เอกซเรย์ 7 ว่าที่กกต. พิสูจน์ความเป็นกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ธันวาคม 2560 เวลา 08:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/529455

เอกซเรย์ 7 ว่าที่กกต. พิสูจน์ความเป็นกลาง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นประเด็นให้ถูกจับจ้อง ณ เวลานี้ ภายหลังปรากฏ 7 รายชื่อว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ชุดใหม่ออกมา ประกอบด้วย เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท วรวิสิฏฐ์ และหัวหน้าสำนักงานกฎหมายสุธีรชาติ และ ประชา เตรัตน์อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีต ผวจ.นราธิวาส ชลบุรี และสุราษฎร์ธานี

ขณะที่ในส่วนของศาลฎีกา ประกอบด้วย ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และ ปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา เพื่อทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นกลาง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทว่ากลับถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากภาคการเมืองถึงความไม่เหมาะสม

เริ่มจาก วัชระ เพชรทอง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งออกมาพูดถึงประเด็นดังกล่าว โดยเปรียบเปรยถึงรายชื่อที่ปรากฏ เทียบกับเด็กชงกาแฟหน้าห้องไปอยู่ในองค์กรต่างๆ หรือให้เข้าใจง่ายเสมือนคนสั่งได้ เว้นเสียแต่ศาลยุติธรรมทำให้ภาพรวมไม่ต่างอะไรจากระบอบทักษิณแม้แต่น้อย

“ถ้าเล่นพรรคพวกกันเช่นนี้ ประชาชนเห็นก็เสื่อมศรัทธาแล้ว ผมขอเตือนว่าที่กรรมการ กกต.บางท่านแต่เนิ่นๆ ว่า อย่าคิดว่าทำอะไรไม่มีใครรู้ใครเห็น ถ้าใครรับใบสั่ง คสช. หรือจิตอคติ ไม่ยุติธรรม มีผลประโยชน์แอบแฝง ขอให้ดู กกต.ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นตัวอย่าง”

สำทับด้วย วัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ออกมาตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นดังกล่าวโดยมีใจความสำคัญ อาทิ คนแรกเป็นอาจารย์ที่เคยขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนอีกคน คสช.เคยแต่งตั้งให้เป็น สปช. ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งทางการเมือง และยังเป็นคณะทำงานของ มท.1

ขณะที่อีกคนหนึ่งเคยเป็นทนายความให้อดีตนายตำรวจใหญ่ที่พี่ชายเป็น คสช. ทั้งหมดคือความเสื่อมที่ คสช.สร้างขึ้น อันจะนำประเทศไปสู่ทางตัน อยากมีอำนาจแต่ขี้ขลาด กล้าเอาเปรียบโดยไม่มีความละอาย แต่กลัวการเลือกตั้ง ไม่อายเครื่องแบบที่สวมใส่กันบ้างหรือ

ทว่า สดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. รับผิดชอบงานด้านกิจการพรรคการเมือง ให้มุมมองต่อประเด็นนี้ว่า ยังคงไม่สามารถวิจารณ์หรือตอบไปก่อนล่วงหน้าได้ว่าใครคนไหนไม่เป็นกลาง แต่เรื่องนี้ดูง่ายมากเมื่อตอนทำงานเป็นกลางหรือไม่ ขณะเดียวกันรายชื่อทั้ง 7 คน ก็มีที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ดังนั้นส่วนตัวเชื่อมั่นว่าคงไม่เกิดสถานการณ์แบบพวกมากลากไป

“อย่าลืมว่าการลงคะแนนแต่ละครั้ง กกต.ชุดใหม่นี้มีลักษณะการทำงานคล้ายบอร์ด เมื่อลงคะแนนอะไรไปแล้วและหากสามารถอธิบายถึงที่มาที่ไปให้กับประชาชนได้เข้าใจ เชื่อว่าก็จะไม่มีปัญหาอะไร และอย่ากังวลไปก่อนว่ารายชื่อที่ปรากฏเป็นเด็กใคร ขั้วอำนาจเก่าหรือใหม่ ต้องดูตอนทำงานว่าเป็นกลางหรือไม่ตามที่ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ทั้งมวล และเมื่อส่องโปรไฟล์ผลงานทางการเมืองแต่ละบุคคลที่ปรากฏชื่อ ไล่ตั้งแต่ อาทิ เรืองวิทย์ เคยร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในเวทีสัมมนา “ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ” ช่วงขับไล่รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2551

ถัดมา ฐากร เคยฝากผลงานจากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ แบบข้ามวันข้ามคืนจนกลายเป็นประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งนำเงินประมูลทั้งหมดส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินเกินกว่า 8 หมื่นล้านบาทเศษ

ต่อมา ชมพรรณ์ มีดีกรีเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาแนวทางการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความรู้ทางกฎหมายให้แก่ประชาชน ในคณะกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช.

อย่างไรก็ดี ต้องเกาะติดชนิดห้ามกะพริบตา เพราะรายชื่อทั้งหมดจะมีการเสนอต่อที่ประชุม สนช.ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ เพื่อตั้งกรรมาธิการจำนวน 17 คน ขึ้นมาทำหน้าที่สอบประวัติภายใน 45 วัน และส่งให้ที่ประชุม สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบ โดยคาดว่าจะสามารถเห็นชอบได้ภายในเดือน ม.ค. 2561

“หาก สนช.มีมติไม่ให้ความเห็นชอบบุคคลใด จะส่งเรื่องกลับมาให้กรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาเพิ่มเติมเฉพาะตำแหน่งที่ขาดไป ส่วนกรณีว่าที่ กกต.ที่ยังอยู่ระหว่างการดำรงตำแหน่งอื่นๆ เช่น ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีหรือเลขาธิการ กสทช.นั้น บุคคลดังกล่าวเมื่อ สนช.ให้ความเห็นชอบจะต้องไปลาออกก่อนที่ประธาน สนช.จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ” เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช. ระบุ

ขณะเดียวกัน ก็ต้องรอดูรายชื่อบุคคลซึ่งถูกพาดพิงอาจไม่เป็นกลางต่อการทำหน้าที่ กกต.จากฟากการเมือง หากได้รับการรับรองจาก สนช. เป็นอันเรียบร้อยแล้ว จะออกโรงชี้แจงแถลงไขให้สังคมเกิดความกระจ่างหรือไม่ โดยเรื่องดังกล่าวนับเป็นประเด็นสำคัญ เพราะอาจส่งผลในอนาคตได้

 

ม็อบค้านถ่านหินกลับบ้าน กระทรวงพลังงานยันฟังความเห็นครบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2560 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/529309

ม็อบค้านถ่านหินกลับบ้าน กระทรวงพลังงานยันฟังความเห็นครบ

ประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ กล่าวว่า ข้อเสนอของกลุ่มคือ ขอหลักประกันในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ว่าผู้ประเมินต้องไม่ใช่ลูกจ้างของเจ้าของโครงการเพื่อความเป็นกลาง และอยากให้หน่วยงานกลาง เช่น มหาวิทยาลัย ทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และก่อนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต้องประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ด้วย

โดย..ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เครือข่ายประชาชนที่ค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่ชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาลเป็นวันที่ 2 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการผลักดัน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้หารือกับ พล.อ.จีระศักดิ์ ชมประสพ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้ข้อสรุปจะเดินทางกลับ และจะล่าชื่อประชาชนให้ได้ 1 หมื่นชื่อ ภายใน 1 เดือน เพื่อยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฉบับประชาชนเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา

พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน กล่าวว่า ข้อเรียกร้องที่กลุ่มคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ออกมาเรียกร้องค้านรัฐบาลนั้นคือ การทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรืออีเอชไอเอ ที่ไม่มีการรับฟังความเห็นจากชาวบ้านและไม่มีนักวิชาการเข้าร่วม ดังนั้นทางออกควรมีการตั้งคณะทำงานกลางที่มีความน่าเชื่อถือเป็นที่ยอมรับทั้งสองฝ่าย ทั้งฝั่งชาวบ้านและส่วนราชการมาช่วยดูว่าการทำอีเอชไอเอครบถ้วนถูกต้องเพียงใด แล้วนำมาเสนอกับผู้มีอำนาจที่ตัดสินใจในภาครัฐว่าไปดูมาแล้วเป็นอย่างไร ถ้าไม่เหมาะสมก็ต้องทำให้ครบถ้วน แต่ถ้าทำครบถูกต้องตามหลักเกณฑ์ก็ต้องยอมรับผลที่ออกมา มิฉะนั้นก็จะทะเลาะกัน

รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า การทำรายงานศึกษาอีเอชไอเอโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ทำตามขั้นตอนการรับฟังความเห็นประชาชนอย่างถูกต้องอย่างน้อย 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ที่องค์การบริหารส่วนตำบลปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2557 โดยมีผู้เข้าร่วม 3,860 คน

ครั้งที่ 2 วันที่ 11-28 ก.พ. 2558 มีผู้เข้าร่วม 708 คน และการสำรวจความคิดเห็นหน่วยงานราชการ ผู้นำชุมชน ครัวเรือน โดยใช้แบบสอบถามระหว่างวันที่ 16 ก.พ.-5 มิ.ย. 2558 จำนวนรวม 1,461 ตัวอย่าง ครั้งที่ 3 การรับฟังความคิดเห็นเพื่อทบทวนร่างรายงาน ที่องค์การบริหารส่วนตำบลปากบาง อ.เทพา เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2558 มีผู้เข้าร่วม 6,498 คน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับในขั้นตอนการพิจารณารายงานอีเอชไอเอ สผ. ได้เปิดโอกาสให้ทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับโครงการจัดส่งข้อมูลความวิตกกังวลต่อโครงการให้ สผ.นำเสนอ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ คชก. เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณารายงานได้ตลอด และที่ผ่านมา คชก.ยังได้เคยเชิญผู้แทนเครือข่ายผู้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเข้าร่วมชี้แจง แต่เครือข่ายผู้คัดค้านโครงการได้มีหนังสือแจ้งไม่เข้าร่วมประชุมในวันดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คชก.ได้นำประเด็นข้อคิดเห็นของเครือข่ายผู้คัดค้านโครงการมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณารายงานด้วย

กรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ถ้าดูกำลังสำรองและข้อจำกัดด้านการส่งผ่านพลังงานภาคใต้จะมีปัญหากำลังสำรองต่ำกว่ามาตรฐานความมั่นคงของระบบไฟฟ้าที่กำหนดไว้ ซึ่งทำให้มีความจำเป็นต้องเพิ่มกำลังผลิตแบบเสถียรในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งนี้ พลังงานทดแทนแม้ว่าปัจจุบันจะมีการพัฒนาจนดีขึ้นมาก แต่ก็ยังคงมีปัญหาเรื่องความเสถียร และยังมีราคาที่สูงอยู่ ดังนั้นยังไม่สามารถทดแทนพลังงานหลัก เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หรือน้ำมันได้ จึงจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าหลักดูแลเรื่องความมั่นคงของระบบในภาพรวม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในช่วงกลางคืน

“ศักยภาพพลังงานหมุนเวียนในภาคใต้หลักๆ มีทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และชีวมวล แต่พลังงานแสงอาทิตย์ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในช่วงเวลากลางคืน ประกอบกับพื้นที่ภาคใต้มีฝนตกเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้นปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงอาทิตย์จึงมีน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่นๆ” ผู้ว่าการ กฟผ. ระบุ

 

ชง 10 แผนปฏิรูปยุติธรรม 5 ปีทัดเทียมมาตรฐานสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2560 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/529305

ชง 10 แผนปฏิรูปยุติธรรม 5 ปีทัดเทียมมาตรฐานสากล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นเพื่อทำแผนปฏิรูป โดย “อัชพร จารุจินดา” ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรม ได้กล่าวสรุปแนวทางโดยมีรายละเอียดน่าสนใจดังนี้

อัชพร ระบุว่า ที่ผ่านมาบุคลากรด้านกระบวนการยุติธรรมมีไม่พอ อีกทั้งการดำเนินงานก็ล่าช้า รวมถึงปัญหาที่ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ค่อยสะดวก หรือเกิดความเหลื่อมล้ำในการดำเนินการ นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมไทย โดยตลอดเวลาที่ผ่านมามีความพยายามปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมตลอด แต่ก็มีอุปสรรคไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอ บางครั้งก็เกิดความขัดแย้งระหว่างองค์กรยุติธรรม แต่วันนี้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องปฏิรูปด้วย

ทั้งนี้ ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการได้รวบรวมความเห็น และจัดทำแผนปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมมี 10 แผน แผนที่ 1 คือกำหนดให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ต้องมีระยะเวลาในการดำเนินงาน แต่ละขั้นตอน และสร้างระบบให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความคืบหน้าของคดีได้

แผนที่ 2 คือสร้างกลไกช่วยเหลือประชาชน ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยสะดวก เช่น ให้หน่วยงานในกระบวนยุติธรรมต้องแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และจำเลยทราบ เป็นต้น รวมถึงปฏิรูปกระบวนการวิธีพิจารณาความแพ่งเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

แผนที่ 3 การสร้างกลไกให้มีการบังคับการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการปรับปรุงโทษปรับในคดีอาญา โดยให้นำระบบโทษปรับตามความสามารถของผู้กระทำผิด เพื่อลดข้อกล่าวว่าคนรวยจ่ายเงินแล้วจบคดีได้

แผนที่ 4 คือการสร้างกลไกการบังคับตามกฎหมาย เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเป็นธรรมในสังคม อย่างการกำหนดนโยบาย การใช้กฎหมายยาเสพติดให้เห็นชัด รวมถึงกำหนดให้การลด การกระทำความผิดซ้ำ เป็นหนึ่งในเป้าหมายในการดำเนินงาน เป็นต้น

แผนที่ 5 คือการปรับปรุงระบบการสอบสวนให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล ระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม แผนที่ 6 กำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับงานสอบสวนทุกฝ่ายให้ชัดเจน

แผนที่ 7 สร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการในการสอบสวนคดีอาญา แผนที่ 8 ปฏิรูประบบนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การทำให้มีกฎหมายบริหารจัดการระบบนิติวิทยาศาสตร์ และการอบรมความสามารถของพนักงานสอบสวน ให้มีความรู้ด้านนี้เบื้องต้น เพื่อการรักษาสถานที่เกิดเหตุ หรือสามารถเก็บหลักฐานได้ทันทีหากมีความจำเป็น

แผนที่ 9 เสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ให้มุ่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนโดยเร็ว และแผนที่ 10 คือการพัฒนาศักยภาพของกระบวนการยุติธรรมไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

“แผนปฏิรูปดังกล่าวเป็นเพียงหลักเบื้องต้นเท่านั้น ผมเชื่อว่าใน 5 ปีข้างหน้าถ้าสำเร็จทุกแผน กระบวนการยุติธรรมไทย จะทัดเทียมมาตรฐานสากล และมีศักยภาพแข่งขันกับนานาชาติได้ ซึ่งเรากำลังรับฟังความคิดเห็น โดยจะส่งต่อให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) พิจารณากันอีกรอบในกรอบเวลา 30 วัน ก่อนจะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบต่อไป” อัชพรกล่าว

ขณะที่ “จรัญ ภักดีธนากุล” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ให้ทัศนะว่า จากที่ได้เคยมีส่วนร่วมปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตั้งแต่เป็นแผนงานเล็กๆ แต่ว่าไม่มีครั้งไหนลงรายละเอียดชัดเจนเท่าครั้งนี้ จึงตั้งความหวังว่าเพียงแค่ทำได้ 80% ก็เป็นการปฏิรูปใหญ่แล้ว

ทั้งนี้ ปัญหาในกระบวนการยุติธรรม ปัญหาแรกคือ ไม่มีผู้รับผิดชอบในการกำหนดมาตรฐานทิศทางของกระบวนการยุติธรรม ที่ไม่ใช่การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ทำให้ไม่มีใครแก้ปัญหาในภาพรวมได้ แต่วันนี้มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรมเข้ามาทำหน้าที่นี้แล้ว และยังเป็นผู้คอยติดตามประเมินผลด้วยเชื่อว่าคณะกรรมการนี้จะทำหน้าที่ได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับปัญหาที่สองคือ ยังมีการปล่อยคนชั่วลอยนวล ถือเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน โดยคนที่ทำผิดร้ายแรง ที่เป็นผู้มีอำนาจ ทั้งในการเมือง ราชการ อำนาจทุน มักจะหลุดลอยไปโดยที่ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบ ซึ่งใน 10 แผน พูดแก้เรื่องนี้แต่ไม่สุด วิธีหนึ่งที่จะเสนอ คือเอาความพยายามของการต่อสู้ระบบทุจริตมาใส่กับเรื่องนี้ด้วย เช่น ถ้าจำเลยจะอุทธรณ์ ก็ต้องมาแสดงตัวต่อศาลก่อน เป็นต้น รวมถึงระบบอายุคดีความที่มีในคดีทุจริตเช่นกัน

ในส่วนปัญหาที่สาม คือ การหนีจากประกัน ซึ่งระบบทุจริตถ้าหนีประกัน คือ ผิดอาญา เรื่องนี้ก็ต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการยุติด้วย ถือเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการยุติธรรม

“ปัญหาอีกเรื่องคือการกันคนเป็นพยาน ที่ควรมีกฎหมายเฉพาะ เพราะที่ผ่านมาตำรวจอาจจะใช้วาทศิลป์ เช่นว่า ถ้าเป็นพยานให้ จะไม่ดำเนินคดีด้วย ทำให้พยานบางคนศาลไม่รับฟังทั้งๆ ที่เป็นคำให้การที่สำคัญ

ดังนั้นควรมีมาตรฐานหรือข้อกำหนดที่ในเรื่องนี้เพื่อกันพยาน โดยไม่ต้องหลอกลวงสัญญา หรือว่ามีระบบคุ้มครองพยาน ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยจากการฆ่าตัดตอน เป็นต้น” จรัญ กล่าว

 

แหวนเพชร ‘ประวิตร’ ชนวนใหม่ ซ้ำเติม คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ธันวาคม 2560 เวลา 10:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/529310

แหวนเพชร ‘ประวิตร’ ชนวนใหม่ ซ้ำเติม คสช.

กลายเป็นปัญหาซ้ำเติมความเชื่อมั่นฉุดคะแนนนิยมรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รอบใหม่

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

​เมื่อนาฬิกาสุดหรูและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.​กลาโหมที่ถูกแซวในวันถ่ายรูปรวม ครม.ประยุทธ์ 5 บานปลายกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุแน่นอนในทางกฎหมายคงต้องใช้เวลาพักใหญ่กับการพิสูจน์ถึงที่มาที่ไปของนาฬิกาและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร หลังจากมีผู้ร้องเรียนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.อ.ประวิตรอันอาจเข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2542 มาตรา 32 มาตรา 33 และมาตรา 34 ประกอบมาตรา 66 ฐานจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. หรือจงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร บ่ายเบี่ยงไม่ตอบคำถามถึงที่มาที่ไปของนาฬิกาและแหวนเพชร โดยระบุเพียงแค่จะไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช. และมีหลักฐานที่พร้อมชี้แจง

จากข้อมูลที่ พล.อ.ประวิตรยื่นบัญชีทรัพย์สินหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2557 ระบุว่ามีทรัพย์สินรวม 87.37 ล้านบาท ปัญหาอยู่ตรงในส่วนของ “ทรัพย์สินอื่น” พล.อ.ประวิตร ไม่ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช.

ดังนั้นต้องชี้แจงถึงที่มาที่ไปของทรัพย์สินดังกล่าว ทั้ง ได้มาจากไหน เมื่อไหร่ และหากซื้อใช้เงินที่ไหนซื้อ

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าสุดท้าย ป.ป.ช.คงจะเอาผิดได้ยาก ​ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงที่หากมีคำอธิบายจาก พล.อ.ประวิตร ถึงที่มาที่ไป

ขณะที่บางส่วนมองไปถึงเรื่องสัมพันธ์อันแนบแน่นของ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.​และ พล.อ.ประวิตรแต่ไม่ว่าผลสรุปจะออกมาอย่างไร เรื่องนี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของ คสช.ไปแล้ว ดังจะเห็นจากความคิดเห็นโดยเฉพาะในสังคมออนไลน์ ​​ที่ขุดคุ้ยหาข้อมูลของราคานาฬิกาสุดหรู พร้อมคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ดุเดือด

ที่สำคัญกรณีนี้จะกลายเป็นอีกกรณีตัวอย่างที่ยืนยันว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริตอย่างที่เคยประกาศไว้มากน้อยแค่ไหน เพราะก่อนหน้านี้เคยพยายามพูดถึงมาตรการที่จะออกมาสกัดการทุจริต

ยังไม่รวมกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้เรื่อง พ.ร.บ. ป.ป.ช. ใหม่ มาตรา 104 กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนักการเมืองต่อสาธารณะได้ โดยสรุปไม่จำเป็นต้องแจกแจงรายละเอียดเหมือนที่ผ่านมา อันจะทำให้การตรวจสอบเป็นไปได้ยากมากขึ้น

ขณะที่ระเบียบ ป.ป.ช.ที่ออกเมื่อกลางปีนี้ กำหนดให้เปิดเผยข้อมูลจะยกเว้นหรือปกปิด 14 รายการ จากเดิม 4 รายการ จนอาจเป็นเหตุให้การตรวจสอบทรัพย์สินมีข้อจำกัด ​

กรณีแหวนเพชรและนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร ไม่ใช่กรณีแรกที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้เคยมีเรื่องร้อนที่ พล.อ.ประวิตร เข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่อง ทริปฮาวาย การใช้จ่ายเงินงบประมาณ 20.9 ล้านบาท ในการเดินทางไปประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนและรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-1 ต.ค. 2559

ต่อมา ทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมาระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่ายังไม่พบความผิดปกติในการใช้งบประมาณ หรือบ่งชี้ว่ามีการทุจริต ส่วนจะเป็นเรื่องของความเหมาะสมหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องคล้ายกับกรณีเรื่องนโยบายกวดขันห้ามนั่งท้ายรถกระบะ ห้ามนั่งในแค็บ และรวมไปถึงการรัดเข็มขัดนิรภัยที่ออกมาในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงเพราะกระทบกับวิถีชีวิตและการทำมาหากินของประชาชน ​จน พล.อ.ประวิตร ต้องออกมายอมรับว่าเป็นผู้คิดนโยบายดังกล่าวขึ้นมา ขอให้ประชาชนอย่าไปโจมตีนายกฯ ในเรื่องนี้ และไม่ห่วงว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลจะลดลง​

ยังไม่รวมกับกรณีเรือดำน้ำที่ว่ากันว่ามีแรงผลักดันจาก พล.อ.ประวิตร ท่ามกลางเสียงดักคอถึงความเหมาะสมในวันที่ฐานะการเงินของประเทศกำลังง่อนแง่นที่่ผ่านมาจึงมีกระแสเรียกร้องให้ปลด พล.อ.ประวิตร พ้นจาก ครม.​หลายระลอก แต่ทว่าจนถึงรอบล่าสุด​ พล.อ.ประวิตร ก็ยังสามารถรักษาสถานะใน ครม.ได้อย่างเหนียวแน่น

การตกเป็นเป้าที่ถูกถล่มอย่างต่อเนื่องของ พล.อ.ประวิตรจึงกลายเป็นแรงฉุดที่ซ้ำเติมความเชื่อมั่น คสช.

 

กกต.ป้ายแดง อาจไปไม่ถึงฝั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2560 เวลา 11:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/529146

กกต.ป้ายแดง อาจไปไม่ถึงฝั่ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข้าสู่เดือน ธ.ค. เดือนสุดท้ายของปี 2560 หลายฝ่ายก็เริ่มเตรียมนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเต็มตัว เพราะถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งได้เดินเข้าคูหาลงคะแนนเลือก สส. ในเดือน พ.ย. 2561

ล่าสุดคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เคาะชื่อบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่ง กกต.ออกมาแล้วจำนวน 5 คน

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 กำหนดให้มี กกต.ทั้งหมดจำนวน 7 คน จากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาจำนวน 5 คน และการลงมติจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 2 คน ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงการรอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกให้เสร็จสิ้น บรรดาว่าที่ กกต.ทั้ง 7 คน จะมุ่งหน้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบต่อไป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สำหรับรายชื่อว่าที่ กกต. ที่ปรากฏออกมาจำนวน 5 คน ประกอบด้วย

1.เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ

2.ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

3.อิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

4.ชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท วรวิสิฎฐ์

5.ประชา เตรัตน์ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

เห็นจากรายชื่อแล้วต้องยอมรับว่าที่ กกต.จำนวนไม่น้อยอยู่ในประเภท “โลวโปรไฟล์” จะมีเพียง “ฐากร-ประชา” เท่านั้นที่หลายคนอาจคุ้นหูอยู่บ้าง

อย่างรายแรกในระหว่างทำหน้าที่เลขาธิการ กสทช. เป็นหนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญในการติดตามกลุ่มบุคคลที่ใช้สื่อใต้ดินโจมตีรัฐบาลและ คสช.มาตลอด ส่วนอีกคนหลังนั้นเคยผ่านการทำงานในฐานะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น 1 ในแม่น้ำ 5 สายมาก่อน

ส่วนบุคคลที่เหลือแม้จะมีประสบการณ์และความรู้ความสามารถในการประกอบวิชาชีพมาอย่างโชกโชน แต่ในทางการเมืองแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็น “มือใหม่หัดขับ”

ต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นครั้งสำคัญของประเทศ เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรียกได้ว่าทุกอย่างต้องมาเริ่มใหม่หมด ดังนั้นหากคนคุมกติกาเลือกตั้งไม่เก๋าเกมการเมืองแล้ว ย่อมเป็นการยากที่ คสช.จะลงจากอำนาจแบบหมดห่วงได้

ด้วยความเป็นมือหัดขับนี่เอง อาจมีความเป็นไปได้ที่เกิดปรากฏการณ์ สนช.ลงมติคว่ำว่าที่ กกต.ทั้งหมดหรือบางส่วนที่คณะกรรมการสรรหาเสนอเข้ามา

การใช้มติสภาคว่ำมติคณะกรรมการสรรหานั้น สนช.เคยทำให้เห็นมาก่อนแล้วในปี 2559 เมื่อครั้งไม่เห็นชอบให้ “นพ.เรวัต วิศรุตเวช” ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามที่คณะกรรมการสรรหาในเวลานั้นเสนอขึ้นมา จนคณะกรรมการสรรหาต้องไปเริ่มนับหนึ่งและส่งชื่อบุคคลอื่นเข้ามาให้ สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบแทน

กรณีของการสรรหา กกต.เช่นเดียวกัน หาก สนช.เห็นว่ารายชื่อที่ส่งมาบางส่วนหรือทั้งหมดไม่เป็นที่น่าพอใจ อาจมีมติเหมือนในอดีตได้เพื่อให้ไปเริ่มสรรหากันใหม่อีกครั้ง

แน่นอนว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ส่งผลให้จำเป็นต้องกลับมาเริ่มกระบวนการสรรหากันใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนของการเปิดรับสมัคร ตรวจสอบคุณสมบัติและแสดงวิสัยทัศน์ ซึ่งต้องยอมรับว่าต้องใช้เวลาอีกพอสมควรในการดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม การกลับมาเริ่มต้นใหม่หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น มีความเป็นไปได้ที่คณะกรรมการสรรหาอาจใช้ช่องทางพิเศษตาม มาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 เปิดทางไว้ให้ โดยเป็นการยอมให้คณะกรรมการสรรหาสามารถเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญมาสมัครเป็น กกต.ได้ นอกเหนือไปจากการยื่นใบสมัครตามปกติ

ตรงนี้อาจเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้กรรมการสรรหาสามารถเลือกบุคคลในลักษณะโดนใจได้มากขึ้น ไม่ถูกจำกัดเหมือนกับที่ผ่านมา

อย่างน้อยเพื่อให้ได้ กกต.ที่มีคุณสมบัติด้านความรู้และความเท่าทันการเมืองมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ สนช. และผู้มีอำนาจทั้งหลายจะตัดสินใจอย่างไร

 

จับระเบิดแปดริ้ว ปั่นกระแสคุมการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2560 เวลา 12:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/528977

จับระเบิดแปดริ้ว ปั่นกระแสคุมการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอาวุธสงครามและระเบิดจำนวนมากที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา พบระเบิดขว้างอาร์จีดี 5 จำนวน 30 ลูก ไปป์บอมบ์ 7 ลูก แท่งดินระเบิด ระเบิดทีเอ็นที ลูกระเบิดยิงขนาด 40 มม. จำนวน 2 ลูก กระสุนปืนและปืนอาก้า 2 กระบอก ​

ที่สำคัญจากการตรวจสอบพบว่าอาวุธที่ตรวจพบรอบนี้ มีความเชื่อมโยงกับการก่อเหตุคดีในปี 2557 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และการออกมาดักคอว่าเป็นการฉวยโอกาสหรือสร้างสถานการณ์เพื่อหวังผลการเมืองหรือไม่

เสียงสะท้อนจาก วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในหัวข้อ “มุขเดิมๆ” ว่า คาดเอาไว้แต่แรกแล้วว่า คสช.ต้องฉวยโอกาสเอาเรื่องการพบอาวุธที่ฉะเชิงเทราเป็นข้ออ้างเพื่อยื้ออำนาจต่อ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“สิ่งที่คาดก็ถูกต้องเมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฉวยเอาเรื่องนี้มาเป็นสาเหตุที่จะไม่ปลดล็อกการเมืองจนกว่าจะใกล้เลือกตั้ง ทั้งหมดคือการทำไอโอ (I/O) แบบทหารหรือโฆษณาชวนเชื่อ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อยื้ออำนาจและเอาเปรียบทางการเมือง”

ทำให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ออกมาชี้แจงปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการจัดฉากอาวุธที่พบเป็นการพบที่ซุกซ่อนไว้จริงๆ มีหลักฐานยืนยันแล้วว่า เป็นของจริง มีฐานข้อมูลโยงใยสายต่างๆ อยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล

ไม่ต่างจาก​ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกมาชี้แจงถึงที่มาที่ไปว่าการตรวจพบอาวุธนั้น สืบเนื่องจากที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เร่งรัดให้ฝ่ายความมั่นคงกวาดล้างอาวุธสงครามและปราบปรามมาเฟียผู้มีอิทธิพล จึงตรวจค้นหลายพื้นที่

“คาดว่าผู้ที่ครอบครองอาวุธเกิดความกังวลว่ามีความผิด จึงนำอาวุธมาทิ้ง ส่วนที่เป็นปัญหาคืออาวุธที่ยึดได้ครั้งนี้มีหมายเลขประจำเครื่องที่ตรงกับการใช้ในปี 2557 และมีการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาชัดเจน”

ส่วนประเด็นที่ถูกหยิบยกเชื่อมโยงไปถึง ​โกตี๋-วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ นั้น พล.อ.เฉลิมชัย อยู่ระหว่างรอผลการดำเนินการตรวจสอบ แต่คนที่เคยถูกจับกุมเป็นกลุ่มฮาร์ดคอร์ มีตัวตนชัดเจนและถูกดำเนินคดี ขอย้ำว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มั่ว

ส่วนหนึ่งที่ทำให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงมากขึ้นเพราะการตรวจพบอาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะเวลาที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง จนทำให้ถูกมองว่าเหตุการณ์นี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

ด้านหนึ่ง​เพราะเหตุการณ์ความปั่นป่วนวุ่นวายมานาน การตรวจพบอาวุธในช่วงนี้ แม้จะเป็นการนำมาทิ้งไว้เพราะกลัวความผิดจึงเกิดคำถามว่าทำไมถึงเพิ่งจะมาพบแทนที่จะตรวจพบตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุตั้งแต่แรกๆ

ทั้งที่เวลานั้นเจ้าหน้าที่ได้ปูพรมติดตามตรวจสอบขยายผลจากการตรวจอาวุธตามจุดต่างๆ อันนำมาสู่การตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องสงสัยต่อไป

ดังจะเห็นว่าช่วงเวลานั้นมีการตรวจพบอาวุธตามสถานที่ต่างๆ อยู่เป็นระยะ ในขณะที่เห​ตุป่วนและเหตุการณ์ความไม่สงบค่อยๆ หายไป

ก่อนหน้านี้หลายเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นถูกมองว่าเป็นเพียงข้ออ้างที่ทาง คสช.หยิบยกมาเป็นเหตุผลในการไม่ปล่อยให้เกิดกลุ่มการเมืองออกมาเคลื่อนไหว หรือดำเนินกิจกรรมทางการเมือง

อันจะยิ่งสร้างความปั่นป่วนซ้ำเติมสถานการณ์ หรือเปิดช่องให้มือที่สามจ้องก่อความไม่สงบใช้เป็นโอกาสร้างความปั่นป่วนเพิ่มเติม​

ไม่ต่างจากครั้งนี้การตรวจพบอาวุธ​ใน จ.ฉะเชิงเทรา มาเกิดในจังหวะเวลาเดียวกับที่กลุ่มการเมืองเรียงหน้าออกมาเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกเปิดให้พรรคการเมืองสามารถเคลื่อนไหวได

แม้ทางรัฐบาล คสช.จะพยายามหยิบยกหาเหตุผลต่างๆ มาอธิบายเพื่อยังคงสภาพของคำสั่งไม่ให้พรรคการเมืองขยับได้ แต่ก็คงจะยื้อต่อไปได้อีกไม่นาน เพราะนับวันสถานการณ์มีแต่จะ “สุกงอม” รอให้พรรคการเมืองได้ขยับเข้ามาเตรียมความพร้อมก่อนลงสู่สนามอีกครั้ง

ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว จำเป็นที่พรรคการเมืองต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายใหม่บังคับ การไม่ปลดล็อกให้เคลื่อนไหวทางการเมืองย่อมมีแต่จะไม่สมเหตุสมผล ยิ่งในวันที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งตามโรดแมป

การประวิงเวลาไม่ยอมปลดล็อกย่อมโดนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพราะต้องการชิงความได้เปรียบทางการเมือง ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการยื้ออยู่ในตำแหน่งและการสืบทอดอำนาจผ่านกลไกนายกรัฐมนตรีคนนอก

ลำพังการจะอ้างเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบและคงสภาพคำสั่งไว้ก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เมื่อเหตุการณ์หลายเดือนที่ผ่านมาทุกอย่างอยู่ในกรอบเรียบร้อย ไม่มีความรุนแรงวุ่นวาย

การหยิบยกเงื่อนไขเรื่องการตรวจพบระเบิด และเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มที่ก่อเหตุในอดีต จึงถูกมองว่าเป็นความพยายามปั่นกระแส และนำมาใช้เป็นข้ออ้างไม่ปลดล็อกทางการเมือง​

จนเริ่มถูกดักคอล่วงหน้า ซึ่งสุดท้ายแล้วจะย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันสู่รัฐบาล คสช.อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

ยื้อปลดล็อกการเมือง หยั่งกระแสล้มเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ธันวาคม 2560 เวลา 08:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/528805

ยื้อปลดล็อกการเมือง หยั่งกระแสล้มเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การกดดันให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ กำลังกลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง ภายหลังเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ใกล้จะสิ้นสุดลงไปทุกที

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เคยรับปากผ่านสาธารณะว่าภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีสำคัญจะพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการลดเงื่อนไขทางการเมืองบางประการ

แต่เมื่อเวลาผ่านมากว่า 1 เดือนหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธี ปรากฏว่ารัฐบาลกลับเพิกเฉยต่อเรื่องดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด โดยอ้างถึงความจำเป็นว่าเรื่องของพรรคการเมืองยังไม่มีความจำเป็นในเวลานี้ เพราะรัฐบาลต้องการดำเนินการเรื่องอื่นที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ยิ่งเวลาผ่านไป พรรคการเมืองก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่มั่นคงขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติให้พรรคการเมืองต้องดำเนินการปรับปรุงพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับหลักการใหม่ภายใต้ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มิเช่นนั้น พรรคการเมืองจะสิ้นสภาพตามกฎหมายได้

โดยบทเฉพาะกาลมาตรา 141 ของกฎหมายพรรคการเมืองได้กำหนดภารกิจเร่งด่วนที่พรรคการเมืองต้องดำเนินการแต่งตัวเองใหม่ไว้ 7 ประการ ดังนี้

1.แจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกให้นายทะเบียนทราบภายใน 90 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

2.พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้และยังมีสมาชิกไม่ถึง 500 คน ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกให้ครบ 500 คน ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

3.จัดให้มีทุนประเดิมจำนวน 1 ล้านบาท และแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

4.จัดให้มีสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองสำหรับปีที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

5.จัดให้สมาชิกชำระเงินค่าบำรุงพรรคการเมืองให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

6.จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับและจัดทำคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองและนโยบายของพรรคการเมืองให้ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

7.จัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้ครบถ้วนตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

เงื่อนไขของกฎหมายพรรคการเมืองมีทั้งกรณีที่กำหนดให้ดำเนินการ 90 วัน และ 180 วัน ซึ่งในกรณีของ 90 วันจะครบในวันที่ 5 ม.ค. 2561 แม้กฎหมายจะกำหนดให้นายทะเบียนพรรคการเมือง คือ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถใช้อำนาจพิจารณาให้ขยายเวลาเพิ่มเติมได้ แต่อย่าลืมว่าเวลานี้ กกต.ปัจจุบันเป็นเพียงแค่ตัวสำรอง ดังนั้นในบางกรณี กกต.ปัจจุบันอาจไม่กล้าดำเนินการ

จากเงื่อนเวลาทางกฎหมายที่ไล่ตามหลังพรรคการเมืองอย่างกระชั้นชิด ส่งผลให้ต้องออกมากดดันอีกรอบ เพราะพรรคการเมืองมองเห็นแล้วว่าภารกิจทั้ง 7 ด้านไม่มีทางดำเนินการได้เลย หากไม่มีการประชุมพรรคการเมือง ซึ่งในเวลานี้พรรคการเมืองก็ไม่อาจประชุมได้ เพราะติดตรงที่ คสช.ยังไม่ยอมไขกุญแจปลดล็อก

“การปลดล็อกพรรคการเมืองก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำตามกฎหมายพรรคการเมืองที่กลุ่มพวกท่านตราขึ้น อย่าทำให้การบริหารประเทศและการปฏิบัติตามกฎหมายกลายเป็นเรื่องอำเภอใจของพวกท่านที่จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ได้เลยเพราะจะยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือในระบบของประเทศยิ่งแย่หนักขึ้นไปกว่าเดิม” การออกมากระทุ้งของ “ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย

แต่ที่ผ่านมาผู้นำรัฐบาลหลายคน โดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พิงเชือกและเด้งออกมาด้วยการอ้างถึงการไม่ยอมปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองว่า “ด้านการข่าวแจ้งว่ามีกลุ่มคนเริ่มเคลื่อนไหว ถ้าหากเหตุการณ์ยังเป็นแบบนี้อยู่คงปลดล็อกการเมืองยาก แต่ถ้าไม่ปลดล็อกการเมืองก็ไม่ได้ ต่อจากนี้หน่วยงานความมั่นคงต้องทำงานกันหนักขึ้น ซึ่งอาจจะต้องปลดล็อกการเมืองในช่วงใกล้เลือกตั้ง”

การอ้างเหตุผลถึงการยื้อปลดล็อกพรรคการเมืองครั้งล่าสุดของรัฐบาลเป็นการหยิบเอาเรื่องความไม่สงบมาเป็นหนึ่งในเงื่อนไข ซึ่งการทำเช่นนี้ย่อมถูกมองได้ว่าเป็นการโยนหินถามทางเพื่อขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

สัญญาณที่ส่งออกมาเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นประการหนึ่งรัฐบาลมองว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบมากนัก

โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับความนิยมทางการเมืองของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล โดยรัฐบาลอาจมองว่าหากตัวเองลงจากอำนาจในเวลานี้ โอกาสที่จะกลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีผ่านช่องทางพิเศษก็เป็นไปได้ยากและไม่ได้เสียงปรบมือเหมือนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ดังนั้น การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อนจากกำหนดการเดิมในปลายปี 2561 อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดของรัฐบาล ส่วนประชาชนจะยินดีต่อการอยู่ในอำนาจต่อไปของ คสช.หรือไม่ ค่อยไปว่ากันในหน้างาน

 

เลือกตั้งเริ่มปรากฏ ถ้า “คสช.-สนช.” ไม่บิดพลิ้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ธันวาคม 2560 เวลา 09:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/528667

เลือกตั้งเริ่มปรากฏ ถ้า "คสช.-สนช." ไม่บิดพลิ้ว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดทำร่าง พ.ร.ป.ทั้ง 10 ฉบับ เสร็จสิ้นไปแล้ว โดยสองฉบับสุดท้าย คือ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพิ่งส่งถึงมือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.ป.ทั้งสองฉบับนับว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนี้

ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พบว่า กรธ.มีการบัญญัติหลักการใหม่ๆ หลายประการ เช่น การให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 2 ใน 3 เพื่อเลื่อนวันเลือกตั้งได้หากเห็นว่ามีความจำเป็นอันมิอาจเลี่ยงได้ที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปพร้อมกันทั่วราชอาณาจักร

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

มาตราดังกล่าวเป็นความต้องการของ กรธ.ที่ไม่อยากให้เกิดสุญญากาศเหมือนเมื่อครั้งในอดีต ที่มีการขัดขวางการเลือกตั้งจนสร้างผลกระทบต่อการเลือกตั้งทั่วประเทศ

ขณะที่ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.นั้น กรธ.ก็ได้ทำการกำหนดกลุ่มวิชาชีพจำนวน 20 กลุ่มที่จะมีสิทธิมาสมัครเป็น สว.อย่างเป็นทางการ เช่น กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กลุ่มการศึกษา กลุ่มประชาสังคม กลุ่มสื่อสารมวลชน 19 กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ เป็นต้น

โดยร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับไม่เพียงแต่ส่งถึงมือ สนช.เท่านั้น แต่ สนช.ยังมีมติรับหลักการในวาระที่ 1 ด้วย เรียกได้ว่าเป็นการกลบข่าวที่ว่า สนช.จะคว่ำกฎหมายลูกลงไปได้ในระดับหนึ่ง

มติรับหลักการของ สนช.เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ถือว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร เนื่องจากเป็นการแสดงออกต่อสาธารณะในระดับหนึ่งว่าการเลือกตั้งน่าจะมีขึ้นได้ในปี 2561 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้ก่อนหน้านี้

ตามขั้นตอน จากนี้จะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้งสองคณะที่จะไปพิจารณารายละเอียดและส่งกลับมาให้ที่ประชุม สนช. หาก สนช.มีมติเห็นชอบและ กกต. พร้อมด้วย กรธ.ไม่เสนอตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย (สนช.-กกต.-กรธ.) จะเข้าสู่ขั้นตอนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย

เมื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อไหร่ก็นับถอยหลัง 150 วัน หรือประมาณ 5 เดือนเพื่อเดินหน้าเข้าคูหาเลือกตั้งได้ทันที เว้นเสียแต่ว่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันหรือส่งร่างกฎหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย จะส่งผลให้วันเลือกตั้งล่าช้าไปอีกสักระยะ

อย่างไรก็ตาม ถ้าสังเกตจากอากัปกิริยาของสมาชิก สนช.ต่อร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว.แล้ว ปรากฏว่าไม่ค่อยมีท่าทีตอบรับเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะร่างกฎหมาย สว.

ทั้งนี้ เป็นเพราะมีสมาชิก สนช.หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเลือกไขว้ที่ กรธ.ออกแบบไว้ในเชิงตำหนิรุนแรง ถึงขั้นมีการตั้งคำถามว่าระบบการได้มาซึ่ง สว.แบบนี้จะดีกว่าอดีตอย่างไร

“ผมเกรงว่าสิ่งที่ท่านวางไว้อย่างนี้มันจะไม่ได้ผลตามเจตนารมณ์ เพราะบล็อกกันง่ายเหลือเกิน ระบบนี้จะเป็นระบบที่แก้ปัญหาได้ดีกว่าระบบการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนหรือไม่ สว.ต่อไปตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะตรงตามเจตนารมณ์ที่ดีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่อย่างไร” เสียงท้วงติงจาก กล้านรงค์ จันทิก สมาชิก สนช.

ไม่ต่างอะไรกับเสียงเตือนจาก “สมชาย แสวงการ” สมาชิก สนช. ซึ่งเป็นอดีต สว.มาหลายปี ก็พูดในทำนองเดียวกัน

“พรรคการเมืองใหญ่นอกจากจะส่งคนลงสมัคร สส.เขตเลือกตั้ง หรือ สส.บัญชีรายชื่อ ต่อไปนี้จะส่งคนลง สว.ด้วย โดยจะวางคนเข้ามาทุกกลุ่ม กลุ่มละ 100 คนทั่วประเทศ และกำหนดไปเลยว่าจะเลือกให้ใครเป็น สว. หรือไม่เลือกให้ใครเป็น สว.” สมชาย ระบุ

ไม่มีใครรู้ว่าเสียงเหล่านี้จะไปถึงหูของผู้มีอำนาจใน คสช.หรือไม่ แต่เชื่อได้ว่า คสช.ต้องเงี่ยหูฟังไม่มากก็น้อย เพราะ คสช.จะต้องมีหน้าที่เลือก สว. 250 คนตามบทเฉพาะกาลที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยมีจำนวน 50 คนที่ คสช.ต้องเลือกจากกลุ่มบุคคลที่ผ่านการเลือกกันเองตามร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

ทีนี้หาก คสช.นำคำอภิปรายของ สนช.มาพิจารณาแล้วเห็นว่าการเลือก สว.ตามกลุ่มอาชีพตั้งแต่ระดับอำเภอถึงระดับประเทศ จะทำให้ คสช.จำเป็นต้องเลือก สว. 50 คนจากบัญชีรายชื่อที่เป็นสีเทาๆ อย่างที่ สนช.ระบุ ก็มีความเป็นไปได้ที่ คสช.ต้องเข้ามาดำเนินการอะไรบางประการ เพราะวุฒิสภาในอนาคตจะทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาแทน คสช.ในวันที่ คสช.ต้องลงจากอำนาจ

เรียกได้ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการ “คิด-วิเคราะห์-แยกแยะ” ของ คสช.ว่าจะให้น้ำหนักกับเสียงท้วงติงจาก สนช.ระดับใด ถ้ามองว่าเป็นเรื่องอนาคตที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นอย่างที่กังวลหรือไม่ หรือคิดว่ากติกาที่มีอยู่เพียงพอแล้ว คสช.ก็ไม่จำเป็นต้องออกแรงอีก แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เป็นไปได้ที่กฎหมายลูกทั้งสองฉบับอาจต้องถูกแช่แข็งไว้ก่อน

ขึ้นอยู่กับว่าจะแช่แข็งโดยมาตรา 44 หรือมติ สนช.ที่พร้อมใจกันฉีกร่าง พ.ร.ป.ทั้งสองฉบับ ซึ่งนั่นจะหมายถึงการเลือกตั้งที่ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

 

กฎเหล็กคุมพรรค ห้ามคนนอกครอบงำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ธันวาคม 2560 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/528346

กฎเหล็กคุมพรรค ห้ามคนนอกครอบงำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การจดทะเบียนตั้งพรรคการเมือง กำหนดไว้ในข้อ 6 ว่าการจดทะเบียน ข้อ 6 บุคคลซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองในแนวทางเดียวกันและมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้จํานวนไม่น้อยกว่า 500 คน อาจร่วมกันดําเนินการเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองได้

โดยคุณสมบัติของบุคคลที่จะเข้าร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองจะต้องมีคุณสมบัติและต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามที่สำคัญ คือ ต้องไม่เคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 10 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ ต้องไม่เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติ มิชอบในวงราชการ

นอกจากนี้ ยังต้องเป็นบุคคลไม่เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก เพราะกระทําความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ขณะเดียวกันเมื่อมีการตั้งพรรคการเมืองแล้ว จะต้องจัดทำข้อบังคับของพรรค โดยข้อ 12 ของระเบียบดังกล่าวบัญญัติว่าข้อบังคับต้องไม่มีลักษณะดังต่อไปนี้ (1) เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ (2) ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (3) อาจก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างชนในชาติ (4) ครอบงําหรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ

การกําหนดข้อบังคับในลักษณะที่เป็นการให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิก กระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํากิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมจะกระทํามิได้

ข้อ 21 ในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างน้อยในแต่ละปีพรรคการเมืองต้องมีกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้

(1) ส่งเสริมให้สมาชิกและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครอง

(2) ร่วมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างมีเหตุผล และความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชนประกอบกัน

(3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดําเนินกิจกรรมทางการเมือง

(4) ส่งเสริมให้สมาชิกและประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธี

(5) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชน์ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน

ข้อ 22 ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียน พรรคการเมืองต้องดําเนินการให้มีจํานวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คน และต้องเพิ่มจํานวนสมาชิกให้มีจํานวนไม่น้อยกว่า 1 หมื่นคน ภายใน 4 ปีนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียน และจัดให้มีสาขาพรรคการเมืองในแต่ละภาคตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง บัญชีรายชื่อภาคและจังหวัด อย่างน้อยภาคละ 1 สาขา โดยแต่ละสาขาต้องมีสมาชิกที่มีภูมิลําเนาอยู่ในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขานั้นตั้งแต่ 500 คนขึ้นไป

ขณะที่บทบัญญัติเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองก็มีความน่าสนใจเช่นกัน โดยอยู่ในข้อ 54 ของระเบียบดังกล่าว ซึ่งกำหนดเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองได้ 3 ประการ

1.กระทําการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

2.กระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

3.กระทําการฝ่าฝืนมาตรา 20 วรรคสอง (แสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน) มาตรา 28 (ยอมหรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิก กระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา พรรคการเมือง) มาตรา 30 (ชักจูงใจมาเป็นสมาชิกพรรคโดยมิชอบ) มาตรา 36 (ตั้งสาขาพรรคการเมืองนอกราชอาณาจักร)

มาตรา 44 (รับบริจาคจากผู้บ่อนทำลายชาติ) มาตรา 45 (สนับสนุนให้บุคคลคุกคามความสงบเรียบร้อย) มาตรา 46 (รับเงินจากผู้อื่นเพื่อให้ผู้นั้นได้รับตำแหน่งทางการเมือง) มาตรา 72 (รับเงินบริจาคโดยมีแหล่งที่มาของเงินที่ชอบด้วยกฎหมาย) หรือมาตรา 74 (รับเงินบริจาคจากบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย) ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

4.มีเหตุอันจะต้องยุบพรรคการเมืองตามที่มีกฎหมายกําหนด

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดําเนินการไต่สวนแล้วมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองกระทําการดังกล่าว ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น

 

คสช.สุดท้าย คือนักการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2560 เวลา 14:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/528277

คสช.สุดท้าย คือนักการเมือง

อุเทน ชาติภิญโญ

จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ไปประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ที่ จ.สงขลา ตลอดจนการลงพื้นที่ตรวจราชการในหลายจังหวัดโดยรอบ ถือเป็น “อีเวนต์การเมือง” ที่เห็นได้บ่อยในสมัยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ต้องการลงพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการและนโยบายของรัฐบาล รวมไปถึงการกระจายงบประมาณลงในพื้นที่โดยตรง พูดง่ายๆ คือการเดินทางไปหาเสียงหรือซื้อใจประชาชน เพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลและตนเอง

ตลอดระยะเวลาที่บริหารประเทศมามากกว่า 3 ปี คะแนนนิยมรัฐบาลและคะแนนนิยมส่วนตัวของนายกฯ ประยุทธ์ตกต่ำลงมาก จึงหวังใช้เวที ครม.สัญจรในการกู้ความนิยมให้กลับคืน รวมทั้งที่วิพากษ์กันว่าเป็นการปูฐานเสียงไว้สำหรับการเลือกตั้งในครั้งหน้าด้วย ซึ่งตรงนี้ก็คงปฏิเสธได้ยาก

หากแต่การลงพื้นที่ของนายกฯ ประยุทธ์ ก็ยังดูไม่เนียนตาเท่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อาจเป็นเพราะมองว่าตัวเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ทำไม่ได้ จึงเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์รัฐบาลและตัวผู้นำรัฐบาลบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคกลาง แต่ที่น่าตลกก็คือดันมามีปัญหาหนักสุดที่ภาคใต้ ซึ่งตามจริงแล้วถือเป็นฐานสนับสนุนที่สำคัญของรัฐบาลทหารด้วยซ้ำไป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งเหตุการณ์ที่นายกฯ ประยุทธ์ ต่อล้อต่อเถียง ตวาดเสียงดัง ใช้วาจา ที่รุนแรง ใส่ตัวแทนชาวประมง ที่จ.ปัตตานี หลังเรียกร้องให้มีการผ่อนปรนระยะเวลาการทำประมงเพิ่มมากขึ้น หรือเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ปราบปรามการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาอย่างรุนแรง ทั้งที่การลงพื้นที่กับการรับเรื่องร้องเรียนเพื่อรับทราบรับฟังปัญหาเป็นของคู่กันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่ควรมีการเตรียมรับประชาชนที่มีปัญหา มีความเดือดร้อน

ในทุกครั้งที่ลงพื้นที่ ประชาชนเมื่อหมดที่พึ่งก็จำเป็นต้องมาขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ยิ่งเห็นว่ามีผู้มีอำนาจเข้ามาในพื้นที่ก็อยากจะถ่ายทอดปัญหาให้ได้รับทราบโดยตรง แต่การบริหารจัดการเหตุการณ์ของตัวผู้นำรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องกลับทำได้แย่มาก เหมือนเมื่อครั้งที่มีรัฐบาลหนึ่งปล่อยให้สุนัขตำรวจกัดชาวนา

การเตรียมรับมือเหตุการณ์เช่นนี้ทำได้ไม่ยาก สิ่งแรกเลยนายกฯ ประยุทธ์ควรยอมรับความจริงเสียทีว่าตัวเองบัดนี้ได้กลายเป็นนักการเมืองเต็มตัวไปแล้ว อย่าเพียงแต่สร้างวาทกรรม เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเองว่าตัวเองเข้ามากอบกู้วิกฤตบ้านเมือง ต้องเลิกรังเกียจรังงอนนักการเมืองต่อไป ซึ่งตามกฎหมายก็ระบุชัดเจนว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือตำแหน่งรัฐมนตรีถือเป็นตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นตั้งแต่ตัดสินใจเข้ามายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ท่านก็เป็นนักการเมืองตั้งแต่วันนั้นแล้ว พันธกิจสำคัญของการเป็นนักการเมืองก็คือการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน มิใช่ตั้งท่าว่าเขาเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาเพื่อต่อต้านท่าน

หากคิดหรือทำไม่ได้ตามที่ว่าไว้ ก็ขอเตือนนายกฯ ประยุทธ์ และบรรดาคนรอบข้างด้วยว่า เมื่อเลือกที่จะมาอยู่จุดนี้แล้ว จิตใจต้องนึกถึงความรู้สึกของส่วนรวมและประชาชนเป็นประการแรก เอาใจเขาใส่ใจเรา หาใช่การหลงระเริงในอำนาจที่มี จนกวาดต้อน ผลักดันกลุ่มคนที่เห็นต่างไปเป็นฝ่ายตรงข้ามเสียหมด บทเรียนจากประวัติศาสตร์ในอดีตก็มีให้เห็นมาแล้วนักต่อนัก อำนาจก็ไม่ต่าง จากบูเมอแรง ที่ยิ่งขว้างไปแรงเท่าไร ก็ย้อนกลับมาแรงมากขึ้นอีก ถามว่า จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร หรือกระทั่ง ทักษิณ ชินวัตร มีจุดจบอย่างไร เมื่อหลงและเหลิงในอำนาจ

ขอยกตัวอย่างปัญหาของกลุ่มเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ซึ่งเป็นที่รับรู้กันมานานว่าเคลื่อนไหวต่อต้านโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ด้วยเหตุผลหลักคือ มลภาวะ มลพิษ และความเสียหายของระบบนิเวศที่จะตามมา เมื่อจับประเด็นตรงนี้ได้ฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่ในการทำความเข้าใจว่า สาเหตุที่ต้องมีโครงการทำโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้มาจากเรื่องใด เป็นเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานของพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ใช่หรือไม่ ด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าของภาคใต้เองเบ็ดเสร็จอยู่ที่ประมาณ 3,074 Mw ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้อยู่ที่ประมาณ 2,700-2,800 Mw บวกลบง่ายๆ อาจจะเห็นว่ามีกำลังไฟฟ้าเพียงพอ

แต่ต้องไม่ลืมคำนวณอัตราความเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าเติบโตที่เฉลี่ยปีละ 4.20% เข้าไป ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า อีกไม่กี่ปีปริมาณการผลิตและความต้องใช้ไฟฟ้าก็จะไล่ทันกัน โดยเฉพาะในฤดูท่องเที่ยว ที่ตลาดท่องเที่ยวภาคใต้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ก็ยิ่งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเพิ่มอย่างมาก หากวิเคราะห์ลึกลงไปในแต่ละโรงไฟฟ้าที่มีกำลังผลิตมากน้อยลดหลั่นกันไป ยกตัวอย่างโรงไฟฟ้าหลักที่ผลิตได้มาก คือโรงไฟฟ้าจะนะผลิตไฟฟ้าได้ 1,476 Mw หรือโรงไฟฟ้าขนอมผลิตไฟฟ้าได้ 930 Mw หากโรงใดโรงหนึ่งเกิดอุบัติเหตุผลิตไฟฟ้าไม่ได้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ในอดีตก็เกิดมาแล้วดับเหตุการณ์ที่เรียกว่า แบล็กเอาต์ (Blackout) ไฟฟ้าดับทั้งภาคใต้ ซึ่งย่อมกระทบในหลายมิติ ทั้งความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว หรือที่สำคัญในแง่ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

แผนสำรองที่ผ่านๆ มาก็คือ ต่อสายนำไฟฟ้าจากพื้นที่ภาคกลางไปเสริม ส่วนที่เป็นหลักคือการซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ไม่เสถียร ควบคุมไม่ได้ หรือไม่ยั่งยืนนั่นเอง เกิดวันหนึ่งสายส่งไฟฟ้าแรงสูงจากภาคกลางมีปัญหา หรือหากประเทศมาเลเซียไม่ขายไฟฟ้าให้เราขึ้นมาเราจะทำอย่างไร ซึ่งข้อมูลจากภาครัฐเองก็ระบุชัดเจนว่า หากภายในปี 2562-2565 ยังไม่สามารถหาแหล่งผลิตไฟฟ้าเพิ่มในภาคใต้ได้ ก็อาจเกิดวิกฤตด้านพลังงานไฟฟ้าในภาคใต้อย่างแน่นอน เมื่อมองอย่างรอบด้านแล้วก็ยิ่งเห็นถึงความจำเป็นว่าภาคใต้ต้องมีเสริมกำลังผลิตไฟฟ้ามากขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้เกิดความมั่นคงของพลังงานไฟฟ้าในประเทศ

โจทย์สำคัญของรัฐบาลคือ ต้องพิจารณาว่าจะเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าอย่างไร การสร้างโรงไฟฟ้านั้นจำเป็นแน่นอน แต่เป็นโรงไฟฟ้าแบบไหน ไม่ว่าจะโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ (NGV) ที่ อ.จะนะ ก็เคยมีปัญหามาก่อน หรือโรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ว่าจะที่ อ.เทพา หรือที่ จ.กระบี่ ก็ถูกต่อต้านทุกครั้ง ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเองก็สนับสนุนเต็มที่ในการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มในพื้นที่ภาคใต้ เพราะเวลาเกิดปัญหาแล้วไปขอซื้อจากต่างชาติตลอดก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการเลือกใช้ถ่านหินในพื้นที่นี้ ด้วยจะมีผลกระทบจากมลพิษตามมารัฐบาลต้องรีบทบทวนและพิจารณาหาพื้นที่ให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ได้ร่วมระดมสมอง ตกผลึกว่าโรงไฟฟ้าแบบไหนที่เหมาะกับพวกเขาเอง นำปัญหามาร่วมกันคิด ร่วมกันแก้อย่างรอบด้าน ทั้งพื้นที่ตั้ง มลภาวะ มลพิษ หรือผลกระทบต่อระบบนิเวศ มากกว่านำความคิดความต้องการของตัวเองไปยัดเยียดให้พวกเขา

อย่าว่าสอนมวยเลยนะ แค่แสดงความจริงใจ พูดคุยอธิบายกับชาวบ้านดีๆ เปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน โดยไม่ต้องไปไล่ทุบ ไล่ตี หรือตวาดเสียงดัง ก็น่าจะหาทางออกได้ไม่ยาก