2561 เดินหน้าเลือกตั้ง ถ้าเก้าอี้นายกฯ ลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2560 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/515500

2561 เดินหน้าเลือกตั้ง ถ้าเก้าอี้นายกฯ ลงตัว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสกดดันให้แม่น้ำ 5 สายกำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดเจนเริ่มกลับมาเป็นแรงเสียดทานทางการเมืองที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ต้องกลับมาเผชิญอีกครั้ง หลังจากเงียบหายไปอยู่พักใหญ่

เหตุผลหลักที่ทำให้กระแสดังกล่าวถูกจุดมาเป็นประเด็นอีกครั้งมีด้วยกัน 2 ประการ

1.การประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่ามีการกำหนดกรอบเวลาเกี่ยวกับการเลือกตั้งเบื้องต้นว่า วันหย่อนบัตรคะแนนเลือกตั้ง สส.น่าจะเป็นวันที่ 19 ส.ค.

การประกาศวันเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการดังกล่าว มาประจวบเหมาะกับจังหวะที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังทยอยพิจารณาให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการกำหนดวันเลือกตั้งพอดี จึงเป็นเหตุสำคัญที่กระแสกดดันให้มีการคืนอำนาจกลับมาอีกครั้ง

2.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้ โดยกฎหมายดังกล่าวเป็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับแรกที่ได้รับการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

ผลของกฎหมาย กกต.ฉบับใหม่ได้ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายประการ เช่น การเริ่มนับหนึ่งในกระบวนการสรรหา กกต.ชุดใหม่ หลังจาก กกต.ชุดปัจจุบันต้องถูกเซตซีโร่ เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งภายใต้อำนาจที่เพิ่มขึ้นตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้มอบไว้ให้ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่เพิ่งผ่าน สนช.จะเป็นกฎหมายเลือกตั้งอีกฉบับที่น่าจะประกาศใช้เร็วๆ นี้ ยิ่งทำให้กระแสกดดันให้กำหนดวันเลือกตั้งทวีความเข้มข้นมากขึ้น

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคนที่ ต้องรับหน้าเสื่อไปเต็มๆ มีอย่างน้อย 3 คน คือ “พล.อ.ประยุทธ์” “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ในฐานะ ผู้คุมเงื่อนไขเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

อย่างในกรณีของพรเพชร ปรากฏว่าทันทีที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ประกาศใช้ ต้องรีบมาแถลงข่าวเกี่ยวกับกระบวนการสรรหา กกต.ชุดใหม่ เพื่อเป็นการแสดงนัยว่า สนช.ต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง มิเช่นนั้นคงไม่ประกาศว่ารายชื่อว่าที่ กกต. 7 คน จะส่งมาถึง สนช.ไม่เกินวันที่ 12 ธ.ค.

ส่วนประธาน กรธ.ต้องออกมายืนยันเช่นกันว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งอีกสองฉบับ ทั้งการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. จะทยอยส่งถึงมือ สนช.ภายใน 2 เดือนนี้อย่างแน่นอน และเมื่อกฎหมายถึงมือ สนช.แล้วจะมีเวลา 60 วัน เพื่อพิจารณาให้เสร็จ

แต่สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว ต้องกลายเป็นคนที่ต้องรับศึกหนักมากที่สุดไปโดยสภาพ เพราะต้องเจอกับคำถามถึงความชัดเจนเรื่องวันเลือกตั้งไม่เว้นแม้แต่ละวัน จนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องใช้เวลาของรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ยืนยันถึงการเลือกตั้ง

“เมื่อทุกอย่างลงตัว กระบวนการด้านกฎหมายมีความพร้อม ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ มีความปรองดอง เราก็จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า

นอกจากนี้ การมียุทธศาสตร์ชาติระยะยาว 20 ปี ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่สะท้อนว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของไทย จะมีความต่อเนื่องและมั่นคง มีการปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน ย่อมแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต” คำพูดของนายกฯ ในรายการ

เห็นอย่างนี้แล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าอนาคตของการเลือกตั้งคงต้องไปผูกกับการทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่เหลืออยู่อีก 2 ฉบับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ที่น่าสนใจนับจากนี้ไปคงหนีไม่พ้นท่าทีของ สนช. เพราะจะเป็นผู้ทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายทั้งหมด

หาก สนช.ให้ความเห็นชอบทั้งในวาระปกติและในวาระที่ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร จากนั้นการเลือกตั้งจะกำหนดได้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วงกลางหรือปลายปี 2561

แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เช่น การลงมติคว่ำร่างกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งในช่วงปลายปีนี้ จะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาว่าใครจะเข้ามาทำหน้าที่เขียนร่างกฎหมายฉบับใหม่

แม้ กรธ.จะยืนยันว่าหากเกิดเหตุการณ์ที่ว่านั้นจริงและพ้นกำหนดระยะเวลา 240 วัน ที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจ กรธ.ไว้แล้ว กรธ.ก็ยังมีอำนาจทำกฎหมายได้ตามเดิมโดยไม่มีกำหนดเวลาก็ตาม แต่การตีความเช่นนั้นก็ยังสุ่มเสี่ยงต่อการขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญพอสมควร เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจนอย่างที่ กรธ.ออกมาแสดงท่าที

ตรงนี้เองจึงเริ่มมีการสงสัยว่าการเลือกตั้งที่เคยคิดว่าจะมีขึ้นอย่างแน่นอนนั้นเริ่มไม่มีความแน่นอนเสียแล้ว เท่ากับว่าการเลือกตั้งในปี 2561 อาจจะมีความเป็นไปได้ยากอยู่พอสมควร

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาเลย ถ้าเงื่อนไขการเมืองลงตัวจากทุกฝ่าย

เงื่อนไขที่ว่านั้น คือ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง

ถ้านายกฯ คนที่ 30 เป็นชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ทุกอย่างน่าจะราบรื่น การเลือกตั้งจะเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ แต่หากไม่ใช่ชื่อนี้ การเลือกตั้งก็อาจเป็นสิ่งที่ต้องรอคอยกันต่อไป

 

“บิ๊กตู่” สัญจร ดึงกระแสชิงพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2560 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/515406

"บิ๊กตู่" สัญจร ดึงกระแสชิงพื้นที่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

รัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช.) ออกอาการอยู่ไม่เป็นสุข เร่งเปิดเกมรุกทางการเมืองเพราะเรตติ้ง “บิ๊กตู่” และรัฐบาลกำลังลงฮวบ

เกือบ 3 ปีของการปฏิวัติรัฐประหาร พอพิสูจน์ฝีไม้ลายมือการบริหารประเทศ คสช.สามารถเอาอยู่ในด้านความสงบเรียบร้อย แม้ผลสำรวจล่าสุดออกมาระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังเทคะแนนนิยมให้รัฐบาล โดยเฉพาะผลงานเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น คือสิ่งที่ทำให้ประชาชนนิยมชมชอบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มากที่สุด

ทว่า คะแนนนิยมการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจกลับย่ำแย่ เพราะปัญหาดังกล่าวกระทบต่อปากท้องพี่น้องประชาชนโดยตรง นับเป็นปัญหาหนักอกที่สุดของรัฐบาล ส่งผลให้ฉุดคะแนนความนิยมในตัว “บิ๊กตู่” ลดน้อยลงไปด้วย

ยิ่งสถาบันพระปกเกล้า เปิดผลสำรวจเชิงเปรียบเทียบระหว่าง 2 ผู้นำประเทศ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี กับ “พล.อ.ประยุทธ์” ยิ่งไปกันใหญ่  จากผลสำรวจชี้ว่าความเชื่อมั่นอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ” คะแนนนำ พล.อ.ประยุทธ์  นับว่ามีนัยสำคัญทางการเมืองว่าสิ่งที่รัฐบาล คสช.ทำไปเสียของหรือไม่เข้าตาประชาชน

สถานการณ์เช่นนี้ไม่สู้ดีนักหากปล่อยให้คะแนนนิยมในตัว “พล.อ.ประยุทธ์” ลดลงไปเรื่อยๆ ก็อย่าได้แปลกใจ เมื่อผลสำรวจออกมาแบบนี้ ไม่มีคำอธิบายอะไรมากจากผู้ที่คะแนนนิยมลดลง

นอกจากคำว่า “ส่วนตัวได้ก้าวพ้นไปนานแล้ว แต่มีหลายคนยังก้าวไม่พ้น รวมถึงสื่อที่นำเสนอข่าวทุกวัน เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องของกฎหมายที่ต้องดำเนินการ และเคยปล่อยปละละเลย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันที่ 6 ก.ย. ภายหลังสถาบันพระปกเกล้าเปิดผลสำรวจทักษิณนำประยุทธ์

ความพยายามจัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่รัฐบาลงัดออกมาหวังทวงเรตติ้งคืนจาก “ทักษิณ” และเรียกคืนความเชื่อถือศรัทธาจากพี่น้องประชาชน เพราะการลงพื้นที่พบปะชาวบ้านเห็นผลเร็วที่สุด

กล่าวคือ คล้ายๆ กับสิ่งที่พรรคการเมือง หรือ สส.ทำ คือลงไปอัดฉีดนโยบายและงบประมาณให้กับประชาชนในท้องถิ่นให้นิยมในตัวรัฐบาล แต่ต่างกันตรงที่รัฐบาล “บิ๊กตู่” ไม่ใช่นักการเมือง จึงไม่มี สส.ในสังกัดที่จะไปหาเสียงให้ แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีกลไกภาครัฐที่จะลงไปเป็นตัวแทน หรือหัวคะแนนให้

ว่าไปแล้ว ครม.สัญจร ของพรรคการเมือง กับ ครม.สัญจรของรัฐบาลทหาร ไม่ต่างกันนักแต่ ครม.สัญจรคราวนี้ของ “บิ๊กตู่” จึงเน้นเดินสายออกเป็น 6 ภูมิภาค คือ เหนือ กลาง อีสาน ใต้ เขตเศรษฐกิจพิเศษด้านระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกได้ว่าการประชุมแต่ละครั้งก่อนวันประชุมจริง นายกรัฐมนตรี นัดประชุมขันนอตผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้นำบริหารองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในระดับภูมิภาคทั้งหมด รวมถึงคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) หัวหอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อมอบนโยบายและกำชับแนวทางการทำงานโดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องการให้เร่งปั๊มผลงานออกมาเอาใจประชาชน

อย่างที่จัด ครม.สัญจร ครั้งแรกที่ จ.นครราชสีมา เมื่อเดือนก่อน “บิ๊กตู่” จัดหนักเอาใจ “คนอีสาน” มอบของขวัญเป็นเทงบประมาณ 2,600 ล้านบาท สร้างทางรถไฟลอยฟ้าเพื่อแก้ปัญหารถติดในโคราช เมืองแห่งประตูสู่ภาคอีสาน พร้อมกับสนับสนุนยุทธศาสตร์อีสานเน้นการบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาความยากจน สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากเน้นให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่สำคัญอัดงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเทงบประมาณแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งกว่า 8,000 ล้านบาท รวมถึงสนับสนุนงบประมาณด้านเกษตรอินทรีย์ให้อีก 1,300 ล้านบาท เบ็ดเสร็จเกือบหมื่นล้านบาท

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักหากมีบางฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเกมออนทัวร์ทั่วไทยของ “บิ๊กตู่”  เพื่อหาเสียงหวังวางฐานอำนาจเพื่อลากยาวอยู่ต่อหลังมีการเลือกตั้ง ตามยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ นั้นเป็นเกมต่อท่ออำนาจระยะยาวคงไม่ผิดนัก แต่นั้นคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับ  คสช.เพราะทุกอย่างเตรียมการไว้ตามรัฐธรรมนูญไว้หมดแล้ว

แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นศึกใหญ่ ที่รัฐบาลเผชิญอยู่ และสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  อาจต้องซวนเซได้นั้น คือความนิยมที่กำลังถดถอย แพ้ “ทักษิณ” ซึ่งเป็นคู่แข่งและคู่ขัดแย้งทางการเมือง  คสช. เพราะทั้ง “ทักษิณ” และ คสช. ต้องการปูทางเพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนช่วงเลือกตั้งเพื่อให้กลับมาเป็นรัฐบาลต่อในอนาคตเหมือนกัน

ดังนั้น การประชุม ครม.สัญจร ที่เหลือจากนี้ 5 นัดข้างหน้า “บิ๊กตู่” เตรียมทุ่มงบประมาณและโครงการต่างๆ  เพื่อโกยคะแนนนิยมกลับคืนมา อย่างการประชุม ครม.สัญจรใน จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ย.นี้ แน่นอนรัฐบาลเตรียมจัดเต็มด้วยการหนุนแผนการดำเนินการตามยุทธศาสตร์และทิศทางการพัฒนาภาคกลาง เน้นการบริหารจัดการน้ำ เพราะพื้นที่ภาคกลางส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรปลูกข้าว งานนี้ต้องอัดงบประมาณเอาใจประชาชนคร่าวๆ ไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท

อาจกล่าวได้ว่าบรรยากาศ ครม.สัญจรของ “บิ๊กตู่” ก็ไม่ต่าง ครม.สัญจร ของรัฐบาลนักการเมืองสักเท่าไรนัก เพราะในเวลาที่ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ต่างพยายามใช้กลเม็ดเด็ดพรายเพื่อที่จะกวาดคะแนนเสียง หรือ คะแนนนิยมจากประชาชนด้วยกันทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะมองอย่างไรกับสิ่งที่รัฐบาลเอาไปประเคนให้ทั้งงบประมาณ หรือโครงการต่างๆ

แต่ทั้งหมดทั้งมวลจะไปวัดกันในวันเลือกตั้ง ใครจะเข้าวิน

 

เซตซีโร่กกต. ก้าวแรกสู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2560 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/514867

เซตซีโร่กกต. ก้าวแรกสู่เลือกตั้ง

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดการเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจนในทางกฎหมายขึ้นมาหนึ่งระดับ ภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา

กฎหมาย กกต.เป็นหนึ่งในสี่ของกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง การเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. โดยหากร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่ก็เข้าสู่การกำหนดวันเลือกตั้งที่ต้องมีขึ้นภายใน 150 วันต่อไป

ปัจจุบันความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอีก 3 ฉบับมีความน่าสนใจดังนี้

ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจาก สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย (คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ กกต.) ได้แก้ไข

ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. อยู่ในระหว่างการจัดทำของ กรธ. ซึ่ง กรธ.วางกรอบเวลาจะทยอยส่งให้ สนช.พิจารณาได้ภายในเดือน ธ.ค.นี้ อันเป็นเวลาสิ้นสุดการทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่มีเวลา 240 วัน นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม แม้การประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. จะยังไม่มีผลที่นำไปสู่การกำหนดวันเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนด แต่ต้องถือว่ามีผลต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองนับจากนี้ไปพอสมควร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสรรหา กกต.ชุดใหม่จำนวน 7 คน

อย่างที่ทราบกันดีว่า กกต.ชุดปัจจุบันที่มี “ศุภชัย สมเจริญ” เป็นประธานนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งทันที หรือเซตซีโร่ เพียงแต่กฎหมายกำหนดให้ กกต.อยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่ ทำให้ต้องมีการสรรหา กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่

“ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธานกรรมการการเลือกตั้งและกรรมการการเลือกตั้งที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่” บทบัญญัติมาตรา 70 ที่มีผลให้ กกต.ชุดปัจจุบันต้องพ้นจากตำแหน่ง

ทั้งนี้ กกต.ชุดใหม่จะมาจากการสรรหา 2 ทาง ได้แก่ 1.จากคณะกรรมการการสรรหาที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน จำนวน 5 คน และจากการเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวน 2 คน ซึ่งในเรื่องนี้ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.ออกมาแถลงถึงความชัดเจนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดจะต้องส่งชื่อว่าที่ กกต.ทั้ง 7 คน มาให้ สนช.ภายในวันที่ 12 ธ.ค. เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบ

ความสำคัญของ กกต.ชุดใหม่อยู่ที่การเป็น กกต.ที่เกิดขึ้นในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่างจาก กกต.ชุดนี้ที่มาจากวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ก่อนการรัฐประหารในปี 2557 อีกทั้ง กกต.ชุดใหม่จะเป็นผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งในระยะเปลี่ยนผ่านตามโรดแมปของ คสช.

ด้วยเหตุผลข้างต้น แน่นอนว่าคนที่จะมาเป็น กกต.ชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะต้องเป็นบุคคลที่ผ่านหูผ่านตาของ คสช.ไม่มากก็น้อย เพื่อให้ คสช.เกิดความมั่นใจว่าการเลือกตั้งจะไม่เกิดปัญหาเหมือนในอดีต เพราะ กกต.ชุุดใหม่จะมีอำนาจมากขึ้นกว่า กกต.ในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะการควบคุมการเลือกตั้ง

เหมือนกับการสรรหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นการสรรหาในยุคของ คสช. ซึ่งปรากฏว่า ป.ป.ช.หลายคนที่เข้ามารับตำแหน่งมีประวัติการทำงานที่ใกล้ชิดกับผู้ทรงอิทธิพลของ คสช.

ภารกิจของ กกต.ชุดใหม่ ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งเป็นสำคัญเท่านั้น เพราะยังจะต้องเป็นหูเป็นตาในการตรวจสอบนโยบายของรัฐบาลในอนาคตด้วย ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 244 ของรัฐธรรมนูญ

“ในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การใช้จ่ายเงินแผ่นดินมีพฤติการณ์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรืออาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และเป็นกรณีที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไม่มีอำนาจจะดำเนินการใดได้

ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี เพื่อทราบและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป” เนื้อหาในมาตรา 244

ด้วยเหตุผลนี้เอง ทำไม กกต.ชุดปัจจุบันถึงต้องถูกเซตซีโร่ด้วยผลของกฎหมายที่มาจากการกำหนดของ กรธ.และ สนช. เพราะ คสช.ไม่อาจไว้วางใจให้บุคคลที่ไม่ได้ผ่านมือตัวเองมาทำงานใหญ่ได้ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับ คสช.เองก่อนที่จะต้องลงจากตำแหน่งไปภายหลังการเลือกตั้ง

ดังนั้น นับจากนี้ไปกระบวนการสรรหา กกต.ชุดใหม่จะเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สำคัญในทางการเมือง เพราะโฉมหน้า กกต. 7 คน จะเป็นตัวกำหนดว่าบรรยากาศในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2561 หรือแม้แต่การจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกนายกรัฐมนตรีในอนาคต n

 

พังง่าย แพงเกิน เขี้ยวเล็บกองทัพ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กันยายน 2560 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/514904

พังง่าย แพงเกิน เขี้ยวเล็บกองทัพ 4.0

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อวสานแบบไม่เคยได้ชมสำหรับ “เรือเหาะตรวจการ” รุ่น Aeros 40D S/N 21 หรือ สกาย ดรากอน (SKY DRAGON) จากบริษัท เอเรีย อินเตอร์เนชั่นแนล คูเปอเรชัน (Arial International Cooperation) ผลิตโดยบริษัท เวิลด์วาย แอร์โรว์ คอร์ป (Worldwide Aeros Corp) สหรัฐอเมริกา

โดยที่ทางกองทัพบกไทยได้จัดหามาเมื่อ 8 ปีก่อน เพื่อใช้สำรวจพื้นที่บริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนในการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ก็เกิดปัญหาทางเทคนิคจนไม่สามารถใช้งานเรือเหาะให้ปฏิบัติภารกิจสมกับศักยภาพอันควรจะเป็น

หากเท้าความย้อนกลับไปถึงที่มาของเรือเหาะลำดังกล่าว ที่ถูกจัดซื้อในสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เมื่อปี 2552 ด้วยงบประมาณจำนวน 350 ล้านบาท แยกเป็นราคาตัวเรือเหาะ 260 ล้านบาท และอุปกรณ์ตรวจการ เช่น กล้อง สนนราคา 70 ล้านบาท

กอปรกับกองทัพประกาศถึงขีดความสามารถทางการบินได้สูงสุดถึง 3,000 เมตร แต่เมื่อเอาเข้าจริงทำได้เพียง 1,000 เมตร จนต้องออกโรงอธิบายเหตุผลเนื่องจากติดอุปกรณ์เข้าไปทำให้มีระยะการบินได้เพียงเท่านั้น และยังพบปัญหาตามมาอีกมากมาย อาทิ ผ้าใบตัวเรือเหาะรั่ว รวมถึงการเติมก๊าซฮีเลียมที่มีราคาแพง

แม้กระทั่งการนำเรือเหาะมาประจำการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีฝนตกชุก ทำให้การบินของเรือเหาะทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ขณะที่กองทัพได้ทดสอบครั้งใหญ่เพื่อสยบข่าวเสียทั้งมวล สุดท้ายก็ไม่สามารถใช้งานได้จริง ก่อนเรื่องนี้เงียบหายไปในกลีบเมฆจนถึงวันปลดประจำการ ก็ไม่เคยปรากฏข่าวเรือเหาะบนท้องฟ้าตามคำร่ำลือของกองทัพอีกเลย

ถัดมาเป็นอีกหนึ่งมหากาพย์การจัดซื้อจัดจ้าง “เครื่องตรวจจับสะสารระยะไกล” (Remote substance detector) หรือ GT200 ซึ่งเข้ามาประจำการในหลายหน่วยงานของกองทัพไทย จนมีการสั่งยกเลิกใช้ภายหลังตรวจสอบพบว่าไร้ประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยได้สรุปผลการตรวจสอบจัดซื้อจัดจ้างเครื่องมือดังกล่าว พบหน่วยงานแรกที่หาเข้ามา คือ กองทัพอากาศ เมื่อปี 2548 เรื่อยมากระทั่งปี 2553 พบว่ามี 15 หน่วยงานของรัฐ จัดซื้อไว้ในครอบครองรวม 1,398 เครื่อง มูลค่าทั้งสิ้น 1,134 ล้านบาท

แต่กลายเป็นประเด็นเมื่อเกิดเหตุความรุนแรง 2 ครั้ง ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีการเรียกร้องให้ตรวจสอบเครื่องมือดังกล่าว สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และมีบทสรุปว่าไม่ต่างจากเป็นการเดาสุ่ม

สำทับด้วย พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ขณะนั้น ที่ออกมายอมรับว่า จีที 200 ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เครื่องนี้ถูกปลดประจำการจากกองทัพ พร้อมหันมาใช้เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์และสุนัขดมทหาร ก่อนเป็นการปิดฉากไม้ล้างป่าช้า

ยังไม่เพียงเท่านั้นหากย้อนกลับไปอีกเมื่อปี 2550 กองทัพบกไทยได้มีการจัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยาง จากยูเครน จำนวน 233 คัน กำหนดส่งล็อตแรก จำนวน 96 คัน ประกอบด้วย BTR-3E1 64 คัน รถเกราะบังคับการ-อำนวยการ BTR-3K 4 คัน รถพยาบาล BTR-3S 3 คัน BTR-3M1 ติดเครื่องยิงระเบิด 88 มม. 9 คัน BTR-3M2 ติดเครื่องยิงระเบิด 120 มม. 4 คัน BTR-3RK ติดจรวดนำวิถีต่อสู้รถถัง 6 คัน และรถเกราะกู้และซ่อมแซม BTR-3BR อีก 6 คัน

ทว่าได้รับจริงเพียงไม่กี่คันและมีเหตุให้ต้องเลื่อนกำหนดส่งออกไป เพราะประเทศไทยต้องการเปลี่ยนเครื่องยนต์และระบบเกียร์สำหรับรถจำนวนหนึ่ง ก่อนทุกอย่างจะเงียบสงบ เนื่องจากประเทศไทยเกิดปัญหาภายใน ทำให้กองทัพหันหน้าไปซื้อรถยานเกราะล้อยาง 8×8 แบบ ZBL-09 (Snow Leopard) หรือ VN-1 จาก NORICO จากประเทศจีน จำนวน 34 คัน พร้อมกระสุน 12,506 นัด เข้าประจำการในหน่วยทหารม้า

เรื่องท้ายสุดและเป็นที่จับตาอย่างมาก เพราะคือความหวังของกองทัพเรือไทยในการประกาศแสนยานุภาพเพื่อปกป้องน่านน้ำไทยให้รอดพ้นจากการคุกคามของอริราชศัตรู หากกล้ำกรายเข้าหวังรุกราน ก่อนคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2560

มีมติให้ความเห็นชอบโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำหยวนคลาส S26 T จากประเทศจีน จำนวน 1 ลำ วงเงิน 1.35 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ ผูกพันงบประมาณของกองทัพเรือ 7 ปี ตามแผนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของกองทัพเรือ

อย่างไรก็ตาม หลากเรื่องราวที่ปรากฏถึงความผิดพลาด ทำให้ประชาชนคนไทยในฐานะผู้เสียภาษีต่างไม่นิ่งนอนใจ เพราะทุกบาทที่เสียไปเพื่อใช้พัฒนาประเทศ ไม่อยากให้สูญเปล่า ดังนั้นหากเกิดซ้ำรอยแบบเดิมๆ อีก กองทัพอาจจำเป็นต้องปฏิรูปเป็นการด่วนด้วยเช่นกัน

 

ฉีกกฎหมายลูก เลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2560 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/514643

ฉีกกฎหมายลูก เลื่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“เมื่อไหร่จะเลือกตั้ง” เป็นทั้งคำถามและคำบ่นที่เริ่มส่งเสียงระงมไปทั่ว ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศมาเป็นเวลากว่า 3 ปี

ในแต่ละวันที่ผ่านไป บ่อยครั้งที่สื่อมวลชนได้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.มักจะมีคำถามเรื่องการสืบทอดอำนาจหรือความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งเสมอ ซึ่งที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จะแสดงความไม่พอใจแทบทุกครั้งเวลาเจอกับคำถามดังกล่าว

ทั้งนี้ มีหลายวาระที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันถึงเรื่องการไม่สืบทอดอำนาจอย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่ผิดกับความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ปรากฏว่าหัวหน้า คสช.จะให้คำตอบที่คลุมเครือพอสมควรผ่านวาทกรรม เช่น การบอกเป็นนัยว่าถ้าประเทศยังไม่สงบก็จะยังไม่มีการเลือกตั้ง เป็นต้น

แต่หากจะบอกว่าท่าทีอะไรของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นการแสดงออกว่าไม่ประสงค์ให้มีการเลือกตั้งมากที่สุดตามโรดแมป คือ การตั้ง 4 คำถามไปยังประชาชน

1.เลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่

2.หากไม่ได้จะทำอย่างไร

3.การเลือกตั้งโดยไม่คำนึงถึงเรื่องอนาคตประเทศและเรื่องอื่นๆ นั้น ถูกต้องหรือไม่

4.ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ควรมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่

คำถามทั้ง 4 ข้อดังกล่าว มองได้ว่าเป็นการพยายามหาแนวร่วมเพื่อสนับสนุนให้ชะลอการเลือกตั้งออกไปก่อนโดยอ้างถึงความจำเป็นในการปฏิรูปประเทศ ประกอบกับอาศัยอารมณ์ของสังคมที่เบื่อหน่ายนักการเมืองมาเป็นแรงกระตุ้นให้ประชาชนยินยอมให้คนกลางที่ไม่ใช่นักการเมืองบริหารประเทศไปก่อน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในส่วนลึกๆ ของ คสช.แล้ว ยังไม่พร้อมที่จะให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นตามโรดแมป ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปฏิรูปประเทศนั้นยังไม่ออกดอกออกผลอันจะพอเรียกได้ว่าเป็นผลงานได้มากเท่าไหร่นัก จึงพยายามหาความชอบธรรมเพื่ออยู่ในตำแหน่งต่อไป

อย่างไรก็ตาม การล้มการเลือกตั้งติดเงื่อนไขทางกฎหมายพอสมควร โดยเฉพาะทันทีที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้

บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่การเลือกตั้งค่อนข้างชัดเจน คือ การกำหนดให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องจัดทำและส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคการเมือง การเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. ให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายใน 240 วัน เมื่อร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้แล้ว ให้ กกต.จัดให้มีการเลือกตั้งหลังจากนั้นภายใน 150 วัน

ปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.และพรรคการเมืองได้สิ้นสุดขั้นตอนทางกระบวนการทางนิติบัญญัติไปเป็นที่เรียบร้อย โดย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ประกาศลง ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ส่วน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองอยู่ระหว่างการประกาศใช้ จึงเหลือเพียงร่างกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับที่ กรธ.จะต้องส่งให้ สนช. ซึ่ง กรธ.เองวางกรอบไว้ว่าจะส่งร่างกฎหมายการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.จะถึงมือ สนช.ภายใน 2 เดือนนี้

เมื่อดูตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญวางเอาไว้แล้ว จะเห็นได้ว่าโอกาสในการเลื่อนออกไปจากกำหนดการเดิม คือ ปี 2561 มีทางเป็นไปได้ยากมาก แต่ถึงกระนั้นหนทางที่จะทำให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปก็พอมีให้เห็นเช่นกัน

ช่องโหว่ที่ว่านั้น คือ การคว่ำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญในชั้นการพิจารณาของ สนช.

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ สนช.ต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ กรธ.ส่งมาให้เสร็จภายใน 60 วัน และส่งให้ กรธ.และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องไปตรวจดูว่าร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่ สนช.ให้ความเห็นชอบมีบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่อีกขั้นตอนหนึ่ง หาก กรธ.หรือองค์กรอิสระไม่เห็นด้วยก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย และส่งมาให้ สนช.ลงมติอีกครั้ง

ตรงนี้เองหากเกิดกรณีที่ สนช.ลงมติไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญใหม่อีกครั้ง และถ้า สนช.ลงมติไม่เห็นชอบหลังจากพ้นกำหนดเวลา 240 วัน หรือประมาณต้นเดือน ธ.ค.จะทำให้เกิดปัญหาอย่างมีนัยสำคัญทันที

กล่าวคือ จะเป็นปัญหาขึ้นมาว่าใครจะเป็นผู้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญให้อำนาจ กรธ.ให้ทำร่างกฎหมายลูกแค่ 240 วันเท่านั้น

กรธ.เองพยายามตีความว่าตัวเองยังคงมีอำนาจในการเขียนร่างกฎหมายลูกที่ว่านั้นอยู่ เพราะเห็นว่ารัฐธรรมนูญให้ กรธ.อยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าสมาชิก สนช.จะพ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น กรธ.ก็ควรมีอำนาจที่จะเขียนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ โดยไม่มีกรอบเวลามาบีบบังคับ

ด้วยการตีความของ กรธ.และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน ทำให้พอเห็นถึงความเป็นไปได้ว่าการเลือกตั้งสามารถเลื่อนออกไปได้ แต่การเลือกตั้งจะเลื่อนออกไปได้ก็ต้องเริ่มจากบันไดขั้นแรกก่อน คือ การลงมติฉีกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งฉบับใดฉบับหนึ่งของ สนช.

ถามว่าแล้ว สนช.พร้อมจะหักด้ามพร้าด้วยเข่าหรือไม่

คำถามนี้คงตอบเป็นคำพูดหรือข้อความไม่ง่าย แต่คำตอบคงชัดเจนอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เมื่อ สนช.ชุดปัจจุบันอุดมไปด้วยนายทหารและกลุ่มคนไม่เอานักการเมืองเกือบเต็มสภา n

 

กปปส.โยนหินตั้งพรรค วัดกระแสแตกหักปชป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2560 เวลา 09:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/514451

กปปส.โยนหินตั้งพรรค วัดกระแสแตกหักปชป.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถือเป็นการโยนหินถามทางครั้งสำคัญเมื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ออกมาระบุว่า ขณะนี้ กปปส.ยังไม่ได้คิดเรื่องการจัดตั้งพรรคการเมือง แต่ก็ไม่ปฏิเสธเพราะเป็นเรื่องของอนาคต

“อะไรที่จำเป็นต่อชาติบ้านเมือง เราทำทั้งนั้น แต่ยืนยันที่จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอย่างแน่นอน แต่อาจจะให้การสนับสนุนตัวบุคคล หรือพรรคการเมืองที่ทำประโยชน์แก่บ้านเมืองได้” สุเทพ ระบุ

เรียกได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณครั้งสำคัญเพราะก่อนหน้านี้ สุเทพ ประกาศชัดถ้อยชัดคำวางมือให้การเมืองไม่คิดหวนกลับสู่การเมืองในระบบเช่นเดิม แต่ครั้งนี้ท่าทีเริ่มเปลี่ยนไป แบ่งรับแบ่งสู้กับการตั้งพรรคการเมืองลงสนาม เลือกตั้งรอบใหม่

หากจำได้ก่อนหน้านี้สมัย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกจากประชาธิปัตย์ พร้อมกระแสข่าวจะออกมาตั้งพรรคการเมืองใหม่ร่วมกับ สุเทพ และดึงสมาชิกจากพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนมาร่วมงานด้วย

ก่อนที่ สุเทพ จะออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง เป็นการสร้างเรื่องขึ้นจะโดยผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างไรก็แล้วแต่ส่วนตัวไม่ใส่ใจ ไม่ติดใจ เพราะไม่คิดจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกแล้ว

แต่รอบนี้การเปิดทางด้วยคำว่า “อะไรที่จำเป็นต่อชาติบ้านเมืองเราทำทั้งนั้น” ย่อมทำให้ทางเดินที่มีอยู่อย่างจำกัดเปิดกว้างมากขึ้นจากเดิมทั้งในส่วนของ สุเทพ และอดีตแกนนำ กปปส.

หลังจากก่อนหน้านี้ แกนนำ กปปส.ต่างพร้อมใจออกมาแสดงตนประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะกลับมาร่วมงานกับประชาธิปัตย์ สยบกระแสข่าวความคิดความเห็นที่ยังไม่ลงรอยกันจนถึงขั้นมีกระแสข่าวความพยายามเขย่าเก้าอี้หัวหน้าพรรคของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แต่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ รอยร้าวระหว่าง ประชาธิปัตย์ และ กปปส.ดูจะไม่สามารถประสานกันจนเป็นเนื้อเดียวเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตได้

ยิ่งหากไล่ดูความคิดเห็นทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นความแตกต่างระหว่าง กปปส. และประชาธิปัตย์ ในหลายต่อหลายเรื่อง ทั้งจุดยืนเรื่องการลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อฝั่ง สุเทพ ประกาศตัวสนับสนุนรัฐธรรมนูญแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ต่างจากฝั่ง อภิสิทธิ์ ที่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญมีจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็ง

ต่อเนื่องด้วยแนวคิดเรื่องการ ผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่ออีกสมัยหลัง เลือกตั้ง ของ กปปส. เพราะเห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่และจะทำให้การดำเนินการต่างๆ ที่ผ่านมาโดยเฉพาะการปฏิรูปสามารถเดินหน้าต่อไปได้แบบไม่สะดุด

ส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานและจุดยืนของประชาธิปัตย์อย่างมาก เพราะตามหลักการประชาธิปไตยพรรคการเมืองก็ควรจะเสนอรายชื่อคนของตัวเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่าจะเสนอคนจากกองทัพหรือ อดีต คสช.ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

ในวันที่แนวคิดเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอกถูกพูดถึงหนาหูมากขึ้น ด้วยระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ และกลไกตัวช่วยจาก สว. 250 เสียง ที่จะมีส่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง

คู่ขนานไปกับความเคลื่อนไหวของหลายฝ่ายที่เปิดหน้าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และความพยายามตั้งพรรคทหารที่ถูกพูดถึงก่อนหน้านี้

การโยนหินจุดประเด็นเรื่องการตั้งพรรคใหม่ของสุเทพจึงอาจเป็นการวัดกระแส เช็กเสียงตอบรับจากสังคม แฟนคลับ ว่าเห็นดีเห็นงามหรือ วัดฐานเสียงสนับสนุนว่ายังเหนียวแน่นมากน้อยแค่ไหน

ยิ่งหากจะต้องแตกหัก แยกตัวออกมาจากประชาธิปัตย์ไปตั้งพรรคใหม่ด้วยแล้ว ทางเลือกนี้จะเป็นที่ยอมรับหรือทำให้ฐานเสียงที่เคยเข้มแข็งต้องมาอ่อนแอลงหรือไม่

โดยเฉพาะกับพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงร่วมกันของประชาธิปัตย์ และ กปปส. หากต้องมาแบ่งกันเองจะทำให้เกิดปัญหาในภายหลังหรือไม่

ดังเช่นที่ อภิสิทธิ์ ออกมาประเมินว่าแม้จะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการตั้งพรรค แต่ถ้าสุเทพตั้งพรรคจริงก็จะทำให้คนกังวล เพราะมีความรู้สึกว่าฐานเสียงคือฐานเดียวกัน

อีกด้านยังเป็นการเช็กอารมณ์ความรู้สึกท่าทีของคนในพรรคประชาธิปัตย์ว่าเห็นด้วยกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน เพราะแผลเก่าเมื่อครั้งขัดแย้งกรณีการเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็นำมาสู่วิวาทะระหว่าง คนในประชาธิปัตย์ และ กปปส. รุนแรงมาแล้วหนหนึ่ง

ยิ่งระบบเลือกตั้งระบบใหม่ที่เน้นคะแนนจากเขตพื้นที่ ซึ่งจะนำไปรวมคำนวณกับระบบสัดส่วนด้วยแล้ว การที่ได้ผู้สมัครจาก กปปส.ที่เข้มแข็งในพื้นที่อาจเป็นทางออกในสถานการณ์พื้นที่ปัจจุบัน

แม้จะสุ่มเสี่ยงนำไปสู่การขยายรอยร้าวให้กลับมาทวีความรุนแรงขึ้นอีกหรือไม่ ขณะที่บางฝ่ายประเมินการตั้งพรรคใหม่ของ กปปส. อาจเป็นเพียงแค่การสมคบคิดระหว่าง กปปส. และ ประชาธิปัตย์ ที่แบ่งหน้าที่กันไปทำเพื่อไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์ของพรรคเก่าแก่ต้องสั่นคลอน

จนอาจถูกมองว่าเป็นอีกปฏิบัติการแยกกันเดิมร่วมกันตีของประชาธิปัตย์ และ กปปส. ที่สุดท้ายไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ก็คงต้องมาอยู่ฝั่งเดียวกันร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในขั้นตอนสุดท้าย

ทั้งหมดอยู่ที่ท่าทีและกระแสตอบรับจากสังคมซึ่งจะเป็นปัจจัยนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองในอนาคต n

 

รัฐบาลแห่งชาติ เกิดได้แค่ทฤษฎี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2560 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/514214

รัฐบาลแห่งชาติ เกิดได้แค่ทฤษฎี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“รัฐบาลแห่งชาติ” กลับมาเป็นคำยอดฮิตในทางการเมืองอีกครั้ง ภายหลัง “พิชัย รัตตกุล” อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าการเลือกตั้งคงเกิดขึ้นได้ยากตามโรดแมป เพราะติดปัญหาเรื่องการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จึงคิดว่าควรตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อสร้างความปรองดอง

“ไม่ใช่จะสอน แต่ขอพูดความจริง แต่ความหวังของบ้านเมืองยังมีทางเลือกอีกทางที่ยากหน่อย คือการมีรัฐบาลต่อไปที่สวยงาม นั่นคือพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอย่างภูมิใจไทย รวมกับทหารตั้งรัฐบาลแห่งชาติ” ข้อเสนอจากผู้ทรงคุณวุฒิทางการเมือง

แนวความคิดว่าด้วยเรื่องการตั้งรัฐบาลแห่งชาตินั้น เคยมีหลายฝ่ายเสนอเป็นทฤษฎีมาแล้วนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางการเมืองก่อนจะมีการรัฐประหารปี 2549 ซึ่งโครงสร้างของรัฐบาลแห่งชาติก็ไม่ได้มีอะไรมาก คือการเอาคนกลางมาเป็นนายกรัฐมนตรี และให้สภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติโดยปราศจากพรรคฝ่ายค้าน

แต่ทฤษฎีดังกล่าวก็ไม่เคยได้นำไปปฏิบัติ เพราะถูกปฏิเสธจากฝ่ายการเมืองในฐานะนักเลือกตั้ง เพราะมองในเชิงหลักการว่าการที่ให้สภาไม่มีฝ่ายค้านนั้น ไม่ต่างอะไรกับการทำลายหลักการระบอบประชาธิปไตย แต่มองในเชิงการเมืองเหตุที่ฝ่ายการเมืองไม่เห็นด้วย ย่อมมาจากการที่ตัวเองไม่อยากสูญเสียอำนาจทางการเมืองให้บุคคลอื่น

ที่สุดแล้วตลอดเวลา 10 ปีมานี้ ประเทศไทยต้องเผชิญกับการรัฐประหารถึง 2 ครั้ง การตั้งและการล้มไปของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งสลับไปมา การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มสีเสื้อครั้งใหญ่ๆ 3-4 ครั้ง ที่นำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน

เมื่อกลไกทางการเมืองตามปกติมีทีท่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ทำให้วาทกรรม “รัฐบาลแห่งชาติ” ผุดขึ้นมาอีกครั้งในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วในยุค คสช.เป็นยุคหนึ่งที่มีการพยายามสร้างรัฐบาลแห่งชาติมากที่สุด ดังจะเห็นได้จากเมื่อปี 2558 สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำโดย “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ได้รวบรวมสมาชิก สปช.เสนอญัตติต่อที่ประชุม สปช. เรื่องการมีกลไกและขจัดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ สปช.มีมติให้เสนอประเด็นในการลงประชามติตามรัฐธรรมนูญ (คำถามพ่วงประชามติ)

โดยในญัตติที่เสนอได้ระบุเอาไว้ว่า “ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการมีกลไกป้องกันและขจัดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยอย่างน้อยใน 4 ปีแรกหลังใช้รัฐธรรมนูญให้มีรัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนจาก สส.ในสังกัดไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 ของจำนวน สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร (360 คนจาก 450 คน)”

ทั้งหมดต้องล่มลงเมื่อเสียงข้างมากของ สปช.ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ

จนกระทั่งมาถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นำโดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าได้กำหนดเงื่อนไขและนำผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญมาปรับปรุงถ้อยคำในร่างรัฐธรรมนูญอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทำให้มองได้ว่าเป็นการปูทางไปสู่การตั้งรัฐบาลแห่งชาติในอนาคตด้วยเงื่อนไข 2 ประการ

1.ระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ซึ่งกำหนดให้เลือกตั้ง สส. ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อจำนวน 500 คน ด้วยบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ซึ่งหลายฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่าระบบนี้จะไม่ทำให้พรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมาก เด็ดขาดในสภาเหมือนในอดีต

2.การให้วุฒิสภาเข้ามาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปีแรก เป็นผลมาจากคำถามพ่วงในการทำประชามติที่ประชาชนส่วนใหญ่ลงมติเห็นด้วยกับการให้รัฐสภา (สส.และ สว.) ร่วมกันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีใน 5 ปีแรกหลังจากการเลือกตั้ง พร้อมกับเปิดทางให้รัฐสภาสามารถเสนอบุคคลภายนอกที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีว่าที่นายกรัฐมนตรีที่พรรคการเมืองเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วงแรกมาให้รัฐสภาลงมติเลือกได้ด้วย

ด้วยเงื่อนไขทั้งสองประการที่ว่ามานี้ ทำให้การตั้งรัฐบาลโดยอาศัยแค่พลังของฝ่ายการเมืองแต่เพียงลำพังทำได้ยาก เนื่องจากต้องอาศัยเสียงของวุฒิสภา ประกอบกับหากรายชื่อว่า ที่นายกฯ ที่พรรคการเมืองเสนอมายังรัฐสภาไม่เป็นที่ถูกใจของวุฒิสภาด้วยแล้ว ย่อมมีผลให้การตั้งรัฐบาลในรัฐสภาเกิดภาวะแท้งได้

จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไม วาทกรรม “รัฐบาลแห่งชาติ” ถึงถูกโยนลงมาอีกครั้ง เพื่อให้การตั้งรัฐบาลในอนาคตเกิดความราบรื่นมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่ว่านั้นเป็นเพียงแค่ทฤษฎี เพราะในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากที่ฝ่ายการเมืองที่เต็มไปด้วยนักเลือกตั้ง ย่อมจะให้คนกลางที่ไม่ใช่คนของพรรคตัวเองขึ้นมาเป็นนายกฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคนกลางคนนั้นมีชื่อว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

เว้นเสียแต่นายกฯ คนกลางไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่เป็นคนอื่นที่ฝ่ายการเมืองพอปิดตาข้างหนึ่งยอมรับได้ หรือมีเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายยินยอมพร้อมใจให้ประเทศมีนายกฯคนกลางต่อไปอีก 5 ปีเพื่อความสมานฉันท์ แม้จะแลกกับหลักการในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องเสียไปส่วนหนึ่งก็ตาม

 

“พานทองแท้” เจอศึกหนัก คลื่นลูกใหญ่ถล่มชินวัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2560 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/514128

"พานทองแท้" เจอศึกหนัก คลื่นลูกใหญ่ถล่มชินวัตร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าวเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ปรากฏว่าเกิดความเคลื่อนไหวกับครอบครัวชินวัตรกันถ้วนหน้า

เริ่มตั้งแต่การแสดงความคิดเห็นของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างทวิตเตอร์ ด้วยการโพสต์ข้อความของมองเตสกิเออนักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสที่มีเนื้อหาว่า “ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม”

แม้ข้อความที่ทักษิณส่งออกมานั้นจะไม่ได้สื่อออกมาหรือระบุตัวบุคคลที่ต้องการพาดพิงโดยตรง แต่ถ้ามองจากช่วงจังหวะและเวลาของอดีตนายกฯ ทักษิณแล้ว แน่นอนว่ามีเจตนาส่วนหนึ่งที่ต้องการเชื่อมโยงไปที่การพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ปิดฉากคดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐด้วยการให้จำคุก “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นเวลา 42 ปี

ความเคลื่อนไหวของทักษิณ นำมาซึ่งแรงกระเพื่อมทางการเมืองไทยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจากทางฝั่งรัฐบาลและกลุ่มมวลชนฝ่ายต่อต้านทักษิณ

ทว่า ล่าสุดหลังจากเกิดแรงกระเพื่อมที่เกิดมาจากพลังทางการเมืองของอดีตนายกฯ ทักษิณ ปรากฏว่า “พานทองแท้ ชินวัตร” บุตรชายของตัวเองกำลังถูกตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

แรงสั่นสะเทือนที่ว่านั้นคือ การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมดำเนินคดีกับพานทองแท้ในข้อหาฟอกเงินจากกรณีการปล่อยกู้เงินของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร

คดีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยเมื่อปี 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้เคยมีคำพิพากษาไปแล้ว โดยพิพากษาจำคุก ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ นายวิโรจน์ นวลแข อดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และพวกอีก 2 คน คนละ 18 ปี และจำคุกอดีตเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยพร้อมผู้บริหารเครือบริษัท กฤษดามหานคร รวม 12 คน คนละ 12 ปี พร้อมให้ผู้บริหารเครือบริษัท กฤษดามหานคร คืนเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาทให้ธนาคารกรุงไทย

สำหรับพานทองแท้แล้วถูกโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องมาตลอด ย้อนไปสมัยที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เข้ามาไต่สวนคดีนี้ใหม่ๆ ปรากฏว่าตั้งข้อกล่าวหามายังพานทองแท้ด้วย แต่เมื่อมีการนำคดีส่งต่อให้กับอัยการสูงสุด กลับไม่มีการใส่ชื่อพานทองแท้เข้าไปในสำนวนเพื่อฟ้องคดีต่อศาลฎีกาฯ

ต่อมาภายหลังศาลฎีกาฯ พิพากษาถึงที่สุด เริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวเพื่อขยายผลทางคดีจากคำพิพากษาดังกล่าว

คนที่ถูกตรวจสอบแรกๆ คือ พานทองแท้ เพราะดีเอสไอมองว่ามีข้อเท็จจริงที่พอจะมีความเป็นไปได้ว่าพานทองแท้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ซึ่งเรียกได้ว่าพานทองแท้กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอีกครั้ง

ข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้ดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบปรากฏให้เห็นจากคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.55/2558 ระบุว่า “ข้อเท็จจริงที่ได้จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินว่า จำเลยที่ 25 (วิชัย กฤษดาธานนท์) มีการโอนเงินให้แก่บุตรและบุคคลใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 (ทักษิณ ชินวัตร) นั้น เห็นได้ว่าบุคคลดังกล่าวก็เป็นบุตรและเป็นบุคคลใกล้ชิดกับภริยาของจำเลยที่ 1 เช่นเดียวกัน”

จากตรงนี้เองจึงมีผลให้พานทองแท้ต้องถูกตรวจสอบ ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ถือว่ามีความเข้มข้นและถูกจับตามองมากขึ้นกว่าปกติ เพราะเป็นการลงมือภายหลังคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวกับเครือข่ายครอบครัวชินวัตรกำลังมีคำตัดสินออกมาเป็นระยะทั้งในชั้นศาลฎีกา หรือการตรวจสอบขององค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยใน 2 คดีสำคัญ

คดีแรกที่มีกำหนดวันตัดสินแน่นอนแล้ว คือ วันที่ 27 ก.ย. ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำพิพากษาในคดีที่ยิ่งลักษณ์ละเว้นไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นมาจากโครงการรับจำนำข้าว โดยเป็นการเลื่อนมาจากกำหนดการเดิมที่ศาลฎีกาฯ ต้องอ่านตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. แต่ยิ่งลักษณ์ผิดนัด ทำให้ศาลฎีกาฯ ต้องนัดวันอ่านคำพิพากษาใหม่อีกครั้ง

การนัดวันอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน จะเดินหน้าอ่านคำพิพากษาอย่างแน่นอน ไม่ว่ายิ่งลักษณ์จะเดินทางมาปรากฏตัวต่อศาลหรือไม่ อันเป็นไปตามขั้นตอนที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 กำหนดเอาไว้

ส่วนอีกคดีที่น่าสนใจอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะได้กำหนดกรอบเวลาไว้เบื้องต้นว่าจะต้องดำเนินการไต่สวนคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์จ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง (2548-2553) โดยไม่มีอำนาจให้เสร็จภายในเดือนนี้

ตามขั้นตอนหาก ป.ป.ช.เห็นว่าข้อกล่าวหามีมูล ก็จะดำเนินการสรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาต่อไป

ภาพรวมที่เกิดขึ้นกับครอบครัวชินวัตรครั้งนี้ นับว่าเป็นคลื่นลูกใหญ่ระลอกใหม่ที่ต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่เพียงเท่านี้ มีความเป็นไปได้สูงที่คลื่นระลอกนี้จะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เพราะแรงของคลื่นย่อมจะสะเทือนไปถึงพรรคเพื่อไทยที่กำลังเตรียมตัวสู่สนามเลือกตั้ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยเองก็ทราบสถานการณ์ของตัวเองเป็นอย่างดี เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าจะหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้อย่างไร

 

ปชป. ยังโคม่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2560 เวลา 11:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/513657

ปชป. ยังโคม่า

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

สถานการณ์ของประชาธิปัตย์เริ่มมีปัญหา หลังผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน​ ของสถาบันพระปกเกล้า ในโอกาสครบรอบ 19 ปี พบว่าคะแนนนิยมของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่สูงสุด คือ ปี  2553 อยู่ที่ 61.6% และปี 2554 ตกลงมาเหลือ 51.2%

ต่ำกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีคนอื่นอย่างมาก ทั้ง ทักษิณ ชินวัตร ได้รับความนิยมถึง 92.9% ในปี 2546 แต่ลดลงมาเหลือ 77.2% ในปี 2549 ก่อนมีการรัฐประหาร

แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐประหาร ก็ยังได้คะแนนนิยมที่สูงถึง 87.5% ในปี 2558 ​ก่อนจะตกลงมาที่​ 84.6% และ 84.8% รวมทั้ง อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยังได้คะแนนนิยม 69.9% ในปี 2555 และตกลงมาเหลือ 63.4% ในปี 2556-2557

ประเด็นนี้ ทาง อภิสิทธิ์ พยายามอธิบายว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบรรยากาศทางการเมืองที่ทำให้คนไม่เชื่อมั่นองค์กรทางการเมืองทั้งหมด แต่พรรคการเมืองต้องหาทางรื้อฟื้นความศรัทธาจากประชาชนให้ได้ โดยจะชัดเจนมากขึ้นหลังพรรคการเมืองทำกิจกรรมได้

พร้อมกันนี้ ยังมองไปถึงแนวทางการฟื้นศรัทธาประชาชนของพรรค ได้มีการจัดลำดับความสำคัญปัญหาที่ประชาชนหวังพึ่งพรรคการเมือง โดยมุ่งที่เรื่องเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับประชาธิปัตย์ที่จะกอบกู้คะแนนนิยมให้กลับคืนมา ด้วยหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอกพรรคประชาธิปัตย์เอง

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก เอกภาพภายในพรรค ​สืบเนื่องจากปัญหารอยร้าวระหว่าง กปปส.​และประชาธิปัตย์ที่ยังไม่สมานกันดี จนอาจกระทบไปถึงผลการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเกือบจะเป็นพื้นที่ผูกขาดของประชาธิปัตย์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

​ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมาจุดยืนทางการเมืองของฝั่ง กปปส.และประชาธิปัตย์ หลายเรื่องไม่ได้คิดอ่านไปทางเดียวกัน จนบานปลายไปสู่วิวาทะกระทบกระทั่งของคนกันเอง

ทั้งจุดยืนเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่ กปปส.ประกาศสนับสนุน แต่ประชาธิปัตย์ คัดค้าน หรือจุดยืนเรื่องของสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ของ กปปส.ที่​สั่นคลอนจุดยืนความเป็นหัวหน้าพรรคของอภิสิทธิ์เป็นอย่างมาก

ความแตกต่างในแนวคิดและจุดยืนของทั้ง กปปส.และประชาธิปัตย์ ย่อมทำให้ฐานเสียงซึ่งเดิมเป็นฐานเดียวกันต้องแยกย่อยไปสนับสนุนจุดยืนของแต่ละฝั่ง จนอาจเปิดช่องให้คู่แข่งเข้ามาเจาะพื้นที่ได้

ประการต่อมา เรื่องผลงานและแนวนโยบายของประชาธิปัตย์ที่ยังไม่โดนใจประชาชน ทั้งในภาพรวมสมัยเป็นรัฐบาลบริหารประเทศที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายเรื่อง ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาปากท้องค่าครองชีพยิ่งทวีความรุนแรง

ที่สำคัญอีกฐานเสียงที่เป็นจุดแข็งของประชาธิปัตย์ คือ พื้นที่ กทม.ที่ผูกขาดตำแหน่งผู้ว่าราชการ กทม.มาหลายสมัยนั้น แต่ปัญหาจากการบริหารงานและยังพัวพันกับเรื่องความไม่โปร่งใสหลายโครงการ ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร​ สองสมัยที่ผ่านมา กลายเป็นแรงกดดันรุนแรงย้อนกลับมายังประชาธิปัตย์

ประการสำคัญ คือ เรื่อง  “ภาพลักษณ์” และปัญหาเชิงโครงสร้างบริหารภายในพรรคที่เคยมีการเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปพรรคอย่างจริงจัง หลังพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็เดินไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ยังไม่รวมกับความพยายามแซะอภิสิทธิ์ พ้นเก้าอี้หัวหน้าพรรคที่มีมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อต้องการให้เกิดการถ่ายเลือดปรับภาพลักษณ์ลงสนามยกใหม่

เมื่อฝั่งตรงข้ามพยายามรื้อฟื้นหยิบยกบาดแผล ตั้งแต่สลายการชุมนุมเสื้อแดงที่มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก มาขย่มหลายระลอก ในระหว่างที่คดีความยังอยู่ระหว่างการพิจารณารอการชี้ขาด

ไปจนถึงภาพลักษณ์ของพรรคช่วงที่ผ่านมา ถูกมองว่าเอนเอียงมาอยู่ฝั่งกองทัพและได้ประโยชน์จากรัฐประหาร ​กลายเป็นอีกจุดอ่อนที่ถูกหยิบยกมาโจมตี

สถานการณ์เหล่านี้ ล้วนแต่ทำให้ประชาธิปัตย์ยังไม่อาจหยิบฉวยโอกาสนี้สร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้กับตัวเองในจังหวะที่คู่แข่งกำลังเพลี่ยงพล้ำ

 

สนช.คุมเซตซีโร่ เปิดทาง คสช.คุมองค์กรอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2560 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/513423

สนช.คุมเซตซีโร่ เปิดทาง คสช.คุมองค์กรอิสระ

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับแนวทางการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่อจากนี้ เมื่อล่าสุด ​ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์​ว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินมาตรา 56 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ​

นอกจากจะสะท้อนให้เห็นทิศทางการพิจารณากฎหมายแล้ว อีกด้านยังสะท้อนให้เห็นอำนาจการชี้ขาดเนื้อหาในกฎหมายลูกซึ่งอยู่ในมือของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ​

จากก่อนหน้านี้ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินให้ผู้ที่มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง

แม้ทางกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายจะเห็นพ้องกับ กรธ. แต่ในขั้นตอนการพิจารณาวาระ 2 ของ สนช. มีสมาชิกเสนอแปรญัตติให้ผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบันอยู่ต่อจนครบวาระตาม พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2552 ​และที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับแนวทางนี้

ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าการแก้ไขของ สนช. ต่างจากร่างของ กรธ.อาจขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญได้ จนนำมาสู่การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นดังกล่าว

ว่ากันว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินถือเป็นการชิมลาง ว่า สนช.จะสามารถปรับแก้ไขได้มากน้อยแค่ไหน และจะมีปัญหาถึงขั้นขัดแย้งรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร

สอดรับกับที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุว่า หลังจากนี้ กรธ.ยังยืนยันว่าเรายังคงเขียนคุณสมบัติขององค์กรอิสระในกฎหมายลูกที่เหลืออยู่ตามหลักการเดิม คือ ต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น

“ส่วน สนช.จะไปแปรเปลี่ยนภายหลังก็ไม่ว่าอะไร เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสามารถทำได้ และหาก สนช.จะแก้ให้พวกเขาอยู่ต่อ ทาง กรธ.ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปโต้แย้ง” มีชัย กล่าว

นั่นทำให้หลายฝ่ายเริ่มจับตาไปยัง​ทิศทางขององค์กรอิสระสำคัญอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะถูกเซตซีโร่หรือไม่

เมื่อ ป.ป.ช.ถือเป็นองค์กรสำคัญที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายต่อทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ดังจะเห็นมีความพยายามเข้ามาแทรกแซงหรือกดดันจากฝ่ายการเมืองอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางการจับตาของสังคมว่าองค์กรอิสระใดบ้างจะถูกเซตซีโร่อีกบ้างต่อจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ​พร้อมคำถามว่าใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาตัดสินชี้ขาดองค์กรอิสระ

ยิ่ง ป.ป.ช.ถือเป็นองค์กรที่สำคัญ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในองค์กร​ที่มีการแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่ในช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศแล้ว

อีกด้านหนึ่งยังมีความพยายามโยงไปถึงที่มาที่ไปเชื่อมโยงไปถึงบิ๊ก คสช. ที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ากรรมการ ป.ป.ช.แต่ละคนที่ถูกเลือกเข้ามาทำหน้าที่ ล้วนแต่ผ่านความเห็นชอบเรียบร้อย

ปัญหาอยู่ที่ท่าทีล่าสุดจาก กรธ. ​เมื่อ มีชัย ระบุว่า การร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทาง กรธ.ยืนยันว่ายังคงกำหนดให้กรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันต้องมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ส่วนผลจะออกมาอย่างไรก็ต้องไปถาม สนช.

แน่นอนว่าท่าทีของ กรธ.เช่นนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับบิ๊ก คสช. ​ที่เหมือนจะต้องการให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งทำหน้าที่ต่อไป

ทว่า คำชี้แจงจากทาง​ กรธ.เรื่องจะให้องค์กรใดเซตซีโร่หรือไม่ ก็ยังไม่มีความชัดเจนสักทีเดียว

แต่จากกรณีของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ สนช.มาแก้ไขในขั้นตอนสุดท้าย โดยอาศัยเสียงของ สนช.เป็นกลไกสำคัญในการดำเนินการ อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาการันตีความถูกต้องของการดำเนินการดังกล่าว

สะท้อนให้เห็นว่าอำนาจสุดท้ายอยู่ที่ สนช.ที่จะพิจารณาชี้ขาดเนื้อหาในร่างกฎหมายว่าจะให้ออกทางไหน อย่างไร

หากพิจารณาที่มาที่ไปของ สนช.​ ก็จะเห็นว่ามีที่มาจาก คสช. อีกทั้งการตัดสินใจหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาใน สนช.​ก็ถูกมองว่ามีสัญญาณหรือรับลูกมาจาก คสช. นี่จึงเป็นอีกช่องทางที่จะควบคุมทิศทางองค์กรอิสระในอนาคต