ปิดประตูตาย ‘ทักษิณ’ กลับบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2560 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/519369

ปิดประตูตาย 'ทักษิณ' กลับบ้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวทันทีหลัง เข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุดคนใหม่ ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงแนวคิดการรื้อฟื้นคดีของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กลับมาพิจารณารับหลังจำเลยที่หลบหนีคดี หลัง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฉบับใหม่มีผลบังคับใช้

จากคดีเก่าซึ่งเป็นการยื่นฟ้องตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ซึ่งเดิมไม่สามารถที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาคดีลับหลัง โดยที่ไม่มีตัวจำเลยได้ แต่กฎหมายใหม่มาตรา 28 ให้ศาลสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาคดีโดยไม่มีตัวจำเลย

อีกทั้งในบทเฉพาะกาลมาตรา 69 ของกฎหมายใหม่ได้ระบุไว้ว่าการดำเนินการใดที่เกิดขึ้นมาโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายเก่าแล้วนั้น จะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ให้พิจารณาต่อไปตามกฎหมายใหม่ที่บังคับใช้ ความเห็นส่วนตัวจึงเห็นว่าคดีดังกล่าวสามารถรื้อฟื้นกลับมาพิจารณาใหม่ได้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

นำมาสู่การขยับของ อสส. เมื่อ โกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษก อสส. ระบุว่า ทางสำนักงานคดีพิเศษต้องตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เพื่อปฏิบัติตามนโยบายของอัยการสูงสุดที่ได้ มอบหมายมาต่อไป

“เหมือนที่ท่านอัยการสูงสุดกล่าว เรามีหน้าที่อะไรที่จะต้องทำ เราไม่ได้คำนึงว่าใครเป็นฝ่ายไหน ถ้าเราไม่ทำจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ สิ่งที่สำนักงานอัยการสูงสุดต้อง ยึดมั่นคือเมื่อกฎหมายเขียนมาแล้วเราต้องทำหน้าที่ของเรา” รองโฆษก อสส.กล่าว

ทั้งนี้ ตามขั้นตอนหลังจากการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้โดยให้อธิบดีสำนักงานคดีพิเศษ ซึ่งเดิมเคยเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบคดีเป็นผู้เสนอรายชื่อคณะทำงานที่เหมาะสมขึ้นมาแล้ว

ต่อจากนั้นจะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองขอให้นำคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ ซึ่งหากศาลเห็นตรงกันในการบังคับใช้กฎหมายส่วนนี้ก็สามารถนำคดีมาดำเนินการต่อได้

สอดรับไปกับการออกมาชี้แจงของ สมชาย แสวงการ อดีตโฆษกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ ออกมาระบุว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ใช่การรื้อฟื้นคดี แต่เป็นการบังคับคดีที่ถูก แช่แข็ง เนื่องจากจำเลยหลบหนีให้กระบวนการสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยการพิจารณาคดีลับหลังจะได้พิสูจน์ความถูกผิด

ขณะนี้มีคดีของ ทักษิณ 4 คดีที่ถูกแช่แข็ง เนื่องจากหลบหนีคดีอยู่ในข่ายพิจารณาคดีลับหลังตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แก่

1.คดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้รัฐบาลเมียนมาวงเงิน 4,000 ล้านบาท

2.คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน)

3.คดีทุจริตแปลงสัมปทานมือถือ-ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต

4.คดีการทุจริตกรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้ บริษัท กฤษดามหานคร

หลังจากนี้กระบวนการไล่เช็กบิลย้อนหลัง อดีตนายกฯ ทักษิณ จึงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ที่ห่วงกันว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหม่ และทำให้เส้นทางปรองดองที่พยายามทำกันมาต้องสั่นคลอนรุนแรง

ที่สำคัญกระบวนการที่เกิดขึ้นถูกมองว่าเป็นความพยายามที่จะปิดช่องทางและโอกาสการกลับมาของอดีต นายกฯ ทักษิณ ซึ่งเวลานี้หลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ จากคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก ที่ศาลตัดสินว่ามีความผิดจำคุก 2 ปี

เมื่อมีบางฝ่ายจะพยายามเชื่อมโยงโดยหยิบยกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 98 วงเล็บสาม ที่ระบุว่า ถ้าหากศาลฎีกาฯ มีคำสั่งลงโทษจำคุกระหว่าง 1-7 ปี จะทำให้คดีมีอายุความ 10 ปี มาพิจารณา

เมื่อคำนวณตามวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาจำคุกทักษิณ 2 ปี ดังนั้น เดือน ต.ค. 2561 ทักษิณก็อาจจะกลายเป็นอิสระได้ในที่สุด

แม้เรื่องนี้จะยังมีการหยิบยกข้อกฎหมายมาถกเถียงกันในหลายแง่มุมแต่ก็ยังไม่อาจหาข้อสรุป

การหยิบยกเรื่อง 4 คดีที่ค้างคา อยู่ในระบบกลับขึ้นมาพิจารณาอีกรอบ จึงถูกมองว่านี่เป็นความพยายามตัดโอกาส และ “ปิดตาย” การกลับบ้านของอดีตนายกฯ ทักษิณ อย่างเบ็ดเสร็จ

อีกด้านหนึ่งทางอ้อมยังถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณขู่ เพื่อไม่ให้ ทักษิณออกมาเคลื่อนไหว หรือสร้างความปั่นป่วนใดๆ ในช่วงนี้เรื่อยไปจึงถึงห้วงเวลาก่อนการเลือกตั้ง

อันนับเป็นช่วงเวลาที่เปราะบาง และไม่ต้องการให้เกิดปัจจัยเสี่ยงใดๆ ที่จะมาเป็นอุปสรรคต่อโรดแมปที่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้วางไว้

จะมีก็เพียงแค่ ชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า เคยยื่นเรื่องต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ขอให้ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่ากฎหมาย ดังกล่าวตราขึ้น โดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

โดยมีการเลือกปฏิบัติเป็นการตรากฎหมายย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคล และยังขัดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง เรื่องสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดี ต่อหน้าบุคคล แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับการตอบสนอง

จากนี้จึงได้เพียงแค่ติดตาม ดูกระบวนการพิจารณาคดีที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

 

เลือกตั้งคลุมเครือ จับตา สนช.แสดงอภินิหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/519212

เลือกตั้งคลุมเครือ จับตา สนช.แสดงอภินิหาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าการเลือกตั้งเริ่มใกล้เป็นจริงเข้าไปอีกหนึ่งก้าวแล้วก็คงไม่ผิดนัก ภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ได้รับการประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งเป็นร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ที่มีผลบังคับใช้ต่อจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ. 2560

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นต้องมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ ประกาศใช้ก่อน จากนั้นถึงจะไปกำหนดวันเลือกตั้งให้อยู่ภายในกรอบ 150 วัน นับจากวันที่ร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้

ในเวลานี้เงื่อนไขดังกล่าวบรรลุมาแล้วครึ่งทางจากกรณีร่างกฎหมาย กกต.และพรรคการเมือง เหลืออีกเพียง 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ถ้าร่างกฎหมายทั้งสองนี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์และบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อไหร่ก็นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งได้ทันที

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เห็นแบบนี้แล้วดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องไม่ยากมากนัก แต่ถ้ามองในทางการเมืองแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเงื่อนไขที่มองไม่เห็นในลักษณะซับซ้อนที่ซ่อนอยู่พอสมควรเช่นกัน

ความคืบหน้าล่าสุดของการจัดทำร่างกฎหมาย สส.และ สว.นั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังเดินหน้าจัดทำไปได้พอสมควร

กรธ.วางกรอบเวลาไว้ว่าในวันที่ 21 พ.ย.จะส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้ สนช.ประชุมนัดแรกเพื่อรับหลักการในวาระที่ 1 วันที่ 23 พ.ย. ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.จะถึง สนช.วันที่ 28 พ.ย. และ สนช.จะนัดประชุมรับหลักการในวาระที่ 1 วันที่ 30 พ.ย.ก่อนที่การทำหน้าที่ของ กรธ.ในการเขียนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ กรธ.จะครบกำหนด 240 วัน ในวันที่ 1 ธ.ค.

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า กรธ.ประกาศกรอบการทำงานของตัวเองอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อทางการเมืองของบางฝ่ายที่พยายามกล่าวหาว่า กรธ.มีเจตนาจะยื้อการเลือกตั้ง

เมื่อ กรธ.แจ้งต่อสาธารณชนชัดถ้อยชัดคำแบบนี้ เผือกร้อนทั้งสองชิ้นนี้จึงตกอยู่ในมือของ สนช.ทันที

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ สนช.มีเวลาพิจารณาร่างกฎหมายลูกที่รับมาจาก กรธ.ให้เสร็จภายใน 60 วัน จากนั้นต้องส่งให้องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องและ กรธ.เพื่อให้ทำความคิดเห็นมาว่าร่างกฎหมายที่ สนช.แก้ไขนั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

ในขั้นตอนนี้หากทุกองค์กรเห็นว่าไม่มีปัญหา สนช.ก็สามารถส่งร่างกฎหมายไปให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ต่อไป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น จำเป็นต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย เพื่อดูบทบัญญัติบางมาตราที่เป็นปัญหาและส่งมาให้ สนช.ลงมติอีกครั้ง

จะเห็นได้ว่า สนช.กำลังเป็นผู้ควบคุมการเลือกตั้งไปโดยปริยาย

สถานการณ์ของ สนช.ในขณะนี้ต้องยอมรับว่าต่างฝ่ายต่างรอดูท่าทีจาก คสช.กันเป็นระยะ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางกลับมาจากสหรัฐเมื่อไม่นานมานี้

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายใน สนช.กำลังมีความคลุมเครืออย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลมาจากการรับข่าวสารจาก คสช.ไม่ตรงกันเท่าไรนัก เพราะได้รับจากแหล่งที่มาคนละคนกัน

กลุ่มหนึ่งได้รับในทำนองว่าให้ สนช.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับที่เหลือไปตามปกติ โดยให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าแม่น้ำ 5 สาย จะยื้อเลือกตั้ง

แต่บางกลุ่มกลับได้รับข่าวสารในลักษณะว่าให้พิจารณากฎหมายที่ กรธ.เสนออย่างเคร่งครัด หากเห็นว่ามาตราไหนมีปัญหาให้ดำเนินการเด็ดขาดทันที เพราะไม่ต้องการปล่อยให้กฎหมายเลือกตั้งผ่านสภาไปแบบลวกๆ จนไปสร้างปัญหาในอนาคตแบบอดีตที่ผ่านมาอีก

แม้ภายใน สนช.จะยังไม่ได้แบ่งออกเป็น 2 ขั้วชัดเจน แต่เมื่อรูปการณ์ปรากฏออกมาเช่นนี้ ต้องยอมรับว่าเขย่าขวัญคนที่อยากเลือกตั้งอยู่ไม่น้อย อีกทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็มีช่องโหว่ที่เอื้อให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปได้เช่นกัน

กล่าวคือ หาก สนช.ลงมติไม่เห็นชอบกับร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.หรือการได้มาซึ่ง สว.ขึ้นมา จะต้องกลับไปเริ่มใหม่ที่ กรธ.ทันที ทีนี้ปัญหามีอยู่ว่า กรธ.จะต้องทำและส่งกฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่มาให้ สนช.อีกครั้งเมื่อไหร่

ที่สำคัญในรัฐธรรมนูญเองไม่ได้บัญญัติถึงทางออกเมื่อกรณีเกิดปัญหาดังกล่าวไว้ด้วย จึงทำให้ความคลุมเครือมากขึ้นไปทุกที

ประกอบกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ล่าสุดที่ยังไม่พูดถึงเรื่องความชัดเจนเกี่ยวกับวันเลือกตั้งอย่างเต็มปากเต็มคำเท่าไรนัก ย่อมต้องกระทบถึงการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมี สนช.เป็นตัวแปรสำคัญ

ดังนั้น เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.เข้าสู่ สนช.ในวาระที่ 1 ช่วงปลายเดือน พ.ย. จะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญก็เป็นไปได้

ถ้า สนช.รับหลักการ คงเป็นสัญญาณระดับหนึ่งว่าการเลือกตั้งน่าจะเป็นไปตามปกติ แต่หาก สนช.ปฏิเสธตั้งแต่วาระแรก แน่นอนว่าคนไทยต้องอยู่กับ คสช.ไปอีกนานพอสมควรเลยทีเดียว

 

ท้องถิ่นเข้มแข็ง รัฐบาลชาติก็เข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 14:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/519098

ท้องถิ่นเข้มแข็ง รัฐบาลชาติก็เข้มแข็ง

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นอีกหน่วยงานสำคัญในยุคแห่งการปฏิรูป ตามหลักคิดกระจายอำนาจออกจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่นให้แต่ละพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมบริหารพื้นที่ของตัวเอง อันสอดรับกับหลักประชาธิปไตยสากล

​สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีคนใหม่ เปิดห้องทำงานให้สัมภาษณ์พิเศษถึงภารกิจเร่งด่วน ที่มีหลายงานสำคัญต้องเร่งดำเนินการ ทั้งงานในระดับโครงสร้าง นโยบายและระดับปฏิบัติการ ซึ่งจะต้องร่วมมือกับทุกภาคส่วน

ส่วนหนึ่งต้องมาคุยกับข้าราชการในกรมว่า รัฐบาล รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง  มุ่งมั่นอยากเห็น พัฒนาการของท้องถิ่น จึงต้องมาดูว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไร อีกส่วนนำผลศึกษาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ได้ศึกษาไว้ซึ่งทางกรมได้มีส่วนเสนอความเห็นที่ผ่านมา

อย่างเรื่องการศึกษารัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ท้องถิ่นมีส่วนในการจัดการศึกษาตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงอาชีวศึกษา ต้องมาสำรวจตัวเอง และดูจากที่คนประเมินเข้ามาจะพบว่าเรามีจุดอ่อน เรื่องทำให้เด็กไทยเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีสติปัญา ความรู้ คุณธรรม ที่ต้องปรับปรุงอีกเยอะ

เราต้องดูเด็กเป็นล้านๆ คนตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็กที่ถูกประเมินว่าต้องปรับปรุงเกินครึ่ง ไม่ว่าจะเป็นระดับพอใช้ต้องปรับปรุง ดีแล้วต้องปรับปรุงเพื่อให้ไปสู่ความเป็นเลิศ ล้วนเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบทำ

สุทธิพงษ์  ขยายความว่า  กรมต้องเริ่มทำตั้งแต่ระบบเชิงพื้นที่ หาวิธีประสานความร่วมมือ รูปแบบประชารัฐ ที่นายกฯ ให้ไว้เป็นแนว ซึ่งรัฐบาลมีงบประมาณ มีกำลังคนที่จะสนับสนุนไม่พอ  เราต้องพิจารณาว่าประชารัฐจะมาเสริมอย่างไร ให้ทำงานเร็วขึ้นกว่ารอของบฯ ขอคน จากรัฐบาลอย่างเดียว ​

อีกเรื่องที่สำคัญคือการจัดการขยะ รณรงค์ให้ความรู้ให้คนตื่นตัวต่อเนื่อง ตราบใดคนไม่มีจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ เริ่มตั้งแต่ประชาชนผู้ผลิตขยะ ให้รู้จักลดขยะแยกขยะ ซึ่งเราเคยทำเรื่องขยะแบบไฟไหม้ฟาง คือดีๆ อยู่พักหนึ่งก็เลิก

“แต่เราต้องทำให้ไฟไหม้ฟางแล้วไม่มอดดับ แต่ต้องลุกไปติดขอนไม้ เชื้อเพลิงขนาดใหญ่ ขยายต่อไป เป็นประกายไฟวาบ  ให้คนตื่นตัว​ ทั้งต้นทาง  กลางทาง ปลายทาง”

ที่ผ่านมา ​พ.ร.บ.รักษาความสะอาดเพิ่งคลอดมาไม่นาน ระเบียบกระทรวงมหาดไทยยังไม่สมบูรณ์ ​หาก รมว.มหาดไทยกลับจากสหรัฐ ก็คงจะผ่านได้เพราะผ่านคณะกรรมการร่างกฎหมายของกระทรวงแล้ว

สาระสำคัญคือ หลักสากลที่บอกว่าใครทำให้เกิดขยะ คนนั้นต้องจ่ายค่ากำจัดขยะ ไม่งั้นรัฐบาลอุ้มไม่ไหว ​ค่าจัดเก็บขยะที่ผ่านมากำหนดให้เก็บได้สูงสุดเท่าไรก็ไม่กล้าเก็บสูงสุดเก็บเพียงไม่ถึง 10%  เพราะกลัวเสียคะแนน

นอกจากนี้ เราต้องรณรงค์ สร้างจิตสำนึกให้คนมีส่วนร่วมดูแลชุมชน บ้านเมืองตัวเอง ให้สะอาด​ตามหลัก 3R  รีดิวส์ รียูส รีไซเคิล ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการให้มีระเบียบ กฎหมาย ให้การบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง ​ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องขยะเรื่องเดียวแต่รวมถึงทุกเรื่อง

สุทธิพงษ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาก็มีชุมชนนับพันแห่งที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการขยะแต่อย่าลืมว่าส่วนที่ดีพันกว่าชุมชนนั้น เมื่อคำนวณแล้วเป็นสัดส่วนที่ไม่เยอะมากหากเทียบกับชุมชนทั้งประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงยื่นคำขาดไว้ เจอที่ไหนก็บอกว่าต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ ท่านปลัดกระทรวงยิ่งย้ำใหญ่ว่า รัฐมนตรีสั่งการให้ปลัดกระทรวง ต้องรับผิดชอบผลงานอธิบดีทุกกรมนี่จึงเป็นสองแรงบวก เป็นอาเจนดาที่ท่านคาดหวัง

อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นกล่าวถึงปัญหาเรื่องสิ่งกีดขวางทางน้ำซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาเรื้อรังมานาน การแก้ปัญหาตามวิธีการแบบเดิมใช้เงินเยอะเป็นล้าน เช่น คอสะพานแคบ ก็ต้องมีสะพานกว้างน้ำไหลดี ต้องทำบล็อกคอนเวิร์ส

“แต่โชคดี นายกฯ ให้นโยบาย ผ่านรายการศาสตร์พระราชาเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา  เรื่องธนาคารน้ำใต้ดิน ผมเองมาศึกษากับผู้รู้คนที่มีประสบการณ์ ทำอย่างไรหน้าฝนน้ำไม่ท่วม​ ให้น้ำลงไปเก็บไว้ใต้ดิน ด้วยเวลารวดเร็ว น้ำไม่ทันไหลมารวมกันจนไหลบ่าไปท่วมพื้นที่”

ตัวอย่างพื้นที่ที่ทำสำเร็จ เช่น อบต.เก่าขาม อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี  และพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ หนองคาย กำแพงเพชร ชัยนาท ซึ่งจะต้องใช้โมเดลนี้ขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิดนั้น จุดหนึ่งใช้งบแค่ 2,000 บาท บริเวณหนึ่งอาจต้องทำหลายจุดให้น้ำลงไปสู่ใต้ดินอย่างรวดเร็ว

ตามหลักวิทยาศาสตร์ น้ำที่ไปอยู่ใต้ดินจะไหลไปในชั้นหิน ชั้นทราย ​เป็นระบบน้ำบาดาลบ้านเรา หากสามารถกักเก็บน้ำมหาศาลได้จะเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินระยะยาว  ​เพราะน้ำฝนที่ตกมา 80% ไหลลงทะเลก่อนลงทะเลก็ท่วมเรือกสวนไร่นา

“กรมเราเปรียบเหมือนรัฐบาล ทั้งรัฐบาล ทุกกระทรวง ทบวง กรม เป็นหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องไปทำ เขาถึงมีความเชื่อว่า ถ้าท้องถิ่นเข้มแข็ง รัฐบาลชาติจะเข้มแข็งด้วย”

สุทธิพงษ์ กล่าวถึงแผนการทำงานว่าส่วนหนึ่งเป็นไปตามระบบงบประมาณซึ่งมีคำขอ พิจารณาความสำคัญ เร่งด่วน โดย พ.ร.บ.งบประมาณฯ 25​​61 มีผลบังคับใช้แล้วต้องเป็นไปตามนั้น ​ซึ่งเน้นการบริหารจัดการที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล

“ที่สำคัญ ต้องการความร่วมมือเรื่องการระดมสมอง การวางกำหนดทิศทางร่วมกันแบบพี่แบบน้อง ประตูห้องอธิบดีเปิดตลอด ผมอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ประตูไม่เคยปิด ไม่ว่าจะอยู่หรือไม่อยู่”

ทั้งนี้ จุดมุ่งหมาย ทำสิ่งดีๆ ให้พี่น้องประชาชน แต่ด้วยงบประมาณที่จำกัดอาจจะต้องหาวิธีอื่น ที่มีความยืดหยุ่น เปิดกว้าง หาโนว์ฮาว ใหม่ๆ ตรงตามหลักที่พระเจ้าอยู่หัวสอนไว้ ดูในแง่บริบท ความเป็นจริงของพื้นที่ เข้าใจปัญหา เข้าถึงประชาชน

“เราไม่ปฏิเสธ สิ่งที่มีอยู่ แต่ไม่ปิดกั้นจากสิ่งใหม่ที่สามารถช่วยขับเคลื่อนผลักดันโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ผนึกกำลังทุกฝ่ายจำเป็น ร่วมแรงพัฒนาไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ ประชาชนเป็นสุข ผม​ย้ำกับทุกคนเสมอ หน้าที่ของกรมคือทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง ทำงานง่าย สะดวก สบาย เปิดโอกาสให้ประชาชน มีส่วนร่วมทำงานท้องถิ่น ทำให้เกิดความเข้มแข็งของประชาธิปไตยฐานราก”

ส่วนแนวทางแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตในท้องถิ่นนั้น สุทธิพงษ์ อธิบายว่า ตามระเบียบกฎหมายมีแล้ว เพียงแต่ต้องกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบตั้งแต่ต้นจนจบ  อีกทั้งอธิบดีคนเก่า ได้วางระบบ​ประเมิน ร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท ตรงนี้จะเดินต่อไป

สุทธิพงษ์ กล่าวว่า การปฏิรูปรูปแบบการจัดการท้องถิ่นในส่วนของกรมได้เสนอไปหมดแล้วว่า ท้องถิ่นต้องเข้มแข็ง ทั้งเชิงโครงสร้าง งบประมาณ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ  บางองค์การบริหารส่วนตำบลขนาดใหญ่เกินไป เทอะทะ ทำให้งบลงทุนไม่มี ไม่สามารถดูแลพื้นที่ แก้ปัญหาประชาชนได้

“บางแห่ง มีผู้บริหารมาจากการเลือกตั้ง มากถึง 50 กว่าคน ​มีงบประจำเยอะทั้ง เบี้ยประชุม เงินเดือน บางชุมชนมีสองสามหมู่บ้านเป็นหนึ่งองค์กร รายได้น้อย ประชากรนิดเดียว เรื่องอำนาจหน้าที่มีความทับซ้อน แต่ทั้งหลายทั้งปวงแนวทางปฏิรูปยังไม่มีความชัดเจน เพราะกฎหมาย ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านการปกครองท้องถิ่น สปท.ยังไม่คลอด ต้องรอความชัดเจนอีกที”

ส่วนการดูแลคุณภาพชีวิตคนนั้น กระทรวงมหาดไทยได้ขับเคลื่อนสำเร็จทำให้มีศูนย์ช่วยเหลือประชาชน โดยออกเป็นระเบียบกระทรวงมหาดไทยแล้ว ทำให้ช่วยเหลือประชาชนร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงแรงงาน เหล่ากาชาดจังหวัด ช่วยผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส สตรี เด็ก ผู้ตกงาน มีปัญหา ​ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ​อปท.

เมื่อระเบียบมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 ส.ค.แล้ว ทำอย่างไรให้ทุกภาคส่วนร่วมมือทำงาน ไม่มีบริบทความเป็นกระทรวง ทบวง กรม แต่ร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวสู่เป้าหมายประชาชนเป็นสุข ซึ่งจะต้องปลุกเร้าประสานเป็นกาวใจกับทุกหน่วยงานส่วนกลาง ภูมิภาค ไม่ให้รังเกียจเดียดฉันท์ อปท. รวมทั้งประสาน สตง​. ป.ป.ช. สนับสนุนท้องถิ่นให้ทำงานโปร่งใส คล่องตัว​

ถามว่าท้องถิ่นเวลานี้เราเข้มแข็งมากน้อยแค่ไหน มันเข้มแข็งไม่ได้หรอกตอนนี้ในแง่กฎหมาย  งปบระมาณ ที่มีอยู่อย่างจำกัด  เลยทำให้ผลงานไม่ดี แก้ไขปัญหาชาวบ้านที่เดือดร้อนไม่ได้ ความศรัทธา ชื่นชม ยกย่องเลยไม่มี ดังนั้นถามว่าเข้มแข็งในเชิงอุดมคติหรือไม่ก็ไม่เข้มแข็งหรอก แต่เข้มแข็งไหมในภาวะจำกัดก็ต้องบอกว่าเข้มแข็งมาก

เป้าหมายที่ต้องทำอีกหลายเรื่องโดยเฉพาะด้านสังคม ได้แก่ เรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศ ยกระดับ การอ่านหนังสือ สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ ท้องถิ่นต้องเป็นแกนนำ ไม่ใช่เฉพาะการศึกษาในระบบ แต่ต้องรวมถึงนอกระบบ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ​

อีกเรื่องหนึ่งที่เหมือนเป็นสัญญาประชาคม คือ ประสานผลักดันให้ตำแหน่งท้องถิ่นอำเภอเป็นภูมิภาค มีศักดิ์เป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการดูแลทุกข์สุขประชาชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านี้

โดยทางปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ให้การสนับสนุนเต็มที่ อนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญ 9 ด้านบริหารงานบุคคล ของสำนักงานปลัดกระทรวง มาช่วยราชการ ทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ

สุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า ยังมีเรื่องที่ ทาง รมว.มหาดไทย มอบหมาย คือเรื่องดูแลเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่ไปกับกรมพัฒนาชุมชน กรมการปกครอง องค์การตลาด รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งงานหนักคือ ทำยังไงให้พี่น้องเกษตรกร มีแหล่งสำหรับแลกเปลี่ยนซื้อขาย

“ทั้งหมดเพื่อรวมพลังสามทหารเสือในนามของกระทรวงมหาดไทยคือ กรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยกันนำเอาศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นวิถีชีวิตของประชาชน ​สร้างความเข้มแข็ง ของชุมชน ครอบครัว ประเทศ” สุทธิพงษ์ กล่าว

 

ไขกุญแจความสำเร็จ “ชวัลวิทย์” เด็กม.2ไทยเก่งระดับโลก! ผู้สอบผ่าน”IELTS”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 12:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/518574

ไขกุญแจความสำเร็จ "ชวัลวิทย์" เด็กม.2ไทยเก่งระดับโลก! ผู้สอบผ่าน"IELTS"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวางสำหรับ “ชวัลวิทย์ ภูมิสะอาด” เด็ก ม.2 จากโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จ.ขอนแก่น ผู้สอบผ่าน International English Language Testing System (IELTS) หรือ การสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยได้คะแนนรวมในระดับ 8 (คะแนนเต็มสูงสุดของ IELTS คือระดับ 9 )

เบื้องหลังความสำเร็จของเด็กชายวัย 13 ปี คือเรื่องราวที่น่าสนใจและควรค่าต่อการเป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่อยากยกระดับทักษะทางภาษาของตนเองรวมถึงพ่อแม่ผู้ปกครองทุกๆ คน

ชวัลวิทย์ หรือ โบนัส บอกว่า ความคุ้นเคยตั้งแต่เด็กจากการส่งเสริมของครอบครัวและโรงเรียน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรียนรู้และพัฒนาภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว

“ผมเรียนโรงเรียนที่เปิดสอนโปรแกรมสองภาษามาตั้งแต่เด็ก ทำให้ได้อยู่ในบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่มีภาษาอังกฤษทั้งคุณครูและเพื่อน ส่วนที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ก็ช่วยส่งเสริมภาษาอังกฤษให้ผม ทั้งชวนคุยและโหลดสื่อภาษาอังกฤษให้ดู

“ถ้าเราคุ้นเคยตั้งแต่เด็กๆ โตมาจะฝึกง่ายขึ้นมาก หลายคำมีส่วนประกอบจากศัพท์ง่ายๆ เช่น  become  คำว่า be แปลว่า เป็น  ส่วน come แปลว่า เข้ามา รวมกันก็คือ กลายเป็น …การคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก ทำให้เราเข้าใจศัพท์หรือประโยคใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น”

ตั้งแต่เด็กจนโต โบนัสเรียนรู้การใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษในระดับที่เท่าๆ กัน แต่เขาบอกว่าไม่ใช่คนที่พูดลักษณะ ไทยคำอังกฤษคำ “ผมจะเลือกพูดครับ ถ้าพูดอังกฤษก็อังกฤษเลย ถ้าพูดไทยก็ไทยเลย”

เมื่อถามถึงเทคนิคการฝึกฝนตัวเองในแต่ละด้าน ไล่ตั้งแต่การฟัง พูด อ่าน และเขียน โบนัสเล่าว่า

“ผมพัฒนาการฟังจากสื่อวิดีโอทั้งทางยูทูปและโทรทัศน์ช่องภาษาอังกฤษครับ ช่วยได้เยอะมาก เรื่องพูด ด้วยความที่อยู่ในบรรยากาศและโอกาสที่จะได้พูดอยู่แล้ว ที่โรงเรียนมีเพื่อนและคุณครู บางคนก็มาจากต่างประเทศ อีกช่องทางหนึ่งคือเกม การได้สื่อสารกับเพื่อนๆ ต่างชาติก็เท่ากับเป็นการฝึกฝนไปในตัว

“การอ่าน ผมชอบอ่านหนังสือทั่วไปและหนังสือพิมพ์ที่เป็นภาษาอังกฤษ ส่วนการเขียน พยายามอ่านบทความที่เขียนอย่างมีระบบ อ่านหลากหลายประเภทให้เห็นความแตกต่าง มันจะทำให้เราได้เรียนรู้วิธีการเขียนครับ”

ความสามารถและความสำเร็จของโบนัสไม่ได้ออกจากมาจากท้องมารดา แต่ผ่านการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

เขาบอกว่า ภาษาอังกฤษคือการฝึกฝน หากไม่พยายามก็จะไม่ได้รับความสำเร็จ อยากเก่งต้องฝึกอย่างจริงจังและพุ่งหาเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้

“วิธีการศึกษาและฝึกฝนของผมคือ การใช้ภาษาอังกฤษให้สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน มันจะสนุกมากกว่าแค่เรียนในตำรา ขอให้ทุกคนฝึกกันมากๆ ครับ”

เด็กขอนแก่นที่มีความฝันว่าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศและมีอาชีพเป็นนักการทูตเห็น บอกว่า ในโลกสมัยใหม่ภาษาอังกฤษนั้นสำคัญมาก สำหรับโอกาสยกระดับตัวเองในหลายๆ ด้าน และนำไปสู่ความสำเร็จ

 

“โลกที่เราอยู่สมัยก่อน แทบไม่มีโอกาสได้ใช้ภาษาอังกฤษ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เทคโนโลยีทำให้โลกเราแคบลง เราควรเรียนรู้ภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ ที่นอกเหนือจากภาษาไทยเอาไว้ มันมีความสำคัญทั้งในด้านการติดต่อสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ การพัฒนาความรู้ รวมถึงการทำธุรกิจ” เขาบอกและยกตัวอย่างว่าภาษาอังกฤษนั้นสำคัญมากในการค้นหาความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ ทำให้ได้รับข้อมูลรวมถึงมุมมองที่หลากหลายกว่าเพียงแค่ค้นหาจากภาษาไทย

โบนัสเป็นบุตรชายของ ผศ.ดร. ณัฐพล ภูมิสะอาด อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ ทพญ. รัชนีวรรณ ภูมิสะอาด ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษด้านการสอน วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จ.ขอนแก่น โดยเป็นเหลนของ คุณทวด พยอม สีนะวัฒน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ศิลปะงานผ้า) ปี 2530

ทพญ. รัชนีวรรณ เล่าว่าเธอเองและคุณยายของน้องโบนัสซึ่งเป็นคุณครูสอนวิชาภาษาไทยพยายามสอนและช่วยกันปลูกฝังให้โบนัสใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง ทั้งการพูด อ่านและเขียนควบคู่ไปกับการใช้ภาษาอังกฤษ เพราะเห็นการสื่อสารเป็นกุญแจดอกแรก สำหรับการเรียนรู้ที่ไม่มีพรมแดนในศตวรรษที่ 21

“ภาษาอังกฤษเป็นกุญแจสำคัญดอกแรก ในการเปิดโลกทัศน์ให้สามารถสื่อสาร เข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษา ครอบครัวของเราไม่มีการผลักดัน เพียงแต่คอยช่วยกันสังเกตว่าน้องสนใจด้านใด แล้วส่งเสริมให้ได้เลือกทำอย่างมีความสุข

“ความสนใจภาษาอังกฤษเริ่มต้นจากการชมการ์ตูนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กกับคุณย่า และน้องยังชอบพูดคุยกับคุณลุงหมอจอม(พี่ชายของหมอ)เกี่ยวกับประเทศอังกฤษ เพราะคุณลุงของน้องเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ เมื่อเริ่มโตขึ้นน้องก็จะชอบดูรายการทางยูทูปกับคุณพ่อจนสามารถทำอาหารตะวันตกซึ่งใช้วิธีการศึกษาจากรายการทางยูทูปนั่นเอง”

คุณแม่ เล่าต่อว่า ครอบครัวพยายามให้โอกาสโบนัสได้เลือกอ่านหนังสือตามความสนใจ โดยมอบคำชี้แนะในการเลือกสื่อที่เหมาะสมกับวัยจากคนในครอบครัว ทั้งคุณลุง คุณป้า คุณตา คุณยาย

“คำชี้แนะและครอบครัวที่อบอุ่น ทำให้น้องสามารถแลกเปลี่ยนทัศนคติได้อย่างดีกับคนทุกวัยและสามารถสลับภาษาในการพูดได้อย่างคล่องแคล่ว”

เบื้องหลังความสำเร็จของโบนัส แสดงให้เห็นว่าความอบอุ่นภายในครอบครัวและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตั้งแต่ในวัยเยาว์นั้นสำคัญมากต่อการพัฒนาความสามารถทางด้านภาษา

 

 

 

 

 

 

 

ใจถึงพึ่งได้! เปิดใจ “วัน อยู่บำรุง” วันนี้ขอลบคำด่า “ลูกเฉลิมเกเร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 20:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/518230

ใจถึงพึ่งได้! เปิดใจ "วัน อยู่บำรุง" วันนี้ขอลบคำด่า "ลูกเฉลิมเกเร"

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“ผมเกิดเป็นลูกท่านเฉลิม คุณแม่ลำเนา อยู่บำรุง ถือเป็นบุญ ที่ผ่านมาผู้คนอาจติดภาพเกเรของผมในอดีต แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนไปแล้ว” คำพูดของ วัน อยู่บำรุง หรือ หนุ่ม ในวัย 43 ปี ลูกชายคนที่สองของนักการเมืองลายคราม ร.ต.อ.เฉลิม

วัน ชื่อเดิม วันเฉลิม หลายคนติดภาพวัยรุ่นอารมณ์ร้อนผู้มีวีรกรรมมากมายในอดีต แต่ปัจจุบันด้วยวันเวลาประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มขึ้น เขาเปลี่ยนบุคลิกตัวเองเดินหน้าช่วยเหลือชาวบ้าน ตามแบบฉบับทายาทการเมือง สไตล์เจ้าของสโลแกน ใจถึง…พึ่งได้ เพราะหวังว่า สักวันหนึ่งประชาชนที่เคยตำหนิและเมินหน้าหนีใส่ จะเปลี่ยนความคิดและยินดีเลือกลูกชายนักการเมืองชื่อ วัน อยู่บำรุง ให้เป็นเสียงแทนประชาชนในสภา

โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับ วัน อยู่บำรุง ถึงเรื่องราวชีวิตปัจจุบัน รวมถึงจุดเริ่มต้นการก้าวมาเป็นคนดังในโซเชียลมีเดีย และเส้นทางการเมืองในอนาคต

เปิดตัวตนผู้ชายชื่อ “วัน อยู่บำรุง”

วัน บอกว่าช่วงที่ผ่านมาครอบครัวอยู่บำรุง ไม่ได้ห่างหายไปไหน แต่หลังเหตุการณ์ พ.ค.57 ทำให้ครอบครัวไม่ได้ออกมามีบทบาททางการเมืองมาก แต่คุณพ่อ ยังติดตามสถานการณ์ทุกวัน ส่วนตนนอกจากลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน ก็ทำธุรกิจเวทีมวยสยามอ้อมน้อย ที่ทำมานานกว่า 25 ปี เนื่องจากชื่นชอบและผูกพันวงการมวยมาตั้งแต่อายุ 16 ปี

ส่วนที่เห็นว่าปัจจุบันเล่นโซเชียลมากขึ้น เริ่มจาก 3 ปีที่แล้ว (ปี 57) กลับมาเล่นเฟซบุ๊กเองหลังจากเปิดไว้นาน โดยพยายามเข้าไปพูดคุยโต้ตอบทุกดูคอมเม้นท์ ทำให้มียอดคนเข้าไปติดตามเพิ่มอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันผู้ติดตามประมาณ 1.5 แสนคน  ส่วนกิจกรรมความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊ก ยอมรับว่ามีครบทุกรสตั้งแต่เรื่องงาน ครอบครัว ช่วยประชาชน ความรัก และสนุกสนาน

คิดว่าเฟซบุ๊กส่วนตัว ไม่เหมือนของนักการเมืองทั่วไป ที่มักมีแต่เรื่องงานอย่างเดียว ซึ่งการทำเช่นนี้ไม่กลัวเรื่องเสียภาพลักษณ์ แต่คิดว่าน่าจะเป็นเหตุผลให้หลายคนชื่นชอบ  “ต่อหน้า คุณสร้างภาพ ลับหลังเป็นอีกอย่าง มันไม่ใช่”

หนุ่ม เล่าถึงความเป็นคนตรงและจริงใจให้ฟังว่า ครั้งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นักข่าวเคยถามว่า หากให้เป็นตัวแทนรณรงค์งดเหล้า-บุหรี่ จะรับหรือไม่ ตอนนั้นพอฟังจบ ตอบทันทีไม่ขอรับ เพราะคิดว่าหากเป็นคนดื่มเหล้า-สูบบุหรี่ ถ้ารับและต่อหน้าชาวบ้านไม่ยุ่งเกี่ยว แต่ลับหลังกลับทำแบบที่พูดไม่ได้ ก็อาจดูไม่ดี จึงคิดว่าอะไรทำไม่ได้ ก็ไม่ควรทำ

วัน ยังบอกอีกว่าขออย่ามองตนเป็นเน็ตไอดอล เพราะเน็ตไอดอล คือบุคคลที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม แต่ตนในอดีตก็เคยทำเรื่องผิดพลาดมาบ้าง จึงไม่เหมาะใช้คำนั้น แต่อยากขอวอนสังคมให้เห็นใจ ทุกคนเคยทำผิดพลาด ถ้ากลับตัวกลับใจ ทำประโยชน์ให้สังคม ถ้าหากไม่ชอบ ไม่ต้องชื่นชม แต่หย่าด่าเรื่องเก่าๆ

ส่วนที่หลายคนถามว่าทำไมต้องคบวัยรุ่นที่มีภาพลักษณ์ไม่ดี จนได้รับฉายาว่า พี่ใหญ่ฝั่งธน นั้น เพราะอยากตักเตือนสอนวัยรุ่นเหล่านี้ ไม่ให้ออกไปทำเรื่องไม่ดี บางครั้งยอมรับว่าหากเตือนไม่ฟังก็ให้เขาชกต่อยกัน แต่จะบอกเสมอว่า ต้องจบ

แต่การทำเช่นนี้กลับถูกวิจารณ์ว่า เมื่อทำตัวดีแล้ว ทำไมต้องเอาพวกกเฬวรากมาเดินตาม ขอชี้แจงว่า “หากคุณคิดอย่างนี้ ประเทศก็ไม่เจริญ ที่ผมพยายามเปลี่ยนคนพวกนี้ เพราะอยากให้เขากลับมาเป็นคนดี ฉะนั้นควรให้โอกาส เพราะทุกคนเกิดมา มีคุณค่าความเป็นคนเท่ากัน ไม่ว่าเด็กสลัมหรือลูกนายกรัฐมนตรี ก็หนึ่งเสียงเท่ากัน”

“คุณยังยึดติด อยู่กับเรื่องเก่าๆ ประเทศชาติจะพัฒนาอย่างไร คนเรามันต้องเคยผิดพลาด แต่เมื่อเค้ากลับตัว ทำประโยชน์ ควรให้โอกาส ตัวผมเมื่อก่อนโดนด่าว่า ลูกเฉลิมเกเร แต่วันหนึ่ง ผมจะพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่า ผมต้องมาจากประชาชนเลือก เข้าไปทำหน้าที่แทนในสภา ฉะนั้นหมั่นทำดีต่อไป สักวันหนึ่งจะได้ดี”

จุดเริ่มต้นสโลแกน “ ใจถึง…พึ่งได้ ”

ขณะที่จุดเริ่มต้นสโลแกน “ใจถึง…พึ่งได้” ที่โด่งดังและเป็นคำพูดประจำตัวนั้น มาจากรุ่นพี่ (แอ๊ด คาราบาว) แต่งเพลงชื่อนี้ให้เพื่อใช้หาเสียงเมื่อปี 57 ซึ่งมีเนื้อหาตรงกับบุคลิกส่วนตัว และมีการนำมาใช้เป็นชื่อกลุ่มไลน์ญาติพี่น้อง จากนั้นทำเป็นสติ๊กเกอร์และเสื้อแจก จนมีคนขอจำนวนมากหมดเงินไปล้านกว่าบาท ก็เปลี่ยนมาทำขาย แต่กำไรหลังหักค่าใช้จ่าย นำไปช่วยเหลือสังคม

หนุ่ม มองว่าวันนี้การที่สังคมออนไลน์มีทั้งชื่นชมและด่า ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆ และชิน แต่เชื่อว่าขณะนี้มีคนชื่นชอบตนอยู่มาก เห็นจากตั้งกลุ่มใจถึง…พึ่งได้ ในเฟซบุ๊กเพียง 50 คน มีคนเป็นสมาชิกกว่า 2 หมื่นคน และยังมีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กอีกกว่า 1.5 แสนคน ซึ่งต้องมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ เหมือนเล่นการเมือง ที่ต้องพร้อมยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอร้องเพียงอย่างเดียว อย่าด่าบุพการีหรือคนในครอบครัว

 

เส้นทางการเมือง ของทายาทและความหวัง “ อยู่บำรุง ”

วัน อยู่บำรุง เคยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร (ส.ส.กทม.) เขตบางบอน ในนามพรรคเพื่อไทย ปี 2554 ครั้งนั้นแพ้คะแนนคู่แข่งจากพรรคประชาธิปัตย์ เพียง 1,136 คะแนน ทำให้ตั้งแต่วันนั้น เขาพยายามลงพื้นที่พบประชาชนสม่ำเสมอไปทุกงานไม่ว่า งานศพ งานบวช งานแต่ง รวมถึงออกฉีดยุง

ทายาทนักการเมืองดังยอมรับว่าการแพ้ครั้งนั้นรู้สึกเสียใจมาก แต่ไม่เสียดาย เพราะตอนนั้นมีเวลาเตรียมตัวเพียง 4 เดือน แต่ฝ่ายตรงข้ามครองพื้นที่มานานกว่า 20 ปี แต่การแพ้ครั้งนั้นทำให้เขาไม่ท้อและพยายามลงพื้นที่ เพราะหวังจะชนะเลือกตั้งในถิ่นเกิด (เขตบางบอน) ให้ได้

“จะลงเลือกต่อไปทุกครั้ง ลงจนกว่าจะได้รับชัยชนะ เมื่อชนะแล้ว ก็ลงต่อ เพื่อเป็นตัวแทนตระกูลอยู่บำรุง ไม่ให้หายไปจากการเมืองไทย แต่ขณะนี้เส้นทางอนาคตการเมือง ยังไม่กล้าคิดไกล เพราะคิดเสมอว่า ฝนยังไม่ตก แดดยังไม่ออก อย่าเพิ่งกางร่ม”

เหตุผลที่คิดว่าจะทำให้ชนะใจประชาชน เพราะเป็นคนตรงไป ตรงมา จริงจัง จริงใจ ไม่ทิ้งประชาชน เช่นเดียวกับสโลแกน ใจถึง…พึ่งได้ “การเลือกตั้งก็เหมือนจีบสาว หากเขาไม่รักตอนแรก ซักวันหนึ่ง เมื่อเขาเห็นความดีและความพยายามตื้อ ก็อาจมีสิทธิ์” และคิดว่าวันนี้เมื่อได้มาช่วยเหลือประชาชนเป็นประจำ ก็ทำให้ตนในสายตาชาวบ้านเปลี่ยนไปมาก เมื่อก่อนยุคเล่นการเมืองใหม่ๆ ลงพื้นมักถูกถามว่าเลิกเกเรยัง บางคนเมินหน้าหนีด้วยซ้ำ แต่วันนี้ลงพื้นที่มีแต่คนขอกอด ขอถ่ายรูป

วัน อยู่บำรุง ทิ้งท้ายว่า ขอเดินหน้าพัฒนาตัวเองและทำประโยชน์เพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป เพื่อลบภาพในอดีต

“เกิดเป็นลูกท่านเฉลิม คุณแม่ลำเนา อยู่บำรุง ถือเป็นบุญ และหากนับหนึ่งถึงสิบ ผมว่าคงเริ่มที่ห้าเลย ถ้าไม่เคยมีเรื่องในอดีตมาก่อน แต่จากภาพเมื่อก่อน ยังไม่ทันเริ่ม ก็ติดลบ 5 แล้ว แต่ยังไงจะไม่ยอมแพ้ เพราะเชื่อมั่นกับสิ่งทำ และคิดว่าการเมืองอนาคตคงเป็นโอกาสของคนประเภทนี้ เพราะประชาชนชอบคนพูดตรง ทำจริง ไม่ได้ภาพสวย “การเมืองไม่ใช่มรดก ยกให้กันไม่ได้ อยากได้ ต้องทำเอาเอง”

 

เปิดใจ “อดีตเลขาธิการสภาฯ” ล้างบางวิถีโกง ข้าราชการต้องอย่าร่วมมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/517828

เปิดใจ "อดีตเลขาธิการสภาฯ" ล้างบางวิถีโกง ข้าราชการต้องอย่าร่วมมือ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับแวดวงข้าราชการ เมื่อ “จเร พันธุ์เปรื่อง” อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเขียนจดหมายอำลาถึงพี่น้องสีกากี ก่อนวันเกษียณอายุราชการอย่างเป็นทางการในปลายเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งมีใจความสำคัญถึงเรื่อง “ทุจริต”

จเร เล่าผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ถึงวัตถุประสงค์ที่เขียนประเด็นดังกล่าว เนื่องจากได้รับการติดต่อประสานงานจากสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ให้ช่วยเขียนแง่คิดการทำงานถึงข้าราชการลงหนังสือที่ระลึกเพื่อแจกในงานวันเกษียณราชการ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีเจตนาอย่างที่ปรากฏเป็นข่าว

“ตอนแรกผมจะเขียนในทำนองขอบคุณสำนักงานปลัดฯ พอเขียนไปนึกได้ว่าข้าราชการจะได้อะไร ก็เลยเปลี่ยนใหม่ และทางสำนักฯ อยากได้แนวคิดในการปฏิบัติงาน ก็เลยเล่าว่าเป็นยังไง ยึดมั่นอะไร ทำงานอย่างไร ยึดคติแนวทางในการทำงาน คือ ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมยึดมั่นมาตลอด”

จเร อธิบายคำว่า ซื่อสัตย์ ถ้าคนยึดมั่นในความถูกต้องสุจริต ไม่โกง ก็สามารถพัฒนาได้ แม้จะไม่ได้เรียนสูงมาก ก็สามารถส่งไปเรียนต่อ พัฒนาฝึกอบรมให้มีความเชี่ยวชาญได้ ถ้าโกง ก็หมด ถ้าพัฒนาให้เก่งและฉลาดเท่าไร ก็ยิ่งโกงมาก ขยัน คือ ตั้งใจทำงาน ไม่ปริปากบ่น ให้รู้ว่าภารกิจมีอะไรต้องทำอย่างไร หรือจัดวางแนวทางในการทำงาน ฝึกได้ และ อดทน คือ ไม่เหยาะแหยะ มีงานยากก็ไม่บ่น มีปัญหาก็ปรึกษาหารือเพื่อหาทางแก้ไข ไม่ใช่เจออุปสรรคก็เลิกล้ม

“ครอบครัวผม พ่อ แม่ ภรรยา ลูก มีความเห็นตรงกันในเรื่องพวกนี้ ผมมาจากสังคมเกษตรกร ครอบครัวผมเป็นชาวไร่ชาวนา เป็นคน จ.เพชรบุรี ไม่มีอะไร เราถือว่าเราเริ่มต้นจากศูนย์ มาถึงขนาดนี้ รับราชการมาได้ขนาดนี้ ไม่ต้องไปหาอะไรแล้ว เพราะเงินทองที่ได้รับจากหลวงก็ถือว่าเยอะแล้ว”

อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฉายภาพปัญหาทุจริตแวดวงราชการด้วยเสียงยืนยันหนักแน่นว่า  “ผมผ่านมาหมดทั้งยุคเลือกตั้งและแต่งตั้ง มันอยู่ที่คน ไม่ใช่วิธีการมา เพราะคนไม่ดีพยายามแทรกเข้ามาในทุกวงการ ในการเลือกตั้งจะไปอยู่พรรคนั้น พรรคนี้ ตรงนี้ก็เหมือนกัน เพื่อมีโอกาสได้เข้ามา ดังนั้น จึงไม่แตกต่างอะไร”

“ใน สปท. สปช. คราวที่แล้วก็เห็นพูดขึ้นมา แม้กระทั่งกลางแจ้งไม่ให้อันนั้น อันนี้เขา อะไรต่ออะไร ข้าราชการดีๆ ยังไม่กล้าเสนอผลงาน แต่เสนอตัวเองดีอย่างนั้น อย่างนี้ ทำนั่น ทำนี่ ยังไม่กล้าเลยข้าราชการ แต่คนไม่ทำกล้าขอ หรือเสนอ ยกยอตัวเอง หลอกทั้งนั้น ดังนั้น สรุปได้ว่าไม่ว่าในยุคไหนที่เข้ามาก็ไม่ได้แตกต่าง”

สำหรับเด็กฝากในรัฐสภา จเร ยอมรับว่ามีบ้าง แต่ส่วนตัวบอกว่าอย่างน้อยๆ คะแนนต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานสอบเข้า และพยายามผลักดันให้ กร.มีมติว่าคนที่จะสอบต้องผ่าน ภาค ก. กพ. คือ เป็นคนมีคุณภาพ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานมา คะแนนต้องผ่าน แต่ส่วนใหญ่คงจะช่วยกันในเรื่องสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากผ่านเกณฑ์แล้ว

“ผมคิดว่าการเข้ามารับราชการ ไม่ว่าที่ไหนก็แล้วแต่ เด็กเรียนจบยังไม่มีงานทำ วัตถุประสงค์ต้องการงาน และทำทุกอย่างเพื่อให้ได้งาน พ่อแม่พาไปฝากใครต่อใคร บางทีอาจจะรู้ไม่รู้บ้าง แต่เมื่อเข้ามาทุกครั้งจะมีสัมมนาข้าราชการใหม่ ผมจะบอก ไม่รู้ใครจะเป็นอะไรมาจากไหน ทุกคนต้องการเข้ามาทำงานที่นี่ และยินดีต้อนรับ แต่ฝากไว้อย่างหนึ่ง เมื่อเข้ามาต้องให้เท่าเทียมกันทุกคน อย่ามาเอาเปรียบหรือวิ่งเต้น ที่แล้วๆ มาถือว่าไม่รู้ จบ เมื่อเข้ามาแล้วก็ตั้งใจทำงานไป”

จเร ระบุว่า ส่วนตัวพยายามบอกว่าการเป็นหัวหน้าส่วนราชการ 1.ต้องดูว่าทุกคนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่พวกนั้น พวกนี้ 2.คุ้มครองสิทธิของข้าราชการ ดูแลให้ประโยชน ให้โอกาส พอๆ กัน คนเก่งต้องได้ขั้นมาก มีผลงานมาแสดงเป็นที่ประจักษ์ ขณะเดียวกันคนนอกลู่นอกทางทำผิดระเบียบวินัย ก็ต้องดำเนินการ เพราะคนดีๆ ดูอยู่ ถ้าเกิดคนโกงได้ดี คนดีมันจะไปตาม ซึ่งต้องรักษาคนดี

จเร ยกตัวอย่าง เมื่อมีเรื่องร้องเรียนก็ต้องตั้งคณะกรรมการสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง รวมถึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย บางทีเรื่องมันเยอะทำให้ช้า ทยอยออก ครั้นจะตั้งกรรมการหลายๆ คณะคงไม่มีคนทำงาน บางครั้งก็ถูกนักการเมืองเร่ง เขย่าทุกวัน ล่าช้า เข้าข้าง คนถูกลงโทษมาฟ้องบ้าง ไปร้องอะไรต่ออะไร เพราะคนไม่ทำตามกติกา คือ คนถูกลงโทษแทนที่จะไปอุทธรณ์ตามขั้นตอน ผลที่สุดกรรมตามสนอง ผลร้ายจะตกกับตัวเอง

อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยกแนวทางการแก้ปัญหาทุจริตให้สอดรับกับยุค 4.0 ซึ่งถือว่าจำเป็นสำหรับระบบราชการ และเทคโนโลยีสมัยนี้ไว จึงควรใช้ระบบไอทีมาตรวจสอบ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง ขั้นตอนการดำเนินงานทั้งหมด แบบเปิดเผย ซึ่งกฎหมายข้อมูลข่าวสารบังคับ แต่ที่ผ่านมาก็เงียบ

“ข้าราชการต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างระบบรู้ทันกลไก และที่สำคัญเป็นการพัฒนาการทำงานของข้าราชการ แต่ที่ผ่านมาข้าราชการเอาเปรียบกันเอง คนที่ไม่ค่อยมีความรู้ความสามารถเรื่องงาน จะเอาใจเก่ง ถ้าลองสังเกต โดยเฉพาะที่สภา เด็กคนไหนทำงานเก่ง จะไม่ค่อยสนใจ แต่งานเป๊ะ

…คนไม่เก่ง ทำงานไม่เป็น จะเอาใจทางธุรการซื้อโน่นนี่นั่น พาไปนั่นไปนี่ จ๊ะจ๋า แต่งตัวดี พวกนี้จะหาเรื่องกลบเกลื่อน สนิทคนนั้น คนนี้ เพื่อเอาเปรียบและโตแซงเป็นผู้บริหาร สำนักงานก็เละเทะไม่มีประโยชน์อะไร แม้ความหวังนั้นจะมีอยู่ แต่คงต้องใช้เวลากับมัน”

จเร บอกด้วยน้ำเสียงสบายใจหลังถูกย้ายให้มาทำหน้าที่ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ แม้วันแรกจะตกใจบ้าง แต่ต้องขอบคุณหัวหน้า คสช. ทำให้ไม่ต้องแบกรับภาระอะไรกับปัญหาการก่อสร้างรัฐสภาใหม่ พร้อมอธิบายว่าที่เป็นปัญหาเนื่องด้วยการก่อสร้างมี 3 ส่วน คือ สำนักงานฯ บริษัทที่ปรึกษา ผู้ควบคุมงาน ผู้รับจ้างก่อสร้าง ทั้งหมดมีหน้าที่รับผิดชอบ และสภามีหน้าที่กำกับ โดยมีคณะกรรมการตรวจการจ้างเป็นผู้ดูแล ว่าเป็นไปตามสัญญา เบิกจ่ายได้หรือไม่

จเร ขยายความว่า สิ่งที่ล่าช้า เพราะการส่งมอบพื้นที่ ไม่ใช่ความผิดของสภา เนื่องจากปัญหามาจากสมัยน้ำท่วม ส่วนราชการที่ต้องส่งมอบพื้นที่ก็ย้ายออกไม่ได้ รวมถึงโรงเรียน เรื่องพวกนี้เป็นปัญหาในการสร้างที่ใหม่ของเขา แต่เวลาส่งมอบพื้นที่ตรงอาคารหลัก ทยอยส่ง อาคารรอบๆ มีปัญหาบ้าง ที่กองดินสิ่งเหล่านี้มันสามารถขอขยายเวลาได้

ทั้งนี้ ต้องดูเหตุผล ถ้ามีเรื่องเสนอมาต้องพิจารณา เช่น ขอขยายระยะเวลา ต้องพิจารณารอบคอบ เพราะเงินจำนวนมากที่ต้องรับผิดชอบ และตามระเบียบการขยายสัญญา ทำได้ก่อนเสร็จหมดอายุสัญญา ซึ่งก็มีระยะเวลาพิจารณาได้อย่างรอบคอบ แก้แบบก็อาจมีความเห็นไม่ตรงกัน เป็นเรื่องปกติธรรมดา

“เรื่องดินที่บอกทุจริต แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา ดินบริจาคมูลนิธิหนึ่ง ก่อนที่พวกเราจะเข้ามา แล้วการบริจาคดิน ซึ่งดินมันอยู่ในโครงการ โดยผู้รับบริจาคตักไปแล้วก็เป็นกรรมสิทธิ์ของเขาเลย มันไม่ใช่หน้าที่ของเราตามไปดู มีแต่เราเร่งให้เขามารับไปเร็วๆ ด้วยซ้ำ และมีการพูดซ้ำๆ ว่าโกง จนคนฟังคิดว่าเรามีส่วนเอี่ยว ผมรู้แก่ใจ พอมีการพูดกันมาเยอะๆ ผมสั่งระงับบริจาคในส่วนนี้ มีการขอให้เอาดินไปลงที่ดินธนาคารกรุงไทย ประมาณ 60 ไร่ ซึ่งจะมีการถม และเราเตรียมทำเอ็มโอยูแล้ว

…จะส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาว่าจะเอาเท่าไร และธนาคารกรุงไทยก็คือของกระทรวงการคลัง เราคิดง่ายๆ เพราะเป็นของรัฐ และบริจาคให้วัด พอเวลาพูดเรื่องทุจริตก็ว่าทั้งวง ผมไม่รู้จงใจหรือไม่ ไม่อยากเถียงอะไร เพราะเป็นเรื่องทางโลก ไม่อยากโต้เถียง เป็นไปได้ว่านักธุรกิจพอถึงเวลาก็อยากทำอะไรให้ได้ประโยชน์ของเขามาก เป็นเรื่องปกติ แต่ทางสำนักงาน คือ ส่วนราชการ ก็ต้องไปดูแลให้เป็นไปตามกฎกติกา มันอาจช้าไปบ้าง แต่เป็นเรื่องปกติ ส่วนตัวไม่คิดขัดแย้งกับใคร หรือโกรธอะไร”

จเร ตั้งข้อสังเกตถึงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ที่เคยระบุก่อนหน้านี้ อาจผิดมาตั้งแต่แรก คนเชี่ยวชาญทางด้านโครงการก่อสร้างในส่วนราชการ คือ กรมโยธาธิการ และทำไมไม่จัดการตั้งแต่แรกทั้งหมด เอามาทำเองทำไม เมื่อเทียบกับเรื่องดิน เหมาหรือให้ใครจัดการไป มันก็จบ หรือบริจาคไปเลย เพราะดินมูลค่า 20 ล้านบาท แต่เวลารัฐสภาเสียค่าปรับวันละ 12.28 ล้านบาท สองวันเกินราคาดิน ทำไมต้องมาทำอะไรให้ยุ่งยาก

จเร บอกว่า หลังจากเกษียณอายุราชการ คงจะไปสอนหนังสือในด้านกฎหมายเพราะจบปริญญาเอกด้านนี้ หรือจะให้ไปสอนฟรีก็ยินดี ซึ่งช่วงนี้ก็รับงานสอนให้กับบางมหาวิทยาลัยเอกชนและมหาวิทยาลัยรัฐ 2-3 แห่ง นอกจากนี้ ส่วนตัวยังเป็นกรรมการของมหาวิทยาลัยราชมงคลอีสาน ซึ่งเป็นสถาบันที่จะพัฒนาระบบราง กับซ่อมอากาศยาน จะพยายามผลิตบุคลากรออกมาทำงานได้จริงทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ โดยไม่ต้องไปฝึกอีก

 

“บัณฑูร” หวังปฏิรูป ไม่เสียของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 12:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/516921

"บัณฑูร" หวังปฏิรูป ไม่เสียของ

โดย…ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในเวทีสัมมนาทรานส์ฟอร์มมิ่งไทยแลนด์ ว่า การที่เข้าไปเป็นหนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนตัวมองว่า รัฐบาลไหนก็ตั้งได้ จะร่างยุทธศาสตร์ให้สวยหรูก็จ้างนักวิชาการได้ แต่ที่ยากคือการปฏิบัติ หัวใจสำคัญคือทำได้เร็วหรือไม่ วางแผนได้สวยหรู ต้องมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนว่าจะไม่ชักช้า

นอกจากนี้ รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปประเทศ ซึ่งการปฏิรูปคือทำให้แตกต่างจากเดิม จึงมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์อยู่ในรัฐธรรมนูญที่มีหน้าที่วางทิศทางประเทศต้องพัฒนาอย่างไรเพื่ออนาคต แต่ก็มีคณะกรรมการปฏิรูปย่อยอีก 11 คณะ ซึ่งตัวเอง (บัณฑูร) นั่งอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินด้วย ก็แปลกที่เอานายแบงก์มาดูเรื่องบริหารราชการแผ่นดิน แต่ก็ขอลองดู ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปภายใน 90 วัน ว่าจะปฏิรูปอะไรอย่างไร เสนอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไปวางแผน

แต่ที่กลัว คือ ทุกคนพูดว่าปฏิรูปอย่างนั้นอย่างนี้ มีแนวทางปฏิบัติอย่างดี สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ แต่ขาดสิ่งสำคัญที่สุด คือ ไม่กล้าพูดว่าจะเปลี่ยนอะไรบ้าง

“มีแต่บอกว่าอยากเป็น แต่ไม่กล้าบอกว่าจะต้องแก้อะไร เพราะกลัวว่าจะไปกระทบกับใครสักคน ซึ่งการปฏิรูปแต่ละอย่างย่อมส่งผลกระทบกับบางคน ต้องมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ ก็เพราะการปฏิรูปนั้น เป็นการล้มอำนาจแบบเดิม ล้มศักดิ์ศรีแบบเดิม และสกัดเส้นทางของอะไรสักอย่าง ส่วนตัวเห็นว่า นายกฯ ตั้งใจดี แต่การล้มโครงสร้างเดิมต้องมีคนรอบข้างคัดค้าน ต้องวัดใจว่า กล้าขนาดไหน”

บัณฑูร ยกตัวอย่างการรณรงค์รักษาป่าน่าน ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำของไทย 40% ได้พานายกรัฐมนตรีไปดูน่าน เมื่อเดือน ธ.ค. 2559 และบอกถึงปัญหาที่สูญเสียผืนป่าไปเป็นล้านไร่ภายในเวลาเพียงทศวรรษเดียว นายกรัฐมนตรี ก็เหมือนจะคล้อยตาม แต่เรื่องก็เงียบหายไปตั้งแต่นั้น ซึ่งได้ยินข่าวมาว่าคนรอบตัวคัดค้าน โชคดีที่มีช่องทางในการเสนอแผนงาน รออนุมัติอยู่ หากมีความชัดเจนจะแถลงให้ทราบ ซึ่งเรื่องน่านเป็นตัวอย่างเล็กๆ ในการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะไม่มีใครกล้าที่จะรื้อระบบราชการของประเทศ เป็นเรื่องยากเกินไป

เรื่องประเทศไทย 4.0 ถ้ายุทธศาสตร์ที่ทำไม่มีการเปลี่ยน แปลงอย่างมีนัย นั่นคือความล้มเหลว เปลี่ยนไม่ได้ก็พ่ายแพ้ ต่อให้ทุกคนเข้าใจทัน พูดทัน แต่หากเข้าไปแก้ไม่ทัน ก็ย่อมล้มหายตายจาก ซึ่งการที่ทำไม่ทันเป็นเรื่องน่ากลัว เพราะจะไม่เหลืออะไรให้กิน คนอื่นเอาไปกินหมด หากเป็นเอกชนที่เปลี่ยนไม่ทันจะเห็นภาพชัดว่าล้มหายเป็นรายๆ ไป แต่หากรัฐบาลเปลี่ยนไม่ทัน รัฐบาลไม่เจ๊ง แต่ที่เจ๊งคือประเทศและประชาชน เกษตรกรขายของไม่คุ้ม ต้องเหนื่อยยาก ซึ่งทุกรัฐบาลปัญหาอะไรก็ไม่น่ากลัวเท่าขายพืชผลไม่ออกแล้วเอามาเทหน้าทำเนียบฯ

สำหรับการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกับนายกรัฐมนตรี ในวันพรุ่งนี้ (ยังไม่มีเนื้อหาอะไรมาก แต่สิ้นปีนี้คงจะมีความชัดเจนว่าขอบเขตของคณะกรรมการยุทธศาสตร์คืออะไร ก็จะพยายามสอดความคิดเข้าไป แต่ยังไม่รู้ว่า จะกล้าเปลี่ยนไหม

อย่างที่เป็นคณะกรรมการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ (ซูเปอร์บอร์ด) ยังไม่หินเท่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพราะซูเปอร์บอร์ด ซึ่งกำลังจะออก พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจ รวบอยู่ในตะกร้าเดียว มีธรรมาภิบาลกำกับป้องกันปัญหาการล้วงเอาทรัพยากรประเทศไป แต่ยุทธศาสตร์ชาติจะไปไกลกว่า ตรงที่คนไทย ประเทศไทย จะเดินไปอย่างไร

โจทย์สำคัญของประเทศไทย ต้องมีรัฐบาลที่มีความสามารถที่จะนำทาง ไม่ว่าจะรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนที่จะมาหลังจากนี้ก็แล้วแต่เพราะเราไม่รู้ว่าการเมืองจะพลิกไปแบบไหน แต่รัฐบาลต้องมีความสามารถสร้างแผนงานการพัฒนาประเทศได้ แล้วนำประชาชน นำระบบรัฐบาล ไปสู่การแก้ไข ให้ทันการณ์ ซึ่งเรื่องทันเวลาเป็นโจทย์ที่สำคัญ

“ถ้าทำไม่ได้จะเสียของหรือเปล่าไม่รู้ เพราะไม่ได้เอาของเขามา แต่จะเสียกำลังใจ เสียอารมณ์พอสมควร ทำมาทั้งทีแล้วตอนจบไม่กล้า ของอย่างนี้ไม่ได้อยู่ที่นายกฯ คนเดียว แต่อยู่ที่คนรอบข้างนายกฯ ด้วย ก็เป็นการเมืองอย่างหนึ่ง ที่ต้องไปจัดการ ก็หวังว่าจะก้าวข้ามการเมืองรอบตัวไปได้ เพราะเขาต้องตัดสินใจ ซึ่งการผ่าไปก็อาจจะโดนมือโดนเท้าใครสักคน”

บัณฑูร กล่าวว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่า 4.0 คืออะไร ไม่กล้าถามนายกฯ แต่ย้อนรอยบุคคลที่ประสบความสำเร็จที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสตีฟ จ็อบส์ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก หรือ บิลเกตส์ ต่างเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย เพราะรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ พวกเขาสนใจสร้างอะไรที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงเลิกเรียนและแยกย้ายไปทำงานในบ้านเล็กๆ ก่อนออกผลิตภัณฑ์มาสู่ตลาด ทั้งสมาร์ทโฟน โปรแกรม หรือโซเชียลมีเดีย ซึ่งที่สหรัฐทำได้เพราะวัฒนธรรมเปิดกว้าง

ขณะที่ยุคของ แจ็ค หม่า และริชาร์ด ลิว ซึ่งเป็นคนจีนมองเห็นปัญหาที่คนในประเทศขายของไม่ได้ จึงสร้างแพลตฟอร์มในไซเบอร์สเปซ เป็นเครือข่ายร้านค้าแบบใหม่ เพราะร้านค้าหรือธนาคารในรูปแบบเดิมคนไม่สนใจจะเข้าแล้ว เมื่อไม่สนใจเข้า ก็หมายความว่าคนไม่เห็น ฉะนั้น ต่อให้เรามีสินค้าดีแค่ไหน แต่คนไม่เห็น ก็คงไม่ประสบความสำเร็จ คนจึงไปสร้างร้านค้าในโลกออนไลน์ ทำให้คนเห็นในมือถือ สามารถกดสั่งซื้อ และของก็มาส่งถึงบ้าน

“สิ่งนี้เป็นดิสรัปชั่น อย่างมาก จนทำให้ ทอยอาร์อัส ร้านขายของเล่นอันดับ 1 ของโลกล้มละลาย เพราะไม่มีใครเข้าร้านแล้ว คนไปซื้อผ่านทาง อเมซอน หรือออนไลน์แทน”

ทั้งนี้ พัฒนาการของโลกนี้ สิ่งที่น่ากลัวสำหรับประเทศไทยและคนไทย คือ จะเป็นได้แค่ลูกค้า ขณะที่คนควบคุมเส้นทางการค้าเจ้าของแพลตฟอร์มจะเป็นผู้ได้ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของโลกทุนนิยม หากเล่นเกมนี้ไม่เก่ง เราจะอยู่แถวหลังเสมอ

 

แปรรูปรัฐวิสาหกิจ รวบอำนาจคุมสมบัติประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กันยายน 2560 เวลา 07:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/516541

แปรรูปรัฐวิสาหกิจ รวบอำนาจคุมสมบัติประชาชน

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ท่ามกลางความสนใจของหลายฝ่ายที่มีต่อการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ในฐานะที่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การกำหนดวันเลือกตั้ง แต่อีกด้านหนึ่งในเวลานี้กำลังมีอีกความเคลื่อนไหวหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างมีนัยสำคัญไม่แพ้กับการเลือกตั้ง

ความเคลื่อนไหวที่ว่านั้น คือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาในรายละเอียดของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญอยู่ที่การตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร. เพื่อควบคุมสัดส่วนการถือหุ้นของหน่วยงานรัฐในรัฐวิสาหกิจ และการตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับกับการถ่ายโอนหุ้นของรัฐวิสาหกิจ

แม้เรื่องนี้จะไม่ปรากฏแรงต่อต้านรุนแรงเหมือนเมื่อครั้งการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 แต่ในมุมมองของ “รสนา โตสิตระกูล” อดีต สว.กทม. ในฐานะผู้ติดตามเรื่องกิจการพลังงานมาตลอด กำลังมองว่ากรณีนี้กำลังสร้างปัญหาเพราะเป็นการใช้อำนาจเด็ดขาดเพื่อออกกฎหมายอย่างไม่ชอบธรรม

รสนา อธิบายกับโพสต์ทูเดย์ถึงปัญหาของร่างกฎหมายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ถ้าเราดูที่บันทึกหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีลักษณะขัดแย้งกันเอง โดยปกติแล้วภารกิจของรัฐวิสาหกิจ คือ มุ่งในการทำกิจการที่เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนโดยไม่ได้มุ่งหวังกำไร”

“เช่น การรถไฟ ที่ขาดทุนแสนกว่าล้านบาท แต่มีทรัพย์สินอยู่ประมาณ 6 แสนล้านบาท การรถไฟจะไม่ให้ขาดทุนได้อย่างไร เพราะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 ไม่เคยเปลี่ยนราคาค่าโดยสารเลย คิดค่าโดยสารกิโลเมตรละ 24 สตางค์ ขณะที่ต้นทุนจริงๆ คือ 2 บาท เวลาจะขาดทุนก็ขึ้นอยู่กับนโยบายว่ารัฐอาจจะไปกำไรในส่วนอื่น แต่บางอย่างที่จำเป็นสำหรับประชาชน รัฐยอมให้ราคาต่ำและยอมรับการขาดทุน แต่หากเป็น การขาดทุนเพราะมีการทุจริตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

“แต่ปรากฏว่าหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.นี้ต้องการที่จะพัฒนาเสริมสร้างในการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจให้มีความพร้อมในการแข่งขันในเชิงพาณิชย์ และสามารถดำเนินการอย่างเต็มศักยภาพโดยยังคงความเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งขัดแย้งกันเอง คุณจะคงทั้งความเป็นรัฐวิสาหกิจและให้มีศักยภาพในการแข่งขันเชิงพาณิชย์มันเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เอาแค่หลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็มีปัญหาในตัวมันเองแล้ว”รสนา ระบุ

รสนา มองในมุมแตกต่างอีกว่า “มีหลายฝ่ายต้องการบอกว่าร่าง พ.ร.บ.นี้ต้องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจในเชิงสถาบัน โดยแบ่งแยกคนที่เป็นเจ้าของและคนกำหนดนโยบาย รวมไปถึงการปฏิบัติให้แยกออกจากกัน แต่ถ้าเข้าไปดูในร่าง พ.ร.บ.จะพบว่าไม่ได้มีการแบ่งแยกนะ เช่น การกำหนดนโยบายที่ป้องกันไม่ให้นักการเมืองในอนาคตเข้ามาล้วงลูก แต่พบว่า คนร.มีสัดส่วนรัฐมนตรี 5 คน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ข้าราชการ 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 5 คน ที่เลือกมาจากคณะรัฐมนตรี และมีผู้อำนวยการใหญ่บรรษัทอีก 1 คน รวมทั้งหมด 16 คน”

ทั้งนี้ คนร.มีอำนาจที่สำคัญในมาตรา 11 (4) และ (8) กล่าวคือ ให้ คนร.กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังหรือบรรษัทในรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทจำกัดมหาชน โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในการควบหรือยุบเลิกรัฐวิสาหกิจและเปลี่ยนแปลงสัดส่วนหุ้นที่บรรษัทถือครองจนพ้นสภาพความเป็นรัฐวิสาหกิจหรือทำให้เป็นรัฐวิสาหกิจ

“มาตรานี้แปลได้ว่า คนร.สามารถลดสัดส่วนหุ้น อุปมาได้ว่าบรรษัท คือ คอก ขณะที่รัฐวิสาหกิจ 11 แห่ง ที่จะเข้าไปชุดแรก คือ ม้า แล้วคุณสามารถที่จะกำหนดเลยว่าฉันจะเป็นเจ้าของม้า 51% หรือ 0% ม้าก็เป็นของเอกชนไปหมด คุณทำได้โดยอันนี้ อันนี้จะต้องผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี แล้วนายกฯ มานั่งอยู่ใน คนร.แล้วตัวเองก็นั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี แล้วคณะรัฐมนตรีจะมาถ่วงดุลคุณเหรอ ใครจะถ่วงดุล”

“ดังนั้น คนร.ก็ใหญ่สุดแล้ว เพียงแต่มันถูกรวบอำนาจลงมาที่จุดเดียว ถ้านายกฯ ที่อยู่ใน คนร.ในตำแหน่งประธาน คนร. บอกว่า ให้ลดหุ้นให้พ้นจากความเป็นรัฐวิสาหกิจเลย นายกฯ ใน ครม.จะขัดกับตัวเองไหม นายกฯ ก็คนเดียวกันเขาจะพูดต่างกันเหรอ การที่อ้างว่าเพื่อจะแบ่งแยกคนกำกับในเชิงนโยบายและคนเป็นเจ้าของและการปฏิบัติ มันก็แบ่งแยกไม่ได้”

เหนืออื่นใดที่สุดของเรื่องนี้ “รสนา” วิพากษ์ว่า ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ จะเป็นทางลัดของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ โดยไม่มีการแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติออกมาก่อนการแปรรูป ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ

“ปกติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นจะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจและนำหุ้นไปกระจายในตลาดหลักทรัพย์จะต้องมีการแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติและอำนาจมหาชนออกมาก่อน เพราะเมื่อเข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้วจะไม่ถือว่าเป็นองคาพยพของรัฐอีกต่อไป เมื่อไม่ใช่องคาพยพของรัฐ คุณก็ไม่สามารถครอบครองสาธารณสมบัติและอำนาจสิทธิในทางมหาชนไว้ได้”

“ส่วนตัวให้มองก็คิดว่า พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจมันยังไม่คล่องคอ เพราะถ้าจะแปรรูปก็ต้องแยกสาธารณสมบัติออกมาก่อนจะเข้าตลาด หลักทรัพย์ มาคราวนี้เลยหาช่องทางตามร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ โดยให้บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติเป็นข้อต่อที่สำคัญ”

“เพราะในมาตรา 49 ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดว่า ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ประกาศใช้กฎหมาย ให้ คนร.พิจารณาสั่งการให้กระทรวงการคลังโอนหุ้นที่กระทรวงการคลังถืออยู่ในรัฐวิสาหกิจ 11 แห่งให้แก่บรรษัท แบบนี้จะทำให้ คนร.กลายเป็นรัฐบาลชุดเล็กไปโดยปริยาย ดังนั้น เท่ากับว่าเป็นการโอนทั้งหมดโดยไม่ได้สั่งให้แยกสาธารณสมบัติออกมาก่อนใช่หรือไม่”

เมื่อให้อดีต สว.กทม.วิเคราะห์ถึงผลร้ายแรงที่สุดที่จะเกิดขึ้น หากมีการประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ. การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ ซึ่งก็ได้รับคำตอบ ดังนี้

“ผลร้ายที่สุด คือ เป็นการถ่ายโอนทรัพย์สินทั้งหมดไปให้เอกชน และร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังเป็นการหลบ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจที่กำหนดให้ต้องแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติออกมาก่อน อันนี้มันจะถูกกฎหมายหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 ระบุว่า โครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจําเป็นต่อการดํารงชีวิตของประชาชนหรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ รัฐจะกระทําด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทําให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่า 51% ไม่ได้

“หมายความว่า รัฐต้องเป็นเจ้าของไม่น้อยกว่า 51% สิ่งที่สำคัญ คือ เมื่อก่อนบริษัทที่รัฐถือหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เวลามีเงินปันผลก็จะมาที่กระทรวงการคลัง แต่คราวนี้เงินปันผลต้องมาที่บรรษัทก่อน และบรรษัทก็มีเงินสามารถที่จะกำหนดเราจะต้องสำรองเงินไว้เพื่อการบริหารและเพื่อการลงทุน เสร็จแล้วเหลือเท่าไรค่อยปันผลไปให้กับกระทรวงการคลัง บรรษัทกลายเป็นตัวกักเก็บเงินที่มาจากรัฐวิสาหกิจ จะตรวจสอบอย่างไรเพราะเงินเหล่านี้อยู่นอกงบประมาณ”

“ขอตั้งคำถามโดยสามัญสำนึกนะ คุณเป็นรัฐบาลอำนาจพิเศษ มีสภาเสียงเอกฉันท์ ไม่มีการถ่วงดุล ไม่มีฝ่ายค้าน แล้วมาออกกฎหมายแบบนี้ กฎหมายจะเขียนอะไรก็ได้ เขียนให้คนเป็นสัตว์ปีกก็ได้ แต่มันจะมีความชอบธรรมหรือไม่”

รสนา สรุปว่า ส่วนตัวทีแรกยอมรับได้ว่าหากเป็นคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเท่านั้น โดยไม่มีอำนาจลดสัดส่วนหุ้น บ้านเมืองเรายังมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนารัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ แต่ประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจกับเอกชนมันต่างกัน ประสิทธิภาพของเอกชน คือ กำไรที่เป็นตัวเงิน ส่วนประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ คือ การให้บริการให้ครอบคลุมทั่งถึงและมีราคาที่เหมาะสม กำไรของรัฐวิสาหกิจจะไม่ใช่เป็นตัวเงิน

“แต่คราวนี้คุณกลับแปรภารกิจของรัฐวิสาหกิจให้ไปเป็นเอกชนอย่างนี้ คุณถามประชาชนก่อนหรือเปล่า เพราะคุณไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินนะ แต่เป็นของประชาชน 70 ล้านคน คุณเป็นใครมาจากไหน ทรัพย์สินนี้ไม่ใช่ของ คสช. ไม่ใช่ของ สนช. ไม่ใช่ของ คนร. เพราะฉะนั้นอยู่ดีๆ คุณมาถึงปุ๊บ คุณจะออกกฎหมายแบบนี้เลยเหรอ แล้วคุณก็ให้มือไม้ของคุณที่เป็นสภาเสียงเอกฉันท์ผ่านเลยเหรอ”รสนา ทิ้งท้าย

 

“โอกาสทำงานด้านอวกาศ ไม่ไกลเกินฝันเด็กไทย” กฤษณ์ คุนผลิน คนไทยในศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2560 เวลา 19:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/516082

"โอกาสทำงานด้านอวกาศ ไม่ไกลเกินฝันเด็กไทย" กฤษณ์ คุนผลิน คนไทยในศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“นักบินอวกาศ” เป็นอาชีพในฝันของเด็กทั่วโลก แต่หลายคนในประเทศไทยมักคิดว่าโอกาสที่เด็กไทยจะได้ทำงานด้านการบินอวกาศเป็นเรื่องยากและไกลตัว เพราะโอกาสเหล่านั้นอาจมีเฉพาะในประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เท่านั้น

แต่หากถาม กฤษณ์ คุนผลิน หรือ คุณอู ผู้แทนศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ ในประเทศไทย จะได้คำตอบอย่างชัดเจนว่า โอกาสในการก้าวสู่โลกแห่งอวกาศนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

เส้นทางคนไทย สู่ ผู้แทนหน่วยงานอวกาศสหรัฐ

เส้นทางชีวิตการศึกษาและทำงานของ กฤษณ์ ไม่ได้อยู่บนเส้นทางงานด้านอวกาศมาตั้งแต่ต้น เขาจบปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย อเมริกัน ยูนิเวอร์ซิตี้ จากนั้นกลับมาศึกษาต่อสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ดีมีความชื่นชอบหลงใหลในเรื่องราวเกี่ยวกับจรวดตั้งแต่เด็ก โดยมักดูภาพยนตร์ วาดรูป พับกระดาษศึกษาหาข้อมูลเรื่องราวของจรวดและอวกาศมาตลอด

ต่อมาช่วงทำงานเป็นผู้สื่อข่าวที่ วอยซ์ออฟ อเมริกา ได้ศึกษาค้นคว้าเพื่อนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับจรวด โดยมีโอกาสเข้าชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติสมิธโซเนียน ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามที่ทำงานเป็นประจำ จึงมีความคิดอยากนำจรวดและอุปกรณ์เทคโนโลยีทางด้านอวกาศมาจัดแสดงในเมืองไทย และพยายามเขียนอีเมลถึงองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซ่า หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้รับการตอบรับ

วันเวลาผ่านไปจนกระทั่งกลับมาเมืองไทยและเข้าทำงานที่ เซ็นทรัลฯ จึงมีโอกาสพูดคุยกับ คริสตี้ เคนนี่ย์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ได้ช่วยประสานกับทาง นาซ่า ทำให้โอกาสนั้นเปิดอีกครั้ง เมื่อได้เดินทางไปชมศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ ที่เป็นหน่วยงานออกแบบสร้างยานอวกาศ เป็นหน่วยงานให้ความรู้ และดูแลพิพิธภัณฑ์ที่เก็บจรวจอุปกรณ์อวกาศที่เคยใช้ และมีโอกาสพูดคุยผู้บริหาร จนสามารถติดต่อนำเทคโนโลยีอวกาศจากสหรัฐฯ มาจัดแสดงในเมืองไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นประเทศที่สองในทวีปเอเชียต่อจากญี่ปุ่น

ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่จัดแสดงนิทรรศการ ได้รับผลตอบรับดีมากมีผู้เข้าชมงานกว่า 2.5 แสนคน ทางนาซ่ารู้สึกพอใจอย่างมาก เจ้าหน้าที่ศูนย์อวกาศสหรัฐฯ ได้แนะนำทุนรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนแต่ละประเทศเดินทางไปศึกษาเรื่องจรวดและอุปกรณ์อวกาศ อย่างไรก็ตามเวลานั้นไม่มีผู้แทน จึงเป็นโอกาสและจุดเริ่มต้นให้กฤษณ์ได้เข้าทำงานในตำแหน่งผู้แทนศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ

ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการศึกษาจรวดและอุปกรณ์อวกาศอยู่ระหว่างเปิดรับสมัครเยาวชนเข้าร่วมเป็นรุ่นที่สอง

กฤษณ์ คุนผลิน ผู้แทนศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ

เด็กไทยมีโอกาส ทำงานด้านอวกาศ

ผู้แทนศูนย์อวกาศสหรัฐฯ บอกว่า เส้นทางสายตรงและง่ายสุดที่เด็กไทยจะได้ทำงานด้านอวกาศขณะนี้ คือ การสอบชิงทุนค้นพบนักบินอวกาศไทยที่กำลังเปิด เพราะเป็นโครงการความร่วมมือของหน่วยงานไทยและสหรัฐโดยตรง

ขณะที่เส้นทางการเป็นนักบินอวกาศสหรัฐ (นาซ่า) ผู้สมัครต้องเป็นสัญชาติอเมริกันเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรคนไทยยังมีสิทธิ์ไปฐานะโครงการร่วม โดยผ่านทางสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักดูแลคัดเลือกบุคลากรจากหลากหลายสาขาอาชีพ เช่น ครู นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ให้ได้ขึ้นไปทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ

“เด็กไทยมีโอกาสขึ้นไป ในฐานะโครงการร่วม หากไปฐานะนักบิน ต้องเป็นตัวแทนประเทศ ซึ่งต้องมาจากกองทัพอากาศ ส่วนคนที่ไม่ใช่นักบิน ต้องจบสายวิทยาศาสตร์ ไปในฐานะนักอวกาศตัวแทนคนไทย ซึ่งอาจไปกับยานจีน รัสเซีย ญี่ปุ่น หรือเอกชน ก็เป็นไปได้”

อีกเส้นทางต้องจบสายวิทยาศาสตร์ระดับสูงสุดและต้องมีผลงานวิจัยดี จากนั้นต้องเข้าทำงานกับบริษัทผลิตเครื่องบินพาณิชย์โบอิงหรือบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศ จากนั้นก็เดินตามขั้นตอนที่แต่ละหน่วยงานกำหนด

“เด็กไทยมีโอกาสอยู่แล้ว เพราะอนาคตประเทศไทย ถ้าไม่มีบุคลากรสายนี้ รับรองเราล้าหลังแน่”

เด็กไทยที่ได้ทุนค้นพบนักบินอวกาศไทย รุ่นแรก

ความรู้อวกาศ หัวใจหลักการสร้างคน-สร้างประเทศ

กฤษณ์ บอกว่าประโยชน์จากการสำรวจทำให้เกิดการค้นพบหลายอย่าง ทั้งแหล่งท่องเที่ยว ที่อยู่ แหล่งทำมาหากิน รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ที่ผ่านมาจึงเห็นว่าสิ่งประดิษฐ์จากเทคโนโลยีอวกาศถูกพัฒนานำออกมาใช้ อาทิ แพมเพิส เพราะนักบินอวกาศเข้าห้องน้ำไม่ได้ ระบบค้นหาเส้นทาง (จีพีเอส) สิ่งเหล่านี้เป็นเทคโนโลยีที่ได้ระหว่างพัฒนาซึ่งมีประโยชน์มหาศาล

นอกจากนี้การสำรวจและค้นพบยังทำให้ผู้ที่สนใจได้เปิดโลกจินตนาการ เพราะการเดินทางไปอวกาศต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง บวกจินตนาการความกล้าหาญถึงสำเร็จ เหมือนภาพยนตร์เกี่ยวกับอวกาศเมื่อก่อน อาจเห็นเทคโนโลยีแปลกๆ แต่วันนี้เทคโนโลยีเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงและถูกนำมาใช้มากมาย เช่น อากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน เพราะความรู้ด้านนี้เป็นสิ่งที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับสิ่งรอบตัว

ผู้แทนศูนย์อวกาศสหรัฐฯ มองว่าความพร้อมสถาบันการศึกษาไทยกับการสอนทางด้านอวกาศ ปัจจุบันมีความพร้อมมาก เห็นจากหลายสถาบันชื่อดังตั้งแต่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิดสอนทางด้านนี้ เพราะอนาคตความรู้ด้านนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนาประเทศ เหมือนหลายประเทศ อาทิ นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น อินเดีย ที่หันมาทำธุรกิจด้านอวกาศมากขึ้น

มุ่งมั่น ไม่ท้อ อย่าคิดว่าทำไม่ได้ คือหนทางสำเร็จ

กฤษณ์ บอกว่าเหตุผลทำให้เด็กไทยเดินถึงฝัน ต้องรีบค้นหาความชอบให้เจอ จากนั้นพยายาม มุ่งมั่น ไม่ท้อ เริ่มเดินก้าวแรก กล้าสอบ กล้าสู้ เสียใจได้แต่อย่าท้อ และหาทางก้าวต่อไปจนกว่าทำตามฝันสำเร็จ

ผู้แทนศูนย์อวกาศสหรัฐฯ มองว่าอุปสรรคของเด็กไทยที่ไม่กล้าคิดเป็นนักบินอวกาศหรือทำงานนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาคนไทยมักคิดว่าทำไม่ได้ จึงมองว่าแนวความคิดนี้ควรเลิกได้แล้ว เพราะความเป็นจริงคนไทยทำอะไรได้มากและต่างชาติก็พร้อมคุย ทุกอย่างต้องเริ่มจากความกล้า เพราะอุตสาหกรรมอวกาศไม่มีแค่นักบิน แต่มีนักอวกาศด้วยที่ยังต้องการบุคลากรจากหลายหลายอาชีพ สุดท้ายคนไทยต้องมีความรู้ความสามารถด้านนี้ ไม่มีไม่ได้

“ของแบบนี้มันไม่ใช่จินตนาการ ความฝันต่อไป แต่มันใกล้ตัวเราเข้ามากขึ้น ทุกวันนี้เทคโนโลยีอวกาศเข้าใกล้ตัวเราจนลืมคิดไป ขอแค่อย่าไปคิดว่า มันไกลตัว”

กฤษณ์ ทิ้งท้ายว่า ถ้าไม่พยายามก็ไม่ทันประเทศอื่น ส่วนการส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีในแง่เศรษฐกิจ การวิจัยเป็นเรื่องสำคัญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงทุนและให้ความสนใจ

 

“กระบวนการยุติธรรมในไทยนั้นวิ่งเต้นได้” เปิดใจ วิสุทธิ์ วานิชบุตร หลังโพสต์ลาผ่านเฟซบุ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 20:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/interview/515466

"กระบวนการยุติธรรมในไทยนั้นวิ่งเต้นได้" เปิดใจ วิสุทธิ์ วานิชบุตร หลังโพสต์ลาผ่านเฟซบุ๊ก

โดย…โพสต์ทูเดย์ ออนไลน์

สิ้นเสียงประกาศจากสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องถอดยศตํารวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พล.ต.ต. วิสุทธิ์ วานิชบุตร อดีตข้าราชการตํารวจได้ไม่นาน

เจ้าตัวก็โพสต์เฟซบุ๊กบอก “ขอลาก่อนเพื่อนๆ โพสต์สุดท้ายครับ”  จนเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วสังคม

ข้อความดังกล่าวมีความหมายและเบื้องหลังอย่างไร อดีตนายตำรวจฝีปากกล้าได้เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” อย่างละเอียด…

วิสุทธิ์ บอกว่า ไม่มีนัยยะหรือหวังผลอื่นใด เพียงแต่ต้องการแจ้งทุกคนอย่างตรงไปตรงมาว่า หลังจากนี้จะไม่ขอโพสต์วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นสังคมหรือประเทศชาติอีกต่อไปแล้ว ขออยู่อย่างสงบเพราะเชื่อว่าไม่มีประโยชน์ที่จะแสดงความคิดเห็นอีกแล้ว

“ไม่ได้น้อยใจ ท้อใจ เพียงแต่คิดว่าไม่มีประโยชน์ พูดตรงๆ  ตั้งแต่เด็ก เชื่อมั่นด้วยความบริสุทธิ์และคิดอยู่เสมอว่าทำดี ย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว แต่ผ่านร้อนผ่านหนาวและอุปสรรคมาจนอายุ 64 ปี รู้เลยว่าไม่เป็นจริงอย่างที่คิด ลองมองสังคมนี้ดูสิ ทำดีได้ดีนั้นเราคิดผิด”

อดีตผู้กำกับการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่า คนทำไม่ดีกับชาติบ้านเมืองหรือกระทำความผิด ปัจจุบันจำนวนมากยังคงอยู่ดีมีความสุข ร่ำรวย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ กระบวนการยุติธรรมในเมืองไทยนั้นวิ่งเต้นได้

“ความคิดที่เชื่อมาตลอดมันใช้ไม่ได้ในสังคมนี้ คนทำชั่วยังลอยหน้าลอยตา สบายใจ ซื้อรถคันละหลายสิบล้าน ไปเที่ยวต่างประเทศ เพราะฉะนั้นความดีนั้นปกป้องตัวเราไม่ได้ ความยุติธรรมในชาติเราอยู่ที่การวิ่งเต้น ถ้าวิ่งเต้นก็รอด

“ถ้าวิ่งเต้นโอกาสรอดก็มีเยอะ ถ้าไม่วิ่งเต้นก็เสร็จ มีหลายคดีในเมืองไทยนั้นคนเริ่มต้น ตัวการรอด หมดอายุความบ้าง ไร้เจตนาบ้าง”

เจ้าของฉายามือปราบปลาปักเป้าบอกว่า สัจธรรมชีวิตนั้นเป็นเรื่องจริงของมนุษย์ มีลาภเสื่อมลาภมียศเสื่อมยศ อย่ายึดติด ทำดีไม่ต้องให้ใครชม รู้ตัวเองว่าเราทำดีก็เพียงพอแล้ว โดยความหวังสุดท้ายคืออยากเห็นประเทศไทยสว่างไสวเสียที

“ประเทศไทยมืดมานาน อยากให้ประเทศเปิดสว่างได้แล้ว ประชาชนจะได้มีความสุขอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้กรณีตกเป็นผู้ต้องหาเกี่ยวกับคดีบุกรุกที่ดินทำเขื่อนขวางล่วงล้ำลำน้ำทำให้เสียสภาพ ศาลพิพากษาให้จำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา กระทั่งถูกถอดยศนั้น  วิสุทธิ์ บอกว่า “ผมยืนยันว่าไม่ได้บุกรุกที่ป่า มีโฉนด สร้างฝาย เมื่อกลัวเสียหายจึงนำหินมาเรียงตลิ่ง ไม่ได้บุกรกเส้นทางน้ำ แต่ลึกๆ มีอะไรที่พูดไม่ได้”