สารพัดวิธีแก้จน หวังผลคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 20 ม.ค. 2561 เวลา 09:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/536324

สารพัดวิธีแก้จน หวังผลคะแนนนิยม

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับแต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ประกาศตัวเป็นนักการเมือง ท่ามกลางสปอตไลต์สาดส่อง “ว่าที่นายกฯ คนนอก” จึงน่าจับตาจากนี้ไปนโยบายรัฐบาลจะพุ่งเป้าวางรากฐานทางการเมืองเพื่อปูทางสู่การเลือกตั้ง

เพียงเริ่มศักราชปี 2561 “บิ๊กตู่” ทยอยหว่านโครงการและงบประมาณกว่าแสนล้านบาทมุ่งแก้ปัญหาความยากจน แน่นอนหวังเอาใจผู้มีรายได้น้อย หรือรากหญ้า ที่เป็นฐานเสียงสำคัญทางการเมือง

รูปแบบการซื้อใจฐานเสียงคนจนยุค “บิ๊กตู่” ใช้นโยบาย “ประชารัฐ” ผนึกภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมกันทำงานสามารถดึงมหาเศรษฐีไทยอันดับต้นๆ ที่เป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่มาช่วยกัน ลงขันตั้ง “บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด” จำนวน 76 จังหวัด

หากไล่เรียงงบประมาณและโครงการประชารัฐที่รัฐบาลหว่านงบลงไปเพื่อเอาใจประชาชน อาทิ“โครงการสินเชื่อบ้านประชารัฐ” วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท อีกโครงการที่ประทับใจมวลชน “โครงการธงฟ้าประชารัฐ” กระทรวงพาณิชย์จัดคาราวานขายของถูก งบประมาณกว่าหมื่นล้านบาท หรือโครงการ“กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐ” วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับเถ้าแก่น้อยที่เพิ่งหัดเริ่มต้นธุรกิจ หรือ “โครงการสินเชื่อประชารัฐเพื่อ Micro SME” วงเงินรายละไม่เกิน 2 แสนบาท แก่หาบเร่แผงลอย แบบไม่มีหลักประกันและปลอดดอกเบี้ย ล้วนได้ใจรากหญ้าไปเต็มๆ

ต่อมา รัฐบาลเปิดนโยบายแก้จน แบบเจาะใจคนจนโดยตรงตามความต้องการ ด้วยการประกาศความตั้งใจว่าจะทำให้คนจนหายไปล้านคน แก้จนเฟส 1 ดีเดย์เมื่อเดือน มิ.ย. 2559 “โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ” เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีรายได้น้อย หรือคนจน ให้มาลงทะเบียนเพื่อนำไปสู่การจัดทำฐานข้อมูลและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ทั้งหมด 8.3 ล้านราย โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท แจกเงิน 3,000 บาท “บิ๊กตู่” อ้างเหตุผลหนักแน่นว่า รัฐบาลคืนความสุขเพื่อมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่พี่น้องประชาชน

ยิ่งเข้าโค้งสุดท้ายในอำนาจ “บิ๊กตู่” เร่งฝีเท้าทำคะแนนทางการเมืองจากประชาชน จึงเห็นชอบโครงการแก้จนเฟส 2 ด้วยการใช้กลไกทางการเงินของสถาบันการเงินรัฐ คือ ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ดำเนิน 6 มาตรการ 18 โครงการ งบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท เบื้องต้นเชื่อว่าจะมีผู้มีรายได้น้อยได้ประโยชน์ 4.7 ล้านราย

ทั้งนี้ ในส่วนของ ธ.ก.ส.นั้นได้มีมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ที่มีรายได้น้อย อาทิ โครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ งบประมาณ 3,800 ล้านบาท โครงการชำระดีมีคืน วงเงินรวม 4,600 ล้านบาท โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของเกษตรกรและบุคคล ในครัวเรือน วงเงินสินเชื่อ 1.9 หมื่นล้านบาท โครงการสินเชื่อสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านเพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ วงเงิน 1,000 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินระยะที่ 2 วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท

พร้อมกันนี้ ยังมีมาตรการการพัฒนาตนเอง อาทิ โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย เป้าหมาย 4 แสนราย วงเงินสินเชื่อ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนธนาคารออมสินนั้นมีวงเงินช่วยเหลือรวมกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้มีรายได้น้อย รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท เพื่อใช้เป็นเงินในการสร้างอาชีพเสริม หรือหารายได้เพิ่ม เช่น การทำธุรกิจแฟรนไชส์ เปิดร้านค้าสตรีทฟู้ด และธุรกิจโฮมสเตย์ ฯลฯ

ยังไม่หยุดเทงบประมาณเพียงเท่านี้ “บิ๊กตู่” สั่งตั้งงบกลางปี 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท หวังผล 2 เรื่อง คือ กระตุ้นเศรษฐกิจและเอาใจคนจน แบ่งงบเป็น 4 ก้อน คือ 1.งบประมาณในโครงการช่วยคนจนเฟส 2 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท 2.โครงการปฏิรูปราคาสินค้าเกษตร 4 หมื่นล้านบาท เน้นการแก้ไขราคายางตกต่ำ 3.งบประมาณในโครงการพัฒนาตำบล วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และ 4.นำไปใช้เพิ่มความเข้มแข็งกองทุนหมู่บ้าน 1-1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 5 หมื่นล้านบาท จะนำไปใช้เพื่อชดใช้เงินคงคลัง

จากนโยบายประชารัฐ สู่แก้จนเฟส 1 และ 2 จึงเป็นที่มาของแผนเดินสายแก้จนโดยเน้นพื้นที่ซึ่งประสบปัญหาความยากจนหนักๆ โดย “บิ๊กตู่” จะลงพื้นที่เดือนละจังหวัด พร้อมกับนำรัฐมนตรีและเจ้ากระทรวงต่างๆ ลงไปส่องกล้องว่าในแต่ละพื้นที่มีปัญหาอะไรบ้าง โฟกัสแต่ละจังหวัดมีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไข ประเดิม 3 จังหวัด คือ จ.อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ

ยิ่งมีกลไกภาครัฐ อำนาจทางการเมือง และการทหาร ที่สำคัญกลุ่มทุนใหญ่ยืนเคียงข้างพร้อมสนับสนุน “บิ๊กตู่” จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกได้หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปว่ากลยุทธ์แก้จนของ “บิ๊กตู่” จะเข้าตา หรือจะแป๊ก คงได้เห็นกัน

แยกกันเดินร่วมกันตี ล้มคำสั่งคสช.?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ม.ค. 2561 เวลา 10:20 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/536203

แยกกันเดินร่วมกันตี ล้มคำสั่งคสช.?

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่บ่อยครั้งที่สองขั้วขัดแย้ง “เพื่อไทย” และ “ประชาธิปัตย์” จะคิดอ่านไปทางเดียวกัน แม้จะไม่ได้ร่วมเคลื่อนไหวด้วยกันแต่ก็เปิดหน้าประกาศตัวชัดเจนว่าเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน

ชนวนมาจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 เข้าไปแก้ไขเนื้อหา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่ได้ดำเนินการตามกรอบเวลา 3 ระดับ

เริ่มตั้งแต่วันประกาศคำสั่งจนถึงวันที่ 1 มี.ค. 2561 ระดับที่ 2 จากวันที่ 1 มี.ค. 2561 ไปจนถึง 1 เม.ย. 2561 และระดับที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไป และหลังจากนั้นจะมีการปลดล็อกพรรคการเมือง โดยจะยกเลิกประกาศ คสช.และคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการเลือกตั้งโดยเสรี

จากก่อนหน้านี้พรรคการเมืองต่างออกมาเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อก คำสั่งให้พรรคการเมืองสามารถเคลื่อนไหว ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ อันจะเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งในระบบใหม่

คำสั่งใหม่กำหนดใหม่วันที่ 1 มี.ค. 2561 สามารถเริ่มจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมือง 1 เม.ย. 2561 แต่ละพรรคการเมืองต้องยืนยันสถานะสมาชิกพรรค พร้อมจ่ายค่าบำรุงพรรคภายใน 30 วัน รวมทั้งเรื่องทุนประเดิม พรรคละ 1 ล้านบาท หาสมาชิกพร้อมค่าบำรุงพรรคไม่น้อยกว่า 500 คน ภายใน 180 วัน

กรอบกำหนดสุดท้าย ให้พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่ ปรับโครงสร้างบุคคลและข้อบังคับ จัดตั้งสาขาและตัวแทนประจำจังหวัด ภาคละ 1 สาขา ภายใน 90 วัน นับแต่ประกาศปลดล็อกพรรคการเมือง

ทว่าทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทยต่างเห็นว่าคำสั่ง คสช.ดังกล่าว มีปัญหาและสร้างความไม่เสมอภาคระหว่างพรรคเก่า กับพรรคใหม่ ในการแข่งขันตามระบบใหม่

นำมาสู่การที่สองพรรคใหญ่เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่งดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของสมาชิกพรรคและพรรคการเมืองหรือไม่

พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินให้พิจารณาคำสั่ง 53/2560 ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบมาตรา 5 หรือไม่ เนื่องจากเห็นว่า มีความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญใน หลายประการ

ทั้งประเด็น คำสั่ง คสช.แก้ไขกฎหมาย เป็นการลบล้างกระบวนการตรากฎหมายตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งหัวหน้า คสช.เป็นเพียงผู้ได้รับอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญไม่อาจใช้อำนาจ ที่ขัดหรือแย้งหรือนอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้

การที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจโดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้และใช้อำนาจซึ่งเป็นขององค์กรอื่น อันไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 131 และมาตรา 132 จึงเป็นการกระทำโดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรคสอง (2)

การออกคำสั่งที่มีผลเป็นการลบล้างสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคการเมือง มิใช่การออกกฎหมายจำกัดสิทธิเท่านั้น แต่เป็นการยกเลิกสิทธิของการเป็นสมาชิกพรรค จึงกระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพของบุคคล และเป็นการออกกฎหมาย ที่มีผลย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคล จึงขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคแรก

ด้าน “ประชาธิปัตย์” เตรียมยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ภายในสัปดาห์นี้ โดย จะสรุปอีกครั้งว่าจะยื่นในนามหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นการยื่น ของสมาชิกพรรค เพราะได้รับผล กระทบทั้งคู่

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวสร้างความเสียหาย ทำให้มีภาระเกินสมควรแก่เหตุจากกรณีให้สมาชิกพรรคต้องยืนยันความเป็นสมาชิกต่อหัวหน้าพรรคภายใน 30 วัน รวมทั้งมีความแตกต่างระหว่างพรรคเก่ากับพรรคใหม่

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแจ้งเรื่องราวให้แก่สมาชิกจำนวน 3 ล้านกว่าคน ภายใน 30 วัน ถือเป็นภาระเกินจำเป็นของหัวหน้าพรรคด้วย อีกทั้งการแสดงหลักฐานบังคับใช้แต่กับพรรคการเมืองเก่า แต่สำหรับพรรคการเมืองใหม่ไม่ต้องแสดงหลักฐานใดๆ เลย

แม้การเคลื่อนไหวที่สอดประสานของสองพรรคใหญ่ จะไม่ได้หมายความว่าอนาคตทั้งสองพรรคใหญ่จะสามารถจับมือทางการเมือง อย่างที่หลายฝ่ายเสนอเพื่อสกัดการกลับมาของ คสช.หลังเลือกตั้ง

แต่ท่าทีของทั้งสองพรรคใหญ่ที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันรอบนี้ ถือเป็นการประสานกำลังเปิดหน้าชนกับ คสช.โดยตรง หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศตัวเป็นนักการเมือง ในวันที่เสียงเชียร์ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

คสช.จึงกลายเป็นโจทก์ร่วมและ คู่แข่งคนสำคัญของทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย

เมื่อทั้งสองพรรคใหญ่เริ่มเห็นแล้วว่าด้วย สถานะ อำนาจพิเศษ ของ คสช. สร้างความเสียเปรียบให้พรรคการเมืองอย่างมาก ดังจะเห็นว่าเริ่มมีหลายฝ่ายออกมาดักคอไม่ให้ คสช.ใช้อำนาจพิเศษที่จะทำให้พรรคการเมืองเสียเปรียบ และยัง สุ่มเสี่ยงที่ คสช.จะเข้าข่ายกฎหมายเลือกตั้ง

ทิศทางการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองนับจากนี้จึงอาจเห็นภาพการประสานเสียงพาดพิงมายัง คสช. อันจะยิ่งสร้างแรงกดดันและฉุดความเชื่อมั่น คสช.ให้ลดลงเรื่อยๆ

กฎหมายใหม่เข้มรัฐกู้เงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 ม.ค. 2561 เวลา 10:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/536136

กฎหมายใหม่เข้มรัฐกู้เงิน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. … ในวาระ 2 และวาระ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. …พิจารณาแล้วเสร็จ ทั้งสิ้น 87 มาตรา โดยมีการแก้ไข 8 มาตรา ประกอบด้วย มาตรา 4 11 23 50 53 71 72 และ 75

สำหรับการแก้ไขรายมาตราก่อนสมาชิกเห็นชอบกับร่างทั้งฉบับด้วยคะแนน 158 เสียง งดออกเสียง 9 เสียง ให้สมควรประกาศร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. … ใช้เป็นกฎหมายต่อไป มีสาระสำคัญคือ การกำหนดคำนิยามคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” ให้ชัดเจน เพื่อให้ครอบคลุมถึงหน่วยงานของรัฐทุกประเภทที่ต้องปฏิบัติตามวินัยการเงินการคลัง

รวมทั้งความหมายคำว่า “เงินนอกงบประมาณ” ให้หมายถึงเงินทั้งปวงที่หน่วยงานของรัฐจัดเก็บหรือได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ หรือนิติกรรม หรือนิติเหตุ หรือกรณีอื่นใดที่ต้องนำส่งคลัง แต่มีกฎหมายอนุญาตให้สามารถเก็บไว้ใช้จ่ายได้ โดยไม่ต้องนำส่งคลัง และ “หนี้สาธารณะ” ให้หมายถึงหนี้สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ กำหนดแนวทางวิธีการสำหรับการดำเนินนโยบายการคลัง

คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก สนช. ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็นในมาตรา 53 ที่กำหนดให้รัฐบาลออกกฎหมายเป็นการเฉพาะเพื่อกู้เงินได้ และในกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ โดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศโดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน และมาตรา 54 ที่กำหนดให้การเบิกจ่ายเงินกู้ที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะตามมาตรา 53 ให้หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินกู้ดำเนินการเบิกจ่ายเงินกู้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการกู้เงินและระเบียบการเบิกจ่ายเงินกู้อย่างเคร่งครัด และใช้จ่ายเงินกู้ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า และประหยัด

โดยขอให้ตัดออกทั้งสองมาตรา เพราะเห็นว่าทั้งสองมาตราเสมือนเป็นการนำอำนาจของรัฐสภาบางส่วนไปเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารสามารถตรากฎหมายพิเศษ เพื่อกู้เงินได้นอกเหนือจาก พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยไม่มีหลักเกณฑ์และกรอบเพดานในการกู้เงิน

“ผมไม่ได้คัดค้านการกู้เงินและไม่ได้คัดค้านการจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ไม่ว่าของรัฐบาลขั้วใดในอดีต แต่คัดค้านกระบวนการจ่ายเงินออกไปจะต้องผ่านกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ถือว่าการอนุมัติการใช้เงินเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการควบคุมรัฐบาล ดังนั้น อำนาจในการอนุมัติและควบคุมการจ่ายเงินแผ่นดินของฝ่ายบริหารโดยสภานั้น จึงเป็นอำนาจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง”

ด้าน ศิริพล ยอดเมืองเจริญ ประธาน กมธ.วิสามัญ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวได้มีการถกเถียงรวมถึงข้อดีข้อเสียกันอย่างกว้างขวาง และกฎหมายฉบับนี้ออกมาควบคุมวินัยการเงิน เมื่อมีการกำหนดกรอบและควบคุม ซึ่งการควบคุมตามมาตรา 53 เป็นการควบคุมที่ต้องเกิดเหตุวิกฤตจริงๆ ถึงจะกู้ได้ เป็นเรื่องที่ต้องตรากฎหมาย และวรรคสองจะบังคับว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง การควบคุมเพดานวินัยการเงิน ถึงไม่บัญญัติชัดเจนไว้ แต่วินัยการเงินคุมไม่เกิน 60% เป็นการบังคับไว้ เมื่อมีการใช้ดำเนินการเกินกว่านั้น ก็มีความผิดทางกฎหมาย

ขณะที่ ธีรัชย์ อัตนวานิชธี กมธ.วิสามัญเสียงข้างมาก กล่าวชี้แจงว่า หลักการตามมาตรา 53 ไม่ใช่เรื่องของการบัญญัติเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายบริหารสามารถออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินได้ เนื่องจากอำนาจตรากฎหมายกู้เงินมีการบัญญัติรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญอยู่แล้วทุกฉบับ รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งในการตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 การออก พ.ร.บ.ตามมาตรา 134

อย่างไรก็ดี เจตนารมณ์ตามมาตรา 53 เป็นการกำหนดกรอบวินัยหรือกติกาในการออกกฎหมายพิเศษให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เป็นการควบคุมการใช้อำนาจและการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารในการนำเสนอกฎหมาย โดยพยายามแก้ไขปัญหาจุดอ่อนของการออกกฎหมายกู้เงินในอดีต ทั้งในส่วนของเงื่อนไขและเนื้อหาสาระของร่างกฎหมาย

ส่วนเงื่อนไข กมธ.วิสามัญได้ปรับปรุงร่างในมาตรา 53 ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยได้เพิ่มเติมเหตุการณ์สำคัญและเงื่อนไขในการตรากฎหมายพิเศษทำได้เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นวิกฤตของประเทศเท่านั้น และเป็นกรณีที่ไม่สามารถใช้จ่ายจากงบประมาณตามกระบวนการปกติได้ ดังนั้น ที่มีข้อกังวลว่ากรณีสามารถใช้กับตัวบทงบประมาณปกติได้ในมาตรา 53 กำหนดเงื่อนไขไม่สามารถทำได้คือ รัฐบาลต้องไปใช้ในงบประมาณปกติก่อน ไม่ใช่ออกกฎหมายพิเศษเลย

ทั้งนี้ เนื้อหาสาระการออกกฎหมายในมาตรา 53 วรรคสอง ได้กำหนดเงื่อนไขชัดเจนขึ้นว่าจะต้องมีการระบุวัตถุประสงค์ ระยะเวลา แผนงาน โครงการ วงเงินกู้ และหน่วยงานรับผิดชอบบริหารงานให้ชัดเจน สรุปตัวร่างมาตรา 53 ถือเป็น การกำหนดกรอบวินัยในการดำเนินการ กู้เงินของรัฐบาล ในส่วนนอกเหนือไปจากกฎหมายปกติให้รัดกุมมากขึ้น สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560

จำใจยื่นตีความ ปปช. ดับระเบิดเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 18 ม.ค. 2561 เวลา 10:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/535946

จำใจยื่นตีความ ปปช. ดับระเบิดเวลา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

องค์กรอิสระเป็นผลผลิตที่เกิดมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จนถึงเวลานี้ยืนหยัดเป็นเสาหลักหนึ่งให้กับประเทศไทยเป็นเวลา 20 ปีโดยประมาณ

เจตนารมณ์ของการมีองค์กรอิสระเพื่อต้องการสร้างระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลให้แยกออกมาจากกลไกของฝ่ายบริหาร เพื่อเป็นหลักประกันการตรวจสอบความโปร่งใสให้กับสังคม จากเดิมที่หน่วยงานเหล่านี้อยู่ภายใต้ปีกอำนาจของฝ่ายบริหารมาก่อน

ย้อนกลับไปก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 เกิดภาวะวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นกับองค์กรอิสระอย่างรุนแรง ทั้งในแง่ของระบบการได้มาซึ่งบุคคลที่ไปดำรงตำแหน่งต่างๆ รวมไปถึงตัวบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะในอดีตเคยถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้มีความผิดทางอาญาจากกรณีขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเอง โดยไม่มีอำนาจ แต่ยังดีที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้โทษจำคุกนั้นรอลงอาญาเอาไว้ก่อน

นานวันเข้า สุดท้ายคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตัดสินใจทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลในวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยหนึ่งในเหตุผลของการฉีกรัฐธรรมนูญ คือ ความไม่โปร่งใสในการทำงานขององค์กรอิสระ

มาเวลานี้ ป.ป.ช.กำลังเผชิญกับสถานการณ์แบบในอดีตอีกครั้ง หลังจากมีกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีปัจจัยมาจากท่าทีของ ป.ป.ช.เองเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้ามาสมทบด้วย

กล่าวคือ สนช.เพิ่งลงมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. … โดยเฉพาะการเห็นชอบในมาตรา 178 ว่าด้วยการให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนด ยังสามารถดำรงตำแหน่ง ต่อไปได้

“ให้ประธาน ป.ป.ช.และกรรมการ ป.ป.ช.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 หรือพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 19

เว้นแต่กรณีตามมาตรา 19 (3) ในส่วนที่เกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติตามมาตรา 9 และลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 11 (1) และ (18) มิให้นำมา ใช้บังคับ” เนื้้อหาในมาตรา 178 ที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

การลงมติของ สนช.ในเรื่อง ดังกล่าวนำมาซึ่งเสียงท้วงติงในทางกฎหมายเป็นอย่างมาก เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติไม่เคยกำหนดให้มีบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระต่อไปได้มาก่อน

โดยเป็นประเด็นถึงขนาดที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตั้งข้อสังเกตฝากไปยัง “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.ว่า สนช.ควรร่วมกันเข้าชื่อเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและเป็นข้อยุติ

บทบัญญัติของมาตรา 178 จะมีผลให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่ชื่อ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ที่เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประวิตร และ “วิทยา อาคมพิทักษ์” อดีตกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน สามารถดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช.ได้ต่อไป เพราะได้รับการยกเว้นโดยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

การกำหนดมาตรา 178 ไว้ในลักษณะนี้ ส่งผลให้เกิดแนวความคิดที่ว่าการนำกฎหมายลำดับรองมายกเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญนั้นเหมาะสมหรือไม่

ลักษณะต้องห้ามดังกล่าวทั้งในเรื่องการเคยดำรงตำแหน่งข้าราชการเมืองหรือกรรมการองค์อิสระมาก่อนเป็นกรณีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 216 ประกอบ มาตรา 202 (1) และ (4) ซึ่งมีเนื้อหาว่า ผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ คือ เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระใด เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา

ทั้งนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับลำดับชั้นของกฎหมาย ซึ่งตามหลักการแล้วกฎหมายลำดับรองไม่ควรมีเนื้อหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายที่ลำดับสูงสุด แต่เสียงข้างมากของ สนช.กลับอาศัยอำนาจนิติบัญญัติเพื่อบัญญัติกฎหมายให้ แตกต่างไปจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เดิมที สนช.จำนวนไม่น้อยค่อนข้างเพิกเฉยกับประเด็นดังกล่าว เนื่องจากมองว่าตัวเองเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ย่อมมีอำนาจเด็ดขาดในการพิจารณากฎหมาย แต่เมื่อกระแสกดดันมากขึ้น ประกอบกับมีกรณีของ พล.อ.ประวิตร เข้ามาพอดี ทำให้ สนช.เกิดอาการกลับลำและดำเนินการรวบรวมรายชื่อสมาชิก สนช.เพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาขึ้น มาทันที

หากจะมองเหตุผลที่แท้จริงของการกลับลำนั้นส่วนหนึ่งนั้นมาจากกังวลถึงปัญหาแบบในอดีต กล่าวคือ ประวัติศาสตร์ของสภาที่ผ่านมาวุฒิสภาชุดหนึ่งเคยลงมติเลือกกรรมการ ป.ป.ช.จากบัญชีรายชื่อบุคคลที่ไม่ถึงจำนวนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ที่ประธานวุฒิสภาในเวลานั้นคาดไม่ถึง

ดังนั้น สนช.จึงมองว่าเพื่อ ไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา ควรจะหาทางปลดระเบิดเวลาด้วยการพึ่งอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ มิเช่นนั้นหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาประธาน สนช.หรือแม้แต่ สนช.ทั้งสภาคงไม่อาจ แบกรับความรับผิดชอบนั้นได้ไหวอย่างแน่นอน n

อุ้ม “บิ๊กป้อม” ลาก “บิ๊กตู่-ปปช.” ลงเหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 17 ม.ค. 2561 เวลา 12:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/535770

อุ้ม "บิ๊กป้อม" ลาก "บิ๊กตู่-ปปช." ลงเหว

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบาก ภายหลังตัดสินใจยังคงกางปีกปกป้อง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ต่อไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสายสัมพันธ์ “บูรพาพยัคฆ์” ระหว่างน้องตู่และ พี่ป้อมนั้นแนบแน่นเหมือนกับคนในครอบครัว ร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายสมรภูมิ เมื่อเลือดข้นยิ่งกว่าน้ำย่อมไม่มีอะไรมาทำให้ความสัมพันธ์นี้แตกสลายไปได้

แต่ดูเหมือนกับว่าการแสดงออกถึงความเป็นครอบครัวในครั้งนี้ดูจะผิดที่ผิดทางไปพอสมควร

นับตั้งแต่ พล.อ.ประวิตร เข้ามาดำรงตำแหน่งในรัฐบาลก็ถูกจับจ้องมาตลอดว่าเป็นผู้มีบารมีเหนือนายกรัฐมนตรี ด้านหนึ่งเป็นเพราะการเป็นนายทหารลูกครึ่งการเมืองมาก่อน ส่งผลให้บิ๊กป้อมจึงเป็นบุคคลที่เปี่ยมไปด้วยคอนเนกชั่นทางการเมืองกับทุกพรรคการเมือง

ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งเกิดกระแสข่าวว่าบิ๊กป้อมเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาทางการเมืองเพื่อสร้างความปรองดองก่อนที่เรื่องดังกล่าวจะเงียบหายไป

การเป็นบุคคลมากบารมี จึงไม่แปลกที่ทุกความเคลื่อนไหวและทุกท่าทีของ พล.อ.ประวิตร ต่างถูกนำมาโยงเป็นประเด็นทางการเมืองแทบทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ประเด็นทางสังคมอย่างการห้ามนั่งหลังรถกระบะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ก็ยังถูกนำมาเกี่ยวข้องกับการเมืองไปโดยปริยาย

ทุกครั้งที่ พล.อ.ประวิตร ตกเป็นเป้าทางการเมืองก็จะมี พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาปกป้องตลอด โดยเฉพาะกับสถานการณ์ล่าสุดจากการถูกตรวจสอบเรื่องการมีนาฬิกาหรูหลายเรือน

การมีนาฬิกาหลายเรือนของ พล.อ.ประวิตร จะไม่เป็นประเด็นเลยหากเป็นทรัพย์สินที่ตรงกับรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ พล.อ.ประวิตร ได้แสดงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อครั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งในรัฐบาลปัจจุบัน

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร ถูกเปิดเผยว่ามีนาฬิการาคาแพงมากถึง 24 เรือน โดยตลอดระยะเวลาการตรวจสอบ พล.อ.ประวิตร โดยภาคสังคมอย่าง เข้มข้น นำมาซึ่งกระแสกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเอา พล.อ.ประวิตร ออกไปจากรัฐบาลก่อนชั่วคราว จนกว่าข้อครหาของ พล.อ.ประวิตร จะได้รับการชำระจนเสร็จสิ้น

ทว่า พล.อ.ประยุทธ์ ที่สวมหมวกหลายใบทั้งในฐานะนายกฯ หรือน้องรักของพี่ป้อม กลับออกมาปกป้องบิ๊กป้อมแบบได้ใจ พล.อ.ประวิตร แต่ไม่ค่อยได้ใจประชาชนเท่าไรนัก โดยเฉพาะกับการบอกสื่อมวลชนว่าขอให้ลดราวาศอกลงบ้าง

“ผมไม่ต้องให้กำลังใจ ท่านเข้มแข็งพอ พล.อ.ประวิตร เป็นทหาร ดูแลตัวเองได้ เราไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว ขอร้องสื่อให้ลดราวาศอกกันบ้าง กฎหมายว่าอย่างไร ก็ไปว่ากันตาม ขั้นตอน อย่ามองในทางที่แย่ทั้งหมด ไปดูข้อกฎหมายก่อน” คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2560

ไม่เพียงแต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อกรณีของ พล.อ.ประวิตร จะเป็นปัจจัยให้ประเด็นการเมืองกระพือมากขึ้นเท่านั้น แต่ท่าทีของ ป.ป.ช.ก็มีส่วนไม่แพ้กัน

ต้องยอมรับว่า ป.ป.ช.กำลังตกที่นั่งลำบาก ภายหลังจากถูกกังขาถึงความกระตือรือร้นในการตรวจสอบกรณีของ พล.อ.ประวิตร เท่าไรนัก อีกทั้งพยายามแสดงท่าทีหลีกเลี่ยงการให้ข้อเท็จจริงกับสื่อมวลชนถึงรายละเอียดบางส่วนของการตรวจสอบ พล.อ. ประวิตร ด้วย ทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองที่คาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน

ยิ่งนานวันไป กระแสกดดันก็เริ่มถาโถมมายังรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ มากขึ้น แม้แต่กลุ่มคนที่เคยเป็นมิตรก็ตีตัวออกห่างและต้องการให้นายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลดำเนินการกับเรื่องนี้ให้เด็ดขาดก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

“อดีตผู้นำจีนคนหนึ่ง ชื่อ เติ้งเสี่ยวผิง พูดไว้น่าฟังยิ่งว่า อย่าเอา ผลประโยชน์ชาติไปตอบแทนบุญคุณส่วนตัว ในสภาพที่นายกฯ ต้องแบกนาฬิกาเป็นเครื่องหลังที่หนักอึ้ง ขณะที่ ป.ป.ช.ก็ยากที่จะทำงาน และอธิบายต่อสาธารณะ อย่าคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็ก เพราะที่เห็น และเป็นอยู่ขณะนี้มันมีผลสะเทือนทางความเชื่อถือสูงมาก

หากรองนายกฯ จะรักษานายกฯ และประคองน้องรักให้ทำหน้าที่ต่อไป ไม่ลากกันไปตายหมู่ ขณะเดียวกันก็ทำให้ ป.ป.ช.ยังมีสง่าราศี และคงความน่าเชื่อถือไว้ได้ แถมไม่ต้องกลายเป็นเหยื่อ ขุดคุ้ยของฝ่ายการเมืองในฤดูเลือกตั้ง ขอเสนอว่า รองนายกฯ ลาออกดีกว่า เป็นวิธีที่จะทำให้ทุกฝ่ายโล่งอกไปด้วยกันทั้งหมด” เสียงกดดันจาก “ประสาร มฤคพิทักษ์” แกนนำอดีตกลุ่ม 40 สว.

สถานการณ์ในวันนี้ของ พล.อ. ประยุทธ์ กำลังยืนอยู่บนความเหมือนที่แตกต่างกับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงก่อนที่จะมีการรัฐประหารในเดือน พ.ค. 2557

บนความเหมือนนั้นหมายถึงมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลที่มาจากคนในรัฐบาลเหมือนกัน แต่ผู้นำรัฐบาลทั้งสองยุคก็ไม่ได้ให้ความสำคัญหรือเงี่ยหูฟังสังคมเท่าใดนัก

ส่วนความแตกต่างกัน คือ แม้จะมีปัญหาเหมือนกัน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีม็อบมาเดินขบวนขับไล่ เหมือนกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ต้องเจอกับม็อบขับไล่เป็นเวลาร่วมปี

มาวันนี้รัฐบาลทหารอยู่มาได้เพราะมีมาตรา 44 เป็นป้อมปราการปกป้องกันภัยให้ แต่เมื่อความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นเกือบทุกวัน มาตรา 44 ก็อาจไม่ได้เป็นยาสามัญประจำรัฐบาลที่ช่วยบรรเทาได้ตลอดไป

ตีความปปช.สะดุด สนช.แหยงคนมีอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 16 ม.ค. 2561 เวลา 11:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/535645

ตีความปปช.สะดุด สนช.แหยงคนมีอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังตกเป็นหมู่บ้านกระสุนตกอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังถูกสปอตไลต์จับจ้องถึงการตรวจสอบความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นและเป็นคำถามตัวโตของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

หลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ คสช.เข้ามาทำการรัฐประหาร พยายามบอกแก่สังคมว่าจะสร้างมาตรฐานความโปร่งใสขึ้นมาใหม่ให้ดีกว่ารัฐบาลของนักการเมือง

ช่วงแรกของ คสช.ได้ดำเนินการอย่างที่ได้ให้คำพูดเอาไว้ ดังจะเห็นได้จากการใช้มาตรา 44 ในการโยกย้ายบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตไปอยู่ในตำแหน่งอื่นทันที แม้บุคคลนั้นจะยังไม่ถูกกล่าวหาหรือถูกวินิจฉัยว่ามีความผิดก็ตาม

การดำเนินการของ คสช.สร้างความตื่นตัวให้กับกลุ่มบุคคลที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่รัฐบาลของนักการเมืองไม่เคยสร้างได้มาก่อน

คสช.ได้ผลตอบแทนเป็นเสียงชื่นชมจากสังคมผ่านการผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ต่างสนับสนุนให้รัฐบาลและ คสช.เร่งปราบปรามการทุจริต ยิ่งไปกว่านั้นยังได้กระแสตอบรับที่ดีกับการใช้มาตรา 44 เพื่อการล้างบางคอร์รัปชั่นอีกด้วย

พอมาถึงปัจจุบันกระแสความนิยมพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างเห็นได้ชัด ภายหลังเกิดความคำถามถึงความโปร่งใสที่เกิดขึ้นกับคนในรัฐบาล แต่สังคมกลับไม่ได้รับคำตอบจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลในทางที่ดีเท่าไรนัก

ตัวอย่างเช่นกรณีใช้พื้นที่ทหารไปตั้งบริษัทเอกชนเพื่อรับงานว่าจ้างจากภาครัฐ หรือการเอาชื่อภรรยาของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงกลาโหมไปตั้งเป็นชื่อสิ่งก่อสร้างของภาครัฐ เมื่อเรื่องแดงขึ้นมาจึงนำมาซึ่งกระแสตื่นตัวเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ

ไม่เว้นแม้แต่กรณีที่ได้รับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และต่อมากลับพบว่าไม่ได้ลงชื่อเข้าประชุมหลายครั้งจนเสี่ยงต่อตกเก้าอี้ตำแหน่ง สนช. บทสรุปก็ไม่ต่างกัน คือไม่เสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก

ล่าสุดเกิดกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จากกรณีการมีนาฬิกาหรูหลายเรือน ซึ่งไม่ได้เป็นรายการทรัพย์สินที่ได้แจ้งไว้ต่อ ป.ป.ช.

เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ป.ป.ช.พยายามเข้ามาตรวจสอบแต่ปรากฏว่า ป.ป.ช.ไม่ค่อยแสดงท่าทีขึงขังต่อการตรวจสอบ หรือเปิดเผยข้อเท็จจริงบางส่วนที่สามารถเปิดได้โดยไม่กระทบต่อรูปคดีต่อสังคมมากเท่าที่ควร โดยบอกเพียงแต่อยู่ในระหว่างการตรวจสอบเท่านั้น

จึงไม่แปลกที่ ป.ป.ช.กำลังเผชิญกับข้อกังขาครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการมีประธาน ป.ป.ช.ที่ชื่อ“พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ซึ่งในอดีตเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองให้กับ พล.อ.ประวิตร

แต่มรสุมของ ป.ป.ช.ไม่หยุดเพียงแค่นั้น ภายหลังที่ประชุม สนช.มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งมีผลให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันที่มีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดยังสามารถดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช.ต่อไปได้จนกว่าจะครบวาระ

ทุกอย่างถูกปะติดปะต่อเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้บางฝ่ายเห็นว่าการต่ออายุให้กับ ป.ป.ช.ครั้งนี้มีการทำเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อเป้าหมายในการรักษาความมั่นคงทางการเมืองเป็นหลัก

มาเวลานี้กำลังมีกระแสความเคลื่อนไหวที่สำคัญเพื่อวัดใจฝ่าย คสช.และกลุ่มผู้มีอำนาจอีกครั้ง คือการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการต่ออายุให้กับ ป.ป.ช.ดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

ประเด็นนี้ถูกโยนออกมาจาก“มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ที่ส่งมายัง “พรเพชร วิชิตชลชัย”ประธาน สนช.ว่าอยากให้มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นนี้

โดยรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้สามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ 1.สมาชิก สนช.เข้าชื่อร่วมกันให้ได้ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 หรือ 25 คน จากสมาชิก สนช.ทั้งหมด 249 คน หรือ 2.นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง

ในการประชุม สนช.เรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. มีสมาชิก สนช.จำนวน 26 คนไม่เห็นด้วยกับการต่ออายุให้กับ ป.ป.ช. และมีสมาชิก สนช.อีก 29 คนใช้สิทธิงดออกเสียง

หากมองถึงโอกาสและความเป็นไปได้ที่เรื่องดังกล่าวจะถึงมือศาลรัฐธรรมนูญนั้นต้องยอมรับว่าลำบากพอสมควร โดยมีเหตุผลทางการเมืองเป็นสำคัญ

กล่าวคือ คสช.เป็นผู้ตั้ง สนช.ขึ้นมาเอง ดังนั้นหากจะดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใดย่อมต้องเงี่ยหูฟัง คสช.เป็นสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นกรณีเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อผู้มีอำนาจใน คสช.ด้วยแล้ว ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ สนช.ย่อมไม่อยากจะแกว่งเท้าหาเสี้ยน

อีกทั้งสมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยมีความประสงค์ต้องการที่จะเป็นสว.เช่นกัน เนื่องจาก สว.ชุดแรกจำนวน 250 คนตามรัฐธรรมนูญจะมาจากเลือกของ คสช. และอย่างที่ทราบกันดีว่า สว.ในอนาคตจะมีอำนาจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการเลือกนายกรัฐมนตรีและการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรวมไปถึงยุทธศาสตร์

คสช.จึงต้องเลือกคนที่มาเป็น สว.จากบุคคลที่ฟังเสียงของ คสช.เป็นหลัก ด้วยเหตุนี้อาจทำให้สมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยที่เคยลงมติไม่เห็นด้วยกับการต่ออายุ ป.ป.ช.ก็อาจไม่สนับสนุนการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ดังนั้น ผลประโยชน์เลยตกมาที่ ป.ป.ช.เป็นหลักและทำให้เก้าอี้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นในระยะยาว เสมือนกับน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

เลือกตั้งท้องถิ่น กลางปี61 เช็กกระแสครั้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ม.ค. 2561 เวลา 09:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/535466

เลือกตั้งท้องถิ่น กลางปี61 เช็กกระแสครั้งสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นนับถอยหลังสู่ “การเลือกตั้งท้องถิ่น” ที่ตามโรดแมปจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปีนี้

ชัดเจนตาม “สัญญาณ” จากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เห็นควรให้จัดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งว่ากันว่าเป็นการเช็กความพร้อมและวัดกระแสทิศทางลมในแต่ละพื้นที่

สาเหตุสำคัญเพราะเดือน พ.ค. 2561 สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะหมดวาระครบทุกระดับทั่วประเทศ ขณะที่ปัจจุบันในตำแหน่งต่างๆ กว่า 80% หมดวาระไปเรียบร้อยอยู่ระหว่างปฏิบัติรักษาการตามคำสั่ง คสช. ดังนั้นจึงถือเป็นเวลาเหมาะสมที่ควรจะเปิดให้มีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น

ตามข้อเสนอของสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เห็นว่าควรจะเปิดให้เลือกตั้งในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) รวมทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นลำดับแรก จากนั้นค่อยเปิดให้เลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)ต่อไป

<pทั้งนี้ เพื่อป้องกันความสับสนวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่=”” หากจัดการเลือกตั้งพร้อมกันในทุกระดับ=”” ทั้งเรื่องการหาเสียง=”” การลงคะแนน=”” ที่จะมีความคาบเกี่ยวกันในแต่ละพื้นที่=”” อันอาจสร้างปัญหาในอนาคต<=”” p=””>แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นกลางปีนี้ คสช.จะจัดการเลือกตั้งในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ไปพร้อมกันหรือไม่ แต่ในส่วนของ อบจ. อบต. นั้นมีความชัดเจนขึ้นตามลำดับ 

โดยเฉพาะกระบวนการทางกฎหมาย ที่เป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่การเลือกตั้ง เมื่อ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่ากำลังจัดทำร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับ หลังจาก กกต.มีความเห็นให้แก้ไขเพิ่มเติม 30-40 ประเด็น

ขั้นตอนจากนี้เหลือเพียงนำเข้า ครม.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 6 ฉบับพร้อมกันเพื่อให้เห็นภาพรวม ซึ่งส่วนสำคัญของการแก้ไขอยู่ที่ประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งที่จะต้องปรับให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนส่งต่อให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป

เรื่องกฎหมายจึงไม่น่าจะเป็นปัญหาหรือสร้างความล่าช้า เมื่อพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. คนที่ 2 หากเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ก็คาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาไม่มาก เนื่องจาก สนช.ได้มีคณะกรรมการที่ศึกษาเรื่องนี้ไว้แล้ว และจะต้องเป็นไปตามกรอบเวลาที่รัฐบาลกำหนดว่าจะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นกลางปี 2561

พิจารณาในแง่เวลาการจัดการเลือกตั้งถือว่ามีความเหมาะสมเป็นไม่เร็วไม่ช้าจนเกินไป สอดรับไปกับการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศที่จะเกิดขึ้นราวปลายปี 2561

ความสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่นจึงเป็นทั้งการปฏิบัติงานเพื่อนำมาเป็นบทเรียนหาจุดอ่อน และอุปสรรคปัญหามาปรับแก้ในการเลือกตั้งสนามใหญ่ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้น

ยิ่งในสภาพที่บ้านเมืองที่อยู่ในช่วงสุญญากาศมานาน คำสั่ง คสช.ทำให้พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง นักเคลื่อนไหว ไม่สามารถทำกิจกรรมการเมืองมาร่วม 4 ปี การกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้งอาจเกิดความขลุกขลัก

ที่สำคัญจนถึงเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า คสช.จะพิจารณาปลดล็อกคำสั่งให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่ หรือเมื่อไหร่ ทำให้ยังยากจะประเมินสถานการณ์ในอนาคต

นอกจากจะสร้างอุปสรรคปัญหาให้กับผู้สมัครในแต่ละพื้นที่ที่ร้างสนามไปนานแล้ว

อีกด้านหนึ่งการเลือกตั้งท้องถิ่นยังเป็นการเคาะสนิมให้กับบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง ไล่มาตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งน่าจะเป็นชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างกระบวนการคัดเลือก ที่จะมาเป็นผู้จัดการเลือกตั้งครั้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งน่าจะถือเป็นผลงานแรกสำหรับ กกต.ชุดนี้

ส่วนกลไกเจ้าหน้าที่ต่างๆ ในพื้นที่ ทั้งส่วนเดิมหรือส่วนที่จะเกิดขึ้นใหม่ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 4 ปี ทำให้ต้องกลับมาวางระบบการทำงานกันใหม่

ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง การควบคุมการดูแลการหาเสียงให้เป็นไปตามกรอบกติกา รวมทั้งการเฝ้าติดตามหาข้อมูลการกระทำผิดซื้อสิทธิขายเสียงที่มีโทษรุนแรง ซึ่งจะทำให้ผู้จัดการเลือกตั้งเห็นทิศทาง และนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขในช่องโหว่ ป้องกันปัญหาต่อไปในสนามใหญ่

ที่สำคัญคือการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นดัชนีชี้วัดทิศทางทางการเมืองที่อาจจะเป็นตัวแปรนำไปสู่การพิจารณาเดินหน้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งมีกระแสดักคอว่าพบสัญญาณการยื้อเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง

ด้านหนึ่งการเลือกตั้งท้องถิ่นยังสามารถเช็กกระแสการเมืองระดับชาติได้กลายๆ แม้จะไม่ชัดเจนแต่ก็พอจะมองเห็นความเข้มแข็งของฐานเสียงในพื้นที่แต่ละกลุ่มได้

อีกด้านหนึ่งยังจะสามารถสะท้อนความร้อนแรงดุเดือดในสนามเลือกตั้ง ว่ามีเหตุป่วน เหตุวุ่นวายใดๆ หรือไม่ อันจะสะท้อนอนาคตไปถึงบรรยากาศการเลือกตั้งสนามใหญ่ได้ไม่มากก็น้อย

การจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงมีนัยและส่งผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคต ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจถึงขั้นเป็น “ปัจจัย” ที่จะชี้ขาดว่าการเลือกตั้งใหญ่จะเกิดขึ้นตามโรดแมปหรือไม่

</pทั้งนี้>

ชำแหละกฎหมายเลือกตั้ง คุมเข้มหาเสียง-สร้างโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 13 ม.ค. 2561 เวลา 10:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/535139

ชำแหละกฎหมายเลือกตั้ง คุมเข้มหาเสียง-สร้างโปร่งใส

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เงื่อนไขของการนำไปสู่การเลือกตั้งภายใต้กฎหมายเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ ปัจจุบันได้บรรลุเงื่อนไขที่ว่านั้นไปแล้ว 2 ประการ ภายหลังจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ได้มีผลบังคับใช้

เหลือเพียงอีก 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. หากร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ เตรียมนับถอยหลัง 150 วัน ไปสู่การเลือกตั้งได้ทันที

ทั้งนี้ ประเด็นนี้ที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญและความสนใจมากที่สุดอยู่ที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เพราะจะเป็น กติกาที่ควบคุมกระบวนการเลือกตั้งให้เป็นโดยสุจริตและยุติธรรม เรียกได้ว่านักเลือกตั้งจะไปถึงฝั่งได้หรือไม่ก็ต้องผ่านกติกาที่กฎหมายกำหนดไปให้ได้

ปัจจุบันคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ที่มี “วิทยา ผิวผ่อง” เป็นประธาน ได้ลงมือแก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมาย ซึ่งมีผลให้เกิดความแตกต่างไปจากต้นฉบับของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปพอสมควร

1.การจัดทำผลสำรวจความคิดเห็น คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กำหนดให้การทำโพลยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ เพียงแต่ผู้จัดทำต้องเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการยอมรับและมีความน่าเชื่อถือ แต่กระนั้นก่อนวันเลือกตั้ง 7 วัน ไม่สามารถทำการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการชี้นำผู้มีสิทธิออกเสียง

2.การลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือโหวตโน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติให้ผู้ที่จะได้รับการเลือกตั้งจะต้องได้รับคะแนนมากกว่าคะแนนโหวตโนเท่านั้นถึงจะได้เป็น สส. โดยที่อีกด้านหนึ่งก็มีการเปิดช่องให้ประชาชนสามารถรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงโหวตโนได้ ซึ่งในประเด็นนี้เป็นประเด็นที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ไม่เห็นด้วย จึงได้แก้ไขให้ประชาชนจะรณรงค์เพื่อให้ไปใช้สิทธิออกเสียงโหวตโนไม่ได้

3.การเลือกตั้งซ่อม เป็นประเด็นหนึ่งที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ยืนตาม กรธ. กล่าวคือ หากมีการเลือกตั้งซ่อมในเขตเลือกตั้งใดหลังจากการ เลือกตั้งทั่วไป จะต้องนำคะแนนเลือกตั้งดังกล่าวมาคำนวณเพื่อหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อใหม่ด้วย แต่ถ้าเป็นการเลือกตั้งซ่อมที่เกิดขึ้นเมื่อพ้นระยะเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันเลือกตั้งทั่วไป จะไม่มีการนำคะแนนของการเลือกตั้งซ่อมมาคำนวณเพื่อสัดส่วนจำนวน สส.บัญชีรายชื่ออีกครั้งแต่ประการใด

4.การคืนเงินค่าสมัครให้แก่ผู้สมัคร รับเลือกตั้ง เดิม กรธ.กำหนดให้ต้องมีการคืนค่าสมัครหากผู้สมัครที่แพ้การเลือกตั้งแต่ได้คะแนนเสียงเกิน 5% แต่พอมาถึงคณะกรรมาธิการ วิสามัญฯ ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ ไม่ต้องคืนเงินค่าสมัครในทุกกรณี เนื่องจากรัฐต้องลงทุนและใช้งบประมาณเพื่อจัดการเลือกตั้ง อีกทั้งการคืนเงินอาจสร้างภาระทางธุรการให้กับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยไม่จำเป็น

5.การหาเสียงเลือกตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เปิดทางให้ผู้สมัคร เลือกตั้งหาเสียงผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ แต่ต้องลงทะเบียนกับ กกต.เพื่อให้มายืนยันสถานะต่อ กกต. โดยผู้สมัคร สามารถโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งได้ แต่ก่อนการเลือกตั้ง 3 วัน ห้ามผู้สมัครโพสต์ข้อความ ซึ่งในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะกำหนดรายละเอียดอีกครั้ง

นอกจากนี้ ยังสามารถให้ผู้สมัครสามารถจัดมหรสพได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยกำหนดมาก่อน เนื่องจากก่อนหน้านี้กฎหมายจะกำหนดข้อห้ามจัดมหรสพอย่างเด็ดขาด โดยสาเหตุที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยอมให้จัดมรหสพได้เนื่องจากหวังจะใช้เป็นตัวกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวกับการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ต้องมีการควบคุมป้องกันไม่ให้มีการแอบแฝงซื้อเสียง

อย่างไรก็ตาม ทุกประเด็นจะมาชี้ขาดกันในที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 25-26 ม.ค.นี้ ถึงเวลานั้นจะได้เห็นกันว่ากติกาการเลือกตั้งจะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร

อัดฉีดงบกลาง ซื้อใจรากหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ม.ค. 2561 เวลา 10:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/534987

อัดฉีดงบกลาง ซื้อใจรากหญ้า

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นอีกประเด็นร้อนที่ถูกสังคมจับตา เมื่อกระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณางบประมาณกลางปี 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท ในช่วงต้นเดือน ก.พ. ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในเดือน มี.ค.นี้

เหตุผลจาก อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ชี้แจงว่าการตั้งงบกลางปี ครั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องเร่งปฏิรูปเพื่อยกระดับประเทศ จำเป็นต้องขยายการใช้นโยบายการคลังออกไปอีก ขณะที่เป้าหมายการ จัดทำงบประมาณสมดุลนั้นก็ยังคงมีอยู่แต่ต้องใช้ระยะอีก 10 กว่าปี

“การจัดสรรงบกลางปีดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปประเทศ โดยเน้นไปที่เศรษฐกิจระดับฐานราก”

ทั้งนี้ หากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่าส่วนใหญ่ 1 แสนล้านบาท จะใช้ใน 4 เรื่องหลัก คือ 1.งบประมาณในโครงการช่วยคนจนเฟส 2 วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท 2.โครงการปฏิรูปราคาสินค้าเกษตร 4 หมื่นล้านบาท เช่น การแก้ไขราคายางตกต่ำ 3.งบประมาณในโครงการพัฒนาตำบลวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และ 4. นำไปใช้เพิ่มความเข้มแข็งกองทุนหมู่บ้าน 1-1.5 หมื่นล้านบาท

ในแง่การช่วยเหลือประชาชนด้วยการอัดเม็ดเงินลงพื้นที่ 1.5 แสนล้านบาท แง่หนึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือคลี่คลายความเดือดร้อน แก้ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงสภาวะที่สินค้าราคาเกษตรตกต่ำ จนมีกลุ่มเกษตรกรออกมามาเรียกร้องให้ช่วยเหลือต่อเนื่อง

แต่อีกด้านหนึ่งเรื่องทำนองนี้หากเกิดในช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมักถูกมองว่าเป็น “ยุทธศาสตร์” ซื้อใจประชาชน หวังผลไปถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยใช้ทรัพยากรในมือให้เกิดประโยชน์

แม้ครั้งนี้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศตัวเป็นนักการเมืองชัดเจน

ที่สำคัญยังแบะท่าพร้อมเป็น “นายกรัฐมนตรีคนนอก” หากได้รับเสียงสนับสนุน

การอัดฉีดงบกลาง 1.5 แสนล้านบาท ไปยังรากหญ้าในช่วงนี้ จึงไม่แปลกที่จะถูกมองว่าเป็นการเร่งฟื้นความเชื่อมั่นที่กำลังตกต่ำของ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล คสช.

รวมทั้งหวังโกยคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งจากรากหญ้าด้วยการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาล คสช. ก็ไม่ได้ทอดทิ้งหรือละเลยเกษตรกร คนจน เอาใจแต่นายทุนเหมือนอย่าง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงที่ผ่านมา

ยิ่งหากดูในรายละเอียดทั้งเรื่องโครงการช่วยเหลือคนจน โครงการพัฒนาตำบล และการเพิ่มความเข้มแข็งให้กองทุนหมู่บ้าน ทั้งหมดเป็นการอัดเม็ดเงินเข้าถึงมือประชาชนโดยตรง

ที่สำคัญปัญหาเรื่องราคายางพาราตกต่ำที่รัฐบาลยังแก้ไม่ตกแม้จะอัดฉีดเม็ดเงินไปหลายรอบ แต่ก็ยังไม่อาจฉุดราคาให้พลิกฟื้นกลับมาสร้างรายได้ให้เกษตรกรสวนยางได้อย่างที่ต้องการ กลายเป็นชนวนที่ฉุดความเชื่อมั่นและสร้างแรงกดดันให้รัฐบาล คสช.

รอบนี้รัฐบาลให้ความสนใจแก้ปัญหาราคายางพาราอย่างเป็นระบบ ทั้งนโยบายให้ลดพื้นที่การปลูกอย่างน้อย 10-20% เพื่อดันราคายาง โดยกระทรวงเกษตรและสหรกรณ์จะเข้ามาทำแผนให้

ในรายละเอียด ลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า งบกลาง 4 หมื่นล้านบาท จะใช้ผ่าน 5 โครงการ คือ 1.ชดเชยเงินสำหรับชาวสวนยางที่สมัครใจโค่นยางเพื่อเปลี่ยนอาชีพอีก 1 หมื่นบาท/ไร่ จากเดิมการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จ่าย 2 หมื่นบาท/ไร่ ซึ่งจะทำให้ชาวสวนยางจะได้รับเงินรวม 3 หมื่นบาท/ไร่

2.จัดทำข้อมูลพื้นฐานเกษตรกร หรือ บิ๊กดาต้า เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาภาคเกษตรในอนาคต 3.จัดทำถังบรรจุผลผลิต (ไซโล) เพื่อชะลอผลผลิตการเกษตรและพักสินค้าไว้รอขายในช่วงผลผลิตตกต่ำ 4.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก และ 5.สร้างอาชีพในฤดูแล้ง

เรียกได้ว่าเป็นการเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่ชัดเจนครั้งหนึ่งของรัฐบาล คสช.

ในมุมของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มองว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยตลอดเวลาที่ไม่สมดุลทำให้ไทยเป็นเมือง 2 นครา คือ มีเมืองทันสมัยกับเมืองล้าสมัย ดังนั้นปี 2561 จึงต้องโฟกัสให้เชื่อมโยงกันเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ด้วยการเน้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

หลังจากช่วยให้ประชาชนมีรายได้จุนเจือตนเองจากบัตรคนจนแล้ว จะต้องปฏิรูปอาชีพเกษตรกรรมอย่างจริงจังที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะยกเครื่องเกษตรกรรมของไทย

ทั้งหมดนี้ สอดรับกับกรอบเวลาการเลือกตั้งที่หากไม่มีอะไรผิดพลาด จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี

คู่ขนานไปกับอีกด้านที่มีความเคลื่อนไหวจากหลายฝ่าย ประกาศความชัดเจนเตรียมตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต่ออีกสมัย

การอัดฉีดเม็ดเงินในช่วงที่คะแนนนิยมของรัฐบาล คสช.กำลังตกต่ำ ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นฟื้นคืนกลับมาไม่มากก็น้อย

ที่สำคัญในวันที่เม็ดเงินเหล่านี้ลงไปผ่านทั้งกองทุนหมู่บ้านและโครงการพัฒนาตำบล อันจะเป็นกลไกเพิ่มการจบจ่ายใช้สอย ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมให้ ดีขึ้นตามไปด้วย

ทั้งหมดจะแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นคะแนนนิยมให้รัฐบาล คสช.ในที่สุด

ผ่าแผนปฏิรูประบบสอบสวน ลับคม ‘ตำรวจ-อัยการ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 12 ม.ค. 2561 เวลา 10:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/534959

ผ่าแผนปฏิรูประบบสอบสวน ลับคม ‘ตำรวจ-อัยการ’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปตำรวจภายใต้การกุมบังเหียนของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว โดยล่าสุดเพิ่งแถลงต่อสื่อมวลชนว่าเตรียมเสนอกฎหมายเพื่อเป็นมาตรการในการปฏิรูประบบการสืบสวนสอบสวนให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลและความโปร่งใส เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ที่มี อัชพร จารุจินดา เป็นประธาน ได้จัดทำข้อเสนอเรื่องดังกล่าวภายใต้หัวข้อ “การพัฒนาระบบการสอบสวนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการในการสอบสวนคดีอาญา”ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

1.ความเชื่อมั่นในการรับแจ้งความของพนักงานสอบสวน

ให้สํานักงานตํารวจแห่งชาตินําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการรับ คําร้องทุกข์กล่าวโทษและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถานีตํารวจทั่วประเทศเพื่อให้ ผู้เสียหายสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษ ณ สถานีตํารวจแห่งใดก็ได้ เพื่อป้องกันการปฏิเสธไม่รับแจ้งความและกรณีมีผู้เสียหายหลายคนพนักงานสอบสวนสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อรวมคดีกันได้

แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 124 ให้สอดคล้องกับกระบวนการที่จะนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการรับ คําร้องทุกข์ เพื่อให้ถือว่าการบันทึกข้อมูลดังกล่าวของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจเป็นการบันทึกคําร้องทุกข์ตามกฎหมาย และสามารถส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่รับผิดชอบได้ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

โดยอาจเพิ่มความในมาตรา 124 วรรคท้ายว่า การบันทึกคําร้องทุกข์ ด้วยปาก ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจในวรรคก่อน อาจบันทึกในระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และการส่งต่อข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบปฏิบัติการของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ให้ถือว่าเป็นการส่งบันทึกคําร้องทุกข์ไปยังพนักงานสอบสวนแล้ว ทั้งนี้ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล การลงลายมือชื่อผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นไปตามที่กฎกระทรวงกําหนด เป็นต้น

2.ความเชื่อมั่นในการสอบสวน

จัดให้มีระเบียบกําหนดให้การ สอบสวนต้องมีผู้ปฏิบัติเป็นทีม ประกอบด้วย พนักงานสอบสวนเป็นหัวหน้าทีม เจ้าหน้าที่สืบสวนฝ่ายนิติวิทยาศาสตร์ ผู้ช่วยพนักงานสอบสวนต่อสถานี และจัดสรรทรัพยากรสําหรับบริหารงานสอบสวนให้เกิดประสิทธิภาพโดยทบทวนแก้ไข ปรับปรุง กฎ ระเบียบ ประกาศ คําสั่ง ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่มีอยู่เดิมทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องมาตรการดังกล่าว

สร้างระเบียบการบริหารงานบุคคลเพื่อป้องกันการแทรกแซงหรือครอบงําการใช้ ดุลยพินิจในการทําสํานวนของพนักงานสอบสวนจากข้าราชการตํารวจฝ่ายบริหารการควบคุมตรวจสอบและ เร่งรัดสํานวน จะต้องกระทําโดยผู้บังคับบัญชาในสายงานของพนักงานสอบสวน เท่านั้น

ปรับปรุงกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยค่าตอบแทนของพนักงานสอบสวนให้มีค่าตอบแทน มีสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการที่มากพอที่จะให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี เมื่อเทียบเคียงกับหน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรมโดยแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ กฎ ระเบียบและคําสั่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับ ค่าตอบแทนของพนักงานสอบสวนให้สอดคล้องกับมาตรการดังกล่าว

ปรับปรุงระบบการคัดเลือกบุคคลเข้ามาดํารงตําแหน่งพนักงานสอบสวน และระบบการประเมินผลเพื่อเลื่อน ตําแหน่งสูงขึ้นของพนักงานสอบสวน ให้พิจารณาตามความรู้ความสามารถ ตลอดจนปรับปรุงระบบการฝึกอบรมเพื่อให้พนักงานสอบสวนมีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญในการสอบสวนและทักษะอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยกําหนดคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ขั้นต่ำของ ผู้ที่จะดํารงตําแหน่งพนักงานสอบสวน

สํานักงานอัยการสูงสุดควรจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมการสอบสวนและการว่าความชั้นสูงเพื่อฝึกอบรมเพิ่มพูนทักษะประสบการณ์สร้างและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของพนักงานอัยการและบูรณาการการพัฒนาความรู้ด้านการสอบสวนกับพนักงานสอบสวนของหน่วยงานอื่น

นอกจากนี้ ปรับปรุงประกาศคณะกรรมการอัยการว่าด้วยการแบ่งหน่วยงานและการกําหนดอํานาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสํานักงานอัยการสูงสุดเพื่อให้มีหน่วยงานดําเนินงานปรับปรุงและพัฒนาระบบการวิเคราะห์ทบทวนการทํางานอย่างครบถ้วนทุก ขั้นตอนเพื่อให้มีหน่วยงานหลักเป็น หน่วยงานเฉพาะในการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์คําพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการฟ้องคดีว่าคําพิพากษาของศาลได้วินิจฉัย พยานหลักฐานจากสํานวน การสอบสวนที่ได้นําสืบนั้นต้องมีการแก้ไขปรับปรุงหรือพัฒนาการ สอบสวนและการฟ้องร้องดําเนินคดีอย่างไร