กฎหมายไม่ได้ห้ามมีกิ๊ก แต่ถ้าทำร้ายจิตใจเมื่อไรมีความผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กันยายน 2560 เวลา 08:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512507

กฎหมายไม่ได้ห้ามมีกิ๊ก แต่ถ้าทำร้ายจิตใจเมื่อไรมีความผิด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือสีสันที่สำคัญสำหรับการลงพื้นที่ จ.นครราชสีมาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ป่าวประกาศกับชาวบ้านว่า จะคลอดกฎหมายห้ามมีกิ๊ก ป้องกันไม่ให้พ่อบ้านทั้งหลายสร้างความทุกข์ระทมให้แม่บ้านจากพฤติกรรมไม่เหมาะสม

สีสันที่ว่าออกจากปากเบอร์หนึ่งของคณะรัฐบาล ย่อมไม่อาจมองข้ามได้ แต่เอาเข้าจริงแล้ว กฎหมายห้ามมีกิ๊ก จะช่วยสร้างฐานครอบครัวให้เข้มแข็งได้ดีหรือไม่ ก็ยังน่าสนใจไม่น้อย

วันชัย บุญประชา เลขานุการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ให้ความเห็นว่า ความหมายของคำว่า “กิ๊ก” หากเลยไปถึงขั้นชู้สาว ซึ่งหมายถึงว่าหญิงหรือชายมีพฤติกรรมยกย่องหญิงชายอื่นเทียบเท่าสามีภรรยา และเลยเถิดไปถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางกายร่วมกัน ปัจจุบันเรามีกฎหมายที่จะเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าสำหรับผู้ที่ถูกกระทำอยู่แล้ว และการเอากฎหมายอาญามาสำทับเพิ่มเกรงว่าจะเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดออกไป

“กฎหมายให้ฟ้องหย่าเพื่อยุติชีวิตครอบครัว และเรียกร้องค่าเสียหายเรามีอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีบทกำหนดโทษ และหากจะมีโทษทางอาญาเข้ามาเพิ่มก็คงเป็นเรื่องที่แปลก” วันชัย ให้ความเห็น

เลขานุการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ให้ภาพอีกว่า หากความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวนั้น คนอื่นรับรู้ทั่วไปและเป็นเรื่องที่ไม่สมควร สังคมไทยก็ควรจะเข้ามามีบทบาทมากกว่าการใช้ข้อกฎหมายเอาผิด เพราะวัฒนธรรมของเราก็รับเรื่องราวแบบนี้ไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น เชื่อว่ามาตรการทางสังคมจะเกิดประโยชน์มากกว่าการใช้กฎหมาย

สถิติการหย่าร้างที่มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวรวบรวม พบว่าในปัจจุบันอัตราเฉลี่ยการจดทะเบียนหย่าสูงขึ้น โดยแต่ละปีจะมีคู่สมรสมาหย่าร้างมากถึงกว่า 1 แสนคู่ ขณะเดียวกันระดับการจดทะเบียนสมรสก็อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำด้วย และสาเหตุหลัก คือ เรื่องของการมีกิ๊ก ที่นำไปสู่การนอกใจในที่สุด

แต่กระนั้นวันชัยมองเรื่องนี้ว่า สภาพปัจจุบันสังคมไทย เรายอมรับการหย่าได้ และแต่ละคนมีชีวิตใหม่ได้ หากแต่คู่สมรสนั้นเป็นพ่อแม่ที่มีลูก ก็ต้องมาดูว่าเตรียมความพร้อมสำหรับลูกมากน้อยแค่ไหน ถ้าเตรียมได้ดีก็ไม่มีปัญหา

จเด็จ เชาว์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มองว่า รัฐบาลควรที่จะผลักดันให้กฎหมายเอาผิดทางอาญากับการกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นจริงขึ้นมา เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเรื่องการนอกใจ การทำร้ายกันทางความรู้สึกของคนในครอบครัว โดยเฉพาะสามีและภรรยาเป็นต้นตอที่นำไปสู่ความรุนแรงตามมา

จเด็จ มองนัยของ พล.อ.ประยุทธ์ที่พูดถึงเรื่องกฎหมายห้ามมีชู้เพราะเป็นปัญหาของสังคมอย่างแท้จริง และที่ผ่านมานายกฯ ก็เคยพูดอยู่บ่อยครั้งว่า “อย่า” ไปทำร้ายผู้หญิง หรือทำร้ายคนในครอบครัว และสิ่งนี้สะท้อนให้สังคมต้องเห็นร่วมตรงกัน เพราะไม่ใช่เรื่องลิ้นกับฟัน แต่เป็นเรื่องทำร้ายร่างกายและการใช้ความรุนแรง

“พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า คนที่เห็นเหตุการณ์ทำร้ายกันเองในครอบครัว หรือทะเลาะวิวาทระหว่างสามีภรรยาจะต้องรีบแจ้งเหตุทันที ความหมายของกฎหมายก็เพื่อให้ยับยั้งเหตุรุนแรงที่อาจจะตามมา ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องของเขา เราไม่ต้องไปยุ่งแล้ว มันคือเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญ” จเด็จ ให้ความเห็น

ความเห็นของจเด็จ ไม่ต่างจาก เลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มองว่า เรามีกฎหมายเดิมที่ใช้กันมากว่า 10 ปีแล้ว และเพื่อยกระดับขึ้นมา จึงมีการออก ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว พ.ศ. …  (กฎหมายห้ามมีกิ๊ก) และระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนของสำนักงานกฤษฎีกาที่ตรวจมาตราอยู่ และผ่าน ครม.มาแล้วเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แต่คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะบังคับใช้ได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาครอบครัวที่นำไปสู่ความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก และกฎหมายใหม่ฉบับนี้นอกเหนือไปจากที่คุ้มครองผู้ถูกกระทำในครอบครัวแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้นด้วย เพราะกฎหมายจะมาบังคับและกำหนดโทษอาญาทันทีหากเกิดการทำร้ายในครอบครัว

“กฎหมายเดิมหากทำร้ายคนในครอบครัวก็มีโทษปรับ 6,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือนอยู่แล้ว แต่กฎหมายใหม่จะช่วยดูแลเรื่องสภาพจิตใจ ร่างกายของผู้ถูกกระทำ รวมถึงผู้กระทำเองที่ศาลจะต้องไต่สวนพิจารณาว่าสาเหตุที่กระทำเป็นเพราะอะไร หากเป็นเพราะเหล้าก็ไปบำบัด หรือเป็นเพราะสภาพจิตใจก็ต้องรักษา เพื่อให้กลับไปสู่ครอบครัวได้อีกครั้ง” เลิศปัญญา อธิบาย

แต่สังคมมองว่า นี่คือ กฎหมายห้ามมีกิ๊ก หรือห้ามมีชู้ ซึ่งเรื่องนี้เลิศปัญญามองว่าสังคมกำลังมองเนื้อหาที่ผิดเพี้ยนไป เพราะในข้อกฎหมายระบุไว้ว่าหากการกระทำที่ทำร้ายจิตใจและร่างกาย หรือทำให้กระทบกระเทือนจิตใจก็ตาม จะต้องมีความผิด ไม่ได้มีระบุเอาไว้ว่าห้ามมีชู้

“คนไปมีเมียน้อย เมียหลวงอาจจะช็อกก็ได้ ตรงนี้ก็ทำร้ายจิตใจ หรือทำให้จิตใจไม่เป็นสุข นี่คือความผิด เราไม่ได้ห้ามมีชู้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของบุคคล เพราะบางส่วนมีชู้แต่ครอบครัวอยู่ได้อย่างมีความสุข อย่างนี้ก็ไม่ได้ทำร้ายจิตใจกัน แต่เมื่อใดที่กระทบกระเทือนแม้แต่ทางความรู้สึก ก็จะเข้าข่ายความผิด” อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ทิ้งท้าย

ภาพ ..postjung.com

ขอที่ยืนให้ผู้เจ็บป่วยทางจิต หยุดเรียกเขาว่า”ไอ้บ้า”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2560 เวลา 18:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512240

ขอที่ยืนให้ผู้เจ็บป่วยทางจิต หยุดเรียกเขาว่า"ไอ้บ้า"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

น่าตกไม่น้อยกับข้อมูลจากสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า คนไทยเจ็บป่วยทางจิตเพิ่มมากขึ้น แต่กลับมีความรู้ความเข้าใจในผู้ป่วยและโรคทางจิตเวชน้อยมาก จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งการไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการรักษา ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคซึมเศร้าเพิ่มสูงขึ้นเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหัวใจ

โดยในประชากรทุก 10 คน จะมีโอกาสเจ็บป่วยทางจิต 1 คน และอัตราความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1 ต่อ 5 สำหรับโอกาสการเจ็บป่วยด้วยโรคซึมเศร้า

สาเหตุสำคัญคือความไม่เข้าใจของสังคมต่อความเจ็บป่วยทางใจ จนนำไปสู่ความอาย ความกลัว การปฏิเสธการรักษา และการไม่ให้ที่ยืนกับผู้ป่วยใจ

ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนในประเทศต้องเปลี่ยนแปลงทัศนคติ เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้ป่วยด้วยความเข้าอกเข้าใจ ให้โอกาสและที่ยืนแก่พวกเขา เมื่อมนุษย์เราต่างมีช่วงเวลาอันน่าผิดหวัง ท้อแท้และไม่เป็นตัวของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น

 

ไอ้คนบ้า เลิกพูดซะทีเถอะคำนี้

ความรู้ความเข้าใจต่อผู้ป่วยทางจิตนับเป็นพื้นฐานสำคัญมากต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

นุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย บอกว่า สังคมไทยยังมีทัศนคติและความคิดในทางลบต่อผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต โดยเฉพาะผู้ป่วยตามชนบท ครอบครัวที่มีผู้ป่วยมักปิดกั้นให้อยู่แต่ภายในบ้าน เพราะเกรงว่า หากคนในชุมชนทราบจะไม่ได้รับการยอมรับ

“พวกเขาถูกมองจนทำให้ไม่มีความเชื่อมั่นใจตัวเอง สิ่งที่เราไม่อยากได้ยินก็คือ  ไอ้นี่คนบ้า พอป่วยแล้วถ้าเป็นภาคเหนือก็บอกว่า ผีบ้า ”

“บางรายไม่กล้าบอกชื่อ เพราะครอบครัวห้าม อย่าให้ใครรู้นะ กลัวสังคมรู้ว่าครอบครัวฉันมีคนป่วย เพราะคิดว่าจะกระทบกับตัวเองหรือพี่น้องคนอื่น หรือเวลาขึ้นแท็กซี่ เราบอกไปส่งศรีธัญญาหน่อย เขาปฏิเสธทันที หรือแม้กระทั่งถามว่า ผมจะติดเชื้อบ้าไหม มันสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในสังคมไทยต่อผู้ป่วยจิตเวช ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมาก”

นุชจารี บอกว่า สมาคมฯ พยายามดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างถูกวิธีและมีกระบวนการฟื้นฟูอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถก้าวออกไปยืนในสังคมได้เหมือนคนทั่วไป มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดูแลตัวเองและช่วยเหลือครอบครัวได้ รวมถึงได้รับโอกาสจากนายจ้าง

“เมื่อบอกว่าเรามาจากสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต เขามักบอกว่า รอก่อนได้ไหม ขอปรึกษากันก่อน กลัวไว้ก่อน กลัวเป็นคนบ้ามาสมัครงาน เดี๋ยวไปทำร้ายคนโน้นคนนี้”

อย่างไรก็ตามเธอบอกว่า นอกจากเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้จ้างงานแล้ว ยังต้องพัฒนาผู้ป่วยให้สามารถเข้าใจตนเองจนสามารถทำงานได้อย่างแท้จริงด้วย มิใช่ไปสร้างปัญหาให้กับองค์กร

นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต เห็นว่า ถึงเวลาที่สังคมควรทราบและเข้าใจเสียที ความพิการทางจิตไม่ใช่ความพิการถาวรและสามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการดูแลรักษาและมีกระบวนการเยียวยาที่ดี โดยทุกๆ 8 ปี เมื่อถึงเวลาทำบัตรผู้ป่วยจิตเวชหรือคนพิการทางจิตใจ แพทย์จะประเมินความพิการ หากเห็นว่าสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่เข้าข่ายบกพร่องพิการ แพทย์จะไม่ต่อบัตรคนพิการให้ เป็นเพียงแค่ผู้ป่วยที่ยังต้องกินยาตามคำแนะนำเท่านั้น

ทั้งนี้สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทยเกิดจากการรวมกลุ่มของครอบครัวที่มีผู้ป่วยทางจิตอยู่ในครอบครัว รวมถึงจิตอาสา หลังเห็นปัญหาด้านทัศนคติและความไม่เข้าใจผู้ป่วยในสังคมไทย โดยปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 1 แสนคน

“ผู้ป่วยหลายคน เดิมอยู่แต่ในบ้าน เหมือนตกอยู่ในโลกของความมืด วันหนึ่งมีโอกาสเข้ามาอยู่ในสมาคมฯ เขาบอกว่า สังคมนี้ยังมีแสงสว่าง และบอกตัวเองว่า เขาจะไม่อยู่ในมุมมืดอีกต่อไป และจะทำให้คนอื่นเห็นแสงสว่างเหมือนกับเขา”

 

นุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย

 

คนไทยยังไม่เข้าใจเรื่องโรคจิต

ไขศรี วิสุทธิพิเนตร นักเขียนผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ การเป็นผู้ป่วยโรคไบโพล่าร์และโรคซึมเศร้าในงานเขียน ผ่านหนังสือเรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง เล่าว่า หลังจากหายป่วยมีโอกาสไปร่วมงานกับองค์กรระดับครอบครัวในคอร์สอบรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวช พบว่า หลายเคสที่ผู้ป่วยอยู่ในช่วงวัยรุ่นระดับมัธยมปลาย คุณพ่อคุณแม่รู้สึกทุกข์มากเพราะไม่ทราบว่าจะช่วยเหลือลูกเขาอย่างไร

ขณะที่เด็กจำนวนมากเมื่อป่วย ทางโรงเรียนจะขอร้องให้เด็กหยุดเรียน ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นเหมือนการผลักเด็กเข้าไปอยู่ในห้องส่วนตัวและทำให้เห็นภาพชัดว่า สถาบันต่างๆ ในสังคมยังไม่มีความเข้าใจเรื่องโรคทางจิตเวชดีพอ

“เมื่อเจ็บป่วยแล้วยังไงก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อบำบัดรักษา ขณะที่ผู้ปกครองต้องเรียนรู้วิธีสื่อสารและสะท้อนความรู้สึกของคนที่เรารักออกมา จริงๆ การจะผ่านพ้นความอาการเจ็บป่วยไปได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันเป็นเรื่องของความอดทน”

ไขศรี ยังเห็นว่า โลกใบนี้ไม่ว่าใครก็สร้างปัญหาให้กับสังคมได้ด้วยกันทั้งนั้น อยากให้สังคมมองอีกมุมว่า หลายๆ ครั้งที่เราอดทนกับปัญหาจากคนปกติได้ ทำไมเราถึงอดทนกับคนป่วยทางจิตและให้โอกาสเขาบ้างไม่ได้

บอย โกสิยพงษ์

บทเรียนจากบอย โกสิยพงษ์ “อยู่กับสิ่งที่มีและทำให้ดีที่สุด”

ภาวะไม่ปกติทางจิตเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำกัดฐานะว่าจะรวยหรือจนและใครจะรู้ว่า บอย โกสิยพงษ์ นักแต่งเพลงชื่อดัง ก็เป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเช่นกัน

บอย บอกพร้อมกับตั้งคำถามไปพร้อมๆ กันว่า “โลกนี้ใครบ้างที่สมบูรณ์ ผมว่าไม่มีและเป็นไปไม่ได้ ผมเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเเละคิดว่าทุกคนต้องเคยเป็นเพียงเเต่ไม่รู้ ทุกคนมีเวลาที่เศร้าสูญเสียและไม่สามารถออกมาจากความเจ็บปวดนั้นได้”

ครึ่งหนึ่งในอดีตบอยเผชิญกับความเศร้าหลังจากสูญเสียคนในครอบครัวที่ตัวเองรักอย่างต่อเนื่อง คนแล้วคนเล่า

“ครอบครัวเราสนิทกันมากทั้งพี่ชายพี่เขยคุณยาย พ่อ แม่ แต่ห้าปีนั้นเป็นช่วงที่เสียชีวิตไปทีละคน จนผมรู้สึกว่าไม่ไหวเเล้ว เศร้ากับชีวิตมาก อะไรจะเยอะขนาดนั้น จนกระทั่งพ่อเสีย นั่นคือคนที่ 4 ผมสนิทกันกับพ่อมากตั้งเเต่เด็ก

“แรกๆ ที่พ่อเสีย เราพยายามจะเข้มแข็งทำใจยอมรับ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ข้างในเราไม่ได้ยอมรับ เราใช้เวลานอน ตื่นขึ้นมาเพื่อจะนอนต่อ เป็นแบบนี้อยู่หนึ่งเดือน ไม่ไปทำงาน ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น จนภรรยาร้องไห้เพราะไม่อยากเห็นเราเป็นแบบนี้”

บอยตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ จนทราบว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า คุณหมอให้ยาปรับสารเคมีในร่างกายจนเริ่มได้สติรู้สึกตัวว่า ต้องลุกขึ้นมาเพื่อเดินหน้าอีกครั้ง

“เรากลับมานั่งคิดว่าทำยังไงที่จะอยู่ในสถานะไม่มีพ่อ เป็นลูกกำพร้าได้ เลยนึกถึงคำที่พ่อสอนว่าให้อยู่กับสิ่งที่มีและทำให้ดีที่สุด ก็เลยแต่งเป็นเพลงLive and Learn ขึ้นมาเพื่อที่จะสอนใจตัวเอง หลังจากนั้นผมก็หลุดออกมาได้”

“พ่อผมสอนเรื่องนี้ตั้งแต่เด็กแล้วว่า ให้เราอยู่กับสิ่งที่มีและทำให้ดีที่สุด เรานึกในใจว่า ถ้าพ่อยังอยู่เขาจะพูดอะไรกับเรา….ซึ่งพ่อก็คงพูดคำนี้เหมือนเดิม มันทำให้ผมคิดได้ว่า สิ่งที่พ่อสอนมันก็ยังอยู่ในสายเลือดของเรา เลือดของเรายังมีพ่ออยู่เสมอ” นักแต่งเพลงชื่อดังย้อนความถึงอดีตเมื่อราวปี 2004 ที่สลัดความผิดหวังได้อย่างงดงาม

อย่างไรก็ตามปัจจุบันเขากลับมาเป็นโรคซึมเศร้าอีกครั้ง หลังจากต้องเผชิญหน้ากับความเหงา อยู่บ้านเพียงคนเดียวโดยไร้ภรรยาและลูกๆ

“คนโตไปเรียนต่อต่างประเทศ คนเล็กต้องการไปฝึกไอซ์สเก็ตที่อเมริกา ภรรยาผมก็ต้องไปดูแลเขา ผมเป็นคนเซนซิทีฟกับการไม่ได้อยู่ด้วยกัน เราเข้มแข็งไม่พอที่จะเสถียรในทุกๆ วัน ช่วงที่ผ่านมาเลยกลับมาเป็นโรคซึมเศร้า ทานยาอีกครั้งเพื่อทำให้ผ่านกลางคืนที่เป็นเวลาเศร้าที่สุดไปได้”

สิ่งที่บอยเผชิญทำให้เขารู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดามากที่คนเราจะเป็นโรคซึมเศร้า และคงไม่มีใครสามารถมีภาวะอารมณ์ที่สมบูรณ์แบบเพอร์เฟคไปได้ตลอดชีวิต

“ในเฟซบุ๊กเราเห็นแต่ด้านดีๆ ชีวิตที่ดี อาหารที่ดี รถดี ทุกอย่างดีหมดเลย ผมว่านั่นแหละคือความป่วยของสังคม ที่ต้องโชว์แต่ด้านดีของตัวเอง ทั้งที่จริงๆ แล้ว ทุกคนมีปัญหาหมด เราเกิดมาเพื่ออยู่ด้วยกัน ส่วนนี้เราขาด เราอ่อนแอ ก็มีคนที่เข้มแข็งคอยปลอบใจ และเวลาหนึ่งเราอาจจะเป็นผู้ปลอบใจคนที่ขาดบางอย่างในสิ่งที่เรามี”

 

เปลี่ยนภาพลักษณ์ผู้ป่วยด้วยทัศนคติและคุณภาพในการรักษา

สถานการณ์ผู้ป่วยโรคทางจิตในประเทศไทย หลายหน่วยงานด้านสาธารณะสุขระบุในแนวทางเดียวกันว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยจิตเวชทั้งหมดกว่าล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคจิตเภท โรคซึมเศร้า (Depression) และโรควิตกกังวล

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต บอกว่า อัตราการเจ็บป่วยของโรคจิตเวชมีสัดส่วน 1 เปอร์เซนต์ของประชากรทั่วโลก ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนสัดส่วน แต่อยู่ที่คุณภาพในการเข้าถึงและบำบัดรักษา ซึ่งประเทศไทยทำได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาด้วยกัน

“ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเข้าถึงการรักษาประมาณ 60 เปอร์เซนต์ โรคจิตเภทเข้าถึงประมาณ 70 เปอร์เซนต์ ขณะที่ประเทศเจริญแล้วพุ่งสูงถึง 90 เปอร์เซนต์ ถึงแม้แนวโน้มในบ้านเราจะดีขึ้น แต่ปัญหาใหญ่คือ ลักษณะการเข้าถึงของไทย เป็นการรักษาโดยใช้ยาเป็นหลัก ในขณะที่โรคจิตเวชใช้ยาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องการกระบวนการดูแลทางด้านสังคมและจิตใจให้กับผู้ป่วยและญาติด้วย”

นพ.ยงยุทธ ย้ำว่า เดิมทีปัญหาใหญ่คือการเข้าไม่ถึงบริการ แต่ปัจจุบันปัญหาถูกโฟกัสไปที่คุณภาพการรักษาและปัญหาด้านทัศนคติทางสังคม ซึ่งรวมถึงบรรยากาศแห่งการยอมรับไม่รังเกียจเดียดฉันท์

“ประเทศพัฒนาแล้วพยายามเพิ่มคุณภาพการรักษาและบำบัด เมื่อคุณภาพดีขึ้น ภาพพจน์ของผู้ป่วยก็ดีมากขึ้น คนไข้ที่เดินเคว้งคว้างตามถนนและสร้างความรุนแรงนั้นไม่มี พูดง่ายๆ ว่าเป็นผลลัพธ์ซึ่งกันและกัน

“อีกหนึ่งเรื่องที่มีผลต่อการสร้างภาพลักษณ์คนไข้คือ การพยายามเพิ่มสถานภาพของกลุ่มผู้ป่วยและญาติที่ดีขึ้น เช่น ส่งเสริมให้กลุ่มผู้ป่วยและญาติเข้ามามีบทบาททั้งในการกำหนดนโยบาย การตั้งกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การสามารถใช้พื้นที่สาธารณะจัดกิจกรรมต่างๆ ได้ แนวทางเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยกล้าปรากฎตัวต่อสังคมได้ดีขึ้น”

นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมสุขภาพจิต ทิ้งท้ายว่า การให้โอกาสและสิทธิกับพวกเขามากยิ่งขึ้น จะนำไปสู่การเรียกร้องคุณภาพชีวิตที่ดีและนำไปสู่การกระตุ้นให้ภาครัฐพัฒนาคุณภาพการบำบัดรักษาต่อไป

***********************************

หมายเหตุ – สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ได้เปิดแฟนเพจเฟซบุ๊ก “เพื่อนคนป่วยใจ” เพื่อสร้างการรับรู้แก่สังคมรวมถึงให้คำแนะนำกับผู้ป่วย โดยมีทีมแพทย์และนักสังคมสงเคราะห์คอยให้ข้อมูลและตอบคำถาม

“จนกระจาย4.0” เมื่อรัฐบอกเศรษฐกิจดี เเต่พ่อค้าแม่ขายแทบไม่พอยาไส้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 สิงหาคม 2560 เวลา 18:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/512019

"จนกระจาย4.0" เมื่อรัฐบอกเศรษฐกิจดี เเต่พ่อค้าแม่ขายแทบไม่พอยาไส้

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

กลางเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญจากคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ของปี 2560 ขยายตัว 3.7 เปอร์เซ็นต์ สูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส แถมยังคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจทั้งปี 2560 ว่าจะขยายตัว 3.5-4.0%

ขณะที่ฟากตลาดหุ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ดัชนียังพุ่งทะยานถึง 28 จุด ยืนเหนือ 1600 จุดได้สำเร็จและมีมูลค่าการซื้อขายเกือบแสนล้านบาท

ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจที่เดินหน้าไปในทิศทางบวก พ่อแม่พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าแม้ขายกลับเห็นตรงกันข้าม…

เสียงร้องโอดโอยจากตลาดสด

เวลายามบ่ายที่ตลาดสดคลองเตย  วัลนา ถินเเพ วัย 55 ปี แม่ค้าขายปลา นั่งเล่นสมาร์ทโฟนด้วยท่าทีสบายๆ เมื่อได้ยินคำถามเรื่องภาวะเศรษฐกิจ เธอสะดุ้งตัวขึ้นก่อนจะเอ่ยปากว่า “ดูสิ นั่งเล่นเฟซ เล่นไลน์จนจะหลับแล้ว ดีไหมล่ะ”

วัลนาขยายความว่าตั้งแต่ปี 2557 รายรับลดลงอย่างต่อเนื่อง วันนี้แม่ค้านั่งมองตากันปริบๆ พื้นที่ที่เคยคับแคบ ลูกค้าเดินหัวไหล่ชนกัน กลายเป็นกว้างใหญ่ ยอดขายตกต่ำแทบทุกร้าน สิ่งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาหลากหลายปัจจัย ตั้งแต่ จำนวนผู้ค้าและตลาดที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว พฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้คน รวมไปถึงการจัดระเบียบควบคุมของกรุงเทพมหานคร

“แม่ค้าในตลาดเยอะแต่คนเดินน้อยลง ที่จอดรถก็ไม่มี จอดปุ๊ปถูกล็อก คนหนีไปห้างดีหมด คนสมัยนี้กินมื้อต่อมื้อ ทำเองบ้าง ซื้อกินสำเร็จรูปบ้าง พากันหายไปหมด ไม่ค่อยมีใครมาซื้อไปตุนไว้หลายๆ มื้อ”

รายรับของแม่ค้าขายปลาอย่างวัลลาเป็นไปในลักษณะเงินหมุนเวียน พูดง่ายๆ ว่าได้เงินมาก็นำไปซื้อสินค้าเพื่อขายในวันถัดไป โดยมีกำไรแต่ละรอบการลงสินค้า 10-20 เปอร์เซนต์ หลังหักลบค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว เช่น ค่าน้ำแข็ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และค่าลูกจ้างที่ให้สูงถึงวันละ 500 บาท

“อยู่ได้เพราะเงินหมุนเวียน มีเงินใช้อยู่ตลอด แต่จะขายดีจนมีเงินมากพอไปใช้หนี้เขาหรือเปล่า อันนี้อีกเรื่อง ต้องคุยกับเถ้าแก่อยู่ที่เครดิต บางคนไม่มีไปกู้เงินแขกรายวันก็มี”

 

วัลนา ถินเเพ วัย 55 ปี แม่ค้าขายปลา

ตี๋ คลองเตย พ่อค้าขายอาหารทะเล บอกว่า หมดยุคความรุ่งเรืองของตลาดสดแล้ว คนเก่าขายไม่ได้ก็ออกไป คนใหม่เข้ามาก็เจ๊ง ทุกวันนี้ทำแล้วต้องอดทน พยายามไม่สร้างปัญหาหนี้สิน พึ่งพาตนเองและมีชีวิตให้ผ่านพ้นไปในแต่ละเดือน

“ยากเเล้วจะกลับมาคึกคัก สถานการณ์มันเปลี่ยน ของขายไม่ดี คนกระจายไปหมด รถก็ติดไม่มีใครอยากเดินทางมาซื้อของไกลๆ เด็กรุ่นใหม่ก็ไปเดินห้าง เดินตลาดใหม่กันหมด เงินมันเลยไม่ตกถึงตลาดสด คิดดูนะ สมัยก่อน 5 โมง ผมยังต้องตามไปหาของมาขายเพราะคนซื้อเขาต้องการ ทุกวันนี้ 5 โมง ของยังเหลืออีกบานเลย”

พ่อค้ามากประสบการณ์รายนี้บอกว่า เมื่อรายรับต่ำก็พาลทำให้ตัวเองไม่กล้าใช้จ่ายไปด้วย เศรษฐกิจในระดับชาวบ้านจึงฟืดเคืองกันไปหมด

นพรัตน์ แม่ค้าผักวันเก๋า ตลาดสดคลองเตย บอกว่า เศรษฐกิจไม่ดีนานแล้ว คนจำนวนมากเลือกที่จะกลับไปใช้ชีวิตในบ้านเกิดต่างจังหวัด ทำให้จำนวนคนในเมืองลดลง ขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่เลือกที่หาซื้อสินค้าถูกมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารตามห้างสรรพสินค้า ในช่วงเวลาก่อนปิดให้บริการ

“เมื่อก่อนเบียดกันจะตาย สมัยนี้นับคนได้ คนประหยัดกันมาก ซื้อแต่ของสำเร็จรูป ในห้างเห็นไหม เย็นๆ ค่ำๆ เอามาเลหลังขายไม่กี่บาท ราคาถูกจะตาย มาเสียเวลานั่งหา นั่งทำเองทำไม แม่ค้าในตลาดมันเลยมีแต่เจ๊งกับเจ๊า ตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว”

สุวรีย์ หิรัญพรฐานนท์ 48 ปี เจ้าของร้านข้าวแกงย่านอโศก

แผงลอยสุดหงอย

กลุ่มหาบเร่แผงลอยก็ไม่แพ้กัน เผชิญหน้ากับความย่ำแย่และรายได้ลดลงฮวบฮาบกันถ้วนหน้า

ดาวใจ หอมกลิ่น แม่ค้าขายไส้กรอกอีสาน ส่ายหัวหลังถูกถามว่าขายดีไหม ก่อนจะเอ่ยปากว่า “คนเงียบ หลังเมษาคนกลับบ้านว่าเงียบแล้ว หลังวันแม่มายิ่งเงียบไปใหญ่ ดูไม่ค่อยอยากใช้จ่ายกันเท่าไหร่ ไม่รู้ทำไม เขาไม่ซื้อเราก็ไม่มีเงินไปคิดซื้อหาอย่างอื่น คงต้องรอเศรษฐกิจดี แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำยังไง”

สุวรีย์ หิรัญพรฐานนท์ 48 ปี เจ้าของร้านข้าวแกงย่านอโศก ผู้ปักหลักค้าขายมาตั้งแต่รุ่นแม่ เห็นว่า เศรษฐกิจตกต่ำมาหลายปีแล้ว บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา จำนวนคนใช้จ่ายลดลงมาก ประกอบกับมีการจัดระเบียบทางเท้าด้วย ทำให้โอกาสการสร้างรายได้ลดลง จากกำไรวันละ 4-5 พันบาท เหลือเพียงเงินต่อทุนสำหรับวันพรุ่งนี้

“ลงทุนวันละ 6-7 พัน แทบไม่เหลือกำไร ขายได้ก็เอาไปซื้อของลงพรุ่งนี้หมด คนมันน้อยเพราะไม่มีที่นั่ง เมื่อก่อนกางผ้าใบกันแดดกันฝนได้ ตอนนี้ไม่ได้ อากาศร้อนๆ คนก็ไม่นั่งแล้ว”

วิธีปรับตัวของสุวรีย์ก็คือการผลิตให้น้อยลงเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้คน ซึ่งภาวะที่เป็นเช่นนี้ นานวันเข้า นำไปสู่ปัญหาหนี้สินทั้งในและนอกระบบ เนื่องจากรายรับไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่าย

“เมื่อก่อนมีแต่ทำของเพิ่ม ตอนนี้ต้องลดลง ลดลงไปเยอะมาก คนไม่ซื้อ เงินก็ไม่มีใช้จ่าย แม่ค้านี่ไม่ต้องคิดว่าจะไปซื้ออะไรฟุ่มเฟือย เป็นหนี้ด้วยซ้ำ ขายไม่ได้ก็ต้องกู้เพิ่ม แต่ละเดือนรายจ่ายมันสารพัด”

สำราญ อังครา อายุ 46 ปี ขับรถตุ๊กตุ๊ก

รายได้หดภาระอื้อ เอาแค่วันนี้ให้รอด

เมื่อเงินตกไม่ถึงแม่ค้า ทางปลอดภัยที่สุดของพวกเขาก็คือ การลดการผลิต ประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนตัวและรอวันขาขึ้นของเศรษฐกิจอีกครั้ง

ปัญญา เเก่นแก้ว พ่อค้าไก่ทอดน้ำปลา บริเวณตลาดนัดประชานิเวศม์และสนามบินน้ำ บอกว่า 10 ปีที่ขายมาไม่มีเวลาไหนตกต่ำเท่านี้ เมื่อ 3 ปีก่อนนั้นมีรายรับมากถึงวันละ 8,000 บาท แต่ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงแค่ 3,000 บาท  จำนวนคนเดินตลาดนั้นมากเท่าเดิมเพียงแค่คนควักเงินออกจากกระเป๋าเพื่อจับจ่ายลดลง

“ประเทศช่วงนี้เงินมันไม่ค่อยสะพัด ไม่คล่องตัว ติดขัดไปหมด คนก็เดินแน่น แต่คนจ่ายเงินกลับน้อยลง”

พ่อค้ารายนี้แก้ปัญหาด้วยการเปิดแผงค้าแห่งใหม่แห่งที่สอง แยกกันขายกับภรรยา แต่ยอดขายก็กระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“3 ปีก่อนผมขายที่เดียว ตอนนี้แยกกันขาย รวมกันแล้วยังไม่ถึง 5,000 บาทเลย ต้นทุนมันเพิ่มแต่กำไรไม่ถึงครึ่ง เหลือประมาณ 40 เปอร์เซนต์ พูดง่ายๆ วันนี้เหนื่อยมากขึ้นแต่กำไรลดลง” พ่อค้าวัย 54 ปีบอกพร้อมกับยกตัวอย่างการจับจ่ายใช้สอยของพี่น้องประชาชนวันนี้ให้ฟังว่า

“บ้านหนึ่งมี 3 คน เคยซื้อกับข้าวคนละอย่างมากินรวมกัน ตอนนี้ลดเหลือแค่ 2 คนขายแย่เลยครับ”

รายได้ที่ลดลงทำให้ทุกวันนี้ปัญญาคิดทบทวนมากขึ้นในการใช้จ่าย เลือกซื้อในสิ่งที่จำเป็นและมีประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่ซื้อหาสิ่งของฟุ่มเฟือยบันเทิงใจ พร้อมกับเชื่อว่า เมื่อไหร่ที่ประเทศมีเสถียรภาพ ความมั่นคง รวมถึงภาพอนาคตที่ชัดเจนมากกว่านี้ทุกคนจะกล้าใช้จ่ายมากขึ้น

 

ผู้ค้าหลายรายชี้ว่า การจัดระเบียบทางเท้า กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจระดับล่างไม่สะพัดเช่นในอดีต

ณรงค์เดช จักรยานยนต์รับจ้าง แยกเตาปูน บอกว่า บรรยากาศอารมณ์และความรู้สึกของผู้คนนั้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ทุกวันนี้ทุกคนพากันเอื่อยเฉื่อย ไม่กล้าจับจ่าย ทำให้เงินไม่สะพัด นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่  สำหรับพื้นที่แยกเตาปูน หลังการเชื่อมต่อสมบูรณ์ระหว่างรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีน้ำเงิน ทำให้จักรยานยนต์รับจ้าง รายได้ลดลงไปจากเดิมที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึงวันละ 1,400 บาท เหลือ 1,000 บาท

“จริงๆ ก็พออยู่ได้ครับ วันละ 1,000 แต่ต้องวิ่งทั้งวันนะ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

สำราญ อังครา อายุ 46 ปี ขับรถตุ๊กตุ๊ก ปักหลักแยกเตาปูนมากว่า 6 ปี บอกว่า รายได้ลดลงเหลือเพียงแค่ 600-700 บาท จากปกติได้มากถึงวันละ 1.000 บาท และไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้คนถึงเงียบเหงา หายไปเสียดื้อๆ

“เมื่อก่อนออกเช้า เข้าบ้าน 2 ทุ่ม ตอนนี้ เข้าบ้าน 3-4 ทุ่มแต่ดันได้เงินน้อยลง ประคองตัวเองไป ผมไม่รู้ว่าคนหายไปไหนหมด เคยนั่งก็ไม่นั่ง ไปนั่งรอรถเมล์”

ด้วยความที่คนลดน้อยลงทำให้สำราญแก้ปัญหาด้วยการหารายได้จากแม่ค้าตามตลาดแห่งอื่นมากขึ้น เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไป

ฐิติกร บวรอุดม อายุ 35 ปี  แม่ขนมกุ้ยช่าย แยกเตาปูน บอกว่า การจัดระเบียบความเรียบร้อยอย่างเข้มงวดของกทม. กลายเป็นอุปสรรคให้กับการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากปิดโอกาสซื้อขายของผู้คน ซึ่งในอดีตมักแวะจอดรถเพื่อเดินซื้อสินค้า

“ไม่มีที่จอดรถ แวะเวียนหาซื้ออาหารไม่ได้ ตอนนี้รายได้ลดลงจากเดิมกว่าครึ่ง 5,000 บาท เหลือเพียง 2,000-3,000 บาท ในช่วง 3-4 ปีหลัง”

 

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโสสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย

รายได้ไม่ถึงระดับล่าง-อนาคตไม่แน่นอน คนไม่กล้าจ่าย

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโสสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย บอกว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่ฟื้นขึ้นมา เกิดจากภาคการส่งออกโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เเละกลุ่มท่องเที่ยว ขณะที่ในภาคอื่นๆ อย่างภาคการก่อสร้าง อุตสาหกรรม การผลิตและการบริการไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่เเละกระจายตัวได้น้อยกว่าในอดีต ซึ่งหมายถึงการลงทุนในภาคเอกชนนั้นลดลงตามมา เห็นได้ชัดว่า รายได้นอกภาคเกษตรอย่างการผลิตและส่งออกในภาคอุตสาหกรรมไม่เติบโตเพียงพอจะยกระดับเศรษฐกิจในประเทศได้ ตัวอย่างเช่น ชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์

เขาบอกต่อว่า แม้รายได้ของภาคเกษตรจะเติบโตขึ้นมากถึง 10 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับปีที่เเล้วที่ประสบกับปัญหาภัยเเล้งเเละราคาผลผลิตตกต่ำจากการลดลงของราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตามพบว่า ไม่มีการกระจายตัวในการใช้จ่ายเข้าสู่ภาคบริการในเมือง เรียกว่าขาดการเชื่อมโยงจากภาคเกษตรกับภาคบริการและการบริโภคจับจ่ายใช้สอยในเมือง เนื่องจากคนในภาคเกษตรนำเงินที่ได้รับไปใช้หนี้สิน เงินจึงไม่หมุนหรือกระจายตัวมากเท่าที่ควร

ส่วนกลุ่มคนระดับกลาง กลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ประจำหรือรายได้ทรงตัว มักเลือกที่จะออมเเละรัดเข็มขัดเอาไว้ก่อน ไม่ใช่เพราะกำลังซื้อไม่มี แต่เป็นเหตุผลด้านทัศนคติและมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ หากไม่มั่นใจก็มักระมัดระวังการใช้จ่าย

“ธรรมชาติของคนเราเมื่อเห็นสภาพความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ ก็มักตั้งคำถามว่า มันจะเป็นการฟื้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ การลงทุนต่างๆ จะกลับมาไหม เมื่อไม่กล้าใช้จ่าย เงินจึงไม่หมุนเวียนในระบบ”

ผ.อ.สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย แนะนำว่า ประชาชนควรประเมินสถานภาพของตนเอง การลงทุนและการใช้จ่ายสอดคล้องกับรายได้ปัจจุบันและอนาคตหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความกังวลมากจนเกินไป ขณะที่นโยบายของภาครัฐจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในลักษณะของการลงทุนสำคัญ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อให้ผู้คนเห็นภาพอนาคตที่สดใสและมั่นใจว่าทำได้จริง เมื่อนั้นความเชื่อมั่นใจก็จะกลับมา

 

โจทย์ใหญ่ปฏิรูปตำรวจ ผบ.ตร.ต้องเป็นอิสระ การเมืองห้ามยุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2560 เวลา 06:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/511733

โจทย์ใหญ่ปฏิรูปตำรวจ ผบ.ตร.ต้องเป็นอิสระ การเมืองห้ามยุ่ง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปตำรวจกำลังเดินหน้า มีกำหนดเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้ ด้วยข้อเสนอหลากหลาย ทั้งการให้พนักงานสอบสวนเป็นอิสระ ที่มาการแต่งตั้ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ปราศจากการครอบงำทางการเมือง การแต่งตั้งโยกย้าย การสังกัดของหน่วยงานต่างๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นทั่วประเทศบนโจทย์ที่ว่าปฏิรูปตำรวจ ประชาชนต้องได้ประโยชน์

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปตำรวจประสบความสำเร็จคือการปฏิรูประบบกับคน เพราะปัญหาทุกวันนี้มาจากการเมืองเข้ามาก้าวก่าย ทั้งสิ้น นายกรัฐมนตรีไม่ควรเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. เนื่องจากมีอำนาจตั้ง ผบ.ตร. ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่การเมืองก็สามารถเข้ามาข้องเกี่ยวได้เหมือนเดิม

สำหรับทางออก ควรให้อดีต ผบ.ตร.สมัครคัดเลือกเป็นประธาน ก.ตร. และให้ระดับผู้กำกับการ (ผกก.) เลือกตั้ง ผบ.ตร.กันเอง ถือว่าเป็นประชาธิปไตยไม่มีใครแทรกแซงได้ เช่นเดียวกับการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ที่ให้ตุลาการเลือกกันเองไม่มีใครกล้าเข้าไปแทรกแซง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจกล้าทำหรือไม่

ประเด็นที่ว่า ตำรวจควรแยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า งานตำรวจเป็นเรื่องความเชี่ยวชาญมีภูมิองค์ความรู้ หากให้หน่วยงานอื่นมาทำงานสอบสวนคงทำไม่ได้แน่นอน เชื่อมั่นว่าไม่มีหน่วยงานใดสอบสวนได้ดีเท่ากับตำรวจได้

“พนักงานสอบสวนจึงควรอยู่กับสำนักงานตำรวจฯ ต่อไป เนื่องจากมีองค์ความรู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญมานาน และตำรวจต้องไม่ไปขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะเชื่อว่ายังไงก็คงมีการแทรกแซงทางการเมืองอยู่ดี เละเทะแน่นอน”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังสะท้อนทัศนะการขาดแคลนพนักงานสอบสวนในปัจจุบันว่า ไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นปัญหาเรื้อรังยาวนานที่นายตำรวจทุกคนรับทราบดีว่ากำลังพลที่มีอยู่ไม่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะแม้แต่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็ยอมรับเช่นกันว่าหลายพื้นที่มีปัญหาขาดแคลนพนักงานสอบสวน

ต้นเหตุความขาดแคลนพนักงานสอบสวนมาจากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งมาตรา 44 ที่ 6/2559 ให้ยุบเลิกตำแหน่งและเงินประจำตำแหน่งพนักงานสอบสวน ทำให้พนักงานสอบสวนไม่อยากทำงานตรงนี้ จึงย้ายไปทำงานในสายอื่นแทน เช่น ปราบปราม สืบสวน และจราจร

ทั้งนี้ ตำแหน่งพนักงานสอบสวนต้องคลุกคลีทำงานอยู่กับสำนวนคดี เดิมที่มีการกำหนดตำแหน่งสายงานพนักงานสอบสวนไว้ คือ พนักงานสอบสวน (สบ 1) เทียบเท่ารองสารวัตร พนักงานสอบสวน (สบ 2) เทียบเท่าสารวัตร พนักงานสอบสวน (สบ 3) เทียบเท่ารองผู้กำกับการ พนักงานสอบสวน (สบ 4) เทียบเท่าผู้กำกับการ พนักงานสอบสวน (สบ 5) เทียบเท่ารอง ผู้บังคับการ ต่อมามีการปรับเปลี่ยนเป็นพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการ พนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการพิเศษ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ พนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญ และพนักงานสอบสวน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ แต่เมื่อยุบเลิกตำแหน่งจึงทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนตามมา ตำรวจคนอื่นๆ ก็ไม่อยากเป็น

“พอยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวน หลายคนเลยขอย้ายแต่ผู้บังคับบัญชาก็ไม่ได้สนใจอะไร ถ้าเป็นประชาชนคงโวยแน่ แต่เป็นตำรวจมีระเบียบวินัยเลยไม่กล้าโวย พนักงานสอบสวนทำงานหนักขึ้น เหนื่อยขึ้น ก็ต้องยอมรับสภาพ ส่วนค่าตอบแทนก็เท่าเดิม ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป”

อดีต ผบ.ตร.ย้อนถามกลับถึงผู้มีอำนาจดูแลตำรวจว่า ทำไมถึงปล่อยให้พนักงานสอบขาดแคลนกลายเป็นปัญหา อย่างกรณี สน.พลับพลาไชย 2 พบว่ามีพนักงานสอบสวนทำงานแค่ 3 คนเท่านั้น แล้วคนอื่นหายไปไหนหมด จึงมองว่าผู้บังคับบัญชาไม่ให้ความสนใจบริหารจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้กำลังพลพร้อมปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน

แน่นอนปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมกระทบกับประชาชนเช่นกัน ในการเข้าไปใช้บริการแจ้งความคดีต่างๆ เรื่องนี้ทาง ผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไข ควรเข้าไปบริหารจัดการโรงพักที่ประสบปัญหาอย่างเร่งด่วนก่อน และเสนอขอให้ยกเลิกคำสั่งมาตรา 44 ที่ 6/2559 เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาพนักงานสอบสวนขาดแคลนเช่นกัน

“พนักงานสอบสวนนั้น ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ประจำตามโรงพัก ไม่ใช่ว่าตำรวจสอบสวนเสร็จแล้วส่งอัยการเท่านั้น แต่มีคดีเล็กใหญ่แตกต่างกันออกไป อย่างคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจาใน จ.สงขลา ก็ต้องใช้ตำรวจระดับสูงเข้ามาทำคดี โดยไม่ใช่การทำคดีของพนักงานสอบสวนระดับสถานีตำรวจ เพราะพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจ คือพนักงานสอบสวนเบื้องต้นที่อาจยังมีความรู้ความสามารถไม่มาก” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

 

ตอใหญ่เริ่มผุด ปฏิรูปตำรวจเริ่มชะงัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/518711

ตอใหญ่เริ่มผุด ปฏิรูปตำรวจเริ่มชะงัก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เม.ย. การปฏิรูปประเทศเริ่มมีการปฏิรูปเป็นระยะ อย่างน้อยปรากฏให้เห็นในสองความเคลื่อนไหวสำคัญ

ความเคลื่อนไหวแรก คือ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ โดยหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เร่งพิจารณา พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และมีการประกาศใช้ออกมาเป็นผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว

อย่างที่ทราบกันดีว่าการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คาดหวังจะให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง เพื่อไม่ให้ใครมาปรามาสว่า คสช.ได้ทำการรัฐประหารเสียของ

ล่าสุด รัฐบาลได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน 6 คณะ ได้แก่ 1.คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง 2.คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3.คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

4.คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความ เสมอภาคทางสังคม 5.คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม และ 6.คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

ความเคลื่อนไหวต่อมา คือ การตั้งคณะกรรมการปฏิรูป เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลได้ตั้งบุคคลเข้ามาทำหน้าที่กรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะ ซึ่งแต่ละคณะได้ทยอยประชุมไปพอสมควรแล้ว

แต่กระนั้นในเรื่องการปฏิรูปประเทศไม่ได้มีเพียงเฉพาะคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะเท่านั้น แต่มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศคณะพิเศษที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะด้วยภายใต้ชื่อ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) โดยให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน

หน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้มีภารกิจสำคัญ 4 ประการ ที่รัฐธรรมนูญบังคับให้ต้องทำให้เกิดเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย 1.การกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน 2.ปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม 3.เสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมขององค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม และ 4.ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เดิมทีตั้งแต่เปิดตัวคณะกรรมการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม มีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงติติง

เสียงชื่นชมที่เกิดขึ้นเป็นเพราะการเปิดโอกาสให้นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนที่เป็นที่ยอมรับเข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปตำรวจ แต่เสียงท้วงติงนั้นได้เพ่งเล็งไปที่การให้ทหารมานั่ง หัวโต๊ะปฏิรูปตำรวจ รวมไปถึงการไประดมบิ๊กตำรวจมากหน้าหลายตาเข้ามาทำงาน จนเกิดเป็นคำถามว่าการปฏิรูปตำรวจจะได้ดั่งที่ใจหวังหรือไม่

มาจนถึงขณะนี้การปฏิรูปตำรวจกำลังเจอตอครั้งใหญ่เสียแล้ว

โดยประเด็นสำคัญมาจากความ ไม่ลงรอยเรื่อง “การปฏิรูประบบสืบสวนสอบสวน” เดิมทีคณะอนุกรรมการได้ทำการสรุปออกมาเป็นเบื้องต้นแล้วว่าต้องเอาระบบสืบสวนและสอบสวนรวมเข้าไปด้วยกันและให้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต่างจากเดิมที่การสืบสวนและสอบสวนนั้นแยกต่างหากออกจากกัน

แม้คณะอนุกรรมการจะสรุปเค้าโครงหน้าตาออกมาแบบนี้ แต่ในกลุ่มกรรมการปฏิรูปตำรวจจากสายนักวิชาการมองว่าหากปฏิรูปตำรวจแบบนี้แทบจะไม่ได้มีการสร้างความแตกต่างไปจากอดีตเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้การสืบสวนและสอบสวนยังอยู่ภายใต้ สตช.

ในกลุ่มของนักวิชาการมองว่าประเด็นของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การให้การสืบสวนและสอบสวนแยกกันอยู่หรือไม่ แต่อยู่ที่ไม่ควรให้ระบบนี้อยู่ภายใต้การควบคุมแบบเด็ดขาดของ สตช.เพียงลำพัง โดยเห็นควรให้อัยการเข้ามามีบทบาทอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ทั้งนี้ หากไม่ให้อัยการเข้ามาร่วมทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการสืบสวนและสอบสวน ซึ่งเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรมแล้ว คงเป็นเรื่องยากที่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะเกิดขึ้น

ทว่า ในกลุ่มกรรมการปฏิรูปตำรวจจากตำรวจ พยายามโน้มน้าวว่าหากไม่ให้อยู่ภายใต้กำกับของ สตช.อาจก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น ส่วนกลางจะไม่สามารถเข้ามาตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ จนอาจถูกแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพล เป็นต้น

จึงเห็นว่าควรให้ สตช.ยังคงบทบาทหลักตรงนี้เอาไว้ และสร้างกลไกเพื่อให้พนักงานสืบสวนและสอบสวนมีความเป็นอิสระและปราศจากการครอบงำแทน

นอกเหนือไปจากความไม่ลงรอยเรื่องการปฏิรูประบบสืบสวนและสอบสวนแล้ว ยังมีเรื่องแก้ไขปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ซึ่งเบื้องต้นที่ประชุมเห็นชอบใน หลักการที่ว่าด้วยการให้ผู้บัญชาการภาคมีอำนาจเด็ดขาด แต่ทำไปทำมาก็มีกรรมการปฏิรูปตำรวจบางกลุ่มออกอาการไม่แฮปปี้เช่นกัน เพราะมองว่าจะเป็นการสร้างปัญหาในสายการบังคับบัญชา

การปฏิรูปตำรวจถึงจะเดินหน้าได้เป็นระยะๆ แต่ในด้านหนึ่งตอก็เริ่มผุดออกมาให้เห็นเช่นกัน หากความไม่ลงรอยยังเกิดขึ้นอยู่เช่นนี้ แน่นอนว่าตอจะเริ่มใหญ่และขวางจนมีผลต่อการปฏิรูปประเทศในระยะยาวอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

คำมั่น”บิ๊กตู่”ปิดประตูเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 13:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/518587

คำมั่น"บิ๊กตู่"ปิดประตูเลื่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้โอกาสในการเดินทางไปพบปะกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญ ให้คำมั่นชัดเจนว่าจะเดินหน้าตามหลักประชาธิปไตยสากลของไทยที่จะเป็นไปตามโรดแมป

“ในปีหน้าเราจะประกาศวันเลือกตั้งออกมา โดยไม่มีการเลื่อนใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อประกาศแล้วก็จะมีกรรมวิธีของการเลือกตั้ง คือนับไปอีก 150 วันตามกฎหมายหลังจากประกาศ ยืนยันว่าจะประกาศเลือกตั้งปีหน้าแน่นอน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐไม่ได้ถามเรื่องการเลือกตั้ง แต่ผมได้แสดงความเชื่อมั่นออกไป เพราะไม่ได้ปกปิดใคร ไม่ได้บิดเบือนอย่างที่หลายคนกล่าวอ้าง โดยพูดเช่นนี้มาโดยตลอด”

ถือเป็นสัญญาประชาคมที่การันตีต่อชาวโลกว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หรือหาเหตุผลมาเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

ส่วนหนึ่งย่อมช่วยคลี่คลายความกังขากระแสข่าวความพยายามยื้อการเลือกตั้งออกไปเพื่อยืดเวลาให้รัฐบาล คสช.ได้​อยู่ในตำแหน่งต่อไปเกินกรอบโรดแมปที่วางไว้

ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยออกมาดับกระแสวิเคราะห์ ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ระบุรัฐบาลทหารจะอยู่ถึง 10 ปี ว่า

“ถามว่ารัฐบาลจะอยู่ยาวถึง 10 ปี อยู่ได้อย่างไร อยู่ได้ถึง 10 ปี ก็เก่งแล้ว ในเมื่อกลไกมันคือการเลือกตั้ง ทำไมถึงไม่เข้าใจกันสักที การเลือกตั้งนั้นจะต้องเกิดขึ้นในปี 2561 ชัดเจนกันหรือยัง ไม่ต้องมาถามอย่างอื่นอีก”

แต่ทว่ายังไม่อาจคลี่คลายความเคลือบแคลงจากสังคม จนมีฝ่ายการเมืองออกมาดักคอสกัดความพยายามการยื้อเลือกตั้งออกไปด้วยการหยิบยกเหตุผลเรื่องต่างๆ มาเป็นข้ออ้าง

โดยเฉพาะแนวคิดความพยายามใช้กลไกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คว่ำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เสนอมาจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)​ อันจะเป็นเหตุให้โรดแมปที่กำหนดไว้เดิมมีอันต้องเลื่อนออกไป อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

สอดรับไปกับก่อนหน้านี้เมื่อครั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชุมเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. ให้กับผู้อำนวยการเลือกตั้งทั้ง 77 จังหวัด โดยมี ศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานการประชุม

ในที่ประชุมประเมินว่า​ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. จะมีผลใช้บังคับประมาณเดือน มี.ค. 2561 และช่วงที่จะประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2561 และมีการเลือกตั้งในเดือน ส.ค. 2561

ทว่าหลังจาก กกต.ออกมาคาดการณ์ท่าทีของฝ่ายรัฐบาลตลอดจนแม่น้ำสายต่างๆ ดูจะไม่ได้ “รับลูก” ไปกับ กกต. แถมออกมาชี้แจงว่ายังมีเงื่อนเวลาบางส่วนที่ กกต.​ยังไม่ได้นำมาคำนวณจนอาจทำให้กำหนดการเลือกตั้ง ส.ค. 2561 อาจต้องเลื่อนออกไป

ตอกย้ำข้อกังขาความพยายามเลื่อนการเลือกตั้งออกไป  นำมาสู่การเรียกร้องให้รัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์  ประกาศความชัดเจนเรื่องกำหนดการเลือกตั้ง

ดังนั้น คำมั่นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศกับ ทรัมป์ ว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 จึงเป็นสัญญาประชาคมที่ประกาศต่อชาวโลกซึ่งกำลังติดตามสถานการณ์ในประเทศไทย

สุดท้ายนี่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บังคับให้รัฐบาล คสช.​ ต้องเดินไปตามกรอบที่วางไว้ จนยากจะบิดพลิ้วหรือเลื่อนการเลือกตั้งออกไปที่จะนำมาสู่ปัญหาอย่างรุนแรงในอนาคต

ประการแรก เรื่องความเชื่อมั่นเพราะหากรัฐบาล คสช.​ไม่สามารถดำเนินการ ทำให้เกิดการเลือกตั้งได้ตามที่รับปากไว้ย่อมฉุดความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล คสช.ให้หมดสิ้นไป

อันจะพานกระทบไปถึงเรื่องอื่นทั้งความเชื่อมั่นด้านการค้า การลงทุน ที่นักลงทุนรอดูความชัดเจนก่อนจะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศ หลังจากที่ทุกอย่างหยุดชะงักไปตั้งแต่รัฐประหาร

สุดท้ายผลกระทบจากความเชื่อมั่นก็จะบานปลายไปถึงเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ฉุดให้ทุกอย่างย่ำแย่ลง กลายเป็นแรงกดดันที่รัฐบาล คสช.ต้องเผชิญ

ทั้งที่อุตส่าห์พยายามอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ และเร่งดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ เพื่อเป็นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ประการที่สอง กลายเป็นเงื่อนไขให้ฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับ คสช.ออกมาหยิบยกเป็นเหตุผลนำมาดิสเครดิต คสช. ทำลายความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะกับประเด็นเรื่องความพยายามยื้ออยู่ในอำนาจต่อไป อันจะยิ่งสั่นคลอนเสถียรภาพอย่างรุนแรง

สุดท้ายย่อมกระทบไปถึงสิ่งที่ คสช.ทำมาทั้งหมดโดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูป และปรองดอง ที่ คสช. ประกาศว่าจะเร่งเดินหน้าทำให้สำเร็จลุล่วงเพื่อไม่ให้รัฐประหารต้องเสียของ

ยังไม่รวมกับแผนการปฏิรูปประเทศ ที่ปูทางไว้ต่อเนื่องหลังการเลือกตั้ง อย่างการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ หรือกลไกอื่นๆ ที่อาจจะต้องสะดุดลงไปหากความเชื่อมั่นของ คสช.ถูกสั่นคลอน

คำมั่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงถือเป็นการปิดประตูตัดโอกาสที่จะเลื่อนเลือกตั้งออกไป ซึ่งมีแต่ผลเสียที่จะย้อนกลับมาหา คสช.อย่างรุนแรง

 

เริ่มต้นไม่สวย ‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ ลำบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2560 เวลา 08:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/518295

เริ่มต้นไม่สวย ‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ ลำบาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” นับเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้ประกาศต่อคนไทยทั้งประเทศเอาไว้ตั้งแต่รัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ พ.ศ. 2557

แนวความคิดในการทำยุทธศาสตร์ชาติของ พล.อ.ประยุทธ์ มีความต้องการให้เป็นยิ่งกว่าแผนแม่บทในการขับเคลื่อนประเทศไทย เทียบเท่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ในส่วนของยุทธศาสตร์ชาตินั้นจะมีความมั่นคงสถาพรมากกว่า

กล่าวคือ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุด “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ออกแบบให้ยุุทธศาสตร์ชาติเข้ามามีบทบาทในหลายๆ ด้าน

เริ่มตั้งแต่มาตรา 65 ซึ่งเป็นบทบัญญัติของยุทธศาสตร์ชาติที่ว่าด้วยการกำหนดให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์เป็นหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกัน

ขณะเดียวกัน มาตราในรัฐธรรมนูญยังได้บัญญัติให้การบริหารของหน่วยงานรัฐรวมไปถึงคณะรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ อาทิ มาตรา 162 ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ

นอกเหนือไปจากกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ปัจจุบันได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติเกิดผลความเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สาระสำคัญของกฎหมาย คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่มี นายกฯ เป็นประธาน และมีคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบุคคลหลายภาคส่วน เช่น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ผู้นำเหล่าทัพ องค์กรภาคเอกชน เป็นต้น เพื่อควบคุมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และสามารถตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติได้

ล่าสุด สัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวแล้วจำนวน 6 คณะ ปรากฏว่ามีชื่อของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีต รมว.คมนาคม ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มาเป็นกรรมการด้วย โดยอยู่ในคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ถ้าชัชชาติไม่เคยอยู่กับรัฐบาล ยิ่งลักษณ์มาก่อนก็คงไม่แปลก แต่เมื่อมีชื่อมาอยู่ในงานสำคัญของรัฐบาลย่อมเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจ ไม่น้อย

แต่เพื่อไม่ให้เกิดความแคลงใจ ในเรื่องจุดยืน ปรากฏว่าชัชชาติได้ประกาศขอถอนตัวไม่เข้าร่วมงานกับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารทันที

“เป็นภาระงานสำคัญที่ต้องใช้เวลาและความทุ่มเทอย่างมาก ซึ่งผมไม่ได้มีความเข้าใจในแนวคิดและหลักการของยุทธศาสตร์ชาติอย่างถ่องแท้ นอกจากนี้ ยังติดภาระงานประจำที่เป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัทมหาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระด้านครอบครัว จึงไม่สามารถทำหน้าที่กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างเต็มกำลัง จึงขอไม่รับตำแหน่งกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” เหตุผลที่ชัชชาติ ขอถอนตัว

แม้ต่อมาจะมีการบอกจากชัชชาติเกิดความผิดพลาดในการสื่อสาร แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลถูกตบหน้าในเรื่องการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาร่วมทำงานกับรัฐบาล

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ “ผาสุก พงษ์ไพจิตร” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐกิจศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศถอนตัวไม่ขอร่วมเป็นคณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองมาแล้ว พร้อมกับยืนยันว่าจะไม่ขอร่วมกับทหาร หลังจากมีชื่อไปปรากฏเป็นคณะ อนุกรรมการฯ แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองถึงการถอนตัวของชัชชาตินั้นต้องยอมรับว่าแฝงนัยทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

ต้องไม่ลืมว่าชัชชาติเป็นกลุุ่ม นักการเมืองรุ่นใหม่ที่ถูกหลายฝ่ายจับตามองมากคนหนึ่งในเวลานี้ โดยไม่เคยตกเป็นคู่ขัดแย้งกับกลุ่มสีเสื้อทางการเมืองโดยตรง อีกทั้งการทำงานในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็มีผลงานเป็น ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะแนวคิดการสร้างรถไฟความเร็วสูง

ท่ามกลางสภาพการณ์แบบนี้ จึงเป็นไปได้ที่ชัชชาติเลือกที่จะถอนตัวเพื่อเก็บเนื้อเก็บตัวไว้สำหรับสนามเลือกตั้งในอนาคต เพื่อสะสมไมล์ทางการเมือง เพื่อให้เตรียมพร้อมสำหรับการก้าวขึ้นเป็นนายกฯ ในอนาคต

แต่สำหรับรัฐบาลแล้ว การถอนตัวของชัชชาติไม่ต่างอะไรกับการถูก ตบหน้าเข้าอย่างจัง เพราะเมื่อการ เริ่มต้นจัดทำยุทธศาสตร์ชาติไม่สวยแล้ว โอกาสที่จะไปให้ถึงฝั่งที่มาจากความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่ายคงเป็นไปได้ยากมากขึ้น

ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายตรงข้ามแสดงความ คิดเห็นได้มากนัก ด้วยเหตุนี้จึงเป็นปัจจัยให้รัฐบาลไม่ได้ตัวนักวิชาการ แถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมงานด้วย

ยุทธศาสตร์ชาติ คือ แผนแม่บทของประเทศไทยที่ใช้บังคับกับคนไทยทั้งประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่การทำยุทธศาสตร์ชาติต้องเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน แต่เมื่อปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ยอมผ่อนกฎเหล็กลงมา ก็เป็นเรื่องยากที่การทำยุทธศาสตร์ชาติจะราบรื่น และไม่อาจเรียกได้ว่ามาจากประชาชนอย่างแท้จริง

 

“ปู”ลี้ภัยการเมือง เดิมพันสำคัญ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/518162

"ปู"ลี้ภัยการเมือง เดิมพันสำคัญ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังมีกระแสข่าวว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศไปยังนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเดินทางต่อไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กำลังทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษ

หลังจากก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏตัวมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อรับฟังคำพิพากษาคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว จนทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐตามที่ศาลนัด และต่อมาศาลอ่านคำพิพากษาลับหลังตัดสินว่ามีความผิดต้องจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา

ระหว่างที่กระบวนการติดตามตัวอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กลับมาดำเนินคดีในประเทศ และกระบวนการถอนหนังสือเดินทางกำลังเดินหน้าไป​

ด้านหนึ่งการขอลี้ภัยทางการเมืองของยิ่งลักษณ์ ถูกมองว่าเป็นเพียงกระบวนการดิ้นหนีเอาตัวรอดตามปกติ หลังต้องระเห็จหลบหนีออกนอกประเทศ ไม่อาจปักหลักอยู่ที่ใดที่หนึ่งได้ ยิ่งในประเทศที่มีสนธิสัญญาความร่วมมือส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย

การยื่นขอลี้ภัยทางการเมืองจึงเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกที่ดีหากต้องการจะปักหลักอยู่นอกประเทศ ยิ่งในคดีนี้ที่ไม่มีการนับอายุความเมื่อหลบหนีแล้วจะต้องหลบหนีตลอดชีวิต รวมทั้งการอุทธรณ์คดีก็จะต้องกลับไปยื่นอุทธรณ์ด้วยตัวเองไม่สามารถดำเนินการผ่านทนายความได้

แต่สัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกมาตามคำชี้แจงของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพียงแต่ว่า ต้องไปดูด้วยว่าเข้าข่ายหลักเกณฑ์การขอลี้ภัยอย่างไร

“นายกฯ ไม่ได้สนใจหรือให้ความสำคัญกับเรื่องการขอลี้ภัยแต่อย่างใด เนื่องจากมีหน้าที่รับผิดชอบต่อบ้านเมืองในการรักษากฎหมายและติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น โดยกระบวนการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับทั้งกฎหมายของไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว”พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

ทั้งที่เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญและอาจส่งผลกระทบสำคัญความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย จนอาจถูกหยิบยกนำไปเป็นประเด็นเคลื่อนไหวต่อไปในอนาคต

เนื่องจากการขอลี้ภัยทางการเมืองนั้นเป็นประเด็นทางการเมือง แต่คดีของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ถูกตัดสินจำคุก 5 ปีนั้น เป็นคดีทางอาญา หากถูกเชื่อมโยงว่าเป็นเรื่องการเมืองจนได้รับการให้ลี้ภัยด้วยแล้ว นั่นอาจทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทยถูกมองว่ามีปัญหาได้

ยิ่งหากถูกนำไปขยายผลว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหลังการรัฐประหารด้วยแล้วย่อมทำให้ความน่าเชื่อถือของ คสช.ต้องสั่นคลอนตามไปด้วย

​ที่สำคัญอาจจะบานปลายกระทบไปถึงความพยายาม ปฏิรูป และ ปรองดอง ตลอดจนแผนการยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังดำเนินการในเวลานี้ต่อไป

เมื่อท่าทีจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ อธิบายว่า การขอลี้ภัยทางการเมืองต้องเป็นคดีการเมือง ซึ่งอย่ายึดคำว่านักการเมือง เพราะนักการเมืองฆ่าคนแล้วหนีจะลี้ภัยทางการเมืองได้หรือไม่ ต้องตอบว่าไม่ได้มันต้องเป็นคดีการเมือง เช่น กรณีการยึดอำนาจ ถ้าหนีตอนโน้นก็อาจใช่ แต่มาหนีตอนนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง

“ส่วนจะอ้างผลพวงรัฐประหารหรือไม่นั้นตนเองไม่ทราบไม่ขอตอบในเรื่องนี้ ต้องแล้วแต่ละประเทศว่าเขาจะรับหรือไม่ ต้องแยกให้ออกระหว่างนักการเมืองกับคดีทางการเมือง เพราะการลี้ภัยคดีทางการเมืองไม่ใช่เป็นไปโดยอัตโนมัติมีหลักเกณฑ์หลายอย่าง”​

การขอลี้ภัยครั้งนี้จึงถือเป็นเดิมพันอีกครั้งที่สำคัญของ คสช. ซึ่งอาจจะต้องรีบสื่อสารให้ข้อมูล​ทำความเข้าใจกับประเทศที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ขอลี้ภัยมากกว่าการนิ่งเฉยปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการตามปกติเท่านั้น

เมื่อคดีนี้แม้จะเริ่มต้นก่อนรัฐประหารแต่กระบวนการส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงหลังรัฐประหาร และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่หยิบยกไปใช้ในกระบวนการขอลี้ภัยได้

ประเด็นอยู่ตรงที่ในกรณีหากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้รับการลี้ภัยนั่นย่อมทำให้มีฐานที่มั่นปักหลักไม่ต้องพเนจรอยู่ต่างแดนอย่างหวาดระแวงอีกต่อไป

ที่สำคัญยังอาจใช้พื้นที่ต่างแดนที่ได้รับการลี้ภัยทางการเมืองเป็นฐานเคลื่อนไหวสร้างแรงกระเพื่อมกลับมายังประเทศไทย และเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาล คสช.ในช่วงใกล้เลือกตั้ง

รวมทั้งอาจจะเป็นชนวนให้บางฝ่ายในประเทศหยิบยกมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวเรียกร้องความเห็นใจ และสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง ซึ่งทั้งหมดไม่เป็นผลดีกับ คสช.

 

“ยิ่งลักษณ์” ติดคุก ต่อลมหายใจ “เพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2560 เวลา 08:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/517970

"ยิ่งลักษณ์" ติดคุก ต่อลมหายใจ "เพื่อไทย"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปริศนาว่าด้วย “ยิ่งลักษณ์ Where are you?” ยิ่งลักษณ์ไปอยู่ที่ไหนเริ่มได้รับการคลี่คลายเป็นลำดับพอสมควรนับตั้งแต่ตัดสินใจหันหลังให้แผ่นดินเกิดเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากก่อนหน้านี้แม้แต่ฝ่ายความมั่นคงเองที่ติดตามอดีตนายกฯ แบบหายใจรดต้นคอมาตลอดยังหาคำตอบไม่ได้

จุดเปลี่ยนสำคัญที่คำตอบเริ่มปรากฏขึ้นเห็นจะเป็นการพบภาพจากกล้องวงจรปิดที่เป็นการแสดงให้เห็นถึงยานพาหนะที่พา “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หลบหนี จนมาสืบทราบภายหลังว่างานนี้มีตำรวจนอกแถวเป็นผู้ให้การสนับสนุน

จนกระทั่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมายอมรับว่าพบสถานที่กบดานแล้ว คือ นครรัฐดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งอย่างที่ทราบดีว่าเป็นแหล่งพำนักพักพิงของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงหลายปีมานี้

การหายตัวของยิ่งลักษณ์ แง่หนึ่งสร้างความเสียหน้าให้กับ คสช.ไม่น้อย ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการหละหลวม และยังเป็นคำถามว่าถึงที่สุดแล้วหน่วยงานของรัฐไทยจะสามารถใช้กฎหมายระหว่างประเทศส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้หรือไม่ แต่อีกมุมหนึ่ง คสช.ก็อาจจะได้คะแนนในทางการเมืองขึ้นมาบ้างเช่นกันจากการที่ยิ่งลักษณ์อ้างว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย แต่กลับหลบหนีกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม เรื่องการติดตามตัวยิ่งลักษณ์มารับโทษจำคุก 5 ปี ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ต่างอะไรกับหนังชีวิตที่ต้องดูกันยาว แต่หากมองลงไปในคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. จะพบว่ามีบางมุมในทางการเมืองที่น่าสนใจเช่นกัน

ก่อนอื่นเวลานี้ยังไม่มีคำพิพากษาฉบับเต็มเผยแพร่จากทางศาลฎีกาอย่างเป็นทางการ ทำให้ต้องดูจากเอกสารข่าวของศาลฎีกาที่เป็นการสรุปคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 27 ก.ย.เป็นหลัก

ในเอกสารสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็น 3 ประเด็น

1.ศาลฎีกาฯ พิพากษาว่านโยบายจำนำข้าวแม้จะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาแต่อยู่ในขอบอำนาจที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบได้

2.รัฐบาลได้วางกรอบการทำงานในการป้องกันการทุจริตของนโยบายรับจำนำข้าวเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว และในระหว่างการดำเนินนโยบายดังกล่าวได้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบ ในประเด็นนี้จึงยังรับฟังไม่ได้ว่ายิ่งลักษณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

3.ยิ่งลักษณ์รับทราบถึงปัญหาและความเสียหายในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และถึงแม้กระทรวงพาณิชย์จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแต่ทำการตรวจสอบไม่ตรงกับประเด็นที่มีการอภิปราย ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ายิ่งลักษณ์รับทราบถึงความเสียหายแต่ไม่ได้มีการระงับยับยั้ง การกระทำของยิ่งลักษณ์จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

เรียกได้ว่า หมัดน็อกยิ่งลักษณ์ อยู่ที่โครงการจีทูจี ซึ่งเป็นคดีที่ศาลฎีกาฯ เพิ่งพิพากษาจำคุก “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นเวลาร่วม 4 ทศวรรษนั่นเอง หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้นคือ นโยบายรับจำนำข้าวไม่ผิด แต่ผิดตรงที่มีการทำจีทูจีทุจริตนั่นเอง

ในภาพใหญ่ที่ออกมาเช่นนี้ ในมุมของพรรคเพื่อไทยย่อมใจชื้นอยู่บ้าง เพราะหลายปีมานี้โดนกล่าวหามาตลอดว่าการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่ล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง

พอคำพิพากษาออกมาเช่นนี้ แม้จะมีการเอ่ยว่า มีความเสียหายก็จริง แต่นั่นเป็นความเสียหายในทางปฏิบัติไม่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลโดยตรง ย่อมช่วยให้พรรคเพื่อไทยหายใจได้โล่งมากขึ้นท่ามกลางภาวะที่พรรคการเมืองกำลังอยู่ในช่วงขาลงเช่นนี้

จากคำพิพากษาที่ปรากฏออกมาสู่สาธารณะนั้น เป็นทั้งวิกฤตและโอกาสของพรรคเพื่อไทยไปในคราวเดียวกัน

มุมวิกฤตคงจะเป็นในมิติของครอบครัวชินวัตรที่มีอดีตนายกฯ ถึงสองคนที่ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก จนเริ่มเป็นที่อกสั่นขวัญแขวนของบรรดาสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่าคนตระกูลชินวัตรจะทิ้งพรรคเพื่อไทยไว้กลางทางและเผชิญหน้ากับ คสช.โดยลำพังหรือไม่

ส่วนในมุมที่เป็นโอกาสนั้น แน่นอนว่าจะเป็นจังหวะสำคัญที่พรรคเพื่อไทยจะได้ปฏิรูปโครงสร้างของพรรคเพื่อสลัดจากเงาของทักษิณให้มากที่สุดและลดแรงเสียดทานจากภายนอก

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคเพื่อไทยจะได้มีที่ยืนในสนามเลือกตั้งมากขึ้นด้วย

กล่าวคือ พรรคฝ่ายตรงข้ามก็อาศัยผลของคดียิ่งลักษณ์มาโจมตีพรรคเพื่อไทยระหว่างการหาเสียงได้สะดวกมากนัก เนื่องจากศาลฎีกาฯ เองไม่ได้ให้ความเห็นลงไปแน่ชัดว่า ตัวนโยบายจำนำข้าวมีความผิดหรือไม่ เพราะอย่างที่ปรากฏออกมา คำพิพากษาของศาลเน้นไปในทางปัญหาทางปฏิบัติเป็นสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยน่าจะมีแรงฮึดเพื่อกลับมาเป็นผู้ชนะได้มากขึ้น เว้นเสียแต่จะมีอุบัติทางการเมืองบางอย่างที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องติดหล่มอีกรอบ หรือการเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

 

รีเซตศาลรัฐธรรมนูญหมิ่นประมาทติดคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 12:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/517708

รีเซตศาลรัฐธรรมนูญหมิ่นประมาทติดคุก

เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ในวาระที่ 1 ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอ ก่อนมีมติเอกฉันท์ 198 คะแนน รับหลักการ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ จำนวน 22 คน พร้อมกำหนดเวลาการทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 50 วัน ก่อนส่งกลับมาให้ที่ประชุม สนช.ลงมติต่อไป

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายนี้ได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะให้มีกลไกการทำงานเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน กรธ.ยังได้กำหนดการคงอยู่ของศาลให้เป็นมาตรฐานเดียวกับทุกองค์กร คือ ให้ดำรงต่อไปได้เฉพาะบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น

“จะมีเพียงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม.เท่านั้น ที่ กรธ.บัญญัติให้แตกต่างออกไป ด้วยการให้พ้นจากตำแหน่งทั้งหมด เพื่อมีกระบวนการสรรหาให้สอดคล้องกับนานาชาติ หากในชั้น กมธ.ของ สนช.จะมีการแก้ไขหรือความเห็นอย่างไร ก็ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของ สนช.”

สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว กำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์แต่งตั้งจากบุคคล ต่อไปนี้ 1.ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกามาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 ปี ซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 3 คน

2.ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจำนวน 2 คน 3.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 1 คน

4.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 1 คน และ 5.ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 2 คน

ขณะเดียวกัน มาตรา 38 กำหนดให้ศาลมีอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยของการพิจารณาคดี หรือในกรณีมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลอาจมีคำสั่งให้บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใด กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เพื่อให้การพิจารณาคดี ดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อยและรวดเร็วและการวิจารณ์คำวินิจฉัยคดีที่กระทำโดยสุจริต ไม่ใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี อาฆาตมาดร้าย ถือว่าไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

ส่วนมาตรา 39 บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งหรือระเบียบตามมาตรา 38 ให้ถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล และให้ศาลมีอำนาจดังต่อไปนี้ 1.ตักเตือน 2.ไล่ออกจากบริเวณศาล 3.ลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน ในบทเฉพาะกาล มาตรา 76 กำหนดให้ประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ

หรือพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 18 ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในวันก่อนที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 24/2560 เรื่องให้งดเว้นการคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำสั่ง คสช.ที่ 23/2560 ลงวันที่ 20 เม.ย. 2560 บรรดาที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งขึ้นมาใหม่จะเข้ามารับหน้าที่

มาตรา 77 ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้บังคับ ให้องค์กรอิสระ แต่งตั้งและส่งชื่อผู้แทนให้สำนักเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อประกอบเป็นคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา 11 และเมื่อพ้นระยะเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว หากองค์กรอิสระใดยังไม่อาจแต่งตั้งผู้แทนได้หรือในกรณีที่ไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรให้คณะกรรมการสรรหาปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

อย่างไรก็ดี กรณีที่คณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันถัดจากที่คณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัย และเพื่อประโยชน์ในการรับบำเหน็จตอบแทนตามมาตรา 26 ให้ถือว่าการพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุลาออก และคำวินิจฉัยดังกล่าวให้ถือเป็นที่สิ้นสุด

มาตรา 81 การดำเนินการไต่สวน หรือการดำเนินการอื่นใดตามหน้าที่และอำนาจของศาล ซึ่งดำเนินการก่อนวันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศใช้บังคับ ให้ถือว่าการนั้นเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และในกรณีที่มีปัญหาว่าการดำเนินการเรื่องใดที่ยังค้างพิจารณาอยู่และมิได้บัญญัติวิธีดำเนินการไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้ดำเนินการนั้นต่อไปตามมติของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ