1 ปีที่จากไป…ในก้นบึ้งหัวใจพสกนิกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 09:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/520123

1 ปีที่จากไป...ในก้นบึ้งหัวใจพสกนิกร

365 วันที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กับกิจกรรมและภารกิจของพสกนิกรในรูปแบบต่างๆ ช่วงที่ผ่านมา

ครบรอบหนึ่งปีวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แต่ความรัก ความอาลัยที่มีต่อพระองค์ท่านยังเปี่ยมล้นไม่เคยเสื่อมคลายไปจากใจของพสกนิกร ชาวไทย

ตลอด 365 วันภาพที่ประชาชนต่อคิวหลายชั่วโมงตากแดด ตากฝนเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นกลายภาพชินตา บางคนปลีกเวลาจากงานประจำมารับหน้าที่เป็นจิตอาสา ฟันเฟืองแต่ละตัวยังระลึกถึงและน้อมนำคำสั่งสอนของพระองค์มาปรับใช้ในชีวิต

เปลี่ยนน้ำตาแห่งความเศร้าเป็นพลังส่งเสด็จฯ

พรสุรีย์ กอนันทา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ในฐานะจิตอาสาของกลุ่มอาสาสมัครจักรยานลาดตระเวนสนามหลวง ที่ใช้เวลา 1 ปีที่ผ่านมาเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครกว่า 100 วัน เปิดใจให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ว่า ยิ่งครบรอบ 1 ปีของการสวรรคตรู้สึกใจหายมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สิ่งที่จำได้ติด ใจคือ ภาพและเสียง ของคุณยายท่านหนึ่งที่เห็นจากข่าวทางทีวี “ไม่เผาได้ไหม” คำถามซื่อๆ ของคุณยายพร้อมเสียงสะอื้นขณะก้มกราบพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวร ราชาทินัดดามาตุ ที่ทรงเดินแจกอาหารให้ประชาชนที่ท้องสนามหลวงในขณะนั้น ทำให้คิดไม่ต่างกันว่า ไม่มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพได้หรือไม่ เพราะอยากให้พระองค์ท่านประทับอยู่ในวังเพื่อให้คนไทยได้ไปกราบให้อุ่นใจไปเรื่อยๆ

พรสุรีย์ บอกเล่าถึงรายละเอียดการทำงานจิตอาสาที่ทำว่า กลุ่มของเธอจะเริ่มราวสองทุ่มด้วยการปั่นลาดตระเวน สังเกตการณ์และรายงานหากพบเห็นสิ่งผิดปกติ และยังเป็นตัวแทนกระทรวงวัฒนธรรม คอยสอดส่องดูแลหากเห็นนักท่องเที่ยวแต่งกายหรือประพฤติตัวไม่เหมาะสม

ต่อจากนั้นจะเดินทางไปทำงานบริการประชาชนหน้าประตูวังด้านทางออก คอยถือป้าย ถือโทรโข่งบอกทิศทางและข้อมูลการเดินทาง บอกจุดคืนผ้าถุง จุดติดต่อที่พักค้าง หรือบางวันก็ประจำจุดจัดคิวแท็กซี่ รถสามล้อ รถเมล์ หรือถือกระบองไฟกั้นรถพาคนข้ามถนน ฯลฯ เมื่อประชาชนหมดเราก็จะเข้าแถวถวายความเคารพพระองค์ท่านหน้ากำแพงหรือประตูวังแล้วจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน ถึงเที่ยงคืนหรือดึกกว่านั้น

“แม้จะเหนื่อยจากงานประจำแค่ไหนก็จะกลับมามีแรงฮึดทุกครั้ง เมื่อใส่เครื่องแบบเข้าแถวเตรียมพร้อมปฏิบัติงาน ความสุข ความอิ่มเอมใจที่ได้รับนอกเหนือจากที่ได้ทำงานถวายงานพระองค์ท่านแล้ว รอยยิ้ม คำขอบคุณ ที่สำคัญเราได้เห็นน้ำใจและความทุ่มเทเสียสละของอาสาด้วยกันเอง ที่ต่างคนต่างมา ต่างภูมิหลัง บางคนที่แม้ร่างกายหรือสถานะอาจไม่เอื้ออำนวย”

สำหรับความประทับใจขณะทำหน้าที่จิตอาสา เธอบอกว่า งานนี้ทำให้เราได้เห็นความงดงามของหัวใจที่มุ่งมั่นของการเป็นผู้ให้ของพวกเขาเหล่านี้ที่มีอยู่อย่างเปี่ยมล้นเหนือข้อจำกัดใดๆ มีคนจำนวนมากมาช่วยงานในส่วนนี้ พี่คนหนึ่งหูหนวกและเป็นใบ้

ขณะที่ น้องอีกคนเป็นพนักงานร้านกาแฟใช้วันลามาทำงานอาสาจนเกินกำหนด อีกคน เป็นเยาวชนอายุ 16 ปี ที่พี่ๆ ต้องบังคับให้หยุดถ้าเป็นช่วงสอบ หรือหลายคนที่ต้องปั่นจักรยานทางไกลมาจากบางนาบ้าง สมุทรสงคราม นนทบุรี บ้างและต้องปั่นกลับบ้านยามดึกดื่น

กลุ่มของเรายังเหลือภารกิจสำคัญในช่วงวันพระราชพิธีฯ ที่รออยู่ข้างหน้า แม้ไม่อยากให้วันนั้นมาถึง แต่เราก็ต้องเผชิญและก้าวผ่านมันไปให้ได้แม้จะทำใจยากลำบากแค่ไหนก็ตาม

“อีกครั้งที่เราจะเปลี่ยนน้ำตาแห่งความเศร้าโศกไปเป็นพลังในการทำงานส่งเสด็จพระองค์ท่าน เราตั้งใจจะทำงานนี้อย่างดีที่สุด และแน่นอนว่าครั้งนี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของงานจิตอาสา เพราะเราจะก้าวเดินตามสิ่งที่พระองค์ทรงสอนและทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่างตลอดมา คือ การเป็นผู้ให้ และเสียสละความสุขสบายส่วนพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนโดยไม่เคยหวังสิ่งใดเป็นการตอบแทน” พรสุรีย์ กล่าว

พรสุรีย์ กอนันทา

สะสมเศษเสี้ยวนาทีขอใกล้ชิดพระองค์ท่าน

จะเรียม สำรวจ ในฐานะสื่อมวลชน ซึ่งตั้งเป้าจะเข้ากราบพระบรมศพให้ครบ 89 ครั้ง ตามพระชนมพรรษาของพระองค์ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ต้องรับผิดชอบงานประจำ กับกระแสประชาชนที่หลั่งไหลมาเคารพพระบรมศพอย่างไม่ขาดสาย แต่สุดท้ายก็สามารถทำได้เกินเป้าหมายที่วางไว้

เธอ บอกว่า หลังจากสำนักพระราชวังประกาศให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ากราบพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 2559 เป็นต้นมา พอได้รับข่าวความคิดก็ผุดขึ้นมาทันทีเลยว่าต้องเข้ากราบให้ได้

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะตลอด ระยะเวลาที่พระองค์มีพระชนม์ชีพ อยู่ไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ เมื่อมีโอกาสจึงไม่อยากรอช้าวาง แผนการเดินทาง เตรียมชุด เพื่อเข้ากราบพระบรมศพทันที โดยเลือกเดินทางเข้าไปกราบคือ วันที่ 28 ต.ค. 2559 ซึ่งถือเป็นวันแรกของการเปิดให้เข้า กราบพระบรมศพ

แม้จะมีหลายคนทักท้วงว่า วันนี้คนน่าจะเยอะนะ แต่เมื่อตั้งใจไว้แล้วเยอะแค่ไหนก็ไม่กลัว เช่นเดียวกับน้องสาวที่เตรียมความพร้อมเข้ากราบในวันเดียวกัน ก่อนเดินทางไปก็มีการศึกษาข้อมูลกันเป็นอย่างดีว่าต้องแต่งตัวอย่างไร ท้ายแถวจะอยู่บริเวณไหน

เธอและน้องสาวเดินทางถึงท้องสนามหลวงเวลา 04.20 น. แม้จะเช้ามากแต่ก็ต้องตกใจพอสมควร เพราะคนมาเข้าแถวรอเข้ากราบพระบรมศพเยอะมาก หางแถวช่วงเวลานั้นวนไปเกือบ 1 รอบสนาม ผ่านไปไม่กี่นาทีวนกลับมา รอบที่ 2 ผ่านไป 1 ชั่วโมงวนรอบที่ 3 และพอถึงช่วงเช้าประมาณ 07.00 น. หางแถววนไปอยู่ภายในสนามหลวงด้านฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เวลานั้นทุกคนยังมีความคึกคักสดใส

“ทุกคนเจอทั้งแดด ทั้งฝน ถามว่ารอนานขนาดนี้แล้วจะถอดใจมั้ย ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าถอดใจคงกลับไปนานแล้ว รอมาถึงขนาดนี้ถึงไหนถึงกัน จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 17.00 น. พวกเราที่มาต่อแถวเมื่อประมาณตี 4 จึงได้เดินเข้าวัง และในที่สุดก็ได้เข้ากราบพระบรมศพตอนประมาณ 17.40 รวมประมาณ 14 ชั่วโมงเศษๆ”

จะเรียม ตั้งเป้าหลังจากได้กราบพระบรมศพครั้งแรกว่าจะกราบให้ครบ 9 ครั้ง แต่หลายครั้งที่เดินทางไปต่อ แถวเพื่อรอเข้ากราบต้องถอดใจเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงาน แม้ว่าจะตื่นตี 1 ตี 2 เพื่อไปต่อแถวก็เข้ากราบ ไม่สำเร็จ เพราะช่วงแรกคนเยอะมาก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ถอดใจ จนทำสำเร็จครบ 9 ครั้ง ตามลำดับรัชกาลของพระองค์ท่าน

จากเป้าหมาย 9 ครั้ง ขยับแบบก้าวกระโดดเป็น 89 ครั้งตามพระชนมพรรษาของพระองค์ เพราะทุก ครั้งที่ได้เข้าไปกราบอยู่ด้านหน้าพระองค์รู้สึกมีความสุขตื้นตันอย่างบอก ไม่ถูก จากที่เหนื่อย เมื่อยก็หายเป็นปลิด ทิ้ง จึงเริ่มปฏิบัติการครั้งต่อๆ ไปทันที ยิ่งจำนวนคนที่ลดลงประมาณเดือน มิ.ย.-ส.ค. ทำให้เข้ากราบได้เร็วขึ้น บางวัน ได้เข้า 2-3 รอบ

สุดท้ายวันที่ 30 ก.ย. 2560 เธอ ก็สามารถทำตามเป้าเข้ากราบพระบรมศพได้ 89 ครั้งตามที่ตั้งใจ และพอถึงวันที่ 5 ต.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการให้เข้ากราบพระบรมศพ ก็เดินทางไปอีกครั้ง รวมทั้งหมด 90 ครั้ง

“การได้เข้าไปอยู่เบื้องหน้าในหลวงรัชกาลที่ 9 แม้ว่าทุกครั้งที่ได้ไปจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวนาที แต่ถ้าเรานำจำนวนเศษเสี้ยวนาทีที่เราได้ใกล้ชิดพระองค์ท่าน จำนวน 90 ครั้งที่ได้ทำมันก็นับรวมเป็นชั่วโมงแล้วที่เราได้ใกล้ชิด พระองค์” จะเรียม กล่าว

จะเรียม สำรวจ

มีพลังใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้พ่อหลวง

เช่นเดียวกันกับประชาชนบนแผ่นดินไทยคนอื่นๆ เมื่อทราบข่าวการเสด็จสวรรคต แม้ว่าใจจะโรยแรง จากความเศร้าโศก หาก “แอน ทองประสม” ผู้จัดละคร นักแสดง ก็พยุงจิตใจตัวเองให้เข้มแข็ง และหาเวลามากราบถวายบังคมพระบรมศพ อยู่เสมอในช่วง 4 เดือนแรก แอนมากราบที่ริมรั้วพระบรมมหาราชวังแทบทุกคืน “เรารู้ว่าพระองค์นอนอยู่ตรงนี้ รู้สึกอยากไปอยู่ใกล้ๆ ช่วงแรกๆ ที่ก้ม ลงกราบ รู้สึกทำไมเรามาอยู่ตรงนี้ ทำไมเรามานั่งกราบกำแพง รู้สึกหดหู่มากพอไปถี่ขึ้นก็ตั้งสติได้ ความเศร้าโศกก็เหือดหายไปบ้าง บางทีไปแบบว่างเปล่า ไม่มีอะไรจะพูด ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ขอให้ได้ไปวนเวียนอยู่ใกล้ๆ”

“เวลาแอนไปกราบจะขอแรงกำลังใจจากพระองค์ท่าน ให้แอนทำอะไรอย่างตั้งใจ อย่าย่อท้อ เวลามีงานหรือกินข้าวก็จะเลือกร้านแถวนั้น เพื่อที่ทำธุระเสร็จจะได้ไปกราบพระองค์ ไปหลัง 3 ทุ่ม กราบเสร็จก็เดินกลับ มีไม่กี่ครั้งที่ได้นั่งนิ่งๆ ระลึกถึงพระองค์ ประมาณ 20 นาที เพราะคนจำแอนได้ ก็จะเข้ามาทัก ขอถ่ายรูป ก็ได้ให้กำลังใจกัน”

แอนไม่ได้นับจำนวนว่าไปกราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 บ่อยแค่ไหน แต่ถ้าว่างจากการทำงาน การเดินทางไปต่างประเทศ ก็จะหาเวลามา เพราะรู้สึกอบอุ่นใจ มีพลังใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้พ่อหลวง

“ส่วนใหญ่กราบจากนอกวัง มีเข้าไปต่อแถวแบบประชาชนทั่วไป 3 ครั้ง และไปในฐานะเจ้าภาพ 1 ครั้ง ก็ได้ความรู้สึกที่ต่างกัน ไปต่อแถวก็ได้เห็นประชาชนที่มีความรู้สึกเดียวกัน ทุกคนรักในหลวงมาก ไปในฐานะเจ้าภาพ ยิ่งรู้สึกหวิวๆ มีความเสียใจหนักเข้าไปอีก”

เมื่อตอนอายุราว 20 ปี แอนได้มีโอกาสเข้าเฝ้าที่หัวหิน ซึ่งเป็นความทรงจำ อันยิ่งใหญ่มาก ทุกวันนี้ก่อนออกจากบ้านแอนจะกราบพระบรมฉายาลักษณ์ก่อนเสมอ

“แอนขอให้วันนี้แอนมีสติ คิดตัดสินใจแต่เรื่องดีๆ เวลาทำตัวไม่น่ารักก็ให้รู้ตัว และแก้ไขได้ทัน เพราะแอนจะเป็นลูกที่ดีของพ่อ จะไม่ให้ใครว่าเราไม่น่ารัก อย่างขี้เกียจอ่านบทละคร เวลามองรูปพ่อ ก็จะมีสติขึ้นมา พ่อสอนอะไรให้ทำจริงจัง เป็นลูกพ่อต้องไม่ใช่แบบนี้” สิ่งที่พ่อสอนพ่อทำ ทุกคนสามารถนำมาปรับใช้ให้มีชีวิตอยู่รอดได้ สิ่งที่พระองค์สอนไม่ใช่ปรัชญา แต่เป็นสัจธรรมที่ง่ายที่สุด ท่านสอนเยอะ ท่านทำไว้หมดแล้ว ถ้าเราจับได้

แอน ตั้งใจจะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่น้อมนำคำสอนมาปรับใช้ในชีวิต จะ ไม่ทำตัวเป็นคนไทยที่ไร้ประโยชน์ต่อแผ่นดิน ไม่ทำให้ประเทศเสียประโยชน์ ในฐานะนักแสดง มีหน้าที่ตรงนี้ก็จะทำงานอย่างซื่อสัตย์ ไม่ทำร้ายสังคม นำพาแฟนคลับทำแต่สิ่งดีงาม ทำดีในวิชาชีพของเรา ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด” แอน กล่าว

แอน ทองประสม

337 วัน กราบพระบรมศพ

นับตั้งแต่วันที่ประชาชนได้มีโอกาสเดินทางเข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง วันแรก 29 ต.ค. 2559 จนถึงวันสุดท้าย 5 ต.ค. 2560 รวม 337 วัน เกิดตัวเลขที่ทรงคุณค่า และสถิติประวัติศาสตร์ที่มากมาย

เริ่มจากจำนวนประชาชนที่เข้ากราบพระบรมศพมาก ถึง 12,739,531 คน และพร้อ มใจถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญ พระราชกุศลเป็นเงินรวม 889,545,100.01 บาท

วันที่มีประชาชนเข้ากราบพระบรมศพมากที่สุดนั้นคือวันที่ 5 ต.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย มีจำนวน ทั้งสิ้น 110,889 คน ถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลมากที่สุดเช่นกัน คือ 7,016,818 บาท

รองลงมาคือวันที่ 2 ม.ค. 2560 มีประชาชนมากราบพระบรมศพ 73,290 คน และวันที่ 16 พ.ค. 2560 คือวันที่ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพน้อยที่สุด จำนวน 14,498 คน

ตลอดทั้ง 337 วัน สำนักพระราชวังได้ปิดไม่ให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพรวม 5 วัน คือวันที่ 1-2 ธ.ค. 2559 วันที่ 1 ม.ค. 2560 และวันที่ 20-21 ม.ค. 2560

การต่อแถวเพื่อผ่านจุดคัดกรองและเข้าไปกราบพระบรมศพ มีการบันทึกว่าคนที่ใช้เวลานานที่สุดคือ 12 ชั่วโมง ขณะที่รอคิวเร็วที่สุดคือ 40 นาที โดยส่วนใหญ่ที่รอคิวนานเนื่องจากเป็นวันหยุด ขณะที่วันธรรมดาใช้เวลารอประมาณ 1-3 ชั่วโมง

ในส่วนดอกไม้จันทน์ที่ คนไทยทั่วประเทศได้ร่วมกันประดิษฐ์ทั้ง 36 แบบ รวมกว่า 12 ล้านดอก โดยกรุงเทพฯ จะใช้มากที่สุดคือ 3 ล้านดอก และมีซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ทั่วพื้นที่จำนวน 113 ซุ้ม

 

คุณธรรมคู่ความรู้ ทรงวางรากแก้วการศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2560 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/520119

คุณธรรมคู่ความรู้ ทรงวางรากแก้วการศึกษาไทย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) จัดงาน ๙ ศิระกราน พระภูบาลนวมินทร์ ร่วมกับกองทัพเรือจัดขึ้น เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในโอกาสครบรอบ 1 ปีแห่งการสวรรคต

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ต่อการศึกษาไทย” ระบุว่า การทำการศึกษาเพื่อสร้างชาติของรัชกาลที่ 5 ในระยะแรกต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญฝรั่ง แต่จะอาศัยฝรั่งให้สอนตลอดไปไม่ได้ จึงมีการส่งคนไปเรียนและดูงานต่างประเทศเพื่อกลับมาทำงานในประเทศ

ทั้งนี้ พระราชหัตถเลขารัชกาลที่ 5 ทรงเขียนไว้ว่า “เพราะฉะนั้นเราจึงได้ตักเตือนนักเรียนเหล่านั้นว่าให้ฟังนึกในใจว่า เราไม่ได้มาเรียนจะเป็นฝรั่ง เราเรียนเพื่อจะเป็นคนไทยที่มีความรู้เสมอด้วยฝรั่ง”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ถัดมารัชกาลที่ 9 มีพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 5 ก.ค. 2505 ว่า “ประเทศชาติของเราจะเจริญหรือเสื่อมลงนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชนแต่ละคนเป็นสำคัญ ผลการศึกษาอบรมในวันนี้จะเป็นเครื่องกำหนดอนาคตของชาติในวันข้างหน้า”

นพ.เกษม กล่าวว่า บทบาทของครูอาจารย์มี 2 หน้าที่สำคัญ คือการสอนและอบรม ถ้าเปรียบลูกศิษย์เป็นต้นไม้ 1 ต้น ครู สถานศึกษา มีหน้าที่บ่มเพาะให้เติบใหญ่ ลำต้นเข้มแข็ง กิ่งก้านให้ออกดอกชูผลไม่แพ้ใครในอาเซียน เช่นเดียวกับรากแก้วที่มั่นคงเพื่อไม่ให้ต้นไม้โอนไปเอนมา มีคุณธรรมจริยธรรม มีวัฒนธรรม รับผิดชอบในหน้าที่ และการเป็นพลเมืองดี

“สังคมที่ยึดหน้าที่เป็นเรื่องใหญ่ คือหน้าที่นิยม สังคมที่ยึดอำนาจเป็นเรื่องใหญ่คืออำนาจนิยม เวลาเราเข้าไปสถานีตำรวจหากโรงพักนั้นคือหน้าที่นิยม ประชาชนจะได้รับการดูแลเต็มที่ แต่ถ้าสถานีตำรวจเป็นอำนาจนิยม คนมีอำนาจและเงินเท่านั้นจะได้รับการดูแลโดยไม่ต้องทำตามกฎหมายก็ได้ อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย เพราะสังคมไทยยกย่องอำนาจมากกว่าความดี และกลัวอำนาจ ไม่กลัวความผิด”

นพ.เกษม กล่าวอีกว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตรัสว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงยึดมั่นในหน้าที่และการทำตามหน้าที่ของแต่ละคน อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 มีหน้าที่ 2 ส่วน คือในฐานะพระเจ้าแผ่นดิน ต้องดูแลราษฎร ในฐานะทรงเป็นพลเมืองดี เห็นอะไรที่จะทำเพื่อบ้านได้ก็ต้องทำ เป็นนิยามที่สั้นและมีพลังที่สุด อยากให้พ่อแม่ทุกคนสอนลูกหลานให้ควรทำในฐานะพลเมืองดี

“ในช่วงปี 2555 ขณะรัชกาลที่ 9 ทรงพระประชวร มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าฯ มีพระราชประสงค์ให้มีโครงการกองทุนการศึกษา โดยให้ไปคัดเลือกโรงเรียนแย่ที่สุดจากชนบทพื้นที่ชายแดน และรับสั่งว่าอย่าไปรบกวนใครท่านจะให้เงินเอง พระราชประสงค์มีอันเดียว คือให้โรงเรียนสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง ไม่ใช่ให้โรงเรียนสร้างคนเก่งให้แก่บ้านเมือง”

ระหว่างนั้นมีจดหมายน้อยจากทหารมหาดเล็กส่งมาให้พวกเรา และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี จึงมาร้อยเรียงกันพบว่า ในหลวงท่านทรงเป็นห่วงบ้านเมืองอย่างมาก โดยเฉพาะในปี 2553-2554 เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองครั้งใหญ่

นพ.เกษม เล่าต่อไปว่า แต่ท่านให้พวกเรามาเริ่มต้นใหม่ โดยพระราชทานพระราชกระแสรับสั่งแก่องคมนตรีว่า “ให้โรงเรียนสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง” และให้ส่งเสริมให้ “ครูรักเด็กและเด็กรักครู” เน้นให้ครูสอนให้เด็กมีน้ำใจต่อเพื่อนและไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งขันกับตนเอง

ส่วนโครงการทุนการศึกษาดังกล่าวได้นำมาใช้ดำเนินการโรงเรียนคุณธรรม ในสถานศึกษาทุกระดับทั้งพื้นฐาน อาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย ประมาณ 155 แห่ง โดยมูลนิธิยุวสถิรคุณ ทำหน้าที่ในการดูแล ซึ่งจากการทำโครงการโรงเรียนคุณธรรม โดยนำพระราชกระแสรับสั่งมาใช้เป็นแนวทางถึงตอนนี้ เป็นเวลา 5 ปี เห็นผลการเปลี่ยนแปลง เช่น เน้นให้ครูสอนให้เด็กมีน้ำใจต่อเพื่อน

ที่เห็นชัดคือคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (โอเน็ต) ที่แต่ละปีมีเด็กคะแนนสูงเพียง 5% ที่เหลือมีคะแนนต่ำ หลายคนไปเรียนกวดวิชา ก็มาใช้วิธีการให้เพื่อนช่วยติว หลายโรงเรียนผลคะแนนดีขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม จากพระราชกระแสรับสั่งทางมูลนิธิยุวสถิรคุณได้น้อมนำมาปฏิบัติโดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดโรงเรียนคุณภาพและโรงเรียนคุณธรรม ทั้งนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรน้อมนำไปปฏิบัติ

นพ.เกษม กล่าวว่า สำหรับพระบรมราโชบายด้านการศึกษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 นั้นทรงสืบสานพระราชปณิธานรัชกาลที่ 9 และทรงมุ่งเน้นสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน ได้แก่ มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง-มีคุณธรรม มีงานทำ-มีอาชีพ และเป็นพลเมืองที่ดี

ท้ายสุด องคมนตรี ย้ำว่า พร้อมกันนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีพระราชกระแสรับสั่งให้สานต่อโครงการโรงเรียนคุณธรรม รับสั่งแก่คณะองคมนตรีด้วยว่า “การสร้างคนดีเป็นเรื่องที่ยาก แต่ก็ต้องทำ ขอให้ถือเป็นหน้าที่”

 

“สายจูงเด็ก” ความปลอดภัยของลูกน้อย ไม่ใช่เรื่องตลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2560 เวลา 12:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519816

"สายจูงเด็ก" ความปลอดภัยของลูกน้อย ไม่ใช่เรื่องตลก

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

“สายจูงเด็ก” กลายเป็นปัญหาไม่เบาในสังคมไทย เมื่อมีคุณพ่อคุณเเม่ระบายความอัดอั้นของตัวเองผ่านโลกออนไลน์ให้พบเห็นเสมอว่า การใช้สายจูงเด็กออกไปนอกบ้าน มักเจอสายตาเเละรอยยิ้มหัวเราะเยาะจากผู้คน

ล่าสุดคุณเเม่ท่านหนึ่งใช้สายจูงพาลูกน้อยเดินทางไปกราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 กลับถูกคนรอบข้างมองแล้วฉีกยิ้ม บ้างหัวเราะ บ้างแซวว่าลูกซนจนต้องล่ามไว้ ทั้งที่จริงๆ เเล้วการใช้สายจูงหวังผลในเรื่องความปลอดภัยเเละป้องกันการพลัดหลงของลูกน้อย

2-3 ขวบวัยแห่งการเดินและเรียนรู้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

การใช้สายจูงเด็กในประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศนับเป็นเรื่องปกติในสังคม ผู้คนเข้าใจถึงความปลอดภัยของเด็กโดยเฉพาะในวัยที่เพิ่งเริ่มก้าวเดินใหม่ๆ

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ บอกว่า สายจูงเด็กในต่างประเทศเป็นเรื่องที่พบเห็นได้อย่างปกติตามพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านหรือห้างสรรพสินค้า ขณะที่ในเมืองไทย หลายคนอาจรู้สึกแปลกใจเมื่อพบเห็นและมีบ้างที่มองว่าคล้ายกับการดูแลสุนัข

ปัจจุบันสังคมไทยเป็นลักษณะของสังคมเดี่ยวมากขึ้น แตกต่างจากอดีตที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีปู่ย่าตายายคอยช่วยเลี้ยงหลาน ทำให้พฤติกรรมการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่เปลี่ยนไป

“เมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องออกจากบ้านไปทำงาน ไปซื้อของหรือทำกิจกรรมนอกบ้านพร้อมกับลูก อุปกรณ์เสริมตัวช่วยในการดูแลและเพิ่มความปลอดภัยจึงเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กวัย 2-3 ขวบ เป็นวัยที่เริ่มเดินเป็นใหม่ๆ พวกเขามีความสนใจโลกภายนอก ขณะที่สิ่งแวดล้อมรอบๆ ก็กระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ ทำให้มีโอกาสเกิดอันตรายได้หากคาดสายตาเพียงแค่วินาทีเดียว

“สายจูงเด็กถือเป็นอุปกรณ์เข้ามาช่วยคุณพ่อคุณแม่ทั้งในแง่ของอันตรายจากตัวเด็กเองและยังป้องกันการพลัดหลงเมื่อต้องอยู่ในที่ๆ มีคนพลุกพล่านด้วย”

เธอบอกว่า สังคมไทยควรเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติใหม่ มองให้เห็นถึงประโยชน์และความปลอดภัยในการใช้งาน รวมถึงให้เกียรติคุณพ่อคุณแม่ผู้ใช้อุปกรณ์มากกว่าการหัวเราะหรือแสดงท่าทีขำขัน

ความปลอดภัยลูกสำคัญที่สุด

คุณค่าของสายจูงเด็กในสายตาใครบางคนอาจมองเป็นเพียงเรื่องตลก แต่ในหัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้วไม่ใช่แบบนั้น

ธนัยวัสส์ รัตนพงษ์พร คุณพ่อวัย 35 ปี บอกว่า สายจูงจำเป็นมากสำหรับเด็กเพิ่งหัดเดิน เนื่องจากเป็นวัยที่ไม่อยากให้ใครอุ้ม ต้องการเดินด้วยตัวเอง ตนใช้ยามพาลูกออกไปเที่ยวนอกบ้านเพื่อให้อยู่ในสายตาเเละความปลอดภัย รวมถึงยังสะดวกและลดอาการเมื่อยล้าด้วย

“คนบางกลุ่มมองว่าเราเลี้ยงลูกเหมือนสุนัข เราห้ามความคิดพวกนี้ไม่ได้ แต่เราเลือกสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดของครอบครัวเป็นอันดับแรก ราคากระเป๋าสายจูงไม่กี่ร้อยบาทเทียบกับลูกที่หายตัวไปไม่ได้เลยครับ”

คุณแม่ยังสาว ณัฐริกา ชมปรีดา บอกว่า ตัดสินใจใช้สายจูงเพื่อหวังผลในแง่ความปลอดภัย ป้องกันลูกหายและเหตุพลัดหลง เนื่องจากลูกน้อยอยู่ในวัยหัดเดิน คาดสายตาเพียงวินาทีเดียวก็เสี่ยงอุบัติเหตุแล้ว ที่ผ่านมารอดพ้นจากอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนได้ถึง 3 ครั้งเพราะสายจูง

“ในช่วงหัดเดินเขาจะไปเร็วมาก จริงๆ ลูกเราเกือบโดนรถชนมาแล้ว 3 ครั้ง ได้สายจูงนี่แหละช่วยชีวิตไว้ รถจะเข้ามาเฉี่ยว เรารีบกระตุกดึงเชือกที่ติดกับตัวลูก เลยหลบทัน”

คุณแม่วัย 33 ปี ยังบอกอีกข้อดีของการใช้สายจูงว่า ส่งผลให้เด็กเรียนรู้ขอบเขตในการเดินของตัวเอง ปัจจุบันลูกวัย 5 ขวบของเธอเริ่มรับรู้ว่าสามารถอยู่ห่างจากแม่ได้มากน้อยแค่ไหนในเวลาที่ไม่ได้ใช้สายจูง

ประสบการณ์ลูกหายของคนอื่น ทำให้คุณแม่บางรายเลือกที่จะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของลูกมากขึ้น ดั่งเช่น น.ส.รักษา รวยทรัพย์ วัย 33 ปี

เธอเล่าว่า ลูกชายอายุ 2 ขวบกำลังอยู่ในวัยที่ซนมาก เวลาไปห้างสรรพสินค้ามักชอบวิ่งเล่นซอกแซกจนคุณพ่อต้องคอยวิ่งตาม วันหนึ่งได้ยินเสียงประกาศภายในห้างฯ ตามหาเด็กอายุประมาณลูกของตนเอง กลายเป็นเสียงสะกิดใจให้คิดได้ว่า “ฉันจะไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง”

“ประกาศอยู่นานมากจนซื้อของเสร็จก็ยังไม่เจอ ถ้าเป็นลูกเราหาย ใจแม่คงตายแน่ เลยตัดสินใจหาซื้อในเพจขายของแม่และเด็ก เป็นลักษณะเป้สะพายหลังแล้วมีสายจูง”

คุณแม่ท่านนี้เคยได้ยินเสียงคนรอบข้างนินทาวิธีการดูแลความปลอดภัยให้กับลูกเช่นกันว่า “ดูสิ เหมือนจูงหมาเลย”

“บางคนชี้ให้เพื่อนดูว่าน้องน่ารักจัง บางคนก็ซุบซิบหัวเราะว่าเหมือนจูงหมาเลย ไม่สนใจก็ไม่ได้เพราะคำพูดมันเข้าหูเรา แต่พยายามทำเป็นหูทวนลมไปค่ะ เราปกป้องลูกเรา สมัยนี้ก็เริ่มเห็นคนใช้มากขึ้น ไม่นานทัศนคติแบบนั้นคงหายไป”

เธอ ทิ้งท้ายว่า ห้างฯ นั้นเต็มไปด้วยสิ่งยั่วยุมากมายทั้งสำหรับแม่และลูก เพียงวินาทีเดียว หันกลับมาลูกอาจไม่อยู่แล้วก็เป็นได้ ความปลอดภัยของลูกจึงสำคัญที่สุดและไม่จำเป็นต้องแคร์คนที่ไม่เข้าใจ

ทั้งนี้จากการสำรวจในเว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์ พบว่า สายจูงเด็กมีราคาตั้งเเต่ 159 บาท ถึง 600 บาท มีหลากหลายรูปแบบเเละสีสันให้เลือก

5 ข้อควรระวัง

สำหรับข้อควรระวังการใช้สายจูงเด็กตามคำเเนะนำจาก motherandcare มาเธอร์ แอนด์ แคร์ เว็บไซต์ซึ่งนำเสนอเรื่องราวการเลี้ยงดูลูก ระบุไว้ดังนี้

1. ระวังสายจูงอาจรัดตัวหรือรัดคอเด็ก ระวังการสะดุด และไม่ควรกระตุกลูกแรงเกินไป เพราะอาจทำให้บาดเจ็บได้

2. การใช้สายจูงอาจทำให้เด็กไม่สามารถเดินวิ่งอย่างสะดวก รู้สึกเหมือนโดนรั้งตลอด ดังนั้นไม่ควรใช้สายจูงบังคับทิศทางการเดินของเด็กมากเกินไป เพราะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก

3. เมื่อเด็กจะล้มแต่พ่อแม่ดึงสายไว้ไม่ให้ล้ม ทำให้เด็กมีความเข้าใจว่าเมื่อจะล้มจะมีคนช่วยเสมอ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ผิด

4. ระวังสายจูงอาจเข้าไปขัดขวางการเดินของผู้อื่น หรือปัดโดนสิ่งของผู้อื่น โดยเฉพาะเมื่อพ่อแม่จะอุ้มลูกขึ้นบันไดเลื่อนหรือเดินไปที่ต่างๆ ที่เด็กเดินยาก ไม่ควรปล่อยสายจูงห้อยลงมา เพราะสายจูงอาจจะถูกดูดเข้าไปในบันไดเลื่อนหรือซอกต่างๆ ได้

5. ไม่ควรใช้สายจูงสำหรับเด็กบ่อยเกินไป เมื่อไปเดินสวนสาธารณะหรือที่ที่คนไม่เยอะ ควรปล่อยให้เด็กได้เดิน เล่น วิ่งอย่างอิสระ เพื่อการเรียนรู้ที่ดีกว่า และข้อสำคัญที่สุดคือไม่ควรใช้สายจับลูกมัดไว้กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่หรือให้คนถือสายเด็ดขาด เพราะอาจเกิดเรื่องเศร้าโดยไม่คาดคิดก็ได้ เช่น สายรัดพันคอลูกจนเสียชีวิต ขณะที่คุณละสายตาไปทำธุระเพียงชั่วขณะ

ขอบคุณภาพจาก The Telegraph , BuzzFeed , joyerickson.wordpress.com , likecool.com , thepancakelife.com, childharness.blogspot.com

 

1ปี”รพ.บางสะพาน”ดอกผลแห่งความสำเร็จจากก้าวคนละก้าวของ “ตูน บอดี้สแลม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2560 เวลา 18:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519270

1ปี"รพ.บางสะพาน"ดอกผลแห่งความสำเร็จจากก้าวคนละก้าวของ "ตูน บอดี้สแลม"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพการพูดคุยกับ “ตูน-บอดี้สแลม” เมื่อเกือบหนึ่งปีก่อนยังแจ่มชัดในความทรงจำของ นพ.เชิดชาย ชยวัฑโฒ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางสะพาน เมื่อนักร้องหนุ่มขออาสาเป็นแกนนำวิ่งระดมหาเงินทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ จากเดิมที่โรงพยาบาล ต้องการจัดวิ่งการกุศลกระตุ้นให้คนมาออกกำลังกาย และให้ตูนมาร่วมเป็นเซเลปหรือกระบอกเสียงเท่านั้น

ครั้งนั้นท้ายที่สุดเขาสร้างปรากฎการณ์ระดับประเทศ สามารถระดมทุนได้มากถึง 85 ล้านบาท จากระยะทางวิ่ง 400 กม. ในเวลา 10 วัน

เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา น่าสนใจว่า ดอกผลความสำเร็จจากการระดมทุนของร็อกเกอร์หนุ่มนั้นเป็นอย่างไร..

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นพ.เชิดชาย ชยวัฑโฒ เล่าว่า เงิน 85 ล้านบาทถูกจัดสรรเปลี่ยนแปลงเป็นอุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ การก่อสร้างอาคารและซ่อมแซมอาคาร ส่วนที่เหลืออีกกว่า 30 ล้านบาท อยู่ระหว่างพิจารณาเพื่อโครงการในอนาคต

“อุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้เเก่ รพ.บางสะพานเองประมาณ 25.7 ล้านบาท รพ.บางสะพานน้อยที่มีขนาด 30 เตียง 1.1 ล้านบาท อีกส่วนเป็นอุปกรณ์และครุภัณฑ์ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 14 แห่ง ประมาณ 6.9 แสนบาท”

“ในเรื่องการก่อสร้างแบ่งออกเป็น 2 ส่วน หนึ่งการซ่อมแซมอาคารประมาณ 7 ล้านบาท หลังจากประสบกับภาวะน้ำท่วม อีกส่วนเป็นงบในก่อสร้างอาคารราว 10 ล้านบาท โดยทำการปรับปรุง ออกแบบเเละก่อสร้างอาคารหลายแห่งเช่น อาคารแพทย์แผนไทย อาคารซ่อมบำรุงเเละระบบประปา อาคารดูแลเครื่องเอ็กซเรย์ ให้สูงขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงภัยน้ำท่วม”

นพ.เชิดชาย บอกต่อว่า ปัจจุบันเหลือเงินอีกกว่า 30 ล้านบาท อยู่ระหว่างการหารือกับทางคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลเพื่อดำเนินการในแผนต่อไป

อุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลบางสะพานจัดซื้อนั้นมีมากกว่า 70 รายการ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ตัวอย่างเช่น เตียงผู้ป่วย ถังออกซิเจน เครื่องนับเม็ดเลือดขาวชนิดไฟฟ้า เครื่องดูดเสมหะ ที่นอน ตู้อบเด็กทารกเคลื่อนที่ เครื่องอัลตราซาวด์ เครื่องบันทึกการบีบตัวของมดลูก เครื่องมือผ่าตัดตา เครื่องไตเทียม รถเข็นผู้ป่วยพร้อมสายน้ำเกลือ เครื่องวัดความดันโลหิต ฯลฯ ทั้งหมดทำให้ศักยภาพและความสามารถในการรองรับผู้ป่วยของโรงพยาบาลนั้นยกระดับแบบก้าวกระโดด

นพ.เชิดชาย บอกว่า ตัวเลขการเข้ารับบริการรักษาของผู้ป่วยนั้นเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมอัตราการครองเตียงของผู้ป่วยในเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 คนต่อวัน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 150-180 คนต่อวัน ขณะที่อัตราผู้ป่วยนอก จากเดิม 300-400 คนเพิ่มเป็น 400-500 คน

“เหมือนได้โรงพยาบาลใหม่ รองรับการบริการได้มากขึ้น ชาวบ้านมีความสุขมาก สามารถใช้บริการได้สะดวกกว่าในอดีต ส่วนความสามารถในการรักษาพยาบาล เมื่อมีเครื่องมืออุปกรณ์ในการรักษาเพิ่มขึ้นก็สามารถรองรับแพทย์เฉพาะทางมาช่วยเหลือรักษาได้มากขึ้นเช่นกัน”

ผอ.รพ.บางสะพาน บอกว่า การยกระดับของโรงพยาบาลบางสะพาน สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของภาคประชาชน ที่มีบทบาทสำคัญในการทำในสิ่งที่รัฐบาลอาจมีข้อจำกัดหรือใช้เวลาจัดการค่อนข้างนาน

“ในภาพใหญ่อย่างการลำดับความสำคัญ การบริหารจัดการภาษี ผมคิดว่าต้องใช้เวลา เข้าใจว่าภาครัฐอยากให้ทุกโรงพยาบาลเติบโตและพัฒนาได้เหมือนกับ รพ.ศิริราช รพ.จุฬาฯ มีเครื่องมือครบครัน แต่ในความเป็นจริงไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น เมื่อเทียบกับความต้องการรับบริการ รวมถึงยังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนบุคลากรด้วย”

นพ.เชิดชายบอกว่า วินาทีนี้สิ่งที่พวกเราทำได้ในฐานะประชาชนคือการมองเฉพาะจุดมากขึ้น มากกว่าการรอคอยหรือหวังพึ่งการพัฒนาจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องใช้เวลานาน

“ทุกคนหวังดี แต่ในระดับกระทรวงการตัดสินใจบางอย่าง อาจต้องวางแผนระดับ 5-10 ปี สิ่งที่ภาคประชาชนทำคือการลัดขั้นตอนระบบช้าราชการ ดิ้นรนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย”

“พลังสังคมอาจเป็นคำตอบถ้าเราช่วยกันน่าจะทำให้เกิดสิ่งดีๆ ถ้างอมืองอเท้ารอภาครัฐอย่างเดียว ผลลัพธ์สุดท้ายก็ตกอยู่กับตัวเราเอง ในเมื่อเราอยากให้คนอื่นได้รับสิ่งดีๆ และเราเองก็อยากรับบริการสิ่งดีๆ ผมว่าต้องช่วยกัน คนละไม้คนละมือ” เขาบอกทิ้งท้าย

โครงการอันทรงพลังของตูนนั้นเกิดขึ้นจากท่าทีอ่อนน้อม พฤติกรรมเเละความตั้งใจที่เขาแสดงให้เห็นว่าทำด้วยใจจริงโดยวันนี้นักร้องหนุ่มได้ประกาศโปรเจ็คยักษ์ “ก้าวคนละก้าว” ก้าวใหม่ที่ไปไกลว่าเดิม จุดสตาร์ท จะเริ่มจากป้ายใต้สุดแดนสยามที่ อ.เบตง จ.ยะลา สู่เหนือสุดของประเทศไทย อ. แม่สาย จ.เชียงราย ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ใช้เวลาวิ่งเกือบ 2 เดือน โดยตั้งเป้ายอดบริจาค 700 ล้านบาท

เขา เปิดใจกับรายการเจาะใจว่า อยากให้ทุกคนรับรู้ปัญหาร่วมกันเเละหวังว่าจะเป็นจุุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

“หลายคนก็คงคิดว่าผมบ้าอยู่ในใจ ขนาดตัวผมเอง ผมยังคิดว่าผมบ้า อีกนัยหนึ่งมันอาจจะบอกได้นะว่าผมคิดการใหญ่ แต่ถ้าย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของการทำโครงการที่บางสะพาน ผมแค่รู้สึกว่าผมไม่ได้อยากทำเรื่องนี้เพียงคนเดียว


“ครั้งนี้ก็เหมือนกันผมไม่รู้หรอกว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร แต่ขอทำ ขอพูดว่า ผมอยากให้ทุกคนเห็นปัญหาร่วมกัน หวังว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง โดยในครั้งนี้ผมจะวิ่งจากใต้สุดแดนสยาม อ.เบตง จ.ยะลา ไปจนถึงเหนือสุด อ.แม่สาย จ.เชียงราย

“เป้าในใจ ผมอยากได้ยอดบริจาค 700 ล้านบาท นี่เป็นตัวเลขในอุดมคติของผม ฟังดูมันเยอะมาก แต่ผมคิดว่าผมอยากได้เงิน 10 บาท จากพี่ๆคนไทย กว่า 70 ล้านคน แค่คนละ 10 บาท ซึ่งอาจจะดูมีค่าน้อย แต่ลองเอามากองรวมกัน เงิน 10 บาท มันสามารถช่วยเหลือชีวิตคนได้จริงๆ อยากให้ทุกคนเห็นถึงพลังในการรวมตัวกัน พลังแห่งการก้าวทีละก้าวเล็กๆ มันก็สามารถยิ่งใหญ่ได้ รอบนี้จะเป็นการวิ่งครั้งใหม่ที่ยาวที่สุดในชีวิตผม และเป็นการวิ่งครั้งสุดท้ายที่จะออกมาระดมทุน” นักร้องหนุ่มเเสดงความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม

ภาพ…เพจเฟซบุ๊ก ก้าว

จิตอาสาเฉพาะกิจ “รปภ.-จราจร” งานใหญ่สังเกตสิ่งผิดปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2560 เวลา 17:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519262

จิตอาสาเฉพาะกิจ "รปภ.-จราจร" งานใหญ่สังเกตสิ่งผิดปกติ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จิตอาสาเฉพาะกิจเกือบ 1,000 ชีวิต แสดงออกผ่านสีหน้าที่มุ่งมั่นตั้งใจรับฟังการอธิบายเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ด้านงานรักษาความปลอดภัย และงานจราจร ที่จะเตรียมพวกเขาให้พร้อมกับการลงแรงลงใจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 ต.ค.2560

หน่วยรับผิดชอบหลักที่อธิบายแนวทางการปฏิบัติให้กับจิตอาสาเหล่านี้อย่างกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ก็แข็งขันไม่ต่างกัน เห็นได้จากการระดมนายตำรวจที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมอธิบายและอบรมให้จิตอาสาที่สโมรสตำรวจ

เสียงเปล่งตะโกนก้องจากจิตอาสาด้วยคำว่า “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ดังสนั่นก่อนเริ่มการอบรม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นเต็มที่

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ความมุ่งหวังของตำรวจสะท้อนได้จาก พล.ต.ต.ดุสิต สมศักดิ์ รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ที่มาเป็นประธานในการอบรมครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่การทำงานที่สำเร็จลุล่วง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกทั้งยังน้อมนำพระราโชบาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้จัดตั้งจิตอาสาเฉพาะกิจงานพระราชพิธีในส่วนงานของตำรวจ

“เป้าหมายคือในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ให้จิตอาสาทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในส่วนงานที่ 7 คืองานรักษาความปลอดภัย และส่วนงานที่ 8 คืองานด้านจราจร จากจำนวนจิตอาสาที่ได้ลงทะเบียนร่วมปฏิบัติหน้าที่ในส่วนดังกล่าวมีอยู่ทั้งหมด 1.8 หมื่นคน เราเชื่อว่าจะปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี” พล.ต.ต.ดุสิต ย้ำ

ขณะเดียวกัน จิตอาสาเฉพาะกิจที่ส่วนใหญ่เป็นประชาชนนั้น ตำรวจก็มุ่งหวังที่จะแสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในด้านบริการ อำนวยความสะดวกให้กับผู้มาร่วมงานตามจุดต่างๆ ที่จัดเตรียมให้ทั่วทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานคร รักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงสอดส่องดูแลคอยแจ้งข้อมูลข่าวสาร ให้งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ สำเร็จไปด้วยดี

ข้อรายละเอียดในหน้าที่ปฏิบัติของจิตอาสาเฉพาะกิจส่วนงานนี้ ที่เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ของจิตอาสา พ.ต.อ.อุเทน นุ้ยพิน ผู้กำกับการศูนย์ฝึกอบรม บช.น. อธิบายให้จิตอาสารับทราบว่า เริ่มจากงานรักษาความปลอดภัย จิตอาสาที่ผ่านการอบรมจะได้รับบัตรประจำตัวสีแดงที่ทางการออกให้เพื่อแสดงตัวตน หน้าที่คือจะต้องสอดส่องดูแลความปลอดภัย ทั้งด้านของสถานที่ บุคคล และแจ้งข้อมูลสำคัญที่จะประสานกับตำรวจในพื้นที่นั้นๆ ที่จิตอาสาได้ปฏิบัติหน้าที่ และต้องเป็นคนที่สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ซึ่งหน้า ซึ่งนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถือว่าจิตอาสาได้ปฏิบัติหน้าที่แล้ว

“งานรักษาความปลอดภัยไม่ใช่ว่าจิตอาสาจะต้องเข้าไปอยู่ภายในงานพระราชพิธี แต่การทำงานจะเป็นลักษณะการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลต้องสงสัย หรือวัตถุต้องสงสัยต่างๆ ซึ่งถือเป็นหน้าที่อันสำคัญ และจิตอาสาด้านนีจะต้องมีคุณสมบัติที่เป็นคนช่างสังเกต ส่วนเทคนิคด้านอื่นๆ เช่น การจดจำรูปพรรณสันฐาน ลักษณะต้องสงสัย ตำรวจจะเสริมความรู้ให้ในการอบรม” พ.ต.อ.อุเทน อธิบาย

ขณะที่งานด้านจราจร พ.ต.อ.อุเทน อธิบายว่า งานด้านจราจรจะมีบัตรประจำตัวเป็นบัตรสีชมพู หน้าที่คือ ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในทุกด้าน ทั้งการห้ามรถ การจอดรถ ช่วยดูแลบริเวณทางข้ามถนนสำหรับประชาชนที่มาร่วมงาน รวมถึงการแนะนำเส้นทางซึ่งมีความจำเป็นอย่างมาก โดยจิตอาสาจะต้องรู้พิกัดของพื้นที่ ทางลัด และยังรวมไปถึงการช่วยแจ้งอุบัติเหตุทางท้องถนน ซึ่งหากเกิดเหตุจะต้องเร่งเคลื่อนย้ายรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ที่เกิดเหตุออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้การจราจรเกิดติดขัด

พ.ต.อ.อุเทน เสริมว่า อีกนัยของงานด้านจราจรก็เกี่ยวเนื่องไปยังงานรักษาความปลอดภัยด้วยเช่นกัน เพราะขณะที่จิตอาสาอำนวยความสะดวกอยู่นั้น จะต้องมีเทคนิคการสังเกตบุคคล รถยนต์ที่อาจต้องสงสัยหรือไม่ประสงค์ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นการมองเข้าไปในรถยนต์ การมองไปยังท้ายกระบะ หรือรถยนต์ที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หากมีเหตุให้ต้องสงสัยจะช่วยเร่งแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที

เห็นได้ชัดว่าสัดส่วนงานจิตอาสาเฉพาะกิจที่ขึ้นตรงกับตำรวจนับเป็นงานที่สำคัญไม่น้อย โดยหลังจากที่อธิบายถึงแนวทางปฏิบัติและความคาดหวังที่ขอความร่วมมือกับจิตอาสาแล้ว ตำรวจได้แบ่งจิตอาสาตามหน้าที่ทั้งสองด้าน เพื่อไปอบรมเชิงปฏิบัติที่มีเจ้าหน้าที่จัดเตรียมข้อมูลและองค์ความรู้เอาไว้ให้ โดยมุ่งเน้นไปที่การสังเกตสิ่งผิดปกติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคํญของงานด้านการรักษาความปลอดภัย และการอบรมกฎหมายจราจรเบื้องต้นรวมถึงสัญญาณการจราจรต่างๆ ในการใช้บังคับรถบนท้องถนน

เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จิตอาสาจะต้องเข้าร่วมอบรมในทุกกระบวนการ หากไม่เช่นนั้นแล้วในวันงานพระราชพิธีจะไม่ได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ จิตอาสาจะต้องเตรียมพร้อมร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้จำเป็นประจำตัว และที่สำคัญจะต้องไปรายงานตัวที่กองอำนวยการร่วมในแต่ละพื้นที่ก่อนงานพระราชพิธีจะเริ่ม 4 ชั่วโมง เพื่อรับฟังคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ และรับข้อมูลสำคัญไว้แนะนำกับประชาชนที่จะเข้ามาซักถามและขอความช่วยเหลือ

ความรู้สึกของจิตอาสาเฉพาะกิจที่มาร่วมอบรมอย่างกรวิทย์ (ไม่ขอเผยนามสกุล) หนุ่มกลางคนอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างย่านบางเขน บอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่ารู้สึกดีใจที่ได้เป็ส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่จิตอาสาเฉพาะกิจ และตั้งใจทำทุกหน้าที่ที่ตำรวจจะจัดแบ่งและมอบหมายให้ และทั้งหมดที่ตั้งใจก็เพื่อถวายในหลวงร.9 เป็นครั้งสุดท้าย

ท้ายสุด การอบรมจะจัดไปถึงวันที่ 19 ต.ค.นี้ตามจุดต่างๆ ที่กำหนดเช่น สโมรสรตำรวจ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 มหาวิทยาลับราชมงคลกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยจัดเตรียมการอบรมจิตอาสาทั้ง 1.8 หมื่นคนไว้ทั้งหมด 7 รุ่น โดยวันนี้เป็นการอบรมรุ่นที่ 1 ก่อนที่จะส่งให้ปฏิบัติหน้าที่ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ต่อไป

“ปฏิรูปราชการ” เลิกเช้าชามเย็นชาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2560 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519209

"ปฏิรูปราชการ" เลิกเช้าชามเย็นชาม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หนึ่งในประเด็นการปฏิรูปที่มีความสำคัญที่สุด คือ “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะระบบราชการเป็นกลไกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เพราะถ้าไม่ปฏิรูประบบราชการ การจะไปปฏิรูปด้านอื่นที่เหลือ 12 ด้าน คงเป็นไปได้ยากมาก

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองเลขาธิการกฤษฎีกา คนวงในระบบราชการในฐานะมือปฏิรูปของรัฐบาล ในฐานะรองผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (PMDU) อธิบายว่า เมื่อกล่าวถึงการปฏิรูประบบราชการ สิ่งแรกที่พูดกันก็คือการปฏิรูปโครงสร้างและวิธีการทำงานของระบบราชการ เพราะใครต่อใครพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าระบบราชการไทยทำงานแบบกรมใครกรมมัน ไม่มีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน

“อย่าว่าแต่ทำงานระหว่างกระทรวงเลย บางทีในกระทรวงเดียวกันยังไม่บูรณาการกันเลยก็มี ทั้งๆ ที่การบริหารราชการแผ่นดินแบบกระทรวง ทบวง กรมนั้นเป็นการบริหารงานตามภารกิจ การทำงานจึงต้องเหมือนวงมโหรี คือต้องประสานสอดคล้องกัน เพลงจึงจะไพเราะ แต่ถ้าต่างคนต่างเล่น มันก็ไม่เป็นเพลง” ปกรณ์ ระบุ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างไรก็ตาม ข้าราชการสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะบุคลากรภาครัฐถูกผูกติดกับระเบียบและแบบแผนซึ่งยากต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยกลไกของรัฐเองจะทำให้ข้าราชการต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้ได้ 4 ด้าน คือ 1.การพัฒนาองค์ความรู้ให้รู้รอบและรู้ลึก และมีการเพิ่มพูนความรู้อย่างต่อเนื่อง 2.การบ่มเพาะธรรมาภิบาล กล้าตัดสินใจกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม 3.การปรับปรุงกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติราชการจากการทำงานตามกฎเกณฑ์ เป็นการสร้างนวัตกรรมที่อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน และ 4.การปรับปรุงการประเมินผลการปฏิบัติราชการใหม่

สิ่งสำคัญในการปฏิรูประบบราชการ คือ ควรอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนจากตัวชี้วัดเชิงปริมาณ คือ “จำนวนครั้ง”“จำนวนผู้เข้าร่วม” หรือ “จำนวนผู้สอบผ่าน” เช่น จำนวนครั้งในการเข้างาน จำนวนครั้งในการเข้าฝึกอบรมหรือเข้าร่วมสัมมนาอย่างที่เป็นอยู่มาเป็นตัวชี้วัดนั้นเป็นระบบแบบเดิมๆ จึงควรเปลี่ยนไปเป็นตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ คือ องค์ความรู้ที่มีการถ่ายทอดให้แก่ข้าราชการด้วยกันหรือแก่บุคคลภายนอกและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงาน มีการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ หรือการเผยแพร่ให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์

อีกทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติราชการจากการทำงานตามกฎเกณฑ์ เป็นการสร้างนวัตกรรมที่อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน การให้บริการตามความต้องการเฉพาะปัจเจกบุคคลที่ผู้รับบริการสามารถออกแบบและเลือกรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างได้ ภาครัฐต้องให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ได้ทุกสถานที่ นำเสนอบริการที่เหมาะสมแต่ละบุคคล มีช่องทางการให้บริการหลายช่องทางและบูรณาการภาครัฐเป็น One Stop Service ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ในการสร้างนวัตกรรมการทำงานให้มีประสิทธิภาพขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สมควรที่รัฐบาลจะกำหนดให้ทั้งสองหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการปรับปรุงกฎหมาย กฎ และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด และให้เป็นหน่วยงานต้นแบบในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคราชการ โดยหน่วยงานราชการเองต้องจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล “ประเทศไทย 4.0” โดยคำนึงถึงบทบาทและหน้าที่เฉพาะของหน่วยงาน

ปกรณ์ กล่าวด้วยว่า ต้องยอมรับว่า ระบบเดิมที่มีอยู่มันมีปัญหา ทางที่ดีคือต้องช่วยกันเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา โดยเฉพาะระบบราชการของประเทศออสเตรเลีย น่าเป็นแบบอย่างในการจัดโครงสร้างการบริหารราชการกระทรวง ทบวง กรม อาทิ เรื่องการก่อตั้ง ยุบเลิก หรือเปลี่ยนแปลงหน้าที่และความรับผิดชอบของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งมีผลกระทบต่อการจัดสรรงบประมาณและสถานะของบุคลากรของกระทรวงอื่นด้วย

จึงกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาด้านงบประมาณและบุคลากร และให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรี แนะนำให้ปลัดกระทรวงที่ตั้งขึ้นใหม่หรือที่รับโอนหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารงานบุคคล แยกผู้ปฏิบัติงานในกระทรวงต่างๆ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ข้าราชการ และลูกจ้าง แบ่งข้าราชการออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ปลัดกระทรวง ผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการทั่วไป โดยปลัดกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของผู้ปฏิบัติงานทุกประเภทในกระทรวงมีหน้าที่บริหารงานของกระทรวงภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกระทรวงนั้น เพ่ื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เปิดเผย และตรวจสอบได้ เมื่อพ้นจากตำแหน่งต้องจัดทำรายงานประจำปีแสดงงานที่กระทรวงได้ทำในรอบปีที่ผ่านมาเสนอต่อรัฐมนตรีผู้กำกับดูแล

ที่น่าสนใจ คือ การแต่งตั้งปลัดกระทรวงเป็นอำนาจของผู้สำเร็จราชการตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีจะเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวงได้ต่อเมื่อเป็นการเสนอแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างหรือคาดว่าจะว่างลง หรือปลัดกระทรวง นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี ได้หารือกับรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกระทรวงนั้นแล้วและมีหนังสือรายงานให้นายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงที่ได้รับแต่งตั้งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี แต่อายุต้องไม่เกิน 65 ปี

ในขณะที่การกำหนดจำนวนลูกจ้างในกระทรวงต่างๆ นั้นเกี่ยวพันกับการบริหารงบประมาณเช่นกัน ปลัดกระทรวงจึงสามารถกำหนดจำนวนการจ้างลูกจ้างของกระทรวงได้เองตามที่เห็นสมควรเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของกระทรวงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้จะนำมาต่อยอดปฏิรูประบบราชการไทยได้หรือไม่ อีกไม่นานจะได้รู้กัน

 

กฎหมายปปช.สะดุด ดักฟังละเมิดสิทธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2560 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/531662

กฎหมายปปช.สะดุด ดักฟังละเมิดสิทธิ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ที่มี พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. … ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระ 2 และ 3

โดยเนื้อหามาตรา 37/1 มีใจความสำคัญว่า ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดที่ส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดที่เป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

หรือความผิดอื่นที่ร่างนี้กำหนด ซึ่งการ กระทำความผิดดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญมีผล กระทบอย่างกว้างขวาง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นหนังสือจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวก็ได้

การอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบสั่งอนุญาตได้คราวละไม่เกิน 90 วัน โดยกำหนดเงื่อนไขใดๆ ก็ได้ และให้ผู้เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร ในสิ่งที่สื่อสารตามคำสั่งดังกล่าวให้ความร่วมมือเพื่อให้เป็นไปตามความในมาตรานี้

ทั้งนี้ หากปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังที่มีคำสั่งอนุญาตว่าเหตุผลความจำเป็นไม่เป็นไปตามที่ระบุ หรือพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป อธิบดี ผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบอาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งอนุญาตได้ตามที่เห็นสมควร

จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิก สนช.อภิปรายอย่างกว้างขวางในวาระ 2 ซึ่งส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าเนื้อหาตามมาตรา 37/1 อาจไปกระทบเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนจึงเห็นควรตัดทิ้ง อาทิ ภัทระ คำพิทักษ์ กมธ.เสียงข้างน้อย กล่าวว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ป.ป.ช.พยายามเสนอหลักการนี้เข้ามา ถ้า สนช.เห็นชอบจะสร้างประวัติศาสตร์ ยอมให้อำนาจนี้กับ ป.ป.ช. และมาตรา 50 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านทุจริต (UNCDC) ระบุถึงเรื่องการให้ใช้มาตรการพิเศษในการตรวจสอบการทุจริต แต่ระบุเพียงว่าให้ใช้อย่างเหมาะสม ภายใต้การควบคุมเท่านั้น

“น่าคิดว่าหาก ป.ป.ช.ได้อำนาจส่วนนี้ไปแล้วถูกครอบงำจะเกิดอะไรขึ้น การพิจารณามาตรานี้ ใช้เวลาสั้นๆ ในชั้น กมธ.เพียงไม่เกิน 1 ชั่วโมง ก็เกิดมาตรา 37/1 ขึ้นมา ยังไม่รวมถึงเรื่องอำนาจการอำพราง และสะกดรอย ที่เสนอเป็นฝาแฝดพ่วงมาด้วย ถือว่าการพิจารณายังไม่ละเอียดรอบคอบ”

ขณะเดียวกัน อยากยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการใช้อำนาจดักฟังจะต้องมี น้ำหนักหลักฐานแน่นหนาทางคดีจึงจะดำเนินการได้ เช่น ตำแหน่งที่ดักฟัง รูปแบบการดักฟัง รายชื่อเป้าหมายการดักฟัง เหตุผลการดักฟัง และต้องเป็นเรื่องที่ไม่สามารถใช้กระบวนการสอบสวนทางปกติได้ ที่สำคัญต้องเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน แต่หลักเกณฑ์ของไทยมีรายละเอียดเหล่านี้หรือไม่ ไม่ใช่แค่ตั้งข้อสงสัยก็ดักฟังกันได้แล้ว

นอกจากนี้ ข้อมูลที่ดักฟังหากไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับคดีต้องถูกทำลายทันที ต่างจากมาตรการของไทยที่ไม่ได้ระบุชัดเจน จะทำลายข้อมูลเมื่อใดรวมทั้งต่างประเทศกำหนดให้ต้องรายงานการดักฟังต่อศาลทุก 7-10 วัน แต่ของไทย เมื่อพอได้รับอนุญาตให้ดำเนินการแล้วจะมีเวลา 90 วันไปดำเนินการจึงมารายงานต่อศาล

ภัทระ ระบุต่อว่า และถ้าถูกดักฟังแล้วแต่พบว่าไม่เข้าข่ายความผิด ผู้ถูกดักฟังต้องได้รับการแจ้งเตือนทันที พร้อมทั้งมีโอกาสฟ้องร้องศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ ซึ่งบางประเทศพิสูจน์ได้ว่าการดักฟังไม่มีอคติ แต่ ป.ป.ช.จะมีอคติหรือไม่ก็ไม่รู้ ดังนั้น อย่ามุ่งแต่ใช้ข้อมูลที่จะกำจัดคนโกงเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้ ป.ป.ช.ตกอยู่ในความเสี่ยง การได้เครื่องมือปราบทุจริตต้องชั่งน้ำหนักถึงคุณค่าที่ต้องแลกมา เช่น การละเมิดสิทธิในระบอบประชาธิปไตยว่าคุ้มค่ากันหรือไม่

ขณะที่ วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. อภิปรายว่า การใช้อำนาจเกินขอบเขต เรียกร้องมากเกินไป อาจทำให้องค์กรสั่นสะเทือนได้ ยิ่งหากหลักฐานที่ได้มาไม่บริสุทธิ์จะเป็นสิ่งที่ทิ่มตำทำลายผู้ที่นำหลักฐานนั้นมาใช้เอง อีกทั้งเป็นห่วงว่าอาจเป็นเครื่องมือใช้แบล็กเมล์ทางการเมืองกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระวัง ดังนั้น ประเด็นนี้อ่อนไหวที่สุด ไม่ควรนำมาใส่ และต้องฟังเสียงประชาชนให้รอบด้าน

อย่างไรก็ตาม ถ้า ป.ป.ช.เป็นองค์กรที่น่าเคารพศรัทธา ข้อมูลจะหลั่งไหลมาเอง การใช้มาตรา 37/1 เพื่อให้ได้ข้อมูลทางลับเป็นสิ่งต้องพึงระวัง ไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้ศาลจะเชื่อหรือไม่ อาจทำให้ศาลกระอักกระอ่วน เพราะ ป.ป.ช.เป็นองค์กรกึ่งตุลาการ รู้สึกไม่สบายใจ แต่เชื่อว่า สนช.จะพิจารณากฎหมายด้วยความรอบคอบให้ประชาชนสบายใจ มีความยุติธรรมอย่างแท้จริง

สำทับด้วย ตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. ระบุว่า การออกกฎหมายใดๆ ต้องพึงระวังเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพอันเกินสมควรแก่เหตุ และอยากทราบว่าจะมีกลไกใดเข้าไปถ่วงดุลอำนาจการสืบค้นข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์ ไลน์ เฟซบุ๊ก เพราะในอนาคตอาจมีการหยิบยกข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้มาอภิปรายทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองได้

“เหมือนอย่างในอดีตที่เคยให้อำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จนล้นฟ้า สุดท้ายกลับตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง และ ดีเอสไอถูกนำมาใช้กลั่นแกล้งคู่ต่อสู้ทางการเมือง ดังนั้น จึงขอให้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ”

สำหรับ กมธ.เสียงข้างมาก โดย พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า การใช้คำว่าดักฟังเป็นการสร้างภาพที่น่ากลัว เพราะ กมธ.เสียงข้างมากไม่มีเจตนาล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 36 เพราะการจะใช้มาตรา 37/1 ได้ ต้องผ่านมติเห็นชอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะขอยื่นอนุมัติต่อศาล

ทั้งนี้ เมื่อ ป.ป.ช.อนุญาตแล้วต้องส่งให้อธิบดีศาลทุจริตและประพฤติมิชอบให้ความเห็นชอบด้วย ไม่ใช่แค่ให้ผู้พิพากษาทั่วไปอนุญาต ที่สำคัญฐานความผิดที่เข้าข่ายใช้มาตรา 37/1 นั้นต้องเป็นเรื่องที่มีผลกระทบในวงกว้าง เมื่ออธิบดีศาลฯ อนุญาต ป.ป.ช.จะมีเวลาไม่เกินครั้งละ 90 วัน ในการใช้อำนาจตามมาตรานี้ ส่วนข้อมูลที่ได้มาจะใช้เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคดีเท่านั้น ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวจะถูกทำลายทันที ป.ป.ช.ไม่มีเจตนาละเมิดสิทธิประชาชน แต่จะทำทุกทางเพื่อตรวจสอบการทุจริต

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธาน กมธ. อภิปรายว่า เรื่องการให้อำนาจ ป.ป.ช.สืบค้นข้อมูลทางโทรศัพท์นั้น ยืนยันว่า กมธ.ไม่มีเจตนาทำลายล้างใคร แต่เป็นการทำเพื่อประโยชน์ทางคดี เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล จึงมีความจำเป็นต้องให้อำนาจส่วนนี้โดยมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ซึ่งการดักฟังข้อมูลทางโทรศัพท์ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งเห็นชอบก็ทำได้ เมื่อผ่านความเห็นจากคณะกรรมการแล้วยังต้องขออนุญาตจากศาลอีกครั้ง รวมถึงต้องเป็นคดีที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสาธารณะด้วย

อย่างไรก็ดี กมธ.เสียงข้างมากยืนยันจะไม่ถอนมาตราดังกล่าวออก ก่อนที่ประชุมมีมติเลื่อนพิจารณาออกไปช่วงเช้าวันที่ 22 ธ.ค. เวลา 09.00 น.

 

ยืด 9 ปีปปช. อุ้ม นาฬิกา ประวิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/531729

ยืด 9 ปีปปช. อุ้ม นาฬิกา ประวิตร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มก่อตัวหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต​ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปรับแก้เนื้อหาสำคัญในร่าง พ.ร.ป.ดังกล่าว ที่ส่งมาจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และผ่านความเห็นชอบในหลักการวาระแรกของ สนช.ไปแล้ว

ความสำคัญของการปรับแก้อยู่ตรงที่เป็นปรับแก้เรื่องคุณสมบัติให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)​ ​อยู่ในตำแหน่งต่อไปจนครบ 9 ปี การเพิ่มอำนาจสำคัญและล่อแหลม

เริ่มตั้งแต่มาตรา 37/1 ที่ให้ ป.ป.ช.เข้าถึงข้อมูลทุกช่องทางที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งกว้างขวาง และห่วงว่าจะไปล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไป“ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเอกสาร หรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดที่ส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ถูกใช้ หรืออาจถูกใจเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดที่เป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือความผิดอื่น พ.ร.ป.นี้กำหนด ซึ่งการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก ป.ป.ช. เป็นหนังสือจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวก็ได้”​

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งการดักฟังโทรศัพท์ ตรวจสอบ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่นำไปสู่ข้อกังขาว่าการดักฟังนี้จะนำไปสู่การล้วงข้อมูลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับความผิดหรือไม่

แม้จะตีกรอบจำกัดการกระทำความผิดที่จะนำไปสู่การขอดักฟังว่าต้องเป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือความผิดอื่นพ.ร.ป.นี้กำหนด ​แต่ก็ยังกว้างและเปิดช่องให้ล้วงข้อมูลอื่นได้

ประเด็นความเป็นห่วงอยู่ตรงองค์กรอย่าง ป.ป.ช.ถือเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญ สามารถให้คุณให้โทษ ในฐานะเป็นต้นทางกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมามักถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางและการครอบงำ หรือเข้าไปแทรกแซงจากผู้มีอำนาจหรือไม่

การเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช.เช่นนี้​ย่อมสุ่มเสี่ยงหากถูกนำไปใช้ในทางไม่ถูกต้อง หรือนำไปใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกันทางการเมืองเหมือนที่เคยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในอดีต

อีกประเด็นที่ถูกถล่มคือมาตรา 178 ซึ่งคณะ กมธ.วิสามัญฯ ​แก้ไขใหม่ โดยกำหนดให้ประธาน ป.ป.ช.และ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่ พ.ร.ป.นี้ใช้บังคับยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

จากเดิมที่ตามร่างของ กรธ.กำหนดให้บังคับใช้เรื่องคุณสมบัติที่กำหนดในกฎหมายใหม่ ซึ่งจะเข้มงวดกว่าฉบับเดิม กับ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน​ ซึ่งจะมีกรรมการหลายคนต้องพ้นจากตำแหน่ง

การปรับแก้ของ กมธ.ถูกถล่มอย่างหนักเพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอ แถมยังขัดแย้งไม่เป็นมาตรฐานเดียวกับองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ถูกเซตซีโร่ หรือรีเซตแล้วแต่กรณี

ทั้งที่ ป.ป.ช.​ถือเป็นองค์กรสำคัญ จำเป็นต้องได้บุคคลซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่ให้เป็นที่ครหา รวมทั้งต้องเป็นที่ยอมรับจากสังคม ​แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกลายเป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือ

ที่สำคัญ ป.ป.ช.​ชุดปัจจุบัน ซึ่งเข้าสู่ตำแหน่งในช่วงการบริหารงานของ คสช. ​ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าหลายคนใกล้ชิดและมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับแกนนำ คสช.

ไล่มาตั้งแต่ ​พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ที่ถือเป็นสายตรงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ​ท่ามกลางการจับตาจากสังคมถึงการทำงานตรวจสอบรัฐบาล​ว่าจะเป็นไปได้เข้มข้นมากน้อยเพียงไร

ล่าสุด กรณีนาฬิกาและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร ที่ถูกร้องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่าเข้าข่ายแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จหรือไม่นั้น ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของ ป.ป.ช.ชุดนี้

การ​ปรับแก้กฎหมายเปิดทางให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันที่ไม่ผ่านคุณสมบัติตามกฎหมายใหม่ให้สามารถดำรงต่ำแหน่งต่อไปได้ จึงยิ่งตอกย้ำข้อครหาเรื่องการวางตัวคนใกล้ชิด คสช.มารับตำแหน่ง ป.ป.ช.ชุดนี้​ ซึ่งหากกฎหมายผ่านจะอยู่ยาวต่อไปถึง 9 ปี

สอดรับไปกับกระแสข่าวเรื่องการขยับของ คสช.เตรียมวางหมากยื้ออยู่ในตำแหน่งหลังการเลือกตั้ง ผ่านกลไกตัวช่วยทั้ง 250 สว. และพรรคทหารที่เริ่มปรากฏความชัดเจนมากขึ้น

หนึ่งในจุดอ่อนที่จะบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.ปัจจุบันและอนาคตได้ คือบรรดาคดีความหรือข้อร้องเรียนที่จะนำไปสู่การดำเนินคดี

ป.ป.ช.​ซึ่งเป็นหน้าด่านสำคัญของแต่ละคดีที่จะเข้ามากระทบรัฐบาล จึงจำเป็นที่ คสช.ต้องเลือกคนที่ไว้วางใจให้เข้ามารับหน้าที่ ​

ยิ่งในวันที่ คสช.​ต้องพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว การปิดทางป้องกันไม่ให้ถูกไล่เช็กบิลยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ คสช. ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้น

 

มาตรา 44 เพื่อทหาร เดินหน้าสู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2560 เวลา 10:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/531531

มาตรา 44 เพื่อทหาร เดินหน้าสู่เลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ทนกับแรงกดดันไม่ไหว จนต้องประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไข พ.ร.ป. รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

สาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองในครั้งนี้อยู่ที่การขยายเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เกี่ยวกับการดำเนินการปรับปรุงพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ฉบับใหม่

โดยบทเฉพาะกาลมาตรา 141 ของกฎหมายพรรคการเมืองได้กำหนดภารกิจเร่งด่วนที่พรรคการเมืองต้องดำเนินการแต่งตัวเองใหม่ไว้ 7 ประการ ดังนี้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

1.แจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกให้นายทะเบียนทราบภายใน 90 วันนับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

2.พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้และยังมีสมาชิกไม่ถึง 500 คน ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกให้ครบ 500 คน ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

3.จัดให้มีทุนประเดิมจำนวน 1 ล้านบาท และแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

4.จัดให้มีสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองสำหรับปีที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

5.จัดให้สมาชิกชำระเงินค่าบำรุงพรรคการเมืองให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คน ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

6.จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับและจัดทำคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองและนโยบายของพรรคการเมืองให้ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

7.จัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้ครบถ้วนตาม พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

แน่นอนว่าการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองจะต้องครอบคลุมประเด็นเหล่านี้เป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องมีการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่การแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองโดยใช้มาตรา 44 จะไม่หยุดเพียงแค่ประเด็นเหล่านี้ เนื่องจากถ้ามองจากบทบัญญัติที่กฎหมายมีอยู่เดิมนั้นก็เพียงพอที่จะดำเนินการได้อยู่แล้ว

กล่าวคือ อย่างในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการ 90 วันนั้นกฎหมายก็ยอมให้พรรคการเมืองขอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองขยายเวลาออกไปเพิ่มเติมได้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องลงแรงใช้มาตรา 44 ให้เหนื่อยแต่อย่างใด

ดังนั้น การใช้มาตรา 44 จึงต้องมีการลงมือเปลี่ยนเนื้อหาในกฎหมายบางประการอย่างมีนัยสำคัญ

พิจารณาสถานการณ์และความเคลื่อนไหวเวลานี้มี 2 เรื่องที่หลายฝ่ายให้การจับตา คือ 1.การตั้งพรรคของทหารในนาม “พรรคประชารัฐ” และ 2.การเลื่อนเลือกตั้ง

ทั้งสองเรื่องถูกผูกโยงกันอย่างแยกไม่ออก เพราะหากทหารจะตั้งพรรคการเมืองก็จำเป็นต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายพรรคการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พอพลิกไปดูกติกาเกี่ยวกับการตั้งพรรคการเมืองก็พบว่าไม่เอื้อต่อพรรคการเมืองใหม่เท่าไร โดยเฉพาะการกำหนดให้ต้องมีการทำไพรมารีโหวตก่อนถึงจะสามารถส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส.ได้

กลายเป็นภาระใหญ่ของพรรคการเมืองใหม่ซึ่งยังไม่มีฐานทางการเมืองที่เข้มแข็งเท่าไรนัก การตั้งสาขาและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเพื่อทำไพรมารีโหวตจึงเป็นงานยากอย่างเห็นได้ชัด ผิดกับพรรคการเมืองปัจจุบันที่มีฐานที่เข้มแข็งมานาน การทำไพรมารีโหวตจึงไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด

จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการตอบรับในการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองอย่างฉับพลัน ทั้งๆ ที่กลุ่มการเมืองที่สนับสนุน คสช.เพิ่งโยนข้อเรียกร้องมาให้ ผิดกับเรื่องการปลดล็อกทางการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองเรียกร้องมาเป็นเวลานาน แต่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ได้รับการสนองจาก คสช.

ดังนั้น หากจะบอกว่าการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ หรือแรงกดดันทางการเมืองก็คงจะไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะถ้ามองไปที่ตัวกติกาจะเห็นได้ว่าไม่ได้เป็นปัญหา เพียงแค่ คสช.ยอมให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมการเมืองได้ทุกอย่างก็จบไม่ต้องลงแรงใช้มาตรา 44 ให้เสียของ แต่เป้าหมายที่แท้จริงอยู่ที่การแก้กติกาเพื่อกรุยทางสำหรับการตั้งพรรคทหาร

ที่สุดแล้ว การแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองอาจจะไม่ได้จบเพียงแค่การใช้มาตรา 44 ครั้งนี้เพียงครั้งเดียว แต่จะต้องมีการลงมือผ่าตัดกฎหมายพรรคการเมืองอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งแรก อย่างที่ทราบจะเป็นการใช้มาตรา 44 แต่ครั้งที่สองนั้นอาจจะดำเนินการผ่านการตราเป็นร่าง พ.ร.บ.แก้ไข พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและส่งให้ สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะตัดต่อกฎหมายพรรคการเมืองใหม่เกือบหมด อาจถึงขั้นการสลับหัวสลับหางเลยทีเดียว

ถึงเวลานั้น ข้อเสนอเกี่ยวกับการเซตซีโร่สมาชิกพรรคการเมือง หรือการยกเลิกการทำไพรมารีโหวต ซึ่งเพิ่งจุดกระแสกันเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อให้ทุกพรรคการเมืองออกจากแท่นสตาร์ทพร้อมกัน อาจถูกนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับว่า คสช.ยังอยากให้มีการเลือกตั้งตามโรดแมปหรือไม่

 

ถ่วงเวลาเลือกตั้ง รอตั้งไข่พรรคทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2560 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/531272

ถ่วงเวลาเลือกตั้ง รอตั้งไข่พรรคทหาร

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งที่เคยคาดหมายกันว่าจะมีขึ้นในปี 2561 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้นั้นดูเหมือนว่าจะไม่เป็นไปตามนั้นเสียแล้ว

เมื่อปรากฏความเคลื่อนไหวของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” แกนนำเตรียมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการ กปปส. ที่ขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไข พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ทั้งๆ ที่กฎหมายดังกล่าวเพิ่งมีผลบังคับใช้มาเพียงไม่กี่เดือน

เพียงแค่การยื่นเรื่องให้ สนช.คงไม่เป็นประเด็นอะไรเท่าไรแต่เรื่องนี้กลับร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อทั้ง สนช.และ คสช.รับลูกข้อเสนอของไพบูลย์และสุเทพ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ไม่ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว โดยส่งให้คณะกรรมการศึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งทำหน้าที่ศึกษากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่มี “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธาน สนช.คนที่ 1 เป็นประธานนำไปพิจารณา

เช่นเดียวกับ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง โดยไม่ต้องเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่เข้าสู่ สนช. เพียงแต่ต้องดูความเหมาะสมก่อนเป็นสำคัญ

พลิกดูปัญหาของกฎหมายพรรคการเมืองเวลานี้อยู่ที่บทเฉพาะกาลที่กำหนดภารกิจและกรอบเวลาให้พรรคการเมืองต้องดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับกฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการส่งผู้สมัคร สส.ลงเลือกตั้งในอนาคต

ที่ผ่านมา พรรคการเมืองทั้งหลายต่างเรียกร้องให้ คสช.แก้ไขคำสั่งของ คสช.ที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากเหล่าผู้นำ คสช.ทุกคน โดยอ้างถึงความไม่ไว้วางใจในสถานการณ์ทางการเมือง จนกระทั่งมาสู่การเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองจากกลุ่มคนที่มีข่าวออกมาว่าเตรียมตั้งพรรคการเมืองเพื่อเตรียมสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกครั้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากติกาของกฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบันนั้นค่อนข้างเข้มงวดพอสมควร

เช่น การจัดตั้งพรรคการเมืองต้องมีผู้ร่วมก่อการไม่น้อยกว่า 500 คน แถมต้องมีทุนประเดิม 1 ล้านบาท จัดหาสมาชิกขั้นต่ำ 500 คน พร้อมกับชำระค่าบำรุงพรรคการเมือง เป็นต้น แต่ที่เป็นปัญหาหนักที่สุดหนีไม่พ้นการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคประจำจังหวัดภายใน 180 วัน ซึ่งการมีสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองเป็นประเด็นสำคัญ เพราะจะเข้ามาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัครของพรรคการเมือง หรือการทำไพรมารีโหวต

ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดเป็นหลักการสำคัญว่าหากพรรคการเมืองไม่ได้ทำไพรมารีโหวตในเขตเลือกตั้งใด พรรคการเมืองนั้นก็ไม่สามารถส่งผู้สมัคร สส.ในเขตดังกล่าวได้

ประกอบกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญทั้งในเรื่องวิธีการเลือกตั้งภายใต้ระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ประหนึ่งให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัคร สส.ลงในเขตเลือกตั้งให้มากที่สุดเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนสำหรับการคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ เพราะหากได้ สส.ไม่ถึง 5% หรือ 25 คนของจำนวน สส.ทั้งหมด 500 คน จะหมดโอกาสในการเสนอบุคคลเข้าไปชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภา

จากเงื่อนไขที่พันคอทั้งหมด จึงสร้างปัญหาให้กับบรรดามือใหม่ที่จะตั้งพรรคการเมืองพอสมควร โดยเฉพาะการทำไพรมารีโหวตที่มีผลไปถึงสิทธิของการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะกติกาหยุมหยิมเหล่านี้จะทำให้พรรคการเมืองใหม่ป้ายแดงมีโอกาสน้อยที่จะได้ สส.เข้าสภาเพื่อเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำประเทศ

ด้วยเหตุนี้เองถึงทำให้ล่าสุดไพบูลย์ต้องออกมาเสนอต่อให้ประธาน สนช.แก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองเพื่อชะลอการใช้ระบบไพรมารีโหวตออกไปก่อน

“ควรแก้ไขให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก ยกเว้นการบังคับใช้ระบบไพรมารีโหวตไว้ก่อน โดยให้กรรมการบริหารพรรคที่เลือกจากที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกพรรค ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร สส.เขต และบัญชีรายชื่อ และให้ยกเว้นการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีสมาชิก และจัดตั้งสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจึงส่งผู้สมัคร สส.ได้ เป็นต้น” ไพบูลย์ ระบุ

เหมือนจะเป็นการสอดประสาน รับลูกกันทันที เมื่อปรากฏการประชุม คสช.เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ตัดสินใจใช้มาตรา 44 ขยายเวลาให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้ตามกรอบเวลาที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2560 โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลทำให้พรรคการเมืองใหม่สามารถจองชื่อพรรคการเมือง สรรหาสมาชิก เก็บค่าบำรุงสมาชิกได้ และให้เริ่มประชุมใหญ่ครั้งแรก เพื่อคัดเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคได้ โดยจะต้องขออนุญาต คสช.ก่อน

มาตรา 44 ที่ออกมาครั้งนี้ มิได้หมายความว่าเปิดทางให้ทุกพรรคดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้เต็มตัวแต่เป็นการเอื้ออำนวยให้กับพรรคเกิดใหม่เป็นสำคัญ ขณะที่การปลดล็อก คำสั่งให้พรรคการเมืองทุกพรรคเคลื่อนไหวเต็มตัวต้องรอกฎหมายเลือกตั้งสส.ผ่าน สนช.ก่อน คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือน มิ.ย. 2561

นั่นหมายความว่าพรรคการเมืองทั้งหมดจะเริ่มกิจกรรมทางการเมืองได้ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง 150 วันนั่นเอง

เรียกได้ว่าเปิดไพ่ออกมาทีละใบให้เห็นเนื้อในกันอย่างชัดเจน รอการตั้งไข่พรรคทหารให้เรียบร้อยลงสู้ศึกเลือกตั้งเข็นผู้นำ คสช.ขึ้นสู่อำนาจรอบใหม่ n