สูตรคำนวณสส. ปูทาง ‘ซูเปอร์รัฐบาลผสม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/526348

สูตรคำนวณสส. ปูทาง ‘ซูเปอร์รัฐบาลผสม’

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในสัปดาห์หน้าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. ให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเป็นร่างกฎหมายลูกสองฉบับที่ กรธ.จะส่งให้กับ สนช.

จากนั้น กรธ.จะเสร็จสิ้นภารกิจอย่างเป็นทางการ โดยเหลือเพียงแค่การทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญร่วมกับ สนช.ในการพิจารณาร่างกฎหมายในรายละเอียด และจะยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งและมีรัฐสภาชุดใหม่

ภาพรวมในงานของ กรธ.นั้น ถือว่ามีเสียงชื่นชมและเสียงท้วงติง โดยเฉพาะการออกแบบเลือกตั้ง สส.ด้วยการใช้ระบบที่ไม่ค่อยคุ้นหู คนไทยมากนักว่า “ระบบจัดสรร ปันส่วนผสม”

ระบบการเลือกตั้งที่ว่านี้มีหลักสำคัญอยู่ที่การให้ทุกคะแนนของประชาชนที่ลงให้กับพรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองมีความหมาย ไม่เหมือนกับระบบการเลือกตั้งแบบเดิมที่คะแนนของผู้แพ้จะถูกทิ้งทันที แต่ระบบของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. จะเปิดโอกาสให้นำคะแนนของผู้สมัคร สส.ในเขตเลือกตั้งนั้นมาคำนวณเพื่อหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองดังกล่าวด้วย

เรียกได้ว่า ไม่มีคะแนนของใครถูกทิ้งลงแม่น้ำ

ที่สำคัญล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิ่งได้เปิดวิธีคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อไว้อย่างน่าสนใจ

1.นำคะแนนเฉพาะของพรรคที่ส่งแบบบัญชีรายชื่อเท่านั้นมาใช้ในการคำนวณ พรรคใดที่ไม่ส่ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อจะไม่นำมาคำนวณหาคะแนน สส.ระบบบัญชีรายชื่อ

2.นำผลรวมคะแนนของทุกพรรคการเมืองมาหารด้วย 500 ซึ่งเป็นจำนวน สส.ทั้งหมดเพื่อให้ค่าเฉลี่ยต่อ สส. 1 คน

3.จะเป็นการหาจำนวน สส.ที่แต่ละพรรคจะพึงมี โดยนำค่าเฉลี่ยต่อ สส. 1 คน ไปหารคะแนนของพรรคการเมืองแต่ละพรรค จะทำให้ได้จำนวน สส.ที่แต่ละพรรคจะได้

ยกตัวอย่าง คะแนนรวมทั้งประเทศมีทั้งสิ้น 29,571,126 คะแนน นำตัวเลข 500 มาหารจะได้คะแนนเฉลี่ยต่อ สส. 1 คน จำนวน 59,142 คะแนน จากนั้นจะเป็นหาจำนวน สส.ที่พึงมีของพรรคการเมืองนั้น

สมมติ พรรค ก. ได้คะแนนรวมทั้งประเทศ 13,132,563 คะแนน ก็นำตัวเลข 59,142 คะแนนมาหาร พอหารออกมาได้ประมาณ 222 ซึ่งเป็นจำนวน สส.ที่แต่ละพรรคจะพึงมี ถ้าพรรค ก.ได้ สส.แบบแบ่งเขต 187 คน ก็จะได้ สส.ระบบบัญชีรายชื่ออีก 35 คน ครบจำนวน 222 คน

นอกจากนี้ กกต.ยังยอมรับด้วยว่าระบบการเลือกตั้ง สส.และคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อเช่นนี้ มีความเป็นไปได้ยากที่จะมีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากเกิน 50%

“ก็คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะในการนำคะแนนของ สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้คำนวณจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ จะทำให้เขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวนเฉลี่ยประมาณ 1.8 แสนคน ดังนั้น การที่จะมีพรรคการเมืองใดได้คะแนนโดดไปถึง 250 ที่นั่ง ก็คงเป็นเรื่องที่ยาก” สง่า ทาทอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ สำนักงาน กกต. ระบุ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบนี้นับว่าทำให้พรรคการเมืองไม่มีความสุขมากนัก เพราะถูกกดดันจากกติกาแบบรอบทิศทาง

เริ่มตั้งแต่ระบบเลือกตั้ง สส.ที่ไม่เอื้อให้พรรคการเมืองที่จะได้ สส.เกิน 250 ที่นั่ง อีกทั้งการเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อตั้งรัฐบาลในอนาคตก็ต้องไปหวังพึ่งเสียงจากวุฒิสภาอีกตามที่บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดเอาไว้

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเลือกตั้งครั้งหน้ารัฐสภา ซึ่งหมายถึงทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะร่วมกันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี โดยวุฒิสภาชุดหน้าจะมาจากการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำนวน 250 คน

เท่ากับว่าใครจะเป็นนายกฯ จำเป็นต้องได้เสียงสนับสนุนจากรัฐสภาเกิน 375 เสียง

ในอดีตมีเพียงพรรคไทยรักไทยเพียงพรรคเดียวที่เคยได้เสียงเกิน 370 เสียง โดยในการเลือกตั้งในปี 2548 พรรคไทยรักไทยได้ สส.ไปถึง 377 คน

ครั้งนั้นทั้งกติกา กระแสความ นิยม ต่างช่วยผลักดันให้พรรคไทยรักไทยสามารถสร้างปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้นมาได้ แต่ปัจจุบันกลับ ไม่เป็นเช่นนั้น

พรรคการเมืองกำลังมีปัญหาเรื่องต้นทุนทางสังคมการเมืองที่ตกต่ำอย่างรุนแรง เพราะเป็นสาเหตุที่เปิดประตูให้เกิดการรัฐประหาร และนำมาซึ่งการจัดทำกฎหมายที่คุมเข้มนักการเมืองและพรรคการเมืองเสมือนเป็นเงาตามด้วย เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองมีขนาดใหญ่เกินไป

ด้วยเหตุนี้เอง จึงแทบฟันธงได้เลยว่าการเลือกตั้งในปี 2561 พรรคเสียงข้างมากจะได้ สส.ไม่เกิน 200 คน ทำให้พรรคการเมืองต้องไปหวังพึ่งคะแนนของ สว.โดยปริยาย นอกเหนือไปจากต้องขอเสียงจากพรรคการเมืองในสภาด้วย

วุฒิสภาซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจะเข้ามามีส่วนในการดูตัวผู้ชิงเก้าอี้นายกฯ ตั้งแต่ห้วจรดเท้า หากไม่พอใจก็เป็นไปได้ที่ สว.จะไม่ยกมือให้ และจะนำมาซึ่งสถานการณ์ในลักษณะที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ทั้งๆ ที่ประชาชนได้เลือกตั้งมาแล้ว

ดังนั้น ด้วยระบบเลือกตั้ง สส.และกติกาในรัฐธรรมนูญ จะมีผลให้รัฐบาลในอนาคตจะเป็นรัฐบาลที่ไม่เพียงแต่ผสมกับพรรคการเมืองด้วยกันเท่านั้น แต่จะมีลักษณะรัฐบาลที่มีส่วนผสมของวุฒิสภาไปด้วย

แทบไม่ต้องทำนายเลยว่ารัฐบาลชุดแรกที่มาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะมีเสถียรภาพไปได้สักกี่น้ำ

ประยุทธ์-ประวิตร สัมพันธ์ตัดกันไม่ขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/526214

ประยุทธ์-ประวิตร สัมพันธ์ตัดกันไม่ขาด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตัดไม่ตายขายไม่ขาด สำหรับความสัมพันธ์ของ 3 ป.​แห่งบูรพาพยัคฆ์ ไล่มาตั้งแต่ ป.ป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ ป.ป๊อก พล.อ.อนุพงษ์​ เผ่าจินดา พี่รอง และ ป. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เมื่อล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนว่าการปรับ ครม.ประยุทธ์ 5 ทั้งบิ๊กป้อมและบิ๊กป๊อกยังอยู่ในตำแหน่งทั้งคู่

ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมให้ใช้โอกาสนี้ ปรับใหญ่ ครม.ดึงเอาคนที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตรงสายงานมานั่งเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญ ทดแทนบรรดา “บิ๊กทหาร” ในรัฐบาล

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เพื่อใช้โอกาสในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ฟื้นความเชื่อมั่น และเพิ่มคะแนนนิยมให้กลับคืนมา

ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมาการปรับ ครม. 4 ครั้งก่อนหน้านี้ แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานในหลายกระทรวงสำคัญ แต่สุดท้ายกลุ่มนายทหารคนสนิทของ คสช.​ก็ไม่ได้ถูกปรับออก เพียงแค่โยกย้ายสลับสับเปลี่ยนเก้าอี้เท่านั้น

ทว่า รอบนี้กระแสกดดันรุนแรงจน พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อาจนิ่งนอนใจปล่อยให้เป็นเช่นเดิม

ส่งผลให้ความสัมพันธ์อันระหองระแหงก่อนหน้านี้ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ​.ประวิตร กลับมาคุกรุ่นอีกรอบ จนถึงขั้นมีข่าว พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมปรับ พล.อ.ประวิตร พ้น ครม. ประยุทธ์​ 5

ถึงขั้นที่ พล.อ.ประวิตร ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “ผมไม่รู้ตัวเองเลย ยังไม่รู้เลยว่าจะได้อยู่หรือเปล่า…ก็แล้วเเต่ท่านนายกฯ สิ”

ที่สำคัญรอยร้าวระหว่างพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ แต่ปรากฏอาการความระหองระแหงให้เห็นมาตลอดและมีแนวโน้มหนักขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งเรื่องการแต่งตั้งทำโผโยกย้ายแต่ละรอบ ซึ่งจะเห็นความไม่ลงรอยของทั้งคู่ จนเกิดแรงกระเพื่อมเป็นระลอก ซึ่งสุดท้ายก็สามารถหาทางออกที่ลงตัวด้วยกันทั้งสองฝ่ายได้

ทว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการคลี่คลายมีแต่หมักหมมและสะสมรวมกับเรื่องอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมา

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเด็นเรื่องแนวคิด เซตซีโร่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก่อนหน้านี้ในช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)​ ที่มีความคิดเห็นแตกต่างออกเป็นสองแนวทาง

เมื่อมีกระแสออกมาว่าฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการจะให้เซตซีโร่เหมือนกับองค์กรอิสระอื่นๆ เพื่อ​สร้างบรรทัดฐานให้เกิดขึ้นไม่กลายเป็นปัญหาต่อมาในภายหลัง ขณะที่ฝั่ง พล.อ.ประวิตร ต้องการให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาในช่วงหลังรัฐประหารอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระ

แม้จะสุ่มเสี่ยงกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เพราะ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.

ถือเป็นเป็นมือไม้ที่สนิทสนมกับทาง พล.อ.ประวิตร จนได้มารับตำแหน่งสำคัญนี้

ยังไม่รวมกับกรณีการลาออกของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล จากตำแหน่ง รมว.แรงงาน ​อันเป็นกุญแจสำคัญนำมาสู่การปรับ ครม.ครั้งนี้

ทั้งนี้ พล.อ.ศิริชัย ถือเป็น เด็กในคาถา ของ พล.อ.ประวิตร การลาออกครั้งนี้ จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง

เบื้องหน้าเบื้องหลังและตอกย้ำรอยร้าวระหว่างพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ที่ดูจะไม่มีวันสมาน

ยังไม่รวมกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่ถึงขั้นจะปรับตำแหน่ง พล.อ.ประวิตร เหลือเพียงแค่รองนายกฯ โพย พล.อ.ประยุทธ์ จะมานั่งควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม ด้วยตัวเอง ก่อนที่สุดท้าย นายกฯ จะออกมาปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว

แต่ทั้งหมดล้วนแต่ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแนบแน่นของของพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ ที่ต่อให้มีเรื่องระหองระแหงแค่ไหนก็ไม่อาจตัดกันได้ขาด

ยิ่งในเวลานี้ที่ต้องเริ่มเตรียมปูทางลงจากอำนาจ เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง หากพลาดพลั้งหรือมีแรงกระเพื่อมภายใน คสช.ย่อมไม่เป็นผลดี แถมอาจกระทบไปถึงสิ่งที่พยายามทำมาทั้งหมดต้องเสียหายไปด้วย

อย่าลืมว่าเวลานี้แรงสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆ ที่มีต่อ คสช. เริ่มลดน้อยถอยลงไปจากช่วงหลังรัฐประหารเป็นอย่างมาก หากคนกันเองยังต้องมาแตกคอกันในเวลานี้ย่อมเพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้เส้นทางที่กำลังจะเดินไปข้างหน้ายิ่งมีอุปสรรคมายิ่งขึ้น ​

การรักษามิตรภาพในหมู่พี่น้องและกองทัพให้เป็นเอกภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

สายสัมพันธ์ที่มีมายาวนานตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร จึงเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งไม่ให้พี่น้องต้องมาแตกคอในช่วงนี้ อันอาจเป็นจุดอ่อนเปิดช่องให้ฝั่งตรงข้าม หรือกลุ่มที่ไม่หวังดีอาศัยจังหวะนี้เข้ามาเล่นงาน

ที่สำคัญ ทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ล้วนแต่ร่วมลงเรือลำเดียวกัน เป็นกำลังหลักที่ร่วมกันวางแผนและบทบาทสำคัญในทิศทางการบริหารประเทศมาตั้งแต่ต้น การมาแตกคอในช่วงนี้ย่อมส่งผลทำให้สิ่งที่เริ่มต้นไว้มีปัญหา ไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ

ยังไม่รวมกับกระแสข่าวเรื่องการตั้งพรรคที่เป็นนอมินี คสช.ขึ้นมาเป็นกำลังเสริมหลังการเลือกตั้ง ในวันที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสืบทอดอำนาจดังขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งหมดทำให้ทั้งคู่ไม่อาจตัดขาดจากกันได้

 

จับตา ‘ทหาร-ตำรวจ’ ผงาดคว้าเก้าอี้ กกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/525696

จับตา ‘ทหาร-ตำรวจ’ ผงาดคว้าเก้าอี้ กกต.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้เวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งมากเท่าไหร่นักแต่ปรากฏว่าการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังทวีความเข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ กกต.มีจำนวน 7 คน ดำรงตำแหน่ง 7 ปี โดยการได้มาซึ่ง กกต.ทั้ง 7 คนจะมาด้วยกัน 2 ทาง

ทางที่ 1 คณะกรรมการสรรหาดำเนินการคัดเลือกผู้สมัครจำนวน 5 คน รัฐธรรมนูญบัญญัติคุณสมบัติของ กกต.ที่เป็นสาระสำคัญเอาไว้ว่าต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งใน 7 ประการ ได้แก่ 1.เป็นหรือเคยเป็น อธิบดีหรือเทียบเท่าไม่น้อยกว่า 5 ปี 2.เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่ เป็นส่วนราชการไม่น้อยกว่า 5 ปี 3.เป็นหรือเคยเป็นศาสตราจารย์ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 5 ปี

4.เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองและทำมาต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 20 ปี 5.เป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการบริหาร การเงิน การคลัง การบัญชี ในระดับไม่ต่ำกว่า ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจํากัด ไม่น้อยกว่า 10 ปี

6.เคยดำรงตำแหน่งข้างต้นรวมกันไม่น้อยกว่า 10 ปี และ 7.เป็นผู้ทํางานหรือเคยทํางานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี

ทางที่ 2 ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาลงมติเลือกจำนวน 2 คน ซึ่งต้องเคยดํารงตําแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา หรือตําแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี

แน่นอนว่าความน่าสนใจย่อมอยู่ในส่วนการสรรหา กกต.ของคณะกรรมการสรรหา โดยภายหลังมีการปิดรับสมัครเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มียอดผู้สมัครจำนวน 41 คน ซึ่งเมื่อมีหลายคนที่นับว่า เมื่อยื่นใบสมัครปุ๊บก็มีโอกาสเข้าเส้นชัยปั๊บ

รายแรกต้องยกให้กับ “บิ๊กย้อย” พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา อดีตรอง ผบ.ตร. มีหลายคนมองว่ามีความแนบแน่นกับขั้วอำนาจเก่า แต่เมื่อมาถึงยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปรากฏว่าได้รับตำแหน่งสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำ 5 สาย

บางทีฝันร้ายในอดีตที่เคยพลาดหวังจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติ อาจมาสมหวังกับตำแหน่ง กกต. ไม่เพียงเท่านี้ยังมีการมองกันอีกว่าถ้าผ่านการสรรหาอาจถึงขั้นได้เป็นประธาน กกต.กันเลยทีเดียว

เมื่อมีตำรวจแล้วก็ต้องมีทหาร โดยมีเหล่านายพลหลายคนได้ยื่น ใบสมัคร อาทิ “บิ๊กนะ” พล.อ.อ.มานะ ประสพศรี อดีตเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ เตรียมทหารรุ่นที่ 17 ไม่ใช่แค่มีความรู้ด้านทหารอย่างเดียว เพราะยังมีดีกรีเป็นถึงมหาบัณฑิตสาขารัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ด้วย

หรือจะเป็น “พล.ท.ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ” เตรียมทหารรุ่นที่ 14 ปัจจุบันเป็นกรรมการ กสทช. ที่ผ่านมาเป็นอีก คนหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากครบเครื่องทั้งบุ๋นและบู๊ จบการศึกษาด้านสังคมวิทยาจากประเทศเยอรมนี ที่ว่าบู๊นั้นเพราะครั้งหนึ่งเคยแสดงความคิดเห็นเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองรับผิดชอบต่อการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมมาแล้ว

“พล.ท.ศานิต สร้างสมวงษ์” อดีตหัวหน้าศาลทหารสูงสุด เป็นอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจ เคยผ่านการสมัครกรรมการมาหลายองค์กร

ในกลุ่มนี้ต้องยอมรับว่าแม้จะมีเลือดเป็นทหารและตำรวจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีโอกาสตบเท้า เข้ามาเป็น กกต.ทั้งหมด โดยน่าจะได้ ไม่เกิน 3 ที่นั่ง และสปอตไลต์ต้องจับ ไปที่ พล.ต.อ.วรพงษ์ และ พล.ท.ดร. พีระพงษ์ เป็นหลัก

จากกลุ่มทหารและตำรวจมากันที่กลุ่มพลเรือนกันบ้าง การกลับมาของ “ประชา เตรัตน์” อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นับว่าน่าสนใจพอสมควร เพราะเมื่อไม่นานมานี้บรรดาอดีต กมธ.ยกร่างฯ ชุด “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” หลายคนได้เก้าอี้ในตำแหน่งสำคัญหลายคน ไม่แน่ว่าอาจถึงคิวของอดีตผู้ว่าฯ เมืองชลบุรี รายนี้ก็เป็นไปได้

เช่นเดียวกับ “ธวัชชัย ไทยเขียว” รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ถึงในยุค คสช.จะไม่ได้มีโอกาสทำงานในแม่น้ำ 5 สาย แต่ในฐานะลูกหม้อของกระทรวงยุติธรรมก็สามารถทำงานสร้างผลงาน ให้กับกระทรวงในด้านการให้ความ ช่วยเหลือประชาชนด้านกระบวนการยุติธรรม จนเป็นที่ประทับใจของรัฐมนตรีหลายคนที่ผลัดเวียนกันเข้ามา

นอกเหนือไปจาก “ประชา-ธวัชชัย” แล้วห้ามละสายตาไปจาก “ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์” เลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) และรองประธานมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (PNET) โดย กกต.เว้นว่างสุภาพสตรีเข้ามาทำงานพอสมควร จึงทำให้หลายฝ่ายมองว่าถึงเวลาแล้ว ที่ควรจะเปิดพื้นที่ให้เสียที

ตามมาด้วย “ฐากร ตัณฑสิทธิ์” เลขาธิการ กสทช. ซึ่งที่ผ่านมาได้ ช่วยงาน คสช.เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการปราบปรามกลุ่มวิทยุใต้ดินและ ทีวีการเมืองที่โจมตี คสช.และสร้าง ความไม่สงบ เห็นแบบนี้แล้วมีความ เป็นไปได้ที่อาจได้เห็น กสทช.ข้ามห้วย มาเป็น กกต.ถึง 2 คน

ตามขั้นตอนเมื่อคณะกรรมการสรรหาได้เคาะชื่อว่าที่ กกต. 5 คน แล้วจะนำมาประกบกับว่าที่ กกต. 2 คน จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก่อนนำส่งให้กับที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในช่วงต้นเดือน ธ.ค.ต่อไป

ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อพรรคการเมืองเริ่มได้เค้าโครงหน้าตาตัวเต็ง กกต.กันแล้วจะรู้สึกสะท้านกันบ้างหรือไม่

คะแนนตก-หวงอำนาจ ม็อบต้านเริ่มแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/525520

คะแนนตก-หวงอำนาจ ม็อบต้านเริ่มแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าผลงานหนึ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สามารถบริหารประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมน่าจะเป็นเรื่องการจัดความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อครั้ง คสช.เข้ามาทำการรัฐประหารใหม่ๆ เมื่อปี 2557 ได้ปรากฏการชุมนุมต่อต้าน คสช.อยู่บ้างประปราย ซึ่งมีคนมาร่วมเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ คสช.ก็สามารถใช้กลไกอำนาจรัฐในมือจัดการได้อย่าง อยู่หมัด

นับจากนั้นม็อบการเมืองก็ไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวตามท้องถนนมากนัก จะมีเพียงแต่การแสดงความคิดเห็นผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุมของ คสช. และถ้าจะทุ่มกำลังไปไล่ล่านักเลงคีย์บอร์ด ก็ไม่ต่างอะไรกับการขี่ช้างจับตั๊กแตนเป็นการลงทุน ที่ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก

ด้วยเหตุนี้ คสช.จึงเลือกที่จะจัดการเฉพาะกลุ่มหัวโจกเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากการเชิญกลุ่มบุคคลที่มีความเห็นต่างมาปรับทัศนคติ

คสช.ทราบดีว่าเพียงแค่การใช้อำนาจรัฐอย่างเดียวย่อมไม่อาจทำให้ม็อบสงบได้ จึงได้พยายามสร้างผลงานเพื่อหาแนวร่วมทางสังคมเพื่อกดดันกลุ่มบุคคลที่ออกมาสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง

แต่มาถึง ณ ตอนนี้ ดูเหมือนว่าการบริหารราชการแผ่นดินของ คสช.กลับไม่ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับ คสช.เท่าไรนัก

ยกตัวอย่างในเรื่องการปฏิรูปประเทศ คสช.ลงทุนสร้างสภาเพื่อมาทำหน้าที่ดังกล่าวถึงสองครั้ง ได้แก่ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ทั้งสองสภาได้เวลาทำงานรวมกันประมาณ 3 ปี แต่อย่างที่เห็นไม่มีผลงานอะไรนอกจากการทยอยส่งรายงานให้กับรัฐบาลไปดำเนินการต่อ อันมีคำถามตามมาว่าเวลานี้รัฐบาลได้หยิบจับไปทำให้เป็นรูปธรรมแล้วบ้างหรือไม่

กลับกัน คสช.กลับถูกมองว่าการตั้งสภาทั้งสองไม่ต่างอะไรกับการต่างตอบแทน จึงเป็นเหตุผลหลักที่ คสช.ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับในเรื่องการปฏิรูปประเทศ ทั้งๆ ที่การเข้ามาบริหารประเทศของ คสช.มีเรื่องการปฏิรูปประเทศเป็นธงนำ

ยิ่งนานวัน คะแนนนิยมเริ่มลดลงจากเดิมที่มีคะแนนอยู่ในระดับที่ดีมาตลอด

อย่างกรณีของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ได้ทำการเปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “โพลปลดล็อกหรือปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)” พบว่า แม้ในมุมของประชาชนยังคงให้ความสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. แต่มีคะแนนอยู่ระดับ 52% ลดลงจากเดือน ก.ค.ที่มีความนิยม 78.4%

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีอีก 48% ที่แสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งๆ ที่เดิมมีเสียงต่อต้านเพียง 21.6% ในเดือน ก.ค. ก่อนที่ผลโพลจะบ่งชี้ว่าประชาชนต้องการ ให้รัฐบาลปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

เมื่อผลงานไม่เข้าตาประกอบกับคะแนนความนิยมเริ่มลดลง จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เริ่มมีการรวมตัวเพื่อกดดันเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตร

อย่างในกรณีของเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทยได้เดินทางมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อวางพวงหรีดประชดการแก้ไขปัญหาราคายางของรัฐบาลที่ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างชัดเจน

ปัญหาราคายางเป็นปัญหาปวดหัวของรัฐบาลมาเป็นระยะ เพราะรัฐบาลไม่เคยแก้ไขปัญหาและสร้างความพอใจให้กับเกษตรกรได้ หนำซ้ำยังมีกล่าวอ้างว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกัน นอกเหนือไปจากเรื่องราคาที่เป็นปัญหาของเกษตรกร ในยุค คสช.แล้ว ยังต้องเจอกับ ความผิดพลาดเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำอีกด้วย

แม้ปัญหาน้ำท่วมปีนี้จะไม่รุนแรงเท่ากับเมื่อปี 2554 แต่ภาพที่ปรากฏออกมาทำให้ คสช.เสียรังวัดไปไม่น้อย เพราะต้องไม่ลืมมีคนในรัฐบาลและ คสช.เคยโยนบาปให้กับรัฐบาลในอดีต จึงไม่แปลกที่ คสช.ต้องเจอกับแรงเหวี่ยงปะทะเข้าตัวรุนแรง

ด้วยเหตุนี้เองกระแสของการให้คืนอำนาจให้กับประชาชนผ่านการ เลือกตั้งเริ่มกระหึ่มมากขึ้น เพื่อต้องการให้ได้รัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลที่มาจากวิธีการพิเศษอย่าง คสช. เพราะอย่างน้อยรัฐบาลจากการเลือกตั้ง น่าจะเงี่ยหูฟังประชาชนมากกว่าปัจจุบัน

แต่ทว่า คสช.ยังแสดงท่าทีหวงอำนาจออกมาให้เห็นเป็นระยะดังจะเห็นได้จากการตั้งคำถามให้ประชาชนถึง 2 รอบ รอบแรกมีจำนวน 4 คำถาม รอบที่สองมี 6 คำถาม ซึ่งดูจากเนื้อหาของคำถามที่ตั้งแล้วย่อมมองได้ว่าเป็นการชี้นำให้ประชาชนเห็นแง่ลบ ของการมีนักการเมืองเข้ามาบริหาร เพื่อให้หันมาสนับสนุน คสช.ทำหน้าที่ต่อไป

แน่นอนว่าในเชิงอำนาจ คสช.สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ เพราะ คสช.เป็นผู้ทรงอำนาจมากที่สุดในเวลานี้ พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองอื่นๆ ไม่ได้มีต้นทุนและพลังมากพอที่จะออกมาขับไล่ คสช.ได้ในเวลานี้

แต่การจัดการกลุ่มการเมืองที่ คสช.ใช้อยู่ จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะใช้ได้กับกลุ่มเกษตรกรที่มีวัตถุประสงค์แตกต่างไปกับกลุ่มการเมือง

เวลานี้เป็นช่วงปลายอำนาจของ คสช. แม้ คสช.จะพยายามใช้คำถาม 6 ข้อหรือ 4 ข้อเพื่อช่วยสร้างความชอบธรรม แต่การหวงอำนาจเช่นนี้ท่ามกลางผลงานที่ยังไม่เข้าตา จะสู้กับกระแสต่อต้านที่เริ่มเปิดตัวไปได้อีก สักกี่น้ำ

 

บิ๊กตู่ ปรับ ครม. หยิกเล็บเจ็บเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/525368

บิ๊กตู่ ปรับ ครม. หยิกเล็บเจ็บเนื้อ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่คาดว่าน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะถือเป็นการปรับกระบวนทัพครั้งใหญ่ที่มีภารกิจสำคัญกับการเร่งเครื่องทำผลงานในช่วงโค้งสุดท้ายของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทำให้คาดการณ์กันว่าครั้งนี้น่าจะเป็นการปรับใหญ่ นำคนที่มีฝีไม้ลายมือเข้ามาเสริมทีม ครม.ประยุทธ์ 5 แทนตำแหน่งที่ยังไร้ผลงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์

สอดรับกับผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากนิด้าโพลที่ประชาชนส่วนใหญ่ 68.1% ระบุว่า เห็นด้วยกับการปรับ ครม. คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันยังทำงานและแก้ไขปัญหาได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“ประชาชนอยากเห็นคนใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับตำแหน่งเข้ามาทำงาน มีวิสัยทัศน์หรือนโยบายใหม่ๆ มาใช้ในการบริหารประเทศ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น”

มีเพียงแค่ 16.7% ที่ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการปรับ ครม. เพราะต้องการให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ไข ปัญหาของประเทศ และ 15.2% ระบุว่าไม่แนใจ

ไม่ต่างจากภาคส่วนต่างๆ ที่ออกมาเรียกร้องให้การปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีครั้งนี้ ดึงเอาคนที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ตรงกับสายงานของแต่ละกระทรวงเข้ามาทำหน้าที่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ

ทดแทนบรรดา “บิ๊กทหาร” ที่ทาง คสช.ไว้เนื้อเชื่อใจให้มารับตำแหน่งสำคัญตั้งแต่หลังรัฐประหารจนถูกถล่มว่าเลือกแต่คนที่ใกล้ชิดสนิทสนมมากกว่าคนที่มีความรู้ความสามารถ

แม้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรจากกองท้พที่ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นกลไกของฝ่ายบริหาร แต่การปรับ ครม. 4 ครั้งที่ผ่านมา หลายคนก็ยังรักษาสถานะความเป็นรัฐมนตรีได้อย่างเหนียวแน่นจนถึงปัจจุบัน

อาจมีเพียงแค่การสลับสับเปลี่ยนเก้าอี้หมุนเวียนตำแหน่งเพื่อลดแรงกดดันจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์

ครั้งนี้ก็เช่นกันจากนิด้าโพล กระทรวงที่ประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีมากที่สุดก็คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 20.3% ตรงกับเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายในสังคม

ทำให้รอบนี้เก้าอี้ของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ถูกสั่นคลอนเป็นพิเศษ ทั้งด้วยสถานะหน้าที่และบทบาทรับผิดชอบดูแลงานสำคัญ ในวันที่ราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ

ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้เมื่อครั้งรับตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ซึ่งเคยมีแรงกดดันรุนแรงเรียกร้องให้ปรับออกจากตำแหน่ง แต่สุดท้ายก็เพียงแค่ถูกโยกมานั่งเป็น รมว.เกษตรฯ ตอกย้ำสายสัมพันธ์อันเหนียวแน่น

การปรับ ครม.ครั้งนี้จึงเข้าทำนอง “หยิกเล็บเจ็บเนื้อ” จนเชื่อว่าสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ปรับคนใกล้ชิดออกจาก ครม.อันอาจเป็นชนวนสร้างความระหองระแหงต่อไปในอนาคต

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญจำเป็นที่ คสช.ต้องผนึกกำลังรักษาสัมพันธ์ภายในไม่ให้บานปลายไปสู่ความบาดหมางอันจะไม่เป็นผลดีในระยะยาว

ยิ่งในวันที่ คสช.ประกาศท่าทีเตรียมเข้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัวในช่วงหลังการเลือกตั้ง จำเป็นจะต้องมีแรงสนับสนุน ช่วยประคับประคองให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

ดังจะเห็นว่ากองเชียร์และผู้ที่เคยสนับสนุนอันเหนียวแน่นตั้งแต่ช่วงหลังรัฐประหาร เวลานี้หลายรายเริ่มถอยห่างออกมา หลายรายกลายเป็นคู่ขัดแย้ง ยังไม่รวมกับกลุ่มการเมืองที่เริ่มเปิดหน้าออกมาท้าทายอำนาจและการบริหารงานของ คสช.

การรักษาพันธมิตรจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะการปรับรัฐมนตรีพ้นจากเก้าอี้ ย่อมตอกย้ำว่ามีปัญหาเรื่องการบริหารงานที่ผ่านมา อันอาจบานปลายทำให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่ลง

ระหว่างนี้จึงเห็นภาพเกษตรกรแห่ไปให้กำลังใจ พล.อ.ฉัตรชัย สอดรับกับที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย รัฐบาลมีงบประมาณในการแก้ไขปัญหาอยู่จำนวนหนึ่ง

ไม่ต่างจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกกระแสกดดันให้ปรับออกจากตำแหน่งในการปรับ ครม.ครั้งนี้ โดยเจ้าตัวบอกว่าขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี “ส่วนจะอยู่หรือจะไปยังไม่รู้เลย”

ในทางปฏิบัติคงเป็นเรื่องยากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเขี่ยพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ให้พ้น ครม.ในช่วงเวลานี้ เพราะหากจะทำก็คงทำไปนานแล้ว จากที่เคยมีกระแสเรียกร้องให้ปรับออกจากตำแหน่ง และความระหองระแหงที่มีให้ได้ยินมาโดยตลอด

เช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่ต่อให้มีแรงกดดันขนาดไหน ก็คงไม่อาจตัดขาดกันได้ง่าย จำเป็นต้องประคับประคองกันต่อไปจนสุดทาง

การปรับ ครม.ที่หลายคนเรียกร้องให้เป็นการปรับใหญ่ จึงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายในสถานการณ์เช่นนี้

 

เลือกตั้งท้องถิ่น เช็กพลังพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/525097

เลือกตั้งท้องถิ่น เช็กพลังพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งระดับชาติจะมีไม่มากนัก แต่เริ่มเห็นแสงรำไรเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมเปิดทางให้เกิดการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในเร็วๆ นี้

“คสช.กำลังพิจารณาถึงการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น โดยมีทั้งระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมืองพัทยา โดย คสช.ดูมาเป็นระยะๆ และได้หารือกับกระทรวงมหาดไทย ว่าอาจจะต้องปลดล็อกให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่เป็นแค่บางระดับ ไม่ใช่ทั้งหมด…

แต่ไม่ใช่ว่าจะนึกปลดล็อกแล้วทำได้ทันที เพราะคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งท้องถิ่นเหล่านี้ จะ ไม่เหมือนคุณสมบัติเก่า รัฐธรรมนูญใหม่ได้เขียนไว้อีกแบบหนึ่งแล้ว ดังนั้นต้องแก้กฎหมายก่อน” วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา

ปัจจุบันการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นปัญหาคาราคาซังที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานนับตั้งแต่ คสช.เข้ามาทำการรัฐประหารเมื่อปี 2557 เพราะมีปัญหาผู้บริหารในหลายพื้นที่หมดวาระแต่ คสช.ไม่ยอมให้มีการเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากมองว่าจะสร้างความวุ่นวายทางการเมือง จึงได้ออกประกาศ คสช.ที่ 85/2557 เพื่องดจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นออกไปก่อน

ด้วยเหตุผลทางการเมืองทำให้ประเทศว่างผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากประชาชนพอสมควร ส่งผลถึงการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่ก็ไม่อาจทำได้เต็มที่เท่าที่ควร ยิ่งนานวันเข้ากระแสความไม่พอใจลามมาถึง คสช. เพราะโดยสภาพแล้ว คสช.แต่เพียงลำพังก็ไม่อาจดูแลครอบคลุมได้ทั่วถึง

อีกทั้งจากการที่ คสช.เริ่มส่งสัญญาณถึงการชะลอการเลือกตั้งระดับชาติผ่านการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนช่วยกันส่งคำตอบมาให้รัฐบาลสองช่วง แบ่งเป็น ช่วงแรก 4 คำถาม ช่วงที่สอง 6 คำถาม

คำถามที่ออกมานั้นแทนที่ คสช.จะได้ดอกไม้กลับมา ปรากฏว่า คสช.ได้ก้อนอิฐมาแทน เพราะถูกมองเป็น อย่างอื่นไม่ได้นอกจากการพยายามโยนคำถามชี้นำให้ประชาชนเพื่อขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากกำหนดการเดิมในปี 2561

ไม่เพียงเท่านั้น การพยายามเลื่อนการเลือกตั้งของ คสช.นั้นเป็นการโยนหินถามทางในลักษณะผิดที่ผิดทางไปพอสมควร โดยหินที่โยนออกมาเกิดขึ้นท่ามกลางคะแนนความนิยมของรัฐบาลไม่ค่อยสู้ดีนัก

หรือแม้แต่การยืนกรานไม่ยอมปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ก็เป็นแรงเหวี่ยงแง่ลบมายัง คสช.อย่างรุนแรง

ทั้งหมดจึงเป็นแรงบวกที่ส่งผลให้ คสช.กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกไปโดยปริยาย

ตรงนี้อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไม คสช.จำเป็นต้องเปิดทางให้มีการเลือกตั้งเพื่อเป็นการผ่อนกระแสต่อต้านที่เริ่มกลับมารุนแรงอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกให้เลือกตั้งท้องถิ่นไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เหนืออื่นใด คสช.ต้องการหยั่งกระแสประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองในระดับหนึ่งด้วย

ที่ผ่านมา คสช.มักจะอาศัยการโจมตีนักการเมืองผ่านสื่อมวลชนเป็นหลัก เพื่อชี้นำให้เห็นว่านักการเมืองเป็นต้นเหตุของปัญหาของประเทศและทางการเมืองทั้งหมด โดยที่ คสช. ไม่เคยได้รู้เลยว่าประชาชนคิดอย่างไรกับพรรคการเมือง โดยเฉพาะกับ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์

แน่นอนว่า คสช.ต้องการเห็นตัวเลขในคะแนนความนิยมของทั้งสองพรรคในการเลือกตั้งท้องถิ่นว่าจะมี หน้าตาเป็นอย่างไรในแต่ละพื้นที่ พรรคการเมืองที่อ้างนักอ้างหนาว่าตัวเองเป็นเจ้าของพื้นที่ยังจะสามารถรักษาฐานเสียงของตัวเองไว้ได้หรือไม่ เพื่อเป็นฐานในการวิเคราะห์ว่าหาก ตัวเองจะมาเป็นนายกฯ ในอนาคตผ่านช่องทางลัดจะมีความเป็นไปได้หรือไม่

นอกจากนี้ คสช.ยังต้องการดูความตื่นตัวของประชาชนต่อการเลือกตั้งระดับเล็กด้วย เพราะไม่ว่าตัวเลขของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงจะมีมากหรือน้อยก็ล้วนแต่แสดงถึงนัยทางการเมืองพอสมควร

กล่าวคือ ถ้ามีประชาชนออกมาใช้สิทธิมากกว่า 50% ย่อมอาจหมายความได้ระดับหนึ่งว่าประชาชนแสดงความต้องการให้ คสช.คืนอำนาจให้กับประชาชนเพื่อเลือกรัฐบาลมา บริหารประเทศด้วยตัวเอง แต่หากตัวเลขออกมาไม่เป็นเช่นนั้น ก็ย่อมอาจหมายความในทางกลับกันได้เช่นกันว่าประชาชนยังไม่ต้องการการเลือกตั้งใหญ่เท่าไหร่นัก ซึ่งอาจเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ คสช.หาทางอยู่ในอำนาจต่อไป

แต่กระนั้น แม้ คสช.จะยอมให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นได้ แต่ในมุมหนึ่ง คสช.แสดงออกถึงความเขี้ยวทางการเมืองพอสมควรเช่นกัน

ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รอง นายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่ระบุว่าการหาเสียงของผู้สมัครห้ามพาดพิง คสช.เด็ดขาด

“คิดว่าจะต้องมีการปลดล็อกระดับหนึ่งก่อน ถ้าจะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น ส่วนเงื่อนไขการปลดล็อกก็ให้ทำแค่การเลือกตั้งท้องถิ่นเท่านั้น ส่วนการปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น เราจะขอความร่วมมือไม่ให้มีเนื้อหาโจมตี คสช. และสร้างความขัดแย้ง แต่เรื่องนี้เดี๋ยวค่อยว่ากัน” พล.อ.ประวิตร ยืนยันแข็งกร้าว

ดังนั้น ที่สุดแล้วการยอมให้ เลือกตั้งท้องถิ่น คสช.จึงมีแต่ได้กับได้ ได้ลดกระแสต่อต้านและได้เห็นความคิดเห็นของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่มองแค่ลอยๆ เหมือนที่ผ่านมา

 

6 คำถามบิ๊กตู่ ได้ไม่คุ้มเสีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/525019

6 คำถามบิ๊กตู่ ได้ไม่คุ้มเสีย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงหนักขึ้นเรื่อยๆ ​หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปล่อย 6 คำถามออกมาหยั่งกระแสสังคม จนถึงขั้นถูกตีความว่าเป็นการเปิดหน้าสู่สนามการเมืองแบบเต็มตัว​

ด้วยเนื้อหาของคำถามทั้ง 6 ข้อ ที่ออกมาสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งจะดำเนินผ่านกลไกของกระทรวงมหาดไทยนั้น ถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การหยั่งเสียงเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนสถานะ และบทบาทของ คสช.ไปสู่การเมืองเต็มรูปแบบในอนาคตหลังมีการเลือกตั้ง

ไล่มาตั้งแต่ ข้อ 1 วันนี้เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ๆ หรือนักการเมืองหน้าใหม่ๆ ที่มีคุณภาพให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่? การที่มีแต่พรรคการเมืองเดิม นักการเมืองหน้าเดิมๆ แล้วได้เป็นรัฐบาล จะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูป และทำงานอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่?

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ข้อ 2 การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใด ก็ถือเป็นสิทธิของ คสช.ใช่หรือไม่ เพราะนายกฯ ก็ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่แล้ว และ ​3.สิ่งที่ คสช.และรัฐบาลนี้ได้ดำเนินการไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่ โดยคำถามย่อยไม่ต่างจาก 4 คำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เคยออกมาสอบถามประชาชนคล้ายกันนี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเช็กเรตติ้งปูทางสู่การ “ยื้อเลือกตั้ง”

จนนำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ และแรงเสียดทานอย่างหนัก ถึงขั้นเกิดกระแสเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์​ พูดให้ชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งว่าจะมีขึ้นเวลาใดกันแน่ หลังมีสัญญาณเลื่อนมาเรื่อยๆ

ในช่วงที่คนในรัฐบาลและ คสช.ต่างพูดกันไปคนละทิศละทางเรื่องความพร้อมในการเลือกตั้ง ตลอดจนกระแสข่าวเรื่องการคว่ำกฎหมายลูกในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่สร้างความกังขาให้กับพรรคการเมืองจนต้องออกมากระทุ้ง คสช.

เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ 6 คำถามออกมาในจังหวะเวลาเดียวกับกระแสข่าวเรื่องการตั้งพรรคทหาร ที่ถูกมองว่าอาจเป็นนอมินีของ คสช.ในการลงสนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

สอดรับไปกับท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่แบ่งรับแบ่งสู้ เรื่องการตั้งพรรค หากจำเป็นก็ตั้ง แต่เวลานี้ยังไม่จำเป็น

คล้ายกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ที่ยังเปิดทางเรื่องการตั้งหรือสนับสนุนพรรคการเมืองในอนาคต

สุดท้ายเมื่อนำ “จิ๊กซอว์” แต่ละตัวมาปะติดปะต่อกัน ย่อมจะเห็นภาพที่ชัดเจน และประเมินทิศทางในอนาคตของ คสช.ได้กระจ่างขึ้น

ประเมินผลลัพธ์ที่ได้แล้ว 6 คำถามรอบนี้ คสช.จึงเหมือนจะ “เสีย” มากกว่า “ได้”

เริ่มตั้งแต่น้ำเสียงจากคำถามที่ออกมาถูกมองว่าเป็นการทำเพื่อตัวเอง มากกว่าหวังว่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวม

โดยเฉพาะกับคำถามที่ระบุถึงการสนับสนุนพรรคการเมืองของ คสช. แม้นายกรัฐมนตรีจะไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ด้วยกลไกอำนาจในปัจจุบันที่ยังคงมีต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านย่อมทำให้เกิดกความได้เปรียบเสียเปรียบต่อพรรคการเมืองอื่นเป็นอย่างมาก

ยังไม่รวมกับกรณีที่พรรคการเมืองเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่จะทำให้เกิดประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แถมยังมีตัวช่วยอย่าง สว.​ 250 เสียง

เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ประเด็นเรื่องการสืบทอดอำนาจถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้น อันจะกลายเป็นแผลให้ถูกโจมตีจากฝ่ายต่างๆ และฉุดความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.รุนแรง

ยิ่งในวันที่ คสช.ยังไม่พิจารณาปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมือง หรือเตรียมความพร้อม ทั้งที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที

ส่วนการหยิบยกเรื่องปัญหาการเมืองในอดีต และโยนให้เป็นเรื่องของนักการเมืองที่ผ่านมา พร้อมเสนอทางเลือกให้เห็นถึงพรรคการเมืองใหม่ นักการเมืองใหม่​นั้น ก็ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผล หรือเป็นหลักประกันว่าพรรคการเมืองใหม่ที่เข้ามาจะทำให้สถานการณ์ทุกอย่างดีขึ้นได้

ตรงกันข้าม ท่าทีเหล่านี้เสมือนจะเป็นการยกตน สร้างราคาให้กับฝั่ง คสช.เหนือกลุ่มการเมืองในอดีต จนถูกพรรคการเมืองเรียงหน้าตอกกลับเรื่องหลักการประชาธิปไตย

โดยเฉพาะกับข้อเรียกร้องก่อนหน้านี้ที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกมาลงสนามการเมือง หากต้องการจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ไม่ใช่รอใช้ช่องทางพิเศษตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดไว้

ยิ่งระยะหลังคะแนนนิยมในตัว พล.อ.ประยุทธ์ และความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช. สะท้อนผลโพลหลายสำนักจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ แล้ว นั่นย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดีกับช่วงขาลงก่อน คสช.หมดวาระ

อย่าลืมว่าบทเรียนจากการรัฐประหารที่ผ่านๆ มา ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่า “ประชาชน” ไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับการสืบทอดอำนาจของคณะปฏิวัติเท่าไรนัก

การตั้งคำถาม 6 ข้อ เพื่อหวังเพียงจะปลุกกระแส ดิสเครดิตกลุ่มการเมืองในอดีต และสร้างความหวังผ่านพรรคการเมืองคนหน้าใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ จึงอาจไม่ใช่การขยับที่เหมาะสมนักในเวลานี้

โดยเฉพาะกับกลุ่มการเมืองใหม่ที่เต็มไปด้วยข้อกังขาเรื่องการเป็นนอมินีของคณะรัฐประหาร ที่สุดท้ายจะนำไปสู่แรงกดดันย้อนกลับมายัง คสช.อย่างรุนแรง

 

บิ๊กตู่ ตั้ง 6 คำถาม เปิดหน้าสู่เวทีการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/524557

บิ๊กตู่ ตั้ง 6 คำถาม เปิดหน้าสู่เวทีการเมือง

เปิดหน้าเตรียมก้าวสู่สนามการเมืองแบบเต็มตัวกับ 6 คำถาม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งไปถึงประชาชนทั่วประเทศผ่านกลไกกระทรวงมหาดไทย ในวันที่กระแสข่าวเรื่อง “พรรคทหาร” กำลังร้อนแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

​”วันนี้เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ๆ หรือนักการเมืองหน้าใหม่ๆ ที่มีคุณภาพให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปบ้างหรือไม่ การที่มีแต่พรรคการเมืองเดิม นักการเมืองหน้าเดิมๆ แล้วได้เป็นรัฐบาลจะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูปและทำงานอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่”

เปิดด้วยคำถามข้อแรกก็คล้ายจะเป็นการสร้างความชอบธรรมด้วยหยิบยกปัญหาในอดีตมาอรรถาธิบายถึงความจำเป็น พร้อมกรุยทางหยั่งเสียงถึงทางเลือกใหม่ ที่ชวนให้คิดว่าเป็นพรรคการเมืองใหม่ที่ คสช.สนับสนุนไม่ว่าจะเบื้องหน้าหรือเบื้องหลังด้วยเหตุผลที่เชื่อมโยงไปถึง “ปฏิรูป” และ “ยุทธศาสตร์ชาติ”

สอดรับไปกับข้อ 2.การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็ถือเป็นสิทธิของ คสช.ใช่หรือไม่ เพราะนายกฯ ก็ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยอยู่แล้ว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ข้อ 3.สิ่งที่ คสช.และรัฐบาลนี้ได้ดำเนินการไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่

ยิ่งหากวิเคราะห์ไล่เรียงไปทีละคำถามจะพบว่ามีกลิ่นอายการชี้นำอยู่ไม่น้อย ​สุดท้ายคำตอบที่คาดหวังจากประชาชน คงออกมาในทำนองการเบื่อหน่ายสิ้นหวังกับการเมืองระบบเก่า นักการเมืองหน้าเดิมๆ

คำตอบที่ออกมามีแต่จะตอกย้ำ​ว่ารัฐบาลและการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมา มีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล และมีการพัฒนาประเทศที่มีความต่อเนื่องชัดเจนเพียงพอหรือไม่

ก่อนจะมาขมวดด้วย​คำถามกึ่งข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธกับแนวทางการแก้ปัญหาหมักหมมด้วยการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ระยะสั้น-กลาง-ยาว รวมทั้งการทำตามยุทธศาสตร์ชาติให้ต่อเนื่อง

ที่สำคัญหากพิจารณาเนื้อหาคำถามในข้อ 4 “การเอาแนวทางจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีตมาเปรียบเทียบกับการจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองก่อนหน้านี้ คสช.และรัฐบาลนี้จะเข้ามา เราได้พบเห็นแต่ความขัดแย้ง ความรุนแรง การแบ่งแยกประชาชนเป็นกลุ่มๆ เพื่อมาสนับสนุนทางการเมืองใช่หรือไม่”

คล้ายจะเป็นการปูทางเตรียมสร้างความชอบธรรมให้กับทาง คสช. โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ หากจะต้องกลับมาสู่สนามการเมืองรอบใหม่ ที่ดูจะไม่เป็นไปตามกฎ กติกา สากล อย่างที่ควรจะเป็น

ไม่แปลกที่ท่าทีของแต่ละพรรคการเมืองจะประสานเสียงออกมาดักคอว่าเป็นสัญญาณการเตรียมตัวเข้าสู่สนามการเมืองถึงขั้นที่ ถาวร เสนเนียม อดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. ฟันธงว่า คสช.จะเล่นการเมืองพร้อมกล่าวต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ สู่เกมนี้

แน่นอนว่าด้วยกฎกติกาที่กำหนดไว้ให้ คสช.ต้องลาออกภายใน 90 วัน นับจากวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สามารถสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองและลงสนามเลือกตั้งเต็มตัวได้

แต่ทว่าด้วยช่องทางพิเศษที่เปิดประตูไว้รองรับให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ คนนอก พร้อมกลไกตัวช่วยอย่าง สว. 250 เสียง ยิ่งทำให้ถนนการเมืองดูจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ

อีกทั้งไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยออกมาตั้ง 4 คำถาม คล้ายกันนี้ ที่ว่ากันว่าเป็นการหยั่งเสียงเช็กกระแสความนิยมไปแล้วก่อนหน้านี้

ในวันที่หลายพรรคการเมืองจึงประสานเสียงแสดงความเป็นห่วงว่าการกระโดดเข้าสู่ถนนการเมืองของ คสช.จะยิ่งซ้ำเติมเป็นปัญหาในอนาคต จากความพยายามสืบทอดอำนาจ

ดังจะเห็นจากการออกมาดักคอว่าการกระโดดสู่สนามการเมืองของ คสช.เป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองในระบบเดิม ทั้งอำนาจในปัจจุบันสืบเนื่องไปจนถึงอนาคต

ยิ่งปัจจุบัน คสช.​ยังไม่ยอมปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหว ทั้งที่เรียงหน้าออกมาทวงถามหลายรอบ ​​หลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้

จำเป็นที่แต่ละพรรคต้องเร่งดำเนินการให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎ กติกาใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ยิ่งหากเปิดให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้ช้าเท่าไหร่ย่อมไม่เป็นผลดีต่อพรรคการเมือง

การยื้อเวลาของ คสช.จึงถูกมองว่าอาจเป็นการดึงเกมเพื่อเปิดช่องให้อดีตนักการเมืองลังเลว่าจะอยู่พรรคเดิมต่อไปหรือไม่ ในวันที่กระแสการตั้งพรรคเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

อีกด้านหนึ่งในแง่การบริหารงานเวลานี้ การเปิดหน้าเตรียมลงสนามการเมือง ยิ่งจะทำให้ข้าราชการ ตลอดจนกลไกต่างๆ เลิกเกียร์ว่าง และเดินหน้าสนองนโยบายของรัฐบาล คสช.นับจากนี้

แต่ทั้งหมดอยู่ที่ว่าสุดท้ายประชาชนทั้งประเทศจะคิดอ่านอย่างไรและยอมรับกับทางเลือกนี้หรือไม่

 

พลิกปมเดือดกฎหมาย ปปช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤศจิกายน 2560 เวลา 06:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/524539

พลิกปมเดือดกฎหมาย ปปช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญกำลังเดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายแล้ว ภายหลังกำหนดเวลา 240 วัน จะสิ้นสุดในวันที่ 2 ธ.ค.

โดยขณะนี้มีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ในมือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ 1.การเลือกตั้ง สส. และ 2.การได้มาซึ่ง สว. ซึ่ง กรธ.จะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในเดือน พ.ย.นี้

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สนช.เพิ่งมีมติรับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 35 คน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทันทีที่ร่างกฎหมายเริ่มเข้าสู่การพิจารณา ปรากฏว่าเกิดกระแสท้วงติงพอสมควรกับการที่ สนช.แต่งตั้งให้สมาชิก สนช. จำนวน 2 คน ที่กำลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบกรณีร่ำรวยผิดปกติ ได้แก่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ และ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์

เรียกได้ว่า กฎหมาย ป.ป.ช.เกิดปมเดือดตั้งแต่ยังไม่เริ่มพิจารณามาตราแรกด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้นใช่ว่าข้อพิพาทเกี่ยวกับกฎหมาย ป.ป.ช.จะมีเฉพาะเรื่องตัวบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่กรรมาธิการวิสามัญฯเท่านั้น เพราะในแง่ของเนื้อหาของร่างกฎหมายดังกล่าว ก็มีความแตกต่างทางความคิดที่เกิดขึ้นในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พอสมควร อย่างน้อย 4 ประเด็น

1.การดำรงตำแหน่งของกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน

กรธ.กำหนดให้มีการรีเซต ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน กล่าวคือ ให้กรรมการ ป.ป.ช.ยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปได้ตราบเท่าที่กรรมการรายนั้นมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

แนวทาง กรธ.ที่ว่านี้จะมีผลให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน รวมถึง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจประธาน ป.ป.ช. ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วย

แต่สมาชิก สนช.จำนวนหนึ่ง และกรรมการ ป.ป.ช.ที่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เห็นว่าป.ป.ช.เป็นองค์กรกึ่งตุลาการ ประกอบกับมีคดีที่อยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก หากให้เกิดการรีเซต ป.ป.ช.จะมีผลต่อคดีที่ ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมาแล้วว่าการกำหนดความคงอยู่ขององค์กรอิสระตามร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอำนาจเด็ดขาดของ สนช. ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ควรให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันทั้ง 9 คน ได้ทำงานต่อไปจนครบวาระ

2.การให้อำนาจคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ตรวจสอบ ป.ป.ช.

เรื่องนี้อยู่ในมาตรา 42 ซึ่ง กรธ.บัญญัติให้ คตง.มีอำนาจดำเนินคดีกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีไม่แจ้งหรือจงใจปกปิดการแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่ออัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

มาตรา 42 เป็นประเด็นที่ ป.ป.ช.มีความคิดเห็นสวนทางกับ กรธ.มาตลอด และเคยทำหนังสือมายัง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ให้ทบทวนแก้ไข เพราะเห็นว่า คตง.มีหน้าที่แค่ตรวจสอบการใช้งบประมาณเท่านั้น และในรัฐธรรมนูญก็บัญญัติเรื่องการให้ศาลฎีกาฯ ไต่สวนได้อยู่แล้ว จึงไม่เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีมาตรา 42 แต่ถึงที่สุดแล้ว กรธ.ก็ไม่ได้แก้ไขตามคำขอของ ป.ป.ช.

3.การกำหนดยุทธศาสตร์การปราบทุจริต

เดิมเคยมีความพยายามของ ป.ป.ช.ตั้งแต่แรกในการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปราบปรามการทุจริตในลักษณะ “ซูเปอร์บอร์ด ป.ป.ช.” มีหน้าที่ทำงานด้านนโยบายการปราบทุจริต พร้อมกับดูแลกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ กองทุน ป.ป.ช. โดยไม่เกี่ยวกับการไต่สวนคดี

ทว่า กรธ.กลับไม่เห็นด้วย เพราะเรื่องยุทธศาสตร์นั้นก็มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติทำหน้าที่ดูแลอยู่แล้ว จึงไม่เห็นถึงความจำเป็น เช่นเดียวกับกรณีของซูเปอร์บอร์ด ป.ป.ช. ซึ่งก็ไม่เห็นถึงความจำเป็นเช่นกัน เนื่องจากการทำงานของ ป.ป.ช.เป็นลักษณะของการให้คุณให้โทษ หากมีคณะบุคคลที่อยู่เหนือคณะกรรมการ ป.ป.ช.ขึ้นไปอีกชั้น อาจส่งผลกระทบต่อความเป็น กลางของ ป.ป.ช.ได้

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของกองทุนอาจเป็นประเด็นที่ กรธ.พอยอมรับได้ส่วนหนึ่ง แต่อาจมีการเสนอให้ปรับปรุงเนื้อหาเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินที่จะมาจากการบริจาคของบุคคลภายนอก ซึ่งมีความเป็นไปได้จะตัดแหล่งที่มาของเงินในส่วนนี้ออกไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำงานของ ป.ป.ช.

4.การยื่นและการเปิดเผยรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการ

เป็นประเด็นที่สมาชิก สนช.หลายคนอภิปรายท้วงติง กรธ. ตั้งแต่การประชุม สนช.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะมาตรา 127 ว่าด้วยการให้ข้าราชการที่ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.นั้น ไปยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อหัวหน้าส่วนราชการแทน

สมาชิก สนช.จำนวนไม่น้อยเห็นว่าเป็นการกำหนดมาตรการที่ไม่มีความจำเป็น เพราะเพียงแค่กำหนดให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ก็น่าจะเพียงพอแล้ว หากให้หัวหน้าส่วนราชการต้องรับบัญชีดังกล่าวไว้จะเป็นภาระจนกระทบต่อการทำงานหลัก ดังนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่ กรธ.จะยอมถอยและแก้ไข เพื่อให้เกิดการถอยคนละก้าวและเดินหน้าพิจารณาร่างกฎหมาย ป.ป.ช.ได้อย่างสงบสุข

 

พรรคทหารเจอตอ กติกาไม่เอื้อ-ต้องใช้นอมินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/524310

พรรคทหารเจอตอ กติกาไม่เอื้อ-ต้องใช้นอมินี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“พรรคทหาร” เป็นเรื่องคุ้นเคยของการเมืองไทยทุกครั้งเวลาที่เกิดการรัฐประหาร

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2498 ได้มีการตั้ง “พรรคเสรีมนังคศิลา” เรียกว่าเป็นต้นแบบของพรรคทหารก็ว่าได้ เพราะเป็นการรวมตัวกันของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลประภาส จารุเสถียร โดยได้รับการเลือกตั้งมี สส.เข้าสภา 83 ที่นั่ง

ต่อมา จอมพลสฤษดิ์ ตั้ง “พรรคชาติสังคม” เพื่อลงสนามเลือกตั้งปี 2500 จากนั้นเมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 และกฎหมายพรรคการเมือง จึงได้กำเนิด “พรรค สหประชาไทย” โดยจอมพลถนอมเป็นหัวหน้า แต่พรรคการเมืองนี้ก็ไปไม่รอดเพราะขาดเสถียรภาพภายในรัฐบาล ประกอบกับเกิดเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ ในปี 2516 อันเป็นการปิดตำนานพรรคทหารในเวลานั้น

อย่างไรก็ตาม พรรคทหารได้กลับฟื้นคืนชีพอีกครั้งในปี 2535 ในนาม “พรรคสามัคคีธรรม” และผลักดันให้ “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” อดีต ผบ.ทบ.ที่ทำการรัฐประหารในปี 2534 เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไปไม่รอดเนื่องจากเกิดการชุมนุมต่อต้านในเดือน พ.ค. 2535

อาจด้วยความไม่ไว้วางใจของสังคมนับแต่เหตุการณ์เดือน พ.ค. 2535 ทำให้ในช่วงปลายอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในช่วงปี 2550 เกิดการจับตาในทำนองจับผิดว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้า คมช.จะตั้งพรรคการเมืองเพื่อกลับเข้าสู่อำนาจอีกหรือไม่

ที่สุดแล้ว พล.อ.สนธิ ก็ตั้งพรรค ในชื่อ “มาตุภูมิ” แต่ไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก เมื่อได้ สส.เพียงไม่กี่ ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ด้านหนึ่งเป็นเพราะสภาพสังคมทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป ทำให้พรรคทหารไม่อาจเกิดขึ้นได้

จากอดีตจนถึงปัจจุบันกงล้อประวัติศาสตร์การเมืองกลับมาตก อยู่ที่ “คณะรักษาความสงบ แห่งชาติ” (คสช.) เพราะนับตั้งแต่รัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปรากฏว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ถูกจับตาเกี่ยวกับการ ตั้งพรรคการเมืองไม่แพ้กัน

เพียงแต่สถานการณ์ของ คสช.และ คมช.ต่างกันพอสมควร ทั้งในเรื่องบรรยากาศและเงื่อนไขทาง การเมือง

คสช.ในปัจจุบันนับเป็นกลุ่มบุคคลที่ทรงอำนาจและอิทธิพลมากที่สุด ในเวลานี้ ความได้เปรียบทางการเมืองที่บรรดาพรรคการเมืองเคยมีนั้นกลับถูกถ่ายโอนไปให้ทหารเกือบทั้งหมด

อีกทั้งสภาพของพรรคการเมืองเวลานี้อ่อนแออย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกติกาสูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่กฎหมายพรรคการเมือง ไม่ได้เอื้อต่อการทำกิจกรรมของพรรคการเมืองเท่าไหร่นัก เช่น ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่จะเป็นต้นเหตุให้พรรคการเมืองไม่มีโอกาสได้เสียงข้างมาก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล เป็นต้น

ผิดกับ คสช.ที่กุมอำนาจไว้ผ่านการตั้งวุฒิสภาจำนวน 250 คนที่มีอำนาจเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากการพิจารณากฎหมาย เช่น การทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศ หรือแม้แต่การให้ผู้นำเหล่าทัพเข้าไปทำหน้าที่เป็นกรรมการยุทธศาสตร์คุมรัฐบาลอีกชั้นหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ คสช.กลายเป็นบ้านที่หัวกระไดไม่แห้ง เพราะจะมีคนมากหน้าหลายตาวิ่งเข้าหาเป็นจำนวนมาก จึงไม่แปลกเมื่อเกิดกระแสข่าวว่า คสช.จะตั้งพรรคการเมือง ถึงได้รับการจับจ้องจากภายนอกเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม หาก คสช.คิด ตั้งพรรคการเมืองเพื่อกลับเข้าสู่อำนาจ อีกครั้งจริงๆ ก็เป็นเรื่องยากพอสมควร เพราะติดเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ

1.สมาชิก คสช.ไม่สามารถลงสมัคร สส.ได้ บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิก คสช. ที่ประสงค์ต้องการจะลงสมัครเลือกตั้ง สส.ต้องลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้

เมื่อมาถึงจุดนี้หากคิดจะลาออกก็สายไปแล้ว เพราะพ้นระยะเวลา 90 วันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ หรือสมาชิก คสช.คนใดคิดจะเป็นนายกฯ ในฐานะ สส.ต้องเลิกคิดได้เลย เว้นแต่จะไปอาศัยช่องทางนายกฯ คนนอกแทน

2.ต้องได้ สส. 25 คน เพื่อให้ได้สิทธิเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ ในการเลือกตั้ง สส. พรรคการเมืองต้องแจ้งรายชื่อบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกฯ ไม่เกิน 3 คน ให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันรับสมัครเลือกตั้ง

แต่พรรคการเมืองนั้นจะได้สิทธิในการเสนอชื่อบุคคลให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกเป็นนายกฯ ได้ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองดังกล่าวมี สส.ในสภาจำนวน 25 คนเป็นอย่างน้อย

มาถึงตรงนี้ย่อมมีคำถามว่าพรรคทหารที่เป็นน้องใหม่ในสนามการเมืองจะได้ สส.ถึง 25 คนหรือไม่ เพราะอย่างในการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 พรรคการเมืองขนาดกลางที่อยู่ในสนามมานานหลายพรรค มีไม่กี่พรรคเท่านั้นที่ได้ สส.เกิน 20 คน

จากทั้งสองเงื่อนไขที่ไม่เป็นคุณ แก่พรรคการเมืองหน้าใหม่มากนัก ย่อมส่งผลในแง่ลบมาถึงพรรคทหารด้วย แม้ว่าพรรคทหารที่ว่านั้นจะมีบรรดาบิ๊กๆ คสช.คอยให้การสนับสนุนก็ตาม ดังที่มีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว

ดังนั้น ถ้าพรรคทหารจะเดินตาม กติกาเพื่อเข้าสู่อำนาจก็คงลำบาก ทำให้ต้องอาศัยสายสัมพันธ์ทางการเมืองเพื่อสร้างนอมินีและผลักดันบิ๊กทหารขึ้นมาเป็นนายกฯ คนนอกตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เหมือนกับโมเดลของพรรคสามัคคีธรรม

สุดท้ายแล้ว การมาทางนี้น่าจะมีทางเป็นไปได้มากกว่าการทุบกระปุกออมสินตั้งพรรคการเมือง เพราะการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง