กลับสู่สนามการเมือง โรดแมปเริ่มแกว่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2560 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/522515

กลับสู่สนามการเมือง โรดแมปเริ่มแกว่ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับจากนี้ไปต้องยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองไทยจะกลับมาเป็นที่น่าสนใจอีกครั้ง ภายหลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

โดยตลอดช่วงเดือน ต.ค.ก่อนที่จะมีงานพระราชพิธีนั้น แต่ละฝ่ายได้ร่วมมืองดแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในทำนองตอบโต้กันไปมาระหว่างกัน เพื่อต้องการไม่ให้เป็นการทำลายบรรยากาศของคนไทยทั้งประเทศ แต่เมื่องานสำคัญได้ผ่านพ้นไปแล้ว แน่นอนว่าการเมืองจากวันนี้เป็นต้นไปจะเป็นวาระสำคัญที่ห้ามกะพริบตา เพราะแต่ละวันที่ผ่านพ้นไปย่อมหมายถึงการเข้าใกล้ถึงวันเลือกตั้งเช่นกัน

ทั้งนี้ มีประเด็นทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นอย่างน้อย 4 ประเด็น

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

1.การส่งกฎหมายลูกให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปัจจุบันคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เหลือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอยู่ในมือด้วยกัน 3 ฉบับ ได้แก่ การเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. การป้องกันและปราบปรามการทุจริต

กรธ.มีกำหนดส่งกฎหมายดังกล่าวไปยัง สนช.ให้เสร็จสิ้นภายในเดือน พ.ย.อันเป็นเสร็จสิ้นภารกิจ 240 วัน

ในการทำกฎหมายลูกตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดเอาไว้ แต่กระนั้นเรื่องไม่จบลงแค่การส่งไปให้ สนช.เท่านั้น เพราะยังต้องจับตากำลังภายในของ สนช.ในเรื่องการพิจารณาเนื้อหาของร่างกฎหมายด้วย

กล่าวคือ สนช.มีอำนาจเต็มโดยสมบูรณ์ที่จะแก้ไขเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ กรธ.ส่งมาอย่างไรก็ได้ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยรองรับจากกรณีของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

ตรงนี้จึงเป็นที่มาของกระแสข่าวที่ว่าสมาชิก สนช.เตรียมมีดหมอผ่าตัดร่างกฎหมายของ กรธ. โดยเฉพาะกฎหมายเลือกตั้งอย่างเข้มข้น และหากเกิดสถานการณ์ที่ สนช.และ กรธ.คุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว สมาชิก สนช.บางกลุ่มก็ได้รับคำสั่งจากบิ๊กพลเอกบางคนในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ลงมติคว่ำได้เลย

หากเกิดสถานการณ์เช่นว่านั้นขึ้นมารับรองว่าไฟการเมืองลุกโชนแน่นอน เพราะต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งอีกครั้ง ซึ่งหมายถึงการเลือกตั้งที่ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

แม้เมื่อไม่นานมานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ยืนยันแล้วว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นปลายปี 2561 อย่างแน่นอน แต่ต้องไม่ลืมว่า สนช.จำนวนไม่น้อยก็มีความคิดอยากจะชะลอการเลือกตั้งออกไปก่อน โดยอ้างเรื่องการปฏิรูปประเทศ

ที่สุดแล้วการเลือกตั้งที่ว่าแน่นอนอาจจะไม่แน่นอนก็เป็นได้

2.การเปิดทางให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม เป็นหนึ่งในคำสัญญาที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้เอาไว้กับพรรคการเมืองผ่านสื่อมวลชน ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นเรื่องที่ คสช.ต้องยอมถอยให้พรรคการเมืองตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีผลบังคับใช้ก่อนหน้านี้ แต่ คสช.อ้างหลายเหตุผลเพื่อชะลอการให้ทำกิจกรรมการเมืองไปก่อน

ในเมื่อเวลาเดินมาถึงจุดที่ คสช.ได้ให้สัญญาเอาไว้ก็ต้องดำเนินให้เป็นไปตามนั้น แต่กระนั้นการปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองของ คสช.คงไม่ยอมให้พรรคการเมืองเชิดหน้าชูคอได้ 100% เหมือนบรรยากาศประชาธิปไตย เพียงแต่จะยอมให้พรรคการเมืองดำเนินการได้บางขั้นสำคัญที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด อาทิ แจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกให้นายทะเบียนทราบภายใน 90 วัน พรรคการเมืองที่ยังมีสมาชิกไม่ถึง 500 คน ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกให้ครบ 500 คน ภายใน 180 วัน พรรคต้องจัดให้มีทุนประเดิมจำนวน 1 ล้านบาท เป็นต้น

3.การสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการสรรหา กกต.ได้เปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการแล้ว โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 10 พ.ย. แต่ปรากฏว่ายังไม่มีผู้สมัคร ซึ่งเริ่มเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเท่าไรนัก และยิ่งทำให้เสียงท้วงติงจากหลายฝ่ายที่ว่า กรธ.กำหนดคุณสมบัติของ กกต.ไว้สูงเกินไปนั้นเริ่มเป็นจริงมากขึ้น

จากปัญหาที่เกิดขึ้นเริ่มมีเสียงออกจาก สนช.แล้วว่าคณะกรรมการสรรหาจำเป็นต้องขยายเวลารับสมัครออกไป เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน แต่นั่นย่อมหมายถึงโรดแมปการเลือกตั้งที่อาจถูกกระทบไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากเดิมที่ สนช.คาดว่าจะได้รับรายชื่อว่าที่ กกต.7 คนที่ผ่านการสรรหาไม่เกินวันที่ 12 ธ.ค.

4.การรื้อฟื้นคดีของ ทักษิณ ชินวัตร ถึงจะไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งโดยตรง แต่ย่อมมีผลต่อบรรยากาศทางการเมืองไม่มากก็น้อย โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมยื่นให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรื้อฟื้น 2 คดีที่เกี่ยวกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ได้แก่ กรณีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ให้รัฐบาลเมียนมากู้เงินจำนวน 4,000 ล้านบาท และโครงการออกสลากเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัว

เช่นเดียวกับอัยการสูงสุด เตรียมขอให้ศาลฎีการื้อฟื้นคดีการปล่อยเงินกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร และแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือและดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต

ทั้งนี้ กรณีของ ป.ป.ช.และอัยการสูงสุด เป็นผลมาจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 ที่ให้สามารถรื้อฟื้นคดีที่จำเลยหลบหนีระหว่างการพิจารณาคดีได้ ซึ่งเป็นหลักการใหม่ที่ กรธ.และ สนช.กำหนดขึ้นมา

ด้วยเหตุผลของเรื่องทั้งหมดนี้คงทำให้ที่เคยคิดว่าน่าจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งได้ อาจไม่เป็นอย่างนั้นเสียแล้ว

 

ปปช.ท้าชน กรธ. ศึกนี้ไม่มีเกียร์ถอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2560 เวลา 09:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/521086

ปปช.ท้าชน กรธ. ศึกนี้ไม่มีเกียร์ถอย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นอกเหนือไปจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับจะเป็นที่สนใจของประชาชนเนื่องจากเป็นเงื่อนไขของการกำหนดวันเลือกตั้งแล้ว ยังมีกลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ทั้งนี้ เป็นเพราะการปราบปรามการทุจริตเป็นหนึ่งในภารกิจของการปฏิรูปประเทศตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนด ดังจะเห็นได้เมื่อครั้งบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพราะได้บัญญัติให้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะต้องมีมาตรการในการปราบโกงด้วยในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว

“คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย

กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกำกับและควบคุมให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน

กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้อง คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด”

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เต็มไปด้วยบทบัญญัติเกี่ยวกับการทุจริตมากมาย เช่น การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองค่อนข้างเข้มงวดยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญในอดีต หรือในกรณีที่รัฐบาลจะดำเนินนโยบาย ที่อาจกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง องค์กรอิสระสามารถทำงานเชิงรุก โดยส่งความคิดเห็นเพื่อให้รัฐบาลยับยั้งได้ทันที เป็นต้น

เมื่อกฎหมายแม่วางหลักการของการปราบปรามการทุจริตเอาไว้เข้มข้น บรรดากฎหมายลูกในกลุ่มเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจึงมีเนื้อหาที่คุมเข้มการทุจริตให้สอดรับกัน โดยมีด้วยกัน 2 ฉบับ

1.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเพิ่งประกาศใช้เป็นกฎหมายเมื่อไม่นานมานี้ เนื้อหาข้างในนับว่าเป็นการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ขึ้นไว้อย่างน่าสนใจ

โดยเฉพาะกรณีที่จำเลยจะต้องมาปรากฏตัวต่อศาล หากต้องการใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือการเปิดโอกาสให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังจำเลยในกรณีที่จำเลยหลบหนีไประหว่างการพิจารณาคดี

2.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นร่างกฎหมายที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่ง กรธ.วางหลักให้การปราบทุจริตต้องดำเนินเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพื่อยกระดับการทำงาน หลังจากปัจจุบันมีคดีทุจริตที่ค้างอยู่ในสารบบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม การจัดทำร่างกฎหมาย ป.ป.ช.นั้นกำลังเกิดความ ไม่ลงรอยกันอย่างหนักระหว่าง กรธ. ในฐานะผู้ร่างกฎหมาย และ ป.ป.ช. ในฐานะผู้ใช้กฎหมาย หลังจาก ป.ป.ช. ไม่เห็นด้วยกับหลักการที่กฎหมายกำหนดและได้จัดทำความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรมายัง กรธ.เพื่อให้แก้ไขกฎหมายจำนวน 7 ประเด็น

อาทิ การให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เข้ามาตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช.ทั้งที่ในรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ศาลฎีกาตั้ง ผู้ไต่สวนอิสระมาตรวจสอบอยู่แล้ว หรือความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตถูกตัดออกทั้งหมด จึงเป็นช่องทางให้มีการฟ้องร้อง เจ้าหน้าที่เพื่อประวิงคดี เนื่องจากต้องไปต่อสู้เพื่อให้ตัวเองพ้นผิด เป็นต้น

จากสภาพที่เกิดขึ้น ป.ป.ช.กลายเป็นอีกองค์กรหนึ่งนอกเหนือไปจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ได้ออกมาเปิดหน้าชนกับ กรธ.อย่างชัดเจนผ่านการแสดงความไม่พอใจต่อการจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ต้องยอมรับว่าเหตุผลหนึ่งที่มีผลให้เกิดการแลกหมัดกันระหว่าง กรธ.กับองค์กรอิสระ มาจากการ “รีเซตองค์กรอิสระ”

การรีเซตองค์กรอิสระเป็นยาแรงที่มีระดับรองลงมาจากการ “เซตซีโร่” เพราะการรีเซตยังเปิดโอกาสให้ บุคคลที่ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระที่ ทำหน้าที่มาก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่ายังมีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ตรงกันข้ามกับเซตซีโร่ เนื่องจาก ไม่สนใจว่าใครจะมีคุณสมบัติครบ หรือไม่ โดยทันทีที่กฎหมายลูกเกี่ยวกับองค์กรนั้นประกาศใช้เป็นกฎหมาย เมื่อไหร่ ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งทันที

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะ รีเซตหรือเซตซีโร่ก็ล้วนแต่สร้างความไม่พอใจกับองค์กรอิสระทุกองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ป.ป.ช. เพราะมาตรการรีเซตของ กรธ.นั้นส่งผลให้อาจมีกรรมการ ป.ป.ช.ปัจจุบันที่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญต้อง พ้นจากตำแหน่งถึง 7 คน

แม้ ป.ป.ช.จะไม่ได้เสนอให้ กรธ.ทบทวนเรื่องการรีเซต ป.ป.ช. เพราะไม่ต้องการให้ถูกมองว่า ป.ป.ช.สนใจแค่เรื่องตัวเอง แต่การทำหนังสือมาให้ กรธ.แก้ไขร่างกฎหมาย ป.ป.ช.เกือบทุกมาตรา ย่อมเป็นการชี้ให้เห็นว่าการตอบโต้ของ ป.ป.ช.เป็นผลจากความ ไม่พอใจเรื่องการถูกรีเซตในระดับหนึ่ง

ภายใต้สถานการณ์ลักษณะนี้ ต้องยอมรับว่าจะต้องเกิดการสู้กันระหว่าง ป.ป.ช.และ กรธ.อย่างยืดเยื้อ โดยมีความเป็นไปได้ว่าจะต้องมีการ ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมไปจนถึงการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ดังนั้น ความไม่ลงรอยกันที่เกิดขึ้นจากแผลเล็กๆ อาจกลายเป็นแผลใหญ่ในอนาคต เพราะต้องไม่ลืมว่า ป.ป.ช.ชุดนี้มีบิ๊ก คสช.บางคนให้การสนับสนุนอยู่ ศึกนี้จึงห้ามกะพริบตา เด็ดขาด

 

น้ำท่วม จุดเสี่ยง คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2560 เวลา 08:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/520925

น้ำท่วม จุดเสี่ยง คสช.

แม้ก่อนหน้านี้  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะออกมาการันตีว่าจะไม่มีปัญหาน้ำท่วมใหญ่ เช่นเดียวกับในปี 2554 เพราะปริมาณน้ำในปีนี้ยังน้อยกว่าปี 2554 มาก อีกทั้งทุกหน่วยงานได้วางแผนบริหารจัดน้ำอย่างเป็นระบบและบูรณาการร่วมกันอย่างเต็มที่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ตลอดจนท่าทีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่อาจสร้างความมั่นอกมั่นใจให้กับประชาชนว่าจะสามารถประคองตัวรอดพ้นจากทั้งน้ำฝน น้ำเหนือ ด้วยความลุ้นระทึก

เริ่มตั้งแต่สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ที่ถนนหลายสายเจิ่งนองจนรถยนต์ไม่อาจสัญจรได้ หลายที่น้ำท่วมขัง ตึกราม บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย

ภาพถ่าย คลิปวิดีโอน้ำท่วมลานจอดรถ น้ำท่วมรถยนต์ไปครึ่งคัน ตลอดจนร้านรวงที่มีน้ำท่วมขัง ถูกแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ปัญหาอยู่ตรงที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีการแจ้งเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา กรุงเทพ

มหานคร หรือมีมาตรการเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที

ทำให้สถานการณ์ความเสียหายทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะหลายคนยังไม่ทันเตรียมตัว ไม่ทันเก็บข้าวของ หรือย้ายรถขึ้นที่สูง แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาไม่นานแต่ก็ทำให้เกิดความเสียหายกับทรัพย์สินมากกว่าที่ควรจะเป็น ​ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะน้อยลงหากมีการ

เตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที

คล้อยหลังวันน้ำท่วม “ขยะ” ที่ผุดขึ้นมาตามจุดต่างๆ ตอกย้ำปัญหาเรื่องการจัดการขยะที่ถือเป็นอีกหนึ่งในความหละหลวม ไม่เตรียมการรับมือทั้งที่เคยมีบทเรียนเกี่ยวกับเรื่องขยะอุดตันจนเป็นอุปสรรคของการระบายน้ำมาแล้วก่อนหน้านี้

หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและการใช้งานได้จริงของอุโมงค์ยักษ์ระบายน้ำของ กทม. ที่มีการทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปกับโครงการนี้ในหลายพื้นที่

ตราบเท่าที่ยังไม่มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนได้อย่างทันท่วงที ย่อมทำให้ปัญหาหนักขึ้น

จุดอ่อนที่สำคัญคือเรื่องการสื่อสารที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ​ทั้งเรื่องความล่าช้า ไม่ทันการ แถมยังถูกข้อมูลจากโซเชียลที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วสร้างความปั่นป่วนให้กับสังคม

ก่อนหน้านี้ในช่วงที่กำลังชุลมุนมีข่าวลือแพร่ผ่านโซเชียลมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลเข้ากรุงเทพฯ ที่ยิ่งสร้างความปั่นป่วนและหวาดวิตกให้กับประชาชน

สักพักก่อนที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลในโซเชียลมีเดียว่าจะมีการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านคลองแสนแสบ เพื่อลงสู่แม่น้ำบางปะกง และจะทำให้น้ำท่วม กทม.นั้นไม่เป็นความจริง

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าข้อมูลดังกล่าวที่มีการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ toptenthailand ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2554 จึงไม่ควรแชร์ส่งต่อกันจนเกิดความตื่นตระหนก ส่วนผู้ที่จงใจเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายได้

สถานการณ์ขณะนั้น ปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคกลางเปรียบเทียบกัน 2 ปี มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยข้อมูล

ณ วันที่ 11 ต.ค. 2560 ปริมาณน้ำในเขื่อนของภาคเหนือรวมกันอยู่ที่ 18,318 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่เมื่อ 11 ต.ค. 2554 อยู่ที่ 24,477 ล้าน ลบ.ม.

ส่วนเขื่อนของภาคกลางปีนี้มีปริมาณน้ำรวมกัน 1,287 ล้าน ลบ.ม. แต่ในปี 2554 อยู่ที่ 1,377 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ปริมาณน้ำท่าที่ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท และ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ในปีนี้ก็น้อยกว่าปี 2554 ด้วยเช่นเดียวกัน

ในแง่สถานการณ์น้ำฝนเวลานี้อาจไม่น่าเป็นห่วง เพราะพายุได้ผ่านพ้นไปแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงว่าเหลือเพียงแค่ร่องมรสุมที่พาดผ่านกรุงเทพฯ ที่อาจมีฝนแต่ก็ไม่รุนแรงเหมือนกับวันที่ 13 ต.ค. รวมทั้งปริมาณฝนจะลดลงในช่วงเข้าหน้าหนาว ซึ่งทำให้สบายใจได้ระดับหนึ่ง

แต่ที่น่าห่วงกว่านี้คือเรื่องน้ำเหนือที่จ่อเข้ามาใกล้กรุงเทพฯ จนพระนครศรีอยุธยาต้องประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ยังต้องลุ้นระทึก เช่นเดียวกับภาคใต้ที่จะเริ่มเข้าสู่หน้าฝนหลังจากนี้

สถานการณ์เวลานี้จึงถือเป็นจุดเปราะบางที่รัฐบาล คสช.ต้องระมัดระวัง และต้องหาทางเฝ้าระวังไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในภูมิภาคต่างๆ อันจะซ้ำเติมฉุดให้ความเชื่อมั่นของรัฐบาลลดลงหนักกว่าเดิม

ยิ่งในภาวะที่รัฐบาล คสช.​มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ สามารถสั่งการแต่ละหน่วยงานได้โดยตรง หากยังไม่อาจรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นปล่อยให้เกิดน้ำท่วม ยิ่งจะฉุดความเชื่อมั่น

ยังไม่รวมกับ “บทเรียน” เมื่อครั้ง 2554 ที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์ และนำมาสู่การเตรียมการรับมือไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซาก หากยังปล่อยให้เกิดน้ำท่วมอีก ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงปัญหา ประสิทธิภาพ และฝีมือในการบริหารจัดการ

ทุกสิ่งที่เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมย้อนกลับมากระหน่ำใส่ รัฐบาล คสช. ยังไม่รวมกับปัญหาเศรษฐกิจที่จะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมาและทวีความรุนแรงกว่าที่เคยเป็น

​นี่จึงเป็นอีกจุดเปราะบางที่​รัฐบาล คสช.ต้องระมัดระวัง ป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมในช่วงเวลานับจากนี้

 

ศึกหนัก ‘สุดารัตน์’ เส้นทางนายหญิงลำบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2560 เวลา 08:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/520656

ศึกหนัก ‘สุดารัตน์’ เส้นทางนายหญิงลำบาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้ปี่กลองการเมืองใกล้จะดังเข้าไปทุกที ภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ ต่อด้วยท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการเปิดรับนักการเมือง

พล.อ.ประยุทธ์ แสดงอาการเปิดรับนักการเมืองผ่าน 2 ประเด็น ได้แก่ 1.การยืนยันชัดเจนเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561 และ 2.เตรียมผ่อนคลายกฎเหล็กการเมืองเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้

ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ อ่อนลง ส่งผลให้นักการเมืองแสดงอาการตอบรับพอสมควร เหลือเพียงแต่รอให้ถึงเวลาที่ คสช.ยอมไขกุญแจเปิดประตูเมื่อไหร่ พรรคการเมืองก็พร้อมเดินหน้าเมื่อนั้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะถึงวันฟ้าเปิดนั้น ปรากฏว่าในระหว่างพรรคการเมืองอย่างน้อย 3 พรรค ก็แสดงออกให้เห็นถึงตัวผู้นำทางการเมืองที่จะนำทัพสู่สนามเลือกตั้งในปีหน้ากันทางอ้อมแล้ว

1.พรรคประชาธิปัตย์ หากไม่มีอะไรผิดพลาดผู้นำของพรรคยังคงเป็นชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ตามเดิม เนื่องจากสถานการณ์ในขณะนี้พรรคไม่ได้มีตัวเลือกมากนัก และชื่อของอดีตนายกฯ คนนี้น่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะผ่านสมรภูมิการเมืองมาอย่างโชกโชน

อีกทั้งสมาชิกพรรคยังพร้อมให้โอกาสอีกครั้ง และถ้าครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ชนะการเลือกตั้งอีก ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคประชาธิปัตย์อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ถึงขั้นอาจได้เห็นการขอตัวเองไปอยู่เบื้องหลังของอภิสิทธิ์

2.พรรคชาติไทยพัฒนา นับตั้งแต่พรรคสูญเสีย “บรรหาร ศิลปอาชา” ผู้เป็นมังกรการเมืองของพรรค ก่อให้เกิดคำถามตามมาอีกมากว่าพรรคการเมืองนี้จะเดินไปทิศทางไหน ระหว่างการไปรวมกับพรรคเพื่อไทยหรือเดินหน้าสู้ต่อด้วยลำแข้งของตัวเอง

สุดท้าย ปรากฏว่า “วราวุธ ศิลปอาชา” บุตรชายของอดีตนายกฯ บรรหาร ประกาศชัดเจนว่าพรรคชาติไทยพัฒนาจะดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในนามพรรคเดิมต่อไป โดยจะไม่ขอไปรวมกับพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น และจะขอรักษาฐานที่มั่นในภาคกลางเอาไว้ให้ได้มากที่สุด พร้อมกับจังหวะขยายฐานเสียงไปยังพื้นที่อื่นเพิ่มเติมด้วย

3.พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่ยังไม่อาจหาความชัดเจนได้ว่าใครจะเป็นผู้นำพรรคคนต่อไป หลังจาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ จำคุกในคดีรับจำนำข้าวเป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา

นับเป็นอีกครั้งที่ผู้นำพรรคเพื่อไทยต้องหยุดเส้นทางการเมือง หลังจากผู้นำของพรรคในอดีตต่างต้องประสบชะตากรรมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น “ทักษิณ ชินวัตร” “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” จนกระทั่งมาถึงยิ่งลักษณ์

ด้วยเหตุนี้เองทำให้พรรคเพื่อไทยจึงยังกล้าๆ กลัวๆ ในการที่จะเปิดตัวผู้นำพรรคคนใหม่ จะมีเพียงที่ถูกชูขึ้นมาเป็นประเด็นอยู่บ้างก็เฉพาะ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เท่านั้น แต่ถ้าถามว่าคุณหญิงสุดารัตน์จะแบเบอร์ในตำแหน่งผู้นำพรรคหรือไม่ ก็คงได้ คำตอบว่า “ไม่แน่เสมอไป”

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการเมืองภายในพรรคเพื่อไทยค่อนข้างแรงพอสมควร เนื่องจากมีการแบ่งเป็นหลายกลุ่มหลายก๊วน กลุ่มเจ๊คนนั้น กลุ่มเจ๊คนนี้ ทำให้ยากต่อการจุดร่วมที่ลงตัว เว้นแต่จะมีคำสั่งจากคนแดนไกลลงมาอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ชั่วโมงนี้คุณหญิงสุดารัตน์เป็นคนที่โดดเด่นที่สุดของพรรคเพื่อไทย อาจด้วยเหตุที่มีความสัมพันธ์อันดีกับบรรดานายพลใน คสช.หลายคน ส่งผลให้ทุกย่างก้าวของ คุณหญิงสุดารัตน์ถูกจับตามองแบบตาไม่กะพริบ

เรียกได้ว่ามีทั้งกลุ่มที่คอยสนับสนุนและกลุ่มที่เตรียมซ้ำเติมทันทีที่ก้าวพลาด

ในที่สุดคุณหญิงสุดารัตน์ก็ก้าวพลาดจนได้ ภายหลังปรากฏภาพขึ้นรถกระบะติดชื่อตัวเองเพื่อเชิญชวนให้คนไทยมาปลูกดอกดาวเรือง

แน่นอนว่าเจตนาของคุณหญิงสุดารัตน์ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงอย่างที่ตัวเองยืนยัน เพราะเป็นกิจกรรมที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้เป็นเวลาหลายเดือน แต่เมื่อภาพที่ออกมาเสมือนหนึ่งเป็นการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าในช่วงเวลาสำคัญของคนไทย จึงไม่แปลกที่ทำให้คุณหญิงสุดารัตน์ต้องเผชิญกับสถานการณ์หมู่บ้านกระสุนตกไปโดยปริยาย

“ขอโทษประชาชนที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ขอยืนยันว่าไม่มีจุดมุ่งหวังเพื่อการเมืองใดๆ และไม่มีการเอาเรื่องนี้มาหาผลประโยชน์ และต้องขอกราบขออภัยที่ทำให้ทุกฝ่ายไม่สบายใจ” คำแถลงของคุณหญิงสุดารัตน์พร้อมด้วยน้ำตา

จากนี้ไปถ้าคุณหญิงสุดารัตน์ตัดสินใจจะเดินหน้าขึ้นเป็นผู้นำพรรคเพื่อไทย ปฏิเสธไม่ได้ต้องเตรียมแรงปะทะจากทุกด้านจากทั้งในและนอกพรรคการเมือง

อย่างในพรรคการเมือง กลุ่มที่ไม่สนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์ย่อมจะนำประเด็นนี้มาคอยแซะเพื่อให้สมาชิกพรรคหรือแม้แต่นายใหญ่ต้องไตร่ตรองให้ดีหากจะให้คุณหญิงสุดารัตน์ขึ้นเป็นนายหญิงของพรรค

เช่นเดียวกับแรงกดดันจากนอกพรรคเพื่อไทย จะเอาเรื่องนี้เป็นประเด็นโจมตีในระหว่างหาเสียงแน่นอน

ดังนั้น เส้นทางและโอกาสของ คุณหญิงสุดารัตน์ที่เคยคิดว่าง่ายก็จะไม่ง่ายอีกต่อไป เพราะมีมรสุมที่พร้อมจะก่อตัวและถล่มได้ทุกเวลา เว้นเสียแต่คุณหญิงสุดารัตน์จะถอดใจไปเอง

 

เสร็จงานสำคัญ การเมืองขยับใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2560 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/520562

เสร็จงานสำคัญ การเมืองขยับใหญ่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้ทุกอย่างอยู่ในความสงบ เนื่องด้วยเป็นเวลาแห่งการแสดงความอาลัยของคนไทยทั้งประเทศ แต่ละพรรคการเมืองต่างออกมาแสดงจุดยืนเป็นในทิศทางเดียวกันว่าจะขอยุติการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจนกว่าจะเสร็จสิ้นพระราชพิธีสำคัญในสิ้นเดือน ต.ค.นี้

แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังขอให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบเพื่อให้รอเสร็จสิ้นงานสำคัญของคนไทยทั้งประเทศ หลังจากนั้นจะมีการผ่อนคลายเงื่อนไขทางการเมืองสำคัญบางประการ

“ยืนยันว่าไม่ต้องการหน่วงเวลาอะไรทั้งสิ้น แต่เดือน ต.ค.เป็นช่วงที่คนไทยทุกคนอยู่ในช่วงเวลาโศกเศร้าอาลัย ขอให้ทุกอย่างอยู่บนสถานการณ์ความสงบ ในส่วนตรงนี้พูดได้ว่าประมาณเดือน มิ.ย. 2561 จะมีการประกาศวันเลือกตั้งและประมาณเดือน พ.ย. 2561จะมีการเลือกตั้ง วันนี้มีความชัดเจนขึ้น ขอให้ทุกคน นักการเมือง พรรคการเมืองอยู่ในความสงบ ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณามาตรการผ่อนคลายต่างๆ ด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกมาประกาศเตรียมผ่อนคลายกฎเหล็กนั้น เพื่อต้องการลดแรงกดดันทางการเมือง ภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ

หาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ทำเช่นนั้น ย่อมถูกมองได้ว่าตัวเองมีเจตนายื้อการเลือกตั้งไม่ให้เดินตามโรดแมป ทางที่ดีต้องยอมเปิดฝาหม้อต้มน้ำที่กำลังเดือดให้ได้รับการระบายออกมาบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดแรงระเบิดขึ้นมา

ทั้งนี้ เมื่อมองจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ คงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการเมืองจะกลับมามีความเคลื่อนไหวอีกครั้งในเดือน พ.ย. โดยอย่างน้อยจะมี 3 ประเด็น ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

1.การปลดล็อกทางการเมือง อย่างที่ทราบกันดีว่ากฎหมาย กกต.และพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยเฉพาะกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งกำหนดเงื่อนไขและกรอบเวลาให้พรรคการเมืองต้องปรับตัวให้เข้ากฎหมายใหม่หลายประการ

อาทิ แจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกให้นายทะเบียนทราบภายใน 90 วัน พรรคการเมืองที่ยังมีสมาชิกไม่ถึง 500 คน ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกให้ครบ 500 คน ภายใน 180 วัน พรรคต้องจัดให้มีทุนประเดิมจำนวน 1 ล้านบาท และแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 180 วัน ต้องจัดให้สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองภายใน 180 วัน หรือต้องจัดให้สมาชิกชำระเงินค่าบำรุงพรรคการเมืองให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คน ภายใน 1 ปี

การดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ล้วนจำเป็นอย่างยิ่งที่พรรคการเมืองต้องจัดประชุมพรรค มิเช่นนั้นแล้วย่อมมีผลต่อการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง

ตรงนี้ที่ทำให้ คสช.จำต้องยอมเปิดทางให้พรรคการเมืองมีการประชุมพรรคใหม่ได้ คงต้องรอดูว่า คสช.จะผ่อนกฎเหล็กการเมืองที่ถือไว้มาเป็นเวลา 3 ปีอย่างไร จะถึงขั้นยอมให้เหมือนกับระบบประชาธิปไตยหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองต่างเฝ้ารออย่างใกล้ชิด

2.การเสนอร่างกฎหมายเลือกตั้งอีก 2 ฉบับ เมื่อไม่นานมานี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดเผยต่อสาธารณชนแล้วว่าจะส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มายังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในสิ้นเดือน พ.ย.

สนช.มีเวลาพิจารณาอีก 60 วัน ถ้าทุกฝ่ายทั้ง กรธ.และ กกต.เห็นด้วยกับการแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายของ สนช.จะเข้าสู่ขั้นตอนของการบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นจะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย เพื่อตรวจทานกันอีกครั้งและส่งกลับมายัง สนช.ให้ลงมติ

แต่ถ้ามองท่าทีของสมาชิก สนช.หลายคนในเวลานี้ คงไม่ยอมปล่อยให้ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับผ่านสภาไปได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน แต่จะถึงขั้นลงมติฉีกร่างกฎหมายของ กรธ. เพื่อส่งกลับไปให้ กรธ.ทำมาใหม่หรือไม่ น่าจะต้องดูสัญญาณจากผู้มีบารมีใน คสช.อีกทีว่าจะเห็นดีเห็นงามหรือไม่อีกครั้ง

3.การสรรหา กกต.ชุดใหม่จำนวน 7 คน เป็นกระบวนการที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะเลขาธิการ สนช.ได้ดำเนินการไปบ้างแล้ว และคณะกรรมการสรรหาเตรียมเปิดรับสมัครในระหว่างวันที่ 19 ต.ค.-10 พ.ย. จากนั้นจะมาเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจำนวน 5 คน เพื่อให้ สนช.ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ส่วนอีก 2 คนจะมาจากการเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

รายชื่อว่าที่ กกต. ทั้ง 7 คน จะถึงมือของ สนช.ไม่เกินวันที่ 12 ธ.ค.

กกต.ชุดใหม่จะเป็นอีกปัจจัยทางการเมืองที่สำคัญอีกปัจจัย เพราะเป็น กกต.ที่มาจากการสรรหาในยุคของ คสช ต่างจาก กกต.ชุดปัจจุบันที่วุฒิสภาในอดีตเลือกมาก่อนจะเกิดการรัฐประหาร อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีผลให้ กกต.ชุดนี้ต้องถูกเซตซีโรไปทั้งหมด

ต้องไม่ลืมว่า กกต.ชุดใหม่มีภารกิจสำคัญคือ การจัดการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561

ดังนั้น โฉมหน้าของว่าที่ กกต. ทั้ง 7 คน ที่จะออกมาในช่วงปลายปีนี้ จะเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นทิศทางเกี่ยวกับการเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะนั่นหมายถึงการควบคุมพรรคการเมืองในทุกย่างก้าวในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง

ทั้งหมดนี้คงต้องรอให้ประเทศผ่านงานสำคัญไปก่อน จากนั้นการเมืองจะกลับมาเป็นละครฉากใหญ่ให้คนไทยได้ติดตามอีกครั้ง

 

“คสช.ปลดล็อกการเมือง” ยอมถอยแค่ก้าวเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2560 เวลา 09:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/520425

"คสช.ปลดล็อกการเมือง" ยอมถอยแค่ก้าวเดียว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ต.ค. 2560 เป็นอีกหนึ่งวันที่ต้องบันทึกไว้ในรายงานทางการเมือง เนื่องจากในวันนั้น พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการและชัดเจนว่าในปี 2561 ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง

“ยืนยันว่าไม่ต้องการหน่วงเวลาอะไรทั้งสิ้น แต่เดือน ต.ค.เป็นช่วงที่คนไทยทุกคนอยู่ในช่วงเวลาโศกเศร้าอาลัย ขอให้ทุกอย่างอยู่บนสถานการณ์ความสงบ ในส่วนตรงนี้พูดได้ว่า ประมาณเดือน มิ.ย. 2561 จะมีการประกาศวันเลือกตั้ง และประมาณเดือน พ.ย. 2561 จะมีการเลือกตั้งวันนี้มีความชัดเจนขึ้น ขอให้ทุกคน นักการเมือง พรรคการเมืองอยู่ในความสงบ ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณามาตรการผ่อนคลายต่างๆ ด้วย”การประกาศของ พล.อ.ประยุทธ์

เหตุที่ต้องบันทึกเอาไว้เพราะก่อนหน้านี้หลายฝ่ายเกิดความวิตกว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ แม้ว่าจะได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ก็ตาม

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ตลอดเวลาที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกอยู่พักใหญ่ในฐานะถูกเพ่งเล็งว่าจะเป็นหน่วยกล้าตายในการยกมือลงมติคว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ซึ่งเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสองฉบับสุดท้ายที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมเสนอให้ สนช.ในช่วงปลายเดือน พ.ย.นี้

ประกอบกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็มีบางมาตราที่ชวนให้คิดว่าอาจจะมีการสร้างกระบวนการยื้อการเลือกตั้งด้วยการใช้มติของสภา โดยคว่ำกฎหมายเลือกตั้งของ กรธ. เพื่อให้ กรธ.กลับไปจัดทำใหม่โดยไม่มีกำหนดเวลา

จากเงื่อนไขทางการเมืองและกฎหมายดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความคลางแคลงใจว่าโรดแมปอาจไม่เป็นโรดแมปอย่างที่ คสช.เคยประกาศไว้ แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเสียงดังชัดเจน จึงนำมาซึ่งการต้อนรับจากหลายฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะท่าทีจากภาคเศรษฐกิจที่สะท้อนผ่านตัวเลขดัชนีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

ภาพรวมของการซื้อขายในวันดังกล่าว ดัชนีปรับตัวขึ้น 14.73 จุด เปลี่ยนแปลง 0.87% มูลค่าการซื้อขาย 81,464.26 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,708.35 จุด และต่ำสุดที่ 1,687.01 จุด ปฏิเสธไม่ได้ว่าการประกาศเลือกตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นปัจจัยที่ส่งให้การซื้อขายหุ้นมีมูลค่าสูงอย่างที่ปรากฏให้เห็น

อย่างไรก็ตาม หากจับสัญญาณที่ออกมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จะพบว่าแฝงด้วยเงื่อนไขทางการเมืองพอสมควร โดยเฉพาะการเตรียมปลดล็อกให้กับพรรคการเมือง ภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

พล.อ.ประยุทธ์ กำลังจะสื่อว่า คสช.ยอมผ่อนปรนให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้ เพียงแต่ขอให้รอผ่านพ้นพระราชพิธีที่สำคัญไปก่อน

การส่งสัญญาณเตรียมให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ แน่นอนว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อผ่อนคลายแรงกดดัน ซึ่งเป็นกระแสที่ถาโถมเข้าใส่ คสช.ตั้งแต่กฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ประกาศใช้ หาก คสช.ยังดึงดันไม่ปลดล็อกให้กับพรรคการเมือง ย่อมก่อให้เกิดกระแสกดดันอีกระลอกว่า คสช.กำลังยื้อเลือกตั้ง

แต่กระนั้นใช่ว่าการยอมให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้นั้นจะเป็นการเปิดประตูสู่สวรรค์ให้กับพรรคการเมืองแบบเต็มตัวเสียทีเดียว ในทางกลับกัน คสช.จะปลดล็อกการเมืองแบบมีเงื่อนไข

กุญแจที่ คสช.จะยอมไขปลดล็อกให้นั้นจะยอมให้เฉพาะให้พรรค การเมืองดำเนินการได้เฉพาะบางเรื่องเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่เท่านั้น

ทั้งนี้ มีอยู่ประมาณ 5 เรื่องสำคัญที่กฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่บัญญัติกรอบเวลาให้พรรคการเมืองต้องเร่งดำเนินการหลังจากกฎหมายประกาศใช้ ได้แก่

1.แจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกให้นายทะเบียนทราบภายใน 90 วัน

2.พรรคการเมืองที่ยังมีสมาชิกไม่ถึง 500 คน ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกให้ครบ 500 คน ภายใน 180 วัน

3.พรรคต้องจัดให้มีทุนประเดิมจำนวน 1 ล้านบาท และแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 180 วัน

4.ต้องจัดให้สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองภายใน 180 วัน

5.ต้องจัดให้สมาชิกชำระเงินค่าบำรุงพรรคการเมืองให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คน ภายใน 1 ปี

เมื่อดูท่าทีของ คสช.แล้วคงจะยอมให้เฉพาะบางเรื่องตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด เรียกได้ว่าเป็นการยอมถอยให้กับพรรคการเมืองเพียงแค่ก้าวเดียว ไม่ยอมให้พรรค การเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง เพื่อหวังคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าแน่นอน

การยอมให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมถึงขั้นเตรียมการประชุมเพื่อกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์หาเสียงเลือกตั้งได้ เท่ากับว่าความสนใจของสังคมจะพุ่งไปที่พรรคการเมืองเป็นหลัก อีกทั้ง คสช.จะถูกลดความสนใจจากสังคมลงไป หนำซ้ำนโยบายของพรรคการเมืองที่ออกมาย่อมก่อให้เกิดการนำไปเปรียบเทียบกับนโยบายของรัฐบาล หากเป็นเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อ คสช.ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน

ดังนั้น การถอยของ คสช.จึงเป็นเพียงก้าวเล็กๆ เท่านั้น ไม่ใช่การปลดล็อกพรรคการเมืองอย่างที่ควรจะเป็นแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรเสียชั่วโมงนี้ คสช.ยังคงหวงอำนาจเพื่อรักษาความมั่นคงเอาไว้ให้นานที่สุด

 

ส่งสัญญาณเลือกตั้ง “มือไม้”อย่าแตกแถว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2560 เวลา 11:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/519993

ส่งสัญญาณเลือกตั้ง "มือไม้"อย่าแตกแถว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ไม่เพียงแค่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะพุ่งขึ้นเหนือ 1,700 จุด ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศความชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้ง

“ยืนยันว่าไม่ต้องการหน่วงเวลาอะไรทั้งสิ้น ประมาณเดือน มิ.ย. 2561 จะมีการประกาศวันเลือกตั้ง และประมาณเดือน พ.ย. 2561 จะมีการเลือกตั้ง วันนี้มีความชัดเจนขึ้น ขอให้ทุกคน นักการเมือง พรรคการเมืองอยู่ในความสงบ ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณามาตรการผ่อนคลายต่างๆด้วย”

แต่กระแส “ขานรับ” ​​เรื่องกำหนดวันเลือกตั้งก็ดูจะปรากฏชัดเจนขึ้นจากแต่ละฝ่าย ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งโดยตรง ​ยิ่งทำให้เส้นทางสู่การเลือกตั้งดูชัดเจน จนยากจะเป็นอื่นไปได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ไล่มาตั้งแต่​ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ระบุว่า กรธ.ไม่มีความกดดันแต่อย่างใด เชื่อว่าจะร่างกฎหมายลูกได้ทันตามกรอบเวลาอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องการปลดล็อกพรรคการเมืองนั้น​ควรจะถามทางรัฐบาลดีกว่าเชื่อว่าอีกไม่นาน

“อย่าเพิ่งไปห่วงอะไรเลย โดยเฉพาะกรณีว่าร่างกฎหมายจะถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คว่ำหรือไม่ เพราะเหมือนกับว่าเรากำลังจะเดินทางไปแต่งงาน แต่กลับกลัวรถคว่ำเสียอย่างนั้น”

เช่นเดียวกับ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ​รองประธาน สนช. ระบุว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่า จะมีขึ้นในช่วงเดือน พ.ย. 2561 แล้ว เท่ากับกระบวนการเปลี่ยนผ่านประเทศจะเป็นไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ​สำหรับกระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.ป. สนช.ยืนยันว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายในเดือน มิ.ย. 2561 แน่นอน โดยจะทำร่าง พ.ร.ป.ให้เสร็จทั้ง 10 ฉบับ ไม่ใช่เพียงแค่ร่าง พ.ร.ป.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง จำนวน 4 ฉบับเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกับทางฝั่งคณะรัฐมนตรีที่ พล.อ.ประยุทธ์ เรียกรัฐมนตรีและกฤษฎีกามาติดตามความคืบหน้ากฎหมายที่ยังค้างอยู่ในกระบวนการพิจารณา พร้อมกำชับให้กฤษฎีกาให้พิจารณากฎหมายตามกรอบระยะเวลาที่งวดเข้ามาทุกที

​วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า นายกรัฐมนตรีต้องการติดตามความคืบหน้าของกฎหมายฉบับต่างๆ ซึ่งจะต้องมาดูว่าโรดแมประยะเวลาที่เหลือจากนี้ไปมีประมาณเท่าไร

สัญญาณต่างๆ เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้เส้นทางสู่วันเลือกตั้งมีความชัดเจนที่ต้องเดินหน้าไปตามโรดแมป จนไม่อาจออกนอกลู่นอกทางได้

จากที่ก่อนหน้านี้สังคมล้วนแต่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แม้ขั้นตอนกระบวนการทุกอย่างจะถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอนมีรายละเอียดกำหนดชัด​

แต่ทว่า สัญญาณจากผู้มีอำนาจในรัฐบาลและ คสช.กลับยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของเงื่อนเวลา แถมยังออกมาสื่อสารไปคนละทิศละทางจนชวนให้คิดว่ากำหนดวันเลือกตั้งยังไม่มีความชัดเจน และพร้อมจะเลื่อนเวลาออกไปเท่าไรก็ได้

ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องความพยายามยื้ออยู่ในอำนาจของ คสช. พร้อมกับปฏิบัติการสืบทอดอำนาจผ่านกลไกต่างๆ ที่ออกมารองรับผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 และกลไกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง นายกรัฐมนตรีคนนอก คณะกรรมการยุทธศาสตร์​ คณะกรรมการปฏิรูป สว.ที่จะมาจากการแต่งตั้งของ คสช. รวมไปถึงพรรคการเมืองที่กำลังจะตั้งและเริ่มมีหลายคนออกมาประกาศชัดว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ก่อนจะมาเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อมีการพูดถึงความพยายามล้ม พ.ร.ป.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ในชั้นการพิจารณาของ สนช. ที่จะทำให้เส้นทางการเลือกตั้งมีอันต้องสะดุด จนไปต่อไม่ได้

แม้ทางนายกรัฐมนตรี หรือแกนนำใน คสช. จะออกมาให้คำยืนยันเรื่องทุกอย่างจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมป แต่ด้วยเงื่อนไขที่กฎหมายลูกต้องผ่านความเห็นชอบของ สนช.

ประเด็นนี้ยิ่งทำให้กระแสข่าวความพยายามคว่ำกฎหมายลูกในชั้นการพิจารณาของ สนช.ถูกจับตาและออกมาดักคอจากหลายฝ่ายอย่างกว้างขวาง ​

สุดท้ายการออกมาสร้างความชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้งของ พล.อ.ประยุทธ์ ไล่มาตั้งแต่ ที่สื่อสารกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระหว่างการเดินทางเยือนตามคำเชิญเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่อยมาจนถึงการให้สัมภาษณ์ยืนยันความชัดเจนอีกรอบที่ประเทศไทย ถือเป็นการส่งสัญญาณครั้งสำคัญ

ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการสื่อไปยังนานาชาติ หรือคนในชาติ ที่ต้องการความชัดเจนว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าสู่กระบวนการเพื่อกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว

อีกด้านยังเป็นการสื่อไปถึง “มือไม้” ในกลไกแม่น้ำ 5 สายของ คสช.ไม่ให้แตกแถวออกมาดำเนินการใดๆ ที่จะเป็นอุปสรรคสำหรับการเลือกตั้ง เพราะแทนที่จะเป็นผลดี สุดท้ายย่อมจะวกกลับมาเป็นแรงกดดันสร้างปัญหากับ คสช.ในระยะยาว จนยากจะแก้ไขเยียวยา

 

The King can do no wrong พระราชดำรัสประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2560 เวลา 08:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/519952

The King can do no wrong พระราชดำรัสประชาธิปไตย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต้องยอมรับว่าประเทศไทยได้เกิดวิกฤตทางการเมืองหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 หรือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 หรือแม้แต่ภัยคุกคามจากภายนอก โดยเฉพาะการแผ่อิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์

แต่ประเทศไทยก็สามารถยืนเด่นเป็นสง่าและผ่านวิกฤตการณ์มาได้ทุกวันนี้ เพราะด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

อย่างในช่วงปี 2548 อันเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองของไทย เวลานั้นได้เกิดความไม่ลงรอยกันในทางความคิดเห็นระหว่างรัฐบาลและภาคประชาชน ถึงขั้นมีการอภิปรายถึงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตรงไปตรงมาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

จากนั้นในวันที่ 4 ธ.ค. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยเข้าใจถึงระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างถ่องแท้มากขึ้น โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

“ความจริง The King can do no wrong คือ การดูถูกเดอะคิงอย่างมาก เพราะว่าเดอะคิงทำไม can do no wrong ไม่ได้ do wrong แสดงให้เห็นว่าเดอะคิงไม่ใช่คน แต่เดอะคิงทำ wrong ได้ สำคัญที่สุด ข้าพเจ้าเป็นเดอะคิง และเขาบอกว่า do no wrong เราก็เห็นด้วยกับเขา เพราะการทำอะไร ถ้าคนเราถือว่าต้องมีสติ คือ หมายความว่า รู้ว่าทำอะไร คิดอะไร และไม่ปล่อยให้ผิดออกมา ก็ไม่ผิด ผิดไม่ได้ อันนี้ก็เป็นการพูดว่าข้าพเจ้าเองไม่ผิด ไม่มีวันผิด ถ้าสมมติพูดผิดเพราะไม่รู้ แต่ผิดโดยรู้ว่าผิด การทำผิดโดยรู้ไม่ดี แต่บางทีไม่รู้เพราะว่าไม่มี ขอโทษนะ พูดไม่มีสติ ขาดสติ คือ ไม่ระวังตัว ทีหลังก็เสียใจ”

“เมื่อก่อน ก่อนจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นคิง ก็เสียใจหลายครั้ง แต่ตอนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วเป็นคิง คิงแบบไทยๆ ฝรั่งบอกเป็นเดอะคิง เข้าใจว่าน้อยครั้งที่ทำผิด เพราะระวัง ถ้าไม่ระวัง ป่านนี้ตายแล้ว ลำบาก ต้องระวัง ไม่ระวังก็ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เรียกว่าการเมือง หรือการอยู่ในสายตาของคน สายตาคนฆ่าได้ถ้าเราไม่ระวัง เราตาย ก็เลยถึงบอกได้ว่าทำไมการที่บอกว่า The King can do no wrong เพราะต้อง can do no wrong…”

“แต่แท้จริง ที่พูด ที่ออกข่าว ให้สัมภาษณ์บอกว่าอย่าไปวิจารณ์เดอะคิง ต้องบอกว่า อย่าไปวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าไม่ควร ในรัฐธรรมนูญก็มีอยู่ว่าละเมิดมิได้ นักกฎหมายก็พยักหน้าอีกแล้วว่าถูกต้อง ว่าไม่ควรจะวิจารณ์ วิจารณ์ไม่ได้ ละเมิดไม่ได้ แต่ว่าถ้าพูดว่าพระเจ้าอยู่หัวทำถูก พูดถูก ไม่ใช่ละเมิด เป็นการถ้าพูดภาษาอังกฤษก็ approve พระเจ้าอยู่หัว เห็นชอบด้วย”

“แต่ไม่เคยมีใครมาบอกเห็นชอบว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดดี พูดถูก แต่ว่าความจริง ก็จะต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน แล้วก็ไม่กลัว ถ้าใครจะวิจารณ์ว่าทำไม่ดีตรงนั้นๆ จะได้รู้ เพราะว่าถ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน ไม่วิจารณ์ เราก็กลัวเหมือนกัน ถ้าบอกไม่วิจารณ์ แปลว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ดี รู้ได้อย่างไร…”

“…ฉะนั้น ก็บางโอกาสขอให้ละเมิด จะได้รู้กันว่าใครดี ใครไม่ดี นี่พูดเลยเถิด พูดมากไป แต่ว่าคนที่อยู่ข้างหน้านี่ ไม่ต้องกลัว เพราะว่าไม่ได้มีความผิด คนที่นึกว่ามีความผิดพยักหน้า พยักหน้าว่ามีความผิดจริงๆ ความจริงเขาไม่มีความผิด คนที่มาก่อนน่ะมีความผิด แล้วกลัวคนที่พยักหน้าเนี่ยไม่ได้แก้ไข นี่ผิดตรงนี้ ไม่ได้แก้ไข หลบความรับผิดชอบ มันเป็นอย่างนั้น ในเมืองไทยนี่ คนไหนที่ทำอะไรไม่เข้าร่องเข้ารอยก็ลาออก ลาออกแล้วไม่มีอะไรผิดเลย แม้จะทำอะไรผิดอย่างมากๆ”

“ถ้าเป็นข้าราชการ ก็เรียกเข้ากระทรวง เข้ากรุงเทพฯ แล้วก็หมดเรื่อง นานๆ ทีมีเข้าคุก นี่พูดอย่างนี้ชักจะหนัก ใช้คำว่าเรียกเข้ากรุงเทพฯ หรือเข้าคุก แต่มีที่เกิดเรื่องเข้าคุก แต่อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่ง ต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่ พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ ไม่ได้ ว่าวิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์ ต้องบอกว่าเข้าคุกแล้วต้องให้อภัย ที่เขาด่าเรา อย่างหนัก ฝรั่งเขาบอกว่าในเมืองไทยนี่ พระมหากษัตริย์ถูกด่า ต้องเข้าคุก”

“ที่จริงควรเข้าคุก แต่เพราะฝรั่งบอกอย่างนั้น ก็ไม่ให้เข้า ไม่มีใครกล้าเอาคนที่ด่าพระมหากษัตริย์เข้าคุก เพราะพระมหากษัตริย์เดือดร้อน เขาหาว่า พระมหากษัตริย์เป็นคนที่ไม่ดี อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นคนที่จั๊กจี้ ใครว่าไรซักนิด ก็บอกให้เข้าคุก ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆ เป็นกบฏ ก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ 6 ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนถึงต่อมา รัชกาลที่ 9 ใครเป็นกบฏ ก็ไม่เคยมีแท้ๆ ที่จริงก็ทำแบบเดียวกันไม่ให้เข้าคุก ให้ปล่อย หรือถ้าเข้าคุกแล้ว ก็ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าก็ไม่ฟ้อง เพราะเดือดร้อนผู้ที่ถูกด่า เป็นคนเดือดร้อน”

“อย่างที่คนที่ละเมิดพระมหากษัตริย์ และถูกทำโทษไม่ใช่คนนั้นเดือดร้อน พระมหากษัตริย์เดือดร้อน นี่ก็แปลก คราวนี้นักกฎหมายก็ชอบให้ฟ้อง ให้ จับเข้าคุก อันนี้นักกฎหมายก็สอน นายกฯ ว่าต้องฟ้อง ต้องลงโทษ ก็สอน นายกฯ ว่าใครบอกว่าให้ลงโทษ อย่าลงโทษเขา ลงโทษไม่ดี ลงท้ายไม่ใช่ นายกฯ เดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน อาจจะอยากให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน ไม่รู้นะ เขาทำผิด เขาด่าพระมหากษัตริย์ เพื่อให้พระมหากษัตริย์เดือดร้อน และเดือดร้อนจริงๆ เพราะใครมาด่าเราชอบไหม ไม่ชอบ”

“แต่ถ้านายกฯ เกิดให้ลงโทษ แย่เลย แล้วนักกฎหมายต้องการให้ลงโทษคนที่ด่าพระมหากษัตริย์ ทำไป ทำมา เอาวะ เขาด่านายกฯ ถ้าด่านายกฯ นายกฯ เดือดร้อนไหม ไม่ควรเดือดร้อน แต่ถ้าด่านายกฯ พระมหากษัตริย์ก็ ไม่เดือดร้อน เพราะว่าเป็นเรื่องนายกฯ แต่ถ้าเขาด่าพระมหากษัตริย์ นายกฯ เดือดร้อน เพราะต้องเป็นคนจัดการ ยุ่งอย่างนี้ กฎหมายก็สอนนายกฯ มาอย่างนั้น สอนว่าใคร ใครด่าเรา เราต้องด่าเขา นี่พูดชักจะไม่ดี ชักจะเป็นส่วนตัว เราเองก็ไม่ขอบอกว่าควรจะทำอะไร ควรรู้”

 

ชิงประกาศวันเลือกตั้ง ลดแรงกดดัน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2560 เวลา 08:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/519772

ชิงประกาศวันเลือกตั้ง ลดแรงกดดัน คสช.

สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ว่าจะประกาศวันเลือกตั้งในเดือน มิ.ย. 2561 และจะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 2561

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นอกจากจะคลี่คลายความคลุมเครือให้กระจ่างชัดเจนขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว คำมั่นจาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยลดแรงกดดันที่กำลังรุมเร้า คสช.ในเวลานี้ให้ลดน้อยถอยลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

จากก่อนหน้านี้ท่าทีของรัฐบาล คสช.เป็นเพียงแค่แบ่งรับแบ่งสู้ไม่เคยออกมายืนยันความชัดเจนเรื่องกำหนดการเลือกตั้งอย่างเต็มปากเต็มคำ ​ย้ำเพียงแค่ทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามโรดแมป

​ความคลุมเครือดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายเริ่มออกมาดักคอจี้ให้ คสช.​และ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนเพื่อเป็นหลักประกันว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง โดยมิอาจบิดพลิ้ว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ที่สำคัญการเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาประกาศวันเลือกตั้ง ​ยังเป็นการปิดประตูป้องกันไม่ให้ คสช.หยิบยกหาเหตุผลมาเป็นข้ออ้างสำหรับเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากกำหนดเดิม

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีความพยายามยื้ออยู่ในอำนาจต่อไป​

ขณะที่ทาง คสช.ก็ทำได้เพียงแค่ประกาศว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามโรดแมป และไม่คิดจะมีการสืบทอดหรือยื้ออยู่ในอำนาจแต่อย่างไร โดยไม่เคยประกาศชัดว่าจะเลือกตั้งในช่วงใด

ยิ่งภายหลังจากที่การประชุมเตรียมความพร้อมการเลือกตั้งของผู้อำนวยการการเลือกตั้งทั้ง 77 จังหวัด ประเมินว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. จะมีผลใช้บังคับประมาณเดือน มี.ค. 2561 และช่วงที่จะประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2561 และมีการเลือกตั้งในเดือน ส.ค. 2561

แต่คนใน คสช.ดูจะไม่ได้ออกมาขานรับกับกำหนดการเลือกตั้งดังกล่าว พร้อมยังตีกรรเชียงออกมาเปิดทางว่ากำหนดการของ กกต.เป็นเพียงแค่การเตรียมการเท่านั้น

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลยังตอบอะไรไม่ถูก ตอนนี้รู้เพียงว่าหากประกาศใช้กฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ เสร็จเมื่อไร มีผลใช้บังคับเมื่อใด ก็จะจัดการเลือกตั้ง 5 เดือนหลังจากนั้น ส่วนจะเป็นวันไหนก็สุดแท้แล้วแต่ กกต.ผู้กำหนด

เงื่อนไขสำคัญที่จะชี้ขาดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นหรือไม่จึงอยู่ที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ซึ่งมีกระแสข่าวหนาหูว่า อาจใช้ช่องทาง

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คว่ำกฎหมายเพื่อให้เส้นทางตามโรดแมปต้องสะดุด จนการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปโดยปริยาย

แม้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องจะออกมาปฏิเสธกระแสข่าวนี้ แต่ก็ไม่อาจคลี่คลายความกังขาของสังคมได้อย่างสนิทใจ โดยเฉพาะท่าทีจากผู้มีอำนาจรัฐก็ไม่ได้ออกมาประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจนเสียที

สุดท้ายแรงกดดันจึงทวีความรุนแรงย้อนกลับมาหา คสช.​อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะกับประเด็นการยื้ออยู่ในอำนาจของ คสช. ซึ่งหนาหูขึ้นเรื่อยๆ สอดรับไปกับกลไกต่างๆ ที่ออกมาตามรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ถูกมองว่าปูทางรองรับการอยู่ในตำแหน่งของ คสช.ในอนาคต

อีกด้านหนึ่งยังเป็นการลิดรอนอำนาจของนักการเมืองที่จะมาจากการเลือกตั้งในอนาคต ซึ่งมีกฎระเบียบควบคุมการทำงานจนยากจะขยับตัว

ข้อครหานี้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของ คสช.โดยตรง ยิ่งในช่วงเวลาที่คะแนนนิยม และความเชื่อมั่นที่กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านผลโพลหลายสำนัก

การจะปล่อยให้ทุกอย่างคลุมเครือต่อไปย่อมไม่เป็นผลดี แถมมีแต่จะฉุดความเชื่อมั่นทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ อันกระทบต่อไปถึงการค้าการลงทุนที่ชะงักงันมานาน

การออกมาส่งสัญญาณตั้งแต่ในช่วงการเดินทางเยือนสหรัฐว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 นั้น จึงถือเป็นความตั้งใจที่ลดแรงกดดันซึ่งกำลังรุมเร้า ก่อนจะมาย้ำความชัดเจนอีกครั้งที่ประเทศไทย

“วันนี้มีความชัดเจนขึ้น ขอให้ทุกคน นักการเมือง พรรคการเมืองอยู่ในความสงบ ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณามาตรการผ่อนคลายต่างๆ ด้วย ขอยืนยันว่าไม่ต้องการหน่วงเวลาอะไรทั้งสิ้น”

หากจับสัญญาณในการชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมสะท้อนความเป็นห่วงที่กลัวว่าอาจมีนักการเมือง หรือกลุ่มผู้ไม่หวังดีหยิบยกประเด็นความ

ไม่ชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้งออกมากดดันรัฐบาลในอนาคต

การรีบตัดตอนชนวนความวุ่นวายจึงเป็นสิ่งที่ต้องรีบดำเนินการ ดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างลุกลามบานปลาย

จนฉุดให้​สิ่งที่สู้อุตส่าห์ทำมาทั้งหมด

ต้องเสียเปล่าไปอย่างน่าเสียดายและอาจกระทบไปถึงช่วงการลงจากอำนาจอีกด้วย

 

คสช.เด้งเชือกพลิ้ว ยื้อปลดล็อกการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2560 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/519529

คสช.เด้งเชือกพลิ้ว ยื้อปลดล็อกการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประกาศใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นับว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเข้าใกล้การเลือกตั้งไปอีกหนึ่งก้าว

เดิมทีก่อนหน้านี้เพิ่งมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ซึ่งเวลานี้อยู่ในระหว่างกระบวนการสรรหา กกต.ชุดใหม่ 7 คน แทน กกต.ชุดปัจจุบันที่ยังคงทำหน้าที่ต่อไประหว่างถูกเซตซีโร่

เมื่อกฎหมายประกอบเกี่ยวกับการเลือกตั้งได้ประกาศใช้ไปแล้ว 2 ฉบับ เท่ากับว่าเหลือเพียงกฎหมายการเลือกตั้งอีกสองฉบับเท่านั้น คนทั้งประเทศไทยสามารถนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งได้ทันที โดยร่างกฎหมายเลือกตั้งที่เหลืออยู่ คือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) วางกรอบการทำงานเอาไว้ว่าจะเสนอร่างกฎหมายทั้งสองฉบับให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ในช่วงปลายเดือน พ.ย. ก่อนครบกำหนด 240 วัน ในวันที่ 1 ธ.ค.

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายเลือกตั้งจะเสร็จสมบูรณ์ไปครึ่งทาง แต่ดูเหมือนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ยอมผ่อนปรนเงื่อนไขทางการเมืองเท่าไรนัก

ที่ผ่านมาหลายฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกทางการเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ หากภายหลังมีการประกาศใช้กฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่

แต่จนแล้วจนรอดปรากฏว่า คสช.ยังคงสงวนท่าทีต่อเรื่องพอสมควร ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 9 ต.ค.

“ตอนนี้ยังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมือง เพราะการจัดทำกฎหมายลูกยังไม่แล้วเสร็จ อีกทั้งตนเองยังไม่ทราบว่าจะเลือกตั้งเมื่อใด เพราะยังมีเวลาอีกปีกว่า” เสียงคำรามจากบิ๊กป้อม

พลันที่ พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธจะผ่อนกฎเหล็กให้กับพรรคการเมือง ทำให้เกิดแรงกดดันพุ่งตรงไปที่ คสช.ทันที เพราะสถานการณ์เวลานี้ต้องยอมรับว่าเปลี่ยนไปแล้ว

เดิมทีก่อนหน้านี้ยังไม่มีประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 ก็พอให้ คสช.มีความชอบธรรมในระดับหนึ่งในการปิดปากพรรคการเมืองไม่ให้ส่งเสียงออกมา แต่เมื่อ ณ ตอนนี้มีรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการลงประชามติและพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ได้รับการประกาศใช้แล้ว ย่อมมีเหตุสมควรที่ให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ระดับหนึ่ง เพื่อให้สอดรับเงื่อนไขที่กฎหมายพรรคการเมืองได้กำหนดเอาไว้

ทั้งนี้ มีหลายเรื่องที่กฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่บัญญัติกรอบเวลาให้พรรคการเมืองต้องเร่งดำเนินการหลังจากกฎหมายประกาศใช้ โดยมีเรื่องสำคัญอยู่อย่างน้อย 5 เรื่อง

1.ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกให้นายทะเบียนทราบภายใน 90 วัน

2.พรรคการเมืองที่ยังมีสมาชิกไม่ถึง 500 คน ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกให้ครบ 500 คน ภายใน 180 วัน

3.พรรคต้องจัดให้มีทุนประเดิมจำนวน 1 ล้านบาท และแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 180 วัน

4.ต้องจัดให้สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองภายใน 180 วัน

5.ต้องจัดให้สมาชิกชำระเงินค่าบำรุงพรรคการเมืองให้ได้จำนวน ไม่น้อยกว่า 5,000 คน ภายในหนึ่งปี

เงื่อนไขเหล่านี้ ถ้าพรรคการเมืองดำเนินการไม่ครบถ้วนอาจมีผลต่อการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส.ในอนาคตด้วย

จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองหลายพรรคจะพร้อมใจออกมารุมกดดัน คสช.ให้ปลดล็อกการเมือง เพราะพรรคการเมืองจะไม่สามารถดำเนินการเพื่อให้บรรลุเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดได้เลย หาก คสช.ไม่ยอมเปิดโอกาสให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองประชุมใหญ่

แต่เมื่อ คสช.เองยังเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของพรรคการเมือง ย่อมทำให้ถูกตั้งคำถามได้ว่า คสช.กำลังแสดงเจตนาจะถ่วงไม่ให้มีการเลือกตั้งหรือไม่

จากกระแสกดดันที่เกิดขึ้นส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ต้องออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อประกาศถึงความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งเพื่อดับร้อนทางการเมือง

“ผมไม่ต้องการที่จะหน่วงเวลาอะไรไว้ทั้งสิ้น ขอยืนยันตรงนี้ในส่วนของเดือน ต.ค.นี้ เป็นช่วงที่คนไทยทุกคนอยู่ในช่วงเวลาโศกเศร้าอาลัย ขอให้ทุกอย่างอยู่บนสถานการณ์แห่งความสงบ

ในส่วนตรงนี้พูดได้ว่าประมาณเดือน มิ.ย. 2561 จะมีการประกาศวันเลือกตั้งและประมาณเดือน พ.ย. 2561 จะมีการเลือกตั้ง วันนี้ก็มีความชัดเจนขึ้น ขอให้ทุกคน นักการเมือง พรรคการเมือง ขอให้อยู่ในความสงบ ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณามาตรการในการผ่อนคลายต่างๆ ด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

คสช.กำลังเล่นเกมแบบสองหน้า หน้าหนึ่งเล่นบทไฟแผ่ความร้อนกดดันฝ่ายตรงข้าม แต่อีกด้านหนึ่งเล่นบท น้ำเย็น เพื่อดับร้อนไม่ให้กระแสกดดันลุกลาม

แต่ตราบใดที่ คสช.ยังไม่ให้ความชัดเจน และยอมผ่อนปรนเงื่อนไขทางการเมืองคงเป็นเรื่องยากที่ คสช.จะเล่นบทสองหน้าเพื่อเด้งเชือกออกจากมุมหลบหมัดได้ไปตลอด