เศรษฐกิจฟื้น หนี้ครัวเรือนชะลอตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/economy/517658

เศรษฐกิจฟื้น หนี้ครัวเรือนชะลอตัว

ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยเดือนส.ค.ขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับกำลังซื้อในประเทศ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 2ปีนี้ว่าลดต่ำลงต่อเนื่อง

ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค.ปีนี้ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวดี เติบโตอยู่ที่ 15.8% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน ถ้าหักทองคำออกจะโต 12.7% สอดคล้องกับกำลังซื้อในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้ครึ่งปีหลังมีโอกาสเติบโตได้พอๆ กับครึ่งปีแรก จากเดิมที่คาดว่าครึ่งปีหลังจะโตได้น้อยกว่าครึ่งปีแรก

ขณะเดียวกัน การส่งออกก็มี แนวโน้มดีขึ้นในทุกตลาดหลัก รวมถึงการ ส่งออกในกลุ่มเอสเอ็มอี ส่งผลดีให้การผลิตในภาคอุตสาหกรรมขยายตัวได้ดีขึ้น ทำให้การใช้กำลังการผลิตมีทิศทางปรับดีขึ้น จาก 61.4% ในเดือนก่อน เพิ่มเป็น 63% เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวก็ดีต่อเนื่องขยายตัว 8.7% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน มีนักท่องเที่ยวในเดือนนี้ 3.13 ล้านคน

สำหรับการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปอยู่ที่ 1.9% เริ่มกลับมาเป็นบวกจากระยะเดียวกันของปีก่อนติดลบ ส่วนหนึ่งที่โตไม่ดีนักเพราะการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่คงทนโตอยู่ที่ 0.5% และปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ยังไม่ดี เพราะรายได้ภาคเกษตรเดือนนี้ยังติดลบเป็นเดือนที่ 2 ต่อจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากปาล์มกับผลไม้ยังไม่ดี แม้ภาพรวมในพืช 4 ชนิดหลักจะดี คือ ยางพารา ข้าว มัน และอ้อย จะดีก็ตาม ส่วนรายได้นอกภาคเกษตรก็ยังทรงๆ ส่งผลให้คนยังระมัดระวังการใช้จ่าย

ดอน กล่าวว่า สถานการณ์จากนี้ไปเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) คงไม่ถึงขั้นกลับทิศเป็นไหลออก แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวต่อเนื่องและเงินดอลลาร์สหรัฐปรับแข็งค่าขึ้น การแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง โดยในช่วงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทอยู่ที่ระดับ 33.19 บาท/ดอลลาร์ ปัจจุบันอ่อนมาอยู่ที่ 33.39 บาท/ดอลลาร์

“ช่วงนี้ถึงเงินทุนจะไหลกลับออกไปบ้าง ก็ไม่มีอะไรน่าห่วง โดยเฉพาะเงินที่มาเก็งกำไรระยะสั้น ไหลออกไปบ้างจะยิ่งดี แต่ยังมองว่าทิศทางเงินทุนจะยังไม่ถึงขั้นไหลออก แต่น่าจะไหลเข้ามาในแนวโน้มชะลอลง” ดอน กล่าว

นอกจากนี้ แนวโน้มที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่น่าจะเกินดุลได้ ลดลง บวกกับดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น น่าจะช่วยให้เงินบาทอยู่ในทิศทางที่อ่อนค่าได้ในระยะยาว

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้ว่าลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าจีดีพี ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ จีดีพีของไทยลดต่ำลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 78.4% ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่สัญญาณขยายตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

“มีความเป็นไปได้ที่หนี้ครัวเรือนของไทยในปี 2560 จะชะลอลงไปอยู่ที่ใกล้กรอบล่างของช่วงประมาณการอยู่ที่ 78.0-79.0% ต่อจีดีพี อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่า แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในปี 2560 จะลดต่ำลงจากปี 2559 แต่ภาระหนี้สินของครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับรายได้ ก็น่าจะยังสะท้อนว่ากำลังซื้อและบรรยากาศของการใช้จ่ายภาคเอกชนอาจมีกรอบการฟื้นตัวที่ค่อนข้างจำกัด ขณะที่การสร้างวินัยในการก่อหนี้ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเปราะบางทางการเงินให้กับภาคครัวเรือนและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม” ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลคาดหวังที่จะเห็นสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับเพิ่มประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เพิ่มขึ้น หลังจากที่ผ่านมากระทรวงการคลังและ ธปท.มีการปรับเพิ่มประมาณการแล้ว หลังได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่เติบโตดีต่อเนื่อง รวมถึงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด

“ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้หลายส่วนมีการปรับจีดีพีขึ้นแต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ปรับทีเดียวเลย ปรับทำไม 2-3 รอบ ตอนนี้รัฐบาลก็ไม่ได้ห่วงเรื่องตัวเลขจีดีพีแล้ว เพราะมองว่ายังไงปีนี้ก็โต และโตได้ดีมากด้วย ซึ่งสิ่งที่ต้องแก้ต่อไป คือ ความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ไปสู่ฐานล่างให้มากขึ้น” สมคิด กล่าว

สำหรับโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ พบว่าหลายฝ่ายยังติดขัดปัญหาและความล่าช้าในการเข้ามาลงทะเบียนของประชาชน เรื่องนี้ได้รับทราบมาจากกระทรวงการคลังแล้ว โดยต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น กรมบัญชีกลางและ ธนาคารกรุงไทยก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ และอยากให้ทุกฝ่ายทำออกมาให้ดี

สำหรับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนออกมาในกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) รายงานว่า อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) มีการขยายตัว ได้แก่ เครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.39 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์ดีเซลที่ได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ผลิตในประเทศเพื่อตอบสนองการผลิตรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งออกต่างประเทศ โดยเฉพาะลูกค้าในกลุ่มประเทศ AEC (อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์)

รถยนต์ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.28 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์รถปิกอัพและรถยนต์นั่งความจุกระบอกสูบไม่เกิน 1,800 ซีซี เนื่องจากผู้ผลิตบางรายมีเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ และมีงานมหกรรมรถยนต์ Big motor sale กระตุ้นตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นทำให้ปริมาณจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.83 ส่วนการส่งออกรถยนต์ปรับเพิ่มขึ้น จากรถปิกอัพที่ ส่งออกไปในตลาดกลุ่มอาเซียน

ผลิตภัณฑ์ยางขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 13.74 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์ยางแผ่น โดยในปีนี้วัตถุดิบ (น้ำยาง) ออกสู่ตลาดมากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่ฝนตกตลอดปี ส่งผลให้ต้นยางสมบูรณ์เต็มที่ รวมถึงหลายบริษัททำการขยายตลาดใหม่ได้มากขึ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.51 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในผลิตภัณฑ์ PCBA รองลงมาเป็นสินค้า Other ICs เนื่องจากแนวโน้มความต้องการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นไปตามเทรนด์เทคโนโลยี IOT ที่เติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องจากปีก่อน

น้ำมันปิโตรเลียมขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.44 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และน้ำมันเครื่องบิน เนื่องจากในปีก่อนโรงกลั่นมีการซ่อมบำรุงบางส่วน ทำให้กำลังการผลิตในสินค้าดังกล่าวของปีก่อนลดลง แต่ในปีนี้สามารถกลั่นได้ตามปกติ

ดาวเรืองเหลืองอร่าม เคล็ดลับการดูแลให้บานทั้งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 07:20 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/519058

ดาวเรืองเหลืองอร่าม เคล็ดลับการดูแลให้บานทั้งแผ่นดิน

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

กรุงเทพมหานคร (กทม.) รณรงค์จัดกิจกรรม “ปลูกดาวเรืองด้วยใจถวายพ่อ” เชิญชวนประชาชนทั่วทั้งประเทศหลอมรวมใจพร้อมเพรียงกันแสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม ด้วยการเพาะปลูกดอกดาวเรือง รวมถึงดอกไม้สีเหลืองชนิดต่างๆ เพื่อให้บานสะพรั่งพร้อมกันในเดือน ต.ค.นี้ ทั่วดินแดนที่พระองค์เสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรทุกหมู่เหล่าแม้กระทั่งในถิ่นทุรกันดาร

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานคร เปิดเผยว่า ประชาชนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีและแสดงความอาลัย ด้วยการร่วมกันปลูกต้นดอกดาวเรืองให้บานพร้อมกันทั่วประเทศ และปลูกต่อเนื่องไปตลอดก็ทำได้เช่นกัน ไม่จำกัดว่าต้องเฉพาะภายในเดือน ต.ค. เท่านั้น

ทั้งนี้ ทางสำนักสิ่งแวดล้อมได้เตรียมเพาะดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลืองชนิดอื่นๆ อาทิ ทานตะวัน ดาวกระจาย กระดุมทอง และทองอุไร ประมาณ 4 แสนต้น เพื่อนำมาใช้ประดับตกแต่งสถานที่สำคัญ รวมถึงสวนสาธารณะของกรุงเทพฯ ได้เตรียมปลูกดอกดาวเรืองและดอกไม้สีเหลืองอีกกว่า 5 หมื่นต้นด้วย

กิจกรรมนี้ทำให้ประชาชนพร้อมใจกันฝึกฝนทดลองปลูกต้นดอกดาวเรือง ทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปลูกให้เติบโตได้ เนื่องจากต้องอาศัยทักษะความรู้ในการเพาะปลูกต้นไม้ชนิดนี้ด้วย

พัชรียา บุญกอแก้ว อาจารย์ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้แนะวิธีการปลูกดอกดาวเรืองให้เจริญเติบโตแข็งแรง ต้องเริ่มจากการเพาะเมล็ดพันธุ์อย่างถูกวิธีในวัสดุเพาะปลูก อาทิ พีทมอส ขุยมะพร้าวคลุกทราย แกลบ นำมาใส่ไว้ในถาดหลุม หรือตะกร้า วัสดุที่หาได้ง่ายภายในบ้านเรือน ทำการเจาะหลุมลึกประมาณ 1 เซนติเมตร วางเมล็ดโดยให้ด้านสีดำอยู่ด้านล่างสุด จากนั้นกลบเมล็ดเบาๆ บางๆ อย่าฝัง เพื่อให้ลำต้นแตกหน่อดันดินออกมาได้

วิธีการรดน้ำควรรดให้นุ่มนวลที่สุด หากใช้สายยางฉีดโดยตรงจะทำให้เมล็ดกระเด็นเสียหาย ดังนั้นควรมีที่ฉีดสเปรย์และคอยพรมน้ำให้ดินชุ่ม ก่อนนำถาดเพาะเมล็ดมาวางไว้ให้รับแสงแดดประมาณ 50% สลับที่ร่มใช้ระยะเวลา 2-3 วัน เมล็ดดอกดาวเรืองจะเริ่มแตกหน่อเป็นต้นกล้าให้เห็น

เมื่อต้นกล้าอายุได้ 12-15 วัน จะเริ่มเห็นใบจริง 1-2 คู่ใบ ทำให้การย้ายต้นกล้าลงในถุงขนาด 4-6 นิ้ว หรือกระถางขนาด 6-8 นิ้ว หากย้ายไปไว้ในถุงที่มีขนาดเล็กจะส่งผลให้ต้นไม้ขนาดเล็ก ดอกเล็กตามไปด้วยไม่สวยงาม วัสดุที่ใช้สำหรับปลูก เช่น กาบมะพร้าวสับ ขุยมะพร้าว แกลบ และดินผสม อัตราส่วน 1/1/1 ซึ่งหากใช้เพียงกาบมะพร้าวจะทำให้ต้นไม้โทรมเร็ว ดังนั้นต้องมีดินผสมอยู่ด้วย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและวางประดับได้นาน จากนั้นเริ่มต้นใส่ปุ๋ยสูตร 20-20-20 ในปริมาณ 2 กรัม/น้ำ  1 ลิตร ค่อยๆ ดูแลต้นกล้าเพราะเขายังอ่อนแอมาก

การดูแลต้นดาวเรืองหลังนำมาปลูกในกระถางต้องใส่ปุ๋ยเม็ดละลายช้า ประมาณ 10 เม็ด/ต้น เพื่อให้ต้นไม้ค่อยๆ กินปุ๋ยวันละน้อยอย่างต่อเนื่องใช้สูตร 14-14-14 หรือสูตร 16-16-16 ปุ๋ยเหล่านี้หาซื้อได้ทั่วไป

“ขอเน้นย้ำว่าขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ปลูกได้สำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับช่วงของการย้ายต้นกล้า โดยเมื่อเพาะเมล็ดออกมาแล้วได้ต้นที่ยืดยาวมาก ต้องคอยกลบดินเข้าหาลำต้น เพื่อทำให้ใบเลี้ยง ลักษณะใบคู่กลมๆ ลอยอยู่เหนือผิวดินเล็กน้อย วิธีการนี้ทำให้ลำต้นไม่โยกเยกหรือหักล้ม และวางต้นดาวเรืองให้รับแสงแดดตอนเช้าจะดีที่สุด ไม่ควรวางต้นไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ให้วางไว้ในบริเวณที่มีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่บดบังแสงแดดในตอนบ่าย พร้อมกับรดน้ำช่วงเช้าและเย็นทุกวันอย่าให้วัสดุปลูกแห้งขาดน้ำ”พัชรียา กล่าว

ระหว่างนี้ขั้นตอนการดูแลให้ต้นไม้มีสุขภาพแข็งแรงด้วยการให้ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0  ประมาณ 1.5 กรัม ผสมกับน้ำ 1 ลิตร ทุก 4-5 วันจะทำให้ลำต้นและใบมีสีเขียวสดใสสลับกับการให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ให้ในอัตรา 2 กรัม/ต้น โรยรอบต้นไม้สัปดาห์ละครั้ง ร่วมกับการให้แคลเซียมโบรอนอัตรา 1-2 มิลลิลิตร/ลิตร ทุกสัปดาห์มีประโยชน์ทำให้พืชแข็งแรงไม่เปราะหักง่าย

พัชรียา กล่าวอีกว่า ปัญหาที่ประชาชนปลูกดอกดาวเรืองได้ไม่ค่อยสวยงาม ส่วนมากพบว่าลำต้นสูง ไม่แตกเป็นพุ่มเหมือนตามร้านขายต้นไม้ เกิดจากขั้นตอนสำคัญที่ลืมไม่ได้อย่างเด็ดขาด คือ “เทคนิคการเด็ดยอด” โดยเด็ดยอดอ่อนออก 1 คู่ใบ เพื่อทำให้ตาข้างของดาวเรืองแตกออกมาอีกกิ่งหนึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนดอกให้ต้นไม้ ไม่ทำให้ลำต้นสูงขึ้นอย่างเดียว และได้ดอกไม้ที่มีคุณภาพสวยงามมากที่สุด

สำหรับวิธีป้องกันแมลง อาทิ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน แมลงปากดูด หนอนกินใบ อาจใช้ยากำจัดแมลงชนิดเม็ดได้สักเล็กน้อย แต่ทางที่ปลอดภัยที่สุดควรให้ความใส่ใจตรวจสอบอยู่เสมอ ส่วนหอยทากที่มักมีพฤติกรรมชอบกัดกินต้น หากพบเห็นควรรีบจับออกจากบริเวณนั้นทันที ต่อมาเรื่องของโรคใบจุดมักพบในช่วงฤดูฝน มีอาการใบจุดสีขาวแห้ง ต้องรีบเด็ดออกไปทิ้งให้ห่างป้องกันการระบาดสู่ต้นอื่น

“สิ่งสำคัญอย่างสุดท้ายคือ ความสม่ำเสมอในการให้ปุ๋ยควรให้น้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ดีกว่าให้ครั้งละมากๆ จะทำให้ต้นดาวเรืองตาย หากมีความเข้าใจในการปลูกดาวเรืองก็ไม่ใช่เรื่องยาก จึงอยากให้ประชาชนทุกคนร่วมกันทดลองปลูกบ้านละ 1-2 ต้น เพราะถ้าเราได้เห็นดาวเรืองที่ปลูกเองกับมือออก ดอกสวยงามจะมีกำลังใจและคุ้มค่าการรอคอย เพื่อถวายแด่พ่อหลวง ร.9”พัชรียา กล่าว

 

กราบพ่อครั้งสุดท้าย พระองค์ไม่เคยถูกลืมเลือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 06:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518737

กราบพ่อครั้งสุดท้าย พระองค์ไม่เคยถูกลืมเลือน

อากาศที่ร้อนอบอ้าว และสุ่มเสี่ยงที่ ฟ้าฝนจะเทลงมา มิใช่อุปสรรคสำหรับอีกหลายหมื่นชีวิตในชุดสีดำ ที่ตั้งใจและตั้งมั่นต่อแถวระยะทางยาวหลายกิโลเมตรบริเวณด้านนอกพระบรมมหาราชวัง เพื่อเข้ากราบพระบรมศพ “พ่อหลวง” พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันสุดท้าย

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เสียงป่าวประกาศจากเจ้าหน้าที่ผ่านโทรโข่งให้ทุกคนอดทน และแน่นอนว่าจะได้เข้าไปกราบพระบรมศพในวันสุดท้ายนี้ทุกคน ขณะเดียวกันเหล่าบรรดาจิตอาสาก็แข็งขัน เดินแจกจ่ายอาหารของว่างให้กับผู้ที่ยืนต่อแถวเข้ากราบพระบรมศพอย่างไม่ย่อท้อ

หากนี้คือภาพที่แสดงออกถึงความรักให้กับใครสักคน ความรักนี้ก็คงงดงามและยิ่งใหญ่หาสิ่งใดเปรียบ

เสียงสะอื้นผ่านน้ำที่คลอในเบ้าตาของ รัตนา พุ่มทรัพย์เจริญ แม่บ้านจาก จ.นนทบุรี หญิงวัยกลางคนที่มาต่อแถวตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ให้กราบพระบรมศพวันสุดท้าย เธอตั้งใจว่าจะต้องเข้ากราบในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อระลึกถึงพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย แม้รัตนาจะมีอุปสรรคทางสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวยก็ตาม

“เป็นไงเป็นกัน จะเป็นลมก็ต้องเอาให้ไหวเพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว เมื่อเช้าตื่นขึ้นมาตั้งใจว่าจะมาแต่ก็ไม่สบาย สุดท้ายกินยาเข้าไปและเดินทางออกจากบ้านมาที่สนามหลวง” รัตนา เผยความในใจ และแน่นอนว่าเธอรู้สึก “ใจหาย” และบอกไม่ถูกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทย ขณะที่วันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 26 ต.ค.นี้นั้น รัตนาก็จะมาอีกครั้งเพื่อส่งพ่อขึ้นสวรรค์

ความรู้สึกต่างๆ ของผู้คนสะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน แม้ใบหน้าที่พูดคุยระหว่างกันจะเติมเต็มไปด้วยรอยยิ้ม คำขอบคุณ และการเอื้ออารีช่วยเหลือระหว่างกัน หากแต่ความรู้สึกภายในใจของแต่ละคน กลับเต็มไปด้วยความเศร้า

วิฑูรย์ พรหมวิทย์ ในวัย 52 ปี นั่งพักเหนื่อยริมฟุตปาทหน้ากองสลาก หลังใช้เวลาต่อแถวตั้งแต่เช้ามืดและได้เข้ากราบพระบรมศพในวันสุดท้าย ซึ่งเป็นครั้งแรกของเขา วิฑูรย์ เผยความรู้สึกที่เลือกมากราบพระบรมศพวันสุดท้ายเพราะต้องการจารึกไว้กับความรู้สึกของตัวเองไปตลอดกาล

การเดินทางคนเดียวมาจาก จ.นครราชสีมา ตั้งแต่วานซืน ความในใจที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานบอกพระองค์ท่านขณะที่ก้มกราบ คือ จะทำความดีดั่งคำที่พ่อสอนไปจนวันตาย

“ใจหายอย่างมาก ทุกวันคืนนับตั้งแต่พระองค์เสด็จสวรรคตความรู้สึกผ่านไปเกือบหนึ่งปีก็เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ แต่มาวันนี้ใจหายจริงๆ เพราะเราคิดว่าจะไม่มีพระองค์ท่านอีกแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวเอาไว้คือสิ่งที่พระองค์ทรงทำงานหนักเพื่อคนไทย สิ่งนี้จะคอยย้ำเตือนให้ผมได้คิดถึงพระองค์ท่าน และทำให้พระองค์ท่านไม่ได้จากคนไทยไปไหนเลย” วิฑูรย์ เล่าจากความรู้สึก

อนงค์ทิพย์ แสงสุข ประชาชนจากทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร ที่วันนี้เดินทางมากราบพระบรมศพร้อมลูกสาว ขณะที่อนงค์ทิพย์เดินทางมากราบพระองค์ท่านแล้วถึง 3 ครั้ง แม้สภาพร่างกายจะไม่เอื้ออำนวย แต่ใจที่สู้และอดทน และต้องการให้ลูกสาวได้มีโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ จึงตัดสินใจเดินทางมาในวันสุดท้าย

อนงค์ทิพย์ เล่าว่า พระองค์ท่านไม่ได้จากไปไหน และวันนี้ไม่ใช่วันสุดท้ายที่เราจะได้อยู่กับพระองค์ท่าน แต่เราจะอยู่กับพระองค์ท่านไปตลอดแน่นอน

“คุณดูสิ ในวันเก่าๆ ที่พระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ ก็มีคนมารอเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก วันนี้เมื่อพระองค์จากไปประชาชนคนไทยก็ไม่ได้จากไปไหน ยังคงมารวมกันมากมายเหมือนวันที่พระองค์ยังอยู่ นั่นหมายถึงว่าพระองค์ท่านมีคนไทยที่รักพระองค์ไปตลอดกาล” อนงค์ทิพย์ เล่า

แม้แถวที่ประชาชนยืนรอกันจะยาวมากยิ่งขึ้น พร้อมกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุแตกต่างจากหลายวันที่ผ่านมา และไม่มีท่าทีจะทุเลาแม้แต่นิด แต่องค์ประกอบเหล่านี้ก็ไร้ค่า และไม่สามารถทำให้ประชาชนที่รักในพระองค์ท่านที่ต้องการเข้ากราบพระบรมศพในวันสุดท้ายย่อท้อแม้แต่น้อย

ขณะที่คนหนุ่มสาวที่เดินทางมาร่วมกราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้ายต่างใช้สิทธิลาพักร้อนจากที่ทำงาน เพื่อมากราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายด้วยความตื้นตัน และเศร้าเสียใจที่ต้องย้ำเตือนกับตัวเองว่า จากนี้จะไม่ได้เข้าใกล้พระองค์ท่านอีกต่อไปแล้ว

จากสีหน้าของ นฤมล กองชัยทรัพย์ พนักงานสาวออฟฟิศในวัย 30 ปี เธอยิ้มแย้มต้อนรับการสนทนาเป็นอย่างดี แต่เมื่อเอ่ยปากถามถึงความรู้สึกของเธอที่มากราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย สีหน้าเธอก็เปลี่ยนแปลงไป

ความเศร้าสร้อยมาเยือนผ่านนัยน์ตา และสะท้อนผ่านความรู้สึกด้วยเสียงที่สั่นเครือ นฤมล หากคิดว่าจะไม่มีพระองค์ท่านแล้ว เราจะไม่ได้มากราบพระองค์อีกแล้ว ความรู้สึกนี้มันก็สร้างความทุกข์ให้กับเราอย่างมาก เพราะเรารักพระองค์ท่านอย่างไม่มีข้อสงสัย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงทำเพื่อประชาชนคนไทยมาตลอดเวลา สิ่งนี้ยิ่งทำให้เรารู้สึกหวงแหนพระองค์และไม่อยากคิดว่าพระองค์จากไปแล้ว แม้จากวันที่เสด็จสวรรคตจนถึงวันนี้จะผ่านพ้นมาเกือบ 1 ปีแล้วก็ตาม

“สิ่งที่พอจะทำให้เราหรือคนไทยเดินหน้าต่อไปได้คือปฏิบัติตามคำสอนของพ่อหลวงของเรา ท่านไม่เคยสอนเราในเรื่องไม่ดี ทุกอย่างที่พระองค์ทรงสอนและทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่างล้วนแต่เป็นสิ่งดีๆ ทั้งนั้น มากราบพระองค์ท่านในวันนี้ก็เพื่อจะบอกท่านว่าเราจะปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ท่านเป็นอย่างดี ทั้งจากนี้และตลอดไป” นฤมล เผยความรู้สึกสุดท้ายที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเดินทางมากราบแล้วถึง 9 ครั้ง

เสียงโทรโข่งยังคงป่าวประกาศจากตำรวจให้ทุกคนที่ต่อแถวด้วยความอดทน จิตอาสาก็ยังเดินหน้านำน้ำ อาหาร ขนมอย่างไม่ย่อท้อ นำมาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ตั้งใจแน่วแน่ในการเข้ามา กราบพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย ประชาชนต่างทยอยเดินตามแถวที่เคลื่อนไปเบื้องหน้าด้วยเป้าหมายเดียวกัน

แต่เหนืออื่นใด ก็ด้วยความรู้สึกที่สื่อถึง “พ่อหลวง” ของคนไทยทุกคน ซึ่งเป็นที่คนไทยทุกคนรัก ด้วยใจที่สะท้อนว่าพระองค์ยังไม่ได้จากไปไหน แต่ยังคงอยู่กับคนไทยตราบนานเท่านาน

 

กราบถวายบังคมพระบรมศพวันสุดท้าย “เกิดชาติไหนลูกจะขอเกิดในแผ่นดินพระองค์อีก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 21:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518637

กราบถวายบังคมพระบรมศพวันสุดท้าย "เกิดชาติไหนลูกจะขอเกิดในแผ่นดินพระองค์อีก"

5 ต.ค. วันสุดท้ายที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนมีโอกาสได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยท้ายแถวยาวไปจนถึงสี่แยกคอกวัว อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กระนั้นตลอดทั้งวันพสกนิกรชาวไทยยังคงเดินทางมาอย่างล้นหลามและต่อเนื่อง ทั้งหมดล้วนไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากไม่ว่าจะแดดออกหรือฝนตกแค่ไหนก็ตาม

โดย…อดิศร เงสันเทียะ

โพสต์ทูเดย์ สัมภาษณ์ความรู้สึกของประชาชนที่ต่อแถวรอเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในพระบรมมหาราชวัง

นางถวิล อาจภักดี อาชีพแม่บ้าน อายุ 49 ปี จังหวัดศรีสะเกษ บอกว่า พระองค์ท่านทรงทำให้เราทุกคนมีกินมีใช้มาจนทุกวันนี้ ทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งและอยากให้คนไทยทุกคนรักกัน รักพระองค์ท่าน รักประเทศชาติ ทั้งนี้ในวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิง ก็ยืนยันจะมาที่สนามหลวงอีกครั้งแน่นอน

นางนงรักค์ สุขขา อาชีพเย็บผ้า อายุ 56 ปี ชาวนครศรีธรรมราช บอกว่า นี่เป็นครั้งที่ 12 ที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ แม้ว่าระยะเวลาในการเข้าแถวรอจะใช้เวลานานซึ่งแต่ละครั้งไม่ต่ำว่า 5 ชั่วโมง แต่ความรู้สึกทุกครั้งก็เหมือนเช่นเคยคือรู้สึกขนลุก ปลื้มปิติและตื้นตัน คล้ายกับว่าพระองค์ท่านรับรู้ว่าประชาชนของพระองค์มาเข้าเฝ้า และช่วงวันพระราชพิธีจะเดินทางมาที่สนามหลวงแน่

นางรัชนี ญาณสุคนธ์ อายุ 56 ปี และ นางทิพวลัย ลักษณะภู่ อายุ 52 ปี ทั้งคู่เดินทางมาจากอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เล่าว่า มาที่สนามหลวงนับครั้งไม่ถ้วนแต่ในช่วงที่ขยายเวลา 5 วันสุดท้าย ได้เดินทางมาเข้ากราบพระบรมศพทุกวัน แม้ว่าจะมีอาการไม่สบายอยู่บ้าง แต่ไม่เคยย่อท้อกับความยากลำบากในการต่อแถว

นางรัชนี บอกว่า การเข้าแถวจะใช้เวลานานเป็นบางวัน แต่ที่นานที่สุดเท่าที่เคยรอ คือตั้งแต่ 12.00 – 04.00 น. รวมแล้วราวๆ 15 ชั่วโมง ขณะที่นางทิพวลัย กล่าวถึงความรู้สึกว่า อยากร้องไห้ทุกครั้งที่ได้เข้าไป ยังรู้สึกใจหายเพราะเห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่จำความได้เป็นความผูกพันทางจิตใจ แรกๆ ทำใจไม่ได้ แทบสติแตกต้องเดินทางมาเฝ้าทุกวัน ทั้งนี้ทั้งคู่ย้ำว่าจะมาอีกครั้งในวันที่ 26 ตุลาคม

“ทุกครั้งที่เข้าไปกราบจะอธิษฐานเสมอว่า อยากให้พระองค์ท่านมีความสุขและจะเกิดภพชาติไหนลูกจะขอเกิดในแผ่นดินพระองค์”

ด้านนายสมพงษ์ ดีนอก อายุ 75 ปี อาชีพ คนดูแลรถเช่า บอกว่า วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเข้าไปกราบพระบรมศพ รู้สึกตื้นตันและรู้สึกโชคดีที่ได้มีโอกาสแบบนี้ในชีวิต

“อยากให้คนไทยรักกันให้มากกว่านี้ คิดว่าพระองค์ท่านคงไม่อยากเห็นคนไทยทะเลาะกัน พระองค์ทำให้เราทุกอย่างแล้วต้องตอบแทนท่านบ้าง”

นายสมชัย ทาบทอง อายุ 53 ปี อาชีพค้าขาย บอกว่า ตนเองเดินทางมาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยพาแม่มาเข้ากราบ แต่ด้วยร่างกายที่ไม่แข็งแรงจึงไม่มีโอกาสได้พามาอีก ซึ่งตนเองรู้สึกว่าคุ้มค่าแล้วที่ได้เกิดมาครั้งหนึ่งในชีวิต และยืนยันอีกเสียงว่าจะมาอีกในวันที่ 26 ตุลาคม

 

นางสาวอาทิมา แสนอุบล อายุ 22 ปี เดินทางมาจากเขตลาดกระบัง กทม. บอกว่า มาเป็นครั้งที่ 2 ครั้งแรกใช้เวลาตั้งแต่ 12.00 – 22.00 น. ครั้งที่สอง 04.00 – 15.00 น. แม้จะเป็นเวลาที่นานเพียงใด แต่ก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเพราะตั้งใจมาด้วยใจจริง

“อยากให้ทุกคนนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ พระองค์ท่านจะต้องภูมิใจที่คนไทยไม่ฟุ่มเฟือยและมีกินมีใช้ในอนาคต”

นางสาวเยาวลักษณ์ อัมหิรัญ อายุ 39 ปี ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว เล่าว่า เดินทางมาจากปากเกร็ด นนทบุรี เข้ากราบพระบรมศพกว่า 5 ครั้ง แรกเริ่มนั้นทำใจไม่ได้ แต่พอได้ศึกษาทางพุทธศาสนาจึงตระหนักได้ว่าคนเราต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงพอเริ่มทำใจได้บ้าง อีกทั้งยังคิดว่าพระองค์ท่านเหนื่อยเพื่อคนไทยทั้งประเทศมาตลอด อยากให้พระองค์ท่านได้สุขสบายเสียที

“จริงๆ พระองค์ท่านไม่ได้ไปไหนหรอก พระองค์ท่านอยู่ในใจเราตลอดเวลา”

ด้านนายหิรัญ ป้องกัน อาชีพ ขับแท็กซี่ อายุ 46 ปี เป็นชาวนครศรีธรรมราช เล่าว่า วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าไปกราบพระบรมศพ เนื่องจากก่อนหน้านี้กราบอยู่เพียงภายนอกเท่านั้น ซึ่งมาเข้าแถวตั้งแต่ 06.00 จนถึง 14.00 น. จึงได้เข้ากราบพระบรมศพ

นายหิรัญ ยังบอกอีกว่า รู้สึกผูกพันและสรรเสริญพระองค์ท่านเหนือสิ่งอื่นใด ตนเองมักชอบดูสารคดีที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้รู้ว่าพระองค์ท่านดีกับคนไทยเพียงใด

“ผมคิดว่าเราเป็นประชาชนธรรมดานะ เท่าที่ผมทราบนะตั้งแต่มีกษัตริย์มาก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้เข้าไป พึ่งจะมีรัชกาลที่ 9 นี่แหละ มีโอกาสได้เข้าไปก็เข้า แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรนะ ทำความดีถวายท่านก็ได้ครับ แต่ผมก็ดีใจที่ได้มาครับมันเป็นความตั้งใจของผมจริงๆ ”

ท้ายที่สุด พสกนิกรที่เดินทางมากราบถวายบังคมครั้งนี้ ต่างยืนยันว่าจะเดินทางมาที่สนามหลวงในวันที่ 26 ต.ค.นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจงรักภักดีของปวงชนชาวไทยที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 อันเป็นมิ่งขวัญของคนไทยทั้งชาติ

 

“จากวันแรก-วันสุดท้าย” ชีวิต12เดือน ของ”วศิน ดำรงรัตน์” จิตอาสาเพื่อพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 19:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518633

"จากวันแรก-วันสุดท้าย" ชีวิต12เดือน ของ"วศิน ดำรงรัตน์" จิตอาสาเพื่อพ่อ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี แม้หัวใจคนไทยจะแตกสลาย แต่อีกมุมกลับเห็นความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่และน้ำใจคนไทย ที่หลั่งไหลออกมาช่วยเป็นจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ในงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หลังจากตัดสินใจเริ่มต้นทำหน้าที่จิตอาสาตั้งแต่ 14 ต.ค. 2559 “วศิน ดำรงรัตน์” ก็ได้ทำหน้าที่มาตลอดจวบจนถึงปัจจุบัน

เขาเป็นจิตอาสาโรงทานเต้น ๙  แม้บ้านจะอยู่ในพื้นที่เขตบางนา แต่ก็ออกมาช่วยงานทำอาหารแจกของที่โรงทาน ณ ท้องสนามหลวงทุกวัน

เขาเล่าว่า จุดเริ่มต้นการทำหน้าที่นี้ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปี เริ่มจากช่วงเช้าวันที่ 13 ต.ค.2559 ตอนนั้นไปช่วยแจกของผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่พอตกบ่ายทราบข่าวว่าพระองค์มีพระอาการไม่ดี จึงรีบขับรถมาที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อรอเฝ้าฟังพระอาการพร้อมกับสวดมนต์ แต่พอวินาทีที่ประกาศแถลงการณ์สวรรคต ขณะนั้นหัวใจเหมือนแตกสลาย กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่แล้ว

หลังจากตั้งสติได้ก็คุยกับเพื่อนๆว่า อยากที่จะทำอาหารมาแจกประชาชนที่มาเฝ้ารอขบวนเคลื่อนพระบรมศพ เพราะคิดว่าตอนนั้นวันแรกอาหารและน้ำดื่มน่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็น จึงได้ทำข้าวกระเพรามาแจก ซึ่งเป็นเมนูที่ง่าย หลังจากวันนั้นก็ทำข้าวมาแจกเรื่อยๆ วันละประมาณ 3 หมื่นกล่อง เมื่อผ่านไปหนึ่งสัปดาห์จึงมาตั้งโรงทานที่สนามหลวง

วศิน บอกว่า อาหารที่ทำในแต่ละวันมีจำนวนมาก แต่เมนูก็จะสลับสับเปลี่ยนกันไป อาทิ ข้าวผัด กระเพรา ไข่พะโล้ จับฉ่าย แล้วแต่วัตถุที่ได้รับบริจาคมา ตอนนั้นยอมรับว่าเหนื่อยมาก เพราะต้องเดินทางจากบ้านพักที่บางนามาทุกเช้า เพื่อมาทำและแจกอาหารทั้งวันไม่ได้หยุด แต่เมื่อคิดว่าทำอาหารเลี้ยงลูกและแขกของพ่อ ก็หายเหนื่อย

“มาถึงตอนนี้ 300 กว่าวันที่ได้ทำมา ผมรู้สึกภาคภูมิใจแม้บางครั้งใช้เงินเก็บที่มีอยู่มาช่วย แต่ก็รู้สึกอิ่มใจ เพราะทำแล้วมีความสุขที่ได้เป็นผู้ให้ ไม่ได้อยากได้หน้า คิดว่าทำให้ประชาชนของท่าน เป็นทางเดียว ที่จะตอบแทนพระคุณพระองค์ ที่ทำให้พวกเรามามากมาย”

จิตอาสา รายนี้ บอกว่า แม้หลังจากนี้จะไม่ต้องตื่นเช้ามาทำอาหารในโรงทานเนื่องจากสำนักพระราชวังได้ปิดการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพแล้ว แต่ใจหนึ่งยังคงอยากทำต่อไปไม่ขอเลิก

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ทรงทำงานหนักเพื่อประชาชนมาโดยตลอดไม่ว่าสภาวะใดเพื่อให้ประชาชนได้อยู่ดีมีสุข ทำให้ผมได้น้อมนำหลักการทำงานของพระองค์มาปรับใช้ คือ ไม่ว่าต้องผ่านอุปสรรคมากมายเพียงใด หากใช้ความพยายาม ความเพียร และความอดทนไม่ว่าปัญหาหนักแค่ไหนก็จะผ่านไปได้”

“ผมอยากจะให้คนไทยรักสามัคคีช่วยกัน ลดความเห็นแก่ตัว ทำเพื่อประเทศให้ดีขึ้น

“พระองค์ท่าน วางแผนที่ไว้แล้ว เหลือแต่ตอนนี้เราต้องสานต่อ เพื่อไม่ทำให้สิ่งที่พระองค์ทรงทำมาสูญเปล่า”จิตอาสาารายนี้กล่าว

 

“10วัดดัง”สะเทือนจัดระเบียบ! คนใหญ่โต ดาราดัง นิยมไหว้ขอพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 19:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518632

"10วัดดัง"สะเทือนจัดระเบียบ! คนใหญ่โต ดาราดัง นิยมไหว้ขอพร

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ผลพวงจากมาตรการเข้มงวดกวดขันการจำหน่ายวัตถุมงคลภายในวัดทุกแห่งทั่วประเทศ  ทำให้วัดต้องปรับกลยุทธ์โฆษณาในการจำหน่ายเครื่องรางของขลัง รูปหล่อ เหรียญเกจิดัง ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม  เพราะส่วนหนึ่งของรายได้วัดมาจากการเช่าวัตถุมงคล

โดยทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ได้รวบรวมวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง รวมกว่า 10 แห่ง ที่มีผู้คนเดินทางเข้าไปกราบไหว้ เช่าหาบูชาวัตถุมงคล สะเดาะเคราะห์ สักยันต์เสริมดวงชะตา และลงนะหน้าทอง โดยเฉพาะผู้มีชื่อเสียงอย่างดารา นักแสดงแวดวงคนบันเทิง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง ยังเคยไปกราบไหว้

เริ่มต้นที่วัดท่าไม้ จ.สมุทรสาคร พื้นที่รอยต่อกับกรุงเทพฯการเดินทางสะดวก เพียง 34 กิโลเมตรถึงหมุดหมายวัดท่าไม้ ต้องยอมรับว่าวัดแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง ดารา นักแสดงในวงการบันเทิง ทั้ง อั้ม พัชราภา, ณเดชน์ คูกิมิยะ, มาริโอ้ เมาเร่อ, ป๋อ ณัฐวุฒิ ฯลฯ ส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปเสริมดวง สะเดาะเคราะห์ เช่าวัตถุมงคลกันอย่างล้นหลาม

ครั้นจัดงานประจำปีสักครั้ง ลูกศิษย์ลูกหาหลั่งไหลมามืดฟ้ามัวดิน  เรียกว่าเป็นที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆของประเทศ เพราะไปไหนมาไหนคนรู้จัก รถยนต์หลายคันบนท้องถนนติดสติ๊กเกอร์คำว่า “วัดท่าไม้” กันให้เห็นเกลื่อนถน

ถัดมาวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา ระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ 64 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีประติมากรรมงานก่อสร้างงดงาม ประชาชนมักเดินทางมากราบไหว้จำนวนมาก ส่วนใหญ่คนจะมาแก้บนและขอพร ใครประสบความสำเร็จจะมาแก้บนตามที่ขอไว้ เช่น นางรำมาแสดง ไข่ไก่นับหมื่นฟอง ส่วนวัตถุมงคลของขลังมีชื่อเสียงโด่งดังหลายรุ่นเช่นกัน

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ วัดใหญ่ จ.พิษณุโลก ห่างจากกรุงเทพฯ 328 กิโลเมตร เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ใครที่เดินทางไปภาคเหนือต้องแวะกราบสักการะขอพรเพื่อความสิริมงคลทุกครั้ง คนมีชื่อเสียงหลายคนนิยมเดินทางไปกราบไหว้ แม้แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังเคยแวะเวียนมา ชื่อเสียงวัดแห่งนี้ดังไกลไปทั่วประเทศ

ขยับมาที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร หรือวัดหลวงพ่อโต จ.อยุธยา เพียง 53 กิโลเมตรหากเดินทางจากกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ช่วงวันหยุดและเทศกาลประชาชนจำนวนมากเดินทางมาสักการะบูชาไม่ขาดสาย โดยจุดเด่นของวัดแห่งนี้และประชาชนผู้ศรัทธาเดินทางมากราบไหว้คือ “การห่มผ้าหลวงพ่อโต” ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัดที่คนทั่วประเทศต่างมุ่งหวังเดินทางมาเพื่อห่มผ้าหลวงพ่อโตสักครั้งในชีวิต

วัดป้อมรามัญ จ.อยุธยา อีกวัดที่มีชื่อเสียงขจรไกลไปยังต่างแดน ลูกศิษย์ลูกหามีอยู่ทุกวงการ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักวัดแห่งนี้ เพราะต่างทราบดีว่าโดดเด่นเรื่องการเสริมดวงชะตา และวัตถุมงคลชื่อดัง “ชูชกเศรษฐี” พ่อค้าแม่ค้านักธุรกิจมักนิยมเช่าหาบูชา ส่วนดาราดังๆที่เคยไปเสริมดวง เช่น ปู ไปรยา สวนดอกไม้, โก๊ะตี๋ อารามบอย, สมบัติ เมทะนี ฯลฯ

วัดสมานรัตนาราม จ.ฉะเชิงเทรา จุดเด่นคือมีพระพิฆเนศ องค์ใหญ่สีชมพู ปางนอนเสวยสุข สร้างตระหง่านเห็นชัดเจน หลายคนเดินทางไปกราบไหว้ขอพร เนื่องจากเป็นเทพเจ้าแห่งความรู้ และความสำเร็จ ทางด้านการศึกษาเล่าเรียน, ตำแหน่งหน้าที่การงาน, การเงิน, ความรัก, ปัดเป่าอุปสรรคทุกข์ภัย

วัดสว่างอารมณ์ (แคแถว) จ.นครปฐม โด่งดังเรื่องการทำพิธีสะเดาะเคราะห์ เสริมดวงชะตา รวมถึงวัตถุมงคลขึ้นชื่อลือชา และน้อยคนที่จะไม่รู้จัก ส่วนใหญ่มักเดินทางไปกราบไหว้ขอพรตามความเชื่อของแต่ละบุคคล  โดยเฉพาะพวกคอหวยทั้งหลายที่เข้ามาท้าพิสูจน์ความแม่นกันประจำ  แถมในแต่ละวันมีคนเข้ามาแก้บนกันวันเว้นวันก็ว่าได้ ถ้าช่วงเวลาใดจัดงานประจำปีลูกศิษย์แห่ร่วมจนล้นวัด

วัดแสงแก้วโพธิญาณ จ.เชียงราย ได้รับความนิยมจากบรรดาแม่ค้าพ่อค้านักธุรกิจนิยมไปวัดนี้ เพราะไปเช่าหาวัตถุมงคลโด่งดังอย่าง “นางโกย หรือนางควัก” และยังได้รับความนิยมจากเหล่าคนบันเทิงด้วย เช่นเดียวกับ ธัญญา โพธิ์วิจิตร” หรือ ”เป็ด เชิญยิ้ม” ดาราตลกชื่อดังที่มักมาจัดงานสมโภชที่วัดแห่งนี้เป็นประจำ

วัดพระมหาธาตุวรวิหาร จ.นครศรีธรรมราช กว่า 600 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯถึงปลายทาง นับเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในภาคใต้ ทุกปีมีการจัดงานบุญสารทเดือนสิบอย่างยิ่งใหญ่ ประชาชนจากทั่วทุกภาคมักมุ่งหน้าเดินทางไปขอพรทำบุญอย่างไม่ขาดสาย เช่นเดียวกับเรื่องวัตถุมงคลก็มีให้เลือกเช่าหาบูชาหลากหลายรุ่น ซึ่งน้อยคนที่จะไม่รู้จักวัดแห่งนี้

สุดท้ายวัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร จ.กรุงเทพฯ เรียกว่าโด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะผ้ายันต์หลังทีมฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ได้นำไปบูชาจากเจ้าคุณธงชัยฯจนคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ สร้างความฮือฮากันไปทั่วประเทศ เรียกว่าชื่อเสียงวัดแห่งนี้โด่งดังทั่วโลก ทุกวงการทหาร ตำรวจ ข้าราชการ นักกีฬาต่างพึ่งพาขอพรอยู่เสมอ หากใครไม่รู้จักหรือไม่มีผ้ายันต์ถือว่าเชยมาก แม้แต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในรัฐบาลปัจจุบันต่างเข้าหารับผ้ายันต์กันเป็นแถว

 

 

“เข้าใจชีวิตเพราะในหลวง” คำสอนในความทรงจำของปวงประชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 18:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518628

"เข้าใจชีวิตเพราะในหลวง" คำสอนในความทรงจำของปวงประชา

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ตลอดระยะเวลา 337 วัน ที่สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีประชาชนชาวไทยและต่างชาติจากทั่วทุกสารทิศ หลั่งไหลเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพเป็นจำนวนมาก

ยิ่งใกล้เวลาสิ้นสุดของการเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 5 ต.ค. ประชาชนก็ยิ่งหลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง

ทุกคนตั้งใจมั่นที่จะได้มีโอกาสสำคัญในชีวิตในการกราบถวายบังคมพระบรมศพเป็นครั้งสุดท้าย

“ในหลวงรัชกาลที่9 คือผู้ที่ทำให้ผมเข้าใจชีวิต” สุจินต์ ถวัลย์อรรณพ ชายวัย 69 ปี ชาวจังหวัดสมุทรปราการ ให้คำตอบหลังถูกถามว่า ความทรงจำเกี่ยวกับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คืออะไร

สุจินต์ อธิบายต่อว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เปรียบเสมือนพ่อที่คอยสั่งสอนการใช้ชีวิตในทุกด้าน เพราะตลอดชีวิตก็นำหลักคำสอนพระองค์มาปรับใช้  ซึ่งตั้งแต่ทำตามรู้สึกว่า ไม่เคยมีปัญหาหรืออุปสรรคเลยในชีวิต เพราะนำหลักคำสอนของพระองค์มาปฏิบัติ

“อย่างคำสอนของในหลวงที่สอนให้ทุกคนนึกถึงส่วนรวม เช่น วันนี้ที่ได้มากราบพระบรมศพฯ ผมจะมีพัดขนาดใหญ่เพื่อพัดให้ผู้คนที่เดินสัญจรผ่าน สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่เงิน แต่มีค่ามากกว่า นั่นก็คือรอยยิ้มและคำขอบคุณ เพราะพระองค์ทรงสอนเสมอว่า หากทำเช่นนี้หมายความว่า ขาดทุนคือกำไร คือ เมื่อทำประโยชน์ให้ผู้อื่นแต่สิ่งที่จะได้ตอบกลับมานั้นมีค่ามหาศาลมาก

“เพราะความสุขในชีวิตของคนเรานั้นไม่ได้มาจากมูลค่าทรัพย์สิน แต่มาจากความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจและสบายใจ แต่สาเหตุที่ทำให้คนปัจจุบันเป็นทุกข์มากขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่กำลังเป็นทาสของเงิน หามาได้เท่าไหร่ก็นำไปซื้อของใช้ปรนเปรอความรู้สึกภายนอก ซึ่งอาจไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง แต่การให้แบบไม่หวังสิ่งตอบแทนเป็นความสุขที่ไม่ต้องซื้อและมีคุณค่ามากกว่า”สุจินต์กล่าว

สุจินต์ ถวัลย์อรรณพ

สุจินต์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้การก่อสร้างพระเมรุมาศใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ประชาชนหลายคนบอกว่าไม่อยากให้เสร็จ เพราะไม่อยากให้พระองค์จากไป แต่ส่วนตัวคิดว่าแม้พระวรกาย (ร่างกาย)พระองค์ไม่อยู่ ถึงอย่างไรในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังคงอยู่กับประชาชนเสมอ ในรูปแบบของการที่ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระองค์ เพราะเวลาที่เราทำตามคำสั่งสอนของพระองค์ก็เปรียบได้กับพระองค์อยู่กับเราไปทุกที่

“พระองค์อยู่ทุกที่ ทุกเวลา เมื่อเราทำตามคำสั่งสอนของท่าน”เขายืนยันเสียงหนักแน่น

สุจินต์ ยังบอกอีกว่า เรื่องที่นำมาปฏิบัติตามคือ หลักเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งทำโดยการจะใช้วัสดุทุกอย่างให้คุ้มค่า เพราะสิ่งของที่ถูกสร้างขึ้นมาล้วนแล้วแต่มีต้นทุน ซึ่งการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้สามารถทำได้ง่าย เช่น กล่องนมหากดื่มเสร็จก็ควรนำมาเป็นของใช้ต่อไปจนกว่าจะไม่สามารถใช้งานได้แล้ว

“ทุกอย่างที่เสียเงิน มีต้นทุน ฉะนั้นเราต้องใช้อย่างคุ้มค่า เพราะเศรษฐกิจพอเพียง คือการใช้ทุกอย่างให้คุ้มค่า ไม่ใช่แบบสุรุ่ยสุร่าย”

 

ประเทือง ติณะมาศ

เช่นเดียวกับ ประเทือง ติณะมาศ อายุ 78 ปี ชาวพิจิตร ที่บอกว่าในความทรงจำของเขา ในหลวงคือผู้ที่มีพระคุณและคอยช่วยเหลือประชาชนทุกอย่าง

อดีตผู้ใหญ่บ้าน ย้อนเหตุการณ์ในอดีตให้ฟังว่า จำได้ว่าเมื่อ 20 ปีก่อนตอนสมัยเป็นผู้ใหญ่บ้าน ขณะนั้นหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ไม่มีไฟฟ้าใช้ ชาวบ้านเพาะปลูกได้ผลผลิตไม่ค่อยดีเพราะไม่มีน้ำ แต่เมื่อพระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริให้จัดสร้างเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ที่จังหวัดพิษณุโลกขึ้น ทำให้หมู่บ้านของตนที่อยู่พื้นที่ท้ายเขื่อนได้รับน้ำจนทำให้ชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

ขณะที่ นิวัฒน์ ทับทิมสุข อายุ 61 ปี ชาวสมุทรปราการ บอกว่าตั้งแต่สำนักพระราชวังมีการเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค.59 นั้น ได้เดินทางมาเข้ากราบพระบรมศพแล้ว 98 ครั้งและคิดว่าวันนี้จะเป็นครั้งที่ 99

“ที่เดินทางมาเกือบร้อยครั้ง ผมก็ไม่สามารถบอกความรู้สึกได้ว่าเพราอะไร แต่รู้อย่างเดียวว่าต้องมา เพราะตั้งแต่เกิดมาพระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจและเป็นทุกอย่างที่คอยสั่งสอนลูกทุกคนเปรียบเหมือนพ่ออีกคนหนึ่ง แม้วันนี้พระองค์ไม่อยู่แต่ผมก็จะนำคำสอนของท่ามาใช้ดำเนินชีวิต”นิวัฒน์กล่าว

นิวัฒน์ ทับทิมสุข

 

 

“พระองค์คือแรงบันดาลใจ” ความทรงจำในวันสุดท้าย “ในหลวง”ของเด็กน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 16:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518613

"พระองค์คือแรงบันดาลใจ" ความทรงจำในวันสุดท้าย "ในหลวง"ของเด็กน้อย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

วันสุดท้ายของการเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชภายในพระบรมมหาราชวัง

พื้นที่โดยรอบสนามหลวงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเรือนแสนที่ทยอยเดินทางมาต่อแถวเพื่อเข้ากราบถวายบังคมอย่างไม่ขาดสาย

ความคิดถึง และความอาลัย ของปวงชนที่มีต่อในหลวงอันเป็นที่รักยิ่งขจรขจายอยู่เต็มพื้นที่

แม้จะร้อนจากแดด แม้จะเปียกจากสายฝน แม้จะต้องยืนยาวนานหลายชั่วโมง แต่พสกนิกรต่างไม่คิดย่อท้อ ไม่เว้นแม้แต่เยาวชนระดับประถมศึกษาที่วันนี้ต่างพากันมากราบถวายบังคมพระบรมศพด้วยความตั้งใจ

เอริค ทรูโดร คาเวอร์ลี่ เด็กชายวัย 12 ปี  เผยว่า เขาได้เรียนรู้เรื่องราวของ ในหลวงรัชกาลที่9 จากคำบอกเล่าของคุณเเม่เเละคนรอบข้าง ถึงความเสียสละเเละเเนวคิดที่ส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตประชาชนชาวไทย

“ตอนเเรกก็ไม่รู้เรื่องหรอกครับ เเต่ได้ยินคุณเเม่เเละคนอื่นพูดถึงเยอะ เห็นรูปในหลวงกำลังทรงทำงาน เสด็จฯไปในต่างจังหวัด มีเเนวคิดสำคัญต่างๆ อย่างเศรษฐกิจพอเพียง การรู้จักอดออม ไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือยก็เป็นเรื่องที่ผมจดจำเเละนำมาปรับใช้กับชีวิตตัวเอง”

เด็กชายวัย 12 ขวบ เดินทางมารอเข้าคิวตั้งเเต่ 05.00 น. เเละได้เข้ากราบพระบรมศพในเวลา 16.00 น. เขายืนยันเสียงหนักแน่น “ไม่เหนื่อยเลยครับ'”

“ครั้งหนึ่งในชีวิต เข้าไปข้างในเเล้วเห็นคนอื่นพร้อมใจกันกราบ ก็เข้าใจเลยว่า ท่านเป็นที่รักของคนไทยมากขนาดไหน” เด็กชายบอก โดยเขาเเละครอบครัวยังร่วมเป็นจิตอาสาเก็บขยะรอบๆ พื้นที่สนามหลวงต่ออีกด้วย

ธวัลรัตน์ เเละ ณัฐพัชร์ ศรีนวลยอดใส

ธวัลรัตน์ เเละ ณัฐพัชร์ ศรีนวลยอดใส  สองพี่น้องวัย 10 เเละ 11 ปี จากเพชรบูรณ์เดินทางมาพร้อมคุณเเม่เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา ก่อนมาถึงสนามหลวงเวลา 02.00 เเละได้เข้ากราบในเวลา 14.00 น.  เวลา 12 ชั่วโมงของเด็กน้อยทั้งสองคน ไม่ได้เกินความอดทน

หนุ่มน้อยบอกว่า ได้เรียนรู้เรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในบทบาทที่พระองค์ทรงช่วยเหลือชาวนา ทรงเป็นห่วงประชาชนในทุกระดับ ไม่จำกัดว่าจะมีอาชีพใด

เด็กทั้งสองเป็นนักมวยเเละขอนำความอดทนของในหลวงเป็นเเรงบันดาลใจในการเดินหน้าสู่ความฝันเป็นนักกีฬาทีมชาติต่อไป

”เเม่บอกว่าพระองค์เป็นนักกีฬาด้วย ความอดทนของพระองค์เป็นเเรงบันดาลใจให้กับผม”

 

เอริค ทรูโดร คาเวอร์ลี่,อัญมณี และเพื่อนๆ

ขณะที่ อัญมณี คาเวอร์ลี่ สาวน้อยวัย 10 ขวบ บอกว่า คุณเเม่มักเล่าเรื่องในหลวงให้ฟังเสมอ ทั้งเรื่องโครงการฝนหลวง โครงการช่างหัวมัน เเต่ที่ฟังเเล้วนำมาปรับใช้ในชีวิตคือเรื่องการรู้จักพอเพียง ประหยัดอดออม

“ในหลวงทรงบอกให้รู้จักประหยัด อดออม จะได้มีเงินเก็บ เเละให้เป็นคนดีด้วย”เธอกล่าว

เด็กหญิงรายนี้บอกไม่ต่างจากเด็กคนอื่นว่า รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสเข้าไปกราบพระบรมศพครั้งหนึ่งในชีวิต

เมื่อถามว่า คิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ในแง่มุมไหน หัสเฐียร โชดกวณิชย์เทียน เด็กชายวัย 12 ปี บอกว่าเขาคิดถึงภาพขณะพระองค์ทรงงานหนัก พระพักตร์มีหยาดพระเสโท (เหงื่อ) เเละกำลังมีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้าน

”ความอดทนเเละการทรงงานหนักคือสิ่งที่พระองค์ทรงทำ และผมก็เอามาเป็นแรงบันดาลใจ อยากเก่ง อยากประสบความสำเร็จก็ต้องตั้งใจ”

ด้าน สาวน้อยชุดนักเรียนวัย 8 ขวบ ออมสิน-กิ่งกาญจน์ สุขเเสงทอง บอกว่า เดินทางมากราบพระบรมศพเเล้วถึง 3 ครั้ง เเต่ละครั้งรอไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง โดยผลัดเปลี่ยนมากับคุณเเม่ คุณยายเเละครอบครัว

”ไม่เหนื่อยค่ะ ดีใจที่ได้มากราบ หนูรอได้เพราะรักในหลวง ความดีของในหลวงคือสิ่งที่หนูเคารพเเละเก็บไว้เป็นเเรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต” ออมสินยิ้ม

ออมสิน-กิ่งกาญจน์ สุขเเสงทอง

 

 

ยกเลิก “ด่านตรวจวินัยจราจร” วาทกรรมหรือทำได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 19:00 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518226

ยกเลิก "ด่านตรวจวินัยจราจร" วาทกรรมหรือทำได้จริง

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ฮือฮาไม่เบาเมื่อหัวหน้าตำรวจเมืองหลวงคนใหม่ บิ๊กหยม “พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) ประกาศนโยบายเอาใจคนกรุงเทพฯ สั่งยกเลิกด่านกวดขันวินัยจราจร เนื่องจากส่งผลกระทบต่อปัญหารถติด  โดยให้เจ้าหน้าที่เน้นบังคับใช้กฎหมายจัดการผู้ซึ่งหน้าอย่างเคร่งครัดทดแทน

การประกาศของผู้บัญชาการตำรวจนครบาลกำลังเสียงเรียกวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วเมืองจากพี่น้องประชาชน

รถติด-ชาวบ้านเกลียด

ตัวแทนภาคประชาชนอย่าง อัจฉริยะ เรืองรัตน์พงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม บอกว่า การยกเลิกด่านตรวจกวดขันวินัยจราจร เป็นเรื่องที่ประชาชนเห็นด้วย เนื่องจากด่านตรวจฯ เป็นปัญหาของคนเมืองนอกจากส่งผลกระทบต่อระบบจราจรแล้ว ยังส่งผลในแง่ความบาดหมางระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนด้วย

“ตำรวจจราจรในนครบาลไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการป้องกันและปราบปราม แต่มุ่งเน้นเรื่องการจับกุมเพื่อออกใบสั่งวางเป้าหมายเป็นเปอร์เซนต์จากค่าปรับเท่านั้น” อัจฉริยะบอกและยกตัวอย่างว่า

“ถนนเส้นพระราม 2 จากสน.บางมด ถัดมาไม่ถึงกิโลเมตร มีสน.ท่าข้าม เลยเซนทรัลพระราม 2 ไปถึงหัวโค้งเป็น สน.แสมดำ ถัดไปอีกไม่ไกลก็เจอด่านอีก รวมๆ แล้วระยะทางแค่ 7-8 กิโลเมตร พบด่านได้มากเกือบ 10 แห่ง ยังไม่รวมด่านตรวจควันดำอีก ฉะนั้นรถจะไม่ติดได้อย่างไร”

ทั้งนี้ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เห็นว่า การยกเลิกด่านตรวจส่งผลเสียอยู่บ้าง เมื่อเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้การกลุ่มมิจฉาชีพ ค้าอาวุธหรือยาเสพติดเดินทางได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักและวางแผนจัดการปัญหาเหล่านี้ต่อไป

สำหรับตำรวจที่เพิ่มความเกลียดชังให้กับประชาชนได้มากที่สุดในสายตาของ  อัจฉริยะ คือตำรวจจราจร รองลงมาคือ พนักงานสอบสวน เพราะฉะนั้นหากลดการปะทะและการใช้ดุลพินิจของตำรวจจราจรลงได้ภาพลักษณ์ตำรวจจะดีขึ้นทันที

 

ด้เวลาใช้เทคโนโลยีทดแทนคน

การกวดขันวินัยจราจรในอนาคตอาจขึ้นอยู่กับการลงทุนด้านเทคโนโลยี..

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต บอกว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบและใช้นวัตกรรมมากขึ้น พูดง่ายๆ ว่า นำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทและจัดการผู้กระทำความผิดตามมาตรฐานสากล ตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ อังกฤษ ออสเตรเลีย ที่แทบไม่พบเห็นตำรวจจราจรบนท้องถนนเลย

“ตำรวจไม่สามารถยืนต่อเนื่องได้ 24 ชั่วโมง แต่กล้องทำได้ หากกล้องไม่ดี กล้องเสียก็เปลี่ยนได้ทันที ไม่ต้องมาตั้งคณะกรรมการสอบ หากกองบัญชาการตำรวจนครบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอ อาจร่วมมือจากทางกรุงเทพมหานครโดยนำภาษีท้องถิ่นมาลงทุน”

อย่างไรก็ตามหากภาครัฐยังมีงบประมาณไม่เพียงพอ การขอความร่วมมือจากภาคประชาชนนับเป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยอาจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แนะนำให้ใช้วิธีการเปิดรับสมัครผู้ช่วยเจ้าพนักงาน เมื่อพบเห็นการกระทำผิดจราจร ให้ถ่ายภาพ อัดคลิป ระบุวันที่และเวลาอย่างชัดเจน ก่อนส่งให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีต่อไป คล้ายกับแนวทางที่กรมการขนส่งทางบกทำอยู่

“สมัยนี้รถส่วนใหญ่ติดตั้งกล้องหมด ผมเชื่อว่ามีประชาชนจำนวนมากอยากส่งภาพผู้กระทำความผิดให้กับตำรวจ” พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ บอกและเห็นว่า การใช้เทคโนโลยียังช่วยลดการปะทะระหว่างตำรวจและประชาชน ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดภาพลักษณ์อันย่ำแย่ของเจ้าหน้าที่ด้วย

แค่วาทกรรม ไม่ใช่เรื่องจริง

เกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ ให้มุมมองว่า การยกเลิกด่านฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่และปรากฎหน้าสื่อมาหลายยุคหลายสมัย ล่าสุดคือการประกาศยกเลิกตั้งด่านในเวลากลางวันก่อนจะยกเลิกในเวลาต่อมา อยากให้ประชาชนเข้าใจว่าการตั้งด่านฯ เป็นคำสั่งและนโยบายไม่ใช่กฎหมาย เมื่อสิ้นสุดยุคผู้บังคับบัญชาคนใดคนหนึ่งก็อาจมีการปรับเปลี่ยนได้

“เป็นเรื่องนโยบายของแต่ละคนเท่านั้น จะกวดขันหรือยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้”

ทนายความชื่อดัง บอกต่อว่า แม้จะมีคำสั่งให้ยกเลิก แต่ในแง่ปฏิบัติเจ้าหน้าที่ตำรวจสน. ต่างๆ สามารถตั้งด่านได้ โดยอ้างว่าเป็นด่านตรวจอาชญากรรม และหากเจอพฤติกรรมขับรถผิดกฎหมาย เช่น ไม่สวมใส่หมวกกันน็อค ดัดแปลงสภาพรถ ขับผิดช่องทาง สามารถเรียกจับและเขียนใบสั่งได้เช่นเดิม

“เป็นเพียงวาทกรรมเท่านั้น สถานการณ์จริงมีเหตุผลอีกมากมายให้อ้างในการตั้งด่านและใช้ดุลยพินิจบนท้องถนน”

ทั้งนี้ บช.น. เคยระบุ 12 ข้อหาหลัก ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดและทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ได้แก่ 1. ข้อหาแข่งรถในทาง 2. ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด 3. แซงในที่คับขัน 4. เมาแล้วขับ 5. ขับรถย้อนศร 6. ไม่สวมหมวกนิรภัย 7. จอดรถซ้อนคัน 8. ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 9. มลพิษควันดำ 10. จอดรถในที่ห้ามจอด 11. การจอดรถบนทางเท้า 12. การขับรถบนทางเท้า

หลังจากนี้น่าติดตามว่าการยกเลิกด่านตรวจวินัยจราจร จะส่งผลดีต่อการจราจรตามที่ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลคาดหวังไว้หรือไม่

 

“พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช” ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.)

 

 

รวมใจถวายพระเพลิง โรงแรมรอบสนามหลวงเต็มทุกพิกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 07:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/518119

รวมใจถวายพระเพลิง โรงแรมรอบสนามหลวงเต็มทุกพิกัด

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

ทันทีที่มีการประกาศหมายกำหนดการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกำหนดการพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค. 2560 ทำให้ยอดจองห้องพักของโรงแรมต่างๆ ใกล้พื้นที่ท้องสนามหลวงเต็มล่วงหน้าในทันที

เริ่มที่โรงแรมรอยัล รัตนโกสินทร์ ย่านใจกลางกรุงเทพมหานคร จุดหมายสำคัญเคียงข้างประวัติศาสตร์การเมืองและเหตุการณ์แห่งความทรงจำของประเทศมาหลายยุคหลายสมัย ทำให้โรงแรมแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ใกล้สนามหลวงที่มีผู้สนใจจับจองห้องพักเป็นจำนวนมาก

กริช จิราภิรักษ์ ผู้จัดการโรงแรมรัตนโกสินทร์ เปิดเผยว่า ยอดจองห้องพักขณะนี้เต็มเกือบ 90% แล้ว จากทั้งหมดจำนวน 298 ห้อง ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าคนไทยจากต่างจังหวัดที่ต้องการหาโรงแรมใกล้สนามหลวง เพื่อให้สะดวกต่อการเดินทางเข้ากราบพระบรมศพ

ทั้งนี้ ช่วงเดือน ต.ค.ปีที่ผ่านมา มียอดจองห้องพักมากถึง 90% จากนั้นคงที่ประมาณ 60-70% และเมื่อถึงเดือน ต.ค.ปีนี้ยอดจองกลับมาเพิ่มขึ้นถึง 90% อีกครั้ง จึงอยากให้ผู้ที่ต้องการหาที่พักทำการจองล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้มีระยะเวลาสำหรับการเตรียมความพร้อมของร่างกาย เนื่องจากการรอเข้าถวายพระเพลิง มีประชาชนเดินทางมาเป็นจำนวนมาก อีกทั้งอากาศร้อนอาจทำให้บางคนเจ็บป่วยหรือมีอาการเป็นลมได้ ในส่วนของโรงแรมได้เตรียมความพร้อมเรื่องห้องน้ำ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย

ขณะที่ โรงแรมสวนดุสิต เพลสของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ตั้งอยู่บริเวณรัฐสภา อัมพวัลย์ อยู่จุ้ยผู้จัดการโรงแรม กล่าวว่า ตั้งแต่มีการระบุกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงที่ชัดเจนแล้ว ทำให้ยอดการจองโรงแรมเต็มหมดทุกห้องในทันที ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทยจากทั่วประเทศและเกือบทั้งหมดเป็นบุคคลระดับอธิการบดี อาจารย์ ที่จองมาเป็นกลุ่มคณะ

ผู้จัดการโรงแรมสวนดุสิต กล่าวว่า เนื่องจากเป็นโรงแรมในมหาวิทยาลัย จึงมีงานหลักคือการจัดประชุม อบรม สัมมนาอยู่เป็นประจำ ทำให้เป็นที่รู้จักของอาจารย์ ข้าราชการ ยอดการจองล่วงหน้าจึงเต็มอย่างรวดเร็ว เพื่อให้มั่นใจได้ว่าที่พักใกล้สถานที่จัดพระราชพิธีมากที่สุด คิดเป็น 97% ส่วนที่เหลือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมของโรงแรมสวนดุสิต แม้ว่าจะมีห้องพักเพียง 120 ห้อง แต่จะพยายามดูแลคุณภาพความสะอาดของห้องพักก่อนส่งมอบให้ลูกค้า ไม่ให้มีการชำรุดก่อนเข้าพัก พร้อมทั้งกำชับพนักงานในเรื่องของอาหาร งานบริการที่ต้องสมบูรณ์แบบมากที่สุด

ธำรงค์ น่วมศิริ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวว่า ผู้ใช้บริการของ สกสค.เป็นคณะครู อาจารย์ และนักเรียน ทำการจองห้องพักของ สกสค.ที่มีทั้งหมดจำนวน 240 ห้อง บริเวณกระทรวงศึกษาธิการเต็มหมดตลอดเดือน ต.ค.นี้

ทั้งนี้ ทาง สกสค.ต้องการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการหาที่พักเพื่อเข้ามาถวายพระเพลิงพระบรมศพ ดังนั้นราคาห้องยังคงราคาไว้ที่ 490 บาท ซึ่งถือว่าถูกมากสำหรับห้องพักใจกลางเมือง จึงอยากขอร้องให้คณะครู อาจารย์ที่ทำการจองไว้รับผิดชอบด้วย อย่าจองทิ้งขว้าง เพราะจะทำให้ประชาชนคนอื่นเสียโอกาสไปด้วย

“ขออภัยพี่น้องข้าราชการที่อยากจองห้องพักแล้วไม่ได้ เราพยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้วเพื่อให้บริการข้าราชการจากทั่วประเทศ และมีห้องเพียง 240 ห้อง จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการ อย่างไรก็ตามทาง สกสค.พร้อมให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำสถานที่พักอื่นๆ ให้” ธำรงค์ กล่าว

พล.ต.ท.ชินทัต มีศุข รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กทม.เตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯ สามารถใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่ดูแลทั้ง 4 ส่วนให้บริการฟรี ระหว่างวันที่ 25-27 ต.ค. โดยในวันที่ 26 ต.ค.ซึ่งเป็นวันพระราชพิธี รถไฟฟ้าบีทีเอสให้บริการฟรีตลอดสาย ตั้งแต่สถานีหมอชิต-สถานีสำโรง และสถานีสนามกีฬาแห่งชาติสถานีบางหว้า

สำหรับวันที่ 25 และ 27 ต.ค. รถไฟฟ้าบีทีเอสจะให้บริการฟรีเฉพาะในส่วนต่อขยาย ได้แก่ ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท จากสถานีอ่อนนุช-สถานีสำโรง และส่วนต่อขยายสายสีลม จากสถานี วงเวียนใหญ่-สถานีบางหว้า

ด้านเรือโดยสารสาธารณะและรถประจำทางบีอาร์ที ให้บริการฟรีตลอดทั้งวัน ตั้งแต่วันที่ 25-27 ต.ค. ได้แก่ เรือโดยสารคลองผดุงกรุงเกษม ตั้งแต่สถานีหัวลำโพง-สถานีตลาดเทวราช เรือโดยสารคลองภาษีเจริญ จากท่าเรือเพชรเกษม 69-ท่าเรือประตูน้ำภาษีเจริญ และรถประจำทางบีอาร์ที จากสถานีสาทร-สถานีราชพฤกษ์

พล.ต.ท.ชินทัต กล่าวอีกว่า ประชาชนยังสามารถเดินทางมาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์บริเวณพระเมรุมาศจำลอง ที่ศาลากลาง กทม.ได้ รวมถึงแวะเยี่ยมชมซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ และสถานที่ จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ตามวัดต่างๆ เพื่อร่วมกันแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณได้อย่างสะดวกทุกพื้นที่