ชำแหละงบประมาณปี’61 กองทัพต้องแจงซื้ออาวุธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2560 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/511764

ชำแหละงบประมาณปี'61 กองทัพต้องแจงซื้ออาวุธ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้นัดประชุม สนช. วันที่ 31 ส.ค. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 วงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มี อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นประธาน ได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีงบประมาณจำนวน 6 รายการที่ได้รับงบประมาณเพิ่มเติม รวมเป็น 22,163,095,000 บาท ดังนี้

1.งบกลาง ได้รับเพิ่มเติมจำนวน 21,257,187,600 บาท วัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องดำเนินการและไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้

2.หน่วยงานรัฐสภา ได้รับเพิ่มเติมจำนวน 414,016,600 บาท แบ่งเป็น สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จำนวน 71,930,600 บาท เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนภารกิจของฝ่ายนิติบัญญัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 342,086,000 บาท เพื่อการก่อสร้างที่ทำการรัฐสภาแห่งใหม่และแก้ไขปัญหาอาคารสถานที่คับแคบไม่เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา และเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา

3.หน่วยงานของศาล คือ สำนักงานศาลปกครอง ได้รับเพิ่มเติมจำนวน 96,769,800 บาท วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดอย่างรวดเร็ว เยียวยาความเดือดร้อนเสียหายได้อย่างเหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นต่อการอำนวยความยุติธรรม

4.หน่วยงานอิสระของรัฐ จำนวน 385,841,400 บาท แบ่งเป็น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 241,155,900 บาท สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำนวน 61,534,000 บาท สำนักงานอัยการสูงสุด จำนวน 83,151,500 บาท

5.กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน คือ กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ได้รับเพิ่มเติมจำนวน 7,689,600 บาท

6.งบประมาณสำหรับแผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้รับเพิ่มเติมจำนวน 1,590,000 บาท

ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ยังได้มีการจัดทำข้อสังเกตเพื่อเสนอต่อที่ประชุม สนช. เกี่ยวกับภาพรวมการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ในหลายด้านเช่นกัน ดังนี้

การกำหนดเป้าหมายของกระทรวงและหน่วยงาน ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) และนโยบายสำคัญของรัฐ โดยจัดลำดับความสำคัญของภารกิจที่จะดำเนินการตามความสามารถในการตอบสนองเป้าหมายให้เกิดผลสัมฤทธิ์

หน่วยงานโดยเฉพาะองค์การมหาชนที่มีภารกิจ พันธกิจที่ซ้ำซ้อนกับส่วนราชการอื่นและไม่มีผลดำเนินงานที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาลได้แล้วขอให้พิจารณายุบเลิก เช่น องค์การมหาชนที่ดำเนินการด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยควรคัดเลือกเฉพาะหน่วยงานที่สามารถสนองนโยบายรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม สัมมนา ควรเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่ได้รับกับค่าใช้จ่าย ความเหมาะสมของจำนวนและคุณสมบัติผู้รับการอบรม ความประหยัด เช่น การใช้สถานที่ของทางราชการ ระยะเวลาการอบรม ควรรวมหลักสูตรที่มีลักษณะคล้ายกันไว้ด้วยกัน การให้ผู้รับการอบรมที่เป็นเอกชนสนับสนุนค่าใช้จ่าย เป็นต้น

กรมประชาสัมพันธ์ ควรมีการบูรณาการกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาช่องทางการสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้ประชาชนรับทราบข่าวสารข้อมูลภาครัฐที่ถูกต้องและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการบิดเบือนข่าวสาร และประเด็นอ่อนไหวต่างๆ รวมทั้งให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการนำเสนอข่าว โดยให้มีการดำเนินการในเชิงรุกมากขึ้น

กระทรวงกลาโหม ควรประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนทราบถึงความจำเป็นว่าเพราะเหตุใดกองทัพจะต้องมีการเตรียมความพร้อม โดยจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งควรมีการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับภัยคุกคามไซเบอร์และมีการบูรณาการภารกิจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาการผลิตกระสุน อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีทางการทหารที่กองทัพมีศักยภาพดำเนินการเองได้ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการนำผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับใช้ในภารกิจของกองทัพเพื่อประหยัดงบประมาณ

 

ยิ่งลักษณ์หนีคดี เข้าทาง คสช.ลากยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/511761

ยิ่งลักษณ์หนีคดี เข้าทาง คสช.ลากยาว

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ว่ากันว่าการตัดสินใจหลบหนีไม่มาฟังคำตัดสินคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์​ ชินวัตร เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา อาจเป็นทางออกที่ลงตัวที่สุดในสถานการณ์การเมืองเวลานี้ ​

ในมุมของยิ่งลักษณ์กับเส้นทางซึ่งผลของคดีที่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร การจะให้อดีตนายกฯ ต้องเอาตัวไปเสี่ยงกับการถูกคุมขังในช่วงระหว่างรออุทธรณ์ กรณีหากศาลตัดสินว่ามีความผิดไม่รอลงอาญาก็อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

สู้หลบหนีออกไปตั้งหลักเพื่อรอดูทิศทางลมแล้วค่อยคิดอ่านว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แม้ตามกฎหมายใหม่เมื่อตัดสินใจหลบหนีแล้วจะต้องหนีตลอดชีวิตก็ตาม

เพราะหากกรณีศาลตัดสินว่ามีความผิดและไม่ให้ประกันตัวเพราะกลัวว่าจะหลบหนี ยิ่งทำให้ประตูที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่บานต้องปิดตาย และยากจะหาช่องทางหลบหนียากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ​

ส่วนในกรณีที่หากศาลอ่านคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย. และปรากฏว่าไม่มีความผิดก็ยังมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตตามปกติในประเทศไทยได้อีกครั้ง ​

ส่วนในมุมของกระบวนการยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ค่าเสียหาย 3.57 หมื่นล้านบาท ไม่ว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ก็แทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ ซึ่งจากคำชี้แจงของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้จำแนกทรัพย์สินของยิ่งลักษณ์ไว้สองส่วน คือ

1.สังหาริมทรัพย์ ได้แก่ เงินฝากอยู่ในธนาคารต่างๆ ที่ตอนนี้ตรวจพบแล้วว่ามีอยู่ 10-20 บัญชี รวมแล้วเป็นจำนวนเงินไม่มากที่ถูกอายัดเพื่อไม่ให้มีการจำหน่ายจ่ายโอน แต่ยังไม่ถูกยึดมาเป็นของหลวง

2.อสังหาริมทรัพย์ คือที่ดิน บ้าน คอนโด ฯลฯ ประมาณ 37 รายการ กรมบังคับคดีได้ประสานงานกับกรมที่ดินเพื่อขออายัดฟรีซทรัพย์นั้นไว้เช่นกัน เพื่อไม่ให้มีการทำธุรกรรม จำหน่าย จ่ายโอน แต่ยังไม่ถูกยึดเข้ารัฐ และยังไม่ถูกนำมาขายทอดตลาด

ระหว่างนี้ ยิ่งลักษณ์ก็จะไม่ถูกรบกวนหรือดำเนินการใดๆ เพราะหลังจากมีกระแสข่าวว่ายิ่งลักษณ์เดินทางไปพบอดีตนายกฯ ทักษิณ​ ชินวัตร พี่ชาย ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสวัสดิภาพแล้ว

ยังปรากฏกระแสข่าวมีความพยายามยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัยในสหราชอาณาจักรต่อไป

ส่วนมุมมองจากฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การหลบหนีของยิ่งลักษณ์อาจช่วยลดความร้อนแรงทางการเมืองที่เริ่มกลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง ป้องกันไม่ให้ทุกอย่างบานปลายจนควบคุมได้ยาก

เมื่อระยะหลังปรากฏสัญญาณการออกมาปลุกมวลชนจากแกนนำเพื่อไทยและเสื้อแดงที่เคยเงียบเหงาให้กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง

หากปล่อยไว้อาจเป็นหัวเชื้อให้หยิบยกไปเป็นประเด็นเคลื่อนไหวในอนาคต ไม่ว่าผลคำพิพากษาจะออกมาอย่างไรก็ตาม

แต่ฝั่งที่ดูจะได้ประโยชน์จากการหลบหนีของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมหนีไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

จะมีก็เพียงแรงเสียดทานเล็กน้อย จากความผิดพลาดที่ปล่อยปละให้ผู้ต้องหาที่สังคมกำลังจับตาทั้งประเทศเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศได้อย่างไร้ร่องรอย

อันจะบั่นทอนความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพการทำงานทั้งด้านการข่าว​ หน่วยงานควบคุมดูแลการเข้าออกประเทศ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แต่สิ่งที่จะได้ตามมามากกว่าเมื่ออดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ หลบหนีออกนอกประเทศ คือเส้นทางตามโรดแมปที่ดูสดใสและชัดเจนขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา ​

เริ่มตั้งแต่แรงเสียดทานที่เคยรุมเร้ารัฐบาล และ คสช.​จะอ่อนกำลังลงไป เมื่อหัวขบวนต้องมาเผชิญชะตากรรมจนต้องหลบหนีคดีออกนอกประเทศ ทิศทางการเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะตามมาไม่มีความชอบธรรม

ต่างจากก่อนหน้านี้ที่เคยปลุกปั้นให้ยิ่งลักษณ์เป็นวีรสตรีที่ยืนหยัดต่อสู้​พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

การหลบหนีคดีจึงล้มล้างภาพที่เคยปลุกปั้นให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เป็นสัญลักษณ์ของความถูกต้อง ต่อสู้กับเผด็จการ ถึงขั้นเทียบเคียง อองซานซูจี ต้องพังทลายลงไปในพริบตา

การจะออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ที่ท้าทาย คสช. นับจากนี้ยากจะสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล คสช. ด้วยสถานะการหลบหนีไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนที่เคยยืนหยัดต่อสู้ในอดีต

เช่นเดียวกับเสถียรภาพภายในพรรคเพื่อไทย และเครือข่ายมวลชนคนเสื้อแดง ที่เคยมียิ่งลักษณ์เป็นหลักยึดหลอมรวมทุกฝ่ายไม่ให้กระสานซ่านเซ็นไปไหน

เมื่อขาดกุญแจสำคัญ โครงสร้างทั้งภายในและภายนอกพรรคจึงมีแต่จะอ่อนแอมากขึ้น อันจะกระทบต่อไปถึงฐานเสียง และผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2561

ที่สำคัญความอ่อนแอของพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นผลดีกับพรรคใดพรรคหนึ่งโดยตรง  แต่จะนำไปสู่สภาพเบี้ยหัวแตกของพรรคขนาดกลางและเล็ก ท่ามกลางแนวคิดดัน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ คนนอก

ทั้งหมดยิ่งทำให้เส้นทางตามโรดแมปดูจะทอดยาว ไกลจากเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ยิ่งลักษณ์หนีคดี เพื่อไทยระส่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2560 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/511565

ยิ่งลักษณ์หนีคดี เพื่อไทยระส่ำ

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

หนึ่งในจุดเปลี่ยนทางการเมืองสำคัญเวลานี้น่าจะอยู่ที่การตัดสินใจไม่เดินทางมารับฟังคำพิพากษาของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวเจ้าตัวได้เดินทางหลบหนีออกจากประเทศ

จากกระแสข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่า ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางไปประเทศกัมพูชาตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. โดยใช้ช่องทางธรรมชาติ ก่อนจะขึ้นเครื่องบินส่วนตัวเดินทางไปประเทศสิงคโปร์ในช่วงเวลา 21.00 น. เพื่อไปพบอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก่อนจะเดินทางต่อไปยังเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ในวันดังกล่าวทนายความได้ยื่นหนังสือแจ้งต่อศาลว่า อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน มีอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง และขอเลื่อนการฟังคำพิพากษา

แต่ศาลไม่อนุญาตและมีคำสั่งให้ออกหมายจับ พร้อมริบเงินประกันตัว 30 ล้านบาทนั้น เนื่องจากไม่เชื่อว่าจำเลยป่วยถึงขนาดมาศาลไม่ได้ พฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยหลบหนี พร้อมให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาไปในวันที่ 27 ก.ย. 2560 เวลา 09.00 น.​

ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยอย่างมีนัยสำคัญ​

ประการแรก ในแง่ความสง่างามมองพรรคเพื่อไทยที่ประกาศต่อสู้เพื่อความถูกต้องและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของทั้งตัวเอง และแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ถือเป็นต้นตำรับของจำนำข้าว

ดังจะเห็นจากที่อดีตนายกฯ ออกมาประกาศชัดเจนตั้งแต่แรกว่าจะไม่หนีคดีหลบหนีไปไหน และจะต่อสู้จนถึงที่สุด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

จุดยืนดังกล่าว พรรคเพื่อไทยนำมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมา ตอกย้ำจุดยืนการต่อสู้กับเผด็จการทุกรูปแบบ โดยไม่ยอมโอนอ่อนไปกับการกลั่นแกล้งด้วยการหลบหนีไปไหน

นี่เป็นจุดแข็งสำคัญที่แกนนำพรรคเพื่อไทยหยิบยกมาเคลื่อนไหว เชิดชูยิ่งลักษณ์ ให้เป็นวีรสตรี เป็นแกนนำต่อสู้กับเผด็จการ

ถึงขั้นกลุ่ม สส. สตรีพรรคเพื่อไทย ออกมาขนานนามให้เป็นอองซานซูจี ของเมืองไทยกับการยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้องและไม่หลบหนีไปไหน

ประการที่สอง ด้วยความเป็นแกนนำของพรรคเพื่อไทยที่ยืนหยัดต่อสู้ตั้งแต่สมัยถูกรัฐประหารจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ยอมโอนอ่อนหรือหลบหนีไปไหนทั้งที่มีโอกาสตั้งแต่แรก

นี่จึงกลายเป็นจุดแข็งที่หลอมรวมพรรคเพื่อไทยให้ยังเป็นเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่น ไม่แตกกระสานซ่านเซ็นไปไหนต่อไหน ทั้งที่มีความพยายามจากหลายฝ่ายทั้งแซะ ทั้งบอนไซ เพื่อไทย

ยังไม่รวมกับการกดดันบรรดาแกนนำหลายระลอกทั้งด้วยการเรียกมาปรับทัศนคติ และอีกหลายคนที่ยังมีคดีความติดตัวต้องเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกมาเคลื่อนไหวท้าทายอำนาจ คสช.ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ประการที่สาม การยืนหยัดถึงความถูกต้องว่านโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายที่มีประโยชน์ต่อชาวนา แม้จะมีการรั่วไหล หรือปัญหาในขั้นตอนการปฏิบัติงาน แต่ผลประโยชน์ก็ยังตกอยู่กับชาวนาที่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว ​แม้จะต้องแลกมากับความเสียหายหลายแสนล้านบาท

การต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา จึงถือเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายจำนำข้าวที่ถูกโจมตีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับแผลใหญ่เรื่องการสร้างความเสียหายในงบประมาณหลายแสนล้านบาท และผลประโยชน์ส่วนใหญ่แทนที่จะตกไปอยู่ที่ชาวนาอย่างที่ตั้งใจกลับไปอยู่ที่โรงสี หรือนายทุน

ถึงขั้นที่ประกาศหากเป็นรัฐบาลก็จะปัดฝุ่นนำแนวนโยบายจำนำข้าวมาใช้ใหม่

สุดท้าย เมื่ออดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ตัดสินใจหนีหลังการต่อสู้ที่ต่อเนื่องมายาวนาน ย่อมทำให้จุดแข็งที่พยายามทำมาทั้งหมดต้องพังครืนลงไป อย่างน่าเสียดาย

เริ่มตั้งแต่ ความสง่างามในถนนการเมืองที่สุดท้าย อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็กลายเป็นแกนนำอีกคนหนึ่งของพรรคที่เปลี่ยนสถานะจากวีรบุรุษ กลายเป็นนักโทษหลบหนีคดี

ในแง่แกนนำพรรรคที่จะมารับไม้ต่อทำหน้าที่คุมบังเหียนพรรคลงสนามเลือกตั้ง ซึ่งไม่ว่าผลของคดีจะออกมาอย่างไร อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ถูกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถอดถอนต้องสิ้นสภาพทางการเมือง 5 ปี ย่อมไม่ใช่แกนนำที่จะมีบทบาทอยู่เบื้องหน้าได้

แต่ในแง่จิตวิทยาและยุทธศาสตร์การต่อสู้เชื่อว่าหากได้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งต่อสู้กับ คสช. มาตลอด น่าจะสามารถสร้างขวัญและกำลังใจให้กับบรรดาแกนนำพรรค และฐานเสียงให้กลับมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเหมือนในยุครุ่งเรืองที่ผ่านมา

ด้วยการใช้กลยุทธ์ดึงจุดแข็งเรื่องการต่อสู้กับเผด็จการและปมเรื่องการ “ถูกกลั่นแกล้ง” ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นจุดขายเรียกคะแนนสงสาร เรียกคะแนนเสียงให้พรรคเพื่อไทย ไม่ว่าใครจะเป็นแกนนำพรรค

อีกด้านหนึ่งเรื่องนโยบายสำคัญอย่างเรื่องโครงการรับจำนำข้าวที่ใช้หาเสียงโกยคะแนนจนชนะเลือกตั้งถล่มทลายรอบที่ผ่านมา เวลานี้ในส่วนของคดียิ่งลักษณ์ อาจจะยังไม่เห็นผลชัดเพราะยังไม่มีคำพิพากษา

แต่ในส่วนของคดีระบายข้าวที่สร้างความเสียหายนั้น บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ มือปฏิบัติในโครงการนี้ต้องโทษจำคุก 42 ปี ยังไม่รวมกับคนอื่นๆ

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ส่งผลสร้างความระส่ำให้กับพรรคเพื่อไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

“วิชญะ เครืองาม”คนรุ่นใหม่ปฏิรูปประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 สิงหาคม 2560 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/511419

"วิชญะ เครืองาม"คนรุ่นใหม่ปฏิรูปประเทศ

คีย์แมนคนสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นลูกไม้ใต้ต้น วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นั่นคือ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน “วิชญะ เครืองาม” หรือ “ดร.โอม” ซึ่งเขาเข้ามารับตำแหน่งประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และรับฟังความเห็น หนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย (ทปก.)

โดย…ปริญญา ชูเลขา

ภารกิจในตำแหน่งดังกล่าว คือ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านเสนอแนะกฎหมาย คอยติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลกระทบจากการตรากฎหมายสำคัญๆ ให้กับรัฐบาลได้นำไปผลักดัน แก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิก พร้อมกับติดตามความคืบหน้าการตรากฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐทุกแห่ง

“การปรับปรุงกฎหมาย เน้นทำเรื่องปากท้อง การทำมาหากิน เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตได้สะดวก โดยเฉพาะการติดต่อธุรกิจกับหน่วยงานราชการ ต้องไม่ล่าช้า หรือซ้ำซ้อน พร้อมกับเน้นการออกกฎหมายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป อีกภารกิจที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ งานประชาสัมพันธ์และรับฟังความเห็นตามมาตรา 77 จะเปิดกว้างให้ประชาชนได้เสนอเต็มที่ อยากจะได้กฎหมายอะไร อยากจะให้ยกเว้น หรือยกเลิกกฎหมายอะไร ขอให้เสนอ ทปก.มาได้” วิชญะ ระบุ

ทั้งนี้ ดร.โอม บอกว่า การมีกระบวนการและการวางแผนที่ดี เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปกฎหมาย ดังนั้นจึงแบ่งการทำงานออกเป็น 4 คณะอนุกรรมการ ดังนี้ 1.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจของประชาชน 2.สุรชัย ภู่ประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย ที่สร้างภาระแก่ประชาชนเกินความจำเป็น 3.คำนูณ สิทธิสมาน ประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามกฎหมายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ และ 4.บรรเจิด สิงคะเนติ ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาเสนอกฎหมายที่ต้องจัดทำใหม่ เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ

การทำงานทั้ง 4 คณะนั้น มีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะชุดคุณกอบศักดิ์ กำลังศึกษาและฟอร์มทีมทำงาน ภายใน 2 เดือนนี้จะมีข้อสรุปว่ากฎหมายไหนจำเป็นที่จะต้องปรับปรุง สร้างใหม่หรือยกเลิก เช่น กฎหมายการจัดตั้งบริษัท ห้าง ร้าน ต้องลดขั้นตอนให้สั้นและง่ายลง หรือกฎหมายการกู้ยืมเงิน หรือการไปทำธุรกรรม ซื้อที่ดิน การจดทะเบียนจดจำนองที่ดิน ที่ปัจจุบันระบบล่าช้ามาก เพราะการทำให้กระบวนการทางราชการกระชับสำคัญมากในการทำธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) กฎหมายไหนเป็นอุปสรรคต้องยกเลิกเพื่อให้การประกอบอาชีพของประชาชนดีขึ้น

 

สำหรับ ภารกิจ ทปก.ในการเปิดรับฟังความเห็น เป็นหนึ่งงานตามมาตรา 77 ทุกหน่วยงานของรัฐจะต้องมีการประเมินผลกระทบจากการตรากฎหมาย หรือ Regulatory Impact Assessment ที่เรียกกันว่า กระบวนการ อาร์ไอเอ เพราะการออกกฎหมายได้กำหนดไว้ว่าทุกขั้นตอนต้องมีการประเมินผลกระทบก่อนจะนำเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย ทปก.จะดูว่าหน่วยงานใดทำหรือไม่ เพราะการประเมินผลกระทบผลดีหรือผลเสียมีความจำเป็นมาก

ดังนั้น จากนี้ไปจะมีผลงานด้านกฎหมายสำคัญๆ ทยอยออกมาเรื่อยๆ อาทิ ร่าง พ.ร.บ.มาตรการติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปโดยมิชอบ พ.ศ. … โดยเฉพาะคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำการทุจริตโดยเฉพาะทรัพย์สินที่เป็นมรดกตกทอดต้องเรียกคืนกลับคืนสู่ภาครัฐ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. … โดยในอนาคตจะมีการจัดตั้งกองทุนและมาตรการสร้างแรงจูงใจทางภาษีออกมามากมาย ร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ พ.ศ. … และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. …

ล่าสุดเตรียมยกร่างกฎหมายเพื่อให้สามารถนำเงินที่ค้างท่อมาใช้ประโยชน์ ที่มีอยู่จำนวนนับพันล้านบาท อาทิ เงินที่อยู่ในบัญชีธนาคาร เงินค่าเติมซิมการ์ด เงินกรมธรรม์ หรือเงินในบัตรเติมเงินแบบ Pre paid ในต่างประเทศจะมีกฎหมายออกมาให้สามารถนำเงินเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์สาธารณะได้ แต่ต้องเป็นเงินที่ไม่มีเจ้าของจริงๆ

“การปฏิรูปคราวนี้ ถ้าไม่ออกกฎหมายที่เห็นผลเป็นรูปธรรมที่สัมผัสได้ จะขาดแนวร่วมจากประชาชน ทปก.คิดเสมอว่า จะทำอย่างไรให้การปฏิรูปแล้วต้องสัมผัสได้จริงๆ คือ Reform in action ไม่ใช่ Reform in paper ไม่มีอีกแล้วปฏิรูปที่เป็นรายงานแล้วไปอยู่บนหน้ากระดาษหรือแค่รายงานนำเสนอ ดังนั้น คณะ ทปก.จึงมีความตั้งใจทั้งออกแรงผลักดันขับเคลื่อน จะต้องผลักดันกฎหมายที่ดีไปสู่ท่อ ครม.หรือสนช.ให้รวดเร็วโดยเน้นความรัดกุมและรอบคอบเป็นที่สุด”

อย่างไรก็ตาม ผลงานชิ้นโบแดงล่าสุดของ ทปก. คือ ร่างกฎหมายที่ว่าด้วยการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนตัวและส่วนรวม หรือกฎหมายสี่ชั่วโคตร เพราะทปก.ผลักดันเต็มที่ ผ่านการเปิดรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และไม่ลังเลว่าหน่วยงานใดจะต้องรับผิดชอบหลัก แต่เห็นว่าเป็นกฎหมายที่ควรขับเคลื่อนและปรับปรุง จึงทำรายงานเสนอท่านนายกรัฐมนตรี จากนั้นก็เอาเข้า ครม.ดันต่อไป ก่อนเสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะ ทปก.เห็นด้วยกับหลักการ ดังนั้นวันนี้รัฐบาลจึงอนุมัติเพื่อส่งเข้า สนช.ได้ในที่สุด

“กฎหมายนี้หากเป็นในอดีต รับรองล่าช้ามาก เพราะเรื่องนี้มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ ทปก.รับเป็นเจ้าภาพ ได้เรียกทุกหน่วยงานมาคุยกันเลย เพื่อมารับฟังความคิดเห็น จากนั้น ทปก.ก็ได้ออกมาเป็นข้อสรุปเสนอแนะรัฐบาล”

ดร.โอม บอกอีกว่า เรื่องล่าสุดได้เสนอให้รัฐบาลตั้งกองทุนปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นร่างกฎหมายที่ดี เพราะได้สนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริต และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้เรื่องปราบโกง โดย ทปก.มีความเห็นด้วยในหลักการ ส่วนเรื่องที่มาของเงินจะได้รับการสนับสนุนจากไหน และหน่วยงานใดจะเป็นคนกลางในการตรวจสอบ ค่อยไปว่ากันในสภา แต่หลักการ คือ ต่อต้านการทุจริต ผ่านการสนับสนุนภาคีเครือต่อต้านการคอร์รัปชัน ที่จะได้รับงบสนับสนุนการทำงาน กองทุนนี้เป็นเหมือน “นกหวีด” คอยเป่าเสียงดังๆ หากพบนักการเมือง หรือข้าราชการที่จะทำการทุจริต ก็จะไม่ให้กล้าทำเรื่องโกงกิน ดังนั้นวันนี้ต้องก้าวข้ามการทำงานและบูรณาการทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ปราบปรามการทุจริต

“สิ่งสำคัญในการทำกฎหมาย คือ การเปิดรับฟังความเห็นทำทุกช่องทาง ตั้งแต่รับจดหมาย หรือทางออนไลน์เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ใครมีความเห็นอะไรส่งเข้ามาได้ ผมนั่งอ่านทุกความเห็น เพื่อนำเสนอต่อคณะใหญ่ ใครมีความอัดอั้นตันใจอะไร เสนอมาได้ เช่น เมื่อท่านไปติดต่อหน่วยงานราชการแล้ว พบปัญหาอุปสรรคอย่างไร เช่น เวลานาน งานซ้ำซ้อน เราจะเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมาย”

ทั้งนี้ การปฏิรูปกฎหมายในยุครัฐบาลชุดนี้กับรัฐบาลเลือกตั้ง ถ้าจะถามว่าใครทำได้ดีกว่ากันคงตอบยาก แต่หากจะเปรียบเทียบกันจากปริมาณหรือจำนวนรัฐบาลชุดนี้ออกกฎหมายได้จำนวนมากกว่า เพราะรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งไม่ได้ออกกฎหมายได้มากเท่านี้ ยิ่งในช่วงวิกฤตการเมือง จะออกกฎหมายได้ยาก และฝ่ายค้าน นักการเมือง ไม่ออกกฎหมายที่จำกัดสิทธิหรือตรวจสอบการทุจริตนักการเมือง แต่รัฐบาลชุดนี้มีอำนาจเด็ดขาด กฎหมายที่ออกมาจึงมีคุณภาพ เช่น กฎหมายสี่ชั่วโคตร ที่ผ่านมารัฐบาลเลือกตั้งออกไม่ได้สักที เพราะนักการเมือง หรือผู้บริหารระดับสูงจะถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงดึงเรื่องไว้ไม่ให้ออกกฎหมาย แต่นี่คือความตั้งใจจริงและแสดงถึงคุณภาพ

แม้ออกการกฎหมายย่อมมีข้อขัดแย้งบ้าง แต่สิ่งสำคัญ คือ ทปก.ต้องกล้าตัดสินใจไม่ใช่ทุบโต๊ะ เพราะมีหน้าที่ทำความเห็นเสนอรัฐบาล ถ้าเรื่องใดเป็นเรื่องเกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน หรืองานบางอย่างไม่สามารถบูรณาการกันได้ หรือบางข้อขัดแย้งเมื่อจะออกกฎหมายแล้วต้องไปสร้างองค์กรใหม่ แล้วองค์กรเดิมจะทำอย่างไร หรือกฎหมายบางฉบับไปแตะหลายหน่วยงาน ย่อมทำให้หลายหน่วยงานไม่พอใจ แต่ ทปก.ต้องตัดสินใจ ว่าจะเลือกแนวทางใด หากมีหลายแนวทางที่ต้องดำเนินการ จากนั้นทำความเห็นสนับสนุนเสนอรัฐบาล ขณะเดียวกันรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง จะทุบโต๊ะได้ง่ายกว่า เพราะรัฐบาลมาด้วยอำนาจพิเศษของตัวเอง และมีมาตรา 44 การตัดสินใจย่อมทำได้ดี

“ผมเชื่อว่าการปฏิรูปจะสำเร็จได้ ต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน การปฏิรูปไม่ใช่จะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ภายในวันเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างและวิธีคิดของคน นี่คือการปฏิรูปที่แท้จริง”ดร.โอม กล่าวอย่างมั่นใจ

 

“ชีวิตฉันคือนักเดินทาง ทุกเรื่องคือการเรียนรู้” เปิดใจคุณแม่ “สิตางศุ์ บัวทอง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 18:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/510502

"ชีวิตฉันคือนักเดินทาง ทุกเรื่องคือการเรียนรู้" เปิดใจคุณแม่ "สิตางศุ์ บัวทอง"

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สาวประเภทสองยืนเต้นพร้อมกับสะบัดผมด้วยท่าทางรุนแรง ประกอบจังหวะเพลงสนุกสนาน เป็นคลิปวิดีโอในโซเชียลมีเดียที่ถูกพูดถึงมากขณะนี้ จนโด่งดังไปไกลถึงประเทศจีน เธอถูกจัดให้เป็นเน็ตไอดอลสาวประเภทสองคนใหม่ ที่กำลังมาเเรง เธอชื่อ สิตางศุ์ บัวทอง หรือเจ้าของฉายา เน็ตไอดอลสายสะบัด

ตลอดชีวิต 55 ปี เน็ตไอดอลสาวสองประเภทสองคนนี้ผ่านชีวิตมามากมาย ตั้งแต่เป็นลูกชายคนโตครอบครัวนักธุรกิจจีนรับเหมาก่อสร้างย่านฝั่งธนบุรี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ ทำงานรับจ้างแปลภาษา เขียนคำอุทธรณ์ ตลอดจนรับโปรโมทสินค้า ปัจจุบันเธอมีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กมากกว่าสามหมื่นคน และแต่ละคลิปวิดีโอที่โพสต์ลงไปมีผู้ชมหลักหมื่น แสน จนถึงล้านวิว

วันนี้โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับ สิตางศุ์ ถึงเส้นทางชีวิตที่บางช่วงโรยด้วยกลีบกุหลาบ บางครั้งเจอมรสุมมากว่าระยะเวลา 55 ปี เพื่อเป็นข้อคิดให้ใครที่กำลังท้อแท้และสิ้นหวัง

“หนุ่มตี๋ หัวใจสาว” ทิ้งฝันเพื่อเดินตามความหวังครอบครัว

เน็ตไอดอลสาวประเภทสองคนนี้ เป็นชาวฝั่งธนบุรี (แถววงเวียนใหญ่) เป็นลูกคนที่ 4 จาก 10 คน แต่เป็นลูกผู้ชายคนแรกของครอบครัวนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างชาวจีน ตั้งแต่เล็กมีหน้าที่หลักช่วยแม่ทำงานเอกสาร เพราะครอบครัวตั้งแต่รุ่นก๋ง ปลูกฝังว่า เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ทุกคนต้องมีหน้ารับผิดชอบ แต่ถึงอย่างไรภาพรวมชีวิตตอนเด็ก ถือว่าไม่เคยลำบาก

สิตางศุ์ เล่าว่าเธอเป็นคนมีจิตใจเป็นหญิงตั้งแต่จำความได้ โดยที่บ้านไม่เคยห้ามปรามอะไร เพียงแต่รู้กันว่าอย่าให้มากเกินไป เธอพยายามไม่แสดงบุคลิกตุ้งติ้งออกมา ทำให้บุคลิกตอนเล็กถูกมองเป็นเด็กผู้ชายเรียบร้อย ใส่แว่น เรียนเก่ง แม้บางครั้งแอบชอบรุ่นพี่บ้าง แต่ก็ไม่แสดงอาการออกมา

“ที่บ้านไม่ดุ เพราะแม่มีวิธีสอนลูก แบบไม่ให้ปฏิเสธได้ และไม่ใช้วิธีขู่บังคับ อย่างเช่น วันไหนจะออกไปเที่ยว แม่จะไม่บอกว่าห้ามไป แต่เรียกให้ไปนวดและบอกว่าแม่ไม่สบาย คืนนี้ไม่ไปเที่ยวได้ไหม ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งแม่เค้าก็มีวิธีอย่างนี้”

สาวประเภทสองคนนี้ เล่าช่วงชีวิตวัยเรียนขณะศึกษาอยู่โรงเรียนทวีธาภิเศก ซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วน ตอนนั้นเป็นที่รักของเพื่อนมาก เพราะมักสอนการบ้านเป็นประจำ และสอบได้อันดับ 1-3 อยู่ตลอด แม้ไม่ได้เป็นคนตั้งใจเรียน แต่ที่เรียนเก่งเพราะเป็นคนมีความจำดี อะไรผ่านหูผ่านตาสามารถจำได้ทันที

“ตอนเรียนทวีทา ตอนนั้นฉันเต็มที่ มิหน้ำซ้ำ ยังเป็นเหมือนหัวโจกด้วย เพราะนิสัยคล้ายทอม ใจเป็นหญิงชอบทำตัวห่าม เรียน เล่น โดดเรียน ทำมาหมด เคยใช้ไม้คมแฝกยกพวกตีกันก็เคยมาแล้ว แต่ไม่สนใจเล่นกีฬาเกือบทุกอย่าง ยกเว้นว่ายน้ำ วันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ค่อยได้ไปไหน เพราะสมัยก่อนไม่มีที่เที่ยวมาก”

สิตางศุ์ เล่าว่าหลังจบชั้นมัธยม เข้าศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยเหตุผลที่เลือกเรียนเพราะอยากนำความรู้ไปช่วยงานที่บ้าน และครอบครัวก็อยากให้เป็นทนายเพื่อไม่ต้องจ้างทนายความ ทั้งที่นิสัยจริงไม่ชอบนิติ หรืองานที่เคยทำมา แต่ความชอบส่วนตัวอยากเป็นดีไซน์เนอร์ หลังเรียนจบปริญญาตรี ก็ได้ช่วยงานครอบครัวเป็นหลัก หากมีเวลาว่างจะไปเที่ยวต่างจังหวัดคนเดียว ส่วนจุดหักเหทางครอบครัว หลังมีเหตุการณ์ปัญหาทางธุรกิจ ต้องย้ายบ้านมาอยู่แถวเขตหลักสี่จนถึงปัจจุบันกว่า 30 ปีแล้ว

สิตางศุ์ เปิดใจว่าจุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นหลังคุณแม่เสีย เพราะไม่มีลูกคนใดสานต่องานครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่ลูกทุกคนได้จากแม่ คือ กระบวนการคิด การทำงาน การติดต่อสื่อสารกับลูกค้า เพราะแม่เป็นคนเก่งมีความสามารถมาก

 

“ไม่แคร์-ไม่สนเรื่องไม่ดี” ชีวิตนี้ก็เป็นสุข

เน็ตไอดอลคนนี้ เล่าว่าหลังเสียคุณแม่ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของครอบครัว แต่อีกด้านถือเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่ได้เริ่มแต่งตัวเป็นผู้หญิงมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านั้น ทำได้เพียงแต่งหน้าอ่อนๆ

ขณะที่เส้นทางการทำงานหลังไม่ได้ทำกิจการครอบครัวต่อ ได้นำความรู้จากที่เรียนมารับแปลภาษา เขียนคำอุทรธณ์คดีขอลดโทษ ลูกค้ามีทั้งคนได้รับการลดโทษ รวมถึงศาลยกฟ้อง แต่เหตุที่ไม่ได้เลือกเป็นทนายความ เพราะไม่ชอบ คิดว่าเมื่อชีวิตได้ทำอะไรเต็มที่แล้ว จะไม่ขอฝืนต่อไป “ฉันทำได้ดี แต่ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่เอานะ”

สิตางศุ์ ปัจจุบันแม้ไม่ได้เป็นทนายความ แต่ยังรับงานปรึกษาเรื่องคดีความ ควบคู่กับรับโปรโมทสินค้า และตอนนี้ได้เริ่มงานในวงการบันเทิง หลังได้รับโอกาสจาก พจน์ อานนท์ ให้แสดงภาพยนต์เรื่องหลวงพี่แจ๊ส 5จี และได้เล่นมิวสิควิดีโอของ ปอยฝ้าย มาลัยพร เธอยอมรับว่า ครั้งแรกที่ได้ทำงานบันเทิงรู้สึกงงมาก แต่ยืนยันว่าจะทำตัวเหมือนเดิม เพียงแค่คิดว่าเปลี่ยนสถานที่ทำงานเท่านั้น

“ยังไงก็ไม่ลืมตัว เมื่อก่อนเราเคยเหลิงมามาก ชีวิตเต็มอิ่มแล้ว ทั้งเรื่องเที่ยว ผู้ชาย หลายเรื่องทำหมดแล้ว จนตอนนี้ย้ายไปอยู่บ้านนอกกับแฟน ใช้ชีวิตแบบสงบๆ หลายปีแล้ว เรื่องพวกนี้เราคิดว่าเป็นลิขิตปาฏิหาริย์”

สิตางศุ์ เล่าว่าหลักการใช้ชีวิตเป็นคนพยายามไม่เครียด ไม่ว่าเจอเรื่องร้ายหรือดีเพียงไหน เพราะคิดว่าหากทำได้ จะสามารถรับได้กับทุกเสียงสะท้อนที่ถาโถมเข้ามา

“บางเรื่องอาจดูไม่ดี แต่ทุกเรื่องที่ทำ ฉันเต็มใจในช่วงชีวิตนั้น ไม่มีใครหรูหราได้ทั้งหมด ไม่มีใครเจอเรื่องดีๆ ตลอด ชีวิตฉันคือนักเดินทาง ฉันคิดว่า ทุกเรื่องคือการเรียนรู้ ทำทุกเรื่องโดยไม่เสียดาย เพราะคิดว่า เราจะได้รับความรู้อีกอย่างหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญ อย่าย้อนกลับไปคิดเรื่องไม่ดี ก็แล้วกัน”

สาวประเภทสองคนนี้ เผยถึงเป้าหมายชีวิตว่า ระยะสั้นขอสนุกกับงานที่เข้ามา แต่อนาคตอยากปลูกบ้านที่ใต้ถุนเลี้ยงหมาแมว และทำนา เลี้ยงปลา ขอรับเด็กที่ถูกพ่อแม่ทิ้งมาเลี้ยง แค่นี้พอใจแล้ว ไม่ว่าโด่งดังหรือไม่

 

มีแฟนไม่ต่ำกว่า 100 คน – หนุนเพศที่สามจดทะเบียนสมรสได้ หนทางแก้ปัญหาสังคม

เรื่องราวความรักของสาวประเภทสองคนนี้ แม้เส้นทางชีวิตจะมีแฟนมาไม่ต่ำกว่า 100 คน แต่เหตุผลที่ทำให้อยู่กับแฟนคนปัจจุบันมานานกว่า 10 ปีนั้น เธอ เผยว่าไม่มีเคล็ดลับการใช้ชีวิตคู่ คิดแต่เพียงว่าเป็นตัวของตัวเอง เจอคนที่รักเราจริงเท่านั้น จึงคิดว่าเรื่องรักแท้ของเพศที่สามสามารถเกิดขึ้นได้ แต่เชื่อว่าบางครั้งความรัก เป็นพรหมลิขิตและผลบุญที่จากการปฏิบัติธรรมสวดมนต์มานานกว่า 30 ปี

สิตางศุ์ บอกว่า ขอเรียกร้องเรื่องสิทธิทางกฎหมายของเพศที่สาม เพราะขณะนี้สังคมเปิดกว้างมากแล้ว ปัจจุบันมีเพศที่สามหลายคู่อยู่ด้วยกัน เหมือนสามีภรรยาปกติ ฉะนั้นการที่รัฐธรรมนูญรับรองเรื่องสิทธิมนุษยชน ก็อยากขอเรียกร้องให้กฎหมายไทย เปิดโอกาสให้คนรักเพศเดียว ได้จดทะเบียนสมรสแบบสามีภรรยาตามปกติ เพราะหากกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ จะช่วยแก้ปัญหาสังคมได้มาก อาทิ การหลอกลวง การแก้แค้น ปัญหาอาชญากรรม

“คน 2 คนอยู่ด้วยกัน ไม่ใช่นั่งอยู่ด้วยกันอย่างเดียว เค้ามีสมอง ทำมาหากิน ทรัพย์สินก็งอกเงย อันนี้แหละปัญหาทรัพย์สิน เหมือนชายหญิงที่จดทะเบียน แม้เริ่มจากความรัก แต่ถ้ามีทรัพย์สินงอกเงย เมื่อชีวิตรักจบลง ก็ต้องมีเรื่องผลประโยชน์แน่นอน”

 

“เดวิด รูฟโฟโล” นักวิทย์ดีเด่นปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 15:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/510131

"เดวิด รูฟโฟโล" นักวิทย์ดีเด่นปี'60

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“ถ้าเราอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เราต้องมีบัณฑิตที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ฉะนั้นการให้นักศึกษาได้ทำโจทย์วิจัย แม้เป็นวิทยาศาสตร์พื้นฐาน แต่เมื่อเขาจบ เขาก็พร้อมที่จะทำงานวิจัยประเภทอื่นๆ ต่อไปได้” นี่คือแนวคิดการพัฒนาจาก ศ.พิเศษ ดร.เดวิด รูฟโฟโล อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2560 ผู้ริเริ่มงานวิจัยฟิสิกส์ในประเทศไทยอันดับแรกๆ เมื่อ 25 ปีก่อน

รูฟโฟโล เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกัมมันตรังสีรอบโลก ผู้พัฒนาความรู้โปรแกรมคำนวณอนุภาคพลังงานสูงที่เกิดจากพายุสุริยะ-ลมสุริยะที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการสื่อสารและการบินของโลกอีกด้วย

ชาวอเมริกันโดยกำเนิดวัย 49 ปี ได้รับสัญชาติไทยเมื่อปี 2555 หลังเรียนจบปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา ในวัยเพียง 23 ปี ก็ได้เดินทางมาทำงานในประเทศไทย และพยายามมุ่งมั่น ทุ่มเท ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ของรูฟโฟโลเกิดจาก เห็นคุณพ่อซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ทำงาน จึงอยากทำงานเหมือนคุณพ่อบ้าง ประกอบกับในวัยเด็กเป็นคนชอบดูดาว รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้คิดเรื่องนอกโลก จึงพยายามค้นคว้าหาความรู้ด้านดาราศาสตร์ และตั้งใจเรียนจนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่อายุ 13 ปี ก่อนจะจบระดับปริญญาตรีพร้อมกัน 2 ใบ ในสาขาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ขณะอายุเพียง 17 ปี

ช่วงอายุ 19 ปี รูฟโฟโล ได้เดินทางมาเมืองไทย และชื่นชอบมาก หลังจบปริญญาเอกจึงคิดว่าหากจะทำประโยชน์ตอบแทนสังคม การเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่แค่ในสหรัฐคงทำอะไรไม่ได้มาก เพราะมีนักฟิสิกส์-นักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก เมื่อส่วนตัวชอบเมืองไทยเป็นทุนเดิม จึงได้เดินทางมาทำงานในประเทศไทยเพื่อช่วยพัฒนาบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ในไทยให้มีนักวิจัยเพิ่มมากขึ้น

รูฟโฟโล ย้อนไปเมื่อ 25 ปีก่อน ว่า การทำงานวิจัยด้านฟิสิกส์ในไทยมีอุปสรรคมาก เพราะยังไม่มีอินเทอร์เน็ต จึงต้องศึกษาหาข้อมูลด้วยตนเอง ประกอบกับสังคมไทยขณะนั้นมองงานวิจัยเป็นเพียงงานอดิเรก ความสนใจด้านนี้จึงไม่มาก แต่หลังจากผลงานได้ตีพิมพ์ลงวารสาร ถือเป็นก้าวแรกการพิสูจน์ตนเองว่าสามารถทำงานในประเทศนี้ได้ และยังเป็นสะพานให้ได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยต่างประเทศมากขึ้นด้วย

นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นกล่าวอย่างภูมิใจว่า ถึงการพัฒนาผลงานวิจัย 25 ปี อาทิ โปรแกรมคำนวณอนุภาคพายุสุริยะ-ลมสุริยะที่เดินทางมาถึงโลก ทฤษฎีเกี่ยวกับอนุภาคเคลื่อนที่ในอวกาศ และโปรแกรมจำลองทฤษฎีต่างๆ ด้วยคอมพิวเตอร์ ในขณะเดียวกันผลงานวิจัยในวงการวิชาการไทยถูกพัฒนาขึ้นมาก รวมถึงทำให้สังคมเห็นคุณค่างานทางด้านนี้

“รังสีในธรรมชาติที่มาจากนอกโลก หรือรังสีคอสมิก หากมีอนุภาคขนาดใหญ่จะส่งผลกระทบต่อระบบการสื่อสารและการเดินอากาศโดยเฉพาะเครื่องบิน แม้ปรากฏการณ์ที่เป็นผลกระทบนานๆ จะเกิดครั้ง แต่ไม่อาจปล่อยไปได้” นักฟิสิกส์
ระบุ

สำหรับความกังวลที่ว่า มนุษย์ที่อาศัยอยู่บนพื้นดินจะได้รับผลกระทบจากพลังงานเหล่านี้หรือไม่ รูฟโฟโล อธิบายว่าคงไม่ได้รับรังสีจากนอกโลกมาก เพราะโลกมีสนามแม่เหล็กและชั้นบรรยากาศคอยป้องกัน

นอกจากนี้ งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ยังมีประโยชน์ด้านสังคม อาทิ ทำให้เข้าใจเรื่องดาราศาสตร์ พายุสุริยะและลมสุริยะมากขึ้น เมื่อสังคมเกิดการใฝ่รู้ก็จะทำให้ประเทศมีผู้เชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น ประโยชน์ด้านการศึกษา เมื่อผู้เรียนได้ฝึกฝนทำงานวิจัย คอยแก้โจทย์ปัญหาต่างๆ เท่ากับเป็นการฝึกกระบวนการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาเมื่อเจออุปสรรค ขณะที่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจสื่อสาร ดาวเทียม การเดินอากาศยานบนฟ้า เพราะงานด้านนี้หัวใจสำคัญจะทำให้ตระหนักรู้ถึงเรื่องระบบสุริยะ

ขณะเดียวกัน การศึกษาเรื่องนี้นอกจากป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับระบบสื่อสารและการเดินอากาศ ในอีกด้านยังเปรียบเสมือนงานศิลปะชนิดหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ได้ไขปริศนาอะไรบางอย่างในธรรมชาติ และเมื่อคนมีความเข้าใจพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ จะเป็นช่องทางช่วยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ

รูฟโฟโล ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยความเพิ่มผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ จึงตั้งเป้าสอนนักเรียน นักศึกษาให้สนใจและเข้ามาทำงานด้านนี้มากขึ้น เพื่อช่วยกันพัฒนานวัตกรรมโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

 

“สู้มาขนาดนี้ไม่หนีไปไหน ยังไงมีโอกาสยกสองอุทธรณ์” บุญทรง เตริยาภิรมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 สิงหาคม 2560 เวลา 07:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/510049

"สู้มาขนาดนี้ไม่หนีไปไหน ยังไงมีโอกาสยกสองอุทธรณ์" บุญทรง เตริยาภิรมย์

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

“ไม่หนีไปไหนหรอกครับ สู้มาขนาดนี้แล้ว วันที่ 25 ส.ค. นี้ไปตามที่ศาลนัดแน่นอน เรามั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง ไม่ได้ทำอะไรผิดตามที่ถูกฟ้อง และเรามั่นใจการที่ได้นำพยานหลักฐาน ไปไต่สวนให้ศาลเห็นก็ชัดเจนละเอียด  ยืนยันความบริสุทธิ์เราได้ ส่วนศาลดูแล้วจะพิจารณาวินิฉัยอย่างไรก็ คงก้าวล่วงไม่ได้

หลังไต่สวนปีกว่า ก็หวังว่าเหตุการณ์วันที่ 25 ส.ค.จะผ่านพ้นไปด้วยดี เราไม่ทราบว่าผลจะออกมาอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นบวกเป็นลบเราก็พร้อมจะยอมรับ และปฏิบัติตามกฎหมายเท่าที่มี เพราะหากผลออกมาเป็นบวก ก็ไม่รู้ว่าทางโจทก์จะอุทธรณ์หรือไม่ อยู่ที่ทาง อสส.จะพิจารณา แต่หากเป็นลบเราก็ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ”

บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์1 ใน 28 จำเลยที่ถูกอัยการสุงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ฟ้องในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัรฐ (จีทูจี) โดยมิชอบ เริ่มต้นบทสัมภาษณ์เปิดใจก่อนการนัดฟังตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 25 ส.ค.นี้

หลังจากเมื่อต้นเดือนได้ชิมลางได้ไปร่วมรับฟังคำตัดสินในคดีสลายการชุมนุม ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายกฟ้อง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ ​พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.

“ผมกับ พล.ต.ท.สุชาติ สนิทกัน เคยเรียน วปอ.ด้วยกัน ช่วงที่ท่านสมชายเป็นนายกฯ ผมเป็นเลขาฯ ส่วนตัว ตามท่านตลอด ต้องประสานกับท่านสุชาติ เลยสนิทกัน วันนั้นเจอกันก็คุยกันที่หน้าศาลหลังคำตัดสินออกมาแล้วบอกว่า ผมเตรียมกระเป๋าของใช้มาแล้ว ยังคุยกันเล่นๆ ว่า ของผมเตรียมไว้ซะหน่อยก็ดีนะ ผมก็คงต้องเตรียมเสื้อผ้า ของใช้ สบู่ ยาสีฟัน ยังไม่รู้ต้องเตรียมอะไรบ้าง”  

ถามว่า เตรียมตัวเตรียมใจกับคำตัดสินที่จะออกมาอย่างไร อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ​​เราก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจมาถึงตรงนี้แล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะเราไม่ทราบหรอกว่า ศาลท่านจะวินิจฉัยอย่างไร แต่ในใจเราลึกๆ มั่นใจว่า เราได้ต่อสู้เต็มที่แล้ว ทั้งเรื่องพยานที่เอามาสืบในศาล พยานหลักฐานที่นำไปแสดงให้ศาลเห็นว่ามีอะไรบ้างที่เราทำแล้ว ไม่ได้ทำนอกเหนือจากที่ควรจะต้องทำ ตอนนี้ขึ้นอยู่กับทางศาล จะเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น เราก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเราด้วย

“ครอบครัวก็ให้กำลังใจ เป็นห่วงแต่วันฟังคำตัดสินผมไม่ให้ครอบครัวไป บอกไม่ถูก​… คนจะเยอะเนอะ ที่นั่งในศาลค่อนข้างจำกัด เราก็คิดว่าบรรยากาศก็ไม่ใช่ว่าจะดีนักหนา เลยบอกให้อยู่บ้านดีกว่า ภรรยาเป็นห่วง แต่ก็เข้าใจสถานการณ์เรื่องการเมืองตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว เราทำการเมืองเป็น 10 ปี เขาก็เข้าใจ ทำงานการเมืองมาตลอด เขาก็ซัพพอร์ตเรามาตลอด” ​

อีกส่วนที่ต้องเตรียม ก็คือ การอุทธรณ์คดี ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้ยื่นอุทธรณ์ได้ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เป็นไปตามอัตโนมัติ ส่วนการยื่นขอประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ก็​ต้องรอฟังศาลฎีกาว่ามีระเบียบขั้นตอนปฏิบัติอย่างไร
เมื่อได้รับสิทธิอุทกรณ์ตามรัฐธรรมนูญ การประกันตัว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ทางฝ่ายกฎหมายไปประสานงานอยู่ตลอดเพื่อทราบความคืบหน้าว่าจะต้องทำอย่างไร เนื่องจากเป็นเรื่องที่ศาลไม่เคยมีระเบียบปฏิบัติ​

ถามว่า มั่นใจกับกระบวนการต่อสู้แก้ข้อกล่าวหาที่ผ่านมามากน้อยแค่ไหน บุญทรง กล่าวว่า ​ในคำแถลงปิดคดี เราได้สรุปให้ศาลเห็นกระบวนการนำพยานมาสืบ เป็นการยืนยันว่าเราไม่ได้ทำผิดตามเขาฟ้อง มีขั้นตอนระเบียบ กฎหมาย มีมติ ครม.รองรับทุกขั้นตอน ที่เราได้ดำเนินการไปในส่วนที่เป็นความรับผิดชอบ หน้าที่ อำนาจ ของรัฐมนตรี

รวมทั้งการระบายข้าวเป็นมติ ครม.เห็นชอบตามยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เกี่ยวพันไปถึงเรื่องขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ คนปฏิบัติคือกรมการต่างประเทศ ทุกขั้นตอน มีระเบียบ กฎกติการองรับทั้งหมด ใครทำอะไร ก็ทำไปตามกฎระเบียบที่รองรับเหล่านั้น ใครจะทำอะไรที่เกินอำนาจหน้าที่ไม่ได้อยู่แล้ว

“ผมเองในฐานะเป็นรองประธาน กขช.ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอนุกรรมการ (พิจารณาระบายข้าว) ​ดำเนินการไปตามมติ ครม. เราทำตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เรามีหน้าที่ควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามนโยบาย รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติก็เป็นเรื่องของฝ่ายปฏิบัติที่จะเข้าไปดำเนินการ เรามีหน้าที่ติดตามว่ามีอะไรผิดแผกไปจากที่มอบหมายไว้หรือไม่ ให้เขารายงาน เพราะเราไม่สามารถลงไปทำงานตรงนั้นเองได้”

ทั้งนี้ ​ไม่อยากลงรายละเอียดลึกมาก ขอให้รอไปฟังศาล​ แต่สรุปว่า ​ทุกคนทำตามหน้าที่ มีกฎหมายรองรับ ตัวเองมั่นใจในสิ่งที่ได้ดำเนินการนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อศาล เรามั่นใจว่าได้ชี้และแก้ประเด็นข้อกล่าวหาทุกประเด็นได้อย่างละเอียดชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ของเราในการทำหน้าที่ ไม่ได้ทำการทุจริตตามที่กล่าวหา ผลจะออกมาอย่างไรก็รับผลตรงนี้ และมีขั้นตอนตามกฎหมายอะไรให้เราทำ​ก็ทำต่อ

อีกด้านหนึ่งในส่วนคดีทางปกครองซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย 1,770 ล้านบาทนั้น ที่ผ่านมาได้ยื่นร้องขอทุเลาต่อศาลไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกศาลไม่ให้ทุเลาเพราะยังไม่มีการดำเนินการยึดอะไร หลังจากนั้นอีก 2 วันก็มายึดบัญชีหนึ่งบัญชี จึงไปยื่นขอทุเลาคำสั่งเป็นครั้งที่ 2 แต่ศาลเห็นว่าเงินน้อยก็เลยไม่มีคำสั่งให้ทุเลา หลังจากนั้นก็ตามมาอีก 8 บัญชี จึงไปยื่นขอทุเลาเป็นครั้งที่ 3 นัดไต่สวนวันที่ 18 ส.ค. ซึ่งจะต้องรอคำตัดสิน

“ตรงนี้กระทบมาก เพราะการอายัด 8 บัญชี ในนั้นมีเงินประกันตัวที่ศาลอยู่ด้วย เงินประกันนี้วันที่อ่านคำพิพากษา ไม่ว่าศาลจะอ่านออกมาว่ายกฟ้องหรือลงโทษก็แล้วแต่ เงินประกันต้องคืน ขั้นตอนศาลเป็นอย่างนั้น เพราะเราแสดงตัววันนั้นอยู่แล้ว สมมติ ศาลลงโทษ ผมก็ต้องใช้เงินอันนี้ประกันตัว แต่บังเอิญมาอายัดเงินประกัน ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง หรือจะไปหาเงินจากที่ไหนมา เงินไม่ใช่น้อยๆ ตั้ง 20 ล้าน”

บุญทรง เล่าให้ฟังว่า การอายัดเงินยังไปอายัดบัญชีของภรรยาเขาด้วย ทั้งที่ไม่ใช่ผู้ที่ให้ชำระค่าเสียหาย หรือหากจะอ้างว่าสินสมรส ก็เอาหมดไม่ได้ เพราะสินสมรสก็ครึ่งเดียว ขณะที่อสังหาริมทรัพย์อื่นๆ นั้นเขามีบัญชีอยู่แล้ว หากศาลไม่ให้ทุเลาเขาก็คงยึดอีก เพราะเรื่องนี้อ้างมาตรา 44

“ความเห็นส่วนตัวผมกับฝ่ายกฎหมาย เห็นว่าควรต้องรอผลคดีอาญาก่อน สมมติวันที่ 25 ส.ค. ศาลบอกบุญทรงไม่ผิด แล้วจะมาเรียกให้ผมชดใช้ได้ยังไง เขาควรรอเพราะเรื่องนี้อยู่ที่ศาลตั้งแต่ปี 2558 แต่เพิ่งจะมาเรียกให้ชดใช้ปี 2559 มีการออกคำสั่งเร่งกันหูดับตับไหม้ เอามาตรา 44 มาใช้ ​จะเอาให้ได้ ไม่รู้เหมือนกันทำไมไม่ฟ้อง มาอ้าง ​พ.ร.บ.ละเมิด​ออกคำสั่งได้เลย ไต่สวนก็ไม่ให้ชี้แจงอะไรเลย เอาบทสรุปจาก ​ป.ป.ช.มาเขียนเป็นคำสั่ง”

ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์มีการโยกย้ายโอนทรัพย์สินไปเป็นชื่อของคนอื่นก่อนหน้านี้เพื่อไม่ให้ถูกยึดทรัพย์นั้น บุญทรง ระบุว่า ไปดูบัญชีทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.ได้ว่ามีอยู่เท่าไร ผมกับภรรยา 2 คน 10 กว่าล้านบาท ส่วน 20 ล้านบาท นี่กู้มาค้ำประกันในศาล ​ตอนแรกจะใช้หลักทรัพย์ ซึ่งมีแต่ชื่อภรรยา ที่แม่ยายให้มา ศาลบอกว่าต้องเป็นชื่อของตัวเอง จึงต้องไปหายืมสตางค์คนอื่น  เพราะที่ดิน บ้าน ไม่มีชื่อเรา ตั้งแต่ตอนนู้น ทำธุรกิจก็เป็นแบบกงสี พอเข้าการเมืองก็ให้พี่ให้น้อง เรามาอยู่การเมือง ออกจากกงสีมานานแล้ว

ถามว่า มีไปบนบานไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนบ้าง บุญทรง บอกว่า ไปหาพระเยอะมาก เรียนตรงๆ เราเป็นจำเลยถูกกล่าวหา เราก็เครียด ทุกคนคงเป็นเหมือนกัน เราก็จะไปวัดวา ทำบุญ ให้สบายใจ มีโอกาสหรือใครชวนก็ไป ไปสนทนาธรรมบ้าง หรือมีดูดวงบ้าง เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง เขาพูดดีเราก็สบายใจ ​

“ศาลที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด คือ องค์คณะทั้ง 9 องค์ ​การตัดสินอยู่ที่องค์คณะ 9 ท่าน เราจะไปวัดไปวา ศาลพระภูมิ ขออะไรก็ทำเพื่อความสบายจิตใจเรา อีกอย่างไม่ได้มาทำเฉพาะช่วงนี้ เราเป็นผู้แทนฯ ​ในพื้นที่งานเราก็ไปอยู่แล้ว ไปทำบุญวัดในพื้นที่ เจ้าอาวาสรู้จักเรา ก็ให้ศีลให้พร ให้ผ่านพ้นไปได้ นอกพื้นที่ จังหวัดอื่นๆ ก็ไปหมด แต่เราทำใจนะ ไม่ทราบศาลจะตัดสินแบบไหน แต่ก็คิดว่ายังไงเรายังมีโอกาสยกสอง อุทธรณ์​”

ส่วนอนาคตทางการเมืองนั้น ขณะนี้ บุญทรง ถูกถอดถอนและตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ดังนั้น ในทางการเมืองก็คงต้องพักไปจนครบ 5 ปี ครบเมื่อไรก็ค่อยมาคิดกันอีกที อาจจะกลับหรือไม่กลับ ยังไม่ทราบ เพราะกระบวนการต่อสู้คดีเหล่านี้ยังไม่รู้สิ้นสุดตอนไหน นอกจากนี้ยังมีคดีอื่นๆ ที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของ ป.ป.ช.หลายเรื่อง เรื่องที่เกี่ยวกับ ครม.ก็มี 7-8 เรื่อง เช่น เรื่องเงินชดเชย เรื่องงบลงทุนโครงการรถไฟเร็วสูง

คิดไหมก่อนตัดสินใจกระโดดเข้ามาเล่นการเมืองจะมีวันนี้ บุญทรง กล่าวว่า ไม่คิดเหมือนกัน ตอนนั้นปี 2543 ท่านทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคใหม่ เป็นคนเชียงใหม่ด้วยกัน จบโรงเรียนเดียวกัน เมื่อเห็นว่ามีโอกาสทำเพื่อบ้านเมืองก็เข้าไปสมัครพรรคไทยรักไทย ลงเลือกตั้งปี 2544 ตอนนั้นกระแสท่านทักษิณแรง ก็เลยชนะเลือกตั้งทิ้งห่างคู่แข่ง ถ้าจำไม่ผิด จาก 10 เขตเชียงใหม่ ไทยรักไทยได้มา 9 เขต

ถามว่า ช่วงนี้อดีตนายกฯ ทักษิณ โทรมาให้กำลังใจไหม บุญทรง บอกว่า ท่านทักษิณไม่ได้โทรมา ส่วนใหญ่จะพบกับนายกฯ สมชาย และนายกฯ ยิ่งลักษณ์

“ท่านสมชายก็บอกว่าไม่ต้องกังวลอะไร อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ผมก็ไปฟังคำตัดสินมาแล้ว (หัวเราะ) อย่าไปคิดอะไรมาก เราทำดีที่สุดแล้ว ถ้าเรามั่นใจว่าได้นำพยานหลักฐานไปต่อสู้คดีแล้วเราก็ให้สบายใจ ศาลคงจะให้ความเป็นธรรม”

คำถามสุดท้ายเข็ดไหม บุญทรง คิดเล็กน้อยก่อนตอบสั้นๆ ว่า “ก็ขยาดอยู่นะ…”

 

ม.44 ไม่ช่วยปฏิรูป รัฐบาลต้องกล้าทุบโต๊ะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2560 เวลา 08:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/508941

ม.44 ไม่ช่วยปฏิรูป รัฐบาลต้องกล้าทุบโต๊ะ

โดย…ปริญญา ชูเลขา

เวลานี้ รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พยายามยกเครื่องกฎหมายกันขนานใหญ่ เพราะเป็นเครื่องมือทางอำนาจอันสำคัญของภาครัฐในการปฏิรูปประเทศ ดังนั้นประชาชนจึงคาดหวังและเชื่อว่าการทำงานของ คณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย (ทปก.) ที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน จะตอบโจทย์ของประเทศได้

หนึ่งในทีมงานที่ขับเคลื่อน คือ กรรมการ ทปก. เล่าถึงภารกิจครั้งสำคัญว่า ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจถึงอำนาจหน้าที่ของ ทปก. คือ เราเข้ามาเพื่อกำกับและติดตามกระบวนการปฏิรูปกฎหมายของรัฐบาลทั้งหมด โดยแบ่งการทำงานเป็นในรูปแบบของคณะอนุกรรมการจำนวน 4 ชุด ดังนี้ 1.คณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจของประชาชน อาทิ การขออนุญาต อนุมัติต่างๆ สิ่งสำคัญเพื่อนำไปสู่การปฏิรูประบบราชการในการให้บริการแก่ภาคธุรกิจ

2.คณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย ที่สร้างภาระแก่ประชาชนเกินความจำเป็น จะเน้นเชื่อมโยงการทำงานกับศูนย์ดำรงธรรมที่รับเรื่องราวร้องเรียนอยู่ทั่วประเทศ เพื่อวิเคราะห์ว่ามีกฎหมายอะไรบ้างที่สร้างภาระแก่ประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย อาทิ วินมอเตอร์ไซค์

3.คณะอนุกรรมการตรวจสอบและติดตามกฎหมายให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ โดยจะนำข้อเสนอของทั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาพิจารณา เช่น กฎหมาย 7 ชั่วโคตร หรือร่างกฎหมายต่อต้านการทุจริตที่ล่าสุดได้เร่งจัดทำข้อเสนอด้านกฎหมายให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เสนอกฎหมายให้มีกองทุนสนับสนุนการทำงานภาคประชาชน ที่เข้ามามีส่วนร่วมแจ้งเบาะแสและปราบปรามการทุจริต และคุ้มครองพยาน

4.คณะอนุกรรมการพิจารณาเสนอกฎหมายที่ต้องจัดทำใหม่ อาทิ ร่าง พ.ร.บ.เกษตรยั่งยืน หรือร่าง พ.ร.บ.การจำกัดการใช้สารเคมีภาคเกษตร หรือกฎหมายป่าไม้และที่ดิน เป็นต้น

บรรเจิด กล่าวว่า ประเด็นที่จะทำให้การปฏิรูปกฎหมายสำเร็จ คือ ฝ่ายการเมืองต้องกล้าทุบโต๊ะ หมายความว่า นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องวางเป้าหมายในการทำงาน เช่น ลดกฎหมายเก่าที่ล้าสมัย และสร้างกฎหมายใหม่ที่ดีมีคุณภาพ เพราะหากไปใช้รูปแบบเดิม อย่างการไปให้รัฐบาลแล้วไปหารือกับภาคราชการ โอกาสจะประสบความสำเร็จเป็นไปได้ยาก โดยจะเจอปัญหาแบบเดิมๆ เพราะภาครัฐห่วงอำนาจตัวเอง

กรรมการ ทปก. ระบุว่า การแก้ปัญหาการเมืองเกือบทุกเรื่องที่ผ่านมาอย่างการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น จะใช้วิธีการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา อาทิ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ดีเอสไอ แต่ไม่เคยแก้ปัญหาที่รากเหง้าของระบบ หรือโครงสร้างของกระทรวง ทบวง กรม ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐมีเอี่ยวการทุจริต

“กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในกลับไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในการลงโทษวินัยร้ายแรง แต่กลับไปพึ่งพากระบวนการจากภายนอกซึ่งใช้เวลายาวนานนั้นเพราะภาครัฐไม่อาจจัดการกับระบบหลักของตัวเองได้เลย”บรรเจิด บอกเล่าถึงสภาพปัญหา

บรรเจิด กล่าวว่า สำหรับการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 44 เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือเฉพาะเรื่อง ไม่ได้เห็นความเป็นรูปธรรมในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมากนัก แต่ก็มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่น่าจะทำได้ หากรัฐบาลตั้งใจจริง คือ การปฏิรูปตำรวจ

“หัวใจการปฏิรูปตำรวจ คือ การแยกอำนาจการสั่งฟ้องคดีอาญา หรือระบบงานสอบสวนออกจากตำรวจ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นต้นทางกระบวนการยุติธรรม อำนาจในการแจ้งความว่า ผู้ใดกระทำผิดคดีอาญา ย่อมต้องถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ และถือเป็นอำนาจที่ล่อแหลมสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์หรือโทษได้” บรรเจิด ระบุ

บรรเจิด ขยายความอีกว่า อย่างคดีขับรถหรูพุ่งชนตำรวจตายคาเครื่องแบบ แต่ตำรวจไม่สั่งฟ้อง อยากถามว่าเป็นเพราะอะไร ดังนั้นการสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง ควรมีระบบถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบ คือ ให้อัยการเข้ามาร่วมในกระบวนการสืบพยานหลักฐาน เรื่องนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรง ยิ่งถ้าตำรวจอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของฝ่ายการเมือง ย่อมอาจต้องเป็นเครื่องมือในการทำลายคู่แข่งทางการเมืองได้

“วันนี้เราต้องยอมรับว่ารัฐบาลปฏิวัติมีข้อจำกัดน้อยกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลทหารลากรถถังออกมายึดอำนาจ ไม่ใช่รัฐบาลเลือกตั้งได้รับเงินสนับสนุนจากนายทุน จึงอยากเห็นการดำเนินการ”บรรเจิด ย้ำทิ้งท้าย

 

9เดือนปฏิรูปตำรวจ ต้องเปลี่ยนแปลงดีกว่าเสียของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 สิงหาคม 2560 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/508762

9เดือนปฏิรูปตำรวจ ต้องเปลี่ยนแปลงดีกว่าเสียของ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นับถอยหลังกรอบระยะเวลาเพียง 9 เดือน สู่การปฏิรูปตำรวจ ที่ไม่รู้จะคลอดออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร จะน่ารักหรือน่าชังคงต้องมาลุ้นกัน แต่ระหว่างนี้ทางเดินคงไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่นอน ก้อนหินและดอกไม้ คือ รางวัลของคณะกรรมการชุดนี้ ถ้าโชคดีก็ได้ดอกไม้ หากโชคร้ายคือก้อนหิน ไม่ว่าทิศทางปฏิรูปจะออกมาอย่างไร ประชาชนต้องได้ประโยชน์ เริ่มต้นไม่ทันไรก็มีเสียงมากมายว่าจะปฏิรูปได้จริงหรือ เพราะระยะเวลาไม่ถึงปี

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาทำวิจัยเกี่ยวกับระบบตำรวจเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน โดยเฉพาะในปี 2550 สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนี้ มีความพยายามผลักดันการปฏิรูปตำรวจ แต่การปฏิรูปตำรวจก็ไม่เกิดขึ้น เพราะมีแรงต่อต้านของตำรวจรุนแรงมาก

นักวิชาการคนเดิม ย้อนเล่าหลักคิดการปฏิรูปตำรวจเมื่อ 10 ปีก่อนด้วยว่า 1.ควรมีการกระจายอำนาจของตำรวจออกไป จากระบบรวมศูนย์อำนาจในมือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 2.อยากให้คนที่เป็นตำรวจต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเท่านั้น 3.ให้ย้ายหน่วยงานที่ไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจคืนไปให้กับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจรถไฟ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจป่าไม้ ตำรวจทางหลวง ซึ่งมองว่าช่วงปี 2550 การปฏิรูปตำรวจถือว่าเด่นชัดที่สุด และควรนำมาปรับใช้ในปัจจุบัน

สังศิต แนะให้รีบทำเรื่องเร่งด่วนหลังจาก 10 ปีผ่านมา ว่า การปฏิรูปตำรวจปัจจุบันต้องทำ 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.การกระจายอำนาจตำรวจถือว่าสำคัญ ให้ตำรวจเป็นตำรวจในจังหวัดและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยเติบโตและเกษียณในจังหวัดตัวเอง และ 2.แยกงานสอบสวนออกจากงานสืบสวนเพื่อให้เกิดระบบการถ่วงดุลระหว่างกัน ระบบปัจจุบันอยู่ภายใต้ระบบบังคับบัญชาแบบทหาร ทั้งสองเรื่องคือเรื่องเร่งด่วนที่ควรทำในขณะนี้

สำหรับ 36 อรหันต์ คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ โดยมี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผบ.สส. เป็นประธานคณะกรรมการนั้น ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะดูจากประวัติ พล.อ.บุญสร้าง ถือว่าทำงานตรงไปตรงมา ที่สำคัญยังได้รับหลักประกันสนับสนุนในฐานะผู้มีความรู้ความสามารถจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะ คสช. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

“ตอนนี้ท่านเพิ่งเริ่มต้นการทำงาน ท่านอาจยังไม่รู้ปัญหาตำรวจอย่างลึกซึ้ง แต่คิดว่าความซื่อสัตย์สุจริตในตัวท่านจะทำให้รับฟังความคิด ความต่างที่หลากหลายจากกลุ่มคนต่างๆ เพื่อนำข้อมูลไปวินิจฉัยว่า สิ่งใดเหมาะสมและควรนำสู่การปฏิรูป เพราะคนดีจะเป็นคนรับฟังความเห็นคน” คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม กล่าวย้ำและให้ความเห็นต่อว่า

แม้การทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดนี้ มีกรอบระยะเวลาเหลือเพียง 9 เดือน แต่ถือว่าเพียงพอกับการทำงานอย่างแน่นอน วิธีทำงานควรนำผลงานวิจัยของตำรวจที่เคยทำไว้ย้อนหลัง 15 ปี แล้วตั้งเจ้าหน้าที่มาถอดแนวทางข้อเสนอแนะการปฏิรูปตำรวจต้องทำอย่างไรบ้าง ในงานวิจัยต่างๆ สรุปชัดเจนแล้วว่า การปฏิรูปตำรวจควรทำเรื่องใดและไม่ควรทำเรื่องใด เชื่อว่าใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ สามารถทำข้อมูลส่วนนี้เสร็จ

สังศิต ให้แนวปฏิรูปตำรวจอีกว่า ควรประสานงานกับองค์การสหประชาชาติ เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านตำรวจมาให้ข้อมูลว่า ตำรวจในประเทศใดที่ทำงานแล้วไม่ทุจริตซื้อขายตำแหน่งและไม่โกงประชาชน เพื่อนำโมเดลมาปรับใช้ว่าระบบโครงสร้างเป็นอย่างไร หรือเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเห็นต่อการปฏิรูปตำรวจ เช่น กิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ จรัญ ภักดีธนากุล พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ฯลฯ และเชิญภาคประชาชนเข้ามาร่วมด้วย เพื่อรับฟังความเห็นได้เช่นกัน

“เชื่อว่าระยะเวลาเพียง 2-3 เดือน การปฏิรูปตำรวจเสร็จแน่นอน เนื่องจากมีแนวความคิดชัดเจน แล้วนำมาสังเคราะห์ว่าจะใช้ข้อมูลส่วนใด และเขียนกฎหมายเท่านั้น”

ส่วนเรื่องยศตำรวจที่เคยมีการถกเถียงกันว่าจะต้องมียศหรือไม่มียศนั้น อาจารย์สังศิต ให้ทัศนะว่า “เรื่องยศเรื่องตำแหน่งให้เขาไปเถอะ” เน้นเรื่องที่มีประโยชน์กับประชาชนเป็นหลักดีกว่า งานตำรวจแท้จริง คือ งานในโรงพักและตระเวนดูแลความปลอดภัยประชาชนเป็นหลักเท่านั้น “ตำรวจจะได้อภิสิทธิ์อะไรก็แล้วแต่ไม่เป็นไร แต่ขอให้ประชาชนได้ประโยชน์ ผมถือว่าเพียงพอแล้ว”

กระนั้นก็ตาม ข้อกังวลเรื่องอำนาจรวมศูนย์จะยังคงมีอยู่อีกหรือไม่ แม้จะมีการปฏิรูปตำรวจ เรื่องนี้ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ผู้คร่ำหวอดเรื่องตำรวจ ถอดความคิดเห็นให้ฟังว่า ถ้าเรานำสิ่งที่นายกรัฐมนตรีเคยเสนอแนวคิดให้ตำรวจขึ้นกับจังหวัดนั้นมาใช้ ถือว่าแนวคิดนี้ถูกต้องเพราะจะทำให้กระบวนการยุติธรรมคล่องตัวมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น จังหวัด ก.เกิดเหตุขึ้น ไม่ต้องส่งเรื่องเข้ามายังส่วนกลาง ทำเรื่องทุกอย่างให้จบในจังหวัด เพราะแต่ละจังหวัดมีตำรวจ อัยการ ศาล ผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวแทนภาคประชาสังคมจังหวัด จะทำให้การทำงานทุกอย่างรวดเร็วขึ้น ดังนั้นตำรวจควรทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ศาล และอัยการจังหวัด

“ประชาชนต้องการตำรวจมาดูแลทุกข์สุข แต่วันนี้ประชาชนเอือมระอาตำรวจ เพราะแจ้งความอะไรก็ไม่ได้รับความสนใจเลย ไม่มีความหวังอะไรกับตำรวจ เนื่องจากกระแสความไม่พอใจต่อองค์กรตำรวจ ทำให้ต้องมีการบรรจุเรื่องปฏิรูปตำรวจไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงเชื่อว่ารัฐบาลคงมองเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการ” สิงศิต เผยความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อตำรวจ

ไม่ต่างจากเรื่องการแทรกแซงตำรวจจากการเมืองและอำนาจมืด หากตำรวจอยู่ภายใต้การดูแลของจังหวัด ก็ยังมีการแทรกแซงการทำงานการแต่งตั้งโยกย้ายอยู่ แต่ทำได้ยากขึ้น เพราะกฎระเบียบใหม่ห้ามนักการเมืองเข้ามาแทรกแซงเด็ดขาด ถ้าหากมีการซื้อขายตำแหน่งจริง ราคาก็จะถูกลงมาก และถูกจับง่ายกว่า เพราะการตรวจสอบง่ายกว่าเดิม

“เดิมอำนาจอยู่ที่ ผบ.ตร.อย่างเดียว ครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ถ้าคุณพยายามเข้าไปแทรกแซงต้องทำทีละจังหวัด ดังนั้นการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจและตัวตำรวจเอง ต้องค่อยๆ ทำควบคู่กันไป เนื่องจากที่ผ่านมาตำรวจผูกขาดการใช้อำนาจมานาน ถ้าหากมีการเริ่มต้นทำต้องทำใจเพื่อให้ตำรวจปรับตัว” สังศิต มองอนาคตปฏิรูป

ย้อนถามเรื่องความเชื่อมั่นกับการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้มากน้อยเพียงใด สังศิต แจงขึ้นว่า การปฏิรูปตำรวจคราวนี้จะแตกต่างกับสิ่งที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท.เคยนำเสนอไว้ เนื่องจากมีการตั้งคณะกรรมปฏิรูปขึ้นมาอย่างเป็นทางการ แล้วนายกรัฐมนตรีเข้ามาดูแลเรื่องนี้เองโดยตรง เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในแวดวงตำรวจมีขึ้นแน่นอน เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้น และประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ สังสิต ยังวาดหวังว่า หากการปฏิรูปตำรวจเป็นตำรวจในจังหวัดสำเร็จได้นั้น จะทำให้ตำรวจชั้นประทวนพึงพอใจมาก เพราะระบบปัจจุบันกดขี่พวกเขา เนื่องจากไม่ได้จบโรงเรียนนายร้อย (นรต.) โอกาสเติบโตเหมือนตำรวจชั้นสัญญาบัตรยากลำบาก พวกชั้นประทวนได้แค่นายสิบ จ่า ดาบตำรวจ เท่านั้น

คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม แนะแนวทาง พร้อมข้อเสนอถึงคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจว่า ถือเป็นความหวังของประชาชนอย่างมาก จึงอยากเห็นคณะกรรมการชุดปัจจุบันรับฟังความเห็นอย่างหลากหลายจากประชาชน และรับฟังความเห็นของตำรวจชั้นประทวนให้มากๆ เนื่องจากเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อกระบวนการปฏิรูปตำรวจ

ภายภาคหน้าในอนาคตไม่จำเป็นต้องมีการเพิ่มกำลังตำรวจ แต่เราจะมีกำลังอาสาสมัครชาวบ้านคอยเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ คอยชี้เบาะแสอาชญากรรม และเสริมสร้างความใกล้ชิดกันระหว่างตำรวจกับประชาชน อย่างในปัจจุบันตำรวจกับประชาชนห่างเหินกันอย่างมาก ต้องวิ่งเต้นโยกย้ายไปมา ทั้งหมดจะเกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง เมื่อปฏิรูปตำรวจอยู่ในจังหวัด

 

“นักเรียนโอลิมปิกไม่เคยหายไป แค่คุณไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพัฒนาชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2560 เวลา 19:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/508283

"นักเรียนโอลิมปิกไม่เคยหายไป แค่คุณไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพัฒนาชาติ"

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี เรามักเห็นข่าวน่ายินดีและภูมิใจอยู่เสมอว่า เด็กจากประเทศไทยคว้ารางวัลบนเวทีโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ ทว่าหลังเสร็จสิ้นช่วงพิธีเฉลิมฉลองสดุดีอย่างยิ่งใหญ่ เรื่องราวของเด็กเก่งเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกนำเสนอสู่สาธารณะอีกเลย ส่งผลให้ผู้คนตั้งคำถามขึ้นว่า “เด็กเก่งไทย หายไปไหน”

โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับ วริท วิจิตรวรศาสตร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 5 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ดีกรีเจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ สาขาดาราศาสตร์ ปี 2559

เขาจะมาบอกเล่าถึงเส้นทางชีวิตนักเรียนรางวัลโอลิมปิกวิชาการว่า หลังได้รางวัลระดับโลกแล้วพวกเขาเป็นอย่างไร พร้อมกับไขความ (ไม่) ลับวิธีเรียนอย่างไรให้เก่ง

เส้นทางสู่นักเรียนโอลิมปิกวิชาการ

สถิติเหรียญรางวัลเวทีโอลิมปิกวิชาการตั้งแต่ไทยเริ่มส่งแข่งขันเมื่อปี 2532 ถึงปี 2554 มีมากกว่า 300 เหรียญ อาทิ ปี 32 ได้ 1 เหรียญทองแดง , ปี 33 ได้ 3 เหรียญทองแดง , ปี 35 ได้ 5 เหรียญทองแดง 3 เหรียญเงิน 1 เหรียญทอง , ปี 41 ได้ 4 เหรียญทองแดง 4 เหรียญเงิน 1 เหรียญทอง , ปี 47 ได้ 9 เหรียญทองแดง 6 เหรียญเงิน 2 เหรียญทอง , ปี 50 ได้ 4 เหรียญทองแดง 10 เหรียญเงิน 5 เหรียญทอง , ปี 54 ได้ 2 เหรียญทองแดง 7 เหรียญเงิน และ 10 เหรียญทอง

วริท เล่าว่านักเรียนโอลิมปิกวิชาการทุกคน ก็คือเด็กที่มาจากโรงเรียนทั่วประเทศ และมาสอบแข่งขันความถนัดเฉพาะทางรายวิชาซึ่งมีประมาณ 10 วิชา เช่น  ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คอมพิวเตอร์ โลกและอวกาศ ภูมิศาสตร์ เพื่อให้ผ่าน และได้รับเลือกเข้าร่วมการอบรม-เก็บตัว เรียนรู้วิชาเฉพาะทางอย่างเข้มข้น ภายในศูนย์หรือที่เรียกติดปากว่า “ค่าย “ของมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาฯ หรือ สอวน. ก่อนทำการแข่งขันเวทีโอลิมปิกระดับชาติและเป็นตัวตัวแทนประเทศไปลงแข่งกับนานาชาติ เมื่อถึงตอนนั้นสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สสวท. จะเข้ามารับช่วงดูแลต่อก่อนไปแข่งเวทีระดับโลก

นักเรียนโอลิมปิกฯ บรรยายความรู้สึกการเป็นตัวแทนประเทศไปแข่งขันเวทีระหว่างประเทศว่า ตอนได้ไปแข่งดาราศาสตร์โอลิมปิก ระหว่างประเทศครั้งที่ 21 ที่ประเทศบัลแกเรีย ขณะนั้นรู้สึกกดดันและตื่นเต้นมาก แต่อีกมุมก็รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนประเทศ จึงคิดว่าต้องพยายามทำเต็มที่ และเปลี่ยนความกดดันเป็นแรงผลักดัน และเมื่อวันจริงมาถึง จำได้ว่ามีทีมเข้าร่วม 16 ประเทศ ถึงเวลาแข่งขันก็พยายามทำเต็มที่ สุดท้ายคว้าเหรียญเงินกลับมาให้ตัวเอง ครอบครัว และคนไทยได้ภูมิใจ

วริท (คนที่สองจากซ้าย) พร้อมทีมนักเรียนไทยที่เข้าแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศครั้งที่ 21

ชีวิตนักเรียนโอลิมปิก หลังพิธีสดุดีอันยิ่งใหญ่

 

วริท เปิดใจว่าชีวิตนักเรียนโอลิมปิกส่วนใหญ่จะอยู่ช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อได้รับรางวัลกลับมา ก็เตรียมตัวสอบเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยตามระบบเหมือนนักเรียนทั่วไป แต่ตรงนี้ทาง สอวน. จะมีทุนให้แก่ผู้แทนประเทศเลือกว่าจะรับทุนเรียนต่อต่างประเทศหรือไม่ และนักเรียนส่วนหนึ่งหากไม่เลือกทุน สอวน. ก็อาจเลือกสอบชิงทุนตามความสนใจ เช่น ทุนเล่าเรียนหลวง หรือ ทุนคิง ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ทุนธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น

โดยแต่ละทุนจะมีสัญญาข้อผูกมัดไม่เหมือนกัน บางทุนต้องทำงานให้หน่วยงานที่กำหนดเพื่อชดใช้ทุน หรือบางทุนระบุเพียงให้ทำงานในประเทศเท่านั้น สุดท้ายอยู่ที่ผู้ขอรับทุนพิจารณาว่าจะเดินเส้นทางใด

แต่ขอยืนยันว่า นักเรียนโอลิมปิกวิชาการหรือแม้แต่นักเรียนทุนส่วนใหญ่ ไม่เคยห่างหายไปไหน ยังทำงานอยู่ในแวดวงการศึกษา วิชาการ หน่วยงานของประเทศแล้วแต่สายงานที่เลือก ส่วนสาเหตุที่สังคมไม่ทราบชีวิตความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ เพราะสื่อไม่เคยนำเสนอให้สังคมรับทราบ เหมือนช่วงที่พวกเขาได้รับรางวัลมาใหม่ๆ จึงไม่มีใครทราบว่าบุคลากรที่มีคุณภาพเหล่านี้ ยังทำงานเบื้องหลังช่วยเหลือพัฒนาประเทศอยู่

“เมื่อไม่ได้ใส่สูท หรือ สวมเหรียญรางวัล พวกเขาก็คือวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีความฝัน และเดินตามเส้นทางตัวเอง เขาไม่ได้หายไปไหน ยังคงช่วยพัฒนาประเทศอยู่ เพียงแต่สังคมอาจไม่เคยรับรู้”

“มุ่งมั่น พยายาม ตั้งใจจริง” หัวใจความสำเร็จ 

 

นักเรียนโอลิมปิกวิชาการคนนี้ เปิดใจเส้นทางสู่ความสำเร็จทางการศึกษาว่า วางเป้าหมายตั้งแต่เรียนระดับชั้นประถมศึกษาว่าอยากเป็นนักเรียนโอลิมปิกวิชาการ จึงพยายามเรียนพิเศษทั้งในและนอกโรงเรียน รวมถึงศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเอง บางครั้งมีอุปสรรคบ้าง เพราะความเป็นวัยรุ่นก็อยากมีกิจกรรมเล่นสนุกกับเพื่อน ทั้งการเตะฟุตบอลหรือเล่นเกม

ดังนั้นจึงต้องพยายามแบ่งเวลาให้ดี โดยพยายามทำการบ้านให้เสร็จตั้งแต่อยู่ในห้องเรียน หลังจากนั้นจึงไปเล่นกับเพื่อน พอกลับถึงบ้านจะทบทวนความรู้ นั่งทดลองทำโจทย์ข้อสอบเก่าๆ เพื่อฝึกฝนความรู้อยู่เสมอ แต่ถึงอย่างไรก็จะหาเวลาพักผ่อนเพื่อไม่ให้เครียดจนเกินไป

การก้าวมาเป็นนักเรียนโอลิมปิกวิชาการ คิดว่าทุกคนสามารถเป็นได้เพราะมีโอกาสเท่ากัน ไม่ว่าอยู่กรุงเทพหรือต่างจังหวัด แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ว่าทุ่มเท มุ่งมั่น พยายามกับมันมากน้อยเพียงแค่ไหน เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ ยอมรับว่าต้องใช้ความพยายามมากพอสมควร

“ผมคิดว่าเส้นทางการเป็นนักเรียนโอลิมปิก ทุกคนเป็นได้ เพราะเราวิ่งอยู่บนเส้นทางสายเดียวกัน แต่บางครั้งคนมักคิดว่าอยู่กรุงเทพ มีทรัพยากรพื้นฐานดีกว่าต่างจังหวัด ก็น่าจะถึงเส้นชัยก่อนเสมอ ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะเมื่อถึงเวลาแข่งจริง ถ้าเราเดินไม่ยอมวิ่ง มันมีโอกาสถูกคนที่เริ่มภายหลัง แซงได้ สุดท้ายมันอยู่ที่ว่า คุณมุ่งมั่น พยายามแค่ไหน”

วริท บอกว่านักเรียนโอลิมปิกไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดเสมอไป ในโรงเรียนแม้ตนเป็นนักเรียนโอลิมปิก แต่บางเทอมเกรดเฉลี่ยน้อยกว่าเพื่อนนักเรียน เพราะชีวิตส่วนใหญ่ทุ่มเทให้การแข่งขัน บางวันต้องขาดเรียนเพื่อไปเข้าค่ายอบรม และต้องกลับมาทบทวนบทเรียนต่อ ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือต้องบริหารเวลาให้ดี

“อุปสรรคบนเส้นทางความสำเร็จ คือ ความเป็นวัยรุ่น บางครั้งเพื่อนชวนเที่ยว เตะบอล แต่เราต้องนั่งเรียน บางครั้งเหนื่อย น้อยใจบ้าง แต่คิดว่ามันต้องทำ เราเลือกแล้ว สุดท้ายอยู่ที่ตัวเรา จะกำจัดอุปสรรคเหล่านั้นทิ้งไป หรือทำให้เหลือน้อยได้อย่างไร เพื่อเดินไปสู่ความสำเร็จ”

นักเรียนโอลิมปิกวิชาการรายนี้ ทิ้งท้ายว่าหลักการของความสำเร็จ คือ มุ่งมั่น พยายาม ตั้งใจจริง หากคิดอยากประสบความสำเร็จ ต้องพยายาม แม้บางครั้งอาจผิดหวัง ท้อแท้ แต่ต้องพยายามต่อไปและมองไปข้างหน้า เราจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์