เสียงสะท้อนจาก2ด้าน ห้ามโพสต์ภาพเหล้าเบียร์ “ตัดวงจรการตลาด” หรือ “ละเมิดสิทธินักดื่ม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 19:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/508083

เสียงสะท้อนจาก2ด้าน ห้ามโพสต์ภาพเหล้าเบียร์ "ตัดวงจรการตลาด" หรือ "ละเมิดสิทธินักดื่ม"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชายหนุ่มยิ้มร่าให้กล้อง มือขวาถือขวดเบียร์ฟองนุ่มๆ มือซ้ายประคองโทรศัพท์เซลฟี่ตัวเอง ก่อนจะโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กพร้อมแคปชั่นสนุกสนาน ไม่นานพรรคพวกเพื่อนพ้องก็พากันเข้ามากดไลค์และคอมเม้นท์กันด้วยความขำขัน บางคนออกแนวตักเตือนว่าอย่าดื่มมากนะ มันไม่ดี

ภาพประเภทนี้กำลังสุ่มเสี่ยงถูกปรับและจำคุกตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มาตรา 32 ที่มีถ้อยคำว่า

“ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม”

โทษหนักถึงขั้นจำคุก 1 ปี ปรับ 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

งานนี้คอทองแดงกำลังหนาวๆ ร้อนๆ พร้อมกับเซ็งที่ถูกจำกัดความสนุกสนานส่วนตัว…

ปล่อยให้มนุษย์ได้คิดและตัดสินใจเองเสียที

กรณีศิลปินดาราคนดังที่รับเป็นพรีเซ็นเตอร์ถ่ายภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อโฆษณา รวมไปถึงผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร-เหล้าเบียร์ ที่ทำโปรโมชั่นเชิญชวนให้ลูกค้า เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่า ลักษณะนี้ผิดแน่นอนเนื่องจากมีเจตนาโฆษณาและชักจูงอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามสำหรับประชาชนทั่วไปนั้นยังเป็นคำถามและข้อสงสัยว่า แบบไหนที่เรียกว่าอวดอ้างสรรคุณหรือชักจูงให้ผู้อื่นดื่มทั้งทางโดยตรงและอ้อม ซึ่งจำนวนมากพากันไม่เห็นด้วยและรู้สึกถูกละเมิดสิทธิ์ในการใช้ชีวิตมากเกินไป

เจษฎา ชื่นศิริกุล นักดื่มและเจ้าของเบียร์ยี่ห้อ Triple Pearl มองว่า สังคมปัจจุบันนั้นพัฒนาไปไกลมีช่องทางการสื่อสารและรับรู้อย่างมากมายทางโซเชียลมีเดีย ผู้คนมีวิจารณญาณ กระบวนการคิด ศักยภาพในการวิเคราะห์และความสามารถในการเลือกรับสารที่ตนเองต้องการมากกว่าอดีต จึงไม่ควรปิดกั้นเรื่องที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว

“แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาผู้คนก็เข้าถึงข้อมูลแล้ว แทนที่ภาครัฐจะห้ามควรเลือกนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนแทนดีกว่า  วิธีการห้ามเหมือนเอากำปั้นทุบดิน ห้ามให้ทุกคนเห็นในสิ่งที่ตัวเองรับรู้ คนเรามีวิจารณญาณและสามารถตัดสินใจได้เองอยู่แล้ว”

เจษฎา บอกว่า การปิดกั้นนั้นอาจทำให้ผู้คนเห็นภาพน้อยลงแต่ไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงจะลดต่ำลง เนื่องจากร้านค้า ร้านอาหาร และร้านเหล้า-เบียร์ยังเปิดขายทั่วไป เพราะฉะนั้นแทบไม่มีประโยชน์

“เปลี่ยนเป็นวิธีให้ข้อมูลให้ผู้ดื่มทราบถึงข้อดี-เสีย ผลที่จะเกิดขึ้นของมันน่าจะมีประโยชน์กับสังคมกว่า”

นักดื่มตัวยงเชื่อว่า ผู้คนจำนวนมากที่โพสต์ภาพเหล้า-เบียร์ไม่ได้มีเจตนาเชิญชวนให้ใครดื่ม เพียงแค่อยากนำเสนอหรือโชว์ไลฟ์สไตล์ของตนเองที่อยู่ในภาวะอารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะสนุกสนานหรือเศร้าหมอง ซึ่งข้อความที่กฎหมายระบุไว้ในปัจจุบันมีความคลุมเคลือและขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่มากเกินไป

วิชิต ซ้ายเกล้า “ตัวพ่อ” วงการ Craft Beer เมืองไทย บอกว่า การห้ามโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นสะท้อนให้เห็นว่า ผู้มีอำนาจในประเทศนี้มองว่าประชาชนเป็นเด็กที่ต้องมีผู้ปกครองอยู่ตลอดจนไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้

“ชีวิตมนุษย์คนหนึ่งเขาเก่งมากนะ ไม่ธรรมดา พวกเราอยู่กันในยุคไหนโลกไหนวะเนี่ย ไม่ใช่ประเทศคอมมิวนิสต์นะ ต้องปล่อยให้รับผิดชอบตัวเองได้ มีแต่คนทำตัวเป็นเจ้าคนทั้งนั้น ไร้สาระ คนเราไม่เจ็บจะรู้ได้ไงว่ามันแย่” ชิต เบียร์ บอกและยกตัวอย่างว่า

“สมัยเป็นเด็ก ผู้ใหญ่บอกว่าไฟมันร้อน พวกเราเชื่อเหรอ ไม่หรอก ทำไงล่ะก็ลองเล่นดูไง แล้วเป็นไงล่ะ มันก็เจ็บไง”

 

งานวิจัยชี้ชัดสัญลักษณ์แบรนด์ทำคนดื่มมากขึ้น

นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและเวชศาสตร์ป้องกัน คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และนักวิจัยจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการ สร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า ปัจจุบันมีผลการศึกษาทางวิชาการอย่างอย่างชัดเจนระบุว่า การตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลกระทบต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของกลุ่มวัยรุ่น

ตัวอย่างงานวิจัยที่สำคัญตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ในปีนี้ พ.ศ.2560 โดย David Jernigan จากมหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังทางการแพทย์และสาธารณสุขและคณะ ได้ทำการศึกษารวบรวมงานวิจัยในอดีตจำนวน 15 การศึกษา พบว่า การตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งในรูปแบบโฆษณาทางอินเตอร์เน็ต , โทรทัศน์และการกีฬา ล้วนแต่ส่งผลให้กลุ่มวัยรุ่นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณรวม (alcohol consumption) ที่สูงขึ้นประมาณ 1.5 เท่า , เริ่มดื่มในปริมาณที่สูงหรือดื่มหนักเร็วขึ้นและปริมาณมากขึ้น (binge drinking initiation and binge drinking) ประมาณ 1.5 ถึง 2 เท่า รวมถึงดื่มในลักษณะที่อันตราย (hazardous drinking) โดยผ่านกลไกของการจดจำการตลาดหรือสัญลักษณ์ (marketing receptivity and brand recognition)

“งานวิจัยชี้ว่าสำหรับผู้ที่ดื่มอยู่แล้ว เมื่อเห็นโฆษณาและการเชิญชวน พฤติกรรมจะเปลี่ยนไป ทั้งในแง่ปริมาณและความถี่ในการดื่ม การโฆษณาเชิญชวนอาจมาจากสัญลักษณ์ สีและโลโก้ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินดารา เช่น เครื่องดื่มบางแบรนด์เลือกใช้สัญลักษณ์น้ำดื่มในการโฆษณาซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออีกแบรนด์ที่เลลือกใช้สีที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เพื่อให้เกิดการจดจำ”

 

 

ในปี 2560 มีงานวิจัยชื่อว่า The commercial use of digital media to market alcohol products: a narrative review สนับสนุนแนวคิดที่ว่าการตลาดของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยอยู่ในรูปแบบของสื่อดิจิตอล

ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา บอกว่า Tim Lobstein และคณะได้ศึกษารูปแบบการตลาดในรูปแบบของสื่อดิจิทัลมีเดีย พบว่า ส่วนมากจะผ่านทางสื่อออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ , facebook และ application ต่าง ๆ โดยมีกลยุทธที่สำคัญ 2 ลักษณะ คือ เทคนิคของการให้ผู้ใช้มีส่วนร่วม เช่น การให้ความคิดเห็นหรือเล่นเกมส์ เป็นต้น และการเผยแพร่ส่งต่อ โดยเทคนิคดังกล่าวช่วยลดทั้งต้นทุนทางการตลาด แต่กลับได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก

ตัวอย่างเช่น การศึกษาในประเทศออสเตรเลียพบว่า บทความที่เผยแพร่ประมาณ 4,500 บทความ เมื่อผ่านสื่อดิจิทัลในสังคมแล้วนั้น รวมแล้วมีการเผยแพร่ถึง 2.3 ล้านครั้งผ่านการเผยแพร่ส่งต่อ

นพ.พลเทพ  บอกว่า กระบวนการการตลาดทางสื่อดิจิทัลของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ที่กำหนดไว้ว่าประชากรที่อายุต่ำกว่า 18 ปีไม่สามารถเข้าถึงการซื้อขายได้แต่พบว่าไม่มีการตรวจสอบใด ๆ ในสื่อดิจิตอลเลย รวมถึงการดำเนินการผ่านบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรง (third party) เป็นคนดำเนินการซึ่งทำให้ยากต่อการดำเนินการทางกฎหมาย

“การโพสต์ภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนทั่วไปนับเป็นเรื่องที่ควรห้ามปราม เนื่องจากการจดจำแบรนด์สินค้า ไม่จำเป็นต้องถูกถ่ายทอดมาจากบริษัทหรือคนดัง แต่อาจมาจากญาติสนิทมิตรสหาย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีผลต่อการสร้างการจดจำแบรนด์ได้เช่นกัน”

ภาพส่วนหนึ่งจากเฟซบุ๊กทนายเกิดผล เเก้วเกิด

 

กฎหมายเป็นลบต่อประชาชนทั่วไป

นักกฎหมายอย่าง เกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ บอกว่า หากพิจารณาข้อความที่ระบุในกฎหมายที่ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม” แสดงให้เห็นว่า การโพสต์ชื่อ เครื่องหมาย และสัญลักษณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็นับว่าผิดกฎหมายไม่ว่าคุณจะเป็นใคร

“กฎหมายไม่ได้เขียนว่าเจตนาหรือไม่เจตนา ต่อให้ไม่ประสงค์ต่อผลแต่ก็เล็งเห็นได้ว่าเป็นการโฆษณาในตัว เพราะเขาบอกว่า ทั้งทางตรงและอ้อมซึ่งกว้างมากในการตีความ สมมุติไปงานฉลองวันเกิดเพื่อนแล้วถ่ายภาพความสนุกสนานแต่เห็นเครื่องหมายตราสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าคิดจะเอาผิดจริงก็ทำได้”

ทนายความบอกอีกว่า การเขียนว่า “โดยตรงหรือโดยอ้อม” นับเป็นข้อเสียเปรียบของประชาชนในการตีความ เพราะการบังคับใช้กฎหมายขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่

“การโฆษณาโดยตรงจากบริษัทและเหล่าศิลปินดาราแบบนั้นทุกคนเข้าใจตรงกันว่าผิด แต่หากเป็นการนำกฎหมายมาใช้ลักษณะจับผิดคนทั่วไปด้วยคำว่าโดยอ้อม แบบนั้นไม่ชัดเจนและเกิดเป็นความขัดแย้งได้ กฎหมายควรจะระบุให้ชัดและไม่มีปัญหาในการตีความหรือบังคับใช้”

โพสต์โชว์สัญลักษณ์บอกยี่ห้อ ผิดแน่นอน!

ขณะที่ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ที่ปรึกษา สบ.10 ชี้แจงว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีเจตนาเพื่อคุ้มครอง มหาชน โดยมาตรา 3 ใน พ.ร.บ. ได้ระบุความหมายของคำว่า “โฆษณา” ไว้ครอบคลุมว่า

“การกระทำไม่ว่าโดยวิธีใดๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยินหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในการค้าเเละให้หมายความรวมถึงการสื่อสารการตลาด”  เพราะฉะนั้นจึงถูกตีความได้ว่า การแสดงเครื่องหมายทางการค้า ไม่ว่าประชาชนจะเจตนาหรือไม่ บริษัทผู้ผลิตก็ได้ประโยชน์ทางการค้าและถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสารการตลาดแล้ว

“เมื่อเราแสดงเครื่องหมายการค้าหรือตราสินค้า เขาก็ได้ประโยชน์ มีส่วนทำให้คนจดจำแบรนด์นั้นได้ ไม่ว่าจะตีความยังไงก็เข้าข่ายผิดกฎหมาย ถือว่าอยู่ในกระบวนการสื่อสารการตลาด” พล.ต.อ.วิระชัย กล่าว

โดยสรุปคือ ประชาชนสามารถถ่ายภาพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ แต่ต้องปิดบังตราสัญลักษณ์ โลโก้แบรนด์เครื่องดื่ม เพราะแม้ผู้โพสต์อาจจะไม่ได้รับประโยชน์ แต่เมื่อผู้ผลิตได้ประโยชน์ ก็ถือเป็นการสื่อสารการตลาด และมีผลกระทบต่อผู้รับสารโดยทั่วไปแล้วนั่นเอง

ระบบพยากรณ์มีปัญหา เตือนภัยระดับพื้นที่ไม่ได้-ใต้เสี่ยงแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 06:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/507974

ระบบพยากรณ์มีปัญหา เตือนภัยระดับพื้นที่ไม่ได้-ใต้เสี่ยงแล้ง

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน , กันติพิชญ์ ใจบุญ

แม้พายุจะนำพาเม็ดฝนโหมกระหน่ำอย่างหนักหน่วงในหลายพื้นที่ของประเทศไทย แต่คำถามที่ตามมาคือ จะการันตีได้หรือไม่ว่าจะมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะกับภาคเกษตรกรรม

จากข้อมูลของ “คลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติ” หรือ Thai Water ระบุสถานการณ์ล่าสุดของน้ำในเขื่อนหลักทั้ง 4 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นเขื่อนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เก็บน้ำไว้ล่าสุดที่จำนวน 13,311 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 50%

ในจำนวนดังกล่าวจะเพียงพอต่อการใช้น้ำหรือไม่ และในอนาคตทิศทางของสภาพอากาศจะเป็นอย่างไรที่มีผลต่อการบริหารจัดการน้ำ

รศ.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ภาพถึงสถานการณ์น้ำไว้อย่างน่าสนใจ โดยฉายภาพว่า ระดับกักเก็บน้ำใน 4 เขื่อนหลักของภาคกลางที่อยู่ในระดับ 50% นับว่าเพียงพอต่อการทำการเกษตรกรรมในปีหน้าแน่นอน และปริมาณน้ำก็มากกว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้น ภาคกลางค่อนข้างหายห่วงได้

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์พายุไต้ฝุ่นอีก 2 ลูกที่อาจจะเข้ามาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ซึ่งหากพายุดังกล่าวพัดพาฝนตกเหนือเขื่อนก็จะทำให้ภาคกลางมีน้ำมากถึง 80% และเพียงพอจะทำนาปรังได้เต็มพื้นที่มากกว่าปีที่ผ่านมาอีก 2 ล้านไร่

“แต่แนวโน้มล่าสุดที่ได้ติดตามพายุไต้ฝุ่นหากเข้ามาจะอยู่ใต้เขื่อน หากเป็นเช่นนั้นน้ำฝนก็ไม่ตกลงมาในเขื่อน ก็จะมีผลกระทบต่อการทำนาในปีถัดไปบ้าง แต่ค่อนข้างชัดเจนว่าภาคกลางจะไม่กระทบภัยแล้งเหมือนกับปีที่ผ่านมา เพราะขณะนี้น้ำที่กักเก็บไว้ก็มากกว่าเดิมแล้ว” รศ.สุจริต ย้ำ

เมื่อภาคกลางค่อนข้างไร้กังวลดังที่นักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ รายนี้ได้วิเคราะห์ แต่กับสถานการณ์ภาคอื่น เช่น อีสานที่ปริมาณน้ำมากเกินไปจนกลายเป็นน้ำท่วมดังที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ และในภาคใต้นั้น อาจจะต้องเจอภัยแล้งแทนที่ฤดูฝนที่กำลังจะมาในเดือนพ.ย.-ธ.ค.นี้ ซึ่งสภาพอากาศจะเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนกับที่ผ่านมา และฝนจะน้อยลง

“นั่นเพราะสภาพอากาศจะทำให้อบอุ่นขึ้นในเขตภาคใต้ แต่ที่ดีคืออาจจะไม่เจอน้ำท่วมเหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่ก็จะเจอภัยแล้งเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ด้านสถานการณ์น้ำที่ต้องการใช้บริโภคอุปโภคยังไม่ถือว่าเป็นกังวล” รศ.สุจริต คาดการณ์

สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้บางพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดน้ำท่วมก็เกิดขึ้น เฉกเช่นที่ จ.สกลนคร เป็นต้น

บทเรียนสำคัญในการป้องกันรับมือกับพายุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นั้น จากมุมมองของ ศ.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ประธานสถาบันโลกร้อนศึกษาประเทศไทยและ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา ที่ถอดบทเรียนจากพายุทีเกิดขึ้นล่าสุดว่า เรื่องที่ต้องระวังน้ำท่วมจากบทเรียนได้กรณีน้ำท่วมที่ จ.สกลนครคือ พบว่า สาเหตุหนึ่งมาจากสภาพอากาศผิดปกติ ซึ่งคาดการว่าอิทธิพลของพายุเซินกาจะสลายตัว แต่ด้วยอิทธิพลของพายุเนสาด และอุณหภูมิของน้ำในทะเลจีนใต้ที่ทำให้เกิดหย่อมความกดอากาศต่ำ ส่งผลให้อิทธิพลของพายุเซินกากลับมาเพิ่มปริมาณฝน ในวันที่ 27-29 ก.ค.ที่ผ่านมา

“ปรากฏการณ์ที่กล่าวมาถือเป็นลักษณะอากาศผิดปกติที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทำให้ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมที่ พัทยา เมื่อปลายเดือน มี.ค. 2558 ที่ระบบพยากรณ์อากาศของเราที่มีไม่สามารถบอกได้ จึงไม่สามารถเตือนภัยระดับพื้นที่ได้ ระบบพยากรณ์ที่มีสามารถบอกได้เพียงสภาพอากาศในภาพใหญ่ๆ เพราะมีเครื่องมือจำกัด เป็นเครื่องมือพยากรณ์อากาศที่พัฒนามาจากที่ใช้กับภาคเกษตรกรรม แต่ไม่ใช่สำหรับสภาพอากาศที่เป็นพิบัติภัย ซึ่งจะเกิดมากขึ้นและถี่ขึ้น”

ศ.ธนวัฒน์ แสดงข้อกังวลอีกว่า ที่น่ากังวลคือระบบเตือนภัย รับมือพายุเล็กๆ ระดับดีเปรสชันยังมีช่องโหว่ขนาดนี้ หากเป็นพายุโซนร้อนหรือไต้ฝุ่นจะยิ่งประสบปัญหาหนักเพราะการเตือนพิบัติภัยของเรากำลังล้าหลังไม่เท่าทันปัญหาสภาพอากาศที่คาดการณ์ได้ยากขึ้นทุกที

 

กะเทาะสัญญาประชาคม “ปรองดอง”ได้กี่เปอร์เซ็นต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2560 เวลา 08:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/507655

กะเทาะสัญญาประชาคม "ปรองดอง"ได้กี่เปอร์เซ็นต์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ว่าคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีมติรับทราบการจัดทำ ร่างสัญญาประชาคมเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ไปแล้ว ระหว่างนี้ หน่วยงานความมั่นคง นำไปขับเคลื่อนและสร้างการรับรู้กับประชาชนในพื้นที่

ทว่ามีคำถามถึงสัญญาประชาคมดังกล่าวนำไปสู่ความปรองดองได้กี่เปอร์เซ็นต์ “ทีมข่าวการเมือง” ได้สำรวจความเห็นจากประชาชนโดยโฟกัสภาคธุรกิจนักลงทุนเพื่อสะท้อนไปยังรัฐบาล

สุวัชชัย วงษ์เจริญสิน

 

สุวัชชัย วงษ์เจริญสิน นายกสมาคมส่งออกเครื่องหนังแห่งประเทศไทย  มองว่า รัฐมีความพยายามสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในทุกมิติ แต่ผมตอบไม่ได้ว่า จะสำเร็จหรือไม่   หรือจะสำเร็จกี่ %   ส่วนเรื่องที่ต้องระวังก็คือ ถ้าจะลดข้อขัดแย้ง เพื่อให้เกิดความปรองดอง ก็ต้องไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งใหม่ขึ้นมาอีก  ตรงนี้คิดว่ารัฐบาลเองก็คงประเมินเช่นกัน  ทั้งนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งได้หยั่งรากลึกและแผ่วงกว้าง  ดังนั้นการจะแก้ปัญหาที่สะสมมานานๆ คงต้องอาศัยหลายๆเครื่องมือและใช้เวลา ไม่นับรวมว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือการสร้างปรองดอง เป็นเรื่องของ “ความรู้สึก” เรื่องที่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งแก้ไขยากกว่า และต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

สุวัชชัย กล่าวว่า โดยหลักการแล้วเรื่องของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง มันเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว แต่วิธีการหรือกระบวนการที่จะนำไปสู่จุดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหว มีอารมณ์ ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง  จะให้ถูกใจทุกคนเป็นไปไม่ได้ หรือจะทำให้ทุกคนได้ประโยชน์ก็ไม่ได้เช่นกัน ต้องมีคนได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ในทุกเรื่อง ดังนั้น เราก็ต้องจัดลำดับความสำคัญของปัญหาว่าอะไรหนักสุดและเป็นปัญหาเร่งด่วน ซึ่งที่ใกล้ตัวที่สุด ก็เป็นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ แม้ว่าตอนนี้ตัวเลขต่างๆ จะสะท้อนว่า มันมีสัญญาณดีขึ้น ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น แต่มันไม่กระจาย อานิสงส์ของการฟื้นตัวมันยังไม่มากพอที่คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่ามันดีขึ้น ซึ่งตรงนี้มันเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นเหมือนกันนะ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำให้ความเชื่อมั่นมันเกิดขึ้นจนถึงจุดที่วงจรเศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงปกติให้ได้มากที่สุด

ส่วนที่มีการมองว่ากระบวนการที่ทำอยู่ เหมือนเป็นการสะกดจิตให้ประชาชนต้องเชื่อ ต้องทำทั้งที่ความจริงแล้ว ต้องมาจากความรู้สึกของประชาชนอย่างแท้จริงนั้น ผมไม่อยากใช้คำว่า “สะกดจิต” มันดูไม่เป็นเหตุเป็นผลและดูเหมือนไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะถ้าจะพูดกันอย่างจริงๆ แล้ว ทุกรัฐบาลต่างก็มีเป้าหมาย และต้องการทำให้ประชาชนเชื่อในเป้าหมายหรือจุดหมายปลายทางที่รัฐบาลวางไว้เหมือนๆ กัน แตกต่างกันที่วิธีการหรือวิธีปฏิบัติ ซึ่งต้องยอมรับว่า รัฐบาลนี้มีกลไกพิเศษ มีอำนาจพิเศษ และมีเครื่องมือพิเศษที่มากกว่ารัฐบาลปกติทั่วๆ ไป แต่อันนั้นเป็นเรื่องวิธีการหรือวิธีปฏิบัติของรัฐ ส่วนประชาชนจะเชื่อหรือไม่ หรือจะเชื่อมั่นในสิ่งที่รัฐบาลหรือไม่ ผมว่า มันอยู่ที่ว่า ประชาชนแต่ละคนได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเองในช่วง 3-4 ปี หรืออาจจะย้อนไปในช่วงเกือบ 10 ปีอย่างไรบ้าง  ความเชื่อของประชาชนมันอยู่ตรงนั้น ถ้าถูกกระทบทางลบเยอะ ก็ย่อมเชื่อหรือเชื่อมั่นน้อย ถ้าไม่ถูกกระทบ ก็อาจจะเชื่อมากกว่า

 

สมหวัง เตชะอินทราวงศ์

สมหวัง  เตชะอินทราวงศ์ กรรมการบริหารกลุ่มโรงแรมในเครือ Swana Hotel  มองว่า  เป็นวิธีที่ไม่อาจจะนำไปสู่เป้าหมายเรื่องความปรองดองได้  เพราะกลุ่มการเมืองหลายๆกลุ่มที่มีอยู่ และรัฐบาลชุดปัจจุบัน  มีมุมมองต่อการมีประชาธิปไตยไม่เหมือนกันเลย จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสำเร็จ  อีกทั้งทุกฝ่ายยังคิดว่าวิธีการเรียกร้องประชาธิปไตยในแบบของตน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เป็นการใช้สิทธิอย่างถูกต้องและชอบธรรม โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะเสียหาย และมีประชาชนมากมายเดือดร้อน

“ผมไม่คาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำสัญญาประชาคม เพื่อสร้างความปรองดองได้สำเร็จ เนื่องจากปัจจุบัน เรายังเห็นผู้นำระดับสูงหลายๆท่านในรัฐบาล ยังมีท่าทีในการสื่อสารพูดคุยกับสื่อมวลชน , ข้าราชการที่ร่วมงาน , กลุ่มการเมืองต่างๆ หรือบุคคลใดๆ  ที่เห็นต่างในลักษณะที่ไม่มีความเอื้ออาทรกันเท่าที่ควรจะเป็น  ทำให้บรรยากาศที่จะนำไปสู่ความปรองดองไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย  การรับฟังความคิดเห็นที่เหมือน หรือต่างกัน และนำกลับไปทบทวนพิจารณาเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งที่ทุกฝ่ายต้องทำ”

“อยากฝากถึงรัฐบาลว่า  การที่ท่านเข้ามาเป็นคนกลางในการประสาน , จัดการแก้ไขปัญหา และสร้างความปรองดองในชาตินั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก  เราต้องการให้รัฐบาลเป็นคนกลางที่คอยไกล่เกลี่ยลดความขัดแย้ง และจัดการทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดำเนินคดีกับคนที่กระทำผิด  โดยที่รัฐบาลจะไม่ลงไปเป็นคู่กรณีในความขัดแย้งนั้นๆด้วย  และอยากให้ทุกฝ่าย กลับมาทบทวนสิ่งที่ทำในอดีต รับผิดชอบในสิ่งที่ตนทำไม่ถูกต้องในอดีต และช่วยกันแก้ไขป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม กระบวนการในครั้งนี้ผลที่ออกมาคงคล้ายๆกับการตอบคำถาม 5 ข้อของท่านนายกรัฐมนตรี และตราบใดที่ทุกคนยังรู้สึกว่าการกระทำต่างๆมีสองมาตรฐาน  ความเชื่อถือในกระบวนการก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน คล้ายๆกับการทำประชาพิจารณ์ในหลายหลายเรื่อง ที่ต้องการเพียงตัวเลขจำนวนมากกว่าคำตอบที่จะนำไปใช้ประโยชน์”

 

เบญจมาศ ชาญประดิษฐ์

ด้าน เบญจมาศ ชาญประดิษฐ์  นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย ปทุมนนท์ ระบุว่า รัฐบาลคือผู้มีอำนาจในการปกครอง ได้รับอำนาจนั้นมาจากประชาชน เพื่อมาประสานกลุ่มต่างๆที่กำลังแตกแยกกัน ถ้าดูตามหลักการ ก็ตรงกับทฤษฎีสัญญาประชาคม คือการที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมสละสิทธิบางอย่างให้แก่ผู้ปกครองเพื่อทำหน้าที่ดูแลปกครอง และจัดตั้งสังคมการเมืองขึ้นมา เพื่อความผาสุกของประชาชน จึงเป็นการดีที่รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มที่ เข้ามาบริหารจัดการให้เกิดความปรองดองในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ที่การใช้การเมืองภาคปกติไม่สามารถทำได้ หรือหาข้อยุติได้

เบญจมาศ  กล่าวว่า  ส่วนตัวคิดว่าการปรองดอง โดยทำสัญญาประชาคมมีเปอร์เซ็นต์ที่จะสำเร็จสูงมาก แต่จะกี่เปอร์เซ็นต์ คงตอบเป็นตัวเลขไม่ได้ เพราะการเมืองไม่ใช่สูตรตายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์โอกาสและสภาพแวดล้อม ส่วนปัจจัยที่จะทำให้สำเร็จ อยู่ที่รัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาและความยุติธรรมเป็นจุดหลัก ด้วยการประสานความเข้าใจกับทุกฝ่าย และให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ปัญหาที่สั่งสมมาจึงหาข้อยุติได้   ซึ่งรัฐบาลกำลังพยายามสุดความสามารถ และเหตุที่มาของรัฐบาลชุดนี้ ก็มาเพื่อจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมเป็นเรื่องหลักอยู่แล้ว การสร้างควความปรองดองจึงเป็นหัวใจหลักของรัฐบาลนี้  ท้ายนี้อยากฝากกำลังใจไปให้รัฐบาล  ทำเรื่องดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็วและยั่งยืน เพื่อความผาสุกของคนไทย

นี่เป็นส่วนหนึ่งจากภาคธุรกิจต้องการส่งเสียงสะท้อนไปถึงรัฐบาลต่อความพยายามสร้างความปรองดองโดยผ่านการจัดทำ “ร่างสัญญาประชาคม”

 

น้ำท่วมอีสานภัยธรรมชาติ-ผังเมืองผิดรูป แก้ระยะยาวต้องรื้อใหม่ทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2560 เวลา 06:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/507045

น้ำท่วมอีสานภัยธรรมชาติ-ผังเมืองผิดรูป แก้ระยะยาวต้องรื้อใหม่ทั้งระบบ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

แม้ปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ จ.สกลนคร และจังหวัดใกล้เคียง จะเป็นอุทกภัยที่เกิดจากอิทธิพลของพายุเซินกา ทำให้ฝนตกหนักต่อเนื่อง แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้น้ำระบายได้ช้าลงก็คือ ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งก่อสร้างที่ขวางทางระบายน้ำในตัวจังหวัด ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่เคยเกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่

หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำ แบบบูรณาการ (ประเทศไทย) ระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมใน จ.สกลนคร นอกจากเป็นเรื่องของปริมาณฝนแล้ว ยังมีอีกปัญหาหนึ่ง ซึ่งเคยมีสำรวจพบตั้งแต่ช่วงปี 2554 ว่า ตามแผนผังการระบายน้ำในเขตเทศบาลสกลนคร อยู่ในงบจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทในยุคนั้น โดยมีข้อเสนอให้ผันน้ำ ปรับปรุงทางระบายน้ำ ขุดลอกทางน้ำ ขุดทางบายพาสให้น้ำไหลผ่าน

“เคยมีการลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์ พบว่าเมื่อมีฝนตกหนักๆ 3-4 ชั่วโมง ในพื้นที่ก็จะมีน้ำระบายไม่ทันจริง โดยพบว่าในตัวจังหวัดมีการอนุญาตให้มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่สร้างเบียดทางน้ำ และมีถนนขวางเส้นทางน้ำ ทำให้น้ำระบายสู่หนองหาร ซึ่งเป็นเส้นทางระบายน้ำสำคัญของ จ.สกลนคร ได้ช้าลง และกรณีที่คล้ายคลึงกันนี้ เคยเกิดขึ้นแล้วในหลายภูมิภาค เช่นที่ จ.อุดรธานี ซึ่งมีการก่อสร้างถนนวงแหวนล้อมรอบตัวเมือง พอฝนตกหนักในพื้นที่เมืองก็เกิดปัญหาน้ำระบายออกไม่ทัน

หรือกรณีน้ำท่วมที่ อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งพบว่าเกิดจากการตัดถนนไปยังสนามบิน โดยถมพื้นที่ป่าพรุซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อสร้างถนนเส้นดังกล่าว ส่งผลให้ถนนขวางทางระบายน้ำออกสู่ทะเล และกรณีน้ำท่วมที่ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็พบว่าเกิดจากการก่อสร้างถนนวงแหวนฝั่งตะวันออก และการขยายเมืองโดยมีการก่อสร้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่อีก 3 แห่ง ทั้งหมดเป็นตัวอย่างการก่อสร้างที่เข้าไปแทนที่พื้นที่รับน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าพรุหรือแก้มลิงของเมือง ส่งผลต่อการระบายน้ำโดยตรง เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคอีสาน ที่พบว่า พื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง หรือที่เรียกว่า ‘ป่าทาม’ และ ‘ป่าบุ่ง’ หรือบริเวณที่ลาดลุ่มที่มีแหล่งน้ำแช่ขัง ถูกบุกรุกในหลายแห่ง จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงขึ้น” ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำฯ กล่าว

หาญณรงค์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาพบว่าเมื่อมีความพยายามแก้ปัญหาแผนผังทางระบายน้ำของแต่ละจังหวัด ก็มักจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน

“เช่น เมื่อให้เทศบาลจังหวัดดำเนินการ ทั้งแผนและมาตรการก็ไม่สอดคล้องกับการก่อสร้างของกรมทางหลวง หรือกรมทางหลวงชนบท ยังไม่รวมถึงการก่อสร้างของกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งไม่สอดคล้องไปด้วยกัน เมื่อพบว่ามีปัญหาในการระบายน้ำ ก็ไม่มีการทักท้วงกัน เพราะเห็นว่าเป็นหน่วยงานราชการเหมือนกัน เมื่อเป็นแบบนี้หลายจุด ภาพใหญ่ในการระบายจากพื้นที่เมืองก็ล้มเหลว จนเกิดปัญหาน้ำท่วมดังที่เกิดขึ้น” หาญณรงค์ กล่าว

สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบการจัดการแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นอกจากจะเกิดจากปัจจัยด้านภัยธรรมชาติแล้ว ความล้มเหลวในการจัดการผังเมืองก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปัญหาอุทกภัยรุนแรงขึ้น

“พื้นที่ระบายน้ำ ระบบระบายน้ำในอดีต คลองและทางระบายน้ำ สระที่เป็นแก้มลิงถูกถม ทำให้น้ำอยู่นานขึ้น และเพราะเดิมพื้นที่หนองหารเป็นพื้นที่ต่ำมีน้ำขังนานมาก่อน ก็ยิ่งทำให้น้ำท่วมหนักกว่าขึ้นไปอีก หลังจากนี้นอกจากจะสำรวจทางระบายน้ำใหม่แล้ว ทุกเมืองควรจะมีการทบทวนแผนซักซ้อมอุทกภัย ต้องมีการออกแบบระบบสำรวจปริมาณน้ำฝนให้สอดคล้องกับพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเป็นปัจจุบัน” อาจารย์ประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบการจัดการแหล่งน้ำ จุฬาฯ กล่าว

สิตางศุ์ พิลัยหล้า นักวิชาการจากอนุกรรมการวิศวกรรมสถานแหล่งน้ำฯ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกเรื่องก็คือเรื่องของระบบเตือนอุทกภัย ซึ่งพบว่าที่ผ่านมายังมีปัญหาที่ต้องปรับปรุงหลายด้าน

“กรณีที่เกิดขึ้นที่สกลนครรอบนี้ถือเป็นระดับวิกฤต ซึ่งการเตือนภัยฝากไว้เพียงที่หน่วยงานอย่างกรมชลประทานไม่ได้ เพราะเป็นการเตือนภัยระดับชาติเรายังไม่มี ทำให้ชาวบ้านไม่รู้ตัว ระบบข้อมูลที่ทราบกันก็เป็นรูปแบบเดิมเช่นเดียวกับที่ได้รับตอนเกิดอุทกภัยในที่อื่นๆ ทำให้เกิดบรรยากาศการตอบโต้ข้อมูลกัน ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องมีระบบสั่งการจุดเดียวที่เท่าทันกับสถานการณ์ระดับวิกฤต ที่สามารถจัดการรวมศูนย์ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างเช็กข้อมูลจนเกิดความโกลาหล” อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. กล่าว..

บรรยายภาพ –   สถานการณ์นำท่วมใน อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิที่ได้รับผลกระทบจากพายุเซินกาอย่างต่อเนื่อง

“ให้กำลังใจได้แต่อย่ากดดัน” ตร.ประเมินมวลชนคดี “ยิ่งลักษณ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/506357

"ให้กำลังใจได้แต่อย่ากดดัน" ตร.ประเมินมวลชนคดี "ยิ่งลักษณ์"

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของตำรวจเมืองหลวงที่อาจจะต้องรับมือกับคลื่นมหาชนในวันที่ 25 ส.ค.นี้ เมื่อเป็นวันตัดสินโทษคดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) ที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง เปิดใจว่าค่อนข้างกังวลในวันดังกล่าว เพราะผู้คนที่มาให้กำลังใจอดีตนายกฯ อาจสุ่มเสี่ยงจะเกิดเหตุจากมือที่สาม และสร้างงานหนักในการรักษาความปลอดภัยของตำรวจ

ผลการประชุมร่วมกับบิ๊กตำรวจในห้วงล่าสุด พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ แจกแจงว่ามีการประเมินผู้คนมาให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ในอัตราไม่น่าจะเกิน 2,000 คน รวมทั้งให้ตำรวจไปวิเคราะห์พื้นที่ว่างของศาลฎีกาว่ามีพื้นที่ว่างจำนวนกี่ตารางเมตร ผลคือกว่า 1,000 ตารางเมตร อัตราส่วนคือ 1 ตารางเมตรจะยืนกันได้ 3 คน ซึ่งหากเต็มพื้นที่คนจะยืนได้อย่างแออัด 3,000 คนเท่านั้น

ขณะที่เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยนัดสุดท้ายในคดีจำนำข้าว มวลชนที่มาให้กำลังใจอดีตนายกฯ มีเพียง 800 คนเศษ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน โดยที่จ.อุบลราชธานีมากที่สุดคือ 300 คน และจ.อำนาจเจริญรองลงมาที่ 180 คน

กระนั้น พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ยืนยันไว้ชัดเจนว่า การมาให้กำลังใจนั้นกระทำได้เพราะเป็นไปตามสิทธิ์ แต่ต้องไม่ใช่การกดดัน หรือเรียกร้อง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ทันที

“มาให้กำลังใจกันก็ไม่ผิด มามอบดอกไม้ไม่ผิดแน่นอน ไม่มีกฎหมายใดห้าม แต่หากมีการกดดัน ยั่วยุ เรียกร้อง หรือต่อต้าน หรือกล่าวหาว่าตัดสินไม่เป็นธรรม เช่นนี้จะเข้าข่ายพ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะฯ และผิดกฎหมายทันที มีโทษทางอาญา”พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ย้ำ

 

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ขยายความว่า วันที่ 15 ส.ค.จะมีการประชุมร่วมกับศาลฎีกา ฝ่ายข่าวกรองทั้งส่วนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตำรวจสันติบาล กองทัพบก และชุดสืบสวนของตำรวจ เพื่อรับฟังกรอบการปฏิบัติของศาลฯ ว่าต้องการให้ตำรวจดำเนินการอย่างไร หากศาลฯ ไม่ต้องการให้มวลชนเข้ามาบริเวณพื้นที่ของศาลฯ ตำรวจก็ต้องวางแผนเตรียมพร้อมในการปฏิบัติตาม

“เอากันเรื่องพื้นที่มันยืนกันได้ไม่กี่พันคน จะอยู่กันตรงไหน บางคนแนะนำว่าให้รัฐบาลถ่ายทอดการอ่านคำพิพากษา เพราะจะได้ให้ประชาชนได้รับรู้ด้วยว่าศาลได้ตัดสินอย่างไร มีเหตุผลอย่างไร ซึ่งก็จะได้เป็นความรู้กับประชาชนไปด้วย ผมคิดว่าคงเบาไปเยอะ แต่หากมาให้กำลังใจกันก็ทำได้ แต่มากันมากก็เข้าไม่ถึงคุณยิ่งลักษณ์อยู่ดี เพราะยังต้องมีตำรวจอีกหลักร้อยนายดูแลความปลอดภัยด้วย ไม่ใช่พื้นทีว่างจะมีแต่มวลชนอย่างเดียวเท่านั้น”

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ บอกถึงแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจอีกว่า อยู่เฉยๆ ตำรวจจะไปวางกำลังในพื้นที่ศาลฎีกาไม่ได้ เพราะตรงนั้นเป็นพื้นที่และเขตอำนาจของศาล จึงต้องรอประชุมร่วมกันกับศาลฯ เพื่อนำไปสู่ว่าจะใช้แผนอะไร ใช้กำลังพลอย่างไรในการรับมือ ทั้งแผนการดูแลความปลอดภัยให้กับศาล ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนที่มาให้กำลังใจ แผนรับมือการเผชิญเหตุ หากมีคำตัดสินออกมา

รองผบช.น. ฝ่ายความมั่นคง อธิบายว่า ตำรวจจะเตรียมแผนรับมือเพื่อดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวกทั้งต่อศาลฯ มวลชน และประชาชนอื่นๆ ในเบื้องต้นไว้ 3 แผนงาน ประกอบด้วย 1.แผนดูแลความปลอดภัยสถานที่ คือที่ตั้งของศาลฎีกา และศาลต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์โดยรอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2.แผนเผชิญเหตุ โดยหากศาลตัดสินพิจารณาแล้ว ตำรวจจะต้องมีแผนเผชิญเหตุรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการเอาคนที่ศาลพิพากษาออกจากพื้นที่ศาล เส้นทางการเดินทางทาง การจราจรเป็นต้น และ 3. แผนดูแลความปลอดภัยให้กับมวลชน ในกรณีที่ศาลอนุญาตให้มวลชนเข้ามาได้ เพราะอาจจะมีมือที่สามมาก่อเหตุปั่นป่วนได้ ซึ่งต้องไม่ประมาทและเฝ้าระวัง

อย่างไรก็ตาม หากถึงที่สุดในกรณีที่ไม่มีทางเลี่ยงจำต้องเผชิญเหตุ เมื่อนั้นแผน “กรกฎ 52” ซึ่งเป็นแผนการใช้กำลังของตำรวจจะเข้ามามีบทบาททันที ซึ่งพล.ต.ต.ภาณุรัตน์ เน้นย้ำว่าแผนกรกฎ 52 เป็นหลักสากลและมีมาตรฐานในการปฏิบัติเพื่อควบคุมฝูงชนและสลายการชุมนุม ความรุนแรงจะเริ่มจากเบาไปหาหนัก แต่ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าตำรวจจะงัดแผนออกมาใช้ได้ทันที หากแต่อยู่ในเงื่อนไขที่ผู้ชุมนุมกระทำผิดกฎหมายการชุมนุมแล้ว แผนกรกฎ 52 จึงจะถูกนำมาใช้งาน

“แผนกรกฎ 52 ถูกใช้เพื่อมิติของการสลายการชุมนุม ซึ่งไม่ใช่ว่าจะเอามาใช้ได้เลยเหมือนแต่เดิมที่มีการชุมนุมตำรวจจะใช้กำลังทันที แต่ในขณะนี้เรามีพ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะฯ ตำรวจจะใช้กำลังได้ก็ต้องร้องขอจากศาล เพื่อให้เห็นชอบ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะตำรวจจะไม่ถูกข้อครหาว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุโดยพลการ ยืนยันว่าแผนดังกล่าวเพื่อป้องกันพื้นที่ ควบคุม ไม่ใช่ทำร้ายมวลชนที่ชุมนุม เพราะหากมวลชนละเมิดข้อตกลงตำรวจก็ต้องป้องกัน เพราะถือว่าบอกกันแล้ว เตือนกันแล้ว หากยังดื้ออยู่ ตำรวจก็ต้องใช้กฎการใช้กำลัง” พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ อธิบายเรื่องแผนกรกฎ 52

แต่หากลึกๆ แล้วพล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ยังตั้งความหวังว่าเมื่อถึงวันที่ 25 ส.ค.นี้คงไม่มีเหตุการณ์อะไรที่รุนแรงเกิดขึ้น และเผยว่า จริงๆ แล้วไม่อยากให้มวลชนมา เพราะประเทศไทยปกครองโดยหลักนิติรัฐอยู่แล้ว เรายึดกฎหมายเป้นหลัก ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด จะผิดแผกจากนี้ไม่ได้

“ตลอด 10 ปีทีผ่านมาเราใช้กฎหมู่กันมาเยอะ ผลลัพธ์ก็ทำให้บ้านเมืองไม่สงบสุข ขณะนี้เรามีกฎนิติรัฐ เข้าใจว่าหลายคนรักคุณยิ่งลักษณ์ จะมาให้กำลังใจกันก็ไม่เป็นไร แต่อย่ากดดันหรือทำอะไรที่ผิดกฎหมาย”พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ ทิ้งท้ายอย่างหนักแน่น

 

ย้อนคดีสลายชุมนุม พธม. 9 ปีสู่วันพิพากษาประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/506293

ย้อนคดีสลายชุมนุม พธม. 9 ปีสู่วันพิพากษาประวัติศาสตร์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดฉากเดือนสิงหาฯ เดือด ด้วยคดีแรกกับการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อปี 2551 ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 2 ส.ค. เวลา 09.30 น.

เหตุการณ์ครั้งนั้นสืบเนื่องจากวิกฤตการเมืองเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน ก่อนที่ขยับมาปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จนนำมาสู่การใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมเช้าตรู่วันที่ 7 ต.ค. 2551 จนมีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บ 471 คน

กระทั่งปี 2552 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลต่อ สมชาย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี  พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พร้อมส่งสำนวนให้ จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดขณะนั้น

ทว่า เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของอัยการสูงสุดอยู่พักใหญ่ เมื่อ จุลสิงห์ เห็นว่าสำนวนยังมีข้อไม่สมบูรณ์ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างอัยการ และ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณา ซึ่งสุดท้ายได้ข้อสรุปว่าคดีนี้ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ อัยการไม่อาจดำเนินคดีให้ได้ จึงมีมติส่งเรื่องกลับไปยัง ป.ป.ช.

อีกด้านหนึ่งเรื่องนี้ถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อถอดถอนนายกฯ สมชาย ออกจากตำแหน่ง แต่สุดท้าย เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2553 วุฒิสภามีมติเสียงข้างมาก 76 ต่อ 49 เสียง ไม่ถอดถอน สมชายออกจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 273 หลังกรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

สุดท้าย ป.ป.ช.มีมติทำสำนวนฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยตัวเอง เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2558 ครั้งนั้นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้มีมติเลือก เพลินจิต ตั้งพูลสกุล วีระพล ตั้งสุวรรณ ศิริชัย วัฒนโยธิน และชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา ชาติชาย อัครวิบูลย์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคฯ พฤษภา พนมยันตร์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวฯ ธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ นิยุต สุภัทรพาหิรผล ประธานแผนกคดีแรงงานฯ และธนสิทธิ์ นิลกำแหง ประธานแผนกคดีเลือกตั้ง เป็นองค์คณะพิจารณาคดี

ตามสำนวนฟ้องของ ป.ป.ช. ระบุว่า เมื่อวันที่ 6-7 ต.ค. 2551 จำเลยทั้ง 4 ดำรงตำแหน่ง ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อเปิดทางให้ สส.ได้เข้าประชุมสภาในวันที่ 7 ต.ค. 2551 หลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา สมชาย นายกรัฐมนตรีขณะนั้น จำเลยที่หนึ่งได้เรียกประชุม ครม.นัดพิเศษ และเรียก พล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร.ขณะนั้น จำเลยที่ 3 และ พล.ต.ท.สุชาติ ผบช.น.ขณะนั้น จำเลยที่ 4 พร้อมคณะเข้ารับฟังนโยบายของรัฐบาลต่อสถานการณ์ชุมนุม ซึ่ง สมชาย มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ต้องดำเนินการให้สมาชิกรัฐสภาเข้าประชุมให้ได้

ต่อมาได้มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการสลายการชุมนุม โดยยิงและขว้างแก๊สน้ำตาที่บรรจุด้วยวัตถุระเบิดแรงสูงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม โดยจำเลยทั้ง 4 เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบดูแลการชุมนุมของประชาชนที่เป็นการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย แต่กลับใช้อำนาจสั่งสลายการชุมนุมโดยไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสม และไม่ได้ดำเนินการตามหลักสากลที่ใช้ในการสลายการชุมนุม

กระทั่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย รวมทั้งได้รับบาดเจ็บ และได้รับบาดเจ็บสาหัส 471 ราย ทั้งหน้ารัฐสภา ถนนอู่ทองใน ถนนพิชัย และถนนสุโขทัย บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ลานพระบรมรูปทรงม้า และบริเวณใกล้เคียงท้องที่เขตดุสิต กทม.

จากคำแถลงปิดคดี สมชาย ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมระบุว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ศาลปกครองเคยมีคำพิพากษามาแล้วว่าไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ จึงไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังไม่มีการกระทำใดของตนที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ชุมนุม และไม่มีพยานฝ่ายโจทก์ปากใดที่ชี้ว่าตนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จนก่อให้เกิดความเสียหาย ล้มตายกับผู้ชุมนุม

อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้ให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีประสานประธานรัฐสภา ซึ่งได้รับคำตอบว่าไม่สามารถเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงกำหนดการได้ เพราะเกินระยะเวลาตามกำหนดแล้ว เพื่อหาทางออกจึงเชิญคณะรัฐมนตรีหารือในเวลาประมาณ 23.00 น. คืนวันที่ 6 ต.ค. 2551 โดยเชิญ พล.ต.อ.พัชรวาท พล.ต.ท.สุชาติ เพื่อให้ดูแลเหตุการณ์ และรายงานคณะรัฐมนตรีว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไรบ้าง พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ พร้อมกับ พล.อ.ชวลิต ระบุว่า ทราบเหตุการณ์ดังกล่าวจากตำรวจแล้ว โดย พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ขอตัวกลับไปดูแลสถานการณ์ ไม่ต้องการเสียเวลานั่งคุยตรงนี้ ซึ่งตนไม่ได้สั่งการใดๆ เพิ่มเติม เพราะหน้าที่ของการดูแลความสงบเรียบร้อยและการควบคุมฝูงชนเป็นหน้าที่โดยตรง

นอกจากนี้ยังระบุว่า เมื่อเดินมาด้านหน้ารัฐสภาเจอตำรวจ ซึ่งระบุว่ากำลังเจรจาเปิดทางกับผู้ชุมนุม แต่ถ้าหากไม่มีการเปิดทาง อาจต้องใช้แก๊สน้ำตากดดัน ตนจึงห้ามไม่ให้ใช้ เพราะเกรงว่าจะเกิดความโกลาหลวุ่นวาย และเกิดความเสียหาย ตนไม่อยากเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ และแจ้ง พล.ต.ท.สุชาติ ว่า ม็อบรุนแรงมากขึ้น ขอให้ดูแลโดยละมุนละม่อม ซึ่ง พล.ต.ท.สุชาติ รับทราบไปปฏิบัติตามระเบียบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

คดีนี้ศาลประทับรับฟ้อง เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2559 เริ่มไต่สวนพยานนัดแรกเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2559 และไต่สวนพยานนัดสุดท้ายวันที่ 30 มิ.ย. 2560 และนัดอ่านคำพิพากษา วันที่ 2 ส.ค. เวลา 09.30 น. พร้อมกำชับให้ พล.อ.ชวลิต มารับฟังคำพิพากษา

ก่อนหน้านี้ อดีตนายกฯ สมชาย เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า จะไม่หนีคดี เพราะจะต่อสู้คดีเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์กับสิ่งที่ดำเนินการ 

ดังนั้น ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ จะได้รู้ตอนจบของคดีสลายการชุมนุมพันธมิตรฯ ที่ผ่านมานาน 9 ปี จะจบลงอย่างไร ซึ่งจะกลายเป็นประวัติศาสตร์การเมืองหน้าสำคัญอีกหน้าหนึ่ง

 

“เงินใส่ซองหมอ” คนไข้ยินดีจ่าย-แพทย์ยินดีรับ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/506746

"เงินใส่ซองหมอ" คนไข้ยินดีจ่าย-แพทย์ยินดีรับ?

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

“ฝากครรภ์ที่คลินิกและจะผ่าคลอดที่รพ. หมอเเจ้งว่าต้องใส่ซอง 7,000 บาท ฉันมีเพียง 5,000 บาท น่าเกลียดไหมคะ”

“ตรวจพบเนื้องอกในมดลูก คุณหมอแนะนำให้ผ่าออก ตั้งใจใช้สิทธิ์ประกันสังคม แต่ถ้ารอผ่าตามคิวต้องรอนาน 2-3 เดือน คุณหมอจึงถามว่าจะผ่าแบบพิเศษไหม ตอนแรกก็งงๆ ไม่ทราบว่าผ่าพิเศษคือการต้องใส่ซองให้คุณหมอ รบกวนถามผู้ที่มีประสบการณ์ต้องใส่ซองให้คุณหมอประมาณเท่าไหร่คะ”

เบื้องต้นคือตัวอย่างประสบการณ์ของคนไข้ที่กระจายอยู่ตามโลกออนไลน์ ระบุถึงการจ่ายเงินซองให้กับแพทย์เพื่อแลกกับการรักษาดูแลรักษาเป็นพิเศษ

เรื่องนี้กำลังกลายเป็นที่สนใจและถึงขนาดถูกตั้งคำถามว่า เงินซองเป็นธรรมเนียมหรือมารยาทปฏิบัติอย่างนั้นหรือ?

ค่าตอบแทนเรื่องปกติของคุณแม่

กระทู้คำถามเกี่ยวกับเงินซองแพทย์นั้นโดยมากและเกือบทั้งหมดปรากฎกับกลุ่มคนไข้ที่ตั้งครรภ์

พีรนันท์ (นามสมมติ) เล่าว่า เคยไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาลรัฐเเห่งหนึ่งใน กทม. หลังคลอดเสร็จพยาบาลพูดย้ำหลายรอบว่า ‘อย่าลืมใส่ซองให้คุณหมอนะคะ’

รัชเกล้า (นามสมมติ) เห็นว่า การฝากพิเศษเหมือนกับการเลือกแพทย์ หากไม่ฝากพิเศษการดูแลจะไม่ต่อเนื่อง ผลัดเปลี่ยนไปตามเวรของแพทย์ ยิ่งตนเป็นคนรูปร่างอ้วน ยิ่งต้องการได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง การฝากพิเศษที่คลินิกจึงเป็นตัวเลือกที่น่าพอใจเเละเอื้อมถึงเนื่องจากราคาถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชน

“สำหรับคนเป็นเเม่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่คิดว่าเป็นการคอรัปชั่นสำหรับเรื่องการฝากท้องดูแลพิเศษ ซึ่งเเตกต่างจาก การจ่ายเงินเพื่อลัดคิวเพิ่มความรวดเร็วเพื่อผ่าตัดลักษณะอื่นๆ”

เช่นกันกับ ธิดา (นามสมมติ) ที่เห็นว่า การเสียเงินเพื่อแลกกับการดูแลเอาใจใส่และความสะดวกสบายถือเป็นเรื่องที่คุ้มค่า

“เสีย 3,000 แต่การแนะนำการดูแลระหว่างท้องดีเยี่ยม คนท้องอึดอัดใช่ไหมล่ะ เวลาไปรอคิวในที่แออัด การไปคลินิกก็สะดวกกว่า เงินที่เสียไปคือค่าดูแลระหว่างตั้งครรภ์ไม่ใช่ค่าลัดคิวคลอดหรอก”

อย่างไรก็ตามมีหลายคนที่เคยสอบถามแพทย์เรื่องการฝากพิเศษ แต่ถูกแพทย์ตอบกลับชัดเจนว่า “ที่นี่ไม่มีฝากพิเศษ คนไข้ที่นี่ถูกดูแลเป็นพิเศษทุกคน”

 

 

อำนาจ-เงิน ตอบโจทย์ภาวะแพทย์ขาดแคลน

นายแพทย์ท่านหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ให้ความเห็นว่า การให้ค่าตอบแทนพิเศษหรือเงินซองเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ สาเหตุเกิดจากปัญหาบุคลากรไม่เพียงพอต่อคนไข้ทำให้หลายคนเลือกจ่ายเงินพิเศษเพื่อแลกกับเวลา

“หากไม่ใช่เคสรักษาผ่าตัดเร่งด่วน คนไข้บ้านเราต้องรอคอยกันยาวนานอยู่แล้ว บางคนรอเป็นปีกว่าจะถึงคิวผ่าตัด เมื่อคิวเยอะมาก คุณมีอำนาจคุณก็แซงได้ แต่ถ้าไม่มีอำนาจ คุณก็ต้องใช้เงินซื้อ”

เขาบอกว่า รูปแบบที่คนไข้และแพทย์มักเลือกใช้ในปัจจุบันคือ การเลือกเข้าหาคลินิกทั่วไปเพื่อนัดแนะและให้แพทย์ส่งตัวมารักษายังโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่รวดเร็วกว่าการเข้าคิวปกติที่โรงพยาบาลโดยตรง

“เมื่อคุณรู้ว่าหมอรับงานนอกเวลากับคลินิกไหน ก็ไปหา จ่ายค่ารักษาค่าน้ำชาให้คุณหมอและทำเอกสารใบส่งมอบตัวไปส่งยังโรงพยาบาลต่อไป หรืออย่างคลินิกในต่างจังหวัด หากคนไข้ต้องการฝากครรภ์กับคุณหมอ ด้วยจำนวนที่มีจำกัด คนไข้อาจจะไม่ได้รับการดูแลจากหมอคนใดคนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หมอเองก็ไม่ได้มีรายได้มากเท่ากับการทำงานในโรงพยาบาลในกทม. ทำให้เกิดการหารายได้ด้วยการดูแลพิเศษเพื่อค่าตอบแทนที่มากกว่าปกติ”

แพทย์รายนี้เล่าต่อว่า โดยทั่วไปหากเป็นโรงพยาบาลรัฐด้วยงบประมาณที่จำกัด มักรอให้คนไข้คลอดเองโดยธรรมชาติ อย่างไรก็ตามมีคนไข้บางรายเลือกใช้วิธีไปฝากครรภ์ไว้กับคลินิก เเละเกิดอยากผ่าคลอดทั้งที่ไม่มีข้อบ่งชี้ จะเลือกจ่ายเงินใส่ซองให้กับแพทย์ แลกกับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลโดยใช้งบการผ่าตัดจากภาษีประชาชน

“บางคนไม่อยากคลอดแบบบธรรมชาติ แต่คุณหมอผ่าให้ได้เฉพาะเคสที่จำเป็นเท่านั้น คุณก็ต้องหาเทคนิค จ่ายเงินเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองเเละผ่าได้ในที่สุด”

เเพทย์หนุ่มแสดงความเห็นต่อว่า เมื่อบุคลากรขาดแคลน เงินพิเศษจึงกลายเป็นเรื่องที่คนไข้และแพทย์ได้ประโยชน์ทั้งคู่ เนื่องจากโดยปกติเเล้วคนไข้ไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะให้แพทย์รายนี้ดูแลคุณได้ตลอดเวลา

“คุณอยากได้หมอที่มีประสบการณ์สูงดูแลอยู่แล้ว แต่หมอต้องมีวันหยุด คุณอาจจะคลอดในวันที่หมอหนุ่มอยู่เวร เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากให้คุณหมอที่มีประสบการณ์ท่านนั้นดูแลตลอด คุณก็ต้องจ่าย ซึ่งหมายถึงการแทรกแซงระบบรัฐ เพราะรัฐไม่ได้จ่ายเงินให้หมอคนนั้นมาทำงานในวันหยุด แต่จ่ายให้หมอเวร”

อย่างไรก็ตามเขาบอกว่าการรักษาของแพทย์นั้นมีคุณภาพมาตรฐานที่ดีอยู่แล้วโดยไม่ต้องจ่ายเงินพิเศษ และผู้ป่วยเคสเร่งด่วนก็จะได้รับการรักษาฉุกเฉินโดยที่ไม่ต้องใส่เงินซอง

“เคสที่เสี่ยงสูงต่อชีวิตยังไงก็ได้ผ่าตัดโดยไม่ต้องยัดเงิน บางเคสหากพิจารณาแล้วรอได้ก็เป็นไปตามคิว  เพราะบุคลากรไม่เพียงพอ ที่สำคัญอุปกรณ์และความสามารถของโรงพยาบาลบ้านเราไม่เท่ากัน  ทางแก้ในภาพใหญ่คือการเพิ่มศักยภาพให้กับโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชน ตามต่างจังหวัดให้มีความสามารถดูแลผู้ป่วย ไม่ต้องแออัดเฉพาะในเมือง”

 

 

ด้าน จ่าพิชิต ขจัดพาลชน เจ้าของเพจ Drama Addict และอดีตนายเเพทย์ ระบุถึงประเด็นนี้ผ่านเฟซบุ๊กว่า เงินซองถือเป็นการคอร์รัปชั่นเชิงระบบ ทำกันมานานหลายสิบปีจนถูกมองเป็นเรื่องธรรมดา การใส่ซองให้เเพทย์ คือ การให้เงินเพิ่มพิเศษกับเเพทย์ที่ทำงานให้โรงพยาบาลรัฐ เพื่อสิทธิพิเศษบางประการ เช่น ฝากพิเศษ หรือให้เเพทย์ลัดคิวผ่าตัด ลัดคิวทำหัตถการให้เร็วกว่าผู้อื่น ซึ่งไม่ยุติธรรมกับคนไข้ที่ต้องรอคิวยาวตามระบบ ทั้งที่งบประมาณในดูเเลคนไข้คือ งบของรัฐจากเงินภาษีประชาชนเหมือนกัน

“จ่ายเพิ่มเติมใส่ซองให้หมอจนได้รับสิทธิพิเศษไป ส่วนหมอก็ได้กำไรไปแบบเนียนๆ ด้วยการใช้อำนาจของตนบิดเบือนโครงสร้างของระบบ 30 บาทที่ควรจะให้บริการกับประชาชนทุกคนที่อยู่ในระบบโดยเสมอภาคไม่แบ่งยากดีมีจน”

อดีตนายแพทย์แนะนำว่า คนไข้ไม่ต้องใส่ซองให้เเพทย์ หากรับการรักษาแล้วรู้สึกประทับใจเพียงซื้อขนมหรืออาหารเล็กน้อยมาฝาก แค่นี้คนทำงานก็ปลาบปลื้มเเล้ว การให้ซองเพื่อรับสิทธิพิเศษใดๆ คือการบ่อนทำลายชาติและระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากอยากได้บริการที่ดีและพร้อมจ่ายควรไปรพ.เอกชน ถ้าจะอยู่ภายใต้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าต้องพร้อมรับความเสมอภาคกัน

 

 

ไม่ร้องเรียนเพราะอยากได้รับการรักษาที่ดี

ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ แสดงความเห็นว่า ปัญหาการใส่ซองพิเศษให้กับแพทย์ไม่ใช่สิ่งถูกต้อง แต่กลับมีการทำกันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมายาวนาน โดยคนไข้ส่วนใหญ่ไม่กล้าร้องเรียน เนื่องจากตนเองก็ต้องการได้รับการรักษาที่ดีที่สุด

“ทั้งชีวิตอยู่ในมือหมอ จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด หากมีปัญหาก็เกรงว่าจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดี  ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขเองก็คงจะรู้ปัญหาดี แต่ก็ไม่มีมาตรการใด ๆ มาจัดการเพราะหยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ”

ปรียนันท์ บอกว่า ปัญหาเหล่านี้ควรจะถูกหยิบยกขึ้นมาในที่ประชุมร่วม เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน รับทราบต้นเหตุของปัญหาที่ตรงกันและนำไปสู่การจัดการและทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน

“เชื่อว่าถ้าประชาชนมีการจ่ายภาษีสุขภาพให้รัฐนำไปพัฒนารพ.รัฐบาล ยกระดับให้เทียบเคียง โรงพยาบาลเอกชน รวมทั้งดูแลสวัสดิการ สวัสดิภาพของบุคคลากรโรงพยาบาลรัฐบาลให้ดีขึ้น รวมทั้งมีมาตรการป้องกันปัญหา และมีบทลงโทษที่เด็ดขาด เชื่อว่าจะแก้ปัญหาการใส่ซองกับแพทย์ได้”

เธอ บอกด้วยว่า เนื่องจากปัญหาดังกล่าวนั้นสะท้อนให้เห็นถึงระบบการบริหารในหลากหลายแง่มุม ซึ่งรวมไปถึงปัญหาสมองไหลของบุคลากรโรงพยาบาลรัฐด้วย ซึ่งอนาคตจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาด้วยการส่งเสริมหรือมีแนวทางให้ โรงพยาบาลเอกชน ผลิตบุคลากรหรือมีส่วนร่วมในการผลิต ไม่ใช่การดูดบุคลากรรัฐไปในลักษณะชุบมือเปิปแบบปัจจุบัน และทิ้งปัญหาให้กับโรงพยาบาลรัฐ

“เมื่อโรงพยาบาลรัฐบาลขาดแคลนบุคลากร คนไข้ก็ล้นโรงพยาบาล ภาระงานของบุคลากรก็หนักทั้งยังเผชิญกับปัญหาการร้องเรียนเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น”

สัดส่วนแพทย์ต่อประชากร เป็นตัวชี้วัดสำคัญอย่างหนึ่งของระบบสาธารณสุข หากประเทศใดมีสัดส่วนแพทย์ต่ำต่อประชากรที่สูง ย่อมสะท้อนถึงระบบสาธารณสุขประเทศนั้นว่าอยู่ในภาวะที่ขาดแคลนแพทย์ และแพทย์ต้องทำงานหนัก โดยรายงานจาก สำนักงานเลขาธิการแพทยสภา ประจำปี 2558 ระบุสัดส่วนแพทย์ต่อประชากร ว่า ปัจจุบันหมอ 1 คน ต้องดูแลคนไข้เฉลี่ย 1,377 คนต่อปี  ขณะที่ตัวเลขประมาณการปี 2020 คาดว่า แพทย์ 1 คน ต้องรองรับประชากร 1,155 คน

 

 

ออกแบบระบบลดปัญหาคอรัปชั่น

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) บอกว่า การใส่ซองให้แพทย์ในอดีตน่าจะเริ่มต้นจากแผนกสูตินรีเวชกรรมที่มีโปรแกรมฝากครรภ์พิเศษ แต่ปัจจุบันภาคสูติกรรมได้ล้มเลิกระบบดังกล่าวแล้ว นอกจากนั้นการมอบเงินซองยังอาจเกิดจากความรู้สึกประทับใจต่อการดูแลที่ดีของแพทย์ด้วย

เขาบอกต่อว่า สธ.พยายามออกแบบแนวทางปฏิบัติให้ค่าตอบแทนดังกล่าวเข้าสู่ระบบเป็นบริการพิเศษที่มีความชัดเจนนอกเหนือจากเวลาราชการ ซึ่งตามมาด้วยค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและเป็นที่รับรู้ของประชาชน

“ระบบบริการพิเศษ เช่น คลินิกโรคหัวใจ ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ คุณหมอต้องทำงานนอกเหนือเวลาราชการ เป็นบริการพิเศษที่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ความเข้าใจและระบบแบบนี้ทำให้ทุกอย่างชัดเจน ไม่ใช่ใส่ซองและหายไปอยู่นอกระบบ”

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ย้ำว่า แนวทางปฏิบัตินับจากนี้และในอนาคตทุกอย่างจะชัดเจนมากขึ้น สำหรับการรักษาพิเศษนอกเหนือเวลาราชการ ไม่เป็นลักษณะเบียดเบียนระบบการรักษาและคนไข้ที่เฝ้ารอในระบบปกติ

“ต้องประกาศให้รู้เลยว่า ช่องทางแบบนี้ปกติ แบบนี้พิเศษมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนะ”

สำหรับความพึงพอใจของคนไข้ที่มีต่อแพทย์และพร้อมยินดีมอบเงินตอบแทนแต่โดยดี นพ.โสภณ เห็นว่า เป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก แต่ตามกฎหมายมีหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่รัฐของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาตรา 103 ที่ระบุว่า ราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกิน 3,000 บาท

“อาจจะเทียบเคียงกับกฎหมายของ ปปช.ได้ เพราะถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เชื่อว่าแพทย์ส่วนใหญ่ ไม่ได้ต้องการเงินซองอยู่แล้ว มีความสุขใจกับการหายเจ็บป่วยของคนไข้ หมอที่รับเงินในเวลาราชการก็คงตะขิดตะขวงใจไม่น้อยเมื่อคนให้ซอง” นพ.โสภณ ทิ้งท้าย

 

หนี้นอกระบบคือทุกข์คนไทย ระดมหาทางออกแก้ไขปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/505989

หนี้นอกระบบคือทุกข์คนไทย ระดมหาทางออกแก้ไขปัญหา

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ประชาชนจำนวนไม่น้อยอยู่ในวังวนของหนี้นอกระบบ ทำให้การดำเนินชีวิตถูกบั่นทอนจากดอกเบี้ยโหดที่กู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่าย วงเสวนาในเวทีการพัฒนาระบบหนี้ที่เป็นธรรมในสังคมนิติธรรมของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือทีไอเจ ได้ชำแหละปัญหาหนี้นอกระบบอย่างน่าสนใจ

ธิปไตย แสละวงศ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ภาพเรื่องหนี้นอกระบบว่า จากข้อมูลศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปี 2560 พบว่า คนไทยใน 10 ล้านครัวเรือนมีหนี้สิน โดย 91% เป็นหนี้ในระบบอย่างเดียวเฉลี่ยประมาณ 1.5 แสนบาท/ครัวเรือน ขณะที่อีก 4.9% เป็นหนี้นอกระบบประมาณ 3,346 บาท/ครัวเรือน บางรายเป็นหนี้นอกระบบสูงกว่า 3.8 หมื่นบาท/คน และอีก 3.7% เป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบ และอาชีพกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการธุรกิจ แรงงาน จะเป็นกลุ่มคนที่มีหนี้มากที่สุด แต่ที่น่าตกใจคือ 79% เคยผิดช้ำระหนี้

“ข้อมูลยังพบว่า คนกู้เงินนอกระบบราว 27% มีปัญหาเรื่องการชำระ สาเหตุเพราะจากสัญญาไม่เป็นธรรม ดอกเบี้ยแพง ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี จนไปถึงการถูกข่มขู่คุกคามใช้ความรุนแรงทวงหนี้ และผลพวงสุดท้ายสร้างผลกระทบต่อสุขภาพจนเสียหน้าที่การงานในที่สุด” นักวิจัยอาวุโสทีดีอาร์ไอ มองภาพปัญหาหนี้นอกระบบ

อีกด้านจาก พ.ต.ท.วิชัย สุวรรณประเสริฐ ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะเลขานุการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม แบ่งกลุ่มอาชีพที่มีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.พ่อค้าแม่ค้า เนื่องจากเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ทำให้ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ 2.รัฐวิสาหกิจไม่น่าเชื่อกลุ่มนี้จะตกเป็นหนี้นอกระบบเช่นกัน 3.ข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการในต่างจังหวัด อย่างข้าราชการครู มีปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ และ 4.เกษตรกร มีปัญหาเรื่องเงินกู้นอกระบบอย่างรุนแรง เพราะนายทุนในพื้นที่ได้ทุกอย่างทั้งเครื่องมือการเกษตร อุปกรณ์การเกษตร มีสินค้าให้กู้ยืม และการทำสัญญาขายฝากเพียงแค่เซ็นแล้วนำโฉนดที่ดินมาวางไว้เท่านั้น

พ.ต.ท.วิชัย ระบุว่า เกษตรกรถูกให้ทำสัญญาเงินกู้อย่างเสียเปรียบ เช่น การทำสัญญาขายฝากพวกโฉนดที่ดินต่างๆ เป็นเพราะนายทุนต้องการที่ดินมาก เมื่อสัญญาเงินกู้ที่ไม่เป็นธรรม เกษตรกรก็สุ่มเสี่ยงต่อการเสียที่ดินเพราะเงินกู้ เนื่องจากครบกำหนดชำระหากไม่มีเงินไปไถ่ ทรัพย์ก็จะตกเป็นของเจ้าหนี้ทันที ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด

สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ เผยว่าทั่วโลกมีการพูดถึงเทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค (FinTech) ซึ่งอาจเป็นทางออกของประชาชนที่อยู่ห่างไกลให้ถึงสถาบันการเงิน แต่ตัวเทคโนโลยีจะช่วยบีบช่องว่างได้มากน้อยขนาดไหน เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ธนาคารจะเน้นกลุ่มลูกค้า และชนชั้นกลางในเมืองเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่จริงศักยภาพของฟินเทคมีมากกว่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่าเมื่อนำเทคโนโลยีมาใช้เรื่องการปล่อยสินเชื่อ ข้อมูลต่างๆ ของตัวบุคคลเจ้าหนี้มีการดูแลรักษาดีแค่ไหน เพราะคนกลัวว่าหลังทำสัญญาเสร็จแล้วมีคนโทรมาขายของทันที ซึ่งมองถึงเรื่องความเป็นส่วนตัวและเรื่องระบบด้วยจะสามารถรู้หรือไม่ว่ามีคนเข้ามาแฮ็กข้อมูลของเจ้าหนี้ แล้วลูกค้าจะได้รับการปกป้องอย่างไรบ้าง

“การปล่อยเงินกู้ของเจ้าหนี้ต้องดูความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้าว่าสามารถส่งได้หรือไม่ ไม่ใช่มองเรื่องการไม่สามารถชำระเงินได้ก็นำข้อผูกมัดเรื่องทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ ทำให้ถูกยึดทรัพย์ ดังนั้นควรมีเกณฑ์ในการปล่อยกู้ให้ชัดเจน และผู้บริโภคต้องได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน” สฤณี กล่าว

อีกสิ่งที่สฤณีมองเห็นคือ ปัญหาของหนี้นอกระบบคือกลุ่มเหล่านี้ไม่มีรายได้พอกับรายจ่าย และไม่มีหนทางในผ่อนชำระหนี้ นั่นอาจเป็นโจทย์ของสถาบันการเงิน ภาครัฐ ที่ต้องคิดว่าจะสร้างรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อยได้อย่างไร หากใช้กฎหมายยังคงไม่ได้ผล แม้กฎหมายจะมีความสำคัญ แต่เราจะทำให้อย่างไรแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้เกิดความยั่งยืน เพื่อคนไทยจะไม่ตกเข้าวงจรนั้นอีก ไม่ใช่เพียงแก้ไขชั่วคราว

สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษา ศาลฎีกา ให้ภาพปัญหาหนี้นอกระบบว่า ผลศึกษาจะเห็นว่าส่วนใหญ่คนจนถูกฟ้องมากที่สุด ซึ่งบ่งบอกได้ถึงความเหลื่อมล้ำ ทั้งตัวสัญญาการกู้เงินไม่เป็นธรรม ดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูง ล้วนเป็นปัญหานำไปสู่การฟ้องร้องทางคดี

ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษา ทิ้งท้ายว่า มีความเป็นได้หรือไม่ที่จะมีหน่วยงานโดยตรงเกี่ยวกับหนี้นอกระบบเข้ามาจัดการรับเรื่องราวต่างๆ ทำงานเป็นวันสต็อปเซอร์วิสเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อลดการฟ้องร้อง การทำงานในรูปแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จอาจจะเป็นคำตอบ และการดำเนินการควรครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่กระจุกตัวที่เมืองหลวงเพียงอย่างเดียว

 

4 ปีน้ำมันดิบรั่วที่ระยอง ปลายังหาย สัตว์ทะเลหนี ประมงตกงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/505670

4 ปีน้ำมันดิบรั่วที่ระยอง ปลายังหาย สัตว์ทะเลหนี ประมงตกงาน

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

เป็นเวลาครบ 4 ปี นับจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อน้ำมันดิบ 5 หมื่นลิตร รั่วไหลจากเรือบรรทุกที่กำลังถ่ายน้ำมันดิบจำนวนดังกล่าวมายังโรงกลั่นน้ำมันของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC เมื่อเดือน ก.ค. 2556 ส่งผลให้ขณะนั้นชายฝั่งเกาะเสม็ด รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งอื่นๆ ของ จ.ระยอง ถูกปกคลุมไปด้วยคราบน้ำมัน

หาดทรายที่สวยงาม น้ำทะเลสีฟ้าสวยกลายเป็นสีดำ ทรัพยากรทางทะเลหดหายจากรายงานของชาวประมงในพื้นที่ แม้ว่าหลังเกิดเหตุ PTTGC ได้ขอโทษ และพร้อมจะชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

เวลาที่ผ่านพ้นไป 4 ปีเต็ม ทุกวันนี้สถานการณ์จากผลกระทบน้ำมันดิบรั่วไหลต่อคนในพื้นที่เป็นอย่างไร และเราได้เรียนรู้รับมือกับเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงนี้ในอนาคตรูปแบบไหน เสียงจากวงเสวนา “4 ปี น้ำมันรั่วระยอง บทเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบันในการจัดการภัยพิบัติภาคอุตสาหกรรม” จัดโดย ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม จึงสะท้อนออกมาเพื่อหาคำตอบ

ไพบูลย์ เล็กรัตน์ ชาวประมงเรือเล็กจาก อ.เมือง จ.ระยอง บอกเล่าถึงวิถีชีวิตของชาวประมงหลังเกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐบาลมุ่งเน้นฟื้นฟูด้านการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ทว่าความจริงสภาพปัญหาด้านทรัพยากรทางทะเลยังคงอยู่และไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งทำกินของชาวประมงที่น้อยลง หายาก ตายเร็ว และกลายพันธุ์ ชาวประมงถามผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นที่ ต่างก็ได้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ ท้องทะเลไม่เคยมีปัญหาเช่นนี้มาก่อน ผลที่ว่าน่าจะเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล

“แม้ตลอด 4 ปี PTTGC และรัฐบาลจะสร้างแหล่งอาศัยเพื่อสัตว์น้ำ แต่สถานการณ์มันไม่ได้ดีขึ้น ปลาทุกวันนี้มันน้อยลง หากว่าดีจริงเราคงมีปลาให้จับให้หาเลี้ยงตัวเองอย่างมโหฬาร” ไพบูลย์ สะท้อนภาพปัญหา

หนทางแก้ไขสำหรับชาวประมงเรือเล็กในพื้นที่ ไพบูลย์ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการฟ้องร้องเพื่อหาคนผิดมารับผิดชอบ แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมาช่วยกันฟื้นฟูทะเลระยองอย่างจริงจังและให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพราะทะเลคือชีวิตของชาวประมง หากทะเลไม่ได้ดีขึ้นหรือไม่ได้รับการฟื้นฟู ก็ทำให้อนาคตของลูกหลานลำบาก เพราะไร้หลักประกันในการดำรงชีพ

ไม่ต่างจาก นวรัตน์ ธูปบูชา ชาวประมงอีกคน เล่าถึงความผิดปกติของท้องทะเลระยอง ว่า ในทุกวันนี้ยังคงมีคราบน้ำมันถูกซัดมาที่ชายหาดเป็นประจำ ชาวบ้านชาวประมงในพื้นที่ก็ต้องช่วยกันเก็บขึ้นมา แต่เหนืออื่นใดชาวประมงเรือเล็กต้องออกทะเลไปไกลขึ้นเพื่อจับปลามาขาย บ้างไปถึง จ.ตราด หรือบ้างไปถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะในพื้นที่ไม่อาจเหลือสิ่งใดให้เราได้ทำกิน

“หรือชาวประมงบางคนต้องหยุดทำประมง ออกไปรับจ้างเรือใหญ่ ออกไปเป็น รปภ. ปั่นสามล้อ หรือบางส่วนยังคงจับปลาในพื้นที่ แต่ปลาก็ผิดปกติ ตาบอด มีเนื้องอก เคยหรือกะปิที่เคยมีชื่อเสียงของระยองก็แทบจะไม่มีแล้ว สิ่งเหล่านี้คือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลมา 4 ปี” นวรัตน์ เล่า

ขณะที่การตรวจสอบสารเคมีและสารพิษปนเปื้อนจากเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล หน่วยงานหลักที่เข้าตรวจสอบอย่างกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งสุเมธา วิเชียรเพชร ผู้อำนวยการสำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ ยืนยันในวงเสวนาว่าผลการตรวจสอบสารพิษที่ก่ออันตรายต่อคนอยู่ในค่าที่ลดลงจนเกือบจะเป็นภาวะปกตินับตั้งแต่ 3 เดือนให้หลังเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหล ซึ่งผลตรวจสอบจากฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ลงพื้นที่ทำรายงานออกมายืนยันเรื่องนี้ แต่การควบคุมมลพิษก็ยังติดตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง

“สารปรอท โลหะเหล็ก หรือสารพิษต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของคนในพื้นที่แทบไม่มี แต่ก็เป็นอีกเรื่องที่ต่างคนต่างมุมมอง เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่ตรวจสอบ หรืออาจไม่ได้ตรวจสอบและวิจัยผลกระทบด้านประมง จึงไม่อาจฟันธงได้ว่าสารเคมีต่างๆ มีผลอย่างไรต่อประมงในท้องทะเล จ.ระยอง เพียงแต่งานวิจัยของเรามุ่งเน้นไปที่เรื่องผลกระทบด้านสุขภาพมากกว่าทรัพยากรทางทะเล” สุเมธา ย้ำ

อาภา หวังเกียรติ ผู้ช่วยคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ยกตัวอย่างการฟื้นฟูทะเลหลังเหตุการณ์น้ำมันรั่ว เทียบเคียงจากต่างประเทศสู่เมืองไทย ว่า การฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาน้ำมันดิบรั่วไหลของ PTTGC คือการใช้สารสลายน้ำมันที่มีชื่อว่า Slickgone NS ซึ่งเป็นสารที่กรมควบคุมมลพิษอนุญาตให้ใช้ อย่างไรก็ตาม สารสลายน้ำมันดังกล่าวหากใช้ในสัดส่วนที่มากเกินไปจะมีพิษต่อสัตว์น้ำในทะเล ซึ่งต่างชาติมีรายงานชัดเจนเกี่ยวกับสารสลายชนิดนี้ว่า หากใช้ปริมาณ 75% จะทำให้ปะการังตายได้ในทันที ขณะเดียวกันองค์ประกอบของสารเคมีในน้ำมันดิบก็มีสารพิษอยู่แล้ว ยิ่งบวกเพิ่มกับสารพิษของสารสลายน้ำมันก็ยิ่งสร้างปัญหาเข้าไปอีก

อาภายกตัวอย่างเหตุการณ์รั่วไหลของน้ำมันดิบครั้งสำคัญของโลกที่ถูกเรียกว่า การรั่วไหลน้ำมันดิบของบีพี หรือการรั่วไหลน้ำมันดิบในอ่าวเม็กซิโก ที่สหรัฐ เมื่อปี 2553 เหตุการณ์ครั้งนั้นมีการนำสารสลายน้ำมันมาใช้เช่นกัน แต่เมื่อสารดังกล่าวผสมกับน้ำมันดิบยังก่อให้เกิดสารพิษในปริมาณสูงถึง 52 เท่า และส่งผลกระทบโดยตรงกับทรัพยากรทางทะเล

“ก่อนหน้านี้โลกไม่รู้ว่าสารสลายน้ำมันดิบมันมีพิษ กระทั่งมีการตรวจสอบและทดลองจึงพบว่ามีพิษสูงอย่างมาก” อาภา กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนกลับมายังเหตุการณ์ที่ จ.ระยอง อาภากล่าวถึงผลการตรวจสอบเรื่องทรัพยากรทางทะเลกับชาวประมงในพื้นที่ ทำให้เห็นภาพว่าสัดส่วนการลดลงของสัตว์น้ำที่สำคัญเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเคย ที่ปี 2559ลดลงถึง 95% หรือปู ลดลงไป 50% รวมถึงปลาอินทรี ของขึ้นชื่อของ จ.ระยอง ก็หายไปกว่า 60% เช่นกัน นอกจากนี้ ชาวประมงในพื้นที่ยังสะท้อนว่านับตั้งแต่เหตุกาณ์น้ำมันดิบรั่วไหล มีเต่าทะเลตายในเขต อ.แกลง ไปกว่า 280 ตัว แต่ละตัวมีขนาดราว 4 กิโลกรัม และที่น่าสนใจคือไม่มีเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่ในพื้นที่เกาะเสม็ดอีกเลย

“4 ปีที่น้ำมันดิบรั่วไหลที่ จ.ระยอง การแก้ไขยังคงไม่ชัดเจน และยังไม่มีการสำรวจคราบน้ำมันตกค้างอย่างครอบคลุม หนทางแก้ไขคือต้องมีการสำรวจใหม่เพื่อฟื้นฟูอ่าวระยองให้ยั่งยืน ภาครัฐต้องดึงคนในพื้นที่ ดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และแน่นอนที่สุดว่าผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษทางทะเลครั้งนี้จะต้องเข้ามามีส่วนในการรับผิดชอบด้วย” อาภา ทิ้งท้ายในวงเสวนา

บรรยายภาพ – เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมหลังนำมันดิบกว่า 5 หมื่นลิตร รั่วกลางทะเลอ่าวไทย จ.ระยอง เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2556 ส่งผลกระทบต่อสัตว์นำและชาวประมงจนถึงปัจจุบัน

 

“ต่างคนต่างทำ-ไม่คุย-ไม่ใช้ของไทย” หลุมพรางงานวิจัยไทยไม่ไปไหนจนแพ้ต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2560 เวลา 18:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/505587

"ต่างคนต่างทำ-ไม่คุย-ไม่ใช้ของไทย" หลุมพรางงานวิจัยไทยไม่ไปไหนจนแพ้ต่างชาติ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทยที่ผ่านมา สถาบันการศึกษา องค์กรภาครัฐ-เอกชน วิจัยพัฒนาผลิตนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาตลอด แต่กลับพบว่าแทบไม่เคยถูกพัฒนาต่อยอดนำออกมาใช้จริงเท่าที่ควร

อะไรเป็นสาเหตุทำให้ผลงานวิจัยเทคโนโลยีที่มีมากมายของไทยย่ำอยู่กับที่ จนต้องหันหน้าไปพึ่งพานำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ทั้งที่นวัตกรรมจากองค์ความรู้ของคนไทยคิดค้นวิจัยพัฒนาขึ้นมาได้

“หลุมพรางงานวิจัย” ตัวฉุดรั้งเทคโนโลยีไทย

พ.อ.ชัชพงษ์ พันธุ์พยัคฆ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงกลาโหม มองว่าเรื่องนี้เหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวไว้ว่า การนำผลงานวิจัยจากห้างไปสู่หิ้ง ถือเป็นหลุมพรางของงานวิจัย เพราะที่ผ่านมามักเห็นว่า งานวิจัยหลายชิ้นของไทยสามารถกวาดรางวัลชนะเลิศเวทีต่างๆ ได้มากมาย แต่กลับไม่สามารถส่งออกหรือจำหน่ายได้ เพราะตกหลุมพรางนี้

เนื่องจากการพัฒนาต่อยอดผลงาน ไม่ถูกถอดแบบออกจากงานวิจัยนำไปสู่การใช้จริง เพราะไม่มีหน่วยงานไหนสนใจทำงานเรื่องนี้ แต่ขณะนี้สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เล็งเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ จึงกำลังเดินหน้าทำเรื่องนี้โดยเริ่มจากแก้กฎหมาย เพื่อเป็นหนทางขึ้นจากหลุมพรางงานวิจัย

“งานวิจัยเราที่ผ่านมาอยู่บนหิ้ง ไม่เคยเดินไปสู่ห้าง เพราะมันติดตรงข้อกฎหมาย และความจริงใจที่จะสนับสนุนนำผลงานคนไทยไปใช้ ตรงนี้มันหายไป ดังนั้นเราต้องหาคนมาเติมเต็ม เพื่อให้งานวิจัยเดินไปสู่การใช้จริง”

พ.อ.ชัชพงษ์ เล่าวัตถุประสงค์การตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ว่าเพื่อวิจัยพัฒนายุทโทปกรณ์ขนาดใหญ่ของกองทัพให้มีความทันสมัย แต่การทำงานจะอยู่ภายใต้กรอบแผนแม่บทสภากลาโหม 4 เรื่อง คือ 1.จรวด 2.เทคโนโลยีและการสื่อสาร 3.อากาศยานไร้คนขับ และ 4.ระบบจำลองยุทธ์เสมือนจริง

ตลอด 9 ปี ที่สถาบันฯ ก่อตั้งมีเจ้าหน้าที่กว่า 300 คน ดำเนินงานผลิตนวัตกรรมออกมาจำนวนมาก อาทิ ยุทโทปกรณ์ประเภทจรวด ยานเกราะ สนามทดสอบอาวุธกองทัพ และอีกส่วนเป็นเทคโนโลยีประเภท อากาศยานไร้คนขับหลากหลายขนาด หุ่นยนต์ตรวจวัตถุระเบิด เทคโนโลยีตรวจสอบทะเบียนรถที่ใช้ในพื้นที่ชายแดนใต้ ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นตามความต้องการกองทัพในฐานะผู้ใช้

พ.อ.ชัชพงษ์ มั่นใจว่าการดำเนินงานที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 9 ปี ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ถือว่าเติบโตรวดเร็วและประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะหัวใจสำคัญที่ทำให้องค์กรเติบโตรวดเร็ว มาจากการทำงานของทีมนักวิจัยใช้วิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และมีแนวทางการดำเนินงานชัดเจน เพื่อสนองการใช้งานจริงพร้อมรองรับการปรับปรุงแก้ไขพัฒนาอยู่ตลอด

ผอ.ฝ่ายพัฒนากิจการ รายนี้ เล่าแบบภาคภูมิใจว่าข้อดีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นเอง ช่วยลดต้นทุนการจัดซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศได้มาก ยกตัวอย่างอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็ก หรือ มินิ-ยูเอวี ที่พัฒนาขึ้นหากเทียบกับของต่างประเทศขายอยู่ 15-20 ล้านบาท ส่วนงานต้นแบบที่พัฒนาเองใช้งบประมาณเพียง 5 ล้านบาท หรือ 1 ใน 4 เท่านั้น แต่ถึงอย่างไรคิดว่าการทำให้ผลงานเหล่านี้ออกสู่ตลาด ควรเริ่มจากการสร้างความมั่นใจของผู้ใช้ในประเทศก่อน

“หลุมพรางแห่งการวิจัย ต้องค่อยๆ แก้ ซึ่งรัฐบาลมีความจริงใจที่จะแก้ปัญหานี้ แต่ต้องค่อยๆ แก้และเติมเข้าไปที่ละนิด แต่ยังไงหัวใจสำคัญสุดท้ายอยู่ที่ว่า ผู้ใช้ต้องมั่นใจผลงานของเราเอง”

พ.อ.ชัชพงษ์ พันธุ์พยัคฆ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

ต่างคนต่างทำ เทคโนโลยีไทย จึงไม่ถึงฝัน

พล.อ.สมพงศ์ มุกดาสกุล ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ มองว่างานวิจัยไทยส่วนมากทำแล้ว ไม่ได้ใช้ จึงเป็นตัวทำให้อุตสาหกรรมไทย ไม่พัฒนาเพราะไม่ได้นำไปสู่การผลิต แต่ถึงอย่างไรสถาบันฯ พยายามสนับสนุนต่อยอดโดยร่วมมือกับหน่วยงานอื่นเพื่อให้ผลงานวิจัยนำไปสู่การผลิต ไม่เช่นนั้นผลงานจะฝ่อ เป็นงานวิจัยขึ้นหิ้ง เพราะไม่มีเป้าหมายชัดเจน

ขณะที่หนทางทำให้งานวิจัยนำไปสู่การผลิตมองว่ามี  2 องค์ประกอบหลัก คือ 1.ต้องทำให้เทคโนโลยีสิ่งของ พร้อมใช้งานง่าย 2.ทุกหน่วยต้องเชื่อมต่อประสานงานกัน ยกตัวอย่างหากหน่วยงานไหนต้องการผลงานและสนับสนุนงานวิจัยควรหันหน้าพูดคุยกัน เช่น ทหารต้องการใช้โดรนลาดตระเวนพื้นที่ กรมชลประทานต้องการโดรนสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ ควรเข้ามาคุยกับทีมนักวิจัย เพื่อร่วมกันวิจัยพัฒนาผลงานออกมาให้ตรงความต้องการ

ทางแก้ปัญหาภาครัฐ เอกชน ต้องร่วมมือทำงานให้เชื่อมกัน หากทำได้จะช่วยให้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมมีมูลค่าเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการผลิตของหน่วยงานรัฐลงไปได้ เหมือนกับต่างประเทศที่ผลิตอะไรขึ้นมา มักนำงานนั้นๆ สู่ภาคธุรกิจทันที”

ผอ.สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เผยว่าแผนงานพัฒนาผลงานวิจัยขององค์กร ระยะสั้นกำลังเร่งพัฒนาความร่วมมือกับเครือข่ายสถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ-เอกชน ขณะนี้กำลังแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถร่วมทุนผลิตผลงานแก่หน่วยงานอื่นได้ ระยะยาวต้องปลูกฝังพัฒนาคนให้รับรู้และเข้าใจเชิงลึก เพราะการสร้างคน สร้างเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเห็นผลเป็นรูปธรรมทันที จึงต้องพยายามผลักดันเรื่องนี้

พล.อ.สมพงศ์ มุกดาสกุล ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

จีน เล็งไทยตั้งฐานผลิตเทคโนโลยี

ลู่ ซีเหว่ย ประธานกรรมการ บริษัท เอชเอ็มดี เอวีเอชั่น จำกัด สาธารณรัฐประชาชนจีน บริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับหลายรูปแบบ เล่าว่าเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับในจีนถูกพัฒนานำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ งานทางการทหาร อุตสาหกรรม โดยเฉพาะด้านเกษตรกรรม เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของจีนนิยมทำเกษตรกรรม

ดังนั้นการเข้าร่วมพัฒนาวิจัยกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศฯ เพื่อพัฒนาอากาศยานไร้คนขับทางการเกษตร ซึ่งคิดว่าไทยเป็นเรื่องที่ดี เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงคิดว่าหากสนับสนุนเทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้เกษตรกรไทยทำงานได้ง่ายขึ้น

“วันนี้นำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับทางด้านการเกษตรเข้ามาก่อน แต่อนาคตมองว่า อาจเข้ามาตั้งทำโรงงานผลิตในไทย เพราะประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรกรรมจำนวนมาก จึงมองว่าตลาดไทยน่าพัฒนาได้เร็วเช่นกัน แต่ต้องอาศัยความร่วมมือที่ดีกันระหว่างไทย-จีน”

อาจถึงเวลาที่ทุกฝ่ายทั้งผู้ต้องการผลงานและเทคโนโลยีดีๆ ผู้วิจัย ภาคธุรกิจต้องหันหน้ามาพูดคัยกันเพื่อส่งเสริมพัฒนาผลงานวิจัยทางเทคโนโลยีของไทยให้ก้าวหน้าและทันเทียมนานาชาติ

อากาศยานไร้คนขับ-หุ่นยนต์ตรวจระเบิด-เทคโนโลยีตรวจทะเบียนรถ ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

 

ผลงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศฯ

 

พิธีลงนามความร่วมมือสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศฯ กับเอกชนจีน ในการพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ