เอกภาพ กองทัพ-คสช. แน่นปึ้ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2560 เวลา 09:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/528234

เอกภาพ กองทัพ-คสช. แน่นปึ้ก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งรอบใหม่สำหรับ “ครม.ประยุทธ์ 5” ว่าเป็นการขยับครั้งใหญ่อีกครั้งในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกมองว่าอาจนำไปสู่รอยร้าวภายใน และบานปลายกลายเป็นแรงกระเพื่อมใต้น้ำที่บั่นทอนเสถียรภาพภายในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อไป

จากก่อนหน้านี้ที่เกิดกระแสเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้โอกาสนี้ปรับเปลี่ยนตำแหน่ง โดยนำเอาคนที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตรงตามสายงานมาทดแทนบรรดา “บิ๊กทหาร” คนใกล้ชิดที่ทำงานมาแล้ว 3 ปี แต่ยังไม่อาจสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับ

แต่สุดท้ายเมื่อรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ออกมา บรรดา “คีย์แมน” ​ในคสช.ก็ยังอยู่ในตำแหน่งเหมือนเดิม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ด้านหนึ่งแม้จะทำให้รัฐบาล คสช.ถูกโจมตีว่ายังยึดติดอยู่กับเรื่อง “พวกพ้อง” มากกว่าความรู้ความสามารถ ​จนกลายเป็นเหตุให้การบริหารงานในช่วงที่ผ่านมาไม่อาจเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่หวัง

แต่อีกด้านหนึ่งการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ​ย่อมมองไปถึงปัจจัยเรื่อง “เสถียรภาพ”​ และ “เอกภาพ” ภายในกองทัพและ คสช.ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ อันอาจจะสำคัญมากกว่าการเร่งสร้างผลงาน ฟื้นคืนความเชื่อมั่นที่ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ในระยะหลัง

ยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการเดินหน้าไปสู่ “เลือกตั้ง”ที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทานรอบด้าน

การลดปัจจัยเสี่ยงอันจะเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งภายในรัฐบาล คสช.และกองทัพ ล้วนแต่เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อไม่ให้ทุกอย่างกลับมาซ้ำเติมสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

จะเห็นว่า 2 เป้าใหญ่ อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่มีกระแสเรียกร้องให้ปรับออกจาก ครม.อย่างต่อเนื่องนั้น

แต่ด้วยสัมพันธ์แนบแน่นระหว่าง “พี่น้องบูรพาพยัคฆ์” ที่ตัดกันไม่ขาด ทั้งสองตำแหน่งนี้จึงไม่ถูกปรับเปลี่ยนแต่อย่างไร

แน่นอนว่าตำแหน่งของ พล.อ.ประวิตร ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ดูแลงานด้านความมั่นคง ถึงที่ผ่านมาจะมีข่าวคราวการระหองระแหงระหว่างพี่น้องคู่นี้หลายรอบ ถึงขั้นมีกระแสข่าว ลาออก ปรับออก ให้ได้ยินเป็นระยะ ​แต่เก้าอี้ของบิ๊กป้อมก็ยังเหนียวแน่นมาจนถึงปัจจุบัน

เช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะ มท.1 ที่คุมงานวางรากฐานทำพื้นที่มาตั้งแต่ต้น หากจะเปลี่ยนตัวคนอื่นมาในช่วงเตรียมตัวเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง อาจไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล คสช.

ทว่าหากดูตำแหน่งของบรรดา “บิ๊กทหาร” ที่ถูกปรับออกจาก ครม.ประยุทธ์ นั้น ในแง่ตัวบุคคลจะเห็นว่าแต่ละคน “ขาลอย” พ้นจากอำนาจ และไม่ได้คุมกำลัง หรือมีอิทธิพล จน​ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในรัฐบาลและกองทัพได้อีกต่อไป

ไล่มาตั้งแต่ ​พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร อดีต ผบ.สส. เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 12 กับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งรองหัวหน้า คสช. จากก่อนหน้านี้ที่เคยถูกปรับพ้นจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ รอบนี้ถูกปลดพ้นตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

ถัดมา พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย อดีต ผบ.ทร. จากที่เคยรับตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ และถูกปรับออกในปี 2558 เหลือเพียงแค่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ดูแลรับผิดชอบงานกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

รอบนี้แม้ทั้งคู่จะถูกปรับออก แต่ก็ถือว่ายังสนิทสนมกับ พล.อ.ประยุทธ์ และยังมีตำแหน่งรองหัวหน้า คสช. ที่เชื่อมสัมพันธ์ไม่ให้ห่างเหินจนเกิดปัญหา

ส่วน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ที่พ้นตำแหน่ง รมช.กลาโหม รอบนี้ ถึงจะเคยดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. แต่ได้พ้นตำแหน่งไปนานพอสมควร ​จึงไม่มีอะไรที่รัฐบาล คสช.ต้องเป็นห่วง

เช่นเดียวกับ “บิ๊กบี้” พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล อดีต รมว.แรงงาน ที่ลาออกจากตำแหน่งก่อนหน้านี้ ซึ่งคิดว่าจะบานปลายเป็นปมขัดแย้ง ​ก็ไม่น่าจะส่งผลในทางปฏิบัติ เพราะ “บิ๊กบี้” เองก็ถือเป็นเด็กในคาถาของ พล.อ.ประวิตร ที่ยังอยู่ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน

ยิ่งหากดูสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและ คสช.เวลานี้ จะเห็นว่ามีเอกภาพแนบแน่น ทั้ง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ปัจจุบันที่ คสช.วางตัวให้มานั่งเก้าอี้ตัวนี้ ในช่วงปลาย คสช.

รวมไปถึงมีแถวสองสำรองอย่าง “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์​ ผช.ผบ. ที่เป็นมือไม้ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญของ คสช.มาตั้งแต่ต้น ปัจจุบันก็จ่อคิวรอก้าวสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.ตามที่วางไว้

เอกภาพทั้งภายในกองทัพและ คสช.เวลานี้จึงยังแนบแน่น ไม่เป็นปัญหาซ้ำเติม คสช.แต่อย่างไร

 

อาลัย ‘สุรินทร์ พิศสุวรรณ’ ปูชนียบุคคลขับเคลื่อนชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2560 เวลา 07:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/528219

อาลัย 'สุรินทร์ พิศสุวรรณ' ปูชนียบุคคลขับเคลื่อนชาติ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

นับเป็นข่าวการสูญเสียครั้งสำคัญ ของแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ ต่อการจากไปของ สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีต รมว.ต่างประเทศ และอดีตเลขาธิการอาเซียน ซึ่งเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจวายแบบเฉียบพลัน ณ โรงพยาบาลรามคำแหง ในวัย 68 ปี

เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องน่าตกใจ เสียใจ และเสียดาย เพราะว่าสุรินทร์กับตนรู้จักกันมานาน อีกทั้งเคยทำงานร่วมกันในพรรคประชาธิปัตย์ ติดต่อสัมพันธ์ช่วยกันคิดเรื่องบ้านเมือง สังคม และโลก เป็นประจำสม่ำเสมอ ซึ่งถือเป็นคนไทยที่ทำงานด้านต่างประเทศมากที่สุด

“ผมยังจำได้ว่าเมื่อไม่นานมานี้ ท่านพูดถึงเรื่องอยากทำอะไรให้สังคมไทยได้เห็น ว่านักการเมืองไทยคิดถึงปัญหาของบ้านเมือง อยากปฏิรูป อยากแก้ไข การเมือง สังคม ให้ดี ก็ยังมีอยู่ และตัวท่านเองอยากเริ่มทำบทบาทแบบนั้น ท่านยังคิดอยู่ว่าอยากเตรียมตัวลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แล้วทำให้ กทม.เป็นต้นแบบการเมืองดีทั่วประเทศ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ผมกับ ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. ก็รักท่าน เชียร์ท่าน สนับสนุนท่าน ไม่ว่าจะลงสมัครแบบไหนก็ตาม พร้อมเชียร์ ซึ่งยังพูดกันอยู่ แต่นึกไม่ถึงว่าท่านจะจากไปเร็วเช่นนี้ และถือว่าท่านเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย จ.นครศรีธรรมราช และของคนมุสลิมในประเทศไทย ขอให้ท่านไปสู่สุคติ ตามพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า”

อย่างไรก็ดี จากเคยร่วมงานกันมานับว่าเป็นคนเก่งที่สุด โดยเฉพาะความสามารถส่วนตัว และที่สำคัญเรื่องอาเซียนนั้น สุรินทร์ให้ความสำคัญมากๆ เพราะจะมีประโยชน์กับประเทศไทย พร้อม ยังย้ำเสมอว่าอาเซียนเกิดจากคนไทย ดังนั้น ควรสนับสนุนส่งเสริมอาเซียนให้ดี ซึ่งสุรินทร์เชื่อมั่นและมีความหวังว่า ประเทศไทยในอนาคตจะรุ่งเรือง เพราะถือเป็นศูนย์กลางอาเซียน ถ้าเชื่อมต่อ จีน อินเดีย และโลก อาเซียนก็จะรุ่งเรืองมาก รวมถึงไทยก็จะได้รับความเจริญไปด้วย

ขณะที่ พีรยศ ราฮิมมูลา อดีต สส. และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะนักวิชาการด้านการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ส่วนตัวรู้จักกับสุรินทร์แต่สมัยเรียน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเคยทำงานร่วมกันในช่วงที่สุรินทร์เก็บข้อมูลเพื่อทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นอกจากนี้ ยังเป็นบุคคลที่เก่งมีความสามารถ เพราะเป็นนักศึกษามุสลิมคนแรกๆ ที่ได้รับทุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก่อนกลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ ทาบทามให้มาร่วมงานทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์

ขณะเดียวกัน ยังได้รับเกียรติจากพรรคประชาธิปัตย์ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ และด้วยความสามารถของสุรินทร์ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดิอาระเบียดีขึ้น จากปัญหาเพชรซาอุฯ อีกทั้งเมื่อดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน สามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในประเทศโลกมุสลิมมากขึ้น จึงนับว่ามีคุณูปการอย่างมาก

“ถือเป็นความประสงค์ของ พระผู้เป็นเจ้า และน่าเสียดายต่อการจากไปของท่าน ดร.สุรินทร์ แม้จะมีกระแสข่าวว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จริงหรือไม่ก็ตาม ซึ่งต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวพิศสุวรรณ”

ด้าน ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในสังคมไทยถือว่าสุรินทร์เป็นที่รู้จักกันดี และยังสร้างคุณูปการให้กับประเทศชาติมากมาย ขณะเดียวกันในสังคมมุสลิมประเทศไทย ก็ยังถือว่าเป็นปูชนียบุคคล ในการเป็นแบบอย่างให้กับคนมุสลิมในประเทศไทยเกือบทุกด้าน

ทั้งนี้ โดยเฉพาะด้านวิชาการบทบาทในการปรับเปลี่ยนสังคมมุสลิมให้ก้าวหน้า เป็นบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนมุสลิมไทยหลายๆ คน ให้เดินรอยตามที่ทำไว้ ซึ่งการสูญเสียครั้งนี้นับว่ายิ่งใหญ่มากสำหรับประเทศชาติและสังคมมุสลิมในประเทศไทย

“ผมคิดว่าเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญ ไม่ใช่เฉพาะในระดับประเทศเท่านั้นแต่ยังเป็นการสูญเสียในระดับอาเซียน และระดับโลก เพราะที่ผ่านมาท่านมีบทบาทสูงมากในระดับเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับการขึ้นมาเป็นเลขาธิการอาเซียน ผมมองว่าเป็นเกียรติประวัติและเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นหลังต่อไป โดยเฉพาะสังคมมุสลิมในประเทศไทย”

 

‘พท.-ปชป.’ จับมือ แผนลวงพรรคทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/528003

‘พท.-ปชป.’ จับมือ แผนลวงพรรคทหาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่สูตร 2 พรรคใหญ่ จับมือผนึกกำลังร่วมตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคทหารและพันธมิตร อันมีตัวช่วยเป็น สว. 250 เสียง ดูจะถูกพูดถึงอยู่อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดแนวคิดนี้ถูกพูดถึงอีกครั้งระหว่างงานเสวนาเรื่อง “ปรองดองแบบ คสช. เมื่อไรจะเจออุโมงค์” จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา

ที่สำคัญไม่ใช่งานนี้ต่างคนต่างพูด แต่รอบนี้มาจากปากระดับแกนนำ ทั้ง จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย และนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

แต่ไม่แปลกที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะไม่ได้ให้ความสนใจ “สัญญาณ” จากสองพรรคใหญ่ที่ออกมาทอดไมตรีปูทางล่วงหน้า

“ให้เขาจับไป เราก็ทำงาน คงไม่เกี่ยวและเราไม่ใช่นักการเมือง และขณะนี้ทหารก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลยจะมาเป็นคู่แข่งได้อย่างไร” พล.อ.ประวิตร ระบุ

เมื่อในความเป็นจริงย่อมเป็นเรื่องยากที่พรรคใหญ่ที่ประกาศยืนกันคนละขั้วมาช้านาน เปิดศึกฟาดฝีปากกันมาหลายปี จะมาจูบปากร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลกันแบบลืมอดีตทิ้งความขัดแย้งไว้เบื้องหลัง

แต่อย่าลืมว่าในทางการเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้

ทว่า การออกมาส่งสัญญาณผนึกกำลังของ 2 พรรคใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น อาจไม่ได้หวังผลไปไกลถึงเรื่องการรวมเสียงกันจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

การขยับของสองพรรคใหญ่ใน วันนี้อาจเป็นเพียงแค่การสร้างแรงกดดันกลับไปยังรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ดังจะเห็นว่าหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เป็นต้นมา แนวร่วมที่เคยยืนอยู่เคียงข้าง คสช.เริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ หลังการบริหารประเทศ ที่ดูจะไม่มีผลงานเข้าตาประชาชน

หลายเรื่องที่สังคมคาดหวังอย่าง “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง” ก็ยังไม่เห็นหน้าเห็นหลัง ทั้งที่ผ่านมา 3 ปี

ยิ่งกฎกติกาใหม่ที่ออกมาจากแม่น้ำ 5 สาย ไล่มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ เรื่อยมาจนถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หลายเรื่องถูกมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดที่ผิดทาง

แทนที่จะทำให้ระบบการเมือง เข้มแข็งอย่างที่ตั้งใจ ในทางปฏิบัติ ถูกมองว่าจะทำให้พรรคการเมือง อันเป็นกลไกที่สำคัญอ่อนแอลง ด้วยความพยายามที่จะทำให้เห็นว่า “นักการเมือง” เป็นจำเลยที่สร้างปัญหา และนำพาประเทศก้าวมาสู่วงวนความ ขัดแย้งในปัจจุบัน

ที่ผ่านมาจึงเห็นพรรคใหญ่ที่ไม่เคยคิดเห็นตรงกัน ต่างประสานเสียงออกมาถล่มรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ออกมาอย่างพร้อมเพรียง

สถานะของพรรคการเมือง ที่ผ่านมาจึงเหมือนถูกบีบให้อยู่ในมุมอับ ไม่อาจมีปากมีเสียง หรือออกมาเคลื่อนไหวดำเนินกิจกรรมอะไรได้

ในขณะที่รัฐบาล คสช.เองที่ ขันอาสาเข้ามาแก้ปัญหาประเทศในช่วงวิกฤตการเมือง พร้อมให้สัญญาว่า ขอเวลาอีกไม่นานนั้น 3 ปีผ่านมา รัฐบาล คสช.เริ่มมีทีท่าเตรียม ขยับขยายเข้าสู่ถนนการเมืองในอนาคต

จากสถานะ “กรรมการ” และยังเป็นผู้มีส่วนวางกฎ กติกา เวลานี้เตรียมจะกระโดดลงมาเป็น “ผู้เล่น” ย่อมทำให้พรรคการเมืองออกมา ดักคอขอให้ลงสนามแบบยุติธรรม ไม่เอาเปรียบด้วยตัวช่วยต่างๆ

ยิ่งในวันที่กระแสข่าวการจัดตั้งพรรคทหารเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลายฝ่ายเปิดหน้าเตรียมตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

เมื่อเชื่อมต่อกับกลไก 250 เสียงของ สว. และการต่อสายเชื่อมสัมพันธ์กับพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กในปัจจุบัน ทำให้เริ่มเห็นภาพในอนาคตชัดเจนขึ้น

ที่สำคัญ การยื้อไม่ให้พรรค การเมืองออกมาเคลื่อนไหว ดำเนินกิจกรรม ทั้งที่ พ.ร.ป.เกี่ยวกับการ เลือกตั้งมีผลบังคับใช้ด้วยแล้ว ด้วยกฎ กติกาใหม่ที่ต่างไปจากเดิม น่าจะทำให้พรรคการเมืองมีเวลาได้เตรียมตัวลงสนามหลังจากถูกแช่แข็ง กว่า 3 ปี อาจถูกมองว่าเป็นการชิงความได้เปรียบ

สัญญาณการผนึกกำลังของสองพรรคใหญ่ จึงถือเป็นการขยับเพื่อกดดันกลับไปยัง คสช.ไม่ให้มาตีกรอบหรือบังคับให้เดินไปตามที่ต้องการ เพราะการเมืองไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวอย่างที่คิด

 

คสช.ทุบม็อบ คะแนนหด แนวร่วมหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/527796

คสช.ทุบม็อบ คะแนนหด แนวร่วมหาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร้อนจนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องออกมาแสดงความเสียใจผ่าน เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีขึ้นเสียงกับชาวประมงที่มาร้องเรียนในระหว่างนำ ครม.สัญจรปัตตานี-สงขลา เมื่อวันที่ 27 พ.ย.

จากคำพูด “ใจเย็นๆ! อย่ามาทำเสียงกับผม เข้าใจหรือเปล่า ผมฟังคุณเนี่ย พูดดีๆ ก็ได้ ขอบคุณ อะไรมันผ่อนผันจะดูให้ แต่มาพูดอย่างงี้กับผมไม่ได้” จนนำมาสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง

ทั้งนี้ สถานการณ์รุนแรงขึ้น ทั้งด้วยท่าทีและคำพูด เมื่อรวมกับสิ่ง ที่ชาวประมงออกมาเรียกร้องให้นายกฯ แก้ไขปัญหานั้น ถือเป็นเรื่องของความเดือดร้อนกับการดำรงชีวิต และประกอบอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้องที่ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

สิ่งที่ชาวประมงต้องการก็เพียงแค่การแก้ไขกฎระเบียบเกี่ยวกับการทำประมงที่กำหนดให้ชาวประมงสามารถออกเรือไปทำประมงได้ 220 วัน/ปี ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปทำให้ผู้ประกอบอาชีพประมงประสบกับภาวะขาดทุนเป็นหนี้เป็นสินจากต้นทุนที่สูงขึ้น จึงต้องการให้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมเท่านั้น

การระเบิดอารมณ์ใส่ชาวประมงจึงไม่ได้ทำลายความเชื่อมั่นที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล คสช.เท่านั้น ภาพที่ออกไปสู่สายตาประชาชนทั่วประเทศยิ่งมีแต่ฉุดคะแนนนิยมที่กำลังตกต่ำอยู่แล้วในลดน้อยลงไปกว่าเดิม

หากควบคุมอารมณ์และชี้แจงเหมือนกับที่ออกมาชี้แจงในภายหลังทั้ง แนวทางการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เพื่อให้อุตสาหกรรมประมงของไทยสามารถอยู่รอดส่งออกได้สอดคล้องกับพันธสัญญา รวมทั้งเพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติให้การประมงของเราเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต ย่อมทำให้สถานการณ์ดีขึ้นและได้ใจชาวบ้านกว่าที่เกิดขึ้น

ก่อนที่สถานการณ์จะย่ำแย่กว่าเดิมเมื่อเกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่นัดหมายจะมายื่นหนังสือคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน และนัดรวมตัวกันที่สี่แยกสำโรง จ.สงขลา แต่ระหว่างรอกลับไม่มีตัวแทนของรัฐบาลมารับเรื่องตามที่ประสานไว้แต่แรก

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ได้เข้ามาปิดล้อมกันไม่ให้ผู้ชุมนุมฝ่าวงล้อมไปที่โรงแรมบีพี สมิหลา ซึ่งเป็นสถานที่ที่คณะนายกฯ จะร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) แต่ผู้ชุมนุมบางส่วนฝ่าวงล้อมออกไปจนเกิดการปะทะกัน และแกนนำถูกควบคุมตัว

ถึงขั้นที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลใช้สันติวิธีแก้ปัญหาและทบทวนการตั้งข้อหาของแกนนำที่ถูกจับกุม เพราะเห็นว่าการชุมนุมยังเป็นการชุมนุมตามกรอบสิทธิเสรีภาพที่มี

ทำให้สถานการณ์เริ่มกลับตาลปัตรจากที่คาดว่าการลงพื้นที่ ครม.สัญจร ของ พล.อ.ประยุทธ์ รอบนี้จะเป็นการเร่งทำผลงานผ่านสารพัดโครงการ เพื่อโกยคะแนนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะมีการเลือกตั้ง

ดังจะเห็นจากแผนงานที่ ครม.เตรียมพิจารณา 5 โครงการ งบประมาณ 5 แสนล้านบาท ตามที่คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจังหวัดภาคใต้และจังหวัดชายแดน ภาคใต้เสนอ

โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เช่น โครงการมอเตอร์เวย์จากนิคมอุตสาหกรรมฉลุง จ.สตูล ไปปาดังเบซาร์ และด่านนอก อ.สะเดา จ.สงขลา การเร่งรัดรถไฟทางคู่หาดใหญ่-สุไหงโก-ลก และปาดัง เบเซาร์-หาดใหญ่ เพื่อเชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจพิเศษ โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสงขลา 1 และ 2

กลายเป็นการต้องมาเสียคะแนนและเสียความเชื่อมั่นแบบเสียของ ที่สำคัญเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อทิศทางการเมืองในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

ต้องยอมรับว่าพื้นที่ภาคใต้ถือเป็นฐานเสียงสำคัญของทั้ง กปปส.และพรรคประชาธิปัตย์ อันเคยเป็นมวลชนกลุ่มใหญ่ที่เคยยืนอยู่เคียงข้าง คสช.ในช่วงแรก ด้วยความหวังว่า คสช.จะเป็นที่พึ่งนำประเทศเดินข้ามวังวนปัญหาในอดีต รวมทั้งเร่งดำเนินการ “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง” อย่างที่สังคม คาดหวัง

แต่ผ่านมา 3 ปี ผลงานที่ออกมา ดูจะยังไม่เข้าตาประชาชนแถมความเดือดร้อน โดยเฉพาะปัญหาปากท้องที่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขกลับไร้การเหลียวแล

แม้แต่การออกมารวมตัวเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหายังถูกสกัดกั้น และนำไปสู่การปะทะควบคุมตัว

ทั้งที่มวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวโดยเฉพาะรอบนี้ เป็นการออกมาเคลื่อนไหวด้วยปัญหาความเดือดร้อน ทั้งเรื่องประมงรวมไปถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ใช่ “ม็อบการเมือง” หรือกลุ่มที่จ้องสร้างความปั่นป่วน

ลำพังแค่สองกลุ่มนี้ก็ถือเป็นฐานมวลชนกลุ่มใหญ่ที่มีแนวร่วมทั้งในและนอกพื้นที่จำนวนมาก

การเลือกปฏิบัติต่อชาวบ้านกลุ่มนี้ด้วยพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตร จึงอาจเป็นการผลักมิตรไปเป็นศัตรู อันจะ ย้อนกลับมาเป็นแรงกัดดันรัฐบาล คสช.ในอนาคต ยิ่งในวันที่ คสช.ตัดสินใจปลดล็อกให้กลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวได้ตามกรอบสิทธิเสรีภาพก่อนมีการเลือกตั้ง

นี่จึงไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล คสช.ในวันที่แนวร่วมเริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ อันจะมีผลกระทบต่อไปถึงความเชื่อมั่นในภาพรวมและเส้นทางสู่ “นายกฯ คนนอก” n

 

จับขั้วปชป.-เพื่อไทย พูดง่ายแต่ทำยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/527638

จับขั้วปชป.-เพื่อไทย พูดง่ายแต่ทำยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ข้อเสนอให้พรรคการเมืองจับมือเพื่อสกัด “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ถูกหยิบยกมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้

“พรรคการเมืองที่จะรวมกันก็ต้องได้ 376 เสียงขึ้นไป ซึ่งโอกาสยากมากเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นคนตั้ง สว. ก็ต้องคัดเลือกคนที่เชื่อฟังตัวเอง ดังนั้นพรรคใหญ่ 2 พรรคต้องจับมือเกือบจะเป็นคณิตศาสตร์แบบนั้น แต่ก็เกิดขึ้นได้ และไม่ควรปิดโอกาสในการร่วมมือกันของ 2 พรรคใหญ่ ถ้าจะไม่ให้คนนอก หรือ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีก”

จาตุรนต์ ฉายแสง ​แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวระหว่างงานเสวนาเรื่อง “ปรองดองแบบ คสช. เมื่อไรจะเจออุโมงค์” จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สอดรับกับ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวในเวทีเดียวกันว่า ​เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญไม่เอื้อต่อความปรองดอง เพราะไม่สามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ หาก สว. 250 คนไม่เอาด้วย เมื่อตั้งรัฐบาลไม่ได้ คสช.ก็อาจใช้เป็นเหตุผลอยู่ต่อ

“อาจเกิดสภาพที่นักมวยหันมาจับมือกันไล่ถลุงกรรมการ เพื่อเปลี่ยนกติกาที่ไม่เป็นธรรม และเอาระบบที่ไม่พึงปรารถนาออกไป เซตซีโร่ระบบ คสช. ด้วยการที่พรรคการเมืองทุกพรรคจับมือกันตั้งรัฐบาล แทนที่จะสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง แม้ว่าโอกาสจะน้อยก็ตาม โดยเห็นว่าเราคุยกันด้วยเลือดและชีวิตพอแล้ว ต้องหันมาใช้สันติวิธี”

ถอดรหัส “สัญญาณ” ของแกนนำสองพรรคใหญ่ที่กล่าวสอดรับกันเช่นนี้ น่าจะเป็นการหยั่งกระแสวัดเสียงตอบรับจากทั้งสังคมและบรรดาแกนนำของตัวเองทั้งสองฝ่าย ว่ายอมรับได้หรือไม่กับแนวทางนี้

จะเห็นว่าด้านหนึ่ง ​​พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เริ่มแสดงท่าทีสนใจจะเข้าสู่สนามการเมือง ผ่านทั้ง 6 คำถาม ที่ออกมาสำรวจความเห็นประชาชน ที่ถูกตีความว่าเป็นการ “เปิดหน้า”

แม้จะไม่ใช่การลงสนามในนาม “ผู้สมัคร” ที่ลงแข่งในรอบปกติ ร่วมกับผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะต้องขับเคี่ยวกันในการเลือกตั้งที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในปลายปี 2561

แต่ด้วยช่องทางพิเศษที่เปิดประตูไว้รอ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ยิ่งทำให้ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ มาแรงท่ามกลางเสียงสนับสนุนที่เปิดหน้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ท่ามกลางกระแสเตรียมตั้งพรรคการเมืองของบางกลุ่มทั้ง กลุ่มของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งจองกฐินล่วงหน้ามาหลายปี ประกาศเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยเพื่อสานต่อภารกิจ “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง”​

รวมทั้งท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ สุเทพ เทือกสุบรรณ​ อดีตแกนนำ กปปส. ที่เปิดช่องพร้อมตั้งพรรคการเมืองหากถึงคราว “จำเป็น”

สุดท้ายเมื่อรวมกับตัวช่วย 250 เสียง จาก สว. ที่แต่งตั้งมาจาก คสช. ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้โอกาสที่นายกรัฐมนตรีคนนอกจะเป็นคนที่มาจาก คสช. เป็นไปได้สูง

ข้อเสนอการจับมือของพรรคการเมืองไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก แต่มีมาตลอด แต่ทว่ากระแสตอบรับจากสองพรรคใหญ่ดูจะไม่คล้อยตามไปกับข้อเสนอนี้

ประการแรก แนวคิดที่อยู่กันคนละขั้วของเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ มาอย่างยาวนาน คล้ายน้ำและน้ำมันที่ยากจะรวมตัวกันได้ ที่ผ่านมาจึงเห็นท่าทีของทั้งสองฝ่ายออกมาปฏิเสธข้อเสนอนี้กลายๆ

ประการที่สอง ทางการเมืองแล้วเวลานี้อาจไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมกับการเปิดหน้าประกาศหาผนึกกำลัง ที่จะยิ่งทำให้การเมืองทั้งสองฝั่งต้องคอยตอบคำถามมวลชนฐานเสียงของตัวเอง

อันจะเป็นผลเสียทำให้การหาเสียงในอนาคตของทั้งสองฝั่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก ​โดยเฉพาะกับท่าที จุดยืน และนโยบายที่ดูจะไปคนละทิศละทาง จนยากจะหาข้อสรุปร่วมกันได้

ประการที่สาม ไม่ใช่เรื่องง่ายในภาวะที่คะแนนนิยมของพรรคการเมือง ที่พยายามถูกทำให้เห็นว่าเป็น “จำเลย” สร้างปัญหาหมักหมมในอดีตที่ผ่านมา ทำให้ยากจะรวมเสียงกันได้ยาก ขณะที่คนจำนวนไม่น้อยยังเชื่อมั่นใน คสช.แม้จะค่อยๆ ลดลง

ประการที่สี่ ด้วยระบบเลือกตั้งแบบใหม่บัตรเดียว นับคะแนนทั้ง สส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งวิเคราะห์แล้วจะทำให้เกิดพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากได้ยาก และอาจนำไปสู่สภาพ “เบี้ยหัวแตก”

การที่สองพรรคใหญ่จับมือกันอาจไม่มีพลังเพียงพอไปคัดง้างกับอีก 250 เสียงของ สว.

อีกด้านหนึ่งการจะให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก มาร่วมจับมือด้วยก็เป็นไปได้ยาก เพราะบางพรรคก็เริ่มประกาศตัวสนับสนุน คสช.ล่วงหน้าไปแล้ว

สุดท้าย ทางเลือกที่พรรคใหญ่จะไปจับกับฝั่ง คสช. จึงอาจจะเป็นไปได้มากกว่ามาจับมือกันเอง ยิ่งด้วยกลไกที่วางไว้รองรับรัฐบาลที่จะมาในอนาคต ทั้งคณะกรรมการปฏิรูป คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้วยแล้ว คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคการเมืองจะเดินหน้าทำงานไปตามแนวนโยบายที่ตัวเองมุ่งหวัง

ดังนั้น ถึงแม้สถานการณ์เวลานี้จะบีบให้พรรคใหญ่ต้องจับมือกัน ​​หากหวังจะสู้กับ คสช. ในอนาคต แต่ในทางปฏิบัติแล้วทางเลือกนี้ยากจะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง

 

บิ๊กตู่ล่องใต้ โกยคะแนนนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/527474

บิ๊กตู่ล่องใต้ โกยคะแนนนิยม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ใกล้เข้าโค้งสุดท้ายของการดำรงอยู่ในอำนาจของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังใกล้ลงหลังเสือเข้ามาทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดปลายเทอมรัฐบาลย่อมต้องรีบโกยคะแนนนิยมจากประชาชนให้มากที่สุดก่อนลงจากตำแหน่ง โดยเฉพาะตัว “บิ๊กตู่” ยิ่งต้องปั่นกระแสความนิยมในตัวเองให้พุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ยิ่งระยะหลังคะแนนนิยมในตัวรัฐบาล คสช.เริ่มแผ่วลง เพราะรัฐมนตรีบางท่านอาจทำงานไม่เข้าตา โชว์ผลงานไม่โดดเด่น แก้ปัญหาประชาชนไม่ทันท่วงที เลยดึงเรตติ้ง ครม.พลอยร่วงตามไปด้วย ดังนั้น “บิ๊กตู่” จึงต้องสวมบท “ฮีโร่” กู้คะแนนนิยม ด้วยการลงพื้นที่ทวงคะแนนนิยมคืนให้ประชาชนสนับสนุน “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ไม่ว่าจะมาจาก “คนนอก” หรือ “คนใน” คนคนนั้นต้องชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร เป็นเครื่องมือทางการเมืองอันสำคัญนับเป็นไม้เด็ดด้วยซ้ำในการกวาดคะแนนเสียง หรือคะแนนนิยมจากประชาชนได้เร็วที่สุดวิธีการหนึ่ง เพราะยามใดผู้บริหารระดับประเทศลงพื้นที่ย่อมต้องเทกระจาด โครงการและงบประมาณไปมัดใจชาวบ้าน แต่ในยุค คสช.พิเศษกว่ารัฐบาลยุคไหนๆ เพราะ “บิ๊กตู่” เล่นเทงบและโครงการหว่านไปทั่วภูมิภาค จึงกลายเป็นที่มาของการประชุม ครม.สัญจร 6 ภาค

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ประกอบด้วย ภาคเหนือ กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรืออีอีซี และในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งครั้งล่าสุดที่กำลังมาถึงระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย.นี้ จ.สงขลา โดยนายกฯ มีกำหนดการลงพื้นที่ติดตามงานด้านความมั่นคงและพัฒนาที่กองพลทหารราบที่ 15 ที่ จ.ปัตตานี พร้อมจะพบปะกับผู้ว่าราชการจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ ผู้แทน ภาคเอกชน และผู้นำท้องถิ่น และประชุม ครม.ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา

แน่นอนการประชุม ครม.ที่ปักษ์ใต้คราวนี้รัฐบาล คสช.ย่อมยาหอมสารพัดงบประมาณและโครงการมหาศาลให้ท่วมปลายด้ามขวาน เพราะครั้งประชุม ครม.สัญจรที่ จ.นครราชสีมา วันที่ 21-22 ส.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลเทงบไปกว่าหลายหมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาชุบภาคอีสานให้มีระบบขนส่งมวลชนอันทันสมัย จัดระบบการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ขณะที่ประชุม ครม.สัญจรที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ย.ที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” เทงบสนับสนุนเนรมิตให้ภาคกลางกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของประเทศ ด้วยการสนับสนุนยุทธศาสตร์พัฒนาภาคกลางหลายหมื่นล้านบาท เน้นการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเกษตรแปรรูปโดยเฉพาะข้าว

ดังนั้น เมื่อ “บิ๊กตู่” ล่องใต้ย่อมต้องอัดฉีดไม่ให้น้อยหน้ากว่าภาคอื่นๆ คาดว่าการมาคราวนี้รัฐบาลเตรียมเข็นงบและโครงการเกือบแสนล้านบาทเลยทีเดียว เพราะภาคใต้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและอาหารทะเลทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย สร้างเม็ดเงินและรายได้เข้าประเทศมหาศาล ยิ่งเกษตรอุตสาหกรรมทั้งยางพาราและปาล์มเป็นรายได้หลักของคนปักษ์ใต้

ที่สำคัญภาคใต้เป็นภูมิภาคที่เหมาะเป็นแบตเตอรี่ประเทศ ทั้งก๊าซ น้ำมัน และถ่านหิน และการขนส่งทางทะเลก็ลงตัวเหมาะสมสร้างท่าเรือ

ตามโพลสำนักดังๆ ต่างประเมินว่าภาคใต้เป็นภาคที่เชียร์ “บิ๊กตู่” ให้อยู่ต่อมากที่สุดภาคหนึ่ง ประเมินจากคะแนนนิยมที่มีการสำรวจกับฐานการเมืองเก่าของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในคราบของคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต สส.ปชป. จ.สุราษฎร์ธานี ที่ประกาศมาตลอดว่าหนุน “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี คนต่อไปหลังมีการเลือกตั้งปี 2561 เพื่อให้ “บิ๊กตู่” สานต่อการปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน บวกกับวางยุทธศาสตร์ชาติได้สำเร็จ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คะแนนนิยม “บิ๊กตู่” ในภาคใต้ยังเหนียวแน่น

แต่อย่าลืมว่าปักษ์ใต้มีจุดอ่อน 3 เรื่องสำคัญ ที่บั่นทอนความนิยมต่อตัวรัฐบาลมาโดยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ 1.ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ยางพาราและปาล์ม เพราะรายได้หรือความเป็นอยู่ของชาวใต้กว่า 80% จะดี หรือเลวลงขึ้นอยู่กับราคายางและปาล์ม 2.ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ที่ผ่านมาตั้งแต่ปฏิวัติรัฐประหารปี 2557 รัฐบาล คสช.ใช้กลไกทหารเข้าควบคุมโครงสร้างการทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบ แต่ความรุนแรงยังไม่มอดไหม้ไปเสียที สันติสุขยังไม่บังเกิด คนไทยพุทธและมุสลิม ยังใช้ชีวิตอย่างหวาดผวา

และ 3.ความขัดแย้งโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงาน โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่คัดค้านไม่ยอมรับการก่อสร้างท่าเรือและโรงไฟฟ้าถ่านหิน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำลายรายได้การท่องเที่ยวทางทะเล ยิ่งรัฐบาล “บิ๊กตู่” ไม่ชัดเจน

ด้านยุทธศาสตร์ภาคใต้ควรจะเป็นแหล่งพลังงาน หรือท่องเที่ยวกันแน่ จึงทำให้ความขัดแย้งบานปลายจนทุกวันนี้

ถึงอย่างไร “บิ๊กตู่” มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งตะลุยลงพื้นที่โกยคะแนนกันหน้าตั้ง เพราะเวลาเหลืออีกราวปีกว่า เป็นช่วงเวลาที่ต้องเก็บเกี่ยว กอบโกยคะแนนนิยมให้ได้มากที่สุด เพื่อตุนไว้หล่อเลี้ยงกระแสนิยมให้นานๆ รอเวลาจนถึงการเลือกตั้ง ส่วนกติกาในรัฐธรรมนูญจะล็อกไว้อย่างไรก็สุดแล้วแต่ “คนใน” หรือ “คนนอก” จะเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ถ้าเรตติ้ง “บิ๊กตู่” ณ นาทีนี้ยังดีวันดีคืนไปจนถึงวันเลือกตั้ง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไป จะหนีหายไปไหนถ้าไม่ใช่ “บิ๊กตู่”

 

ปฏิรูป ความหวังที่เลือนราง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/527017

ปฏิรูป ความหวังที่เลือนราง

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทาง “ปฏิรูป” ​กำลังเดินหน้าต่อเนื่องอีกรอบตามกรอบที่กำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุด​หลังแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้าน ประกอบด้วยด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข สื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ สังคม และด้านอื่น

กรอบเวลา 7 เดือนเริ่มต้นนับถอยหลัง ไล่มาตั้งแต่ให้ที่ประชุมร่วมกันของประธานกรรมการปฏิรูปทุกคณะกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดทําร่างแผนการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูป

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จากนั้น ให้คณะกรรมการปฏิรูปจัดทําร่างแผนการปฏิรูปประเทศในด้านที่รับผิดชอบให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน และให้ที่ประชุมร่วมพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 30 วัน

หลังจาก​คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณาความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทแล้วจะส่งเรื่องไปยัง ครม. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 30 วัน เพื่อนำไปจัดทําแผนการปฏิรูปประเทศ

ระหว่างนี้จึงเริ่มปรากฏเห็นกรรมการปฏิรูปบางคณะขยับและมีการออกมาเปิดเผยเค้าโครงข้อเสนอต่อสาธารณะให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อีกหลายคณะยังไม่ปรากฏความเคลื่อนไหว ​

กลายเป็นข้อกังขาที่ห่วงว่าความพยายามปฏิรูปในโค้งสุดท้ายอาจเป็นเพียงความหวังที่เลือนราง ยากจะนำไปสู่การปฏิบัติดังที่คาดหวังได้จริง

ชวนให้นึกย้อนถึง 3 ปีที่ผ่านมา หลังการรัฐประหาร เส้นทางการปฏิรูปยังไม่อาจสร้างความชัดเจน มีผลงานที่จับต้องได้ชัดเจน เป็นรูปธรรมอย่างที่สังคมคาดหวัง

ไม่ว่าจะเป็นการทำงานตั้งแต่ในช่วงสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จนส่งไม้ต่อมายังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีผลงานเพียงแค่รายงานผลสรุปการศึกษาข้อเสนอแนะ ที่ส่งถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ไม่ถูกหยิบยกไปสู่การปฏิบัติ

จนเป็นห่วงว่าขั้นตอนในส่วนของคณะกรรมการปฏิรูป และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้น สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่ออกมาอาจไม่ต่างจากการทำงานในชั้น สปท.และ สปช.

ส่องดูความคืบหน้าของคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละชุด อย่างคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) หลังจากที่ทำงานมาได้พักใหญ่ สิ่งที่ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นเรื่องการถ่ายโอนภารกิจทั้ง 5 กลุ่ม ออกไปจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้ง 1.ภารกิจด้านการจราจรที่โอนให้กับ กทม. เทศบาลนครต่างๆ และเมืองพัทยา ภายในกำหนดเวลา 3 ปี 2.ภารกิจด้านการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวง ขนส่ง ไปอยู่กับกระทรวงคมนาคม 3.ภารกิจด้านการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดที่เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ โอนให้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา

4.ภารกิจด้านการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดบนขบวนรถไฟหรือตำรวจรถไฟ และภารกิจด้านการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี ​ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ 5.ภารกิจตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียดของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.ร.)

โดยมีกรอบที่จะหารือกันในรายละเอียดวันที่ 1 ก.พ. 2561 เพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้เสร็จสมบูรณ์และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ 3 ม.ย. 2561

ส่วนคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่ถือเป็นอีกประเด็นสำคัญนั้นเวลานี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิรูปการเมือง 5 ปี ​​ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอต่อประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะ ในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้

ระหว่างนี้เป็นการเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองมารับฟังความคิดเห็น​ ซึ่งแน่นอนว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นชอบกับหลักการในภาพรวมสนับสนุนกับการปฏิรูป รวมทั้งพร้อมจะสลายความขัดแย้งสร้างความปรองดองตามเป้าหมาย

ทว่า ในรายละเอียดของการดำเนินการว่าจะเดินต่อไปอย่างไรนั้น ขณะนี้ยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกันในหลายส่วนไล่มาตั้งแต่ระบบการเลือกตั้ง กฎระเบียบ ที่ถูกมองว่าสร้างความอ่อนแอให้กับพรรคการเมือง มากกว่าจะสร้างความเข้มแข็งเพื่อเป็นรากฐานที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย

​​ยังไม่รวมถึงการปฏิรูปการศึกษา ที่แม้จะเริ่มต้นเดินหน้าไปแล้ว แต่ในรายละเอียดยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง หรือทิศทางการปฏิรูปว่าจะเดินหน้าไปทางไหน อย่างไร

แน่นอนว่าเรื่องปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่เรื่องง่ายหรือสามารถเห็นผลได้รวดเร็วทันใจ แต่ที่ผ่านมาการขยับในเรื่องนี้ยังไร้ความชัดเจน จนเหมือนไม่เห็นการเดินหน้าในช่วงที่ผ่านมา

คล้ายกับปฏิรูปสาธารณสุข ที่เป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมคาดหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่จนถึงวันนี้หลายปัญหาที่เป็นอยู่ยังคิดเห็นไม่ตรงกัน ทิศทางการแก้ไขยังเห็นต่าง

​สัญญาณทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้เป็นห่วงว่าการรัฐประหารครั้งนี้จะเสียของหรือไม่

 

สนช.อุ้มศาลรธน.อยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/526928

สนช.อุ้มศาลรธน.อยู่ยาว

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 188 คะแนน เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ตามขั้นตอน สนช.จะส่งร่างกฎหมายให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาว่าจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่ายหรือไม่ต่อไป

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 9 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี ประกอบด้วย

1.ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาที่ได้รับคัดเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 3 คน

2.ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดจำนวน 2 คน

3.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ในตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัย จำนวน 1 คน

4.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ในตำแหน่งศาตราจารย์ จำนวน 1 คน

5.ผู้ทรงคุณวุฒิที่รับหรือเคย รับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบหรือไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุด จำนวน 2 คน

สำหรับประเด็นที่มีการอภิปรายมากที่สุด คือ มาตรา 69/1 และมาตรา 71/1 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญของ สนช.ที่มี “สมคิด เลิศไพฑูรย์” สมาชิก สนช.เป็นประธาน ได้เพิ่มเติมขึ้นมาในภายหลังจากเดิมที่ กรธ.ในฐานะผู้เสนอร่างกฎหมายไม่ได้มีการบัญญัติมาตราดังกล่าวเอาไว้

มาตรา 69/1 เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีมาตรการหรือวิธีการใดๆ เป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยและออก คำสั่งไปยังหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างร้ายแรง ที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาวภายหลัง หรือเพื่อป้องกันความรุนแรงอันใกล้จะถึง

ส่วนมาตรา 71/1 มีหลักการว่าภายใต้บังคับแห่งรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหากมีความจำเป็นจะต้องบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัย ให้ศาลมีอำนาจกำหนดคำบังคับให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลเอาไว้ในคำวินิจฉัยนั้น โดยศาลอาจกำหนดให้มีผลไปในอนาคตขณะใดขณะหนึ่งหลังวันอ่านคำวินิจฉัย ตามความจำเป็นหรือสมควรตามความเป็นธรรมแห่งกรณี

ในกรณีนี้ตัวแทนจาก กรธ.นำโดย “อุดม รัฐอมฤต” ได้อภิปรายคัดค้านว่า การให้ศาลมีอำนาจออกคำบังคับหรือมาตรการชั่วคราวตามมาตรา 69/1 และ มาตรา 71/1 ยังคงเป็นประเด็นที่ทำให้อาจก่อให้เกิดวิกฤตทางการเมืองได้

“เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยที่เป็นการกระทำ ต่อองค์กรที่ใช้อำนาจสูงสุดของรัฐ ผล คือ ถ้าองค์กรเหล่านั้นจำเป็นต้องมี คำบังคับหรือวิธีการหรือมาตรการชั่วคราวแล้ว เท่ากับว่าถ้าเขาไม่ทำจะเกิดผล อะไรในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นประเด็นที่ กรธ.ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยมีความเห็นว่าการคงไว้ซึ่งมาตรา 69/1 หรือมาตรา 71/1 ก็ดี เท่ากับว่าคำวินิจฉัยของศาลจำเป็นต้องมีมาตรการ ดังนั้น กรธ.เห็นว่าการคงไว้ซึ่งมาตราดังกล่าวจะเป็นปัญหาในกระบวนการการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ” อุดม กล่าว

ที่สุดแล้วในมาตรา 69/1 ที่ประชุม สนช.มีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 194 ต่อ 5 คะแนน เช่นเดียวกับ มาตรา 71/1 ที่ประชุมได้มีมติเสียงข้างมาก 194 ต่อ 5 คะแนน ให้ความเห็นชอบเช่นกัน

นอกเหนือไปจากบทบัญญัติมาตรา 69/1 และมาตรา 71/1 ปรากฏว่าที่ ประชุม สนช.ยังได้ใช้เวลาในการอภิปราย มาตรา 76 และ มาตรา 77 ที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันจำนวน 9 คนด้วย

โดยคณะ กมธ.วิสามัญฯ แก้ไขให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 4 คนที่ยังมีวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่สามารถดำรงตำแหน่งไปได้จนกว่าจะครบวาระ ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 คนที่พ้นตำแหน่งไปแล้วแต่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้นจะอยู่ในตำแหน่งจนถึงมีการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการประชุมได้มีการแก้ไขเนื้อหาของมาตราดังกล่าวอีกครั้ง โดยกำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 4 คนอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนครบวาระการดำรงตำแหน่ง ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 5 คน อยู่ในตำแหน่งจนมีการประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อให้มีประธานสภาผู้แทนราษฎรและ เลือกตั้ง สส.และสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีประธานสภาและผู้นำฝ่ายค้านในสภามาทำหน้าที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ด้าน “สุพจน์ ไข่มุกด์” กรรมการ กรธ.และอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อภิปรายท้วงติงการแก้ไขของ คณะ กมธ.วิสามัญฯ ว่า “การที่บอกว่าให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ไปจนถึงการประชุมรัฐสภาจะเกิดความสง่างามเพราะมีประธานสภาและผู้นำฝ่ายค้าน แต่ความสง่างามจะเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อปัจจุบันตุลาการ 5 ท่านที่หมดวาระไปแล้วปฏิบัติหน้าที่ต่อไปภายใต้คำสั่ง คสช.ฉบับที่ 24/2560 ถ้าท่านพูดถึงเรื่องสง่างาม ผมคิดว่าถ้ามีการสรรหาหรือคัดเลือกในทันที ท่านจะได้ตุลาการชุดใหม่ที่มีความสง่างามมากกว่า”

“ปัจจุบันท่านปฏิบัติหน้าที่ครบ 9 ปีแล้ว จะให้ปฏิบัติหน้าที่จนถึงปีที่ 11 ปีที่ 12 ปีที่ 13 ต่อไป ผมว่าความสง่างามจะไม่เกิดขึ้น” สุพจน์ กล่าว

จากนั้นที่ประชุม สนช.มีมติเสียงข้างมาก 187 ต่อ 5 คะแนนเห็นชอบมาตรา 76 และมีมติเสียงข้างมาก 193 ต่อ 3 เห็นชอบมาตรา 77

 

รื้อ 2 คดี ทักษิณ ขึงพืดเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:22 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/526802

รื้อ 2 คดี ทักษิณ ขึงพืดเพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกจับตา เมื่ออัยการสูงสุด (อสส.) มีมติรื้อ 2 คดี ของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมาพิจารณาโดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าสอดรับกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 28 ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้

สืบเนื่องจากพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ และพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

1.คดีออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือและดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่ง อสส.เป็นโจทก์ฟ้องทักษิณในข้อหาเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการ หรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้นเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

2.คดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร ซึ่ง อสส.เป็นโจทก์ฟ้องทักษิณ จำเลยที่ 1 กับพวก รวม 27 คน ​ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือโดยมิชอบ เป็นกรรมการผู้จัดการหรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของธนาคารกรุงไทย ร่วมกันกระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของธนาคารกรุงไทยและประชาชน

ทั้งนี้ ทาง อสส.มีมติยกเลิกคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวของทั้งสองคดีก่อนหน้านี้ พร้อมมีคำสั่งให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษและพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตได้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเรียบร้อยแล้ว

แน่นอนว่าตามขั้นตอนแล้วถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสมกับการดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ด้วยการรื้อ 2 คดีนี้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง แต่อีกด้านหนึ่งได้เกิดคำถามตามมาว่าการขยับของ อสส.อย่างรวดเร็วนี้มีการรับสัญญาณจากไหนหรือไม่

ดังจะเห็นจากการขยับของ อสส.ที่รวดเร็วฉับไว หลังจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้ไปเมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

สอดรับกับท่าทีของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อ สมชาย แสวงการ อดีตโฆษกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวออกมาชี้เป้าว่า ขณะนี้มีคดีของทักษิณ 4 คดี ที่ถูกแช่แข็งและอยู่ในข่ายพิจารณาคดีลับหลังตามกฎหมายใหม่

จากนี้จึงต้องรอดูว่าอีก 2 คดีที่เหลือทั้งคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้รัฐบาลเมียนมาวงเงิน 4,000 ล้านบาท และคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) จะมีการรื้อขึ้นมาพิจารณาเร็วๆ นี้หรือไม่

การหยิบยกคดีของอดีตนายกฯ ขึ้นมาพิจารณาลับหลัง อีกด้านจึงถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณกดดันไม่ให้ขั้วการเมืองเก่าออกมาเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญนับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

คล้ายกับที่เคยใช้เรื่องคดีที่ติดตัวของบรรดาแกนนำ กลุ่มเคลื่อนไหวทั้งหลายมาสกัดไม่ให้กลุ่มดังกล่าวออกมา ก่อกวนสร้างความปั่นป่วนให้กับ คสช.ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ทางด้าน วิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพออกมาเปรียบเทียบความรวดเร็วของการพิจารณาคดีนี้กับคดีของ กปปส. ที่ผ่านมา 3 ปี 4 เดือน นับจากส่งฟ้องผู้ต้องหาชุดแรก เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2557 แต่คดียังไม่คืบหน้า

ไม่เพียงแต่คดีของอดีตนายกฯ แต่ยังรวมไปถึงคดีของ พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีหมายเรียกให้มารับทราบข้อหาร่วมกันฟอกเงิน กรณีผู้บริหารธนาคารกรุงไทยอนุมัติเงินกู้บริษัท กฤษดามหานคร

รวมทั้งอีกหลายๆ คดี ทั้งที่เกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาลเพื่อไทยที่จ่อคิวรอการพิจารณา ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้บรรดาอดีต สส. ตลอดจนสมาชิกพรรคเพื่อไทยต้องคิดหนักกับการจะออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ในช่วงนับจากนี้

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ เร่งปลดล็อกคำสั่งเปิดให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวเตรียมตัวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง

การขึงพืดเพื่อไทยจึงอาจเป็นอีกหนึ่งในมาตรการสกัดการเคลื่อนไหว แม้จะสุ่มเสี่ยงเกิดแรงกดดันที่อัดแน่นจนปะทุออกมาในอนาคตก็ตาม

 

ยิ่งอุ้มยิ่งเสื่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/526541

ยิ่งอุ้มยิ่งเสื่อม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชัดเจนแล้วว่าสัดส่วน “ครม.ประยุทธ์ 5” รอบนี้มี “ทหาร” ออกมากกว่าเข้า

จากคำชี้แจงล่าสุดของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่พยายามแบ่งรับแบ่งสู้ว่าไม่เคยคิดถึงสัดส่วน ก่อนตบท้ายว่า “ทำไมรังเกียจทหารนักหรืออย่างไร”

“ส่วนตัวคิดว่าตั้งใครไปก็อาจจะมีคนที่พอใจและไม่พอใจ แต่สิ่งที่ทำคิดว่าทุกคนต้องการ แต่เอาเป็นว่าต่อจากนี้ไปผมจะปราบทุจริตให้มากที่สุด เจ้าหน้าที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง วางพื้นฐานประเทศให้ได้ อะไรที่เริ่มต้น ได้ก็ต้องเริ่มต้น และผมจะมอบนโยบายให้ไปสร้างการรับรู้ใหม่”

ทว่า ในความเป็นจริง “เป้าใหญ่” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงาน และเข้าไปเกี่ยวพันกับเรื่องร้อนในหลายประเด็นก็ยังไม่ถูกปรับพ้นเก้าอี้อย่างที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้อง

ยิ่งตอกย้ำข้อกังขาเรื่องเห็น แก่พวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม

ก่อนหน้านี้ในช่วงฝุ่นยังไม่หายตลบ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมายืนยันว่า 2 พี่น้อง บูรพาพยัคฆ์ ทั้ง บิ๊กป้อม- วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ บิ๊กป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ยังอยู่ในตำแหน่งเหมือนเดิมไม่ได้ถูกปรับ ตามกระแสเรียกร้อง

แม้หลายฝ่ายจะตั้งความหวังว่า ครม.ประยุทธ์ 5 จะถือเป็นการจัดทัพปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ ด้วยการดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ตรงสายงานที่รับผิดชอบ มารับหน้าที่รัฐมนตรีในกระทรวงหลักๆ ทดแทน “บิ๊กทหาร” ที่นั่งบัญชาการอยู่ก่อนหน้านี้

เมื่อสถานการณ์ในปัจจุบันหลังรัฐบาล คสช.บริหารงานมา 3 ปีกว่า ผลงานที่หลายฝ่ายเคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกลับยังไม่เป็นไปตามเป้า โดยเฉพาะเรื่อง “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง”

ซ้ำเติมด้วยปัญหาเศรษฐกิจทั้งภาพใหญ่ ไล่มาจนถึงปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ ที่พุ่งสูงขึ้น สวนทางกับราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำจนชาวนา ชาวสวน ตั้งท่าออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวหลายรอบ

แต่การปรับ ครม.หลายครั้งที่ผ่านมา “รัฐมนตรี” ที่คิดว่าควรจะถูกปรับออก เพื่อหาคนเข้ามาทำหน้าที่แทนกลับไม่ถูกปรับออก มากที่สุดก็แค่ โยกย้ายสลับสับเปลี่ยนเก้าอี้กันเอง

ท่ามกลางเหตุผลที่ชวนให้คิดว่าเป็นเพราะสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จนไม่อาจตัดกันขาด จำต้องรักษาสัมพันธ์ให้อยู่จนจบโรดแมปที่วางไว้

เพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม หรือรอยร้าวที่จะบานปลายไปสู่ปัญหารุนแรงในอนาคตที่ยากเกินจะควบคุม

ยิ่งในวันที่ “พันธมิตร” ที่เคยสนับสนุนเริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ การผลักมิตรไปเป็นศัตรูย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญก่อนการก้าวลงจากอำนาจเปิดให้มีการเลือกตั้ง

แต่แน่นอนว่า “ทางเลือก” นี้ย่อมนำมาสู่แรงกดดันที่รุมเร้า พล.อ.ประยุทธ์ ในวันที่คะแนนนิยมกำลังลดน้อยถอยลงจากเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยข้อครหาการอุ้มพวกพ้องมากกว่าการพิจารณาตามความ เหมาะสม

เริ่มตั้งแต่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เป็นเป้าถูกเพ่งเล็ง แถมผลโพลยังระบุให้เป็นกระทรวงที่ควรจะมีการปรับ ครม.มากที่สุด สอดรับกับสถานการณ์ราคาพืชผลการเกษตรที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง

แม้อีกด้านจะมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งออกมาให้กำลังใจเรียกร้องไม่ให้มีการปรับ พล.อ.ฉัตรชัย ก็ตาม

แต่สุดท้าย ด้วยสัมพันธ์อัน แนบแน่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ เชื่อว่า พล.อ.ฉัตรชัย ยังจะคงนั่งเป็นรัฐมนตรีอยู่ใน ครม.ประยุทธ์ 5 แม้อาจจะมีสลับสับเปลี่ยนที่นั่งเท่านั้น ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้เมื่อครั้งนั่งเป็น รมว.พาณิชย์ ที่เคยใช้สูตรนี้เพื่อลดแรงกดดัน

ทั้งที่สองกระทรวงนี้ถือเป็น กระทรวงสำคัญทางเศรษฐกิจ ที่ส่ง ผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ควรจะมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถตรงสายงานมาดูแลรับผิดชอบเพื่อ ให้งานทุกอย่างเดินหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ถัดมาที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่นับเป็นพี่น้องที่แนบแน่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้สามารถรั้งเก้าอี้สำคัญเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยเข้าไปพัวพันกับเรื่องร้องเรียนอยู่ไม่น้อย ทั้งกรณี ครม.อนุมัติ ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดหาเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา จำนวน 849 เครื่อง เป็นเงิน 573 ล้านบาท ซึ่งถูกมองว่าใช้งบประมาณกลางที่ผิดวินัยการเงิน การคลัง และวิธีการงบประมาณ

หลังกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.อนุพงษ์ ได้ให้ทาง ปภ.ไปพิจารณาและทบทวนถึงความจำเป็นในการจัดซื้อ รวมถึงชี้แจงต่อสาธารณชนถึงเหตุผลการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแล้ว

รวมทั้งกรณีที่ก่อนหน้านี้ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.อนุพงษ์ กรณีอนุมัติให้บริษัทเอกชนที่มีทายาทของบริษัท กระทิงแดง เป็นผู้บริหารให้เข้าไปใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะ ชุมชนโคกห้วยเม็ก จ.ขอนแก่น

ทั้งหมดล้วนแต่ปรากฏสัญญาณการปกป้องพวกพ้อง ซึ่งสุดท้ายย่อมวนกลับมาเป็นแรงกดดันฉุดความเชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ n