เลื่อนเลือกตั้ง ยิ่งยื้อ…ยิ่งเหนื่อย​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2560 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/531133

เลื่อนเลือกตั้ง ยิ่งยื้อ...ยิ่งเหนื่อย​

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแส “ยื้อ” เลื่อนเลือกตั้งกำลังกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ ท่ามกลางปรากฏการณ์หลายๆ อย่างที่สะท้อนความพยายามขัดขวางไม่ให้ทุกอย่างเดินไปตามโรดแมปที่วางไว้

แม้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะประกาศวันเลือกตั้งในปี 2561 สอดรับกับเส้นทางการเตรียมความพร้อมที่วางไว้ โดยหากไม่มีอะไรผิดพลาดจะมีความชัดเจนได้ราวเดือน พ.ย. 2561

แต่ไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างไม่บิดพลิ้ว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ที่สำคัญหาก คสช.จะตัดสินใจเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ก็มีหลายเหตุผลที่จะหยิบยกมาอ้างได้ แต่จะฟังขึ้นและเป็นที่ยอมรับของสังคมหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

​เหตุผลแรก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งไม่แล้วเสร็จตามที่กรอบเวลาที่ควรจะเป็น ซึ่งจะเป็น “โดมิโนตัวแรก” กระทบไปถึงเส้นทางการเลือกตั้งทั้งหมดให้ต้องเลื่อนตามไป

สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 กำหนดว่า เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประกาศใช้ให้มีการจัดเลือกตั้งใน 150 วัน

ขณะนี้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ​พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศใช้บังคับเรียบร้อย

เหลือเพียง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.โดยอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)​

ปลุกให้กระแสการคว่ำกฎหมายในชั้น สนช.​เพื่อหวังเลื่อนการเลือกตั้งออกไป กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังจาก สนช.ทยอยพิจารณากฎหมาย 2 ฉบับออกมาก่อนหน้านี้

แต่แนวทางนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว เมื่อ พ.ร.บ.ทั้งเลือกตั้ง สส.และการได้มา ซึ่ง สว. โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาล้วนแต่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่มุม อันอาจเป็นชนวนนำมาสู่การถกเถียง จนไม่อาจหาข้อยุติได้ สุดท้ายอาจเป็นเหตุให้กระบวนการพิจารณาต้องทอดเวลาออกไป

ยังไม่รวมกับประเด็นใหม่เรื่องการขอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่มีผลบังคับใช้แล้วแต่เงื่อนไขบางประเด็นยังเป็นที่ถกเถียงในสังคมอันนำมาสู่การเรียกร้องให้แก้ไขจากหลายฝ่าย

เหตุผลประการที่สอง พรรคการเมืองไม่พร้อมจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ด้วยกฎ กติกาที่ออกมาตามรัฐธรรมนูญใหม่ สอดรับไปกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ที่กำหนดให้พรรคต้องแจ้งฐานข้อมูลทะเบียนสมาชิกที่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนเปิดประชุมใหญ่เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค รวมทั้งแก้ไขข้อบังคับพรรคนั้น ซึ่งมีเดดไลน์จะครบกำหนดในวันที่ 5 ม.ค. 2561

ปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่เวลานี้ คสช.​ยังไม่ยอมปลดล็อกคำสั่งให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวทำกิจกรรมหรือจัดประชุมได้ นั่นย่อมทำให้กระบวนการเตรียมความพร้อมลงสนามได้รับผลกระทบไปด้วย

การยื้อไม่ยอมปลดล็อกคำสั่งของ คสช.​จึงถูกมองว่าอาจเป็นเพราะต้องการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การไม่สามารถเลือกตั้งใช่หรือไม่ เพราะ พ.ร.บ.​ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองก็มีผลบังคับใช้นานแล้ว เวลาที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายก็งวดเข้าไปทุกที

​การยื้อแบบไม่มีเหตุผลชัดเจน จึงยิ่งตอกย้ำกระแสยื้อเลือกตั้ง ในวันที่หลายกลุ่มเริ่มเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง โดยพูดถึงความเท่าเทียมระหว่างพรรคเก่าในอดีตและ พรรคใหม่ที่กำลังจะตั้งขึ้นหลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ทว่า เมื่อดูกลุ่มบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง ​ล้วนแต่เป็นกลุ่มบุคคลที่ประกาศตัวสนับสนุน คสช.กลับมาเป็นรัฐบาลสานต่อภารกิจที่ยังไม่ลุล่วง

เมื่อนำมาปะติดปะต่อจะยิ่งเห็นภาพเงื่อนงำที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวในช่วงนี้

เหตุผลประการที่สาม คือ การหยิบยกเรื่องปฏิรูปก่อนเลือกตั้งกลับมาใช้ใหม่อีกรอบ แม้จะเป็นเหตุผลที่จะมีน้ำหนักอ่อนที่สุด แต่จะเห็นว่ามีความเคลื่อนไหวออกมาสนับสนุนเรื่องนี้ ยังไม่รวมกับคำถาม 6 ข้อ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกมาหยั่งกระแสก่อนหน้านี้ ชวนให้คิดถึงวังวนปัญหาหลังเลือกตั้ง หากการปฏิรูปยังไม่สำเร็จลุล่วง

ปัญหาอยู่ตรงที่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล คสช.ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือกลับยังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทำการปฏิรูปให้เห็นเป็นรูปธรรม การอยู่ต่อเพื่อที่จะทำเรื่องเหล่านี้ให้เสร็จ จะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าทุกอย่างจะไม่เป็นเช่นเดิมอีก

ทั้ง 3 เหตุผลล้วนแต่เป็นเงื่อนไขที่พอจะหยิบยกไปสนับสนุนความพยายามเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้

เพียงแต่ของการยื้อเลือกตั้งออกไปนั้น ​สุดท้าย​อาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดีต่อ​ประเทศและรัฐบาล คสช.ในวันที่​สัมพันธ์กับนานาชาติกำลังดีขึ้นตามลำดับ หากการเลือกตั้งต้องทอดเวลาออกไปจากกำหนดเดิม ย่อมทำให้สถานการณ์ในประเทศย่ำแย่ลงไป

ซ้ำเติมสภาพปัญหาความเชื่อมั่นที่มีต่อตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล คสช. ซึ่งมีแนวโน้มตกต่ำต่อเนื่อง ​จนอาจกระทบไปถึงการบริหารงานของรัฐบาลต่อจากนี้ ​ให้เต็มไปด้วยความยากลำบาก

 

รวมพลพรรคคนรัก ‘ทหาร’ หนุนบิ๊กตู่นั่งนายกฯอีกสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2560 เวลา 07:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/531105

รวมพลพรรคคนรัก 'ทหาร' หนุนบิ๊กตู่นั่งนายกฯอีกสมัย

โดย… ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองช่วงระยะเปลี่ยนผ่านถือเป็นเรื่องให้ทุกฝ่ายต้องจับตา โดยเฉพาะภายหลังเกิดกระแสข่าวการ เตรียมตั้งพรรคการเมืองทหาร เพื่อรับการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาถึงตามโรดแมป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งได้ประกาศไว้

เมื่อส่องวี่แววก็พอจะเริ่มเห็นเค้าลาง ตั้งแต่ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. และอดีตเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 12 ซึ่งได้ลาออกจากการเป็นสมาชิก สปท. ก่อนหมดวาระดำรงตำแหน่ง พร้อมประกาศเจตนารมณ์จะตั้งพรรคการเมืองในนาม “พรรคพลังชาติไทย”สำหรับประวัติการทำงานของ พ.อ.สุชาติ เคยดำรงตำแหน่งเป็น ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 5 และผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 43 จ.นราธิวาส ในช่วงปี 2533-2535 อีกทั้งยังเคยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.สงขลา 1 สมัย ภายใต้สังกัดพรรคความหวังใหม่ เมื่อปี 2535

อย่างไรก็ดี ยังมีสมาชิก สปท. ซึ่งเห็นพ้องแนวทางของ พ.อ.สุชาติ ในการสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกสมัย ประกอบด้วย พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร สมพงษ์ สระกวี และสุชน ชาลีเครือ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ถัดมา ไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นอีกหนึ่งอดีตสมาชิก สปท.และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ภายหลังหมดวาระดำรงตำแหน่ง ก็ได้ออกมาประกาศจุดยืนทางการเมือง ด้วยการจัดตั้ง “พรรคประชาชนปฏิรูป”เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ อีกสมัย พร้อมส่งสัญญาณจะหาสมาชิกให้ครบ 77 จังหวัด ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ 2560

สำหรับ ไพบูลย์ เคยฝากผลงาน การเมือง อาทิ เป็นสมาชิกวุฒิสภา 2 วาระ โดยวาระแรกจากการสรรหาภาครัฐ ดำรงตำแหน่งเต็มวาระ ระหว่างปี 2551-2554 และวาระที่สองจากการสรรหาภาคอื่น เมื่อปี 2555-2557 อีกทั้งระหว่างการดำรงตำแหน่ง ดังกล่าวยังเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งและประสานงานกลุ่ม 40 สว.ขึ้นมาทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและ เจ้าหน้าที่ระดับสูง

ต่อมาอีกหนึ่งกระแสข่าวและเป็นคนใกล้ตัว พล.อ.ประยุทธ์ คือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ หลังจาก วัชระ เพชรทอง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยข้อมูล จะไปทำหน้าที่หัวหน้า “พรรคประชารัฐ” เพื่อสนับสนุนนายกฯ ให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

อย่างไรก็ตาม “สมคิด” แบ่งรับแบ่งสู้โดยบอกว่า สื่อได้ข้อมูลผิดไปแล้ว ตอนนี้ตนเองอายุ 60 กว่าปีแล้ว จะย่างเข้า 65 แล้ว และเมื่อถามย้ำว่าหลังจากนี้จะเลิกเล่นการเมืองเลยหรือไม่ สมคิด บอกว่า “ผมว่าได้ข้อมูลผิด ไม่มีอะไรเลย” และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมช่วงนี้จึงถูกจับจ้องเป็นพิเศษ หรือเพราะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกมองว่าจะสืบทอดอำนาจ สมคิด ตอบว่า “ไม่รู้ ผมก็ทำงานของผมไป”

ทั้งนี้ สมคิด เคยดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ และที่ปรึกษารองนายกฯ อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลทักษิณ และหลังเกิดรัฐประหารเมื่อปี 2549 ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย

หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2550 ได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้เป็นผู้ทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับ ต่างชาติโดยเฉพาะไทยกับญี่ปุ่น และลาออกภายในไม่กี่วันหลังรับแรงกดดันจากหลายฝ่าย

คนสุดท้ายขาดไม่ได้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (กปปส.) ซึ่งประกาศจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ทำหน้าที่นายกฯ ต่อไป แม้คำตอบยังไร้ความชัดเจนถึงอนาคตว่าจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาหรือไม่

ทว่า มีกระแสข่าวความเป็นไปได้ถึงประเด็นนี้โดยให้คนรุ่นใหม่มาบริหารงาน และสุเทพทำหน้าที่กุมบังเหียนอยู่เบื้องหลัง ท่ามกลางแกนนำ กปปส.บางส่วน ที่ยังคงให้การสนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ จึงต้องติดตามช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจากนี้ จะลงเอยเช่นไร

 

รีเซตพรรคการเมือง เปิดทางพรรคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2560 เวลา 09:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/530969

รีเซตพรรคการเมือง เปิดทางพรรคใหม่

กระแสเรียกร้องให้แก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เริ่มขยายตัวและมีแนวร่วมสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากประสบปัญหาติดล็อกตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

แม้บางฝ่ายจะมองว่าแรงกระเพื่อมจากการขยับครั้งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่มีเป้าประสงค์ต้องการจะยื้อการเลือกตั้งออกไปจากกำหนดเดิม

ส่วนหนึ่งเพราะกระบวนการแก้ไขที่อย่างน้อยต้องใช้เวลา 2 เดือน ยังไม่รวมกับขั้นตอนเตรียมความพร้อมของพรรคการเมืองตามกฎหมายใหม่ ที่ต้องกระทบไปถึงโรดแมปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

แถมยังมีกระแสตอบรับจากฝั่งรัฐบาลและ คสช.ที่ออกมารับลูกอธิบายหากจะต้องมีการแก้ไขปรับแก้กฎหมายกันจริง จนเหมือนกับเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สอดรับไปกับการคงคำสั่ง คสช. ไม่ให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหว ทั้งที่คนการเมืองออกมากระทุ้งหลายรอบ จนห่วงว่าจะทำให้การเตรียมตัวเลือกตั้งไม่ทันการและอาจกระทบไปถึงผลการเลือกตั้งในอนาคต

แต่อีกด้านมองว่า​แนวคิดเรื่องการแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง อาจเป็นแค่เพียงการลดทอนความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองของพรรคที่จะตั้งขึ้นใหม่เท่านั้น

เห็นได้จากกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ล้วนแต่เป็นกลุ่มที่ประกาศตัวสนับสนุน คสช. แถมยังออกตัวเตรียมเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี สานต่อภารกิจปฏิรูปที่ยังคั่งค้าง

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแรก ไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป ที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ควรปรับแก้ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 140 และมาตรา 141 เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมระหว่างสมาชิกพรรคการเมืองและพรรคการเมือง

ประเด็นแรก ความเหลื่อมล้ำระหว่างสมาชิกพรรคที่ต้องชำระและไม่ต้องชำระค่าบำรุงพรรค แต่มีสิทธิเท่าเทียมกัน ทำให้เกิดสมาชิกพรรคสองมาตรฐาน เพราะ พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 140 และมาตรา 141 (5) รับรองให้สมาชิกพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมให้มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคต่อไป โดยไม่ต้องชำระค่าบำรุงพรรคเป็นเวลา 4 ปี ขณะที่พรรคการเมืองที่ตั้งใหม่ต้องชำระทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1,000 บาท

ประเด็นที่สอง สมาชิกพรรคการเมืองเดิม ที่จัดตั้งตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองปี 2550 ส่วนใหญ่เกิดจากการรวบรวมรายชื่อมาเป็นสมาชิกพรรค หลายกรณีพบว่าเจ้าตัวไม่รู้ว่าถูกแอบอ้างชื่อไปเป็นสมาชิกพรรค แต่ พ.ร.บ.พรรคการเมืองใหม่ไปเหมารวมรับรองรายชื่อสมาชิกพรรคการเมืองเดิมให้มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องแสดงเจตจำนงจะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดิมต่อไป

รวมทั้งแบบฟอร์มการยื่นขอจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่มีความยุ่งยากต้องเขียนข้อมูลส่วนตัวละเอียดเกินความจำเป็น อาทิ ข้อมูลบิดา มารดา คู่สมรส บุตร ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง ทำให้มีขั้นตอนยุ่งยากและเสียเปรียบสมาชิกพรรคการเมืองเดิม

ทั้งหมดขมวดเป็นข้อเรียกร้องต้องการแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรค “การเมืองให้ให้สมาชิกพรรคที่มีอยู่ในข้อมูลของพรรคการเมืองเดิม ยังไม่มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคจนกว่าจะยื่นความจำนงสมัครเป็นสมาชิกพรรคเดิม พร้อมชำระค่าบำรุงพรรคก่อน จึงจะมีสิทธิเป็นสมาชิกพรรค

รวมทั้งให้แก้ไขกระบวนการยื่นจัดตั้งพรรคใหม่ให้มีความสะดวกรวดเร็ว เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียมกันระหว่างสมาชิกพรรค ถ้าจำเป็นต้องนำไปสู่การรีเซตสมาชิกพรรคการเมืองทั้งหมดก็ต้องทำ โดยให้สมาชิกพรรคทุกพรรคมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคใหม่ทุกพรรค

สอดรับไปกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ที่ประกาศจุดยืนสนับสนุน คสช. ทำหนังสือถึง สนช.ขอให้ แก้ไข พ.ร.ป.​ว่าด้วยพรรคการเมือง

“เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในโอกาสทางการเมืองแก่พรรคการเมืองเก่า และพรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ จึงเห็นสมควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ​2560 ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายได้โดยสมบูรณ์ครบถ้วน”

การหยิบยกประเด็นเรื่องความเป็นธรรม เท่าเทียมในการแข่งขันในสนามเลือกตั้ง จึงคล้ายจะเป็นคำตอบที่สะท้อนให้เห็นถึงเป้าประสงค์เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายในวันที่หลายฝ่ายเริ่มกลับมาพูดถึงเรื่อง “เซตซีโร่” พรรคการเมืองอีกรอบ หลังเคยมีกระแสเรียกร้องในช่วงการทำกฎหมายก่อนหน้านี้

ที่สำคัญแนวคิดนี้ยังสอดรับกับกระแสการตั้งพรรคใหม่ เพื่อสนับสนุน คสช.ในเวทีเลือกตั้ง ในวันที่ความเป็นไปได้เรื่อง “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

แต่เนื่องจากกลไกตัวช่วย 250 สว. ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง ไม่อาจสร้างความเข้มแข็งและเสถียรภาพในชั้นการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรได้

การกรุยทางให้พรรคการเมืองใหม่สามารถแข่งขันกับพรรคใหญ่ได้ จึงอาจเป็นทางเลือกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในสถานการณ์เช่นนี้

 

แก้กฎหมายพรรคการเมือง เป่านกหวีดล้มเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2560 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/530452

แก้กฎหมายพรรคการเมือง เป่านกหวีดล้มเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองเริ่มกลับมามีความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง ภายหลังมีกลุ่มการเมืองพยายามเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 อย่างพร้อมเพรียงกัน

เริ่มต้นที่ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป ยื่นหนังสือถึง “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขอให้แก้ไขกฎหมายดังกล่าวด้วยการอ้างเหตุผล 3 ประการ

1.ความเหลื่อมล้ำระหว่างสมาชิกพรรคที่ต้องชำระและไม่ต้องชำระค่าบำรุงพรรคแต่มีสิทธิเท่าเทียมกัน ทำให้เกิดสมาชิกพรรคสองมาตรฐาน

2.สมาชิกพรรคการเมืองเดิมที่จัดตั้งตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองปี 2550 ส่วนใหญ่เกิดจากการรวบรวมรายชื่อมาเป็นสมาชิกพรรค หลายกรณีพบว่า เจ้าตัวไม่รู้ว่าถูกแอบอ้างชื่อไปเป็นสมาชิกพรรค แต่ พ.ร.บ.พรรคการเมืองใหม่ไปเหมารวมรับรองรายชื่อสมาชิกพรรคการเมืองเดิมให้มีสถานะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่อไป

3.แบบฟอร์มการยื่นขอจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่มีความยุ่งยากต้องเขียนข้อมูลส่วนตัวละเอียดเกินความจำเป็น

“เพื่อให้การเลือกตั้งปลายปี 2561 มีความเป็นธรรม มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตลอดจนประธาน สนช. พิจารณาแก้ไข พ.ร.บ.พรรคการเมืองปี 2560” ข้อเรียกร้องจากไพบูลย์

จากนั้นตามมาด้วย “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. ส่งจดหมายถึง สนช.เหมือนกัน โดยระบุว่า “เนื่องจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ได้กำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรเอาไว้ อีกทั้งมีบทบัญญัติใน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 กำหนดขั้นตอนวิธีการปฏิบัติในการจัดตั้งพรรคการเมือง การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง และการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมืองจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และความเท่าเทียมในโอกาสทางการเมืองแก่พรรคการเมืองเก่าและพรรคการเมืองที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ จึงเห็นสมควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายได้โดยสมบูรณ์ครบถ้วน”

ดังนั้น การออกตัวมาพร้อมกันแบบนี้ย่อมไม่เป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน

อย่างที่ทราบกันดีว่ากฎหมายพรรคการเมืองเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการนำไปสู่การเลือกตั้ง เพราะหากกฎหมายเลือกตั้ง 4 ฉบับ ซึ่งรวมถึงกฎหมายพรรคการเมืองประกาศใช้เมื่อไหร่ก็สามารถจัดการเลือกตั้งได้ภายใน 150 วัน โดยปัจจุบันนี้เหลือกฎหมายอีกเพียง 2 ฉบับ คือ เลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.เท่านั้น หากกฎหมายสองฉบับนี้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

ความพยายามขอแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากหวังผลให้เลื่อนการเลือกตั้ง

ที่ผ่านมากว่า 2 เดือนนับตั้งแต่ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ประกาศใช้ ปรากฏว่ามีเสียงเรียกร้องให้ คสช. ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ เนื่องจากกฎหมายพรรคการเมืองกำหนดกรอบเวลาให้พรรคการเมืองต้องไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างพรรคตามที่กฎหมายใหม่กำหนด มิฉะนั้นจะมีผลต่อสถานะของพรรคการเมือง เช่น การแก้ไขทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง เป็นต้น

แต่เสียงเรียกร้องดังกล่าวกลับ ไม่ได้การตอบรับจาก คสช.โดยชักแม่น้ำทั้งห้ามาเป็นข้ออ้าง จนกระทั่งเกิดความเคลื่อนไหวของ “ไพบูลย์- สุเทพ”

นับเป็นเรื่องประหลาดไม่น้อยกับการพยายามเสนอแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง เพราะกฎหมายพรรคการเมืองเพิ่งจะมีผลใช้บังคับ อีกทั้งกติกาทุกอย่างก็ระบุไว้ชัดเจนไม่เพียงเท่านี้ในระหว่างการยกร่างกฎหมายไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หรือการพิจารณาของ สนช.ก็ได้เปิดให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็น

ยิ่งไปกว่านั้นการเสนอกฎหมายพรรคการเมืองก็ผ่านเกณฑ์การวิเคราะห์ผลกระทบของการใช้กฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ทุกประการ แต่เหตุไฉนถึงจะต้องสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเช่นนี้

ต้องไม่ลืมว่าทั้งไพบูลย์และ สุเทพต่างมีข่าวออกมาตลอดว่าจะทำการตั้งพรรคการเมืองสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าโดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ “พล.อ.ประยุทธ์” กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

ทว่าสถานการณ์เวลานี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับไม่ได้เป็นที่นิยม ชมชอบของคนไทยเท่าไหร่ หลังจากเสียรังวัดในเรื่องการบริหารประเทศมาหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หรือแม้แต่การออกมาปกป้องคนในรัฐบาลที่ถูกตรวจสอบถึงความโปร่งใสแบบไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก

แน่นอนหากเร่งให้เกิดการเลือกตั้งและเข็น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำอีกรอบ คงจะได้รับเสียง “ยี้” มากกว่าเสียงตอบรับ จึงจำเป็นต้องหาเงื่อนไขเพื่อเลื่อนการเลือกตั้ง ซึ่งการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะทำเช่นนั้น

โดยการพิจารณาแก้ไขกฎหมายในชั้นของ สนช.จะไม่มีกรอบเวลามาคอยกดดัน เท่ากับว่า สนช.สามารถใช้เวลาเพื่อแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองตราบเท่าที่ตัวเองต้องการ

เรียกได้ว่าผู้มีอำนาจยังไม่อยากให้เลือกตั้ง แต่ไม่กล้าออกมาบอกตรงๆ จึงต้องมีนายหน้าและตัวแทนออกมาส่งสัญญาณแทนตัวเอง n

 

วิสัยทัศน์ว่าที่ กกต. สร้างความรู้-ขจัดซื้อเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/530454

วิสัยทัศน์ว่าที่ กกต. สร้างความรู้-ขจัดซื้อเสียง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : คณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มี “ชีพ จุลมนต์” ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้เสนอรายงานการพิจารณาสรรหาผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต.จำนวน 5 คน ต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 14 ธ.ค. ซึ่ง สนช.จะดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติต่อไปโดยส่วนหนึ่งของรายงานฉบับนี้ ได้มีการเผยแพร่การแสดงวิสัยทัศน์ของบุคคลที่ได้รับการเสนอให้เป็นกกต.ด้วยเนื้อหาพอสังเขปดังนี้

ฐากร ตัณฑสิทธิ์

“เราจะป้องกันวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นในการซื้อสิทธิขายเสียงต่างๆ อยากให้มีการจัดตั้งกระทรวงจัดซื้อจัดจ้าง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือว่าผู้บริหารระดับชาติเอง ที่เข้ามามีหน้าที่เฉพาะจัดตั้งงบประมาณเท่านั้น ออกสเปกหรือออก TOR แต่ขั้นตอนในการที่จะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ผมเห็นว่าควรจะเป็นส่วนกลางในการที่จะดำเนินการ เพราะฉะนั้นเมื่อสามารถตัดวงจรอุบาทว์ต่างๆ ได้ ประชาชนหรือผู้สมัครก็จะไม่มีเงินที่จะไปซื้อสิทธิขายเสียง เพราะว่าเงินทองต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็จะไม่มีในระบบแล้ว”

จากนั้นกรรมการสรรหาได้สอบว่า “เหตุใดชาวบ้านถึงยอมขายเสียง” ฐากร ตอบว่า “เรื่องของความยากจนก็เป็น ส่วนหนึ่ง ในส่วนที่สอง คือ ด้วยความที่ผมเป็นคนต่างจังหวัด เป็นคนชนบท ทราบว่าประชาชนเองนั้นเงินจำนวน 300 บาท 500 บาท สำหรับชาวบ้านมีความสำคัญกับเขามาก”

“เพียงแต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเมื่อคนสมัครขอซื้อเสียงจากเขาก็คือความใกล้ชิดกันเอง หมายถึงว่าคนดีๆ ไม่อยากไปลงสมัครเป็น สส. หรือ สว.หรือผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากผู้มีอิทธิพลที่จะเข้าไปซื้อสิทธิขายเสียง แล้วก็ความที่ชาวบ้านเองยังยากจนอยู่ เพราะฉะนั้นเราจะต้องแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ต่อไปด้วย”

เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ

“การจัดการเลือกตั้ง ควบคุมการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะพัฒนาเจ้าหน้าที่ระดับล่างโดยเฉพาะฝ่ายสืบสวนสอบสวน แล้วก็พยายามแยกงานสืบสวนสอบสวนออกจากกัน ส่วนการข่าวในอนาคต กกต.จะต้องมีการข่าวเป็นของตัวเองที่เป็นพื้นฐานใช้ได้ แล้วอีกฟากหนึ่งคือ ฟากของการปรับปรุงระบบ โดยเฉพาะการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข”

“วิธีการแก้ไขปัญหาทุจริตเลือกตั้งที่ดีที่สุด คือ ให้ประชาชนตรวจสอบกันเอง ดังที่ปรากฏในยุโรปเขาจะให้เงินอุดหนุนกับพรรคการเมืองเพื่อไปตรวจสอบกันเองตามหลักของทางเลือกสาธารณะ แล้วก็สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ”

จากนั้นกรรมการสรรหาสอบถามว่า “ท่านเคยขึ้นเวทียามเฝ้าแผ่นดินใช่ไหมครับ ผมเห็นในยูทูบ” เรืองวิทย์ ตอบว่า “มิได้ครับ ผมไปในนามของนักวิชาการประชาธิปไตยในเวลานั้น”

ชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ

“ในเรื่องของการซื้อสิทธิขายเสียงตามความคิดของดิฉัน จะต้องหาทางในเรื่องของหัวคะแนนให้หมดไปให้ได้ เพราะ จริงๆ แล้วคะแนนเสียงส่วนใหญ่ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้รับนั้น จะเป็นการจัดตั้งของบุคคลก่อนที่จะมีการลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นบุคคลสำคัญที่จะเป็นตัวผลักดันให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและมีการซื้อสิทธิขายเสียงได้ คือ หัวคะแนน”

กรรมการสรรหา ถามว่า “คุณคิดว่าคุณเหมาะสมจะได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่ อย่างไร” ชมพรรณ์ ตอบว่า “ดิฉันคิดว่าในภาคส่วนของการที่กำหนดให้มีนักกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ดิฉันใช้กฎหมายว่าความมาเป็นระยะเวลา 29 ปี ซึ่งการว่าความมาแล้ว ณ ตรงนี้ สัมผัสกับประชาชนแล้วในฐานะที่เป็นอุปนายกสมาคมผู้นำสตรี ดิฉันได้รับรางวัลสตรีดีเด่น จึงคิดว่าเป็นตัวการันตีว่าดิฉันมีความสามารถ”

อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์

ขอนำเสนอวิสัยทัศน์ ดังนี้ 1.ยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ ด้านการเลือกตั้งจะให้มีการพัฒนากระบวนการและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติเพื่อให้มีความสะดวก ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ เรื่องของการสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัยคดี และการดำเนินคดีในศาล ก็จะให้มีการจัดทำตัวระบบฐานข้อมูลเชื่อมกับหน่วยงานที่มีฐานข้อมูลเดิมอยู่แล้ว โดยเฉพาะการใช้จ่ายเงินไปในทางที่ผิด ยุทธศาสตร์ที่ 3 เรื่องการเสริมสร้างประชาธิปไตย ยุทธศาสตร์ที่ 4 เรื่องการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมือง จะจัดทำฐานข้อมูลพรรคการเมืองเพื่อจะได้ดูแลตรวจสอบและกำกับการทำงานของพรรคการเมืองให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ยุทธศาสตร์ที่ 5 เรื่องของการบริหารอย่างมีธรรมาภิบาล”

ประชา เตรัตน์

“ถ้ามีการซื้อสิทธิขายเสียงเกิดขึ้นในพื้นที่และโดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นนั้น ระดับท้องถิ่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก มีการซื้อสิทธิขายเสียงมากจริงๆ แล้ว จากเดิมที่เคยจ่าย 500 บาท เป็น 1,000 บาท และ 2,000 บาท ปัจจัยต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะฉะนั้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายประชาชนนั้นสำคัญมาก ในการที่จะทำเรื่องนี้ให้จริง หนีไม่พ้นให้เครือข่ายประชาชนมีส่วนร่วม ผมคิดว่าถ้ามีโอกาสต้องไปสร้างเครือข่ายกรรมการการเลือกตั้งภาคประชาชนให้เกิดขึ้นในทุกจังหวัดทุกอำเภอไปหมด สามารถทำได้ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้อง เร่งทำอย่างเร่งด่วน แล้วในช่วงนี้เรามีโซเชียลมีเดียเยอะ เราจะทำได้ง่ายขึ้นกับพวกนี้”

 

ชวน หวด คสช. กู้ความเชื่อมั่นฟื้นคะแนนคนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2560 เวลา 09:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/530315

ชวน หวด คสช. กู้ความเชื่อมั่นฟื้นคะแนนคนใต้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนเมื่อ​นายหัวชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ออกโรงด้วยตัวเองทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชี้แจงถึงสภาพปัญหารายได้ครัวเรือนประชาชนภาคใต้ลดลง

สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาล คสช. ยืนยันด้วยผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2558 ซึ่งโดยรวมเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 25,194 บาท เป็น 26,915 บาท แต่ในรายละเอียดพบว่าพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ มีรายได้ลดลงจากปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ

โดยเฉพาะภาคใต้พบว่ามี 3 จังหวัดที่รายได้ลดลง คือ จ.ระนอง รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนลดลงจาก 32,292 บาท เหลือ 22,035 บาท ลดลง 10,258 บาท จ.ตรัง ลดลงจาก 33,270 บาท เหลือ 23,309 บาท ลดลง 9,961 บาท ส่วน จ.ยะลา ลดลงจาก 22,483 บาท เหลือ 15,584 บาท ลดลงไป 6,999 บาท

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลประกาศว่าจะข้ามพ้นประเทศผู้มีรายได้ปานกลาง

“ช่วง 3 ปีมานี้รายได้ประชาชนลดลงอย่างน่าตกใจ เห็นข่าวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศว่าจะไม่มีคนจนแล้ว แต่จริงๆ บริหารมาเกือบ 4 ปี รายได้ประชาชนลดลง ตรงนี้คิดว่าผู้ใหญ่คงไม่เห็น เพราะคงไม่มีเวลามานั่งดูรายละเอียด แต่พวกเรา สส.จะนั่งดูรายละเอียดของทุกจังหวัด ผมดูภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด”

​จึงอยากให้นายกฯ ดูให้ถี่ถ้วนว่าต้องมีนโยบายพิเศษสำหรับจังหวัดที่มีรายได้ลดลงมากเป็นพิเศษหรือไม่ เช่น การเร่งปรับรายได้เสริมด้านการท่องเที่ยว เร่งทำให้อาชีพเสริมอื่นที่เขาทำอยู่ เดี๋ยวจะหาว่าเห็นปัญหาแล้วทำไมไม่บอก แต่ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เสนอไปรัฐบาลจะตอบสนองหรือไม่ แต่เป็นหน้าที่ของเราเพราะเห็นอยู่ตำตาว่าชาวบ้านประสบปัญหาก็นิ่งเฉยไม่ได้ ถึงแม้ไม่มีสภาแต่เราก็เป็นผู้แทนของเขา

ไม่ใช่ครั้งแรกที่อดีต สส.ในพรรคประชาธิปัตย์ จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารของรัฐบาล คสช. ดังจะเห็นว่าก่อนหน้านี้สมาชิกพรรคหลายคนได้ออกมาสะท้อนปัญหาจุดอ่อนของการบริหารงานในหลายส่วนอยู่เป็นระยะ ยิ่งในช่วงหลังสมาชิกพรรคเรียงหน้าออกมาถี่และหนักขึ้น

​โดยเฉพาะ​ปัญหาเรื่องพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำที่รัฐบาล คสช.​ยังไม่สามารถแก้ไขได้ พุ่งเป้าไปที่เรื่องยางเป็นพิเศษเพราะถือเป็นพืชเศรษฐกิจประจำภูมิภาค และเป็นอาชีพสำคัญของคนในพื้นที่

ทว่า ที่ผ่านมาแม้รัฐบาลจะมีมาตรการแก้ปัญหาในหลายส่วนแต่ก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาในภาพรวม ทำให้ราคายางขยับขึ้นมาอย่างที่ชาวสวนยางต้องการได้

ยังไม่รวมกับปมสำคัญเรื่องรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ ที่ประชาธิปัตย์ออกมาประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพราะเห็นว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี และมีเนื้อหาหลายประเด็นที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นชนวนสร้างปัญหาในอนาคต

การออกโรงของบุคคลระดับ “ชวน” จึงมีนัยสำคัญทางการเมือง หลังเก็บเนื้อเก็บตัว ปล่อยให้ลูกพรรคออกมาทำหน้าที่หัวหมู่ทะลวงฟันก่อนหน้านี้

​ด้านหนึ่งชัดเจนว่า “ประชาธิปัตย์” ต้องการลบภาพความสัมพันธ์ในอดีตที่ถูกมองว่าอิงแอบแนบชิดทหาร ตั้งแต่เมื่อครั้งไปจัดตั้งรัฐบาลในทหาร จนกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตีเรื่อยมา

การเปิดฉากไม่เห็นดีเห็นงามไปกับรัฐบาลทหารทุกเรื่องย่อมลบภาพลักษณ์ที่มีทหารคอยสนับสนุนออกไปได้ไม่มากก็น้อย ​ยิ่งในวันที่คะแนนเสียงรัฐบาลทหารกำลังลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

อีกด้านยังเป็นการสะท้อนสภาพสัมพันธ์ระหว่าง ประชาธิปัตย์ และ กปปส. ที่ดูจะเดินกันไปคนละทิศละทาง จนยากจะสมานกลับมาเป็นเนื้อเดียวกันได้ดังเดิม

ที่ผ่านมาถึงจะเห็นแกนนำ กปปส.​ตบเท้าเดินกลับเข้าพรรคประชาธิปัตย์ดังเดิม แต่ความคิดความเห็นที่ยังไม่อาจปรับจูนกันได้ชัดเจน

สะท้อนผ่านเรื่องรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ที่ กปปส.ประกาศชัดว่าสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับนี้แบบเต็มตัว ยังไม่รวมกับจุดยืนที่ลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยเพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูปและเรื่องอื่นๆ ที่เริ่มต้นไว้ให้ลุล่วงเห็นผลไม่ต้องสูญเปล่า

ที่สำคัญแม้จะประกาศตัววางมือไม่กลับคืนสนามการเมือง แต่ก็ยังแทงกั๊กพร้อมตั้งพรรคการเมืองในอนาคต จนห่วงกันว่าอาจจะกระทบกับฐานเก่าของประชาธิปัตย์จนต้องมาแย่งคะแนนกันเอง

​การขยับของนายหัวชวนช่วงนี้จึงมองว่าเป็นการเร่งกอบกู้ความเชื่อมั่นและเรียกคะแนนกลับคืนมาดังเดิม หลังสั่นคลอนไปไม่น้อยช่วง กปปส.ออกมาเดินขบวนเคลื่อนไหวที่ผ่านมา

ไม่เพียงแค่การเปิดหน้าชน คสช.เท่านั้น แต่ที่ผ่านมาจะเห็นนายหัวชวนลงพื้นที่เยี่ยมเยียนช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านเห็นว่าแม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ ถูกคำสั่ง คสช.บังคับไม่ให้เคลื่อนไหว แต่ประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ละทิ้งพื้นที่

ล่าสุด ชวนยังออกมากำชับ ลูกพรรคไม่ให้ออกมาเรียกร้องให้ปลดล็อกให้พรรคการเมือง เพราะกลัวกระแสตีกลับเบื่อหน่ายการเมือง แต่โยนให้เป็นเรื่องของ คสช.ที่จะต้องรับผิดชอบหากทำอะไรล่าช้าจนสร้างปัญหาด้วยตัวเอง

ทิศทางการเมืองระหว่างประชาธิปัตย์ กปปส.และ คสช.​นับจากนี้จึงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าจะเดินไปอย่างไรต่อไป

 

ห่วง คสช.สืบทอดอำนาจ หลังเลือกตั้งสังคมไร้สุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2560 เวลา 09:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/530223

ห่วง คสช.สืบทอดอำนาจ หลังเลือกตั้งสังคมไร้สุข

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ได้จัดรับฟังความคิดเห็นร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่สภาพัฒนาการเมือง ศูนย์ราชการถนนแจ้งวัฒนะ กทม. โดยผู้ร่วมอภิปรายได้แสดงความเป็นห่วงว่า ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อหวังสืบทอดอำนาจต่อไป ทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นไม่โปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรม

“สมชัย ศรีสุทธิยากร” กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวแสดงความคิดเห็นตอนหนึ่งว่า ประชาธิปไตยที่ดีต้องมีการเลือกตั้งที่ดี แต่กติกาที่ออกแบบใหม่ยากที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จในการเลือกตั้ง และในการเลือกตั้งทุกครั้งมีการใช้อำนาจเงิน อิทธิพลและอำนาจรัฐ แต่ในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ ขอวิเคราะห์ว่าอำนาจอิทธิพลลดน้อยถอยลง เจ้าพ่อเจ้าแม่ในพื้นที่ วันนี้ลงเลือกตั้งก็แพ้ เพราะเป็นสังคมเมืองเพิ่มขึ้น ส่วนอำนาจเงินไม่ใช่อำนาจชี้ขาดทั้งหมด ไม่มีคนไม่ซื้อเสียง แต่ไม่ได้ชนะเสมอไป

ในขณะที่อำนาจรัฐ เป็นอำนาจที่น่ากลัวที่สุด อาศัยความได้เปรียบในการทำให้ตนเองชนะ ถ้ารัฐบาลชุดนี้ไม่เอาตัวเองไปวางแผนสืบทอดอำนาจ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการเลือกตั้งที่ดี แต่หากเอาตัวไปสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่ง ต้องจัดตั้งรัฐบาลใหม่ นี่คือสิ่งที่น่ากลัว อำนาจจะถูกถ่ายทอดผ่านข้าราชการ โครงการ การใช้สื่อของรัฐ ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

“ถ้า กกต.มองว่าเป็นคนของเขา เป็นหน้าห้อง เป็นทนายความของเขา จะน่าห่วงว่า กกต.จะทำงานได้เต็มที่หรือไม่” สมชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม “สมชัย” ออกตัวว่าไม่เคยรังเกียจพรรคทหาร แต่สุดท้ายที่สำคัญคือแฟร์เกมมีหรือไม่ ถ้าไม่แฟร์ปลดล็อกเมื่อไหร่ไม่เคยบอก รอจังหวะที่ตนเองพร้อม ฝ่ายอื่นเตรียมการไม่ทัน ถามว่าแฟร์เกมหรือไม่ ถ้ามีการใช้อำนาจรัฐอย่างไม่เป็นธรรม ก็อย่าหวังว่าสังคมหลังการเลือกตั้งจะสุขสงบได้ และทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นอย่างแท้จริง วันนี้รีบแก้ไขยังทัน

สมชัย ได้สรุปว่าการปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ คณะกรรมการฯ ควรคิดและทำให้เกิดขึ้นในวันนี้ อะไรที่เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง คณะกรรมการฯ ต้องกล้าที่จะบอกกับสังคม

ทั้งนี้ เห็นว่ามี 6 เรื่องด้วยกัน คือ 1.ต้องกล้าที่จะบอกให้มีการปลดล็อกพรรคการเมือง ไม่ใช่ไปปลดล็อกในช่วงใกล้ 150 วันที่ต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ 2.อะไรที่ไม่ถูกต้องในหลักการปฏิบัติของบ้านเมืองต้องชี้ให้สังคมเห็น เช่น การลงคะแนนเลือกบุคคลที่สมควรเป็น กกต.ในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไม่เป็นไปตามกฎหมายที่ให้ลงคะแนนแบบเปิดเผย

3.หากประชาชนมีความสงสัยในพฤติกรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องให้บุคคลนั้นชี้แจงต่อประชาชน ไม่ใช่เพิกเฉยแล้วอ้างเพียงแต่ว่าจะไปชี้แจงกับ ป.ป.ช.เอง 4.การโหวตใน สนช.ที่ผ่านมาเป็นการลงมติเป็นเอกฉันท์ ทั้งที่ได้รับข้อมูลใหม่ แสดงให้เห็นว่ามีการล็อกกันไว้ มีการโหวตตามใบสั่ง จึงควรเสนอให้พูดด้วยเหตุผลและลงมติโดยอิสระ

5.กลไกการคัดเลือก สว. 200 คนของ คสช.ในอนาคต ควรจะมีหลักประกันว่าจะได้คนดีมีความรู้ ไม่ใช่การตอบแทนทางการเมือง หรือเป็นขนมหวาน เป็นรางวัล ให้กับคนที่ไม่ออกมาวิจารณ์รัฐบาล หรือคนที่พูดเชียร์รัฐบาล และ 6.ในวันที่ 13 ธ.ค. ทาง สนช.จะมีการพิจารณาให้ความเห็นชอบว่าที่ กกต. 7 คน โดยปกติต้องมีการตั้งกรรมาธิการตรวจสอบประวัติ แต่ถ้ามีการลงมติ 3 วาระรวดนั้น ก็ไม่ใช่การปฏิรูป ดังนั้น เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ต้องประกาศว่าไม่ถูกต้องและแสดงจุดยืนด้วยการลาออก

ขณะที่ “ศุภชัย ใจสมุทร” รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งในระยะใกล้มีสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือกฎหมายไม่อำนวยความสะดวก ดู กกต.ชุดใหม่แล้วเป็นห่วงเรื่องความเป็นกลาง ทั้งที่มีคนดีๆ จำนวนมากสมัครแล้วขาดคุณสมบัติ เหตุที่เขาเลือกมาน่าห่วงว่าจะมีการสืบทอดอำนาจตั้งพรรคการเมืองเองหรือไม่ ไม่นานก็ได้รู้กัน เพราะที่ผ่านมาก็เห็นการไปทาบทามพรรคการเมือง แล้วก็มีคนมาเป็นรัฐมนตรีจากการปรับ ครม.

“เขาตั้งข้อสงสัยว่าที่ไม่ปลดล็อกการเมืองก็เพราะท่านกำลังเตรียมการรอบางอย่าง ซึ่งทำให้พรรคการเมืองเสียหาย” ศุภชัย กล่าว

ด้าน “สุริยะใส กตะศิลา” แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มองว่าสภาวะเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะนำประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตยครึ่งใบ โดยมีการใช้ภาวะที่ประชาชนผวากับนักการเมืองมาล้อมกรอบการเคลื่อนไหวของประชาชน และเชื่อว่าในอนาคตจะเกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐที่ลุกลามมากขึ้น

พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก อดีต สปช. แสดงความเห็นว่า ที่กลัวนายกฯ คนนอกไม่ต้องกลัว พรรคการเมืองรวมกันสี่ห้าพรรคก็เลือกนายกฯ กันเองได้แล้ว

“ที่เขาเขียนไว้เพราะกลัวท่านเลือกไม่ได้ เพราะตั้งแต่ปี 2540 มาแล้ว นักการเมืองขัดแย้งมาอย่างหนัก เรื่องบัตรใบเดียวที่กลัวเป็นปัญหาก็อย่าห่วง เพราะมันเป็นข้อดีที่ทำให้ทุกเสียงมีความหมาย แต่ทั้งหมดนี้เกิดจากความล้มเหลวในสิ่งที่ผ่านมา ยังไงท่านก็ต้องทำตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และวิธีที่จะอยู่รอดนั้น ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน” พล.อ.ฐิติวัจน์ ระบุ

อียูฟื้นสัมพันธ์ไทย แรงบีบปลดล็อกการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2560 เวลา 08:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/530024

อียูฟื้นสัมพันธ์ไทย แรงบีบปลดล็อกการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อ European Union in Thailand หรืออียูประจำประเทศไทย เผยแพร่ข่าวสารว่าคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ตกลงที่จะปรับความสัมพันธ์ด้านการเมืองกับประเทศไทยรวมไปถึงด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐานและแผนการดำเนินงานสู่ประชาธิปไตย

ด้านหนึ่งย่อมเป็นผลดีกับประเทศไทยในยุคที่บ้านเมืองกำลังเดินหน้ากลับสู่สถานการณ์ปกติ หลังจากรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 จนทำให้สายสัมพันธ์กับนานาชาติต้อง สั่นคลอนชะงักงันมายาวนาน พานกระทบต่อไปถึงการค้า การลงทุน วกกลับมาซ้ำเติมสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่อง

การฟื้นคืนความสัมพันธ์กับอียูย่อมทำให้ไทยกลับมามีตัวตนเป็น ที่ยอมรับในเวทีโลก อันจะส่งผลดี ไม่เฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่ยังรวมไปถึงด้านอื่นๆ ทั้งสิทธิ เสรีภาพที่จะได้รับการยอมรับดังเดิม

แต่ทว่ารายละเอียดไปสู่จุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังจะเห็นว่าผลสรุปการประชุมของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรปเกี่ยวกับประเทศไทย (Council Conclusions on Thailand) เมื่อวันจันทร์ที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีรายละเอียดที่เป็นเงื่อนไขสำคัญหลายเรื่อง

เริ่มจากคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพยุโรป ยังคงยืนยันถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย คณะรัฐมนตรีฯ เล็งเห็นถึงคุณค่าของบทบาทที่ประเทศไทยมีในฐานะประเทศผู้ประสานการเจรจาและสนับสนุนการขยายความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศ อียู-อาเซียน (EU-ASEAN Dialogue Relations) ในปัจจุบัน

แต่ในข้อ 2 “คณะรัฐมนตรีขอย้ำถึงข้อเรียกร้องให้ประเทศไทยมีการคืนสู่กระบวนการทางด้านประชาธิปไตยอย่างเร่งด่วนที่สุด โดยผ่านการเลือกตั้งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย รวมถึงความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน”

3.คณะรัฐมนตรียังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง และเสรีภาพ ซึ่งได้ถูกลิดรอนไปอย่างรุนแรงในประเทศไทยหลังจากการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ. 2557 เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมยังคงถูกจำกัดอยู่เป็นอย่างมาก ผ่านกฎหมายและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายฉบับ นอกจากนี้นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนยังคงเผชิญกับการคุกคามทางกฎหมาย

คณะรัฐมนตรีตอกย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพขั้นพื้นฐานดังกล่าวที่ต้องได้รับการฟื้นฟูขณะที่ประเทศไทยดำเนินการไปสู่ประชาธิปไตย และขอย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพขั้น พื้นฐานดังกล่าว ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับบทบาทของภาคประชาสังคมในระบอบประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้สหภาพยุโรปจะยังคงสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต่อไป

4.คณะรัฐมนตรีส่งเสริมให้ผู้มีอำนาจของไทยดำเนินการตามข้อเสนอแนะที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นระหว่างการทบทวนรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไก UPR (Universal Periodic Review) ครั้งที่สองของประเทศไทย (พ.ค. 2016)

ประเด็นเหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทางรัฐบาล คสช.ต้องนำไปปรับปรุง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะตลอด 3 ปีที่ผ่านมาประเด็นนี้เป็น “จุดอ่อน” ที่ถูกรุมถล่มอย่างรุนแรง การจะเดินหน้าไปสู่จุดที่ทำให้สหภาพยุโรปยอมรับได้นั้นต้องแก้ไขปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิในหลายพื้นที่

เหล่านี้ล้วนแต่เป็นเงื่อนไขที่รัฐบาล คสช.พยายามปรับแก้ ดังจะเห็นว่าหลายเรื่องที่ไทยมีปัญหา รัฐบาล คสช.ได้ดำเนินการปรับแก้ ผลงานสำคัญ คือ เรื่องการแก้ไขปัญหามาตรฐานด้านการบิน หลังจากหน่วยงานด้านการบินของไทยถูก “องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)” ปลดธงแดงจนพ้นแบล็กลิสต์

ต่อด้วยความพยายามแก้ปัญหามาตรการการจัดระเบียบด้านประมง ที่อียูมองว่าการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู

แต่อีกเงื่อนไขสำคัญคือการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งที่ทางอียูจับตาดูความคืบหน้าหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และจะต้องมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นภายใน 150 วัน หลังจากมีการประกาศใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่จำเป็น 4 ฉบับ ซึ่งกำลังเดินหน้าไปตามกระบวนการ

“คณะรัฐมนตรียอมรับแถลงการณ์ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2560 ซึ่งระบุว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในเดือน พ.ย. 2561

คณะรัฐมนตรีเรียกร้องให้มีการประกาศใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่อย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และให้เคารพกำหนดการการจัดการเลือกตั้งตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ”

สอดรับกับกระแสเรียกร้องของฝ่ายการเมืองที่ต้องการให้ คสช.ปลดล็อกคำสั่งเพื่อเปิดทางให้พรรคการเมืองสามารถเดินหน้าจัดกิจกรรมทางการเมือง อันเกี่ยวข้องกับกระบวนการเตรียมความพร้อม ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว

แต่ คสช.ยังไม่มีท่าทีตอบรับยอมผ่อนปรนแต่อย่างไร ทั้งที่พรรคการเมืองต้องดำเนินการหลายเรื่อง เช่น เรื่องการเปลี่ยนแปลงสมาชิกที่มีกรอบที่จะต้องทำให้เสร็จภายในวันที่ 5 ม.ค. จนมีบางฝ่ายเตรียมยื่นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอขยายเวลา หลัง คสช.ยังไม่ปลดล็อก

สุดท้ายแรงบีบจากอียูอาจเป็นปัจจัยที่จะกระตุ้นให้ คสช.ต้องเร่งดำเนินการปลดล็อก n

 

นาฬิกา-แหวน “ประวิตร” บทพิสูจน์ความเชื่อมั่น ปปช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2560 เวลา 10:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/529935

นาฬิกา-แหวน "ประวิตร" บทพิสูจน์ความเชื่อมั่น ปปช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ถึงที่มาที่ไปของแหวนเพชรและนาฬิกาหรู ซึ่งกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ โดยเจ้าตัวยืนยันว่าจะชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพียงอย่างเดียว

ล่าสุด คนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร ออกมาระบุว่า คำชี้แจงน่าจะส่งถึงมือ ป.ป.ช. ในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ หลังจากที่ ป.ป.ช.ได้ทำเรื่องสอบถามถึงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าว โดยสามารถชี้แจงด้วยตัวเองหรือจะทำหนังสือชี้แจง

ทำให้สังคมยังไร้คำตอบที่ชัดเจนถึงที่มาที่ไป มีเพียงแค่เสียงบอกเล่าที่ไร้คำยืนยันทั้งเรื่องแหวนของมารดา และนาฬิกาที่เพื่อนนักธุรกิจให้หยิบยืมมาใส่ จนยิ่งปลุกให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงกว่าเดิม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ประเด็นเรื่องของแค่ความเหมาะสม แต่เกี่ยวพันถึงเรื่องคดีความที่มีโทษร้ายแรง

ดังจะเห็นว่า ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบเรื่องนี้ว่าเข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2542 มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 34 ประกอบมาตรา 66 ฐานจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. หรือจงใจยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่

สืบเนื่องจากคำพูดของ พล.อ.ประวิตร ที่ออกมาระบุว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มานานแล้ว แต่จากการตรวจสอบรายการทรัพย์สินที่ทาง พล.อ.ประวิตร ยื่นต่อ ป.ป.ช. หลังเข้ารับตำแหน่งนั้นไม่ปรากฏทรัพย์สินทั้งสอง รายการที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในเวลานี้

เผือกร้อนจึงถูกส่งมายัง ป.ป.ช. ในฐานะผู้ที่จะทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดว่า พล.อ.ประวิตร มีความผิดหรือไม่ ท่ามกลางแรงกดดันของสังคมที่กำลังจับจ้องว่าบทสรุปสุดท้ายของเรื่องนี้จะออกมาอย่างไร

ที่สำคัญคำวินิจฉัยที่จะออกมาย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของ ป.ป.ช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ยิ่งในกรณีที่สมมติคำวินิจฉัยออกมาว่า พล.อ.ประวิตร ไม่มีความผิด

เริ่มตั้งแต่ด้วยสถานะความสัมพันธ์ของ พล.อ.ประวิตร และ พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ที่มองว่าสนิทแนบแน่นกันมายาวนาน

จะเห็นว่าหลังรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 พล.ต.อ.วัชรพล ได้รับการวางตัวให้มาปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แทน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ถูกคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่สำนักนายกรัฐมนตรี

พร้อมกับได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และได้รับตำแหน่งรองเลขาธิการรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร) ก่อนจะลาออกจาก สนช. และรองเลขาธิการรองนายกฯ เพื่อมาสมัครกรรมการ ป.ป.ช. จนก้าวเข้าสู่ตำแหน่งประธาน ป.ป.ช.ในเวลาต่อมา

ท่ามกลางกระแสข่าวก่อนหน้านี้ ที่ พล.อ.ประวิตร ออกมาส่งสัญญาณไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและ สนช. ไม่ให้มีการเซตซีโร่ ป.ป.ช.ชุดนี้ต่างจากองค์กรอิสระอื่นๆ

สัมพันธ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อครั้ง ป.ป.ช.มีมติอุทธรณ์ผลคำพิพากษาคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ปี 2551 ว่าไม่มีความผิด แค่จำเลยคนเดียวคือ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.)

ส่วนจำเลยอีก 3 คน ซึ่งรวมทั้ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ทาง ป.ป.ช.ไม่ได้อุทธรณ์ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเกี่ยวข้องกับสถานะความเป็นน้องชาย พล.อ.ประวิตรหรือไม่

จน พล.ต.อ.วัชรพล ต้องออกมาชี้แจงว่า “เป็นมุมมองของแต่ละคน แต่ยืนยันว่าพิจารณาทุกอย่างตามหลักกฎหมายและพยานหลักฐาน มุมมองตามกฎหมายเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แล้วแต่ว่าใครจะมอง อาจแตกต่างทางกฎหมายกันได้ หากใครเป็นนักกฎหมายให้ไปดูคำวินิจฉัยส่วนตัวของผู้พิพากษาแต่ละคนจะเข้าใจได้”

การชี้ขาดของ ป.ป.ช.ครั้งนี้ จึงมีผลต่อความเชื่อมั่นในสายตาประชาชนเป็นอย่างมาก อันจะรวมไปถึงมุมมองต่อภาพลักษณ์ข้อครหาเดิมที่มององค์กรอิสระในอดีตว่าถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง จนนำไปสู่วังวนปัญหาที่เป็นเป็นมา

การปฏิรูปที่รัฐบาล คสช.ตั้งเป้าหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ต้องการจะแก้ไขให้องค์กรอิสระปราศจากการแทรกแซงจึงอาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน หากรัฐบาลนี้กลับยังต้องมาเผชิญปัญหานี้เสียเอง

ยิ่งในเวลานี้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียดุเดือดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แถมยังนำไปเปรียบเทียบกับกรณีคล้ายคลึงกันในต่างประเทศที่มีการลงโทษดำเนินคดีคนทำผิดให้เป็นแบบอย่าง

แรงกดดันไม่ใช่เพียงจะถาโถมใส่ ป.ป.ช. หนักขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังส่งผลกระทบต่อรัฐบาลและ คสช.ตามไปด้วย

เมื่อรัฐบาล คสช.ประกาศเดินหน้าปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นถึงขั้นหยิบยกให้เป็นวาระแห่งชาติ แถมไม่กี่ี่วันก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังจัดงานใหญ่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้

แต่ตราบใดที่กรณีคนใกล้ตัวยังไม่ได้รับการสะสาง สุดท้ายแรงกดดันทั้งหมดย่อมวกกลับมายัง คสช.

 

ซานต้า “ตู่” ลงพื้นที่ถี่ วางสะพานนายกฯ สมัยสอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2560 เวลา 08:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/529786

ซานต้า "ตู่" ลงพื้นที่ถี่ วางสะพานนายกฯ สมัยสอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับแต่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดปมคำถาม 4 ข้อ ถามประชาชนผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เชิญชวนประชาชนมาร่วม “ส่งคำตอบ” ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เพื่อรับทราบความเห็น และนำมาพิจารณาแนวทางการทำงานต่อไป อาทิ 1.เลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ 2.หากไม่ได้จะทำอย่างไร 3.การเลือกตั้ง โดยไม่คำนึงถึงเรื่องอนาคตประเทศและเรื่องอื่นๆ นั้น ถูกต้องหรือไม่ และ 4.ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ควรมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่

4 คำถามดังกล่าวได้สร้างแรงสะท้านสะเทือนทางการเมืองโดยตรงเพราะว่า 4 คำถามดังกล่าว คือ “บิ๊กตู่” ขออยู่ต่อแล้วประชาชนจะว่าอย่างไร? กระทรวงมหาดไทยนับเป็นเจ้าภาพใหญ่ในการหาคำตอบจากประชาชน ผ่านทุกกลไกที่ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทุกจังหวัดมีอยู่ ให้ไปรวบรวมคำตอบจากประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรมในทุกจังหวัด ส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับทราบ โดยสรุปได้คำตอบว่า เชียร์ “บิ๊กตู่” อยู่ต่อไปสมัยที่ 2

เกมการเมืองครั้งนี้ทำเอาบรรดานักการเมืองจากทุกค่ายทุกพรรคเหมือนเจอหมัดขวาของ “บิ๊กตู่” ชกเข้าหน้าอย่างจังแบบไม่ทันตั้งตัว แกนนำนักการเมืองสองพรรคใหญ่ ทั้งเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ต่างออกมาถล่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า คสช.เสพติดอำนาจ เพราะไม่พอใจ 4 คำถามที่ยิงออกมา ชี้นำเพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองให้ช่วงปลายโรดแมปที่กำลังนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งในอีกหนึ่งปีกว่าข้างหน้าต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้เข้าทาง คสช. คือ ไม่ยอมปล่อยมือออกจากอำนาจ บรรดานักการเมืองจึงออกมาตั้งการ์ดเดินหน้าชกกลับ “บิ๊กตู่” โดยตรงแบบไม่ไว้หน้า

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อาจกล่าวได้ว่าในช่วง 2 ปีแรกที่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ การจัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร จัดขึ้นแค่เพียง 2 ครั้งเท่านั้น แต่ย่างเข้าปีที่ 3 โค้งสุดท้ายที่อยู่บนหลังเสือ เพียงครึ่งปีหลัง นับตั้งแต่เดือน ส.ค.-ธ.ค.นี้เอง “บิ๊กตู่” ตะลอนจัดประชุม ครม.สัญจรไปแล้วถึง 4 ครั้ง หรือจัดประชุม ครม.สัญจรถี่เดือนละครั้ง เพราะอย่าลืมว่า ครม.สัญจรเป็นเสมือนเครื่องมือทางการเมืองอันสำคัญอย่างหนึ่ง ในการเรียกคะแนนเสียงหรือคะแนนนิยมจากประชาชนได้โดยตรง ด้วยการอัดฉีดสารพัดโครงการ และการใช้งบประมาณเข้าไปมัดใจชาวบ้านในพื้นที่

แต่ยุค คสช.ครองอำนาจเหนือชั้นกว่ารัฐบาลนักการเมืองในอดีตหลายเท่า เหนือเมฆกว่าตรงที่ “บิ๊กตู่” สวมบทซานตาคลอส เล่นเทงบประมาณและโครงการหว่านไปทั่วทั้งภูมิภาค พร้อมกับจัดประชุมใหญ่เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดยกภูมิภาคมาร่วมประชุม พร้อมดึงผู้นำท้องถิ่นตั้งแต่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานภาครัฐรวมถึงภาคเอกชนระดับหัวกะทิให้ร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง เพื่อโชว์ภาวะผู้นำไล่ตั้งแต่ ครม.สัญจรครั้งแรก ที่ จ.นครราชสีมา วันที่ 21-22 ส.ค. 2560 ครม.สัญจรครั้งที่สอง ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ย. 2560 ครั้งที่ 3 ที่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2560 จนครั้งล่าสุดที่กำลังจะจัดขึ้น ที่ จ.พิษณุโลก ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค.นี้

ยังไม่รวมถึงการลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ประสบภัยได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติน้ำท่วม หรือภัยแล้ง อย่างเมื่อสัปดาห์ก่อน นายกฯ บินลงพื้นที่เยี่ยมประชาชนพื้นที่น้ำท่วมภาคใต้เลือกไป จ.ตรัง เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้นประชาชนจะได้เห็นภาพอันสุดลึกซึ้งประทับใจ นั่นคือภาพ “บิ๊กตู่” แสดงท่าทางเป็นกันเองกับชาวบ้าน ลงพื้นที่ไปโอบกอดยิ้มแย้มแจ่มใสพูดคุยให้กำลังใจพี่น้องประชาชน พร้อมกับเห็นภาพและได้ยินคำพูดอันเข้มแข็งขึงขังสั่งงานขันนอตเจ้าหน้าที่ระดับสูงภาครัฐให้เร่งช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แน่นอนย่อมได้ใจชาวบ้านไปเต็มๆ ว่านายกฯ ไม่ทอดทิ้งประชาชน

ยิ่งล่าสุดทีมงานตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เปิดเฟซบุ๊กใหม่ให้กับ “บิ๊กตู่” ไว้อัพเดทข่าวและภาพกิจกรรมทุกย่างก้าวที่ “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่หรือทำงาน เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามาคลิกไลค์ หรือแสดงความคิดเห็นถือเป็นการสร้างความใกล้ชิดกับประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย ถือเป็นการสร้างความเป็นกันเองระหว่างรัฐบาลกับพี่น้องประชาชนในทุกระดับและทุกช่องทางการสื่อสาร

เค้าลางการกลับมาเป็นนายกฯ สมัยที่ 2 ยิ่งแจ่มชัดเมื่อได้เห็นสัญญาณจากบรรดากลุ่มเชียร์ต่างๆ ออกมาประสานเสียงเสนอตัวให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แบบออกหน้าออกตา จนเกิดการตั้งข้อสังเกตว่าจงใจจะส่งสัญญาณด้วยการเตี๊ยมกันวางแผนการดันนายกฯ คนนอกที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ให้อยู่ในอำนาจต่อไปหลังเลือกตั้งหรือไม่ โฟกัสไปที่ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ออกหน้าเชียร์ “บิ๊กตู่” แบบสุดตัว ทั้งระดมคนและทุนตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป ปูเสื่อรอให้ “บิ๊กตู่” เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค

ยิ่งผลโพลทางการเมืองแทบทุกสำนักที่ออกมาเป็นรายเดือน ต่างหยั่งเสียงจากประชาชนว่าเลือกตั้งครั้งต่อไปใครควรเป็นนายกฯ ทุกสำนักโผประเมินผลออกมาคล้ายๆ กัน คือ คะแนนเกิน 50% เทคะแนนเกินครึ่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ เหมาะสมเป็นนายกฯ คนต่อไป

ฟาก “บิ๊กตู่” เมื่อได้รู้คำตอบและทิศทางการเมือง เหมือนได้ยาดีพลังพญาช้างสาร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเหตุใด “บิ๊กตู่” ขยันลงพื้นที่ถี่ยิบมากในช่วงนี้ พร้อมกับสวมบทซานตาคลอสเทกระจาดโครงการและงบประมาณช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างไม่อั้น เพื่อต่อเวลาทางการเมืองเพราะนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะเป็นใครไปไม่ได้หากไม่ใช่ “บิ๊กตู่” คนนี้