“มีฝีมือแต่ไม่มีรายได้” มาตรฐานค่าแรงไม่เป็นธรรม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ตุลาคม 2560 เวลา 07:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/517820

"มีฝีมือแต่ไม่มีรายได้" มาตรฐานค่าแรงไม่เป็นธรรม?

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ขณะที่รัฐบาลเร่งผลักดันพัฒนาฝีมือแรงงานของไทยให้โดดเด่นในสาขาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังให้ส่งต่อผ่านผลงานที่ดีเยี่ยมในแง่ของอุตสาหกรรมต่างๆ และในทางกลับกันแรงงานก็หวังว่าการอบรมจะเพิ่มรายได้ให้กับตัวเอง เพราะฝีมืองานช่างได้ผ่านการรับรอง

แต่อีกมุมจาก ชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กลับมองว่า การพัฒนาฝีมือแรงงานคืออุปสรรคที่ไม่ได้สร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับแรงงานไทยในทุกคน

ผลพวงที่ว่าเป็นอีกองค์ประกอบของเหตุผลที่นำไปสู่ข้อเรียกร้องให้มีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจาก 360 บาท/วัน ให้ทะยานไปอยู่ที่ 700 บาท/วันแทน

ทำไมการพัฒนาฝีมือแรงงานจึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีพของแรงงานไทยตามมุมมองของชาลี เขาได้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า การอบรมต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาฝีมือของแรงงานไทย ไม่ได้สอดคล้องกับภาวการณ์จริงในปัจจุบัน เพราะการอบรมที่กระทรวงแรงงานจัดขึ้นเป็นประจำนั้น ไม่อาจครอบคลุมกับจำนวนแรงงานที่ต้องการฝึกปรือฝีมือตัวเอง และทั้งหมดก็หวังว่าการรับรองฝีมือจากหน่วยงานรัฐจะเป็นกลไกสำคัญที่จะต่อยอดค่าจ้างให้พวกเขามากขึ้นกว่าปัจจุบัน

“อย่างเช่น การอบรมพัฒนาฝีมือด้านช่าง ซึ่งจำกัดแค่ในพื้นที่ส่วนกลางไม่ได้กระจายออกไปยังต่างจังหวัดมากนัก อีกทั้งยังกำหนดให้เพียงแค่หลักพันคน หรือมากสุดก็ไม่เกิน 1 หมื่นคน ขณะที่ความเป็นจริง แรงงานมีนับแสนคนคนอื่นๆ ก็ไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาฝีมือ นี่เป็นแค่ตัวอย่างของปัญหา” ชาลี ฉายภาพ

อีกปัญหาที่ตามมาอันเนื่องจากผลสำรวจที่ชาลีอ้างอิงจากแรงงานทั่วประเทศ พบว่าแรงงานฝีมือหลายคน เมื่อผ่านการรับรองว่ามี “ฝีมือ” ในงานที่รับผิดชอบ กลับไม่ได้การเพิ่มค่าจ้างจากนายจ้าง นั่นเพราะไม่มีกฎหมายข้อใดบังคับนายจ้างได้ว่าต้องจ่ายเพิ่มให้กับแรงงานที่ผ่านการรับรอง ทุกอย่างอยู่ที่การตกลงกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งไม่ได้มีมาตรฐานใดๆ มากำหนดว่าผ่านการรับรองแล้วจะต้องได้รับเงินเพิ่ม

เหตุผลสำคัญข้อนี้จึงทำให้แรงงานไทยบางส่วนหรือส่วนใหญ่ ไม่ได้ต้องการจะนำตัวเองเข้าไปพัฒนาหรืออบรมฝีมือให้ดียิ่งขึ้น เพราะคิดว่าไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อค่าแรงที่หวังว่าจะขยับตามฝีมือ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นข้อเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานไทย แต่ชาลีมองว่ารัฐบาลควรจะต้องยกเลิกเรื่องของแรงงานขั้นต่ำได้แล้ว เพราะการกำหนดค่าแรงไม่ได้มีประสิทธิภาพ และไร้ซึ่งประโยชน์สำหรับแรงงาน และควรจะปรับเป็นค่าจ้างแรกเข้าขั้นต่ำ และออกกฎหมายให้นายจ้างต้องปรับขึ้นค่าแรงในทุกปีจะมากน้อยก็อยู่ที่กำลังของนายจ้าง ซึ่งก็ควรจะเพิ่มขึ้นให้กับแรงงาน โดยเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

อีกข้อคิดเห็นจาก มนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย ที่เห็นว่านอกเหนือจากการอบรมที่อาจไม่ก่อเกิดประโยชน์ต่อแรงงานไทยแล้ว ขณะที่การดำรงชีพของแรงงานด้วยการซื้อหาสินค้าก็เป็นปัญหาที่เชื่อมกับรายได้ของพวกเขาด้วยเช่นกัน

มนัส ฉายภาพว่า ราคาสินค้าที่แพงโดยเฉพาะร้านเบ็ดเตล็ด ตลาดสด ซึ่งใกล้ชิดกับการใช้ชีวิตของแรงงาน ทำให้เกิดผลกระทบกับรายได้แต่ละวัน ซึ่งกลุ่มร้านค้าเหล่านี้รัฐบาลเข้าไม่ถึงในการควบคุมราคา

“หากรัฐบาลหันมาควบคุมราคาสินค้าอย่างชัดเจนกับกลุ่มผู้ค้าเหล่านี้ ก็จะช่วยการดำรงชีพของแรงงานได้เป็นอย่างดี เพราะหากไปตั้งความหวังว่ารัฐบาลจะปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำหรือไม่ คำตอบเราก็ยังไม่อาจเห็นได้ชัดเจน แต่สิ่งสำคัญคือแรงงานจะต้องอยู่กับปัจจุบันไว้ก่อน แน่นอนว่าเราเห็นด้วยกับการปรับขึ้น แต่ขณะนี้ปัญหาคือราคาสินค้าแพงและแรงงานกำลังจะอยู่ไม่ได้” มนัส สะท้อนถึงปัญหา

แต่ในมุมของกระทรวงแรงงาน กลับเป็นข้อคิดเห็นที่น่าสนใจไม่น้อย

วรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ให้ภาพว่าแรงงานจะผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพื่อชี้วัดถึงระดับฝีมือนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย และถือว่าเป็นงานหินที่กว่าแรงงานจะผ่านการอบรม ผ่านบททดสอบ เพื่อให้ผ่านการรับรองและสามารถนำใบรับรองนั้นไปขึ้นค่าแรง สร้างรายได้ให้กับตัวเองได้แน่นอน เพราะกระทรวงแรงงานก็มีเกณฑ์กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างตามระดับฝีมือของแรงงานอยู่แล้ว

“แน่นอนว่าบนสมมติฐานที่ว่านายจ้างไม่อยากจะจ่ายค่าจ้างเพิ่มให้กับแรงงานที่ผ่านการอบรมย่อมเป็นความจริงอยู่บ้าง แต่คงไม่ใช่ทั้งหมด ลองคิดในมุมกลับกัน นายจ้างจะไม่ยินดีหรือหากลูกจ้างมีฝีมือ นายจ้างจะอยากเก็บคนเก่งๆ ไว้กับตัวบ้างหรือไม่ ผมเชื่ออย่างหลังมากกว่า”วรานนท์ ให้ความเห็น

ท้ายสุด อธิบดีกรมการจัดหางาน เสริมว่า กระนั้นการสร้างแรงงานให้สอดรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล กระทรวงแรงงานก็ต้องมุ่งไปในทิศทางดำเนินการพร้อมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อแปรเปลี่ยนทิศทางการสร้างเยาวชนขึ้นมารองรับงานในอนาคต จากเดิมที่เด็กหันไปเรียนระดับปริญญาตรีจนจบออกมาและมากเกินกว่าความต้องการของตลาด ทำให้หลายคนต้องรองานนานมากขึ้น แต่ใช่ว่าจะไม่มีงานทำ

 

“เมื่อพ่อแม่รังแกฉัน” จุดกำเนิด “อาชญากรวัยเยาว์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 18:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/516971

"เมื่อพ่อแม่รังแกฉัน" จุดกำเนิด "อาชญากรวัยเยาว์"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เด็กหนุ่มวัย 19 ปี เปิดฉากด่าทอตำรวจอย่างดุเดือดด้วยถ้อยคำหยาบคาย ท้าชกและถุยน้ำลายใส่ หลังไม่พอใจที่ถูกจับกุมข้อหาไม่สวมใส่หมวกกันน็อค ไม่มีใบขับขี่และไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน

กลุ่มวัยรุ่น 6 คนรุมกระทืบคู่กรณี 2 คนอย่างรุนแรง ร่างกายสะบักสะบอม แถมยังใช้ปืนวิ่งไล่ยิงอย่างอุกอาจภายในปั๊มน้ำมัน ต้นเหตุจากแค่เติมน้ำมันล้นถัง

2 เหตุการณ์ภายในสัปดาห์เดียวเกิดขึ้นจากวัยรุ่น คำถามคือ พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญมากน้อยแค่ไหนกับความก้าวร้าวรุนแรงที่เกิดขึ้น นอกเหนือไปจากแค่ออกมาพูดหลังเหตุการณ์ว่า  “ลูกฉันเป็นคนดี ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความรู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้น”

พ่อแม่คือหัวใจสำคัญที่สุด

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า พ่อแม่และครอบครัวเป็นหัวใจสำคัญสำหรับลูก แม้จะเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมแต่ทรงพลังมากที่สุดในโลก โดยคุณสมบัติของพ่อแม่หรือครอบครัวที่ดีนั้นมีอยู่ 5 เรื่องหลักได้แก่

1. อบอุ่นและไว้วางใจ

“บ้านไม่เป็นบ้านที่มีความรัก ความอบอุ่นและความไว้วางใจ นำไปสู่ปัญหานานัปการ เช่น เด็กหนีออกจากบ้าน เติบโตขึ้นมาจะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายและทำร้ายผู้อื่นได้โดยไม่มีจิตสำนึก”

2. การสื่อสารที่ดีต่อกัน

“นอกจากบทบาทของผู้พูดแล้ว พ่อแม่ยังต้องเล่นบทบาทผู้ฟังที่ดีด้วย รับฟังเเละสะท้อนความรู้สึก รวมถึงเหลาความคิดของเด็กเพื่อให้เกิดพัฒนาการที่ดีขึ้น บ่อยครั้งในบ้านหาคนฟังไม่เจอ มีแต่คนพูด คนฟังกลายเป็นเด็ก ไม่เคยได้ยินเสียง ความคิด หรือหัวใจของเขาเพราะเคยไม่ฟังเขาเลย”

3. หลักวินัยเชิงบวก เลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์

“เลี้ยงลูกบนมาตรฐานเดียวกันบนหลักความเมตตาธรรม ไม่ใช่คุณพ่อใจดีมากๆ แต่คุณแม่ดุดัน แบบนั้นมีปัญหาแน่ ลูกอาจจะกลายเป็นเด็กดื้อ เกเร จนกระทั่งนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ”

4. ควบคุมอารมณ์ตนเอง

“รู้จักตนเองและควบคุมอารมณ์ตนเองให้ได้ เขาเรียกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ถ้าหงุดหงิดใช้ความรุนแรงอยู่เสมอ ลูกก็จะใช้ความรุนแรง น็อตหลุดอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน

เมื่อยามเผชิญหน้ากับความโกรธให้รู้จักหาวิธีจัดการและเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็น ตัวอย่างเช่น บอกลูกและเดินออกไปจากตรงนั้น รอให้อารมณ์เย็นลงหรือกลับมาอยู่ในภาวะปกติ ค่อยเดินกลับมาพูดคุยกันใหม่ วิธีการนี้ทำให้เรารู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองและทำให้ลูกเกิดการเรียนรู้วิธีจัดการอารมณ์โดยไม่ใช้ความรุนแรงหรือสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น”

 

เหตุการณ์ 6 วัยรุ่นรุมกระทืบเด็กปั๊ม เพียงเพราะไม่พอใจที่เติมน้ำมันล้นถัง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา

5. อย่าเลี้ยงลูกแบบเปรียบเทียบ

“ทัศนคติของพ่อแม่ที่ท่องมาตั้งแต่โบราณหลายยุคหลายสมัยว่าเด็กเป็นผ้าสีขาว เป็นความเข้าใจผิด จริงๆ เราควรรับรู้ว่าพื้นฐานอารมณ์ของลูกที่เกิดมาแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้มีทั้งเด็กเลี้ยงง่าย เลี้ยงยาก อ่อนไหว หรือผสมผสานกัน สิ่งที่อยากบอกคือ ห้ามเลี้ยงลูกแบบเปรียบเทียบ จงยอมรับความสามารถของลูกที่หลากหลาย พี่น้อง ฝาแฝดแท้ๆ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน”

6. เติบโตเพื่อสังคม

“นอกจากเลี้ยงลูกให้มีเติบโตมีสัมมาชีพบนความถนัดที่หลากหลายแล้ว ยังต้องพัฒนาให้เขามีจิตสำนึกสาธารณะ สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ด้วย ไม่ใช่เติบโตมาเป็นด็อกเตอร์ที่เห็นแก่ตัว ยึดเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น

“การเลี้ยงลูกนั้นไม่ใช่เลี้ยงด้วยเงินทอง แต่ต้องพัฒนาทุนชีวิต ทักษะและจิตสำนึกทั้งต่อตนเองและสังคม ที่สำคัญอย่าคิดว่าเป็นเรื่องของฟ้าลิขิตหรือปล่อยให้เป็นเรื่องของความบังเอิญเพียงอย่างเดียว เมื่อเรามีโอกาสในการได้พัฒนามนุษย์ก็ควรทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”

 

 

ปัจจัยก่อเหตุรุนแรง-อาชญากรในวัยเยาว์

ประเด็นเรื่องอาชญากรในวัยเยาว์ พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เเละเจ้าของเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” บอกว่า หลายคนสงสัยว่าเด็กเติบโตมาแบบไหน ถึงได้กลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่เลือดเย็น เกิดจากตัวตนคนที่ไม่ดีอยู่แล้วหรือเกิดจากการเลี้ยงดู คำตอบในปัจจุบันทางวิทยาศาสตร์คือ เป็นปัจจัยที่มีความ “เกี่ยวข้องกัน”

สมองที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา ถ้าได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม การเลี้ยงดูจะกลายเป็นเกาะป้องกันปัญหาได้ ในขณะที่สมองที่ดี แต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ ก็อาจพัฒนากลายเป็นสมองของอาชญากร โดย พญ.จิราภรณ์ พบว่าปัจจัยของการเติบโตที่อาจเป็นสาเหตุของการก่ออาชญากรรม มีดังนี

– เด็กขาดรักโดยเฉพาะใน “ช่วงแรกของชีวิต” พ่อแม่หลายคนเข้าใจผิดว่าเด็กเล็กๆ ยังไม่รู้เรื่องส่งไปให้คนอื่นเลี้ยง ทั้งๆ ที่การตอบสนองที่เหมาะสม การเลี้ยงดูใกล้ชิด มีผลต่อความ “เชื่อใจ” (trust) ที่เด็กจะมีให้กับโลก เด็กที่รู้สึกว่าโลกช่างไม่ปลอดภัย พัฒนา”ตัวตน” ในช่วงต้นของชีวิตได้ไม่ดี มีผลต่อการพัฒนาความเลือดเย็น

– เด็กที่โตมากับความรุนแรง เด็กถูกตี ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ เด็กที่โตมากับพ่อแม่ที่ใช้อารมณ์และใช้ความรุนแรงเลี้ยงดู มีผลต่อการพัฒนาความรุนแรง เด็กที่โตมาแบบถูกละเมิดสิทธิ จะไม่เข้าใจสิทธิผู้อื่น

– เด็กเอาแต่ใจ เด็กที่ถูกพ่อแม่ตามใจ อยากได้อะไรก็ได้หมด ไม่เคยฝึกรอคอย ควบคุมอารมณ์และความต้องการ ไม่มีวินัยในชีวิตจะชอบใช้ “ทางลัด” ในการจัดการปัญหาชีวิต

– เด็กที่พ่อแม่คอยแก้ปัญหาให้ ไม่ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คอยเข้าข้างและแก้ปัญหาให้เสมอ ทำให้โตมาแบบคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำจะนำมาซึ่งปัญหาอะไรข้างหน้า

– เด็กขาดคน “เข้าใจ” เด็กที่ขาดพ่อแม่ที่คอยเข้าใจ ใส่ใจ ความสุขความทุกข์ในชีวิต เด็กที่ไม่เคยถูก “รับฟัง” ความรู้สึกในชีวิต มีผลต่อการขาดความเห็นใจในความรู้สึกผู้อื่น

– เด็กที่โตมากับสื่อเทคโนโลยีที่มีความรุนแรง เป็น “ความปกติ” เช่น ละครไทย ข่าว โลกออนไลน์ เกมที่มีความรุนแรง

– เด็กมีความนับถือตัวเองต่ำ จากการไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอะไรดีในชีวิต

– เด็กบางคนที่มีปัญหาเฉพาะตน เช่น สมาธิสั้น ขาดทักษะทางภาษาและสังคม วิตกกังวล ซึมเศร้า มักมีความเสี่ยงต่อความก้าวร้าวรุนแรง

– การเลี้ยงดู สร้างผลลัพธ์จากการถูกหล่อหลอมเสมอ

“รักลูก ไม่อยากให้ลูกลุกมาทำร้ายใคร สิ่งหนึ่งที่เราอาจช่วยได้ คือการเลี้ยงดูที่ไม่ทำร้ายกัน” พญ.จิราภรณ์ทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ระบุจำนวนคดีเด็กเเละเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีโดยสถานพินิจฯ ทั่วประเทศ ในปี 2558 มีมากถึง 33,121 คดี เเบ่งเป็นฐานความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 7,027 คดี ความผิดเกี่ยวกับชีวิตเเละร่างกาย 4,296 คดี ความผิดเกี่ยวกับเพศ 1,473 ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุข เสรีภาพ ชื่อเสียงเเละการปกครอง 850 ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 13,125  คดี  ความผิดเกี่ยวกับอาวุธเเละวัตถุระเบิด 2,864 คดี เเละ ความผิดอื่นๆ 3,486 คดี

สื่อออนไลน์ อันตรายขึ้นทุกวัน

นอกจากครอบครัวแล้วพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงของเด็ก หลายฝ่ายยังเห็นว่าได้รับอิทธิพลมาจากสื่อด้วย

ดร.วิไลวรรณ จงวิไลเกษม อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ บอกว่า คำพูดหยาบคายและท่าทีก้าวร้าวของเด็กสมัยใหม่นั้นกลายเป็นความเคยชินจนแทบเป็นเรื่องปกติในสังคม ขณะที่สื่อออนไลน์ในโลกยุคปัจจุบันกลายเป็นช่องทางการรับรู้และมีอิทธิพลต่อเด็กรุ่นใหม่อย่างมาก

“มีไอดอลที่บิดเบี้ยวแจ้งเกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก คำพูดหยาบคายเป็นเรื่องปกติในสังคม แม้แต่ในพื้นที่สาธารณะอย่างในลิฟท์ วัยรุ่นพูดหยาบเป็นปกติจนกลมกลืนในชีวิตจริง คลิปเด็กด่าตำรวจที่โด่งดัง เป็นเพราะมีการประจานจนทำให้ผู้คนเกิดรู้สึกกระดากใจขึ้นมาเท่านั้น”

ดร.วิไลวรรณ บอกว่า เด็กรุ่นใหม่ใช้เวลาอยู่กับสื่อออนไลน์ค่อนข้างมากและถือเป็นผู้บริโภคที่สามารถกำหนดความต้องการรับชมได้ด้วยตัวเอง โดยบางส่วนมองว่าสื่อโทรทัศน์นั้นบริสุทธิ์เกินไปสำหรับพวกเขาแล้ว

“ทุกอย่างน่ากลัวขึ้นเพราะเขาเป็นคนกำหนดได้เองว่าจะเลือกดูอะไรตามจริต แถมยังเป็นสื่อเองได้ด้วย”

นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ มองว่า ความรุนแรงของเด็กที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ใช่เพียงแค่ครอบครัวเท่านั้นที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบ แต่สังคมโดยรวมทั้งหมดต้องหันหน้ากลับมาถามตัวเองว่า มีส่วนอย่างไรบ้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียด้วยกันทั้งนั้น

“มองในภาพใหญ่ ความรุนแรงของเด็กๆ ทุกฝ่ายนั้นมีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ครอบครัว สถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ คาบเกี่ยวกับปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคมและสื่อด้วย”

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์

 

มองให้รอบด้าน-อย่าซ้ำเติมจนไม่มีที่ยืน

หลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน หลายต่อหลายครั้งสื่อมวลชนมักนำเสนอเรื่องราวอย่างต่อเนื่องและลากยาวไปในหลากหลายประเด็น จนกระทั่งลุกลามไปถึงเรื่องส่วนตัว

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.หอการค้าไทย บอกว่า การพยายามขุดคุ้ยเรื่องราวต่างๆ จนกระทั่งเรื่องส่วนตัวของเด็กและครอบครัว เป็นการฆ่าเด็กทางอ้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังและคำนึงถึงพรบ.คุ้มครองเด็กและเรื่องสิทธิเด็กด้วย

“ถ้าบีบจนเขาไม่มีทางรอด หากเขาทำอะไรที่ไม่ได้ยั้งคิดขึ้นมา ถึงตอนนั้นจะมารู้สึกสำนึกผิดทีหลังก็คงช้าเกินไป”

สำหรับผู้เสพสื่อ ดร.มานะ บอกว่า การด่าทออย่างรุนแรง อาจเป็นพฤติกรรมที่มากเกินไปเสียหน่อย เพราะอย่าลืมว่า เราเพิ่งเห็นเพียงแค่แง่มุมเดียวเท่านั้นจากภาพหรือคลิปที่ปรากฎ สิ่งที่ควรทำคือระมัดระวังและพยายามมองให้รอบด้าน ขณะที่คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองก็ควรถือโอกาสเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ และมีบทบาทในการให้บทเรียนกับลูกหลาน

 

ชำแหละเส้นทาง ‘นพรัตน์-พนม’ จาก ผอ.พศ.สู่ผู้ต้องหาโกงเงินวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 06:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/516863

ชำแหละเส้นทาง 'นพรัตน์-พนม' จาก ผอ.พศ.สู่ผู้ต้องหาโกงเงินวัด

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จากปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นสายฟ้าแลบของกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ บก.ปปป. ช่วงเช้าตรู่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวม 14 จุด เป้าหมายสำคัญคือบ้านพักของ นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และ พนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เพื่อหาหลักฐานเชื่อมโยงการทุจริตเงินอุดหนุนวัด ที่มีทั้งงบบูรณปฏิสังขรณ์ งบศึกษาพระปริยัติธรรม และงบเผยแผ่พระพุทธศาสนา รอบนี้เป็นการสอบสวนขยายผล มีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้กระทำผิด 19 คน รวมถึง “นพรัตน์-พนม” ในคดีทุจริตเงินทอนวัด โดยมีพระชั้นผู้ใหญ่ร่วมด้วย 4 รูป ความเสียหายกว่า 141 ล้านบาท

เมื่อตัวละครสำคัญอย่างอดีตผู้อำนวยการ พศ.เป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนโกงเงินอุดหนุนงบประมาณวัดฯ ทำให้วงการพระพุทธศาสนาได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง หลายคนสงสัยว่าบุคคลเหล่านี้เป็นใคร ทำไมถึงมีอำนาจทุจริตเบียดบังงบประมาณวัดไหลเข้ากระเป๋าส่วนตัวและเครือข่าย

สำหรับนพรัตน์เป็นผู้อำนวยการ พศ.คนที่ 6 ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ วันที่ 24 ส.ค. 2553 ในสมัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่ พศ.เสนอแต่งตั้ง โดยนพรัตน์เกิดวันที่ 12 พ.ย. 2496 จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปริญญาโท รัฐ ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยบูรพา จบหลักสูตรการเมืองการปกครองสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 12 สถาบันพระปกเกล้า ฯลฯ

อดีตผู้อำนวยการ พศ.รายนี้ รับราชการครั้งแรก วันที่ 8 ก.พ. 2531 ในตำแหน่งวิศวกรโยธา ระดับ 3 มีผลงานออกแบบที่สร้างชื่ออย่างโครงการสร้างวัดไทย ประเทศเนปาล วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย จากนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวิศวกรโยธา 8 วช. กองพุทธศาสนสถาน ปี 2545 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน ปี 2546 ชีวิตราชการเติบโตต่อเนื่อง กระทั่งได้เป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระดับ 9 ในปี 2550 ตามลำดับ

นพรัตน์มีผลงานผลักดันดูแลหลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนากิจการคณะสงฆ์ชายแดนใต้ ประจำปีงบประมาณ 2553 ทั้งเรื่องของการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อบรมพระธรรมทูต โครงการวัดช่วยวัด เพื่อกระตุ้นให้วัดที่มีศักยภาพให้การช่วยเหลือ ดูแลวัดในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โครงการส่งเสริมความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การอุดหนุนการส่งเสริมการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ฯลฯ

อดีตผู้อำนวยการ พศ.ผู้นี้ยังเป็นที่กล่าวขานว่า มีสายสัมพันธ์อันดีกับวัดพระธรรมกาย เคยเป็นเลขานุการวัดพระธรรมกายสนับสนุนการจัดงานพิธีบุญสารพัดที่ทางวัดจัดขึ้น อำนวยความสะดวกด้านพระพุทธศาสนาจนออกหน้าออกตา เคยร่วมขบวนทำบุญตักบาตร “ธุดงค์ธรรมชัย” ที่เคยจัดขึ้นอย่างใหญ่โต ก่อนเกษียณราชการในเวลาต่อมา กระทั่งตำรวจสืบเชิงลึกจนพบว่ามีส่วนทุจริตงบอุดหนุนวัด และเป็นตัวการใหญ่โกงเงินทำนุบำรุงศาสนา ก่อนที่นพรัตน์จะไหวตัวหลบหนีไปต่างประเทศอย่างลอยนวลในปัจจุบัน

ขณะที่ พนม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ 7 ต่อจาก “นพรัตน์” ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2557 ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ในปัจจุบัน มีกระแสข่าวว่าได้รับการ ผลักดันอย่างสุดลิ่มจาก “นพรัตน์”

สำหรับ ‘พนม’ เกิดวันที่ 9 ก.พ. 2502 จบการศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ศศ.ม.) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผ่านหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารงานภาครัฐ และกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 13 จากสถาบันพระปกเกล้า ปี 2557

ประวัติการรับราชการ เคยเป็นรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองกลาง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดหนองบัวลำภู

มีผลงานเป็นประธานคณะทำงานจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการการพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ทั้ง 3 แผนก คือ แผนกธรรม แผนกบาลี และแผนกสามัญศึกษา ประธานคณะทำงานโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล ๕” ตามนโยบายของมหาเถรสมาคม และรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม หลังนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการ พศ.ไปได้ 2 ปีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราว เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2560 ให้พนมพ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการ พศ. ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้บัญชาการสำนักคดีภาษีอากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาดำรงตำแหน่งแทน

สาเหตุการปลดพ้นตำแหน่งผู้อำนวยการ พศ. คาดว่ามาจากท่าทีนิ่งเฉยในการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จากกรณีที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการ พศ.ให้ดำเนินการกับพระธัมมชโยที่เข้าข่ายผิดอาญา แต่พนมกลับไม่ปฏิบัติตาม อ้างว่าอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารบ้าง เรื่องนานแล้วบ้าง เป็นเรื่องละเอียดอ่อน อยู่ระหว่างกำลังสืบสวน จนสุดท้ายระยะเวลาผ่านไปก็ไม่สามารถจัดการกับพระธัมมชโยได้

กระทั่งท้ายที่สุด พ.ต.ท.พงศ์พร ผู้อำนวยการ พศ.คนที่ 8 ได้ขุดคุ้ยพบการทุจริตในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จนขยายผลสืบทราบว่ามีอดีตผู้อำนวยการ พศ.ทั้งสองรายเข้ามามีส่วนร่วมทุจริต จนเป็นที่มาของการเข้าตรวจค้นบ้านพักส่วนตัวและขยายผลเครือข่ายที่ร่วมกันโกงเงิน

 

สำรวจทำเลโรงแรม-ที่พักยังว่าง รอบพื้นที่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 19:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/516764

สำรวจทำเลโรงแรม-ที่พักยังว่าง รอบพื้นที่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ

โดย…โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

แม้จะเหลือระยะเวลาอีก 1 เดือน จะถึงช่วงการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (วันที่ 25-29 ต.ค.) แต่ขณะนี้โรงแรมที่พักโดยรอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยเฉพาะละแวกถนนข้าวสารได้ถูกประชาชนจับจองเต็มหมดแล้ว

สง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสาร เปิดเผยว่า ขณะนี้ยอดการจองห้องพักล่วงหน้าบริเวณถนนข้าวสารและซอยรามบุตรตรี เกือบทั้งหมด 1,000 ยูนิต ถูกคนไทยจองเต็มหมดตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าห้องพักบริเวณย่านอื่นในเขตพระนครที่มีกว่า 8,000 ยูนิต น่าจะมีอัตราการจองไม่ต่ำกว่า 80-90% โดยพื้นที่ที่คาดว่ายังคงมีห้องพักว่างอยู่ได้แก่

-สามเสน

-หัวลำโพง

-เยาวราช

-ฝั่งธนบุรี

ขณะที่การจราจรโดยรอบพื้นที่จะมีการปิดการจราจรเป็นวงกว้าง แต่มีการจัดรถโดยสารไว้บริการรอบนอก เพื่อนำคนเข้ามายังในพื้นที่

นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสาร แนะนำผู้ที่จะเดินทางมาที่สนามหลวงว่า ควรเลี่ยงนำรถส่วนตัว และหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องปิดการจราจรสามารถสอบถามที่ สน.ชนะสงคราม และ สน.พระราชวัง

ด้าน ชาตรี รองเมือง ผู้บริหารที่พัก ยูม่า เรสซิเด็นซ์ บริเวณศรีย่าน เปิดเผยว่า ขณะนี้ห้องพักช่วงเวลา 25-29 ต.ค. ยังเหลือประมาณ 60-70 % จากทั้งหมด 135 ห้อง คาดการณ์ว่าช่วงใกล้วันงานอาจถูกจองจนเต็ม เนื่องจากลูกค้าต่างชาติจำนวนมากมักเข้ามาพักในช่วงปลายเดือน ต.ค. เพื่อมาเที่ยวพักผ่อนในช่วงไฮซีซั่น  จึงขอแนะนำว่าหากประชาชนสนใจ ควรจองที่พักบริเวณละแวกรอบๆ เช่น ศรีย่าน สามเสน ถนนจรัญสนิทวงศ์ หรือแถวฝั่งธนบุรี ตั้งแต่เนิ่นๆ

จากที่คุยกับเพื่อนผู้ประกอบการ รอบสนามหลวงเกือบเต็มแล้ว เพราะช่วงเดือน ต.ค. เป็นช่วงท่องเที่ยวของต่างชาติ ปกติลูกค้าส่วนใหญ่กว่า 50% ก็เป็นต่างชาติ เพราะฉะนั้นคนไทยควรรีบจองโดยเร็ว”

 

 

ด้าน ผู้ประกอบการที่พัก ย่านถนนจรัญสนิทวงศ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ห้องพักในพื้นที่ยังมีเหลือ แต่เชื่อว่าอีกไม่นานคงเต็ม เพราะการเดินทางด้วยรถจากถนนจรัญสนิทวงศ์ไปสนามหลวงไม่ไกล ใช้เวลาเพียงประมาณ 15 นาทีเท่านั้น จึงอยากแนะนำผู้ที่สนใจหาที่พักช่วงเวลาดังกล่าว เลือกพื้นที่บริเวณใกล้เคียงสนามหลวง ซึ่งใช้เวลาไม่นาน แต่สะดวกสบายกว่า

เจ้าของอพาร์ทเม้นท์ย่านวังหลัง ใกล้โรงพยาบาลศิริราช ให้ความเห็นว่า ขณะนี้ห้องพักเหลือเพียงห้องเดียว ส่วนห้องพักบริเวณใกล้เคียง เริ่มทยอยเต็มแล้ว ฉะนั้นหากต้องการที่พักแนะนำให้เลือกพื้นที่รอบนอกเขตสนามหลวง ซึ่งอาจยังคงพอมีห้องพักเหลือ เช่น ปิ่นเกล้าหรือถนนจรัญสนิทวงศ์

คำแนะนำการเดินทางแก่ประชาชนด้วยระบบขนส่งสาธารณะของรัฐบาล ในช่วงพระราชพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

 

บทสรุป”ม็อบการเมือง”หนีไม่พ้นคุกตะราง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 07:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/516702

บทสรุป"ม็อบการเมือง"หนีไม่พ้นคุกตะราง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มเห็นการขับเคลื่อนของกระบวนการยุติธรรมเดินเครื่องตัดสินผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ปรากฏชัดในยุครัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ตั้งแต่การดำเนินคดีกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2560 หลังศาลจังหวัดพัทยาได้อ่านคำพิพากษายืนให้จำคุก อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีตแกนนำ นปช. พร้อมพวกรวม 13 คน เป็นเวลา 4 ปี  ฐานบุกรุกเข้าไปก่อความวุ่นวายในการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2552 และคัดค้านการประกันตัวชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าอาจหลบหนี

ถัดมาเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ศาลฎีกาตัดสินจำคุก จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328, 332  กรณีปราศรัยกล่าวหา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2552

ต่อมาเป็นการดำเนินคดีก่อการร้ายกับแกนนำ นปช. 19 คน อาทิ วีระกานต์ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์ และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้เคลื่อนไหวระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-20 พ.ค. 2553 โดยยุยงปลุกปั่นประชาชนให้ร่วมต่อต้านรัฐบาล
และบังคับขู่เข็ญอภิสิทธิ์ให้ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ แต่ศาลได้รับเรื่องไว้พิจารณา

สำหรับการดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งรัชดาภิเษกยกคำร้อง 13 แกนนำ อาทิ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, พิภพ ธงไชย, สุริยะใส กตะศิลา และ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งขอขยายระยะเวลาฎีกาในคดีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. เป็นจำนวนเงิน 522 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2551 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ จากกรณีร่วมกันปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2551

ส่วนคดีอาญาปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ที่มีอัยการ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง, สนธิ ลิ้มทองกุล และแกนนำพันธมิตรฯ กับผู้ชุมนุม รวม 98 คน ต่อศาลอาญานั้น โดยคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์และรอสืบพยานอีกครั้งเดือน มี.ค. 2561

นอกจากนี้ คดีบุกยึดทำเนียบรัฐบาลในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2551 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้นัดฟังคำพิพากษา เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ กรณีร่วมกันบุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล

ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 358, 362 และ 365 ทว่า พล.ต.จำลอง จำเลยที่ 1 มีอาการป่วย ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ออกไป ก่อนศาลพิจารณาแล้วกรณีมีเหตุสมควร จึงอนุญาตไปเป็นวันที่ 19 มิ.ย. 2560

เมื่อถึงวันดังกล่าว สมเกียรติ จำเลยที่ 4 ไม่ได้เดินทางมาฟังเนื่องจากป่วยลักษณะคล้ายโรคบ้านหมุน โดยทนายได้ยื่นสำเนาใบรับรองแพทย์ แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าไม่น่าเชื่อ จึงออกหมายจับเพื่อมาฟังคำพิพากษาพร้อมให้ปรับนายประกันเต็มจำนวน 2 แสนบาท และกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อไปในวันที่ 24 ก.ค. และท้ายสุดมีคำพิพากษาให้จำคุก 8 เดือน ไม่รอลงอาญา แต่ทนายความใช้หลักทรัพย์ยื่นประกันตัว

ขาดไม่ได้กับการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. อาทิ สุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมพวกรวม 48 คน ในข้อหากบฏหลังรวมตัวชุมนุมขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยได้มีการยื่่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2557

ทว่าดีเอสไอยังไม่มีการสอบสวน จึงให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอไปดำเนินการสอบและสรุปสำนวนให้ครบตามขั้นตอน เพื่อส่งสำนวนคดีกลับมาให้อัยการเพื่อสั่งคดีและรวมยื่นฟ้องเป็นคดี

 

เปิดพื้นที่ ยุติธรรม สร้าง ‘โอกาส’ ให้ผู้พิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กันยายน 2560 เวลา 07:37 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/516381

เปิดพื้นที่ ยุติธรรม สร้าง 'โอกาส' ให้ผู้พิการ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

การดึง “ผู้พิการ” เข้าสู่ตลาดแรงงานนับเป็นส่วนสำคัญในการให้โอกาสมอบพื้นที่ได้แสดงศักยภาพของผู้พิการ ที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้พิการแต่ยังสามารถประกอบอาชีพได้เหมือนคนปกติ กระทรวงยุติธรรม โดย ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เล่าว่า ทางกระทรวงรับผู้พิการเข้ามาทำงานในส่วนต่างๆ ของหน่วยงานทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น ฝ่ายนิติกร ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ฝ่ายธุรการ รับโทรศัพท์ ฝ่ายรับเรื่องร้องทุกข์ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเปิดพื้นที่กระทรวงให้ผู้พิการเข้ามามีส่วนร่วม โดยมีโครงการเปิดตลาดนัดทุกวันจันทร์ให้คนพิการเข้ามาขายสินค้าสร้างรายได้ให้ผู้พิการ ครอบคลุมไปกับกลุ่มข้าราชการที่สัดส่วนรายได้อาจไม่มากนัก ให้เข้ามาขายสินค้าสร้างรายได้ต่อไปด้วย โครงการนี้อยู่ระหว่างการดูรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้เกิดความพร้อมและสมบูรณ์

“พอมีพื้นที่และเปิดตลาดได้เมื่อไหร่ก็จะประกาศให้กลุ่มคนพิการทราบ และให้เข้ามาขายสินค้าในกระทรวงยุติธรรม โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นคนพิการกลุ่มไหน ทุกคนสามารถเข้ามาขายของได้หมด”

ธวัชชัย ยังมองศักยภาพของผู้พิการว่า คนพิการคือคนปกติเพียงแต่ว่าอาจทำบางด้านไม่ได้เท่าคนปกติ แต่อาจทำบางด้านได้ดีกว่าคนปกติ เช่น คนพิการตาบอดหลายคนมองน่าสงสาร แต่จริงๆ แล้วอาจมองเห็นเท่ากับคนปกติในโลกของเขา มีจินตนาการมีสีสันหาความสุขได้เช่นกัน เชื่อว่าคนเหล่านี้มีศักยภาพที่ดีอย่างแน่นอน บริหารบนจุดแข็งของคน อย่าไปบริหารจุดอ่อน

“อย่างผู้พิการบางคนที่รับมาก็ให้คำปรึกษาทางกฎหมายได้ เพราะสมองและปากไม่ได้เสีย เขาแค่เดินไม่ได้ แต่มือยังดีอยู่ นั่นเองก็จะทำให้คนพิการไม่เป็นภาระทางสังคม”

อย่างไรก็ตาม ส่วนสำคัญที่สุดของผู้พิการคือการ “ขาดโอกาส” และ “ขาดพื้นที่” ที่ทำให้คนเหล่านี้อาจดูเป็นภาระ ในอีกไม่กี่ปีสังคมไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่ง “ถือเป็นน้องๆ ผู้พิการเช่นกัน” ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ผู้พิการ ดังนั้นสาธารณูปโภคต้องรองรับคนเหล่านี้เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระใคร และจะเป็นโลกของคนปกติ ทุกวันนี้กลุ่มคนเหล่านี้ต้องอดทนต่อสู้กับคำถากถางที่ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มองว่าด้อยค่า ดังนั้นเราควรเปิดโอกาสให้คนพิการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ การดำเนินการเป็นไปตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามมาตรา 33 ในอัตราส่วน 1:100 คน ถือเป็นภาคบังคับหน่วยงานรัฐ แต่ถ้าเป็นเอกชนหากไม่มีการจ้างงานคนพิการสถานประกอบการก็จะต้องส่งเงินกองทุนสนับสนุนคนพิการทุกปี ข้อมูลจำนวนผู้ปฏิบัติงานในปี 2559 ที่ผ่านมาของกระทรวงยุติธรรม ได้ดำเนินการจ้างผู้พิการเข้าทำงานจำนวน 17 คน จากจำนวนคนที่ต้องจ้างเพิ่ม 245 คน ซึ่งจำนวนผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดมี 26,231 คน

อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ขยายภาพผู้พิการในปัจจุบันว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้พิการในไทยที่ลงทะเบียนทั้งหมด 1.7 ล้านคน และคาดว่ายังมีกลุ่มที่ไม่ได้ลงทะเบียนอีก 3 แสนคน คนพิการที่อยู่ในวัยทำงาน (อายุ 18-60 ปี) 8 แสนคน ในจำนวนผู้พิการนี้ จากการสำรวจพบประมาณ 5 แสนคน ที่ยังไม่ได้ทำงาน

ในส่วนนี้ยังพบว่าร้อยละ 90 ของทุกช่วงอายุผู้พิการ พบว่า คนพิการจบการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า นั่นหมายความว่าโอกาสที่จะทำงานในเอกชนหรือราชการแทบหมดโอกาส จึงถือเป็นปัญหาใหญ่มากเรื่องการศึกษา สาเหตุมาจากเข้าไม่ถึง รวมถึงสังคมไทยเมื่อเด็กพิการผู้ปกครองจึงกลัวว่าลูกจะโดนล้อเลียนเลยตัดสินใจไม่ส่งลูกเรียนต่อ

สรัญญา ทองมณี นักบริหารจัดการยุติธรรม พนักงานราชการ กระทรวงยุติธรรม เล่าความรู้สึกว่า ด้วยภาวะร่างกายที่มีความพิการเดินไม่ได้ทำให้ต้องนั่งรถวีลแชร์ตลอดเวลา ทุกวันนี้ต้องเดินทางไปกลับทำงานด้วยรถแท็กซี่สาธารณะเป็นประจำ จากที่พักย่านประชาชื่นมาถึงศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะนานกว่า 4 ปี ถึงแม้ว่าร่างกายจะไม่สมบูรณ์เหมือนใครหลายคนก็ตาม

“ยอมรับว่าตอนนี้เลยจุดท้อแท้ทางร่างกายมาแล้ว จึงอยากฝากถึงผู้พิการคนอื่นๆ ว่าต้องเปิดใจรับสังคมแวดล้อมรับสิ่งที่ตัวเองเป็นให้ได้ อุปสรรคมีทุกคนแต่เราอาจจะเยอะกว่าคนอื่น มันเป็นแล้วก็ต้องทำใจ”

ท้ายสุด สรัญญา ฝากถึงผู้พิการหลายๆ คนว่า เรื่องสำคัญที่สุดคือการเรียนการศึกษาที่มีส่วนสำคัญอย่างมาก ต้องเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต้องเป็นผู้ให้บ้างอย่าเป็นผู้รับฝ่ายเดียว รวมถึงไม่ควรร้องขอความช่วยเหลือจากใคร ควรเริ่มต้นช่วยเหลือตัวเองก่อน ถ้าอยากมีอนาคตเจริญก้าวหน้าต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน

 

ย้อนรอย “ทพญ.ดลฤดี” เรื่องราวของคนหนีชดใช้ทุนรัฐบาล 24 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 14:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/515835

ย้อนรอย "ทพญ.ดลฤดี" เรื่องราวของคนหนีชดใช้ทุนรัฐบาล 24 ล้าน

ย้อนเส้นทางประเด็นดราม่า ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ ไม่ใช้ทุนรัฐบาลกว่า 24 ล้าน จนกลายเป็นภาระให้ผู้อื่น

เรื่องราวของ ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ขอทุนไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อศึกษาจบแล้วไม่ยอมกลับมาใช้ทุนรัฐบาล คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 24 ล้านบาท จนเป็นเรื่องฟ้องร้องและทำให้แพทย์ที่ค้ำประกันต้องจ่ายชดใช้หนี้แทน กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งหลังจาก ทันตแพทยสภามีมติ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ “ทพญ.ดลฤดี”

โดยทันตแพทยสภาเห็นว่า ทพญ.ดลฤดี ประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพทันตกรรม ขณะเดียวกันได้แต่งตั้งอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติการเป็นสมาชิกทันตแพทยสภาของ ทพญ.ดลฤดี กรณีประพฤติเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพทันตกรรม

วันนี้โพสต์ทูเดย์พาย้อนลำดับเหตุการณ์ดราม่า “ทพญ.ดลฤดี ผู้หนีทุน” ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในอดีต

19 ม.ค. 2559 ประเด็นดราม่าปวดใจ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ ทันตแพทย์เจ้าของคลินิกแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี 1 ใน 4 ผู้ค้ำประกันให้ ทพญ.ดลฤดี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยความอัดอั้น ตีแผ่ให้เห็นเป็นอุทาหรณ์ว่าคนที่มีการศึกษาดี มีชาติตระกูล ใช่จะโกงไม่ได้

“สิ้นสุดสักทีกับกรรมเก่า ผมได้ชดใช้ให้แล้ว รวมยอดกับที่ต้องชำระให้อีกร่วมล้าน กับการค้ำประกัน นางสาว….อดีตอาจารย์ภาควิชาทันตกรรมสำหรับเด็ก คณะทันตแพทย์ ม.มหิดล ผู้ซึ่งรับทุนศึกษาต่อที่อเมริกา โดยมีผมซึ่งเข้ามาเรียนที่มหิดลในฐานะคนรู้จักแต่ด้วยความที่เห็นแก่คณะและวิชาชีพ จึงยอมค้ำประกันร่วมกับอาจารย์และเพื่อนร่วมงานและเพื่อนอีกคนของนางสาว….หวังว่าเขาจะกลับมาทำประโยชน์แก่ส่วนรวม

“แต่สิ่งที่ผมและทุกคนได้รับคือบอกว่า ไม่มีเงิน ทั้งๆ ที่เขาทำงานเป็นนักวิจัยที่ ม.ฮาร์วาร์ด รับเงินเดือนสูง อยู่อพาร์ตเมนต์หรูหราในอเมริกา เขาทำได้แม้อาจารย์ผู้สั่งสอน และสนับสนุนให้ได้เรียน ผู้ร่วมงาน เพื่อน อย่างไม่ละอายแก่ใจ พ่อของเขาและญาติพี่น้องก็ไม่สนใจ เขาเคยโทรหาผมแค่ครั้งเดียวว่าจะไม่ทำให้ผมเดือดร้อน”

หลังกลายเป็นกระแสอย่างกว้างขวาง ทพ.เผด็จ ให้สัมภาษณ์ให้กับหลายสื่อถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน สรุปรวมความได้ว่า สมัยนั้น ทพ.เผด็จ เป็นข้าราชการสาธารณสุข ได้ไปค้ำประกันให้กับอาจารย์คนดังกล่าว ร่วมกับผู้ค้ำประกันอีก 3 ราย เป็นอาจารย์ของดลฤดี 2 คน และเพื่อนอีกคนหนึ่ง เพราะเห็นตรงกันว่าหากดลฤดี เรียนจบจะได้กลับมารับใช้ประเทศชาติ จึงยอมเซ็นค้ำประกัน แต่เมื่อเธอหนีทุนไม่กลับ ผู้ค้ำประกัน ทั้ง 4 ราย ต้องร่วมกันชดใช้หนี้ ที่ต้องใช้เป็นเงิน 30 ล้านบาท แต่ได้ไปทำเรื่องขอต่อรองเหลือจ่ายเงินต้นไม่รวมค่าปรับอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท

ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ

ต่อมา ทพ.เผด็จ  ได้ตั้งทนายพร้อมส่งจดหมายไปถึงอาจารย์ที่เป็นคู่กรณีและมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปรากฏว่าอาจารย์คนดังกล่าวได้ตั้งทนายสู้คดี ส่วนทางด้านม.ฮาร์วาร์ดมีจดหมายตอบกลับมาว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่สามารถเข้ามาช่วยจัดการได้ ทำให้ทพ.เผด็จ กลับมาคิดว่าคงสู้คดีไม่ไหว เพราะต้องบินไปเมืองนอก มีค่าใช้จ่าย และคงไม่ทำอะไรแล้วปล่อยให้เป็นบทเรียนไป

อีกเรื่องที่ ทพ.เผด็จ ผิดหวังคือ ต้นสังกัดเดิมของดลฤดี คือ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมองว่าไม่ได้จริงจังกับการชำระสะสางปัญหา เเละไม่ได้ใส่ใจที่จะรับรู้ติดตามทวงหนี้ดลฤดี ทำให้ผู้ค้ำประกันทุกคนต่างเดือดร้อนถึงขนาดต้องนำบ้านไปจำนองและยื่นกู้ เพื่อนำเงินมาใช้หนี้คืนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2559  เพราะหากไม่จ่ายจะโดนยึดทรัพย์

เหยื่ออีกรายอย่าง “ผศ.ทพญ.ภัทรวดี ลีลาทวีวุฒิ” รองหัวหน้าภาควิชาทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ต้องชดใช้หนี้กว่า 2 ล้านบาทแทน ทพญ.ดลฤดี  โดยให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศราว่า เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากเกินไป ตัดสินใจเซ็นค้ำประกันให้เนื่องจากเห็นว่าภาควิชาไม่มีบุคลากรที่มีประสบการณ์การศึกษาขั้นสูงสุดเลย ถ้าเขาได้ไปเรียนต่อและกลับมารับใช้ประเทศชาติ จะถือเป็นเรื่องดี

 

ม.ค. – ก.พ. ช่วงเวลานั้นโลกออนไลน์พากันขุดคุ้ยเเละเเชร์ข้อมูลส่วนตัวของ ทพญ.ดลฤดี อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น เพจเฟซบุ๊ก CSI LA ที่ระบุชื่อและประวัติของเธอเอาไว้ว่า ดลฤดี จำลอง Dolrudee Porche Jumlon จบจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษารุ่น 46   อดีต อจ. คณะทันตแพทยศาสตร์ ม. มหิดล ที่ทำงานปัจจุบัน Harvard School of Dental Medicine 188 Longwood Ave, Boston, MA 02115

ทพญ.ดลฤดี ได้ซื้อบ้านในเมืองนิวตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มูลค่าเกือบ 50 ล้านบาท เมื่อปี พ.ศ.2557

ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยชั้นนำในอเมริกาอย่างฮาร์วาร์ด และเธอยังมีคลินิกทันตแพทย์เป็นของตัวเอง

หลังจากถูกกดดันอย่างหนัก ทพญ.ดลฤดี ได้ส่งข้อความหา ทพ.เผด็จ  โดยระบุว่า  ได้บอกผู้ค้ำประกันหลายรอบแล้วว่าจะคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้ทั้งหมด และยังพยายามหาเงินมาคืนให้อยู่ พร้อมกันนี้ยังได้ขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกลับด้วย

3 ก.พ. 2559 ต่อมา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)  แถลงว่า สกอ.ได้ส่งเรื่องการฟ้องล้มละลาย ทพญ.หญิง ดลฤดี ไปให้สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.2548 ขณะนี้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องล้มละลายต่อศาลไปแล้วเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2558 คดีหมายเลขดำ ที่ ล.3603/2558 ทพญ.ดลฤดีจะต้องชดใช้หนี้ขณะนี้มีจำนวน 30 ล้านบาท บวกดอกเบี้ยอีกร้อยละ 7 ดังนั้นยอดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เเละถ้าจำเลยไม่มาศาลก็ถือเป็นการขัดขืนหมายเรียก ซึ่งศาลจะมีคำสั่งให้ออกหมายจับ ทั้งนี้หลังจากผ่านกระบวนการในการขอรับชำระหนี้ และศาลได้พิพากษาจนตกเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จากนั้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดี

23 ส.ค.2559 กรมบังคับคดี ได้ส่งคำสั่งศาลล้มละลายกลางสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด น.ส.ดลฤดี เพื่อให้ชดใช้ทุนหลังผิดสัญญารับทุนรัฐบาลศึกษาวิชาต่างประเทศ ตามขั้นตอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์ให้เป็นไปตามคำสั่งศาล

20 ก.ย.2560 ทันตแพทยสภามีมติ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ “ทพญ.ดลฤดี” โดยอดีตเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ทพ.เผด็จ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า

“สิ่งที่ผมอยากให้ทำต่อคือขอผลการตัดสินเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ทนายเป็นข้อมูลในการฟ้องร้องต่อไป และนำส่งผลการตัดสินไปที่ทันตแพทยสภาแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐแมสซาชูเซตส์ที่ดลฤดี ทำงานอยู่ซึ่งน่าจะมีผลต่อการทำprivate clinic ของเธอบ้าง แม้ผลแห่งคำสั่งนี้ดลฤดีจะไม่สนใจเพราะคงไม่คิดกลับเมืองไทยแล้ว แต่ก็เป็นบรรทัดฐานบทลงโทษแก่ทันตแพทย์ที่คิดจะทำแบบนี้ในอนาคตว่า คงยากที่หากจะกลับมาทำงานที่เมืองไทย และขอบคุณสื่อมวลชนที่ยังติดตามข่าว และขอบคุณพี่น้องชาวไทยทั้งในและต่างประเทศที่ยังติดตามและให้กำลังใจครับ สิ่งที่เราต้องรอคือผลจากกรมบังคับคดีเพื่อรอผลการตัดสินสุดท้ายต่อไปครับ”

สิ่งที่ ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ ทำไว้ กำลังไล่ล่าเเละติดตัวเธอไปตลอดกาล

 

“รอนานแค่ไหนก็ไม่เหนื่อย”ขอเพียงได้กราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 20:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/515462

"รอนานแค่ไหนก็ไม่เหนื่อย"ขอเพียงได้กราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย...

โดย..ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์

เหลือระยะเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน ที่พสกนิกรชาวไทยจะได้เข้ากราบถวายบังคมเบื้องหน้า พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เนื่องจากสำนักพระราชวังได้ประกาศอนุญาตให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพฯถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้เป็นวันสุดท้าย เพื่อเตรียมจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

หลังมีประกาศดังกล่าวออกมา มีประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ เพื่อเข้ากราบถวายบังคมเป็นครั้งสุดท้าย

โพสต์ทูเดย์รวบรวมความรู้สึกช่วงเวลาสุดท้ายที่พสกนิกรชาวไทยจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดพ่อแห่งแผ่นดิน มาถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับทราบ

พร เรืองสุวรรณ ประชาชนที่เดินทางมาจากจังหวัดปทุมธานี เพื่อเข้ากราบพระบรมศพและร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ถึง 21 ครั้ง เล่าทั้งน้ำตาแห่งความปลื้มปิติว่า ทุกครั้งที่เดินมารู้สึกดีใจมาก แต่ถ้าไม่ได้มาก็จะสวดมนต์ถึงพระองค์ที่บ้าน พร้อมระลึกว่า “พ่อ ขอให้พ่อไปสู่สวรรคาลัย อยากให้พ่อรับรู้ว่าลูกคิดถึง ขอให้พ่อมองลงมา ดูประชาชน ให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข บ้านเมืองสงบ”

ป้าพร บอกว่า พระองค์เปรียบเสมือนเทพ ที่คอยช่วยเหลือประชาชนไทยมาตลอด ไม่ว่าประสบปัญหาอะไร ภัยแล้งหรือน้ำท่วม พระองค์จะเดินเท้าไปช่วยประชาชน นี่จึงเป็นสิ่งตนนำหลักคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาสอนลูกหลานตลอดว่า ให้เดินตามรอยพ่อหลวง กินอยู่พอเพียง ใช้เท่าที่มี ซึ่งตั้งแต่นำหลักดังกล่าวมาใช้ ก็ไม่เคยลำบากเดือนร้อนอีกเลย

อินทิรา บัวเงิน ชาวจังหวัดนนทบุรี เล่าว่า มากราบพระบรมศพเป็นครั้งที่ 4 ทุกครั้งเมื่ออยู่เบื้องหน้าพระบรมโกศ จะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยูู่ ต้องร้องไห้ออกมา เพราะรู้สึกใจหายพร้อมกับดีใจขณะเดียวกัน  วันนี้เมื่อเหลือระยะเวลาอีกไม่กี่วัน ยิ่งทำให้รู้สึกเศร้าใจ แต่จะขอจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่พระองค์ทำเพื่อประชาชนไปตลอดชีวิต

เนื่องตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่จำความได้ พระองค์ทำงานหนักเพื่อประชาชน พยายามสั่งสอนให้คนไทยรู้ และเข้าใจถึงหลักพอเพียงที่หมายความว่า พอประมาณ ไม่มากไม่น้อย มีความเป็นระบบ ระเบียบ  มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริตมาตลอด

ครอบครัวอ่อนอารี บอกว่า รู้สึกภูมิใจและดีใจที่ครั้งหนึ่งได้เข้ากราบเบื้องหน้าพระองค์ แม้ใช้ระยะเวลารอกว่า 9 ชั่วโมง ก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เพราะพระองค์ทำงานหนักกว่าพวกเราทุกคนมาก นี่จึงเป็นสิ่งได้นำหลักการทำงานของพระองค์มาสอนลูกว่า ยุคเศรษฐกิจเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งควรนำคำสอนในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ เพราะเป็นหลักที่ทำให้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้ได้ง่ายขึ้น แม้ต้องเจออุปสรรค

คำรณ สะอาดเอี่ยม ประชาชนที่เดินทางมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี เล่าว่า ออกจากบ้านตั้งแต่ตี 4 เพื่อกราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย เพราะก่อนหน้านี้เคยมาครั้งหนึ่ง แต่เข้าไม่ถึงจึงกลับไปก่อน วันนี้ตั้งใจที่ต้องเข้าไปกราบให้ได้ เมื่อได้ทำสมความตั้งใจ รู้สึกปลื้มปิติมาก

คำรณ บอกความรู้สึกที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าพระองค์เป็นเหมือนพ่อคนที่ 2 เพราะตั้งแต่จำความได้ ท่านทำงานหนักเพื่อประชาชนไทยให้ได้มีอาชีพ มีกิน และมีความสุขมาตลอด

 

 

ทศนี-ภัทรพล รุ่งเจริญวนิช บรรยายความรู้สึกที่ได้พาครอบครัวเข้ากราบพระบรมศพว่า รู้สึกปลื้มปิติมาก เพราะส่วนตัวรู้สึกและผูกพันต่อพระองค์ เนื่องจากเป็นบ้านอยู่เขตพระนครเมื่อมีงานพระราชพิธีสำคัญ จึงมักเดินมาคอยเฝ้ารับเสด็จเป็นประจำ ประกอบกับตลอดชีวิตเห็นพระองค์สร้างคุณประโยชน์มากมายให้ประชาชน จึงคิดว่านี่คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไทยทุกคนรักในหลวงรัชกาลที่ 9 มากถึงเพียงนี้

ประนอม สิงห์คีรี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า ดีใจมากที่ได้เข้ากราบพระบรมศพ เพราะพระองค์คือกษัตริย์ผู้ที่เป็นแบบอย่างของคนไทยและชาวโลก แม้พระองค์สวรรคตไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรพระองค์จะเป็นกษัตริย์ในหัวใจคนไทยตลอดไป

 

 

 

 

 

“บันไดสามขั้นสุดท้าย” นับถอยหลังเข้าคูหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/515395

"บันไดสามขั้นสุดท้าย" นับถอยหลังเข้าคูหา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ. 2560 ได้รับการประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับแรกตามรัฐธรรมนูญที่มีผลบังคับใช้

เนื้อหาของกฎหมาย กกต.นอกเหนือไปจากการกำหนดให้ กกต.ทั้ง 5 คนชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งไปโดยยังให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่ 7 คนแล้ว ยังมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของ กกต.ขึ้นมาใหม่ที่น่าสนใจอีกด้วย

มาตรา 26 (3) กำหนดว่า “ในระหว่างการเลือกตั้ง ให้กรรมการแต่ละคนมีหน้าที่และอำนาจ เมื่อพบการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำใดอันอาจเป็นเหตุให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ถ้าการนั้นเป็น การกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ให้มีอำนาจสั่งให้ระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือสั่งให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร ถ้าเป็นการกระทำของบุคคลซึ่งมิใช่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้มีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจและเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ หรือสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด บันทึกพฤติกรรมแห่งการกระทำและรวบรวมพยานหลักฐานไว้เพื่อดำเนินการต่อไปได้ตามที่จำเป็น

หรือในกรณีจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จะสั่งให้ระงับหรือยับยั้งการดำเนินการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วยในเขตเลือกตั้งที่พบเห็นการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำนั้นก็ได้”

เช่นเดียวกับอำนาจหน้าที่ใหม่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 245 ได้เขียนรองรับไว้ให้ กกต.ชุดใหม่มาทดลองใช้ด้วย กล่าวคือ เป็นการให้ กกต.มีหน้าที่ร่วมกับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลให้เป็นไปตามวินัยการเงินการคลัง

ดังนั้น เหลือกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งอีกเพียง 3 ฉบับเท่านั้น ก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งได้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งแต่ละฉบับเริ่มมีความคืบหน้าเป็นลำดับ

1.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง น่าจะเป็นกฎหมายลูกอีกฉบับที่น่าจะมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเร็วๆ นี้ เนื่องจากเพิ่งผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ โดยสาระสำคัญของร่างกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือ การจัดทำเลือกตั้งขั้นต้น หรือไพรมารีโหวต

การทำไพรมารีโหวตเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะหากพรรคการเมืองใดไม่ทำไพรมารีโหวตในเขตเลือกตั้งไหน พรรคการเมืองดังกล่าวจะไม่สามารถส่งผู้สมัคร สส.ในเขตนั้นได้ เพื่อเป็นการบังคับให้พรรคการเมืองต้องสร้างกระบวนการในการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองให้มากขึ้น จากเดิมที่ผ่านมาพรรคการเมืองไม่เปิดโอกาส

2.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เป็นอีกหนึ่งในร่างกฎหมายที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เริ่มลงมือเขียนไปบ้างแล้วด้วยการกำหนดให้ สว.มาจากการเลือกกันเองจำนวน 20 กลุ่ม โดยจะเริ่มจากระดับอำเภอ ผู้สมัคร 1 คน มีสิทธิเลือกได้ 2 หมายเลข

จากนั้นผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดลำดับที่ 1-5 ของแต่ละกลุ่ม ไปเลือกไขว้คนในกลุ่มอื่นให้เหลือกลุ่มละ 3 คน เพื่อให้ได้คนที่ได้คะแนนสูงสุดลำดับที่ 1-3 ของแต่ละกลุ่มเป็นตัวแทนระดับอำเภอ เพื่อส่งไปในระดับจังหวัดและเลือกไขว้อีกรอบหนึ่ง ให้เหลือกลุ่มละ 1 คน จากนั้นระดับประเทศจะเลือกไขว้ให้เหลือกลุ่มละ 10 คน จะได้จำนวนทั้งหมด 200 คน

3.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เป็นหัวใจของกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมด เพราะจะเป็นการกำหนดวิธีการสมัคร การหาเสียง การไต่สวนทุจริตเลือกตั้ง หรือแม้แต่วิธีการคำนวณคะแนนเพื่อกำหนดจำนวน สส.ระบบบัญชีรายชื่อ

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.และการเลือกตั้ง สส. ทาง กรธ.คาดหมายว่าจะส่งให้กับ สนช.ในช่วงปลายเดือน พ.ย. แต่ต้องไม่เกินวันที่ 1 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันครบกำหนด 240 วันที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ กรธ.ต้องจัดทำร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จและส่งให้ สนช.พิจารณาต่อให้เสร็จภายใน 60 วัน

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญในสองฉบับนี้จะไม่จบลงภายใน 60 วัน โดยอาจถึงขั้นต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย (กรธ. สนช. และ กกต.) เพื่อพิจารณาบทบัญญัติในขั้นตอนสุดท้ายอีกรวมเวลาเป็น 25 วันก่อนส่งให้ สนช.ลงมติเห็นชอบ ไม่เพียงเท่านี้ อาจต้องสู้กันถึงชั้นศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย ซึ่งมาตรา 148 ของรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้บัญญัติเรื่องกรอบเวลาในการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้แต่อย่างใด

แม้จะเหลือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอีกเพียง 3 ฉบับ ซึ่งเปรียบเหมือนบันไดสามขั้นสุดท้ายก่อนถึงการเลือกตั้ง แต่ถ้าดูจากสถานการณ์และบรรยากาศทางการเมืองรวมไปถึงเงื่อนไขทางกฎหมายแล้ว อย่าได้แปลกใจว่าทำไมกระแสเลื่อนเลือกตั้งออกไปเป็นปลายปี 2561 หรือ 2562 ถึงได้หนาหูแบบนี้

 

จำกัดผู้เล่น-ขจัดคอร์รัปชัน! แก้ปัญหา”พนันฟุตบอล”ต้องทำให้ถูกกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กันยายน 2560 เวลา 18:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/515296

จำกัดผู้เล่น-ขจัดคอร์รัปชัน! แก้ปัญหา"พนันฟุตบอล"ต้องทำให้ถูกกฎหมาย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เสียงเฮดังกระหึ่มภายในคลับย่านทองหล่อ พร้อมๆ กับเสียงแก้วเบียร์ที่กระทบกันระหว่างชายหนุ่ม พวกเขากำลังเฉลิมฉลองให้กับประตูของ โรเมลู ลูกากู กองหน้าแมนฯ ยูไนเต็ด หลังยิงให้ทีมขึ้นนำ สโต๊ค ซิตี้ คู่แข่งร่วมศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

อาการดีใจของพวกเขาไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักที่มีต่อสโมสร แต่หมายถึงเม็ดเงินที่จะได้รับจากการแทงพนันฟุตบอล

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พนันฟุตบอลกำลังแผ่ขยายไปทั่วโลกออนไลน์และมีลักษณะโจ่งแจ้งมากขึ้น คำถามคือ ถึงเวลาหรือยังที่การพนันฟุตบอลจะถูกกฎหมายในเมืองไทย

สนุกสนาน เงินน้อยและแลกเงินมาก

ภาพการแทงพนันแบบเดิมๆ ที่ต้องเดินเข้าไปภายในสถานที่รับแทงพนันหรือ ‘โต๊ะบอล’ เปลี่ยนแปลงไปสู่การเล่นพนันฟุตบอลออนไลน์ ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมของผู้เล่นมากขึ้น ที่สำคัญยังมีลักษณะเปิดเผยกว่าในอดีตมาก

ตี๋ นราศักดิ์ เริ่มต้นเล่นพนันฟุตบอลเมื่อ 10 ก่อนจากความชื่นชอบและหลงรักในกีฬาฟุตบอล จนพาตัวเองเข้าไปสู่วงการพนัน

“เราชอบฟุตบอลอยู่แล้ว รู้จักมันมากเข้า ก็มีความมั่นใจในการแทงพนัน คิดว่าพอประเมินได้ คาดการณ์ได้ สนุกและได้ลุ้น เอาเงินน้อยแลกเงินมาก มันมีความคิดอยู่ประมาณแค่นี้แหละ คนเล่นพนัน”

เขาบอกว่า พนันฟุตบอลกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย ทุกคนทราบว่ามี ไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะตามจับกุมเข้มงวดขนาดไหนก็ตามไม่ทันบริษัทพนัน โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการอยู่ต่างประเทศ เป็นการสูญเสียพลังงานและทรัพยากรในการตามจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐโดยใช่เหตุ

“เราว่ามันถึงเวลาทำให้ถูกกฎหมาย จับยังไงก็ไม่หมด ประเทศไทยต้องยอมรับ สมัยนี้เล่นกันง่ายมาก แทงผ่านโทรศัพท์ อยู่บ้านก็แทงหน้าคอมฯ เจ้าหน้าที่ตามยาก ยังไงก็สู้เว็บไซต์ไม่ได้ บล็อกก็ทำได้แค่ชั่วคราว แป๊ปเดียวก็กลับมาเล่นกันใหม่”

เอ็ม วสันต์ บอกว่า ฟุตบอลที่มีการพนันเข้าไปเกี่ยวข้อง สร้างอรรถรส สนุกและรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับเกมการแข่งขัน เมื่อบวกกับตัวเงินรางวัลก็ทำให้การพนันฟุตบอลเป็นเรื่องน่าดึงดูดใจ

“ปกติดูบอลสนุกก็เฉพาะดูทีมรัก แต่การพนันทำให้เราดูทุกคู่สนุก ได้มีส่วนร่วมกับเกม ไม่ว่าจะเป็นทีมรักหรือเปล่า”

วสันต์ เข้าสู่วงการพนันตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปี เขามองว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยควรพิจารณาให้การพนันฟุตบอลเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เชื่อว่าจะส่งผลให้สามารถควบคุมและจำกัดผู้เล่นได้

“ถูกกฎหมาย จำกัดอายุ อาชีพ ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ มันเล่นกันได้ทุกวัย มีเงินก็เล่นได้แล้ว บางทีไม่มีเงินก็ใช้เครดิต ถ้าถูกกฎหมายเราสามารถตีวงกลุ่มผู้เล่นให้แคบลง แม้จะมีพวกเถื่อนๆ บ้าง แต่เชื่อว่าจะลดลง”

ฤทธิชัย อีกหนึ่งผู้เล่นพนันฟุตบอล ให้ความเห็นว่า เมื่อกำหนดให้การพนันฟุตบอลเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและมีให้พบเห็นอย่างชินตา นำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งนับเป็นความเสียหายของประเทศ

“พนันฟุตบอลก็เป็นความเสี่ยงเหมือนกันกับหวย โอกาสถูกสำหรับบางคนอาจมากกว่าด้วยซ้ำ ทำให้อยู่ในระบบ อีกด้านก็ให้ความรู้อันตรายจากพนัน จำกัดกลุ่มผู้เล่น แบบนั้นน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า”

ภาพจาก realmadrid.com

 

 

เว็บไซต์พนันฟุตบอลเข้าถึงได้ง่ายมาก

 

พนันบอลในไทยมีมายาวนาน โดดเข้าไปเล่นแล้วออกยาก

พนันฟุตบอลในเมืองไทยปรากฎหลักฐานอย่างชัดเจนตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 หรือราวๆ เกือบ 100 ปีก่อน

ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เล่าว่า ในหนังสือพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระองค์เคยตรัสถึงการเเข่งขันฟุตบอลไว้ว่า “กีฬาจะเป็นกีฬาอย่างแท้จริงต่อเมื่อไม่มีการพนัน” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พนันฟุตบอลนั้นมีมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตามเริ่มได้ความนิยมและเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในปี 1996 ด้วยเหตุผลด้านเทคโนโลยี มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 10 หรือ ยูโร 1996

“พอมีการถ่ายทอดสด ก็ทำให้คนสนใจฟุตบอลและพนันฟุตบอลกันมากขึ้น” ดร.วิษณุ กล่าว

ความนิยมที่เกิดขึ้นในเมืองไทยและเอเชีย ยังเป็นเพราะเหตุผลเรื่องอัตราการต่อรองที่เรียกว่า เอเชี่ยน แฮนดิแคป (Asian Handicap) ซึ่งเป็นอัตราการต่อรองที่มีความหลากหลายกว่ารูปแบบการเล่นพนันในแถบยุโรป ซึ่งเป็นลักษณะผลแพ้ ชนะ เสมอ เท่านั้น ขณะที่วัฒนธรรมในการชมฟุตบอลและเล่นพนันของผู้คนในยุโรปส่วนใหญ่เป็นลักษณะเพื่อความสนุก ต้องการเงินเพียงแค่ค่าตั๋วเข้าชม ขณะที่แถบเอเชียโดยเฉพาะเมืองไทย คนส่วนใหญ่เริ่มเล่นจากความสนุกก็จริงแต่สุดท้ายนำไปสู่การเล่นอย่างจริงจัง เริ่มมีมูลค่าสูงขึ้นจนหลายคนตกเป็นหนี้และเกิดปัญหาอาชญากรรม

“ภูมิภาคเอเชีย สมัยก่อนผู้คิดราคาต่อรอง เจ้ามืออยู่ในอินโดนีเซียก่อนจะย้ายมาที่มาเลฯ สังเกตได้ว่าการล้มบอลส่วนใหญ่ สืบไปสืบมาจะพบว่าเจ้ามือใหญ่อยู่ที่มาเลฯ” ดร.วิษณุ บอกโดยคาดว่า พนันฟุตบอลในเมืองไทยนั้นมีเงินหมุนเวียนราว 10 เปอร์เซนต์ของเอเชีย

รูปแบบคำเชิญชวนจากเว็บพนันฟุตบอล

พนันยุคออนไลน์ เล่นกันตั้งแต่เริ่มเขี่ยลูกฟุตบอล

พนันฟุตบอลออนไลน์เต็มไปด้วยตัวเลือกที่หลากหลายกว่าในอดีต นอกเหนือจากอัตราต่อ-รอง พูดง่ายๆ เล่นกันแทบทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถนึกออกได้ ตั้งแต่เริ่มเขี่ยลูกฟุตบอล นอกจากนั้นบริษัทพนันยังออกโปรโมชั่นการตลาดดึงดูดลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการให้วงเงินเครดิตล่วงหน้าแก่ผู้เล่น

“90 นาทีของการแข่งขัน มีทุกอย่าง ตั้งแต่ เขี่ยบอล ยิงประตู ลูกทุ่ม เตะมุม ลูกต่อไปใครยิง มันคือการเพิ่มผลิตภัณฑ์เข้าไป ทำให้คนเล่นอยู่ในเกมตลอดและติดมัน สมมุติเราต่อทีมเอ แต่ทีมบีดันยิงขึ้นนำ เมื่อเวลาผ่านไป เราพบว่าโอกาสที่จะได้เงินจากการชนะนั้นยากแล้ว เราก็จะพยายามชดเชย เอาเงินคืนด้วยทางเลือกอื่นๆ เช่น ไปเล่นใบแดง ใบเหลือง เตะมุม โชคดีก็อาจจะชดเชยรายได้ที่เสียไป แต่โชคร้ายเงินก็หายไปไกลเลย”

ดร.วิษณุ บอกว่า ด้วยรูปแบบการเล่นที่หลากหลาย ส่งผลให้ปัจจุบันการประเมินมูลค่าเม็ดเงินที่ไหลเวียนในการเล่นพนันฟุตบอลเป็นเรื่องยากมาก แต่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่ามหาศาล

“ก่อนออนไลน์ได้รับความนิยม เคยประเมินกันว่า มีเงินหมุนเวียนในแต่ละสัปดาห์ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท หมายถึงได้และเสียในวงเงิน 100 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเงินหมุนเวียนประเมินได้ยากมาก”

ทั้งนี้ ปัจจุบันพบว่าผู้เล่นบางส่วนผันตัวเองเป็นเจ้ามือ มีการหาสมาชิกเพิ่มเพื่อแลกกับเปอร์เซนต์ลักษณะคล้ายธุรกิจขายตรง ขณะที่โฆษณาจากบริษัทพนันก็แพร่หลายมากขึ้นทั่วโซเชียลมีเดีย เจ้าของเพจ คนในวงการฟุตบอล ตลอดจนหญิงสาวหน้าตาดีพากันโฆษณาให้กับบริษัทพนันจนเป็นเรื่องชินตา

ภาพจาก http://www.manutd.com

แนะเปิดพื้นที่รองรับอย่างถูกกฎหมาย

ผลศึกษา สถานการณ์ พฤติกรรม และผลกระทบการพนันในประเทศไทย ประจำปี 2558 โดยศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน และภาคีเครือข่าย ระบุว่า พนันที่คนไทยนิยมเล่นกันมากที่สุดคือ “สลากกินแบ่งฯ” ประมาณ 19 ล้านคน มีวงเงินหมุนเวียน 7.7 หมื่นล้านบาท รองลงมา คือ หวยใต้ดิน 16.4 ล้านคน วงเงินหมุนเวียน 1.3 แสนล้านบาท

ขณะที่พนันฟุตบอลแม้มีผู้เล่น 1.9 ล้านคน น้อยกว่าการพนัน 2 ประเภทแรก แต่พบว่า มีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก สูงถึง 1.36 แสนล้านบาท สาเหตุเพราะพนันฟุตบอลมีความถี่ในการเล่นมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น ไทยพรีเมียร์ลีก 5 ลีกใหญ่ของยุโรป ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก และอีกมากมาย

ดร.วิษณุ บอกว่า หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์การพนันฟุตบอลส่งผลกระทบหลักในเรื่องของเงินรั่วไหลออกนอกประเทศ เนื่องจากเจ้ามือใหญ่ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย นอกจากนั้นยังมีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากเงินที่ได้รับจากการพนันมักถูกใช้จ่ายและหมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว

“ได้เงินมาก็รีบเอาไปใช้ วันไหนคุณมีเงิน ได้บอลคุณกินดีอยู่ดี วันไหนไม่ได้ก็กินแย่หน่อย การเดินทางของเงินมันเร็วมากและส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ”

นักวิชาการรายนี้ บอกด้วยว่า ในมุมมองด้านสังคม พนันฟุตบอลที่อยู่นอกเหนือกฎหมายกลายเป็นปัจจัยให้เกิดการธุรกิจคอร์รัปชัน โดยเฉพาะบทลงโทษและการเอาผิดการเล่นพนันฟุตบอลออนไลน์ยังไม่ชัดเจนมากพอ

realmadrid.com

 

ภาพจาก http://www.manutd.com

การแก้ปัญหาพนันฟุตบอลในระยะสั้น เขาเสนอว่า เจ้าหน้าที่ควรปฏิบัติการก่อกวนและบล็อกเว็บไซต์พนันฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ขณะเดียวกันถึงเวลาที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทบทวนกันอย่างจริงจังว่า การพนันฟุตบอลควรถูกกฎหมายหรือไม่และจะควบคุมอย่างไร โดยเฉพาะการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน ตลอดจนเงินที่ได้รับจะถูกนำไปแปรสภาพ กลายเป็นผลประโยชน์ของประเทศในด้านใด

“หัวใจการเล่นพนันออนไลน์อยู่ที่ความต่อเนื่อง บล็อกถาวรไม่ได้ แต่เราต้องก่อกวนบ่อยๆ ให้ผู้เล่นรู้สึกขัดใจ เมื่อบ่อยเข้าก็เลิกเล่นและเกิดความไม่มั่นใจต่อการเล่นพนันออนไลน์ อีกด้านหนึ่งก็ต้องมานั่งคุยกันจริงๆ จัง ว่าจะเปิดพื้นที่พนันฟุตบอลอย่างถูกกฎหมายในระดับที่สามารถควบคุมได้”

นักวิชาการรายนี้ บอกว่า ต้องชั่งน้ำหนักผลกระทบในแง่ดีและแง่ร้าย หันมาถามประชาชนว่า ยอมรับหรือไม่ว่า การพนันฟุตบอลเป็นปัญหาใหญ่ที่มีผลกระทบกับทุกคนทั้งทางตรงและอ้อม ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เล่นหรือไม่ก็ตาม

“ถ้ายอมรับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ลำบาก ต้องคุยกันว่าถ้าถูกกฎหมายจะทำอย่างไร ทั้งการบริหารและควบคุม เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้ถกเถียง คนค้านก็ต้องค้านอย่างมีองค์ความรู้ไม่ใช่ค้านว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธห้ามมีการพนัน

“สิ่งหนึ่งที่ต้องทราบคือต่อให้พนันฟุตบอลถูกกฎหมาย ไม่ใช่ว่าปัญหาทุกอย่างจะหมดไป แต่อาจจะอุดรูรั่วบางอย่างได้ ทำให้ปัญหาที่มีอยู่น้อยลงด้วยรูปแบบการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แน่ว่าเมื่อเราทำให้พนันฟุตบอลเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ เกมพนันชนิดนี้อาจได้รับความนิยมในวงที่จำกัดหรือแคบลงกว่าเดิม” ดร.วิษณุทิ้งท้าย