นิทรรศการพระเมรุมาศ น้อมรำลึกรัชกาลที่ 9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522505

นิทรรศการพระเมรุมาศ น้อมรำลึกรัชกาลที่ 9

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ต้องบันทึกไว้ว่าคนไทยทั้งแผ่นดินได้หลอมหัวใจกันเป็นดวงเดียว เพื่อร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9

แม้จะเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ แต่ในอีกด้านก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยในการร่วมกันส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยในครั้งนี้ โดยเฉพาะการจัดสร้างพระเมรุมาศเพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ได้รับเสียงชื่นชมทั้งทั่วโลกถึงความงดงามและความยอดเยี่ยมของคนไทยในการสร้างสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้เอง รัฐบาลจึงเตรียมเปิดให้ประชาชนเข้าชมพระเมรุมาศและเข้าชมนิทรรศการภายในพื้นที่สนามหลวงระหว่างวันที่ 2-30 พ.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯ ทรงเป็นประธานเปิดนิทรรศการ ในวันที่ 2 พ.ย.นี้

เบื้องต้นจะเปิดให้เข้าชมอย่างอิสระ รอบละ 5,000 คน กำหนดเวลาเข้าชมพระเมรุมาศ รอบละ 1 ชั่วโมง โดยให้ประชาชนถ่ายภาพที่ระลึกบริเวณถนนเส้นกลางทางเข้าพระเมรุมาศ ซึ่งจะเห็นภาพแปลงนาเลขเก้าไทยและภาพภูมิทัศน์ส่วนต่างๆ ของพระเมรุมาศในมุมกว้าง 15 นาที จากนั้นจะให้เข้าชมพื้นที่ด้านใน 45 นาที คาดว่าจะมีประชาชนสนใจเข้าร่วมนิทรรศการวันละ 1 แสนคน แบ่งเป็น พระภิกษุสงฆ์ 500 รูป คนพิการและคนชรา 500 คน นักท่องเที่ยวต่างชาติ 8,000 คน นักเรียนนักศึกษา 1.5 หมื่นคน และประชาชนทั่วไป 8 หมื่นคน และก่อนหมดเวลา 5 นาที จะมีสัญญาณแจ้งหมดเวลาเข้าชม

ขณะเดียวกัน ผู้จัดงานได้เตรียมอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการ ผ่านการจัดให้มีนิทรรศการระบบสัมผัส พร้อมเสียงบรรยายเพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจถึงความเป็นมาของการจัดสร้างพระเมรุมาศ และอาคารประกอบทั้งหมด

ขั้นตอนในการเข้าชมประชาชนทั่วไปเข้าได้ 3 จุด คือ บริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (รด.) ถนนท่าช้าง ถนนพระแม่ธรณีบีบมวยผม ส่วนผู้พิการเข้าตรงจุดคัดกรองหลังกระทรวงกลาโหม พระภิกษุสามเณร เข้าทางด้านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประชาชนแต่งชุดสุภาพ งดเว้นเสื้อสายเดี่ยว กางเกงขาสั้น และเสื้อแขนกุด ผู้ประสงค์จะเข้าชม สามารถเข้าคิวรอตรงจุดพักรอบริเวณเต็นท์ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อรอคิวเข้าชม การเข้าชมจะใช้แนวปฏิบัติเดียวกับการกราบถวายบังคมพระบรมศพ โดยคาดว่าตลอดงานจะมีผู้เข้าชมกว่า 3 ล้านคน

สำหรับรายละเอียดภายในนิทรรศการมีส่วนสำคัญด้วยกัน 3 ส่วน ดังนี้

1.นิทรรศการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บอกเล่าเรื่องราวผ่านงานภูมิทัศน์ ได้แก่ การชมแปลงนาข้าว และบ่อแก้มลิงบริเวณทางเข้าด้านทิศเหนือของมณฑลพิธี รวมถึงภาพจิตรกรรมฝาผนัง 3 ภาพใหญ่ ภายในพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นโครงการพระราชดำริที่สำคัญในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

2.นิทรรศการเกี่ยวกับการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ เป็นการบอกเล่าเรื่องราวผ่านสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ภายในบริเวณมณฑลพิธี และที่ศาลาลูกขุนทั้ง 6 หลัง จะมีนิทรรศการเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบและขั้นตอนการผลิตงานสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม และงานประณีตศิลป์ ตลอดจนงานบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ

3.นิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ จัดแสดงบนพระที่นั่งทรงธรรม กำหนดให้ประชาชนเดินชมเป็นทิศทางเดียว จากปีกอาคารด้านทิศใต้ ผ่านโถงกลางและจบที่ปีกอาคารด้านทิศเหนือ ประกอบด้วยนิทรรศการย่อย 5 ส่วน คือ นิทรรศการพระราชประวัติตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ นิทรรศการจากหนังสืออุปกรณ์ทรงงาน (ชุดที่ 1) นิทรรศการธรรมราชา พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม นิทรรศการจากหนังสืออุปกรณ์ทรงงาน (ชุดที่ 2) และนิทรรศการสืบสานสมานมิตร เล่าเรื่องการเสด็จพระราชดำเนินไปเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ

ตลอดระยะเวลาของการจัดนิทรรศการจะจัดการแสดงมหรสพ เป็นการแสดงนาฏดุริยางคศิลป์จากหน่วยงานต่างๆ บริเวณลานระหว่างพระเมรุมาศและพระที่นั่งทรงธรรม เวทีการแสดงมหรสพด้านทิศเหนือ และภายในอาคารประกอบพระเมรุมาศ ในช่วงเย็นถึงค่ำ เพื่อให้ประชาชนได้รับชมไปพร้อมกับการชื่นชมความงดงามของพระเมรุมาศ

โดยจะเริ่มการแสดงตั้งแต่เวลา 18.00-22.00 น. จะมีการประโคมดนตรี วงบัวลอย บริเวณศาลาลูกขุนเวลา 08.00-17.00 น. โดยทุกวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีการแสดงโขนหน้าพระที่นั่งทรงธรรม เพื่อให้ผู้เข้าชมนิทรรศการได้ซึมซับบรรยากาศเสมือนวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ

อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า การจัดระบบนำชมนิทรรศการครั้งนี้ ในส่วนของกรมศิลปากรได้เตรียมระบบคิวอาร์โค้ดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รองรับการเข้าชมของประชาชนที่คาดว่าจะมีจำนวนมาก โดยการใช้ระบบคิวอาร์โค้ดนี้จะใส่รายละเอียดของพระเมรุมาศ และอาคารประกอบ โดยจะมีคำอธิบายทั้งในเรื่องของรูปแบบ และคติความเชื่อตามโบราณราชประเพณีของการก่อสร้างพระเมรุมาศ และองค์ประกอบโดยรอบจัดไว้จุดที่สำคัญ ตลอดจนงานประติมากรรม ทั้งองค์มหาเทพ ท้าวจตุโลกบาล ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน ลดการอธิบายของวิทยากรนำชม ที่สำคัญยังช่วยให้ประชาชนเข้าใจรายละเอียดต่างๆ ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อความสะดวกแก่พี่น้องประชาชน

 

 

รู้จัก “สุวัฒน์ อ่ำเมือง” เจ้าพนักงานรัวกรับผู้ให้สัญญาณในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2560 เวลา 20:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522432

รู้จัก "สุวัฒน์ อ่ำเมือง" เจ้าพนักงานรัวกรับผู้ให้สัญญาณในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์

ในการยาตราริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร หนึ่งในหน้าที่สำคัญภายในริ้วขบวนก็คือ เจ้าพนักงานรัวกรับ ที่คอยทำหน้าที่รัวกรับเพื่อส่งสัญญาณในการยาตราริ้วขบวน

ผู้ที่รับหน้าที่ในพระราชพิธีครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ครานี้คือ “สุวัฒน์ อ่ำเมือง” ข้าราชบริพารในพระองค์

สุวัฒน์ ได้ถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ในงานพระราชพิธีต่างๆมานานกว่าสิบปี และเขาได้เริ่มทำหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานรัวกรับเมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ผู้ใกล้ชิดสุวัฒน์เล่าว่า เมื่อเขาทราบว่าจะได้ทำหน้าที่สำคัญในงานพระราชพิธีครั้งนี้ ก็รู้สึกภาคภูมิใจพร้อมกับมีการเตรียมร่างกายและจิตใจเป็นอย่างดี เพราะต้องการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ออกมาอย่างสง่างามสมพระเกียรติมากที่สุด

หน้าที่นายสุวัฒน์ คือ ตีกรับพวงเป็นจังหวะเพื่อเป็นอาณัติสัญญาณของการเคลื่อนริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ

การตีมี 3 ครั้ง ประกอบด้วย ครั้งแรก เป็นการบ่งบอกให้เจ้าพนักงานเตรียมตัวพร้อมเดิน ครั้งที่ 2 เป็นการบอกให้ขบวนเริ่มแบกเชือกหรืออาวุธ และครั้งที่ 3 เป็นสัญญาณเริ่มเคลื่อนขบวน ส่วนจังหวะการตีนั้นไม่มีเทคนิคพิเศษ เป็นความชำนาญตามที่ได้เรียนรู้มาจากคนรุ่นก่อน

ผู้ใกล้ชิดสุวัฒน์ เปิดเผยว่า ตลอดการทำหน้าที่สำคัญ เขารู้สึกภาคภูมิใจเช่นเดียวกับเจ้าพนักงานตำแหน่งอื่นๆ ในขบวน ที่รู้สึกปลื้มปิติและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ เชื่อว่าทุกคนตั้งใจทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถในการถวายงานครั้งสุดท้ายต่อพระองค์ และจะขอจดจำคำสอนต่างๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตตลอดไป ทั้งเรื่องการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง การเป็นคนดีและการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดี

หมายเหตุ : กรับพวง เป็นกรับ 1 ใน 3 ชนิดนอกเหนือจากกรับคู่และกรับเสภา ตอนกลางของกรับพวงทำจากไม้บางๆ หรือแผ่นทองเหลือง และมีแก่นช่วงไม้ 2 อันซึ่งจะเจาะรูตอนหัวและร้อยเชือกประกบกันไว้ (มองด้านข้างลักษณะคล้ายด้ามพัด) เวลาตีใช้มือหนึ่งถือตรงหัวทางเชือกร้อย แล้วฟาดลงไปบนอีกฝ่ามือหนึ่ง ซึ่งจะเกิดเป็นเสียงกรับขึ้นหลายเสียง จึงเรียกว่ากรับพวง ใช้เพื่อเป็นอานัตสัญญาณในงานพระราชพิธี หรือใช้ตีในการประกอบจังหวัดขับร้องเพลงเรือ หรือใช้ในการแสดงต่างๆ

 

“ดีใจที่พระองค์จะประทับที่วัดแห่งนี้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2560 เวลา 15:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522419

"ดีใจที่พระองค์จะประทับที่วัดแห่งนี้"

โดย…ธนพล บางยี่ขัน, ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ขั้นตอนสุดท้ายในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่จะมีขึ้นในเวลา 17.30 น. วันที่ 29 ต.ค. คือพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร คือเถ้าถ่านที่ปะปนกับพระบรมอัฐิชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหารและวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

ในพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร พ.ท.หญิง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงเป็นผู้บังคับกองทหารม้าเกียรติยศ ประกอบริ้วขบวนที่ 6 ซึ่งเป็นริ้วขบวนสุดท้าย ประกอบด้วยขบวนกองทหารม้าเกียรติยศ จำนวน 78 ม้า ในการเชิญพระบรมราชสรีรางคางจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง ไปบรรจุที่ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ พระประธานพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ตั้งอยู่ถนนเฟื่องนคร ติดกับกระทรวงมหาดไทย เป็นที่ตั้งของ “สุสานหลวง” ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นที่บรรจุพระอัฐิและพระสรีรางคาร พระบรมราชเทวี พระราชเทวี เจ้าจอมมารดา พระราชโอรสและพระราชธิดาในพระองค์

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ขณะที่ วัดบวรนิเวศวิหาร ตั้งอยู่ริมถนนบวรนิเวศ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างใหม่ในรัชกาลนั้น โดยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ที่เสด็จออกทรงผนวชทุกพระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10

พระบรมราชสรีรางคารของในหลวง รัชกาลที่ 9 จะถูกบรรจุที่ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ ซึ่งก็เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 6 เช่นกัน

วัดบวรนิเวศฯ ยังเป็นวัดประจำรัชกาลของในหลวงรัชกาลที่ 9 อีกด้วย ในอดีตเมื่อปี 2499 เป็นที่ประทับขณะทรงพระผนวชเมื่อพระชนมพรรษา 29 พรรษา เป็นเวลา 15 วัน ที่พระตำหนักปั้นหยา

การอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารมาบรรจุที่วัดบวรนิเวศฯ แห่งนี้สร้างความปลาบปลื้มให้กับพสกนิกรที่พำนักอาศัยบริเวณวัดเป็นอย่างยิ่ง สมเด็จ องค์ปฐม อายุ 61 ปี เจ้าของร้านธงวันชาติ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามวัดบวรนิเวศฯ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องดีที่พระบรมราชสรีรางคารจะถูกเอาไว้ที่วัดบวรนิเวศฯ เพราะในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงพระผนวชที่วัดแห่งนี้ อีกทั้งสมเด็จพระสังฆราชก็มีพระอัฐิบางส่วนนำบรรจุไว้ที่วัดบวรนิเวศฯ จึงรู้สึกเป็นเกียรติและยินดี และสะดวกสำหรับประชาชนที่จะเดินทางมา

“เมื่อนำพระบรมราชสรีรางคารมาประดิษฐาน ประชาชนละแวกนี้บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าจะเดินทางไปกราบไหว้บ่อยๆ และยังได้ไหว้พระในโบสถ์ในคราวเดียวกัน เพราะท่านถือเป็นผู้มีบารมี ทำประโยชน์ให้กับประชาชนคนไทย รวมถึงโครงการอีกมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง จึงนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และการได้กราบไหว้ท่านก็ถือเป็นบารมีของเรา เพราะเราเกิดในรัชกาลที่ 9”

ขณะที่ วนารัตน์ พรมอุตร อายุ 62 ปี แม่ค้าขายกาแฟ พักอาศัยอยู่แถววัดบวรนิเวศฯ บอกด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจว่า รู้สึกยินดี ดีใจ และมีความสุข ที่ให้ท่านมาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้ เพราะจะได้เข้าไปกราบท่านได้ เนื่องจากไม่มีโอกาสได้เข้าไปร่วมงานในพิธี ดังนั้นจึงถือโอกาสนี้เข้าไปกราบท่านแทน

“ยอมรับว่ารู้สึกสูญเสียเมื่อทราบข่าวว่าท่านจากไป และรู้สึกใจหาย ไม่มีคำบรรยายใดๆ ที่จะพูดถึง ซึ่งเชื่อว่าคนไทยทุกคนจะรู้เหมือนกันหมดว่าท่านจากไป รู้ว่าไม่มีท่านอีกแล้ว แต่ถึงอย่างไรท่านก็อยู่ในใจพวกเราคนไทยทุกคนตลอดไป”

ชัชวาล เสียงสุทธิวงศ์ อายุ 35 ปี เจ้าของธุรกิจส่วนตัว ซึ่งตั้งอยู่ละแวกวัดราชบพิธฯ บอกว่า การนำพระบรมราชสรีรางคารมาประดิษฐานไว้ที่วัดนี้ ทำให้รู้สึกดีใจว่าพระองค์ท่านไม่ได้อยู่ไหนไกล

“ถ้าผมมีโอกาสก็จะทำบุญให้ท่านไปทุกวันหรือทุกอาทิตย์ และทางวัดราชบพิธฯ จะกลายเป็นที่ประชาชนรู้จักมากขึ้น และมากราบไหว้ท่าน อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการท่องเที่ยวได้อีกทาง และยังเรียกศรัทธาประชาชน เพราะวัดนี้เคยเป็นที่จำพรรษาของสมเด็จพระสังฆราช จนทำให้วัดดังกล่าวดังขึ้น และเมื่อจะมีการนำพระบรมราชสรีรางคารมาประดิษฐานไว้อีก ก็จะทำให้วัดกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น และความรู้สึกผมเมื่อทราบข่าวเรื่องนี้ ก็ทำให้ผมในฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่งรู้สึกอบอุ่นใจ เหมือนพระองค์อยู่ใกล้ๆ เรา เหมือนเวลาเราอยู่บ้าน เปรียบเหมือนท่านเป็นพ่อเราคนหนึ่ง”

พู่กัน ตรีชมวารี อายุ 28 ปี กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติ ปลาบปลื้ม และยินดี แม้จะเป็นงานโศกเศร้า ทว่าพื้นที่อาศัยนั้นได้อยู่ใกล้พระบรมราชสรีรางคารของในหลวงรัชกาลที่ 9 นอกจากการที่ได้ย้ายเข้ามาทำงานบริเวณนี้ ซึ่งถือเป็นเมืองเก่าแก่ มีแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์มากมาย ก็ยังได้อยู่ร่วมในยุคสมัยที่มีเหตุการณ์สำคัญ ทำให้รู้สึกตื้นตัน

“เมื่อท่านมาอยู่ตรงนี้ก็จะหมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน และหากมีโอกาสพิเศษ วันพิเศษๆ หรือวนครบปี ทางเราก็จะมีการจัดทำบุญใหญ่สักครั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคลและอุทิศเป็นพระราชกุศลถวายท่าน”

 

“เหมือนหัวใจหายไปข้าง” 1ปีศิริราชวันที่เคว้งคว้างของพสกนิกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2560 เวลา 07:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522389

"เหมือนหัวใจหายไปข้าง" 1ปีศิริราชวันที่เคว้งคว้างของพสกนิกร

คล้ายกับครอบครัวของ อรัญ และ พิกุล ใหญ่กว่าวงศ์ที่เพิ่งเกษียณอายุได้ไม่กี่ปี เล่าให้ฟังว่าเจาะจงเลือกมาวางดอกไม้จันทน์ที่ศิริราช เพราะผูกพันกับที่แห่งนี้ตั้งแต่รักษาพยาบาลที่นี่ คลอดลูกที่นี่ และสุดท้ายลูกได้ทุนมาเรียนและทำงานเป็นหมอที่นี่

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

คลื่นประชาชนเรือนหมื่นมาร่วมวางดอกไม้จันทน์ที่โรงพยาบาลศิริราช เนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันที่ 26 ต.ค. ปลุกให้ “ศิริราช” กลับมาคึกคักอีกครั้ง

หลายคนที่ตัดสินใจเลือก “ศิริราช” เป็นสถานที่ร่วมส่งในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสู่สวรรคาลัย เป็นเพราะความผูกพันอันเต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ ที่วันนี้หลายคนรู้สึกเคว้งคว้างในวันที่ไม่มีพระองค์

มุกดา เจิมพินิจโภคา อายุ 61 ปี เล่าให้ฟังว่าแม้จะเตรียมใจอยู่แล้วว่าคนจะต้องมาก ดังนั้นการต้องต่อคิวกว่า 4 ชั่วโมง จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายและถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำเพื่อพระองค์

เธอเล่าว่า แม้จะป่วยตอนเช้ามืดรู้สึกปวดหน้าอก จึงมาหาหมอที่โรงพยาบาลศิริราช แต่เดิมตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องมาวางดอกไม้จันทน์ที่นี่ หาหมอเสร็จก็รีบมาเข้าแถว เราเองก็รู้สึกใจหาย 1 ปี ผ่านมาแล้วแต่ก็ยังทำใจไม่ได้ ไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึงเร็วขนาดนี้

“ถึงจะใจหายไม่อยากคิดว่าเป็นเรื่องจริง แต่อีกใจก็คิดว่าพระองค์ทรงงานหนัก เหน็ดเหนื่อยมานาน จากนี้พระองค์คงไปสบาย ได้พัก ไปอยู่สรวงสวรรค์ ขณะที่ศิริราชวันนี้ก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมเหมือนที่เคยเป็น”

แต่สำหรับ นพ.สุรัตน์ กุลพัฒน์ ซึ่งเรียนจบ 6 ปี ที่ศิริราชและทำงานเป็นหมอที่นี่มาได้ 2 ปีกว่า อยู่หอภายในรั้วโรงพยาบาล จนเรียกได้ว่าอยู่โรงพยาบาลมากกว่าบ้าน เล่าให้ฟังว่าบรรยากาศศิริราชที่คุ้นเคยกำลังเลือนหายไป

จำได้ว่าก่อนหน้านี้ สมัยที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ มาประทับรักษาองค์อยู่ที่นี่ ประชาชนจำนวนมากจะมาเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างต่อเนื่อง จนที่นี่มีประชาชนแน่นตลอด ยิ่งช่วงเทศกาลงานต่างๆ คนก็จะมารอเฝ้าพระองค์มากขึ้น จนหลังเสด็จสวรรคตที่นี่ก็เงียบลงไปอย่างน่าใจหาย

“ก่อนหน้านี้ค่ำวันที่ 4-5 ธ.ค.ของแต่ละปี จะมีประชาชนมาเฝ้าพระองค์จำนวนมาก ผมอยู่มาตั้งแต่ประชาชนพร้อมใจกันใส่เสื้อเหลือง เสื้อชมพู เต็มโรงพยาบาลมาเฝ้าพระองค์ จนมาวันนี้ประชาชนใส่เสื้อสีดำกันเต็มโรงพยาบาล ในโอกาสที่จะส่งเสด็จเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งคิดว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไงก็คงรู้สึกเคว้งคว้างอยู่เหมือนกัน”

หมอสุรัตน์ เล่าให้ฟังว่าเวลาเรียนเดินผ่านก็เห็นตึกที่พระองค์ประทับ ก็รู้สึกว่ายังมีพระองค์อยู่ หลายครั้งก็มีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จ ก่อนหน้านี้ยังได้ยินเสียงตะโกน “ทรงพระเจริญ” อยู่ แต่ปัจจุบันมีแต่ความเงียบ ซึ่งถึงจุดหนึ่งก็ต้องผ่านตรงนี้ไปให้ได้ ต้องนำคำสอนของพระองค์มาปรับใช้ในการดำรงชีวิตต่อไปในวันพรุ่งนี้

เช่นเดียวกับ พญ.พิชามญ กฤตาลักษณ เล่าย้อนถึงการตัดสินใจเลือกโรงพยาบาลศิริราชเป็นสถานที่วางดอกไม้จันทน์ส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะใช้ชีวิตที่นี่มานานร่วมทศวรรษ อธิบายว่า ผูกพันกับในหลวงรัชกาลที่ 9 มาตั้งแต่สมัยเรียน บางครั้งก็รีบมาเฝ้าฯ รับเสด็จทั้งที่ยังใส่ชุดอยู่หอ เพราะไม่รู้ว่าจะเสด็จฯ มาเปลี่ยนอิริยาบถ ขณะที่คนข้างนอกที่รู้ข่าวก็มารอเฝ้าฯ รับเสด็จอยู่ตลอดจนเป็นภาพที่คุ้นเคย

ถามว่าในแง่การเปลี่ยนแปลงตอนพระองค์ประทับอยู่กับจากไปแล้วก็แทบไม่แตกต่าง เพราะเมื่อครั้งพระองค์ซึ่งเป็นพระมหากษัตย์เสด็จฯ มาประทับทุกอย่างก็เปิดตามปกติ คนทั่วไปมารักษาตัวในชั้นอื่นๆ ได้ จะมีก็เพียงแง่ความรู้สึกที่ต่อจากนี้จะไม่มีพระองค์อีกต่อไป ก็อาจจะรู้สึกเคว้งคว้างอยู่บ้างคิดแล้วก็ใจหาย ซึ่งก็ต้องปรับตัวต่อไป

อรัญ เล่าให้ฟังว่า รู้สึกใจหายเวลาไม่มีพระองค์ประทับอยู่ที่ศิริราช ถึงวันนี้ก็ยังชินเวลามาโรงพยาบาล ก็ยังมองไปยังชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ที่ซึ่งพระองค์เคยประทับ แต่พอไม่มีพระองค์ก็รู้สึกโหวงๆ บอกไม่ถูก ต่างจากก่อนหน้านี้ที่มองไป แม้ไม่เห็นพระองค์แต่ก็รู้ว่าพระองค์ยังทรงอยู่แค่นี้ก็อุ่นใจ

ก่อนหน้านี้ยังเคยได้มาเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์ ทรงจูงคุณทองแดงมา ตอนนั้นก็ปลาบปลื้มที่ได้เห็นพระองค์ พอมาคิดจากนี้จะไม่มีพระองค์ก็เศร้าใจ เพราะพระองค์ทรงเป็นที่เคารพรัก พลิกฟื้นประเทศ ถ้าไม่มีพระองค์ประเทศก็จะล้าหลังกว่านี้อีกมาก

ด้าน พิกุล เสริมว่า นี่ถือเป็นการส่งเสด็จครั้งสุดท้าย เสียดายที่พระองค์ทรงจากไป น่าจะอยู่นานกว่านี้อีกสักหน่อย วันแรกที่จากไป มาส่งพระบรมศพที่ศิริราชก็ใจหาย ครบปีกว่าของการจากไปทุกอย่างที่ศิริราชก็ดูเปลี่ยนไปเยอะ ไม่เหมือนที่พระองค์ยังประทับอยู่

ในมุมของ มานี เจริญรุ่งสุวรรณ อายุ 64 ปี ที่นั่งรถเข็นมาร่วมวางดอกไม้จันทน์ที่ศิริราช ออกตัวว่ารู้สึกเหมือนหัวใจหายไปข้างหนึ่ง เวลานี้แค่นั่งมองรูปพระองค์น้ำตาก็ไหลไม่รู้ตัว ยังทำใจไม่ได้กับการจากไป คิดว่าพระองค์ท่านน่าจะอยู่ 120 ปี อย่างที่เคยรับสั่งไว้ แต่มาถึงตอนนี้ก็ต้องใจสู้รับกับสถานการณ์ต่อไป

แสงสุดา ปรีดาภิรัตน์ อายุ 24 ปี หลานสาวที่ทำหน้าที่ดูแลพาคุณยายมาร่วมงาน เล่าให้ฟังว่า รักในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนเด็กๆ ร้องเพลงพระราชนิพนธ์ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่พอโตขึ้นมาถึงรู้ว่าทำไมใครๆ ถึงรักพระองค์ท่าน

“ตอนวางดอกไม้จันทน์ก็พูดอะไรไม่ออก ก็อธิษฐานขอให้พระองค์ไปสู่สวรรค์ ถึงไม่ขอสิ่งที่พระองค์ทำมาก็คงทำให้พระองค์เสด็จสู่สวรรค์อยู่แล้วบุญบารมีที่พระองค์ทรงทำมาใช้ไปถึงชาติหน้าก็คงไม่หมด” แสงสุดา กล่าว

 

จิตอาสาตัวน้อย มือเล็กๆขอทำเพื่อพระองค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ตุลาคม 2560 เวลา 20:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522349

จิตอาสาตัวน้อย มือเล็กๆขอทำเพื่อพระองค์

ธนพล บางยี่ขัน

จิตอาสาถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ที่มาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ถือเป็นอีกความร่วมมือร่วมใจของประชาชนที่ตั้งใจทำความดีเพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นครั้งสุดท้าย ดังจะเห็นจากคนทุกเพศทุกวัยที่ลงทะเบียนเข้ามาเป็นอาสาสมัครทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ

ไม่เว้นแม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ที่ขันอาสามารับหน้าที่เป็น “จิตอาสาตัวน้อย” คอยให้ความช่วยเหลือประชาชนที่มาร่วมงานเท่าที่จะทำได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“น้องจู” ด.ญ.ปาจรีย์ กรีหิรัญ อายุ 10 ขวบ นักเรียนชั้น ป.5 นักเรียนจากโรงเรียนลาซาล บางนา ที่อาศัยช่วงปิดเทอมติดตามผู้ปกครองมาทำหน้าที่เป็นจิตอาสาด้วยกันทั้งครอบครัว 5 คน

น้องจูเล่าให้ฟังว่ามาลงทะเบียนเป็นอาสาสมัครตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ตั้งใจว่าจะทำอะไรก็ได้เท่าที่ตัวเองจะทำได้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค. ออกจากบ้านเวลา 6 โมงเช้าจากบางนา เริ่มงานแรกด้วยการเก็บขยะในพื้นที่โดยรอบพระบรมรูปทรงม้า

“อยากให้พื้นที่โดยรอบสะอาดเพื่อในหลวง คนมาร่วมมงานจะได้มีความสุข ทำงานก็สนุก ไม่เหนื่อย ไม่ร้อน พรุ่งนี้ก็จะมาอีก ตั้งใจจะทำดีเพื่อในหลวงเป็นครั้งสุดท้าย”

น้องจู บอกว่า เสร็จจากเก็บขยะ จะช่วยคุณแม่ไปล้างห้องน้ำที่วัดเบญจมบพิตร ซึ่งเปิดเป็นพื้นที่ให้ประชาชนที่มาร่วมงานพระบรมศพไปใช้บริการ จึงมีการจัดคิวจิตอาสาไปช่วยทำความสะอาด

คล้ายกับ “อิ๊กคิว” ด.ช.ณภทร กิตติธรกุล นักเรียนชั้น ม.1 จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ที่ตัดสินใจมาเป็น 1 ใน 40 คนที่เข้าร่วมเป็นจิตอาสาของโรงเรียน พร้อมรับหน้าที่คอยให้ข้อมูลผู้ที่มาร่วมงานไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ

ทั้งนี้ ต้องมีการเตรียมตัวก่อนจะมาเป็นจิตอาสา โดยจะต้องเข้ารับการอบรมจากตำรวจท่องเที่ยวที่จะมาสอนเรื่องการตอบคำถามให้ข้อมูล ซึ่งเราจะต้องรู้ว่าสถานที่สำคัญอยู่ตรงไหน เดินทางไปอย่างไร หรือต้องเรียนรู้คำถามที่จะมีคนถามบ่อยๆ

“แม้จะดูเป็นงานเล็กๆ แต่หน้าที่ให้ข้อมูลก็ถือเป็นอีกหน้าที่ที่มีความสำคัญ ที่จะช่วยเหลือผู้ที่มาร่วมงาน ช่วยให้สะดวก สร้างความประทับใจให้เขา นักท่องเที่ยวก็อยากกลับมาอีก”

ไม่ต่างจาก “น้องใบข้าว” ด.ญ.ศุภาพิชญ์ อัศววิวัฒน์พงศ์ อายุ 9 ขวบ ที่แม้จะขาเจ็บแต่ก็รบเร้าให้คุณแม่พามาเป็นจิตอาสา เพราะรักในหลวงจากที่เคยได้รับรู้เรื่องราวของพระองค์ผ่านโทรทัศน์

น้องใบข้าวตื่นตั้งแต่ตี 4 เดินทางจากบ้านแถวบางนามาประจำอยู่ถนนราชดำเนิน และในวันที่ 26 ต.ค. จะไปประจำที่จุดลานคนเมือง โดยจะรับหน้าที่แจกยาดม แจกพัด แจกน้ำดื่ม ทั้งหมดตั้งใจทำดีเพื่อพระองค์ และเชื่อว่าพระองค์จะทรงรับรู้

คุณแม่น้องใบข้าวเล่าให้ฟังว่าตอนแรกไม่อยากให้น้องมาเพราะขาเจ็บ กลัวมาเดินเยอะๆ จะเจ็บ แต่ตั้งแต่เช้ามายังไม่มีบ่นว่าขาเจ็บเลยเพราะกลัวว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะไม่ได้มาอีก

“เวลาน้องใบข้าวไปแจกยาดมคนก็จะเข้ามาชมว่าเก่งจัง จิตอาสาตัวน้อย แล้วก็จะมีคนมาขอถ่ายรูปตลอด น้องก็จะดีใจที่ได้ทำประโยชน์ ทำความดีเพื่อในหลวง”

ส่วนจิตอาสาที่ดูจะอายุน้อยที่สุดของงานนี้น่าจะเป็นน้องแซลมอน ซึ่งอายุเพิ่งจะ 4 ขวบเต็มเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งมารับหน้าที่เป็นจิตอาสาร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ที่เดินทางมาเป็นจิตอาสาอยู่เป็นประจำ

คุณแม่น้องแซลมอน เล่าให้ฟังว่าพยายามปลูกฝังลูกในเรื่องการแบ่งปัน การช่วยเหลือคนอื่น ให้ดูอย่างในหลวง โดยก่อนหน้านี้ก็พาน้องแซลมอนไปกราบสักการะพระบรมศพช่วงเดือน ธ.ค.ของปีที่แล้ว คนเยอะมากต้องรอ 10 ชั่วโมง แต่ก็ไม่ได้งอแงอะไร

ครั้งนี้ก็พามาทำงานเป็นจิตอาสาช่วยงานเล็กๆ เดิมทีลงทะเบียน ช่วยงานด้านประชาสัมพันธ์ แต่เห็นว่างานเสร็จแล้วไม่มีอะไรมากและมีเวลา จึงมาช่วยแจกอาหาร แจกพัด ทั้งนี้คนที่มาร่วมงานเห็นก็จะเข้ามาขอถ่ายรูป

ทั้งหมดเป็นมุมความน่ารักและความุ่งมั่นของ “จิตอาสาตัวน้อย” ที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ผ่านสองมือเล็กๆ ของพวกเขา ที่ต้องการจะทำเพื่อในหลวงในโอกาสสุดท้ายนี้

 

เชฟดัง‘ยกครัวค่า10 ล้าน’ปรุงเมนูทรงโปรด ร.9 แจกประชาชนร่วมถวายอาลัยในครั้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ตุลาคม 2560 เวลา 15:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522165

เชฟดัง‘ยกครัวค่า10 ล้าน’ปรุงเมนูทรงโปรด ร.9 แจกประชาชนร่วมถวายอาลัยในครั้งสุดท้าย

เรื่องและภาพ:เอกชัย จั่นทอง

ประชาชนทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นครั้งสุดท้าย ไม่ต่างจากจิตอาสาที่ร่วมกันทำความดีถวาย ดังเช่นกลุ่มเชฟหรือคนทำอาหารจากต่างประเทศและในประเทศไทย ทั้งหมดได้ร่วมกันลงแรงกายแรงใจประดิษฐ์ประดอย ปรุงเมนูอาหารทรงโปรดของในหลวงรัชกาลที่ 9 แจกจ่ายให้กับประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้

สมศักดิ์ รารองคำ นายกสมาคมเชฟประเทศไทย เปิดเผยว่า การเข้ามาทำอาหารแจกประชาชนในพื้นที่บริเวณรอบสนามหลวงและใกล้เคียงนั้นเราได้ดำเนินการมาตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตได้เพียงไม่กี่วัน ซึ่งเราทุ่มเททำอย่างเต็มที่มายาวนาน และในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ทำประโยชน์ถวายพระองค์ท่าน และจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ทำอาหารแจกให้ประชาชน โดยการระดมเชฟ (คนทำอาหาร) ฝีมือดีมาช่วงปรุงเมนูกัน โดยมีเป้าหมายต้องการให้ทุกคนได้ทานของดีสดใหม่อร่อย

“ครั้งนี้จะเป็นการทำอาหารครั้งสุดท้ายของเหล่าเชฟทั้งหมดจริงๆเพราะคงไม่ทำแบบนี้ให้ใครอีกแล้ว เลยต้องเรียกระดมเชฟฝีมือดีจากต่างประเทศและในประเทศไทย ซึ่งเชฟจากต่างประเทศหลายคนเดินทางออกตั๋วเครื่องบินมาเอง ด้วยความเต็มใจ แต่ทางสมาคมก็ได้ช่วยเหลือเรื่องที่พักรับรองให้ ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ทำประโยชน์ถวายให้ในหลวงรัชกาลที่ 9” นายกสมาคมเชฟประเทศไทย เล่า

สมศักดิ์ เล่าอีกว่า ที่สมาคมเชฟฯต้องระดมเชฟฝีมือดีมาทำอาหารนั้น เพราะมีประสบการณ์จากการทำอาหารแจกประชาชนที่สนามหลวงประชาชนทุกคนที่เดินทางมาอาจไม่ได้กินของดีๆ หากทำอาหารทิ้งไว้ 4-5 ชั่วโมงอาจทำให้ท้องเสียได้ ตรงนี้จึงติดต่อกับกองทัพภาคที่ 1 และทางกรุงเทพฯเพื่อขอใช้พื้นที่บริเวณวัดเทพธิดารามวรวิหาร เพื่อเข้ามาเตรียมพื้นที่ประกอบอาหารตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับเมนูที่นำมาทำให้ประชาชนได้ทานกันนั้น เลือกสรรจากเมนูทรงโปรดของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาดักแปลงเล็กน้อย ประกอบด้วย เมนูบะหมี่เป็ดย่าง หมั่นโถว สังขยา ข้าวไก่ผัดขิง ไข่ต้ม คือเมนูที่แจกประชาชน เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา และเมนูพาสต้าซอสโบโลเนสไก่สับ หมั่นโถว สังขยา ข้าวเป็ดพะโล้ แจกประชาชนวันที่ 26 ต.ค. โดยจะเปิดครัวตั้งแต่ 04.00 น.-20.00 น.

ขณะที่ความสมารถของเชฟแต่ละคนนั้น นายกสมาคมเชฟประเทศไทย ยืนยันว่า เป็นเชฟมือดีไม่ต้องห่วง โดยมีเชฟระดับเยาวชนระดับทีมชาติของประเทศไทยเข้ามาช่วยทำอาหารด้วย และเชฟจากต่างประเทศกว่า 10 ประเทศ เช่น ออสเตรีย เยอรมัน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ และฟิลิปปินส์ ฯลฯ มาร่วมสร้างรสชาติความอร่อยรับรองได้

“ส่วนมาตรฐานเครื่องครัวไม่ต้องห่วง เทียบเท่ากับระดับโรงแรม 5 ดาว เสมือนนำครัวเคลื่อนที่ขนาดย่อมมาประกอบในพื้นที่โดยปรับแต่งให้เหมาะสมกับสถานที่ มีทั้งห้องเย็น ห้องเก็บผัก รถตู้เย็น 2 คัน เต้าอบ เต้านึ่ง ไมโครเวฟ ฯลฯ ถ้าหากลงทุนมูลค่าอุปกรณ์ต่างๆในครัวแห่งนี้ไม่ต่ำกว่ากว่า 10 ล้านบาท แต่ทุกคนช่วยกันหามาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เช่นเดียวกับวัตถุดิบอาหารในแต่ละวัน ที่ทำแจกวันละ 2 หมื่นชุด จำนวน 2 วัน ถ้าคิดเป็นเงินก็ประมาณหลักล้านบาท” สมศักดิ์ กล่าวการันตีคุณภาพอุปกรณ์และอาหาร

ไม่ต่างจาก วิลเมนต์ ลีออง (willment Leong) เชฟชาวสิงคโปร์ วัย 41 ปี ผู้ก่อตั้ง Thailand Culinary Academy แม่ทัพใหญ่ผู้ผลักดันเชฟไทยสู่เวทีโลก บอกว่า มีความรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสมาทำอาหารให้ประชาชนที่เดินทางมาร่วมในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ครั้งนี้เราตั้งใจทำและเพิ่มปริมาณแจกให้ประชาชนมากขึ้น ให้เพียงพอกับความต้องการเพราะมีประชาชนมาจำนวนมาก

“เชฟที่มาทำทั้งหมดในครัวแห่งนี้มีประมาณ 99 คน โดยร้อยละ 40 เป็นเชฟอาชีพอยู่ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา ร้อยละ 50 เป็นนักศึกษาเยาวชนที่เคยแข่งขันทำอาหารระดับโลกในนาม Thailand Culinary Academy และร้อยละ 10 เป็นเชฟจากต่างประเทศที่บินตรงเดินทางมายังประเทศไทย ช่วยทำอาหารให้ประชาชน”เชฟวิลเมนต์ ระบุ

ในเรื่องของวัตถุดิบนั้น ทางครัวใช้วัตถุดิบปรุงอาหารแบบดีที่สุด เราปรุงทำกันสดๆไม่ค้างไว้นาน เช่น หากเป็ดใกล้หมดเราจะรีบอบเป็ดต่อ เส้นหมี่ใกล้หมดก็รีบลวก ทุกอย่างในครัวมีระบบบริหารจัดการอย่างดีทำให้ประชาชนได้ทานอาหารอิ่มอร่อยและสดใหม่ โดยเฉพาะเป็นอาหารที่ปลอดภัยด้วย เราไม่เน้นลีลาไม่เน้นราคาแพง แต่เน้นสายอาชีพเชฟ อย่างแท้จริงเพื่อเข้ามาปรุงมาทำอาหาร

 

อดีตช่างภาพข่าวทำจิตอาสาถวาย ร.9ควัก1แสนออกรถจยย.บริการปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ตุลาคม 2560 เวลา 14:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522163

อดีตช่างภาพข่าวทำจิตอาสาถวาย ร.9ควัก1แสนออกรถจยย.บริการปชช.

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เหล่าจิตอาสาทั่วทุกสารทิศต่างร่วมกันทำความดีเพื่อถวาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นครั้งสุดท้าย เช่นเดียวกับ กฤษฏ์ ศรีชนะธัญ อดีตช่างภาพข่าวหนังสือพิมพ์ต่างประเทศและหัวหน้าชุดจุดบริการประชาชนลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพฯ ในอดีตเคยได้ทุนเรียนหนังสือในต่างประเทศ และมีโอกาสทำงานจับเลนส์เป็นช่างภาพข่าวของหนังสือพิมพ์ต่างประเทศชื่อดังประจำประเทศไทยอยู่หลายปี ก่อนตัดสินใจออกมาทำงานอื่นแทน

จุดเริ่มต้นจิตอาสาทำความดีของ กฤษฏ์ ครั้งนี้ หลังพบมอเตอร์ไซต์รับจ้างบริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ โก่งราคาผู้โดยสารที่จะใช้บริการจากโรงแรมรัตนโกสินทร์ไปแยกอรุณอัมรินทร์ คิดค่าโดยสาร 400 บาท ตอนนั้นคิดแล้วว่ามันไม่เหมาะสมที่จะใช้โอกาสงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาเอาเปรียญกอบโกยเงินเข้ากระเป๋า

จากนั้นเลยได้ปรึกษากับเพื่อนๆ ในกลุ่มว่าจะทำอย่างไรดี เลยขันอาสาไปส่งผู้โดยสารคนดังกล่าวโดยไม่คิดเงินนั่นเองกลายเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆของจิตอาสาที่บริการรับ-ส่งประชาชนฟรี แต่เดิมใช้รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ขับรับ-ส่ง เนื่องจากประชาชนจำนวนมากเกิดความแออัด รถมีขนาดใหญ่จึงเปลี่ยนเป็นรถเล็กแทน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ผมตัดสินใจซื้อรถมอเตอร์ไซต์คันใหม่ราคา 1 แสนบาท มาขับวิ่งรับ-ส่งประชาชนในงานนี้โดยเฉพาะ ทำด้วยความเต็มใจ ยอมรับว่าเหนื่อย แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงทำก็เพราะเราได้รอยยิ้ม ได้คำขอบคุณ คำอวยพรจากประชาชน มันสร้างกำลังใจให้อย่างมาก ในบางครั้งก็ท้อแท้มีคนหาว่าเราสร้างภาพ เกาะกระแสดารา เกาะกระแสงานพระราชพิธีฯ เลยนั่งคิดว่าเราจะไม่สนใจคนพวกนี้ จะขอทำงานปิดทองหลังพระต่อไป” กฤษฏ์ ถอดความรู้สึกเป็นคำพูด

ส่วนการบริการทุกครั้งจะกำชับเพื่อนจิตอาสาทุกคันที่รับ-ส่งประชาชนให้แข่งกันทำความดี ทุกครั้งก่อนเข้าวิน (จุดจอด) ต้องเติมน้ำมันให้เต็มถัง ถ้าจะกลับเข้ามาวินต้องเหลือแค่ 2 ขีดนั่นหมายความว่าน้ำมันที่ลดไปใช้รับ-ส่งบริการประชาชนจะทำแบบนี้เพื่อให้ทุกคนร่วมกันทำความดี อย่าไปมองเรื่องผลประโยชน์แม้ก่อนหน้านี้จะมีผู้ใจบุญควักเงินให้จำนวนมากแต่พวกเราไม่รับ เนื่องจากทำด้วยใจจิตอาสามากกว่าผลตอบแทน

อดีตช่างภาพข่าว เล่าอีกว่า แน่นอนว่าเรื่องผลประโยชน์อาจไม่ใช่ตัวแปรสำหรับเรา แต่ตัวแปรคือกำลังใจและคำขอบคุณที่ประชาชนกล่าวบอกคืนให้มาแทนน้ำใจ แม้จะหมดเงินไปจำนวนมากกับการเป็นจิตอาสาก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ทำมาร่วมแล้วกว่า 1 ปี นับตั้งแต่พระองค์ท่านสวรรคต พวกเราไม่คิดย่อท้อเลยแม้แต่น้อย

“การทำความดีครั้งนี้ ไม่ใช่ทำเพียงงานของพระองค์ท่านเพียงงานเดียวแล้วเลิกทำ แต่พวกเราทุกคนจะทำความดีเช่นนี้ต่อไปอีก หากมีโอกาสใดๆพวกเราก็จะรวมตัวกันทำความดีอย่างครั้งนี้เช่นกัน ไม่ใช่ว่ามาทำความดีแค่ครั้งเดียวแล้วเลิก แบบนี้ไม่เอาไม่ดี ต้องทำให้ตลอดจนเป็นนิสัย” กฤษฏ์ ยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น

นอกจากนี้ กฤษณ์ ยังเป็นหัวหน้าจุดบริการรับ-ส่งประชาชนบริเวณลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร อีกด้วย ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานฯและจัดพื้นที่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ประชาชนเข้ามาถวายดอกไม้จันทน์ ต้องเข้ามาวางแผนประสานความร่วมมือกับตำรวจ ทหาร กทม. และสำนักพระราชวัง ซึ่งใช้เวลากว่า 1 เดือนเต็ม หวังให้ทุกอย่างเกิดความสมบูรณ์เรียบร้อยด้วยดีอย่างสมพระเกียรติ

ทั้งนี้ การทำงานจิตอาสาทำให้ได้เห็นความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน จากจำนวนประชาชนที่หลั่งไหลมาจำนวนมหาศาล ที่สื่อสะท้อนให้เห็นว่ามีคนรักพระองค์ท่านมากมายขนาดไหน หลายเหตุการณ์ฝนตกแดดออกร้อนอบอ้าว ประชาชนก็ไม่ยอมท้อถอย ทุกคนตั้งใจรอเพื่อพระองค์ท่านอย่างมุ่งมั่นปราศจากคำว่า “เหนื่อย” ไปปริยาย

“เมื่อครั้งครบ 100 วัน พระองค์ท่านสวรรคตได้บวชให้พระองค์ท่าน ถือว่าเป็นสิริมงคลกับชีวิตและมีความภาคภูมิใจอย่างมาก”

สำหรับเหตุการณ์ที่เสียใจที่สุดในการทำหน้าที่จิตอาสาครั้งนี้ ครั้นเมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะขับมอเตอร์ไซต์ส่งผู้โดยสาร รถเกิดอุบัติเหตุชนกับประตูรถยนต์ที่เปิดออกมาพอดี ทำให้ข้อมือข้างขวาหักแตก นิ้วชี้นิ้วนางข้างซ้ายหัก ต้องรีบไปหาหมอทำแผลและไม่สามารถขับรถบริการประชาชนได้ แต่ก็ยังตัดสินใจเข้าบริการประชาชนเหมือนเดิมเพียงไปทำหน้าที่แจกน้ำแจกอาหารแทน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยืนหยัดในการทำความดีนั้น ก็เพราะว่าพระองค์ท่านทรงงานเหนื่อยเพื่อประชาชนมาตลอด 70 ปี สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าเล็กน้อยกับชีวิตเราแค่นี้ไม่เหนื่อยแน่นอน แม้ว่าร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจะยังไม่หายเป็นปกติก็ตาม

 

ริ้วขบวนยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ปวงประชาส่งเสด็จสู่ฟ้าสุราลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2560 เวลา 19:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522051

ริ้วขบวนยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ปวงประชาส่งเสด็จสู่ฟ้าสุราลัย

โดย..นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ทันทีที่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่อัญเชิญพระบรมโกศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลดุลยเดช บรมนาถบพิตร เคลื่อนเข้าสู่พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง น้ำตาของปวงประชาจำนวนกว่าแสนคนที่มาเฝ้ารอได้ไหลรินออกมา ท่ามกลางเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชาติ ครั้งหนึ่งในชีวิตซึ่งจะจดจำไม่รู้ลืม

ทับทิม ตอนศรี อายุ 49 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยความรู้สึกหลังจากได้เห็นริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเคลื่อนผ่านไปตรงหน้า จึงเกิดความรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสมาอยู่ใกล้เช่นนี้ เป็นการเฝ้ารอเห็นพระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรณคาลัยเป็นครั้งสุดท้าย และเพื่อแสดงออกถึงความรักที่มีต่อพระองค์ท่านจากความอดทนอันนับได้ว่า เล็กน้อยยิ่งนักของประชาชนคนหนึ่ง

“ที่ผ่านมาได้เดินทางมากราบพระบรมศพหลายครั้ง เรียกว่านับครั้งไม่ถ้วน พอมาถึงวันนี้เมื่อได้เห็นริ้วขบวน น้ำตาก็ไหลออกมาเอง ไม่อยากอดกลั้นความรู้สึกเอาไว้จึงร้องไห้ออกมาเต็มที่เลย ยิ่งเมื่อรู้สึกว่าจะไม่ได้เจอพระองค์อีกแล้ว ยิ่งเกิดความรู้สึกปลื้มใจและเสียใจเหลือเกินปะปนกัน ซึ่งต่อจากวันนี้จะอยู่จนกว่าเสร็จสิ้นพระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ และเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ พร้อมด้วยพระบรมราชสรีรางคาร เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง จึงจะเดินทางกลับบ้าน” ทับทิม กล่าวพร้อมกับร้องไห้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จักรี ภวาภิรมย์ อายุ 38 ปี ข้าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ภาพริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่เห็นผ่านสายตาของตัวเองในวันนี้ นับว่าสมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะท่านทรงงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด 70 ปี จึงรู้สึกภาคภูมิในที่เห็นว่าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีมาก ส่วนประชาชน ก็เชื่อฟังและทำตามกฏระเบียบพร้อมเพรียงได้ดีเช่นกัน

ทั้งนี้ตลอดเวลา 1 ปีเต็มที่ผ่านมาได้นั่งสวดมนต์ให้พระองค์ท่านทุกวัน และเมื่อถึงวันนี้ได้เดินทางมาตั้งแต่ 03.00 น. โชคดีที่ได้เห็นขบวนเคลื่อนผ่านไปตรงหน้า นับเป็นความโชคดีมากๆ แม้จะรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ไม่อยากให้วันนี้มาถึง เพราะรู้สึกว่าได้มาส่งพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ

“ภาพความทรงจำในวันนี้จะอยู่ในหัวใจไปตลอด ส่วนตัวได้เห็นพระองค์มาตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อแม่สอนเสมอว่าให้มาดูในหลวงผ่านทีวี ดูให้เห็นว่าท่านทำงานเพื่อประชาชนของท่าน ซึ่งคำสอนเรื่องขยัน อดทน การทำงานอะไรมันต้องมีอุปสรรคและลำบากเราต้องฟันฝ่าเพื่อทำให้คนดีมีที่ยืน คำสอนนี้ผมยึดถือนำมาปฏิบัติในฐานะของข้าราชการคนหนึ่ง” จักรี กล่าว

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า ต่อจากนี้ไปจะสอนลูกหลานให้รู้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำอะไรมาบ้าง และจะพาลูกไปยังสถานที่ต่างๆที่พระองค์ท่านไปพัฒนา เพื่อเรียนวิถีชีวิตที่แท้จริงว่า ไม่ต้องมากไป ไม่ต้องน้อยไป เอาแค่พอดี อยู่อย่างพอเพียงก็พอแล้ว

วันดี วิภาตนาวิน

เช่นเดียวกับ วันดี วิภาตนาวิน อายุ 65 ปี แม่ค้าจากจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ยอมรับว่ายังอาลัยพ่อหลวงอยู่ เพราะในหัวใจอยากให้พ่ออยู่กับเราไปนานๆ จึงไม่อยากให้วันนี้มาถึง ทว่าการจัดพิธีถือว่าสมพระเกียรติมาก เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของชาติ บรรยากาศนั้นยิ่งใหญ่ และแปลกเมื่อริ้วขบวนมาถึงท้องสนามหลวงได้มีเมฆบดบังแสดงอาทิตย์ อากาศไม่ร้อนและฝนก็ไม่ตกลงมาระหว่างที่มีพิธีด้วย

เธอเล่าพร้อมกับชี้นิ้วไปรอบกายว่า ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ร้องไห้กันหมด เธอจึงปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกออกมาสุดอดกลั้น ทำให้บรรยากาศมีทั้งเศร้าเสียใจและปลาบปลื้ม ซึ่งภาพความทรงจำในวันนี้จะตราตรึงใจไปตลอดชีวิต ส่วนตัวได้เคยมากราบพระบรมศพแล้วจำนวน 9 ครั้ง ดังนั้นงานในวันนี้จะนำไปบอกเล่าสู่ลูกหลาน บอกประชาชนที่ไม่ได้มาว่าเป็นอย่างไร พร้อมทั้งบอกเล่าถึงคำสอนของพ่อที่ให้ปฏิบัติตัวเป็นคนดี เพราะทุกวันนี้ก็ทำดีเพื่อพ่อมาโดยตลอด

ด้าน บุญทัน วงศ์ประดิษฐ์ อายุ 68 ปี ชาวจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า รู้สึกปลื้มใจมาก ถือเป็นบุญที่มีโอกาสได้มาในงานพระราชพิธีถวายเพลิงพระบรมศพ และทันทีที่ริ้วขบวนเคลื่อนผ่านหน้าไปรู้สึกใจหาย ด้านหนึ่งก็ตื้นตันใจ เชื่อว่าเป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับประชาชนคนไทยทุกคน

อย่างไรก็ตาม ตั้งใจมาส่งเสด็จในหลวง ร.9 เป็นครั้งสุดท้าย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์ที่ทรงงานหนักเพื่อให้พสกนิกรอยู่ดี กินดี ซึ่งไม่ใช่มีฐานะร่ำรวย แต่ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข เพราะพระองค์ท่านทรงเสด็จฯ ไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อแก้ปัญหาความยากไร้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พสกนิกรชาวไทยทุกคนได้เห็นอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 จะรู้สึกตื้นตันใจ น้ำตาไหล ด้วยความปีติในพระบารมี ถึงจะผ่านไป 1 ปีแห่งความสูญเสีย ก็ยังรู้สึกใจหายไม่ลดน้อยลง จึงอยากใช้เวลาเข้ามาอยู่ให้ใกล้พระองค์ท่านให้มากที่สุด แต่พระองค์ไม่เคยหายไปไหน ท่านอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไปกาล

บุญทัน วงศ์ประดิษฐ์

 

ข้าราชการใจมาราธอน 20 ช.ม.เฝ้ารับเสด็จฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2560 เวลา 18:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522050

ข้าราชการใจมาราธอน 20 ช.ม.เฝ้ารับเสด็จฯ

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ในวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ 26 ต.ค. 2560 จะมีการปิดถนนหลายสาย กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ประชาชนจะไม่สามารถนั่งรถเข้าไปยังสนามหลวงได้โดยตรง แต่ทางรัฐบาลได้จัดจุดจอดรถและรับส่ง หลายจุดโดยรอบ โดยเฉพาะ “สนามม้านางเลิ้ง” นับเป็นจุดพักสำคัญของประชาชนที่ต้องการเฝ้ารอรับเสด็จริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเพราะมีพื้นที่กว้างทั้งที่จอดรถ ห้องน้ำ ที่พักค้างแรม และจุดจอดรถรับส่ง ดังนั้นบรรดาประชาชนที่ต้องการอยู่ยาวข้ามวันข้ามคืนจึงเลือก สนามม้านางเลิ้ง เป็นฐานที่มั่น

นายมนชัย ภูสีเขียว ข้าราชการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สป.) กล่าวว่าเตรียมตัวมาหลายวันนัดเพื่อนฝูงที่เป็นข้าราชการด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ โดยนัดกันมาเจอที่สนามม้านางเลิ้ง เพราะสะดวกสามารถนำรถมาจอดทิ้งไว้ได้เป็นคืนๆ โดยจอดค้างคืนไว้แล้วเดินเท้าไปสนามหลวง ซึ่งเหตุผลที่ต้องจอดรถค้างคืนทิ้งไว้เพราะต้องเก็บเสื้อผ้า ทั้งชุดเต็มยศข้าราชการ และชุดลำลองที่เตรียมไว้ อาบน้ำเข้าห้องน้ำก็ใช้สถานที่สนามม้าได้ เพราะสะดวกดี การเดินทางที่นี้มีรถรับส่งตลอด ดังนั้นจึงมีความตั้งใจลาพักร้อนในวันที่ 27 ต.ค.ไว้ล่วงหน้าเลย และจะอยู่ต่อไปจนวันเสาร์ – อาทิตย์ เพราะยังมีพิธีเก็บพระบรมอัฐิ และอัญเชิญพระบรมอัฐิ พร้อมพระบรมราชสรีรางคาร เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ที่สำคัญอยากชื่นชมความงดงามของพระเมรุมาศ จึงอยากเฝ้ารอดู เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ นานนับร้อยปีกว่าจะมีพิธีที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้สักครั้ง ในฐานะข้าราชการคนหนึ่งต้องอยู่ในช่วงเวลาแบบนี้ให้ได้ไม่งั้นเสียชาติเกิด เพื่อจะได้ไปบอกเล่าเรื่องราวให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ฟัง

“เมื่อคืนก็เกือบท้อเหมือนกันเพราะเห็นแถวยาวเหยียดมากๆ นั่งรอนอนรอกว่า20ชม.จะได้เวลาที่ผ่านเข้าไปยังจุดคัดกรอง เชื่อไหมว่าต้องใช้ความอดทนอย่างสูงจริงๆ ทั้งง่วงทั้งร้อน ทั้งหิว แต่ต้องระวังดื่มน้ำมากไม่ได้ ต้องค่อยๆจิบที่ละนิด เพราะหากดื่มน้ำมากๆ จะทำให้ปวดฉี่เอาได้ แม้แต่ข้าวที่นำมาด้วยก็ต้องค่อยๆทานไม่ให้อิ่มมากนัก อยากทานเยอะกลัวปวดท้องเข้าห้องน้ำ เพราะถ้าออกไปแล้วกว่าจะกลับเข้ามาก็ลำบากเพราะห้องน้ำก็อยู่ไกล”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นายมนชัย เล่าถึงพลังแรงใจที่เป็นแรงผลักดันที่ทำให้อดทนมารอเฝ้ารอรับเสด็จริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่อัญเชิญพระบรมโกศ นานกว่า 20 ชั่วโมงตั้งแต่ค่ำวานนี้ เพราะอยากอยู่ในช่วงนาทีประวัติศาสตร์ นานนับร้อยปีจะมีสักครั้งหนึ่งในชีวิต จะผ่านไปอีกกี่่ชั่วคนจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้หรือไม่ไม่อาจรู้ได้ ยิ่งด้วยความที่เป็นตนเองเป็นข้าราชการจึงมีความผูกพันกับแนวทางพระราชดำริและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาโดยตลอด ตั้งแต่เข้ารับราชการใหม่ๆ เห็นภาพการตรากตรำทรงงานหนัก จนปัจจุบันรับราชการมากว่า20 ปีแล้ว ยึดถือแนวทางของพระองค์ท่านมาโดยตลอด เหมือนพระองค์เป็นเหมือนพ่อของแผ่นดิน และต้นแบบของการรับราชการที่ดี ที่ต้องเอาเป็นแบบอย่าง จึงสัญญากับตัวเองว่าจะทำงานทุกสิ่่งทุกอย่างให้ดีที่สุด และที่ผ่านมาพระองค์ทุ่มเททรงงานหนักที่สุดให้กับแผ่นดินไทยเหนื่อยยากยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์องค์ใดในโลก ดังนั้นจึงอยากหนึ่งในข้าราชการนับแสนนับล้านคนที่จะได้มีช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์หนนี้

นายมนชัย เล่าว่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้เหมือนกับการบอกเล่าถึงรากเหง้าและเรื่องราวของบรรพบุรุษไทยว่าเกิดและเติบโตขึ้นมาเป็นเมืองไทยมาได้อย่างไร แม้ในชีวิตไม่เคยได้เฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ 9 แม้แต่ครั้งเดียว แต่ในฐานที่ทำงานรับราชการให้กับสภาที่ปรึกษาฯ ได้รับรู้และใกล้ชิดกับแนวคิดโครงการพระราชดำริ 4 พันกว่าโครงการ โดยเฉพาะเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นแนวทางสำคัญในการดำรงชีวิต

นายทศพนธ์ นรทัศน์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่าสำหรับแรงบันดาลใจที่ได้มาเป็นจิตอาสา คือ การดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการทำความดีและอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น ด้วยรักการถ่ายภาพทางจึงได้มอบหมายให้มาเป็นจิตอาสาทำหน้าที่ เป็นตากล้องถ่ายรูปให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน นับว่าเป็นภารกิจที่ชอบมากๆเพราะโดยส่วนตัวเป็นคนรักการถ่ายภาพอยากเก็บและบันทึกเรื่องราวที่เป็นความทรงจำอันทรางคุณค่าที่สุดในชีวิตในวันนี้เอาไว้ให้มากและนานที่สุด ยิ่งเกิดความประทับใจเมื่อได้เห็นใบหน้าและแววตาของประชาชนที่มาร่วมงาน รับรู้ได้ถึงความรู้สึกเศร้าใจและตื้นตันใจของประชาชนคนไทย ทุกครั้งเมื่อต้องกดชัตเตอร์ถ่ายรูปกับพระบรมฉายาลักษณ์ หรือ ซุ้มดอกดาวเรือง ว่าทุกคนรักในหลวงรัชกาลที่ 9 มากแค่ไหน นอกจากนี้ยังมาช่วยทำหน้าที่งานด้านบริการ เช่น แจกน้ำ แจกข้าว แจกยา เป็นต้น รวมถึงแนะทำหน้าที่แนะนำเส้นทางและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาวางดอกไม้จันทน์ รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ทำงานบริการประชาชนเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

 

ริ้วขบวนเคลื่อนผ่านน้ำตาไหล แสนอาลัยในหลวงของปวงชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ตุลาคม 2560 เวลา 16:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/522038

ริ้วขบวนเคลื่อนผ่านน้ำตาไหล แสนอาลัยในหลวงของปวงชน

เรื่อง…ทีมโต๊ะแมกกาซีน

มีประชาชนราว 110,000 คนเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าร่วมชมริ้วขบวนพระราชอิสริยยยศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ มณฑลพิธีพระเมรุมาศท้องสนามหลวง ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 26 ต.ค.2560

คุณยายจิ๋ม อินยา อายุ 64 ปี ก็เป็นประชาชน 1 ใน 110,000 คน ที่เดินทางมาจากมหาชัย จ.สมุทรสาคร คนเดียว ด้วยแรงคิดถึงในหลวง รัชกาลที่ 9

“มาตั้งแต่บ่ายสามวันที่ 24 เจอฝนตกหลายรอบ เปียกไปหมด แต่ยายแข็งแรง กินน้ำเยอะไม่เป็นไร ได้มาทางสะพานมอญเข้ามานั่งในสวนสราญรมย์ตอนตี 5 วันนี้ได้เห็นริ้วขบวนชัดเจน ตั้งใจลางานมา เพราะคิดถึงพระองค์มาก ถึงตอนนี้ยังไม่อยากเชื่อว่าพระองค์ไม่อยู่”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

คุณยายจิ๋ม อินยา

คุณยายจิ๋มยังเล่าว่า เคยมารับเสด็จฯในหลวงรัชกาล ที่ 9 บริเวณวัดพระแก้ว หลายครั้ง โดยครั้งแรกปี 2519

“เมื่อก่อนทำงานเยาวราช จะมาให้ได้ทุกครั้งที่มีโอกาส รักพระองค์มาก ตั้งแต่ท่านสวรรคตก็มาหลายครั้งแล้ว มาคนเดียวตลอด มาเจอเพื่อนๆ ทุกคนมาคิดถึงพระองค์เหมือนกัน วันนี้ตอนนั่งดูก็ทำใจไม่ได้ แต่ก็จะรักทุกพระองค์ต่อไป”

เช่นเดียวกับ พันเอกเกรียงไกร ประจำกิจ สังกัดกองสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี วัย 58 ปี ได้เดินทางมาจากจ.เชียงใหม่ คนเดียวตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค.ฝ่าแดดทนฝนอยู่หลายระลอก แต่ก็ไม่ยอมออกนอกแถวไปหลบฝน

“เจอฝนหลายรอบมากในวันที่ 24 ตอนกลางคืน ส่วนกลางวันก็ร้อนมาก ที่มาก่อนเพราะคิดว่าคนจะเยอะ และในวันซ้อมใหญ่ได้ดูจากข่าวแล้วว่า จุดถนนสนามไชยกับถนนท้ายวังเป็นจุดที่เห็นพระราชพิธีมากที่สุด

“คุ้มค่าที่รอ เพราะทุกคนในที่นี้ไม่มีใครถอยเลย ทุกคนมีแต่เข้ามาๆ จนถึงเช้าวันนี้ยังมีเข้ามา บางคนมาก่อนผมอีกตั้งแต่วันที่ 21-22 ต.ค. ทั้งผู้หญิง คนแก่ เราเห็นแล้วว่าทุกคนมาเพราะในหลวงรัชกาลที่ 9”

“ตอนที่ริ้วขบวนผ่านไป ยิ่งทำให้ผมนะลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของท่าน ผมต้องทำความดีเพิ่มขึ้น เพราะสิ่งที่เราทำไม่ได้เศษเสี้ยวของพระองค์เลย หรือแค่การมารอสองสามวันก็ไม่ได้ยากลำบากเท่าสิ่งที่พระองค์เสด็จไปช่วยเหลือประชาชน ผมพูดแล้วมันตื้นตัน น้ำตามันจะไหล เวลาพูดถึงท่านขนลุก ความดีของท่านมากเหลือเกิน”

พันเอกเกรียงไกร ประจำกิจ

จุไรภรณ์ เอี่ยวสกุล ชาวกรุงเทพ และกิติยา พานิชนาวา วัย 58 ปี ชาวสมุทรปราการ มากับเพื่อนอีก 8 คน ปักหลักรอตั้งแต่ 7 โมงเช้าของวันที่ 25 เข้าทางจุดคัดกรองท่าเตียนแต่ออกไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมานั่งที่เดิมไม่ได้ จึงต้องเข้าแถวเพื่อจุดเข้าแถวเข้ามาใหม่ได้ตอน 1 ทุ่มตรงของวันเดียวกัน

เธอยึดพื้นที่เฝ้าใหม่คือ สวนสราญรมย์ซึ่งอากาศดีและมีเบาะรองนั่งหนานุ่มมาก

ทั้ง 2 ถ่ายทอดว่าวินาทีหลังจากรอคอย 28 ชั่วโมงว่า ช่วงเวลาที่นำพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานบนพระมหาพิชัยราชรถแล้วมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีทุกคนบริเวณนั้นก้มลงกราบ

“ตอนนั้นดิฉันรู้สึกเศร้าเสียใจว่า ต่อไปนี้เราจะไม่ได้ชื่นชมพระบารมีพระองค์อีกต่อไปแล้วเหรอ เหมือนเราสูญเสียอะไรที่ยิ่งใหญ่ไป ซึ่งก่อนหน้านั้นเพียงแค่ได้เห็นพระบรมโกศน้ำตาก็ไหลเพราะตื้นตันใจ”จุไรภรณ์เล่า

กิติยา เจ้าของธุรกิจค้าเล่าความรู้สึกพร้อมกับในมือที่ถือดอกไม้จันทน์ ดอกดารารัตน์ประดิษฐ์เองว่า รู้สึกไม่แตกต่างจากคนไทยทุกคน คือใจหายที่จะไม่มีพระองค์ท่าน เหมือนอะไรขาดหายไป ทำให้เธอรู้สึกรักประเทศ เพราะเรามีประเพณีและศิลปะอันงดงาม

“พระเมรุมาศงดงามยิ่งใหญ่มาก ฝีมือช่างไทยที่เราไม่เคยเห็นอะไรงดงามขนาดนี้มาก่อน ตอนเย็นตั้งใจจะไปวางดอกไม้จันทน์ที่พระเมรุมาศจำลองที่ท่าเตียน และตั้งใจจะใส่บาตรพรุ่งนี้เช้าถวายพระองค์อีกด้วย”

จุไรภรณ์ เอี่ยวสกุล และ กิติยา พานิชนาวา