รู้ทันโลกออนไลน์ หาเสียงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/573982

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 09:55 น.

รู้ทันโลกออนไลน์ หาเสียงเลือกตั้ง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เทคโนโลยีบนโลกยุคปัจจุบันนับว่ากลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมนุษย์ไปโดยปริยาย และแน่นอนว่าการเมืองก็คงหลีกเลี่ยงไม่พ้น แม้ทิศทางจะยังไม่ลงตัว ซึ่งต้องรอความชัดเจนในวันที่ 19 ธ.ค. 2561 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะหารือกับพรรคการเมืองถึงกรอบแนวทางการดำเนินการหาเสียงบนโซเชียลมีเดีย

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายมุมมองว่า เนื่องจากปัจจุบันแคมเปญการเมืองนำเสนอผ่านช่องทางออนไลน์เยอะมาก ดังนั้น สิ่งที่ กกต.ต้องคำนึงคือเรื่องค่าใช้จ่ายกับเนื้อหาที่ถูกนำเสนอ เพราะทุกคนคิดว่าโซเชียลมีเดียฟรี แต่จริงๆ แล้วไม่ฟรี แม้กระทั่งไลน์กรุ๊ป ก็มีค่าใช้จ่ายในการตั้งกลุ่ม ขณะเดียวกันนั้น ในส่วนของเฟซบุ๊ก การมีเพจก็ไม่ได้หมาย ความว่าทุกคนจะเข้าถึง ต้องมีการซื้อกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมันเป็นศาสตร์และศิลป์ว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะเจาะนั้นเป็นใคร

“ฉะนั้น กกต.ต้องคิดว่าค่าใช้จ่ายในการทำเพจที่เขาจะใช้ทำในการออกข้อมูล ควรจะใช้เนื้อหาข้อความที่ นำเสนออะไร แม้อาจจะไม่ใช่ Fake News หรือ Half True ความจริงครึ่งเดียว ถ้ามองเรื่องค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่การรายงานว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรควรจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับโซเชียลออกไปด้วย”

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการติดป้าย หาเสียง กกต.จำกัดว่าติดได้ในพื้นที่ใดบ้าง ดังนั้น ข้อมูลจะไหลไปทางโซเชียล มีเดียซึ่งค่าใช้จ่ายจะสูงมาก และคงไม่มีทางเข้าไปไลน์ซึ่งเป็นกลุ่มปิด ประเด็นสำคัญ คือ เนื้อหาซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ แม้หลายคนจะรู้จัก Fake News แต่ยังไม่รู้จักการป้องกัน และคนมักชอบเข้าไปดูในเรื่องที่ตัวเองอยากดู มีการตัดสินใจหรือให้เหตุผลเชิงอคติ

“มันมีสองอย่างที่เราไม่แน่ใจว่าเมื่อก่อนตัวเฟซบุ๊กเองเป็นคนควบคุมข่าวสาร หรือ Gatekeeper แต่เมื่อ เฟซบุ๊กใช้เอไอเข้ามาจัดการแทนใช้คน อย่างในอเมริกามันกลายเป็นเข้าไปจัดการข่าว Conservative มาก จึงเป็นปัญหาว่า กกต.จะใช้วิธีการอย่างไรจัดการกับข้อมูลที่ไหลอยู่”

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งจะทำอย่างไรกับตรงนี้ แม้เฟซบุ๊กจะมีมาตรการป้องกันแต่ยังมีช่องว่าง และที่ต้องกังวลในเรื่องการให้ข้อมูลเจาะกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้น กกต.ต้องรู้เท่าทันเกี่ยวกับการหาเสียงออนไลน์และการใช้จ่ายบนเฟซบุ๊ก

ด้าน สดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. รับผิดชอบงานด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวว่า การใช้โซเชียลมีเดียกับการ หาเสียงในโลกปัจจุบันนับเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตประจำวันของคนทั่วไป แต่ในด้านการเมือง แน่นอนการควบคุมทำได้ยากลำบาก ทั้งไลน์และเฟซบุ๊ก

อย่างไรก็ตาม ถ้า กกต.จะคุมเรื่องนี้จะต้องโยนหินถามทาง คือ บอกมาก่อนว่าทำอย่างไรบ้าง หากออกระเบียบมาเลย ฝืนความรู้สึกของประชาชนหรือสื่อมวลชน เหมือนกับการบังคับใช้อำนาจจนเกินไป ดังนั้น ควรเชิญทุกฝ่ายมาคุยกันก่อนที่จะออกระเบียบเรื่องนี้

“กกต.เป็นผู้ถือกฎหมาย แต่ผู้ปฏิบัติเป็นเรื่องของประชาชน นักการเมือง และสื่อที่จะใช้ หลักเกณฑ์ไม่มีอะไรมาก นอกจากอยู่ในหลักเกณฑ์ขอบเขตกฎหมาย ไม่ทำให้เขาเสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทกัน เพราะการเมืองวันนี้ คือ เอาหรือไม่เอาทหาร ต่างจากเมื่อก่อน”

นอกจากนี้ เนื่องด้วยระยะเวลาหาเสียงน้อยมาก การใช้โซเชียลของพรรคการเมืองต่างๆ กกต.ต้องวางระเบียบชัดเจน จะโฆษณาหาเสียงผ่าน กกต.ทุกอย่าง บางเรื่องนั้นเป็นไปได้และไม่ได้ ดังนั้น กกต.ต้องวางหลักเกณฑ์ในทางสายกลางไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป

ขณะเดียวกัน กกต.อย่าทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบกว่ากัน เช่น พรรคหนึ่งทำได้อีกพรรคทำไม่ได้ เมื่อ กกต.ถือดาบในมือต้องคมทั้งสองด้าน จึงเป็นเรื่องสำคัญและ กกต.ต้องทำงานหนักอย่างยิ่ง เพื่อวางหลักเกณฑ์และระเบียบให้ชัดเจน

ขณะที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขา ธิการ กกต. เคยให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นดังกล่าวไว้เบื้องต้นเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ประกาศใช้ สรุปใจความได้ว่า ขอบเขตการหาเสียงของพรรคการเมือง ผู้สมัคร หรือผู้ใดทางอิเล็กทรอนิกส์ ดำเนินการในลักษณะใด จะต้องแจ้งต่อ กกต.ล่วงหน้า และต้องรับผิดชอบเนื้อหาไม่ให้เป็นการใส่ร้าย เพราะจะเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายซึ่งมีโทษค่อนข้างรุนแรง

พร้อมทั้งยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมการให้ข้อมูลผ่านโซเชียล มีเดียโดยนำข้อเท็จจริงมาเผยแพร่เพื่อให้เกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบ เว้นแต่จะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ที่ได้รับความเสียหายสามารถร้องเรียนมายัง กกต.ได้ จากนั้น กกต.จะแจ้งเจ้าของข้อความให้ลบภายใน 1 วัน หากไม่ปฏิบัติตาม กกต.ก็จะลบข้อความเอง

“แม้จะมีการลบข้อความไปแล้ว ไม่ได้หมายความว่าความผิดจะหายไปด้วย เพราะถือว่าความผิดสำเร็จ ต้องรับผิดทางอาญา และหากมีผลทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต จนการเลือกตั้งในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งต้องเสียไปก็ต้องรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นด้วย และในช่วงเลือกตั้งจะมีการตั้งวอร์รูมพิเศษ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกระทรวงดิจิทัล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งตัวแทนมาคอยมอนิเตอร์ เหตุการณ์ต่างๆ ผ่านโซเชียล มีเดีย”

แก้รธน.ไม่ง่าย แค่ปม ดิสเครดิต คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/573894

  • วันที่ 14 ธ.ค. 2561 เวลา 08:55 น.

แก้รธน.ไม่ง่าย แค่ปม ดิสเครดิต คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการเมืองเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมและหาเสียงได้อย่างอิสระตอบกรอบที่กฎหมายกำหนด ดังจะเริ่มเห็นการขยับของนักการเมืองกันอย่างคึกคักในช่วงเวลานี้

ยังไม่รวมกับบรรดาแคมเปญหาเสียงที่หลายพรรคเตรียมเข็นนโยบายออกมาซื้อใจประชาชน แข่งกับนโยบายลดแลกแจกแถมจากฝั่งรัฐบาลที่กำลังอัดแพ็กเกจเจาะจงไปยังกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

จากสัญญาณเบื้องต้นก่อนหน้านี้หลายพรรคเห็นพ้องต้องกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบันมีจุดอ่อนหลายจุด ที่สำคัญยังซ่อนเงื่อนงำการสืบทอดอำนาจของ คสช.ไว้ในหลายส่วน ถึงขั้นประกาศว่าหลังเลือกตั้งจะเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเร่งด่วน

นำมาสู่แนวร่วมที่เปิดหน้าสนับสนุนจุดยืนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีแนวโน้มจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังสำคัญในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่จะถึง อยู่ที่ว่าจะได้เสียงมากน้อยเพียงพอแค่ไหน

นอกจากการทิ้งปมสืบทอดอำนาจไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว อีกปมปัญหาที่บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นจุดอ่อนต้องรีบแก้ไข คือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ล็อกให้รัฐบาลตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเดินหน้าไปตามนั้น หากไม่ปฏิบัติตามย่อมมีความผิดและถูกลงโทษ

การตีกรอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาตินั้น อีกด้านหนึ่งย่อมทำให้รัฐบาลซึ่งอาจไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ต้องเดินหน้าทำสิ่งที่ไม่เห็นด้วย และอาจตัดโอกาสที่จะทำนโยบายที่เคยหาเสียงไว้กับประชาชนในช่วงก่อนเลือกตั้งด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด

เป้าหมายเรื่อง “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” จึงมีให้ได้ยินมาอย่างต่อเนื่องจากบรรดาพรรคการเมืองที่กึ่งจะใช้เป็นแนวทางหาเสียงของพรรค ตัวเองก่อนหน้านี้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกวางแนวทางให้ยากขึ้นกว่าในอดีตหลายเท่า

เริ่มตั้งแต่ ประเด็นแรก ในการพิจารณาวาระแรกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนอกจากรัฐสภาต้องเห็นชอบด้วยเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว  “ในจำนวนนี้ต้องมี สว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา”

ดังนั้น หากพิจารณาถึงความเป็นไปได้แล้วช่วงที่มี สว.เฉพาะกาล 250 คน ซึ่งมีที่มาจากการคัดเลือกสุดท้ายโดย คสช.แล้วโอกาสที่ สว.อย่างน้อย 84 เสียงจะโหวตให้แก้ไขรัฐธรรมนูญตามความต้องการของบรรดาพรรคการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ประเด็นต่อมา การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ 3 นอกจาก สว.จะต้องเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เห็นวาระแรกแล้ว ในวาระที่ 3 นี้ ยังต้องมีสมาชิกจากพรรคฝ่ายค้าน เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 20% ของทุกพรรคการเมือง

รวมทั้งหากจะแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หรือหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นด้วยหรือไม่ก่อน

อีกทั้งยังเปิดช่องให้ สส.หรือ สว. หรือสมาชิกทั้งสองสภารวมกัน จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา หรือของทั้งสองสภารวมกัน เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกหรือประธานรัฐสภา

เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวขัดต่อมาตรา 255 คือเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐหรือไม่ รวมทั้งมีลักษณะที่ต้องทำประชามติก่อนหรือไม่

แม้จะเห็นว่าเส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญข้างหน้าแทบเป็นไปได้ยาก แต่บรรดาพรรคการเมืองก็ยังพยายามยืนยันเจตนารมณ์ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องการเปิดหน้าชนและหวังผลดิสเครดิต คสช. ตลอดจนการตัดคะแนนนิยมในพรรคที่มีเป้าหมายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยได้อีกทางหนึ่งด้วย

ไล่มาตั้งแต่ปม “ยุทธศาสตร์” ที่หลายฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวที่ถูกล็อกไว้ 20 ปี และยังเป็นการกำหนดโดยคนเพียงแค่กลุ่มหนึ่งไม่มีการเปิดรับฟังความคิดความเห็นอย่างจริงจังและรอบด้านอย่างที่ควรจะเป็น

มาจนถึงปมใหญ่อย่างมาตรา 279 ซึ่งรับรองบรรดาคำสั่งและการกระทำของ คสช. ก่อนหน้านี้ ที่ว่ากันเป็นมรดกของ คสช. ซึ่งหลายฝ่ายเรียกร้องให้ยกเลิก

การเสนอแก้ไขมาตรานี้ย่อมจะเป็นโอกาสให้ฝั่งตรงข้าม คสช. หยิบยกเหตุผลขึ้นมาถล่มความน่าเชื่อถือ คสช. โดยเฉพาะกับบรรดาคำสั่งที่ออกมาท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังเชื่อมโยมไปถึงแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งมีอยู่หลายประเด็นโดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายในระยะหลัง

การพุ่งเป้าขยายแผลจากรัฐธรรมนูญจึงเป็น ช่องทางที่สามารถดึงแนวร่วมให้มาสนับสนุนฝั่งตัวเอง และยังสามารถดิสเครดิต คสช. ได้อย่างมีน้ำหนักในเวลาเดียวกัน

ปมบัตรเลือกตั้ง เติมพลังฝ่ายตรงข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/573532

  • วันที่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 09:05 น.

ปมบัตรเลือกตั้ง เติมพลังฝ่ายตรงข้าม

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดการเลือกตั้งก็มีความชัดเจนเสียที ภายหลังการประชุมแม่น้ำ 5 สายร่วมกับตัวแทนพรรคการเมืองเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันว่าการเลือกตั้งของประเทศไทยจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562

ส่งผลให้เกิดกระแสขานรับพอสมควร เพราะการประกาศยืนยันชัดเจนขนาดนี้แล้ว น่าจะเชื่อมั่นได้ว่ารอบนี้ไม่มีทางบิดพลิ้วอย่างแน่นอน เหลือแต่เพียงรอเวลาการปลดล็อกการเมืองเพื่อนำไปสู่การหาเสียงเท่านั้น

ทุกอย่างกำลังเดินมาได้ด้วยดี และบรรยากาศการเมืองน่าจะชื่นมื่น ปรากฏว่าดินฟ้าอากาศจะกลับมาแปรปรวนอีกครั้ง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอให้มีบัตรเลือกตั้งแบบที่ไม่มีโลโก้พรรคการเมือง ซึ่งเป็นประเด็นที่ออกมาจากการเปิดเผยของ “สรอรรถ กลิ่นประทุม” แกนนำพรรคภูมิใจไทยที่เข้าร่วมประชุมในวันนั้น

ถ้าจะว่ากันตามข้อเท็จจริง จะพบว่าบัตรเลือกตังในแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ เสนอนั้นไม่ได้เป็นนวัตกรรมใหม่ของการเลือกตั้งแต่อย่างใด

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งเมื่อปี 2557 จะพบว่าบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งก็มีแต่หมายเลขเท่านั้น แต่บัตรเลือกตั้ง สส.ระบบบัญชีรายชื่อจะมีทั้งหมายเลขและพร้อมกับโลโก้ของพรรคการเมืองปรากฏอยู่ในบัตรเลือกตั้ง

ดังนั้น หากจะบอกว่าไอเดียของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่เป็นสิ่งที่เกินเลยกว่าความเป็นจริงเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของการเลือกตั้งในปี 2557 กับการเลือกตั้ง 2562 ที่กำลังจะมาถึง เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง

เป็นที่ทราบกันดีว่าระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้บัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวที่เลือกทั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.บัญชีรายชื่อไปในคราวเดียวกัน ต่างจากเดิมที่ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบในการเลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.บัญชีรายชื่อ

ยิ่งไปกว่านั้นใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ยังกำหนดยกเลิกระบบพรรคเดียวเบอร์เดียวหาเสียงทั่วประเทศอีก ซึ่งจากเดิมที่พรรคการเมืองใดได้หมายเลขผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อเบอร์ใดแล้ว ก็สามารถนำหมายเลขนั้นไปหาเสียงทั่วประเทศได้ทั้งระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

มองในมุมนี้ จึงไม่แปลกที่ไอเดียของ พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบกันในทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีประโยชน์ขัดกันอีก เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ กำลังเป็นบุคคลที่พรรคพลังประชารัฐจะเสนอชื่อเข้าชิงในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

จากตรงนี้เอง ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลายเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงข้ามไปโดยปริยาย

“ประเทศส่วนใหญ่ในโลกจะออกแบบบัตรเลือกตั้งให้ผู้มาใช้สิทธิเข้าใจง่าย คนอ่านหนังสือไม่ได้ก็จะมีโลโก้ที่เป็นภาพชัดๆ ให้สังเกตแทน เพื่อที่จะได้เลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ต้องการเข้าไปบริหารประเทศ แต่ประเทศไทยกลับจะทำให้คนสับสน” ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุ

กระแสท้วงติงไม่ได้มีเพียงแค่พรรคการเมืองเท่านั้น เพราะแม้แต่นักวิชาการหลายคนก็ยังต้องข้อสังเกตถึงบัตรเลือกตั้งเช่นกัน

ดังจะเห็นได้จากคำอธิบายของ อาจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเลือกตั้งครั้งนี้ บัตรใบเดียว เลือกทั้ง สส. พรรคการเมือง และผู้ที่พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี หากกาผิด บัตรเลือกตั้งนั้นจะไม่ถูกนับเป็นบัตรเสีย แต่จะกลายเป็นบัตรที่เลือกผู้สมัครคนอื่น พรรคอื่น และว่าที่นายกรัฐมนตรีคนอื่น ที่ไม่เป็นไปตามความประสงค์ของผู้เลือก…มาตรการให้พรรคในแต่ละเขตมีคนละเบอร์ ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นต้องมีโลโก้และชื่อพรรคบนบัตรเลือกตั้ง”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้สถานะทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เพราะกำลังเปลี่ยนจากผู้ควบคุมความสงบตามชื่อ คสช.มาเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ แน่นอนว่าทุกย่างก้าวของอดีตนายทหารใหญ่รายนี้ย่อมถูกจับจ้องจากทั้งมิตรและศัตรู

ที่สำคัญ เวลานี้ฝ่ายตรงข้ามกำลังพยายามขยายแผล พล.อ.ประยุทธ์ ให้ใหญ่มากขึ้นไปทุกที ดังจะสังเกตได้จากนับตั้งแต่มีการประกาศเขตเลือกตั้งออกมาที่บางเขตเลือกตั้งในบางจังหวัดมีลักษณะแปลกๆ ไปพอสมควร

ปัจจัยชี้ขาดว่าพรรคการเมืองใดจะแพ้หรือชนะในการเลือกตั้ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายของพรรคการเมืองหรือตัวบุคคลที่เป็นผู้นำของพรรคเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับกระแสและอารมณ์ของสังคมในเวลานั้นด้วย

พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสองพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมาอย่างโชกโชน รู้ถึงสัจธรรมข้อนี้เป็นอย่างดี ถึงได้ออกมาขย่ม พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อสร้างกระแสและทิ้งเชื้อไฟเอาไ้ว

สนามจริงอาจจะยังไม่เริ่ม แต่ดูเหมือนว่าแค่เกมอุ่นเครื่องพรรคพลังประชารัฐก็กำลังจะเพลี่ยงพล้ำเสียแล้ว

สัญญาณโดดเดี่ยว “พลังประชารัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/573456

  • วันที่ 10 ธ.ค. 2561 เวลา 09:52 น.

สัญญาณโดดเดี่ยว "พลังประชารัฐ"

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองเริ่มสะท้อนชัดว่า “พรรคพลังประชารัฐ” กำลังถูกโดดเดี่ยวจาก 2 พรรคใหญ่ และศึกเลือกตั้งข้างหน้าก็ไม่ง่ายที่จะได้เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จ

**************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งชัดเจนมากขึ้นหลังการหารือร่วมกันระหว่างคณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับการปลดล็อกทางการเมืองอนุญาตให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้

การเข้าร่วมการหารือของพรรคการเมืองกว่า 80 พรรค ดูเป็นตัวเลขที่พอสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในการหารือครั้งนี้ โดยเฉพาะเป้าหมายสู่การปลดล็อกทางการเมืองให้แต่ละพรรคสามารถเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งได้อย่างไร้พันธนาการเหมือนที่ผ่านมา

แต่ทว่าอีกด้านหนึ่งการออกมาประกาศไม่ร่วมหารือของ 2 พรรคใหญ่ อย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ถือเป็น “สัญญาณ” ที่ไม่สู้ดีกับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น และสุดท้ายย่อมไม่เป็นผลดีต่อพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งกำลังถูกมองว่ามีความพยายามเอาเปรียบในการเลือกตั้งหลายรูปแบบ

แม้จริงๆ แล้วหากย้อนไปดูคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่ได้บังคับให้พรรคการเมืองต้องร่วมหารือด้วยก็ตาม

ตามเนื้อหาคำสั่งข้อ 8 ระบุเพียงว่า “เมื่อมีการประกาศ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร​ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ ครม.แจ้ง คสช.เพื่อ​พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกกฎหมาย ประกาศหรือคำสั่ง คสช. อันเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการของพรรคการเมือง และร่วมกันจัดทําแผนและขั้นตอนการดําเนินการทางการเมืองเพื่อนําไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยให้หารือกับ กกต.​ กรธ. ประธาน สนช. ​และจะเชิญผู้แทนพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าหารือด้วยก็ได้​”​

ไม่ว่าการหารือจะเป็นอย่างไร สุดท้าย คสช.ย่อมต้องปลดล็อกทั้ง ประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 เพื่อให้พรรคการเมืองประชุมหรือดำเนินกิจกรรมได้ และคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 เพื่อให้สามารถชุมนุมทางการเมืองได้เกิน 5 คน

ดังนั้น การเชิญพรรคการเมืองมาร่วมหารือจึงเสมือนเป็นความพยายามสร้างบรรยากาศการยอมรับจากนักการเมือง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงกติกาใหม่ที่ดูจะสร้างความเสียเปรียบให้กับพรรคใหญ่ ตลอดจนแรงดูดและการใช้อำนาจรัฐอำนาจพิเศษเข้าไปเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคบางพรรคยิ่งหากฟังเหตุผลจากสองพรรคที่ออกมาสะท้อนตรงกันว่าหนึ่งในเหตุผลที่ตัดสินใจไม่เข้าร่วมหารือเพราะเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ เนื่องจากเป็นการเรียกมารับฟังไม่ใช่การหารือรับฟังความเห็นจากพรรคการเมือง นั่นเท่ากับทุกอย่างถูกกำหนดมาไว้เรียบร้อยไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ก็ต้องเดินหน้าไปตามนั้น

ที่สำคัญ ประชาธิปัตย์ยังได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ที่กำลังจะถูกเสนอชื่อเป็นหนึ่งในรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ เมื่อมานั่งร่วมหารือในครั้งนี้จะเหมาะสมหรือถูกมองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนประการใดหรือไม่

ยังไม่รวมกับประเด็นการออกมาให้สัมภาษณ์ไปถึงทั้งสองพรรคใหญ่ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ว่า “เหมือนนักมวยขึ้นเวทีแล้วกรรมการเรียกมาชี้แจง นักมวยส่ายหน้าไม่ยอมมา ถ้าไม่มาก็เลิกชกไปเสีย” ​ซึ่งล้วนแต่จะทำลายบรรยากาศการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าจะเกิดความ “อิสระ” และ “ยุติธรรม”

ประเด็นอยู่ตรงที่เมื่อสองพรรคใหญ่ไม่เข้าร่วมหารือนั้น ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ยอมรับในกระบวนการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ​อันจะถูกขยายผลต่อไปถึงประเด็นกฎกติกาที่วางไว้นั้น สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบให้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือไม่

หนักกว่านั้นย่อมจะถูกเชื่อมโยงต่อไปถึงความพยายาม “สืบทอดอำนาจ” ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อพรรคพลังประชารัฐในระยะยาว

อีกมุมหนึ่งยังสะท้อนให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวต่อสู้ของพรรคพลังประชารัฐที่กำลังถูกโดดเดี่ยวจาก 2 พรรคใหญ่ และนั่นย่อมจะส่งผลตั้งแต่การถูกรุมกระหน่ำในช่วงการหาเสียงที่กำลังจะเริ่มต้นเดือนหน้า ไปถึงการจับขั้วตั้งรัฐบาลหลังผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว

เพราะต้องยอมรับว่าต่อให้มีเสียงสนับสนุนจาก สว.เฉพาะกาล 250 เสียง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งประเมินแล้วว่าไม่น่าจะได้เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะสามารถรวมเสียงจากพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กจนเพียงพอจะได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้

ยิ่งในวันที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชิงจังหวะออกตัวประกาศไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐไปก่อนหน้านี้แล้วด้วยเหตุผลแนวทางของพรรคพลังประชารัฐ การบริหารงานด้านเศรษฐกิจ การโยกย้ายฝ่ายการเมือง การรวมศูนย์อำนาจ ที่แสดงออกมาไม่สอดคล้องกับพรรคประชาธิปัตย์

ไม่ต้องพูดถึงพรรคเพื่อไทยที่ประกาศยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับพลังประชารัฐแบบเต็มตัวด้วยจุดยืนที่ต่อต้านเผด็จการมาตั้งแต่แรก หลังเข้าสู่โหมดหาเสียงได้คงจะมีการเปิดศึกวิวาทะกันแบบเต็มรูปแบบ

จะเหลือก็แต่เพียงพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กที่เวลานี้ยังเปิดกว้างพร้อมรอดูทิศทางลมว่าพรรคไหนจะได้เสียงข้างมากและมีโอกาสเพียงพอจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

เส้นทางของพรรคพลังประชารัฐนับจากนี้จึงเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวกับเดิมพันทางการเมืองที่ต้องตัดสินกันที่ผลเลือกตั้งรอบนี้

สงครามเพิ่งเริ่ม พรรคใหญ่รวมพลังต้าน ‘พปชร.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/573133

  • วันที่ 07 ธ.ค. 2561 เวลา 08:14 น.

สงครามเพิ่งเริ่ม พรรคใหญ่รวมพลังต้าน 'พปชร.'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

7 ธ.ค.กำลังจะเป็นอีกวันหนึ่งที่มีความสำคัญทางการเมือง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะนั่งหัวโต๊ะประชุมร่วมกับพรรคการเมืองเพื่อร่วมกันทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ที่ผ่านมา คสช.และรัฐบาลออกอาการเมาหมัดการเมืองไปพอสมควร ซึ่งสืบเนื่องมาจากความไม่ชัดเจนของการกำหนดวันเลือกตั้ง ทำให้หลายฝ่ายต่างออกมาโจมตีว่าที่สุดแล้ว คสช.และรัฐบาลจะยอมให้การเลือกตั้งเป็นไปตามที่ประกาศวันที่ 24 ก.พ. 2562 หรือไม่

แต่ที่สุดแล้วความชัดเจนก็ปรากฏขึ้นมาเป็นระยะ โดยเฉพาะการประกาศเขตเลือกตั้งของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แม้จะมีเสียงท้วงติงว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งเกิดการชิงไหวชิงพริบในทางการเมืองอยู่บ้าง แต่มาถึงวันนี้กระแสโจมตีดังกล่าวก็เริ่มซาลง เพราะแต่ละพรรคกำลังวุ่นอยู่กับการหาตัวผู้สมัคร สส.

อย่างไรก็ตาม การประชุมวันที่ 7 ธ.ค.อาจจะไม่ได้เห็นความชัดเจนอะไรมากนอกไปจากการกำหนดเวลาปลดล็อกการเมือง แต่สิ่งหนึ่งที่เริ่มเห็น เค้าลางกันบ้างแล้ว คือ หน้าตาของพรรคร่วมรัฐบาลในอนาคต

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เข้ามาร่วมประชุมกับ พล.อ.ประยุทธ์ ในวันที่ 7 ธ.ค.นั้นมีนัยทางการเมืองแฝงอยู่พอสมควร มิเช่นนั้นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ออกอาการหัวเสียขนาดนั้น ถึงขนาดเปรียบเปรยเป็นพวกไม่เคารพกติกา

“เป็นนักมวยขึ้นเวทีแล้วกรรมการเรียกมาชี้แจง นักมวยสองข้างไม่ยอมมา ถ้าไม่มาก็เลิกชกไปเสีย ประชาชนก็อย่าไปดูและต้องคิดกันเอาเอง” อาการหัวเสียของนายกฯ เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.

เหตุผลหนึ่งที่สองพรรคการเมืองใหญ่ไม่เข้าร่วมสังฆกรรมในวันนี้นั้นย่อมเป็นความต้องการที่จะย้อนเกล็ดรัฐบาลและ คสช. ภายหลังพรรคพลังประชารัฐประกาศจะเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นว่าที่นายกฯ ในบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ

สองพรรคใหญ่ไม่ต้องการเข้าไปประทับตราความชอบธรรมให้กับพล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจากนายกฯ เป็นกำลังของผู้มีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้ง โดยเป็นกำลังทั้งคนคุมกติกาและผู้เล่นในเวลาเดียวกัน

เรียกได้ว่าพรรคพลังประชารัฐถูกตีกินการเมืองก่อนการเลือกตั้งจะเกิดขึ้น

ด้านหนึ่งแม้การที่ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยปฏิเสธไม่เข้าร่วมประชุมกับนายกฯ จะไม่ได้ส่งผลให้การประชุมต้องล่มไปโดยปริยาย แต่ในอีกมุมก็มีสัญญาณให้เห็นว่าการฟอร์มรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐอาจมีปัญหาเสียแล้ว

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเลือก นายกฯ คนต่อไปจะต้องใช้เสียงจากทั้งสส. 500 คน และ สว. 250 คน รวมกัน 750 คน โดยจะต้องได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของ 750 คน คือ 376 คน

จริงอยู่พรรคพลังประชารัฐ ถ้ามี สส.ในมือแค่ 126 คน และไปบวกกับ สว.ที่ คสช.เลือกมาให้อีก 250 คน รวมกันเป็น 376 คน เพียงพอต่อการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ได้

แต่จะมีผลให้พรรคพลังประชารัฐอาจมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรไม่ถึงกึ่งหนึ่ง หรือเกินครึ่งหนึ่งมาแบบปริ่มๆ ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อการทำงานในสภาระยะยาวของรัฐบาล ทั้งการเสนอกฎหมาย งบประมาณ หรือแม้แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าหลังการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่มีอำนาจพิเศษอีกต่อไปแล้ว และต้องเจอกับฝ่ายค้านมืออาชีพ ไม่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คอยปรบมือให้กำลังใจกลางสภาเหมือนในปัจจุบัน

จึงมีความจำเป็นที่ต้องอาศัยเสียงของพรรคการเมืองใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่งมาร่วมทำงานด้วย ซึ่งแน่นอนว่าคงต้องโฟกัสไปที่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นเรื่องยากที่พรรคเพื่อไทยจะเข้ามาร่วมงานด้วย

ท่าทีของอดีตพรรคฝ่ายค้านที่ผ่านมา ไม่เชิงต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ เต็มตัวเสียทีเดียว เพียงแต่มีเงื่อนไขว่าถ้า พล.อ.ประยุทธ์ มาลงชิงตำแหน่งในรอบของนายกฯ คนนอกบัญชีพรรคการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ก็จะไม่ร่วมด้วย อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาชิงเก้าอี้ นายกฯ ในรอบแรก ย่อมมีความเป็นไปได้ที่พรรคประชาธิปัตย์จะพร้อมให้การสนับสนุน

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เนื้อค่อนข้างหอม เพราะเมื่อย้อนกลับไปดูสถิติการเลือกตั้ง 4 ครั้งหลังสุด พรรคประชาธิปัตย์เป็นรองเพียงแค่พรรคเพื่อไทย หรือเรียกว่าเป็นอันดับสองตลอดกาล ซึ่งเป็นตัวชี้วัดให้เห็นในด้านหนึ่งว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงแน่นพอสมควร

อย่าได้แปลกใจว่าทำไมเมื่อไม่นานมานี้ ถึงมีข่าวหลุดออกมาว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังถูกตามจีบจากพรรคพลังประชารัฐ

พรรคพลังประชารัฐเองก็รู้ดีว่าถ้าจะให้ตัวเองยืนอยู่เป็นรัฐบาลได้ ต้องมีเสียงมากกว่า 250 เสียง เพื่อทำงานในสภาให้ราบรื่น จึงต้องพยายามดึงเสียงของพรรคการเมืองใหญ่เข้ามาร่วม

แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธไม่อยากไปเจอหน้านายกฯ ในวันที่ 7 ธ.ค. ย่อมมีผลต่อการตั้งรัฐบาลในอนาคต เว้นเสียแต่พรรคพลังประชารัฐจะชนะแบบแลนด์สไลด์และไม่ต้องง้อพรรคใดให้มาร่วมรัฐบาล

‘บิ๊กตู่’จัดหนักปีใหม่ เติมความสุขปูพรมรับเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/573012

  • วันที่ 06 ธ.ค. 2561 เวลา 07:53 น.

'บิ๊กตู่'จัดหนักปีใหม่ เติมความสุขปูพรมรับเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เตรียมนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง อย่างเป็นทางการหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกำหนดนัดพรรคการเมืองหารือเพื่อปลอดล็อก คำสั่งเปิดทางให้แต่ละพรรคทำกิจกรรมทางการเมืองและหาเสียงได้อย่างอิสระตามกรอบของกฎหมายและระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

สอดรับกับท่าทีความพร้อมของแต่ละพรรคการเมืองที่เตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้ง หลังถูกแช่แข็งมานานกว่า 4 ปี อีกทั้งยังต้องกลับมารับเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่การหาสมาชิกพรรคและระบบเลือกตั้งใหม่ที่บัตรเดียวชี้ขาดทั้ง สส.เขตและนำมาคำนวณเป็นสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อ

ท่ามกลางมรสุมทั้ง “พลังดูด” และการกำหนดเขตเลือกตั้งใหม่ที่ว่ากันว่าเอื้อประโยชน์ให้กับบางพรรคการเมือง ยิ่งซ้ำเติมให้แต่ละพรรคการเมืองที่ไม่ได้ทำกิจกรรมทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่มานานต้องอ่อนแอลงจากในอดีตเป็นอย่างมาก

สวนทางจากพรรคพลังประชารัฐเวลานี้ดูจะเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเป้าหมายการผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 เมื่อล่าสุด  สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคประกาศว่าจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นอันดับ 1 ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรค

นอกจากบรรดาว่าที่ผู้สมัครที่ไหลเข้าพรรคอย่างต่อเนื่องด้วยการประสานงานของกลุ่มสามมิตรแล้ว อีกความได้เปรียบของพรรคพลังประชารัฐอยู่ที่การเชื่อมโยงอำนาจรัฐของรัฐบาลและอำนาจพิเศษของ คสช.ที่ว่ากันว่าล้วนแต่ส่งผลต่อคะแนนเลือกตั้งไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

เบื้องต้นแค่การเร่งสร้างคะแนนนิยม พล.อ.ประยุทธ์ ผ่านทางรัฐบาล คสช. ก็ดูจะออกตัวไปล่วงหน้าไปไกลในขณะที่พรรคการเมืองยังมีข้อจำกัดไม่อาจเคลื่อนไหวตามคำสั่งของ คสช.

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ชิมลางด้วยการลงพื้นที่จัดประชุม ครม.นอกสถานที่ไปยังหัวเมืองหลักหัวเมืองรอง พร้อมกับอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการต่างๆ จนถูกมองว่าเป็นการหาเสียง ล่วงหน้า

ล่าสุดในช่วงเทศกาลปีใหม่ ครม.จัดหนักอัดแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนกลุ่มต่างๆ อย่างถ้วนหน้าเริ่มตั้งแต่การทุ่มงบ 8 หมื่นกว่าล้านบาท เพิ่มเติม 4 มาตรการ ช่วยเหลือ ผู้มีรายได้น้อย รวมงบประมาณ 38,730 ล้านบาท

ได้แก่ 1.มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า 230 บาท และค่าน้ำประปา 100 บาท เป็นเวลา 10 เดือน 2.เงิน 500 บาท ช่วงปลายปีแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3.เงินช่วยค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาล 1,000 บาท/คน และ 4.ค่าเช่าบ้าน 400 บาท/คน/เดือน ระหว่างเดือน ธ.ค. 2561-ก.ย. 2562

ต่อด้วยโครงการช็อปช่วยชาติด้วยมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ให้ผู้มีรายได้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าซื้อสินค้าตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2561-16 ม.ค. 2562 ไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท

คู่ขนานไปกับแต่ละกระทรวงที่ใช้โอกาสนี้อัดแพ็กเกจปีใหม่อย่างพร้อมเพรียงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำโครงการช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,800 บาท รายละ ไม่เกิน 15 ไร่ โดยเจ้าของสวนยางได้รับเงิน 1,100 บาท/ไร่ และคนกรีดยางได้รับ 700 บาท เป็นเวลา 10 เดือน รวมทั้งมีเงินช่วยเหลือให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มในอัตราไร่ละ 1,500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่

นอกจากนี้ยังอนุมัติเพิ่มค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) จากเดิมที่เคยได้รับ 600 บาท เพิ่มเป็น 1,000 บาท ซึ่งปัจจุบัน มี อสม.ทั่วประเทศ 1,054,729 คน และอนุมัติวงเงิน 763 ล้านบาท เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขปัญหา ซื้ออุปกรณ์ที่ ทันสมัยให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลประมาณ 1,000 แห่ง

กระทรวงมหาดไทยมี 22 โครงการ เป็นโครงการบำบัดทุกข์ 9 โครงการ และบำรุงสุข 13 โครงการ เช่น ร้องเรียนร้องทุกข์ผ่านแอพพลิเคชั่น MOI 1567 คลายทุกข์ด้านที่ดิน บริการจดทะเบียนตามนัด แจกแบบบ้าน 7 แบบ ชุมชนปลอดภัยใช้ไฟฟ้า และบริการซ่อมประปาฟรี เดือน ธ.ค. 2561-ม.ค. 2562

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีกิจกรรมยกเว้นค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ กิจกรรมดูดาวฟรี สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก กระทรวงยุติธรรม มี 27 โครงการ เช่น การลดภาระค่าใช้จ่ายและช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงความยุติธรรม การบริการงานยุติธรรมช่วงเทศกาลปีใหม่

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  มอบบ้าน สร้างชุมชนไทยทุกคนมั่นคง  เข้มแข็ง 2,562 หลัง โดยมอบบ้านมั่นคง 1,096 หลัง มอบบ้านพอเพียงชนบท 1,254 หลัง และมอบบ้านริมคลอง 212 หลัง และ Easy Home ซื้อง่าย จ่ายสบาย โดยการเคหะแห่งชาติ

กระทรวงพาณิชย์เสนอโครงการ New Year Grand Sale ณ ห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ 1.35 หมื่นสาขา งานลดราคาสินค้าออนไลน์ thaitrade.com 30%  รับจดทะเบียนธุรกิจและหนังสือรับรอง ออกใบอนุญาตนอกเวลาราชการ

ในขณะที่ระยะหลัง พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มลงพื้นที่ถี่มากขึ้นไล่มาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ที่ จ.ชัยภูมิ พร้อมเปิดโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุง ก่อนมีแผนจะจัดการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.บึงกาฬ และหนองคาย ในระหว่างวันที่ 12-13 ธ.ค. 2561 นี้ต่อไป

ทั้งหมดดูจะสอดรับกันอย่างเป็นระบบเพื่อหวังผลกับเดิมพันทางการเมืองครั้งสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะชี้ขาดกันในวันเลือกตั้งที่ 24 ก.พ. 2562

สมัครสว.ไม่ถึงเป้า แต่เข้าทางปืนคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572948

  • วันที่ 05 ธ.ค. 2561 เวลา 10:15 น.

สมัครสว.ไม่ถึงเป้า แต่เข้าทางปืนคสช.

การสรรหาสมาชิกวุฒิสภามีความสำคัญเทียบเท่าการเลือกตั้งสส. เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยชี้ชะตาอนาคตการเมืองไทย

******************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้ง สส.ที่กำลังเดินหน้าไปขณะนี้นั้นอีกด้านหนึ่งการสรรหา สว.ก็กำลังเป็นไปอย่างเข้มข้นเหมือนกัน ภายหลังเพิ่งปิดการรับสมัคร สว.อย่างเป็นทางการไปเมื่อไม่นานมานี้

สำหรับยอดผู้สมัคร สว.มีทั้งสิ้น 7,210 คน แบ่งเป็น การสมัครโดยยื่นใบสมัครด้วยตนเอง มีจำนวน 6,705 คน และสมัครโดยยื่นใบสมัครด้วยตนเองพร้อมแสดงหนังสือแนะนำชื่อผู้สมัครจากองค์กร มีจำนวน 505 คน

จากตัวเลขที่ออกมา ต้องถือว่าจำนวนผู้สมัครต่ำกว่าเป้าไปพอสมควร จากเดิมที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งเป้าจำนวนผู้สมัครไว้ประมาณ 1 แสนคน ตามขั้นตอนจะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกในระดับอำเภอ จังหวัดและประเทศต่อไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้จำนวนผู้สมัคร สว.ไม่เข้าเป้ามาจากระบบการคัดเลือกที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

กล่าวคือ ผู้สมัครต้องเลือกกันให้ได้ 200 คน จากนั้น กกต.จะส่งให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกให้เหลือ 50 คน เพื่อเป็น สว.ต่อไป ซึ่งการให้ คสช.เป็นคนเลือกสุดท้ายนั้นต้องยอมรับว่าถ้าใครไม่มีท่อต่อที่เชื่อมไปถึง คสช. โอกาสที่จะได้เป็น สว.นั้นก็ริบหรี่พอสมควร แม้ตนเองจะมีความรู้ความสามารถเท่าใดก็ตาม

นอกจากนี้ คนจำนวนไม่น้อยก็ไม่อยากจะได้รับการขึ้นชื่อว่าเป็น “สว.ลากตั้ง” ซึ่งเป็นวาทกรรมที่เคยมีการโจมตีกันมาก่อนหน้านี้

จึงไม่แปลกที่ผลการสมัคร สว.จะมียอดต่ำกว่าเป้า จนก่อให้เกิดคำถามว่างบประมาณกว่า 1,300 ล้านบาท จะคุ้มค่าหรือไม่

แต่ภายใต้ยอดผู้สมัครที่ต่ำกว่าเป้าไปหลายเท่าตัวนั้น อีกด้านหนึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อ คสช.อย่างมีนัยสำคัญด้วย

ระบบการได้มาซึ่ง สว.ก่อนที่จะมีหน้าตาอย่างที่เห็นอยู่ในรัฐธรรมนูญทุกวันนี้ ผ่านการตัดแปะของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ คสช.พอสมควร

เดิม กรธ.ไม่ต้องการให้การเลือก สว.เป็นเรื่องที่ให้ผู้สมัครเลือกกันเอง เพื่อสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยตั้งเป้าว่าจะได้ สว.ที่มีฐานเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง ป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหา “สว.ลากตั้ง” เหมือนในอดีต

แต่ปรากฎว่าทั้ง คสช.และ สนช.ในขั้นตอนของการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ได้ศัลยกรรมจนทำให้ สว.มีที่มาสองทางและให้ คสช.เป็นผู้ตัดสินว่าควรจะให้ใครเป็น สว.ในขั้นตอนสุดท้าย

อย่างไรก็ดี ตัวเลข 7,200 คนที่ออกมา ย่อมเป็นที่พอใจกับ คสช.ในแง่หนึ่งเช่นกัน เนื่องจากน่าจะเกิดการบล็อกโหวตได้ยากจากกลุ่มการเมืองที่อาจส่งคนเข้ามาเพื่อหวังเป็น สว. ซึ่งจะช่วยให้ คสช.รู้จักหัวนอนปลายเท้าของแต่ละคนได้มากขึ้น เพื่อใช้เป็นต้นทุนในการเลือก สว.ต่อไป

ขณะเดียวกัน เหตุผลสำคัญที่ทำให้ คสช.ต้องหันมาใส่ใจและพิถีพิถันกับการเลือก สว.เป็นพิเศษ คงหนีไม่พ้นการเข้ามาทำหน้าที่ในระยะเปลี่ยนผ่าน

วุฒิสภา 250 คนในอนาคตที่มาจาก คสช. จะมีความสำคัญต่อ คสช.เป็นอย่างมาก ไม่ว่าที่สุดแล้วพรรคพลังประชารัฐจะชนะเลือกตั้งและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะได้เป็นนายกฯ อีกสมัยหรือไม่

ถ้าพรรคพลังประชารัฐ สว.จำนวน 250 คนจะไม่ต่างอะไรกับพรรค การเมืองที่จะเป็นเสียงข้างมากในการช่วยให้รัฐบาลพรรคพลังประชารัฐมีเสียงข้างมากล้นสภา เพื่อออกกฎหมายและฝ่าด่านขวากหนามของฝ่ายค้านไปได้อย่างไม่ยากเย็น

หรือทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านในกรณีพรรคการเมืองที่ไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐเข้ามาเป็นรัฐบาล เพื่อที่อย่างน้อย วุฒิสภาที่ คสช.เลือกเข้ามานั้นจะเป็นหลักประกันระดับหนึ่งว่าการปฏิรูปประเทศและแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ คสช.วางรากฐานเอาไว้น่าจะอยู่กับประเทศไทยไปอีกนานพอสมควร

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การสรรหา สว.เริ่มมีความคึกคักทั้งสองช่องทาง ทั้งช่องทางของการเลือกกันของผู้สมัครและการสรรหาโดยตรงของ คสช.

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ สว.ที่จะมาจากการสรรหาของ คสช.โดยตรงจำนวน 250 คนที่เวลาเริ่มมีการขยับอย่างเห็นได้ชัด ดังที่ปรากฎความเคลื่อนไหวของ สนช.ในการจัดสรรโควตาว่าใครสมควรที่ผ่านรอบแรกเพื่อส่งชื่อไปให้ คสช.เลือก

“ถ้าพูดถึงประสบการณ์ก็ถือว่า สนช.ชุดที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่นี้ มีประสบการณ์การทำงานด้านนิติบัญญัติพร้อม และมีความขยันขันแข็งที่จะปฏิบัติงานด้านนิติบัญญัติได้”

เป็นท่าทีจาก “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. แม้จะยืนยันว่า สนช.ไม่ได้มีการขอตำแหน่ง สว. แต่ก็ยอมรับว่า สนช.หลายคนมีคุณสมบัติเหมาะสม

การเลือก สว.เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดทิศทางการเมืองที่สำคัญ เพราะจะเป็นหน้าตาของวุฒิสภาที่จะออกมาให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นนั้นจะเป็นกระจกสะท้อนว่า คสช.กำลังคิดอ่านทางการเมืองอย่างไร

เพราะฉะนั้น การสรรหาวุฒิสภาจึงมีความสำคัญเทียบเท่ากับการเลือกตั้ง สส.ที่คนไทยรอคอยทั้งประเทศ เนื่องจากอนาคตการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่การทำหน้าที่ของวุฒิสภาด้วย

ทุกอย่างพร้อม “บิ๊กตู่” เปิดหน้าลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572929

  • วันที่ 04 ธ.ค. 2561 เวลา 20:27 น.

ทุกอย่างพร้อม "บิ๊กตู่" เปิดหน้าลุย

การเปิดหน้าสู่การเมืองของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นับจากนี้ ย่อมต้องเผชิญกับแรงเสียดทานที่เพิ่มมากขึ้น

************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

สถานการณ์ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนเป็นครั้งแรกว่าพรรคพลังประชารัฐจะเสนอรายชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นแคนดิเดตนายกอันดับ 1 ของพรรคแน่นอน ส่วนรายละเอียดจะไปหารือกันอีกครั้ง

นี่จึงถือเป็นการเปิดหน้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัว ด้วยจังหวะเวลาที่ถือว่าสุกงอม จนเริ่มเห็นทิศทางข้างหน้าว่าจะเดินต่อไปอย่างไรท่ามกลาง “โอกาส” ที่ค่อยๆ ดูเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

หากจำได้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แต่บ่ายเบี่ยงถึงอนาคตการเมือง ระบุเพียงแต่ต้องรอให้พรรคการเมืองประสานมาว่าจะขอให้อยู่ในบัญชีเสนอชื่อเป็นนายกฯ ของพรรคการเมือง เวลานี้ยังไม่มีการติดต่อมา ถ้ามีติดต่อมาจะพิจารณาอีกทีว่าเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่

ทางเลือกที่เหลืออยู่ในเวลานี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเหลืออยู่ไม่มาก และสุดท้ายคงเป็นไปอย่างที่คาดการณ์คือการต้องตัดสินใจรับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้กับพรรคพลังประชารัฐ

ด้วยจังหวะเวลาที่ใกล้จะปลดล็อกการเมืองเต็มที เบื้องต้นตามกำหนดการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ ได้นัดหารือกับพรรคการเมืองรอบสุดท้ายในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ เพื่อเตรียมตัวปลดล็อกเดินหน้าการเมืองสู่โหมดเลือกตั้งเต็มรูปแบบซึ่งจะเปิดให้มีการหาเสียงได้อย่างอิสระ

ยิ่งหากพิจารณาเส้นทางสู่ถนนการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นว่าทุกอย่างได้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระบบรองรับการก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯ สมัยที่สอง

เริ่มตั้งแต่ความพร้อมของพรรคพลังประชารัฐที่มีความเข้มแข็งมากขึ้นหลังจากการเริ่มก่อตั้ง ด้วยการ “ไหลเข้า” จากบรรดาอดีต สส. พรรคการเมืองต่างๆ โดยได้กำลังสำคัญจาก “กลุ่มสามมิตร” มาเป็นกลไกขับเคลื่อนประสานงานจากอดีต สส.ภูมิภาคต่างๆ

ท่ามกลางแรงดูดที่หนักหน่วงต่อเนื่องจนถึงขั้นมีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม อันจะเป็นชนวนนำการเมืองไปสู่วังวนปัญหาและทำลายกระบวนการปฏิรูปที่สู้อุตส่าห์ทำมาตลอด 4-5 ปี

ล่าสุดในการลงพื้นที่ภาคอีสานของแกนนำ พปชร. สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสาน ระบุว่า จากการลงสำรวจความเห็นของชาวบ้านในภาคอีสาน ส่วนใหญ่มีความชื่นชอบในนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องบัตรสวัสดิการและนโยบายอื่นๆ ที่รัฐประกาศออกมา มาถึงวันนี้พรรรคพลังประชารัฐ เชื่อมั่นว่าผู้สมัคร สส.​ของพรรค จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเกิน 50 คนอย่างแน่นอน

ในส่วนของคะแนนนิยมหากย้อนดูนโยบายช่วงหลังๆ ของรัฐบาล จะเห็นการเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเรียกคะแนนนิยมแบบลดแลกแจกแถมจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเดินตามรอยประชานิยมที่รัฐบาลเคยออกมาถล่มก่อนหน้านี้

สำหรับแพ็กเกจล่าสุดมีทั้งการเพิ่มเบี้ยยังชีพสูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ​ 3.5 ล้านคน ให้ได้รับเพิ่มเท่ากันทั้งหมดคนละ 1,000 บาท/เดือน จากปัจจุบันที่มีการจ่ายแบบขั้นบันไดอายุไล่มาตั้งแต่ 600-1,000 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

ต่อเนื่องด้วยมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ทั้งบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา (มีผลตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2561 ถึงเดือน ก.ย. 2562 ระยะเวลา 10 เดือน) ค่าไฟฟ้า ให้ใช้ไฟฟ้าในวงเงิน 230 บาท/ครัวเรือน/เดือน ค่าน้ำประปา ให้ใช้น้ำประปาในวงเงิน 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน

มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงปลายปี 500 บาท/คน มาตรการช่วยเหลือค่าเดินทางไปรับการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย จำนวน 1,000 บาท/คน มาตรการช่วยเหลือค่าเช่าบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย 400 บาท/คน/เดือน

ต่อเนื่องด้วย​ของขวัญวันตรุษจีนด้วยโครงการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อส่งเสริมระบบการชำระเงิน หรืออี-เพย์เมนต์ จะทำเป็นมาตรการระยะสั้น 15 วัน โดยจะคืนแวตให้ 5% สำหรับการใช้จ่ายไม่เกิน 2 หมื่นบาท ได้ทุกสินค้ายกเว้นเหล้า เบียร์ บุหรี่ หรือสินค้าบาปทุกชนิด จะได้คืนภาษีสูงสุด 1,000 บาท

ไม่เว้นแม้แต่การแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ออกมานั้นยังถูกถล่มถึง​เบื้องหน้าเบื้องหลังว่าเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษหรือไม่ จนกระทบไปถึงความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระที่ดูแลจัดการเลือกตั้ง

ปัญหาอยู่เพียงแค่การเปิดหน้าสู่การเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ นับจากนี้ ย่อมต้องเผชิญกับแรงเสียดทานที่มากขึ้นทั้งในแง่คำวิพากษ์วิจารณ์ การบริหารราชการที่ผ่านมา เงื่อนงำการสืบทอดอำนาจ โดยเฉพาะหลังปลดล็อกการเมือง และช่วงหาเสียงนับจกนี้

ยังไม่รวมกับข้อกฎหมาย มาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เขียนไว้ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใด ซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์​ ซึ่งไม่ใช่สมาชิก ต้องระมัดระวังตัวเองไม่ให้แสดงความคิดความเห็นใดๆ ที่จะถูกเชื่อมโยงได้ว่าสามารถควบคุม ชี้นำ ครอบงำ พรรคการเมืองนั้นๆ ได้

รวมทั้งการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้า คสช.นับจากนี้ที่จะต้องระมัดระวังเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอันจะเป็นเงื่อนปมให้ถูกร้องเรียนต่อไป หลังจากเปิดหน้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัว

แบ่งเขตเลือกตั้ง ชนวนเดือดรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572814

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 19:18 น.

แบ่งเขตเลือกตั้ง ชนวนเดือดรอบใหม่

การทำงานของกกต.ในยุครัฐบาลคสช.นั้น ถูกเพ่งเล็งมากกว่าปกติยิ่งกว่า กกต.ในอดีต

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เกือบจะ 100% แล้วสำหรับทิศทางและกลไกที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง สส.ครั้งแรกของประเทศไทยในรอบ 5 ปี ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ได้ออกประกาศแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 เขตอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา

การประกาศดังกล่าวทำให้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนพอสมควรแล้วว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ค่อนข้างแน่นอนแล้ว เหลือเพียงแต่รอความชัดเจนจากรัฐบาลในการจัดทำพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้งเท่านั้น จากเดิมที่หลายฝ่ายเกิดอาการผวาว่าการเลือกตั้งของไทยจะต้องเจอโรคเลื่อนไปอีกรอบ

ต้องยอมรับว่าการทำงานของ กกต.ชุดนี้ ถูกจับตามองจากแต่ละฝ่ายอย่างใกล้ชิดทั้งในลักษณะของการให้กำลังใจและจ้องจับผิดไปในคราวเดียวกันว่า กกต.ชุดนี้จะทำงานด้วยความเป็นกลางหรือไม่ เนื่องจาก กกต.เข้ามาโดยมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)

กกต.ก็รู้ถึงสถานการณ์ตรงนี้เป็นอย่างดี จึงพยายามหลบเลี่ยงการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ คสช.มากนัก แต่จนแล้วจนรอดก็หนีไม่พ้นจนได้ภายหลัง คสช.ใช้มาตรา 44 เพื่อคุ้มครองการทำงานของ กกต.ในการแบ่งเขตเลือกตั้งที่ให้ถือว่าการทำงานของ กกต.เป็นที่สุด

การแบ่งเขตเลือกตั้งของ กกต.ก่อนที่จะประกาศออกได้เมื่อวันที่ 29 พ.ย. ต้องปะทะกับกระแสวิจารณ์พอสมควร ด้วยเหตุที่ กกต.ควรต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. เพื่อให้พรรคการเมืองมีเวลาเตรียมตัวหาผู้สมัครได้ทัน

แต่กลายเป็นว่ามีตอใหญ่ปักหลักขวางกลางลำน้ำอยู่ ทำให้ กกต.ทำงานต่อไปลำบาก จนกระทั่ง คสช.ต้องเข้ามาอุ้ม กกต.ให้ทำงานจนแล้วเสร็จ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นความปรารถนาดีของ คสช. แต่ภาระสุดท้ายกลับไปตกที่ กกต.เข้าอย่างจัง เนื่องจากนับจากนั้นเป็นต้นมา กกต.ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานเรื่องความเป็นกลางขึ้นมาทันที

ต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ คสช.และรัฐบาลเองก็มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ไม่น้อย กล่าวคือมีรัฐมนตรีในรัฐบาลถึง 4 คน เข้าไปร่วมทำงานกับพรรคพลังประชารัฐ อีกทั้งก็เป็นที่ทราบกันดีว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คือ คนเดียวในดวงใจของพรรคพลังประชารัฐที่จะเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ

จึงไม่แปลกที่ กกต.ต้องถูกเพ่งเล็ง มากกว่าปกติยิ่งกว่า กกต.ในอดีต

มาถึงตอนนี้ดูเหมือนว่า กกต.กำลังตกที่นั่งลำบากพอสมควร หลังจากการแบ่งเขตเลือกตั้งเพิ่งเสร็จสิ้นไป เพราะหลายพรรคการเมืองต่างมองตรงกันว่าการลากเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งนี้มีความเทาๆ อยู่พอสมควร อย่างเช่น ในกรณีของ จ.สุโขทัย ที่มีความน่าสงสัยอย่างเห็นได้ชัด

“จำนวนประชากรแบบเก่ากับแบบใหม่อาจใกล้เคียงกัน แต่พื้นที่เขตเลือกตั้งในเขต 2 ระหว่าง อ.บ้านด่าน ลานหอย กับทุ่งเสลี่ยม มันติดกันตรงไหนครับ มีส่วนติดกันอยู่แค่ประมาณ 500 เมตร ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ที่ว่าพื้นที่เลือกตั้งในแต่ละเขตต้องติดต่อใกล้ชิดกัน มันติดต่อใกล้ชิดกันตรงไหน” การตั้งข้อสังเกตของ สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล อดีต สส.สุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์

เช่นเดียวกับ พรรคเพื่อไทย ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นว่ามีความไม่ชอบมาพากลอย่างเห็นได้ชัด

“แสดงให้เห็นว่าข้อกังวลเรื่องการจัดการเลือกตั้งที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองบางพรรคนั้นมีอยู่จริง การแบ่งเขตเลือกตั้งที่ประกาศออกมาประมาณ 20-30% นั้นมีผลสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่นอกเหนือจากกฎเกณฑ์เดิม โดยเฉพาะบางเขตถูกแบ่งเป็น 4-5 ส่วน เช่น เขตเลือกตั้งในโคราช สุโขทัย อุบลราชธานี เป็นต้น” คำวิจารณ์จาก ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย

ในส่วนของรัฐบาลยังพยายามสงวนท่าทีต่อเสียงวิจารณ์เรื่องนี้พอสมควร ด้วยการอ้างว่าการเปลี่ยนแปลงของเขตเลือกตั้งย่อมเป็นไปตามจำนวนประชาชนที่เพิ่มขึ้นและลดลงในแต่ละปี โดยไม่ได้มีนัยทางการเมืองแต่อย่างใด

การแบ่งเขตเลือกตั้งที่ออกมาปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเมืองเริ่มร้อนขึ้นมาทันที โดยเฉพาะความโปร่งใสของการจัดเลือกตั้ง

ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อประมาณ 60 ปีที่แล้ว คือ วันที่ 26 ก.พ. 2500 โดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศว่าจะจัดการเลือกตั้งด้วยความโปร่งใส ปรากฏว่ามีการใช้อำนาจรัฐและบังคับข้าราชการให้มาสนับสนุนรัฐบาล เพื่อหวังให้รัฐบาลได้รับชัยชนะและอยู่ในอำนาจต่อไป จนได้รับการเรียกขานว่า “การเลือกตั้งสกปรก”

แต่ต่อมาได้เกิดเหตุการณ์ประท้วงผลการเลือกตั้ง ซึ่งนำโดยกลุ่มนักศึกษานำมาซึ่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้การชุมนุมประท้วงและการสร้างแรงกดดันรัฐบาลจะไม่ได้ถึงจุดแตกหัก แต่ก็เหมือนเป็นคลื่นใต้น้ำ เนื่องจากเวลานั้นเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างมาก ก่อนที่จะมีการรัฐประหารอีกในวันที่ 16 ก.ย. 2500 ภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์ ในเวลาต่อมา

บทเรียนในอดีตจากคนรุ่นก่อนมีให้เห็นแล้ว แต่ดูเหมือนว่าผู้มีอำนาจในปัจจุบันจะพยายามลืมๆ มันไป

ดังนั้น เมื่อกลัดกระดุมเม็ดแรกตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว แทบไม่อยากนึกเลยว่าปลายทางจะเป็นอย่างไรต่อไป

126 เสียงเป็นนายกฯ ได้ แต่ไม่มีทางไปรอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572726

  • วันที่ 03 ธ.ค. 2561 เวลา 07:46 น.

126 เสียงเป็นนายกฯ ได้ แต่ไม่มีทางไปรอด

ความเห็นจาก “ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” ที่วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองนับจากนี้ไปจะมีทิศทางอย่างไร

***************************************

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งเต็มตัว ภายหลังความชัดเจนเริ่มปรากฏขึ้นเป็นระยะ ซึ่งพรรคการเมืองเองก็พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างเต็มที่ ด้วยการปรับตัวเองให้กับกติกาที่เปลี่ยนไปตามรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการเกิดขึ้นมาของพรรคการเมืองใหม่ๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีของพรรคพลังประชารัฐ

จึงเป็นโอกาสอันดีที่โพสต์ทูเดย์ได้สนทนากับ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นว่านับจากนี้ไปจะมีทิศทางอย่างไรต่อไป

ก่อนอื่น อาจารย์ปริญญา มีมุมมองถึงผลกระทบที่พรรคการเมืองและประชาชนได้รับจากระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญไว้อย่างสนใจ

“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนคือ จากเดิมประชาชนมีสองคะแนน คะแนนหนึ่งเลือก สส.เขต อีกคะแนนเลือก สส.บัญชีรายชื่อ หรือเลือกพรรค แต่ตอนนี้แม้ว่าจะยังมี สส.แบบบัญชีรายชื่อ แต่ไม่มีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่ออีกต่อไปแล้ว โดยระบบเลือกตั้งใหม่จะเอาคะแนนแบบแบ่งเขตทั้งประเทศของแต่ละพรรคมาคิดที่นั่งทั้งสภา แล้วเอา สส.แบ่งเขตที่แต่ละพรรคได้หักไปที่เหลือคือ สส.บัญชีรายชื่อ”

“ผลที่เกิดกับประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ คือ ถ้าพรรคการเมืองต้องการ สส.บัญชีรายชื่อ ก็ต้องส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต ทำให้จะเกิดการส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต ทั้งๆ ที่ไม่มีหวังว่าจะชนะ ดังนั้นในคราวนี้จะมีผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”

“แล้ว พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ยังกำหนดให้ผู้สมัครในแต่ละเขตของพรรคการเมืองเป็นคนละเบอร์กัน ความยากของประชาชนคือ หนึ่ง ถ้าประชาชนอยากจะเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.บัญชีรายชื่อคนละพรรค จะทำไม่ได้อีกต่อไป และสอง ผู้สมัครแบบแบ่งเขตที่มากขึ้น แต่พรรคเดียวกันเป็นคนละเบอร์กัน ทำให้ประชาชนเลือกยากขึ้น”

การที่มีผู้สมัครเยอะก็น่าจะเป็นโอกาสให้ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้นเหมือนกับการเลือกซื้อสินค้า อาจารย์ปริญญา เห็นแย้งว่า “ปัญหามันยากตรงที่ว่าสินค้ามีให้เลือกเยอะ แต่มีวัตถุประสงค์ใช้งานคนละอย่างกัน เดิมผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจะมีมากหรือน้อยก็ต่างหวังจะชนะการเลือกตั้งทั้งนั้น แต่คราวนี้ผู้สมัครจำนวนมากไม่ได้หวังชนะ แต่พรรคส่งมาลงเพราะหวังจะได้คะแนนมาคิดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ”

“การให้ประชาชนเหลือเพียงคะแนนเดียว ทำให้ประชาชนตัดสินใจยากขึ้น ไม่ได้ทำให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้นเหมือนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ว่าเอาไว้ มันจะยากขึ้น เพราะตอนมีสองคะแนนมันแบ่งได้ แต่มีคะแนนเดียวมันแบ่งไม่ได้ระหว่าง สส.แบบแบ่งเขต กับ สส.บัญชีรายชื่อ แล้วปัญหาคือถ้าชอบคนละพรรคกัน ประชาชนจะตัดสินใจเลือกอย่างไรล่ะครับ”

ส่วนผลกระทบต่อพรรคการเมือง อาจารย์ปริญญา แสดงความคิดเห็นว่า ย้อนกลับไปดูผลการเลือกตั้ง 4 ครั้ง ล่าสุด พบว่าพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดสองพรรคจะได้คะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้งน้อยกว่าคะแนนบัญชีรายชื่อเสมอ ที่เป็นเช่นนี้เพราะในพื้นที่จะมีผู้สมัครของพรรคขนาดกลางมาแบ่งคะแนนไป เช่น จ.สุพรรณบุรี ชลบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ เป็นต้น ดังนั้น เมื่อเอาคะแนนแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาคิดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ ผลคือพรรคใหญ่จะได้ สส.น้อยลงกว่าเดิม

“พรรคการเมืองใหญ่จึงมีการวางยุทธศาสตร์กันใหม่ ที่แตกตัวออกมาเป็นหลายพรรค เพราะคิดว่าส่งได้แค่คนเดียวในแต่ละเขตก็ได้คะแนนเอามาคิดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อแค่คะแนนเดียว ถ้าแบ่งเป็นหลายพรรคก็จะได้หลายคะแนนที่จะเอามาคิดที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ แล้วค่อยมารวมกันใหม่ในอนาคต”

“เหมือนกับในหมู่บ้านหนึ่งมีบ้าน 10 หลัง บ้านที่เคยได้อาหารมากที่สุด พบว่าระบบใหม่จะทำให้บ้านตัวเองได้อาหารน้อยลง เขาเลยคุยกันว่าควรแบ่งบ้านออกมาหลายหลัง เพื่อให้อาหารเท่าเดิม”

ขณะที่เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลหลังจากการเลือกตั้ง อาจารย์ปริญญา มีทัศนะว่าขึ้นอยู่กับ คสช.ว่าจะเอาอย่างไร และขึ้นกับจำนวนเสียง สส.ของพรรคการเมืองที่จะได้

“บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญให้การเลือกนายกรัฐมนตรีทำในที่ประชุมร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยต้องมีมติเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภา คือ 376 เสียง คสช.มีเสียง สว. 250 คน ก็ต้องการเสียง สส.แค่ 126 เสียงเท่านั้น ซึ่งพรรคขนาดกลางจำนวนหนึ่งก็ได้แล้ว โดยไม่ต้องสนใจพรรคการเมืองใหญ่เลย นี่ก็น่าคิดว่าเป็นเหตุผลหรือไม่ที่ระบบเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองขนาดกลางจะได้ สส.มากขึ้น”

“แต่การเป็นนายกฯ โดยมีเสียง สส.แค่ 126 คน ผมไม่คิดว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ ต่อให้มีเสียง สว.รอยกมือเอกฉันท์ แต่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นต้องส่งเข้าสภาผู้แทนก่อน รวมถึงร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ดังนั้น แม้ว่าตัวเลขขั้นต่ำที่จะเป็นนายกฯ คือ แค่ สส. 126 เสียง แต่ถ้าจะให้อยู่ได้ต้องมี สส.อย่างน้อยครึ่งหนึ่งคือ 250 คน”

“ปัญหาคือลำพังเพียงพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กรวมกันไม่มีทางถึง 250 คะแนน เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้ง 4 ครั้ง พรรคใหญ่สองพรรครวมกันเกินครึ่งเสมอ แปลว่าจะต้องได้พรรคใหญ่พรรคหนึ่งพรรคใดมาร่วมด้วย จึงจะได้รัฐบาลที่มีเสียง สส.เกิน 250 เสียง ผมถามว่าพรรคเพื่อไทยจะมาหรือไม่ คสช.ก็คงวิเคราะห์ออกว่าถ้าต้องการได้รัฐบาล 250 เสียง ก็คงต้องเอาพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมด้วย แต่พรรคประชาธิปัตย์จะมาหรือไม่ ก็คงดูกันต่อไป”

ในเชิงบทสรุปของการเมืองไทย อาจารย์ปริญญา คิดว่า สุดท้ายแล้วการเมืองข้างหน้าจะเป็นอย่างไรอยู่ที่คนคนเดียวคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากจะเป็นนายกฯ ต่อหรือไม่ ถ้าต้องการเป็นนายกฯ ต่อ เกมการเมืองจะไปทางหนึ่ง คือต้องรวบรวมเสียง สส.ให้ได้ถึง 250 คน ไม่ใช่แค่ 126 คน ซึ่งทางเดียวที่จะรวบรวม สส.ถึง 250 คนได้ คือต้องได้พรรคใหญ่ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมรัฐบาลด้วย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะมาร่วมด้วยได้ พรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคอะไรก็แล้วแต่ที่จะมีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นว่าที่นายกฯ จะต้องได้ สส.มากที่สุด คือมากกว่าเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ซึ่งก็ไม่ง่าย

ดังนั้น การที่ พล.อ.ประยุทธ์ หรือ คสช.คนอื่นประสงค์จะเป็นนายกฯ ต่อ จะมีผลไปถึงการเลือก สว.ด้วย เพราะ สว. คือ เสียงพื้นฐานที่ต้องได้ทุกเสียงก็ต้องเลือก สว.ในแบบที่มั่นใจว่าจะยกมือให้ตัวเองแน่ แต่ถ้าไม่คิดจะเป็นนายกฯ ต่อการเลือก สว.ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง คือ เลือกคนกลางๆ หรือคนที่เป็นตัวของตัวเองบ้างก็ได้ แต่พอให้คุมเสียงข้างมากได้ก็พอ เพื่อกดดันให้รัฐบาลทำตามยุทธศาสตร์ชาติ

“จากนี้ไปการเลือก สว.ของ คสช.จะถูกจับตามองว่าการเลือก สว.อย่างนี้เพราะอะไร ถ้า คสช.เป็นผู้มีส่วนได้เสียจากผลการเลือกตั้ง มันก็จะมีคำถามเข้าเยอะ เช่น ที่เลือกคนนี้เพราะต้องการให้คนนี้มาเลือกตัวเองให้เป็นนายกฯ ใช่หรือไม่ เป็นต้น คำถามพวกนี้มันจะเกิดขึ้น และมันไม่ดีต่อการเมืองไทยหลังเลือกตั้งในยุคเปลี่ยนผ่าน หาก คสช.ถอยออกมาเป็นผู้ดูแลให้กลับสู่ประชาธิปไตย ในฐานะผู้ดูแลความสงบเรียบร้อย น่าจะดีกว่าทั้งต่อ คสช.และต่อประเทศของเราครับ” อาจารย์ปริญญา สรุป