สดศรีส่องรูรั่วเรือกกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 มี.ค. 2561 เวลา 10:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/542682

สดศรีส่องรูรั่วเรือกกต.

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นประเด็นให้หลายภาคส่วนวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เมื่อ สมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับผิดชอบกำกับดูแลงานด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ตัดสินใจตบเท้าเข้าสมัครรับการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.

ท่ามกลาง 1 ใน 5 เสือ คือ บุญส่ง น้อยโสภณ กกต. รับผิดชอบด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือน ส.ค. นั่นทำให้จะเหลือเพียง 3 กกต. ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม และเป็นกลาง

“ถ้าเหลือ กกต.อยู่ 4 คน ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ถ้าเหลือ กกต.3 คน จะมีปัญหาเรื่องกรณีการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ไม่สามารถทำได้ ดังนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องอนาคต อย่าไปสมมติ ถึงวันนั้นค่อยไปว่ากัน แต่ทุกเรื่องมีทางออกอยู่” คำยืนยันจาก ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.

ผนวกกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ประกาศชัดเจนเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าจะเกิดการเลือกตั้งในเดือนก.พ. 2562 จึงต้องมาลุ้นว่าเรื่องดังกล่าวจะลงเอยอย่างไร

สดศรี สัตยธรรม อดีต กกต.รับผิดชอบงานด้านกิจการพรรคการเมือง ให้มุมมองต่อประเด็นดังกล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย เพราะ 5 คน ขาดไป 1 คน และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ฉบับปัจจุบัน ระบุไว้ว่าให้ดำเนินการได้เท่าที่จำเป็น ซึ่งอาจจะต้องตีความหมายว่า “เลือกตั้งได้หรือไม่”

“อาจจะมีความขลุกขลักเกิดขึ้นแน่นอน ส่วนมากต้องเกินมา 1 เพราะถ้า 2 ต่อ 2 เท่ากัน เวลาลงคะแนน เพื่อให้คนหนึ่งลงคะแนนชี้ขาด แต่ถ้า 2 ต่อ 2 จะไม่มีคนชี้ขาด และจะบอกว่าให้ประธานลงคะแนนได้อีก 1 คะแนนก็ตาม ส่วนใหญ่ก็จะไม่ทำกัน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ”

ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่ทราบว่า สมชัย ทำไมถึงตัดสินใจไปลงสมัครเลขาฯ เพราะจริงๆ แล้วคนที่เป็น กกต. จะไม่ไปที่อื่น เพราะระดับต่ำกว่า อีกอย่างการเป็นเลขาฯ ช่วงเวลานี้หลายฝ่ายบอกยังไม่เหมาะสม เพราะว่าการที่ยังไม่มี กกต.ชุดใหม่มา และ กกต.ชุดเก่าเป็นอย่างนี้อีก จะออกไปเป็นเลขาฯ ก็คงเป็นประเด็น

“จริงๆ แล้วการเลือกเลขาฯ ขึ้นอยู่กับ กกต.และ 4 ท่านจะลำบากใจมาก เพราะถ้าเลือกท่านสมชัย คนก็จะบอกว่าท่านเล่นพวกกัน แต่ถ้าท่านไม่เลือกก็จะผิดใจกัน จริงๆ แล้วทั้ง 4 ท่าน ควรจะเลื่อนการสรรหาเลขาฯ ออกไป ซึ่งขณะนี้เลขาฯ ตัวจริง ก็ไม่มี หลังจากท่านภุชงค์ นุตราวงศ์ อดีตเลขาฯ ถูกให้ออกไป และเอารองเลขาฯ มาแทนตลอดเวลาจนถึงขณะนี้”

สดศรี ระบุว่า ในช่วงวิกฤตแบบนี้และเป็นอำนาจของ กกต.ทั้ง 5 คน ควรเลื่อนการสรรหาออกไป และเหมาะที่สุดควรให้ กกต.ชุดใหม่ดำเนินการเรื่องนี้ เพราะว่าเคยมีตัวอย่างกรณี ภุชงค์ อดีตเลขาฯ ซึ่งอยู่คาบเกี่ยวระหว่าง กกต.ชุดเก่าและชุดปัจจุบันคือชุดใหม่ขณะนั้น และท้ายสุดชุดปัจจุบันไม่เอา

“การต่อสัญญาเลขาฯ จะดำเนินการลักษณะปีต่อปี และมีการประเมินผลงาน สมมติถ้าท่านสมชัย ได้เป็นเลขาฯ และบังเอิญชุดใหม่ไม่เอาขึ้นมา มันจะเกิดประเด็น เพราะที่ผ่านมาก็มีการฟ้องร้องกันระหว่างเลขาฯ กับ กกต.ว่าให้ออกไป มันเป็นความขัดแย้งกันในองค์กรนี้มาโดยตลอด หากเลือกสมชัยเป็นเลขาฯ ชุดนี้ และชุดใหม่เข้ามาแล้วไม่เอา ปัญหาจะเกิดขึ้น และไม่ดีต่อองค์กร ซึ่งองค์กรนี้ถูกมองมาตลอดว่าไม่ราบรื่น อยู่กันแบบไม่สมานฉันท์กันเท่าไร”

ส่วนการต่ออายุ กกต.ชุดปัจจุบัน โดยประธานอาจจะหมดวาระหากมีการเลือกตั้งตามที่นายกฯ ระบุ ซึ่งอาจเกิดปัญหาตามมาได้นั้น สดศรี ย้ำว่า การเลือก กกต.ชุดใหม่ ใช้เวลา 3 เดือน หรือ 90 วัน ถ้านับเวลาและทำกันจริงๆ โดยไม่มีปัญหา เหมือนชุดที่ 1 ก็น่าจะทัน เนื่องจากกรรมการสรรหาใช้ชุดเดิม

ขณะเดียวกัน ถ้าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและผู้พิพากษายินดีจะมาเป็น กกต. ก็จะเลือกได้ภายใน 3 เดือน ก่อน บุญส่ง จะมีอายุครบ 70 ปี ปัญหาเหล่านี้ก็จะจบไปในทันที แล้วสำคัญคือ หากเลื่อนการเลือกเลขาฯ ออกไปสักระยะ เพราะเมื่อไม่มีตัวจริงมานานทำไมต้องเร่ง ควรให้รองเลขาฯ ซึ่งทำหน้าที่รักษาการทำหน้าที่ไปก่อน จะเหมาะสมและไม่มีช่องว่างเหลืออยู่

“สำคัญตรงนี้ ถ้า สนช.เลือก กกต.ชุดที่จะเกิดขึ้นใหม่ภายใน 3 เดือนทุกอย่างจะจบเรื่อง และควรทำให้ทันตามกรอบเวลาซึ่งไม่ยากอะไร แต่ที่สำคัญที่สุดคือ จะมีคนสมัครหรือไม่ เพราะเหมือนกับว่าเล่นไม่เลือกใครเลย คนก็มีความรู้สึกว่าสมัครแล้วจะเสียหรือไม่ เพราะบางคนสะสมชื่อเสียงมานานแต่มาตกม้าตายช่วงสมัคร กกต.แล้วไม่ได้ มันจะเกิดความรู้สึกไม่ดีสำหรับคนอยากสมัครเข้ามา ผ่านการสรรหาเลือกจากศาลฎีกาเข้ามา จะเสียความรู้สึกมาก”

ขณะที่ สนช.ไม่สามารถชี้แจงได้เลยทำไมถึงโละทั้งหมด 7 คน ถ้ามาครั้งที่ 2 ถ้า สนช.เลือก 2 คน หรือจะโละทั้งหมดก็คงอยู่กันยาก สนช.ต้องให้คำตอบชัดเจนว่าเพราะอะไร การที่ผู้สมัครผ่านการคัดเลือก หรือกรรมการสรรหา หรือผ่านที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา น่าจะเป็นข้อยุติได้ครึ่งหนึ่ง เพราะได้ผ่านคุณสมบัติเหมาะสม และจะมาอ้างถึงเรื่องไม่มีประสบการณ์คงไม่ได้

“ทุกชุดที่ผ่านมาไม่มีประสบการณ์ ไม่เคยเป็นพนักงาน กกต.มาก่อน ถ้าจะเอามีประสบการณ์ก็ต้องเอามาจากพนักงาน กกต. หรือกระทรวงมหาดไทย ต้องระบุมาอย่างนั้น เพราะถ้าเอาจากศาลก็ไม่มีประสบการณ์ในการเลือกตั้ง ถึงแม้ดูแลกฎหมายเลือกตั้ง แต่ตัดสินคดีเลือกตั้งเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการทำงาน ดังนั้นอยู่ที่ สนช.จะเลือกได้หมดหรือไม่”

‘บิ๊กตู่’ ประกาศเลือกตั้ง ลดแรงต้าน-มั่นใจในอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 01 มี.ค. 2561 เวลา 11:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/news/542408

‘บิ๊กตู่’ ประกาศเลือกตั้ง ลดแรงต้าน-มั่นใจในอำนาจ

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงพอสมควรสำหรับการประกาศไทมไลน์วันเลือกตั้งทั่วประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 27 ก.พ.

“ตอนนี้ผมตอบชัดเจนแล้วนะ การเลือกตั้งไม่เกินเดือน ก.พ. 2562 จะเอาอะไรกันอีก แต่จะวันเวลาไหนก็อยู่ในห้วงเวลาดังกล่าวนั่นแหละประมาณ 150 วัน แต่ใน 150 วันนี้ก็ต้องพิจารณาดูว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไร ผมไม่ได้ขู่นะ แต่ถ้าทุกคนยังออกมา เดี๋ยวคอยดูแล้วกัน พอเวลาปลดล็อกทางการเมืองมันจะเกิดอะไรขึ้น มาบ้าง ผมก็หวังให้มันเกิดสิ่งดีๆ ขึ้นมา หาเสียงกันโดยสงบ ไม่ใส่ร้ายป้ายสีกัน ไม่ยุยงปลุกปั่นอะไรทำนองนี้ มันจะได้เลือกตั้งได้

ผมก็อยากให้เลือกตั้งได้ ไม่ได้หมายความว่าจะให้เลือกตั้งไม่ได้ แล้วผมจะได้อยู่ต่อ ถ้าคิดแบบนี้ ก็ไม่อยากจะคุยด้วย พอแล้วนะเรื่องนี้ เรื่องล้มกฎหมาย ผมบอกแล้วไม่มีนโยบาย มันทำไม่ได้ มันไม่ควรจะล้ม ต้องไปหาทางกันให้ได้เพื่อให้เลือกตั้งได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

หากจับคำพูดของนายกฯ เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ จะบอกแค่เพียงการเลือกตั้งจะเป็นไปตามโรดแมป อาจจะมีบ้างที่บอกว่าถึงกำหนดเวลา แต่ไม่เคยแสดงถึงการอยากให้เกิดการเลือกตั้งชัดเจนเหมือนกับที่พูดเมื่อวันที่ 27 ก.พ.มาก่อน

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าอยากให้เกิดการเลือกตั้งมีความหมายในทางการเมืองอย่างไร?

เหตุผลหลักประการแรกคงหนี ไม่พ้นเพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง ที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่เกิดกรณีนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีผลในทางลบต่อคะแนนความนิยม ของรัฐบาลพอสมควร

อีกทั้งผลงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจยังไม่เข้าตาประชาชนมากนัก ดังจะเห็นได้จากโพลผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่างระบุไปในทำนองเดียวกันว่าอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง

ปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงส่งให้เริ่มเกิดการชุมนุมกดดันให้รัฐบาลคืนอำนาจให้กับประชาชนเพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งพลเรือนเข้ามาเป็นรัฐบาล

แต่ที่สุดแล้วแรงจูงใจที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ กล้าประกาศไทม์ไลน์เลือกตั้งนั้นไม่ได้มาจากแรงกดดันทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจัยที่ว่านั้นคือ ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการ เลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายกรรมการการเลือกตั้ง พรรคการเมือง การเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.ประกาศลงใช้ราชกิจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับก่อน จากนั้นจะกำหนดวันเลือกตั้งให้อยู่ภายใน 150 วัน

โดยเวลานี้มีร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลใช้บังคับแล้ว 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง เหลือเพียงกฎหมายเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.เท่านั้นที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย

พลิกเข้าไปดูไส้ในของร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.และการได้มา ซึ่ง สว. ณ ขณะนี้ เป็นใจให้กับคสช.พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมาย สว.

กล่าวคือคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่าย มีมติให้กระบวนการเลือก สว.เป็นไปตามที่ สนช.กำหนด ได้แก่ ให้มี สว.จากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม ให้ผู้สมัครสามารถสมัครได้ผ่านองค์กรนิติบุคคลและอิสระ และ ยกเลิกระบบการเลือกไขว้ ซึ่งวิธีการเลือก สว. ของ สนช.นั้นจะมีอายุ 5 ปีในระยะเปลี่ยนผ่านเท่านั้น โดยเมื่อพ้น 5 ปีแล้วทุกอย่างจะกลับไปรูปแบบที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกแบบไว้ตามเดิม

การบัญญัติไว้เช่นนี้เรียกได้ว่าทำให้ กรธ.และ สนช.บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น เพราะ กรธ.เองก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเสียอะไร ส่วน สนช.ก็ได้ในสิ่งที่ต้องการเช่นกัน โดยผลดีที่สุดตกอยู่ที่ คสช.เอง เนื่องจาก คสช.ในฐานะที่ต้องทำหน้าที่คัดเลือก สว. เพราะการให้มีองค์กรนิติบุคคลสามารถเสนอชื่อมาให้ คสช.เลือกได้ ย่อมทำให้ คสช.รู้หัวนอนปลายเท้าของคนที่เข้ามาสมัครได้มากกว่าบุคคลที่สมัคร สว.ในนามอิสระ

คสช.ต้องประณีตในการ เลือก สว.พอสมควร เพราะ สว.ยุค 4.0 ภายใต้การกุมบังเหียนของ คสช.นั้นไม่ได้เป็นวุฒิสภาตามปกติ แต่เป็นวุฒิสภาที่มีอำนาจพิเศษ ทั้งการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีและการติดตามการปฏิรูปประเทศและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ

จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้การสืบทอดอำนาจโดยอาศัยกติกาของกฎหมายเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะ มิเช่นนั้นแทนที่จะได้ลงหลังเสืออย่างสงบ อาจต้องมาผจญกับนักการเมือง ที่รอเช็กบิลกันอยู่

เมื่อเกมและอำนาจทุกกระบวนการท่าอยู่ในกำมือของ คสช. จึงทำให้พล.อ.ประยุทธ์ มีความมั่นใจและประกาศอย่างเป็นทางการว่าพร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้งในที่สุด

เหลืออีกไม่กี่อึดใจ การเลือกตั้ง ก็จะเกิดขึ้น เว้นเสียแต่ว่า คสช.จะระแวงอะไรบางอย่างและนำมาซึ่งการเปลี่ยนใจในเวลาต่อมา

กระแสไม่แรงเท่าม็อบ พรรคกปปส.แจ้งเกิดยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ก.พ. 2561 เวลา 11:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/542231

กระแสไม่แรงเท่าม็อบ พรรคกปปส.แจ้งเกิดยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

งวดเข้ามาทุกทีกับการเริ่มต้นเปิดให้พรรคการเมืองใหม่จดจองชื่อกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันแรกในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ซึ่งคาดว่ามีไม่น้อยกว่า 10 พรรค ที่จะเปิดตัวในวันดังกล่าวหลังเห็นการออกมาขยับประกาศตัวเตรียมความพร้อมและเป้าหมายทางการเมืองไปแล้วหลายพรรค

หนึ่งในพรรคที่กำลังถูกจับจ้องเป็นพิเศษหนีไม่พ้น พรรคของ กปปส.

แม้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน ยืนยันว่า ช่วงชีวิตที่เหลือจะอุทิศเวลาในการรับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสนา และประชาชน เท่าที่จะทำได้ และไม่คิด หันไปเล่นการเมืองอีก ไม่ร่วมรัฐบาล กับใคร ไม่เป็นนักการเมือง ไม่ไปลงสมัคร สส.อย่างแน่นอน

“วันนี้ตัวเองยังเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และในฐานะเลขาฯ กปปส. ยืนยันว่าไม่ได้ยึดติดตัวบุคคล และต้องการให้เกิดการปฏิรูปประเทศ ไม่อยากให้เกิดวงจรเดิมๆ ที่ทำให้ประเทศชาติเสียหาย”

ในอนาคตจะมีการจัดตั้งพรรค การเมืองหรือไม่นั้น สุเทพ เปิดทาง ไว้สำหรับอนาคตว่า “เป็นไปได้ทั้งนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองและประชาชน”

แต่ทว่าล่าสุด ธานี เทือกสุบรรณ น้องชายสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาคอนเฟิร์มกระแสข่าวแทงกั๊กว่า เตรียมไปจดจองชื่อพรรคต่อ กกต. ในนาม “พรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นพระประมุข พร้อมกับเตรียม ส่งผู้สมัครในเขตจังหวัดภาคใต้ครบ ทุกจังหวัด”

สอดรับกับทิศทางการเคลื่อนไหวกับกระแสการตั้งพรรค กปปส.ที่ประกาศตัวเตรียมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานต่อภารกิจ “ปฏิรูป” ให้สำเร็จลุล่วง

อย่างไรก็ตาม การตั้งพรรค การเมืองของ กปปส.ในเวลานี้ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก การที่เคยได้รับเสียงสนับสนุนจากมวลมหาประชาชนเรือนล้านออกมาร่วมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ 4 ปีก่อน อาจ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าพรรค กปปส. จะได้รับเสียงถล่มทลายเช่นเดิม

ประการแรก กระแสความนิยม ของ กปปส.ที่เริ่มเสื่อมคลายลงไป หลังจากรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ด้วยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่สะกดไม่ให้ทั้งพรรคการเมือง หรือกลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวได้ แม้ช่วงที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรชาว สวนยางจะประสบปัญหาราคายางตกต่ำ ก็ไม่อาจออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้อง ให้แก้ปัญหาได้จนเป็นแรงกดดันที่สะสมเรื่อยมา

ยิ่งในวันที่ “ผลงาน” การบริหารงานของรัฐบาล คสช. ยังไม่เข้าตาประชาชน การปฏิรูปและปรองดองที่เป็นเรื่องเร่งด่วนยังไม่เห็นความคืบหน้า

ซ้ำเติมด้วยเงื่อนงำความไม่โปร่งใสที่โยงถึงคนใน คสช. และความไม่ชัดเจนเรื่อง “เลือกตั้ง” ที่กำลังถูกถล่มว่าเป็นการยื้ออยู่ในอำนาจต่อไป

การที่พรรคของ กปปส.จะไปชูเป้าหมายประกาศตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลานี้ จึงอาจไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากมวลมหาประชาชนเหมือนเช่นที่เคยออกมาเรียกร้องให้ทหารออกมาทำรัฐประหารก่อนหน้านี้

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ สุเทพ ซึ่งเคยประกาศตัววางมือ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกแล้ว แต่หากมาสนับสนุนพรรคดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมือง แม้จะอ้างว่าอยู่เบื้องหลัง ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่มีสิทธิเสรีภาพก็ย่อมถูกมองว่าเป็นผู้ชักนำพรรคอยู่เบื้องหลังซึ่งจะยิ่งทำให้พลัง ของพรรคอ่อนแอลงไป

ประการที่สอง ฐานเสียงและตัว ผู้สมัครที่ทับซ้อนระหว่าง กปปส. และประชาธิปัตย์ ซึ่งชัดเจนแล้วว่า แกนนำ กปปส. ทั้ง 8 คนที่ผ่านมา ประกาศกลับพรรคและพร้อมสวมเสื้อประชาธิปัตย์ ลงสนามเลือกตั้ง

ย่อมทำให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคของ กปปส.ต้องมาแข่งกันเอง สุดท้ายโอกาสที่จะได้รับเสียงสนับสนุนเป็นกอบเป็นกำและชนะการเลือกตั้งย่อมเป็นไปได้ยาก หรืออาจกลายเป็นจุดอ่อนให้คู่แข่งจากพรรคอื่นสามารถเบียดตัวเข้ามาเอาชนะในฐานเสียงที่เข้มแข็ง ทั้งภาคใต้และกทม.ได้

ยิ่งในพื้นที่ภาคใต้ด้วยแล้วโอกาสที่พรรคของ กปปส.จะสามารถเบียดตัวเอาชนะผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ย่อมเป็นไปได้ยาก ดังจะเห็นจากบทเรียนในอดีตซึ่งมี สส.ซึ่งเคยได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้นของประชาธิปัตย์ย้ายไปอยู่พรรคอื่น สุดท้ายต้องพ่ายแพ้เลือกตั้งให้กับผู้สมัครของประชาธิปัตย์

ตอกย้ำวลีเปรียบเปรยว่า ภาคใต้ ประชาธิปัตย์ส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครก็ชนะเลือกตั้ง นั่นจึงเป็นเรื่องยากที่ แกนนำ กปปส.จะยอมทิ้งเสื้อประชาธิปัตย์ ไปสวมเสื้อ กปปส.ไปลงสนามแข่งกับประชาธิปัตย์

ชวนให้นึกถึงเมื่อครั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศ ตั้งพรรคการเมืองลงสนามเลือกตั้ง ซึ่งสุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

แน่นอนว่าสถานการณ์ครั้งนี้กับ ครั้งนั้นมีความแตกต่างกันที่ไม่อาจเปรียบเทียบได้ชัดเจน ทั้งในเรื่องความขัดแย้งของ แกนนำ พันธมิตรฯ และระบบเลือกตั้งปัจจุบัน

โดยเฉพาะระบบเลือกตั้งปัจจุบัน ที่ทุกคะแนนเสียงมีความหมาย แม้แพ้ในระบบเขตก็ยังถูกนำไปคำนวณในระบบบัญชีรายชื่อ

ดังนั้น เมื่อกลับมาวิเคราะห์แล้ว เป้าหมายการตั้งพรรคของ กปปส. จึงอาจไม่ได้อยู่ที่การช่วงชิงเอาชนะในระบบเขตอย่างเอาเป็นเอาตายซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่อาจจะหวังสะสมคะแนนในแต่ละพื้นที่รวมแล้วเพียงพอจะได้ สส.บัญชีรายชื่อหลายที่นั่ง

ไม่ต่างจากพรรคเล็กพรรคน้อยที่ คิดคล้ายกัน ต่างเพียงแต่พรรคของ กปปส.มีฐานมวลชนที่เคยสนับสนุนอยู่เรือนล้าน แม้แนวคิดนี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป

เปิดเลือกตั้งท้องถิ่น เช็กกำลัง-วัดกระแส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 10:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/542039

เปิดเลือกตั้งท้องถิ่น เช็กกำลัง-วัดกระแส

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นาทีนี้คงยังไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งลงมติไม่เห็นชอบให้บุคคลที่ผ่านการสรรหาจำนวน 7 คน ไปดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

แม้การลงมติฉีกหน้าคณะกรรมการสรรหาและที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาของ สนช. จะไม่มีผลกระทบ ต่อโรดแมปการเลือกตั้งโดยตรง เนื่องจาก กกต.ชุดปัจจุบันยังสามาร ทำหน้าที่ได้ตามปกติภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 กำหนด แต่ในอนาคตจะมีใครรู้ว่าจะมีการสร้างเงื่อนไขอะไรขึ้นมาอีก เพื่อเลื่อนการเลือกตั้ง ดังที่ สนช.ได้เคยทำมาแล้วผ่านการให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

เมื่อคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) และ สนช.พยายามยื้อการเลือกตั้ง ส่งผลให้เริ่มเกิดกระแสต่อต้านนอกสภาเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ซึ่งเริ่มเกาะกลุ่มรวมตัวกันได้หนาแน่นมากขึ้น

ขณะที่ คสช.เองก็ไม่สามารถสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มคนอยากเลือกตั้งได้มากนัก เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าปัจจุบันประเทศไทยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่ใช่คำสั่งของ คสช.เหมือนเมื่อก่อน เท่ากับการชุมนุมของประชาชนย่อมได้รับการคุ้มครองตราบเท่าที่การชุมนุมนั้นยังไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เองทำให้รัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณเกี่ยวกับการเลือกตั้งออกมาบ้าง อย่างน้อยเพื่อลดกระแสกดดัน นั่นหมายถึงการประกาศจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นในปีนี้

“คาดว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะมีขึ้นในบางระดับก่อนในปีนี้ การเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ผมยังไม่เห็นว่าจะเกิดขึ้นได้ ส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ถ้าจำนวนสมาชิกและเขตพื้นที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะจัดการเลือกตั้งได้ ไม่ยุ่งยากอะไร แต่ถ้าเขตเลือกตั้งเปลี่ยนทำให้รายชื่อประชาชนมีการเคลื่อนย้ายจะยุ่งยาก ต้องให้กกต. ชุดใหม่เป็นคนแบ่ง” คำกล่าวจาก “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ก.พ.

ถ้าพิจารณาจากคำพูดของ รองนายกฯ พอจะทำให้เห็นการ เลือกตั้งท้องถิ่นจะมีขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่จะเป็นพื้นที่เท่านั้น ซึ่งอาจทำให้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยจะได้ใช้อำนาจของตัวเอง เพื่อเลือกผู้แทนประชาชนอย่างเป็นทางการ ภายหลังถูก คสช.ริบเอาไว้ มาเป็นเวลา 3 ปี

ฝ่าย กกต.ออกมารับลูกว่ากติกาสำหรับการควบคุมการเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมหมดแล้ว โดยรอเวลาส่งให้ สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบ

สำหรับร่างกฎหมายเลือกตั้ง ท้องถิ่นที่ กกต.จัดทำนั้นมีสาระสำคัญที่น่าสนใจหลายประการ อาทิ กกต.แต่ละคนมีอำนาจสั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิกการเลือกตั้ง หรือสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่ หากพบการกระทำความผิดในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นลาออกก่อนครบวาระ หากมีการอนุมัติโครงการที่ใช้งบประมาณท้องถิ่นภายใน 90 วันก่อนวันลาออก ให้ถือว่าผู้บริหารท้องถิ่นกระทำการฝ่าฝืน เว้นแต่โครงการดังกล่าวเป็นการบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติสาธารณะ เป็นต้น

กระบวนการของการพิจารณากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น เริ่มมีการประมาณกันว่าน่าจะเสร็จขั้นตอนทางนิติบัญญัติช่วงเดือน ส.ค. ก่อนจะกำหนดให้ช่วงเดือน ต.ค.เป็นวัน หย่อนบัตรเลือกตั้ง

สถานการณ์มาถึงตอนนี้ คสช. มีทางเลือกไม่มาก ด้วยเหตุที่กำลังเผชิญกับกระแสกดดันรอบด้าน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่สามารถแก้ไขเพื่อตอบโจทย์กับประชาชน เช่นเดียวกับปัญหาการเมืองซึ่งกำลังพายเรืออยู่ในอ่างที่ไม่สามารถสร้างหลักประกันแห่งความโปร่งใสได้ หลังจากรัฐบาลถูกตีตราว่า “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” เพราะเคยบอกว่านักการเมืองทุจริต แต่เมื่อรัฐบาลเจอกับตัวเองกลับเสียงดังและอำนาจเพื่อเขี่ยปัญหาไปซุกไว้ใต้พรม

การส่งสัญญาณเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นเพื่อให้สังคมเห็นว่ารัฐบาล ไม่ได้หวงอำนาจ จึงเป็นเครื่องมือ ที่สำคัญของรัฐบาลเพื่อลดกระแส ต่อต้านในเวลานี้

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้ง ท้องถิ่นที่จะมีขึ้นนั้น คสช.ไม่ได้หวังใช้เป็นรูระบายลดอุณหภูมิการเมืองเท่านั้น แต่ คสช.ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบกำลังและฐานเสียงของพรรคการเมืองไปในตัวด้วย

โดยทั่วไปแล้วการหาเสียง เลือกตั้งท้องถิ่น พรรคการเมืองจะให้ความสำคัญพอสมควร เพราะการเมืองท้องถิ่นเป็นรากฐานสำคัญของฐานเสียงเลือกตั้งในระดับประเทศ หากพรรคการเมืองไหนมีฐานท้องถิ่นแข็งแรง โอกาสที่จะได้รับชัยชนะในการเมืองระดับชาติย่อมมีสูงขึ้น

ตัวอย่างมีให้เห็นอย่างการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดขึ้นภายใต้ยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่พรรครัฐบาลกลับแพ้ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน โดยปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งในสนามเมืองหลวงมาจากความเข้มแข็ง ของฐานเสียงของพรรคที่สร้างเอาไว้มาเป็นเวลานานตั้งแต่ระดับสมาชิกสภาเขตจนมาถึงระดับสมาชิกสภา กทม.

แน่นอนว่าเมื่อปี่กลองการเมืองเลือกตั้งท้องถิ่นดังขึ้น พรรคการเมืองต่างๆ ต้องการส่งคนลงสนาม เพื่อวัดกระแสความนิยมของตัวเองว่ายัง เข้มแข็งเหมือนเดิมหรือไม่ ก่อนจะไป สู่สนามเลือกตั้งใหญ่

เช่นเดียวกับ คสช.แม้อาจ จะยังไม่ปรากฏพรรคนอมินีเพื่อลงสนามเล็ก แต่ คสช.ย่อมต้องการจะดูฐานกำลังของพรรคการเมืองและอารมณ์ของประชาชนด้วยว่ายังให้การต้อนรับนักการเมืองหรือไม่

ทันทีที่ คสช.เห็นไพ่ของพรรคการเมือง ย่อมจะเป็นโอกาสสำคัญที่ คสช.จะมาประเมินตัวเองว่าจะดีพอสำหรับการเข้าสู่อำนาจเพื่อสืบทอดอำนาจหรือไม่ต่อไป

“ล้มกระดานกกต.” แผนจัดแถวองค์กรอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ก.พ. 2561 เวลา 07:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/541926

"ล้มกระดานกกต." แผนจัดแถวองค์กรอิสระ

“การปฏิรูปประเทศ-ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นเรื่องสำคัญที่ คสช.อยากสานต่อให้จบ แต่เหนืออื่นใด คสช.ก็ต้องมั่นใจด้วยว่าจะไม่มีหอกข้างแคร่มาคอยทิ่มแทง

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นประเด็นใหญ่ในทางการเมืองพอสมควร สำหรับการลงมติไม่เห็นชอบกับบุคคลที่ผ่านการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 7 คน ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา

รายละเอียดของการลงมติของ สนช.มีดังนี้

1.ฐากร ตัณฑสิทธิ์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 156 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 27 คะแนน

2.เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 175 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 10 คะแนน

3.ชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 168 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 16 คะแนน

4.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 149 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 30 คะแนน

5.ประชา เตรัตน์ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 125 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 57 คะแนน

6.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ไม่ได้รับความเห็นชอบ 128 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 46 คะแนน

7.ปกรณ์ มหรรณพ ไม่ได้รับความเห็นชอบ 130 คะแนน ได้รับความเห็นชอบ 41 คะแนน

จากคะแนนที่ปรากฏออกมานั้นนับว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร โดยเฉพาะกับกรณีของ “ฉัตรไชย-ปกรณ์” ซึ่งเป็นผู้ผ่านการสรรหามาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพราะมีไม่บ่อยครั้งที่ฝ่ายนิติบัญญัติจะลงมติหักกับฝ่ายตุลาการ

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ สนช.เคยข้องใจถึงกระบวนการลงมติเลือกว่าที่ กกต.ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามาก่อนแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ถึงขนาดที่ต้องส่งหนังสือไปยังศาลฎีกาเพื่อให้ยืนยัน โดยศาลฎีกายืนยันกลับมาว่ากระบวนการทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้องแล้ว

ตรงนี้เองอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ สนช.ไม่มั่นใจนักหากจะลงมติเพื่อรับรองว่าที่ กกต.จากศาลฎีกา เพราะ สนช.ทั้งสภาคงรับผิดชอบไม่ไหวแน่ๆ หากเกิดอุบัติเหตุทางกฎหมายขึ้นมา จึงเลือกที่จะปลอดภัยไว้ก่อนแทน

ส่วนกรณีของ 5 คนที่มาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหานั้นก็มีความเคลื่อนไหวปรากฏออกมาตลอดว่าสนช.หลายคนไม่ค่อยปลื้มเท่าไรนัก อีกทั้งเคยมีการพยายามเสนอให้คณะกรรมการสรรหาใช้ช่องทางตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ที่ให้คณะกรรมการสรรหาเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติครบเข้ามาสมัคร กกต. นอกเหนือไปจากการรับสมัครตามขั้นตอนปกติ

ทว่าคณะกรรมการสรรหาไม่ได้ใช้เครื่องมือดังกล่าว เพราะเห็นว่ามีผู้ที่ผ่านคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญกำหนดเพียงพอแล้ว และคาดว่า สนช.น่าจะเคารพการตัดสินใจของคณะกรรมการสรรหาที่มี “พรเพชร วิชิตชลชัย”ประธาน สนช. ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหาด้วย

แต่เมื่อ สนช.ล้มกระดานว่าที่ กกต.แบบนี้ ทำให้ต้องกลับมาเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ ทั้งขั้นตอนของคณะกรรมการสรรหาและของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งประธาน สนช.ระบุว่าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 90 วัน

การสรรหา กกต.ครั้งใหม่ก็นับหนึ่งใหม่กันไปตามขั้นตอน แต่สำหรับในทางการเมืองแล้วมติของ สนช.เมื่อวันที่ 22 ก.พ. สะท้อนให้เห็นว่า สนช.กำลังเข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญในการจัดระเบียบองค์กรอิสระ

ย้อนกลับไปดูการพิจารณาก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่า สนช.ได้ดำเนินกระบวนการลักษณะนั้นมาพอสมควร

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งถ้า สนช.เห็นชอบไปตามร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะมีผลให้กรรมการ ป.ป.ช.อย่างน้อย 2 คน ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะมีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่ปรากฏว่า สนช.แก้ไขกฎหมายจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยกำหนดให้คนที่มีลักษณะต้องห้ามยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้จนนำมาสู่การยื่นศาลรัฐธรรมนูญในเวลาต่อมา

เช่นเดียวกับกรณีของ กกต. โดยก่อนหน้านี้ กรธ.เสนอร่างกฎหมาย กกต. เพื่อกำหนดให้ กกต.ที่มีคุณสมบัติไม่ครบตามรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง แต่ต่อมา สนช.ก็แก้ไขให้ กกต.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งทั้งหมด เพียงแต่ยังให้รักษาการต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่

ในอนาคตอันใกล้นี้จะต้องมีการสรรหาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทั้งหมด และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคุณสมบัติที่รัฐธรรมนูญกำหนด และแน่นอนว่าจากสัญญาณที่ กกต.สื่อออกมาเมื่อวันที่ 22 ก.พ. แสดงให้เห็นว่า สนช.จะเข้ามาเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญ

สาเหตุที่ สนช.ต้องออกตัวแรงขนาดนี้ เนื่องจากอีกไม่นานประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารไปสู่รัฐบาลพลเรือนผ่านการเลือกตั้ง

ไม่เพียงเท่านี้ ยังเป็นวาระที่ คสช.ต้องลงจากตำแหน่ง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.จะต้องได้รับความปลอดภัยมากที่สุดในเวลาที่ไม่มีมาตรา 44 เป็นยาสามัญ

เพราะเส้นทางข้างหน้าเมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว หาก คสช.ได้กลับมาจะต้องเจอกับอิทธิฤทธิ์ของฝ่ายค้านมืออาชีพ โดยไม่มี สนช.คอยกดปุ่มตามคำสั่งเหมือนในเวลานี้

ดังนั้น การกรุยทางและจัดแถวอำนาจตั้งแต่เวลานี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ คสช.

ดัชนีโปร่งใสกระเตื้อง แต่สนิมเนื้อในยังอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ก.พ. 2561 เวลา 10:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/541472

ดัชนีโปร่งใสกระเตื้อง แต่สนิมเนื้อในยังอยู่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เข้าสู่ช่วงขาลงอย่างแท้จริง

สถานการณ์ขาลงทางการเมืองจะว่าไปแล้ว เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกรัฐบาลที่อยู่ในอำนาจมาเป็นเวลานาน ตัวอย่างมีเห็นได้ชัดจากกรณีของรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งสามารถยืนหยัดท้าทายจนอยู่ครบ 4 ปี แต่พอเลือกตั้งและได้รับชัยชนะกลับมาเป็นรัฐบาลความนิยมของรัฐบาลเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือขึ้นมาทันที

หรือจะเป็นกรณีของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้จะอยู่ในอำนาจแค่ 2 ปี และเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการชนะเลือกตั้ง เพราะมาจากการรวบรวมเสียงในสภาได้มากที่สุด แต่ก็ต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากเริ่มมีปัญหาภายในรัฐบาลมากขึ้น จึงเลือกวิธีการยุบสภาด้วยหมายใจว่าจะชนะเลือกตั้งและกลับมาเป็นรัฐบาลอีก แต่ผลกลับไม่เป็นเช่นนั้นก่อนที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะนำพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งและได้เป็นรัฐบาล

ความเข้มแข็งของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลทักษิณในช่วงปี 2544 เป็นรัฐบาลที่มีเสียงในสภาแบบเด็ดขาด ทุกนโยบายของรัฐบาลเดินหน้าได้เต็มตัว แต่เมื่อการทุจริตเริ่มผุดออกมามากขึ้นโดยเฉพาะนโยบายการจำนำข้าว หรือแม้แต่การพยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ส่งผลให้รัฐบาลของน้องสาวที่จะเดินตามรอยรัฐบาลของพี่ชายต้องสะดุดลงด้วยการรัฐประหารเหมือนกัน

มาถึงรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ แทบจะมีสภาพไม่ต่างอะไรกับรัฐบาล “ทักษิณ-อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์” ที่ตอนแรกได้รับความนิยม แต่พอยิ่งอยู่นานกลับยิ่งแย่ลงเป็นระยะ โดยมีปัจจัยมาจากปัญหาความไม่โปร่งใสเหมือนกัน

ตลอดเวลา 3 ปี พล.อ.ประยุทธ์ ผลิตซ้ำวาทกรรมที่ว่าด้วย “รัฐบาลปลอดทุจริต” หลายกรรมหลายวาระ จนสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคมไปแล้วว่ารัฐบาลชุดนี้โปร่งใสกว่ารัฐบาลของนักการเมือง และจะไม่ทำอะไรแบบที่รัฐบาลของนักการเมืองเคยทำ

แต่เมื่อเรื่องนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แดงขึ้นมา ประกอบกับท่าทีของนายกรัฐมนตรีในการออกมาปกป้องชัดเจน ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลทหารที่เคยย้ำว่ามีความสุจริตนั้นแทบจะไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลของนักการเมือง

ภาวะขาลงของรัฐบาลยิ่งถูกย้ำแผลด้วยผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย (CSI) อยู่ที่ 52 ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อนในเดือน มิ.ย.ปีเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 53 โดยปรับลดลงทั้งดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประมาณการว่า มูลค่าการคอร์รัปชั่นอยู่ที่ 5-15% ของงบประมาณ หรือ 6.62 หมื่นล้านบาท ถึง 1.98 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่ารัฐบาลได้กลับมาหายใจได้ทั่วท้องขึ้นเล็กน้อยอีกครั้ง เมื่อ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ได้ประกาศค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2560 ว่าประเทศไทยได้ 37คะแนน ดีขึ้นกว่าปีก่อน 2 คะแนน มีผลให้ขยับจากที่ 101 ขึ้นไปอยู่ที่ 96 จาก 180 ประเทศ

นับว่ารัฐบาลชุดนี้โชคดีอยู่บ้าง มิเช่นนั้นแล้วที่ยืนของรัฐบาลคงจะเหลือน้อยลงเข้าไปอีก หากจะบอกว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่า CPI ของไทยดีขึ้นนั้น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วิเคราะห์ว่ามีหลายปัจจัย

โดยหนึ่งในนั้นคือ กรณีสหภาพยุโรป (อียู) มีความสนใจฟื้นความสัมพันธ์กับไทย เนื่องจากเห็นว่าไทยมีทิศทางปรับตัวในทางที่ดีขึ้นหลายด้าน นักลงทุนต่างชาติมีทัศนคติดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวกับการนำเข้าส่งออก

กระนั้นใช่ว่า ค่า CPI ที่กระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย จะช่วยพลิกสถานการณ์ของรัฐบาลให้กลับมาดีขึ้นจากที่เป็นอยู่ เพราะเมื่อลงลึกในบทวิเคราะห์แล้วที่ ป.ป.ช.ระบุว่า ปัจจัยดัชนีบางตัวของไทยต่ำลงนั้นมาจาก เรื่องการตรวจสอบกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในรัฐบาล การเปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดี การจำกัดสิทธิสื่อมวลชน การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ยังเป็นจุดอ่อน

ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาความโปร่งใสภายในรัฐบาลเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน หากรัฐบาลต้องการให้อุณหภูมิทางการเมืองลดลงและเพื่อให้รัฐบาลยังสามารถอยู่ในอำนาจต่อไปในระยะเปลี่ยนผ่านได้

ทว่า มาถึงนาทีนี้ดูเหมือนรัฐบาลยังมิได้นำพาเท่าใดนัก ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยรับถึงผลสำรวจที่ไม่เป็นคุณแก่รัฐบาลเท่าใด ดังจะเห็นได้จากการได้เรียกผู้บริหารมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมาพบเพื่อสอบถาม

โดยจะว่าไปแล้วการกระทำแบบนี้คล้ายกับว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมพอสมควร ต้องไม่ลืมว่าการทำงานของมหาวิทยาลัยควรต้องอยู่ภายใต้เสรีภาพทางวิชาการ เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจให้กับสังคม แต่การทำเช่นนี้ของผู้นำรัฐบาลนอกจากจะเป็นการแสดงออกให้เห็นว่าไม่ยอมรับแล้ว ยังเป็นการก้าวล่วงแดนเสรีภาพทางวิชาการด้วย

ดังนั้น เสียงเตือนที่ส่งมาถึงรัฐบาลจากหลายฝ่ายเป็นเสียงที่รัฐบาลควรใส่ใจฟังเป็นอย่างยิ่ง ควบคู่ไปกับการพยายามแก้ไขปัญหาความโปร่งใสของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรมต่อสาธารณชน ไม่ใช่เพียงแค่อาศัยการพูดเสียงดังผ่านสื่อมวลชนไปวันๆ เท่านั้น

ทางออกมีให้เห็นแล้ว และไม่ได้มีความซับซ้อน ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะมองเห็นหรือไม่เท่านั้นเอง n

กกต.ตัวแปรสำคัญ คุมเกมปมเดือด ‘สว.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 ก.พ. 2561 เวลา 08:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/541122

กกต.ตัวแปรสำคัญ คุมเกมปมเดือด ‘สว.’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

19 ก.พ.ที่ผ่านมา ถือเป็นหลักไมล์ทางการเมืองที่ต้องจับตา เนื่องจากเป็นวันแรกของการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่าง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จะประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรก

ตามขั้นตอนจะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 15 วัน และส่งกลับเข้ามายัง สนช.ไม่เกินวันที่ 1 มี.ค. โดยหาก สนช.มีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศใช้บังคับให้เป็นกฎหมายต่อไป

แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ สนช.มีมติเสียงข้างมากไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวน สนช.ทั้งหมด หรือ 165 เสียง จะทำให้ร่างกฎหมายตกไปทันที และต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

ทั้งนี้ การประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการวิสามัญ 3 ฝ่าย ผ่านไปแบบมีนัยทางการเมือง ภายหลัง สนช.มีท่าทีอ่อนลงพอสมควรกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.

โดยเฉพาะประเด็นการยอมทำตามข้อโต้แย้งของ กรธ.และ กกต.ที่ไม่ต้องการให้มีการจัดมหรสพระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นปมสำคัญที่ กรธ.และ กกต.ไม่เห็นด้วยกับ สนช.เป็นอย่างยิ่ง เพราะการที่ สนช.แก้ไขกฎหมายจัดมหรสพได้ จะมีผลให้เจตนารมณ์ของการหาเสียงเลือกตั้งผิดเพี้ยนไป

ขณะที่อีก 2 ประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องการตัดสิทธิการห้ามดำรงตำแหน่งของผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และอำนาจของศาลฎีกาในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ 3 ฝ่าย ต่างเห็นตรงกันว่าควรต้องปรับปรุงให้เกิดความชัดเจนต่อไป

ท่าทีที่อ่อนลงของ สนช.ต่อกฎหมายเลือกตั้ง สส.นั้น ต้องยอมรับว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมา “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ยืนยันมาตลอดว่าเป็นเพียงปัญหาทางเทคนิคที่สามารถคุยกันให้จบลงได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม การยอมงอของ สนช.ดังกล่าว ส่วนหนึ่งนั้นมาจากสมาชิก สนช.ไม่ได้มีส่วนได้เสียต่อกฎหมายเลือกตั้งเท่าไหร่นัก เพราะสมาชิก สนช.ที่มีอยู่ไม่ได้เป็นนักเลือกตั้งอาชีพ จึงไม่ค่อยอินังขังขอบกับกติกาเลือกตั้ง สส.แต่อย่างใด

ทว่า ท่าทีของ สนช.ต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กลับแตกต่างออกไปจากกฎหมายเลือกตั้ง สส.สิ้นเชิง

การประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการวิสามัญ 3 ฝ่าย ชุดที่พิจารณากฎหมาย สว. กลับไม่สามารถหาข้อสรุปในประเด็นสำคัญ 3 เรื่องที่อยู่ในร่างกฎหมายได้ ซึ่งเป็น 3 ประเด็นที่ กรธ.เสนอข้อโต้แย้งมายัง สนช.เพื่อให้มีการแก้ไข ได้แก่

1.การเปลี่ยนแปลงจำนวนกลุ่มการสมัครจาก 20 กลุ่ม เหลือเพียง 10 กลุ่ม กรธ.เห็นว่าการลดทอนให้เหลือ 10 กลุ่ม เป็นหลักประกันว่าวุฒิสภาจะเป็นสภาที่ประกอบด้วยประชาชนจากทุกภาคส่วนของสังคมอย่างแท้จริง

2.การแบ่งผู้สมัครในแต่ละกลุ่มออกเป็น 2 ประเภท และการให้ผู้สมัครในแต่ละประเภทเลือกกันเอง กรธ.เห็นว่าจะมีผลให้เกิดการแบ่ง สว.ออกเป็น 2 ประเภท และการให้มีองค์กรเป็นผู้เสนอชื่อหรือรับรองผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. ไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคน

3.การยกเลิกการเลือกไขว้ กรธ.เห็นว่าการกำหนดมาตรการเลือกไขว้ในการเลือกกันเอง จะทำให้ความเป็นไปได้ในการสมยอมกันในการเลือกทำได้ยากขึ้น แต่การตัดมาตรการดังกล่าวออกโดยไม่มีมาตรการที่เท่าเทียมกัน จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการสมยอมโดยไม่สุจริต

แต่ประเด็นข้อโต้แย้งของ กรธ.ไม่อาจเปลี่ยนใจ สนช.ได้ ส่งผลให้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการชุดนี้ที่มี “สมคิด เลิศไพฑูรย์” เป็นประธาน ต้องแขวนประเด็นดังกล่าวเอาไว้ก่อน และค่อยมาหาข้อสรุปกันภายหลัง

จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้มีความเป็นไปได้ว่าที่สุดแล้วคงต้องหาทางออกด้วยการลงมติโหวตในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่จะหาทางออกด้วยสันติวิธี

วัดขุมกำลังในเวลานี้ กรธ.และ สนช.ต่างมี 5 เสียงในมือเท่ากันตามสัดส่วนของคณะกรรมาธิการ สถานการณ์แบบนี้ทำให้ 1 เสียงของ กกต.มีความหมายขึ้นมาทันที

“ศุภชัย สมเจริญ” ประธาน กกต. คือคนสำคัญในเวลานี้ ในฐานะเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมาย สว.ในสัดส่วนของ กกต. เพราะเมื่อยกมือสนับสนุนฝ่ายใด ฝ่ายนั้นจะชนะขึ้นมาทันที

สมมติแม้ สนช.จะแพ้ในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ และยังสามารถสู้ได้อีกยกในชั้นการประชุม แต่นั่นหมายถึงการโหวตคว่ำกฎหมายเพื่อให้กลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งส่งผลให้การเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปโดยปริยาย จึงมีคำถามตามมาว่า สนช.จะกล้าหักถึงขั้นนี้หรือไม่ภายใต้ภาวะขาลงของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ดังนั้น ต้องยอมรับว่าจังหวะก้าวของ กกต.นับจากนี้มีความน่าสนใจอย่างมาก โดยที่ผ่านมา กกต.ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ สนช.และ กรธ.มาตลอด จนกระทั่งถูกเซตซีโร่ในเวลาต่อมา มาวันนี้สถานการณ์กลับนำมาให้ กกต.กลายเป็นผู้กำหนดผลแพ้ชนะ

หนึ่งเสียงในมือของ กกต.เวลานี้ จึงมีผลต่อทิศทางการเมืองอย่างแท้จริง

คอรัปชั่น จุดตายคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ก.พ. 2561 เวลา 10:04 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/540950

คอรัปชั่น จุดตายคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นยังคงเป็น“หอกข้างแคร่” คอยทิ่มแทงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

นอกจากจะไม่สามารถสะสางปัญหาที่หมักหมมยาวนานได้อย่างที่ตั้งใจ ถึงขั้นประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” หลายครั้งยังพบเห็นคนในคสช. ยังกลับไปพัวพันหรือมีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใส

ล่าสุดข้อมูลจากหอการค้าไทยยังพบว่าดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย(ซีเอสไอ) ประจำเดือน ธ.ค. 2560 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 52 ต่ำกว่าเดือนมิ.ย. 2560 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 53 โดยปรับลดลงทั้งดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคต

แยกพิจารณาในรายละเอียดพบว่า ดัชนีปัญหาและความรุนแรงการคอร์รัปชั่นมีความรุนแรงมากขึ้นโดยลดลงมาอยู่ที่ 42 จากครั้งก่อนอยู่ที่ระดับ 44 ขณะที่ดัชนีการป้องกันการคอร์รัปชั่นอยู่ที่ระดับ 53 จากระดับ 54 มีเพียงดัชนีการสร้างจริยธรรมและจิตสำนึกที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 60 เป็น 62

จากประมาณการของผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ด้วยตัวเองหรือจากคนรอบข้าง พบว่า มี 24% ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษ (เงินใต้โต๊ะ)แก่ข้าราชการหรือนักการเมืองที่ทุจริตเพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. 2560 ซึ่งจ่าย 18% นับว่าเป็นสัดส่วนสูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2558

หากคำนวณตามเปอร์เซ็นต์เงินเพิ่มพิเศษที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายแก่ข้าราชการ หรือนักการเมืองที่ทุจริตเพื่อให้ได้สัญญา เฉลี่ยอยู่ที่ 5-15% ทรงตัวจากช่วงที่ผ่านมา คือคิดเป็นเงิน 6.62 หมื่นล้าน-1.98 แสนล้านบาทซึ่งคิดเป็น 2.29-6.86% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด

ที่สำคัญ ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง มองสถานการณ์ความรุนแรงของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคตเนื่องจากกฎหมายเปิดโอกาสให้สามารถใช้ดุลยพินิจที่เอื้อต่อการทุจริตกระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นขัดแย้งกับความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาล คสช. ที่ส่งสัญญาณเอาจริงเอาจังกับเรื่องปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากสังคม ด้วยเหตุผลที่เป็นต้นเหตุของปัญหาความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาและฉุดรั้งไม่ให้ประเทศเดินไปข้างหน้า

เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล

วันที่ 9 ธ.ค. 2560 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นประธานในพิธีประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านคอร์รัปชั่นว่าการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นต้องเริ่มจากตนเองและครอบครัวก่อนขยายไปสู่สังคมในวงกว้าง

ก่อนจะกลายเป็นบูเมอแรงที่ย้อนกลับมาซ้ำเติมรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรง เมื่อเกิดการขุดคุ้ยเงื่อนงำและที่มาที่ไปของนาฬิกาหรู 25 เรือนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี

เมื่อนาฬิการาคาแพงทั้งหลายเหล่านี้ไม่เคยถูกยื่นในบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตร โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ว่าจะเข้าข่ายความผิดฐานจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จหรือไม่

ปัญหาอยู่ที่ความคลุมเครือในเวลานี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ลงเมื่อ พล.อ.ประวิตรพยายามไม่ออกมาแจกแจงที่มาที่ไปของนาฬิกาต่อสาธารณชน แต่เลือกที่จะชี้แจงต่อป.ป.ช.เพียงอย่างเดียว จนส่อเค้าจะฉุดรั้งความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระให้ลดน้อยลง

รวมทั้งกระทบไปถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช .เมื่อมีสัญญาณปกป้องจากบรรดาบิ๊ก คสช. มากกว่าจะพยายามสร้างบรรทัดฐานในเรื่องความโปร่งใสให้เป็นตัวอย่างกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

จากกระแสเรียกร้องให้พล.อ.ประวิตรลาออก ซึ่งมีผู้ร่วมลงชื่อกว่า 8 หมื่นราย แต่ทาง พล.อ.ประวิตรยังยืนยันจะทำหน้าที่ต่อไปโดยไม่ลาออก ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้คสช.มากยิ่งขึ้น

หากย้อนกลับไปดูถึงที่มาที่ไปของการเข้ายึดอำนาจ คสช.หยิบยกเรื่องปัญหาทุจริตมาเป็นหนึ่งในข้ออ้างในการทำรัฐประหาร แต่ผ่านมาเกือบ 4 ปียังไม่มีรูปธรรมที่จับต้องได้

ยิ่งที่ผ่านมาคนในรัฐบาล คสช.ดูจะวนเวียนอยู่กับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสหลายเรื่อง ทั้งกรณีไมโครโฟนราคาแพงที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งโครงการต้องพับไปเมื่อถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์

ต่อเนื่องมาจนถึงทริปฮาวายที่พล.อ.ประวิตรเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน-สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 ก.ย. -2 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึง 20 ล้านบาท

ก่อนจะมาเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตกับโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้งบประมาณ เรื่อยมาจนถึงเรื่องโครงการขุดลอกคูคลองขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.)

ล่าสุดเกิดประเด็นใหม่ เป็นการทุจริตเงินสงเคราะห์ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 6.9 ล้านบาท หลังการขยายผล คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ท.) พบทุจริตเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง กว่า 2 ล้านบาท ที่ จ.บึงกาฬ ซึ่งเตรียมปูพรมตรวจพื้นที่เป้าหมาย 31 จังหวัดในพื้นที่งบเกินล้านบาท

ทั้งหมดล้วนแต่เป็นวิบากกรรมที่ฉุดความเชื่อมั่นของ คสช. และหากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการคลี่คลายให้ดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น เรื่องนี้จะเป็นจุดตายของ คสช.ซึ่งมีอานุภาพรุนแรงมากกว่าปมปัญหาเรื่องเลื่อนเลือกตั้งหรือการยื้ออยู่ในอำนาจ

ไม่ประกาศวันเลือกตั้ง ยิ่งคลุมเครือ ยิ่งบั่นทอนคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ก.พ. 2561 เวลา 08:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/540828

ไม่ประกาศวันเลือกตั้ง ยิ่งคลุมเครือ ยิ่งบั่นทอนคสช.

ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ทำให้เริ่มมีคนออกมาเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาล คสช.​ประกาศความชัดเจนถึงวันเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้ทุกอย่างเกิดความอึมครึม

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร้อนจนถึงขั้นที่ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องออกมาการันตีด้วยตัวเองว่า เป็นเรื่องยากที่ สนช.จะคว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพราะต้องใช้ 166 เสียง จาก 248 เสียง

ทั้งนี้ หากจะคว่ำคงคว่ำไปตั้งแต่แรกเพราะใช้เสียงเพียงแค่กึ่งเดียว แต่ถ้าจะคว่ำในชั้นหลังจากการพิจารณาของกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย คือ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (​กรธ.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ สนช. จะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ซึ่งเป็นเรื่องยาก

อีกทั้งหากพิจารณาในรายละเอียดเนื้อหาเห็นว่าทุกอย่างน่าจะตกลงกันได้ในที่ประชุมร่วม พร้อมประกาศชัดว่าหากกฎหมายลูกทั้งสองฉบับถูกคว่ำ สนช.จะต้องเป็นคนรับผิดชอบ

สาเหตุสำคัญที่พรเพชรต้องออกมาแถลงชี้แจงประเด็นนี้ด้วยตัวเอง เพราะแรงกดดันที่รุมเร้า คสช.​กระทบชิ่งมาถึง สนช. ในฐานะกลไกสำคัญที่จะควบคุมทิศทางการเลือกตั้ง ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

ด่านแรก ​สนช.ปรับแก้เนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ให้มีผลบังคับใช้ 90 วันหลังจากประกาศใช้ ทำให้โรดแมปที่เคยคาดว่าการเลือกตั้งจะอยู่ที่เดือน พ.ย. 2561 ต้องขยับไปอยู่ที่เดือน ก.พ. 2562 หรือช้าสุดตามที่พรเพชรคำนวณคือ วันที่ 5 มี.ค.

ด่านสอง หาก สนช.คว่ำร่างกฎหมายลูกทั้งสองฉบับ การเริ่มต้นนับหนึ่งที่จะต้องจัดการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญกำหนดก็มีอันจะต้องขยับออกไป ​และที่สำคัญคือไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใดกับการจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ

จนกระทบไปถึงความเชื่อมั่นใน คสช.

ยิ่งในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ไม่ออกมายืนยันความชัดเจนถึงกำหนดการเลือกตั้งที่ชัดเจน หลังมีอันต้องถอยร่นจากกำหนดเดิม ซึ่งเคยประกาศเป็นสัญญาประชาคมระหว่างการเยือนสหรัฐอเมริกา จนทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่หนัก

แรงกดดันที่เกิดขึ้นจึงมีทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมออกมารวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นช่วงไหนกันแน่ และอยากให้ยืนยันว่าจะไม่มีเหตุให้ต้องเลื่อน หรือหากจะเลื่อนจริงก็ต้องมีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่ประชาชนจะยอมรับและเข้าใจได้

รวมทั้งฝั่งการเมืองซึ่งเฝ้ารอวันเลือกตั้งมานานเกือบ 4 ปี แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือจะเกิดขึ้นช่วงใด

ในฐานะพรรคการเมืองซึ่งจะต้องเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งกับกฎกติกาใหม่ ที่เรียกว่าแทบจะต้องตั้งต้นนับหนึ่งกันใหม่หมด ทั้ง การจัดทำระบบสมาชิกพรรค จัดตั้งสาขาพรรค ไปจนถึงการจัดทำไพรมารีโหวต เพื่อหาตัวผู้สมัครทั่วประเทศ การที่ขาดความชัดเจนเรื่องวันเวลาเลือกตั้งย่อมมีผลอย่างรุนแรง

ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบของพรรคการเมืองเก่าและพรรคการเมืองใหม่ ที่ถูกมองว่าอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ต้องเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป

แต่ทว่า แรงกดดันที่หนักที่สุดของความไม่ชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง​ อยู่ที่สาเหตุนำไปสู่การออกมาเคลื่อนไหวของประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ ไล่มาตั้งแต่กลุ่มประชาชนคนอยากเลือกตั้ง ที่นัดชุมนุมกันครั้งแรกที่สกายวอล์ก ซึ่งมีประชาชนออกมาร่วมกิจกรรมอยู่ไม่น้อย

ถึงขั้น คสช.ต้องงัด “ไม้แข็ง” สั่งดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมหวังว่าจะเป็นการสกัดไม่ให้เกิดการชุมนุมขยายวงไปในวงกว้างหรือมีแนวร่วมออกมามากขึ้น

แสดงให้เห็นว่า รัฐบาล คสช. ประเมินแล้วว่า ปมมีนี้มีความอ่อนไหว และสามารถนำไปขยายผลพัฒนาไปสู่การปลุกมวลชนให้ออกมาเคลื่อนไหว

ปัญหานี้ถึงขั้นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมากำชับให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งทำความเข้าใจถึงเหตุผลการเลื่อนเลือกตั้ง รวมทั้งทำความเข้าใจกับกลุ่มที่ออกมาชุมนุม ​ซึ่งส่งสัญญาณให้ความสำคัญทุกภาคส่วนต้องทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งกลุ่มผู้ที่เคลื่อนไหวและประชาชนทั่วไป

“กลุ่มที่เคลื่อนไหวอาจทำความเข้าใจยากหน่อยไม่เป็นไร แต่ประชาชนที่อยู่รอบๆ บริเวณที่มีการชุมนุมต้องได้รับความเข้าใจว่า รัฐบาลไม่ได้เป็นคนกำหนดให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไป โรดแมปยังคงเป็นโรดแมปเหมือนเดิม เพียงแต่ สนช.เห็นชอบต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ว่าให้มีผลบังคับใช้เมื่อประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว 90 วัน ตรงนี้ต้องชี้แจงให้ประชาชนทราบ”

ยิ่งหากพิจารณารูปแบบการชี้แจงจะเห็นว่า เมื่อใดก็ตามที่มีการจัดกิจกรรม ทางรัฐบาล คสช.​ก็จะส่งตัวแทนไปร่วมชี้แจงเพื่อให้ประชาชนเกิดการรับฟังข้อมูลจากทั้งสองด้าน

แน่นอนว่ามาตรการประกบเวทีการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น นอกจากจะเป็นการหวังผลสร้างแรงกดดันสกัดการเคลื่อนไหวแล้ว อีกด้านยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและผิดทาง

เมื่อชัดเจนอยู่แล้วว่าเรื่องนี้จะไม่ลุกลามบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เพียงแค่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดประกาศให้ชัดเจนว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ และยืนยันว่าจะไม่เลื่อนโดยเด็ดขาด

แม้ว-ปู จัดทัพ พท. สู้ คสช.ขาลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ก.พ. 2561 เวลา 14:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/540534

แม้ว-ปู จัดทัพ พท. สู้ คสช.ขาลง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ต้อนรับเทศกาลตรุษจีนด้วยการเปิดตัวคู่กันครั้งแรกของสองพี่น้องอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระหว่างกำลังเลือกซื้อเกาลัด ณ กรุงปักกิ่ง ​ประเทศจีน

เรียกได้ว่าเป็น “สัญญาณ” การเริ่มต้นขยับทางการเมืองของฝั่งพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ ในจังหวะเวลาที่สุกงอมได้ที่ และเริ่มเห็นเส้นทางสู่การเลือกตั้งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

จากก่อนหน้านี้ที่จะเห็นว่า “คู่พี่น้องชินวัตร” พยายามเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกมาเคลื่อนไหวในสาธารณะ นับจาก ยิ่งลักษณ์ ไม่ไปปรากฏตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าว เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2560

มีเพียงแค่ภาพถ่ายระหว่างการช็อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าประเทศอังกฤษ เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งปลุกให้เกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งติดตามตัวกลับมาดำเนินคดี

การเปิดตัวสู่สาธารณะครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการหวนคืนกลับสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัว และ ประกาศตัวชนกับ คสช.อย่างเต็มรูปแบบ

ประการแรก แสดง​ “ศักยภาพ” ของตัวเองทำให้เห็นว่า ทั้ง ทักษิณ และยิ่งลักษณ์ ยังเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก สามารถเดินทางไปไหนมาไหนก็ได้ ทั้ง อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง โดยที่ทางการไทยไม่สามารถติดตามตัวกลับมาดำเนินคดี

คล้ายจะทำให้เห็นว่าแม้ คสช. ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทางการเมือง แต่ก็ไม่สามารถติดตามตัวขอความร่วมมือกับนานาประเทศให้ส่งตัว ทักษิณ และยิ่งลักษณ์ ซึ่งต้องคำพิพากษาให้กลับมาดำเนินคดี

ประการที่สอง เป็นการส่งสัญญาณผนึกกำลังลงสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป เพื่อสกัดไม่ให้อดีต สส. แกนนำพรรคต้องไหลออกไปตั้งพรรคใหม่ หรือถูกดูดไปอยู่พรรคอื่น

ภายหลังเริ่มมีการขยับประกาศตัวเตรียมตั้งพรรคใหม่ ทั้งจากฝั่งอดีตคนการเมือง หรืออดีตคนจากกองทัพที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะสนับสนุน คสช.กลับมาสู่อำนาจอีกครั้ง

ที่สำคัญด้วยระบบตามกฎกติกาใหม่ที่ออกมา​ ทำให้พรรคเก่าเสียเปรียบพรรคใหม่ และยากที่จะมีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สถานะของพรรคใหญ่จึงยิ่งสั่นคลอน

ยังไม่รวมกับระบบบรรดาคดีความที่ติดตัวแกนนำเพื่อไทย และคนเสื้อแดง ที่สะกดไม่ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระในช่วงที่บ้านเมืองยังอยู่ในภายคำสั่ง คสช.

การเร่งสร้างเสถียรภาพภายและเอกภาพภายในพรรคจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เพื่อไทยต้องรีบดำเนินการ

ในวันที่หัวขบวนอย่าง ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเคยถูกชูเป็นนายกฯ ในการหาเสียงเมื่อครั้งที่แล้ว มารอบนี้ ไม่อาจกลับมานำทัพได้อย่างเดิม ขณะที่แต่ละมุ้ง แต่ละวังก็ยังไม่อาจเห็นพ้องหาข้อสรุปว่าจะชูใครมานำทัพต่อไป

กระแสข่าวแกนนำพรรคเพื่อไทยเดินทางไปพบ ทักษิณ ที่จีน เพื่อหาข้อยุติให้ได้ว่าคนที่จะนำทัพเพื่อไทยคนต่อไปจะเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้จะเป็นไปได้หรือไม่

ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมามีทั้งเสียงเชียร์ และเสียงค้าน หากไม่รีบหาข้อยุติ ย่อมกระทบต่อไปถึงการหาเสียงที่ใกล้จะเกิดขึ้น

รวมทั้งหากยังไม่ทำความชัดเจนให้ปรากฏ ย่อมไม่อาจสกัดกระแสไหล หรือกระแสดูด ที่เข้มข้นขึ้น ​

ที่สำคัญ การเปิดหน้าสู้ คสช.เวลานี้ ย่อมเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพราะคะแนนนิยมของ คสช. เริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ หลังต้องเผชิญมรสุมที่กำลังรุมเร้าต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นปมปัญหาจากเลื่อนการเลือกตั้งที่ทำลายความน่าเชื่อถืออย่างรุนแรง รวมทั้งเรื่องนาฬิกา ที่เขย่าความเชื่อมั่น คสช.​ไม่แพ้กัน

ดังปรากฏเริ่มมีกลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล คสช.อย่างต่อเนื่อง จนบรรดาแกนนำถูกดำเนินคดีตามมาตรการสกัดการเคลื่อนไหวไม่ให้ลุกลามบานปลาย

อีกด้านหนึ่งผลสำรวจความคิดเห็นโพลศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในหัวข้อ “คนอีสานกับการ (จะได้) เลือกตั้ง” ซึ่งสำรวจระหว่างวันที่ 2-4 ก.พ. 2561 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,161 ราย ในภาคอีสาน 20 จังหวัด

ที่น่าสนใจคือกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 39.7% สนับสนุนพรรคเพื่อไทย รองลงมา ​26.9 เป็นกลุ่มรอพรรคทางเลือกอื่นๆ หรือยังไม่ตัดสินใจ เลือกพรรคใด ตามมาด้วย 10.4% สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ 6.6% สนับสนุนพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ 3.4% สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย 0.9% สนับสนุนพรรคชาติไทยพัฒนา 0.7% สนับสนุนพรรคชาติพัฒนา และ 0.7% สนับสนุนพรรคพลังพลเมือง ขณะที่ 10.7% จะไม่ไปเลือกตั้งหรือไม่เลือกพรรคใด

สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะผ่านกระบวนการแช่แข็งหรือบอนไซมากว่า 4 ปี แต่คะแนนนิยมพรรคที่เคยผูกขาดคะแนนเสียงข้างมากยังได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบันในพื้นที่อีสาน ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานเสียงสำคัญของเพื่อไทย

ตรงกันข้ามพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งยังไม่อาจเรียกคะแนนนิยมได้ ตอกย้ำสภาพความเป็นจริง ที่อาจทำให้ คสช.ต้องกลับมาคิดทบทวนยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวนับจากนี้ต่อไป

จังหวะเวลานี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่เพื่อไทยต้องรีบดำเนินการเร่งสร้างความเข้มแข็งให้พรรคในช่วงขาลงของ คสช.