“ธีระเกียรติ” ระเบิดด้าน ฉุด คสช.เสื่อมยกแผง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 14 ก.พ. 2561 เวลา 09:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/540251

"ธีระเกียรติ" ระเบิดด้าน ฉุด คสช.เสื่อมยกแผง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ไม่มีปัญหาอะไร ไม่มีรอยร้าว ยังพูดจารักใคร่ เข้าใจกันดี ทำอะไรผิดก็ขอโทษ ระงับความขัดแย้ง”

กลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาชี้แจงเคลียร์ปมร้าวระหว่าง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์รมว.ศึกษาธิการ ที่ทิ้งระเบิดลูกโตเรื่องนาฬิกาพาดพิงไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม

จากเดิมที่วิเคราะห์กันว่าการให้สัมภาษณ์นักข่าวบีบีซีของ นพ.ธีระเกียรติ จะบานปลายจนทำให้ ไม่ใครก็ใครต้องพ้นเก้าอี้ ไม่สามารถอยู่สู้หน้ากันใน ครม.ได้อีกต่อไป

ทั้งในแง่เนื้อหาที่ค่อนข้างรุนแรงโดยเฉพาะคำพูดที่ว่า “เรื่องนาฬิกา ถ้าผมถูก Exposed (เปิดโปง) เรือนแรก ผมก็ออกแล้ว อันนี้ถามผมนะ ส่วนใครจะว่าอะไร ให้ไปถามคนนั้น ของอย่างนี้ คนก็ไม่กล้าพูด กลัวอะไร ทำไม พูดแล้ว มันจะมาไล่ผมออกหรือ”

สอดรับกับคำพูดที่พูดกับนักเรียนไทยและนักธุรกิจไทยที่มาร่วมงานเลี้ยงรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ขอให้ตระหนักว่าเมื่อจบการศึกษากลับไปทำงานที่ประเทศไทยแล้ว การบังคับใช้กฎหมายของไทย และสำนึกของนักการเมืองและผู้บริหารประเทศยังต่างจากของอังกฤษ การยึดหลักนิติธรรมยังไม่เกิดขึ้นจริง

อีกทั้งยังยกตัวอย่างกรณีที่ ไมเคิล เบทส์ สมาชิกสภาขุนนางของอังกฤษสังกัดพรรคอนุรักษนิยมได้ประกาศลาออกจากสมาชิกสภาขุนนาง เนื่องจากรู้สึกละอายใจที่เข้าร่วมประชุมสภาสายเมื่อปลายเดือน ม.ค. แต่คำลาออกของเขาถูก เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรี ยับยั้ง

“แต่เมืองไทยมีนาฬิกาใส่ 25 เรือน ยังไม่เป็นไร” คำพูดของ นพ.ธีระเกียรติ จึงไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ หรือพูดลอยๆ แต่มีที่มาที่ไปเชื่อมโยงถึงเรื่องสำนึกทางการเมือง และหลักนิติธรรม ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง

ที่สำคัญในแง่สถานะของคนพูด คือ นพ.ธีระเกียรติ รัฐมนตรีร่วม ครม.กับ พล.อ.ประวิตร แถมยังสนิทกับทางหลังบ้าน พล.อ.ประยุทธ์ จนถึงขั้นมองว่าอาจได้รับ “สัญญาณ” ให้ออกกดดัน พล.อ.ประวิตร

เมื่อรู้อยู่แล้วว่า พล.อ.ประวิตร ถือเป็นพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ต่อให้มีแรงกดดันจากสังคมมากขนาดไหน ยากที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ เอ่ยปากขอให้ พล.อ.ประวิตร พิจารณาตัวเองเพื่อช่วยลดแรงกดดัน คสช.

เวลานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้วยสถานะของ พล.อ.ประวิตร ที่เป็นทั้งพี่ใหญ่ และยังเป็นคีย์แมนคนสำคัญที่ควบคุมดูแลงานด้านความมั่นคงทั้งหมด

การต้องมาเปลี่ยนแม่ทัพปลายศึก ในภาวะที่มีกับระเบิดรอบด้านจึงเป็นการสุ่มเสี่ยงเกินกว่าที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะยอมปลด พล.อ.ประวิตร พ้น ครม.

คำพูดของ นพ.ธีระเกียรติ จึงมี “น้ำหนัก” และ “พลัง” ที่มากเพียงพอจะสั่นคลอนเก้าอี้ของ พล.อ.ประวิตร ได้อย่างรุนแรงมากกว่าที่ฝ่ายต่างๆ ในสังคมจะออกมากดดัน หรือการเข้าชื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร ลาออกเหมือนที่ผ่านมา

ยิ่งหากมองย้อนไปในช่วงเวลาที่ผ่านมาแรงกดดันทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้นไม่ได้กระทบไปถึงตำแหน่งของ พล.อ.ประวิตร แถม พล.อ.ประยุทธ์ ยังออกมาแสดงท่าทีปกป้อง

ส่งผลให้ภาพรวมความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช.ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ในวันที่หลายฝ่ายหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาเป็นชนวนปลุกการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลคู่ขนานไปกับปมเรื่องการเลื่อนตั้ง ที่ซ้ำเติมสถานการณ์ของ คสช.ให้หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น

สัญญาณจาก นพ.ธีระเกียรติ จึงถูกมองว่าอาจเป็นระเบิดพลีชีพ ที่ต้องยอมแลกเพื่อให้ภาพรวมของ คสช.กลับมาดีขึ้นจนสามารถเดินหน้าไปตามโรดแมปได้โดยไม่สะดุดขาตัวเอง

แต่สุดท้ายกลับไม่เป็นอย่างที่คิดเมื่อต่อมา นพ.ธีระเกียรติ ออกมาแถลงชี้แจงว่า “สิ่งที่พูดในคลิปนั้นเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งใครก็มีความคิดเห็นส่วนตัวได้ ส่วนความคิดเห็นในโลกโซเชียลนั้น ก็มีทั้งสองด้าน และยอมรับว่าผมเองมีส่วนผิดที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น”

พร้อมปฏิเสธว่าคลิปดังกล่าวไม่ใช่การสัมภาษณ์เป็นทางการ เป็นการยืนคุยภายหลังการบรรยาย โดยไม่รู้ว่าถูกอัดเทป แต่อย่างไรก็ตามการพูดดังกล่าวเป็นการเสียมารยาท และได้ขอโทษ พล.อ.ประวิตรแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประวิตร พยักหน้ารับ มั่นใจว่าจะไม่กระทบการทำงานร่วมกับ พล.อ.ประวิตร ใน ครม. และตนเองจะยังอยู่ในตำแหน่ง ทำงานในรัฐบาลต่อไป เพราะเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี

ในแง่เสถียรภาพของรัฐบาล คสช. แม้จะดีขึ้นเมื่อคลี่คลายสถานการณ์สมานรอยร้าวได้สำเร็จ แต่ยากจะทำงานร่วมกันได้อย่างสนิทใจอีกต่อไป พานจะกลายเป็นความระหองระแหงที่สะสมรอวันปะทุต่อไป

รวมทั้งจะทำให้คนใน ครม.ไม่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ ทั้งที่อาจจะต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเป็นตัวอย่างวางบรรทัดฐานที่ดีให้สังคมต่อไป

แต่ที่สำคัญคือ “ความเชื่อมั่น” ของรัฐบาล คสช.จะถูกกัดเซาะอย่างหนักจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

แรงผลักดันผ่านการจุดประเด็นเรื่องจิตสำนึกทางการเมือง ควรจะเดินหน้านำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม แต่สุดท้ายกลับถูกเบรก จนเกิดภาพการปกป้องพวกพ้องอุ้มกันเอง จึงมีแต่จะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ คสช.ย่ำแย่ลง

สนช.-กรธ.ซัดกันอีกยก มวยล้มเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ก.พ. 2561 เวลา 11:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/540136

สนช.-กรธ.ซัดกันอีกยก มวยล้มเลื่อนเลือกตั้ง

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2562 ซึ่งเป็นผลมาจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเวลา 90 วันนับแต่วันที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

ถึงกระนั้น เวลานี้เริ่มมีหลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตแล้วว่าการเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไปแบบไม่มีกำหนดด้วยเหตุผลและเทคนิคทางกฎหมายและการเมือง ภายหลังคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่าง “กรธ.-สนช.-กกต.” เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพราะเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายทั้งสองฉบับของ สนช.ทำให้กฎหมายดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

กรธ.ตั้งข้อสังเกตออกเป็น 7 ประเด็น แบ่งออกดังนี้

ร่างกฎหมายเลือกตั้ง 4 ประเด็น 1.ตัดสิทธิคนไม่ไปเลือกตั้ง ห้ามเป็นข้าราชการการเมือง 2.จัดมหรสพ เพราะจะเป็นปัญหาด้านกำหนดค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร 3.เวลาลงคะแนนที่ สนช.แก้เป็นเวลา 07.00-17.00 น. และ 4.การลงคะแนนแทนผู้พิการทางสายตา ซึ่งจะกระทบต่อหลักการที่ว่าด้วยการเลือกตั้งต้องเป็นการลงคะแนนลับ

ร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. 3 ประเด็น ประกอบด้วย

1.การเปลี่ยนแปลงจำนวนกลุ่มการสมัครจาก 20 กลุ่มเหลือเพียง 10 กลุ่ม ไม่มีหลักประกันว่าการเลือกกันเองภายในแต่ละกลุ่มนั้นผู้สมัครจะได้รับเลือกในลักษณะเฉลี่ยกันอย่างทั่วถึง

2.การแบ่งผู้สมัครในแต่ละกลุ่มออกเป็น 2 ประเภทและการให้ผู้สมัครในแต่ละประเภทเลือกกันเอง การให้มีองค์กรเป็นผู้เสนอ หรือรับรองผู้สมัครเข้ารับเลือกเป็น สว. ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคนสามารถรับเลือกในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้อย่างเสรี

3.การยกเลิกการเลือกไขว้ กรธ.เห็นว่าการตัดมาตรการเลือกไขว้ออกโดยไม่มีมาตรการที่เท่าเทียม หรือเข้มข้นกว่าในการลดความเป็นไปได้ในการสมยอมกันในการเลือกมาแทน เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการสมยอมกันโดยไม่สุจริตในการเลือก สว.

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า กรธ.ค่อนข้างจะไม่ค่อยพอใจกับการทำงานของสนช.ไม่น้อย เพราะการแก้ไขของ สนช.ไม่ต่างอะไรกับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้ร่างกฎหมายของ กรธ.ที่กำหนดขึ้นมาถูกกลับหัวกลับหางไปพอสมควร จึงเป็นเรื่องที่ กรธ.ไม่อาจยอมให้ปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆ เหมือนกับร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปยัง สนช.แล้วปฏิเสธไม่ได้ว่า สนช.เองก็ไม่ยอม กรธ.ง่ายๆ เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว.

อย่างที่ทราบกันดีว่าวุฒิสภาชุดใหม่ใน 5 ปีแรกจำนวน 250 คน จะมาจากการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แบ่งเป็น กลุ่มที่ 1 จำนวน 6 คน มาจากผู้บัญชาการเหล่าทัพและปลัดกระทรวงกลาโหมโดยตำแหน่ง กลุ่มที่ 2 จำนวน 194 คน มาจากการเลือกโดยตรงของ คสช. และกลุ่มที่ 3 จำนวน 50 คน โดยมาจากการเลือกตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 200 คน ก่อนที่ คสช.จะเลือกให้เหลือ 50 คนเพื่อเป็น สว.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมาชิก สนช.ชุดปัจจุบันหรือบรรดาอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จำนวนไม่น้อยต่างหวังว่าตัวเองจะมีโอกาสได้กลับเข้ามาเป็น สว.อีกครั้ง โดยสามารถเลือกได้สองทางระหว่างใช้ทางลัด 194 คน กับทางอ้อม 50 คนผ่านกฎหมาย สว.

คนที่จะผ่านทางลัดได้ต้องเป็นระดับเส้นใหญ่และคนในดวงใจของ คสช.เท่านั้น ส่วนคนที่ผ่านทางอ้อมนั้นอาจจะไม่ใช่คนในใจ คสช.อย่างแท้จริง เพราะเดิมที คสช.ต้องการให้ กรธ.เขียนในบทเฉพาะกาลตั้งแต่แรกว่าให้ สว.ชุดแรกมาจากการเลือกของคสช.ทั้งหมด แต่หากคนหน้าเก่าๆ ไม่ว่าเป็น สนช. สปช. หรือ สปท.เข้ามาปนกับคนหน้าใหม่ๆ ที่เล็ดรอดมาได้ โอกาสของคนหน้าเก่าย่อมมีมากกว่าคนหน้าใหม่อย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้เอง สนช.จำนวนไม่น้อยถึงต้องออกมาโจมตีตั้งแต่กฎหมาย สว.เข้าสู่วาระแรกในที่ประชุม สนช.ว่าระบบการเลือก สว.ของ กรธ.จะส่งผลให้ประเทศไทยได้ สว.ไม่ต่างจากอดีต โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นระบบที่เอื้อให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ง่ายมากขึ้น

ถึงกระนั้น กรธ.เองคงไม่ยอมให้ สนช.ปู้ยี่ปู้ยำกฎหมาย สว.อย่างแน่นอน เพราะ กรธ.หวังจะสร้างผลงานก่อนอำลาตำแหน่งเช่นกัน

เมื่อแรงปะทะของช้างใหญ่ทั้งสองตัวมาเจอกัน โอกาสที่หญ้าแพรกจะแหลกลาญก็มีสูง ซึ่งนั่นหมายถึงการที่ สนช.ลงมติฉีกกฎหมาย สว.ทิ้ง เพื่อให้ทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดว่าการมีมติฉีกกฎหมาย สว.ทิ้งต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 3 หรือ 165 เสียงจาก สนช. 248 คน จะดูเหมือนสูง แต่ภายใต้ สนช.ที่มาจากการเป่านกหวีดของคนไม่กี่คน การสั่งซ้ายหันหรือขวาหันจึงไม่ใช่เรื่องยากแต่ประการใด

นาฬิกา-เสือดำ-ยืม 300 ล้าน ปรากฏการณ์สังคมยี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ก.พ. 2561 เวลา 09:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/540015

นาฬิกา-เสือดำ-ยืม 300 ล้าน ปรากฏการณ์สังคมยี้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ อุณหภูมิการเมืองไต่ระดับความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางความคลุมเครือของปฏิทินการเลือกตั้งที่ยังไม่มีความชัดเจน

ล่าสุดระเบิดเวลา 3 ลูกใหญ่ ถูกถอดสลักรอวันระเบิด นับเป็นอีกปรากฏการณ์สำคัญที่จะส่งผลเขย่าเสถียรภาพและทิศทางการเมือง ตลอดจนภาพรวมในสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ

เริ่มตั้งแต่เรื่องแรก “นาฬิกา” ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าจะเข้าข่ายจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงหรือไม่

ความคลุมเครือขยายวงมากขึ้นเมื่อ พล.อ.ประวิตร ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวไม่ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว โดยประกาศจะชี้แจงต่อ ป.ป.ช.เท่านั้น มีเพียงแค่คำอธิบายจากแหล่งข่าวคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร ที่อธิบายว่านาฬิกานั้นไม่ใช่ของ พล.อ.ประวิตร แต่ยืมเพื่อนมา จึงไม่จำเป็นต้องชี้แจงต่อ ป.ป.ช.

ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังออกมาระบุว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการใช้งบประมาณแผ่นดิน ไม่ทำให้เกิดความเสียหาย ขอให้รอผลสอบ ป.ป.ช.

ส่งผลให้ยิ่งฉุดความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรง ซ้ำเติมปัญหาเลื่อนวันเลือกตั้ง

นำมาสู่การรวมตัวของกลุ่มประชาชนคนอยากเลือกตั้ง ที่มีแนวร่วมให้ความสนใจออกมาร่วมเคลื่อนไหวจำนวนมาก ท่ามกลางมาตรการสกัดกั้นของเจ้าหน้าที่โดยใช้ทั้งคำสั่ง คสช. และ พ.ร.บ.การชุมนุมเข้ามาดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม 39 คน ที่ส่อแววจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว

ยังไม่รวมกับแรงกดดันให้ พล.อ. ประวิตร ลาออกจากตำแหน่ง จนถึงขั้นมีการล่ารายชื่อในโซเชียลมีเดีย เมื่อเจ้าตัวประกาศจะลาออกหากประชาชนไม่ต้องการ ซึ่งสุดท้ายเกิดปรากฏการณ์กลุ่มคนที่ออกมาล่ารายชื่อให้กำลังใจ พล.อ.ประวิตร ซึ่งอาจบานปลายไปถึงขั้นเกิดการปะทะกันในอนาคต

เรื่องที่สอง การจับกุม เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ที่พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก พร้อมของกลางเป็นซากเสือดำที่ชำแหละเรียบร้อย พร้อมอาวุธปืน จนนำมาสู่การตั้ง 9 ข้อหา ซึ่งทางเปรมชัยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และใช้เงิน 1.5 แสนบาท ขอประกันตัว

ในวันที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การขุดคุ้ยประวัติการเข้าป่าล่าสัตว์ของเปรมชัยมาหักล้างกับคำให้การที่ผ่านมา ประกอบกับการตรวจค้นบ้านพักของเปรมชัย ที่พบทั้งงาช้างและปืน 40 กระบอก ไปจนถึงเรื่องคนที่มีตำแหน่งระดับสูง ซึ่งประสานเปิดทางให้เปรมชัยเข้าพื้นที่

สัญญาณจาก พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ค่อนข้างชัดเจนว่าปืนยาวที่พบในบ้านพักของเปรมชัยคล้ายปืนที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และในมุมมองของนักสืบก็มองว่ามีเจตนาเข้าไปล่าสัตว์ชัดเจน

แม้จะจำนนด้วยหลักฐานที่ชัดเจนขนาดนี้ แต่ด้วยอำนาจเงินและอิทธิพลของเปรมชัย ทำให้สังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ดักคอว่าจุดจบของเรื่องนี้คงไม่ง่ายที่จะเห็นภาพเศรษฐีที่กระทำผิดต้องมารับโทษติดคุก แม้จะมีสัญญาณไฟเขียวจากผู้มีอำนาจที่เปิดทางให้ดำเนินคดีได้อย่างเต็มที่

ทั้งหมดล้วนจะพันกลับมาเป็นแรงกดดันที่จะย้อนกลับมายัง คสช. ในฐานะคนวางรากฐานการปฏิรูป ที่หนึ่งในเรื่องสำคัญคือการปฏิรูปกฎหมายไปจนถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง แต่หากกรณียังไม่อาจทำให้เกิดความชัดเจน มีเงื่อนงำที่ค้างคาใจสังคม

สุดท้าย ปมปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างคนรวยกับคนจนก็ยังเป็นปัญหาที่ค้างคาใจคนในสังคม และเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการคลี่คลายสลายไปอย่างที่ตั้งใจ

มาถึงเรื่องสุดท้าย ปมปัญหาจากสถานบริการวิคตอเรียซีเครท ที่ต้นเรื่องมาจากประเด็นการค้ามนุษย์ นำมาสู่การบุกตรวจค้น หลังได้รับการร้องเรียนว่ามีการลักลอบค้าประเวณีเด็กอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี หลังการตรวจค้นพบบัญชีรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปใช้บริการหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจ บช.น. บก.น.4 สน.วังทองหลาง ปคม. บก.ป. และเจ้าหน้าที่สรรพากรเขตพื้นที่

ก่อนที่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตเจ้าพ่ออ่าง จะออกมาแฉ ไล่เรียงเส้นทางการเงินหลังเจ้าตัวขายอาบอบนวดให้ กำพล วิระเทพสุภรณ์ เจ้าของวิคตอเรียซีเครท เมื่อเกือบ 15 ปีก่อน เงินรายได้ของสถานบริการนั้นโยงใยไปถึง บริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น ที่มีกำพลเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 กลายเป็นเรื่องสะเทือนวงการเมื่อเงินจากวงการสีเทาเข้ามาเกี่ยวพันกับเงินในตลาดหลักทรัพย์ฯ

สุดท้ายกลายเป็นประเด็นช็อกวงการเมื่อ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. ออกมายอมรับว่าเคยยืมเงินกำพล 300 ล้านบาท จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าในฐานะ ผบ.ตร. แต่กลับไม่รู้ที่มาที่ไปของเงินดังกล่าวว่าผิดกฎหมายหรือไม่อย่างไร และ ตบท้ายด้วยวลีที่สั่นคลอนวงการสีกากี เมื่ออดีต ผบ.ตร.ระบุชัดว่า “ตลอดชีวิตรับราชการของผม เกือบจะเรียกได้ว่าอาชีพตำรวจนี่ถือว่าเป็นไซด์ไลน์ อาชีพหลักๆ ผมคือทำธุรกิจ”

ทั้ง 3 ปม ล้วนแต่เป็นเรื่องใหญ่ที่สั่นคลอนเสาหลักของสังคมเป็นอย่างมาก จนต้องติดตามดูว่าตอนจบของแต่ละเรื่องจะเดินไปทางไหน และส่งผลต่อภาพรวมของสังคมอย่างไร

จับตาสงคราม 3 ฝ่ายชี้ชะตาเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ก.พ. 2561 เวลา 11:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/539888

จับตาสงคราม 3 ฝ่ายชี้ชะตาเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งในเวลานี้ต้องยอมรับว่าเต็มไปด้วยขวากหนามพอสมควร ภายหลัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. โดยให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 90 วันนับตั้งแต่วันที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการเลือกตั้งไม่ได้มีเพียงแค่นั้น แต่ล่าสุดกำลังจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่าง สนช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

ตามขั้นตอนเมื่อ สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้ว จะต้องดำเนินการพิจารณาและเสนอกลับมายัง สนช.ภายใน 15 วัน เพื่อขอความเห็นชอบในกรณีที่ สนช.มีมติเห็นชอบกับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะเข้าสู่ขั้นตอนของการประกาศใช้บังคับต่อไป แต่ถ้าสนช.มีมติไม่เห็นชอบด้วยคะแนนเกิน 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด หรือ166 คน จาก สนช.ทั้งหมด 248 คน ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไปหมายความว่าต้องกลับไปสู่กระบวนการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ทั้ง กกต.และ กรธ.ต่างเห็นตรงกันว่าควรต้องมีการแก้ไข โดย กกต.เสนอ 5 ประเด็น ส่วน กรธ.เสนอ 4 ประเด็นซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่ซ้ำกัน ดังนี้

1.การห้ามไม่ให้ผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งข้าราชการเมือง เป็นประเด็นที่ กรธ.ไม่เห็นด้วยกับ สนช.อย่างรุนแรง เพราะเดิมร่างกฎหมายฉบับแรกที่ กรธ.จัดทำนั้น ไม่ได้บัญญัติเรื่องดังกล่าวเอาไว้ แต่เมื่อสนช.บัญญัติไว้เช่นนี้ ในมุมองของ กรธ.เห็นว่าอาจทำให้ขัดต่อเสรีภาพของประชาชนในการประกอบอาชีพที่ได้รับการรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญได้ อีกทั้งการลงโทษผู้ที่นอนหลับทับสิทธิด้วยวิธีการนี้เป็นการกำหนดบทลงโทษที่เกินความจำเป็น

2.การจัดมหรสพ เป็นอีกประเด็นที่กรธ.และ กกต.ไม่เห็นด้วยกับ สนช. ที่ผ่านมา สนช.อ้างว่าการหาเสียงด้วยวิธีการจัดมหรสพจะช่วยให้ประชาชนตื่นตัวทางการเมือง แต่ กรธ.และ กกต.กลับมองไปในทางตรงกันข้าม เนื่องจากจะทำให้เกิดการควบคุมเพดานค่าใช้จ่ายหาเสียงได้ยาก และอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใหญ่

3.การขยายเวลาลงคะแนนเลือกตั้ง เดิมกำหนดให้ประชาชนสามารถมาลงคะแนนได้ในระหว่างเวลา 08.00-15.00 น. แต่ สนช.มาเปลี่ยนเป็น 07.00-17.00 น. ซึ่ง กรธ.เห็นว่าจะกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการขนส่งหีบเก็บบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง

4.การลงคะแนนแทนผู้พิการทางสายตา โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นการลับ การให้คนอื่นลงคะแนนแทนผู้พิการทางสายตานั้นอาจทำให้การลงคะแนนขัดต่อรัฐธรรมนูญได้กรธ.จึงเห็นว่าควรให้มีวิธีการอื่นที่อำนวยความสะดวกและไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

5.การกำหนดเบอร์ผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นประเด็นที่ กกต.ค่อนข้างจะให้ความสนใจพอสมควร เพราะที่ผ่านมาการเลือกตั้งแต่ละครั้ง พรรคการเมืองจะใช้หมายเลขผู้สมัครเพียงหมายเลขเดียวหาเสียงทั่วประเทศ ทั้งการเลือกตั้งสส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโดยให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครในแต่ละเขตมีหมายเลขหาเสียงแตกต่างกัน ในมุมของ กกต.ย่อมเห็นว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการจัดการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

6.อำนาจของศาลฎีกา ร่างกฎหมายเลือกตั้งมาตรา 138 ระบุว่า ภายหลังการประกาศเลือกตั้งให้ศาลฎีกามีสิทธิเพิกถอนสิทธิสมัครเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 226 บัญญัติให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงถือว่าขัดรัฐธรรมนูญขณะที่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ทั้ง กรธ.และ กกต.ต่างเห็นตรงกันว่ามีประเด็นที่ต้องแก้ไขเช่นกันดังนี้

1.อำนาจของศาลฎีกา ในร่างกฎหมาย สว.ให้อำนาจศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้เพียงอย่างเดียวไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ที่ให้เพิกถอนสิทธิสมัครและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ

2.การกำหนดกลุ่มวิชาชีพของผู้สมัคร สว. กรธ.ไม่เห็นด้วยกับการที่ สนช.กำหนดให้เหลือเพียง 10 กลุ่ม จากเดิม 20 กลุ่ม เพราะ 20 กลุ่มที่ กรธ.กำหนดมานั้นมาจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จึงเห็นว่าควรต้องคงไว้ตามนั้น

3.การแยกประเภทผู้สมัครแบบอิสระและนิติบุคคล สนช.แก้เนื้อหาในประเด็นนี้ลึกลงไปถึงขั้นให้การเลือก สว.ในขั้นตอนสุดท้ายต้องเลือกแยกออกให้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้สมัครอิสระ 100 คน และ 2.ผู้สมัครจากนิติบุคคล 100 คน ซึ่งกรธ.คัดค้านและเห็นว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรง

4.วิธีเลือก สว. สนช.แก้ไขโดยล้มเลิกวิธีการเลือกไขว้แบบข้ามกลุ่มของ กรธ. เนื่องจาก สนช.เห็นว่าวิธีการเลือกที่ กรธ.กำหนดมานั้นอาจนำมาซึ่งการบล็อกโหวตและการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง

ไทยนิยมเดิมพันสุดท้าย กู้คะแนนนิยมคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 ก.พ. 2561 เวลา 11:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/539680

ไทยนิยมเดิมพันสุดท้าย กู้คะแนนนิยมคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“โครงการไทยนิยมยั่งยืน” นับเป็นอีกยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นการทิ้งทวนสร้างผลงานเรียกความเชื่อมั่นในช่วงปลายโรดแมป คสช.กอบกู้คะแนนที่ลดต่ำลงเรื่อยๆ

ต้องยอมรับว่า 3 ปีกว่าที่ผ่านมา “ผลงาน” ของรัฐบาล คสช.ยังไม่โดนใจประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรากหญ้าที่กำลังเผชิญปัญหาปากท้องและราคาสินค้าราคาเกษตรตกต่ำ

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นแรงกดดันที่ย้อนกลับมาซ้ำเติมความเชื่อมั่นรัฐบาล คสช. ฉุดให้การเดินหน้าบริหารประเทศในช่วงโค้งสุดท้ายเป็นไปด้วยความยากลำบากกว่าเดิม

แม้ที่ผ่านมารัฐบาล คสช.จะพยายามอัดฉีดเม็ดเงินลงไปในพื้นที่หลายรอบหลายโครงการ แต่ทว่าในทางปฏิบัติกลับเป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชั่วครั้งชั่วคราว เม็ดเงินดังกล่าวไม่สามารถหมุนเวียนในระบบสร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น

นอกจากจะถูกมองว่าแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ใช้แต่วิธีเร่งด่วนที่ไม่มีผลในระยะยาวแล้ว มาตรการทำนองนี้ของรัฐบาล คสช.ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเดินตามรอยนโยบายประชานิยมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  ทั้งที่ คสช.ต่อต้านและพยายามออกกฎระเบียบ หามาตรการสกัดการใช้งบประมาณแผ่นดินไปในแนวทางนี้ แต่สุดท้ายกลับต้องมาทำเอง

หลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดโครงการหมู่บ้านละล้าน หรือประชารัฐ​ ถูกมองว่าเป็นเพราะรัฐบาลไม่อาจหาแนวทางที่ดีกว่านี้ ในการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเห็นผลได้รวดเร็วทันใจ

แต่สุดท้ายในทางปฏิบัติพบเห็นปัญหาในหลายพื้นที่และไม่ได้ผลอย่างเต็มประสิทธิภาพ และยังถูกครหาในหลายประเด็น​โดยเฉพาะการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการประชารัฐ

การพลิกโฉมปลุกปั้น “ไทยนิยมยั่งยืน” จึงเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของรัฐบาล คสช.ทั้งเพื่อไม่ให้ไปซ้ำรอย ทั้งกองทุนหมู่บ้านในอดีต หรือโครงการประชารัฐด้วยจุดขายใหม่

พล.อ.ประยุทธ์ อธิบายว่าไทยนิยมไม่ใช่การสร้างกระแสชาตินิยม เหมือนที่บางคนไม่เข้าใจแล้วพยายามบิดเบือน แต่สำหรับสถานการณ์ของประเทศในวันนี้นั้นเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่าน เราต้องการการปฏิรูปที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นไทยโดยไม่ทิ้งหลักสากล

“ผมกำลังพูดถึงและไทยนิยมก็ไม่ใช่ประชานิยม เพราะประชานิยมเป็นการให้ในลักษณะที่เหมือนกับยัดเยียดทุกคนได้ไป พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง อะไรก็แล้วแต่ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เหมาะสมกับประชาชน ด้วยการสร้างแนวคิดบริโภคนิยมที่ผ่านมาประชาชนชอบและพอใจ กลายเป็นว่าประชาธิปไตยกินได้เหมือนกับนโยบายของที่ผ่านมา อาจจะไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงอาจจะทำเพียงเพื่อต้องการความนิยม หรือต้องการคะแนนเสียงจากการเลือกตั้ง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

แต่วิเคราะห์แล้ว “ไทยนิยม” ถือเป็นหนึ่งในกลไกการตลาดที่จะสร้างแบรนด์ให้กับผลงานชิ้นโบแดงให้กับรัฐบาล คสช. เพื่อไปใช้ในการชี้แจงหรืออธิบายสังคมถึงความสำเร็จในการดำเนินนโยบายกอบกู้สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจ

สอดรับกับสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และกำลังจะเริ่มออกดอกออกผล มองเห็นความสำเร็จผ่านตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในช่วงนี้

ล่าสุด กระทรวงการคลังเสนอแผนอัดฉีดงบกลาง 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อ​ปฏิรูปยกระดับประเทศเน้นไปที่เศรษฐกิจระดับฐานราก โดยเม็ดเงิน 1 แสนล้านบาท จะใช้ใน 4 เรื่องหลัก คือ 1.งบประมาณในโครงการช่วยคนจนเฟส 2 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท 2.โครงการปฏิรูปราคาสินค้าเกษตร 4 หมื่นล้านบาท เช่น การแก้ไขราคายางตกต่ำ  3.งบประมาณในโครงการพัฒนาตำบลวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และ 4. นำไปใช้เพิ่มความเข้มแข็งกองทุนหมู่บ้าน 1-1.5 หมื่นล้านบาท

สรุปในภาพรวมแล้ว “ไทยนิยมยั่งยืน” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น เพียงแต่เป็นการบูรณาการโครงการซึ่งได้รับการจัดสรรงบที่มีอยู่เดิมแล้วมาจัดหมวดหมู่ใหม่

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการพัฒนาตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน กล่าวว่า โครงการไทยนิยมยั่งยืนมีส่วนเกี่ยวข้องกับงบเพิ่มเติมปี 2561 เนื่องจากฝ่ายเศรษฐกิจต้องการลงไปสร้างเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ซึ่งจะเน้นไปที่งานภาคการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ตามมาด้วยการท่องเที่ยว โครงการโอท็อป และกองทุนหมู่บ้าน

ไทยนิยมยั่งยืนจึงถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของรัฐบาล คสช.ที่อยู่ในช่วงขาลงกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาความเชื่อมั่นที่ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่ทิศทางการปฏิรูปและปรองดองที่เคยเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล คสช.ยังไร้วี่แววความสำเร็จ ​

การเร่งผลงานทางด้านเศรษฐกิจฐานรากจึงเป็นอีกหนทางที่จะผ่อนคลายแรงกดดันที่รุมเร้าเวลานี้ ที่สำคัญหากทำได้ดีย่อมส่งผลถึงคะแนนนิยมในระยะยาว ที่ย่อมเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

ส่วนจะเป็นรูปเป็นร่างได้มากน้อยแค่ไหน ต้องรอติดตามก้าวแรกในวันที่ 9 ก.พ.นี้ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จะนำทีมชี้แจงนโยบายและแนวทางต่อทุกกระทรวง

“บิ๊กป้อม” อยากอยู่ต่อ ต้องรอลุ้น “ปปช.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ก.พ. 2561 เวลา 07:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/539477

"บิ๊กป้อม" อยากอยู่ต่อ ต้องรอลุ้น "ปปช."

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าเวลานี้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลคงไม่ผิดนัก หลังจากโดนกระหน่ำด้วยกระแสกดดันจากกรณีของการยืมนาฬิกาหรู

นาฬิกาจะมีกี่เรือนในมือบิ๊กป้อมนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ หากได้แจ้งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เมื่อครั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2557

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏแจ้งชัดว่าในรายการบัญชีทรัพย์สินที่ พล.อ.ประวิตร แสดงต่อ ป.ป.ช.ไม่มีนาฬิกาดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดความกดดันให้รองนายกฯ ต้องแสดงสปิริตด้วยการรับผิดชอบทางการเมืองก่อนนำไปสู่การรับผิดชอบทางกฎหมาย

ทว่าสถานการณ์ที่ผู้มีอำนาจในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คิดว่าถ้าอยู่นิ่งๆ ทุกอย่างจะเงียบไป พอเอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะยิ่งนานวันเริ่มมีการเผยแพร่นาฬิกาหรูที่ พล.อ.ประวิตรมีนั้นไม่ได้มีแค่เรือนเดียว ผนวกกับท่าทีที่ออกมาปกป้องชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ทั้งการบอกว่า “ขอให้ลดราวาศอก” หรือ “เป็นเรื่องส่วนตัว” ยิ่งทำให้เชื้อไฟการเมืองโหมแรงมากขึ้น

เวลาผ่านมานานหลายเดือน เริ่มเกิดกระแสว่า พล.อ.ประวิตร อาจถอดใจและลาออกจากตำแหน่ง ดังจะเห็นได้จากการพูดกับสื่อมวลชนในทำนองว่า “ถ้าประชาชนไม่ต้องการก็พร้อมจะไป” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนท่าทีที่เคยแข็งกร้าวมาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

นับจากนั้น โพลตามสื่อสังคมออนไลน์ต่างเห็นตรงกันว่า พล.อ.ประวิตร ควรเสียสละออกจากตำแหน่ง แต่มาจนถึงวันนี้สังคมยังไม่ได้เสียงตอบรับจากนายทหารพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์นายนี้ กระทั่งล่าสุดมีการยืนยันออกมาจากกระทรวงกลาโหมว่านายใหญ่แห่งกระทรวงความมั่นคงไม่มีความคิดลาออกจากตำแหน่ง

“ยืนยันว่า พล.อ.ประวิตร ยังมีกำลังใจและสุขภาพแข็งแรงดี มีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่นและมั่นคงที่จะทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ เป็นแกนหลักในการดูแลความมั่นคงของประเทศและรักษาความปลอดภัยของสังคมต่อไป” การยืนยันจาก พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม

เท่ากับว่า พล.อ.ประวิตร เลือกเดินฝ่ากระแสกดดันต่อไปแม้ว่ากระแสนั้นจะลามไปถึงรัฐบาลทั้งองคาพยพ ดังนั้นการให้ พล.อ.ประวิตร ออกจากตำแหน่งได้มีอยู่ทางเดียว คือ การดำเนินคดีของ ป.ป.ช.

ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ถูกจับตาจากสังคมไม่แพ้กันนับตั้งแต่เกิดเรื่องของ พล.อ.ประวิตร เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าประธาน ป.ป.ช.เวลานี้ชื่อ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ซึ่งอดีตเคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้กับ พล.อ.ประวิตร แต่ ป.ป.ช.ก็สามารถเอาตัวรอดได้ในระดับหนึ่ง ภายหลัง พล.ต.อ.วัชรพล ขอถอนตัวจากการพิจารณาคดีนี้

เมื่อไม่นานมานี้ ป.ป.ช.ได้แถลงต่อสื่อมวลชนถึงกรณีดังกล่าวว่า ภายในเดือน ก.พ.จะมีการสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด

ตามขั้นตอน ณ ขณะนี้ ป.ป.ช.อยู่ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริง หาก ป.ป.ช.เห็นว่าเมื่อรวบรวมข้อเท็จจริงจนเป็นที่ยุติแล้วและเห็นว่าไม่มีมูล ทุกอย่างก็เป็นอันสิ้นสุด แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ป.ป.ช.ต้องตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน พล.อ.ประวิตร ต่อไป

การตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนในความหมายนี้ ถ้าเกิดขึ้นจริง จะนำมาซึ่งอุณหภูมิการเมืองที่สูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต้องไม่ลืมว่า ป.ป.ช.เคยวางบรรทัดฐานมาแล้วจากกรณีของอดีตปลัดกระทรวงคมนาคมที่เคยยืมรถตู้จากบุคคลอื่น และไม่ได้แสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าวต่อ ป.ป.ช. โดยไม่เพียงแต่ ป.ป.ช.เท่านั้นที่เห็นว่ามีความผิด เพราะศาลฎีกาแผนคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาเป็นที่สุดแล้วว่ามีความผิดเช่นกัน

หาก ป.ป.ช.ตัดสินแตกต่างจากบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาไว้ คงต้องออกแรงตอบสังคมให้เกิดความกระจ่างพอสมควร ไม่ใช่เดินหนีระหว่างการแถลงข่าวเหมือนครั้งที่ผ่านมา มิเช่นนั้นแล้วยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงมากขึ้นไปอีก

ในชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ต้องยอมรับว่าไม่มีกรอบเวลาที่กำหนดตายตัวแน่นอน บางคดีก็ทำได้เร็ว บางคดีก็ทำได้ช้า แต่ส่วนใหญ่จะอยู่เกณฑ์ค่าเฉลี่ย 1-2 ปีกว่าคดีนั้นจะถึงมืออัยการสูงสุด

โดยระหว่างการไต่สวน ถ้าว่ากันตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน พล.อ.ประวิตร ยังสามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ จนกว่า ป.ป.ช.จะชี้มูลว่า พล.อ.ประวิตร มีความผิดและส่งเรื่องไปให้อัยการสูงสุด

“ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล และข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องตามมาตรา 43 (1) หรือ (2) นับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติดังกล่าว ผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองจะมีคําพิพากษา แล้วแต่กรณี” บทบัญญัติของกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 55

ดังนั้น อนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตร ต้องฝากไว้ที่นิ้วเพชรของ ป.ป.ช. แต่ระหว่างทางก่อนถึงวันที่ ป.ป.ช.ชี้ชะตานั้นยังต้องมีขวากหนามที่ต้องฝ่าอีกมาก และไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์คาดไม่ถึงหรือไม่ เพราะฝ่ายรัฐบาลเองพยายามสร้างเงื่อนไขขึ้นมา โดยไม่มีความพยายามจะปลดล็อกเพื่อสร้างความปรองดองแต่อย่างใด

รื้อระบบลากตั้งสว. ช่วยคสช.เลือกทายาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 06 ก.พ. 2561 เวลา 09:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/539247

รื้อระบบลากตั้งสว. ช่วยคสช.เลือกทายาท

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้ไม่ได้มีเพียงประเด็นอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เท่านั้น เพราะการต่อสู้ทางการเมืองเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งมีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวไปเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ตามขั้นตอนต้องส่งให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาว่าจะเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่ายหรือไม่ ซึ่งจะสิ้นสุดใน วันที่ 9 ก.พ.

โดยหากดูแนวโน้มและท่าทีของ กรธ.ในเวลานี้ ต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่ กรธ.จะเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย ไม่ปล่อยผ่านเหมือนกับร่างกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรอิสระเหมือนที่ผ่านมา

“เจตนาของ กรธ.ต้องการให้ สว.เป็นสภาของประชาชนมากกว่าสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวเลข 20 กลุ่มอาชีพ ก็ไม่ได้มาลอยๆ กรธ.นำฐานมาจากการรับฟังความเห็น และยิ่งแบ่งประเภทการสมัคร เท่ากับว่าผู้ที่ลงสมัครในนามองค์กรที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองจากองค์กรนั้นก็ได้ และยิ่งกำหนดให้มาจากอิสระ 100 คน มาจากองค์กร 100 คน อาจทำให้ สว.ไม่ได้เป็นตัวแทนของทุกกลุ่มอาชีพ ดังนั้นประเด็นเหล่านี้อาจ ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ” ท่าทีจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.

นับเป็นเรื่องเป็นราวที่น่าสนใจ เพราะย้อนกลับไปเมื่อครั้งการประชุม สนช. วันที่ 26 ม.ค. ปรากฏว่า สนช. ได้แก้ไขประเด็นสำคัญอันเป็นหลักการ ใหญ่ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ใน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพจำนวน 10 กลุ่ม จากเดิม 20 กลุ่ม และ2.การเปิดโอกาสให้องค์กรนิติบุคคลเสนอชื่อบุคคลเข้ามาเป็น สว.ได้ จากเดิมกำหนดให้มีเพียงการสมัครในนามอิสระเท่านั้น

การแก้ไขของ สนช. ส่งผลให้การเข้าสู่ตำแหน่งของ สว.กลับหัวกลับหางมากขึ้น ถึงขนาดที่การประชุมในวันนั้นได้มีสมาชิก สนช.คนหนึ่งพูดว่า “สนช.จะเขียนร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่กลางห้องประชุมอย่างนั้นเหรอ”

แน่นอนว่าการรื้อระบบที่มา สว.เช่นนี้ สนช.หวังผลทางการเมืองเป็นสำคัญ

ที่ผ่านมานับตั้งแต่ร่างกฎหมาย สว.เข้าสู่ สนช. ในวาระที่ 1 ปรากฏว่าสมาชิก สนช.หลายคนทั้งอดีต สว.และนายทหารต่างเห็นตรงกันว่าต้นร่างของกฎหมายที่ กรธ.เสนอมานั้นเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองส่งคนเข้ามาบล็อกโหวตได้โดยง่าย แม้ในบั้นปลายที่สุดแล้ว คสช.จะเป็นผู้เลือก สว.จำนวน 50 คนก็ตาม แต่หากต้นทางเต็มไปด้วยคนของฝ่ายการเมืองแล้ว ย่อมมีผลให้ คสช.ต้องเลือกบุคคล ที่มีจริตไม่ตรงกับ คสช.เข้ามาเป็น สว. โดยปริยาย

ทางที่ดีจึงต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพราะหากปล่อยไว้จะเป็นปัญหาในอนาคต

อย่างเช่น การให้องค์กรนิติบุคคลสามารถเสนอชื่อได้นั้น เพื่อต้องการ ให้ คสช.สามารถรู้ที่มาที่ไปของคนเหล่านั้นว่ามีหัวนอนปลายเท้าอย่างไร เพราะถ้าปล่อยให้มีแค่การสมัครในอิสระ จะส่งผลให้ คสช.ตัดสินใจเลือกคนมาเป็น สว.ได้ยากมากขึ้น เช่นเดียวกับการให้มีกลุ่มวิชาชีพเพียง 10 กลุ่ม ก็เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ

หากจะบอกว่าสาเหตุใดที่ทำให้ สนช.ต้องลงมือผ่าตัดวุฒิสภาจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความสำคัญของวุฒิสภาในอีก 5 ปี นับจากนี้

รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภามี หน้าที่ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่าได้เดินตามแผนการปฏิรูปประเทศและแผนยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ ซึ่งการที่ฝ่ายบริหารไม่ได้เดินตามแผนที่ คสช.เขียนไว้ย่อมส่งผลให้มีความผิดตามกฎหมายได้

ยิ่งไปกว่านั้นวุฒิสภาจำนวน 250 คน ที่ คสช.เลือกเข้ามาตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญจะเข้ามากุมทิศทางในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย เปรียบเป็นพรรควุฒิสภาที่ไม่ว่าเทเสียงไปทางใดก็จะได้เป็นฝ่ายบริหารและจัดตั้งรัฐบาลทันที

ด้วยเหตุนี้เอง สนช.จึงต้องใส่ใจและให้ความสำคัญกับกติกาในการเลือก สว.เป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอย เหมือนกับ “สว.ระบบสรรหา” ในอดีต

วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่ถูกฉีกทิ้งไปในปี 2557 บัญญัติให้ สว.มาจากระบบเลือกตั้งและสรรหา อย่างละครึ่ง โดยรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ต้องการ สว.สรรหาปราศจากการเมือง จึงเปิดทางให้องค์กรอิสระ เข้ามาทำหน้าที่คัดเลือกคนมาเป็น สว.

แต่นานวันผ่านไปไม่ต่างอะไรกับขึ้นลำเป็นไม้ไผ่เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา เพราะ สว.สรรหาที่รัฐธรรมนูญต้องการทำหน้าที่ดุจพระอรหันต์ถูกกลืนด้วยอำนาจทางการเมือง จนเป็นที่มาของการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับที่มา สว

คสช.และ สนช.เองคงมองว่า ไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย จึงจำเป็นต้องให้ คสช.และ สนช.ล้วงลึกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. ทั้งในระดับกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลำดับรอง

สถานการณ์การเมืองในเวลานี้ ที่จากมิตรได้กลายเป็นศัตรู ย่อมทำให้ คสช.เกิดความหวาดระแวงมากขึ้นโดยที่ไม่รู้ว่าบุคคลที่ คสช.ให้ความไว้วางใจในฐานะทายาทผู้สืบทอดอำนาจการเมืองจะแว้งกัด คสช.หรือไม่ โดยเฉพาะการเลือกนายกรัฐมนตรีที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองเป็นเดิมพัน

ดังนั้น ทางที่ดี คสช.และ สนช. จึงต้องชิงลงมือตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อหาเพื่อนแท้และไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยดังที่มีบทเรียนมาให้เห็นแล้ว

“บิ๊กตู่” ไม่เชือด “บิ๊กป้อม” เติมเชื้อไฟเผารัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 ก.พ. 2561 เวลา 08:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/539130

"บิ๊กตู่" ไม่เชือด "บิ๊กป้อม" เติมเชื้อไฟเผารัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวเข้าสู่เดือน ก.พ. เดือนที่สองของปี ยังไม่เห็นทีท่าว่าสถานการณ์ทางการเมืองของรัฐบาลจะมีทิศทางที่ดีขึ้นแต่อย่างใด ตรงกันข้ามสถานการณ์กลับเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำลังเป็นจุดอ่อนของทีมรัฐบาลชุดนี้อย่างเห็นได้ชัด

ช่วงขาลงของ พล.อ.ประวิตรนั้นได้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะการเข้ามาทำหน้าที่รองนายกฯ ด้านความมั่นคง ซึ่งได้มีการแสดงความคิดเห็นในทำนองว่ายังไม่ต้องการให้เกิดการใช้เสรีภาพของประชาชนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะมีผลกระทบต่อรัฐบาล

ดังจะเห็นได้จากมาตรการทางกฎหมายเพื่อสร้างแรงกดดันไปยังฝ่ายตรงข้าม ภายใต้ข้อหาขัดคำสั่ง คสช. เรื่องการห้ามการชุมนุมเกิน 5 คนหรือความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในหลายข้อหา

จนมาถึงการถูกเปิดเผยเกี่ยวกับการใช้งบประมาณในการไปประชุมต่างประเทศ ซึ่งถูกตั้งคำถามว่ามีความเหมาะสมและเกินความจำเป็นหรือไม่ ตามมาด้วยการแสดงท่าทีในลักษณะต่อการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร นำมาซึ่งกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมต่อ พล.อ.ประวิตร อย่างรุนแรง ยังดีที่ในกรณีหลังมีการออกมาขอโทษ จึงทำให้น้ำที่เชี่ยวมีความนิ่งขึ้นมาในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าจุดพีกที่สุดในเวลานี้ของ พล.อ.ประวิตร ต้องยกให้กับประเด็น “นาฬิกาหรู”

จุดเริ่มของประเด็นมาจากการยกมือบังแดดของรองนายกฯ ในวันถ่ายรูปหมู่ของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพียงแค่รูปนาฬิกาใต้แขนเสื้อเพียงเล็กน้อย ปรากฏว่านำไปสู่การขยายความตามมาไม่เว้นแม้แต่ละวัน

เรื่องนี้จะไม่เป็นประเด็นเลยหากนาฬิกาดังกล่าวอยู่ในรายการทรัพย์สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่เมื่อไม่ได้เป็นเช่นนั้น จึงก่อให้เกิดคำถามว่าแบบนี้ พล.อ.ประวิตร จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่

แผลที่ของ พล.อ.ประวิตร ถูกขยายนั้นไม่ได้มาจากการแสดงท่าทีต่อเรื่องดังกล่าวของ พล.อ.ประวิตร เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากท่าทีของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ “ป.ป.ช.” ด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ ออกตัวปกป้องพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ชัดเจน ทั้งการบอกว่า “เป็นเรื่องส่วนตัว” “ขอให้ลดราวาศอก” ส่วน ป.ป.ช.ซึ่งถูกจับตาอยู่แล้วในฐานะมีประธานชื่อ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ”ที่เคยทำงานกับ พล.อ.ประวิตร มาก่อน ปรากฏว่า ป.ป.ช.พยายามจะเลี่ยงตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการทำงานตรวจสอบในเรื่องนี้

แม้ในเวลาต่อมาประธาน ป.ป.ช.จะขอถอนตัวจากการตรวจสอบคดีนี้ แต่เมื่อ ป.ป.ช.พยายามใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งตกต่ำไปอีก

การพยายามไม่แก้ปัญหาด้วยการกำจัดจุดอ่อนของรัฐบาลออกไป นำมาซึ่งการผลักมิตรไปเป็นศัตรูมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม 40 สว. หรือกลุ่มนักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวที่เคยต่อต้านฝ่ายการเมืองและสนับสนุน คสช.มาก่อน พอมีเรื่อง พล.อ.ประวิตร แดงออกมา จึงเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ จัดการเรื่องนี้ด้วยการปรับ พล.อ.ประวิตร ออกจากรัฐบาลเพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในทางการเมือง

แต่มาถึงเวลานี้ยังไม่มีกระแสตอบรับจากผู้นำรัฐบาลแม้แต่น้อย

ล่าสุด มีเพียงการแสดงท่าทีของ พล.อ.ประวิตร ที่พร้อมจะลงจากตำแหน่ง หากประชาชนไม่ต้องการ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ระหว่างงานเลี้ยงปีใหม่ร่วมกับข้าราชการกระทรวงกลาโหมและผู้สื่อข่าวสายทหาร

“ทหารไม่ได้มีความขัดแย้งกันกับสื่อ และการที่สื่อนำเสนอข่าวตรงไปตรงมา น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องการที่จะให้เป็นเช่นนั้น ผมไม่ได้มาขอร้อง ว่าจะต้องทำอย่างนั้นหรือทำอย่างนี้ แต่อยากจะบอกสื่อสายทหารว่า ผมรับราชการมาตั้งแต่ปี 2511 จนถึงขณะนี้ผ่านมา 50 ปีแล้ว ไม่เคยมีเรื่องอะไรหนักๆ ก็ดูเอาแล้วกันว่าผมได้ทำอะไรที่เสียหายกับประเทศชาติบ้านเมืองหรือไม่

ผมเข้ามาเพราะอยากจะช่วยเหลือบ้านเมือง อยากทำงานในบ้านเมือง ถ้าประชาชนไม่ต้องการ ผมก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากกับสื่อว่าอยากให้ดูว่าผมทำงานมาตลอด 50 ปีได้ทำอะไรไว้บ้าง” ความในใจจาก พล.อ.ประวิตร

พิจารณาจากคำพูดของ พล.อ.ประวิตร ด้านหนึ่งดูเหมือนจะเป็นการถอดใจเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยพูดเรื่องการออกจากตำแหน่งมาก่อน แต่มาครั้งนี้กลับพูดเรื่องลาออกต่อสื่อมวลชน จึงทำให้เกิดคำถามว่าทหารผู้มากบารมีใน คสช.นายนี้จะถอดใจหรือไม่

ถ้าว่ากันอย่างตรงไปตรงมา ลึกๆ แล้ว พล.อ.ประวิตร ก็น่าจะล้ากับการต่อสู้กับแรงต่อต้านเช่นกัน มิเช่นนั้นแล้วคงไม่เปรยเรื่องการทิ้งเก้าอี้อย่างนั้น แต่สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว การมี พล.อ.ประวิตร ไว้ในรัฐบาลย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่าอย่างแน่นอน

หาก พล.อ.ประวิตร อยู่ในตำแหน่งต่อไป ย่อมช่วยเกื้อหนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่มพูนบารมีทางการเมืองได้มากขึ้น เพราะต้องไม่ลืมว่า พล.อ.ประวิตร นั้นมากบารมีและคอนเนกชั่นทางการเมืองขนาดไหน เรียกได้ว่า เลือดบูรพาพยัคฆ์ย่อมเข้มข้นกว่าสิ่งอื่นใด

ทว่าการให้ พล.อ.ประวิตร อยู่ในตำแหน่งต่อไปนานเท่าใด ก็ยิ่งจะเป็นจุดอ่อนให้รัฐบาลกลายเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองมากขึ้นไปจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และในเวลานี้กระแสต่อต้านจากโลกออนไลน์เริ่มปรากฏมาอยู่ในโลกของความจริงแล้ว

แม้จะเป็นกระแสต้านที่เริ่มจากจุดเล็กๆ พลังยังไม่มากพอที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในเร็ววันนี้ แต่มองย้อนกลับไปในอดีต จุดจบของรัฐบาลก็ต่างมาจากสิ่งที่เรียกว่าจุดเล็กๆแทบทั้งสิ้น

รื้อกม.ครั้งใหญ่ ฟื้นธุรกิจ-ลดเหลื่อมล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ก.พ. 2561 เวลา 11:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/538830

รื้อกม.ครั้งใหญ่ ฟื้นธุรกิจ-ลดเหลื่อมล้ำ

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน (คปก.) จัดโครงการ “Thai Law Reform II : มุมมองสื่อมวลชนต่อการปฏิรูปกฎหมาย” เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการปฏิรูปกฎหมายของประเทศ ณ ห้องหลานหลวง โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส ถนนหลานหลวง

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะประธาน คปก. และประธานกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมาย อธิบายภาพรวมของแผนปฏิรูปประเทศและร่างกฎหมายที่สำคัญตามแผนปฏิรูปประเทศ เพื่อการปฏิรูปกฎหมายรองรับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ : ยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์พัฒนา ยกตัวอย่างร่างกฎหมายที่สำคัญ อาทิ การทำเรกูเลเตอร์ กิโยติน (Regulatory Guillotine) คือการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ

การปฏิรูปกฎหมายแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและสร้างความเป็นธรรม : ยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา โดยยกร่างกฎหมายปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ การดำเนินธุรกิจของประชาชน ตามมติคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ครั้งที่ 1/2560

“เราจะดำเนินการปฏิรูปกฎหมาย 2 ทาง ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาแล้ว 12 ฉบับ ฉบับที่ 1-7 ทำให้ไทยพัฒนาเป็นโลกาภิวัตน์ถือว่าประสบความสำเร็จน่าพอใจ แต่วันนี้ความสำเร็จเริ่มลดลง เป็นขาลง ดังนั้น ยุทธศาสตร์แรกที่เรียกว่ายุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์พัฒนาก็ต้อง ส่งเสริมให้แข่งขันกับโลกข้างนอกได้ แต่อีกด้านหนึ่งเราพบว่าประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำ

โดยไทยขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากรัสเซียและอินเดีย ถ้าเราไม่แก้ ไปไม่ได้ และแก้ด้วยปากไม่ได้ ต้องแก้ด้วยกฎหมาย ถ้ากฎหมายยังจัดสรรผลประโยชน์ แบบเดิม ไม่มีทางแก้เหลื่อมล้ำได้ ซึ่งคณะกรรมการทั้งสองคณะจะใช้หลักทวิยุทธศาสตร์ หรือยุทธศาสตร์ 2 ทาง เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในระดับโลกและอุ้มชูคนที่ไปแข่งขันไม่ได้”

กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพหรือการดำเนินธุรกิจของประชาชน กล่าวว่า ในต่างประเทศจะใช้วิธีการแก้ไขกฎหมายเพื่อลดปัญหาและอุปสรรคต่อประชาชน โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ที่ไม่เอื้อต่อการทำธุรกิจ เพราะบางฉบับใช้มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน หรือเปรียบได้กับยาหมดอายุ ดังนั้น ต้องดำเนินการ 5 ส สะสางกฎหมายที่เป็นปัญหาต่อประชาชน

อย่างไรก็ดี การปฏิรูปกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับประเทศ ซึ่งคณะอนุกรรมการจะดำเนินการแก้ไข 2 ระยะ ในระยะแรก แก้ไขกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของประชาชน โดยใช้อันดับ Ease of Doing Business จัดทำโดยธนาคารโลก (The World Bank) เป็นตัวชี้วัด มีวัตถุประสงค์เพื่อให้อันดับของประเทศไทยขยับขึ้นสู่ 15 อันดับแรกของโลกในการจัดอันดับปี 2562

ระยะที่ 2 ทบทวนกฎหมายที่กำหนดให้ประชาชนและภาคธุรกิจจะต้องขออนุญาตจากรัฐก่อนจะประกอบธุรกิจหรืออาชีพใดๆ โดยคณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการฯ จะทบทวนใบอนุญาตที่มีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของประชาชน และที่ตรงกับยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน 1,500 ฉบับ จากทั้งหมด 6,000 ฉบับ โดยมี เป้าหมายยกเลิกไม่อนุญาตที่ไม่จำเป็น ไม่เหมาะสมแก่สภาพการณ์ หรือไม่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจให้มากที่สุด และลดความยุ่งยากในการขออนุญาตสำหรับใบอนุญาตที่จะใช้บังคับต่อไป

ด้าน คำนูณ สิทธิสมาน ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามกฎหมายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ กล่าวว่า ได้ทำร่างกฎหมายหลักๆ 3 เรื่อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะกฎหมายขายฝาก เพราะ 40 ปีที่ผ่านมามีชาวนาต้องสูญเสียที่ดินถูกต้องตามกฎหมายไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงจัดทำร่างกฎหมายขึ้นใหม่และจะเร่งเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน เม.ย. หรือเร็วที่สุดเดือน มี.ค. เพราะกฎหมายดังกล่าวอยู่ผิดที่

“สรุปได้ว่าจากการประชุมหลายครั้ง เรื่องนี้ควรยกเลิก การขายฝากอสังหาริมทรัพย์ แต่สิ่งที่กลัวจาก การรับฟังความเห็น ประชาชนมองว่าถ้าเลิกและต้องการเงินกะทันหันจะ ทำอย่างไร ดังนั้น จะปรับปรุงกฎหมาย นี้ 3 ทาง และต้องมีมาตรการให้ประชาชนมีโอกาสได้เงินทันทีเร่งด่วน โดยไม่ เสี่ยงต่อการสูญเสียที่ดิน รวมถึง ผลักดันร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปใหญ่ในรอบหลายสิบปี” คำนูณ กล่าว

ม็อบต้านแรงไม่พอ รอกระแสก่อนพุ่งชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ก.พ. 2561 เวลา 12:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/538666

ม็อบต้านแรงไม่พอ รอกระแสก่อนพุ่งชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ เวลานี้ หากจะบอกว่าเป็นช่วงเวลาขาลงของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงจะไม่ผิดเท่าใดนัก โดยต้องยอมรับว่าสาเหตุของขาลงนั้นล้วนมาจากฝีมือของรัฐบาลเองแทบทั้งสิ้น

1.การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ ไม่เข้าตา ปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ปรับคณะรัฐมนตรีแล้ว 5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งก็มีการปรับรัฐมนตรีในส่วนการบริหารราชการเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานยังไม่ค่อยสร้างความประทับใจให้กับสังคมเท่าใดนัก

ดังจะเห็นได้จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากแต่ละสำนักต่างมีผลลัพธ์ตรงกันว่า “ปัญหาเศรษฐกิจ” เป็นข้อเรียกร้องที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขเป็นการด่วน

2.การพยายามจะสืบทอดอำนาจ เดิมที พล.อ.ประยุทธ์ เคยแสดงเจตนาชัดแจ้งแล้วว่าไม่ต้องการกลับมาเป็นนายกฯ อีก แต่เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งทยอยเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปรากฏว่าท่าทีของผู้มีอำนาจก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองในลักษณะของการชี้นำทำนองว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้อาจจะยังไม่มีความเหมาะสม เพราะยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่เรื่องมาแดงตรงที่ สนช.แก้ไขให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด เวลา 90 วันนับแต่วันที่ประกาศ ราชกิจจานุเบกษา

จึงเป็นผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปอีก 90 วันทันที ซึ่งต่างอ้างว่าที่ต้องแก้ไขแบบนั้นเพราะต้องการให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ที่มีการแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

การแก้ไขกฎหมายที่มีผลกระทบต่อโรดแมปเลือกตั้ง ประจวบเหมาะกับ พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งออกมาระบุว่า ไม่เคยสัญญาว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ยิ่งเป็นผลให้หลายฝ่ายมองว่า คสช.กำลังหาทางให้ตัวเองอยู่ในอำนาจ ต่อไปให้นานที่สุด เพื่อสร้างความ ได้เปรียบทางการเมืองจนกว่าตัวเองจะพร้อมลงเลือกตั้งเพื่อกลับเข้าสู่อำนาจ

3.ความไม่โปร่งใส ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ตกเป็นเป้าใหญ่ในทางการเมือง ภายหลังสลัดปมนาฬิกาหรูไม่พ้นตัวเท่าใดนัก

แม้ พล.อ.ประวิตร จะชี้แจงว่ายืมเพื่อนมาใส่ ไม่ได้เป็นของตัวเอง แต่การชี้แจงดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะเกิดประเด็นทางกฎหมายให้หลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ว่าการยืมทรัพย์สินมาครอบครอง เป็นภาระของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่

ยิ่งนานวันเข้า จึงนำมาซึ่งกระแสเรียกร้องให้ พล.อ.ประวิตร ลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ให้สมกับที่รัฐบาลเคยประกาศจะเป็นรัฐบาลที่มีมาตรฐานความโปร่งใสสูงกว่ารัฐบาลของนักการเมือง แต่จนถึงวันนี้ทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังไม่ได้นำพาแต่อย่างใด

จากปัจจัยดังกล่าวทั้งหมดจึงมีส่วนช่วยให้เวลานี้เริ่มเกิดการรวมตัวต่อต้าน คสช.อย่างเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

แรงต้านเริ่มปรากฏให้เห็นผ่านการชุมนุมของกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย กลางที่สี่แยกปทุมวันเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา นำโดย รังสิมันต์ โรม สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เพียงแค่กลุ่มนี้เท่านั้นที่มีการเคลื่อนไหว เพราะ นักวิชาการจากค่ายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เริ่มออกอาการไม่พอใจ คสช.เช่นกัน ภายหลังเข้าชื่อไปยัง คสช.เรียกร้องให้พิจารณาทบทวนการดำเนินคดีกับผู้จัดกิจกรรม เพราะการ กระทำของ คสช.เช่นนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างชัดเจน

“ประเทศไทยกำลังเดินหน้าตามโรดแมปกลับสู่สภาวะปกติ คสช.จึงควรเปิดกว้างมากขึ้น และให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพภายในขอบเขตของกฎหมายและภายใต้รัฐธรรมนูญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของพลเมือง” ส่วนหนึ่งจากข้อเรียกร้องของนักวิชาการธรรมศาสตร์

แต่ถึงกระนั้น ต้องยอมรับว่าแรงต้านที่ออกมาในเวลานี้จะมีแรงยืนระยะต่อสู้กับ คสช.ไปได้นานเท่าใด โดยเฉพาะกับกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยที่ประกาศว่าจะรบกับ คสช.อย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยหนึ่งที่เป็นคำถามของเรื่อง คือ กระแสสังคมจะเห็นด้วยกับการต่อสู้บนท้องถนนเพื่อขับไล่ คสช. หรือไม่

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีมานี้ ประเทศไทยต้องตกอยู่ในบรรยากาศของการชุมนุมทางการเมืองหลายครั้ง แต่ละครั้งนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และตัวเลขทางเศรษฐกิจ เรียกได้ว่าประเทศไทยน่วมไปทั้งตัวกับการก่อม็อบในช่วงทศวรรษนี้

ดังนั้น กระแสของม็อบที่เกิดขึ้นในเวลานี้อาจเป็นเพียงแค่ลมวูบใหญ่ๆ เพียงไม่กี่วูบ และจากนั้นก็จะหายไป เพราะกระแสสังคมส่วนใหญ่อาจยัง ไม่พร้อมรับสภาพของการมีม็อบเหมือน ในอดีต

แต่ถึงที่สุดแล้ว ม็อบในครั้งนี้อาจไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ ทว่าจะเป็นการจุดไฟครั้งสำคัญที่เตือนคนในรัฐบาลว่าจะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้อีกแล้ว เพราะถึงเวลานั้นบทเรียนเดือน ต.ค. หรือเดือน พ.ค.อาจกลับมาให้เห็นได้ ในยุค 4.0 n