อวสานมังกรเหินฟ้า! “เรือเหาะ”กองทัพไทย 8ปีเสียงวิจารณ์ไม่เคยสิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 18:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514814

อวสานมังกรเหินฟ้า! "เรือเหาะ"กองทัพไทย 8ปีเสียงวิจารณ์ไม่เคยสิ้นสุด

ย้อนรอย “เรือเหาะตรวจการณ์” หลังกองทัพบกประกาศปลดประจำการ เนื่องจากหมดอายุการใช้งาน

ปลดประจำการณ์ลงเเล้วสำหรับ “เรือเหาะตรวจการณ์” ที่กองทัพบกจัดซื้อในสมัย บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ. เนื่องจากหมดอายุการใช้งาน

ตลอด 8 ปีนับตั้งเเต่เข้าประจำการ  “เรือเหาะดับไฟใต้” ถูกกระเเสวิพากษ์วิจารณ์เเละโจมตีจากหลายฝ่ายอย่างต่อเนื่องถึงความคุ้มค่าเเละความโปร่งใส

จุดเริ่มต้นของเรือเหาะตรวจการณ์ลำนี้ เกิดขึ้นเมื่อปี 2552 รัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ” อนุมัติ งบประมาณมูลค่า 350 ล้านบาท แบ่งเป็นตัวเรือเหาะ 260 ล้านบาท กล้องตรวจการณ์ และระบบภาคพื้น รถต่างๆ 70 ล้านบาท โดยจัดซื้อจากบริษัท เอเรียล อินเตอร์เนชั่นแนล คอเปอร์เรชั่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และหวังเป็นหนึ่งในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

18 ธ.ค. 2552 เรือเหาะรุ่น Aeros 40D S/N 21 หรือ SKY DRAGON เข้าประจำการ ณ โรงจอดภายในหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กองพลทหารราบที่ 15 อย่างเป็นทางการ (พล.ร.15) อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

ตัวลำมีขนาดกว้าง 34.8 ฟุต (10.61 เมตร) ยาว 155.34 ฟุต (47.35 เมตร) สูง 48/3 ฟุต (13.35 เมตร) ความจุฮีเลี่ยม 100,032 ลูกบาศก์ฟุต (2,833 ลูกบาศก์เมตร) คุณสมบัติที่ระบุคือ ระยะทางที่บินได้ไกลสุด ณ ความเร็วสูงสุด 560 กิโลเมตร ชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ 100 LL Grade Aviation Fuel ความจุห้องโดยสาร 4 นาย เเบ่งเป็นนักบิน 2 นาย ช่างกล้อง 1 นาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 1 นาย

5 มี.ค. 2553 คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะจัดทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน พบว่ามีปัญหาหลายอย่าง ในส่วนกล้องและตัวบอลลูน ตัวเรือเหาะบินได้เพียง 1 ใน 3 ของสเปกไม่พ้นระยะยิงจากภาคพื้นดิน  คือบินได้สูงเพียง 1 กม. จนกระทั่งนำไปสู่การตั้งคำถามจากกลุ่มฝ่ายค้าน

ต่อมา พล.อ.อนุพงษ์  ผบ.ทบ. ได้ลงพื้นที่ ร่วมตรวจสอบประสิทธิภาพเรือเหาะเเละพบปัญหาหลายอย่าง เเต่ยืนยันว่าระบบยังใช้งานได้ดี หากมีการตรวจสอบว่าไม่โปร่งใสหรือมีการทุจริตก็พร้อมรับผิดชอบ ขณะเดียวกันก็มีการชี้แจงจากกองทัพว่า ที่บินได้ต่ำกว่าสเปก เพราะติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงรับน้ำหนักจากคนขับ ทำให้บินต่ำลง

วันที่ 23 ก.ค. 2553 คณะกรรมการตรวจรับเรือเหาะ ลงนามรับมอบเรือเหาะตรวจการณ์ทั้งระบบ ทั้งที่ยังมีคำถามค้างคาใจจากหลายฝ่าย กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็น ผบ.ทบ เรือเหาะถึงจะผ่านการทดสอบเเละได้เริ่มใช้งานจริงเมื่อวันที่ 16 มี.ค.

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเรือเหาะยังไม่จางหายไป ฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย ได้นำเรื่องประสิทธิภาพและความไม่คุ้มค่าของเรือเหาะไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีด้วย

ข่าวคราวในสมัยนั้น มีการกล่าวอ้างแหล่งข่าวในแวดวงธุรกิจบอลลูนและเรือเหาะ ซึ่งระบุว่า ราคาเรือเหาะที่กองทัพจัดซื้อแพงเกินจริง เพราะเรือเหาะอื่นๆ ที่มีขนาดใกล้เคียงกันมีราคาเพียง 30-35 ล้านบาทเท่านั้น แต่เรือเหาะของกองทัพบก เฉพาะตัวบอลลูนมีราคาสูงถึง 260 ล้านบาท

นอกจากนั้นยังมีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ทั่ง รอยรั่วผ้าใบ การเติมก๊าซฮีเลียม ขณะที่บางส่วนโจมตีอย่างรุนแรงว่า เรือเหาะไม่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ฝนตกชุกอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกยิงตกด้วย

กระทั่งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2555 นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วเรือเหาะก็ยังเกิดปัญหา โดยประสบอุบัติเหตุขณะลงจอดที่โรงเก็บเรือเหาะ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจสำรวจความปลอดภัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์

ผ่านไป 2 ปี เมื่อวันที่ 5 ก.ย.57 เรือเหาะลงจอดฉุกเฉินกลางทุ่งนา ม.6 ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เนื่องจากเกิดลมแรงทัศนวิสัยไม่อำนวย ก่อนบินกลับฐานโดยไม่ได้รับความเสียหาย

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา

 

เรือเหาะยังตกเป็นประเด็นและมีผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งหนึ่งเคยมีผู้ยื่นเรื่องไปที่ ป.ป.ช. ให้พิจารณาถอดถอน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ออกจากตำเเหน่ง กรณีละเว้นหน้าที่ ปล่อยให้กองทัพบกจัดซื้อเรือเหาะในราคาสูงเกินจริง

อย่างไรก็ตามต่อมาวันที่ 24 ธ.ค.58  ป.ป.ช. มีมติยกคำร้อง หลังไต่สวนพบว่า กระบวนการจัดหายุทโธปกรณ์ดังกล่าว อนุมัติก่อน นายสุเทพ เข้ารับตำแหน่ง  ขณะเดียวกันยังมองว่า เรือเหาะที่จัดซื้อเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน จึงดำเนินการโดยวิธีพิเศษ และเรือเหาะผ่านการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัย จากสหรัฐฯ  แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ และอากาศมีฝนตกชุก จึงต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้เหมาะสม ซึ่งไม่พบความผิดปกติตามคำร้อง

กระทั่งล่าสุด 14 ก.ย. 2560 หมดเวลาการใช้งานของเรือเหาะลำนี้แล้ว เมื่อ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ปลดประจำการเรือเหาะตรวจการณ์หลังใช้งาน 8 ปี และไม่มีแผนจัดซื้อใหม่ อย่างไรก็ตามที่บอกว่าหมดอายุการใช้งานนั้นเฉพาะตัวบอลลูน อุปกรณ์อื่นๆ ยังสามารถใช้งานได้ เช่น กล้องตรวจการ ทางกองทัพบก(ทบ.) จะพิจารณานำไปดัดแปลงใช้งานอย่างอื่นแทน

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ อดีต ผบ.ทบ. ยุคเรือเหาะ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำเเหน่ง รมว.มหาดไทย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามกรณีการปลดประจำการณ์เรือเหาะ

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.

 

ทนายความค้านสมาคมนักข่าวตั้งกก.สอบปม “บิ๊กสื่อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 20:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514595

ทนายความค้านสมาคมนักข่าวตั้งกก.สอบปม "บิ๊กสื่อ"

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ข้อความเป็นหนังสือจาก “วิมล ส่งเสริมสกุล” ทนายความผู้รับมอบอำนาจว่าจะเอาผิดดำเนินคดีกับกรณีที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จะตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงกรณี “บิ๊กสื่อ” หรือผู้บริหารองค์กรสื่อสารมวลชนแห่งหนึ่งมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศพนักงานสาว ซึ่งเรื่องกำลังครึกโครมอยู่ในเวลานี้

ใจความในหนังสือดังกล่าว ระบุถึงนายกสมาคมนักข่าวฯ ว่า วิมล ในฐานะทนายความ ได้รับมอบอำนาจจากบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการเผยแพร่ข้อความ กระทบต่อเกียรติคุณของบุคคลที่อยู่ในกระแสข่าวดังกล่าว และการตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ได้อยู่ในขอบเขตอำนาจตามข้อบังคับของสมาคมนักข่าวฯ กอปรกับยังไม่มีผู้ใดปรากฎว่าเป็นผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ใดเป็นผู้เสียหายมาร้องเรียนด้วย


อีกทั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงที่กำลังจะตั้งขึ้นนั้น ไม่ปรากฎชัดเจนว่ามีบทบาทอย่างไร ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างไร และสิ้นสุดเมื่อใด และหากได้ผลสรุปแล้วจะมีบทลงโทษสำหรับความผิดโดยอาศัยฐานอำนาจใด

ท้ายสุดที่น่าสนใจสำหรับหนังสือที่เผยแพร่ออกมา ใจความว่า การตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงนั้น มีความสุ่มเสี่ยงต่อการร่วมกันกระทำความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาท

เพื่อความกระจ่างกับเรื่องนี้ที่เป็นหนังสือจากทนายความที่ชื่อวิมล ซึ่งทิ้งเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ในหนังสือดังกล่าวด้วย เมื่อยกหูสอบถาม วิมล ยอมรับว่า ได้รับมอบอำนาจให้ว่าจ้างเป็นทนายความเกี่ยวกับเรื่องนี้จริง แต่ก็ขอปฏิเสธที่จะเอ่ยชื่อถึงผู้ที่ว่าจ้าง นั้นเพราะจรรยาบรรณทางวิชาชีพกำกับเอาไว้

“ผมว่านักข่าวรู้ดีนะว่าใครว่าจ้างผม ผมเป็นทนายอาชีพ ใครจ้างก็ทำงาน แต่ผมพูดไม่ได้ว่าฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายเป็นคนว่าจ้าง แต่ผมเชื่อว่านักข่าวรู้ดี นักข่าวเก่งๆ เยอะ” วิมล ให้คำตอบ

กระนั้น หนังสือดังกล่าววิมล บอกว่าทำส่งไปยังสมาคมนักข่าวฯ เพียงที่เดียวเท่านั้น เพื่อให้รับรู้ถึงข้อท้วงติง และไม่ได้มีเจตนาที่จะเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะ ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่าทำไมหนังสือจากสำนักงานทนายความของตนจึงไปสู่โลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว

“ผมรับโทรศัพท์จากสำนักข่าวต่างๆ มาเป็น 10 สายแล้วเพื่อคุยเรื่องนี้ แต่ยังไม่มีสายจากสมาคมนักข่าวฯ โทรมาถึงผมแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งผมก็พร้อมจะอธิบายนะ ส่วนที่ว่าทำไมถึงต้องเป็นผมที่เข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องวงการสื่อ ก็อย่างที่บอกไว้ว่า ผมทนายอาชีพมีคนจ้างก็ต้องทำงาน และที่ผ่านมาผมก็ทำงานให้กับหลายคน หากเอาชื่อผมไปค้นหาในกูเกิ้ลก็ต้องรู้ข้อมูล” วิมล ทิ้งท้าย

เมื่อลองเอาชื่อของ วิมล ส่งเสริมสกุล ไปค้นหาตามที่เจ้าตัวได้เอ่ยไว้ ก็ปรากฎว่า ที่ผ่านมาวิมล เคยเป็นทนายความให้กับ บริษัท โอเอไอ แมนเนจเม้นท์ จำกัด และบริษัท เวิร์ธ ซัพพลายส์ จำกัด เมื่อปี 2550 ซึ่งเป็น 2 บริษัทที่ถูก คตส.ออกคำสั่งอายัดทรัพย์ไว้ หลังจากพบว่ามีเงินที่เกี่ยวข้องจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ในปี 2557 วิมล เคยเป็นทนายความให้กับนักศึกษาปริญญาโท ที่ตกเป็นผู้ต้องหาขับรถชนตำรวจตาย 3 ศพ และจัดการจนหนุ่มนักศึกษาได้รับการประกันตัวในชั้นศาล

ระวังตกเป็นเครื่องมือเมียนมา สร้างความเกลียดชังโรฮีนจา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 06:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514388

ระวังตกเป็นเครื่องมือเมียนมา สร้างความเกลียดชังโรฮีนจา

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เหตุการณ์ความรุนแรงในรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา ใกล้ชายแดนประเทศบังกลาเทศ ระหว่างกองทัพเมียนมากับกองทัพปลดปล่อยอาระกันโรฮีนจา ซึ่งกำลังปกคลุมไปด้วยความรุนแรง หลายชีวิตตกอยู่ในภาวะอันตราย และความรุนแรงนี้เองทำให้สายตาของทั่วโลกหันมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง อย่างที่หลายฝ่ายทราบดีว่า ชาวโรฮีนจา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทางการเมียนมาเองไม่ยอมรับว่าเป็นคนเมียนมา และไม่ต้องการให้อาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดิน

ธานินทร์ สาลาม นักวิชาการประจำศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนาคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉายภาพเหตุการณ์ความรุนแรงในขณะนี้ให้ฟังว่า การสู้รบของรัฐบาลเมียนมากับชาวโรฮีนจาในขณะนี้ เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาลุกลามมายังประเทศไทย ส่วนการลักลอบเข้ามาประเทศไทยนั้น น่าจะมีความยุ่งยากมากขึ้น และที่สำคัญประเทศไทยไม่ใช่เป้าหมายของกลุ่มโรฮีนจา หรืออาจเป็นแค่ทางผ่านเท่านั้น ที่สำคัญปัจจุบันชาวโรฮีนจา ไม่สามารถเดินทางผ่านเข้ามาในไทยได้เพราะทางการเข้มงวดระบบนายหน้าที่เคยเข้าไปสัมปทานพาคนเหล่านี้ผ่านเข้ามา

ธานินทร์ ระบุว่า เส้นทางเดียวที่ชาวโรฮีนจาต้องการเดินทางไปคือประเทศบังกลาเทศ เนื่องจากมีระยะทางใกล้กว่าไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อหลบหนีการสู้รบและการเดินทางไปทำงานในประเทศอาหรับอื่นๆ มากกว่า ส่วนความรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ชัดเจนว่า ทางการเมียนมาเองมีเป้าหมายไม่ต้องการให้มีชาวโรฮีนจาอาศัยอยู่ประเทศ โดยใช้กลุ่มติดอาวุธดำเนินการ ซึ่งเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้วิธีบีบบังคับทุกวิถีทางเพื่อให้กลุ่มโรฮีนจาต้องออกไปนอกพื้นที่ อาทิ มาตรการที่รุนแรงและมาตรการบีบกระชับพื้นที่ไปสู่เป้าหมาย และการถอนสัญชาติ ซึ่งนโยบายที่ไม่ต้องการให้มีชาวโรฮีนจาอยู่ในเมียนมา

“ผมได้มีโอกาสเดินทางไปรัฐอาระกัน หรือรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา เข้าไปยังเมืองหลวงอย่างซิตตะเว่ พบว่าในพื้นที่แห่งนี้ไม่มีชาวโรฮีนจาอยู่เลย ถือว่าเป็นการจัดการแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีชาวมุสลิมใดๆ ในเขตเมืองนั่นคือโมเดลที่เมียนมาทำสำเร็จในซิตตะเว่ ถือเป็นโมเดลที่เมียนมาทำและขยายไปยังพื้นที่อื่น” ธานินทร์ เล่าประสบการณ์

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยนั้น 1.ต้องดูแลผู้คนข้างในประเทศอย่างดีและการวิพากษ์วิจารณ์อย่าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก 2.นโยบายทางการเมือง ถ้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากอาจตกเป็นเป้าหมายได้ และ 3.เส้นทางผ่านนั้นไทยไม่ใช่ทางผ่านแน่นอนในตอนนี้ ดังนั้นประเทศไทยเองต้องดูแลในเรื่องของมนุษยธรรมและต้องไม่เข้าไปแทรกแซงทางการเมืองของเมียนมาเด็ดขาด

ขณะที่ ศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ วิเคราะห์ว่า ข้อกังวลที่ว่าชาวโรฮีนจาจะกระทบมาถึงประเทศไทยหรือไม่นั้น “แนวโน้มน่าจะมีแน่” แต่ไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีในช่วงนี้ จะเกิดภายหลังความรุนแรงในเมียนมาสงบลง แต่ยังมีเจ้าหน้าที่กองทัพความมั่นคงดำรงอยู่ ปัญหาที่ตามมาอาจมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง มีการเสนอผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือชาวโรฮีนจาที่ต้องการหลบหนีออกไปนอกประเทศ โดยแนวโน้มลักษณะนี้อาจมีความเป็นไปได้

“1-2 ปีนี้อาจไม่พบปัญหาใหญ่ขึ้นมา แต่หลังจากนี้ก็ไม่แน่อาจนำไปสู่ปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้น เส้นทางการหลบหนีเข้ามาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน แต่อาจมาในรูปแบบกองทัพมดทยอยลักลอบเข้ามา”ศิววงศ์ ให้ความเห็นทิ้งท้าย

สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ สภาทนายความ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามให้ไทยช่วยเหลือเกี่ยวกับการดำเนินการกับกลุ่มโรฮีนจา อย่างล่าสุด ผบ.สส.เมียนมา เข้าพบผู้นำประเทศไทยขอให้มีการเรียกชื่อชาวโรฮีนจาว่าเบงกาลี แต่ไทยก็ต้องระวังเพราะอาจเป็นเครื่องมือของเมียนมา ประเทศไทยมีคนมุสลิมอยู่ในไทยจำนวนมากและมีการค้าขายสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมุสลิมอีกหลายประเทศ หากมีปัญหา เรามีปัญหาขึ้นได้ ที่สำคัญจะเป็นการสร้างความเกลียดชังแตกแยกมากขึ้น

ทั้งนี้ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีชาวโรฮีนจาเข้ามาในประเทศไทยเพราะอดีตที่ผ่านมา พบว่าการเดินทางเข้ามาได้เพราะมีขบวนการค้ามนุษย์นำเรือไปรับ หากไม่มีขบวนการเหล่านี้ไปรับก็จะไม่มีชาวโรฮีนจาเข้ามาในประเทศไทย

ภาพ เอเอฟพี

 

“หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง” แรงดี-ทนจริง หรือแค่ความรู้สึก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 18:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514369

"หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง" แรงดี-ทนจริง หรือแค่ความรู้สึก?

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์

สังคมกำลังวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นประสิทธิภาพ น้ำมันสารเคลือบเครื่องยนต์ ยี่ห้อหนึ่งที่ขายกันเกลื่อนโซเชียลว่า มีประสิทธิภาพจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ หลังลูกค้านำไปใช้แล้ว บอกว่า น้ำมันเคลือบเครื่องยี่ห้อดังกล่าวทำให้เครื่องยนต์พัง

หลายคนตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว  หัวเชื้อน้ำมันเครื่องและสารเคลือบเครื่องยนต์ มีความจำเป็นต่อรถยนต์หรือไม่ ใช้หรือไม่ใช้มีผลแตกต่างกันมากน้อยเพียงไร วันนี้ “โพสต์ทูเดย์” มีคำตอบจาก ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์และนักวิทยาศาสตร์

ถ้าใช้หัวเชื้อน้ำมันเครื่องไม่ดี ก็อาจเป็นยาพิษต่อเครื่องยนต์

ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ตามหลักรถยนต์ต้องมีน้ำมันเครื่อง ในการช่วยหล่อลื่นและระบายความร้อนจากเครื่องยนต์เพื่อไม่ให้สึกหรอ โดยส่วนผสมหลักในน้ำมันเครื่องประกอบด้วย น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (Base Oil) ประมาณ 75-90% สารเติมแต่ง (Additives) ประมาณ 10-25% ซึ่งสารเติมแต่งเหล่านี้ช่วยทำความสะอาดเครื่องยนต์ ลดอัตราการสึกหรอ ลดการรั่วไหลของกำลังอัด ฯลฯ โดยน้ำมันเครื่องแต่ละยี่ห้อ จะมีสูตรเติมแต่งต่างกัน

ขณะที่หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง (Oil Additives) แท้จริงคือสารตระกูลสารเติมแต่ง โดยแต่ละยี่ห้อสัดส่วนของสารเคมีที่ใช้คุณสมบัติต่างกัน เช่น สารทำความสะอาด (Detergents) ช่วยลดการสะสมตัวของสิ่งเจือปนในน้ำมันเครื่อง ชะล้างเม็ดฝุ่นและผงเหล็ก จากพื้นผิวเครื่องยนต์เพื่อลดสึกหรอ หรือสารป้องการความเป็นกรด (Anti-acids) ช่วยปรับให้น้ำมันเครื่อง ไม่เป็นกรดมากเกินไปจนเกิดการกัดกร่อนกับเครื่องยนต์สั้น และสารปรับแต่งความหนืด (Viscosity Modifiers) ที่ช่วยทำให้น้ำมันเครื่องรักษาความหนืด แม้ทำงานในอุณหภูมิและความดันสูง

ดังนั้น หากน้ำมันเครื่องที่ใช้ปกติ มีการใส่สารเติมแต่งเหล่านี้ครบถ้วน การเติมหัวเชื้อที่มีสูตรเดียวกันลงไปในเครื่องยนต์นั้น หัวเชื้อเพียงช่วยเสริมการทำงานของสารเติมแต่งในน้ำมันเครื่องได้นิดหน่อย หรือช่วยเพิ่มคุณสมบัติบางอย่างที่ขาดหายไปได้บ้าง

แต่ว่า หัวเชื้อน้ำมันเครื่อง อาจกลายเป็นยาพิษได้ถ้าคุณภาพไม่ดี หรือมีองค์ประกอบทางเคมี ไม่เหมาะกับน้ำมันเครื่องที่ใช้ ซึ่งอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาส่งผลกระทบต่อระบบหล่อลื่น หรือถ้าการเติมหัวเชื้อไม่ตรงตามอัตราส่วนที่กำหนดระหว่างหัวเชื้อ กับน้ำมันเครื่องที่ใช้ อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีไม่สมบูรณ์ และถ้ายิ่งเติมหัวเชื้อลงไปในน้ำมันเครื่องที่เสื่อมสภาพ ก็จะทำให้น้ำมันหล่อลื่นไม่สามารถทำงานได้ดี

ผศ.ดร.เจษฎา ระบุว่า มุมของค่ายรถยนต์ ก็ไม่ได้ส่งเสริมให้เติมหัวเชื้อน้ำมันเครื่อง รวมถึงออกค้านด้วยซ้ำว่าไม่เป็นผลดีต่อเครื่องยนต์ เพราะจะทำให้กำลังของเครื่องยนต์ตกลง สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น หรืออาจเกิดอาการกินน้ำมันเครื่อง (ตรงข้ามกับที่โฆษณากัน) อันเนื่องมาจาก ถ้าใช้หัวเชื้อน้ำมันเครื่องเป็นเวลานาน จะเกิดคราบสะสมเป็นตะกอนที่เครื่องยนต์ ซึ่งผู้ใช้รถจะไม่ทราบสาเหตุเลย จนกว่าจะเปิดดูภายในเครื่องยนต์ตรวจสอบอย่างละเอียด

“เรื่องนี้เป็นทริค ที่คนขายรถยนต์เก่า ชอบใช้หลอกคนซื้อ ด้วยการเติมหัวเชื้อเยอะๆ แล้วเครื่องจะเดินเงียบขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วเป็นเพราะมันหนืดขึ้น”

ใช้น้ำมันเครื่องดี หัวเชื้อหรือสารเคลือบเครื่องยนต์ก็ไม่จำเป็น

วรพล สิงห์เขียวพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญและสื่อมวลชนด้านรถยนต์ ย้ำอย่างหนักแน่นว่า น้ำมันเครื่องจำเป็นต้องเติม แต่หัวเชื้อหรือสารเคลือบเครื่องยนต์ไม่จำเป็น เพราะน้ำมันเครื่องเปรียบเสมือนข้าวที่คนต้องกิน น้ำมันเครื่องดี ก็เหมือนกินข้าวคุณภาพดี ส่วนหัวเชื้อน้ำมันเครื่องหรือสารเคลือบที่ไว้ผสม เปรียบเหมือนวิตามินที่คนใช้ แต่ไม่มีความสำคัญ เท่ากับข้าว

แต่สาเหตุที่หัวเชื้อหรือสารเคลือบเป็นที่นิยมมานานนับสิบปี เพราะผู้ใช้รถหวังว่า เติมลงไปจะช่วยทำให้รถแรง ช่วยซ่อมแซมเครื่องยนต์ ลดต้นทุน จะได้ไม่ต้องซื้อน้ำมันเครื่องดีใส่ ซึ่งข้ออ้างเหล่านั้นไม่เป็นจริงทั้งหมด อาจช่วยได้เพียงทำให้การหล่อลื่นของน้ำมันเครื่องดีขึ้นบ้าง หากใช้สารที่มาจากโรงงานน่าเชื่อถือ นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ส่วนในประเทศไทยควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ออกมาศูนย์ใหญ่เท่านั้น เพื่อความมั่นใจ

“ผมยืนยันว่า หากเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพดี ก็เหมือนกินอาหารดี ใช้ครั้งเดียวจบ ไม่ต้องไปกังวลว่าสารเสริม จะใช้ได้ผลและปลอมหรือไม่”วรพลกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระบุว่า ส่วนองค์กรหรือหน่วยงานรับรองมาตรฐานสินค้าประเภทนี้ไม่มี มีแต่เพียงการรับรองจากหน่วยงานกลางสถาบันยานยนต์ตามมหาวิทยาลัยที่ทดสอบเท่านั้น ส่วนที่มีการกล่าวอ้างว่ามีมาตรฐาน ไอเอสโอ (ISO) รับรอง แท้จริงเป็นเพียงมาตรฐานโรงงาน

ส่วนน้ำมันสารเคลือบเครื่องยนต์ยี่ห้อดังที่กำลังเป็นข่าว มองว่าขั้นตอนการผลิตจนถึงการบรรจุไม่มีมาตรฐาน เพราะสารที่นำมา 2 ชนิด คือ คลอริเนเตท พาราฟิน คลอรีน 51% มีคุณสมบัติเหนียว ในสหรัฐอเมริกาห้ามใช้กับเครื่องยนต์ ฯลฯ เพราะจะทำให้พัง และผู้ใช้อาจเสี่ยงเป็นมะเร็ง ส่วนประเทศไทยห้ามจำหน่าย ส่วนสารอีกชนิดที่นำมาผสมคาดว่าเป็น กลีเซอรีน มีคุณสมบัติทำให้ใส ฉะนั้นเมื่อสารเหล่านี้เจอความร้อนในเครื่องยนต์ หรือที่มีการนำมาเผาโชว์ กลีเซอรีนก็จะระเหย คลอรีนจะกลับมาเหนียวหนืด จนอาจไหม้เป็นตะกอน ซึ่งอาจทำให้เครื่องพัง

สำหรับเหตุผลทำให้ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อดังกล่าวเป็นที่นิยมในโซเชียลมีเดีย เพราะมีรูปแบบการตลาดเน้นขายตรง ใช้ระบบให้ลูกข่ายโชว์ทรัพย์สิน หรือรถหรูเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ดังนั้นจึงคิดว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้าไปดำเนินการตรวจสอบ

ผู้เชี่ยวชาญด้านรถรายนี้ ทิ้งท้ายว่า “หัวเชื้อไม่ต้องซื้อ ใช้แค่น้ำมันเครื่องคุณภาพดีเท่านั้นพอ เหมือนกับคนกินข้าวดีๆ จะได้ไม่ต้องลุ้นว่า วิตามินเสริมจะดีหรือไม่”

 

คำพิพากษา “บุญทรง” ปิดฉากโกงจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/514113

คำพิพากษา "บุญทรง" ปิดฉากโกงจำนำข้าว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : เว็บไซต์ของศาลฎีกา (www.supremecourt.or.th) ได้เผยคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 อม.1/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อม.178/2560 อม.179/2560 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

สัญญาซื้อขายข้าวมีด้วยกันรวม 4 ฉบับ คือ สัญญาฉบับที่ 1 ลงวันที่ 6 ต.ค. 2554 ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กับบริษัทกว่างตงนำเข้าและส่งออกสินค้าและเครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬา (Guangdong Stationery & Sporting Goods IMP.&EXP.CORP) ตกลงซื้อขายข้าวทุกชนิดในคลังสินค้าของรัฐบาลไทย ปีการผลิต 2548/2549 ถึง 2552/2553 ปริมาณ 2,195,000 ตัน

สัญญาฉบับที่ 2 ลงวันที่ 6 ต.ค. 2554 ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กับบริษัทกว่างตงฯ ตกลงซื้อขายข้าว 5% ข้าวเหนียว 100% ข้าวหอมมะลิหักและข้าวขาวหักในคลังสินค้าของรัฐบาลไทย ปีการผลิต 2554/2555 ปริมาณ 2 ล้านตัน

สัญญาฉบับที่ 3 ลงวันที่ 3 ก.ค. 2555 ระหว่างการค้าต่างประเทศกับบริษัทกว่างตงฯ ตกลงซื้อขายข้าวขาว 5% และข้าวขาวหักเอวันเลิศ ปีการผลิต 2555 ปริมาณ 1 ล้านตัน ต่อมาจำเลยที่ 4 (มนัส สร้อยพลอย) ได้ทำบันทึกเสนอขอแก้ไขสัญญาปรับเพิ่มปริมาณข้าวขาว 5% อีก 1.3 ล้านตัน รวมเป็น 2.3 ล้านตัน และจำเลยที่ 2 (บุญทรง เตริยาภิรมย์) ได้ให้ความเห็นชอบ

สัญญาฉบับที่ 4 ลงวันที่ 6 ก.ย. 2555 ระหว่างกรมการค้าระหว่างประเทศกับบริษัทห่ายหนานค้าเมล็ดธัญพืชและอุตสาหกรรมน้ำมัน (Hainan Grain and Oil Industrial Trading Company) ตกลงซื้อขายข้าวเหนียวเอวัน ปีการผลิต 2554/2555 และ 2555 ปริมาณ 6.5 หมื่นตัน

สำหรับการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นได้ความจาก วิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และประธานกรรมการ บริษัท ไรซ์แลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งประกอบธุรกิจส่งออกข่าวตั้งแต่ปี 2520 จนถึงปัจจุบันว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนใช้หน่วยงานชื่อ China National Cereals, Oil and Foodstuff Import and Export Corporation (COFCO) เป็นตัวแทนในการลงนามในสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ

นอกจากนี้ อดีตข้าราชการระดับสูงของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผู้มีประสบการณ์รับผิดชอบดำเนินการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับประเทศต่างๆ ล้วนยืนยันว่าการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเจรจาขายผ่าน COFCO เท่านั้น โดยประเทศไทยไม่เคยขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ของสาธารณรัฐประชาชนจีนแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องดำเนินการโดย COFCO เท่านั้น

ในประเด็นเรื่องการระบายข้าวนั้น ข้อเท็จจริงในทางไต่สวนได้ความว่า เริ่มดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2554 จนถึงจำเลยที่ 2 พ้นจากตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ในวันที่ 30 มิ.ย. 2556 รวมระยะเวลาประมาณ 1 ปี 9 เดือน จำเลยที่ 2 ไม่เปิดประมูลขายข้าวให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจค้าข้าวในประเทศกลับมุ่งขายข้าวให้รัฐวิสาหกิจของมณฑล สาธารณรัฐประชาชนจีนถึง 6 รัฐวิสาหกิจ รวม 8 สัญญา ประมาณ 22 ล้านตันเศษ อย่างไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยมาก่อน ผลที่สุดข้าวที่ขายไปไม่ได้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แต่ถูกนำมาขายต่อภายในประเทศเพื่อประโยชน์จากส่วนต่างราคา

การระบายข้าวของจำเลยที่ 2 จึงมิได้กระทำไปเพื่อให้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลประสบผลสัมฤทธิ์เพื่อยกระดับราคาข้าวในประเทศให้สูงขึ้นอันจะเป็นประโยชน์แก่ชาวนาและประเทศชาติอย่างยั่งยืนตามวัตถุประสงค์ของโครงการ แต่กระทำไปเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง

พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันแยกตามรายสัญญาตามประมวลกฎหมาย จำเลยที่ 2 กระทำความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 18 ปี รวมเป็นจำคุก 36 ปี และมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2545 มาตรา 123/1 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 151 (เดิม) อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 6 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 42 ปี

 

แนะเก็บภาษีใช้น้ำรับมืออนาคต20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2560 เวลา 17:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/513797

แนะเก็บภาษีใช้น้ำรับมืออนาคต20ปี

“ทีดีอาร์ไอ”รัฐควรเตรียมศึกษาการจัดเก็บค่าน้ำให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาระบบชลประทาน

นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการเสวนา เรื่อง “ภาพอนาคตในปี 2035 : ที่ดิน พลังงานและน้ำในประเทศไทย” ว่า อนาคตการใช้น้ำของไทยจะเพิ่มมากขึ้น แต่จะเพิ่มด้านอุตสาหกรรม ขณะที่ภาคเกษตรจะลดลง 3-6% ปัจจุบันภาคเกษตรใช้อยู่ประมาณ 1.1 แสนล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพราะมีเครื่องจักรมาทดแทน และมีเทคโนโลยีการเกษตรที่ใช้น้ำน้อยเข้ามามากขึ้น

ด้านความต้องการใช้พลังงงาน พบว่า จะมาจากพลังงานทดแทน พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้นและมาทดแทนพลังงานจากฟอสซิล ส่วนด้านดิน พบว่า การใช้ที่ดินภาคเกษตรจะลดลงประมาณ 2% ของพื้นที่ทั้งหมดที่ใช้ด้านการเกษตร 130 ล้านไร่ แต่การใช้ที่ดินจะเพิ่มขึ้นในด้านชุมชนเมืองและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเข้ามาในพื้นที่การเกษตร

ขณะที่ภาคการใช้น้ำ มองว่า รัฐควรศึกษาความคุ้มทุนของแต่ละโครงการ และต้นทุนน้ำด้านชลประทาน เพื่อนำมาใช้ในการคำนวณต้นทุนการผลิต เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยคำนึงถึงต้นทุนการใช้น้ำ ส่งผลให้คนใช้น้ำไม่ตระหนักในเรื่องต้นทุนของน้ำ ในขณะที่สัดส่วนการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของรายได้
ทั้งนี้ ในระยะยาวเห็นว่ารัฐควรเตรียมศึกษาการจัดเก็บค่าน้ำ ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม ซึ่งจะมีอัตราต่างกัน การจัดเก็บภาษีด้านน้ำที่กระทบกับสิ่งแวดล้อม การเก็บภาษีมลพิษในน้ำ ภาษีการนำเข้าสารเคมีเกษตร โดยให้การประปาเป็นผู้จัดเก็บผ่านค่าน้ำต่อหน่วย และการให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาระบบชลประทานที่ส่งเข้าพื้นที่การเกษตร

“ประเด็นนี้นักการเมืองไม่กล้าทำ แต่จำเป็นต้องศึกษาไว้เพื่อการใช้ในอนาคต อาจจะมีการจัดเก็บไม่แพง แต่ต้องเก็บเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงต้นทุนน้ำที่กว่าจะมาถึงมือของประชาชน และสามารถนำมาคำนวณเป็นต้นทุนได้” นิพนธ์ กล่าว

 

 

นิพนธ์ กล่าวด้วยว่า อนาคตปี 2035 ความต้องการใช้น้ำของเมืองต่อคนในเมืองจะอยู่ที่ 452 ลบ.ม./คน ส่วนภูมิภาคจะอยู่ที่ 339 ลบ.ม. ในขณะที่ความต้องการน้ำในภาคธุรกิจจะขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 34 ล้านคน อนาคตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 50-60 ล้านคน/ปี โดยเฉพาะจังหวัดชายทะเลจะใช้ประมาณ 500 ลิตร/คน/วัน พื้นที่อื่นประมาณ 350 ลิตร/คน/วัน แต่อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเครียดของน้ำในปี 2015-2035 ของไทยยังอยู่ในระดับความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง

อุชุก ด้วงบุตรศรี นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า อนาคตปี 2050 ความต้องการสินค้าเกษตรในโลกจะเพิ่มขึ้นใน 70% โดยเฉพาะในกลุ่มธัญพืช การใช้ที่ดินภาคเกษตรของไทยจะลดลงอย่างรวดเร็ว ภายหลังการยกเลิกโครงการจำนำสินค้าเกษตร ทั้งนี้ที่ดินเกษตรจะลดลงจาก 138 ล้านไร่ ในปี 2557 เหลือ 122-132 ล้านไร่ ภายในปี 2035 หรือลดลง 11.59-4.3% โดยนาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะลดลงประมาณ 3 ล้านไร่ ไปปลูกพืชไร่ เช่น ยางพารา และขนาดของฟาร์มเฉลี่ยหรือใหญ่ หรือลดลงตามการใช้ที่ดิน อย่างไรก็ตาม การใช้ที่ดินในสาขาที่อยู่อาศัยจะขยายตัวสูงสุด

ด้านพลังงาน วิชสิณี วิบูลผลประเสริฐ นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ความต้องการพลังงานในปี 2035 ความต้องการใช้โดยรวมจะเพิ่มประมาณ 0.5-5% ต่อปี แต่ความต้องการใช้พลังงานในทุกสาขาของเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น ต่างกัน โดยปัจจัยสำคัญ คือ การทดแทนโดยพลังงานอื่น นอกจากฟอสซิล เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบการกักเก็บพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ พบว่าความต้องการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอันดับที่ 1 คือ จะเพิ่มขึ้น 0.85-4% รองลงมา คือ ด้านขนส่งเพิ่มขึ้น 0.5-3% ภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 1-3% ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 2-3% และการค้าบริการเพิ่มขึ้น 1-5%

 

ถอดรหัสโผ‘นายพลตำรวจ’ วางคนค้ำรัฐบาล-เก้าอี้ผบ.ตร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 11:13 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/513549

ถอดรหัสโผ‘นายพลตำรวจ’ วางคนค้ำรัฐบาล-เก้าอี้ผบ.ตร.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อ 7 วันก่อนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และอีกหนึ่งตำแหน่งคือ ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ก็เคาะ 183 รายชื่อนายพลสีกากีตามที่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้นำเสนอ

เป็นไปตามคาดที่ชุดนายพลตำรวจรอบนี้จะเป็นไปตามที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ต้องการวางกำลังตำรวจไว้ในจุดที่เหมาะสม ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้งานราบรื่น ไร้ขวากหนามกีดขวางงานบริหารตำรวจเมืองไทย

หากสอดส่องไปยังพื้นที่สำคัญๆ ก็พบว่าโผนายพลตำรวจรอบนี้ถูกจัดวาง “นักสืบ” และ “สายบู๊” ไว้อย่างมากมาย รวมถึงคนที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ไว้ใจอย่างเพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 ไว้ในพื้นที่สำคัญๆ

เห็นได้จากการส่ง “บิ๊กหยม” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช เพื่อนร่วมรุ่น จาก ผบช.ภ.1 ขยับเข้าเมืองกรุงมานั่งเก้าอี้ ผบช.น. ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่งของตำรวจ

พล.ต.ท.ชาญเทพนับว่าเป็นตำรวจมากความสามารถ ครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋น ขณะที่งานสืบสวนซึ่งเป็นหัวใจของตำรวจก็ไม่น้อยหน้าใคร กอปรกับคุ้นชินกับพื้นที่เมืองหลวงอยู่แล้ว เพราะเคยมาเป็นรอง ผบช.น.อยู่พักใหญ่ การวางตัวครั้งนี้จึงเพื่อสนองงานกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ให้ราบรื่น

ขณะที่ บช.ภ.1 ซึ่งเป็นพื้นที่คุมกำลังเช่นกัน พล.ต.อ.จักรทิพย์ก็วางเพื่อนร่วมรุ่นไว้อีกคนคือ “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ข้ามห้วยจาก ผบช.ส. มานั่งเก้าอี้ ผบช.ภ.1 ซึ่งเจ้าตัวก็เด่นงานสืบสวนด้วยเช่นกัน หรือ นรต.รุ่น 36 อีกคนที่โดดเด่นงานสืบสวนอย่าง “บิ๊กบัว” พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ก็ขยับจาก ผบช.ภ.7 มานั่งเก้าอี้ ผบช.สตม.

แค่ตัวอย่างในข้างต้นก็เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า “บิ๊กแป๊ะ” วางเพื่อนร่วมรุ่นของตัวเองเพื่อคุมกำลังและอยู่ในพื้นที่สำคัญๆ แต่ทั้งนี้ เพื่อนของ ผบ.ตร.แต่ละคนก็ต้องพิสูจน์ฝีมือผ่านผลงานด้วยเช่นกัน

วกไปที่กองปราบปราม (บก.ป.) เมื่อ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. ขยับขึ้นเป็นรองผบช.ก. ตำแหน่ง “ผู้การประเทศไทย” ก็ว่างลง และเปิดโอกาสให้ พ.ต.อ.ไมตรี ฉิมเฉิด รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส ข้ามห้วยกว่า 1,100 กิโลเมตร มานั่งเก้าอี้ ผบก.ป.แทน

แม้ พ.ต.อ.ไมตรี ที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้มากว่า 8 ปี และคำสั่งล่าสุดให้มานั่งเก้าอี้ ผบก.ป. ก็ถือว่าไม่แปลกอันใดที่จะเข้ามาเป็นแม่ทัพกองปราบ เพราะเจ้าตัวก็เคยทำงานใน บก.ป.มานานหลายปีก่อนจะย้ายไปอยู่ชายแดนใต้ ผ่านหลายคดีดังทั้งคดีฆ่าประยูร สิทธิโชติ หรือ “กำนันยูร” หรือแม้แต่เป็นคนบุกจับ “เณรแอร์” เป็นต้น นอกจากนี้ ยังการันตีฝีมือได้จากรางวัลข้าราชการ ผู้มีผลงานการปฏิบัติงานดีเด่นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ สาขาความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อยจาก ศอ.บต.อีกด้วย

อีกตำแหน่งที่น่าสนใจ เมื่อรัฐบาลยกระดับตำรวจท่องเที่ยวจนเกิด “กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว” และบิ๊กสีกากีที่มานั่งเก้าอี้ในตำแหน่งนี้คนแรก คือ “พี่หลวง” พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ลุกจากตำแหน่ง ผบช.ภ.9 ที่คุมพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างมาเป็น “ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว” พลิกโผจากเดิมที่มีการวางตัว “บิ๊กแหมว” พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ศชต. มือปราบและนักสืบมือดีคู่บารมี ผบ.ตร. ที่คาดหมายว่าจะได้ตำแหน่งนี้ แต่ท้ายสุดคำสั่งให้ พล.ต.ท.รณศิลป์ไปดำรงตำแหน่ง ผบช.ภ.9 แทน พล.ต.ท.สาคร ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้สานงานภาคใต้ต่อไปด้วย

อีกคนที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ นายตำรวจชื่อดังในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่าง “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ขยับเก้าอี้จาก ผบก.สปพ. หรือผู้การ 191 ผ่านการดำรงตำแหน่งตำรวจ 191 เมืองกรุงเพียงปีเดียว ก่อนหน้านี้ชื่อถูกสไลด์ขึ้นมาเป็นรอง ผบช.น. แต่ท้ายสุดถูกโยกมาเป็นรอง ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว และลือสนั่นรั้วปทุมวันว่าอีกไม่ช้า “บิ๊กโจ๊ก” คงต้องผงาดขึ้น ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว และก้าวเข้าสู่ตำแหน่งหลักอย่างรวดเร็ว

อีกทั้งชื่อของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เป็นที่รู้กันในวงการว่าใกล้ชิดสนิทกับพี่ใหญ่ คสช. อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ การวางตัวในตำแหน่งใหญ่ครั้งนี้จึงเพื่อสนองงานของรัฐบาล กอปรกับการโยกให้มาเป็นรอง ผบช.ตำรวจท่องเที่ยวน่าจะเป็นประโยชน์กับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์มากกว่าเป็นรอง ผบช.น.

ขณะที่ตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะตำรวจสายตรวจ 191 ที่เมื่อ พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ขยับขึ้นเป็นรองผบช.น. เก้าอี้นี้มาตกอยู่ที่ พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญ ลักษม์ ผบก.น.2 สายตรง พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และน้องชายของ “บิ๊กป้อม” ที่ขยับมาทำหน้าที่แทนเพื่อต่อยอดงานสายตรวจที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนกรุงเทพฯ โดยตรง

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือรัฐบาลและ พล.ต.อ.จักรทิพย์ จำเป็นต้องวางตัวนายตำรวจที่ไว้ใจได้เข้ามาคุมพื้นที่สำคัญๆ ส่วนหนึ่งเพื่อหยุดปัญหาคลื่นใต้น้ำที่อาจจะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลในระยะยาวได้ การได้ตัวคนที่ต้องการเข้ามาทำงานจึงตัดปัญหาข้อติดขัดออกไป

โดยเฉพาะ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ที่ยังสามารถอยู่ในเก้าอี้ ผบ.ตร.ได้อีกอย่างน้อย 2 ปี ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ จำเป็นที่ต้องทำให้ขาเก้าอี้ของตัวเองแข็งแรงที่สุด การวางเพื่อนร่วมรุ่นที่ร่วมหัวจมท้ายปิดคดีสำคัญๆ มากันมากมายในพื้นที่ต่างๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ทำงานได้ราบรื่น และผลพวงก็จะช่วยให้ตำแหน่ง ผบ.ตร.ของเจ้าตัวยิ่งแข็งแกร่งมากตามไปด้วย

 

กะเทาะแก่นวิถี “เกาหลีเหนือ” ไม่อ่อนข้อสหรัฐเพราะถูกกระทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 19:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/513510

กะเทาะแก่นวิถี "เกาหลีเหนือ" ไม่อ่อนข้อสหรัฐเพราะถูกกระทำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศูนย์เกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเสวนาวิชาการ “เจาะลึกเกาหลีเหนือ : กิจการภายในและการต่างประเทศ” ณ ห้องสัมมนากลาง สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ดำรง ฐานดี ผู้อำนวยการศูนย์เกาหลีศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สะท้อนมุมมองความคิดของเกาหลีเหลือว่า 1. จีน เกาหลีเหนือ ยึดถือลัทธิคอมมิวนิสต์พัฒนาประเทศ แต่ยุค เติ้ง เสี่ยวผิง อดีตผู้นำสูงสุดของจีน ได้เปลี่ยนมาใช้คอมมิวนิสต์ในแบบจีน ต่างจากเกาหลีเหนือใช้คอมมิวนิสต์แท้บริหารประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางคอมมิวนิสต์โลก จึงเกิดลัทธิจูเช คือ ปิดประเทศ ไม่เอาทุนนิยม เข้ามาใช้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ภาพการพัฒนาอาวุธ โดยตามแนวความคิดคนเกาหลีเหนือ เริ่มปี 1993 ซึ่งมีการจับภาพที่เริ่มก่อตั้งโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อผลิตไฟฟ้า แต่สหรัฐอยากให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดนิวเคลียร์ จึงอยากให้เกาหลียุติโดยให้ใช้พลังงานน้ำ และจะสร้างให้สองโรง ด้วยการรวบเงินจากประเทศต่างๆ แต่พอสร้างไปได้ 60-70% สภาครองเกรสกับยกเลิก เพราะเกิดการเปลี่ยนรัฐบาล เกาหลีเกิดความเจ็บช้ำ จึงไม่ขอพึ่งและไม่อยากฟังใคร

อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นอย่างนั้น จึงมีการพัฒนาขีปนาวุธ ยิงทดลองข้ามหลายประเทศ และทำให้นานาชาติจึงคิดถึงความไม่ปลอดภัย แต่สหรัฐต้องการคุย จึงเกิดการประชุม 6 ฝ่าย โดยมีจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย ร่วมด้วย เพื่อให้เกาหลีเหนือหยุดทดลองขีปนาวุธ แต่ก็ยังทดลองต่อไป จนการประชุมครั้งที่ 5

“แต่เกาหลีเหนือต้องการคุยกับสหรัฐไม่ใช่ประเทศอื่น เกาหลีเหนือจึงหาพื้นที่ยืนให้ตัวเองมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อยืนในเวทีโลก ซึ่งประเทศใหญ่ๆมีการทดลองอาวุธและขาย แต่กับห้ามเกาหลีเหนือ เพื่อแสดงให้ฝรั่งเห็นว่าสามารถผลิตอาวุธขายได้ และพัฒนาอาวุธ และเป็นการทำเพื่อชาติ ไม่ได้รุกราน แต่สหรัฐเดือดร้อน ไม่ยอมเจรจา ดังนั้น ซึ่งเกาหลีเหนือ ผู้นำคิดว่าตัวเองไม่มีที่ยืนในสมาคมนานาชาติ จึงไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อศัตรู”

ทั้งนี้ ถามว่าสงครามโลกครั้งที่สามจะเกิดไหม ขึ้นอยู่กับผู้นำสองฝ่าย หากถามว่าสหรัฐมีสิทธิทำสงครามได้ไหม คำตอบส่วนตัวค่อนข้างยาก เพราะคนเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดสงครามบนคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงญี่ปุ่นก็ไม่อยากทำสงคราม ขณะที่ สหรัฐไม่ได้รับการสนับสนุนจากยุโรปในเรื่องนี้ จึงหันมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บีบให้ 10 ประเทศ ร่วมด้วย แต่ไทยไม่ได้เป็นศัตรูเกาหลีเหนือ และไม่ได้เดือดร้อน

“สิ่งที่เห็นชัดเจนถึงความตั้งใจปณิธานคนเกาหลีเหนือให้กลายเป็นมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์ เมื่อก่อนมีแต่เสียงหัว แต่วันนี้คำตอบใช่ มีศักยภาพจริง จะทำโลกเดือดร้อนหรือไม่ แต่เกาหลีเหนือมองสหรัฐมีนโยบายกร้าวมาตลอดเวลา ผมอยากจะบอกว่าโอกาสเกิดสงคราม ถ้าสองคนหากกดปุ่มนิวเคลียร์ ต้องมีเหตุและผลพอสมควร ดังนั้น การแก้ไขปัญหาในปัจจุบันทำอย่างไร”

ส่วนตัวมองว่ามันจะเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกาหลีเหนือมีอิทธิพลนิวเคลียร์มากขึ้น แต่คนเดือดร้อน คือ สหรัฐ และญี่ปุ่น แต่แนวคิด สหรัฐ ญี่ปุ่น ไม่ยอมเจรจากับประเทศเล็กๆ ให้สถานภาพเส้นเดียวกันจึงต้องกดไว้ แต่จีนไม่อยากให้เกาหลีเหนือล่ม เพราะคนจะทะลักเข้าไป

“แม้จีนจะเห็นด้วยกับมติยูเอ็นเอสซี แต่เป็นเชิงสัญลักษณ์ เพราะประธานาธิบดีจีนบอกใครโจมเกาหลีเหนือจะวางเฉยไม่ได้ แต่ถ้าเกาหลีเหลือโจมตีใคร จีนจะวางเฉย หมายความว่า 100% อยู่ข้างเกาหลีเหนือ หากสหรัฐจะหยุดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือด้วยการแทรกแซงจีน ไม่สำเร็จ เพราะเกาหลีเหนือมีโรดแมปอื่น เช่น เอาเงินจากรัสเซีย หรือตะวันออกกลาง มาทำก็ได้”

ขณะที่ กัณฐัศศา พงษ์หิรัญ ผู้อำนวยการโครงการรัสเซียศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายมุมมองว่า  ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา จะเห็นรัสเซียโดยเฉพาะ วลาดีเมียร์ ปูติน ผู้นำ ตอบโต้ประเด็นเกาหลีเหนือในลักษณะให้เกิดการเจรจา พร้อมระวังในการแสดงท่าที่ความคิดเห็น ต่างจากกรณี ซีเรีย ตะวันออกกลาง ที่รัสเซียดำเนินการการต่างประเทศด้วยการใช้ความแข็งกร้าวต่อทุกสถานการณ์

ทั้งนี้ แม้การดำเนินการนโยบายต่างประเทศจะคล้ายกับทุกประเทศทั่วโลก คือ รักษาผลประโยชน์ชาติ แต่รัสเซียกลับมีน้ำหนักเบา ซึ่งต้องมองความสัมพันธ์สองประเทศ  เพราะในทางประวัติศาสตร์มีจุดเชื่อมโยงกัน คือ ความเชื่อ สมัยรัสเซียยังเป็นสหภาพโซ เวียตใช้ระบบสังคมนิยม ตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ มีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม จนหลายหลายประเทศนิยมไปใช้ ทั้ง ลาติน เกาหลีเหนือ และจีน

อย่างไรก็ดี ในเรื่องสังคมนิยม เครื่องมือที่ดีเพื่อดึงศรัทธาคนในชาติ เพราะสหภาพโซเวีนต เปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังปี 1917 ก่อตั้งสหภาพโซเวียต มีการวางโครงสร้างทางสังคมใหม่ จึงใช้ จิตวิทยาการเมือง คือ ลัทธิบูชาตัวบุคคล โดยเริ่มจาก โจเซฟ สตาลิน อดีตผู้นำสหภาพโซเวียต พยายามทำให้ผู้นำของรัฐเหนือมนุษย์

“ผลต่อการรวบรวมศรัทธาจากความแตกต่างของประชาชนได้ผลเมื่อ วลาดีมีร์ เลนิน เสียชีวิต ทำให้ประชาชนคิดว่าไม่หายไปไหนอยู่ในจัตุรัสแดง มีการดองศพไว้ กลายเป็นประเพณีสืบทอดกันมารลอด จนเป็นวิถีประเพณีอยู่ในสายเลือดคนรัสเซีย ลัทธิบูชาตัวบุคคล ส่งออกไปยังเกาหลีเหลือได้อย่างไร เพราะคิดว่าสังคมนิยมน่าตอบโจทย์ เพื่อสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ เมื่อเชื่อมโยงลัทธิบูชานี้ จึงทำให้เกิดการเชื่อมโยงกันและกัน โดยผู้นำคนแรก อย่าง คิม อิล ซ็อง”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัสเซียใช้ระบบสังคมนิยม ใช้ทุนนิยมแบบประชาธิปไตย แต่ยังมีอัตลักษณ์ส่วนตัว โดยไม่เอามาตรฐานอื่นมาตีค่า ปัจจุบัน ปัญหาคาบสมุทรเกาหลี ปูติน ให้ความช่วยเหลือพันธมิตร เพราะในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ ถือว่าเกาหลีเหนือเป็นรัฐกันชน ซึ่งตรงกับแง่นโยบายการต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ในช่วงสหภาพโซเวียตล่มสลาย ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากยุโรป ทำให้การดำเนินนโยบายของรัสเซีย เมื่อทบทวนมีความผูกพันกับวิถีตะวันออก และยังมีความผูกพันทางประวัติศาสตร์การเมืองคงอยู่ และการมองปัญหาเกาหลีเหลือ รัสเซียใช้ความเข้าใจ เพราะมีจุดยืนร่วมกันที่ถูกกระทำจากประเทศอื่นขณะที่ตัวเองตกต่ำ

ด้าน เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ผู้สื่อข่าว และคอลัมน์นิสต์อาวุโส กล่าวว่า ปัญหาขณะนี้มีการพุ่งเป้าไปยังคาบสมุทรเกาหลี แต่วิกฤติที่เกิดขึ้นนั้น ก่อให้เกิดหลายคำถาม 1.ทำไมเกาหลีเหนือพยายามเป็นมหาอำนาจในเรื่องของนิวเคลียร์ 2. แล้ววิกฤติที่เป็นอยู่จะไปถึงไหน 3. ทำไมเกาหลีเหนือกล้ากร้าวประกาศโจมตีเกาะกวม 4. หากเกิดเหตุจริงจะมีผลต่อสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีร้ายแรงขนาดไหน และจะมีผลต่ออาเซียนอย่างไร รวมถึงอาเซียนจะตอบสนองอย่างไร และ 5.หากวิกฤติยังเป็นอยู่แล้วเข้มข้นทุกวัน สหรัฐจะมีทางเลือกอะไรตอบสนองอย่างไร

“ยิ่งวันเกาหลีเหนือประกาศผลิตเอชบอมบ์ขึ้นมา ยิ่งเป็นตัวกำหนดสถานการณ์หลายอย่าง ทว่า ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำทั้งสองฝ่าย และเรื่องนี้ทำให้ย้อนไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองในการทิ้งระเบิด ฮิโรชิม่า และนางาซากิ โดยมี 5 ประเทศมหาอำนาจ ถืออาวุธนิวเคลียร์ยุคที่หนึ่ง เช่น สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน”

ทั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นความคิดเรื่องอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในแง่สร้างความมั่นคงของแต่ละประเทศ แต่ 5 ประเทศมหาอำนาจมองเห็นความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นหากใช้อาวุธเหล่านี้ทำลายล้าง จึงเกิดสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons ทั่วไปเรียก Non-Proliferation Treaty หรือ NPT) ในปี 1968

ทว่า มีบางประเทศไม่ได้ให้สัตบรรณกับสนธิสัญญานี้ และหลายประเทศไม่ยอมรับหรือร่วมลงนาม โดยเฉพาะ อินเดีย และปากีสถาน ซึ่งความพยายามเกาหลีเหนือที่จะเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์เกิดขึ้นในปี 1980  โดยสหรัฐเริ่มเห็นเกาหลีเหนือไม่ยอมอยู่ในสนธิสัญญา จึงได้ทำความตกลงเกาหลีเหนือหยุดเรื่องดังกล่าว

“ปี1994 เกาหลีเหนือแหกคอก ดำเนินการพัฒนามาโดยตลอด ชี้ให้เห็นว่าท้ายที่สุด มีความพยายามหลายครั้งแต่ล้มเหลวสิ้นเชิง และวิกฤติซ้ำราย เมื่อวันที่ 4 ก.ค. เกาหลีเหนือ ได้แสดงศักยภาพยิงจรวดข้ามทวีป พร้อมข่มขู่ว่าสามารถยิงได้ไกลถึง 6,000 กิโลเมตร คือ ยิงถึงสหรัฐและการประกาศที่จะยิงจรวดไปเกาะกวม ปรากฏการณ์แสดงให้เห็นว่าการเจรจาล้มเหลว ในการยุติโครงการนิวเคลียร์ รวมถึงความพยายามลงโทษในรูปแบบต่างๆ ก็สิ้นเชิง สภาพการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่เผชิญหน้าท้าทาย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แต่สหรัฐมองเป็นการคุกคามตรงต่อสหรัฐ”

ส่วนวิกฤติจะนานแค่ไหน มันมีเพิ่มสูงขึ้น และเห็นชัดจากการซ้อมรบระหว่าง สหรัฐ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพื่อแสดงศักยภาพตอบโต้หากเกิดการโจมตี รวมถึงจรวดป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐที่ตั้งในเกาหลีใต้ ถามว่าสหรัฐเลือกทำอะไรได้บ้าง เจรจา แทรกแซงไม่เป็นผล ให้เกาหลีเหนือยุติโครงการ ทางเลือกในการเจรจาจึงน้อยมาก

ทั้งนี้ ทางเลือกต่อมาสหรัฐอาจใช้วิธีลุยก่อนคุย แต่ตัวเลือกนี้ลดน้อยลงไป แต่ตัวเลือกถัดมา อุบัติเหตุ คือ อยู่ที่การตัดสินใจของผู้นำสองฝ่าย เพราะแหกคอกกันไปหมด หรือสุดท้ายอาจเป็นลุยไปคุยไป แต่ต้องอยู่ภายในวงจำกัด ซึ่งหลายประเทศเตรียมตัวรับสถานการณ์ หรือสุดท้าย ยอมให้เกาหลีเหนือมีนิวเคลียร์ต่อไป ซึ่งขัดต่อสัญญา 1968 แต่ต้องมีภายใต้เงื่อนไข

ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 1994-1995 ขณะนั้น เป็นโอกาสที่เกาหลีเหนือจะเปิดประเทศ โดยมีการจัดตั้งความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งเลียนแบบกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง และมีการชักชวนหลายประเทศเข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษของเกาหลีเหนือ คือ ลาซอง

ทั้งนี้ ไทยเข้าลงทุนก็เป็นไปด้วยดี ทำให้รู้สึกได้ว่าเกาหลีเหนือไม่ใช่ประเทศยากจน มีความอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะเรื่องอาหารทะเล แต่มีปัญหาเรื่องระบบไปไม่ถึง การคมนาคมแย่มาก และไทยเข้าไปลงทุนในเรื่องโทรคมนาคม โดยมีฝ่ายรัฐบาลเกาหลีเหนือเข้ามาร่วมทุน 30%

อย่างไรก็ดี แต่เมื่อดำเนินการได้ 2 ปี เกาหลีเหนือมีการขอให้เปลี่ยน โดยมีบริษัทของอียิปต์มาขอสัมปทานเข้าทำแทนไทย และให้ไทยทำเรื่องอินเตอร์เน็ตแทน ซึ่งได้ได้ใช้เงินทุนลงไป 20 กว่าล้านเหรียญ  จนเกิดปัญหาเรื่องการแทรกแซง จึงได้ขายหุ้นให้กับบริษัทของฮ่องกง

“อยากชี้ให้เห็น 10 กว่าปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือจะกลับเข้ามาเวทีโลกได้อีก สมัยรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา สมัยรัฐบาลคลินตัน ได้มีการเจรจาปูทาง แต่เมื่อ อัล กอร์ แพ้การเลือกตั้งให้กับ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ทำให้เรื่องราวในคาบสมุทรเกาหลีเปลี่ยนไป ทว่า ในช่วงที่ผมไปอยู่ ก็ไม่ได้มีความน่ากลัวว่าใครจะมาเดินตาม

อย่างไรก็ดี ในปี 2010 เกาหลีเหนือเริ่มเปิดประเทศ มีร้านขายนาฬิกายี่ห้อต่างๆใกล้กับตามโรงแรมที่พัก แต่ล่าสุดได้ปิดไปหมดแล้ว ดังนั้น มันจะมีขึ้นๆ ลงๆ เกาหลีเหนือมีนโยบายจะเปิดสมัย คิม จอง อึน แต่มีความกลัว จึงค่อยๆปิดประเทศ และสมัยบุช มีนโยบายแข็งกร้าว ทำให้เกาหลีเหนือลดสัมพันธ์ลงในเรื่องดังกล่าว”

ภาพ…เอเอฟพี

 

มองตามสายพระเนตรในหลวงร.9 ในนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 19:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512877

มองตามสายพระเนตรในหลวงร.9 ในนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์

ชมภาพชุดจากนิทรรศการที่คนไทยไม่ควรพลาด! มองตามสายพระเนตรผ่านภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่9

สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้จัด นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน” จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในฐานะองค์อัครศิลปิน และพระมหากรุณาธิคุณในฐานะองค์อุปถัมภ์งานด้านศิลปวัฒนธรรมไทย

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเป็นนิทรรศการที่คนไทยไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง….

เพราะภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่นำมาแสดงในครั้งนี้มีจำนวน 200 ภาพ มีทั้งที่เคยเผยแพร่และไม่เคยเผยแพร่ ซึ่ง “นิติกร กรัยวิเชียร” ภัณฑารักษ์ ได้แบ่งการนำเสนอภาพออกเป็น 3 ช่วงรัชกาล ได้แก่

ช่วงต้นรัชกาล จัดแสดงภาพถ่ายยุคขาว-ดำของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 พระราชโอรส พระราชธิดา ตั้งแต่วันพระราชสมภพและพระบรมวงศานุวงศ์

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ประเทศเดนมาร์ค / 4 กันยายน พ.ศ.2509

ช่วงกลางรัชกาล จัดแสดงภาพทรงงาน ณ สถานที่และโครงการต่างๆ ทั้งด้านการเกษตร การชลประทาน การพัฒนาท้องถิ่น และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ช่วงปลายรัชกาล จัดแสดงภาพคราวเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังไกลกังวล ทัศนียภาพอันงดงามต่างๆ และสุนัขทรงเลี้ยง

แต่ละภาพที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ มีตั้งแต่มุมกว้างๆ จนกระทั่งสิ่งเล็กๆ หลายภาพบอกถึงพระราชอารมณ์ขัน บางภาพบ่งถึงความใส่พระทัยในผู้คน มวลสรรพสัตว์ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม บางภาพสะท้อนถึงความเป็นอยู่ส่วนพระองค์ และพระราชปฏิภาณ ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีภาพ พระเถรานุเถระ ที่ทรงถ่ายไว้มาจัดแสดงด้วย อาทิ ภาพหลวงปู่แหวน สุจิณโณ, หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19

นิทรรศการ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จัดแสดงระหว่างวันที่ 2 ก.ย. 2560 – 7 ม.ค. 2561ห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ภาพภายในงานนิทรรศการ โดย I-Mong Pattara Khumphitak

 

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่

 

 

 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (ขวา) และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ.2498

 

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี พ.ศ.2523

 

 

 

หลวงปู่ขาว อนาลโย พ.ศ.2525

 

 

 

หลวงปู่ขาว อนาลโย พ.ศ.2523

 

 

 

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ จังหวัดเชียงใหม่ 16 มกราคม พ.ศ.2525

 

 

 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พ.ศ. 2528

 

 

 

 

 

 

จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2525

 

 

จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2525

 

 

จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2525

 

 

ในบริเวณพระตำหนักจิตรบดารโหฐาน กรุงเทพฯ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2541

 

 

บริเวณกรงลิง 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2542

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ม.116 ทำลายเสรีภาพ เพื่อความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2560 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512814

ม.116 ทำลายเสรีภาพ เพื่อความมั่นคง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน สมาคมนักข่าวฯ จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “ปลุกข้อหา มาตรา 116 อุปสรรคต่อการปฏิรูปประเทศ?” โดยเนื้อหาสาระสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้

สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประจำประเทศไทย

มาตรานี้เรียกสั้นๆ ว่า ข้อหายุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 นั้น พบว่าก่อนการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเด็นมาตรา 116 แทบจะไม่มีการพูดถึงเลย แต่เมื่อมีการยึดอำนาจหลังการรัฐประหาร ก็มีคดีตามมาตรา 116 จำนวนมาก มีการใช้ตามอำเภอใจ

เมื่อเป็นเช่นนี้การใช้มาตรา 116 นำมาสู่บรรยากาศความหวาดกลัว เพราะอาจติดคุกได้ถึง 7 ปี รวมทั้งต้องขึ้นศาลทหารซึ่งหลักการระหว่างประเทศมองว่า ไม่มีการไต่สวนอย่างเป็นธรรม ทุกกระบวนการคืออยู่ในกระทรวงกลาโหม ภายใต้ คสช. ต่างประเทศจึงมองว่าเป็นเครื่องมือปิดกั้นคนเห็นต่าง ใช้เครื่องมือในการสอบสวนอย่างไม่ปกติ ซึ่งประเด็นมาตรา 116 มีการพูดในสหประชาชาติอยู่หลายครั้ง

สิ่งที่น่าสนใจคือการเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 116 ถือว่ายากมาก จึงหวังว่าในท้ายที่สุดจะเอาผิดไม่ได้ แต่จะเห็นได้ชัดกรณีที่ใช้มาตรา 116 แล้วติดเบรกทันทีคือกรณีอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีการพิพากษา เพราะกรณีแบบนี้ก็ไม่เข้าข่ายความมั่นคง มองเต็มที่ก็เป็นเรื่องการหมิ่นประมาทเท่านั้น ดังนั้นมาตรา 116 จะถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหวังผลทางการเมือง

จักร์กฤษ เพิ่มพูล ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ในยุคก่อนมีข้อหาสำเร็จรูปคือข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ ถึงแม้ความผิดในการกระทำจะไม่ครบองค์ประกอบ แต่ถ้าเขาต้องการให้เป็นคอมมิวนิสต์ก็ชี้ได้ วันนี้เรากำลังกลับเข้าสู่บรรยากาศแบบนั้น คือตั้งข้อหาไว้ก่อนแล้วไปเอาความผิดภายหลัง ซึ่งก่อนหน้านี้

ช่วงที่ส่วนตัวทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการพบว่า มีพัฒนาการการปิดปากสื่อมวลชนตามข้อหาหมิ่นประมาท แต่ทั้งหมด
ก็ยอมความได้ ต่อมาเมื่อมีการใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ขึ้นมา ข้อหาก็มีเพิ่มขึ้นมาจากการหมิ่นประมาท

ที่ผ่านมามีการใช้กฎหมายเหล่านี้ทำให้เกิดบรรยากาศความหวาดกลัวไปหมด เมื่อมีมาตรา 116 ขึ้นมา ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ซึ่งบทบาทของสื่อมวลชนที่โพสต์ข้อความในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการตัดสินคดีจำนำข้าว การจัดการน้ำท่วม หรือกรณีนักข่าวไปตรวจสอบโกดังเก็บข้าวแล้วเจ้าหน้าที่ทหารจะยึดกล้องนั้น สิ่งเหล่านี้มองอย่างไรก็ไม่กระทบกับความมั่นคง เชื่อว่าท้ายที่สุดข้อกล่าวหาตามมาตรา 116 จะเอาผิดไม่ได้ แต่อาจจะกระทบในเรื่องความไม่สบายใจในกระบวนการที่อาจจะยาวนาน

วิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์

ความผิดตามมาตรา 116 มีช่องทางสู้คดีได้มากมาย เชื่อว่าหากศาลจะลงคดีตามมาตรา 116 จะยากมาก เพราะไม่รู้จะสืบคดีอย่างไรให้เข้าองค์ประกอบความผิดว่ามีความไม่สงบ

ทั้งนี้เชื่อว่ารัฐบาลไหนก็ไม่อยากทะเลาะกับสื่อมวลชน แต่สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์บ้านเมือง ตั้งแต่วาทะที่ว่าสื่อเลือกข้าง การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร รัฐบาลก็อยากไปบล็อกสิ่งเหล่านี้ จึงพยายามหาเครื่องมือจนมาเจอมาตรา 116 ซึ่งนัยของรัฐบาลคือป้องปราม แต่ผู้ถูกกระทำก็ไม่สนุก แต่ตนเชื่อว่าการสืบตามมาตรานี้เป็นไปไม่ได้เลย แต่ต้องยอมรับว่า สื่อเลือกข้างก็มี รัฐจึงต้องหาวิธีทำอย่างไร แต่เชื่อว่ามาตรานี้ไปไม่ได้ถึงเป้าหมาย ยังถือว่าสบายใจได้

เสรี สุวรรณภานนท์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ)

มาตรา 116 เป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศอย่างแท้จริงเพื่อปกป้องประเทศให้มีความมั่นคง อีกส่วนจะมีนัยทางการเมืองจะนำมาใช้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อปกป้องให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ยังควบคุมได้ อาจจะมีผลกระทบกับผู้ที่คัดค้านทางการเมือง โดยผู้มีอำนาจก็จะนำมาตรา 116 มาใช้ แต่ในความเป็นจริงนั้นต้องกล้าพูดได้ว่าผู้มีอำนาจ ก็จำเป็นต้องใช้อำนาจตรงนี้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถควบคุมสภาพบ้านเมืองได้อย่างไร เพื่อประโยชน์กับประเทศโดยรวม

ที่สุดแล้วผมเชื่อว่าคนที่เสนอความเห็นทางการเมือง และถูกดำเนินคดีจะไม่ถูกลงโทษ และเมื่อเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยทุกคนจะได้เรียนรู้ อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรา 116 ขณะนี้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและสมเหตุสมผล ไม่ละเมิดสิทธิของประชาชน เพราะประชาชนเริ่มกล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพของสื่อหลักใหญ่ต้องไม่ถูกปิดกั้น