บิ๊กป้อม โยนหินถามทาง วัดเรตติ้งตั้งพรรคทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/524082

บิ๊กป้อม โยนหินถามทาง วัดเรตติ้งตั้งพรรคทหาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตาจากสังคมอีกรอบ เมื่อ บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เริ่มแบ่งรับแบ่งสู้กับแนวคิดเรื่องการตั้งพรรคการเมืองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

“คสช.ไม่ยุ่งการเมืองอยู่แล้ว แต่ถ้าจำเป็นต้องตั้ง ก็ต้องตั้ง ถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องตั้ง”

ท่ามกลางกระแสข่าวที่พบความเคลื่อนไหวของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปประเทศของ คสช. เตรียมจัดตั้ง “พรรคพลังชาติไทย” ที่ถูกมองว่าอาจจะเป็นพรรคนอมินีของ คสช.

การันตีด้วยความเห็นจาก นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่าคนของพรรคพลังชาติไทยลงพื้นที่ภาคใต้มานานร่วมปี โดยตั้งทีมประสานงานภาคใต้อยู่ที่ จ.พัทลุง และคัดเลือกคนที่จะลงสมัคร สส.ใน จ.พัทลุง ครบทั้ง 3 เขตแล้ว เช่นเดียวกับในจังหวัดภาคใต้อื่น

แต่ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร จะปฏิเสธไม่รับรู้เกี่ยวกับเรื่องการตั้งพรรคพลังชาติไทย หรือปฏิเสธว่าขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องตั้งพรรค แต่ก็ไม่อาจสลายความกังขาเรื่องพรรคนอมินีของ คสช.ให้หมดไปได้

ยิ่งล่าสุดการแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ปิดประตูตายเรื่องการตั้งพรรคทหาร ยิ่งทำให้ถูกมองว่านี่เป็นการโยนหินถามทางของทาง คสช.ที่ต้องการจะวัดกระแสสังคมจะคล้อยตามไปกับแนวคิดนี้ด้วยหรือไม่

ที่สำคัญนี่ยังอาจเป็นการส่งสัญญาณไปถึงบรรดานักการเมืองจากพรรคการเมืองต่างๆ ที่เวลานี้ยังถูกแช่แข็งไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ด้วยว่าจะคิดอ่านอย่างไรกับอนาคตทางการเมืองต่อไป

เมื่อตามรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้แต่ละพรรคต้องมาจัดระบบสมาชิกพรรคกันใหม่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นช่องเปิดให้เกิดการย้ายพรรคการเมืองได้ง่ายฤดูกาลปกติ

สอดรับไปกับความอ่อนแอภายในของแต่ละพรรคการเมืองทั้งขนาดกลางขนาดใหญ่ ขนาบด้วยกฎกติกาใหม่ถูกแต่ละพรรคออกมาตีโพยตีพายว่าจะยิ่งนำไปสู่ความวุ่นวายและทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ

ยังไม่รวมกับ “ตัวช่วย” ตามกลไกรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น สว. 250 คนที่จะมาจากการคัดเลือกของ คสช. หรือคณะกรรมการปฏิรูป คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ฯลฯ

ทั้งหมดยิ่งตอกย้ำความเป็นห่วงเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอกที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

หากจำได้แนวคิดการตั้งพรรคการเมืองพร้อมประกาศตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยมีให้ได้ยินมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เจ้าตัวก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธกับแนวคิดนี้

เริ่มตั้งแต่พรรคของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่แม้จะยังอุบไต๋รายชื่อคนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรค แต่ก็ยืนยันว่ายังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม ซึ่งจะกระทบกับการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคในอนาคต

ถัดมาที่การขยับตัวของ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ที่ประกาศตัวสนับสนุนการดำเนินการของ คสช.มาตั้งแต่ต้นเรื่อยมาจนถึงการประกาศจุดยืนสวนทางกับประชาธิปัตย์สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ

จนมาถึงการส่งสัญญาณแบ่งรับแบ่งสู้เรื่องตั้งพรรคการเมืองที่ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคต หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธมาโดยตลอด

ในวันที่รอยร้าวระหว่างประชาธิปัตย์กับ กปปส.ดูจะยังไม่สามารถสมานกันได้แนบแน่นเหมือนเดิม

ปัจจัยทั้งหลายยิ่งทำให้แนวคิดเรื่องการตั้งพรรคของ คสช.ถูกจับตาเป็นพิเศษในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศความชัดเจนว่าจะประกาศวันเลือกตั้งในปีหน้า สยบกระแสข่าวการคว่ำกฎหมายลูกในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ทว่า ตัวแปรที่น่าเป็นห่วงอยู่ตรงคะแนนความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ดูจะไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนหลังรัฐประหาร ตรงกันข้ามยิ่งระยะหลังคะแนนยิ่งลดน้อยลงไปตามแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นรอบด้าน

การใช้โอกาสนี้ปรับ ครม.ชุดใหญ่ เพื่อเร่งสร้างผลงานในโค้งสุดท้ายจึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้

เมื่อที่ผ่านมานอกจากผลงานหลายเรื่องยังไม่เข้าตาแล้ว การที่คนใน คสช.หลายคนต้องไปพัวพันกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายเรื่อง ล้วนแต่ฉุดให้คะแนนนิยมและความเชื่อมั่นลดลง

ยังไม่รวมกับการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบรากหญ้า แทบไม่ต่างกับแนวทางของพรรคการเมืองในอดีตที่มาจากการเลือกตั้งทำกันในช่วงใกล้หมดสมัยดำรงตำแหน่ง

แต่ทั้งหลายทั้งปวงอย่าลืมว่า บทเรียนจากพรรคทหารที่เข้ามาสู่การเมืองด้วยเป้าประสงค์เรื่องการสืบทอดอำนาจ ไม่ว่าจะด้วยการ หยิบยกเหตุผลอะไรมาอธิบายล้วนแต่ มีจุดจบสุดท้ายที่ไม่ค่อยดีนัก

การโยนหินถามทางของ พล.อ.ประวิตร ครั้งนี้จึงต้องชั่งใจให้ดีและวิเคราะห์อย่างรอบด้านก่อนจะตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดกับแนวคิดเรื่องพรรคทหาร

 

ขอละเว้น‘หมอ’ไม่ต้องคดีอาญา ทางออกหยุดขัดแย้ง‘คนป่วย-แพทย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/524092

ขอละเว้น‘หมอ’ไม่ต้องคดีอาญา ทางออกหยุดขัดแย้ง‘คนป่วย-แพทย์’

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

เมื่อค้นข้อมูลจากกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เกี่ยวกับประเด็นเรื่องข้อพิพาทที่นำไปสู่การฟ้องร้องระหว่างคนไข้และหน่วยบริการทางการแพทย์ของรัฐ ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ปี 2539-2558 ที่มีการจัดเก็บ ก็ทำให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจ

เพราะตัวเลขคดีมากถึง 412 คดี ทุนทรัพย์ฟ้องมากถึง 2,873 ล้านบาท สธ.ต้องชดใช้ชำระตามคำพิพากษาไปแล้ว 31 ล้านบาท

ตัวเลขจำนวนคดีที่เป็นทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา คดีผู้บริโภค สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้และแพทย์ที่เหมือนจะยิ่งดูห่างไกลกันมากขึ้น เพราะถูกแปรเปลี่ยนจากการรักษา การเข้ารับบริการทางการแพทย์ กลายเป็นศัตรูกันบนชั้นศาล

ทางออกจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อหยุดยั้งปัญหานี้

จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แนะถึงแนวทางการป้องกันความขัดแย้ง และการเยียวยาแก่ผู้รับบริการหรือคนไข้ ที่เสียหายจากการบริการทางการแพทย์ ในเวทีเสวนาเครือข่ายคุณภาพ และความปลอดภัยในระบบบริการ ปี 2561 ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จรัญสะท้อนให้เห็นภาพถึงปัญหาในเนื้อแท้ ซึ่งได้จำแนกปัญหาการฟ้องร้องคดีในวงการแพทย์ออกเป็น 3 ส่วน คือ คดีอาญา คดีปกครอง และคดีแพ่ง ขณะที่หัวใจของปัญหาคือคดีอาญา เพราะสร้างความเสียหายให้กับบุคลากรทั้งแพทย์และพยาบาลอย่างมาก

ความหมายของจรัญที่ระบุคดีอาญาเป็นหัวใจของปัญหาในวงการแพทย์ เพราะเป็นอีกช่องทางที่ทำให้แพทย์ต้องตกเป็นจำเลยและผู้ต้องหาจากผลพวงของการรักษาคนไข้ แม้จะไม่ได้เข้าคุกหรือต้องถูกคุมขังขณะรอพิจารณาคดีก็ตาม หรือท้ายสุดที่ศาลพิพากษาว่าเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่มีความผิด แต่ชีวิตระหว่างตกเป็นผู้ต้องหา หรือจำเลย ทำให้แพทย์ พยาบาลอับเฉา เศร้าหมอง และสะเทือนไปถึงประสิทธิภาพการทำงาน ที่สำคัญที่สุดคือหัวใจของแพทย์และพยาบาลที่ไม่มีทางรักษาเอาไว้เหมือนเดิม แต่ว่าพวกเขาจะทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ต้องมาถูกคดีอาญา

“ผมจึงอยากจะเสนออีกครั้งว่า หากแพทย์หรือพยาบาลทำความผิดที่ไม่ได้เกิดการจากการประมาทเลินเล่อ หรือไม่ได้เจตนาให้เกิดความเสียหายหรือจงใจกระทำ ก็ขอให้งดเว้นการดำเนินคดีอาญากับกลุ่มแพทย์และพยาบาล” จรัญ เสนอทางออก

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอธิบายการงดเว้นคดีอาญาให้กับแพทย์และพยาบาลว่า ไม่ได้หมายความว่าให้แพทย์และพยาบาลอยู่เหนือกฎหมายอาญาทั้งหมด ขอเพียงว่า หากจะนำแพทย์ไปเป็นจำเลยคดีอาญา ต้องมีคำว่าจงใจ หรือเจตนา หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แต่หากมีมูลแค่ประมาทธรรมดา ไม่ได้ร้ายแรงก็เป็นเหตุไม่ให้ดำเนินคดีอาญากับแพทย์นั้นได้ แต่เป็นเรื่องที่ยากไม่น้อย เพราะต้องทำให้ฝ่ายกฎหมายเห็นถึงสาเหตุของการละเว้นได้ ที่ผ่านมาเคยเสนอเรื่องนี้เอาไว้เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ขณะนั้นเกิดคำถามว่าแล้วบุคคลในอาชีพอื่นๆ จะได้รับความเป็นธรรมเหมือนแพทย์และพยาบาลด้วยหรือไม่ ทั้งทนายความ วิศวกร หรือที่ปรึกษาการลงทุน เป็นต้น

จรัญ เสริมว่า การดูแลเยียวยาผู้ป่วยและครอบครัวเป็นเรื่องที่สำคัญและต้องใส่ใจด้วยเช่นกัน เพราะหากแพทย์และพยาบาลเพิกเฉยแล้ว ชีวิตของพวกเขาก็จะยิ่งลำบากมากขึ้นไปกว่าเดิม และนำไปสู่การฟ้องร้องเพราะเป็นช่องทางเดียวที่พวกเขาจะเรียกร้องได้ หากเราใส่ใจมากขึ้นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้และแพทย์ก็จะคลายตัว

อีกมุมมองจาก นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา ที่ปรึกษาคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข กล่าวว่า บนพื้นฐานจากกรอบนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่กำหนดทิศทางในเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข ที่กำหนดทิศทางการทำงานด้านบริการสาธารณสุข จะต้องครอบคลุมปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ร้บบริการหรือคนไข้กับผู้ให้บริการ คือ แพทย์ ต้องดูแลทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นทั้งผู้ป่วยหรือบุคลากรที่ให้บริการ

ทั้งนี้ ปัญหาในส่วนของการแพทย์ที่เกิดผลให้ประสิทธิภาพทางการบริการมีปัญหา และนำไปสู่ความไม่พอใจของผู้รับบริการ คณะกรรมการฯ ได้พยายามลงพื้นที่เพื่อรับฟังถึงปัญหาในแต่ละเขตบริการ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาและให้คงมาตรฐานประสิทธิภาพทางการแพทย์เอาไว้ให้ได้

“การส่งเสริมการควบคุมมาตรฐานนั้น เราต้องเชื่อมั่นก่อนว่าบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่จะรู้ปัญหาดีที่สุด และจะแก้ปัญหาดีกว่าส่วนกลาง เพราะส่วนกลางดูแค่เอกสารแต่ไม่ได้สัมผัสปัญหา การแก้ไขปัญหาตรงนี้ก็ต้องเพิ่มศักยภาพของคณะอนุกรรมการควบคุมประสิทธิภาพในพื้นที่” นพ.สุพรรณ มองปัญหาทางการให้บริการทางการแพทย์

อย่างไรก็ตาม นพ.สุพรรณ ยังสะท้อนถึงปัญหาของการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์ ซึ่งทุกวันนี้การร่วมมือกันนั้นยังค่อนข้างไม่สมบูรณ์ เพราะแต่ละหน่วยงานยังไม่หันหน้าเข้าหากันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานได้จัดเก็บเอาไว้ หากนำมาแชร์ต่อกันและเชื่อมโยงกันได้ จะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนว่า ปัญหาของประสิทธิภาพการให้บริการทางการแพทย์นั้นตรงกันในเรื่องใด และจะได้ช่วยกันแสวงหาทางแก้ไขอย่างถูกจุด

“ข้อมูลมันเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก การเชื่อมโยงข้อมูลไม่ได้หมายถึงการเข้าไปล้วงเอาข้อมูลข้ามหน่วยงาน แต่จะเป็นการเชื่อมข้อมูลเกี่ยวกับทุกด้านอย่างครอบคลุมมากกว่า ทั้งการร้องเรียนต่างๆ ในการรับบริการทางการแพทย์ รวมถึงผู้ให้บริการที่สะท้อนปัญหาด้วย เราจะได้เห็นปัญหาที่ตรงจุดกันว่าผู้รับบริการติดขัดอย่างไร ผู้ให้บริการมีปัญหาอะไรบ้าง”

กระนั้น สิ่งหนึ่งที่คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขได้ดำเนินการไปก่อน คือคู่มือการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่จะเริ่มแจกจ่ายไปยังเขตสุขภาพต่างๆ ทั่วประเทศ ในคู่มือดังกล่าวจะครอบคลุมถึงข้อกฎหมาย และกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่ข้อขัดแย้งระหว่างคนไข้และแพทย์ เพื่อใช้ดูเป็นตัวอย่าง และยังสามารถอ้างอิงได้ในกรณีที่เกิดปัญหาในอนาคต

ปราบโกงไม่เคลียร์ สนช.สร้างรอยด่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/523900

ปราบโกงไม่เคลียร์ สนช.สร้างรอยด่าง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ใกล้เสร็จสิ้นสมบูรณ์จำนวน 10 ฉบับเข้าไปทุกที ภายหลังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติรับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

เท่ากับว่าเวลานี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เหลือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญในมืออีกเพียง 2 ฉบับ คือ การเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. ซึ่ง กรธ.เตรียมส่งให้ สนช.ภายในเดือนนี้เพื่อปิดภารกิจการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ อันเป็นแขนขาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่ กรธ.ขนานนามว่าเป็น “รัฐธรรมนูญปราบโกง”

เมื่อกล่าวถึงรัฐธรรมนูญปราบโกงแล้วต้องยอมรับว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต นับเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้การไล่ล่าการทุจริต เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยร่างกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญน่าสนใจหลายมาตรา ดังนี้

มาตรา 7 การกำหนดให้การดำเนินคดีตามกฎหมายฉบับนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาของศาล มิให้นับระยะเวลา ที่ผู้ถูกกล่าวหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และเมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ไม่ให้นำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 ว่าด้วยอายุความมาใช้บังคับ

มาตรา 31 ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหน้าที่เสนอมาตรการ ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ หรือ องค์กรอัยการ ในการเสนอแนะให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเมื่อองค์กรใดได้รับแจ้งแล้ว หากไม่อาจดำเนินการได้ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรคต่อ ป.ป.ช.ให้ทราบต่อไปภายใน 3 เดือน นับแต่ได้รับแจ้ง จาก ป.ป.ช.

การใช้อำนาจหน้าที่ไต่สวนของ ป.ป.ช. มาตรา 47 บัญญัติให้ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการโดยพลัน และต้องไต่สวนพร้อมกับวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันที่เริ่มดำเนินการ แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจดำเนินการได้เสร็จภายใน 1 ปี ป.ป.ช.อาจขยายเวลาออกไปอีกตามที่จำเป็นแต่ต้องไม่เกิน 2 ปี เว้นแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเดินทางไปไต่สวนในต่างประเทศ

ทว่าท่ามกลางกลไกการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่สวยหรูกลับเริ่มมีรอยแผล ซึ่งมาจากการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จำนวน 35 คน ซึ่ง กมธ.บางคนเป็นบุคคลที่มีคดีถูกกล่าวหาอยูในระหว่าง ป.ป.ช.

บุคคลที่ว่านั้น คือ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ และ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ โดยปัจจุบันถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติจากการเป็นเจ้าของ คอกม้า “รุ่งโรจน์ รุ่งพัชร” ตั้งอยู่ ที่หุบเขาแก่งคอย และ ป.ป.ช.ได้รับไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2553 เลขที่รับ 8265 เรื่องร้องเรียนเลขดำที่ 53511417

พลันที่ชื่อปรากฏออกมาได้เกิดกระแสท้วงติงพอสมควร ไม่เว้นแม้แต่ ‘วิชา มหาคุณ’ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นหนึ่งใน กมธ.วิสามัญฯ

“บ้านเราไม่เหมือนประเทศอังกฤษที่เขียนห้ามผู้มีส่วนได้เสียเป็นกรรมาธิการหรือร่างกฎหมายนั้นๆ ทั้งนี้ ไม่ทราบว่า สนช.พิจารณาอย่างไร และไม่รู้เรื่อง เพราะผมถูกเสนอชื่อ โดย กรธ.

…ไปนั่งทำงานด้วยก็ลำบาก แต่นี่เป็นการทำงานซึ่งเราต้องทำใจให้นิ่งสงบ และจะพิจารณาโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก” วิชา ระบุ แม้จะไม่ต่อต้านตรงๆ แต่การกล่าวสั้นๆ แบบนี้ก็สะท้อนความในใจอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม เสียงท้วงติงที่ เกิดขึ้นยังไม่ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเท่าไรนัก เมื่อ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ยอมรับว่าคงแก้ไขอะไรไม่ได้ เนื่องจากสภาได้เห็นชอบไปแล้ว

“ไม่แน่ใจว่าคดีของสมาชิก สนช.ทั้งสองท่านอยู่ในขั้นตอนไหนของ ป.ป.ช. แต่ กมธ.ที่พิจารณากฎหมายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือความถูกต้องของบุคคลใด” ประธาน สนช.อธิบาย

หากพิจารณาในแง่หลักการของกฎหมายแล้ว แน่นอนว่าตราบใดที่คดียังไม่ถึงที่สุด บุคคลที่ถูกกล่าวหายังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ก็มีคำถามตามมาว่าหลักการดังกล่าวสามารถหักล้าง หลักการว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือไม่

หลักการดังกล่าวเป็นหลักที่ว่าด้วยการไม่ให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องใดเข้ามาตัดสินในเรื่องนั้น เป็นหลักที่ศาลและองค์กรอิสระได้นำมาใช้อย่างเคร่งครัด สะท้อนให้เห็นผ่านข้อกฎหมายที่สามารถให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถคัดค้านผู้พิพากษาหรือกรรมการองค์กรอิสระที่อาจมีส่วนได้ส่วนเสียในข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัย ชี้ขาดได้

เมื่อศาลและองค์กรอิสระยึดหลักการดังกล่าวเป็นสำคัญแล้ว สนช.ในฐานะองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติควรใช้หลักการนี้เช่นกัน อย่างน้อยเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้ฝ่ายนิติบัญญัติได้ดำเนินรอยตาม เพราะหาก สนช.กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ย่อมทำให้การกลัดกระดุมเม็ดอื่นๆ ผิดไปด้วย

ณ เวลานี้แรงกดดันจึงไปตกอยู่ที่ สนช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คงต้องรอดูว่า สนช.จะฝ่ากระแสนี้ไปอย่างไร

หาก สนช.ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปโดยไม่แก้ไขปัญหา เท่ากับว่า สนช.จะเป็นผู้สร้างรอยด่างให้กับกฎหมายปราบโกงเสียเอง ซึ่งผลเสียอาจมากอย่างที่หลายฝ่ายคาดไม่ถึง ก็เป็นได้

 

ปรับ ครม.ชุดใหญ่ ต่อลมหายใจรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/523780

ปรับ ครม.ชุดใหญ่ ต่อลมหายใจรัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ออกมายอมรับเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่าจะดำเนินการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งใหญ่ พร้อมกับจะปรับลดรัฐมนตรีในสัดส่วนของทหารลงด้วย

“กำลังคิดอยู่ ต้องใช้เวลา มันมีเวลาของมันอยู่ ส่วนที่ถามว่าจะปรับในปีนี้หรือไม่นั้น อย่าไปสนใจมากเลย เพราะเป็นเรื่องของการบริหาร” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุเมื่อวันที่ 2 พ.ย.

เดิมที พล.อ.ประยุทธ์ มีความพยายามจะปรับ ครม.มาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากติดงานพระราชพิธีสำคัญทำให้รัฐบาลต้องบริหารภายใต้ทรัพยากรบุคคลเท่าที่มีไปก่อน แต่เมื่องานใหญ่ได้ผ่านพ้นไป ประกอบกับเกิดกรณีที่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ลาออกจากตำแหน่ง รมว.แรงงาน จึงเป็นจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะปรับ ครม.ครั้งใหญ่อีกครั้ง

หากจะพิจารณาว่ารัฐมนตรีคนใดจะไม่ได้ไปต่อกับ พล.อ.ประยุทธ์ อาจแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

1.กลุ่มที่มีปัญหาเรื่องการถือหุ้น ปัจจุบันมีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี จำนวน 7 คน ได้แก่ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ถือหุ้นสื่อสารมวลชน ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นกลุ่มที่ถือหุ้นที่ทำกิจการค้ากับรัฐและรับสัมปทานของรัฐ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ ถือหุ้นบริษัทเอกชน

ตามขั้นตอน กกต.จะต้องใช้เวลาในการพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน หากรัฐมนตรีคนใดเข้าข่ายขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้ง

แม้จะยังไม่เป็นคดีเร่งด่วนที่จะมีการตัดสินในเร็วๆ นี้ แต่เมื่อเป็นปัญหาที่คาราคาซัง อาจมีความเป็นไปได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการปรับออกจากรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีในกลุ่มนี้อาจจะไม่โดนปรับออกทั้งหมด โดย พล.อ.ประยุทธ์ เลือกเก็บรัฐมนตรีบางคนเอาไว้ที่ทำงานเป็นที่น่าพอใจ เช่น กอบกาญจน์ ม.ล.ปนัดดา อภิศักดิ์ หรือดอน

2.กลุ่มที่มีผลงานไม่เข้าตา พุ่งเป้าไปที่กระทรวงเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ โดยทั้งสองกระทรวงนี้กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกในช่วงที่ผ่านมา หลังจากผลงานไม่ค่อยเข้าตามากนัก

อย่างในกรณีของกระทรวงเกษตรฯ ถูกกังขาถึงการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก หรือ ไม่ใช่ฤดูน้ำหลาก เมื่อเจอทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องถูกร่างแหไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ยังซ้ำด้วยปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำจนยากต่อการควบคุม ด้วยเหตุนี้ทำให้รัฐบาลเสียคะแนนความนิยมจากส่วนภูมิภาคไม่น้อย

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ แม้ในระยะหลังจะมีตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวชี้วัดว่าเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แต่ในอนาคตที่ใกล้ถึงวันเลือกตั้ง อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเศรษฐกิจอีกครั้ง เพื่อให้ภาพรวมทางเศรษฐกิจออกมาดีที่สุดก่อนที่ คสช.จะลงจากตำแหน่ง

3.กลุ่มนายทหาร ปัจจุบันถ้าไม่นับ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ศิริชัย ที่เพิ่งลาออกไป เท่ากับ ครม.ชุดนี้จะมีทหารนั่งในเก้าอี้เสนาบดีถึง 10 คน โดยเฉพาะมีตำแหน่งรองนายกฯ ถึง 4 คน

ที่ผ่านมา คสช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่านำเข้าทหารให้มาทำงานฝ่ายพลเรือนจำนวนมากทั้งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หรือแม้แต่ใน ครม. รวมไปถึงตำแหน่งกรรมการบริหารในรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้ถูกครหาเรื่องภาพลักษณ์ของการทำงานที่อยู่ภายใต้ทหาร

ภาพลักษณ์ที่ดูไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก ได้นำมาซึ่งปัญหาในการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะต้องยอมรับว่าต่างประเทศจะไม่ค่อยปลื้มรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเท่าไรนัก

จากภาพลักษณ์ที่ถูกเพ่งเล็งทำให้เมื่อการทำงานเกิดปัญหา กระแสวิจารณ์รัฐบาลมักจะลามมาถึงสถาบันของกองทัพด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม พล.อ.ประวิตร ถึงยอมรับว่าต้องปรับลดรัฐมนตรีที่เป็นทหารให้น้อยลง

ความเป็นไปได้ที่น่าจะเกิดขึ้น คือ การปรับเปลี่ยนตัวรองนายกฯ ที่ปัจจุบันเป็นทหารถึง 4 นาย ให้ลดลง เพื่อเป็นการส่งสัญญาณกับสังคม แต่สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีอีก 6 คนนั้นจะเปลี่ยนเฉพาะรัฐมนตรีภาคสังคมและเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ความยากของการปรับ ครม.ไม่ได้อยู่ที่การจะเอาใครออกไปหรือการวัดกำลังภายในคนในรัฐบาล แต่อยู่ที่จะไปดึงใครมาทำหน้าที่รัฐมนตรีต่างหาก

ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันตัวเลือกที่พอจะให้ คสช.ได้ใช้สอยอย่างมีคุณภาพไม่ค่อยมีมากเท่าไรนัก ครั้นจะไปดึงพลเรือนที่เป็นสมาชิก สนช.ก็ย่อมถูกติงว่าเป็นการปรับ ครม.แบบวนในอ่างอีก

การจะไปดึงคนนอกแม่น้ำ 5 สาย ก็ทำได้ยาก เพราะยิ่งใกล้ช่วงเลือกตั้งย่อมไม่มีใครอยากลงมาเปลืองตัว สู้เก็บเนื้อเก็บตัวไว้สำหรับการเลือกตั้งน่าจะดีกว่า

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นปัญหาที่สร้างความปวดหัวให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ พอสมควร 

 

เปิดโผ รมต. ทหารสายอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2560 เวลา 07:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/523462

เปิดโผ รมต. ทหารสายอ่อน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 5 ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมาดังกระหึ่มส่งแรงกระเพื่อมทำให้สถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง หลังการตัดสินใจลาออกของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล อดีต รมว.แรงงานแบบฉับพลันทันด่วน แม้นายกรัฐมนตรีจะออกมาแก้เกี้ยวให้ว่าลาออกไปประกอบธุรกิจก็ตาม ยิ่งในช่วงเวลาไล่เรียงกัน พล.อ.ประยุทธ์ เรียกพบ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้าพบแบบกะทันหัน ยิ่งวันถัดมา “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่า ปรับ ครม.ประยุทธ์ 5 รอบนี้อาจลดสัดส่วนรัฐมนตรีสายทหารลง ย่อมส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง

คาดกันว่า ปรับ ครม.ประยุทธ์ 5 อาจเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้ โดยรอให้งานพระราชพิธีสำคัญของประเทศในเดือน ต.ค. และ พ.ย.ผ่านพ้นไปก่อน แต่ที่แน่ๆ รัฐมนตรีใน ครม.ประยุทธ์ 4 ที่เป็นรัฐมนตรีสายทหารต่างออกอาการหนาวๆ ร้อนๆ เพราะรัฐมนตรีสายทหารมีมากถึง 11 คน แบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มรัฐมนตรีเศรษฐกิจ แน่นอนเบอร์หนึ่งที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด คือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่มีกระแสข่าวจะถูกปรับออกหลายต่อหลายครั้ง ทั้งด้าน ผลงานไม่เข้าตา หรือ มีความขัดแย้งกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แต่ “บิ๊กฉัตร” เหนียวแน่นไม่เคยหลุดเก้าอี้จากวง ครม. เพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ “บิ๊กตู่” ตท.12 และ จปร.23 จะปรับออกได้อย่างไร อย่างมากอาจโยกออกหรือสลับเก้าอี้ไปอยู่นอกกลุ่มรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพื่อเปิดทางให้ “สมคิด” ส่งคนนอกที่เป็นพลเรือนของตัวเองเข้ามาแทน เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ราคาสินค้าตกต่ำ ทั้งข้าว ยางพารา และปาล์ม เป็นต้น รวมถึงอัดฉีดนโยบายเศรษฐกิจปูทางสู่โหมดเลือกตั้ง ดึงคะแนนนิยมให้กับรัฐบาล คสช. และ “บิ๊กตู่” ได้อยู่ต่อ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อันดับถัดมา คือ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน หนึ่งใน นายพลที่ช่วยงาน “บิ๊กตู่” สารพัดก่อนจะมานั่งเป็น รมว.พลังงาน อาทิ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตรวจสอบการทุจริตหลายโครงการ สร้างคะแนนนิยมและผลงานปราบปรามการทุจริตให้แก่รัฐบาลได้หน้า จนนายกรัฐมนตรีไว้วางใจให้เข้ามาสะสางปัญหาในกระทรวงพลังงาน

อาทิ สัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 พ.ร.บ.ปิโตรเลียม หรือโครงการ โรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ปรับ ครม.รอบนี้ พล.อ.อนันตพร จะได้ไปต่อหรือถูกออก คำตอบอยู่ที่ใจ “บิ๊กตู่” ประเมินผลงานแล้วเข้าตาหรือไม่ เช่นเดียวกับ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ หรือ “บิ๊กเต่า” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แม้จะเป็นลูกน้องเก่าอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีต เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก เมื่อถึงเวลาการเมืองสู่โหมดการเลือกตั้ง การดึงพวกพ้องมาทำงานย่อมเปลี่ยนไป

ถัดมาเป็น “บิ๊กน้อย” หรือ พล.อ. สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นอีกหนึ่งรัฐมนตรีสายทหารที่ประเมินกันว่าอาจโดนปรับเปลี่ยนตัว เพราะพักหลังมีข่าวไม่กินเส้นกันระหว่าง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ แต่ “บิ๊กน้อย” กับ “บิ๊กตู่” ถือว่าเป็นนายทหารรุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทกันมาก เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นนักเรียนนายร้อย จปร.รุ่น 23 ขณะที่ พล.อ.สุรเชษฐ์ เป็นนักเรียนนายร้อย จปร.รุ่น 25 จะหลุดโผ ครม.ประยุทธ์ 5 หรือไม่ย่อมน่าจับตา

แต่ที่แน่ๆ ตำแหน่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะหาพลเรือนมาเป็นรัฐมนตรี คือ กระทรวงแรงงาน ทั้งมาแทน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล และแม้ว่ากระทรวงนี้จะอยู่ในการกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร ที่แม้ต้องการจะผลักดันอดีตลูกน้องในกองทัพที่เพิ่งเกษียณเข้ามาทำงาน เช่น อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม คงเป็นไปได้ยากในสถานการณ์ช่วงนี้ เพราะตำแหน่งนี้ต้องการมืออาชีพมาเร่งแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว ประมงผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์

ขณะที่ กลุ่มที่ 2 รัฐมนตรีทหารสายแข็ง ล้วนเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่ร่วมกันปฏิวัติรัฐประหารปี 2557 หรือไม่ก็เป็นคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตร เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงแยกได้เป็น 2 สาย คือ ทหาร สายแข็ง กับ ทหารสายอ่อน ประเมินกันว่าเหตุผลสำคัญที่นายกรัฐมนตรีต้องการลดสัดส่วนรัฐมนตรีทหารลง เพราะต้องการปรับภาพลักษณ์ ครม.ในช่วงเปลี่ยนผ่านและปูทางไปสู่รัฐบาลเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีกประมาณ 10 กว่าเดือนข้างหน้า ดังนั้นบรรยากาศการบริหารราชการแผ่นดินต่อจากนี้ไปภาพลักษณ์รัฐบาลจะดูนุ่มนวลลง เน้นสร้างผลงานเอาใจพี่น้องประชาชนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีทหาร สายแข็งที่ติดโผตลอดจาก ครม.ประยุทธ์ 1 ถึง ครม.ประยุทธ์ 5 จนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง อาทิ พล.อ.ประวิตร พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ทั้งหมดล้วนมีความใกล้ชิดระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ สนิทสนมแนบแน่นมาโดยตลอด ทั้งในบทบาท “บูรพาพยัคฆ์” ทั้งในฐานะผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใต้บังคับบัญชากอดคอกัน ประคับประคองสถานการณ์รัฐบาล คสช. รวมถึงกองทัพมาโดยตลอด การจะปรับออกย่อมไม่อาจเกิดขึ้น แต่สุดท้าย ทุกตำแหน่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ “บิ๊กตู่” เพียงคนเดียวที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่สุดในเวลานี้

 

ม.44 เสื่อมมนต์ขลัง แรงเหวี่ยงโต้กลับแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/523295

ม.44 เสื่อมมนต์ขลัง แรงเหวี่ยงโต้กลับแรง

เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองประชาธิปไตยครึ่งใบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จริงอยู่แม้ประชาชนส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังสามารถมีสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองเอาไว้ แต่อีกด้านหนึ่งกลับมีมาตรา 44 ที่สามารถทำอะไรก็ได้สุดแล้วแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะดำเนินการตามความประสงค์ของตน

ปัจจุบันอำนาจตามมาตรา 44 ที่เคยอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้กลายสภาพมาอยู่ในมาตรา 265 ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

“ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีหน้าที่และอํานาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ …”

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เดิมทีมาตรา 44 ในความเข้าใจของคนส่วนใหญ่มีไว้เพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคง เพราะต้องยอมรับว่าช่วงแรกๆ ที่ คสช.เข้าบริหารประเทศได้เกิดความไม่สงบหลายครั้ง จึงจำเป็นต้องมีอำนาจพิเศษเพื่อใช้สำหรับการแก้ไขปัญหาให้ทันกับสถานการณ์

ทว่าทำไปทำมาวัตถุประสงค์ของการใช้มาตรา 44 ก็ถูกแปรเปลี่ยนไป โดยเป็นการนำมาใช้กับการบริหารราชการด้านอื่นๆ มากขึ้นนอกเหนือไปจากการแก้ไขปัญหาความมั่นคง

ดังจะเห็นได้จากการตั้งสารพัดคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการทุจริต หรือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลถูกกดดันจากต่างประเทศ

แต่ระยะหลังมานี้การใช้มาตรา 44 กลับไปอยู่ที่การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเสียเป็นส่วนใหญ่

ช่วงแรกการโยกย้ายด้วยอำนาจพิเศษไม่ค่อยมีปฏิกิริยาโต้กลับมากนัก แต่ระยะหลังเริ่มมีการตอบโต้จากฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 44 ให้เห็นเป็นระยะ

เช่น กรณีการโยกย้ายเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยอ้างถึงความไม่โปร่งใสของการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งหัวหน้า คสช.ได้ใช้มาตรา 44 ด้วยการเอาผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาข้ามห้วยมาทำหน้าที่เลขาธิการสภา ส่งผลให้เกิดแรงต่อต้านในหมู่ข้าราชการรัฐสภาฝั่งสภา เพราะมองว่าควรให้ลูกหม้อของตัวเองมาทำหน้าที่แทน สุดท้ายต้องมีคำสั่งแก้ไขและให้คนของฝั่งสภามาทำงานเพื่อเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

จนกระทั่งล่าสุดได้เกิดการต่อต้านการใช้มาตรา 44 อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เป็นคลื่นลูกใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะถึงขั้นที่รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกเพื่อเป็นการแสดงความไม่พอใจ

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 44 ให้ วรานนท์ ปีติวรรณ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน และให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงาน และให้ อนุรักษ์ ทศรัตน์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงาน และให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางานแทน

ผลของการใช้มาตรา 44 ครั้งนี้ ปรากฏว่า พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน และทีมข้าราชการการเมือง ประกอบด้วย พล.อ.เจริญ นพสุวรรณ ผู้ช่วย รมว.แรงงาน อารักษ์ พรหมณี ที่ปรึกษา รมว.แรงงาน พล.ท.ธนิต พิพิธวนิชการ เลขานุการ รมว.แรงงาน ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งทุกคนทันที

พล.อ.ศิริชัย หรือบิ๊กบี้ เป็นเตรียมทหารรุ่นที่ 13 อีกทั้งยังเป็นน้องรักของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เพราะบิ๊กบี้เมื่อครั้งเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมนั้นก็มาจากการผลักดันของ พล.อ.ประวิตร ในฐานะพี่ใหญ่

เหตุใดทำไม เพียงแค่การโยกย้ายข้าราชการถึงกับทำให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงต้องลาออก

ปัจจัยสำคัญอาจอยู่ที่การทำงานแบบล้วงลูกของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยรับปากกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาเมื่อครั้งเดินทางไปเยือนกัมพูชาช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาว่าไทยจะเร่งรัดในการพิสูจน์สัญชาติของแรงงาน แต่พอเอาเข้าจริงกรมการจัดหางานในฐานะ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ค่อยตอบสนอง พล.อ.ประยุทธ์ เท่าไหร่นัก

ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงต้องใช้มาตรา 44 ลงดาบเพื่อเขียนเสือให้วัวกลัว

แต่อำนาจพิเศษที่สำแดงออกมาเริ่มไม่ศักดิ์สิทธิ์และวัวก็ไม่ได้กลัวเสือเหมือนกับทุกครั้ง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ โดนตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยการลาออกของรัฐมนตรี

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ พล.อ.ศิริชัย เริ่มสะสมความไม่พอใจมาเป็นระยะ เพราะหลายครั้งที่รัฐบาลถูกกดดันจากต่างประเทศในเรื่องปัญหาการค้ามนุษย์ กระทรวงแรงงานมักจะตกเป็นจำเลยเสมอ

จนกระทั่งรอยร้าวมาเกิดปริชัดเจนจากการที่โยก “จรินทร์ จักกะพาก” อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย มานั่งในตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงาน แทน ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดแรงงานคนเก่าที่เกษียณอายุราชการ

การทำเช่นนั้นจะว่าไปแล้วเป็นการทำร้ายจิตใจรุนแรง ทั้งๆ ที่ปกติแล้วการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงจะไม่ทำกันข้ามห้วย เพราะจะทำให้เสียการปกครอง คนที่อยู่เดิมย่อมไม่พอใจเจ้านายใหม่ที่เป็นคนต่างที่ เนื่องจากเป็นการปิดโอกาสการเติบโตของลูกหม้อในหน่วยงานนั้น

ดังนั้น แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นไม่เพียงจะเป็นโอกาสสำคัญที่นำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้เท่านั้น แต่เหนืออื่นใดอาจเป็นตัวอย่างที่ตอกย้ำว่ามาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นของขลังอีกต่อไป เพราะจะเป็นเพียงแค่เกราะคุ้มกันหัวหน้า คสช. แต่ไม่ได้ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นแต่อย่างใด

 

คอนเนกชั่น ‘บิ๊กป้อม’ ร่วมชำแหละกฎหมาย ปปช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2560 เวลา 09:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/523231

คอนเนกชั่น ‘บิ๊กป้อม’ ร่วมชำแหละกฎหมาย ปปช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 200 คะแนน รับหลักการในวาระที่ 1 แห่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นผู้เสนอ พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 35 คน เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ

สำหรับรายชื่อคณะกรรมาธิการที่ น่าสนใจ ส่วนใหญ่พบว่ามีบุคคลที่มีความ สัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เข้ามาทำหน้าที่ เช่น พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้ามาร่วมทำหน้าที่กรรมาธิการด้วย

นอกจากนี้ ยังมีกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งอดีตและปัจจุบันเป็นกรรมาธิการเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น “วิชา มหาคุณ” “กล้านรงค์ จันทิก” อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งนี้ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวระหว่างการเสนอร่างกฎหมายต่อ ที่ประชุม สนช. ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรม เช่น การกำหนดระยะเวลาการไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่ง กรธ.คิดว่าควร ไม่เกิน 2 ปี แต่สามารถต่อเวลา ถึงกระนั้นหากมีกรณีที่ไต่สวนเกินเวลาขึ้นมาจริงๆ ป.ป.ช.ก็ยังมีอำนาจในการตรวจสอบคดี ดังกล่าวอยู่ เพียงแต่ ป.ป.ช.ต้องไปตรวจสอบว่าเกิดปัญหาอะไรที่ทำให้ ป.ป.ช.ทำการไต่สวนไม่เสร็จตามกำหนดเวลา โดยต้องแจ้งให้กับประชาชนทราบด้วย

ประธาน กรธ. ระบุอีกว่า ขณะที่การ ตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของ ป.ป.ช.นั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้กรณีที่กรรมการ ป.ป.ช.กระทำความผิด สมาชิกรัฐสภาสามารถเข้าชื่อต่อศาลฎีกาให้ไต่สวนได้ แต่สำหรับกรณีของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.กระทำผิดเสียเอง จะเป็นหน้าที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แต่ สตง.ไม่มีอำนาจหน้าที่ชี้ขาด เพราะจะให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.วินิจฉัยในชั้นสุดท้าย ซึ่งคิดว่าเป็น ประเด็นสำคัญที่ต้องไปพิจารณาในขั้นตอน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ

สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว คือ มาตรา 7 การกำหนดให้การดำเนินคดีตามกฎหมายฉบับนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณา ของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่ง ของอายุความ และเมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนี ระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ ไม่ให้นำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 98 ว่าด้วยอายุความมาใช้ บังคับ

ขณะเดียวกัน นอกเหนือไปจากอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริตและการใช้อำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีอยู่ เดิมแล้ว ปรากฏว่ามาตรา 31 ยังกำหนดให้ ป.ป.ช.มีหน้าที่เสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ หรือองค์กรอัยการ ในการเสนอแนะให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติ มิชอบ และเมื่อองค์กรใดได้รับแจ้งแล้ว หากไม่อาจดำเนินการได้ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรคต่อ ป.ป.ช.ให้ทราบต่อไปภายใน 3 เดือนนับแต่ได้รับแจ้งจาก ป.ป.ช.

เช่นเดียวกับมาตรา 34 ซึ่งบัญญัติ ป.ป.ช.โดยมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 สามารถมีหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานรัฐและคณะรัฐมนตรีให้ทราบถึงการดำเนินการอย่างใดของหน่วยงานของรัฐที่อาจนำไปสู่การทุจริตหรือส่อว่าอาจมีการทุจริต ในกรณีเช่นนี้หน่วยงานของรัฐและคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามควรแก่กรณีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตหรือเกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของรัฐ และต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป เว้นแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความลับของทางราชการ

การใช้อำนาจหน้าที่ไต่สวนของ ป.ป.ช. มาตรา 47 บัญญัติให้ ป.ป.ช.ต้องไต่สวนพร้อมกับวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันที่เริ่มดำเนินการ แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจดำเนินการได้เสร็จภายใน 1 ปี ป.ป.ช.อาจขยายเวลาออกไปอีกตามที่จำเป็นแต่ต้องไม่เกิน 2 ปี เว้นแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเดินทางไปไต่สวนในต่างประเทศ หรือขอให้หน่วยงาน ของต่างประเทศดำเนินการไต่สวนให้หรือ ขอรับเอกสารหลักฐานจากต่างประเทศ จะขยายระยะเวลาออกเท่าที่จำเป็นก็ได้

ขณะเดียวกัน กรธ.ยังได้กำหนดให้มีหมวด 6 ว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมเอาไว้ด้วย โดยมีประเด็นสำคัญที่มาตรา 124 ที่กำหนดห้ามไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ ป.ป.ช.กำหนด กรรมการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงที่ยังพ้นจากตำแหน่ง ไม่ถึง 2 ปี เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในฐานะเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทนพนักงานหรือลูกจ้างในธุรกิจเอกชนที่อยู่ภายใต้กำกับหรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจเอกชนอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์ทางราชการหรือกระทบต่อ ประโยชน์ส่วนรวม

ส่วนบทเฉพาะกาลในมาตรา 178 กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ยังคงอยู่ในตำแหน่งไปได้จนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดในกฎหมาย

 

สัญญาเริ่มไม่เป็นสัญญา คสช.ยื้อปลดล็อกการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/523015

สัญญาเริ่มไม่เป็นสัญญา คสช.ยื้อปลดล็อกการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การเมืองไทยเริ่มร้อนขึ้นมาอีกครั้ง ภายหลังเกิดกระแสกดดันให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คลายกฎเหล็กเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้

แรงกดดันที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลมาจากสัญญาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้เคยให้ไว้ก่อนงานพระราชพิธีสำคัญ เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา

“ยืนยันว่าไม่ต้องการหน่วงเวลาอะไรทั้งสิ้น แต่เดือน ต.ค.เป็นช่วงที่คนไทยทุกคนอยู่ในช่วงเวลาโศกเศร้าอาลัย ขอให้ทุกอย่างอยู่บนสถานการณ์ความสงบ

ในส่วนตรงนี้พูดได้ว่าประมาณเดือน มิ.ย. 2561 จะมีการประกาศวันเลือกตั้งและประมาณเดือน พ.ย. 2561 จะมีการเลือกตั้ง วันนี้มีความชัดเจนขึ้น ขอให้ทุกคน นักการเมือง พรรคการเมืองอยู่ในความสงบ ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณามาตรการผ่อนคลายต่างๆ ด้วย” คำกล่าวยืนยันของ พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลานั้น

ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่แปลกที่เมื่อเสร็จสิ้นงานพระราชพิธี บรรดาพรรคการเมืองหลายพรรคจะออกมาขยับกดดันรัฐบาลกันอย่างพร้อมเพรียงในเวลานี้ โดยเฉพาะ 3 พรรคการเมืองใหญ่ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และชาติไทยพัฒนา

แต่ไม่ว่าแรงกดดันจะมากระทบ คสช.อย่างไร คสช.ยังไม่ส่งสัญญาณออกมาว่าจะยอมคลายกฎเหล็กให้กับพรรคการเมืองเมื่อไหร่ ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม

“ต้องดูไปตามความเหมาะสม เพราะขณะนี้ยังมีการโจมตีและบิดเบือนกันอยู่ ยังไม่ไปในทิศทางเดียวกัน หากมีความสงบเรียบร้อยก็จะพิจารณา แต่เชื่อว่านักการเมืองจะทำทุกอย่างทันตามกรอบเวลา

ขณะนี้ยังไม่พร้อมเปิดไฟเขียว หรือพิจารณาให้นักการเมืองทำกิจกรรมได้และไม่สามารถบอกกรอบเวลาที่จะเปิดให้ดำเนินกิจกรรมได้ แต่ทั้งหมดจะอยู่ในกรอบเวลา ขณะเดียวกันยังไม่มีแผนที่จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในการประชุม ครม.ครั้งถัดไป และยังไม่อนุญาตให้เคลื่อนไหวเกิน 5 คน” การพูดจริงชัดเจนจาก พล.อ.ประวิตร

ไม่เพียงแต่ คสช.ที่ออกมายืนยันถึงการไม่ยอมปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองในเร็วๆ นี้เท่านั้น เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะผู้คุมเนื้อหากฎหมายลูก โดย “สมชาย แสวงการ” เลขานุการวิป สนช. ก็ยังออกมาพูดรับลูก คสช.ด้วยว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการปลดล็อกพรรคการเมืองในช่วงนี้ แต่น่าจะมีการดำเนินการดังกล่าว ภายหลัง สนช.ได้พิจารณากฎหมายเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.เสร็จสิ้นประมาณเดือนก.พ.-มี.ค. 2561

ความพยายามยื้อการปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองของ คสช.นั้น นับเป็นท่าทีที่มีความน่าสงสัยพอสมควรว่ามีเหตุผลอะไรที่ คสช.ถึงยอมกล้ากลืนน้ำลายทำให้สัญญาไม่เป็นสัญญาแบบนี้ ซึ่งพิจารณาแล้วน่าจะมีปัจจัยอย่างน้อย 3 ประการ

1.คสช.ต้องการใช้จังหวะนี้สร้างผลงาน บรรยากาศการเมืองในขณะนี้ถือว่ามีความสงบและนิ่งพอสมควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเพิ่งผ่านเหตุการณ์สำคัญมา ทำให้ฝ่ายตรงข้าม คสช.ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่มากนัก

คสช.จึงเห็นว่าควรใช้เวลานี้ที่การเมืองอยู่ในภาวะสงบไร้ความเคลื่อนไหวเร่งสร้างผลงานและการบริหารประเทศ หลังจากต้องเสียรังวัดไปพอสมควรก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความยากจน ซึ่งถูกเพ่งเล็งมาตลอดว่าไม่เอื้อประโยชน์ให้กับคนที่มีรายได้น้อยเท่าไรนัก

2.ต้องการกดดันพรรคการเมืองต่อไป คสช.ทราบดีว่าเมื่อกฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้แล้วย่อมจะเกิดแรงกดดันมายัง คสช.เพื่อปลดล็อกพรรคการเมือง แต่ในอีกมุมหนึ่ง คสช.เองก็ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองมีพื้นที่ในสนามการเมืองในขณะน้

คสช.ย่อมมองว่าถ้ายังคงกฎเหล็กการเมืองไว้ต่อไป ย่อมช่วยให้ คสช.เป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่วันยังค่ำ แต่หากคสช.ยอมตามที่พรรคการเมืองขอ แน่นอนว่าความสนใจที่สังคมเคยมีให้กับ คสช.จะเบี่ยงเบนมาที่พรรคการเมืองแทน

ต้องไม่ลืมว่านับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าในปี 2561 ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง ปรากฏว่าเกิดกระแสตอบรับในทิศทางที่ดี ซึ่งด้านหนึ่งย่อมหมายความว่าต้องการให้ คสช.ลงจากตำแหน่ง ภายหลังบริหารประเทศมาเป็นเวลา 3 ปี

สภาพเช่นนี้ย่อมทำให้บทบาทของ คสช.ลดลง โดยที่ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองจะเข้ามามีบทบาทแทน สภาพนี้ไม่เป็นผลดีต่อคสช.แน่นอน

3.การส่งสัญญาณทางอ้อมว่ายังไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง เรียกได้ว่าเป็นความในใจที่ คสช.เก็บมาตลอด แต่ไม่อาจบอกกับสังคมได้แบบตรงไปตรงมา โดย คสช.มองว่าหากเกิดการเลือกตั้งในระยะนี้ ก็ไม่ช่วยให้การเมืองเกิดความปรองดองและความสงบได้ เนื่องจากมีบางกลุ่มพยายามก่อความไม่สงบทางการเมืองอยู่

ที่ผ่านมา คสช.พยายามใช้เรื่องการปฏิรูปประเทศมาเป็นเหตุผลเพื่อขอชะลอการเลือกตั้งออกไปก่อน แต่กลับถูกย้อนศรด้วยการโต้กลับว่าการปฏิรูปประเทศที่ คสช.ทำมาร่วม 3 ปียังไม่มีความเป็นรูปธรรม จึงสมควรให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมาดำเนินการแทน

คสช.จึงต้องนำเรื่องความไม่สงบทางการเมืองมาเป็นเงื่อนไขชะลอการปลดล็อกพรรคการเมือง เพื่อโยนหินถามทางว่าหาก คสช.จะขอต่อเวลาและเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจริง สังคมจะมีความคิดเห็นอย่างไร

ทั้งหมดนี้ คสช.ทำไปเพื่อขอฉันทามติจากสังคมเพื่อชะลอการเลือกตั้ง แต่จะได้รับฉันทามติตามที่ต้องการหรือไม่ คงต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด

 

คสช.วิ่งไล่จับปู แรงเหวี่ยงถึง ‘เพื่อไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/522811

คสช.วิ่งไล่จับปู แรงเหวี่ยงถึง ‘เพื่อไทย’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชะตากรรมของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในช่วงทศวรรษนี้นับว่ามีความพลิกผันเป็นอย่างยิ่ง

ก่อนปี 2554 ทำหน้าที่เป็น ผู้บริหารธุรกิจของครอบครัวชินวัตรมูลค่ากว่าแสนล้านบาท

ปี 2554 ลงสนามการเมืองในนามผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับหนึ่งของพรรคเพื่อไทย ถูกคาดหมายในเวลานั้นว่าเป็นคู่ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ในปีเดียวกันพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และพร้อมใจกันลงมติในสภาเลือกยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี

การเป็นนายกฯ ของยิ่งลักษณ์ นับว่าสร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองหน้าใหม่หลายเรื่อง เช่น เป็นนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศไทย และสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในทางการเมืองหลังจากลงสมัคร สส.เป็นครั้งแรก แม้จะถูกปรามาสว่ามีวันนี้เพราะพี่ให้ แต่ก็ดูเหมือนไม่สามารถสร้างความระคายให้กับยิ่งลักษณ์ได้

จากจุดสูงสุดในวันที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่พอเข้าสู่การบริหารประเทศอย่างจริงจัง ปรากฏว่าเส้นกราฟทางการเมืองของยิ่งลักษณ์กลับไม่พุ่งทะยานมากนัก

เริ่มตั้งแต่เผชิญกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยจนนำมาสู่การอภิปรายในสภา ที่ทำให้รัฐบาลเกือบเอาตัวไม่รอด แม้จะรอดจากสถานการณ์นั้นมาได้ แต่นับจากนั้นเป็นต้นมารัฐบาลยิ่งลักษณ์กลับต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับความสามารถในการบริหารประเทศอย่างหนัก

ตามมาด้วยการพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมในสภา เวลานั้นพรรค เพื่อไทยพยายามอ้างเป็นการใช้อำนาจตามกลไกนิติบัญญัติปกติในฐานะเป็นพรรคเสียงข้างมาก อำนาจเสียงข้างมากที่มีอยู่ในสภากลับไม่สามารถทัดทานเสียงต่อต้านของการเมืองนอกสภาได้

เพราะการผลักดันเรื่องดังกล่าวได้นำมาซึ่งการก่อตัวของกลุ่มการเมืองนอกสภาที่ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอย่าง ต่อเนื่องก่อนที่ยิ่งลักษณ์จะตัดสินใจ ยุบสภาในเวลาต่อมา

การยุบสภาที่คิดว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหากลับไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หนำซ้ำยิ่งลักษณ์ ยังต้องตกจากเก้าอี้นายกฯ ด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจากการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงโดยมิชอบ

เส้นกราฟที่ดิ่งลงของยิ่งลักษณ์และการเมืองนอกสภา ทำให้เกิดการรัฐประหารในปี 2557

ตลอด 3 ปีของยิ่งลักษณ์ภายใต้การควบคุมของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับแต่เพียงอย่างเดียว เพราะต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีรับจำนำข้าว ทั้งการถอดถอนและการดำเนินคดีอาญาในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ผลคดีของคดีรับจำนำข้าวทำให้ ยิ่งลักษณ์ถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งและห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ต่อด้วยคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ให้จำคุก 5 ปีโดยไม่รอลงอาญา

ล่าสุดเวลานี้ “ยิ่งลักษณ์” ต้องเผชิญกับสถานการณ์ลำบากอีกครั้ง หลังจากกระทรวงการต่างประเทศสั่งเพิกถอนหนังสือเดินทางของยิ่งลักษณ์ทุกเล่ม เพื่อกดดันให้ยิ่งลักษณ์มารับโทษตามคำพิพากษาของศาลฎีกา

ทั้งนี้ การตามจับยิ่งลักษณ์เพื่อให้มีการส่งตัวกลับมารับโทษในประเทศตามคำพิพากษาไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากมีขั้นตอนทางกฎหมายยุ่งยากพอสมควร

กล่าวคือ ต้องเริ่มจากการที่หน่วยงานรัฐของไทยต้องได้ที่พำนักของ ยิ่งลักษณ์ในต่างประเทศที่แน่นอนก่อน จากนั้นอัยการจะทำหน้าที่ประสานงานไปยังประเทศดังกล่าว เพื่อขอส่งตัวกลับมายังไทย โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญ คือความผิดของยิ่งลักษณ์ต้องเป็นความผิดเดียวกับที่กฎหมายของประเทศนั้นกำหนด ถ้าไม่เหมือนกัน ประเทศที่ยิ่งลักษณ์พำนักอยู่สามารถปฏิเสธไม่ส่งตัวให้กับไทย

เงื่อนไขที่ว่านี้เป็นด่านสำคัญที่รัฐบาลอาจตกที่นั่งลำบากพอสมควร เนื่องจากการดำเนินคดีกับ ยิ่งลักษณ์เกิดขึ้นในระหว่างการรัฐประหาร ไม่ใช่บรรยากาศประชาธิปไตยปกติ ตรงนี้อาจเป็นข้อกล่าวหาได้ว่าคดีของยิ่งลักษณ์เป็นคดีการเมือง ซึ่งเป็นเหตุผลให้ประเทศที่ยิ่งลักษณ์พำนักอยู่ไม่ให้ความร่วมมือกับไทยในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

เรียกได้ว่าศึกการติดตามตัว ยิ่งลักษณ์ครั้งนี้เป็นการวัดฝีมือและลีลาทางการเมืองระหว่างประเทศของรัฐบาลชุดนี้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การไล่ล่า ยิ่งลักษณ์ที่กำลังดำเนินการไปนั้น ใช่ว่ารัฐบาลจะหวังแค่การได้ตัวยิ่งลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่อีกด้านหนึ่งก็พยายามส่งแรงกดดันพรรคเพื่อไทยไปในตัวด้วย

พรรคเพื่อไทยแม้จะชนะเลือกตั้งมาทุกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถอยู่ในอำนาจได้ยั่งยืนเท่าไรนัก จนนายกฯ ของพรรคต้องตกเก้าอี้หลายคน

สถานการณ์ในเวลานี้พรรคเพื่อไทยกำลังอยู่ในสภาพไร้หัว ซึ่งในภาวะเช่นนี้เหมาะอย่างยิ่งกับการบีบพรรคเพื่อไทยให้เป็นพรรคที่เล็กลง ประกอบกับการที่ยิ่งลักษณ์ยังหลบหนีอยู่เช่นนี้ย่อมเป็นรอยด่างที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องเผชิญกับกระแสโจมตีระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งด้วย

คสช.เชื่อในทฤษฎีที่ว่าหากสามารถสร้างกดดันให้กับพรรคเพื่อไทยได้มากขึ้นเท่าไหน โอกาสที่จะได้เสียงข้างมากในสภาจากการเลือกตั้งในอนาคตก็มีความเป็นไปได้น้อยลงเท่านั้น

ดังนั้น การไล่จับยิ่งลักษณ์จึงเป็นการหวังผลสองเด้งของ คสช.

 

ไฟลนก้นรัฐบาล อีกไม่นานลามใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ตุลาคม 2560 เวลา 08:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/522629

ไฟลนก้นรัฐบาล อีกไม่นานลามใหญ่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองกลับมาสู่บรรยากาศเดิมๆ อีกครั้ง ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งโดยภาพรวมของการจัดงานนั้นรัฐบาลได้คำชื่นชมไม่น้อย เนื่องจากสามารถจัดงานได้อย่างสมพระเกียรติ อีกทั้งไม่ปรากฏเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างที่แสดงความกังวลไว้ก่อนหน้านี้

ดังนั้น จากนี้ไปการเมืองจะเข้าสู่ครรลองปกติ โดยเฉพาะการเมือง ว่าด้วยการเลือกตั้ง

เมื่อไม่นานมานี้ พรรคการเมืองแต่ละพรรคเริ่มออกมาทวงสัญญาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจาก คสช.เคยให้สัญญาเอาไว้ว่าหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีสำคัญแล้วจะพิจารณาปลดล็อกเงื่อนไขทางการเมืองบางประการ เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองสอดรับกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ได้

“ถึงเวลาปลดล็อกให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้แล้ว เพราะกฎหมายพรรคการเมือง ประกาศในราชกิจจาฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งจะครบเดือนแล้ว จากที่มีกำหนดเวลา 180 วัน ก็จะเหลือเพียง 150 วัน ทำให้พรรคการเมืองเสียโอกาสไปเรื่อยๆ เพราะไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งน่าเป็นห่วงโดยเฉพาะพรรคการเมืองที่มีสมาชิกจำนวนมาก ต้องส่งจดหมายไปให้สมาชิกพรรคกว่าจะตอบกลับมาและต้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองอีก ต้องใช้เวลาในการดำเนินการทั้งนั้น” ข้อเรียกร้องจาก “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา

ทว่าท่าทีของ คสช.เองยังดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยตอบสนองข้อเรียกร้องของพรรคการเมืองเท่าไหร่นัก ดังจะเห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา

“คสช.ยังไม่ได้ประชุมกันในเรื่องนี้ เพราะงานพระราชพิธีเพิ่งจะเสร็จสิ้น ดังนั้นจะมาทำอะไรกัน และจะมาทวงสัญญาอะไร เพราะ คสช.ต้องพิจารณาถึงความร่วมมือต่างๆ ก่อน รวมถึงในแต่ละพื้นที่ต่างๆ ด้วย แต่ที่ผ่านมาฝ่ายที่ทำให้เกิดความวุ่นวายก็ยังดำเนินการกันมาตลอด ส่วนที่เคยระบุไว้ว่าวันที่ 1 พ.ย.จะปลดล็อกให้พรรคการเมืองนั้น คสช.ยังไม่ได้ประชุมร่วมกันในเรื่องนี้”

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการเมืองนับจากนี้ไปจะมีแต่เรื่องร้อนของพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ต่อจากนี้ไปจะเป็นช่วงเวลาของการเร่งสร้างผลงานของรัฐบาลให้เป็นที่ประจักษ์แสดงต่อประชาชนด้วยก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2561 โดยมีอย่างน้อย 3 เรื่องที่รัฐบาลต้องแสดงประสิทธิภาพออกมา

1.การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เป็นสถานการณ์ที่ก่อปัญหามาสักระยะแล้วแต่ยังไม่ค่อยปรากฏออกมาเป็นประเด็นสาธารณะในช่วงนี้มากนัก เพราะสังคมส่วนใหญ่กำลังโฟกัสไปที่งานสำคัญของคนไทยทั้งประเทศ แต่เมื่อทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แน่นอนว่าสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ตอนบนของประเทศก็กลับมาเป็นประเด็นสาธารณะอีกครั้ง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่มีหน่วยงานรัฐหน่วยงานไหนออกมายืนยันได้ว่าอยู่ในภาวะวิกฤตหรือไม่ แต่จากการที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ยอมรับว่า ระดับน้ำในปีนี้เริ่มใกล้เคียงกับเมื่อครั้งเหตุการณ์อุทกภัยปี 2554 ก็เริ่มสร้างความหวั่นวิตกไม่น้อย

ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ผู้นำรัฐบาลหลายคนต่างเคยโจมตีการทำงานของรัฐบาลในอดีตที่เคยบริหารจัดการน้ำ ผิดพลาดจนสร้างความเสียหาย ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่สามารถพลาดได้ เพราะถ้าพลาดขึ้นมา แน่นอนว่าอาจไม่มีที่ยืนให้กับรัฐบาลในระยะยาว

2.การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ในเรื่องนี้ถ้ามองในเชิงตัวเลข ต้องยอมรับว่ามีตัวเลขที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากดัชนีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่พุ่งสูงขึ้น ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยืนยันว่าในปีหน้าจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน

แต่ถ้าในด้านความเป็นจริง ยังมีอีกหลายภาคส่วนที่รู้สึกได้ว่าตัวเอง ไม่ได้รับอานิสงส์จากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตร เนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำพอสมควร ส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้สินของเกษตรกรตามมามากมาย

หาก คสช.และรัฐบาลที่มีอำนาจมหาศาลไม่สามารถพาเกษตรกรฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ คงไม่ต้องนึกว่า คสช.และรัฐบาลจะต้องเจออะไรตามมาบ้าง

3.การปฏิรูปประเทศสู่การเลือกตั้ง อย่างที่ทราบกันดีว่า “การปฏิรูปประเทศ” เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ คสช.ได้ตัดสินใจรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์เมื่อปี 2557 ด้วยเหตุนี้ คสช.จึงได้เน้นย้ำภารกิจด้านการปฏิรูปมาตลอด 3 ปี

ในด้านผลงานที่เป็นเชิงปริมาณนั้น คงไม่มีข้อสงสัย เพราะ คสช.ได้แสดงให้เห็นเป็นระยะ ไล่ตั้งแต่การตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก่อนจะที่ถูกยุบไปและนำมาซึ่งการตั้งสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ

ทว่าถ้าถามถึงผลงานเชิงคุณภาพแล้ว ยังคงมีคำถามตามมาพอสมควรว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่มีการตั้งสภาถึง 2 สภาและคณะกรรมการชุดใหญ่อีกระลอก เป็นการปฏิรูปประเทศที่ถูกทางหรือไม่ หรือเป็นแค่การต่างตอบแทนให้กับบุคคล ใกล้ชิด คสช.และรัฐบาลเท่านั้น

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเวลาของรัฐบาลเหลืออีกไม่มาก แต่กลับมีงานด่วนที่เปรียบเหมือนเป็นไฟลนก้นให้ต้องแก้ไขและดำเนินการเป็นจำนวนมาก หากผ่านจุดนี้ไปไม่ได้ คงเป็นเรื่องยากที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยวิธีตามรัฐธรรมนูญ