“ตลกและเจ็บปวด”เสียงจากตร.ชั้นผู้น้อย ในวันรอคิวรับปืนกระบอกแรกในชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2560 เวลา 20:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/531786

"ตลกและเจ็บปวด"เสียงจากตร.ชั้นผู้น้อย ในวันรอคิวรับปืนกระบอกแรกในชีวิต

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด ภาพ…เฟซบุ๊ก Police News Varieties

ได้รับความสนใจกว้างขวาง สำหรับภาพบรรยากาศตำรวจจำนวนมากที่กำลังต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรับอาวุธปืน สำหรับใช้ป้องกันชีวิตและพิทักษ์ทรัพย์สินของประชาชน บ้างยืนรอ บ้างนอนรอ บ้างถอดรองเท้าวางแสดงตัวตน ณ กองสรรพาวุธ สำนักงานส่งกำลังบำรุง

ความแออัดยัดเยียดดังกล่าวเล่นเอาตำรวจรายหนึ่งถึงขั้นระบายผ่านบทความในเว็บไซต์ Police News Varieties ตัดพ้อพร้อมกับตั้งคำถามถึงความสง่างามของอาชีพตัวเอง

“…ทุกท่านรู้ไหมครับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต้องออกสตางค์ซื้ออาวุธปืนเองเพื่อมาปกป้องพิทักษ์รับใช้ปวงประชาเองมีใครรู้บ้างไหมแถมยังต้องมานอนค้างอ้างแรมตามข้างๆอาคาร เพื่อรอแย่งชิงการต่อคิวแบบทุลักทุเล เหมือนคนแย่งชิงกันอะไรสักอย่าง เห็นเเล้วสมเพชเวทนาตัวเองความสง่างาม ความสมเกียรติ และศักดิ์ศรีในการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของตัวผมเองเริ่มมองไม่เห็นเห็นแต่ละคนทุลักทุเล เร่งรีบ รีบร้อน…” ช่วงหนึ่งในบทความระบุ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อาวุธปืนที่ตำรวจนั่งเฝ้ารอในวันดังกล่าวเป็นโครงการที่ริเริ่มในยุค พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็นผบ.ตร. เมื่อได้อนุมัติจัดหาอาวุธปืนพกสั้น ยี่ห้อซิก ซาวเออร์ พี 320 เอสพี จากประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการตำรวจ โดยเคาะราคาที่ 23,890 บาท และได้รับกว่าความสนใจจากตำรวจลงทะเบียนสั่งซื้อนับแสนกระบอก โดยสั่งซื้อเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2558 มีหลักเกณฑ์กำหนดว่าห้ามจำหน่ายหรือโอนต่อให้กับบุคคลอื่น

ซิก ซาวเออร์ พี 320 เอสพี ภาพจาก range365.com

สิบตำรวจตรี นายหนึ่งที่ต่อคิวรับปืนเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา บอกกับโพสต์ทูเดย์ว่า การได้ปืนใหม่เป็นเรื่องน่ายินดีมาก เนื่องจากปืนพกของรัฐบาลมีอายุเก่าแก่อายุ 20-30 ปี เป็นลักษณะลูกโม่ .38 หรือที่เรียกกันว่า ปืนหางหนู หากใครไม่มีกำลังทรัพย์ก็จำเป็นต้องเบิกปืนเหล่านี้ไปใช้ ซึ่งสภาพและประสิทธิภาพนั้นเป็นไปตามอายุ

“ของหลวงมันเก่ามาก ถ้าใครมีเงินก็ซื้อใหม่ ใครไม่มีก็ต้องเบิกใช้ แต่ไม่รู้ว่าจะยิงแตกไม่แตก ไม่ออกบ้างก็มี ไม่รู้หรอกกระบอกนี้ดีหรือไม่ดี ตอนเบิกถ้าเห็นสภาพชำรุดก็ต้องเขียนตำหนิเอาไว้ เอาไปใช้แล้วเกิดมีตำหนิมากกว่าเดิมก็ต้องซ่อมให้เขาด้วย” สิบตำรวจเล่าถึงปัญหาของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

สำหรับปืนลูกโม่ของรัฐบาลนั้นบรรจุกระสุนได้เพียงแค่ 6-8 นัด ขณะที่ซิก ซาวเออร์ พี 320 เอสพี มีขนาด 9 มม. ประเภทกึ่งออโตเมติก บรรจุกระสุนได้ 17 นัด วัสดุทำจากโพลิเมอร์มีน้ำหนักเบา ลำกล้องขนาด 3.9 นิ้ว และมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในสหรัฐฯ นั้นนิยมใช้

“อาวุธดีมันอุ่นใจ สมมุติสถานการณ์จริง มีโจรจำนวน 5-6 คน ใช้ปืนลูกโม่กระสุน 6 นัดก็ยากจะรับมือ ยิงออกบ้างไม่ออกบ้าง แม่นหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่กระบอกนี้มี 17 นัด มา 4-5 คนก็พอมีโอกาสควบคุมสถานการณ์ได้”

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ตำรวจหนุ่มรายนี้เดินทางไปรับปืนที่กองสรรพาวุธ ตั้งแต่เวลา 1.00 น. ก่อนเวลาแจกบัตรคิว 6.00 น. และเริ่มส่งมอบอาวุธจริงในช่วง 8.00 น. ผู้ที่ได้รับมอบแล้วต้องเดินทางไปลงทะเบียนต่อที่แผนกอาวุธปืน กรมการปกครอง วังไชยา เขตดุสิต กทม.

“มีคนไปรอรับประมาณ 3,000 คน บางคนไปรอข้ามวัน ตั้งแต่สามทุ่มเลยก็มี มาจากต่างจังหวัดทั่วประเทศ ผมไปตอนตีหนึ่ง ได้ปืนจริงประมาณบ่ายสองโมง มันเป็นกระบอกแรกในชีวิตราชการเลยรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยครับ”

ภาพรองเท้าที่เรียงต่อกันแทนการจองคิวที่ปรากฎในสังคมออนไลน์เป็นแนวคิดริเริ่มของผู้ที่มาก่อนเวลาแจกจ่ายจริง

“คนมาก่อนเขาไม่อยากยืนก็เริ่มวางรองเท้าจองคิวไว้ บางคนมีรองเท้าคู่เดียว พอรอนานเข้าก็ยอมเดินเท้าเปล่าไปหาของกินเลยก็มี บางคนเป็นปืนกระบอกแรกในชีวิตไม่เคยรับมาก่อน ลางานจากต่างจังหวัดมาก็ทำอะไรไม่ค่อยถูก ระบบจัดการยังไม่ดีเจอคนจำนวนมากภาพเลยทุลักทุเลแบบที่เห็น”

ทั้งนี้นอกจากปืนแล้ว อุปกรณ์ส่วนตัวพื้นฐานต่างๆ นั้นล้วนแต่ต้องใช้เงินส่วนตัวซื้อมาทั้งสิ้น ทำให้ความพร้อมของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป นับเป็นสิ่งที่ตำรวจทุกคนอยากให้ปฏิรูป

“มันตลกและเจ็บปวดเหมือนกัน ที่ต้องมานั่งต่อคิวยาวๆ แบบนี้เพื่อรับปืน จริงๆ ทุกอย่างทั้งร่างกาย ตำรวจซื้อเองหมด เสื้อผ้า รองเท้า อาวุธ ความพร้อมของแต่ละคนก็เลยแตกต่างกันไปตามเงินที่ตัวเองมี ถ้าจะต้องปฎิรูปวงการตำรวจปัจจัยพื้นฐานนั้นสำคัญมาก ถ้าสภาพตำรวจยังไม่พร้อม ประชาชนจะไว้ใจได้อย่างไร” ตำรวจมือใหม่ทิ้งท้าย

 

ศึกสนามสอบ ติวเข้า ป.1 สมองเด็กถูกลดทอน-จินตนาการหด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2560 เวลา 06:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/531501

ศึกสนามสอบ ติวเข้า ป.1 สมองเด็กถูกลดทอน-จินตนาการหด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

เป็นข่าวดังไม่กี่วันก่อน สถาบันกวดวิชาระดับอนุบาล 3 เข้า ป.1 โรงเรียนในเครือสาธิต ค่าเรียนระดับแสน แต่มาตรฐานต่ำ เพราะใช้กำลังควบคุมพฤติกรรมและทำร้ายเด็ก จนมีการร้องให้กระทรวงศึกษาธิการตรวจสอบว่าตั้งมาถูกต้อง มีใบรับรองหรือไม่ รวมไปถึงโรงเรียนกวดวิชาฟันน้ำนมอีกหลายสิบแห่งที่ผุดขึ้นในเมือง กลายเป็นธุรกิจทองคำในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

คำถามมากมายถึงระบบการศึกษาปฐมวัยบ้านเรา มันหนักเกินไปสำหรับเด็กอนุบาล 3 ในวัย 5-6 ขวบ หรือไม่ที่ต้องเข้าโรงเรียนกวดวิชา แน่นอนแม้ระบบไม่ได้บังคับต้องสอบเข้า ป.1 ทุกคน แต่สังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ผู้ปกครองต่างอยากให้บุตรหลานเรียนโรงเรียนดีๆ เป็นพื้นฐานยาวถึง ม.6 ก็เป็นตัวเร่งให้เด็กเล็กต้องเคร่งเครียดต่อการเรียนอย่างจริงจังมากกว่า การเรียนให้สนุก เรียนรู้กับธรรมชาติตามพัฒนาการของเด็ก

มีข้อเสนอที่น่าสนใจจากคณะอนุกรรมการเด็กเล็ก ในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา หลายเดือนก่อน ให้ยกเลิกการสอบเข้าเรียนชั้น ป.1 เพราะไม่อยากให้มีการแข่งขันจนเด็กเกิดความเครียด เนื่องจากไม่ได้เกิดคุณภาพกับตัวเด็กมากเท่าที่ควร ยังส่งผลต่อกล้ามเนื้อสมองของเด็กในวัยนี้ด้วย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานคณะอนุกรรมการเด็กเล็กผู้เสนอเรื่องนี้ กล่าวกับโพสต์ทูเดย์ว่า เรื่องนี้ต้องเปลี่ยนแนวคิดและวางรากฐานการสอนเด็กปฐมวัยกันใหม่ เนื่องจากปัจจุบันรอยต่อช่วงการเรียนอนุบาลถึงชั้น ป.1 ซึ่งมีความสำคัญ ยังมีช่องโหว่มากเพราะเมื่อเด็กจากชั้นอนุบาลต้องไปเรียน ป.1 ใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ พละ ศิลปะ ดนตรี และสังคม จะเห็นได้ว่าเป็นสัดส่วนทางวิชาการที่มากเกินไปสำหรับเด็ก เพราะเด็กส่วนใหญ่อาจยังไม่มีความพร้อม แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ได้เก่ง

“เด็กบางคนอาจจะยังอ่านไม่ออก หรือเขียนไม่ได้ หรือไม่เก่งด้านตัวเลขพื้นฐาน แต่เด็กเหล่านี้มีความสามารถด้านอื่นตามพัฒนาการของสมอง ทั้งจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การกล้าแสดงออก ซึ่งเป็นเรื่องและกิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็กกลุ่มอายุเหล่านี้ แต่เรากำลังกดดันเด็กด้วยความรู้ทางวิชาการที่มากเกินไป” ดารณี อธิบาย

ดารณี อธิบายว่า พ่อแม่มักตั้งความหวังว่าเมื่อเรียนอนุบาลเด็กจะต้องอ่านออกเขียนได้ ต้องพร้อมสำหรับการเรียนในชั้น ป.1 จึงเกิดผลกระทบตามมากับเด็ก และเป็นการสร้างแรงกดดันที่มากเกินไป และทุกวันนี้มีเด็ก ป.1 ที่ไม่พร้อมจะเรียนจำนวนมาก ทั้งๆ ที่เด็กเหล่านี้มีสติปัญญาที่ดี แต่เราวางให้เขาไม่ถูกกับจังหวะของการพัฒนาทางสมอง

ดารณี ยกตัวอย่างว่า พ่อแม่ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนอนุบาลที่มีการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับหลักพัฒนาการทางสมอง ให้โอกาสเด็กได้เรียน ได้เล่น ได้ทดลอง สร้างความเชื่อมั่น ไม่ได้เน้นจับเด็กมานั่งอ่านเขียนเป็นห้องเรียน ซึ่งเด็กก็มีความพร้อมเช่นกัน แต่เมื่อย้ายมาเรียน ป.1 เด็กก็ไม่พร้อมจะมาอ่านออกเขียนได้ ทั้งๆ ที่มีความพร้อมด้านอื่นมา เช่น ควบคุมอารมณ์ได้ มีวินัย กล้าแสดงออก มีความสุข แต่เมื่อถูกจับเข้าห้องเรียนก็เหมือนถูกจับยัดเข้ากรง เด็กก็ไม่พร้อมจะทำให้สำเร็จ สอบก็ไม่ผ่าน ทั้งๆ ที่เด็กมีความรู้ มีความพร้อม มีศักยภาพ แต่ถูกระบบครอบไว้เป็นเช่นนี้

“เราจึงเห็นเด็กจำนวนมากไม่มีความสุขเมื่อมาเรียน ป.1 ทำให้มีผลต่อสภาพจิตใจของเด็ก และลดทอนความสามารถของตัวเด็กเอง ทำให้ขาดความมั่นใจ” ดารณี ฉายภาพสถานการณ์ในปัจจุบัน

ดารณี อุทัยรัตนกิจ

แต่ความคิดดังกล่าวของผู้ปกครองและผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งหนึ่งที่ดารณีเห็นมาตลอดวิชาชีพครูจนถึงวัยเกษียณมาแล้วกว่า 5 ปี คือ เด็กที่เข้าสู่ระบบการเรียนรู้ที่ดีดังที่ผู้ใหญ่เห็นควร กลับได้ผลลัพธ์ที่ล้มเหลวไม่น้อย เพราะขาดการเชื่อมต่อในช่วงอายุสำคัญคือช่วงปฐมวัย เมื่อเด็กอยู่ในวัยที่สมองกำลังพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ความสนุก การเรียนรู้และการจดจำ กลับถูกยัดเยียดด้วยความรู้ทางวิชาการที่มากเกินไป

ดารณี เสริมว่า ข้อเท็จจริงเด็กพร้อมจะทำตามพ่อแม่ ครู เพราะในวัยนี้พวกเขาต้องการเป็นที่รัก เด็กจะว่านอนสอนง่ายมาก แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่เลือกตั้งความหวังกับเด็ก ที่พาไปติวเพื่อสอบเข้า ป.1 เพื่อหวังจะได้เข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงที่มีคุณภาพ เด็กก็ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร เพราะเขารู้แต่เพียงว่าอยากทำให้พ่อแม่ เมื่อสอบไม่ผ่านก็จะเกิดความรู้สึกผิดหวัง ทั้งๆ ที่เขาอาจจะมีศักยภาพที่เก่งกว่าเด็กที่เรียนดีก็ได้ เขามีความสุขที่จะเรียนรู้ หรือได้เข้าเรียน ป.1 แต่สอบไม่ผ่านเพียงเพราะเขาอ่านข้อสอบนั้นไม่ออก หรือตีความไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เก่ง นั่นคือสิ่งที่เรากำลังเดินผิดทาง

“รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องนี้ เพราะการพัฒนาเด็กจะต้องมามองที่ปฐมวัย ให้มีรากฐานที่มั่นคงในการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต เพราะเด็กช่วงนี้จะเป็นช่วงที่สมองเติบโตเร็วที่สุด และพร้อมที่จะรับการเรียนรู้ที่เหมาะสม สอนง่าย แต่ผู้ที่เข้าใจและสำคัญที่สุดคือคนเป็นพ่อแม่ต้องตระหนักกับเรื่องนี้ สิ่งที่เราเสนอคือต้องสร้างความตระหนักให้ทั้งสังคมเห็นว่าการปฐมวัย ช่วงตั้งแต่ 0-8 ขวบ เป็นพื้นฐานทั้งชีวิตของเขา”

เธอย้ำว่า หลักสูตรประถมศึกษาตอนต้นต้องเปลี่ยน ไม่ต้องเน้นเรียน 8 กลุ่มวิชาแล้ว แต่ต้องยึดให้มีการเรียนการสอนแบบต่อเนื่องจากอนุบาล ขณะเดียวกันก็เตรียมความพร้อมให้มีทักษะอ่านออกเขียนได้พร้อมกัน ก่อนจะไปถึงชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่เราจะเรียกใหม่ว่าเป็นระบบทางการ ซึ่งไม่ใช่เริ่มตั้งแต่ชั้น ป.1

ประเด็นสำคัญคือ เด็กต้องคิดได้ แก้ปัญหาได้ มีวินัย มีความสุข ใฝ่เรียนรู้ มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ มีจินตนาการ ซึ่งต้องสร้างความสมดุลของสมองทั้งสองซีก ทั้งฝั่งจินตนาการความคิด และด้านการเรียนรู้

ดารณี ทิ้งท้ายว่า ขณะนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อวางรากฐานให้กับอนาคตของชาติอย่างมั่นคง และเราได้เลิกพูดถึงปัญหาแล้ว เพราะได้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าสาเหตุของปัญหาคืออะไร เรารู้ว่าต้องทำอะไรแล้ว และมั่นใจว่าเราจะเห็นภาพที่ดีร่วมกันในอนาคต

“เลิกมองเสียทีว่าเด็กเก่งแล้วจะมีความสุข แต่ให้มองว่าเมื่อเด็กมีความสุข เด็กจะเก่งเอง เด็กต้องรู้วิธีการแก้ปัญหาให้กับตัวเอง รู้จักคิดกับเรื่องง่ายๆ ไม่ใช่เราตีกรอบให้เขาไปในทุกเรื่อง” ดารณี ย้ำ

 

“บัตรแมงมุม” ต้องช่วยให้ค่าโดยสารถูกลง ไม่ใช่แพงขึ้น?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2560 เวลา 19:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/531404

"บัตรแมงมุม" ต้องช่วยให้ค่าโดยสารถูกลง ไม่ใช่แพงขึ้น?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ความสนใจพุ่งมาที่บีทีเอสทันที หลังมีกระแสข่าวว่า บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ให้ความเห็นถึงการเปิดใช้ระบบตั๋วร่วมหรือบัตรแมงมุมเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ จะส่งผลให้ค่าแรกเข้าหรือค่าโดยสารของรถไฟฟ้าสายต่างๆ มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านซ่อมบำรุง จากปริมาณผู้โดยสารที่ขยายตัวหลังเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้า

เมื่อได้ยินว่าจะ “ขึ้นราคา” ประชาชนคนเดินทางเลยวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่น

จำนวนผู้โดยสารมากไม่ใช่เหตุผลให้ขึ้นราคา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

รถไฟฟ้าสายสีเขียวของบีทีเอสนั้นมีปริมาณผู้โดยสารราว 9 แสนคน/วัน คาดว่าภายใน 3 ปีปริมาณผู้โดยสารจะเติบโต 120% เป็น 2 ล้านคน/วัน หลังการเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี และรถไฟฟ้าสายสีเหลืองลาดพร้าว-สำโรง ตัวเลขผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น นำมาซึ่งรายได้และต้นทุนในการบริหารจัดการ

ธีรวุฒิ สถิตภัทรกุล เจ้าของแคมเปญ “เปลี่ยนซะทีเหอะ…ที่กั้นรถไฟฟ้าให้มันไม่กระแทกสะโพกจนม่วง” โดยรณรงค์ผ่านเว็บไซต์ change.org เมื่อช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา บอกว่า ต้องคำนึงถึงรายละเอียดในสัญญาสัมปทานว่ากฎหมายอนุญาตให้บีทีเอสขึ้นราคาได้หรือไม่ แต่หากนับเฉพาะเรื่องของบัตรแมงมุม คงไม่มีเหตุผลเพียงพอให้เพิ่มค่าโดยสาร

“ประชาชนใช้บริการเพิ่มขึ้น รายได้ก็มากขึ้นและการซ่อมบำรุงก็มากขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว แต่อาจมีเหตุผลอื่นๆ อย่างรายละเอียดในสัญญาสัมปทานที่อนุญาตให้เพิ่มขึ้นได้”

เขาตั้งคำถามว่า สำหรับภาคประชาชนหากพิจารณาแล้วว่า การขึ้นราคานั้นไม่สมเหตุสมผลสามารถรวมตัวไปยื่นเรื่องต่อศาลได้หรือไม่ เพราะถือเป็นการผูกขาดการให้บริการ ด้านบีทีเอสเอง หากเห็นว่าการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าหลายสายจะทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ก็อาจขายกิจการให้ผู้ที่สามารถดำเนินการมาบริหารหรือเปิดให้บริษัทเอกชนรายอื่นเข้ามาประมูลกิจการก็ได้ เชื่อว่ามีหลายประเทศต้องการมาลงทุนระบบขนส่งมวลชนในไทย

สำหรับสิ่งที่บีทีเอสควรปรับปรุงทั้งในระยะเร่งด่วนและอนาคต นั้นมีมากมายในมุมมองของชายหนุ่ม เช่น

– เรื่องชื่อสถานีที่ควรระบุให้ตรงกันเพื่อประโยชน์และความเข้าใจของประชาชน ตัวอย่างเช่น สถานีอโศกของบีทีเอสและสุขุมวิทของเอ็มอาร์ที หรือสถานีจตุจักรและหมอชิต , เครื่องมือช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน อาทิ หน้ากากกันควันจำนวนเพียงพอ หรือถังดับเพลิงในจุดที่สามารถเข้าถึงได้

– เรื่องระบบการจ่ายเงินและการเชื่อมต่อระหว่างรถไฟแต่ละสาย ในต่างประเทศมีการเชื่อมโยงสายต่างๆนับสิบเส้นทางเข้าสู่การบริการรายเดียวมาเป็นสิบๆ ปีซึ่งทุกอย่างสามารถออกแบบระบบให้เป็นไปด้วยความสะดวกสบายได้

– การอำนวยความสะดวกแก่คนพิการ แม้มีกฎหมายระบุ แต่สภาพจริงยังไม่ครอบคลุม

– ความสะดวกเรื่องอินเตอร์เน็ตไวไฟ

– เรื่องสิทธิ์ อาทิ เก้าอี้สำหรับสตรี คนแก่ คนพิการ ในต่างประเทศมีแยกเฉพาะและมากกว่านี้ ไม่ใช่ทั้งโบกี้มีเก้าอี้เดียว ไม่สอดคล้องกับโน้มโน้มสังคมผู้สูงอายุ

– เรื่องที่กั้นประตูที่ในต่างประเทศแทบไม่มีความจำเป็นในการใช้บานพับลักษณะนี้ เพราะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้

– จำนวนขบวนรถที่ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

– สิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานีอาทิ ห้องน้ำ รถเข็นคนพิการ หรือลิฟต์ ก็ยังมีไม่เพียงพอ

“ทั้งหมดเป็นเพียงคำแนะนำในการปรับปรุงบริการที่เชื่อว่าตลอดการให้บริการของBTS มีคำแนะนำสิ่งเหล่านี้ แต่ยังไม่มีการพัฒนาขึ้นเลย สุดท้ายผู้บริโภคก็ต้องดำเนินการเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายอยู่ดี กับบริการที่ไม่มีทางเลือกทุกธุรกิจอยู่บนการปรับตัว แน่นอนว่าธุรกิจขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ก็ยากที่จะหาบริการมาทดแทน แต่อะไรก็ไม่แน่นอน หากหยุดการพัฒนาและปรับปรุงตัวเองธุรกิจนั้นย่อมถึงคราวล่มสลาย” ธีรวุฒิบอก

ณิชนันท์ ตัญธนาวิทย์ ผู้โดยสารสาว บอกว่า การอ้างเรื่องบัตรแมงมุงเพื่อขึ้นราคาค่าโดยสาร นับเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภค ทั้งที่ระบบตั๋วร่วมนั้นส่งเสริมให้คนหันมาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมาบีทีเอสก็เพิ่งปรับราคาขึ้นมา 1-3 บาท

“ราคาขึ้น ตรงข้ามกับคุณภาพที่มีปัญหาประจำ บีทีเอสไม่เคยมีระบบแจ้งปัญหากับผู้โดยสารหรือขอโทษเวลาเกิดปัญหาสักครั้ง ตรงนี้จะชดเชยเวลาที่เสียไปของคนโดยสารยังไง จนถึงปัจจุบันเราก็ยังต้องมาแลกเหรียญ เติมเงินกันอยู่วนไป ชานชะลาก็ไม่มีระบบบอกเวลา เป็นปัญหาซ้ำซากที่ทุกคนรู้ ทุกคนก็บ่น แต่ก็ไม่เคยได้รับการแก้ไข”

ผู้โดยสารสาวบอกว่า การมีผู้ให้บริการเพียงเจ้าเดียวในลักษณะผูกขาดนั้นเป็นปัญหาใหญ่ ผู้โดยสารไม่มีทางเลือก และต้องทนรับกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

“ผลประกอบการของบีทีเอสนั้นมีแต่กำไร จากรายได้หลากหลายช่องทาง ทั้งเดินรถ โฆษณาและอสังหาริมทรัพย์ น่าจะบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ โดยไม่ผลักภาระให้กับผู้บริโภคจนเกินไปแบบนี้”

ต้องลดราคาไม่ใช่เพิ่ม

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฝ่ายโยธาและจราจร และผู้ติดตามปัญหาระบบการขนส่ง บอกว่า บัตรแมงมุมนั้นทำให้ประชาชนสะดวกสบายและหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้นจนนำไปสู่รายได้ที่เติบโต ที่สำคัญในอนาคตการลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าหลายสายของรัฐบาลยังเป็นการส่งเสริมให้บีทีเอสและบีอีเอ็มได้รับประโยชน์จากจำนวนผู้โดยสาร

“บีทีเอสและเอ็มอาร์ทีเหมือนเป็นไข่แดง รัฐเอาผู้โดยสารมาป้อนให้จากรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ในอนาคต หมายถึงเอาเงินมาเพิ่มให้โดยเขาไม่ต้องลงทุนเลย ต้นทุนในการบริหารจัดการและบำรุงรักษานั้นเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่รายรับได้สูงกว่าในระดับที่ควรพิจารณาลดค่าโดยสารลงได้” ดร.สามารถ บอกด้วยว่า ทิศทางสร้างรายได้ในอนาคตและผลประโยชน์ของประชาชน คือสิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรนำไปเจรจากับผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ ตามสัญญาสัมปทานกำหนดให้บีทีเอสสามารถปรับค่าโดยสารที่เรียกเก็บได้ทุก 18 เดือน แต่ต้องไม่เกินเพดานอัตราค่าโดยสารในอัตรา 20.11–60.31 บาท ขณะที่กรอบค่าโดยสารปัจจุบันอยู่ที่ 16-44 บาท อย่างไรก็ตามหากข้ามไปใช้เส้นทางส่วนต่อขยายของกทม. ด้วย จะทำให้ค่าโดยสารสูงสุดถึง 59 บาท

บีทีเอสเคยให้ข้อมูลว่า บีทีเอสมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงเพิ่มขึ้นตลอด 4 ปี โดยบางรายการสูงขึ้นถึงร้อยละ 20 เช่น ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มสิ่งอำนวยตวามสะดวกและการบริการเช่น การสั่งซื้อรถไฟฟ้าเพิ่มอีก 46 ขบวน ซึ่งจะเริ่มทยอยนำเข้ามาในประเทศไทยประมาณต้นปีหน้า การปรับปรุงระบบตั๋วโดยสารซึ่งจะเปลี่ยนตู้จำหน่ายบัตรโดยสารเป็นระบบสัมผัส (Touch Screen) ทั้งหมด และสั่งตู้จำหน่ายตั๋วโดยสารที่รับธนบัตรมาติดตั้งในระบบเพิ่มขึ้นอีก 50 ตู้โดยจะเริ่มทยอยติดตั้งในปี 2561

ตั๋วร่วมใช้จริงปลายปี 61 ราคารอเคาะ

แหล่งข่าวจากสำนักบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผย ความคืบหน้าโครงการติดตั้งระบบตั๋วร่วม หรือ บัตรแมงมุมว่ายังคงเดินไปตามเป้าหมายที่ต้องเริ่มเชื่อมต่อระบบตั๋วร่วมภายในกลางปี 2561 โดยรถไฟฟ้าสามสายได้แก่ สายสีเขียวของบีทีเอส สายสีน้ำเงินของบีอีเอ็ม และสายสีม่วงของรฟม. จะสามารถติดตั้งระบบพร้อมเปิดใช้งานภายในเดือน พ.ย. 2561

หลังการเชื่อมต่อระบบบัตรใบเดียวจะส่งผลกระทบต่ออัตราค่าโดยสารอย่างไร ต้องรอกระทรวงคมนาคม คณะกรรมการบริหารตั๋วร่วมศึกษาและเจรจากับผู้ประกอบการ รวมถึงการออกข้อบังคับทางกฎหมายและเงื่อนไขที่เอกชนต้องปฏิบัติ ซึ่งอยู่ในพรบ.ตั๋วร่วม ที่คาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบภายในเดือน ม.ค. 2561

 

ข้อกังวลร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อม รัฐรับปาก‘แก้ไขให้ในส่วนที่ได้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2560 เวลา 07:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/531107

ข้อกังวลร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อม รัฐรับปาก‘แก้ไขให้ในส่วนที่ได้’

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2560 เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เข้ายื่นหนังสือถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เพื่อให้ “ยุติ” การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ…. ด้วยเหตุผลว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในกระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบ แม้ที่ประชุม สนช.จะมีมติเห็นชอบรับหลักการวาระแรกไปแล้ว พร้อมให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษากำหนดระยะดำเนินการใน 57 วัน

อะไรคือข้อกังวลของเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อร่างกฎหมายฉบับนี้

คำตอบจาก ประสิทธิชัย หนูนวล หนึ่งในตัวแทนเครือข่ายประชาชนฯ อธิบายคำตอบต่อคำถามนี้อย่างน่าสนใจว่า ในร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีหมวดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้น จะเป็นใบผ่านทางให้กับเมกะโปรเจกต์หรือโครงการขนาดใหญ่ในทุกเรื่อง และการประเมินไม่ได้ทำให้ชุมชนหรือในพื้นที่โครงการได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะในด้านสิ่งแวดล้อม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เพราะรายงานประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญของการเกิดโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมามันเกิดขึ้นง่ายอย่างมาก และผลที่ผ่านมาไม่มีชุมชนใดเห็นด้วยกับโครงการต่างๆ แม้แต่พื้นที่เดียว เพราะมันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก เสียงของชาวบ้านไม่ได้รับการรับฟัง สร้างไปแล้วก็มีผลกระทบ เพราะการประเมินเป็นเรื่องที่ไม่รอบคอบและไม่ครอบคลุมใส่ใจกับปัญหาของสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

“ที่ผ่านมาเจ้าของโครงการเป็นผู้ว่าจ้างให้มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผู้ว่าจ้างก็ต้องทำทุกอย่างให้ผลประเมินผ่าน ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้เงินค่าจ้าง สิ่งที่เครือข่ายประชาชนต้องการคือให้แก้ตรงนี้ อยากให้หน่วยงานกลางมาเป็นผู้ประเมินและไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการ องค์ประกอบนี้จะทำให้ผู้ถูกว่าจ้างมีอิสระในการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม”

ประสิทธิชัย ให้ความเห็น และสำทับอีกว่า เมื่อโครงการใดๆ ที่อนุมัติแล้วหากเกิดผลกระทบจะต้องมีผู้รับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญา กฎหมายควรได้รับการแก้ไขในประเด็นนี้ด้วย เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีกฎหมายบังคับให้เจ้าของโครงการต้องรับผิดชอบหากเกิดข้อผิดพลาดตามมาจากโครงการ

กระนั้นแกนนำเครือข่ายประชาชนฯ ผู้นี้ ยืนยันว่าไม่ได้ปฏิเสธการร่างกฎหมายส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฯ เพราะอย่างไรเสียก็ไปขวางการพัฒนาไม่ได้ หากแต่ตั้งความหวังว่าการพัฒนานั้นจะต้องอยู่ร่วมกับชุมชนได้ และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ซึ่งน่าจะเป็นหัวใจของกฎหมายในการส่งเสริมและคงไว้ซึ่งคุณภาพของสิ่งแวดล้อม ด้วยการประเมินผลกระทบอย่างถูกต้อง และนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าทางด้านสิ่งแวดล้อมของชาติ

“ผมยกตัวอย่างแบบนี้ เช่นที่ จ.กระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่แรมซ่าไซต์ (พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ) มีป่าชายเลนนับแสนๆ ไร่ สร้างรายได้การท่องเที่ยวอย่างมาก ต้องประเมินว่าจะพัฒนาต้องทำอย่างไรให้สอดรับและไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อมและสร้างเศรษฐกิจรายได้จากการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลกำลังเอาโรงไฟฟ้าถ่านหินยัดเข้าไป ซึ่งมันก็ผิดแล้ว”

สิงที่เครือข่ายประชาชนฯ จะจับตาคือร่าง พ.ร.บ..ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ ซึ่งสนช.รับปากเป็นมั่นเหมาะว่าจะนำข้อกังวลดังกล่าวไปพิจารณาต่อไป แต่ลึกๆ แล้วประสิทธิชัยไม่เชื่อเช่นนั้น เพราะตลอด 4 ครั้งที่ยื่นเรื่องไปยังรัฐบาลก็ไม่เคยได้รับการเหลียวแล แต่ต้องดำเนินการต่อเพราะเหตุผลว่าต้องปกป้องสิ่งแวดล้อม

ข้อกังวลของเครือข่ายประชาชนฯ จึงถูกโยนไปหา สนช.ที่ถูกคาดหวังว่าจะรับลูก และนำไปพิจารณา หากแต่จะเป็นดั่งความหวังนั้นหรือไม่

พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล สมาชิก สนช. และในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฯ ให้ความเห็นกับเรื่องนี้ โดยให้คำยืนยันว่าทุกข้อกังวลของเครือข่ายประชาชนฯ สนช.ได้รับไว้ทั้งหมดเพื่อพิจารณา และแน่นอนว่าสิ่งใดที่ทำให้ได้จะทำทันที แต่สิ่งใดที่ไม่ได้ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

“โดยเฉพาะกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการ เราก็พยายามหาช่องใส่เข้าไปในร่างกฎหมาย ซึ่ง สนช.ให้ความสำคัญเช่นกันไม่ต่างจากข้อกังวลของประชาชน” พล.ร.อ.วัลลภ ยืนยัน

เจตนารมณ์ของร่างกฎหมายฉบับนี้ พล.ร.อ.วัลลภ เล่าว่า เป็นการสะท้อนและเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 58 ที่รัฐหรือผู้ที่รัฐอนุญาตให้ดำเนินการโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือคุณภาพชีวิต ต้องให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบ รวมถึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อมาประกอบการพิจารณา

“เราก็ดำเนินการตามหลักนี้เพราะให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน และต้องการรักษาสิ่งแดล้อมด้วยเช่นกัน แต่เรื่องที่ไม่อาจทำให้ได้คือให้ถอนร่างกฎหมายนี้ออก ซึ่งมันทำไม่ได้ หรือให้ถอนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่ 9/2559 เพราะต่อให้มีหรือไม่มี รัฐก็จัดหาเอกชน หรือผู้ได้รับอนุญาตมาดำเนินการโครงการได้อยู่ดี แต่การลงมือก่อสร้างพัฒนาโครงการก็ต้องฟังผลประเมินผลกระทบ ซึ่งที่ผ่านมาเครือข่ายประชาชนก็เข้าใจดี” พล.ร.อ.วัลลภ ย้ำ

 

เปิดสถิติ 6 เดือน “รางวัลนำจับกทม.” จ่ายจริงแค่ไหน-ได้เงินกี่คน ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2560 เวลา 18:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/531013

เปิดสถิติ 6 เดือน "รางวัลนำจับกทม." จ่ายจริงแค่ไหน-ได้เงินกี่คน ?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชายหนุ่มไม่พอใจอย่างมากที่ถูกวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างเฉี่ยวร่างกายทั้งที่เดินอยู่บนทางเท้า แถมยังส่งสายตาคล้ายกับว่าเขาเป็นคนผิดที่อยู่ตรงนั้นอีกต่างหาก เขาตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพพร้อมกับส่งไปยังกลุ่มไลน์ของกรุงเทพมหานคร ที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบของบ้านเมือง พ.ศ.2535

6 เดือนแล้วที่ กทม.ประกาศดำเนินนโยบายดังกล่าว และจากข้อมูลของสำนักเทศกิจ พบว่า มีพี่น้องประชาชนได้เงินไปเกือบ 1 แสนบาท จาก 406 คดีที่เปรียบเทียบปรับ

แจ้งความผิดกว่า 6 พันเรื่อง ได้เงินแล้วเกือบแสน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ในฐานะเจ้าหน้าที่ผมคิดว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จ เราสามารถกระตุ้นให้สังคมตื่นตัวเรื่องสิทธิบนพื้นที่สาธารณะและการกระทำความผิด” ธีรพันธ์ อธิรัฐธนภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ กทม. บอกถึงโครงการที่ดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะเปิดเผยสถิติต่างๆ ดังนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ธ.ค.)

ธีรพันธ์ บอกว่า ข้อหายอดนิยมที่ถูกแจ้งเบาะแสมากที่สุด ร้อยละ 90 คือ รถมอเตอร์ไซค์ขับรถบนทางเท้า อีกร้อยละ 10 เป็นข้อหาการขายของบนทางเท้าและขายในจุดห้ามขาย เช่น ป้ายรถเมล์ ทางเท้าที่คับแคบ

ทั้งนี้หากนำตัวเลขการแจ้งความเดือดร้อนของประชาชนจำนวน 6,108 มาเฉลี่ยเท่ากับว่าแต่ละเดือนจะมีผู้แจ้งความเดือดร้อนทั้งสิ้น 1,018 เรื่อง ขณะที่เงินที่กทม. จ่ายไปเท่ากับเฉลี่ยเดือนละ 16,342 บาท

ภาพ-สถานที่-รายละเอียดต้องชัด

หลังดำเนินนโยบายมาราว 6 เดือน ปัญหาหลักที่ กทม. พบคือการแจ้งเบาะแสไม่ครบองค์ประกอบที่สามารถนำไปสู่การดำเนินคดีได้ เช่น ภาพไม่ชัดเจน หรือระบุสถานที่ไม่ครบถ้วน หรือแม้แต่การเก็บสะสมภาพการกระทำความผิดไว้จำนวนมากแล้วส่งมาเรียกร้องพร้อมกันทีเดียว ทั้งหมดส่งผลต่อการตรวจสอบ

“กว่า 400 คดีที่เราเปรียบเทียบปรับไป เจ้าหน้าที่ค่อนข้างพอใจ อยากทำความเข้าใจกับประชาชนว่าบางคดีต้องใช้เวลา เนื่องจากหลายครั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทศกิจเท่านั้นแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากตำรวจและกรมการขนส่งทางบกด้วย”

ธีรพันธ์ อธิรัฐธนภรณ์

นโยบายรางวัลนับจับเคยถูกตั้งคำถามและมีบางฝ่ายกังวล มองเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนจ้องจับผิดและนำไปสู่ความรุนแรง อย่างไรก็ตามถึงวันนี้ผอ.เทศกิจเชื่อว่า ประชาชนเข้าใจตรงกันแล้วว่า หน้าที่ของพลเมืองคือการรับผิดชอบต่อสังคมส่วนร่วมและพื้นที่สาธารณะ

“กฎหมายก็คือกฎหมาย ผิดก็คือผิด ทำผิดแล้วอธิบายกับสังคมว่าถูกได้ไหม มันไม่ใช่เรื่องของการจ้องจับผิดหรือกลั่นแกล้งกัน แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า คุณทำผิดและต้องได้รับโทษ”

สรัล กุลสิงห์ ชายหนุ่มวัย30 ปี เคยได้รับเงิน 250 บาทจากการเเจ้งเบาะแสการขับขี่บนทางเท้าบอกว่า ในภาพรวมพอใจกับการดำเนินการของนโยบาย อย่างไรก็ตามขอแนะนำให้เพิ่มโทษปรับในอัตราสูงขึ้นและพัฒนาเรื่องการจ่ายเงินรางวัล

“การจ่ายเงินรางวัล ถ้าเราเจอการกระทำความผิดในเขตอื่นไกลบ้าน อาจลำบากและไม่คุ้มค่ากับเวลาเดินทางไปรับเงิน อนาคตน่าจะใช้วิธีการโอนเข้าบัญชีเลย”

ใส่รายละเอียดชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

ร่วมมือเพื่อความยั่งยืน

เป้าหมายต่อไปของกทม.และสำนักยุทธศาสตร์และประเมินคือการพัฒนาแอพพลิเคชั่นแจ้งเบาะแสเพื่อให้ทุกคนสะดวกและมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้นทั้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการและประชาชน

“เป็นระบบที่สามารถระบุพิกัดและส่งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่เพื่อดำเนินการปฏิบัติได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านศูนย์รับแจ้งอย่างสำนักงานเทศกิจ เมื่อเขตรับเรื่องแล้วสามารถตรวจสอบและรายงานผลผ่านระบบได้โดยตรง ด้านผู้บริหารและประชาชนก็สามารถตรวจสอบผลได้จากระบบ”

แอพพลิเคชั่นดังกล่าวดำเนินการไปแล้วประมาณ 30 เปอร์เซนต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2561

ธีรพันธ์ บอกว่า ความร่วมมือจากประชาชนนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากในเมืองหลวง ถ้าช่วยกันสอดส่องดูแล เคารพกฎกติกา ความก้าวหน้าทางสังคมจะเกิดขึ้น หากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้บังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว โดยไร้ความร่วมมือจากประชาชนเสียแล้ว ผลสำเร็จคงไม่เป็นไปตามความคาดหวัง

“นโยบายนี้เราได้ทางเท้าคืนให้กับประชาชน ไม่มีรถมาวิ่งหรือมีก็น้อยลงและเต็มไปด้วยคนสอดส่องดูแล”

ทั้งนี้สำหรับทางเท้าที่ยังมีปัญหาแผงค้าอย่างชัดเจนนั้น ผอ.เทศกิจบอกว่าอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข ตามความเร่งด่วนและเดือนร้อนในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ดียืนยันว่า ปัจจุบันไม่มีมาเฟียแผงค้าอย่างแน่นอน หากผู้ใดมีเบาะแสสามารถแจ้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ โทร 1555 ได้ทันที

“เมื่อก่อนเรามีจุดผ่อนผัน ที่ต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการที่มาจากหลายฝ่าย ทั้งตำรวจ กทม. ผู้ค้าผู้ประกอบการ แต่ปัจจุบันฝ่ายตำรวจไม่ยินยอมให้มีจุดผ่อนผันอีกแล้ว ทำให้ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย”

ผอ.เทศกิจได้บอกทิ้งท้ายว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทุกคนรู้จักหน้าที่และมีสำนึก ผู้ค้าเข้าใจความสำคัญของพื้นที่สาธารณะ ประชาชนไม่ซื้อสินค้าจากผู้กระทำผิด ผู้รักษากฎหมายทำหน้าที่อย่างจริงจัง

“ทุกคนต้องมีบทบาทและรักษาสิทธิรวมถึงเสรีภาพให้เสมอกันและไปด้วยกันอย่างมีความสุข”

 

วาระเดินสายลงพื้นที่ หว่านงบชิงมวลชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/530961

วาระเดินสายลงพื้นที่ หว่านงบชิงมวลชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขยันลงพื้นที่ ทั้งการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร 6 ภาค และยังลงพื้นที่ย่อยๆ อีกทุกสัปดาห์

แต่ละครั้งที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ใดทุ่มงบประมาณและโครงการสารพัด เพื่อเอาใจพี่น้องประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับโชว์ลีลาและลวดลายหยอดคำหวานเอาใจราวกับนักการเมืองที่กำลังลงพื้นที่หาเสียงในช่วงใกล้เลือกตั้ง

ไล่กันตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. “บิ๊กตู่” พร้อมคณะลงพื้นที่ จ.ตรัง ตรวจเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย พร้อมสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งอัดฉีดงบประมาณและมาตรการซับน้ำตาชาวตรังที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม และยังสั่งการให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดสร้างแฟลตให้ประชาชนแทนการไปปลูกบ้านในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก อีกไม่กี่วันถัดมาเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2560 “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่ จ.กาฬสินธ์ุ และไม่พลาดเทงบประมาณเอาใจคนพื้นที่เกือบ 2,000 ล้านบาท เป็นโครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ 305 ล้านบาท โครงการก่อสร้างถนน 4 เลน 3 โครงการ 1,400 ล้านบาท แถมยังแจกโค กระบือ และเครื่องจักรการเกษตร รวมถึงเครื่องสาวไหม 5 เครื่อง เครื่องละ 5 ล้านบาท

แต่การลงพื้นที่ที่น่าจับตาด้านความเคลื่อนไหวทางการเมืองมากที่สุด คือ การประชุม ครม.สัญจร เพราะการประชุมแต่ละครั้งแฝงด้วยนัยอนาคตทางการเมือง ไล่ตั้งแต่การประชุม ครม.สัญจรครั้งแรก ที่ จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. 2560 รัฐบาลเอาใจคนภาคอีสาน เทงบไปกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาภาคอีสานให้มีระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยด้วยโครงการรถไฟทางคู่ พร้อมอัดงบประมาณสนับสนุนโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อาทิ แผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2561 จำนวน 185 โครงการ งบประมาณ 1,399 ล้านบาท โครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง 8 พื้นที่เสี่ยง พร้อมสนับสนุนงบประมาณจำนวน 8,820 ล้านบาท จำนวน 348 โครงการ แผนฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 3,571 ล้านบาท และเร่งศึกษาโครงการการบริหารจัดการลำน้ำโขง ชี มูล หรือโครงการผันน้ำโขง

ต่อมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 2 “บิ๊กตู่” เลือกภาคกลาง ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรี ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ย. 2560 ครม.เทงบราวหมื่นล้านบาทด้วยการสนับสนุนยุทธศาสตร์พัฒนาภาคกลาง เน้นการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเกษตรแปรรูปโดยเฉพาะข้าว อาทิ สนับสนุนการปรับปรุงท่าเรือในลำน้ำเจ้าพระยา 17 แห่ง ให้ต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข หรือดอนเมืองโทลล์เวย์ เพื่อให้เชื่อมต่อสายเอเชียและก่อสร้างทางกลับรถบนถนนพหลโยธิน-มิตรภาพ สระบุรี-ทับกวาง หรือสร้างทางกลับรถบนถนนรังสิต-นครนายก และทางยกระดับข้ามคลองรังสิต เพื่อแก้ปัญหาจราจรและอุบัติเหตุในการกลับรถในช่องจราจร นอกจากนี้ สั่งศึกษาให้เปิดท่าเรือเฟอร์รี่ ระหว่างท่าเรือจุกเสม็ด สัตหีบ ท่าเรือบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และศึกษาข้อเสนอให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองกาญจนบุรี พื้นที่ 2,300 ไร่ และเห็นชอบโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคกลางที่มีพื้นที่เสี่ยงภัยรวม 84 ล้านไร่

ขณะที่การประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 3 ที่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2560 “บิ๊กตู่” ใจป้ำเทงบประมาณสนับสนุนภาคใต้ไม่น้อยหน้า อาทิ โครงการเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณ 3,800 ล้านบาท เน้นโครงสร้างพื้นฐาน การค้าการลงทุนและเกษตรกรรม โดยเฉพาะยางพาราและปาล์มน้ำมัน ทั้งยังสั่งศึกษาแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี

พร้อมกันนี้ “บิ๊กตู่” ยังใจดีแจกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรือที่อยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติให้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด 7 จังหวัด ได้แก่ ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส พังงา พัทลุง ระนอง และสุราษฎร์ธานี หวังเอาใจพี่น้องประชาชนที่ยากจนได้มีที่ดินทำกิน

ขณะที่การประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 4 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค.นี้ ที่ จ.พิษณุโลก และ จ.สุโขทัย รัฐบาลประกาศชัดเจนเตรียมกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคเหนือ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบในลุ่มน้ำหลักของภาคเหนือ ได้แก่ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน และพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ สอดคล้องกับ สมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นข้อเสนอให้ก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น พร้อมกับเปรียบเปรย “บิ๊กตู่” เหมือนพญาเหยียบเมือง มาถึงภาคเหนือจะเทงบประมาณน้อยกว่า 5,000 ล้านบาท น้อยหน้ากว่าภาคอื่นๆ ได้อย่างไร

การเดินสายของ “บิ๊กตู่” แม้นายกรัฐมนตรีย้ำเสมอว่า เพื่อดูงานติดตามความก้าวหน้า และต้องการมาเยี่ยมพี่น้องประชาชน รวมถึงต้องการถ่ายทอดสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า แม้ “บิ๊กตู่” ไม่ใช่นักเลือกตั้ง แต่การลงพื้นที่หว่านงบเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการเมืองในสงครามช่วงชิงมวลชนนั่นเอง

 

“เครื่องหยอดเหรียญบนรถเมล์”ประชาชนรับกรรม เมื่อขสมก.คือจุดอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2560 เวลา 20:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/530566

"เครื่องหยอดเหรียญบนรถเมล์"ประชาชนรับกรรม เมื่อขสมก.คือจุดอ่อน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

หลังเริ่มทดลองใช้งานเครื่องเก็บค่าโดยสารหยอดเหรียญ (Cash box) บนรถโดยสาร ขสมก.ได้ไม่นานก็เกิดปัญหา เมื่อเครื่องไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและยังไม่สอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริง ทำให้ บอร์ด ขสมก. สั่งยุติการติดตั้งเครื่องดังกล่าวบนรถเมล์ 1,800 คัน แต่ในส่วนที่ได้ดำเนินการแล้ว 800 คัน จะเร่งเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญา

คำถามก็คือ ความผิดพลาดของนโยบายที่เกิดขึ้นนั้นสะท้อนให้เห็นถึงอะไร เมื่อคนที่เสียประโยชน์คือประชาชน

ไม่คุ้มค่า ซื้อรถใหม่ยังดีซะกว่า

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ขสมก.ได้ทำสัญญากับ บริษัท ช.ทวี จำกัด (มหาชน) ในการเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมอุปกรณ์ (E-Ticket) และเครื่องเก็บค่าโดยสาร (Cash box) บนรถโดยสารจำนวน 2,600 คัน มูลค่าโครงการ 1,665 ล้านบาท ระยะสัมปทาน 5 ปี

หลังติดตั้งได้ 800 คัน ได้เกิดปัญหาทางเทคนิค เมื่อเครื่องหยอดเหรียญ (Cash box) มีข้อจำกัดในการใช้งาน เช่น ในชั่วโมงเร่งด่วน ที่รองรับไม่ไหว จนทำให้เกิดปัญหาจราจรเพิ่ม อีกทั้งเทคโนโลยีจะพัฒนาไปเป็น E-Ticket และบัตรแมงมุมหรือตั๋วร่วมทั้งหมดภายใน 2 ปี จะไม่มีการใช้เงินสดทุกอย่างจะใช้บัตรหมด

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ฝ่ายโยธาและจราจร และผู้ติดตามปัญหาระบบการขนส่ง บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อม เป็นโครงการที่มีการเตรียมการอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะ กล่องหยอดเหรียญ งบประมาณที่ขสมก. ลงทุนไป กลายเป็นความสิ้นเปลืองและซ้ำซ้อนเมื่อคิดว่า ขสมก. ได้เตรียมซื้อรถเมล์ใหม่อยู่แล้ว

“2,600 คัน 1,665 ล้านบาท ระยะสัมปทาน 5 ปี นั่นคือ ขสมก. ต้องจ่ายค่าเช่าคันละประมาณ 640,000 บาท นับว่าสูงมาก เงินจำนวนนี้สามารถซื้อรถเมล์เอ็นจีวีที่ ขสมก.กำหนดราคากลางไว้คันละ 3.65 ล้านบาท ได้ถึง 456 คัน”

“ผมเห็นด้วยที่ต้องมีอี-ทิกเก็ต เพราะเป็นการอำนวยความสะดวกและเป็นอนาคตรองรับการเชื่อมต่อกับระบบอื่น แต่ทำไมต้องรีบทำในเมื่ออนาคตเราต้องซื้อรถใหม่ เป็นความซ้ำซ้อนและเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ” เขาบอกและว่า ความผิดพลาดบ่อยครั้งของนโยบายเกิดจากการไม่ได้ทดลองอย่างจริงจัง ทำงานอย่างรอบคอบ อนาคตต้องทดลองจากสถานการณ์จริงเพื่อเข้าใจปัญหา

ด้าน แอดมินเพจ รถเมล์ไทย.คอม Rotmaethai.com ที่ติดตามความเคลื่อนไหนของรถเมล์ไทยอย่างต่อเนื่อง เห็นว่า ขสมก.เร่งรีบในการติดตั้งอุปกรณ์ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อม ขณะที่บริษัทรับงานก็ไม่พร้อมเช่นกัน นอกจากนั้นระบบดังกล่าวยังไม่เหมาะกับการใช้งานในสถานการณ์จริงและพฤติกรรมของผู้โดยสารด้วย

หน่วยงานไม่มีคุณภาพ

“ตกลงว่าอุปกรณ์นั้นใช้งานไม่ได้จริง ด้วยเหตุผลทางเทคนิคหรือในแง่ของวิธีการปฎิบัติงานที่ไม่สัมพันธ์กับพฤติกรรมของผู้โดยสาร ถ้าไม่สัมพันธ์ก็ต้องถามว่า คุณกำหนดเงื่อนไขแบบนี้ออกมาได้อย่างไร แต่หากเป็นความผิดพลาดของเทคโนโลยี ก็แสดงว่าเป็นความผิดของบริษัทรับจ้างที่ไม่สามารถผลิตของให้สัมพันธ์กับเงื่อนไขที่ ขสมก. กำหนดได้” ผศ.ประมวล สุธีจารุวัฒน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งคำถามกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ผศ.ประมวล ชี้ว่าจุดอ่อนของหลายหน่วยงานในประเทศไทยคือ ไม่มีแผนกที่ทำหน้าที่ในการพัฒนาการให้บริการประชาชนเป็นรูปธรรมเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้ว

“ไม่เคยโฟกัสไปที่การพัฒนาเซอร์วิสด้วยตัวเอง มีหน้าที่เดินรถอย่างเดียว พอถึงเวลามีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นมา ก็ทำการตั้งงบประมาณ เปิดประมูลและมีบริษัทเอกชนเข้ามาขายระบบให้ หน่วยงานรัฐไทยเป็นแบบนี้แทบทั้งหมด”

ในเวลาที่รัฐบาลประกาศนโยบายไทยแลนด์ 4.0 การทำงานของหน่วยงานภาครัฐกลับยังไม่มีแนวทางพัฒนาเดินหน้าไปอย่างชัดเจน

“ถ้าจะไป 4.0 แปลว่าในทุกรอบกระบวนการจัดซื้อของภาครัฐ ไม่ว่าอะไรก็ตาม รถถัง เรือดำน้ำ รถไฟ รถเมล์ เครื่องบิน ควรจะเอื้อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตัวเอง เพราะมูลค่าไม่น้อยและปริมาณการใช้งานนั้นต่อเนื่อง”

ความหมายที่เขาบอกคือทุกหน่วยงานต้องมีภารกิจและแผนกที่คอยเรียนรู้ ประเมินทิศทางการใช้งานของประชาชน เช่น ขสมก. ต้องรับรู้ปัญหา เข้าใจธรรมชาติและประเมินการเดินทางในอนาคตทั้งระยะสั้นและยาว รวมถึงสัมพันธ์กับระบบขนส่งอื่นๆ อย่างรถไฟด้วย

“ภาพที่เห็นในกรุงเทพฯ วันดีคืนดีซื้อรถมาโมเดลหนึ่ง ประตูหน้า-หลังเป็นแบบหนึ่ง วันดีคืนดีก็ซื้อมาอีกแบบหนึ่ง รถเมล์เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา แปลว่าสิ่งที่เขาคิดไม่ได้สัมพันธ์กับพฤติกรรมของผู้บริโภคเลย คนคิดไม่เคยขึ้นรถเมล์ สักแต่ว่าซื้อ ได้อะไรมาก็ใช้ไปก่อน ผิดกับในประเทศที่เจริญแล้ว อย่างญี่ปุ่นเขาพัฒนาบริการตามความต้องการของผู้โดยสาร”

ผศ.ประมวลบอกด้วยว่า การจัดซื้อจัดจ้างแบบทุกวันนี้นอกจากไม่ได้สิ่งที่ตรงกับธรรมชาติการใช้งานของประชาชน ยังเป็นการตัดช่องโอกาสที่ประเทศไทยจะพัฒนาเทคโนโลยีไปโดยไม่รู้ตัว

“ทำแบบนี้เราจะได้ซื้อของ แต่เราจะไม่เจริญ”

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ ขสมก.และหน่วยงานภาครัฐแห่งอื่นจะเรียนรู้และเข้าใจปัญหาของประชาชน จนสามารถดำเนินนโยบายที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างแท้จริง

 

ให้ทหารช่วยระวัง ‘เพื่อนบ้าน’ แอบลักลอบตัด ‘ไม้พะยูง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2560 เวลา 07:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/530295

ให้ทหารช่วยระวัง 'เพื่อนบ้าน' แอบลักลอบตัด 'ไม้พะยูง'

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

หากมองถึงความหมายและคุณค่าของ “ไม้พะยูง” ต้นไม้ชื่อดังของเมืองไทย กลับได้เห็นความหมายที่แตกต่างกัน

ค่าของไม้พะยูงของนายทุน มันคือเงินนับล้านบาท และต้องตัดขายสนองความต้องการของกำลังซื้อในกลุ่มเล็กๆ

ค่าของไม้พะยูงสำหรับชาวบ้านอาจคือความหวงแหนต้นไม้ใหญ่ในชุมชนของพวกเขา และบางส่วนก็มีค่าเพราะเม็ดเงินจากนายทุนเช่นกัน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

หรือค่าของไม้พะยูงสำหรับนักอนุรักษ์ อาจเป็นการสูญพันธุ์ของไม้พันธุ์นี้ที่กำลังคืบคลานมาในไม่ช้า

เป็นที่ทราบกันดีว่าไม้พะยูงกำลังถูกลักลอบตัดเพื่อนำไปขายให้กับนายทุนที่ต้องการไม้ชนิดนี้ เพราะมีความเชื่อว่า เป็นไม้มงคล หากนำไปปลูกบ้านจะช่วยให้พยุงฐานะดีขึ้น หรือประคองตัวเองให้อยู่รอดได้ อีกทั้งเนื้อไม้ที่มีสีแดงเลือดหมูยังสวยงาม เนื้อไม้ละเอียดทนทาน

ไม้พะยูงจึงราคาพุ่งเป็นหลักหลายล้านบาท และเป็นที่นิยมอย่างมากในบางประเทศแถบทวีปเอเชีย

ขณะที่ความต้องการไม้พะยูงไม่เคยหยุดหย่อน เจ้าหน้าที่อนุรักษ์ที่รับผิดชอบก็ทำหน้าที่อย่างหนักเพื่อปกป้องทรัพยากรของชาติไว้อย่าง แข็งขัน และส่วนหนึ่งก็ต้องข่มใจอดทนไม่ให้เห็นถึงผลประโยชน์จากเม็ดเงินหากคิดคดทุจริตตัดไม้ขายเสียเอง

ช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา เกิดเสียงปืนดังสนั่นที่อุทยานแห่งชาติ ทับลาน วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่รัฐพยายามหยุดแก๊งขบวนการตัดไม้พะยูงที่มีนายทุนต่างชาติบงการ เมื่อเข้าสกัดจึงเกิดการปะทะก่อนที่เสียงปืนจะสงบลง กระทั้งเข้าไปตรวจสอบเจ้าหน้าที่ก็แทบจะหมดอาลัย เพราะภาพตรงหน้าคือท่อนไม้พะยูงหลายท่อนที่ตัดเตรียมขนย้ายเอาไว้แล้ว

ไม่ใช่ภารกิจที่สำเร็จที่แม้คนร้ายจะหลบหนีไปบางส่วนและจับกุมได้อีกจำนวนหนึ่ง แต่เพราะมันเกิดการตัดไม้ไปแล้ว

“ไม้พะยูงแทบจะไม่เหลือในประเทศไทยแล้ว” เสียงจาก ชีวะภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) กรมป่าไม้ หลังเป็นหนึ่งในชุดที่เข้าสกัดแก๊งลักลอบตัดไม้พะยูงข้ามชาติ เขาขยายความว่าครั้งนี้ที่ปะทะกันกับแก๊งตัดไม้พะยูงถือได้ว่ากลุ่มคนร้ายเป็นกลุ่มใหญ่และเป็นนายทุนชาวเวียดนามที่ร่วมกับนายทุนไทย รวมถึงข้าราชการบางส่วนที่เอื้อประโยชน์เพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ อำนวยความสะดวกให้เข้ามาตัดไม้หวงห้ามในบ้านตัวเอง

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ยับยั้งไม่สำเร็จ เพราะการป้องกันที่ได้ผลคือไม้ยังอยู่กับดิน ไม่ได้ถูกตัดออกไป

กระนั้น สถานการณ์ไม้พะยูงในประเทศไทยในชั่วโมงนี้ อรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ ให้คำตอบว่า “แน่นอน ไม้พะยูงมัน ลดลงอย่างมาก แต่คนที่ตัดและตลาดความต้องการไม่เคยลดลงเลย”

อรรถพล ขยายความจากคำตอบนี้เป็นเพราะตลาดต่างชาติยังคงมีความต้องการไม้พะยูงอย่างมาก และราคาของไม้ชนิดนี้ก็พุ่งสูงขึ้นในตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา หากตัดแล้วขายในประเทศไทยจะอยู่ที่ลูกบาศก์เมตรละ 7 แสน-1 ล้านบาท แต่หากนำออกนอกประเทศได้สำเร็จ ราคาจะทะยานไปอยู่ที่ลูกบาศก์เมตรละ 3-5 ล้านบาททันที

“จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนกล้าตัดไม้พะยูง เพราะราคามันสูง ยิ่งบวกกับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด โทษที่หนักขึ้น ราคาก็สูงขึ้นตาม ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น” อรรถพล ย้ำ

แต่กระนั้น นับตั้งแต่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้ามาบริหารประเทศ อรรถพล มองว่าทิศทางการตัดไม้พะยูงมีสถานการณ์ที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้หายไปหมดทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะยังมีนายทุนใหญ่จากประเทศเวียดนามที่ร่วมกับกลุ่มคนไทยคอยหาไม้ และหาคนเข้าไปตัดอยู่ตลอด กระทั่งล่าสุดที่เกิดเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มตัดไม้เมื่อสิ้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เราได้เข้าไปขยายผลจากขบวนการนี้

“เพราะในกลุ่มผู้ต้องหาที่เราจับได้มีตัวใหญ่อยู่คนหนึ่ง ซึ่งได้เบาะแสถึงกลุ่มนายทุนและคนไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการด้วย กรมป่าไม้จึงประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ร่วมสืบสวนเพื่อขยายผล และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ให้เข้ามาร่วมทำงาน กระทั่งนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาขบวนการตัดไม้พะยูงกลุ่มใหญ่ถึง 18 คน” อรรถพล ย้ำและยืนยันว่านี่เป็นครั้งแรกที่เป็นการขยายผลไปถึงตัวขบวนการใหญ่ ส่วนหนึ่งก็เพราะรัฐบาลไม่อาจทนได้อีกต่อไปกับพวกตัดไม้และทำลายทรัพยากรของประเทศ ยิ่งเป็นคนต่างชาติอีกด้วย เพราะหาญกล้าเข้ามาเอาทรัพย์สินของชาติไป

ท้ายสุดกับมาตรการป้องกันและปัญหาการลักลอบตัดไม้พะยูงที่ยังไม่จบสิ้นง่ายๆ อรรถพล บอกว่า ในส่วนของแผนระยะยาวนั้น ขณะนี้ได้ประสานไปยังฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้ช่วยเป็นหน่วยหลักในการประสานกับหน่วยงานอื่น และสกัดกั้นตามแนวชายแดนเพื่อป้องกัน “คนจากเพื่อนบ้าน” ที่เข้ามาลักลอบตัดไม้พะยูงในประเทศไทย ซึ่งพวกนี้จะเข้ามาเป็นขบวนการ ตัดเสร็จก็ขนกลับประเทศตัวเอง พวกนี้เริ่มจะคืบคลานและเข้ามาลักลอบตัดไม้มากขึ้นเรื่อยๆ

“เราหวังว่าการใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งการนำการยึดทรัพย์มาใช้ การเพิ่มโทษจำคุก 20 ปี ปรับ 2 ล้านบาท การบูรณาการหลากหลายหน่วยงาน องค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยป้องกันทรัพยากรชาติอย่างไม้พะยูง รวมถึงไม้มีค่าอื่นๆ ทั้งไม้ชิงชัน ไม้ประดู่ ที่เริ่มมีออร์เดอร์จากต่างชาติมาเรื่อยๆ ให้สามารถเติบโตบนแผ่นดินเราได้ต่อไป เราหวังจริงๆ เพราะทุกวันนี้กลุ่มไม้พันธุ์เหล่านี้มันน้อยลงมากแล้ว” รองอธิบดีกรมป่าไม้ ทิ้งท้ายด้วยความหวัง

 

สื่อโซเชียล “ไลน์-เฟซบุ๊ก” ต้นตอรุนแรง แนวโน้มทำร้ายเด็กพุ่ง-วิธีซับซ้อนขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2560 เวลา 08:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/529785

สื่อโซเชียล "ไลน์-เฟซบุ๊ก" ต้นตอรุนแรง แนวโน้มทำร้ายเด็กพุ่ง-วิธีซับซ้อนขึ้น

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ปัญหาความรุนแรงในเด็กไม่ได้ห่างหายไปจากสังคมไทย เพียงแต่รูปแบบวิธีการได้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย หลายครอบครัวเผชิญความรุนแรงอย่างหนักหนา แต่ผลกระทบกลับตกลงสู่ตัวบุตรหลานทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งเป็นผลพวงจากหลายสาเหตุ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม หนี้สิน ยาเสพติด ล้วนบ่งบอกนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงที่หลายหน่วยงานยังแก้ไม่ตก แต่วันนี้มันกลับทวีความรุนแรงขึ้น

ณัฐวดี ณ มโนรม นักสังคม สงเคราะห์เชี่ยวชาญ สาขาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และนายกสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ชำแหละสถานการณ์ความรุนแรงปัจจุบันในกลุ่มเด็กว่า ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีจุดอ่อน คือยังไม่มีศูนย์คอยรวบรวมสถิติความรุนแรงที่จัดตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ

“เราจะเห็นว่าอัตราความรุนแรงตอนนี้มันอาจไม่พุ่ง แต่มันมีความรุนแรงมากกว่าเดิม เช่น เด็กพิการ เสียชีวิต มีความสลับซับซ้อนขึ้น ประเทศไทยมีเรื่องความรุนแรงด้านเพศมาอันดับแรก ถัดมาด้านร่างกาย และด้านการปล่อยปละละเลย ส่วนต่างประเทศด้านการปล่อยปละละเลยอันดับแรก ด้านเพศจะเป็นอันดับสุดท้าย”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างในประเทศญี่ปุ่นเรื่องปัญหาทางเพศถือว่าน้อย เพราะมีสื่อที่เปิดเผยเข้าถึงได้ง่าย เป็นตัวช่วยระบายอารมณ์ทำให้คนไม่เก็บกด เมื่อดูสถิติในประเทศไทยพบว่า เด็กถูกกระทำรุนแรง 9,000 กว่ารายต่อปี เฉลี่ย 26 รายต่อวัน หมายความว่าใน 1 ชั่วโมง มีเด็กถูกทำร้าย 1 ราย เนื่องจากผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจวิธีเลี้ยงดู รวมถึงเศรษฐกิจ ครอบครัวยาเสพติด ป่วยจิตเวช ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เด็กถูกกระทำรุนแรงโดยไม่ได้ตั้งใจและตั้งใจ

ณัฐวดี อธิบายต่อไปว่า ส่วนใหญ่ปัญหาเด็กที่ถูกกระทำรุนแรงในประเทศไทยมักถูกส่งตัวมายังหน่วยงานรัฐก็ต่อเมื่อถูกกระทำมาหนักและนานแล้ว เช่น เลือดออก กระดูกหัก และเหตุการณ์ลักษณะนี้ถือว่าเพิ่มมากขึ้น ส่วนกลุ่มที่ถูกทำร้ายไม่รุนแรงยังอยู่ตามบ้านและชุมชน

นอกจากนี้ สื่อมีส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กเกิดปัญหาอย่างมากเช่นกัน จากข้อมูลพบว่า ร้อยละ 90 ที่เข้ามาปรึกษานักสังคมสงเคราะห์ ได้ทราบถึงต้นตอปัญหาความรุนแรงในปัจจุบัน คือส่วนใหญ่เกิดขึ้นจาก “สื่อเทคโนโลยี” ที่มาจากการใช้โทรศัพท์มือถือเล่นแอพพลิเคชั่นไลน์และเฟซบุ๊ก ซึ่งมักถูกชักจูงล่อลวงไปได้ง่าย กลุ่มนี้จะมีเรื่องเพศสัมพันธ์ ความรุนแรง การล่อลวงยาเสพติด เข้ามาพัวพัน

ฉะนั้น เด็กกลุ่มนี้มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมและจบด้วยการถูกกระทำทางเพศ เนื่องจากเทคโนโลยีราคาถูกและเด็กมีใช้ไม่ถูกทาง ที่สำคัญพ่อแม่ควบคุมไม่ได้จนเกิดปัญหา

นายกสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ฯ ได้แยกกลุ่มความรุนแรงของเด็กแต่ละช่วงวัยที่ถูกกระทำรุนแรงต่างกัน กลุ่มเด็กที่มีปัญหาคือกลุ่มเด็กแรกเกิด-3 ขวบ ช่วงวัยนี้เด็กร้องส่งเสียง ผนวกกับพ่อแม่ไม่มีวุฒิภาวะพอ มักจับเด็กเขย่าให้หยุด เพราะยังไม่เข้าใจการเลี้ยง จึงมีผลกระทบต่อสมอง ร่างกาย และทำให้เด็กมีอาการชัก พิการ จนเสียชีวิตได้ ซึ่งเราได้ติดตามพัฒนาการของเด็กจนโตพบว่าไม่สามารถเรียนหนังสือได้ เด็กไม่สมประกอบ เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในสังคม

ถัดมากลุ่มเด็กวัยซน ช่วงอายุ 2-3 ขวบ เป็นวัยที่พัฒนาการดื้อต่อต้านผู้ปกครองมักไม่ทราบว่าเด็กเป็นแบบนั้นจึงถูกตี หรือเด็กเกิดอุบัติเหตุ ส่วนนี้ถือว่ามีการเข้ามาปรึกษาเยอะเช่นกัน ต่อมากลุ่มเด็กวัยชั้นประถมศึกษา มักถูกตีจากเรื่องเรียน ไม่รับผิดชอบ ลืมของบ่อย สมาธิสั้น ลักษณะนี้จะถูกพ่อแม่ตีอยู่บ่อยครั้ง และกลุ่มวัยรุ่น เป็นวัยดื้อ ต่อต้าน เป็นตัวของตัวเอง ติดเพื่อน คิดเสมอว่าพ่อแม่ไม่รัก จึงถูกชักจูงจากเพื่อนฝูง รวมถึงการเล่นสื่อโซเชียลลุกลามเกิดปัญหาเรื่องเพศและการหลอกลวง ตรงนี้ถือว่าเป็นปัญหาอย่างมาก ทั้งหมดจะเห็นลักษณะการกระทำรุนแรงที่แตกต่างกันไป

ณัฐวดี กล่าวเสริมว่า ยังมีต้นตอของความรุนแรงต่อเด็กอีก คือโรคการเรียน (LD) ส่วนนี้เด็กมักถูกผู้ปกครองตีบ่อยครั้งมาจากสาเหตุ เช่น ทำไมอ่านหนังสือไม่ได้ ไม่ยอมทำการบ้าน ทั้งที่ปัญหาจริงๆ ก็เพราะเด็กเป็นโรคบกพร่องทางการเรียน ที่สำคัญพ่อและแม่เด็กควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ อันมาจากเหตุผลว่าเป็นแม่วัยใส ปัญหาเศรษฐกิจ ครอบครัว ยาเสพติด ป่วยจิตเวช ล้วนทำให้เด็กถูกใช้ความรุนแรงโดยไม่ได้ตั้งใจและตั้งใจ

สภาพปัญหาที่ถูกฉายทีละบรรทัดทำให้เห็นชัดว่าความรุนแรงมักเกิดกับเด็กทั้งสิ้น ทำให้ณัฐวดีในนามสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมกับองค์การยูนิเซฟ และสหวิชาชีพ ร่วมกันทำ “หลักสูตรออนไลน์ด้านการคุ้มครองเด็ก” (Child Protection e-learning) ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.thaichildprotection.com นั้นจัดเป็นหลักสูตรแรกของประเทศไทย และน่าจะเป็นหลักสูตรแรกของภูมิภาคอาเซียนด้วย เพื่อเพิ่มพูนความรู้เจ้าหน้าที่และประชาชนให้ช่วยเหลือคุ้มครองเด็กผ่านระบบออนไลน์จากหลักสูตรนี้ได้

หลักสูตรออนไลน์นี้จะทำให้คนเข้าถึงได้มาก สะดวกรวดเร็ว ปัจจุบันทุกคนมีสมาร์ทโฟนใช้ การค้นหาศึกษาจึงง่ายและสะดวก ส่วนพื้นที่ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึง จะเข้าไปอบรมบุคลากรหลักในพื้นที่เพื่อกระจายไปยังท้องถิ่นอย่างครอบคลุม

“เป็นการรวบรวมเนื้อหาการช่วยเหลือเด็กลงไปในหลักสูตรนี้ เน้นเชิงป้องกันให้ความรู้ เพื่อเสริมให้เจ้าหน้าที่และประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ดังนั้นหลักสูตรจึงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.หลักสูตรทั่วไป 2.หลักสูตรสำหรับคนทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ และ 3.หลักสูตรสำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก ทุกอย่างจะมีกระบวนการช่วยเหลือเด็กทุกขั้นตอน”

นายกสมาคมนักสังคมสงเคราะห์ฯ เล่าถึงหัวใจสำคัญของหลักสูตรนี้ว่า หลักสูตรจะทำให้ประชาชนเข้าใจความรุนแรง ครอบครัว สังคม ต่อเด็กมากขึ้น เมื่อเข้าใจเพิ่มขึ้นความรุนแรงจะต้องลดลง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ได้เรียนรู้และผลักดันแก้ไข ไม่ทำเชิงรับเพียงฝ่ายเดียว ในบางครอบครัวตีลูก อาจเพราะไม่เข้าใจว่าลูกต่อต้านเพราะอะไร ก็ต้องหาสาเหตุเพื่อป้องกัน ในหลักสูตรนี้จะสร้างประโยชน์และความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

 

ส่องพรบ.วินัยการคลัง เปิดทางกู้เงิน-ปิดระบบถ่วงดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2560 เวลา 08:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/529781

ส่องพรบ.วินัยการคลัง เปิดทางกู้เงิน-ปิดระบบถ่วงดุล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถนนการเมืองทุกสายเวลานี้กำลังเบนเข็มมาที่การพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเป็นร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญสองฉบับสุดท้ายที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เสนอมายังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปเป็นที่เรียบร้อย

เท่ากับว่าภารกิจในการจัดทำร่าง พ.ร.ป.จำนวน 10 ฉบับของ กรธ.ได้เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ จากนี้ไปหน้าตาของร่าง พ.ร.ป.ดังกล่าวจะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากร่าง พ.ร.ป.ที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้แล้ว ยังมีร่าง พ.ร.บ.สำคัญที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของ สนช. คือ ร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอและ สนช.ได้มีมติรับหลักการไปก่อนหน้านี้แล้ว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับเป็นกฎหมายที่เสนอเข้ามาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 140 ซึ่งเป็นหลักการใหม่ที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้เกี่ยวกับการจ่ายเงินแผ่นดินที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดเท่านั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในอดีตที่ฝ่ายบริหารจะออกกฎหมายกู้เงินและเงินดังกล่าวเป็นเงินนอกระบบงบประมาณ

โดยร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังรัฐนั้นได้วางหลักการสำคัญไว้ที่มาตรา 17 ว่าการจัดสรรงบประมาณจ่ายให้แก่หน่วยงานของรัฐต้องคำนึงถึงหลักการสำคัญ ดังนี้

1.ความจำเป็นและภารกิจของหน่วยงานของรัฐ

2.ฐานะเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานของรัฐที่สามารถใช้จ่ายได้

3.ความสามารถในการใช้จ่ายและการก่อหนี้ผูกพันของหน่วยงานของรัฐภายในปีงบประมาณนั้น

4.การปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ

5.กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องเป็นไปเพื่อสนับสนุนในการทำหน้าที่ดูและจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น

แม้ภาพรวมของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะได้วางหลักการสำคัญไว้เป็นอย่างดี แต่ก็มีเนื้อหาบางส่วน ซึ่งเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่จะนำมาซึ่งปัญหาของประสิทธิภาพในการตรวจสอบงบประมาณแผ่นดินที่มาจากการกู้เงินอย่างมีนัยสำคัญ ดังที่ปรากฏในสาระสำคัญตามมาตรา 53

“การกู้เงินของรัฐบาลนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ ให้กระทรวงการคลังทำได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ และเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน…

เงินที่ได้รับการกู้เงินตามวรรคหนึ่ง ให้กระทรวงการคลังเก็บรักษาไว้เพื่อให้หน่วยงานของรัฐเบิกไปใช้จ่ายตามแผนงานหรือโครงการตามที่กฎหมายกำหนดได้โดยไม่ต้องนำส่งคลัง เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น” เนื้อหาบางส่วนของมาตรา 53

เนื้อหาของมาตรา 53 ดังกล่าวสามารถแปลออกมาได้ในทำนองว่าเงินที่มาจากการกู้ตามกฎหมายนั้นไม่ต้องส่งเข้าบัญชีเงินคงคลัง ซึ่งจะมีผลสำคัญ คือ การเบิกจ่ายก็จะไม่อยู่ภายใต้กฎหมายงบประมาณ

การที่เงินไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณจะมีผลต่อการให้ฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของฝ่ายบริหารว่าเป็นไปอย่างโปร่งใสหรือไม่

ในประเด็นนี้ “รสนา โตสิตระกูล” อดีต สว.กทม.และอดีตประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลในอดีตเคยพยายามจะออกกฎหมายกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ โดยจะให้เงินที่ได้มานั้นเป็นเงินนอกงบประมาณ แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการตรากฎหมายที่มิชอบ แต่เหตุใดทำไมถึงมีการพยายามตรากฎหมายลักษณะดังกล่าวออกมาในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งไม่มีฝ่ายค้านในสภาทำหน้าที่ตรวจสอบ

“เท่าที่อ่านร่างกฎหมายแล้ว ส่วนตัวคิดว่าเป็นการพยายามใช้วิธีการไม่ต่างกับในอดีต ซึ่งนักการเมืองทำไม่ได้ แต่กลับกำลังจะมาปลดล็อกในปัจจุบัน” อดีต สว.กทม.ระบุ

อย่างไรก็ดี ตามมุมมองของ รสนา คิดว่าปัญหาของการจัดทำร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินการคลังนั้นไม่ได้มีเพียงเฉพาะร่าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาที่ปรากฏอยู่ในร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ ที่ สนช.กำลังพิจารณาด้วย

รสนา แสดงความคิดเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ จะทำให้การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทำได้ไม่เต็มที่ เพราะกฎหมายดังกล่าวให้ตรวจสอบได้เฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายและบริษัทลูกที่รัฐวิสาหกิจมีหุ้นเกิน 50% เท่านั้น ซึ่งต่างจากกฎหมายในอดีตที่ให้ตรวจสอบได้ถึงบริษัทย่อยที่มีรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจถือหุ้นเกิน 50% ได้อีกชั้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ด้วยเหตุนี้จึงอยากเรียกร้องให้มีการทบทวน เพราะรัฐวิสาหกิจมีหน้าที่ในการดูแลทรัพย์สินที่เป็นสมบัติของประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล