส่วนหนึ่งเพราะกลุ่มการเมืองตัดสินใจเดินทางจดแจ้งกับ กกต.ตั้งแต่วันแรก ทำให้ปัจจุบันมีการขอจดแจ้งตั้งพรรคการเมืองรวมทั้งหมด 44 พรรค

ปรากฏการณ์การตื่นตัวของกลุ่มการเมืองที่ออกมาแสดงความพร้อม จัดตั้งพรรคการเมือง ได้สะท้อนให้เห็นสัญญาณทั้งการ “รวมตัว” และ “แตกตัว” ของกลุ่มการเมืองที่เคย ทับซ้อน คาบเกี่ยวจนชวนให้คิดไปว่าการเมืองมีเพียงแค่ 2 ขั้วใหญ่ ที่คิดอ่านแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกลุ่มใหญ่ๆ ที่เคยเกาะเกี่ยวกันอยู่นั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน แต่ด้วยเป้าหมายเดียวกันทำให้แต่ละกลุ่มย่อยต้องมารวมตัวกลายเป็นแนวร่วมเพื่อสร้างพลัง สร้างความได้เปรียบในการเดินหน้าไปสู่จุดหมาย

ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยรูปแบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่ไม่ได้ทำให้พรรคขนาดใหญ่ได้เปรียบขนาดเล็กเหมือนที่ผ่านมา แถมอาจจะกลายเป็นอุปสรรคเสียด้วยซ้ำ

เมื่อพรรคที่มีจำนวนสมาชิกมากอาจทำให้การจัดทำนโยบายการรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนการจัดทำ ไพรมารีโหวตเป็นไปด้วยความอุ้ยอ้าย ขาดความคล่องตัวเมื่อเทียบกับพรรคขนาดเล็ก

สอดรับกับคำสั่ง คสช. 53/2557 ที่ดูจะเอื้ออำนวยให้พรรคเกิดใหม่ได้เปรียบพรรคที่มีอยู่แล้วในอดีต ในการเริ่มออกตัวขยับเข้าสู่สนามการเมือง ในวันที่ คสช.ยังไม่มีแนวโน้มจะ ผ่อนคลายคำสั่งปลดล็อกให้พรรคการเมืองกลับมาเคลื่อนไหวดำเนินกิจกรรมได้อย่างเต็มตัว

ที่สำคัญปัญหาความเป็นเอกภาพภายในพรรคใหญ่ยากที่จะหลอมรวมให้เกิดความเป็นเอกภาพภายในพรรค เหมือนในอดีต ในวันที่แกนนำหลายคนกำลังสะบักสะบอมจากคดีความต่างๆ ที่รุมเร้า แกนนำบางคนต้องติดคุก บางคนต้องระหกระเหินหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ การจะพลิกฟื้นให้พรรคใหญ่กลับมาเข้มแข็งได้คะแนนเสียงถล่มทลายจึงอยากจะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้

สอดรับกับระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้ชี้ขาดกันด้วย สส.ระบบเขต ซึ่งจะนำไปคำนวณทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ ที่แม้จะแพ้เลือกตั้งก็ยังนำคะแนนที่ได้มานับรวมทั่วประเทศคำนวณเป็นที่นั่งสส.บัญชีรายชื่อของพรรค

ตรงนี้เองที่เป็นช่องทางให้พรรคขนาดเล็กเล็งเห็นแล้วว่าถึงโอกาสจะไปช่วงชิงที่นั่งแข่งกับพรรคใหญ่ที่มีฐานเสียงและประสบการณ์ในพื้นที่มายาวนานคงเป็นเรื่องยาก แต่หากจะหวังเก็บเล็กผสมน้อยในแต่ละพื้นที่ ให้ได้คะแนนสัก 7-8 หมื่นคะแนน ก็จะได้ที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป

อย่าลืมว่าแต่ละกลุ่มล้วนมีแต่ฐานสนับสนุนแนวคิดของตัวเองทั่วประเทศ ยิ่งในวันที่หลายคนเริ่มเบื่อการเมืองกับระบบเดิมๆ และเบื่อกับทหารทางเลือกใหม่ จึงอาจตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

สวนทางกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เริ่มประสบปัญหามีสมาชิกแยกตัวออกมาตั้งพรรคใหม่ ทำให้ต้องอ่อนแอลงทั้งในแง่ตัวผู้สมัครและ ฐานเสียงที่คาบเกี่ยวกันจนจะต้องมาแข่งกันเอง ที่จะยิ่งทำให้พรรคใหญ่ ยิ่งอ่อนแรงหนักขึ้นไปกว่าเดิม

สรุปสุดท้ายเมื่อพรรคใหญ่อ่อนแรงลง พรรคเล็กเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งเก้าอี้ในสภามากขึ้น สภาพเบี้ยหัวแตกที่จะเกิดขึ้นย่อมทำให้พรรคใหญ่ยากจะรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเหมือนในอดีต อำนาจการต่อรองจึงตกมาอยู่ในมือพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมืองต่อไป

ที่สำคัญหากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่า “พรรคใหม่” ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีความคิดความอ่านหรือเป้าหมายอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน โดยสามารถแบ่งเป็นกลุ่มคร่าวๆ ได้แก่

กลุ่มที่สนับสนุนทหาร อาทิ พรรคประชาชนปฏิรูปภายใต้การนำของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เปิดหน้าประกาศตัวตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เรื่อยมาจนถึงพรรคพลังชาติไทย ภายใต้การนำของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตมือทำงานอยู่ในคณะเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติของ คสช. มาจนถึงพรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (มปท.) ซึ่งต่อยอดมาจาก กลุ่ม กปปส. ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ

กลุ่มที่ไม่สนับสนุนทหาร อาทิ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร ไทยซัมมิท คนรุ่นใหม่ ไฟแรงมีแนวความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน ซึ่งเตรียมจับมือกับ ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการจากฝั่ง นิติราษฎร์ ที่สะท้อนทิศทางความคิดความอ่านที่ชัดเจนในช่วงเวลา ที่ผ่านมา ขณะที่ กิตติชัย งามชัยพิสิฐ เป็นอีกหนึ่งในคณะเตรียมตั้งพรรคสามัญชน เรื่อยมาจนถึงกลุ่มของ บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ ที่กำลังก่อร่างสร้าง “พรรคเกรียน” ลงสนามเลือกตั้งรอบนี้

ส่วนกลุ่มที่ยังไม่แสดงท่าทีความชัดเจน อาทิ พรรคพลังพลเมือง นำโดย สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีตหลายสังกัด ที่รวบรวมพลพรรคอดีตรัฐมนตรีและ สส.หลายสิบคนมาตั้งเป็นพรรคใหม่ลงสนามเลือกตั้ง ขณะที่พรรคสังคมประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ซึ่ง เยี่ยมยอด ศรีมันตะ อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย ประกาศเตรียมจัดตั้ง

ด้วยจำนวนและพลังของ กลุ่มการเมืองเหล่านี้ ซึ่งหากได้รับ เสียงสนับสนุนมากพอย่อมจะเป็นตัวแปรทางการเมืองที่สำคัญต่อไป ในอนาคต

ปิดจ๊อบกฎหมายลูก ก้าวแรกสู่การเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 มี.ค. 2561 เวลา 09:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/543099

ปิดจ๊อบกฎหมายลูก ก้าวแรกสู่การเลือกตั้ง

ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศกำหนดเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแบบชัดถ้อยชัดคำแล้ว ย่อมหมายความว่าเงื่อนไขของการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปย่อมต้องหมดไปเช่นกัน

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ เวลานี้เป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้วที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับ ภารกิจสำคัญประการหนึ่ง คือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการนำไปสู่การเลือกตั้งนั้นกำลังจะสิ้นสุดอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 8 มี.ค.

อย่างที่ทราบกันดีว่าการจะกำหนดวันเลือกตั้งได้นั้น จะต้องให้ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับมีผลใช้บังคับก่อน ได้แก่ กฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายการเลือกตั้ง สส. และกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.

ปัจจุบันกฎหมายสองฉบับแรกได้ประกาศใช้และมีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ ส่วนอีกสองฉบับก็กำลังจะตามไปติดๆเช่นกัน โดย สนช.เตรียมลงมติให้ความเห็นชอบในวันที่ 8 มี.ค.

ทั้งนี้ หากไม่มีอะไรผิดพลาดหรือไม่มีใบสั่งใบโตมาจากผู้มีอำนาจ สนช.ทั้ง 248 คน น่าจะยินยอมพร้อมใจให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเสียที

ตามขั้นตอน เมื่อ สนช.ให้ความเห็นชอบแล้วและไม่มี สนช.เข้าชื่อเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กฎหมายทั้งสองฉบับจะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศใช้ ซึ่งน่าจะเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน

กว่าภารกิจของการปั๊มกฎหมายเลือกตั้งจะมาถึงวันนี้ได้ ต้องยอมรับเส้นทางของร่างกฎหมายเลือกตั้งสองฉบับสุดท้ายนี้เต็มไปด้วยขวากหนามพอสมควร เนื่องจากเต็มไปด้วยความขัดแย้งในทางการเมืองและความคิดระหว่าง กรธ.และ สนช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่ลงรอยกันในกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.

กรธ.พยายามเสนอให้วุฒิสภาชุดใหม่ในอนาคตมีโครงสร้างแตกต่างไปจากอดีตที่ผ่านมา กล่าวคือ เดิมวุฒิสภาของไทยมักจะผูกติดกับภาพของการเป็น “สภาสูง” ที่ต้องคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับสภาผู้แทนราษฎร แต่ กรธ.ต้องการปฏิรูปเปลี่ยนให้หมด จึงเป็นที่มาของการตัดอำนาจสำคัญของ สว.บางประการต่อไป เช่น การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น และเปลี่ยนภาพของวุฒิสภาให้เป็นสภาของประชาชน ด้วยการให้บุคคลสามารถสมัครเป็น สว.ได้อย่างอิสระ และกำหนดให้วุฒิสภามาจากกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่ม เพื่อสร้างความหลากหลาย

ทว่า สนช.กลับไม่เห็นด้วยกับ กรธ. ซึ่งส่วนมากยังคงติดภาพของวุฒิสภาแบบเก่าที่ควรต้องอุดมไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อีกทั้งยังไม่ไว้วางใจระบบที่ กรธ.ออกแบบไว้จะช่วยให้วุฒิสภาปลอดจากการเมือง ทำให้ต้องใช้วิธีการเสียงข้างมากหักกับ กรธ. และรื้อสิ่งที่ กรธ.ทำไว้จากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยไม่สนใจว่าโครงสร้างของวุฒิสภาที่ กรธ.คิดมานั้นมาจากความเห็นของประชาชนแต่ละภูมิภาคที่ กรธ.ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น

ความขัดแย้งระหว่าง กรธ.และ สนช. นำมาซึ่งการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่าง สนช. กรธ. และ กกต. ท่ามกลางกระแสข่าวมาเป็นระยะว่า สนช.อาจตัดสินใจใช้มติเสียงข้างมากเพื่อล้มกฎหมายเลือก สว. อันจะมีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป

แต่ถึงที่สุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็สามารถหาข้อตกลงกันได้แบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

โดยรูปแบบของวุฒิสภาของ สนช. ทั้งการให้มาจากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม การใช้ระบบเลือกกันโดยตรง และการให้บุคคลสามารถสมัคร สว.ผ่านองค์กรนิติบุคคลได้นอกเหนือไปจากการสมัครโดยอิสระ จะอยู่ในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แต่จะบังคับใช้แค่ 5 ปีแรกเท่านั้น พอพ้น 5 ปี รูปแบบวุฒิสภาจะเป็นไปตามที่โครงสร้างที่ กรธ.ออกแบบ เรียกได้ว่า “วัดครึ่งหนึ่ง-กรรมการครึ่งหนึ่ง”

ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่แปลกใจว่าทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงได้ประกาศให้ช่วงเดือน ก.พ. 2562 จะมีการจัดการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

เมื่อทุกอย่างสอดรับกัน ความขัดแย้งของ กรธ.และ สนช.ที่สลายไป และการประกาศเลือกตั้งของนายกฯ เป็นปัจจัยบรรยากาศการเมืองกลับมามีความคึกคักทันที

บรรยากาศที่ว่านั้นสะท้อนได้จากภาพของกลุ่มบุคคลที่ไปจดแจ้งต่อ กกต. เพื่อขอจองชื่อสำหรับการตั้งพรรคการเมืองใหม่จำนวนมาก

ภาพที่เกิดขึ้นเป็นผลดีต่อรัฐบาลและ คสช.อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทุกสายตาที่เดิมจับจ้องแต่รัฐบาลและ คสช.จากสารพัดเรื่องเทาๆ ที่เกิดขึ้นภายในรัฐบาล เปลี่ยนมาติดตามบรรยากาศของการเลือกตั้งแทน

ไม่เพียงแต่จะช่วยให้รัฐบาลคลายความอึดอัดเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ฝ่ายตรงข้ามที่พยายามก่อม็อบเพื่อให้รัฐบาลเร่งจัดการเลือกตั้งอ่อนแรงไปด้วย เรียกได้ว่ารัฐบาลได้ทลายเงื่อนไขดังกล่าวด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลและ คสช.จะกุมความได้เปรียบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่าไปเสียทั้งหมด

โดย

หาก คสช.หาเหตุผลที่ปราศจากความชอบธรรมอาศัยเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งอีก ย่อมเท่ากับว่าเป็นการเสียคำพูดที่ไม่สมควรให้อภัย

ทุกครั้งของการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปทั้งๆ ที่ให้สัญญาเอาไว้แล้วนั้น ไม่ต่างอะไรกับการทำลายความชอบธรรมของตัวเองพร้อมๆ กับการสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตรงข้ามเพิ่มมากขึ้น

ถึงกระนั้นแล้ว การประกาศเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2562 น่าจะเป็นไปตามนั้น เว้นเสียแต่จะมีการเปลี่ยนคำสัญญาอีกครั้ง ซึ่งถึงเวลานั้นรัฐบาลและ คสช.ก็ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง

ตั้งไข่ ‘พรรคใหม่’ นับหนึ่งเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 10:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/542634

ตั้งไข่ ‘พรรคใหม่’ นับหนึ่งเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นวันแรก 2 มี.ค.กับการเปิดให้พรรคการเมืองใหม่เข้ามาจดจองชื่อพรรค เรียกได้ว่าเป็นการนับหนึ่งเริ่มต้นเส้นทางสู่การ “เลือกตั้ง” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือน ก.พ. 2562

สอดรับกับขั้นตอนและกระบวนการเตรียมความพร้อมตามโรดแมปที่กำหนดไว้ กับกระบวนการเตรียมความพร้อมทั้งในแง่ตัวบทกฎหมาย และกลไก องค์กร ตลอดจนหน่วยงานที่จะเข้ามาจัดการเลือกตั้ง

ที่สำคัญการปลดล็อกให้พรรคการเมืองใหม่สามารถเริ่มขยับเข้ามาจดจองชื่อพรรคได้นั้น ยังสะท้อนให้เห็นทิศทางการจับกลุ่มรวมตัวของคนการเมือง ตลอดจนคนหน้าใหม่ที่ให้ความสนใจเข้ามาสนามการเมือง ว่ามีเป้าหมายทางการเมือง หรือสนับสนุนกลุ่มไหนพรรคไหนอย่างไร

กลุ่มแรก กลุ่มที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ต่ออีกสมัยเพื่อสานต่อภารกิจ ปฏิรูป และปรองดอง ที่ยังคั่งค้าง รวมทั้งยังเป็นการผนึกกำลังสกัดไม่ให้ขั้วอำนาจเก่ากลับมาเรืองอำนาจ

เริ่มจาก พรรคประชาชนปฏิรูป ภายใต้การนำของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคนแรกที่เปิดหน้าประกาศตัวตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

นอกจากจะเป็นแนวร่วมที่เหนียวแน่นต่อต้านคัดค้านระบอบทักษิณในช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้ว และสนับสนุน คสช.แบบเต็มตัวแล้ว ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. ยังได้สร้างผลงาน ทั้งเรื่องการปฏิรูปศาสนา เข้าไปสะสางจัดระเบียบแวดวงสงฆ์ วางระบบดูแลควบคุมดูแลตรวจสอบเงินบริจาคที่เคยเป็นปัญหา

ถัดมา พรรคพลังชาติไทย ภายใต้การนำของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ แม้จะไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่หากสืบค้นก็พอจะเห็นเค้าลางที่เชื่อมโยงไปถึง คสช. ในฐานะที่เคยเป็นอดีตมือทำงานอยู่ในคณะเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติของ คสช. ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นพรรคนอมินีทหารอย่างชัดเจน แต่ต่อมาทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้อง

ล่าสุด พรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (มปท.) ซึ่งต่อยอดมาจากกลุ่ม กปปส. ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เดิมเคยประกาศวางมือทางการเมืองแต่ก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องการร่วมเป็นสมาชิก หรือสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

แต่ในบริบททางการเมืองที่ผ่านมาจะเห็นการเคลื่อนไหว ที่แสดงจุดยืน สนับสนุน คสช.แบบเต็มตัว ไล่มาตั้งแต่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนจะประกาศความชัดเจนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ดูจะขัดแย้งกับจุดยืนของประชาธิปัตย์ทำให้เกิดการแตกออกมาตั้งพรรคใหม่

กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่ยังไม่ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะสนับสนุน หรือ ต่อต้าน คสช. ส่วนใหญ่เป็นอดีตนักการเมืองที่เคยอยู่ฝั่งขั้วอำนาจเก่า หรือมีฐานจากกลุ่มการเมืองเก่า

เริ่มจาก พรรคพลังพลเมือง นำโดย สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีตหลายสังกัด สุดท้ายหลังพรรคไทยรักไทย ถูกยุบและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ได้เบนเข็มออกจากใต้ระบอบทักษิณ ที่สุดได้รวบรวมพลพรรคอดีตรัฐมนตรี และ สส.มาตั้งเป็นพรรคใหม่

เวลานี้แกนนำประกาศชัดว่าไม่ได้เป็นนอมินีของพรรคเพื่อไทยหรือพรรคทหาร แต่เป็นพรรคของประชาชนที่ยังแทงกั๊กว่าสนับสนุนคนดีเป็นนายกรัฐมนตรี

ถัดมา พรรคสังคมประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ซึ่ง เยี่ยมยอด ศรีมันตะ อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย ประกาศเตรียมจัดตั้ง เพราะมองว่าพรรคเพื่อไทยยากที่จะได้เสียงข้างมากในสภาที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งมีอีก 100 ที่นั่งที่เป็นโอกาสของพรรค สปป. ซึ่งยังไม่ได้คิดถึงขั้นการร่วมรัฐบาล

ขณะที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร ไทยซัมมิท หลานชาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ถือเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงมีแนวความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน และเห็นการขยับออกมาเคลื่อนไหวอยู่เป็นระยะ ล่าสุดส่งสัญญาณเตรียมกระโดดสู่สนามการเมืองรอบนี้ท่ามกลางคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดอ่านคล้ายคลึงกัน

ไปจนถึง พรรคเพื่อชาติไทย นำโดย อัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ภรรยาคนสุดท้ายของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีต ผบ.สส.และอดีตประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่มาร่วมรับฟังคำชี้แจงแนวทางการดำเนินการตั้งพรรคของ กกต. เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา

รวมทั้งยังมีอีกหลายกลุ่มรอประกาศตัวแสดงความชัดเจนเร็วๆ นี้ ที่จะทำให้เส้นทางสู่การเลือกตั้งชัดเจนขึ้น n