ไม่มีด่านแต่ไม่ไร้ใบสั่ง! เปิดระบบกล้องใหม่ตำรวจเมืองกรุง จับคนผิดกฎส่งภาพแจ้งปรับถึงบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2560 เวลา 19:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/526470

ไม่มีด่านแต่ไม่ไร้ใบสั่ง! เปิดระบบกล้องใหม่ตำรวจเมืองกรุง จับคนผิดกฎส่งภาพแจ้งปรับถึงบ้าน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจาก พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ออกคำสั่งยกเลิกตั้งด่านตรวจกวดขันจราจรทั่วกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งแต่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา หลายคนอาจเบาใจว่าคงไม่ถูกจับหากทำผิดกฎจราจร ทว่าในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำระบบกล้องมาตรวจจับผู้กระทำผิดและส่งใบสั่งปรับไปให้ถึงบ้าน

งานนี้เรียกได้ว่าทำให้คนทำผิดกฎจราจรยากที่จะหลุดรอดจากการถูกจับปรับมากยิ่งขึ้นไปอีก…

ระบบตรวจจับรถฝ่าฝืนช่องเดินรถในเขตห้าม หรือ กล้องเลนเชนจ์ เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เตรียมนำมาใช้ดำเนินการตรวจจับผู้กระทำความผิดฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรซึ่งเตรียมเริ่มใช้จริงในพื้นที่ 15 จุดของกรุงเทพตั้งแต่ 30 พ.ย.นี้เป็นต้นไป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับ 15 จุดพื้นที่นำร่องที่จะใช้กล้องเลนเชนจ์ ประกอบด้วย สะพานแยกบางเขน ,สะพานข้ามแยกศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะขาออก ,ทางลอดแยกห้วยขวาง ,สะพานข้ามแยกบรมราชชนนีฯ ฝั่งขาออก ,สะพานข้ามแยกวงเวียนบางเขน ถนนแจ้งวัฒนะขาเข้า ,สะพานข้ามแยกราชเทวี ขาออก ,แยกสามเหลี่ยมดินแดง ขาเข้า ,สะพานข้ามแยกประชานุกูล ถนนรัชดาภิเษกขาออก ,สะพานศิริราช ฝั่งถนนอรุณอัมรินทร์ขาออก ,แยกรัชดา-ลาดพร้าว ถนนลาดพร้าว ขาออกและขาเข้า ,สะพานข้ามแยกวงศ์สว่าง ขาออก ,สะพานข้ามแยกพระราม 4 ขาออก ,สะพานพระพุทธยอดฟ้า ถนนประชาธิปกขาเข้า ,และสะพานข้ามแยกกำนันแม้น ถนนกัลปพฤกษ์ ขาออก

พ.ต.อ.กิตติ อริยานนท์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่าเหตุผลที่นำเทคโนโลยีกล้องเลนเชนจ์มาใช้ในพื้นที่กรุงเทพ นอกเหนือจากกล้องวงจรปิดซีซีวีทีที่มีกว่า 1,246 ตัว (กล้อง กทม. 158 ตัว ,บก.จร. 888 ตัว และกล้องบนทางด่วนอีกกว่า 200 ตัว) เพราะด้วยกล้องที่มีจำนวนมากเกินกำลังทำงานเจ้าหน้าที่ จึงดูได้เฉพาะพื้นที่ที่เป็นปัญหาและเพื่อทำให้การกวดขันกฎจราจรมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

ห้องศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร บก.02

รองผู้การตำรวจจราจร อธิบายหลักการทำงานออกใบสั่งรูปแบบที่ใช้อยู่เดิมด้วยกล้องซีซีวีที เจ้าหน้าที่ต้องไล่ดูภาพวิดีโอที่บันทึกได้จากกล้องซีซีทีวี หากพบผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรจึงจะดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดของรถที่กระทำความผิดก่อนออกใบสั่งไปยังบ้านเจ้าของรถ “แบบเดิมมันไม่มีระบบการทำงานของเทคโนโลยีไปจับ มันใช้กำลัง ใช้คน”

ขณะที่ ระบบกล้องเลนเชนจ์ สามารถตรวจจับรถที่กระทำผิดได้ทุกคันและตลอด 24 ชั่วโมง โดยการทำงานหนึ่งจุดจะมีกล้อง 3 ตัว กล้องตัวกลางมีเซ็นเซอร์คอยตรวจจับรถที่วิ่งทับเส้นทึบไปพร้อมกับบันทึกวิดีโอภาพเคลื่อนไหว จากนั้นเมื่อเซ็นเซอร์ตรวจพบการกระทำผิดจะสั่งการให้กล้อง 2 ตัว ทางด้านซ้ายขวา ถ่ายภาพก่อนและหลังการกระทำความผิด

จากนั้นระบบจะบันทึกและส่งภาพมายังศูนย์ บก.จร. เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบรถคันดังกล่าวว่ามีรายละเอียดตรงกับข้อมูลจดทะเบียนกรมการขนส่งทางบกหรือไม่ เช่น ทะเบียน รุ่น ยี่ห้อ สี จากนั้นจะดำเนินการออกใบสั่งไปยังบ้านเจ้าของรถภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน โดยข้อหาเบียดช่องจราจรหรือเปลี่ยนช่องทางเส้นทึบ อัตราโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

รองผู้การตำรวจจราจร เปิดเผยว่า การพัฒนาระบบกล้องเลนเชนจ์อนาคตคาดว่าอาจติดตั้งเพิ่มบริเวณสี่แยกที่มีการฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจรเป็นประจำ หรือจุดที่เกิดอุบัติเหตุหรือได้รับเรื่องร้องเรียนบ่อยครั้งเพื่อครอบคลุมทั่วกรุงเทพ แต่ถึงอย่างไรกล้องซีซีทีวียังคงใช้งานอยู่เพื่อดูแลเหตุต่างๆ เช่น รถจอดกีดขวางการจราจร รถเสีย ขับรถบนทางเท้า กลับรถจุดห้าม เพื่อเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ บก.จร. จะได้สั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ลงไปดำเนินการดูแลแก้ไข

กล้องซีซีวีที(บนซ้าย) – กล้องเลนเชนจ์ (บนขวา) – คุณภาพกล้องเลนเชนจ์กลางคืน (ล่างขวา)

พ.ต.อ.กิตติ เชื่อว่าหากระบบดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์เชื่อมข้อมูล 3 หน่วยงาน คือ บก.จร.ทำหน้าที่ตรวจจับการกระทำความผิด กรมการขนส่งทางบก ทำหน้าที่ระงับต่อทะเบียนภาษีรถผู้ไม่ชำระค่าปรับ และหน่วยงานรับชำรถค่าปรับเสร็จทันสิ้นปี 2560 ตามกำหนดที่เคยมีการพูดคุยกันอาจทำให้ยอดชำระค่าค่าปรับด้วยกล้อง (ซีซีวีที) จากเดิมมี 30% เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ความคืบหน้าโครงการติดตั้งกล้อง 2 ทางเพื่อตรวจจับการกระทำผิดกฎจราจรของรถบางประเภท เช่น รถจักรยานยนต์ซึ่งมีแผ่นป้ายทะเบียนด้านหลังตัวรถนั้นอยู่ในขั้นตอนทดลอง แต่ตั้งใจว่าหลังเข้ามาทำงานด้านนี้จะรื้อระบบดังกล่าวพร้อมพยายามรวบรวมกล้องทั้งหมดให้เป็นเครื่องมือหลักอีกอย่างในการทำงานตำรวจเพื่อให้ครอบคลุมทุกเรื่อง

พ.ต.อ.กิตติ ทิ้งท้ายว่า การทำงานตำรวจจราจรในสายตาประชาชนที่ผ่านมามักถูกมองแง่ลบมาตลอด ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหนทั้งคดีอาญา งานจราจร จับยาเสพติด เพราะประชาชนเชื่อว่าการตั้งด่านตรวจคือการหวังประโยชน์จากเงินรางวัล ดังนั้นจึงอาจต้องเปลี่ยนระบบด้วยการนำกล้องมาใช้เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างตำรวจกับประชาชน

“ยุค 4.0 ต้องเน้นนำเทคโนโลยีมาใช้ เราจะใช้กล้องคอยตรวจจับการกระทำความผิด และให้ตำรวจพื้นที่เข้าไปดำเนินการแก้ปัญหาเป็นจุดๆ เพื่อลดขั้นตอนเผชิญหน้าและปัญหาระหว่างตำรวจกับประชาชน ซึ่งระบบนี้ต่อไปตลอด 24 ชั่วโมงไม่ว่าใครทำผิด ก็จะต้องถูกจับ”

หน้าจอแสดงผลการทำงานระบบการทำงานกล้องเลนเชนจ์

พ.ต.อ.กิตติ อริยานนท์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร

 

ส่องกระแส “พี่นวล” การตลาดบนความเชื่อที่ยังขายได้ในสังคมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2560 เวลา 20:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/525259

ส่องกระแส "พี่นวล" การตลาดบนความเชื่อที่ยังขายได้ในสังคมไทย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“ล็อกเก็ตพี่นวล” กำลังเป็นเครื่องรางของขลังที่ถูกกล่าวถึงมากในสังคมออนไลน์ตอนนี้ เพราะถูกอ้างว่ามีสรรพคุณเด่นเรื่องเมตตามหาเสน่ห์ (แรงสุดๆ) ,มีพรายกระซิบสามารถรู้ล่วงหน้าได้ ,ให้โชคลาภทางการงาน-การเงินกับผู้บูชาและตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ โดยเฉพาะในจีนและสิงคโปร์ซึ่งมีราคาสูงถึงหลักหมื่น

กระแสความเชื่อดังกล่าวเกิดจาก จิลล์ จักรพงศ์ และ แจ๊ค จักรพันธ์ การสมพรต สองคู่แฝดผู้ชื่นชอบการเลี้ยงกุมารทองนำเรื่องราวของหญิงสาวชื่อนวลมาเปิดเผยในเฟซบุ๊กพร้อมกับมีการจัดทำล็อกเก็ตขึ้นมาจำหน่าย โดยอ้างว่านวลเป็นวิญญาณผู้หญิงเฮี้ยนตายท้องกลมจากการถูกควายเผือกขวิด

วันนี้โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับนักวิชาการด้านศาสนา ผู้ที่อยู่ในวงการพระเครื่อง และพระสงฆ์เพื่อมองกระแส “พี่นวล” ในหลายแง่มุม

ตำนานที่ถูกสร้าง เพื่อจุดกระแสความนิยม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการศาสนวิทยา ยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่าตำนานดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นเพียงเรื่องที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาโดยอาศัยความเชื่อความศรัทธาของคนไทยนำมาจุดเป็นกระแสให้ผู้คนหลงเชื่อ เหมือนตำนานแม่นาค จากนั้นทำออกมาเป็นธุรกิจในโซเชียล

เพราะปกติสังคมไทยมักเชื่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตเหมือนตัวละครในวรรณคดี เช่น ขุนช้างขุนแผน แต่สำหรับเรื่องนวลเป็นตำนานที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยอ้างอิงหลักทางไสยศาสตร์ “ของอย่างนี้มันไม่มีต้นทุน คนขายจะสร้างเรื่องยังไงก็ได้ ยิ่งดังยิ่งทำให้ขายดี เหมือนจับเสือมือเปล่า”

นักวิชาการศาสนวิทยา มองว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าคนไทยหลอกง่ายโดยอ้างอิงจากพื้นฐานความเชื่อและฝังใจในเรื่องเหล่านี้ จึงมักเห็นปรากฏการณ์ลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นมาตลอด และส่วนตัวเชื่อว่ากรณีนวลคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเหมือนกระแสความนิยมตุ๊กตาลูกเทพที่มีก่อนหน้านี้

ดร.ศิลป์ชัย แนะนำว่าทางออกเรื่องนี้สื่อต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเตือนสติให้คนในสังคม ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ผู้ที่หลงเชื่อถูกหลอกจนเสียทรัพย์มากมาย แต่ถึงอย่างไรจุดเริ่มต้นทางป้องกันดีที่สุด ทุกคนต้องใช้วิจารณญาณในการระมัดระวังตัวเองก่อนไปซื้อเพื่อไม่ให้ถูกหลอก

เซียนพระ เผยไม่เคยได้ยินตำนานพี่นวล

อรรถวัติ ศิริสิทธิธงไชย หรือ บอย ท่าพระจันทร์ เซียนพระชื่อดัง ยอมรับว่าไม่เคยได้ยินตำนานดังกล่าวและพึ่งจะได้ยินเป็นครั้งแรกวันนี้ แต่เชื่อว่าอาจมีคนบางกลุ่มสนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มคนจีนที่มักเชื่อและชื่นชอบเรื่องไสยศาสตร์ ลี้ลับและของแปลกอยู่แล้วก็อาจเป็นไปได้

บอย ท่าพระจันทร์ กล่าวว่าตนไม่กล้าเตือนหรือชี้นำ แต่มองว่าหากบุคคลใดศรัทธาหรือรู้สึกว่าสิ่งที่นับถือทำให้เกิดปรากฏการณ์ดีขึ้นก็เป็นไปได้เหมือนคนไทยชื่นชอบห้อยพระ ฉะนั้นมองว่าเรื่องความเชื่อและศรัทธาของแต่ละบุคคลนั้นไปโต้แย้งไม่ได้ เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

พระแนะ”เชื่อผลของการกระทำดีกว่าโยม”

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเทศน์วัดสร้อยทอง เป็นอีกคนที่ไม่เชื่อว่าตำนานดังกล่าวเป็นเรื่องจริง โดยมองว่ากระแสดังกล่าวถูกสร้างขึ้นคล้ายกับตำนานแม่นาค และแม้วันนี้นักประวัติศาสตร์ออกมายืนยันแล้วว่า ไม่ใช้ตำนานที่มีจริงแต่ยังมีคนบางส่วนในสังคมยังเชื่อตำนานความศักดิ์สิทธิ์ของวิญญาณเฮี้ยนที่ถูกนำมาขายในรูปแบบเครื่องรางของขลังอยู่

พระนักเทศน์ มองว่าเรื่องดังกล่าวสะท้อนว่าคนไทยอาจยังคงขาดที่พึ่งและพร้อมเดินตามความเชื่อเรื่องพลังงานที่สามารถคุ้มครองว่าสิ่งนั้นช่วยทำให้สำเร็จและเจริญรุ่งเรื่องได้

“เรื่องพวกนี้ตามหลักพระพุทธศาสนามันไม่มีเลย แม้แต่พระพุทธเจ้ายังสอนว่า ตัวท่านเป็นเพียงคนชี้นำเท่านั้น การที่คนจะประสบความสำเร็จมันเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องลงมือทำและปฏิบัติเอง หากไม่ทำก็ไม่มีของวิเศษอะไรทำให้สำเร็จได้”

พระมหาไพรวัลย์ มองว่าหนทางกำจัดความเชื่อเหล่านี้ควรเริ่มจากตนเอง เหมือนความกล้าที่ต้องผ่านความกลัวก่อน หมายถึงเวลาเชื่ออะไรสักอย่างถ้าไม่กำจัดความเชื่อออกจากความคิดความรู้สึกตนเอง ต่อให้มีพระหรือนักปราชญ์กี่คนมาสอนก็ไม่ช่วยอะไร และยุคนี้ยิ่งน่ากลัวเพราะเรื่องเหล่านี้เข้าถึงผู้คนได้ง่ายผ่านโซเชียล จึงเตือนว่าหากเจออะไรขออย่างพึ่งหลงเชื่อแต่ควรแสวงหาความรู้หรือดูคนในสังคมก่อนเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

“คุณต้องเชื่อในผลของการกระทำ เมื่อไหร่คุณศรัทธาตัวเองเชื่อในผลของการกระทำว่าทำงานถึงมีเงินเก็บก็จะไม่ถูกหลอก แต่ตราบใดยังเชื่อเรื่องพวกนี้คุณก็ต้องตกเป็นเหยื่อของคนที่หวังมาหลอกลวงต้มตุ๋นอยู่”

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ – ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์

ภาพล็อคเก็ตพี่นวลจาก www.facebook.com/jackjakkaphan.kansomprot

“จุดซ่อนเร้นขาวอมชมพู” เทรนด์ความงามของสาวยุคนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2560 เวลา 19:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/524436

"จุดซ่อนเร้นขาวอมชมพู" เทรนด์ความงามของสาวยุคนี้

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

โลกปี 2017 สำหรับหญิงสาวหลายคน แค่ใบหน้า ผิวพรรณที่ขาวใสเรียบเนียนยังไม่เพียงพอให้เกิดความมั่นใจ แต่ยังรวมไปถึงการมีอวัยวะเพศและบริเวณโดยรอบที่ดูงดงามอีกด้วย

ปัจจุบันบรรดาคลินิคเสริมความงามหลายแห่งเริ่มเปิดคอร์ส “ตกแต่งจุดซ่อนเร้นด้วยเลเซอร์” ให้บริการและตอบสนองความต้องการของหญิงสาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับคำเชิญชวนที่แสนน่าสนใจ

“ใครจิ๋มดำเชิญทางนี้ค่ะ เลเซอร์จิ๋มขาว เปลี่ยนจิ๋มดำๆ ให้ขาวอมชมพู น่าสัมผัส ช่วยให้บริเวณแคมและขาหนีบขาวขึ้น”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จากเลเซอร์ขนบิกีนี่หรือขนเพชรที่ได้รับความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเลเซอร์จุดซ่อนเร้นกำลังเตรียมตัวกลายเป็นเทรนด์ใหม่..

เปลี่ยนความคล้ำให้สว่างสดใส

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามและผิวพรรณ โรงพยาบาลเลอลักษณ์ อธิบายว่า เลเซอร์ที่ใช้ปรับสีผิวบริเวณจุดซ่อนเร้นและบริเวณโดยรอบตั้งแต่ใต้ท้องน้อย-หัวหน่าวไปจนกระทั่งขาหนีบ เป็นชนิด Q-Switch nd-YAG Laser โดยทำการยิงเพื่อลบจำนวนเม็ดสี ทำให้บริเวณดังกล่าวคล้ำน้อยลงและสว่างมากขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากตำแหน่งจุดซ่อนเร้นมีฮอร์โมนเพศทำให้มีสีคล้ำกว่าตำแหน่งอื่นโดยธรรมชาติและเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนแปลงให้เหมือนกับสีผิว

ทั้งนี้หากเม็ดสีและความคล้ำเกิดจากสาเหตุอื่นนอกเหนือจากฮอร์โมน เช่น การเสียดสีเนื่องจากมีไขมันบริเวณแคมใหญ่ค่อนข้างมาก ต้องทำการรักษารูปแบบอื่นร่วมด้วย เช่น ทรีทเม้นท์หรือทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นบางลง รวมถึงทำเลเซอร์กำจัดขน เนื่องจากความอับชื้นและเหงื่อส่งผลต่อความคล้ำของสีผิวเช่นกัน

“เป็นเลเซอร์กลุ่มเดียวกับที่ใช้ในคอร์สหน้าใส เพียงแต่มีการปรับค่าพลังงานและความถี่ วิธีการนี้ไม่มีบาดแผลหลังทำ ไม่เกิดข้อแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์ เช่น แผลเป็นนูน ไม่เกิดรอยคล้ำง่าย สามารถโดนน้ำได้ตามปกติ แต่อาจหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังทำ เนื่องจากอาจเกิดการละคายเคือง” ผู้เชี่ยวชาญระบุ โดยการทำแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ส่วนใหญ่ต้องทำไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาและความพึงพอใจ เช่นกันกับระยะเวลาในการคงสภาพที่ขึ้นอยู่กับการดูแลร่างกายของแต่ละคน

“หากคนไข้มีเนื้อตรงบริเวณนั้นมากแล้วเกิดจากการเสียดสี ความคล้ำก็กลับมาได้ ฉะนั้นอาจจะต้องลดน้ำหนัก รวมถึงทำความสะอาด ไม่ให้เกิดการเสียดสีและอับชื้น”

ทั้งนี้ฝ่ายการตลาดของ รพ. เลอลักษณ์ บอกว่า ลูกค้าในคอร์สเลเซอร์จิมิ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ 20-30 ปี โดยหวังผลในแง่ของความมั่นใจและการทำงานสำหรับอาชีพนางแบบ

เพิ่มความมั่นใจชีวิตคู่มีความสุข

การกำจัดขนและปรับสีผิวให้สว่างมากขึ้นในบริเวณจุดซ่อนเร้น ส่งผลต่อความมั่นใจในการทำงานสำหรับอาชีพนางแบบมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องสวมใส่ชุดว่ายน้ำ ชุดบิกีนี่ หรือชุดเซ็กซี่อื่นๆ

สนุ๊กเกอร์-อริสา หนองภักดี นางแบบสาววัย 23 ปี บอกว่า สีดั้งเดิมนั้นเป็นปัญหาในการทำงาน โดยเฉพาะขาหนีบ ซึ่งกระทบต่อความมั่นใจและทำให้ไม่กล้ารับถ่ายแบบในชุดบิกีนี่

“ไม่มีใครบอกหรอกว่าตรงนั้นเราไม่สวย แต่รู้ตัวเองดี เราไม่มั่นใจในการทำงาน มองแล้วมันไม่สวย พอเห็นคอร์สและสอบถามความปลอดภัยจากแพทย์ก็เลยกล้าที่จะทำ”

การเปลี่ยนแปลงสีผิวจิมิของสนุ๊กเกอร์ผ่านไปได้ด้วยดี หลังจากพลิกฟื้นมาแล้ว 2 ครั้ง เธอเล่าว่าระหว่างทำไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่นิดเดียว พร้อมกับยอมรับว่า ทุกวันนี้มีความสุขมากในชีวิตทั้งในแง่อาชีพการงานและความสัมพันธ์กับคนรัก

“ผิวขาวและเนียนขึ้น มั่นใจกว่าเดิมมากๆ เลยค่ะ เวลาไปถ่ายแบบโพสต์ท่า รวมถึงเรื่องชีวิตคู่ด้วย ความมั่นใจเป็นเรื่องสำคัญ” เธอบอกด้วยแววตาสดใสว่าในวงการนางแบบ ปัจจุบันหลายคนเริ่มเลเซอร์เปลี่ยนสีผิวจิมิกัน เนื่องจากเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน

สนุ๊กเกอร์-อริสา หนองภักดี

ดำคล้ำเรื่องธรรมชาติ ไม่ต้องกังวล

แม้วิวัฒนาการทางการแพทย์จะทำให้จิมิขาวขึ้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ดำๆ คล้ำๆ นั้นเป็นปัญหาหรือผิดธรรมชาติแต่อย่างใด

พญ.ชัญวลี ศรีสุโข สูตินรีแพทย์ รพ.พิจิตร บอกว่า ค่านิยมของสังคมไทยเรื่องสีผิว โดยมีดารานางแบบเป็นตัวอย่าง ทำให้คนผิวคล้ำบางรายไม่สามารถก้าวข้ามค่านิยมเรื่องสีผิว เกิดความด้อยค่าขาดความมั่นใจ เช่นเดียวกับสีของอวัยวะเพศ การมีหนังโป๊ซึ่งคัดเลือกคนที่มีอวัยวะเพศสีชมพู อาจสร้างค่านิยมให้รู้สึกว่าการมีตรงนั้นสีชมพูเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งจริงๆ แล้วสีของอวัยวะเพศเป็นสีส่วนตัว ส่วนใหญ่จะเป็นสีเดียวกับริมฝีปากและหัวนมของเจ้าของ แต่มีบ้างที่มีสีคล้ำกว่าริมฝีปากและหัวนม โดยเฉพาะในคนที่น้ำหนักตัวมาก ชอบนุ่งคับ หรือมีความอับชื้น

ความรู้สึกที่ว่าหย่อนยานและเหี่ยวส่วนใหญ่เป็นเรื่องของแคมเล็ก มีค่านิยมที่ไม่เป็นความจริงว่ายิ่งเล็กยิ่งดูดี เป็นสาวพรหมจรรย์ ในคนที่แคมเล็กยื่นยาวใหญ่หรือสีคล้ำเป็นคนที่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์อย่างสำส่อน คนที่แคมเล็กยื่นยาวออกมาจึงมีความวิตกกังวล ทั้งที่ความจริงคือ ขนาดของแคมเล็กนั้นแตกต่างกัน ไม่เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์สำส่อน

“การเปลี่ยนแปลงสี บางคนหวังผลเรื่องความงาม ความเซ็กซี่ บางส่วนหวังผลเรื่องเพศ ปัจจุบันเรื่องเพศก้าวหน้าไปมาก อดีตบางคนบอกว่าไม่ต้องทำหรอก ปิดไฟก็เหมือนๆ กัน แต่บางคนมีการทำออรัลเซ็กส์ ทำภาพลักษณ์ส่วนนั้นสำคัญนับเป็นแรงจูงใจเรื่องเพศ”

พญ.ชัญวลี สรุปว่า เรื่องอวัยวะเพศหย่อนยาน ดูเหี่ยว สีคล้ำ แคมใหญ่บาน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องคิดไปเอง ไม่ต้องรักษา หากวิตกกังวลมากสามารถปรึกษาสูติแพทย์เพื่อตรวจดูว่าอวัยวะนั้นๆ ว่าเป็นอย่างที่คิดหรือไม่ ซึ่งหากผิดปกติจริงๆ ในบางคน ศัลยกรรมตกแต่งอาจจะช่วยได้

ทั้งนี้การเลือกรับบริการจากคลินิกเสริมความงามเป็นเรื่องสำคัญมาก ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีอุปกรณ์เวชภัณฑ์ที่ได้รับการทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

 

ห้องพัก ‘ข้าวสาร’ ปรับทัพรับไฮซีซั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2560 เวลา 06:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/523934

ห้องพัก ‘ข้าวสาร’ ปรับทัพรับไฮซีซั่น

 โดย…เอกชัย จั่นทอง

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ช่วงวันที่ 25-29 ต.ค.ที่ผ่านมา ในส่วนของผู้ประกอบการที่พักโรงแรมถูกจับจองเข้าใช้บริการเต็มทุกแห่ง แต่ภายหลังจากงานพระราชพิธีเสร็จสมบูรณ์แล้วทางผู้ประกอบการที่พักต่างปรับตัวเพื่อรองรับกับไฮซีซั่นในช่วงฤดูหนาวปลายปีนี้

พู่กัน ตรีชมวารี อายุ 28 ปี ผู้จัดการส่วนต้อนรับ (FRONT Manager) ชิงช้า แบงคอก โฮสเทล ย่านศาลาว่าการกรุงเทพฯ ระบุว่า ทางชิงช้า แบงคอก โฮสเทลเปิดให้บริการทั้งหมด 12 ห้อง จำนวน 69 เตียง ตึกสูง 5 ชั้น มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาพัก เพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค.ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ผู้เข้าพักจะอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และจากต่างจังหวัดเฉลี่ยกันไป เน้นพักค้างคืนเพียง 2 วัน คือช่วงวันที่ 25-26 ต.ค. ที่ผ่านมาเท่านั้น หลังจากวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา จำนวนผู้เข้าพักไม่ได้น้อยลง เพียงแต่คนไทยลดน้อยลงไปเท่านั้น เพราะโดยปกติลูกค้าหลักจะเป็นชาวต่างชาติ มีแค่เดือนนี้ที่คนไทยเข้ามาพักเป็นจำนวนมากเพื่อร่วมงานพิธีมากกว่า จึงไม่ส่งผลกระทบอะไรมาก

“ในช่วงแรกรู้สึกกังวลเล็กน้อยกลัวว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาไม่ได้ จนกระทบกับจำนวนการเข้าพักน้อยลง แต่เมื่อดูจากบันทึกการจองห้องพัก พบว่านักท่องเที่ยวยังคงจองเข้ามาปกติไม่มีอัตราการจอง ลดลงมากจนน่าตกใจ”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

พู่กัน กล่าวอีกว่า หลังงานพระราชพิธีเสร็จสิ้นแล้ว จะมีการประชาสัมพันธ์พร้อมจัดโปรโมชั่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาพักตามปกติ โดยใช้สื่อโซเชียลมีเดียประชาสัมพันธ์ให้รับทราบว่าการเดินทางมาท่องเที่ยวบริเวณนี้สามารถมาได้ปกติแล้ว

ทั้งนี้ ช่วงเทศกาลสำคัญปลายปีนี้จะพยายามประชาสัมพันธ์ประเพณีและกิจกรรมของไทย เบื้องต้นคิดว่าการท่องเที่ยวในบริเวณนี้น่าจะกลับมาคึกคักเพราะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เลื่อนการตัดสินใจเดินทางมาช่วงงานพระราชพิธีจะกลับเข้ามาเร็วขึ้นก่อนสิ้นปีนี้

“เราเข้าใจนักท่องเที่ยวและคนไทยทุกคนว่ามันเป็นเหตุการณ์สำคัญ และคิดว่านักท่องเที่ยวจะศึกษาข้อมูลก่อนเดินทางมาท่องเที่ยว คนที่เขาไม่พร้อมอาจจะเลื่อนเดินทางเข้ามาพักเป็นสิ้นปีหรือปีใหม่แทน แล้วค่อยเดินทางกลับตามปกติ” ผู้จัดการชิงช้า แบงคอก โฮสเทล กล่าว

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงงานพิธีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาพักถามเสมอว่า ทำไมคนไทยต้องใส่ชุดดำ ซึ่งได้พยายามอธิบายให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจสถานการณ์ในประเทศขณะนี้ว่ามันคือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของคนไทยทุกคน

เช่นเดียวกับ อาทิตย์ มิดผำแว่น ผู้จัดการต้อนรับส่วนหน้า โรงแรมดีแอนด์ดีอิน ตรอกข้าวสาร กล่าวว่า ที่โรงแรมเปิดให้บริการห้องพักจำนวน 400 ห้อง มี 2 ตึก รองรับคนไทยและชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการ ในช่วงงานพระราชพิธีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ลูกค้าที่เข้ามาจองห้องพักจะเป็นคนไทยประมาณ 90% วันที่เข้าพักมากที่สุดคือช่วงวันที่ 25-26 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นทยอยออก หากเทียบกับยอดจำนวนการจองเข้าพักที่โรงแรมถือว่าลดลง

สำหรับคนไทยที่เดินทางเข้ามาพักในช่วงระยะเวลานี้ไม่ได้จองที่พักล่วงหน้าเป็นเวลานานหลายวัน เพราะส่วนใหญ่โรงแรมแห่งนี้มีเป้าหมาย คือ ลูกค้าชาวต่างชาติ ขณะที่คนไทยไม่ค่อยได้มาพักที่โรงแรมนี้เป็นหลัก แต่อาจเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ต่างประเทศแล้วเดินทางมาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ จะแวะมาพักที่โรงแรม

“หลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีแล้ว การท่องเที่ยวกำลังจะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ทางโรงแรมก็จะดำเนินการให้บริการตามปกติเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษมากมายนัก แต่จะเตรียมตัวเน้นในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัยมากกว่า และช่วงไฮซีซั่นนี้ทางโรงแรมไม่ได้จัดเรื่องของโปรโมชั่นมากมาย” อาทิตย์ ให้ข้อมูล

สมจิตร วานิเทียน ผู้จัดการส่วนต้อนรับ The Pillow Hostel ตรอกข้าวสาร ระบุว่า หลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธี ยอดจองห้องพักเริ่มกลับมาคึกคึกมากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เริ่มเดินทางเข้ามาแล้ว อย่างยอดจองห้องพักในเดือน พ.ย. ก็เริ่มเต็มแล้วเช่นกัน

ส่วนในช่วงงานพระราชพิธีมีคนไทยถึง 95% เข้ามาใช้บริการห้องพักโดยเฉพาะช่วงวันที่ 24-26 ต.ค.ที่ผ่านมา ถือว่าคนไทยจองเข้ามาพักมากที่สุด หากในช่วงเวลาปกติจะมีคนไทยเข้ามาใช้บริการห้องพักเพียง 10% เท่านั้น ทั้งนี้หากมีงานสำคัญในบริเวณสนามหลวงคนไทยก็จะมาจองห้องพักกันเหมือนเช่นงานพระราชพิธีครั้งนี้ ซึ่งหลังจากนี้จะปรับปรุงห้องพักทั้งหมด 32 ห้อง ให้พร้อมรับฤดูการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือน พ.ย.เป็นต้นไป เพื่อบริการลูกค้าอย่างเต็มที่ตามความต้องการ ขณะนี้มีแต่เพียงชาวต่างชาติที่เดินทางมาเข้าพักเท่านั้น

 

“ปฏิรูปสิ่งแวดล้อม” คิดแมคโคร ทำไมโคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/523769

"ปฏิรูปสิ่งแวดล้อม" คิดแมคโคร ทำไมโคร

โดย..ปริญญา ชูเลขา, อดิศร เงสันเทียะ

หัวใจการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “รอยล จิตรดอน” ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยึดหลักของการทรงงานเพื่อพัฒนาประเทศ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงยึดถือตลอดมา คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ จนเกิดโครงการตามแนวพระราชดำริมากมายที่ทำให้พสกนิกรในประเทศ

รอยล เล่าว่า พระองค์ท่านทรงงานพัฒนาการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 อย่างเช่น การทดลองทำฝนหลวง พอถึงช่วงปี พ.ศ. 2510 กรุงเทพมหานครเริ่มพบปัญหาน้ำท่วมน้ำเสีย พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำเสีย โดยเริ่มแก้ปัญหาในเมืองอย่าง บึงมักกะสัน แหลมผักเบี้ย กังหันน้ำชัยพัฒนา ต่อมาปี พ.ศ. 2538 เกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างรุนแรงและเกิดปัญหาน้ำแล้งตามมาในปี พ.ศ. 2539 นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการนำน้ำแม่กลองมาช่วยภาคกลาง เรียกได้ว่า ที่ผ่านมาเป็นยุคที่พระองค์ท่านทรงทำความเข้าใจบริบทต่างๆ เสียก่อนแล้วจึงพัฒนาก่อสร้าง นำไปสู่การแก้ปัญหาเพื่อปูทางไปสู่ยุคของการจัดการสมัยใหม่

แต่ทว่าไม่ใช่การจัดการการบริหารแบบธรรมดาแต่เป็นการจัดการที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม โดยเริ่มรับสั่งทำงานในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในปี พ.ศ. 2541 ในปีเดียวกันนี้ได้รวบรวมข้อมูลขึ้นมาแล้วทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงงานอย่างต่อเนื่อง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี พ.ศ. 2545 จากข้อมูลที่มีทำให้พระองค์ท่านทราบเรื่องน้ำท่วมก่อนหน้าที่จะเกิดจริงเกือบ 3 สัปดาห์ และปี พ.ศ. 2548 ทรงใช้ระบบไอทีในการวางแผนติดตามเรื่องทำฝนหลวง แก้ปัญหาภัยแล้ง ลดความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดราว 2 แสนล้านบาท แม้ในปี พ.ศ. 2554 ก็ยังมีส่วนช่วยให้น้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ ชั้นใน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท โครงการขนาดเล็ก ที่เรียกว่า การจัดการน้ำชุมชน เนื่องจากพื้นที่นอกเขตชลประทานของประเทศไทยมีประมาณ 120 ล้านไร่ ในเขตชลประทาน 27 ล้านไร่ โดยเริ่มจากการจัดประกวดน้ำชุมชนถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งจัดประกวดติดต่อกันอยู่ 6-7 ปี จึงได้กลุ่มชาวบ้านที่เข้มแข็ง มีความตั้งใจจริง แล้วทำการช่วยส่งเสริมเทคโนโลยี ส่งเสริมการทำข้อมูลแผนที่ เป็นการเสริมโครงสร้างเข้าไปให้ชาวบ้านบริหารจัดการกันเอง โดยจะเน้นพื้นที่นอกชลประทานและพื้นที่บริเวณรอยต่อระหว่างป่ากับพื้นที่เกษตร เพราะเป็นพื้นที่มีปัญหาการรุกป่าบ่อยครั้ง เพราะถ้าแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้ก็แก้ปัญหาบุกรุกป่าได้

“รากฐานของเกษตรทฤษฎีใหม่ คือ การจัดการน้ำ เมื่อมีความสามารถในการบริหารจัดการเรื่องน้ำจะนำไปสู่ความสามารถในการจัดการเรื่องการผลิต วางแผนการเพาะปลูก และนำไปสู่ความสามารถในการขาย สุดท้ายชาวบ้านสามารถรวมตัวกันและจัดตั้งเรื่องของกองทุนภายในชุมชนได้ ช่วงแรกที่พระองค์ท่านขึ้นครองราชย์ทรงใช้เวลาลงพื้นที่เสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรเป็นสิบๆ ปี ทำให้พระองค์ท่านจะได้ข้อเท็จจริง เข้าใจชาวบ้าน เข้าใจประเทศไทย เข้าใจธรรมชาติ ชาวบ้านเขาเป็นของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่เราเข้าไปเสริม

สิ่งที่ในหลวงทรงทำ คือ การมองแบบล่างขึ้นบน (Bottom up) พระองค์ท่านสอนให้คิด ไม่ได้สอนว่าจะขุดสระกี่สระ แต่สอนให้รู้ว่าควรคิดอย่างไร สอนให้เข้าใจ พระองค์ท่านใช้วิธีลงพื้นที่ ถ้าคุณไม่รู้จักตัวเอง คุณจะเอาอะไรไปใส่ มันก็บริหารไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ในหลวงสอนเรา ท่านมีตัวอย่างความสำเร็จเต็มไปหมดทั้งประเทศ แต่มันไม่มีระบบที่จะขยายผล ถามว่าจะขยายผลได้อย่างไร นั่นแหละคือสิ่งที่รัฐบาลต้องจัดการให้เกิด” รอยล กล่าว

ผลสำเร็จของพระองค์ท่านจนกลายเป็นโครงการในพระราชดำริ โดยความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากแนวพระราชดำริ ด้วยการ “คิดแมคโคร ทำไมโคร” ซึ่งจะนำมาปรับใช้ในการปฏิรูป คือ การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ กล่าวคือปัญหาที่พบเกิดจากการบริหารเชิงพื้นที่ไม่สำเร็จทำให้การสั่งการกระจุกอำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง หากในอนาคตยังเป็นแบบนั้นจะทำให้กรุงเทพฯ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะพื้นที่อื่นไม่พัฒนา ฉะนั้นต้องทำให้พื้นที่ต่างๆ บริหารตัวเองได้อย่างเช่น จังหวัด ท้องถิ่น และร่วมกับกรมชลประทาน หรือหน่วยงานจัดการน้ำ เข้าไปช่วยกันได้ทันที เพราะฉะนั้นอันแรกสุดของการปฏิรูป คือ ทำอย่างไรให้การบริหารจัดการดีขึ้น

รอยล กล่าวว่า การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็น 5 ด้าน คือ ทรัพยากรทางบก ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะนี้เรื่องน้ำรัฐบาลตกผลึกแล้วเหลือเพียงแต่ทำให้เกิดขึ้นจริง หลังจากประกาศบังคับใช้กฎหมายน้ำคาดว่าทุกอย่างจะลงตัว แต่ยังคงจะเหลือเรื่องการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่อย่าง ซึ่งมองว่าการบริหารแบบเดี่ยวใช้ไม่ได้อีกต่อไป ต้องทำการผูกโยงกันเป็นพื้นที่ หรือทำอย่างไรให้โครงการที่มีอยู่เดิมเชื่อมต่อกัน และการบริหารจัดการสมัยใหม่ภาครัฐยังคงไม่เข้มแข็ง เพราะนี่ไม่ใช่การบริหารจัดการเชิงเดี่ยวถึงเวลายุติการสร้างแต่ถึงเวลาที่ต้องบริหารให้ดีขึ้นให้แง่ของบริหารบุคลากร

เมื่ออายุของเทคโนโลยีสั้นลง ในการจัดการสมัยใหม่ต้องปรับตัวตามเทคโนโลยี ในเรื่องไทยแลนด์ 4.0 การจะทำให้สำเร็จสิ่งแรกที่จะต้องเริ่ม คือ การบริหารสมัยใหม่ ประกอบไปด้วย 1.เทคโนโลยี 2.การบริหารแนวราบ คือ หน่วยงานต่างๆ ต้องทำงานร่วมกันได้ นำไปสู่ข้อที่ 3.การบริหารเชิงพื้นที่ หากมีครบถึงจะเพิ่มประสิทธิภาพได้

ปัญหาของไทย คือ เวลาจะเปลี่ยนแปลงประเทศ เราไม่ได้ดูว่าเรามีความสำเร็จอะไรบ้าง เรากลับไปดูต่างชาติทำอะไร และก็พยายามถอดเอามาใช้ในไทย แต่เราไม่ได้ดูว่าภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวยก็ยังมีคนที่เขาทำสำเร็จ มันไม่ยากกว่าหรอที่เขาทำอย่างชาวบ้าน แล้วทำไมไม่ขยายต่อ การรับฟังที่แล้วมา คือ การกลัวความคิดที่ต่างกัน ถ้าเข้าใจกันช่องว่างก็ลดลงได้ และการลงไปดูตัวอย่างความสำเร็จ

การรับฟังความคิดเห็นแทนที่จะไปรับฟังแค่ปัญหา เราควรไปรับฟังว่าเขาทำอะไรสำเร็จแล้วบ้าง และจะนำมาใช้ได้อย่างไร ปัญหาของการรับฟัง คือ ส่วนกลางจะไปขายไอเดีย ทำไมส่วนกลางไม่คิดจะซื้อไอเดีย ต้องทำให้เกิดการสื่อสาร 2 ทาง รักษาสมดุล ประเทศจึงจะมีความสำเร็จ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปประเทศอันที่ 1 คือ ลดช่องว่างอย่างที่ในหลวงรับสั่งคิดแมคโครทำไมโคร เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ต้องเข้าใจ หากทำเหมือนกันหมดก็เจ๊ง” รอยล กล่าว

 

“คุก”ไม่ใช่มีไว้เพื่อ”ขังคนจน” ปรับระบบประกันพิสูจน์บริสุทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤศจิกายน 2560 เวลา 07:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/523610

"คุก"ไม่ใช่มีไว้เพื่อ"ขังคนจน" ปรับระบบประกันพิสูจน์บริสุทธิ์

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ประเด็นการขอให้เปลี่ยนระบบเงินประกัน “ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน” อีกต่อไป ของเครือข่ายปฏิรูปการประกันตัวเพื่อคนจนและคณะทำงาน ผ่านการรณรงค์ change.org ถือว่ากำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ เพราะมีผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายเพื่อให้คนจนไม่ต้องติดคุก และหวังให้ทุกคนได้ความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้รณรงค์สนับสนุนให้เปลี่ยนระบบเงินประกัน “ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน” อีกต่อไป อธิบายที่มาแคมเปญนี้ว่าหลังพบตัวเลขผู้ต้องขังอยู่ระหว่างรอพิจารณาคดีกว่า 6-8 หมื่นคน จนทำให้เกิดปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก ซึ่งตามกฎหมายแล้วบุคคลเหล่านั้นย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะต้องรอจนกว่าศาลจะพิจารณาพิพากษาสิ้นสุด ดังนั้นถ้ายังบริสุทธิ์ก็ไม่ควรไปคุมขังไว้ ดังนั้นเรื่องการประกันตัวต้องเป็นเรื่องหลัก การไม่ประกันต้องเป็นเรื่องยกเว้น

ปัญหาแนวทางปฏิบัติการประกันตัวที่ให้ใช้หลักทรัพย์เป็นวงเงินประกัน เช่น ต้องโทษประหารชีวิต หลักทรัพย์คือ 8 แสนบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต 6 แสนบาท ถามว่าแล้วสักกี่คนมีเงินจำนวนดังกล่าว จึงกลายเป็นปัญหาว่าการจะได้ประกันตัวหรือไม่ คือคุณมีเงินหรือเปล่า? ทำให้บานปลายไปสู่เรื่องความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม กลายเป็นคนจนไม่ได้รับการประกันตัว ส่วนคนมีเงินก็ออกมาสู้คดีข้างนอกได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“การใช้เงินกำหนดหลักการประกันจึงมีปัญหาเกิดความเหลื่อมล้ำ ทั้งที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 110 เขียนชัดเจนว่า ในคดีอาญาในการปล่อยตัวชั่วคราวศาลจะกำหนดหลักประกันหรือไม่ก็ได้ หมายความว่า ในกฎหมายมาตราดังกล่าวไม่ได้เขียนว่าต้องใช้เงินกำหนดหลักประกัน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลพินิจศาล แต่เข้าใจว่าที่ศาลใช้เงินเป็นตัวประกันมีความชัดเจนง่ายที่สุด”

ปริญญา ให้ภาพการรณรงค์ต่อว่า การใช้เงินค้ำในหลักการประกันตัวจึงทำให้มีปัญหา และทำให้เกิดอาชีพ “นายหน้าค้าประกัน” ปล่อยเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยให้คนยากจนเพื่อนำมาประกันตัวก็กลายเป็นปัญหาไปอีก เพราะไม่มีใครอยากติดคุกต้องจำใจกู้หนี้ยืมสิน

ทั้งหมดคือจุดเริ่มต้นทำให้มีการรณรงค์ขึ้นมาเพื่อเชิญประชาชนให้ร่วมลงชื่อ หวังให้เกิดความตระหนักต่อสาธารณะว่า “มันเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของทุกคน” ที่ถูกกล่าวหาในชั้นพนักงานสอบสวน หรือจำเลยในชั้นศาล เพราะตราบใดที่ศาลยังไม่พิพากษาคดีจนสิ้นสุด ก็มีสิทธิในการต่อสู้คดี ถ้าศาลสั่งจำคุกแล้วจึงต้องติดคุก ดังนั้นควรอยู่นอกคุก ถ้าประชาชนออกมาช่วยกันรณรงค์จะเกิดประโยชน์และทำให้สังคมเกิดความตระหนักในเรื่องนี้ขึ้นมา

“การประกันตัวมีวิธีหลายอย่างเพื่อปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่งก็ต้องดูว่าใช้วิธีแบบใดได้บ้าง เรื่องนี้ผู้พิพากษาหลายศาลได้นำร่องใช้วิธีการพิจารณาอื่นๆ ปล่อยตัวโดยไม่ใช้เงินประกันตัวในศาลหลายแห่งแล้ว”

รองอธิการบดี มธ. บอกด้วยว่าไม่ได้คาดหวังเรื่องการรณรงค์ว่าจะมีจำนวนเท่าใด เพียงแต่คิดว่าคงสะท้อนเรื่องความตื่นตัวและการตระหนักของประชาชนมากกว่า ยอมรับถ้าได้จำนวนผู้รณรงค์ยิ่งมากก็ยิ่งดี เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรวยหรือจนควรต้องเสมอภาคกัน เพราะคนรวยวางเงินประกันสูงแค่ไหนก็หลบหนีได้เช่นกัน

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้ร่วมรณรงค์แคมเปญนี้ เผยจุดประสงค์ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนแคมเปญรณรงค์เปลี่ยนระบบเงินประกัน “ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน” อีกต่อไป ว่าส่วนตัวเห็นด้วยและคิดว่าเป็นความพยายามที่มีการรณรงค์เพื่อช่วยเหลือคนจนคนด้อยโอกาส ซึ่งมันตรงกับสิ่งที่ตัวเองและกระทรวงยุติธรรมอยากทำ เพราะมีสิทธิความเป็นพลเมืองไทย

เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมมีต้นทุนที่ต้องจ่าย ใช้ระยะเวลาทางคดีตั้งแต่เริ่มต้นจนจบคดีมันไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีศาลตั้งอยู่ในระดับหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ คดีจะเข้ามาที่จังหวัดหมด เช่น ศาลแขวงสั่งจำคุกโทษไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท คดีก็อยู่ที่จังหวัด ถามว่าคนจนที่หาเช้าไม่พอกินเพลต้องมาต่อสู้คดีตรงนี้มันก็เป็นประเด็นแล้ว

รองปลัดกระทรวงยุติธรรมให้ความเห็นด้วยว่า ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกว่า ผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาถือว่ายังไม่มีความผิด เพราะยังไม่มีคำพิพากษา ดังนั้นคนเหล่านี้มีสิทธิพบทนายความ ออกมารวบรวมพยานหลักฐานแสวงหาข้อเท็จจริงว่าตัวเองบริสุทธิ์

“ที่สำคัญถ้าถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจะหมดพลังและกลายเป็นภาระรัฐต้องดูแล โดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 20 ที่ถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนรอพิจารณาคดี แต่ถ้าออกมาอยู่ข้างนอกได้จะเป็นพลังที่เลี้ยงดูครอบครัวทำงานได้ และไม่เป็นภาระรัฐ และหากพบว่าทำผิดก็เข้าเรือนจำไป”

ธวัชชัย ขยายความอีกว่าสมัยก่อนคนที่ป่วยในบ้านมีคนจน 1 คน ต้องขายไร่นาหรือขายตัวเพื่อนำเงินมารักษาญาติพี่น้องจนถึงขั้นล้มละลาย เช่นเดียวกับในกระบวนการยุติธรรม ถ้ามีญาติพี่น้องตกเป็นจำเลย 1 คน ก็อาจถึงขั้นหมดไร่หมดนาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม และยังไม่รู้ว่าผลจะออกอย่างไร จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “กองทุนยุติธรรม”ของกระทรวงยุติธรรม เพื่อเข้ามาช่วยเหลือผู้ยากจน

อย่างไรก็ตาม แคมเปญนี้มันเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น เพราะคนจนก็เสียภาษีผ่านภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงควรได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย

 

ชมพระเมรุมาศ ขวัญที่ดีของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2560 เวลา 12:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/523326

ชมพระเมรุมาศ ขวัญที่ดีของชีวิต

โดย… ธเนศน์  นุ่นมัน

ประชาชนจำนวนมาก ยังคงหลั่งไหลเดินทางเข้าไปชมพระเมรุมาศ และนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 9 บริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งเปิดให้เข้าชมระหว่าง 2-30 พ.ย.นี้ เวลา 07.00-22.00 น.เปิดให้ประชาชนเข้าชมรอบละ 3-5,000คน ใช้เวลารอบละ 45 นาที ถึง 1ชั่วโมง

นิทรรศการ ดังกล่าวเปิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่9 ผ่านพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้ว รวมถึงเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนศึกษาเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมโบราณราชประเพณี

ทั้งนี้ ขั้นตอนการเข้าชมนิทรรศการ ประชาชนจะต้องผ่านจุดคัดกรอง 5 จุด ประกอบด้วย1.บริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์2.บริเวณท่าช้าง 3.บริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (รด.)4.บริเวณตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และ5.บริเวณด้านหลังกระทรวงกลาโหม โดยผู้เข้าชมจะต้องแต่งกายสุภาพ

จุดเข้าชมนิทรรศการ จะเริ่มจากพื้นที่ถนนสายกลางท้องสนามหลวง ก่อนเข้าชมด้านใน โดยกำหนดเวลา 15 นาที เพื่อให้ถ่ายภาพมุมกว้างพระเมรุมาศ พลับพลายก และโครงการพระราชดำริ นาข้าว ฝาย กังหันน้ำชัยพัฒนา ฯลฯ จากนั้นนำสู่ระบบเข้าชม มีเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องตอบคำถาม โดยให้เวลาชม45 นาที เจ้าหน้าที่จะเปิดสัญญาณและประกาศแจ้งเตือนเวลาผู้เข้าชมแต่ละชุด ซึ่งกำหนดโดยบัตรติดหน้าอก โดยมีออกด้านหลังพระเมรุมาศ ทิศใต้ บริเวณพระบรมมหาราชวัง ซึ่งจำนวนผู้เข้าชมสูงสุดต่อรอบรับได้ 5,500คน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับจุดต่างๆ ภายในส่วนของนิทรรศการนั้น ผู้ชมแต่ละชุด จะได้เห็นพื้นที่ที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ

1. นิทรรศการ “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” บริเวณพระที่นั่งทรงธรรม มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แบ่งเป็น 5 ตอน ได้แก่ 1.เมื่อเสด็จอวตาร 2.รัชกาลที่ร่มเย็น 3.เพ็ญพระราชธรรม 4.นำพระราชไมตรี5.พระจักรีนิวัตฟ้า รวมทั้งสามารถชมจิตรกรรมฝาผนังโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3 ด้าน

2. นิทรรศการการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ จัดแสดงภายในศาลาลูกขุน เนื้อหาแสดงถึงแนวคิดและขั้นตอนการทำงาน ทั้งงานสถาปัตยกรรม งานประติมากรรม และจิตรกรรมประดับพระเมรุมาศ งานประณีตศิลป์ในส่วนของพระโกศจันทน์ พระโกศทองคำ เครื่องสังเค็ด และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ

และ 3. นิทรรศการสัมผัสสำหรับผู้พิการทางสายตา จัดแสดงบริเวณอาคารทับเกษตร โดยจำลองพระเมรุมาศ ประติมากรรมประดับพระเมรุ อาทิ เทวดา สัตว์หิมพานต์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถสัมผัสได้ โดยมีอาสาสมัครนำชม และจัดทำซีดีเสียงบรรยายนิทรรศการสำหรับผู้พิการทางสายตา ส่วนผู้พิการทางการได้ยิน มีจิตอาสานำชมด้วยภาษามือ

หนู สีฟ้า ผู้เข้าชมพระเมรุมาศซึ่งเดินทางมาจากเขตดาวคะนอง เล่าว่าเดินทางมาชมเพราะผ่านพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาแล้วก็ยังไม่สามารถหยุดคิดถึงพระองค์ได้ โดยได้เดินทางไปกราบสักการะพระบรมราชสรีรางคาร ภายในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มาแล้ว และก่อนหน้านี้ เคยเดินทางมากราบพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมหาราชวังมาแล้วถึง 160 ครั้ง

สมเกียรติ์ รัตนบุรี ข้าราชการซึ่งเดินทางมาจาก จ.สงขลา เล่าว่า เดินทางมาชมพระเมรุมาศเพราะช่วงพระราชพิธี ไม่มีโอกาสได้ชมการถ่ายทอดสดเนื่องจากเป็นข้าราชการต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดช่วงงานพระราชพิธีในส่วนพื้นที่รับผิดชอบ โดยเชื่อว่า ข้าราชการจำนวนมากซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้ชมพระราชพิธีช่วงถ่ายทอดสดเช่นกัน จะทยอยกันเดินทางมาชมด้วยตัวเอง

อิชยา กัปปา ข้าราชการประจำกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่าได้เห็นว่าพระเมรุมาศ ถูกสร้างมาอย่างประณีต วิจิตบรรจง สมพระเกียรติกับสิ่งที่ท่านได้ทรงงานให้กับประชาชนชาวไทยตลอด 70 ปี โดยเป็นการรวมเอางานศิลปกรรมแขนงต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน และ บรรดาช่างที่มีส่วนร่วมต่างใส่หัวจิตหัวใจลงไปในงาน จนทำให้พระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช งดงามเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามความงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทำให้เราถึงกับน้ำตาซึมว่าจากนี้ไป เราจะไม่เห็นพระองค์ท่านอีกแล้ว ได้เพียงแต่บันทึกภาพความทรงจำผ่านสายตาและกล้องถ่ายรูป เพื่อระลึกถึงความดีงามของพระองค์ ซึ่งจะสถิตอยู่ในใจตราบชั่วนิรันดร์

“ส่วนกรณีที่พบว่ามีผู้เข้าชม มีพฤติกรรมไม่สุภาพไม่เหมาะสม ไม่อยากให้ใครมาเดินชมแล้วมีพฤติกรรมดังกล่าว ขอให้เป็นสถานที่ของพ่อที่ทรงเกียรติ ดูห่างๆ ดีกว่า แต่คิดว่ายากที่จะห้ามพฤติกรรมเหล่านี้ ส่วนตัวคิดว่าพระเมรุมาศคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ชมแค่ด้านล่างโดยรอบพระเมรุมาศก็เป็นของขวัญที่ดีกับชีวิตแล้ว” อิชยากล่าว

ติ๋ม เจริญสิทธิ์ ซึ่งเดินทางมาจากพุทธมณฑลสาย2 กล่าวว่าได้ชมนิทรรศการแล้ว ยิ่งทำให้คิดถึงพระองค์ท่าน และเชื่อว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงทดพระเนตรมาจากสวรรค์และเห็นแล้วว่ายังมีพสกนิกรรักและรำลึกถึงพระองค์ท่านเป็นจำนวนมาก และจะรักพระองค์ท่านตลอดไป

 

ต้องมี”ตูน บอดี้สแลม”วิ่งอีกกี่คน? เงินถึงจะพอช่วยรพ.ทุรกันดารทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2560 เวลา 18:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/523170

ต้องมี"ตูน บอดี้สแลม"วิ่งอีกกี่คน? เงินถึงจะพอช่วยรพ.ทุรกันดารทั่วประเทศ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ปรากฏการณ์ นักร้องชื่อดังอย่าง “ตูน บอดี้สแลม” อาทิวราห์ คงมาลัย หนุ่มร็อกเกอร์ชื่อดัง ที่ปลุกกระแสลุกขึ้นมาสวมร้องเท้าผ้าใบวิ่งระดมทุนหาเงินบริจาคเริ่มโครงการ “ก้าวคนละก้าว” วิ่งจากใต้สุดแดนสยาม ที่ อ.เบตง จ.ยะลา สู่ภาคเหนือสูงสุดของประเทศไทย ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ระยะทาง 2,191กิโลเมตร ใช้เวลาวิ่งเกือบ 2 เดือน เป้าหมาย 700 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนหาซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลจำนวน 11 แห่งอีกครั้ง ในพื้นที่ทุรกันดาร จนเกิดคำถามขึ้นสารพัดทำไมต้องออกวิ่งหาเงินให้กับโรงพยาบาล จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

เกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ รองประธานชมรมแพทย์ชนบทภาคใต้ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.ยะลา ความเห็นว่า ต้องขอบคุณและชื่นชม”ตูน บอดี้สแลม”ที่ลุกขึ้นมาวิ่งระดมทุนบริจาคเงินเพื่อนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลถิ่นทุรกันดาร 11 แห่ง ซึ่งความจริงคนไทยพร้อมบริจาคเงินเพียงแต่ต้องการคนที่ประชาชนเชื่อมั่นและเชื่อถือจะมาเป็นตัวหลักระดมทุน

“ต้องยอมรับงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขมีน้อย เพราะว่ารัฐบาลจัดสรรให้กระทรวงสาธารณสุขน้อย เนื่องจากเห็นว่าการดูแลสุขภาพของประชาชนเป็นภาระของประเทศ เป็นวิธีคิดที่แย่มาก ขณะเดียวกันเวลาเพิ่มงบประมาณในแต่ละปีก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”

สุภัทร ยอมรับว่า เรื่องงบประมาณความจริงแล้วขาดแคลนทุกโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชน หากถามว่าทุกโรงพยาบาลอยากได้งบประมาณและเงินบริจาคหรือไม่ แน่นอนว่าโรงพยาบาลทุกแห่งอยากได้งบประมาณเพื่อมาบริหารจัดการ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทว่า แต่ไม่ใช่หน้าที่ของ “ตูน บอดี้สแลม” ที่ต้องมาวิ่งระดมทุนหาเงินบริจาคให้โรงพยาบาล 700กว่าแห่งทั่วประเทศ กลับกันมันคือหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาล ในใจลึกๆหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหันมาให้ความสนใจเรื่องอุปกรณ์ทางแพทย์และการจัดการในโรงพยาบาล” หมอสุภัทร คาดหวัง

สุภัทร ยังมองปรากฏการณ์วิ่งครั้งนี้ด้วยว่า ส่วนตัวคิดว่าการวิ่งของ “ตูน บอดี้สแลม” คงไม่เกิดผลในระยะยาวเท่าไหร่ เพราะคนบริจาคเงินเพราะ ”ตูน บอดี้สแลม”วิ่ง ไม่อาจทำให้ประชาชนเปลี่ยนใจมาบริจาคแบบต่อเนื่องให้กับโรงพยาบาล แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดคุณูปการกับกระทรวงสาธารณสุข และรัฐบาลจะรู้สึกหรือไม่ว่านั่นคือหน้าที่รัฐบาลไม่ใช่หน้าที่ของ “ตูน บอดี้สแลม”ที่ต้องมาวิ่งหาเงินช่วยโรงพยาบาล

หวังว่าอย่างน้อยการลุกขึ้นมาวิ่งครั้งนี้ทำให้เห็นว่ามีคนดีๆมีชื่อเสียงมาช่วย และมองเห็นความสำคัญเรื่องสุขภาพ เพราะปกติไม่ค่อยมีส่วนใหญ่จะทำบุญบริจาควัด โรงเรียน และโรงพยาบาลขนาดใหญ่

เช่นเดียวกับ เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท และผู้อำนวยหารโรงพยาบาลชุมแพ จ.ขอนแก่น ตั้งคำถามกับเรื่องนี้ว่า ต้องมี “ตูน บอดี้สแลม” อีกกี่คนถึงจะเพียงพอกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพ สำหรับค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมีค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นตลอด และสิ่งที่เราจำเป็นต้องใช้ก็เพิ่มมากขึ้น หากมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเข้าไปดูแลจะเกิดประโยชน์มาก แต่ต้องสอดคล้องกับทิศทางการกระจายทรัพยากรของรัฐบาลโดยหลัก

หากรัฐบาลเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องจะทำให้ “ตูน บอดี้สแลม”ทำงานหนักน้อยลงและตรงเป้าหมายขึ้น ในสิ่งที่ตูนทำเป็นเชิงสัญลักษณ์ที่ทำขึ้นมาให้เห็น หวังกระตุ้นให้ประชาชนหันมาสนใจช่วยกันทำให้ระบบบริการทางการแพทย์เข้าถึงได้มากขึ้น

เกรียงศักดิ์ ปรารภอีกว่า สำหรับการขาดแคลนงบประมาณนั้น ยอมรับว่าขาดแคลนทั้งหมด เพียงแต่มากน้อยเฉลี่ยกันไป ถ้ามองโดยรวมต้องยอมรับว่าในพื้นที่ชนบทหรือโรงพยาบาลชุมชนส่วนใหญ่ขาดแคลนมากกว่า เพราะว่าในช่วง 10 ปีหลัง รัฐบาลลงทุนกับโรงพยาบาลขนาดเล็กน้อยมาก ตัวอย่าง จากที่ตูนวิ่งระดมทุนเงินให้กับโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั่นเป็นเพียงโรงพยาบาล 1 ใน 700 แห่งที่สะท้อนให้เห็นว่ามีทรัพยากรน้อย

“ถ้าเราไม่ไปลงทุนในโรงพยาบาลขนาดเล็ก โรงพยาบาลขนาดใหญ่โตยังไงก็ไม่เพียงพอกับบริการ เพราะประชาชนเข้าไปใช้บริการแต่โรงพยาบาลขนาดใหญ่หมด แต่ถ้าเราดักพัฒนาตั้งแต่โรงพยาบาลขนาดเล็กให้เจริญเพียงพอ เทียบเท่าโรงพยาบาลใหญ่ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลจังหวัด หนำซ้ำยังลดค่าใช้จ่ายเดินทางของผู้ใช้บริการอีกด้วย”

ประธานชมรมแพทย์ชนบท เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาหลายปีการลงทุนในโรงพยาบาลขนาดเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบงบประมาณไปลงทุนในโรงพยาบาลขนาดใหญ่มากกว่า พอโรงพยาบาลขนาดใหญ่มากขึ้นยังไงก็ไม่เพียงพอกับบริการ เพราะเราไม่ลงทุนพัฒนาโรงพยาบาลขนาดเล็กประชาชนจึงแห่เข้ามาใช้บริการแต่โรงพยาบาลใหญ่ๆหมด

“หากเราพัฒนาโรงพยาบาลระดับล่างแล้วจะสามารถกำหนดได้ว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ควรพัฒนาไปอย่างไรเท่าไหร่ เพราะเราไม่เห็นสัดส่วนที่เหมาะสม”

นอกจากนี้ปรากฏการณ์วิ่งคราวนี้ เกรียงศักดิ์ ให้ทัศนะว่า ถือเป็นตัวกระตุ้นทำให้รัฐบาลเห็นว่าจริงแล้วควรกลับมามองหรือรู้สึกตะขิดตะขวงใจว่า สิ่งที่ “ตูนบอดี้สแลม” วิ่งกำลังสะท้อนอะไร ซึ่งก็สะท้อนเรื่องงบประมาณการบริหารจัดการ

“ถ้าถามว่า 700 ล้านบาทที่วิ่งระดมทุนทำอะไรได้มากหรือไม่ ก็อาจไม่มากหากเทียบกับงบประมาณ แต่ก็ดีกว่าไม่มีเงินตรงนี้มาสนับสนุน กลับกันอย่างรพ.บางสะพาน ที่ได้รับเงินบริจาคจากตูนคราวก่อน 80 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จมาก รพ.เกิดการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด ใช้ประโยชน์จากเงินได้เต็มที่ และรพ.บางสะพานจะโดนลดงบประมาณไปหรือไม่ เพราะได้รับเงินบริจาค อันนี้ก็เป็นคำถาม”

อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลมีทิศทางถูกต้องบริหารจัดการในอีก 10 ปี 20 ปี ข้างหน้า โรงพยาบาลต่างๆควรจะอยู่ในสเตตัสแบบใด เช่นโรงพยาบาลขนาดนี้ต้องมีกี่เตียง รองรับผู้ป่วยได้เท่าไหร่ การดูแลเครือข่ายให้สมบูรณ์แบบไหน ถ้ามองไม่ออกว่าการลงทุนพัฒนาจากโรงพยาบาลขนาดเล็กก่อน ยังไงโรงพยาบาลขนาดใหญ่ให้มีจำนวนมากเท่าใดก็ไม่เพียงพอ เพราะสุดท้ายชาวบ้านก็เข้ามาใช้โรงพยาบาลขนาดใหญ่หมดเหมือนเดิม

การวิ่งในครั้งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า เป็นการกระตุกภาครัฐให้หันมาสนใจและต้องตะขิดตะขวงใจบ้างว่าสิ่งที่ตูนทำ ได้สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการของภาครัฐยังไม่ดีพอ จนทำให้“ตูน บอดี้สแลม” ต้องออกมาวิ่งระดมทุนอีกครั้ง

 

รวมลิงค์บันทึกประวัติศาสตร์ พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2560 เวลา 19:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522959

รวมลิงค์บันทึกประวัติศาสตร์ พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

หลังจากงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ผ่านพ้นไป โดยแม้รัฐบาลจะออกประกาศให้ประชาชนออกทุกข์เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา และตามท้องถนน เริ่มมีประชาชนสวมเสื้อผ้าที่มีสีสันให้เห็นมากขึ้น แต่บรรยากาศความเศร้าโศกจากพระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระบรมศพฯ ก็ยังไม่จางลง ดังจะเห็นได้จากกรณีที่ประชาชนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเข้ากราบพระบรมราชสรีรางคาร ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม-วัดบวรนิเวศวิหาร อย่างล้นหลาม

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งยัง เก็บรวบรวมพระบรมฉายาลักษณ์ที่หายาก พระราชกรณียกิจ ส.ค.ส พระราชดำรัส และบรรดาสิ่งพิมพ์ที่รวบรวมทั้งภาพและเนื้อหาเกี่ยวกับริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ

ขณะเดียวกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนซึ่งประสงค์จะรวบรวมเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ พระบรมฉายาลักษณ์ พระราชกรณียกิจ ส.ค.ส พระราชดำรัส และบรรดาสิ่งพิมพ์ เนื้อหาเกี่ยวกับขบวนส่งเสด็จ เก็บไฟล์ข้อมูลต่างๆ ในรูปแบบดิจิตอล หลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปดาวน์โหลดหนังสือ บันทึกประวัติศาสตร์ได้หลากหลาย

เช่น เว็บไซด์ของกระทรวงวัฒนธรรมรวบรวมหนังสือ ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งในรูปแบบของ e-book และ ไฟล์ PDF ให้เลือก ดาวน์โหลดได้ที่ https://www.m-culture.go.th/th/ewt_news.php?nid=8165&filename=index และ https://www.m-culture.go.th/th/download/king9/Glossary_about_HM_King_Bhumibol_Adulyadej’s_Funeral.pdf

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

คู่มือสื่อมวลชน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

http://www.kingrama9.th/Downloads/E-Book_TH.pdf

ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้ดาวน์โหลดธนบัตรรัชกาลที่9 https://www.bot.or.th/broadcast/EBook/commemorativebook/Commemorative_Book.pdf

หนังสือ ราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รวบรวมโดยกรมศิลปากร http://www.finearts.go.th/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%8C/book/149-2016-12-30-09-14-05/2-2013-01-26-21-11-08.html

แผ่นพับในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ 3 รูปแบบเพื่อแจกผู้เข้าร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ แผ่นพับที่ระลึก แบบที่ 1 ฉบับภาษาไทยมีเนื้อหา 8 หัวข้อ ได้แก่ พระราชประวัติจอมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ พระปรีชาเกริกไกรไปทั่วหล้า พระราชกรณียกิจเพื่อปวงประชา พระราชดำริพัฒนาเทิดถาวร พระเกียรเกียรติยศปรากฏทั่วสากล ดิเรกดลถวายพระเพลิงเถกิงนุสรณ์ พระเมรุมาศสูงส่งอลงกรณ์ และเจิดกำจร กำหนดการพระราชพิธี

ดาวน์โหลด ฉบับภาษาไทย https://oer.learn.in.th/search_detail/ZipDownload/74358

แผ่นพับที่ระลึกแบบที่ 2 ฉบับภาษาอังกฤษยึดเนื้อหาจากฉบับภาษาไทย ฉบับแจกคณะทูตานุทูต และชาวต่างชาติ

ดาวน์โหลดฉบับภาษาอังกฤษ https://oer.learn.in.th/search_detail/ZipDownload/74360

แผ่นพับที่ระลึกแบบที่ 3 มี เนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติทศพิธราชธรรม พระเมรุมาศ และสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ราชรถ พระยานมาศ และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์

ดาวน์โหลดฉบับพระราชประวัติ https://oer.learn.in.th/search_detail/ZipDownload/74362

พระธรรมเทศนา ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง http://www.sso.go.th/wpr/uploads/uploadImages/file/Buddhist60.pdf

หนังสือ “เสด็จสู่แดนสรวง ศิลปะ ประเพณี และความเชื่อในงานพระบรมศพและพระเมรุมาศ” โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มิวเซียมสยาม ดาวน์โหลดได้ที่ https://goo.gl/7drtqf

ขณะที่เว็บไซต์ http://www.nectec.or.th/users/htk/gr01/ ได้รวบรวม ส.ค.ส. พระราชทาน แก่ประชาชน ที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนพระองค์ รวบรวมโดย ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ที่ปรึกษาอาวุโสผู้อำนวยการ สวทช. สามารถเลือกขนาดของภาพในการดาวน์โหลดได้ตามต้องการ โดยมีภาพ ส.ค.ส.พระราชทานแบบความชัดสูงตั้งแต่ ปีใหม่ 2541. จนถึง ส.ค.ส.พระราชทาน เนื่องในวันปีใหม่ พ.ศ. 2559 ด้วย ส่วนภาพ ส.ค.ส.พระราชทาน ตั้งแต่ฉบับแรกสุด (ช่วงก่อนปี 2541 ) สามารถชมได้ที่เว็บไซต์ของสำนักราชเลขาธิการ

วิชา 9 หน้าศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

https://thai.tourismthailand.org/fileadmin/upload_img/Multimedia/Ebrochure/759/9-1507730138.pdf

 

ซองละ100หลบไป! อัดบุหรี่สูบเองแค่20บาท ทางเลือกใหม่”สิงห์อมควัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2560 เวลา 19:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522957

ซองละ100หลบไป! อัดบุหรี่สูบเองแค่20บาท ทางเลือกใหม่"สิงห์อมควัน"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

กลุ่มชายหนุ่มคีบมวนกระดาษทรงกระบอกที่ภายในบรรจุยาสูบบดหรือเรียกว่า “บุหรี่” นั่งล้อมวงสนทนากันอย่างออกรสออกชาติถึงวิธีการลดค่าใช้จ่าย ภายหลัง พ.ร.บ.ภาษีสรรพาสามิตฉบับใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาขายปลีกบุหรี่หลายยี่ห้อเพิ่มสูงขึ้น

บางคนเสนอให้เลิกบุหรี่ บางคนเสนอทางออกให้ผลิตบุหรี่ขึ้นมาสูบเองซะเลย ?

ราคาบุหรี่ใหม่ ขึ้นสูงสุด 22 บาท

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ราคาบุหรี่ใหม่ 16 ยี่ห้อจากโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง มีรายละเอียดดังนี้

สามิต 90 ราคาเดิมซองละ 86 บาท ราคาใหม่ 95 บาท ปรับขึ้น 9 บาท

กรุงทอง 90 ราคาเดิมซองละ 86 บาท ราคาใหม่ 95 บาท ปรับขึ้น 9 บาท

กรองทิพย์ 90 ราคาเดิมซองละ 86 บาท ราคาใหม่ 95 บาท ปรับขึ้น 9 บาท

สายฝน 90 ราคาเดิมซองละ 86 บาท ราคาใหม่ 95 บาท ปรับขึ้น 9 บาทต่อซอง

กรองทิพย์ 7.1 ซองแดงและซองเขียว ราคาเดิม 68 บาท ราคาใหม่ 90 บาท ปรับขึ้น 22 บาทต่อซอง

วันเดอร์ รสอเมริกันและรสเมนทอล ราคาเดิม 63 บาท ราคาใหม่ 60 บาท ลดลง 3 บาทต่อซอง

เอสเอ็มเอส ซองแดงและซองเขียว ราคาเดิม 51 บาท ราคาใหม่ 60 บาท ปรับขึ้น 9 บาทต่อซอง

โกลด์ ซองแดงและซองเขียว ราคาเดิม 45 บาท ราคาใหม่ 60 บาท ปรับขึ้น 15 บาทต่อซอง

ไลน์ 7.1 ซองแดงและซองเขียว ราคาเดิม 40 บาท ราคาใหม่ 60 บาท ปรับขึ้น 20 บาทต่อซอง

ไลน์ ซองแดงและซองเขียว ราคาเดิม 43 บาท ราคาใหม่ 60 บาท ปรับขึ้น 17 บาทต่อซอง

ขณะที่ ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด บริษัทผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศยี่ห้อมาร์ลโบโร และแอล แอนด์ เอ็ม ปรับราคาดังนี้

มาร์ลโบโร ซองอ่อนและซองแข็ง ปรับราคาเพิ่มขึ้น 20 บาท จากเดิม 125 บาท เป็น 145 บาท

มาร์ลโบโร เซเว่น ปรับราคาเพิ่มขึ้น 17 บาท จากเดิม 98 บาท เป็น 115 บาท

แอล แอนด์ เอ็ม ซองอ่อนและซองแข็ง ปรับราคาเพิ่มขึ้น 12 บาท จากเดิม 87 บาท เป็น 99 บาท

แอล แอนด์ เอ็ม 7.1 ซองอ่อน ปรับราคาลดลง 12 บาท จากเดิม 72 บาท เป็น 60 บาท

มาร์ลโบโร อาร์กติก แบล็ก และเพอร์เพิลซองแข็ง ราคาเดิม 165 บาท

ได้เวลาเลิกเป็นลูกค้าโรงงานยาสูบ

เมื่อบุหรี่ส่วนใหญ่มีราคาสูงมากขึ้นคนกลุ่มหนึ่งเลือกลาขาด คนกลุ่มหนึ่งหันไปทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้า ขณะที่บางกลุ่มเลือกซื้ออุปกรณ์มาผลิตเอง โดยค้นหาได้ไม่ยากจากอินเทอร์เน็ต

แอดมิน Madnass Thailand เพจเฟซบุ๊กที่ขายสินค้าเกี่ยวกับบุหรี่ เล่าว่า มีลูกค้าและยอดขายเพิ่มมากขึ้นหลังจากรัฐบาลปรับโครงสร้างทางภาษี

“จริงๆ เครื่องอัดบุหรี่เองมีมานานแล้วครับ แต่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นหลังการขึ้นภาษี คนเขาไม่อยากเป็นลูกค้ารัฐบาลกันแล้ว หาซื้อเอง ผลิตเองดีกว่า”

สินค้าที่ขายในโลกออนไลน์นั้นมีทุกอย่างโดยยาเส้นมีราคาซองละ 100-140 บาท สามารถมวนเป็นบุหรี่ได้มากถึง 150-200 มวน , มวนก้นกรองเปล่าราคาถุงละ 100 บาท บรรจุทั้งหมด 60 มวน ขณะที่เครื่องอัดบุหรี่มีราคาอยู่ที่ 250 บาท เมื่อเฉลี่ยต้นทุนการผลิตจะตกอยู่แค่ 15-20 บาทต่อซอง ห่างจากบุหรี่ทั่วไปถึง 4-5 เท่า

ผู้ค้ารายนี้มองว่าในอนาคตผู้คนจะเลือกซื้ออุปกรณ์ผลิตบุหรี่เองรวมถึงหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากประหยัดและส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

“ไม่ผิดกฎหมาย ยาเส้นเสียภาษีปกติ มวนเปล่าก็มีขายทั่วไป เครื่องอัดก็เป็นเพียงแค่พลาสติก รัฐควบคุมลำบาก ตอนนี้แต่ละร้านในโลกออนไลน์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ บางคนเลิกสูบเพราะรัฐขึ้นภาษี แต่จำนวนมากกำลังมองหาตัวเลือกอื่นที่ถูกกว่า”

ทั้งนี้มวนก้นกรองเปล่านั้นมีหลากหลายชนิดให้เลือก ทั้งแบบร้อนเเละเย็นรวมถึงกลิ่นผลไม้ เช่นเดียวกันกับยาเส้น ที่มีทั้งกลิ่นกรองทิพย์ แอลเอ็ม เเละมาร์ลโบโร

จ่ายถูกลง-ได้สูบเท่าเดิม

จิรวัฒน์ จามะรี พนักงานบัญชีบริษัทเอกชน สูบบุหรี่วันละกว่า 1 ซอง และอาจพุ่งไปถึง 2 ซอง ในช่วงเวลาสังสรรค์ เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่บุหรี่ปรับราคาสูงขึ้น ได้ค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตจนกระทั่งเจอร้านค้าขายอุปกรณ์ผลิตบุหรี่ เมื่อประเมินราคาและความคุ้มค่าแล้วจึงตัดสินใจสั่งซื้อในที่สุด

“นั่งคำนวณราคากับเพื่อนๆ แล้ว เฉลี่ยตกซองละ 20 บาท ประหยัดลงไปเยอะมาก” ชายหนุ่มวัย 30 ปียอมรับว่า รสชาติของบุหรี่อัดนั้นแตกต่าง ไม่ดีเทียบเท่ากับบุหรี่จากโรงงานยาสูบและบริษัทผู้ผลิตต่างชาติ อย่างไรก็ดีเมื่อคิดถึงราคาที่จ่ายนับว่าสมเหตุสมผล

“รสชาติไม่ได้เลวร้าย อยู่ในระดับที่รับได้ ถ้าคิดถึงเงินที่เสียไป มันก็สมเหตุสมผล ไม่ใช่ว่าจ่ายไปเท่านี้จะเอารสชาติกรองทิพย์ มาร์ลโบโร”

ด้าน วัลลภ ยิ้มย่อง พนักงานเอกชน สิงห์อมควันอีกราย บอกว่า การให้เลิกบุหรี่นั้นเป็นเรื่องยาก ทางเลือกที่ดีกว่าคือเฟ้นหาผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกลง

“ราคาสูงซื้อไม่ไหว จะให้เลิกก็ทำไม่ได้ ทางออกเลยกลายเป็นซื้ออุปกรณ์มาผลิตเอง จากเสียเงินวันละร้อย เหลือเพียงแค่ 20 บาท” วัลลภวัย 29 ปีบอกพร้อมกับยืนยันว่าราคาที่ถูกลงไม่ได้ทำให้ปริมาณการสูบเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด

กฎหมายระบุชัด ห้ามขายผ่านอินเทอร์เน็ต

ตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ในมาตรา 27 ระบุว่า การขายผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยผู้ขายปลีก ห้ามผู้ขายปลีกกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(1) ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยใช้เครื่องขาย

(2) ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์

(3) ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบนอกสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตขายยาสูบ

(4) ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยแจก แถม ให้ หรือแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ยาสูบกับสินค้าอื่นการให้บริการ หรือสิทธิประโยชน์อื่น แล้วแต่กรณี

(5) ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยกระทําการในลักษณะที่แสดงถึงการลดราคาผลิตภัณฑ์ยาสูบ ณ จุดขาย

(6) ขายสินค้าหรือให้บริการโดยมีการแจก แถม ให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือแลกเปลี่ยนกับผลิตภัณฑ์ยาสูบ แล้วแต่กรณี

(7) เร่ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ

(8) ให้หรือเสนอให้สิทธิในการเข้าชมการแข่งขัน การแสดง การให้บริการ การชิงโชค การชิงรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดเป็นการตอบแทนแก่ผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือแก่ผู้นําหีบห่อหรือสลากหรือสิ่งอื่นใดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยาสูบมาแลกเปลี่ยนหรือแลกซื้อ

(9) แสดงราคาผลิตภัณฑ์ยาสูบ ณ จุดขายในลักษณะจูงใจให้บริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ

มาตรา 28 ห้ามผู้ใดแจกจ่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบในลักษณะเป็นตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบแพร่หลาย หรือเพื่อเป็นการจูงใจสาธารณชนให้บริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ

ทนายความ “เกิดผล แก้วเกิด” สรุปว่า การขายเฉพาะตัวเครื่องอัดบุหรี่ทางโลกออนไลน์นั้นไม่ผิดกฎหมาย แต่ “ผลิตภัณฑ์ยาสูบ” อย่างยาเส้น รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นใดที่มีสารนิโคตินเป็นส่วนประกอบ การขายผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั้นผิดกฎหมายชัดเจน เนื่องจากมีการระบุถึงการห้ามโฆษณาสื่อสารการตลาดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขายสินค้าหรือบริการ หรือสร้างภาพลักษณ์ในทุกช่องทาง

ทั้งหมดนี้คือผลพวงจากการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ ซึ่งเป้าหมายของการขึ้นราคาเพื่อจำกัดและหวังให้ผู้เสพลดลงอาจไม่ได้ผลเสมอไป นอกจากนั้นการหันหน้าไปผลิตเอง ยังทำให้รัฐสูญเสียรายได้อีกด้วย

———————————-

ภาพจาก www.monkeyvapes.com , Mascotte Thai