เปิดกรุความลับ 34 ปี “ครูหยุย” นักสะสมของที่ระลึกในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2560 เวลา 09:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/522394

เปิดกรุความลับ 34 ปี "ครูหยุย" นักสะสมของที่ระลึกในหลวง ร.9

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ในห้องชั้น 2 ตึกมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ย่านถนนแจ้งวัฒนะ มีเรื่องราวสำคัญถูกซุกซ่อน และปิดไว้เป็นความลับมานานกว่า 34 ปีแล้ว ซึ่งความลับนี้คือ เหรียญที่ระลึก เข็มกลัด ล็อตเกต แสตมป์ ภาพถ่าย หนังสือหายาก กระปุกออมสิน ฯลฯ ที่มีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกสิ่งถูกจัดวางเก็บไว้ในตู้ไม้อย่างสวยงาม

วัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือครูหยุย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คือผู้เก็บสะสมสิ่งของเหล่านี้ทั้งหมดที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ จุดเริ่มต้นการสะสมเก็บเรื่องราวเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้น ครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2526 สมัยครูหยุย ทำงานเกี่ยวกับครูข้างถนน ตะลอนไปดูแลเด็กตามสถานที่ต่างๆ มากมาย เช่น สนามหลวง สถานีรถไฟหัวลำโพง สถานีขนส่งหมอชิต และสถานที่เหล่านี้เองคนมักนิยมนำมาตั้งแผงขายของจำนวนมาก

“ตอนนั้นก็เดินไปเรื่อยดันเหลือบตาไปเห็นล็อกเกตรูปในหลวงวางขายอยู่ที่พื้น ในใจคิดว่ามันไม่เหมาะสมเท่าไรเลยซื้อมาราคาประมาณ 5-10 บาท ในสมัยนั้นมันถูก กระทั่งต่อมาเมื่อเจออะไรที่เกี่ยวข้องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 จะซื้อเก็บไว้ทุกครั้ง หรือหากไปทำงานต่างจังหวัดก็จะไปเดินตามตลาดหาซื้อมาตลอด”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

วัลลภ เล่าต่อไปว่า จานชาม เข็มกลัดที่มีตราสัญลักษณ์ ภปร. นาฬิกา กระปุกออมสิน แสตมป์ พระราชนิพนธ์ ฯลฯ ทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 จะซื้อมาเก็บสะสมไว้หมด สะสมแบบนี้มานาน 34 ปีแล้ว ไม่เคยเปิดให้ใครดูมาก่อนจะมีก็เพียงเด็กๆ ในมูลนิธิฯ เท่านั้น

พอซื้อมาสะสมเรื่อยๆ ของก็เริ่มเยอะขึ้น ทำให้ต้องจัดแจงหาตู้ชั้นมาวางให้เป็นระเบียบใช้ระยะเวลาอยู่ 2 เดือน กว่าจะเข้าที่เข้าทางสมบูรณ์ของสะสมทุกชิ้นถือเป็นความภาคภูมิใจทั้งหมด แต่ของสะสมที่เห็นจะมากที่สุดน่าจะเป็นเหรียญเข็มที่ระลึกของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีกว่าพันชิ้น ทว่ามันก็ภูมิใจที่ได้เก็บเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ท่านได้มากพอสมควรและเป็นระเบียบเรียบร้อย

ส่วนเรื่องของสะสมที่เกี่ยวกับพระองค์ท่านนั้น ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เพราะว่าเวลาว่างเมื่อใดมักจะไปเดินตามตลาดนัดจตุจักร ห้างพันธุ์ทิพย์ หรือถนนทั่วไป ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าจะรู้เลยว่าหากครูหยุยมาเดินตลาดต้องมาหาซื้อของเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 พวกพ่อค้าแม่ค้าก็จะบอก “บอกวันนี้มีของแบบนี้บ้าง อ่ะครูวันนี้ที่ร้านมีอันนี้มา”

“ช่วงนี้ผมก็ตามเก็บหนังสือพิมพ์ที่มีรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ตลอดทุกฉบับ ครูตามเก็บไว้หมด บางที่ก็ขอแม่บ้านที่รัฐสภาไว้ เพราะมันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์”

วัลลภ ย้ำว่า ความจริงของสะสมที่อยู่มันเป็นมุมเล็กๆ มุมหนึ่งที่อาจเป็นตัวแทนให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้นอกเหนือไปจากของสะสม แต่ยังมีหนังสือมากมายที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพระองค์ท่านเต็มไปหมด ในหนังสือจะมีมากกว่าคำสอน มันคงจะเป็นมุมเล็กๆ ที่ได้เผยแพร่เรื่องราวดีๆ ที่คนไทยจะจดจำไว้อย่างไม่รู้ลืม และของสะสมทั้งหมดได้มอบให้กับมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ไว้หมดแล้วเผื่อว่าสักวันจะพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ได้

สิ่งของที่สะสมเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ส่วนหนึ่งเป็นเพียงเรื่องสัญลักษณ์ แต่เนื้อหาของพระองค์ท่านคือแนวปฏิบัติที่ไม่ใช่เพียงคำสอน สิ่งที่พระองค์ท่านพูด ท่านลงมือทำทุกอย่าง พระองค์จะคิดจากปัญหาขึ้นไปหาทางออก เช่น การทำฝนหลวง การป้องกันดินกัดเซาะ การทำพืชไร่ผสมผสาน ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการเลี้ยงสัตว์พื้นบ้าน อย่างไก่บ้านที่สามารถฟักเลี้ยงเกิดเป็นลูกเจี๊ยบขยายพันธุ์ต่อไปได้ แตกต่างกับไข่ไก่ตามฟาร์มที่ไม่สามารถเพาะได้ หรือแม้แต่การนำพืชผักสวนครัวมาปลูกจากธรรมชาติยังสามารถนำเมล็ดมาเพาะขยายพันธุ์ได้อีก แต่ถ้าซื้อเมล็ดพันธุ์แบบซองหรือห่อ เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเป็นหมั้นไม่สามารถสืบทอดขยายพันธุ์เพาะปลูกได้เลย ทั้งหมดมันแฝงอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียง

“ยกตัวอย่างในแสตมป์ มีรูปภาพเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องฝนหลวง แต่ลึกๆ แล้วมันคือเรื่องการปฏิบัติ ส่วนตัวได้นำแนวปฏิบัติของพระองค์ท่านไปสอนให้เด็กที่มูลนิธิฯ ย่านคลอง 3 ให้เด็กได้เรียนรู้การเรียนปลา เลี้ยงไก่ ห่าน กบ ปลูกผัก ไส้เดือน ลดค่าใช้จ่าย ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง หากสิ่งไหนเด็กไม่กล้ากินก็นำไปขายแลกเป็นเงินไปซื้ออย่างอื่นมาทดแทนได้ และเมื่อมีเหลือก็แลกเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงไป เป็นไปตามทฤษฎีของพระองค์ท่าน”

วัลลภ ย้ำว่า สิ่งที่หวังอยากให้เกิดมากกว่าเรื่องการสะสมคือ เรื่องของคำสอนของพระองค์ท่านจะทำอย่างไรให้ยั่งยืน ในตอนนี้เรื่องฝนหลวง เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มีความยั่งยืนหมดแล้วทั่วโลกนำไปใช้ เหลือเพียงเรื่องของ “ความเพียร” ซึ่งพระองค์ท่านได้สื่อสารผ่านหนังสือจำนวนมาก

แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้เด็กไทยมี “ความเพียร” จากที่คลุกคลีเรื่องเด็กมาตลอด ทุกวันนี้เด็กไทย “ตีนไม่ติดดิน” ไม่สู้ชีวิตไม่ขยัน หากเมื่อใดที่นำความเพียรไปใช้และยั่งยืน จะสามารถทำให้บรรลุตามสิ่งที่พระองค์ท่านวาดหวังไว้อยากให้เกิดขึ้นจริง

แม้ว่าของสะสมที่ครูหยุยได้เก็บมานานกว่า 34 ปี นี้หากนำมาประเมินเป็นเงินตราคงไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินทองได้ เพราะทั้งหมดเก็บสะสมมาด้วยความตั้งใจและภูมิใจ ซึ่งทุกวันนี้ครูหยุย ยังคงเดิมหน้าเก็บสะสมของทุกอย่างที่มีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เหมือนเช่นเดิม

 

สุวรา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา “สู้สุดใจถวายงานเป็นครั้งสุดท้าย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2560 เวลา 20:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/522055

สุวรา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา "สู้สุดใจถวายงานเป็นครั้งสุดท้าย”

เปิดใจ “หมิง-สุวรา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา” หนึ่งใน 5 ตัวแทนจากราชสกุลสนิทวงศ์ ที่ได้ร่วมเดินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

หลังจบริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร หมิง-สุวรา สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เดินริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สะท้อนความรู้สึกที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์

สุวรา เป็น 1 ใน 5 ตัวแทนจากราชสกุลสนิทวงศ์ ได้ร่วมเดินในริ้วขบวนเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยภารกิจนี้ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เช้ามืด จนถึงช่วงบ่าย

“วันนี้หมิงตื่นตั้งแต่ตี 3 ค่ะ กว่าจะได้เข้านอนก็เที่ยงคืนครึ่งแล้ว แต่ใจสู้ค่ะ คิดในใจว่า ความทุ่มเทและความตั้งใจที่ร่วมฝึกซ้อม และเตรียมพร้อมร่างกายมาก่อนหน้า 2-3 เดือนจะนำมาใช้ในวันนี้ เพื่อทำให้ดีที่สุด ให้สมพระเกียรติ แม้แสงแดดร้อนมาก็จะไม่ยอมเป็นลมเด็ดขาด จึงเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี ทั้งการกินอาหาร และเกลือแร่ ทำตามคำแนะนำของญาติที่เคยมีโอกาสร่วมในริ้วขบวนเมื่อครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งใช้ครีมกันแดดทาที่หนังศีรษะด้วยเพราะว่า ประสบการณ์จากตอนซ้อม อากาศร้อนจนหนังศีรษะไหม้จริงๆค่ะ”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สุวรา ยอมรับว่า แม้จะเตรียมพร้อมมาอย่างดี แต่พอมาถึงวันจริง ด้วยความตื่นเต้นบวกกับสภาพอากาศที่ต้องเจอทั้งอากาศร้อน และฝนตก ทำให้ทุกอย่างยากกว่าตอนซ้อมมาก แต่เธอก็ตั้งใจ ใช้พละกำลังที่มีเพื่อทำภารกิจอันทรงเกียรตินี้อย่างดีที่สุด

“ความตื่นเต้นและความตื้นตันที่สุดที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธี ครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของโลก ระหว่างที่ยืนริ้วขบวนตรงหน้าพระเมรุมาศ มีฝนตกลงมาปรอยๆ ในขณะที่มีแสงแดดส่อง ความรู้สึกเหมือนสวรรค์ร่ำไห้เบาๆ ซึ่งตอนที่เห็นพระบรมโกศครั้งแรก หมิงกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ทั้งที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่ร้องไห้ เพื่อให้สมพระเกียรติ ตามที่ได้รับคำแนะนำสำหรับผู้ที่เข้าร่วมริ้วขบวน ว่า เราไม่ควรยกมือปาดเหงื่อ เช็ดน้ำตา หรือหันซ้ายหันขวา ให้เป็นที่สังเกต ผู้อยู่ในริ้วขบวนทุกคนจะต้องนิ่งที่สุด เพื่อให้สมพระเกียรติพระองค์ท่าน ฝนตกก็ต้องยอมเปียกค่ะ”

สิ่งที่ยากที่สุดในการร่วมริ้วขบวนในครั้งนี้ คือ ช่วงที่ริ้วขบวนที่ 3 เชิญพระบรมโกศโดยราชรถปืนใหญ่เวียนรอบพระเมรุมาศ โดยอุตราวัฏ (เวียนซ้าย) 3 รอบ แล้วเชิญพระบรมโกศประดิษฐานบนพระเมรุมาศ ระยะทาง 260 เมตร ต่อรอบ ใช้เวลา 30 นาที เดินตามจังหวะเสียงกลอง โดยการเดินปกติ จัดกำลังพลจำนวน 781 นาย ในเวลานั้นริ้วขบวนตรงหน้าเมรุมาศต้องหยุดนิ่ง

“ในเวลานั้น ห้ามขยับเลย ทุกคนต้องนิ่ง ถ้าเหงื่อไหลเข้าตาก็ต้องยอมปล่อย ไม่เช็ดหน้า ถ้ารู้สึกจะเป็นลม สิ่งที่ทำได้คือ การขยับปลายนิ้วเท้า พอให้เลือดหมุนเวียน วินาทีนั้น หมิงนึกแต่เพียงว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ประทับอยู่ตรงหน้าของเราแล้ว หัวใจเราก็อยู่ตรงนั้นด้วย เพียงนึกถึงพระพักตร์ของพระองค์ท่านก็ทำให้มีพละกำลังขึ้นมา เพื่อถวายงานเป็นครั้งสุดท้าย”

สุวรา ตั้งใจแน่วแน่ว่า จะขอร่วมงานถวายพระเพลิงพระบรมศพจนถึงที่สุด แม้ว่าจะรู้สึกเพลีย เพราะตื่นแต่เช้าตรู่ แต่ความเหนื่อยนั้นได้มลายหายไปทันที ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในพระราชพิธีครั้งประวัติศาสตร์

 

ร.อ.หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล “ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แทนคนไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2560 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/521952

ร.อ.หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล "ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แทนคนไทย"

โดย…วราภรณ์ ผูกพันธ์

หน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยได้ถูกจารึกอีกครั้งหนึ่ง สำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศหลายริ้วขบวนฯ มีชื่อของ ร.อ.หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล โอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล เป็น 1 ใน 129 คน จาก 100 ราชสกุล ที่ได้เดินในริ้วขบวนฯ ในส่วนของราชสกุล ถือเป็นการทำงานถวายครั้งสุดท้าย

ร.อ.หม่อมเจ้านวพรรษ์ พระชันษา 39 ปี ทรงดำเนินในตำแหน่งแถวตอนแรก ลำดับที่ 2 จากด้านขวามือ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ “ท่านชายปีใหม่” เผยกับโพสต์ทูเดย์ด้วยคำพูดไม่ถือพระองค์ว่า ขอทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ให้ดีที่สุด โดยถือเป็นการทำแทนคนไทยทุกคนที่ไม่ได้เดินส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

“หน้าที่ในริ้วขบวนฯ ของผมครั้งนี้คือ การเดินในส่วนของราชสกุล ในริ้วขบวนฯ ที่ 2-4 มีระดับฐานันดรศักดิ์หม่อมเจ้าเพียง 2 องค์ คือผม และ พล.ท.หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล ซึ่งจะเดินริมสุดด้านขวามือของผม ที่มีหม่อมเจ้าสามารถเดินถวายงานในริ้วขบวนฯ นี้ได้เพียง 2 องค์ เพราะระหว่างการเดินฝึกซ้อม ต้องอยู่ท่ามกลางแดดและใช้เวลานาน และการซ้อมมีหลายครั้ง ผู้ถวายงานได้ จำเป็นต้องมีร่างกายแข็งแรง ในริ้วขบวนฯ ราชสกุลเดียวกับผม ยังมีอีกหลายท่านที่อยากร่วมเดินในครั้งนี้ แต่สุขภาพไม่อำนวย ส่วนกลุ่มที่เราซ้อมเรียกว่า ตอนการเดินที่ 1 ซึ่งในริ้วขบวนฯ ที่ผมร่วมเดินคือ ริ้วขบวนฯ ที่ 2-5”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เจ้านายระดับหม่อมเจ้าอีกหลายองค์ จะทรงร่วมดำเนินในริ้วขบวนฯ ที่ 5 เช่น พล.ต.หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ม.จ.ฑิฆัมพร ยุคล ม.จ.หญิง นภดลเฉลิมศรี ยุคล และท่านหญิงศรีสว่างวงศ์ (ยุคล) บุญจิตราดุลย์ ริ้วขบวนฯ ที่ 5 คือการเชิญพระบรมอัฐิ โดยพระที่นั่งราเชนทรยานไปยังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในวันอาทิตย์ที่ 29 ต.ค.

สำหรับริ้วขบวนฯ ที่ 2 ของราชสกุล ยังมีหม่อมราชวงศ์อีกหลายคน เช่น ราชสกุล “ยุคล” ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล ม.ร.ว.จุลรังษี ยุคล ม.ร.ว.สุทธิพัฒน์ ยุคล ม.ร.ว.จันทรลัดดา ยุคล หม่อมราชวงศ์จากราชสกุลอื่นๆ เช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ม.ร.ว.ดำรงรักษ์ เกษมสันต์ และหม่อมหลวงจากราชสกุลอื่นๆ เช่น พ.ต.อ.ม.ล.พัฒนจักร จักรพันธุ์ ม.ล.วันรัชดา วรวุฒิ ม.ล.กมลสวัสดิ์ วิสุทธิ ม.ล.อนุพร เกษมสันต์ ฯลฯ

ย้อนไปในครั้งอดีต ร.อ.หม่อมเจ้านวพรรษ์ ได้ทรงดำเนินร่วมในริ้วขบวนอิสริยยศ ในงานถวายพระเพลิงพระศพ มาแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ งานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และงานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

สำหรับเส้นทางการเดินตั้งแต่พระบรมมหาราชวัง ไปจนถึงพระเมรุมาศ ใช้รูปแบบการเดินคือ เดินต่อเท้า เป็นการก้าวเดินช่วงสั้นๆ ก้าวเดินประกอบจังหวะเพลงพญาโศก ใช้เวลาประมาณ 1.30-2 ชั่วโมง เดินในระยะทางราว 1 กิโลเมตร

ริ้วขบวนฯ ที่ 1 คือการเชิญพระโกศทองใหญ่ โดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ผ่านทางประตูเทวาภิรมย์ จากนั้นใช้เส้นทางถนนมหาราช เลี้ยวเข้าสู่ถนนท้ายวัง มุ่งไปยังสนามไชย อัญเชิญพระโกศทองใหญ่ ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ บริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และเข้าสู่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ขบวนที่ 2 ซึ่งตั้งรออยู่ที่แยกวงเวียน รด. และแยกท้ายวัง เป็นวงเวียนจุดตัดถนนสนามไชย

จากนั้นริ้วขบวนฯ ที่ 2 เคลื่อนไปบนถนนสนามไชยเข้าสู่ถนนราชดำเนินใน ผ่านหน้ากระทรวงกลาโหม ศาลหลักเมือง และศาลฎีกา เข้าสู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งกว่าจะมาถึงพิธีจริง วันที่ 26 ต.ค. ท่านชายปีใหม่ กล่าวว่า ได้ทำการซักซ้อมมาแล้วหลายครั้ง ณ มณฑลทหารบกที่ 11 ก่อนจะซ้อมในสถานที่จริง

“เราต้องเดินช้ามาก ท่วงท่าการเดินต้องพร้อมเพรียงกัน ท่าเดินต้องให้สมพระเกียรติ ซึ่งการเดินให้เหมือนกันทุกคน เป็นสิ่งที่ยาก เพราะหลายๆ คนไม่ได้เป็นทหาร แต่ว่าเรามีสิ่งรวมใจมาเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน การเดินในริ้วขบวนต้องออกมาเรียบร้อยสมบูรณ์ที่สุด

โดยส่วนตัวผม การซ้อมในสภาพอากาศที่ร้อนนี้ ผมเองขอชื่นชมคนอื่นมากกว่า เพราะผมเองอายุน้อยที่สุดในหม่อมเจ้า ผมยังรู้สึกเหนื่อย แต่อีกหลายคนอยู่ในริ้วขบวน เหนื่อยกว่าผมเยอะ เจ้าหน้าที่ทุกคนทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่กองอำนวยการฯ อาสาสมัครที่รวมใจกันเพื่อให้งานพระบรมศพออกมาสมพระเกียรติที่สุด ตัวผมเองถือว่าเป็นส่วนเล็กๆ เท่านั้นเอง

ทุกคนล้วนทำหน้าที่ของตัวเองออกมาให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้เหมาะสมกับพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีต่อปวงชนชาวไทย ไม่เพียงแต่ราชสกุลยุคลเท่านั้น ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้คนไทยทุกๆ คน ตลอดระยะเวลาการครองราชย์ของพระองค์ พระองค์พัฒนาหลายสิ่งหลายอย่างเป็นที่ประจักษ์

เนื่องจากเป็นการเดินในช่วงเช้า ในส่วนของผู้เข้าริ้วขบวนฯ ทุกคนต้องมีการเตรียมตัวให้ดีที่สุด เพื่อทำหน้าที่ถวายพระเกียรติให้ดีที่สุด การแต่งกายก็ต้องเป็นระเบียบถูกต้อง และในเรื่องของร่างกายที่ต้องดูแลไม่ให้เจ็บป่วย

“ถ้าเราป่วย เราก็ไม่มีโอกาสถวายงาน โดยส่วนรวมต้องให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ อย่างเช่น คนอายุเยอะยิ่งต้องเตรียมตรงนี้มากกว่าปกติ ผมรู้สึกชื่นใจ ที่เห็นผู้อาวุโสกว่าผมร่วมเดินในริ้วขบวนฯ ด้วย แม้ผมจะรู้สึกเหนื่อยบ้าง แต่หลายๆ ท่านอายุมากกว่าผม ก็สามารถปฏิบัติได้ดี เรียกว่าทุกคนในริ้วเตรียมตัวมาอย่างดี”

ท่านชายปีใหม่ เล่าถึงความรู้สึกที่ได้ถวายงานเป็นครั้งสุดท้ายว่า ท่านชายเพียงแค่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

“ในครั้งนี้เหมือนเป็นการถวายงานครั้งสุดท้าย เป็นโอกาสสุดท้ายที่ผมจะทำให้ดีที่สุด ซึ่งเมื่อผมรู้ตัวว่าได้เดินในริ้วขบวนฯ ความรู้สึกตอนนั้นคือ ดีใจ ปลื้มปีติอย่างแน่นอน เพราะการที่ได้มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทครั้งสุดท้าย ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ครั้งนี้จึงถือเป็นการถวายงานที่เศร้าโศกกันทั้งประเทศ


ทุกคนล้วนรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 การเดินครั้งนี้ ผมขอทำหน้าที่แทนคนอื่นที่ไม่ได้ร่วมเดิน มีผู้ประสงค์จะถวายงานเยอะมาก แต่ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น จำนวนคนที่อยู่ในริ้วขบวนฯ เยอะมาก จึงมาได้ไม่ครบ ในโอกาสที่ผมได้เป็นตัวแทนคนหนึ่ง ผมจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด เพื่อเป็นตัวแทนประชาชนคนอื่นๆ ด้วย”

แม้ประชาชนคนไทยจะไม่อยากให้วันที่ 26 ต.ค.มาถึง แต่ทุกคนต้องตั้งสติ ทำใจ และยอมรับ ท่านชายปีใหม่ กล่าวว่า ความโศกเศร้าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โศกเศร้ามากที่สุดทุกคน แต่เมื่อพระราชพิธีนี้ผ่านพ้นไปแล้ว คนไทยเราควรนำแนวทางพระราชดำริมาใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า

“ภาพวาดของพ่อ” เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2560 เวลา 08:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/521549

"ภาพวาดของพ่อ" เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า หลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สวรรคต แม้จะครบรอบ 1 ปีต่อการจากไป แต่สิ่งหนึ่งซึ่งหลงเหลือไว้ คือ คุณงามความดีกับทุกย่างก้าวของพ่อ ที่หาเสมอเหมือนมิได้

ทศพร เสรีรักษ์ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เล่าผ่าน “โพสต์ทูเดย์” กับวิถีแห่งศิลปะเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของพ่ออันเป็นที่รักยิ่งของคนไทย “แรกเริ่มเดิมทีไม่กล้าวาดรูปในหลวงสมัยก่อน แต่ปีที่ผ่านมาคิดว่าอยากวาดรูปพระองค์ท่าน จึงรวบรวมหนังสือต่างๆ ที่มีรูปท่านทั้งหลาย และเริ่มวาดเป็นชุดออกมา รวมแล้วกว่า 30 ภาพ ซึ่งชุดภาพส่วนใหญ่ที่ผมเลือกวาดนั้น จะตั้งเป็นหัวข้อ ‘ความรัก’ ของพระราชา ความรักของพระองค์

จะเป็นรูปของท่านกับพระมารดา พระเชษฐา พระพี่นาง พระราชินี พระราชโอรส และพระราชธิดา ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านรัก หรือรูปท่านทรงอ่านหนังสือ ทรงเปียโน และทรงผนวช พยายามวาดในหัวข้อนี้ออกมา เพื่อเป็นการถวายท่าน และตั้งใจว่าจะเอารูปชุดนี้จัดแสดง และหากมีใครบริจาคเข้ามา จะใช้เงินนี้ไปทำงานการกุศลช่วยเหลือคนยากจน เป็นการถวายให้ท่าน ซึ่งขณะนี้กำลังเตรียมการอยู่”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทศพร บอกว่า ภาพที่วาดเหล่านี้อาจไม่ได้ไปจัดแสดงตามงานแกลเลอรี่เพราะคนจะได้ดูอยู่แค่ในวงจำกัด แต่ตั้งใจไว้ว่าจะไปจัดแสดงตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้ดู และคิดอีกว่าจะถ่ายเอกสารเป็นโครงภาพวาดในหลวง ไปให้นักเรียนระบายสี เป็นการทำให้เด็กเอารูปไปเคารพ

“ถ้าเด็กมีใจรักศิลปะ จะทำให้อ่อนโยน เป็นคนดี แต่การศึกษาในไทยส่วนหนึ่งไม่ค่อยเน้นกัน และการเอารูปในหลวงจะทำให้เด็กได้เห็นว่า ในหลวงท่านขยันเรียน เช่น ทรงอ่านหนังสือ ทรงกีฬา หรือทรงดนตรี รักแม่ เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำไปใช้สอนเด็กตรงๆ ซึ่งการจัดแสดงจะพยายามทำให้ได้ทุกโรงเรียนในประเทศ แต่อาจจะเริ่มต้นที่โรงเรียนสวนกุหลาบก่อน เพราะเป็นแหล่งทำให้ผมวาดรูปเป็น”

ทศพร เล่าว่า เดิมเป็นคนชอบวาดรูปตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบ อีกทั้งได้ครูดี เพราะครูที่สอนศิลปะจบจากเพาะช่าง โดยสอนทั้งสีน้ำ วาดด้วยดินสอ แรเงา จึงเกิดความชอบ และเหตุผลที่ชอบวิชาศิลปะ เพราะว่าอยากสอบได้ที่หนึ่ง เนื่องจากโรงเรียนสวนกุหลาบ เด็กเก่งๆ อย่างคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ จะได้เท่าๆ กัน คือ เต็มเหมือนกันทุกคน ก็มาชนะตรงวิชาศิลปะ เพราะคนอื่นไม่ชอบ

“วิชาศิลปะ วิชาสังคมศึกษา แม้กระทั่งวิชาภาษาไทย พวกนักเรียนสายวิทย์ฯ จะทิ้งกัน เนื่องจากไม่ชอบ แต่ผมชอบหมด ทั้งศิลปะ ภาษาไทย ได้เอามาใช้หมด เลยชอบตั้งแต่ตอนนั้น”

ทศพร เล่าว่า หลังจากเกิดการปฏิวัติ ทำให้มีเวลาว่าง เลยมารื้อฟื้นวิชาศิลปะที่เคยร่ำเรียน โดยส่วนใหญ่จะเริ่มจากวาดภาพให้เป็นของขวัญวันเกิดเพื่อนๆ หรือถ้ามีเวลาก็จะหาคอร์สสั้นๆ เรียน เพื่อรื้อฟื้นเพิ่มเติม และเมื่อใกล้ช่วงเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงรู้สึกว่าควรวาดภาพ

อย่างไรก็ดี แต่ละรูปจะใช้เวลาในการวาดขึ้นอยู่กับความละเอียด ถ้าเร็วๆ ก็ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าให้เร็วกว่านั้น เช่น วาดรูปคนอื่นก็ประมาณ 5-10 นาทีเสร็จ เอาแค่เพียงโครงร่าง แต่ถ้ารูปพระองค์ท่านจะใช้เวลาสักนิดหนึ่ง และบางรูปละเอียดมากๆ ก็ใช้เวลาเป็นวัo

ทั้งนี้ ส่วนตัวชอบวาดรูปด้วยดินสอ เพราะเป็นอะไรที่ง่าย เวลาไปไหนแค่พกดินสอ มีกระดานรองรูป กระดาษวาดรูป ก็สามารถวาดรูปได้ หากให้เทียบกับ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ก็คงเทียบไม่ได้ เพราะอยู่ในระดับศิลปินจริงๆ ทว่า ตนแค่มือสมัครเล่น จะเรียกศิลปินคงไม่ได้ เพียงแค่เป็นคนชอบวาดรูปเท่านั้น

ทศพร บอกถึงความตั้งใจในการวาดภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะคิดถึงสิ่งที่ท่านทำให้กับประเทศชาติมาโดยตลอด และทำความดีให้กับสังคม แม้กับตัวเอง

ผมรับปริญญาจากพระหัตถ์ในหลวง 3 ใบ สมัยจบวิทยาศาสตรบัณฑิต 4 ปี ที่มหาวิทยาลัยมหิดล โดยคนจบแพทย์จะได้ 2 ปริญญา คือ วิทยาศาสตรบัณฑิต ตอนจบ 4 ปี และอีก 2 ปี คณะแพทยศาสตรบัณฑิต โรงพยาบาลรามาธิบดี ผมก็ได้รับจากพระหัตถ์ท่าน และหลังทำงานแล้ว ก็กลับมาเรียนที่คณะสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล ระดับปริญญาโท ก็รับจากพระหัตถ์ท่าน ผมยังจำได้ตอนเรียนปี 1 พระองค์ท่านมาทรงดนตรีปีละครั้ง ที่โรงพยาบาลศิริราช ผมก็ไปนั่งเข้าเฝ้าฯ และนึกถึงท่านที่อุทิศตัวทำเพื่อประชาชน ทำให้ประเทศชาติมาตลอด ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดี”

ทศพร เล่าอย่างภาคภูมิใจ สิ่งที่พระองค์ทรงให้ไว้และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี คือ ความขยันขันแข็ง เช่น รักในการเรียน เพราะพระองค์ท่านทรงศึกษาอยู่ตลอด ค้นคว้า คิดนวัตกรรมใหม่ ซึ่งเป็นตัวอย่างอันดี ความรักบิดา มารดา ก็นับเป็นตัวอย่างอันดี ที่ส่วนตัวได้เจริญรอยตาม และการทำงานเพื่อประชาชน ที่พยายามทำมาตลอด

“ภาพที่ท่านทรงไปเยี่ยมคนไข้ ในถิ่นทุรกันดาร ผมก็ดำเนินรอยตามท่าน ผมก็ไปเยี่ยมคนไข้ในพื้นที่ เพราะเห็นว่าขนาดพระองค์ยังทำ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ ซึ่งผมก็ยังทำแบบนี้อยู่เรื่อยๆ โดยเมื่อไม่นานมานี้ก็ไปขึ้นดอย จ.แพร่ ไปตรวจคนไข้ ตรวจตา เอาของเล่นไปแจกเด็กๆ ซึ่งทำมาตลอด และเมื่อนึกถึงภาพที่ท่านทำ ผมจึงไม่เคยดุคนไข้เลย”

อดีตโฆษกประจำสำนักนายกฯ บอกว่า แม้จะครบรอบ 1 ปีการสวรรคต แต่ว่าภาพและคุณงามความดีของท่านจะยังอยู่ตลอดไป เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้และได้ใช้เป็นแบบอย่าง ซึ่งส่วนตัวตั้งปณิธานไว้ จากนี้จะสนองพระคุณพระองค์ ทำให้ประเทศชาติ ด้วยการทำสิ่งดีๆ เจริญรอยตามท่าน โดยเฉพาะโครงการด้านสาธารณสุข

“ผมเป็นหมอด้านสายตา และหากจัดแสดงภาพครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะจัดทำเป็นโปสต์การ์ด และถ้ามีรายได้ ก็จะทำโครงการตรวจตาเพื่อป้องกันการตาบอดตามโรงพยาบาลในชนบท เป็นการทำเพื่อถวายพระองค์ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ เช่น ออกหน่วยพยาบาลที่โรงพยาบาลใน จ.แพร่ รวมถึงโรงพยาบาลต่างๆ ผมไปด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นโครงการเพื่อพ่อ โดยจะจัดทุกเดือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจทำให้พ่อ นอกจากนี้ ผมมีแนวคิดจะเอาภาพที่ตัวเองวาดไปจัดแสดงยังประเทศอังกฤษ เพราะต้องการเผยแพร่คุณงามความดีของพระองค์ท่าน”

 

วันชัย เบียผะ “ไม่ใช่ในหลวงก็ไม่ได้อยู่แผ่นดินนี้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2560 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/521403

วันชัย เบียผะ "ไม่ใช่ในหลวงก็ไม่ได้อยู่แผ่นดินนี้"

โดย…สมแขก

เซอเบือหรือซึงที่วางนิ่งไว้ภายในบ้าน บ่งบอกว่าพ่อเฒ่าชาวไทยภูเขาเผ่าลีซู อากูตา หรือ วันชัย เบียผะ วัย 78 ปี ผู้เคยเล่นดนตรีถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขณะพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร ที่บ้านปางสา ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย เมื่อปี พ.ศ. 2523 พ่อเฒ่า บอกว่า หลายปีแล้วที่ไม่ได้เล่นเครื่องดนตรีชิ้นนี้บ่อยนัก ประกอบกับอายุมากขึ้นทำให้นิ้วไม่ค่อยมีแรง นอกจากความชราที่ทำให้นิ้วติดขัด ความโศกเศร้าที่ผ่านมาก็ทำให้ผู้เฒ่าเล่นดนตรีชิ้นนี้น้อยลงไปด้วย แต่เมื่อนึกถึงความหลังก็มีความสุข

หมู่บ้านปางสา อ.แม่จัน นับเป็นหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเพียงแห่งเดียวที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จเยี่ยมถึง 3 ครั้งติดต่อกัน คือนับตั้งแต่ พ.ศ. 2522-2524 ความประทับใจอย่างไม่รู้ลืมเมื่อครั้งได้เล่นซึงถวาย จากปากคำของผู้เฒ่าวัย 78 ปี ที่เอ่ยภาษาไทยกระท่อน
กระแท่น แม้เจ้าตัวบอกว่าตอนนี้ดีกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วมากนัก และถึงภาพในหลวง รัชกาลที่ 9 จะแจ่มชัดในความรู้สึก ทว่า ความแม่นยำจากปากบางเหตุการณ์ อาจบอกได้ไม่เท่าเอกสาร

บันทึกของชาวบ้านปางสา ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในปีแรกนั้นเสด็จพร้อมกัน 4 พระองค์

ในหลวง รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วย ม.จ.ภีศเดช รัชนี ทรงประชุมร่วมกับผู้นำหมู่บ้านต่างๆ คือ ปางสา จะหยี เล่าฝู่ โป่งป่าแขม ซึ่งขอพระราชทานพื้นที่ในทุ่งโป่งป่าแขมประมาณ 200 ไร่ เพื่อปรับเป็นพื้นที่ทำนา โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รับสั่งให้กรมชลประทานสำรวจพื้นที่ทำฝายเพื่อส่งน้ำเข้าที่นา ขณะที่อีกสามพระองค์เสด็จเยี่ยมประชาชนนับพันคนจากหมู่บ้านต่างๆ ที่มาเฝ้ารับเสด็จโดยพากันมารอตั้งแต่เช้า แม้จะรู้ว่าจะเสด็จมาถึงช่วงบ่าย 4 โมงเย็น แต่ทุกคนก็เต็มใจจะรอ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ผู้นำประเพณีได้ทำพิธีเรียกขวัญผูกด้ายสายสิญจน์ที่ข้อพระกร และถวายสุราพื้นบ้านจอกเล็ก ซึ่งทรงยกดื่มโดยไม่มีความรังเกียจ เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นอาคารเรียนของโรงเรียนชั่วคราวบ้านปางสา ซึ่งชาวบ้านสร้างด้วยไม้ไผ่ มุงหญ้าคา ตามที่หาได้ในท้องถิ่น จึงทรงพระราชทานเงิน 2 หมื่นบาท เพื่อสร้างอาคารเรียนใหม่

กว่าทุกพระองค์จะเสด็จกลับได้ก็เป็นเวลาฟ้ามืดแล้ว คืนนั้นยังอยู่ในความทรงจำจนทุกวันนี้ เพราะมีลมพายุ ลมแรง เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งบินขึ้นไปแล้วสักครู่ ฝนและลูกเห็บก็ตกหนัก จนถึงเช้าวันรุ่งขึ้นลูกเห็บบนพื้นดินยังอยู่หนาเป็นคืบ ซึ่งปรากฏการณ์ลูกเห็บตกหนักเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นอีกหลังจากนั้น

ปี พ.ศ. 2523 เป็นครั้งที่สองที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จเยี่ยมประชาชนลุ่มน้ำแม่จัน โดยครั้งนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ เสด็จด้วย ในหลวงทรงประทับเสวยพระกระยาหารกลางวันที่ริมน้ำจันอันร่มรื่น จากนั้นเสด็จเยี่ยมบ้านปางสา มีการดีดเซอเบือหรือซึงถวายพระองค์ท่าน ซึ่งก็คือตาวันชัย

ครั้งนั้นเขามีโอกาสได้อยู่กับพระองค์ท่านนานกว่า 1 ชั่วโมง ได้เล่าความหลังอันแสนตรึงใจผ่านภาพสุดประทับใจในอ้อมกอดผู้เฒ่าอากูตามีถึงสองภาพ ทั้งสองภาพใส่กรอบอย่างดี ภาพหนึ่งเป็นภาพที่ตาวันชัยในวัยหนุ่มกำลังดีดซึง ส่วนอีกภาพเป็นจังหวะที่ตาวันชัยยืนถวายรายงานถึงอาชีพและความเป็นอยู่ ครั้นที่พระองค์ตรัสถามผู้เฒ่าเริ่มเล่าเหตุการณ์

“ตอนที่เข้าเฝ้าอายุ 42 ปี ตอนนั้นยังหนุ่มอยู่เลย ยิ่งอยู่ยิ่งแก่มาก (หัวเราะ) ตอนนี้อายุ 78 ปีแล้ว ได้เข้าเฝ้าในหลวงทุกครั้งที่ท่านมา ได้ดีดซึงให้ฟังด้วย ชื่อเพลงอะไรจำไม่ได้แล้ว เป็นคนเดียวในหมู่บ้านตอนนั้นที่ได้ดีดซึงให้ในหลวงฟัง ตอนนั้นในหลวงมาสอน มาบอกชุมชน ประชาชนเรื่องทำมาหากิน ท่านถามว่าทำมาหากินอะไรอยู่ ทำอาชีพอะไร แล้วผมก็บอกในหลวงไปว่าทำไร่ปลูกข้าวโพด ปลูกถั่ว ปลูกงา ปลูกพริก ทำสวน ทำนา ปลูกข้าวกิน หมูเลี้ยงไว้ไม่ได้ซื้อกิน ไก่ก็เหมือนกัน ไม่ได้ซื้อกิน ซื้อตลาดแค่เกลือกับเสื้อผ้า อย่างอื่นไม่ได้ซื้ออะไรซักอย่าง

“ตอนนี้ทำไร่ฝิ่นไหม?” ท่านถาม ผมบอกว่า เมื่อสองปีก่อน (ก่อนปี 2522) ทำอยู่ ตอนนี้ไม่ทำแล้ว เมื่อก่อนปลูกฝิ่นไกลๆ โน้น ก่อนในหลวงมา 2 ปีก็เลิกปลูก เพราะสมัยก่อนทางการก็ห้าม หลังจากราชการห้ามก็เลิก

ในหลวงบอกว่า “ดีแล้ว ไม่ต้องปลูกฝิ่น” แล้วก็บอกว่า “ปลูกผัก ปลูกผลไม้กินดีกว่า” ท่านพระราชทานพันธุ์ผักไว้ให้เยอะแยะ หลังจากนั้นพัฒนาสงเคราะห์ชาวเขาก็มาส่งเสริมให้ปลูกเงาะ ปลูกลิ้นจี่ อีกเรื่องหนึ่ง ท่านก็ถามว่าประชาชนมีกินไหม พอเราบอกว่าไม่มีที่ทำกินไม่มีนา ในหลวงก็แบ่งที่นาให้คนละแปลงตามคนในบ้าน

ตอนที่ในหลวงเสด็จมาตาพูดไทยได้นิดหน่อย ก็พอเข้าใจที่ท่านถาม แต่ผมตอบไม่ได้แค่นั้นเอง พูดไม่ชัด ตอนนั้นผมเสียดายพูดภาษาไทยไม่เป็น เสียดาย (เสียงสั่น) เหมือนกับเดี๋ยวนี้อยากจะพูดอะไรก็พูดได้บ้าง แต่ตอนนั้นพูดไม่เป็น ไม่รู้จะพูดยังไงดี ถ้าในหลวงไม่เข้ามาที่หมู่บ้านปางสา ก็ไม่เจริญ พระเจ้าอยู่หัวเข้ามา บ้านปางสาเจริญขึ้นเยอะ ตอนนั้นขาดน้ำ ไม่มีน้ำ แล้วก็ชลประทานมาทำน้ำให้ หลังจากนั้นมาดีขึ้นเยอะ ตอนนั้นในชุมชนในหมู่บ้านไม่สามัคคี หลังจากในหลวงเสด็จมา ท่านมาบอก มาสอนไว้ให้รักกัน สามัคคีกันให้มากขึ้น แล้วเรื่องทะเลาะเบาะแว้งก็ไม่มี”

เมื่อถามถึงความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ผู้เฒ่าวัย 78 ปี บอกสั้นเพียงว่า “ดีใจ ในหลวงใจดี ในหลวงดีที่สุด” ทราบภายหลังว่าคำว่าพระมหากรุณาธิคุณในภาษาชนเผ่าไม่มีคำอธิบายใดได้ใจความมากไปกว่าคำว่า “ดีที่สุด” อีกแล้ว ดังนั้น ความรู้สึกที่ปลาบปลื้มใจในแบบชาวไทยภูเขาก็คือคำบอกเล่าเปื้อนรอยยิ้มพร้อมบอกว่า “ในหลวงดีที่สุด ถ้าไม่ใช่ในหลวงก็ไม่ได้อยู่แผ่นดินนี้”

สิ่งที่ยืนยันคำเล่านี้ก็คือ เหรียญชาวเขาที่ผู้เฒ่าเผ่าลีซูห้อยติดตัวมาตลอดตั้งแต่ได้รับพระราชทานเพื่อแสดงว่าเขาเป็นพสกนิกรใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร “ตาห้อยเหรียญชาวเขาที่รัชกาลที่ 9 พระราชทานมาให้ตลอด ศรัทธาเหมือนพ่อ ห้อยติดตัวตลอด เก็บไว้คนมาขอซื้อ 2 แสนก็ไม่ขาย สมัยก่อนคนที่ไม่มีบัตรประชาชนต้องมีเหรียญนี้ สมัยแรกๆ ท่านพระราชทานไว้ให้เพื่อแทนบัตรประชาชนสำหรับชาวไทยภูเขา”

ผู้เฒ่าเผ่าลีซูหยิบเหรียญจากคอออกมา และเล่าว่า “พระเจ้าอยู่หัวให้มาเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นลูกบ้าน เป็นประชาชนของท่าน ตอนนั้นไม่ใช่ว่าคนบนดอยไม่มีบัตรเยอะ ตอนนั้นชาวเขาเราไม่รู้ว่าเขตที่เรามาปักหลักปลูกบ้านคือตรงไหน เขาบอกว่าที่นี่เมืองไทยนะ เราก็ไม่รู้ ระหว่างชายแดนก็ไม่รู้ ดังนั้นใครที่มีเหรียญนี้ก็เหมือนเป็นบัตรประชาชน เลขตัวนี้จะอยู่ที่อำเภอ ตอนนั้นได้ 3 เหรียญ ผม ลูกคนโต และเมียผม”

การเสด็จปี พ.ศ. 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงตรวจฝายที่ห้วยโป่งขมของกรมชลประทาน เพื่อนำน้ำมาใช้ในที่นาที่พระราชทานแก่ชาวบ้าน 30 กว่าราย 4 หมู่บ้าน บนเนื้อที่ 200 ไร่ ซึ่งเป็นความปลื้มปีติของราษฎรเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง

แม้เวลาจะผ่านไปแล้วกว่าสามสิบปี รอยพระบาท รอยแย้มพระสรวล ด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ยังตราตรึงอยู่ในดวงใจของราษฎรทุกชาติพันธุ์ โดยส่งความกตัญญูกตเวทิตานี้แก่ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปอย่างต่อเนื่อง

ความปลาบปลื้มของตาวันชัยนั้นนับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของชีวิต และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงซาบซึ้ง แม้จะโศกเศร้าที่ได้สูญเสียผู้ปกครองที่มอบดวงใจถวายให้แล้ว แต่สิ่งที่ผู้เฒ่าเผ่าลีซูคนนี้ทำเสมอมาตั้งแต่หนุ่มกระทั่งตอนนี้ ก็คือการกราบพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ทุกครั้งที่ตื่นและก่อนนอน

 

‘ปริญญา’ ดักทาง เกมอันตราย คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 06:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/521100

'ปริญญา' ดักทาง เกมอันตราย คสช.

โดย… เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศว่าจะให้มีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561 โดยจะประกาศวันเลือกตั้งที่แน่นอนในเดือน มิ.ย. 2561 ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถาม ความคิดเห็นของ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อาจารย์ปริญญา วิเคราะห์ว่า เป็นเพราะแรงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศใช้แล้ว “อาจารย์มีชัยตอบคำถาม นักข่าวที่ถามว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญกับประกาศ คสช. อะไรอยู่เหนืออะไร อาจารย์มีชัยตอบเลี่ยงๆ ว่า เป็นกฎหมายเหมือนๆ กัน ซึ่งถูกในแง่ของลำดับชั้นทางกฎหมายที่เท่ากัน แต่นั่นหมายความว่า เมื่อลำดับเท่ากันก็ต้องเข้าหลักกฎหมายใหม่ยกเลิกกฎหมายเก่า ดังนั้น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจึงชนะประกาศของ คสช. และนั่นหมายความว่า พรรคการเมืองจะต้องไม่ถูกแช่แข็งอีกต่อไป แต่ทหารกลัวความไม่แน่นอน ไม่ชอบอะไรที่ควบคุมไม่ได้ เขาจึงอยากจะแช่แข็งพรรคการเมืองต่อ คสช. ก็เลยออกทางนี้เพื่อคลายแรงกดดัน”

อาจารย์ปริญญาชี้ว่า ที่ คสช.จะประกาศวันเลือกตั้งในเดือน มิ.ย. 2561 เพราะเป็นช่วงเวลาที่ต้องประกาศกฎหมายลูกให้ครบ จากนั้นต้องมีการเลือกตั้งภายใน 5 เดือน ก็คือช่วงเดือน พ.ย.พอดี “แต่การที่ คสช. ไม่ประกาศวันเลือกตั้งตั้งแต่ตอนนี้ เพราะจะทำให้ขยับวันได้อีกไงครับ มันยังมีช่องว่างระหว่างที่ส่งร่างกฎหมายกันไปมาอีกนิดหน่อย ทำให้อาจขยับได้อีกเดือนสองเดือน และถ้าเกิดอยากจะขยับมากขึ้นมาก็ทำได้ หากว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับใดฉบับหนึ่งไม่ผ่านขึ้นมา ตอนนี้เหลืออีก 2 ฉบับ คือ ว่าด้วยการเลือก สส. และการได้มาซึ่ง สว. พอไม่ผ่านขึ้นมา คสช.ก็พูดได้ว่า ทำไงได้เมื่อมันไม่ผ่าน เลือกตั้งก็ต้องเลื่อนไป”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เหตุที่พรรคการเมืองออกมาระบุว่า ไม่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น อาจารย์ปริญญาวิเคราะห์ว่า “เพราะพรรคการเมืองกำลังกดดัน คสช.ให้มีเลือกตั้ง และเราต้องเข้าใจที่เขาไม่ เชื่อมั่น เพราะในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ คสช.ขยายโรดแมปได้เรื่อยๆ เนื่องจากไม่ได้เขียนว่า ถ้า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใดไม่ผ่าน จะดำเนินการอย่างไร แปลว่าถ้าผ่าน ไม่ครบก็ไม่มีเลือกตั้ง ดังนั้นถ้าไม่อยากให้มีเลือกตั้งก็แค่ให้ สนช.ไม่ผ่าน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง ที่ผ่านมาเคยเกิดแล้ว ก็คือตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ไม่ผ่าน สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วสามารถเกิดขึ้นได้อีก อย่าลืมว่า คสช. ตั้ง สนช. คสช. จึงทำได้ ส่วนจะทำหรือไม่นั่นอีกเรื่อง” อาจารย์ปริญญา ระบุ

“ถ้าต้องการความเชื่อมั่น คสช.ต้องประกาศว่า กฎหมายลูกจะประกาศครบในเดือน มิ.ย.แน่ อันนี้หนักแน่นกว่า แต่ คสช.คงไม่ประกาศอย่างนี้หรอกครับ เพราะต้องการเก็บไพ่เลื่อนเลือกตั้งไปยาวๆ ได้ไว้ในมือ”

ในเรื่องความพร้อมของพรรค การเมืองนั้น อาจารย์ปริญญาเห็นว่า “เรื่องที่น่าสนใจคือ พรรคใหญ่ 2 พรรคจะปรับตัวกันอย่างไร พรรคเพื่อไทยต้องดูว่าใครจะเป็นผู้นำพรรค และจะสามารถปฏิรูปตนเองให้เป็นพรรคการเมืองในเชิงสถาบันได้หรือไม่ หรือจะเป็นพรรคของคุณทักษิณต่อไป ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องดูเช่นกันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ การกลับเข้ามาของ กปปส. จะมีผลอย่างไร ถ้าผู้นำพรรคไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ พรรคประชาธิปัตย์จะแตกหรือไม่ คุณสุเทพ ซึ่งรอดูอยู่วงนอกจะดำเนินการอย่างไร นี่คือสถานการณ์พรรคใหญ่ที่ไม่ชัดเจน แต่ถือว่าเป็นโอกาสอันดีของ 2 พรรคในการปฏิรูปตัวเอง เพราะถ้าไม่เปลี่ยนแปลงอะไรจะแย่ทั้งคู่ คือไม่มีทางที่จะได้คะแนนนิยมในจุดสูงสุดได้”

ที่ผ่านมาสำหรับพรรคขนาดกลางอย่างพรรคภูมิใจไทย ส่งคนลงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น แต่ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ คือการเอาคะแนนแบบแบ่งเขตมาคิดที่นั่งบัญชีรายชื่อ ดังนั้น ถ้าต้องการ สส.บัญชีรายชื่อก็จะต้องส่งผู้สมัครให้มากเขตที่สุด ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาจะต้องหาผู้สมัครส่งให้ครบ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเตรียมอะไรนาน หาคนลงสมัครเดือนเดียวก็สามารถหาได้

ส่วนพรรคขนาดเล็กจะลำบากที่สุด เพราะจะไม่มีจุดไหนที่พรรคขนาดเล็กจะพร้อมได้เลย หวังว่าจะได้คะแนนจากทั่วประเทศมาได้ที่นั่ง สส. บัญชีรายชื่อจะไม่มีอีกต่อไป ไม่ต้องพูดถึงการหาสมาชิกพรรคมาให้ครบจำนวนที่กำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ระบบพรรคการเมืองใหม่และระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมนั้น ไม่มีที่ให้พรรคเล็กอีกต่อไป

อาจารย์ปริญญาวิเคราะห์ต่อไปถึงเรื่องนายกรัฐมนตรีที่จะเป็นได้ต้องได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองก่อน ซึ่งจะเสนอได้ไม่เกิน 3 ชื่อ “ตรงนี้ มีเงื่อนไขสำคัญสำหรับเกม คสช. ถ้าไม่ต้องการเป็นรัฐบาลต่อก็ไม่มีอะไรยาก แต่ถ้าต้องการเป็นรัฐบาลต่อ เรื่องยากอย่างแรกคือ จะเป็นนายกฯ ที่มาจากนอกบัญชีของพรรคการเมืองได้ ต้องให้การเลือกจากในบัญชีไม่สำเร็จก่อน หรืออย่างที่สอง ถ้าจะมาในรอบแรกเลยก็ต้องให้พรรคหนึ่งพรรคใดเสนอชื่อ คือเปิดตัวเลยว่าเอาแน่ เพราะจะส่งผลเรื่องความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ นั่นคือคุณมาตามกติกา แต่ถามว่า คสช.คนไหนจะมาในช่องทางแบบนี้ ผมไม่คิดว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ แต่ถ้าจะมาจริง นั่นหมายความว่าเขาจะเอาแน่ แต่ตอนนี้เราไม่มีทางรู้ เขาเองก็ยังไม่ตัดสินใจ เหมือนคนเล่นไพ่ก็จะมีหลายๆ หน้าไว้ก่อน เมื่อถึงเวลาค่อยเลือกว่าจะเล่นหน้าไหน”

แล้วจะมารอบแรกจากชื่อที่พรรคการเมืองเสนอก็ไม่ง่าย “เพราะชื่อที่จะเป็นนายกฯ ได้ พรรคการเมืองที่เสนอจะต้องได้ สส. เกิน 5% ซึ่งที่ผ่านมามีแค่ 3 พรรคเท่านั้น คือ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ถ้าจะมีอีกพรรค คือ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคใหญ่ไม่เสนออยู่แล้ว ก็คงต้องไปทางพรรคขนาดกลาง แต่พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วว่าจะไม่เสนอชื่อ คสช. เป็นนายกฯ ก็เหลือพรรคชาติไทยพัฒนา หรือพรรคใหม่ แต่พรรคใหม่ก็ไม่ง่ายที่จะได้ 5% เว้นแต่เป็นพรรคใหม่ที่แตกมาจากพรรคใหญ่เดิมก็อาจเป็นไปได้ ทั้งหมดต้องรอดู”

แล้วถ้าชื่อนายกฯ ของ คสช. ไปฝากไว้ในพรรคที่ได้ สส.ไม่ถึง 5% ขึ้นมา ก็จะหลุดจากการเป็นนายกฯ รอบแรก แล้วจะชอบธรรมหรือถ้าจะมาในรอบสองแบบคนนอก เพราะจะถูกโจมตีทันที ว่าถ้าประชาชนต้องการ ให้คุณเป็นนายกฯ ประชาชนเลือกพรรคคุณเกิน 5% ไปแล้ว

“ถ้าจะอ่านเกม ผมคิดว่า ถ้า คสช.ต้องการจะเป็นนายกฯ ต่อ น่าจะต้อง มีตัววางมากกว่าหนึ่งคน คนแรกมาตามกติกา คือมากับพรรคการเมือง และรอบสองคือมาตามเงื่อนไขบทเฉพาะกาลที่เปิดช่องนายกฯ คนนอก แต่ผมคิดว่าถ้าเขาไม่เป็นรัฐบาลต่อ เรื่องทุกอย่างจะง่าย ซึ่งเขาควรเลือกช่องทางให้ประเทศไทยกลับสู่ทางเดินประชาธิปไตยตามธรรมชาติจะดีกว่า เพราะถ้าจะเป็นนายกฯ ต่อ เกมพวกนี้คือเกมอันตรายต่อการเมืองในอนาคต”

อาจารย์ปริญญาชี้ว่า “พรรคใหม่ที่จะเป็นพรรคทหารก็ไม่ง่าย เพราะกระแสสูงสุดของ คสช.ผ่านไปแล้ว แน่นอนว่ามีแฟนของ พล.อ.ประยุทธ์ เบื่อนักการเมืองก็อาจจะเลือกพรรคนี้ แต่กระแสที่เห็นว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วประเทศควรกลับสู่ประชาธิปไตยก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ คสช.เลือก สว.แล้วมาร่วมเลือกนายกฯ ผมคิดว่าคนรับได้ระดับหนึ่งว่ามันเป็นกติกา แต่ถ้าหากว่าจะมาตั้งพรรคเพื่อเป็นรัฐบาลต่อ ไม่ง่ายที่จะไปถึงจุดนั้นได้ และอย่าลืมว่ารอบแรกจะต้องเลือกในบัญชีพรรคการเมืองก่อน ถ้าสภาผู้แทนฯ จะชิงลงมือก่อน โอกาสที่พรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์จะรวมกันก็เป็นไปได้นะครับ ถ้าคุณทักษิณไม่ยุ่งกับเพื่อไทยแล้ว แต่ถ้าสองพรรคนี้แข่งกัน ไม่มีใครตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้น เกมนี้ คสช.จะเป็นคนกำหนดว่าข้างไหนจะเป็นรัฐบาล โดยใช้เสียง สว. เกมนี้จะปลอดภัยสำหรับ คสช. แต่เกมที่จะปลอดภัยสุดสำหรับประเทศไทย คือปล่อยให้ สว.เป็นอิสระ อยากคิดว่าใครควรเป็นนายกฯ ก็ปล่อยไป และบ้านเมืองควรเดินไปทางไหน ให้ สว.คิดเอง แต่ถ้า คสช.จะครอบงำ สว. แล้วให้ยกมือตาม จะอันตรายสำหรับประเทศไทย เพราะจะเกิดความ ขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่มาจากการ เลือกตั้งและฝ่าย คสช.”

ถ้า คสช.ทำอย่างนั้นในช่วง 5 ปีแรก ความตึงเครียดจะสูง และเมื่อเกิดสถานการณ์นี้ขึ้น การแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นการผ่อนคลาย แต่รัฐธรรมนูญก็แก้ไม่ได้อีกถ้า คสช.ไม่ยอม เพราะต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 จึงจะแก้รัฐธรรมนูญได้ รัฐธรรมนูญที่แก้ไม่ได้จะทำให้ประเทศตึงเครียด ถ้าไม่มีทางผ่อนคลายก็จะแตกหัก เพราะฉะนั้น อยู่ที่ คสช.จะเลือกทางไหน

“หนึ่ง ไม่มีเลือกตั้ง อยู่ไปเรื่อยๆ อันตรายที่สุด สอง อันตรายรองมาคือมีเลือกตั้งแต่เป็นนายกฯ ต่อ ส่วน สาม พอไปได้คือ เป็นคนตั้งรัฐบาล เลือกเอาพรรคหนึ่ง เพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ และสี่ ดีที่สุดคือปล่อย สว.ให้เป็นอิสระครับ” อาจารย์ปริญญา สรุป

 

“ประทับอยู่ในใจ” ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2560 เวลา 14:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/520014

"ประทับอยู่ในใจ" ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร

โดย…วราภรณ์ ผูกพันธ์ ภาพ : เสกสรร โรจนเมธากุล

ร่วมรำลึกวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย ผ่าน ดร.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร บุตรสาวเพียงคนเดียวของท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร คุณข้าหลวงคนแรกในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่เคยถวายงานและได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์

ดร.จินตนันท์ เล่าย้อนประวัติอันภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล ที่คุณแม่ของเธอได้ถวายงานต่อล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ว่า ครอบครัวของเธอทางฝ่ายคุณพ่อได้ถวายงานพระบรมวงศานุวงศ์มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนฝ่ายคุณแม่ก็ตั้งแต่รุ่นคุณตา พ.ต.หลวงพลหาญสงคราม เป็นนายทหารใต้บังคับบัญชาของ พ.อ.ม.จ.นักขัตรมงคล กิติยากร (ต่อมาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ พระบิดาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ)

เมื่อคุณตาเสียชีวิตลงในวัย 2 ขวบ เด็กหญิงพึงจิตต์จึงไปอาศัยอยู่กับญาติ โดยมีท่านนักขัตรเป็นผู้ส่งเสียให้ร่ำเรียน โดยขณะนั้น ม.จ.นักขัตร มงคล ได้ย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูต ณ ประเทศฝรั่งเศส

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

หลังศึกษาจบ พึงจิตต์ได้เข้ารับราชการที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า กระทั่งมีข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหมั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ และเสด็จนิวัตประเทศไทย พึงจิตต์ในวัย 19 ปี จึงไปชื่นชมพระบารมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล ทอดพระเนตรทรงจำได้ จึงทรงเรียกให้เข้าไปพบ และรับสั่งว่าให้มาอยู่กับสมเด็จพระราชินีนับแต่นั้นมา

“นั่นคือจุดเริ่มต้นของคุณแม่ ในการถวายงานในตำแหน่งคุณข้าหลวงคนแรกในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แล้วคุณแม่ก็ตามเสด็จพระราชดำเนินทั้งสองพระองค์นับแต่นั้นเป็นต้นมา

นอกจากตามเสด็จฯ ไปถวายงานตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว ยังตามทั้งสองพระองค์ยามเสด็จฯ ไปทรงเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการกว่า 27 ประเทศ โดยคุณแม่มีหน้าที่ดูแลฉลองพระองค์ และรับใช้ส่วนพระองค์สมเด็จฯ เวลาเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎร คุณแม่ทำหน้าที่จดรายละเอียดทุกอย่าง คือถวายงานส่วนพระองค์ ที่ไม่ใช่เอกสารทั้งหมด คุณแม่ยังถวายงานเรื่องแผนที่ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานชั้น 3 มีห้องแผนที่ของพระองค์ ซึ่งแต่ละแผ่นนั้นมีรายละเอียดมากมาย เมื่อพระองค์จะเสด็จฯ ไปที่ใด คุณแม่ต้องไปนำแผนที่ของสถานที่นั้นมาถวาย”

ในฐานะที่ได้ถวายงานใกล้ชิด คุณแม่เล่าให้ ดร.จินตนันท์ ฟังว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานหนักมาก ห้องทรงงานเต็มไปด้วยแผนที่ และข้าวของอื่นๆ เต็มไปหมด

“สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงเห็นว่าห้องทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรกมาก จึงมีรับสั่งให้คุณแม่เข้าไปจัด แต่คุณแม่เกรงว่าจะโดนกริ้ว หากพระองค์ท่านทรงหาของไม่เจอ จึงใช้วิธีวาดแผนที่เพื่อกราบทูลว่า ของที่ตั้งอยู่บนพื้นตรงนี้ ได้ถูกย้ายไปตั้งอยู่ตรงไหน เหมือนลายแทงเลยค่ะ”

เด็กหญิงจินตนันท์เองก็ได้มีโอกาสตามเสด็จฯ ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ โดยคุณแม่พาเธอเข้าวังตั้งแต่อายุเพียง 10 วัน

“หน้าที่ของเด็กๆ อย่างดิฉันเวลาตามเสด็จฯ คือ ถวายลูกอมแด่สมเด็จฯ ขณะทรงนำข้าวกล่องไปแจกตำรวจตระเวนชายแดน หรือทหารที่มายืนอารักขาในบริเวณใกล้เคียง ดิฉันจำได้ว่า พระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่หัวทรงมีแผนที่อยู่ตลอด และมีพระวรกายที่แข็งแรงมาก เวลาตามเสด็จฯ เราต้องคอยดูพระบาทของพระองค์ท่านว่าก้าวเร็วแค่ไหน ถ้าตามเสด็จฯ ไม่ทันได้ตกขบวนแน่ๆ”

กระทั่ง ดร.จินตนันท์ เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย การได้ถวายงานก็ลดน้อยลง แต่พระเมตตาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็มีมากล้น “พระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์มีต่อดิฉันและคุณแม่ยังคงซาบซึ้งอยู่ในใจ ทุกอย่างที่มีในวันนี้ เป็นพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งสิ้น”

ดร.จินตนันท์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นต้นแบบในการเสียสละเป็นอย่างมาก “ทรงสอนดิฉันในวันที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ว่า คนเราต้องอดทนจึงจะสามารถไปสู่เป้าหมายได้ เพราะไม่มีใครได้อะไรดังใจ ที่ดิฉันทำงานเพื่อสังคมในวันนี้ อาจเป็นการหล่อหลอมจากการเห็นการทรงงานของพระองค์มาตั้งแต่เด็ก

สมัยตอนเป็นเด็ก เรามีความสุขมาก เป็นชีวิตที่เราคิดถึงแล้วรู้สึกอุ่นใจ แต่พอพระองค์เสด็จสวรรคต ชีวิตเราก็ไม่เหมือนเดิม รู้สึกชีวิตว้าเหว่ คุณแม่เป็นผู้ใหญ่ ในวันที่พระองค์เสด็จสวรรคต คุณแม่เสียใจแต่ไม่ได้ฟูมฟาย ก็ปลอบใจตัวเองคิดเสียว่า พระองค์ทรงงานมานาน ทรงเสียสละมาเยอะ ทรงได้พักแล้ว คิดแบบนี้จะได้ไม่เศร้าโศกเสียใจมาก

จำได้ วันที่ 13 ต.ค. 2559 สักบ่ายๆ คุณแม่โทรมาให้ไปหา ก็ได้เห็นว่า ทุกคนต้องยอมรับความจริง คุณแม่เหมือนไม่เชื่อ ทุกคนยังมีความหวังว่า ทรงทรุดแล้วเดี๋ยวก็ทรงดีขึ้น เตรียมใจแต่ไม่เชื่อ พอพระองค์เสด็จสวรรคตจริงๆ ต่างพูดเพียง ‘จริงเหรอ’ เหมือนเรา Lost บางอย่าง 2-3 วันจึงจะทำใจได้ว่า เป็นเรื่องจริงแล้ว”

1 ปีผ่านมาแล้ว ความเศร้าโศกยังไม่จางหาย แต่ ดร.จินตนันท์บอกว่า ทุกคนควรตั้งสติและทำใจ

“หลายคนบอกว่า ไม่อยากให้ถวายพระเพลิงเลย ดิฉันคิดว่า เป็นการยึดติดอยู่กับท่าน เราควรจะทำใจ เราสามารถยึดคำสอนของพระองค์มาดำเนินชีวิต มากกว่ายึดติด แม้ทุกคนอาจรู้สึกว้าเหว่ แต่จงเปิดใจ และยอมรับ

ยุคสมัยเปลี่ยนไป ยุคนี้ไม่ได้ขาดแคลนทุรกันดารเหมือนเมื่อก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 10 ก็ทรงห่วงใยดูแลพวกเราเช่นกัน ทรงสานงานต่อจากพระราชบิดา รัชกาลที่ 9 ทรงเซ็ตทุกอย่างให้หมดแล้ว พวกเราต้องนำคำสอนของพระองค์ไปดำเนินชีวิต เช่น ทรงสอนเรื่องการทำความดี ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แต่ให้ทำทุกวัน เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ทำในครอบครัวก่อน แล้วค่อยขยายสู่สังคมที่ใหญ่ขึ้น”

 

“ไม่คิดเล่นการเมือง แต่ถ้าทำประโยชน์เพื่อบ้านเมืองได้ก็ยินดี”ชีวิตหลังเกษียณ “พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2560 เวลา 19:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/519672

"ไม่คิดเล่นการเมือง แต่ถ้าทำประโยชน์เพื่อบ้านเมืองได้ก็ยินดี"ชีวิตหลังเกษียณ "พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร"

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร หรือรู้จักกันในนาม “บิ๊กแป๊ะ” อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ปรากฏตัวผ่านสื่อบ่อยครั้ง เพราะไม่ว่าในพื้นที่กรุงเทพมหานครจะเกิดเหตุคดีเล็กหรือใหญ่ ต้องเห็นบิ๊กตำรวจนายนี้ลงไปติดตามคดีอย่างต่อเนื่อง

หลังจาก 1 ต.ค.ที่ผ่านมา นายตำรวจผู้นี้ยุติบทบาทชีวิตข้าราชการ 36 ปีแล้ว หลังจากเกษียณอายุ

โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับ พล.ต.ท.ศานิตย์ กับชีวิตอีกด้านที่เปลี่ยนไปหลังเกษียณและอนาคตที่วาดฝันเอาไว้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เส้นทางชีวิตหลังเกษียณ…ที่ไม่มีหัวโขน

ตลอดชีวิตข้าราชการอดีตนายตำรวจชื่อ ศานิตย์ มหถาวร เติบโตจากสายงานสืบสวนสอบ สวนใหญ่ปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคเหนือ หลังจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 34 รับราชการครั้งแรกเมื่อปี 2524 ในจังหวัดแพร่ จนได้เป็น ผกก.สภ.เมืองแพร่ จากนั้นโยกย้ายไปเป็น ผกก.สภ.ดอกคำใต้ ,ผกก.สภ.เทิง ,ผกก.สภ.เวียงสา ,ผกก.สภ.เมืองน่าน จนขึ้นเป็นรอง ผบก.ภ.จ.น่าน ,รอง ผบก.รน. ,รอง ผบก.ป. ,ผบก.น.3 ,ผบก.ประจำ บช.ปส. ,รรก.ผบช.ภ.2 ,รอง ผบช.ภ.1 ,รรก.ผบช.น. สุดท้ายได้รับความไว้วางใจให้เป็น ผบช.น.

พล.ต.ท.ศานิตย์ บอกว่าชีวิตหลังเกษียณตอนนี้เป็นกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อย่างเดียว ดูงานออกกฎหมายต่างๆ เช่น(พ.ร.บ.) อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธ แต่กำลังพิจารณาเลือกเป็นคณะกรรมาธิการอีกชุดเพราะ สนช.รับตำแหน่ง กมธ.ได้ 2 ชุด ซึ่งอาจเลือก กมธ.การคมนาคม เพราะอยากช่วยแก้ปัญหาเรื่องจราจรคมนาคม ขณะที่ธุรกิจส่วนตัวและตำแหน่งที่ปรึกษาอื่นๆ ยังไม่มี และไม่อยากรับตำแหน่งที่ปรึกษาให้นายทุน

“ตอนนี้ก็ไม่ได้รับตำแหน่งอะไร ขอกินง่ายๆ อยู่ง่ายๆ ทำอะไรก็ได้ที่สุจริต ทำเพื่อบ้านเมืองให้เกิดความถูกต้อง”

พล.ต.ท.ศานิตย์ มองว่าหากรับตำแหน่งกินเงินเดือนเอกชน ก็ต้องทำเพื่อให้เขาถูกใจ แต่ถูกต้องไม่ได้ ส่วนชีวิตหลังพ้น สนช. ขอเป็นเพียงสามัญชนคนไทยธรรมดาที่ทำประโยชน์ให้สังคม ไม่จำเป็นต้องมียศหรือตำแหน่ง ขอเป็นคนดีก็พอ

“ชีวิตอนาคต ตอนนี้ยังไม่ได้วางแผนอะไร หลังเกษียณอยากอยู่แบบเรียบง่าย ดูแลสุขภาพ ครอบครัว ทำประโยชน์ให้สังคม แต่ไม่ได้ยึดติด ไม่ต้องมีตำแหน่งก็ได้ เพราะผมรู้จักพอ หากชีวิตไม่รู้จักพอ มันจะเป็นกิเลสตัณหา ไขว่คว้านู่นนี่ไปตลอด”

เจ้าของฉายา น.1 บึ่งทุกที่ บอกว่า แม้เกษียณอายุแล้ว แต่ยังคงอดห่วงงานเก่าไม่ได้เพราะหลายเรื่องยังไม่ได้ทำ แต่ไม่ขอพูดถึง ปล่อยเป็นหน้าที่ผู้ใหญ่และบุคคลที่สานงานต่อ แต่คาดหวังให้ผู้ปฏิบัติงานมีกำลังใจเป็นตำรวจของประชาชนทำทุกอย่างตามระบบคุณธรรม “คนทำดีต้องได้ดี นี่คือสิ่งที่อยากเห็น เราต้องช่วยกันเพื่อชาติ”

“ณ วันนี้ หลังเกษียณ ไม่มีหัวโขน แต่ถึงอย่างไรตลอดชีวิตข้าราชการก็ทำตัวเรียบง่ายมาตลอด ไปไหนสบายๆ โลว์โปรไฟล์ กินง่าย นอนง่าย ไม่หลงตัวเอง ไม่หลงอำนาจ พอปลดเกษียณก็อยู่เฉยๆ แต่บางครั้งอดห่วงงานที่เคยช่วยประชาชนไม่ได้ เพราะทำงานมา 36 ปี”

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร วันนี้กับบทบาทสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ทุกงานที่ทำตรงไปตรงมา ทำเพื่อประชาชน นี่คือความภูมิใจ

พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่าตลอดการทำงาน 36 ปี ตั้งใจทำเพื่อประชาชนมาตลอด คิดเสมอว่าตำรวจอยู่ในฐานะผู้รักษากฎหมายมีหน้าที่คุ้มครองคนดี ป้องปรามกำจัดคนชั่ว ทำให้บ้านเมืองสงบ ฉะนั้นหลักการทำงานจึงยึดบังคับใช้กฎหมายเป็นธรรม เสมอภาค ไม่กลั่นแกล้ง รังแก เอาเปรียบ ไม่แสวงหาผลประโยชน์ เชื่อว่าหากทุกคนทำได้บ้านเมืองและประชาชนจะสงบปลอดภัย

อดีต ผบช.น. เล่าย้อนความภูมิการทำงานคดีเก่าๆ ให้ฟังว่า คดีแรกช่วงเริ่มรับราชการปี 2524 ขณะนั้นจังหวัดแพร่แก๊งตกทองระบาด ด้วยความเป็นตำรวจใหม่พยายามสืบสวนสอบสวนจนดำเนินคดีกับผู้ต้องหาได้ แต่ขณะนั้นมีตำรวจผู้ใหญ่ขอให้ถอนคำร้องผู้ต้องหา แต่ตนตอบปฏิเสธ เพราะคิดว่าหากช่วยเหลือ บ้านเมืองก็คงจะไม่สงบปลอดภัยและทำให้หลังจากนั้นแก๊งตกทองในพื้นที่หมดไป อีกเรื่องที่ภูมิใจคือคดีฆ่าอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญที่ปิดคดีได้ภายใน 22 ชั่วโมง ถือเป็นสถิติการทำคดีเร็วสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ส่วนคดีรวบตัว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พร้อมกับนายพรวัฒน์ ทองธนบูรณ์ หรือ เคทอง ลูกน้องคนสนิท ในกองปราบฯ จนโด่งดังทำให้สังคมรู้จักชื่อนั้น ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และตลอดระยะเวลาการทำงานมองว่าแม้ผู้ถูกกล่าวยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่ทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย ซึ่งหน้าที่ตำรวจคือให้ความเป็นธรรมกับทุกคน

“ถ้าเราใช้กฎหมายเป็นธรรม เสมอภาค ไม่กลั่นแกล้ง รังแก เอาเปรียบ มันจะสามารถคุ้มครอง ทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ได้”

ขณะช่วงที่รู้สึกหนักใจในการทำงานก็มี หนึ่งในนั้นคือ คดีกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายชายพิการเสียชีวิต เหตุเกิดพื้นที่โชคชัย เนื่องจากตนเองให้ข่าวว่าการลงมือฆ่าของกลุ่มวัยรุ่นไม่ได้มีเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อน แต่สังคมโซเชียลมีเดียกดดันอยากให้ระบุในสำนวนเป็นเจตนาฆ่า ทำให้ขณะนั้นตน ครอบครัวและลูกน้องถูกกดดันอย่างหนัก อย่างไรก็ตามตนคิดว่าขอพิจารณาจากข้อเท็จจริง สุดท้ายศาลมองตรงกันว่าไม่ได้เจตนา ทำให้นึกย้อนไปว่าหากทำตามกระแสสังคม แม้ไม่ถูกด่าแต่อาจทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยถูกมองว่าหากดำเนินคดีตามกระแส อาจส่งผลกระทบให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย

บิ๊กแป๊ะ เล่าถึงความรู้สึกได้รับโอกาสทำหน้าที่ ผบช.น. ก่อนเกษียณว่า ขอบคุณนายกรัฐมนตรี และรองนายฯ รวมถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไว้ใจให้ตำรวจบ้านนอกทำหน้าที่สำคัญ แต่ถึงอย่างไรเหตุผลที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจ มาจากการทำงานยึดหลักตรงไปตรงมา รวดเร็วทำเพื่อประชาชนมาตลอด

“ทุกหน้าที่ของผม ไม่เคยท้อถอย แต่จะยืนหยัด เดินหน้า เพราะการทำทุกภารกิจคือความสุข”

ไม่คิดเล่นการเมือง..แต่พร้อมทำประโยชน์ให้บ้านเมือง

ปัจจุบัน พล.ต.ท.ศานิตย์ รับหน้าที่ สนช. อย่างเดียว และยอมรับว่าเคยถูกทาบทามชวนเล่นการเมือง แต่ได้ตอบปฏิเสธเพราะไม่อยากเล่นการเมือง อย่างไรก็ดีพร้อมทำการเมือง หมายความว่าทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง

เมื่อถามว่า จะเห็น พล.ต.ท.ศานิตย์ ไปเดินขอคะแนนเสียงจากประชาชนไหม

“ไม่มี ทำไมถึงอยากเห็นจังเลย ไม่เคยคิดจะเล่นการเมือง เพียงแต่อะไรที่ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้ก็ยินดี แต่จะเล่นหรือไม่ เป็นเรื่องอนาคต แต่ความเห็นส่วนตัว อยากเป็นคนไทยคนหนึ่ง อะไรทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้ก็ยินดี แต่ถ้าไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่เอา ขออยู่เฉยๆ เป็นกองหลังดีกว่า”

พล.ต.ท.ศานิตย์ ทิ้งท้ายว่าตลอดชีวิต 60 ปี นิยามการทำงานต้องพยายามทำดี พัฒนาตนเองให้มีความรู้ และกล้าเอาความรู้ไปทำประโยชน์ให้บ้านเมือง เพราะหากตั้งใจทำความดีต้องทำให้สำเร็จ

 

เสียงความหวังผู้ใช้แรงงาน ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2560 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/532008

เสียงความหวังผู้ใช้แรงงาน ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพ

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ท่ามกลางงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 10 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 ธ.ค. 2560 ในเวที “เสียงจากภาคี” ที่เป็นพื้นที่กลางให้กับผู้ที่มาร่วมงานและสมาชิกสมัชชาสุขภาพจากทั่วประเทศ ได้เปล่งเสียงถึงประเด็นข้อเรียกร้อง ข้อเสนอแนะ และข้อกังวลที่มีผลต่อสุขภาวะกับเรื่องที่เกิดความสนใจ

เพื่อให้เสียงจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่อาจจะมีตัวตนหรือเป็นคนที่อยู่ในสังคม ได้มีสิทธิแสดงออกถึงข้อคิดเห็น ทวีป กาญจนวงศ์ ประธานมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยใช้เวทีแห่งนี้เป็นพื้นที่ขอ “ระบาย” โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการใช้ประโยชน์จากสิทธิประกันสังคม ตามที่เจ้าตัวลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิประโยชน์ด้านการรับบริการรักษาพยาบาลเพื่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานมาหลายปี

ทวีปฉายภาพประกันสังคมที่มีอายุมาจวบจนปัจจุบันยาวนานถึง 27 ปี แต่กลับไม่มีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นตามการเติบโตของช่วงเวลา เพราะสิทธิการรักษาพยาบาลหลายอย่างก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้มีอำนาจของบ้านเมือง ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ที่ก่อกำเนิดหลังประกันสังคม แต่กลับพัฒนาไปก้าวไกลกว่ามาก

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ผมเชื่อว่าหากประกันสังคมถอยตัวเองออกจากการเป็นหน่วยงานที่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจและการกำกับดูแลของรัฐบาลมาเป็นองค์กรอิสระ การบริหารงานก็จะมีประสิทธิภาพ มีอิสระ ได้รับความร่วมมือการพัฒนาแก้ไขจากทุกภาคส่วน และที่สำคัญคือโปร่งใส ตรวจสอบได้ ต้นทางของปัญหาคือความไร้อิสระ ข้อเรียกร้องนี้ก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด” ทวีป ฉายภาพ และไม่ลืมที่จะกล่าวย้ำว่า ยิ่งไปกว่านั้น ประกันสังคมควรจะขยายครอบคลุมการใช้สิทธิไปยังทุกกลุ่มอาชีพ เพราะที่ผ่านมา อย่างเช่น ลูกจ้างหน่วยงานรัฐก็ต้องถูกยกออก ไม่มีสิทธิ เป็นต้น

ข้อแตกต่างที่ทวีปเห็นระหว่างบัตรทองและสิทธิประกันสังคมของแรงงานก็มีมากไม่น้อย และในมุมมองของเขามันคือความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน เฉกเช่นการรักษาโรคซึ่งบัตรทองจะมีสิทธิรักษาจนหายดี ขณะที่สิทธิประกันสังคมกลับมีอายุการรักษาต่อโรคเพียงแค่ 180 วัน/ปีเท่านั้น

“บัตรทองมีสิทธิตรวจทุกโรค รักษาทุกโรค แต่ประกันสังคมกลับมีโรคที่ไม่สามารถรักษาได้อยู่ 11 โรค ผมยกตัวอย่างแค่ว่าโรคที่เกิดจากสารเสพติด เป็นต้น แค่นี้ก็ไม่เหมือนกับบัตรทอง ที่เขารักษาได้ทุกโรคกระทั่งหายดี ของเรารักษาได้แค่ 180 วัน/ปี จากนั้นก็แล้วแต่บุญกรรม” ทวีป ย้ำ

ที่ผ่านมา ทวีป ยอมรับว่า แม้จะพาพี่น้องแรงงานต่อสู้เพื่อสิทธิการรักษาพยาบาลที่เสนอไปยังรัฐบาลในทุกปี แต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลทุกปีเช่นกัน ถึงขนาดที่ตัดพ้อว่าสาเหตุเป็นเพราะไม่มีญาติอยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปัญหาเลยไม่ได้รับความสนใจ

“อย่าว่าแต่ไม่มีญาติใน ครม.เลย เอาแค่ สส.จะมาใส่ใจยังหาได้ยาก มันไม่สมบูรณ์แบบนี้แรงงานจึงเจ็บช้ำอยู่ทุกๆ ปี”ทวีป ระบายความอัดอั้นผ่านกลางเวที

สอดรับกับ บุญยืน สุขใหม่ ผู้ประสานงานกลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ภาคตะวันออก และในฐานะนักรณรงค์เรื่องสิทธิแรงงาน และบทบาทหากินก็เป็นผู้ใช้แรงแลกเงินไม่ต่างกับอีกหลายล้านชีวิตในประเทศไทย เขาเล่าว่า ในพื้นที่ จ.ระยอง ซึ่งถือเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมมีประชากรข้ามถิ่นเข้าไปทำงานจำนวนมาก และแรงงานจำนวนนี้ก็ไปสร้างจีดีพี (GDP) ของประเทศให้สูงขึ้น จนทำให้ จ.ระยอง กลายเป็นพื้นที่อันดับต้นๆ ของประเทศที่รายได้ต่อหัวประชากรสูงที่สุด

แต่เรื่องการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพของแรงงานในพื้นที่กลับเป็นเรื่องที่ยากลำบาก บุญยืนฉายภาพของ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ที่มีประชากรข้ามถิ่นเข้าไปทำงานตามโรงงานต่างๆ จำนวนมาก แต่โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์กลับไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรในพื้นที่ ทั้งประชากรย้ายถิ่นเข้ามาทำงาน หรือแม้แต่คนในพื้นที่เองก็ตาม

“จำนวนหมอที่จะดูแลคนไข้อยู่ที่หมอ 1 คน/ประชากร 2.1 หมื่นคน ทำให้หากเกิดปัญหาฉุกเฉินทั้งด้านอุบัติเหตุจราจร อุบัติเหตุจากการทำงาน ปัญหาก็จะวุ่นวายอย่างทันที” บุญยืน สะท้อนปัญหา

กระนั้นแม้จะเกิดปัญหาและมองเห็นซึ่งปัญหา แต่พวกแรงงานก็ไม่ได้ขาดซึ่งความหวังที่จะได้เห็นและได้รับการเปลี่ยนแปลงเพื่อการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้นบุญยืนเองก็เช่นกันที่มีความคาดหวังว่ารัฐบาลจะเห็นความสำคัญตรงนี้ ขณะเดียวกันก็อยากเห็นพลังของชาวแรงงานเห็นคุณค่าของปัญหาด้านสุขภาพให้มากพอๆ กับเรื่องปัญหาค่าแรงและโบนัสรวมถึงภาคประชาชนจะช่วยร่วมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

นอกจากนี้ บุญยืนเสนอแนะทางออกถึงรัฐบาล และหวังว่าเสียงของเขาจากตรงจุดนี้จะดังพอให้ผู้ใหญ่ในรัฐบาลได้ยินและให้ความสำคัญ โดยเสนอว่าในส่วนแผนระยะสั้น รัฐบาลควรจะพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพตำบลให้สามารถบริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง และแผนระยะยาว คือ การสร้างโรงพยาบาลในสัดส่วนที่เพียงพอกับระบบประกันสังคม ซึ่งที่ผ่านมามีแนวคิดดังกล่าวแต่ก็ถูกพับไว้

จากเหตุผลทางการเมือง ก็อยากให้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้หวนกลับมาพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง

“แรงงานคือกำลังขับเคลื่อนหลักให้เศรษฐกิจของชาติดีขึ้น จีดีพีดีขึ้น เรื่องสุขภาพของคนกลุ่มนี้ก็หวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญเช่นกัน” บุญยืน กล่าวย้ำด้วยความหวัง

 

โลกชีวิตนักโทษ สวรรค์ 3 ชั้นที่ใฝ่ฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2560 เวลา 07:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/531864

โลกชีวิตนักโทษ สวรรค์ 3 ชั้นที่ใฝ่ฝัน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลังกำแพงสูงใหญ่มีลวดหนามแหลมคมและห้องสี่เหลี่ยมที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยมาตรการความปลอดภัยอย่างแน่นหนา ผู้คนที่อยู่รวมกันล้วนต่างที่มา ต่างการทำผิด ทำให้ทุกคนต้องมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ที่เรียกว่า “คุก” หรือ “เรือนจำ”

พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฉายภาพร่วมเรือนจำปัจจุบันว่า เรือนจำในประเทศไทยส่วนใหญ่มีอายุเกิน 100 ปี เฉลี่ยประมาณ 50-80 ปี ปัจจุบันมีผู้ต้องขัง 3.2 แสนคน เมื่อเทียบกับปริมาณที่รองรับได้เพียง 1 แสนคนเศษเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงมากกว่า 2-3 เท่า

ขณะเดียวกัน จำนวนผู้คุมนักโทษนั้นปกติตามอัตราสากลระบุให้ผู้คุม 1 คน ดูแลนักโทษ 5 คน แต่ในเรือนจำประเทศไทยเฉลี่ยผู้คุม 1 คน ดูแลนักโทษ 32 คน ตรงนี้ค่อนข้างเป็นปัญหาเรื่องความไม่เพียงพอและปัญหาคนล้นคุก เหมือนกับนักเรียนในชั้นเรียนครูตะโกนสอน ใครเกเรอยู่ท้ายห้อง หรือหลบหนีก็ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง จนนำไปสู่ปัญหาการทำผิดซ้ำ

สำหรับกลุ่มที่ทำความผิดซ้ำแล้ว กลับเข้าสู่เรือนจำอีกนั้น พบว่า ในช่วงปีแรกร้อยละ 17 ถัดมาปีที่ 2 ร้อยละ 23 และปีที่ 3 ร้อยละ 27 ทั้งนี้ส่วนใหญ่มักเป็นคนชายขอบ ไม่มีการศึกษา มีฐานะยากจน เมื่อพ้นโทษออกไป สิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป จึงกระทำผิดซ้ำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยังเล่าให้ฟังเกี่ยวกับชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำว่า บางครั้งคนเราถูกจำคุกนานหลายปี ชีวิตก็ต้องปรับสภาพรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บางครั้งผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำนานเป็นเดือนเป็นปีบางทีก็เริ่มเห็นชอบคนเพศเดียวกัน มีเพศสัมพันธ์กัน บางครั้งมีการแต่งงานกันในเรือนจำก็ยังมี บางเรือนจำอาจอนุโลมให้

พ.ต.อ.ณรัชต์ เล่าว่า ข่าวที่มีนักโทษใส่เครื่องประดับแหวน พระเครื่อง มักเป็นพวกขาใหญ่ชอบโชว์บารมี ซึ่งทั้งหมดผิดกฎระเบียบข้อห้ามในเรือนจำทั้งนั้น แต่ยอมรับว่าบางทีการดูแลอาจไม่ทั่วถึง เหมือนอย่างที่ลงโทษ เจ้าหน้าที่เรือนจำไปล่าสุด พบว่า นำเหล้าขวดละประมาณ 500 บาท ไปขายให้นักโทษในเรือนจำชาย ขวดละประมาณ 2,000 บาท เพื่อนำไปฉลองงานแต่งงานในเรือนจำ

กระแสข่าวที่ว่าผู้ต้องขังมีอภิสิทธิ์อยู่ห้องแอร์ แยกกินพิเศษ พ.ต.อ. ณรัชต์ บอกความอัดอั้นตันใจว่า ยืนยันผู้ต้องขังทุกรายดูแลเท่าเทียมกันหมด ถ้าใครต้องนอนเรือนจำ ของมีค่าทุกอย่างต้องถอดไว้ด้านนอก แล้วเรือนจำจะแจกเสื้อผ้าให้ 1 ชุด ผ้า 3 ผืน ที่ใช้ปูนอน ใช้ห่ม และม้วนทำ หมอนหนุน ทุกคนนอนกับพื้น ไม่มีเตียงและที่นอนนุ่มๆ ซึ่งแบบนี้เป็นผลดี สามารถตรวจสอบได้ง่าย หากซุกซ่อนสิ่งผิดกฎหมายไม่สามารถทำได้แน่

พ.ต.อ.ณรัชต์ เล่าว่า ในเรือนจำสามารถแบ่งเป็นสวรรค์ได้ 3 ชั้นของนักโทษ คือ สวรรค์ชั้นที่ 1 ห้องพยาบาลหรือแดนพยาบาลอยู่ใน 143 เรือนจำทั่วประเทศ จะมีเตียงและผ้าปูพร้อมอุปกรณ์ตามสมควรในการปฐมพยาบาล

สวรรค์ชั้นที่ 2 ถ้าผู้ต้องขังมีอาการป่วยหนัก จะส่งตัวไปที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ หรือทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีแพทย์ หมอ พยาบาล เหมือนโรงพยาบาลด้านนอก แต่มีรั้วรอบ ขอบชิด ชั้นที่หมายปองของผู้ต้องขังคือชั้น 8 เพราะสูงลมและอากาศดี

สวรรค์ชั้นที่ 3 เรียกว่าดีที่สุด คือการได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลข้างนอก ด้วยโรคเฉพาะที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ขาดบุคลากร ขาดเครื่องมือ หรือญาติประสานแพทย์เจ้าของไข้ที่รักษากันมาก่อน แต่ก็จะตามนักโทษทุก 15 วัน ว่าหายหรือยัง ส่งกลับแดนพยาบาลได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติกรณีนี้กรมราชทัณฑ์ต้องเสีย เจ้าหน้าที่ 2 คน เฝ้าดู ผู้ป่วย 1 คน เฝ้าประกบตลอด ทั้งหมดนักโทษต้องป่วยจริงถึงจะได้รับการรักษาตามอาการป่วย

พ.ต.อ.ณรัชต์ ระบุว่า ในสมัย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เป็น รมว.ยุติธรรม ได้เอาจริงเอาจังส่งทหาร ตำรวจ เข้ากวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในเรือนจำทั้งหมด

“สมัยก่อนอาจคล้ายกึ่งซ่องโจรหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ เพราะมีที่นอนหมอนมุ้ง สิ่งของต้องห้ามเต็มไปหมด จนสามารถซุกซ่อนอุปกรณ์โทรศัพท์ ยาเสพติด อุปกรณ์เล่นพนัน แต่ยุคของ พล.อ.ไพบูลย์ ได้เข้าเคลียร์สิ่งของ เหล่านั้นหมดจากกฎเหล็กที่เกิดขึ้น”

นอกจากนี้ ยังยกระดับนโยบายให้กระชับขึ้นเป็น 3 ส. 7 ก. โดย 7 ก. คือ 1.กักขัง 2.แก้ไข 3.ยึดหลักกฎหมาย 4.วางกรอบ 5.กลั่นกรอง คือ การจำแนก จัดชั้นผู้ต้องขัง และการพัก/ลดการลงโทษ 6.ให้กำลังใจ และ 7.กลับตัว และ 3 ส.ในการปฏิบัติหน้าที่ คือ สะอาด สุจริต และเสมอภาค

ภาพประกอบข่าว