อวสาน ‘ยิ่งลักษณ์’ หนีแล้วต้องหนีทั้งชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/517423

อวสาน ‘ยิ่งลักษณ์’ หนีแล้วต้องหนีทั้งชีวิต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บทสรุปของคดีจำนำข้าวออกมาเป็นทางการแล้ว ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา

เวลานี้คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ฉบับเต็มยังไม่ได้มีการเปิดเผย แต่เมื่อดูจากเอกสารข่าวของศาลฎีกาฯ แล้วจะเห็นได้ว่ามีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ ไม่น้อยเหมือนกัน

ทั้งนี้ ในเอกสารดังกล่าวที่เป็นการสรุปคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ปรากฏว่ามี 3 ประเด็นที่ศาลฎีกาฯ ได้ลงมติวินิจฉัย

1.อำนาจในการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เดิมทียิ่งลักษณ์ต่อสู้ในชั้นศาลฎีกาฯ ว่าเนื่องจากการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ดังนั้น องค์กรอิสระจึงไม่สามารถเข้ามาตรวจสอบได้

แต่ข้อต่อสู้ดังกล่าวของยิ่งลักษณ์ก็ถูกตีตกด้วยความเห็นของศาลฎีกาฯ อย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ในเมื่อคดีจำนำข้าวเป็นการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ จึงอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.ที่สามารถเข้าไปตรวจสอบและเสนอคดีต่อศาลได้

2.ความเสียหายในการดำเนินนโยบายจำนำข้าว ประเด็นนี้ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยอย่างมีนัยสำคัญว่าตลอดการดำเนินนโยบายมีข้อเท็จจริงที่ปรากฏออกมาว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหลายประการ เช่น การสวมสิทธิการรับจำนำ การนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ ข้าวสูญหาย การออกใบประทวนอันเป็นเท็จ การใช้เอกสารปลอม การโกงความชื้นและน้ำหนักเพื่อกดราคารับซื้อจากชาวนา ข้าวสูญหายจากโกดัง แต่เป็นความ เสียหายที่เกิดจากฝ่ายปฏิบัติ

ประกอบกับยิ่งลักษณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อป้องกันความเสียหายตั้งแต่ตอนเริ่มโครงการ อีกทั้งเมื่อพบความเสียหายดังกล่าวในขณะดำเนินโครงการก็ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเป็นระยะๆ เพราะฉะนั้นความเสียหายในส่วนนี้ยังฟังไม่ได้ว่า ยิ่งลักษณ์ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ

3.การทุจริตในโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) แม้จะเป็นคดีที่ศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาและลงโทษ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีตร มว.พาณิชย์ ไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาฯ ได้นำมาเชื่อมโยงเพื่อวินิจฉัยความผิดของยิ่งลักษณ์

ในประเด็นนี้นับว่าเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องสิ้นอิสรภาพ โดยศาลฎีกาฯ มองว่าที่ผ่านมายิ่งลักษณ์ได้รับทราบถึงความเสียหายของโครงการที่เกิดขึ้นแล้วผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร และได้ปรับคณะรัฐมนตรีด้วยการเอาบุญทรงออกจากตำแหน่ง รมว.พาณิชย์

จากพฤติการณ์ทำให้ศาลฎีกาฯ เชื่อว่ายิ่งลักษณ์ได้รับทราบถึงความเสียหายแล้ว และเมื่อได้รับทราบแต่กลับไม่ดำเนินการระงับยับยั้งความ เสียหาย จึงสรุปได้ว่ายิ่งลักษณ์ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (เดิม) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ลงโทษจำคุก 5 ปี

อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายต้องถือว่าคดีนี้ยังไม่จบเสียทีเดียว เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เปิดโอกาสให้จำเลย ซึ่งในที่นี้คือยิ่งลักษณ์ สามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาโดย ไม่ต้องมีหลักฐานใหม่แต่อย่างใด

แต่กระนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ ต้องยอมรับว่าการใช้สิทธิอุทธรณ์ของยิ่งลักษณ์เป็นไปได้ยากลำบาก ภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 28 ก.ย.

เท่ากับว่าการใช้สิทธิอุทธรณ์ของยิ่งลักษณ์ต้องตกอยู่ภายใต้มาตรา 61 ของกฎหมายดังกล่าว

“ในกรณีที่จําเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังเป็นผู้อุทธรณ์ จําเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคําสั่งไม่รับอุทธรณ์” บทบัญญัติมาตรา 61

จากบทบัญญัติของมาตรา 61 แปลไทยเป็นไทยจะได้ความว่า หาก ยิ่งลักษณ์จะใช้สิทธิอุทธรณ์ก็ต้องกลับประเทศไทย เพื่อแสดงตนต่อ เจ้าพนักงาน มิเช่นนั้นแล้วศาลจะไม่รับอุทธรณ์

เหนืออื่นใด คดีของยิ่งลักษณ์กลายเป็นคดีที่ไร้อายุความไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เดิมทีจะมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา แต่เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 ประกาศใช้ ประกอบกับบทบัญญัติใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับปัจจุบัน และยิ่งลักษณ์ได้หลบหนี ทำให้คดีนี้ไม่มีอายุความไปโดยปริยาย

ต่อให้เวลาผ่านไปมากกว่า 10 ปี ยิ่งลักษณ์จะไม่สามารถกลับประเทศไทยได้ เว้นแต่ในอนาคตจะมีการแก้ไขกฎหมายเป็นอย่างอื่น

ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายเช่นนี้ เท่ากับว่าถ้ายิ่งลักษณ์จะฮึดสู้อีกครั้งและขอใช้สิทธิอุทธรณ์ ก็ต้องกลับมาเมืองไทย เพียงแต่จะต้องแลกกับอิสรภาพที่ต้องเสียไป

จึงเป็นคำถามว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “ยิ่งลักษณ์” พร้อมที่จะเดินหน้าแลกหรือไม่ หรือจะหนีแบบนี้ไปตลอดชีวิต ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอดีตนายกฯ หญิงคนแรกเพียงคนเดียวเท่านั้น n

 

กม.จัดการนักการเมือง ปิดทาง ‘ยิ่งลักษณ์’ กลับไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 07:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/517492

กม.จัดการนักการเมือง ปิดทาง 'ยิ่งลักษณ์' กลับไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 29 ก.ย. 2560 ซึ่งจะทำให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 5 ปี ในคดีละเว้นปล่อยให้มีการทุจริตในการระบายข้าวแบบจีทูจี ต้องมายื่นคำร้องอุทธรณ์ด้วยตัวเอง และการหลบหนีไปก็ไม่มีอายุความต้องหนีตลอดชีวิต

ทั้งนี้ เนื้อหาของ พ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้ มาตรา 17 เมื่อศาลประทับรับฟ้อง ให้ผู้ถูกกล่าวหาซึ่ง ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 10 (1) กรรมการ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ใดพ้นจากตำแหน่ง หรือคำพิพากษานั้นมีผลให้ผู้ใดพ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะมีการอุทธรณ์ตามหมวด 6 อุทธรณ์หรือไม่ ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หรือวันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่

มาตรา 25 ในการดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เมื่อได้ยื่นฟ้องคดี ต่อศาลแล้ว ให้อายุความสะดุดหยุดลงในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความในกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ

มาตรา 27 ในการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ให้อัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามาศาลในวันฟ้องคดี ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาลและอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหลักฐานแสดงต่อศาลว่าได้เคยมีการออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาแล้วแต่ยังไม่ได้ตัวมา หรือเหตุที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาลเกิดจากการประวิงคดี หรือไม่มาศาลตามนัดโดยไม่มีเหตุแก้ตัวอันควร ให้ศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาได้ แม้จะไม่ปรากฏผู้ถูกกล่าวหาต่อหน้าศาล

มาตรา 28 ในกรณีที่ศาลประทับรับฟ้องไว้ตามมาตรา 27 และศาลได้ส่งหมายเรียก และสำเนาฟ้องให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วแต่จำเลยไม่มาศาล ให้ศาลออกหมายจับจำเลยและให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจำเลยรายงานผลการติดตามจับกุมเป็นระยะตามที่ศาลกำหนด ในกรณีที่ได้ออกหมายจับจำเลยและได้มีการดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว แต่ไม่สามารถจับจำเลยได้ ภายในสามเดือนนับแต่ออกหมายจับ ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะตั้งทนายความมาดำเนินการแทนตนได้

มาตรา 31 การพิจารณาและไต่สวนพยานหลักฐานให้กระทำโดยเปิดเผย เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะสำคัญ ให้ศาลมี คำสั่งให้พิจารณาเป็นการลับได้

เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยไม่ชักช้า ศาลมีอำนาจไต่สวนพยานหลักฐานลับหลังจำเลยได้ ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) จำเลยไม่อาจมาฟังการไต่สวนพยานหลักฐานได้เนื่องจากความเจ็บป่วยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ เมื่อจำเลยมีทนายและจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลที่จะไม่มาฟังการพิจารณาและสืบพยาน

(2) จำเลยเป็นนิติบุคคลและศาลได้ออกหมายจับผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นแล้วแต่ยังจับตัวมาไม่ได้ (3) จำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วแต่ได้หลบหนีไปและศาลได้ออกหมายจับแล้วแต่ยังจับตัวมาไม่ได้ (4) ในระหว่างพิจารณาหรือไต่สวน ศาลมีคำสั่งให้จำเลยออกจากห้องพิจารณาเพราะเหตุขัดขวางการพิจารณา หรือจำเลยออกไปจากห้องพิจารณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล

(5) จำเลยทราบวันนัดแล้วไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องไต่สวนพยานหลักฐานใดในนัดนั้นโดยไม่เลื่อนคดีกรณีตาม (6) ในกรณีที่ต้องมีการส่งหนังสือ คำสั่ง หรือหมายอาญาของศาลให้ส่งไปยังทนายความของจำเลยแทน

มาตรา 32 ในการดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยซึ่งหลบหนีไปในระหว่างได้รับการปล่อยชั่วคราวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเป็นการหลบหนีไปในระหว่างการพิจารณาคดี ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจำเลยรายงานผลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร

ความผิดตามวรรคหนึ่งไม่ระงับไปเพราะเหตุที่คดีของผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยนั้นมีการสั่งไม่ฟ้องยกฟ้อง จำหน่ายคดี หรือถอนฟ้อง

มาตรา 61 ในกรณีที่จำเลยซึ่ง ไม่ได้ถูกคุมขังเป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

 

‘ธนะศักดิ์-พงศ์พร’ ไพ่ใบสุดท้ายล้างเงินทอนวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 08:48 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/517231

‘ธนะศักดิ์-พงศ์พร’ ไพ่ใบสุดท้ายล้างเงินทอนวัด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

งงกันเป็นทั้งประเทศ เมื่อคณะรัฐมนตรี โดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมติคืนเก้าอี้ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนา (พศ.) กลับให้แก่ “พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์” ที่ก่อนหน้านี้ถูกเด้งฟ้าผ่าไปนั่งตบยุงในตำแหน่งผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้ถอด “ออมสิน ชีวะพฤกษ์” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นการกำกับดูแล พศ. โดยให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี มาคุมแทน

การปรับเปลี่ยนโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยมาก่อนในครั้งนี้ ประเมินกันว่า เนื่องจาก “บิ๊กตู่” ต้องการความเด็ดขาดในการขุดคุ้ยเรื่องเงินทอนวัด โดยใช้ภาพความเป็นทหารมาจัดการ เนื่องจากยิ่งขุด ยิ่งเจอตอ หากไม่เร่งดำเนินการรัฐบาลบิ๊กตู่อาจเสียรังวัดได้

ทั้งนี้ หลังมีการเด้ง “พ.ต.ท.พงศ์พร” ปรากฏว่า มีกระแสพุ่งเป้าโจมตีต่อ “บิ๊กตู่” ทำนอง ไม่กล้าแตะคดีการทุจริตเงินทอนวัด ที่ได้สร้างความเสียหายนับหลายร้อยล้านบาท และคดีนี้ไม่ใช่คดีทุจริตธรรมดาเพราะเกี่ยวโยงกับอดีตข้าราชการระดับอดีตผู้อำนวยการ พศ. และพระชั้นผู้ใหญ่ระดับ พระมหาเถรสมาคม ร่วมมือกันเป็นขบวนการ

ล่าสุด มีระดับบิ๊กที่เข้าไปเกี่ยวข้องคดีเงินทอนวัด อาทิ อดีตผู้อำนวยการ พศ. 2 ราย คือ พนม ศรศิลป์ และนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ และยังโยงใยไปถึงพระชั้นผู้ใหญ่ 4 ราย ประกอบด้วย พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าอาวาสวัดลาดแค จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าคณะอำเภอชนแดน พระราชรัตนมุนี เลขานุการสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร กทม. พระเทพเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดกวิศรารามราชวรวิหาร จ.ลพบุรี และเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี พระครูวิสุทธิวัฒนกิจ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร ฯลฯ

เป็นที่ทราบกันดีว่าฤทธิ์เดชการเมืองสงฆ์ไม่ใช่ย่อย ทั้งอำนาจ บารมี คอนเนกชั่น และผลประโยชน์จำนวนมหาศาลโยงใยเป็นใยแมงมุมทั่วทุกวัดในประเทศ แถมมีผู้มีอิทธิพลในคราบนักธุรกิจ ข้าราชการ หรือคนมีสีเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย การเมืองเรื่องร้อนๆ แบบนี้ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่กำกับดูแล พศ.มาตั้งแต่ต้นรู้ข้อมูลเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี พอเจอเรื่องวุ่นวายแบบนี้ก็ยังออกอาการถอดใจ เพราะไม่อยากเข้าไปยุ่งวุ่นวาย

งานนี้จึงได้ส่ง “ออมสิน” เข้าไปลุยแทน แต่ด้วยภาพลักษณ์และบารมีของ “ออมสิน” ยังอ่อน ไม่แข็งกร้าวพอจะไปงัดข้อกับการเมืองสงฆ์ และไม่กล้าพอจะไปกำราบบรรดาพระ ชั้นผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพลสูง หรือมีเอี่ยวกับคดีเงินทอนวัดได้ จึงได้แต่ปล่อยมือให้ “พ.ต.ท.พงศ์พร” ลุยแทน

ด้วยฝีไม้ลายมือมีผลงานการันตี เพราะทำคดีสำคัญๆ ฉาวโฉ่หลายเรื่อง อาทิ สอบคดีรถยนต์หรูของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม หรือแม้แต่คดีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ยังมีตำหนิคดีครอบครองรถหรูผิดกฎหมายที่มี “พ.ต.ท.พงศ์พร” เป็นมือสอบสวนแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

แม้แต่คดีตามล่าตัวพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย “พ.ต.ท.พงศ์พร” ก็ลุยค้นวัดมาแล้ว จึงการันตีผลงาน “พ.ต.ท.พงศ์พร” ยิ่งด้วยบุคลิกโผงผางตรงไปตรงมา กล้าท้า กล้าชนพระชั้นผู้ใหญ่ทุกระดับ จึงกลายเป็นรอยแผลบาดหมางชนิดคู่กัดระหว่าง “พ.ต.ท.พงศ์พร” กับ “มหาเถรสมาคม” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เป็นธรรมดาทุกคดีที่เกี่ยวกับพระชั้นผู้ใหญ่ ย่อมต้องเจอตอ จึงมีสองทางเลือกให้เดิน คือ จะชน หรือถอย นั้นเป็นปมเหตุสำคัญที่ทำให้ “พ.ต.ท.พงศ์พร” ขอถอนตัวออกจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการ พศ. เพราะประเมินทิศทางลมแล้วทั้ง “วิษณุ” และ “ออมสิน” ไม่กล้าลุยแบบสุดซอย

เรื่องนี้จึงร้อนไปถึง “บิ๊กตู่” ต้องออกโรงมาแก้ปัญหาเอง จึงออกคำสั่งเด้ง “พ.ต.ท.พงศ์พร” ออกมาชั่วคราวก่อน ดั่งคำพูด “บิ๊กตู่” พูดไว้เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า

“ช่วงที่ผ่านมาจำเป็นต้องเอา พ.ต.ท.พงศ์พร ออกมาชั่วคราว เพื่อมาคุยกัน มาจัดระบบกัน ว่าจะทำเรื่องพระพุทธศาสนาอย่างไร มาวางแผนแม่บทกัน เสร็จแล้วจึงให้กลับไปทำหน้าที่เดิม ไม่ได้มีความผิดอะไรทั้งสิ้น อย่ามาหาว่ารัฐบาลโลเลกลับไปกลับมา ไม่ใช่อย่างนั้น เพียงแต่ในช่วงนั้นมีปัญหาอยู่ก็เอาออกมาเสียก่อน เพื่อทำให้เกิดความสงบก่อน” นายกรัฐมนตรี ระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อ “ออมสิน” เดินหน้าเรื่องเงินทอนไม่สุด “บิ๊กตู่” จึงเลือก “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ มาคุมสงฆ์แบบเบ็ดเสร็จ พร้อมเปิดโอกาสให้ “พ.ต.ท.พงศ์พร” กลับมามีโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง

งานนี้ “บิ๊กเจี๊ยบ” มีเครื่องไม้เครื่องมือทางฝ่ายความมั่นคง “พ.ต.ท.พงศ์พร” ฝ่ายบู๊ สู้ไม่ถอย ปะฉะดะกำราบคดีเงินทอนวัดได้แบบสุดซอยเจอตอเป็นชน

รอบนี้ถือเป็นไพ่ใบสุดท้ายของ บิ๊กตู่ในการจัดระเบียบการเมืองสงฆ์และลุยจัดการปัญหาการทุจริตเงินทอนวัด คงต้องติดตามกันดูว่าศึกสงฆ์ รอบนี้ ทหาร หรือ พระ ใครจะโดนน็อกกันแน่! n

 

อนาคต ‘ยิ่งลักษณ์’ หลังพิงฝา…ไปต่อลำบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กันยายน 2560 เวลา 08:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/517026

อนาคต ‘ยิ่งลักษณ์’ หลังพิงฝา...ไปต่อลำบาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดวันนี้คนไทยทั้งประเทศก็จะได้รู้แล้วว่าบทสรุปของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในกรณีคดีจำนำข้าวจะมีบทสรุปอย่างไร

ตามขั้นตอนแม้เวลานี้จะยังไม่มีใครทราบว่ายิ่งลักษณ์จะเดินทางกลับประเทศไทย เพื่อรับฟังคำพิพากษาในวันนี้หรือไม่ แต่องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะออกนั่งบัลลังก์ เพื่ออ่านคำพิพากษาลับหลังยิ่งลักษณ์ทันที ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2542

จากวันที่ยิ่งลักษณ์ประกาศตัวเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย พร้อมกับลงพื้นที่ หาเสียงด้วยการชูนโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายหลักในการหาเสียง จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คงไม่มีใครหรือแม้แต่ตัวยิ่งลักษณ์เองจะคิดว่านโยบายที่ทำให้ตัวเองชนะเลือกตั้งและเป็นรัฐบาลในวันนั้นจะย้อนกลับมีผลต่อยิ่งลักษณ์ในวันนี้

ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ พยายามอ้างว่าการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่ได้แถลงไว้ต่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อ ปี 2554 จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถยกเลิกโครงการ ดังกล่าวได้

นโยบายรับจำนำข้าวเป็นหนึ่งในนโยบายเรงดวนที่จะเริ่มดําเนินการในปแรก โดยอยู่ในลำดับที่ 11 ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

“ยกระดับราคาสินค้าเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยดูแลราคาสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพที่เหมาะสม คํานึงถึงกลไกราคาตลาดโลก โดยใช้วิธีบริหารจัดการทางการตลาดและกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้า รวมทั้งผลักดันให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าเกษตรได้ในราคาสูงเพียงพอเมื่อเทียบกับต้นทุน และนําระบบรับจํานําสินค้าเกษตรมาใช้ในการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร

เริ่มต้นจากการรับจํานําข้าวเปลือกเจ้าและข้าวเปลือกหอมมะลิความชื้น ไม่เกินร้อยละ 15 ที่ราคาเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท และ 2 หมื่นบาทตามลําดับ พร้อมทั้งจัดให้มีการเยียวยาความเสียหายของพืชผลจากภัยธรรมชาติให้แก่เกษตรกร การจัดทําระบบทะเบียนครัวเรือนเกษตรกรให้สมบูรณ์และการออกบัตรเครดิตสําหรับเกษตรกร”

นอกเหนือไปจากการอ้างไม่สามารถยกเลิกนโยบาย เพราะได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาแล้วนั้นอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังแก้ข้อกล่าวหาด้วยการยืนยันว่าในฐานะนายกฯ ได้ดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าว

เช่น การมอบหมายให้รองนายกฯ เข้าไปตรวจสอบ หรือการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความโปร่งใส อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ปล่อยละเลยตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาแต่อย่างใด

ดังนั้น หากศาลฎีกาฯ รับฟังและให้น้ำหนักกับการแก้ข้อกล่าวหาของ ยิ่งลักษณ์ โอกาสที่จะได้คำพิพากษาในทำนองยกฟ้อง หรือให้มีความผิดแต่รอลงอาญาก็พอมีความเป็นไปได้ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นเท่ากับว่าโอกาสที่ศาลฎีกาฯ จะพิพากษาให้จำคุก โดยไม่รอลงอาญาก็มีความเป็นไปได้ไม่ต่างกัน

เรียกได้ว่าคำพิพากษาในวันนี้สามารถออกได้ทุกหน้าทั้ง “จำคุก-ยกฟ้อง-จำคุก แต่รอลงอาญา”

ขณะเดียวกัน ไม่ว่าคำพิพากษาจะปรากฏมาในรูปแบบใด การเมืองไทยนับจากวินาทีที่องค์คณะผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นจะเปลี่ยนไปทันที

1.หากพิพากษายกฟ้องหรือให้ความผิด ศาลจะมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับที่ออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจะมีผลให้ ยิ่งลักษณ์สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตัว จะตัดสินใจอย่างไร

แต่ถึงกระนั้นการรอดโทษทางอาญาในคดีจำนำข้าว ก็ไม่ได้มีผล ต่อคดีทางแพ่งที่หน่วยงานของรัฐกำลังดำเนินการไต่สวนในขณะนี้

เมื่อมีคำพิพากษาฉบับเต็มออกมาเป็นทางการ หน่วยงานภาครัฐนำโดยกระทรวงการคลังจะเป็นเจ้าภาพในการรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการขอให้ดำเนินการอายัดและยึดทรัพย์ในการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป

2.ถ้าคำพิพากษามีบทสรุปให้ ยิ่งลักษณ์ต้องจำคุกทันทีโดยไม่รอลงอาญา นอกจากยิ่งลักษณ์จะต้องต่อสู้กับคดีความรับผิดทางแพ่งแล้ว ยังต้องเผชิญกับผลของคำพิพากษาอีกด้วย

ผลลำดับแรกๆ ที่ต้องเผชิญ คือ การถูกติดตามตัวเพื่อให้มารับโทษ ซึ่งตามขั้นตอนศาลฎีกาจะต้องออกหมายจับอีกหมาย เพื่อบังคับจำเลยให้มารับโทษตามคำพิพากษา เหมือนกับกรณีที่ศาลฎีกาเคยออกหมายจับภายหลัง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ตกเป็นกระทำความผิดในคดีการ ซื้อขายที่ดินรัชดา

โดยอายุของหมายจับจะมีระยะเวลาเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับว่ายิ่งลักษณ์ต้องรับโทษจำคุกกี่ปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 98 เช่น 15 ปี สำหรับโทษจำคุกกว่า 7 ปี แต่ยังไม่ถึง 20 ปี หรือ 10 ปี สำหรับโทษจำคุกกว่า 1-7 ปี นอกจากนี้อาจมีกระบวนการระหว่างประเทศเพื่อขอส่งตัวผู้ร้าย ข้ามแดนอีกด้วย

ส่วนเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะเปิดทางให้สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ง่ายขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานใหม่ เพียงแค่การยื่นต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน ก็พอ แต่หากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฉบับใหม่ประกาศใช้ เท่ากับว่ายิ่งลักษณ์ต้องมายื่นอุทธรณ์ด้วยตัวเอง มิเช่นนั้นจะไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้

เห็นแบบนี้แล้ว ที่เคยคิดว่าวันที่ 27 ก.ย. จะเป็นบทสรุปของทั้งหมด อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองไทยบทใหม่ก็เป็นได้

 

บทสรุปพันธมิตรฯ แช่แข็งม็อบทุกสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2560 เวลา 08:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/516801

บทสรุปพันธมิตรฯ แช่แข็งม็อบทุกสี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยในรอบทศวรรษนี้ นอกจากจะมี “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองแล้ว “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ก็นับเป็นกลุ่มการเมืองที่ทรงอิทธิพลและคอยคานอำนาจทักษิณได้อย่างสมน้ำสมเนื้อเช่นกัน

เรียกได้ว่า “กลุ่มทักษิณ” คุมการเมืองในสภา ส่วน “พันธมิตรฯ” คุมการเมืองนอกสภา

หากเปรียบพันธมิตรฯ เป็นวงจรชีวิตของคน จะพบว่ามีทั้งจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด

จุดเริ่มต้นของกลุ่มพันธมิตรฯ เกิดขึ้นจากเวทีรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทักษิณในช่วงปี 2548 เมื่อกระแสจุดติดประกอบกับเกิดเหตุการณ์ขายหุ้นของครอบครัวชินวัตรครั้งใหญ่ ทำให้จากรายการโทรทัศน์ไปสู่การเข้าสู่สนามการเมืองนอกสภาอย่างเต็มตัวในนามกลุ่มพันธมิตรฯ

กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ใช้ “เสื้อเหลือง” เป็นสัญลักษณ์สำคัญในการเคลื่อนไหว ถือกำเนิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มเอกชน นำโดย “สนธิ ลิ้มทองกุล” และกลุ่มภาคประชาชน นำโดย “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” “พิภพ ธงไชย” แม้จะต่างที่มาแต่กลับมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การขับไล่รัฐบาลทักษิณในเวลานั้น

การเคลื่อนไหวตลอดปี 2548 กลุ่มพันธมิตรฯ สามารถสร้างความกดดันให้รัฐบาลทักษิณเป็นระยะ ถึงขั้นที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ต้องประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรในปี 2549 เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง

ทว่า การเลือกตั้งที่คิดว่าจะเป็นทางออกให้กับรัฐบาลทักษิณ กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะนอกจากจะไม่ใช่ทางออกแล้ว ยังเป็นแรงกระตุ้นให้กลุ่ม พันธมิตรฯ ยกระดับการชุมนุมมากขึ้น ไปอีก จนในที่สุดเกิดการรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549

นับจากนั้นทุกย่างก้าวของกลุ่ม พันธมิตรฯ ตกอยู่ภายใต้การติดตามของสังคมในฐานะกลุ่มการเมืองนอกสภาที่ทรงอิทธิพล

กลุ่มพันธมิตรฯ กลับมาชุมนุม ใหญ่อีกครั้ง เพื่อขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในช่วงปี 2551

กลุ่มพันธมิตรฯ ลงมือและสร้างปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีกลุ่มการเมืองนอกสภากลุ่มไหนเคยทำได้มาก่อน เช่น การใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานที่มั่นในการชุมนุม การชุมนุมในท่าอากาศยานของประเทศ ทั้ง “ดอนเมือง” และ “สุวรรณภูมิ” กินระยะเวลารวม 193 วัน หรือกว่า 6 เดือน ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจรัฐบาลจากพรรคเพื่อไทยมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ในปีเดียวกัน

ผ่านมาถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 10 ปี คงไม่มีใครคาดคิดว่าผลของการสร้างประวัติศาสตร์การเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ จะกลับมามีผลต่อแกนนำพันธมิตรฯ ในวันนี้ ภายหลังศาลฎีกาพิพากษาให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ จำนวน 13 คน ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย เป็นเงิน 522 ล้านบาท เฉลี่ยคนละประมาณ 40 ล้านบาท จากการชุมนุมปิดสนามบินเมื่อปี 2551

ในคดีดังกล่าวแกนนำกลุ่ม พันธมิตรฯ ทั้ง 13 คน พยายามสู้คดีในชั้นศาลว่าการชุมนุมไม่ได้เป็นต้นเหตุของการปิดสนามบิน โดยอ้างว่าแม้จะมีการชุมนุมขณะนั้นแต่ประชาชนก็สามารถใช้บริการได้ตามปกติ ตรงกันข้ามการปิดสนามบินเกิดขึ้นมาจากการตัดสินใจของผู้บริหารสนามบิน

อย่างไรก็ตาม ข้อต่อสู้ดังกล่าวของกลุ่มพันธมิตรฯ ฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องชดใช้ค่าเสียหาย

ตามขั้นตอนจากนี้ไปจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องที่จะต้องดำเนินการอายัดทรัพย์ของผู้ถูกกล่าวหาทุกคนเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งนับว่าอาจมีผลให้แกนนำบางคนต้องล้มละลายก็เป็นได้

ในทางการเมืองต้องยอมรับว่ากลุ่มพันธมิตรฯ รูดม่านปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่บทอวสานของกลุ่มพันธมิตรฯ จะมีผลเป็น “โดมิโน” ที่ทำให้กลุ่มการเมืองนอกสภาไม่อาจกลับมาโลดแล่นตามท้องถนนได้อีกนาน

ก่อนหน้านี้ประเทศไทยไม่ได้มีกติกาในการควบคุมการชุมนุมที่ เข้มงวดเหมือนปัจจุบัน ตรงนี้อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่เอื้อให้ม็อบการเมืองหลายสีสามารถเคลื่อนไหวกดดันฝ่ายตรงข้ามได้อย่างต่อเนื่อง

แต่สำหรับกฎหมายปัจจุบันทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายระดับรอง กำลังมีผลให้การชุมนุมไม่คล่องตัวเหมือนในอดีต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นการให้อำนาจตำรวจสามารถควบคุมการชุมนุมได้อย่างมีความชอบธรรม

เหนืออื่นใดเงื่อนไขกฎหมายการชุมนุมสาธารณะคงไม่ใช่อุปสรรคสำคัญเท่ากับผลในบั้นปลายที่ต้องได้รับทั้งทางอาญาและทางแพ่ง

ตรงนี้เองจะทำให้ใครคิดจะระดมข้างถนนเพื่อชุมนุมทางการเมืองกดดันรัฐบาลต้องคิดมากขึ้น นำมาซึ่งสภาวะห่วงหน้าพะวงหลังมากขึ้น

ครั้นจะเดินหน้าก็ไม่ได้ เพราะกลัวติดคุกและกลัวเรื่องตัวเลขค่าเสียหาย หรือถ้าจะถอยหลังก็กลัวเสียมวลชน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลับกลุ่ม พันธมิตรฯ ในเวลานี้ จึงไม่ต่างอะไรกับบทเรียนเตือนใจให้กับกลุ่มการเมืองนอกสภากลุ่มอื่นๆ ขยับตัวได้ลำบาก ซึ่งอาจถึงขั้นการเมืองภาคประชาชนล่มสลายก็เป็นได้

หากโครงสร้างการเมืองภาคประชาชนตกอยู่ในสภาพไม่เข้มแข็ง แน่นอนว่าประโยชน์ย่อมตกอยู่กับรัฐบาลปัจจุบันและในอนาคตที่มาจากการเลือกตั้งที่จะปลอดยุงรำคาญไปอีกนานแสนนานกันเลยทีเดียว

 

27 ก.ย. วันพิพากษาชี้ชะตา “ยิ่งลักษณ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2560 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/516718

27 ก.ย. วันพิพากษาชี้ชะตา "ยิ่งลักษณ์"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทุกวันนี้ยังคงเป็นปริศนากันอยู่กับคำถามที่ว่า “ยิ่งลักษณ์อยู่ที่ไหน” บ้างก็ว่าอยู่กัมพูชา บ้างก็ว่าอยู่แถวยุโรป แต่ถึงจะเป็นคำถามคาใจอยู่ ทว่าวิธีการที่อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยหลบหนีนั้น กลับเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนเป็นระยะ

ล่าสุด พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า มีตำรวจเป็นคนพายิ่งลักษณ์หลบหนี โดยเป็นตำรวจในสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 และกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม

ทั้งนี้ ตามรายงานการตรวจสอบเบื้องต้นของตำรวจพบว่า อดีตนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะได้นั่งรถจากบ้านพักซอยโยธินพัฒนา 3 ไปเปลี่ยนรถที่ย่านมีนบุรี แล้วใช้เส้นทางถนนสุวินทวงศ์มุ่งหน้า จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนออกนอกประเทศทางชายแดนภาคตะวันออก โดยเฉพาะมีการใช้รถยนต์นอกเหนือจากคันที่ยึดได้ 1 คัน ซึ่งมีรูปทรงและสีคล้ายคันที่ยึดได้ เพื่ออำพรางการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้เข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มข้นแล้ว คงต้องรอดูว่าจากนี้ไปจะมีบทสรุปอย่างไรต่อไป

จากเส้นทางการติดตามตัวยิ่งลักษณ์ มาถึงในส่วนของคดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งในวันที่ 27 ก.ย. เป็นวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะอ่านคำพิพากษาอย่างเป็นทางการ หลังจากต้องเลื่อนมาจากเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา

ตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ไม่ว่าวันที่ 27 ก.ย. “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ จะเดินทางมายังศาลฎีกาฯ เพื่อรับฟังคำพิพากษาหรือไม่ องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ก็จะอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยทันที

ณ วินาทีนี้ยังไม่มีใครทราบว่าผลของคำพิพากษาจะออกมาในรูปแบบเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ยิ่งลักษณ์ แต่แน่นอนว่าแนวทางของคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย. จะหนีไม่พ้น 1 ใน 3 แนวทางดังต่อไปนี้

1.พิพากษายกฟ้องและยิ่งลักษณ์ไม่มีความผิด

เรียกได้ว่าเป็นคำพิพากษาที่ฝ่ายยิ่งลักษณ์ต้องการให้เกิดขึ้นมากที่สุด เพราะจะเป็นการพิสูจน์ว่าข้อกล่าวหาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ว่ายิ่งลักษณ์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการไม่ระงับยับยั้งความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวนั้นฟังไม่ขึ้น

อีกทั้งเป็นการยืนยันให้เห็นว่าด้วยการดำเนินการของยิ่งลักษณ์ในช่วงที่เป็นรัฐบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อระงับยับยั้งความเสียหาย โดยไม่ได้ละเลยหรือไม่ใส่ใจกับการแก้ไขปัญหาทุจริตแต่อย่างใด

ไม่เพียงเท่านี้ หากคำพิพากษาออกมาในรูปแบบนี้ จะช่วยให้ยิ่งลักษณ์สามารถเดินทางกลับมายังประเทศไทยได้อีกด้วย ไม่ต้องหลบหนีอยู่ในต่างประเทศแต่อย่างใด เพียงแต่เมื่อกลับเข้ามาแล้วอาจถูกดำเนินคดีจากกรณีขัดคำสั่งศาลที่มีโทษทางอาญา แต่มีโทษไม่มากเมื่อเทียบกับคดีจำนำข้าว

2.พิพากษาให้มีความผิดแต่รอลงอาญา

การพิพากษาให้โทษจำคุกรอการลงโทษเอาไว้ก่อน โดยหลักแล้วเป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจของศาลในการจะวินิจฉัยอย่างไร ซึ่งในอดีตศาลฎีกาฯ ก็เคยพิพากษาทั้งการให้ลงโทษจำคุกทันทีหรือให้รอลงอาญาไว้ก่อนมาแล้ว

ดังตัวอย่างในคดีของ “ทักษิณ ชินวัตร” จากกรณีการซื้อขายที่ดินบริเวณถนนรัชดาภิเษก โดยศาลฎีกาฯ พิพากษาให้จำคุก 2 ปีทันทีแบบไม่รอลงอาญา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่สามารถกลับประเทศไทยได้จนถึงปัจจุบัน

เช่นเดียวกับกรณีของ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการรับโทษจำคุกในคดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐเป็นเวลากว่า 40 ปี โดยศาลไม่ได้รอลงอาญา

ตรงกันข้ามกับคดีการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้ “วราเทพ รัตนากร” อดีต รมช.คลัง “สมใจนึก เองตระกูล” อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล และ “ชัยวัฒน์ พสกภักดี” อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ต้องโทษจำคุก 2 ปี แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ทั้ง 3 ราย และไม่ได้ให้ชดใช้ค่าเสียหาย

ดังนั้น ในประเด็นของการรอลงอาญาคงต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละกรณี โดยให้ศาลฎีกาฯ พิจารณาเอาเอง

ในสองกรณีนี้อัยการสูงสุดสามารถใช้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ได้ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษา

3.พิพากษาจำคุกทันทีไม่รอลงอาญา

เป็นแนวทางคำพิพากษาที่ยิ่งลักษณ์ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะหมายความว่าข้อกล่าวหาของ ป.ป.ช.นั้นฟังขึ้น และจะมีผลให้ยิ่งลักษณ์เป็นอดีตนายกฯ คนที่สองในรอบทศวรรษที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกต่อจากอดีตนายกฯ รวมไปถึงยิ่งทำให้อดีตนายกฯ หันหัวเรือกลับมายังประเทศไทยได้ยากขึ้น

แต่ถึงกระนั้น ยิ่งลักษณ์ยังมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ภายใน 30 วัน โดยไม่ต้องมีหลักฐาน

เห็นแบบนี้แล้วชะตากรรมและอนาคตของยิ่งลักษณ์ คงจะเห็นชัดเจนกันทั้งประเทศในวันที่ 27 ก.ย.

 

‘ตู่’ พบ ‘ทรัมป์’ ลบภาพ คสช.ในเวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 10:48 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/516234

‘ตู่’ พบ ‘ทรัมป์’ ลบภาพ คสช.ในเวทีโลก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นโอกาสทองของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะได้กระทบไหล่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกเป็นครั้งแรก ซึ่งป็นที่แน่นอนแล้วว่ากำหนดการนัดหมายกันคราวนี้ไม่มีเลื่อนอีกแล้ว ในช่วงเดือน ต.ค.นี้ ทวิภาคีระหว่างไทย-สหรัฐ ถึงถิ่นพญาอินทรี ย่อมมีนัยสำคัญทางการเมืองสูง ไม่เฉพาะการเมืองภายในประเทศไทย แต่เป็นความก้าวหน้าไปสู่การเมืองระหว่างประเทศของ “บิ๊กตู่” ด้วย

เหมือนวันที่รอคอยจริงๆ เพราะ “บิ๊กตู่” คาดหวังมาโดยตลอดที่จะได้พบปะหารือกับ “ทรัมป์” แบบสองต่อสองเป็นภาพที่ปรากฏออกไปทั่วโลก เสมือนส่งสัญญาณให้ประชาคมโลกเห็นและยอมรับว่า แม้แต่ชาติมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลก ยังยอมรับที่มาในการก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะทราบดีว่าขั้วอำนาจโลกทั้งฝั่งสหรัฐกับยุโรปต่างปฏิเสธที่มาของ “บิ๊กตู่” เนื่องจากไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่เกิดจากการยึดอำนาจ จึงตั้งป้อมโจมตีประเด็นใช้อำนาจทางทหารบริหารประเทศ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนมาโดยตลอด ถึงขนาดว่าบางประเทศประกาศบอยคอตไม่ต้อนรับ “บิ๊กตู่” เข้าประเทศ หรือใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและการเมืองโดยอ้อมกดดันสารพัดเพื่อให้ “บิ๊กตู่” รีบคายอำนาจเปิดทางให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

ยอมรับว่า ที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” ถูกสื่อต่างประเทศในโลกตะวันตกโจมตี รวมถึงองค์กรระหว่างเทศต่างๆ ตั้งป้อมจับผิด อาทิ ปัญหาค้ามนุษย์ ประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพทางการเมือง แต่เหมือนสถานการณ์ทางการเมืองโลกกลับพลิกผันเมื่อ “ทรัมป์” ผงาดขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี กลับอ้าแขนต้อนรับ “บิ๊กตู่” อยากเป็นพันธมิตรทางการค้า การลงทุน การเมืองและความมั่นคง ยิ่งสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีที่เปราะบางสุ่มเสี่ยง เมื่อเกาหลีเหนือกับสหรัฐขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

ประเทศมหาอำนาจทางอาวุธกำลังทำสงครามจิตวิทยาที่เขย่าขวัญไปทั่วภูมิภาค ประเทศตัวเล็กตัวน้อยอย่างไทยต้องผวา เพราะอาจถูกกดดันให้เลือกข้าง หากเกิดสงครามกันขึ้นจริงๆ มองอีกมุมหนึ่งหมากเกมนี้เอื้ออำนวยต่อ คสช. จากเคยเป็นผู้ถูกเลือกเหมือนลูกไล่ กลายเป็น ผู้เลือกที่มีอำนาจต่อรองกับชาติมหาอำนาจ ท่ามกลางภัยคุกคามของเกาหลีเหนือ และความสำคัญของจีนที่เพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำให้ไทยมีแต้มต่อรองสหรัฐไปโดยปริยาย

“บิ๊กตู่” ที่เคยถูกประชาคมโลกปรามาสว่าแย่งอำนาจจากมือประชาชนเข้ามายึดอำนาจ กำลังถูกสหรัฐโอบอุ้ม แน่นอนเกมนี้ต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน เมื่อสหรัฐอ้าแขนต้อนรับขนาดนี้ มีหรือ “บิ๊กตู่” จะไม่ต่างตอบแทน อาทิ จัดซื้ออาวุธ ร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมืองคานอำนาจจีน หรือเลือกข้างสหรัฐ หากเกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลี คุ้มหรือไม่ คสช.ย่อมรู้ดี แต่นั้นเป็นหมากเกมการเมืองที่ต้องประเมินสถานการณ์กันระยะยาวๆ สำหรับเกมการเมืองเฉพาะหน้า “บิ๊กตู่” กับ “ทรัมป์” ครั้งนี้เข้าทาง คสช.เต็มๆ

แต่ใช่ว่าการเดินทางเยือนทำเนียบขาวของ “บิ๊กตู่” จะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบไร้ข้อกังขา การเมืองสหรัฐเองก็ใช่ว่าจะนิ่ง ในสหรัฐก็มีขั้วที่ความคิดเห็นที่แตกต่างกันเหมือนกับไทย “บิ๊กตู่” อาจโดนตั้งคำถามถึงอนาคตการเมืองไทย โดยเฉพาะกำหนดการเลือกตั้งจะเป็นเมื่อไหร่ และ “บิ๊กตู่” จะหวนคืนกลับเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่ หลังมีการเลือกตั้งจะเป็นรัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลผสม หรือรัฐบาลทหาร โจทย์คำถามที่รอคอยคำตอบ ณ ทำเนียบขาว

จึงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นนักที่ “บิ๊กตู่” ระดมสมองกวาดทุกประเด็นที่จะนำไปคุยกับ “ทรัมป์” ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง ทุกเรื่องต้องเข้มข้น เป้าหมายเดียว คือ เพื่อหวังโน้มน้าวและเอาใจสหรัฐให้แบ็กอัพ คสช.เป็นรัฐบาลที่สากลโลกให้การยอมรับถึงสถานะและภาพลักษณ์ หรือต้องการให้พี่เบิ้มสหรัฐสนับสนุนไทยให้ได้รับการยอมรับจากประเทศมหาอำนาจระดับรองๆ โดยเฉพาะชาติสมาชิกในสหภาพยุโรป เพราะยังมีบางประเทศยังเขม่น “บิ๊กตู่” อยู่

อาจเป็นไปได้ การพบกันระหว่างสองผู้นำไทย-สหรัฐ คราวนี้อาจได้รับข่าวดี “ทรัมป์” อาจใจถึงประกาศหนุนหลังรัฐบาล “บิ๊กตู่” ประกาศก้องความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เรื่องที่เคยบาดหมางกันในอดีตอาจเลือนหายไป เช่น สหรัฐ อาจกลับมาให้ความช่วยเหลือต่างๆ อาทิ ปัดฝุ่นความสัมพันธ์ด้านงบประมาณความช่วยเหลือทางทหารที่สหรัฐเคยให้แก่ไทย หรือลดอันดับประเทศไทยไปอยู่ใน “เทียร์ 3” หรือกลุ่มประเทศที่ไม่มีความก้าวหน้าและความพยายามใดที่ชัดเจน ในรายงานประจำปีว่าด้วยสถานการณ์การค้ามนุษย์ทั่วโลก

เมื่อสหรัฐหวัง “ปักหมุดในเอเชีย” โดยให้ความสำคัญกับประเทศไทย “บิ๊กตู่” ย่อมต้องฉวยโอกาสทองคราวนี้ เพื่อให้ประชาคมโลกให้การยอมรับรัฐบาลทหารชุดนี้ นั่นคือ หมากเกมก้าวสำคัญที่ คสช.ต้องการทั้งการเมืองในประเทศสงบนิ่ง เกิดภาพลักษณ์ด้านดีๆ ของ คสช.ในระดับโลกได้รับการยอมรับ โอกาสทองเข้าทำเนียบขาวในครั้งนี้ จึงสำคัญอย่างมาก มีหรือที่ “บิ๊กตู่”  จะไม่ทุ่มสุดตัวขนผลประโยชน์ต่างตอบแทนเพื่อไปซื้อใจ “ทรัมป์” มหาอำนาจโลกมาช่วยปูทาง “บิ๊กตู่” ผงาดบนเวทีการเมืองโลก

 

ส่องปมกฎหมายกกต. ท้าทายก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2560 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/516171

ส่องปมกฎหมายกกต. ท้าทายก่อนเลือกตั้ง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ปรากฏต่อทุกสายตาเป็นที่เรียบร้อย สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ทำให้บรรยากาศการเมืองจากนี้มุ่งหน้าไปสู่ถนนการเลือกตั้ง

แม้จะยังมีความไม่แน่นอนใน ส่วนวันเวลาชัดเจนว่าจะเกิดการ เลือกตั้งเมื่อใด แต่อยู่ภายใต้โรดแมปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัญญาประชาคม ทว่าเสียงท้วงติงก่อนหน้าถึงปัญหากฎหมายลูกที่จะตามมาใน 6 ประเด็นสำคัญ

มาตรา 11 วรรคสาม การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ผู้เป็นกรรมการสรรหา กกต. ว่า ให้ คัดเลือกบุคคลซึ่งมีความเป็นกลาง ซื่อสัตย์ สุจริต มีความเข้าใจภารกิจของ กกต. ไม่มีพฤติกรรมยอมตนอยู่ใต้อาณัติพรรคการเมืองใด ซึ่งถือว่าเขียนเกินกว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 203 ประกอบมาตรา 201 และมาตรา 202 บัญญัติไว้

มาตรา 12 วรรคหนึ่ง กำหนดเพิ่มเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ กกต. ว่า บุคคลที่จะเป็น กกต. ต้องไม่มีพฤติการณ์ยอมตนอยู่ใต้อาณัติพรรคการเมืองใดๆ รวมทั้งมีทัศนคติที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสำเร็จ ซึ่งเขียนเกินกว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 203 วรรคท้าย ประกอบ 206 และ 222 บัญญัติไว้

มาตรา 26 บัญญัติให้ กกต. คนเดียวหากพบเห็นการกระทำเข้าข่ายทุจริตสามารถสั่งระงับ ยับยั้ง การเลือกตั้งในหน่วยหรือเขตเลือกตั้งนั้นได้ และให้รายงานต่อ กกต.ทราบโดยเร็ว ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคสาม บัญญัติให้เรื่องนี้ กกต.คนเดียวมีอำนาจเด็ดขาดดำเนินการได้โดยไม่ต้องรายงานต่อ กกต.

มาตรา 27 ให้ กกต.มอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจัดการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (1) และ (2) บัญญัติให้มีอำนาจในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นได้เอง หรือมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการได้

มาตรา 42 วรรคหนึ่ง ให้ กกต.มอบอำนาจให้เลขาธิการ กกต. หรือพนักงาน กกต. เป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจในการสืบสวน สอบสวน ไต่สวน ซึ่งเป็นการเขียนเกินกว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคสอง บัญญัติให้อำนาจนี้เป็นของ กกต.เท่านั้น และมาตรา 70 ที่ให้ กกต.ปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 3 มาตรา 26 และ 27 ในเรื่องหลักนิติธรรมและหลักนิติประเพณีปฏิบัติมา

ขณะที่ สดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. รับผิดชอบงานด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า กฎหมายใหม่ที่ออกมามีหลายส่วนส่งผลต่อการทำงาน กกต. เช่น บัตรเดียว สามารถเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ซึ่งเรื่องนี้ กกต.ชุดปัจจุบันยอมรับว่ามีปัญหามากในการพิมพ์บัตร

ทั้งนี้ ต้องออกแบบกว่า 300 แบบ ถือว่าสำคัญ เพราะถ้าจัดการเลือกตั้งยังมีปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง หรือการปฏิบัติงานของ กกต. แม้ กกต. จะออกมาระบุถึงปัญหา แต่ไม่เคยได้รับการโต้ตอบจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

“ท่านก็ควรจะต้องดูว่าคนที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะ กกต.ชุดปัจจุบันพ้นจากหน้าที่และต้องมีชุดใหม่ และ กกต.ชุดนี้ออกมาพูดถึงปัญหาในการปฏิบัติงาน ถือเป็นเรื่องสำคัญ กรธ.เองก็ควรดูและทบทวน ไม่ใช่ต่างเอาชนะกัน คิดว่า กกต.ชุดนี้คงไม่ต้องการชนะอะไรอีกแล้ว เพราะโดนเซตซีโร่หมดแล้ว”

สดศรี ระบุว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่อง กรธ.และผู้มีอำนาจในบ้านเมืองควรจะพิจารณา เมื่อมีการจัดการเลือกตั้งตามโรดแมปในปีหน้า ก็ไม่ควรให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเหมือนวันที่ 2 ก.พ. 2557 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งครั้งหน้า กกต.ชุดใหม่ทั้ง 7 คนที่เข้ามาทำงานควรดูแลปัญหาต่างๆ ตาม กกต.ชุดปัจจุบันได้สะท้อนถึงปัญหา และส่วนตัวคิดว่าเมื่อเกิดปัญหาลักษณะนี้ กรธ.ควรจะมาร่วมจัดการเลือกตั้งกับ กกต.ชุดหน้าด้วย

“เพราะท่านเป็นคนเขียนกฎหมายลูก คนเขียนเขียนไปอีกทางหนึ่ง คนปฏิบัติไปอีกทาง มันคงไม่ยุติธรรม นัก จึงควรร่วมรับผิดชอบด้วยกัน คือ กรธ.ชุดนี้ควรร่วมรับผิดชอบกับการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยหลักเกณฑ์ต่างๆ ถือเป็นเรื่องเกิดขึ้นใหม่ ปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นครั้งหน้าก็จะต้องมีแน่ ดังนั้นผู้ที่ร่างกฎหมายควรต้องมาร่วมรับผิดชอบในการร่างกฎหมายลูกในครั้งนี้ด้วย”

สำหรับอุปสรรคทั้งการลงคะแนนหรือนับคะแนน การคัดค้าน เรื่องควบคุมการพิมพ์ใบ ที่จะต้องไม่ให้เกิดปัญหาการปลอมบัตร เพราะแต่ละพรรคได้เบอร์แตกต่างกันไป ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงท้วงติงก็ต้องรับฟัง เพราะเรื่องนี้สำคัญ กรธ. ต้องฟังและร่วมรับผิดชอบในร่างกฎหมายที่ขึ้นมาด้วยการร่วมเป็นกรรมการในครั้งหน้า ไม่ใช่ปล่อยให้คนอื่นรับผิดชอบ

ส่วนการสรรหาภายใน 90 วัน คงไม่เกินปีนี้ และต้องได้ชุดใหม่เพื่อมาจัดการเลือกตั้ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น ก็ยังมีปัญหาว่าจะมีผู้ตรวจการเลือกตั้งตามกฎหมายลูก ซึ่งความรับผิดชอบของผู้ตรวจการเลือกตั้งยังไม่มีความชัดเจน เมื่อผู้ตรวจการดำเนินการและเกิดความขัดแย้งกับ กกต.ทั้ง 7 คน ใครเป็นคนชี้ขาดนอกจากศาล

ฉะนั้น ในเรื่องความวุ่นวายเกิดขึ้น นอกจากมีบุคคลอื่นอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่มาช่วยจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นปัญหาสำคัญ เพราะการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งหน้าเหมือนกับเป็นการยกชุด เพราะการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นไม่มีเลย ถ้าครั้งหน้ามีการควบคุมดูแลจะอยู่ที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งทั้งหมด เป็นเรื่องสำคัญว่าการบังคับบัญชาระหว่าง กกต. กับผู้ตรวจการเลือกตั้ง จะเกิดปัญหาใดๆ หรือไม่

 

‘ทักษิณ’ทวีตเดือด เดินหน้าสู้เต็มตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2560 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/515931

‘ทักษิณ’ทวีตเดือด เดินหน้าสู้เต็มตัว

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นเวลากว่า 16 ปีแล้วนับตั้งแต่ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2544 ที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ถูกจัดให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองอันดับหนึ่งของประเทศไทย ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนก็ล้วนสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับสมรภูมิการเมืองไทย

ล่าสุด อดีตนายกฯ ทักษิณ ออกมาโพสต์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา จำนวน 2 ครั้ง

ครั้งที่ 1 “I hope the memory of what happened 11 years ago has not faded from the hearts of Thai people. (1)” แปลความได้ว่า “ผมหวังว่าความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีก่อนจะไม่เลือนหายไปจากหัวใจคนไทย”

ครั้งที่ 2 “I am, and will always be, concerned about the liveli hood of my fellow Thai citizens. (2)” แปลเป็นไทยประมาณว่า “ผมมีความเป็นห่วงเสมอ ต่อความเป็นอยู่ของคนไทยที่สนับสนุนผม”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการโพสต์ข้อความของทักษิณมีเหตุผลเดียว คือ ต้องการพาดพิงไปถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

หากดูความเคลื่อนไหวของทักษิณเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าทักษิณนับเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของกองทัพมาโดยตลอด แต่ถ้าย้อนกลับไปนานกว่านั้นหรือประมาณสองทศวรรษที่ผ่านมา จะพบว่าเส้นทางชีวิตของทักษิณมีความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะเมื่อปี 2534 ภายหลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) รัฐประหารล้มรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ปรากฏว่าบริษัทธุรกิจของครอบครัวชินวัตรได้รับสัมปทานจากรัฐ จนนำมาสู่การสร้างอาณาจักรธุรกิจโทรคมนาคมในเวลาต่อมา

แต่เมื่อทักษิณเข้ามาเป็นรัฐบาล ในปี 2544 ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับกองทัพก็เริ่มสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด

เวลานั้น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีคนปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. โดย พล.อ.สุรยุทธ์ ครองตำแหน่งผู้นำทหารบกมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ประกอบกับทั้ง “สุรยุทธ์-ทักษิณ” มีปัญหาในเรื่องความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศระหว่างไทยกับเมียนมาไม่ตรงกันอย่างรุนแรง

นานวันเข้าจึงนำมาสู่ข่าวลือที่ว่าอาจมีการเตรียมการรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณช่วงนั้น แต่ที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรกอไผ่ ก่อนที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จะถูกย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในเวลาต่อมา เพื่อเป็นหลักประกันระดับหนึ่งว่ารัฐบาลพรรคไทยรักไทยจะปลอดจากการรัฐประหาร

จากความระแวงในครั้งนั้น ทำให้รัฐบาลทักษิณพยายามจัดโครงสร้างของกองทัพใหม่ โดยพยายามดัน นายทหารในกลุ่มเตรียมทหารรุ่น 10 ร่วมรุ่นกับตัวเองเข้าไปนั่งในตำแหน่งสำคัญ เรียกได้ว่าไม่ต่างอะไรกับฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาลต้องขาดสะบั้นลง

ประจวบเหมาะกับสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงปี 2549 เกิดเหตุการณ์ชุมนุมกดดันรัฐบาล ทำให้กองทัพในนามคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตัดสินใจรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณในวันที่ 19 ก.ย. 2549

ชีวิตของทักษิณภายใต้การควบคุมอำนาจของ คมช.ต้องเผชิญกับการถูกตรวจสอบการทุจริตอย่างหนัก นำมา ซึ่งการทำคดีส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในคดีการซื้อขายที่ดินรัชดา และการพิพากษายึดทรัพย์จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท จากการมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ด้วยผลของคดีดังกล่าวทำให้ไม่อาจอยู่ในประเทศไทยได้

ในมุมของทักษิณมองว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำโดยกองทัพมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่มาจากการ เลือกตั้ง ซึ่งสร้างแรงกดดันให้กับคนในครอบครัวชินวัตรกว่าในอดีต ส่งผลให้ทักษิณไม่อาจอยู่เฉยได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ การปล่อยหมัดของทักษิณที่เกิดขึ้นล่าสุด นับว่ายิงไปที่กล่องดวงใจ คสช.เข้าเต็มๆ เพราะเป็นจังหวะที่ คสช.กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความเป็นรูปธรรมในการทำงานที่ผ่านมา ภายใต้วาทกรรม “การรัฐประหารเสียของ”

ตลอด 3 ปีมานี้ การปฏิรูปประเทศที่ คสช.ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติได้มีการดำเนินการมาแล้ว 3 ครั้ง

สองครั้งแรกสะท้อนออกมาผ่านการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ส่วนครั้งที่สามเพิ่งเกิดขึ้นได้ ไม่นานคือ การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะ ซึ่งสภาพการณ์ในปัจจุบันที่แต่ละคนประสบอยู่คงเป็น คำตอบในตัวอยู่แล้วว่าประสิทธิผลของการปฏิรูปประเทศมีหน้าตาเป็นอย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้นต้องไม่ลืมว่าในสัปดาห์หน้าในวันที่ 27 ก.ย. ศาลฎีกา มีนัดอ่านคำพิพากษา “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ในกรณีละเลย ไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งไม่ว่ายิ่งลักษณ์จะเดินทางกลับประเทศไทยในวันดังกล่าวหรือไม่ ศาลฎีกาก็จะเดินหน้าอ่านคำพิพากษาตามขั้นตอนทางกฎหมาย

ผลของคำพิพากษาในวันนั้นจะมีบทสรุปอย่างไร ย่อมเชื่อมโยงถึงการเมืองไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน

ดังนั้น หากจะบอกว่าความเคลื่อนไหวของทักษิณผ่านทวิตเตอร์ในช่วงนี้เหมือนกับการส่งสารไปยังพรรคเพื่อไทยและกลุ่มผู้สนับสนุนว่าจะเดินหน้าแตกหักกับกองทัพ ก็คงจะมองได้อย่างนั้นเช่นกัน

เพียงแต่การเอาชนะ คสช.นั้น ไม่ได้ทำด้วยการใช้กำลัง แต่จะใช้การเลือกตั้งเป็นบันไดสู่ดวงดาวของพรรคเพื่อไทย n

 

ชทพ.ตัวละครใหม่ ดันบิ๊กตู่นั่งนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กันยายน 2560 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/515709

ชทพ.ตัวละครใหม่ ดันบิ๊กตู่นั่งนายกฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญไปแล้วสำหรับการประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ครั้งล่าสุดที่ จ.พระนครศรีอยุธยา

ตามโปรแกรมของ ครม.สัญจรที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปนั้น แม้จะมีปลายทางที่พระนครศรีอยุธยา แต่ก่อนหน้านั้นมีกำหนดการไปลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งปรากฏว่ามีนักการเมืองจากพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะเจ้าของพื้นที่มาให้การต้อนรับดัวยตัวเอง ต่างจากการไป ครม.สัญจรจังหวัดอื่นที่ไร้เงานักการเมืองมาให้การต้อนรับขับสู้

พลิกดูรายชื่อคนของพรรคชาติไทยพัฒนาที่ลงพื้นที่ ปรากฏว่าล้วนเป็นบิ๊กเนมรุ่นเก๋าและเลือดใหม่ของพรรคแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น วราวุธ ศิลปอาชา ประภัตร โพธสุธน กรวีร์ ปริศนานันทกุล ลูกชาย สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และ เสมอกัน เที่ยงธรรม ลูกชายของจองชัย เที่ยงธรรม

แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ การแสดงอาการถ้อยทีถ้อยอาศัย ระหว่างบิ๊กตู่กับกรรมการบริหารพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่นายกฯ ไม่ค่อยจะแสดงไมตรีจิตเท่าไรนัก

พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความอารีผ่านเป็นคำพูดว่า “รัฐบาลยืนยันว่าไม่ได้เลือกข้าง โดยทุกคนต้องมาช่วยกันทำให้ประเทศเข้มแข็งและยั่งยืน ดีใจที่พบนักการเมืองด้วย เพราะท่านทำมาเยอะ นักการเมืองก็ต้องสัญญาว่าจะทำให้ประเทศดีขึ้น และนักการเมืองต้องไม่ผิดสัญญา

ผมฝากกับพี่ประภัตร ฝากกับท็อป ฝากกับปริศนานันทกุล ผมขอฝากความหวังไว้กับทุกท่าน เราจะต้องไม่ขัดแย้งกันอีก เราต้องเดินหน้าให้ได้ ส่วนคดีใครถูกผิด ถูกตัดสิน ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ และผมไม่ใช้มาตรา 44 ไปตัดสินใคร อยากให้พี่ประภัตรนึกถึงคนจังหวัดอื่นด้วยเป็นรัฐบาลคราวหน้าก็นึกถึงคนจังหวัดอื่นด้วย

ขณะที่ ประภัตร ระบุแบบส่งนัยทางการเมืองว่า “ขอบคุณที่นายกฯ เปิดใจรับการเมือง เพราะนักการเมืองไม่ได้เลวทุกคน นักการเมืองดีก็มี การเลือกตั้งเร็วไม่ได้ประโยชน์ เพราะวันนี้ทะเลาะกัน ถ้าเลือกตั้งก็ต้องด่ากัน วันนี้ขอเพียงรัฐบาลแบ่งงบประมาณจากโครงการรถไฟความเร็วสูงมาช่วยชาวนา เพราะเมื่อปากท้องของประชาชนอยู่ได้ นายกฯ จะอยู่อีก 8 ปี 10 ปีก็ไม่ว่า”

จากคำพูดของ “ประยุทธ์-ประภัตร” เรียกได้ว่า เสียงดังชัดเจน ทำให้น่า สนใจว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเล่นอะไรเกมอะไรกันอยู่

แม้ว่า สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา จะออกมาดักคอว่าการแสดงความคิดเห็นของประภัตรเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่มาถึงจุดนี้แล้วปฏิเสธไม่ได้ว่าเริ่มการจินตนาการไปไกลว่าอาจได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมงานกับพรรคชาติไทยพัฒนาในอนาคต

ทฤษฎีที่ว่านี้จะมีความเป็นไปได้หรือไม่นั้น ต้องย้อนกลับไปดูท่าทีของพรรคนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร

เมื่อครั้ง “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตหัวหน้าพรรคยังมีชีวิตอยู่มักจะ ให้สัมภาษณ์ในเชิงกลางๆ ค่อนไป ทางสนับสนุนและให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่หลายครั้ง ประกอบกับเลี่ยงที่จะแสดงความคิดเห็นตำหนิรัฐบาลแบบตรงๆ

เช่นเดียวกับการส่งตัวแทนของพรรคเข้าไปทำหน้าที่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แบบเต็มใจอันเป็นการแสดงออกถึงท่าทีของพรรคในการให้ความร่วมมือรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ รวมทั้งการส่งตัวแทนของพรรคในระดับที่สามารถตัดสินใจแทนพรรคได้ในระดับหนึ่งเข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะทำงานเสริมสร้างความปรองดองของรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกหากจะบอกว่า พรรคชาติไทยพัฒนาอาจจะเข้ามาเป็นตัวละครใหม่ในการเป็นตัวแปรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติหลังจากการเลือกตั้ง

แรงสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาทำหน้าที่นายกฯ อีกครั้ง นับวันยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะการอยากให้มีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ

พรรคการเมืองเองต่างทราบดีว่าในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งยังเป็นอยู่เช่นนี้ ไม่ว่าผู้นำของพรรคการเมืองใดมาเป็นนายกฯ ย่อมไม่สามารถทำงานได้อย่างสงบแน่นอน เพราะจะถูกเงื่อนไขทางรัฐธรรมนูญที่เพิ่มอำนาจให้องค์กรอิสระรัดแน่น จนทำให้ขยับตัวได้ลำบาก

แต่หากนายกฯ คนต่อไปชื่อ “บิ๊กตู่” โอกาสที่รัฐบาลจะขับเคลื่อนเดินหน้าไปก็มีความเป็นไปได้พอสมควร

ทั้งนี้ หากเห็นตรงกันว่ารัฐบาลแห่งชาติและการให้นายกฯ คนใหม่ชื่อประยุทธ์เป็นเรื่องจำเป็น ก็ควรต้องมีพรรคการเมืองที่เป็นที่ลงให้กับพล.อ.ประยุทธ์ ได้อย่างสวยงาม ซึ่งพรรคชาติไทยพัฒนาอาจตอบโจทย์ตรงนี้

ก่อนหน้านี้มีการคาดหมายจากผู้สันทัดกรณีจำนวนหนึ่งว่า หากทหารจะหาที่ลงจริงๆ ก็น่าจะเบนเข็มไปที่ “พรรคภูมิใจไทย” เนื่องจากต่างทราบกันดีกว่าบิ๊กเนมของพรรคภูมิใจไทยและ คสช.ต่างมีความสัมพันธ์อันดีกันอยู่ แต่อาจต้องแลกกับการถูกมองว่าเป็นพรรคการเมืองของกลุ่มนายทุน

ผิดกับภาพลักษณ์ของพรรคชาติไทยพัฒนาที่ไม่ได้ผูกติดกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่มากนัก จะมีเพียงแต่ก็กลุ่มทุนท้องถิ่นเท่านั้น ไม่ใช่ระดับประเทศแต่อย่างใด อีกทั้งเป็นพรรคที่มีฐานกับกลุ่มเกษตรกรพอสมควร เท่ากับว่า ถ้าทหารจะอาศัยพรรคการเมืองใดให้ ตัวเองดูมีความชอบธรรม พรรคชาติไทยพัฒนาก็น่าจะเป็นที่พักพิงได้อย่างดี

ที่สุดแล้วการเมืองชั่วโมงนี้พรรคการเมืองขนาดกลางอย่างพรรคชาติไทยพัฒนา จึงเป็นตัวละครลับที่น่าสนใจ และไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป