วิพากษ์ปัญหา “โพสต์ภาพศพ” จากมุมมองกู้ภัย-สื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502900

วิพากษ์ปัญหา "โพสต์ภาพศพ" จากมุมมองกู้ภัย-สื่อ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การนำภาพศพผู้เสียชีวิตมาเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ กลายเป็นประเด็นที่มักถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมทุกครั้งในยามที่เกิดเหตุอาชญากรรมหรืออุบัติเหตุร้ายแรง

ทว่าแม้จะมีเสียงตักเตือนจำนวนมากจากสังคม แต่ก็ยังมีการเผยแพร่ภาพไม่เหมาะสมออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมีผู้คนจำนวนหนึ่งต่างพากันเข้าไปกดไลค์กดแชร์แถมด้วยการแสดงความเห็นว่า “ขออโหสิกรรมที่เข้ามาดู” ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมีผู้เข้าไปตักเตือนก็กลับถูกต่อว่ากลับโดยอ้างว่าการนำภาพผู้เสียชีวิตมาแชร์ก็เพื่อเป็น “อุทาหรณ์”

เมื่อเกิดกระแสตำหนิถึงความไม่เหมาะสมในการเผยแพร่ภาพผู้เสียชีวิต สปอร์ตไลท์มักส่องไปที่ “หน่วยกู้ภัย และ สื่อมวลชน” โดยอัตโนมัติเนื่องจากเป็นผู้ที่สามารถ “เข้าถึง” ที่เกิดเหตุได้ตามหน้าที่

วันนี้โพสต์ทูเดย์คุยกับตัวแทนจากมูลนิธิร่วมกตัญญู และ กรรมการควบคุมจริยธรรมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถึงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และ “สาเหตุ” ที่ทำให้ยังมีภาพไม่สมควรเหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกมา

ตามหาญาติ-เตือนภัย เหตุมูลนิธิปล่อยภาพ แต่ต้องเซ็นเซอร์

อัญวุฒิ โพธิ์อำไพ หัวหน้ารถกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู เล่าว่าการส่งภาพศพในอุบัติเหตุต่างๆ ของทางมูลนิธิฯ ส่วนใหญ่ใช้เพื่อประโยชน์ 3 เรื่องหลัก คือ 1.ตามหาญาติผู้ประสบอุบัติเหตุที่ไม่มีเอกสารหลักฐานติดตัวให้รับทราบ 2.เตือนภัย ให้คนทั่วไปรับทราบ แต่การนำเสนอต้องผ่านการเซ็นเซอร์ และ 3.เป็นช่องทางสื่อสารขอความช่วยเหลือนอกจากวิทยุสื่อสาร ปัจจุบันใช้โปรแกรมไลน์ในการส่งข้อมูลให้กับ 3 กลุ่มหลัก คือ ภายในหน่วยงานเพื่อแจ้งผลการปฏิบัติหน้าที่ กลุ่มสมาชิกอาสาสมัครกู้ภัยทั่วประเทศ และใช้ติดติอสื่อสารกับสื่อมวลชน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ รายนี้มองว่าการส่งภาพนั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ส่งแต่ละคน แต่มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยส่วนใหญ่กว่า 80% เซ็นเซอร์ภาพผู้เสียหายเพราะทุกคนรับทราบเรื่องข้อกฎหมาย แต่หากจำเป็นกรณีที่ผู้เสียชีวิตไม่มีญาติก็อาจขึ้นข้อความว่า “ขออภัยที่เราไม่ได้เบลอหน้า เพื่อให้ช่วยติดตามหาญาติ”

“ภาพที่หลุดออกมายอมรับว่าเมื่อก่อนมี แต่ตอนนี้น้อยลงมาก ทำถูกกันมาเป็น 100 ครั้งไม่มีใครว่า แต่คนส่วนน้อยทำผิดครั้งเดียว ก็ยกขึ้นมาเป็นประเด็น ทำให้คนทำงานไม่สบายใจ แต่ยังไงหากเจอเราจะส่งข้อความไปเตือนให้เซ็นเซอร์หรือลบภาพ เพราะทุกวันนี้กลุ่มอาสาก็เตือนกันเอง เช่นเดียวกับภาคสังคม”

อัญวุฒิ มองว่าทางออกเรื่องนี้มูลนิธิกู้ภัยเป็นเพียงส่วนน้อยซึ่งมีการคอยเตือนกันอยู่ตลอด แต่ผู้ที่โพสต์ภาพเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากประชาชน จึงคิดว่าเรื่องนี้ต้องปลูกฝังให้ทุกคนตระหนักว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ แต่ถึงอย่างไรสถานการณ์ขณะนี้ดีขึ้น

“อยากให้ทุกคนช่วยกันตรวจสอบเพราะสื่อมี 2 มุม 2 ด้าน ในทุกเรื่อง ฉะนั้นทุกคนควรช่วยกันดูแลและนำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์มาใช้ให้มากที่สุด”

“ขออโหสิกรรมที่เข้ามาดู” คอมเมนท์ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยมักทิ้งไว้หลังจากเข้ามาดูภาพผู้เสียชีวิต

ภาพความสูญเสียไม่ว่าเหตุใด “ไม่ควรเผยแพร่”

จักร์กฤษ เพิ่มพูล กรรมการควบคุมจริยธรรมสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ยืนยันหลักการว่าภาพความเสียหายจากอุบัติเหตุหรือเหตุฆาตกรรมต่างๆ ไม่ว่ากรณีใดเป็นเรื่องที่ไม่ควรนำออกมาเผยแพร่ เพราะเป็นหลักพื้นฐานและกฎเหล็กของสื่อมวลชน แต่ที่ในสังคมยังมีคนบางกลุ่มส่งภาพประเภทนี้อยู่ โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย เนื่องจากผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการอบรมเรียนรู้เหมือนสื่อวิชาชีพ จึงไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานเรื่องความรับผิดชอบของสื่อมวลชนแท้จริง เพราะหลักการคือ ต้องไม่ซ้ำเติมผู้สูญเสีย

กรรมการสมาคมนักข่าวฯ รายนี้ มองว่าการส่งต่อภาพผู้เสียชีวิตทางจิตวิทยาคือการตอบสนองสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเรื่องราวอะไรคนทั่วไปมักให้ความสนใจ แม้ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ จึงอยากให้คิดซักนิดว่าหากตนเองเป็นครอบครัวผู้เสียชีวิต คงไม่อยากทำเช่นนั้นเหมือนเป็นการซ้ำเติมผู้เสียหาย

“ถ้าหากเป็นเราจะรู้สึกไหม เรื่องเหล่านี้เป็นความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน ควรคำนึงถึงเรื่องของความเป็นมนุษย์ เพื่อนมนุษย์ไม่ควรจะซ้ำเติม ต้องระมัดระวัง”

ทางออกเรื่องนี้คิดว่าต้องสร้างการรับรู้เรื่องสิทธิ ให้กับผู้ใช้โซเชียลมีเดียควบคู่ไปกับการใช้สื่อออนไลน์ว่าการกระทำอย่างไม่คิดเป็นการซ้ำเติมผู้อื่น และอาจมีความผิดทางกฎหมายฐานหมิ่นประมาทผู้เสียชีวิต แต่ถึงอย่างไรคิดว่ากฎหมายไม่สำคัญเท่าจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ ที่ต้องระมัดระวังไม่ควรละเมิดศักดิ์ศรีของผู้สูญเสีย

จักร์กฤษ แสดงความรู้สึกว่าปัญหานี้ไม่น่ากังวลเพราะวิวัฒนาการเมื่อถึงจุดหนึ่งที่คนในสังคมตระหนักรู้ว่าอะไรไม่ควรโพสต์ เช่นเดียวกับช่วงเกิดเหตุระเบิดศาลพระพรหม แยกราชประสงค์ ช่วงแรกก็มีภาพความสูญเสียเผยแพร่ออกมาจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นสังคมมีการตักเตือนกันสุดท้ายสถาการณ์ดีขึ้น จึงคิดว่าวันนี้ผู้ใช้สังคมออนไลน์ส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจแล้ว

ผู้ใช้เฟซบุ๊กบางรายนำภาพผู้เสียชีวิตมาเผยแพร่โดยไม่เซ็นเซอร์

 

จิตสำนึก หนทางยุติการเผยแพร่ภาพผู้เสียชีวิต

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่าปัญหานี้เกิดจากความไม่รู้ โดยภาพผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ที่ถูกเผยแพร่มาจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิซึ่งได้เข้าไปในพื้นที่ จึงมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่กระทบต่อสิทธิของผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ลดลงไปมาก แต่ถึงอย่างไรยังคงต้องคอยตักเตือนและให้ความรู้กันอยู่

การที่บางมูลนิธิฯ อ้างว่าเผยแพร่ภาพศพเพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ มองว่าไม่จริงเป็นเพียงข้ออ้างเพราะการเผยแพร่ภาพเหล่านั้นไม่ตอบโจทย์ที่จะใช้เป็นอุทาหรณ์ได้ แต่กลับเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและไม่ให้เกียรติผู้ประสบเหตุมากกว่า อีกทั้งยังสร้างผลกระทบทางจิตใจแก่ญาติผู้เสียหาย ดังนั้นอยากให้สังคมช่วยเป็นกระบอกเสียงเตือนผู้นำภาพความสูญเสียออกมาเผยแพร่

มานะ มองว่าวันนี้แม้มีกฎหมายควบคุมดูแลเรื่องเหล่านี้แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ 100% เพราะปัญหานี้ขึ้นอยู่กับจิตสำนึก ฉะนั้นเป็นเรื่องที่มาตรการทางสังคมต้องช่วยกันทำความเข้าใจ

“ผมไม่เชื่อว่ากฎหมายจะทำอะไรได้ ถ้าหากมันมีช่องทางและคนจะนำเสนอ แต่สิ่งสำคัญเราต้องช่วยเตือนและสร้างจิตสำนึกกันมากกว่านี้ หากปล่อยไป มันจะทำให้เด็กรุ่นต่อไปเสพความตาย กลายเป็นคนหยาบกระด้าง เพราะเห็นภาพพวกนี้มากเกินไป”

 

มุมมอง”ปู”เผ่นนอก เพื่อไทยฝ่อ-คสช.อยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2560 เวลา 07:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/511143

มุมมอง"ปู"เผ่นนอก เพื่อไทยฝ่อ-คสช.อยู่ยาว

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

ภายหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาคดีโครงการจำนำข้าว ซึ่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นจำเลย ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ปรากฏว่า ยิ่งลักษณ์ไม่ได้มารับฟัง คำพิพากษา อ้างว่าป่วยซึ่งศาลพิจารณาแล้วว่าไม่มีใบรับรองแพทย์ จึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับ พร้อมกับริบเงินประกันจำนวน 30 ล้านบาท ก่อนที่จะเลื่อนฟังคำพิพากษาอีกครั้ง เป็นวันที่ 27 ก.ย.นี้

สำหรับมุมมองของคนภูธร ประเด็นนี้ถือเป็นความผิดพลาดทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยเลยก็ว่าได้

อดิศร เนาว์นนท์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา บอกว่า กรณีที่ยิ่งลักษณ์ ไม่ยอมเดินทางมาฟังคำพิพากษาในครั้งนี้ไม่ได้ผิดคาด มากนัก เพราะเริ่มมีสัญญาณตั้งแต่ ยิ่งลักษณ์โพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ขอความร่วมมือไม่ให้แฟนคลับเดินทางไปให้กำลังใจที่ศาล คาดว่าน่าจะมีพรายกระซิบถึงหูยิ่งลักษณ์ ถึงผลของคำพิพากษาครั้งนี้ว่า ไม่ส่งผลดีต่อตัว ยิ่งลักษณ์แน่ จึงต้องถ่วงเวลาเพื่อตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไป ซึ่งถ้าผลออกมาไม่เป็นคุณกับยิ่งลักษณ์ เมื่ออยู่ในประเทศไทยก็จะต้องถูกดำเนินคดีจนถึงขั้นจำคุกหลายปี จะไม่เกิดประโยชน์กับพรรคเพื่อไทยเลย

“แม้ว่านักวิเคราะห์บางสำนักจะบอกว่า การถูกจำคุกอาจจะได้รับคะแนนสงสาร เป็นผลดีต่อการ เลือกตั้งก็ตาม แต่เชื่อว่าจะถูกกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บล็อกไว้หมดแล้ว จึงเป็นไปได้ยากที่พรรคเพื่อไทยจะได้รับการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย แล้วเข้าบริหารประเทศอีกครั้ง ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดขณะนี้มีทางเดียวคือ หนีออกนอกประเทศ เหมือนกับ ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของยิ่งลักษณ์ ซึ่งการหลบหนีออกนอกประเทศของยิ่งลักษณ์ คงจะไม่ยากนัก และก็เชื่ออีกว่าจะได้รับความร่วมมือจากฝ่ายผู้มีอำนาจทางการเมืองขณะนี้ด้วย เพราะด้วยกลไกทางการเมืองในปัจจุบันนี้ ฝ่ายที่กุมอำนาจทางการเมืองอยู่ก็จะสามารถวางกลไกให้สืบทอดอำนาจได้ง่ายมากขึ้นกว่าตอนที่ยิ่งลักษณ์อยู่ในประเทศไทยเสียอีก”

อดิศร มองอีกว่า หลังจากนี้ไปทิศทางการเมืองของประเทศไทยในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็อาจจะมีการเคลื่อนไหวไม่มากนัก แต่ในกลุ่มของมวลชนผู้สนับสนุน หรือกลุ่ม นปช. จะเคลื่อนไหวเป็นคลื่นใต้น้ำอยู่ในพื้นที่เหมือนเดิมแน่นอน ถึงอย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันสังคมไทยมักจะอยู่กับผู้ที่ชนะ หรือมีอำนาจทางการเมืองเท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าทิศทางทางการเมืองหลังจากนี้ก็จะเดินตามโรดแมปของ คสช. และอาจจะมีพรรคการเมืองหลายพรรค หันมาสวามิภักดิ์กับ คสช. ส่วนกลุ่มของพรรคเพื่อไทยก็จะค่อยๆ อ่อนกำลังลงในที่สุด ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของวงจรทางการเมือง ดังนั้นกลุ่มอำนาจทางการเมืองในปัจจุบันก็จะอยู่ไปอีกอย่างน้อย 7-8 ปีข้างหน้าแน่นอน

ขณะที่จุดผ่านแดนทั่วประเทศนั้น ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ เข้มงวดเรื่องการเข้าออกของบุคคลและรถยนต์ที่เดินทางเข้าออกเพื่อสกัดยิ่งลักษณ์หนีออกไปต่างประเทศตามช่องทางธรรมชาติ

ส่วนบรรยากาศที่ จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านส่วนใหญ่อยากให้ยิ่งลักษณ์ออกมาต่อสู้คดี ต่อสู้กับความจริง ไม่ต้องหนีเหมือนกับทักษิณ เช่นเดียวกับชาว จ.ขอนแก่น อยากเห็นยิ่งลักษณ์ต่อสู้ตามกระบวนการของศาลยุติธรรม

ด้าน ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา ผู้ประสานงานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พะเยา บอกว่า แม้ว่ายิ่งลักษณ์ไม่อยู่ในไทย แต่สำหรับคนเสื้อแดงแล้วนั้น แนวทางการเรียกร้องประชาธิปไตยยังคงเหมือนเดิม คือ ยึดหลักประชาธิปไตยต่อสู้ทางการเมืองแบบอหิงสา โดยการจัดขบวนหรือสร้างแนวร่วมที่เข้าใจเหตุผลของประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ

 

“ยิ่งลักษณ์” หนีชั่วคราวหรือหนีตลอดชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2560 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/511049

"ยิ่งลักษณ์" หนีชั่วคราวหรือหนีตลอดชีวิต

โดย…โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

การตัดสินใจไม่มาศาลของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ผ่านกระบวนการไต่ตรองด้านแง่มุมกฏหมายมาแล้วอย่างดี….

เพราะรัฐธรรมนูญใหม่มาตรา 194 บัญญัติไว้ว่า “คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา…”

รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดรายละเอียดเรื่องการยื่นอุทธรณ์ไว้ นอกเสียจากว่า ให้องค์คณะของศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยอุทธรณ์

พูดง่ายๆคือ รัฐธรรมนูญให้สิทธิในการยื่นอุทธรณ์แค่ยังไม่มีวิธีการอุทธรณ์

เมื่อขณะนี้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเรื่องนี้ยังไม่ออกจึงเกิดช่องว่างให้ไปใช้ตามกฎหมายที่มีอยู่หรือตามข้อบังคับซึ่งประธานศาลจะต้องกำหนดออกมา

กฎหมายที่มีอยู่คือ ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 วรรค 3 ซึ่งมีการแก้ไขเมื่อปี 2559 สรุปความได้ว่า จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้เมื่อต้องมาแสดงตนต่อศาล

นอกจากนี้การที่ ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้มาปรากฏตัวที่ศาลตามกฎหมายที่มีอยู่ก็ไม่มีโทษ แต่กฎหมายใหม่คือวิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพิ่งเสนอสภาและสภาเห็นชอบแล้วอยู่ในขั้นตอนทูลเกล้าฯนั้นได้แก้ไขแล้วว่า “กรณีนี้ต้องมีโทษ”

ความนี้ปรากฏอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ.ศ….มาตรา 32 ที่ว่า

“ในการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนี้ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยซึ่งหลบหนีไปในระหว่างได้รับปล่อยตัวชั่วคราวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับและถ้าเป็นการหลบหนีไปในระหว่างพิจารณาคดี ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจำเลยรายงานผลภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควร

ความผิดตามวรรคหนึ่งไม่ระงับไปเพราะเหตุที่คดีของผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยนั้นมีการสั่งไม่ฟ้อง ยกฟ้อง จำหน่ายคดีหรือถอนฟ้อง”

 

 

การหลบหนีครั้งนี้จึงเป็นการใช้ช่องว่างระหว่างการบังคับใช้กฏหมายเก่าและกฏหมายใหม่เพื่อประโยชน์ของตนเองเพราะถ้าเดือนหน้าศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว ถ้าพิพากษาว่าไม่ผิดก็จะร้องให้ศาลพิจารณาลดค่าปรับ 30 ล้านโดยอ้างเหตุต่างๆนานา ถ้าเป็นเหตุที่ฟังแล้ว “ได้ความ” ศาลก็จะลดให้แต่ถ้าพิพากษาว่าผิดก็จะหนีไปเลยไม่ต้องกลับมา

ยิ่งลักษณ์อาจจะเกรงว่า ถ้ามาวันนี้แล้วจะไม่ได้รับประกันจึงยอมให้ยึดเอาเงิน 30 ล้านไว้ก่อนแล้วหนีไปตั้งหลักก่อน

ถ้าประเมินแล้วพบว่า ถ้าศาลจะอ่านคำพิพากษาเดือนก.ย.แล้วจะโดนโทษไม่หนักแล้วจะกลับมาอุทธรณ์ ถ้ากลับมาก่อนกฎหมายใหม่ที่ผ่านสภาก็ยังไม่มีโทษเรื่องไม่มาศาลแต่ถ้ากฎหมายใช้บังคับแล้วก็จะมีโทษ

ทั้งนี้ทั้งนั้นเห็นคำพิพากษากรณี “บุญทรง เตริยาภิรมย์” แล้วข้อกฎหมายเหล่านี้อาจจะไม่จำเป็นเพราะ ยิ่งลักษณ์ คงเดาใจไปเองว่า ถ้าอยู่โดนหนักแน่ๆ เพราะตุลาการ 5 คนที่ประกอบเป็นองค์คณะที่ตัดสินคดีบุญทรงอยู่ในองค์คณะที่จะเป็นผู้ตัดสินกรณี ยิ่งลักษณ์

กรณีศาลพิพากษาว่า ยิ่งลักษณ์มีความผิด ในระหว่างที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ.ศ….ยังไม่ประกาศใช้กับประกาศใช้แล้ว มีผลต่างกันหรือไม่ ?

คำตอบคือ ต่างกัน ถ้ากฎหมายใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้ภายในหนึ่งเดือนนี้ ศาลพิพากษาว่ามีความผิดลงโทษทางอาญาจำคุกกี่ปีเช่น 10 ปี ก็ต้องหลบหนีไป 10 ปีเว้นแต่จะเปลี่ยนใจกลับมามอบตัวหลังครบเวลานั้นแล้วก็เป็นอันหมดอายุความ แต่ถ้ากฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ก่อนที่ศาลจะพิพากษา บางทีเธออาจจะหนีไปตลอดชีวิตเพราะเหตุว่า การดำเนินคดีอาญาในส่วนนี้ตามกฎหมายใหม่มาตรา 25 ระบุว่า

“ในการดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เมื่อได้ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ให้อายุความสะดุดหยุดลง

ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

ในกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างตัองคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฏหมายอาญามาบังคับใช้”

เส้นแบ่งในเรื่องนี้อยู่ที่บทเฉพาะกาลของกฎหมายใหม่ที่ว่า

“มาตรา 69 บทบัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ไม่กระทบต่อการดำเนินการใด ในคดีที่ยื่นฟ้องไว้และได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ส่วนการดำเนินการต่อไปให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้”

“มาตรา 70 บรรดาพระราชกฤษฏีกา ระเบียบหรือข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีหรือการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้ยังคงมีผลบังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งนี้จนกว่าจะมีระเบียบหรือข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ”

 

 

แม้จะตัดสินใจหลบหนีไปและหนีไปได้ในช่วงนาทีท้ายๆ แต่ระหว่างนี้จนถึง 27 ก.ย. 2560 ยิ่งลักษณ์ยังต้องตัดสินใจต่อไปอีกว่า จะหนีไปชั่วคราวหรือหนีตลอดชีวิต

คำตอบเรื่องนี้มิได้อยู่ที่คำพิพากษาของศาลในวันที่ 27 ก.ย.นี้เท่านั้นหากแต่อยู่ที่ว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ.ศ….จะประกาศบังคับใช้เมื่อไหร่ด้วย

 

คดีจำนำข้าว ยังไม่จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2560 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/510990

คดีจำนำข้าว ยังไม่จบ

ชี้ขาดวันนี้กับอีกคดีประวัติศาสตร์ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว สร้างความเสียหาย 5 แสนล้านบาท

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตามความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโทษจำคุก 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่น-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วันเดียวกับคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาในคดี ทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมิชอบ ตามที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.​พาณิชย์ และพวก รวม 28 ราย

ท่ามกลางการติดตามรับฟังความคิดเห็นว่าคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร เพราะไม่ว่าผลของคดีนี้จะออกมาอย่างไร ย่อมส่งผลกระทบต่อไปถึงทิศทางการเมืองในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม

ดังจะเห็นว่าก่อนหน้านี้เริ่มมีกระแสปลุกมวลชนออกมาให้กำลังใจอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก่อนจะถูกมาตรการสกัดเพื่อป้องกันความวุ่นวายและมือที่สามจ้องก่อเหตุสวมรอยสร้างสถานการณ์เพิ่มเติม

จนล่าสุด อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ขอให้มวลชนไม่ต้องเดินทางมาให้กำลังใจถึงที่ศาล โดยขอให้ทุกคนให้กำลังใจด้วยการรับฟังข่าวสารอยู่ที่บ้าน

“ดิฉันจึงขอให้ทุกท่านที่ห่วงใย และต้องการให้กำลังใจดิฉัน ไม่ต้องเดินทางมาศาลฯ ในวันพรุ่งนี้ เพื่อความไม่สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาอันไม่คาดคิดจากผู้ที่ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง”

แต่ถึงกระนั้นคำพิพากษาที่จะออกมาก็ถูกมองว่าเป็นเพียงแค่ “ยกแรก” เพราะอาจไม่ใช่คำตัดสินที่ถือเป็นที่สุด เพราะตามกระบวนการทางกฎหมายยังเปิดช่องให้มีการอุทธรณ์คำตัดสินของศาลที่จะนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายใน “ยกสอง” ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กำหนดไว้ในมาตรา 195 เปิดช่องให้สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ​ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่คำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะอุทธรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานใหม่

การวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามวรรคสี่ ให้ดำเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกา ซึ่งประกอบไปด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกา โดยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่า
ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อน

ดังนั้น ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่กระบวนการทางคดีย่อมต้องเดินหน้าไปสู่ “ยกสอง”

ทั้งกรณีที่ศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดผู้เสียหายย่อมไม่ปล่อยโอกาสอุทธรณ์หลุดลอยไป

ส่วนกรณีที่ศาลยกฟ้องซึ่งทางอัยการสูงสุดในฐานะโจทก์ก็จะต้องพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่ และหากไม่ยื่นอุทธรณ์ย่อมต้องมีเหตุผลที่ชี้แจงต่อสังคม ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดแรงกดดันย้อนกลับมายังอัยการสูงสุด

จะมีก็เพียงแต่กรณีที่ศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดแต่ให้รอลงอาญา ซึ่งไม่รู้ว่าทั้งสองฝั่งจะคิดอ่านอย่างไรกับการอุทธรณ์คดี

ด้านหนึ่งเพราะผลของคำตัดสินทางอาญานี้อาจถูกหยิบยกไปใช้ต่อสู้ในกระบวนการยึดทรัพย์เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นเดินหน้าไปแล้ว

ก่อนหน้านี้ วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ได้ลงนามในคำสั่งทางปกครองเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวให้ยิ่งลักษณ์ต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น​แก่กระทรวงการคลังเป็นเงิน 35,717,273,028 บาท ภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการทางปกครองตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติทางปกครอง พ.ศ. 2539 โดยยิ่งลักษณ์​ได้ร้องศาลปกครองสั่งเพิกถอนคำสั่งของกระทรวงการคลังที่เรียกให้ชดใช้เงินดังกล่าว และทุเลาการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ​​ระบุเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2560 ว่า “เข้าใจว่า เวลานี้ยังไม่ถูกเบรกจากศาลปกครองให้คุ้มครองชั่วคราว ทำให้กรมบังคับคดีเดินหน้าไปได้ แต่ยังไม่มีอะไรที่จะไปยึด เพราะไม่เจอว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีอะไร”

ทั้งนี้ กรมบังคับคดีได้อายัด และถอนเงินจากบัญชีธนาคาร 5 บัญชี เป็นจำนวนเงินหลักแสนบาท จาก 16 บัญชี ถือเป็นอำนาจตามกฎหมาย เพราะเป็นการยึดตามคำสั่งทางคดีปกครอง

โดยเงินยังอยู่ที่กรมบังคับคดี ยังไม่ส่งเข้าคลัง ส่วนเงินที่เหลืออีก 11 บัญชี ยังไม่มีการแตะต้องใดๆ ​อีกทั้งยังมีบ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม พบ 37 รายการ กรมบังคับคดีได้ประสานงานกับกรมที่ดินเพื่อขอฟรีซทรัพย์นั้นไว้ เพื่อไม่ให้มีการทำธุรกรรม จำหน่าย โอน ​

เช่นเดียวกับคดีของบุญทรง ที่ถูกใช้คำสั่งทางปกครองติดตามเรียกค่าเสียหาย 1,700 ล้านบาท ​ที่อยู่ระหว่างขอทุเลาคำสั่ง

ทั้งหมดทำให้กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการจำนำข้าวทั้งหมดต้องลากยาวออกไปอีกนาน

 

ทางสามแพร่งพิพากษา’ยิ่งลักษณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2560 เวลา 06:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/510921

ทางสามแพร่งพิพากษา'ยิ่งลักษณ์'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดการเมืองไทยก็เดินทางมาถึงกิโลเมตรที่สำคัญ เนื่องจากวันนี้ (25 ส.ค.) คนไทยทั้งประเทศจะได้รู้กันแล้วว่ามหากาพย์คดีจำนำข้าวที่มี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นจำเลยหมายเลขหนึ่งจะมีบทสรุปออกมาเป็นอย่างไร

ณ วินาทีนี้ยังไม่มีใครอาจรู้ได้ว่าองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำนวน 9 คนจะพิพากษายิ่งลักษณ์อย่างไร แต่หากจะให้ประเมินคำพิพากษาชี้ชะตาอนาคตยิ่งลักษณ์จะสามารถออกได้กี่หน้านั้น แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นหนึ่งในสามแนวทาง ดังต่อไปนี้

1.พิพากษาให้มีความผิดและสั่งจำคุก

หมายความว่ายิ่งลักษณ์มีความผิดตามที่อัยการสูงสุดทำสำนวนสั่งฟ้อง ย่อมเป็นไปได้ที่ศาลฎีกาฯ จะพิพากษาให้ยิ่งลักษณ์จำคุกทันที โดยไม่รอลงอาญา เหมือนกับการพิพากษาให้จำคุก “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีการซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษกอย่างไรก็ตาม แม้ยิ่งลักษณ์จะถูกพิพากษาให้จำคุก แต่ยังมีสิทธิยื่นหลักทรัพย์เพื่อประกันตัวและยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ ซึ่งเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560  มาตรา 195 ได้บัญญัติรับรองเอาไว้

มาตรา 195  กำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์ไว้พอสังเขปว่าต้องยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษา จากนั้นที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะตั้งองค์คณะจำนวน 9 คนเพื่อพิจารณาวินิจฉัยคำอุทธรณ์ ซึ่งจะต้องเป็นผู้พิพากษาที่ ไม่ได้เป็นผู้พิจารณาในคดีนี้มาก่อน

โดยเมื่อองค์คณะผู้พิพากษาชุดนี้มีความเห็นออกมาอย่างไร ให้ถือว่าเป็นคำวินิจฉัยของอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หมายความว่าความเห็นขององค์คณะถือเป็นที่สุด

2.พิพากษาให้ไม่มีความผิด

เป็นคำพิพากษาที่ทีมทนายความและยิ่งลักษณ์มีความปรารถนามากที่สุด เพราะนั่นหมายความว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดฟังไม่ขึ้น และยังเป็น การยืนยันว่าแม้โครงการรับจำนำ ข้าวจะเกิดความเสียหายและการทุจริตตามข้อเท็จจริง แต่ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกฯ ไม่ได้ปล่อยปละละเลยตามที่ถูกกล่าวหา

แต่กระนั้นอัยการสูงสุดในฐานะโจทก์สามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ตามมาตรา 195 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เช่นเดียวกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่กำลังพิจารณาจะอุทธรณ์คำพิพากษายกฟ้องสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ในคดีสลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือไม่ในเวลานี้

3.พิพากษาให้มีความผิดแต่รอลงอาญา

เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มีหลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่ามีความเป็นไปได้พอสมควร เนื่องจากเป็นแนวคำพิพากษาที่ศาลฎีกาฯ เคยวินิจฉัยออกมาแล้วดังจะเห็นได้จากกรณีของคดีโครงการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว ซึ่งศาลฎีกาฯ พิพากษาให้ “วราเทพ รัตนากร” อดีต รมช.คลัง “สมใจนึก เองตระกูล” อดีตปลัดกระทรวง การคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล และ “ชัยวัฒน์ พสกภักดี” อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีความผิดและให้ จำคุก แต่ให้รอลงอาญาคนละ 2 ปี เพราะจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน

ดังนั้น หากมองในมุมที่ว่ายิ่งลักษณ์ไม่เคยทำผิดและถูกลงโทษในทางอาญามาก่อน ก็มีความเป็นไปได้ที่ถึงแม้ ยิ่งลักษณ์ถูกพิพากษาให้มีความผิด แต่อาจได้รับการรอลงอาญาไว้ก่อน อย่างไรก็ดี ถ้าคำพิพากษาออกมาในแนวทางนี้ขึ้นมา อัยการสูงสุดยังมีสิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา 195 ได้เช่นกัน

หนึ่งในสามแนวทางที่ว่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อยิ่งลักษณ์เดินทางมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. เพราะถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ศาลฎีกาฯ จะต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป 30 วัน พร้อมกับออกหมายจับ

โดยเมื่อพ้น 30 วันไปแล้ว ศาลจึงสามารถอ่านคำพิพากษาลับหลังได้ทันทีตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฉบับใหม่ยังไม่มีการประกาศใช้

นอกจากนี้ ที่สุดแล้วไม่ว่าผลของคำพิพากษาจะออกมาในรูปแบบใด จะไม่มีผลต่อการพิจารณาเรียกค่าเสียหายทางแพ่งตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

อิสรภาพกับอนาคตการเมือง

หากคำพิพากษาในวันนี้ไม่เป็นคุณแก่ยิ่งลักษณ์ นั่นย่อมหมายถึงอนาคตทางการเมืองที่ต้องดับวูบด้วยผลของคำพิพากษาและรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มาตรา 98 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 วางหลักเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส.ไว้ 18 ประการ โดยมีลักษณะต้องห้ามอยู่ 2 ประการที่อาจจะกระทบต่อยิ่งลักษณ์โดยตรง ได้แก่

1.เป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายของศาล2.เป็นบุคคลที่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก เพราะกระทำความผิดกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

เมื่อพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแล้วทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่าหากยิ่งลักษณ์ถูกพิพากษาจำคุกโดยต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำจริง เท่ากับว่าจะขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัคร สส.ไปตลอดชีวิต จนกว่ารัฐธรรมนูญจะถูกแก้ไขเป็นอย่างอื่น

แต่มีประเด็นขบคิดหากศาลฎีกาฯ พิพากษาให้มีความผิดแต่รอลงอาญาจะมีผลอย่างไร?ถ้าดูจากมาตรา 98 ข้างต้นย่อมมีความเป็นไปได้พอสมควรที่ยิ่งลักษณ์อาจถูกตัดสิทธิการสมัคร สส.ตลอดชีวิตเช่นกัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติข้อยกเว้นเรื่องการรอลงอาญาเอาไว้ อีกทั้งรัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไขไว้เพียงแค่การถูกศาลพิพากษาเป็นที่สุดในคดีทุจริตก็เพียงพอที่จะตัดสิทธิการสมัคร สส.อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปในเรือนจำจริงๆ ทั้งตัวแต่อย่างใด

ด้วยเหตุผลของเรื่องทั้งหมด ถ้า “ยิ่งลักษณ์” ยังอยากกลับคืนสนามการเมือง คงต้องลุ้นให้ศาลฎีกาฯ ยกฟ้องเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์สถานเดียว

มวลชนให้กำลังใจ ‘ปู’ ดัชนีวัดพลังเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2560 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/510809

มวลชนให้กำลังใจ ‘ปู’ ดัชนีวัดพลังเพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นนับถอยหลังสู่วันที่ 25 ส.ค. ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาในคดีปล่อยปละให้เกิดความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวหลายแสนล้านบาท ซึ่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันไปรับฟังคำตัดสินไม่หลบหนีไปไหน

ท่ามกลางกระแสความเป็นห่วงเกรงว่าจะเกิดความปั่นป่วน ถึงขั้นเจ้าหน้าที่ต้องเตรียมมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดรอบพื้นที่ สกัดไม่ให้เกิดความวุ่นวาย

พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียกประชุมนายตำรวจที่เกี่ยวข้องที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัย ที่จะยึดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และแผนกรกฎ 52 ที่จะใช้ควบคุมสถานการณ์

เบื้องต้นศาลได้ประกาศเขตอำนาจศาลเอาไว้แล้ว ตำรวจจะดำเนินการนำแผงเหล็กมากั้นตามคำสั่ง ส่วนป้ายบ่งบอกเขตอำนาจศาลนั้น ทางศาลจะติดตั้งเอง

​ทั้งนี้ หากประชาชนละเมิดพื้นที่จะถือว่าละเมิดอำนาจศาล รวมถึงหากเข้ามาแล้วโห่ร้อง ไม่รักษาความสงบเรียบร้อย เรียกร้องหรือคัดค้าน สนับสนุนให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งในขณะอ่านคำพิพากษาถือว่าฝ่าฝืนกฎหมายด้วย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ประเมินว่าจะไม่มีมือที่สามจ้องก่อเหตุในวันดังกล่าว แต่คาดว่าคนจะมาให้กำลังใจจากต่างจังหวัด ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้ห้ามมาให้กำลังใจ แต่หากทำผิดกฎหมายจะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย

ท่ามกลางการเฝ้าระวังจากเจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และภาค 9 จำนวน 21 กองร้อย รวมกับกำลังของกองบัญชาการตำรวจนครบาลอีก 3 กองร้อย

ความสำคัญของการรับฟังคำตัดสินคดีอยู่ตรงที่เป็นการชี้ขาดว่าการดำเนินการที่ผ่านมาของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีความผิดหรือไม่ อันจะเชื่อมโยงต่อเนื่องไปถึงการติดตามยึดทรัพย์ 3.5 หมื่นล้านบาท เพื่อชดใช้ความเสียหายตามคำสั่งทางปกครองที่เดินหน้าไปแล้วก่อนหน้านี้

อีกด้านยังส่งผลทางอ้อมต่อทิศทางการเมืองอย่างมีนัยสำ​คัญ เริ่มตั้งแต่คะแนนนิยมที่จะแปรผันไปตามคำตัดสิน เริ่มตั้งแต่ตัวของยิ่งลักษณ์ ที่หากในกรณีถูกตัดสินว่ามีความผิดในโครงการรับจำนำข้าว อาจต้องถูกจำคุกสูญเสียอิสรภาพ

รวมไปถึงคะแนนนิยมที่จะมีต่อพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นต้นตำรับโครงการรับจำนำข้าวที่จะถูกบั่นทอน อันจะกระทบต่อไปถึงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้นในปี 2561

ที่สำคัญ ในวันดังกล่าวยังอาจถือเป็นการวัดพลังฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย และมวลชนคนเสื้อแดงว่ายังเหนียวแน่นมากน้อยแค่ไหน

ดังจะเห็นสัญญาณการเคลื่อนไหวออกมาปลุกมวลชนออกมาให้กำลังใจอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์​ อยู่หลายระลอก ตั้งแต่วันไต่สวนนัดสุดท้าย เรื่อยมาจนถึง​วันแถลงปิดคดี ที่ถือเป็นการอุ่นเครื่อง เตรียมพร้อมกับนัดสำคัญในวันที่ 25 ส.ค.นี้

ทว่า อีกด้านหนึ่งฝั่งรัฐบาล ​​คสช.ก็ไม่นิ่งนอนใจ ออกมาสกัดการเคลื่อนไหวของแกนนำและมวลชนหลายรูปแบบ

ไล่มาตั้งแต่มาตรการกดดันแกนนำที่ออกมาเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชน ทั้งเรียกมาปรับทัศนคติ และใช้คดีความที่อยู่ระหว่างการพิจารณามาเป็นเงื่อนไข สกัดการเคลื่อนไหว

ไปจนถึง​ส่งสัญญาณสกัดรถโดยสาร รถตู้ ที่จะนำมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ด้วยการตั้งข้อหาความผิด รถโดยสารที่รับจ้างส่งผู้โดยสารครั้งก่อนว่าทำผิด พ.ร.บ.ขนส่ง 2 ประเภท กรณีวิ่งนอกเส้นทาง ที่มีทั้งโทษจำคุกและปรับ

อีกด้านหนึ่ง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้แจ้งไปยัง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เพื่อขอให้พิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ แจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทราบและกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณของ อปท.

ภายหลัง​ อปท.จำนวนหนึ่งได้จัดทำโครงการลักษณะการศึกษาดูงานหรือสัมมนา มีเจตนาแอบแฝงเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งถือเป็นการใช้จ่ายเงินงบประมาณไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

แต่ทางฝั่งมวลชน​​เองก็ยังพบการเคลื่อนไหว​​เตรียมออกมาให้กำลังใจอดีตนายกฯ ซึ่งจะส่งผลต่อขวัญกำลังใจของยิ่งลักษณ์ รวมไปถึงทีมงานและสมาชิกพรรคเพื่อไทย

เมื่อการเคลื่อนไหวรวมพลครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายแค่เฉพาะหน้าการรับฟังคำตัดสินเท่านั้น

แต่ยังอาจใช้การปลุกระดมครั้งนี้เป็นหัวเชื้อที่ใช้วัดกำลัง และอาจนำไปเป็นประเด็นปลุกมวลชนต่อไปในอนาคต ทั้งกรณีที่ถูกปิดกั้นไปจนถึงการกลั่นแกล้ง

จำนวนมวลชนจึงอาจเป็นดัชนีชี้วัดพลังมวลชนที่สำคัญ

 

เปิดปูม 9 ผู้พิพากษา ชี้ชะตา ‘ยิ่งลักษณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2560 เวลา 06:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/510792

เปิดปูม 9 ผู้พิพากษา ชี้ชะตา 'ยิ่งลักษณ์'

เหลือเพียงอีกหนึ่งวัน คือวันที่ 25 ส.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งมี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในข้อหาปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และคดีการทุจริตการระบายข้าวแบบจีทูจี ที่มี “บุญทรง เตริยาภิรมย์”อดีต รมว.พาณิชย์ และ “ภูมิ สาระผล” อดีต รมช.พาณิชย์ พร้อมพวก 28 คน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทั้งนี้ ก่อนจะถึงวันพิพากษา ย้อนกลับไปดูถึงที่ไปที่มาและประวัติขององค์คณะผู้พิพากษาที่จะทำหน้าที่ตัดสินคดีนี้ ซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้เลือกไว้ 9 คน โดยมีประวัติผลงานในการตัดสินคดีสำคัญทางการเมืองที่น่าสนใจดังนี้

1.ชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกาและว่าที่ประธานศาลฎีกาคนใหม่ ผลงานเมื่อครั้งเป็นอดีตอธิบดีศาลผู้พิพากษาศาลอาญา ได้ทำบันทึกแย้งคำพิพากษาขององค์คณะศาลอาญาที่สั่งยกฟ้อง ศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร กับพวก รวม 5 คน ในคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่ยอมเก็บภาษี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่โอนหุ้น บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ มูลค่า 738 ล้านบาท ให้กับ บรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรม เมื่อปี 2540 ซึ่งการทำบันทึกความเห็นแย้งของอธิบดีศาล ต่อองค์คณะผู้พิพากษาในศาล ปกติไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เรื่องนี้จึงได้รับความสนใจจากหลายฝ่ายอย่างกว้างขวาง

ล่าสุด ชีพเป็นองค์คณะตัดสินยกฟ้องคดี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมพวก สั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปิดล้อมรัฐสภา

2. ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากร เป็นหนึ่งในองค์คณะตัดสินจำคุก นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที แปลงสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคมเอื้อประโยชน์กลุ่มชินคอร์ป 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา และยังเคยเป็นองค์คณะพิพากษาให้ยึดทรัพย์ของ นฤมล หรือ ณัฐกมล หรือ ณฐกมล หรือ อินทร์ริตา นนทะโชติ หรือ นนทะ วัชรศิริโชติ อดีตข้าราชการประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและพลังประชาชน 68 ล้านบาท

3.ธนสิทธิ์ นิลกำแหง ประธานแผนกคดีเลือกตั้ง เป็นองค์คณะตัดสินยกฟ้องคดีสมชาย และเคยเป็นองค์คณะพิพากษาให้ยึดทรัพย์นฤมล

4.ธนฤกษ์ นิติเศรณี รองประธานศาลฎีกา ว่าที่ประธานศาลอุทธรณ์ เป็นองค์คณะตัดสินยกฟ้องคดีสมชาย และยังเคยเป็นองค์คณะผู้พิพากษาตัดสิทธิ ปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา ผู้สมัคร สส.เขต 8 จ.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ลงเล่นการเมือง 5 ปี ข้อหาแจ้งทรัพย์สินเท็จ เมื่อครั้งเป็น สส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) เมื่อปี 2551

5.วิรุฬห์ แสงเทียน รองประธานศาลฎีกา เคยเป็นองค์คณะผู้พิพากษา กรณีปุระพัฒน์เช่นกัน

6.โสภณ โรจน์อนนท์ ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นองค์คณะตัดสินยกฟ้องคดีสมชาย

7.พิศล พิรุณ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นองค์คณะตัดสินยกฟ้องคดี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมพวก สั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปิดล้อมรัฐสภา

8.อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อม เจ้าของสำนวนในคดีตัดสินจำคุก นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที แปลงสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคมเอื้อประโยชน์กลุ่ม ชินคอร์ป 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา

9.ธานิศ เกศวพิทักษ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เคยตัดสินคดีสำคัญในอดีตครั้งดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คือ ยุบพรรคไทยรักไทย เป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดียึดทรัพย์ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 4.6 หมื่นล้านบาท และเป็นองค์คณะตัดสินจำคุก ประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย 12 ปี ฐานร่วมกันทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กรุงเทพมหานคร

ขณะที่องค์คณะผู้พิพากษาในคดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ของบุญทรง ซึ่งมีองค์คณะผู้พิพากษาทั้งหมด 9 คน โดยใน 5 คน เป็นองค์คณะเดียวกับคดี “ยิ่งลักษณ์” คือ ธนฤกษ์ ไสลเกษ วิรุฬห์ ชีพ และพิศล ส่วนที่เหลือ คือ ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์ พฤษภา พนมยันตร์ นวลน้อย ผลทวี และอภิรัตน์ ลัดพลี

บรรยายภาพ -ชีพ จุลมนต์,ธนฤกษ์ นิติเศรณี,โสภณ โรจน์อนนท์,พิศล พิรุณ,วิรุฬห์ แสงเทียน

 

ปมขัดแย้ง กม.ลูก ชนวนเสี่ยงเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2560 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/510621

ปมขัดแย้ง กม.ลูก ชนวนเสี่ยงเลื่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การเลือกตั้งเริ่มเห็นเค้าลางและความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตามโรดแมปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดไว้ ผ่านกลไกแม่น้ำทั้ง 5 สาย ที่กำลังเตรียมความพร้อมในแต่ละด้าน

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความเป็นห่วงว่าจะมีการเลื่อนเลือกตั้งออกไป พร้อม “ดักคอ” เรื่องสัญญาณการยื้ออยู่ในอำนาจต่อไปจากกรอบเวลาที่กำหนดเดิมเพื่อประคับประคองสถานการณ์

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะออกมาประกาศชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 ซึ่งถือเป็น “สัญญาประชาคม” ที่ยากจะบิดพลิ้ว

แต่กระนั้นไม่อาจคลี่คลายสลายความเป็นห่วงในประเด็นเลื่อนการเลือกตั้ง จนฝ่ายการเมืองยังแวะเวียนออกมาแสดงความเป็นห่วงอยู่หลายระลอก

หากพิจารณาอย่างรอบด้านจะเห็นว่าการเลือกตั้งแม้จะเป็นไปได้ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้

ต้องยอมรับว่า หากไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอย่อมทำให้การเลื่อนการเลือกตั้งมีปัญหา​ อันจะไปตอกย้ำข้อครหาเรื่องการยื้ออยู่ในอำนาจ สุดท้ายจะวนกลับมาเป็นแรงเสียดทานกดดัน คสช.ที่รุนแรงมากขึ้น ซ้ำเติมปัญหารอบด้านที่กำลังรุมเร้าเวลานี้

อีกทั้งในสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังสงบ ปราศจากเหตุปัจจัยที่ชนวนให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้ง ท่ามกลางกลไกเตรียมความพร้อมที่เดินหน้าไปตามกรอบเวลาทำให้โอกาสเลื่อนการเลือกตั้งแทบเป็นไปได้ยาก

ยกเว้นในกรณีที่ “กลไก” เตรียมความพร้อมไม่สามารถเดินไปตามกำหนดที่วางไว้ อันจะกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้การเลือกตั้งไม่สามารถเดินหน้าต่อไป

ดังจะเห็นกระแสพูดถึงสัญญาณความขัดแย้งในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ทยอยเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จนเป็นห่วงว่าอาจกระทบกับกำหนดการพิจารณา ที่จะส่งผลต่อกรอบเวลาการจัดการเลือกตั้งได้

เมื่อในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 267 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เสนอต่อ สนช.ภายในกรอบเวลา 240 วัน นับจากวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้

โดย พ.ร.บ.ทั้ง 10 ฉบับ ได้แก่ 1.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 2.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 3.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 4.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 5.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

6.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง 7.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 9.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ตามกรอบ สนช.จะมีเวลาพิจารณา 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่าง พ.ร.บ. เมื่อ สนช.พิจารณาแล้วก็ให้ส่งต่อไปตามกระบวนการเพื่อให้นายกรัฐมนตรี ทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 20 วัน

มาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุว่า ให้ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส.ให้แล้วเร็จใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.​ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1.พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.กกต. และ 4.พรรคการเมือง มีผลใช้บังคับ

เมื่อประกาศใช้กฎหมายแล้วให้ จัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังประกาศใช้กฎหมายเลือกตั้ง

ทั้งนี้ กระบวนการที่เป็นห่วงกันอยู่ในขั้นตอน​​กรณีหาก สนช.พิจารณาเสร็จแล้ว ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องและ กรธ.พิจารณา หากเห็นว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ให้ตั้ง กมธ.วิสามัญ 11 คนขึ้นมา เพื่อพิจารณาและเสนอต่อ สนช.ภายใน 15 วัน

ในกรณีที่ สนช.มีมติไม่เห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกิน 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้ร่าง พ.ร.บ.นั้นตกไป ในกรณีที่ สนช.มีมติไม่ถึง 2 ใน 3 ให้ถือว่า​ สนช.ให้ความเห็นชอบตามร่างที่ กมธ.วิสามัญเสนอ

หากดูความคืบหน้า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเวลานี้ ฉบับที่พิจารณาแล้วคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ซึ่ง สนช.พิจารณาแล้ว ต่อมาได้ตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาตามมาตรา 267 สุดท้าย สนช.มีมติไม่เห็นชอบไม่ถึง 2 ใน 3 ส่งต่อไปยังนายกฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนช.มีมติเห็นชอบและส่งให้นายกฯ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง สนช.เห็นชอบ ต่อมามีการตั้ง กมธ.ตามมาตรา 267 สุดท้ายที่ประชุม สนช.มีมติไม่เห็นด้วยไม่ถึง 2 ใน 3 ส่งต่อไปยังนายกฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป

ขณะที่ กรธ.อยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมายฉบับอื่นๆ รอคิวเข้าสู่การพิจารณาของ สนช​. ตามกรอบเวลา แต่ที่ต้องจับตาคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งถือเป็นอีกฉบับที่น่าจะมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากจนอาจจะยากหาข้อสรุป

เสี่ยงจะเป็นเหตุให้กรอบการเลือกตั้งที่วางไว้ต้องเลื่อนออกไป

 

ย้อนรอยแนวศาลฎีกาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 สิงหาคม 2560 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/510543

ย้อนรอยแนวศาลฎีกาฯ

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในรอบทศวรรษที่ผ่านมานี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นที่รู้จักของสังคมมากขึ้น หลังจากมีคดีความหลายคดีที่นักการเมืองต้องอยู่ในสภาพเป็นจำเลย

ศาลฎีกาฯ เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นมาจากผลพวงของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ภายใต้หลักการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้มีประสิทธิภาพและเกิดความรวดเร็ว จากเดิมที่อรรถคดีส่วนมากแล้วต้องนำเข้าสู่ระบบการพิจารณาของศาลยุติธรรมปกติ ทำให้แต่ละคดีต้องใช้เวลาวินิจฉัยค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ศาลฎีกาฯ จะเป็นศาลที่เกิดขึ้นมาใหม่ แต่ในช่วง 10 ปีมานี้ได้มีคดีความเข้าสู่การพิจารณาของศาลพอสมควร โดยเฉพาะภายหลังเกิดการรัฐประหารปี 2549 ที่มีการตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้นในรัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเรียกได้ว่านับจากนั้นมาคนในครอบครัวชินวัตรต้องทยอยเดินขึ้นศาลเป็นว่าเล่น โดยกลุ่มคดีที่เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวชินวัตร มีหลายคดีที่น่าสนใจและมีผลการตัดสินออกมาแล้วดังนี้

ยึดทรัพย์ “ทักษิณ”


คดีการซื้อขายที่ดินถนนรัชดาภิเษก ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2551 การที่ทักษิณลงนามยินยอมให้คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ภรรยา ในฐานะคู่สมรส เข้าร่วมประมูลซื้อที่ดินจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันเป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ และเป็นเจ้าพนักงาน และสนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยให้ลงโทษจำคุก 2 ปี

คดียึดทรัพย์ทักษิณ 4.6 หมื่นล้านบาท เป็นคดีประวัติศาสตร์ในทางการเมือง เพราะเป็นคดีที่ คตส.ใช้เวลาไต่สวนและต้องต่อสู้ในทางการเมืองเป็นเวลานาน แต่ที่สุดแล้วก็สามารถทำสรุปคดีและส่งให้อัยการสูงสุดฟ้องต่อศาลฎีกาฯ ได้เป็นผลสำเร็จ

ทั้งนี้ สาระสำคัญของคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2553 คือ ทักษิณใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ทำให้มูลค่าหุ้นสูงขึ้น จึงเป็นที่มาของการพิพากษายึดทรัพย์เป็นมูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท

“นายกฯ มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา เป็นหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหารทุกกระทรวง ทบวง กรม และรัฐวิสาหกิจ เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาใช้อำนาจในตำแหน่งนายกฯ เอื้อประโยชน์ธุรกิจครอบครัวตามคำร้องจริง ศาลจึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก มีคำสั่งให้เงินซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป จำนวน 39,774,168,325.70 บาท และเงินปันผลที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมด จำนวน 6,898,722,129 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมดจำนวน 46,373,687,454.70 บาท” ส่วนหนึ่งจากคำพิพากษาประวัติศาสตร์

ยกฟ้อง “สมชาย”

นอกเหนือไปจากคดีที่ทักษิณเป็นจำเลยโดยตรงแล้ว ยังมีอีกหลายคดีที่คนในครอบครัวต้องขึ้นศาลด้วย เช่น กรณีของ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้สั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ซึ่งศาลฎีกาฯ ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 ส.ค. วินิจฉัยว่าอดีตนายกฯ สมชายไม่มีความผิด

“แม้เหตุการณ์จะมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ศาลเห็นว่าในสถานการณ์เช่นนั้นเป็นการยากสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะรู้ว่าแก๊สน้ำตาจะเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยเมื่อเหตุการณ์ชุมนุมยังไม่สงบ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติเพื่อรักษาความสงบไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของทางราชการ ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบจึงยังฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาพิเศษเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำร้ายผู้ชุมนุมให้ได้รับอันตรายแก่กายและเสียชีวิต” คำพิพากษาให้สมชายเป็นผู้บริสุทธิ์

คดีรถดับเพลิงติดคุก 10 ปี

ขณะเดียวกัน ใช่ว่าศาลฎีกาฯ จะพิจารณาวินิจฉัยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับคนของครอบครัวชินวัตรอย่างเดียว เพราะยังมีอีกสำคัญที่ศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาให้จำคุก ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตข้ามชาติอย่างแท้จริง คือ คดีการซื้อขายรถดับเพลิง

คดีนี้ศาลฎีกาฯ พิพากษาให้จำคุก ประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย เป็นเวลา 12 ปี และให้จำคุก พล.ต.ต. อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. เป็นเวลา 10 ปี ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542

นอกจากนี้ หากดูแนวทางการพิจารณาวินิจฉัยของศาลฎีกาฯ ในหลายคดีที่ผ่านมาก็ปรากฏว่ามีการยกฟ้องและให้จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ รวมไปถึงการพิพากษาให้มีความผิดแต่ให้รอการลงโทษเอาไว้ก่อน

ตัดสินให้ผิดแต่รอลงอาญา

อย่างในคดีจัดซื้อกล้ายางพารา ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ และเป็นคดีที่ คตส.ลงมือไต่สวนอย่างเข้มข้น แต่ศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2552 ยกฟ้องและให้จำเลยทุกคนพ้นข้อกล่าวหา

“เมื่อ คชก. (คณะกรรมการนโยบายและช่วยเหลือเกษตรกร) เห็นว่ามีความจำเป็นต้องช่วยเหลือเกษตรกรภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และหากอยู่ในระเบียบราชการ ก็สามารถทำได้ พื้นที่ปลูกยางมี 1 ล้านไร่ ราคายางกำลังปรับตัวสูง หากช่วยเกษตรกรปลูกยางจะทำให้มีรายได้เข้าประเทศมากขึ้น ดังนั้นมีเหตุสมควรที่จะทำไปโดยยกเว้นมติ ครม. ที่ห้ามเอาเงินกองทุนรวมไปทำโครงการ การทำกล้ายางจึงอยู่ในวัตถุประสงค์ของรัฐ”

เช่นเดียวกับคดีโครงการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว (หวยบนดิน) ซึ่งศาลฎีกาฯ พิพากษาให้ “วราเทพ รัตนากร” อดีต รมช.คลัง “สมใจนึก เองตระกูล” อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล และ “ชัยวัฒน์ พสกภักดี” อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีความผิดและให้จำคุก แต่ให้รอลงอาญา

“พิพากษาว่า วราเทพ สมใจนึก ชัยวัฒน์ กระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ แต่จำเลยทั้งสามไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ประกอบกับพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นสมควรให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามไว้คนละ 2 ปี”

ทั้งหมดนี้ เมื่อดูทิศทางการพิจารณาของศาลฎีกาฯ ในหลายคดีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีคำพิพากษาที่ออกมาแล้วทุกหน้า ทั้งให้จำคุก ยึดทรัพย์ ยกฟ้อง หรือแม้แต่รอลงอาญา

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่จะวิเคราะห์ว่าผลคำพิพากษาที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาฟังด้วยตัวเองในวันที่ 25 ส.ค. จะเป็นอย่างไร เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับ ผู้พิพากษาทั้ง 9 คน

 

จำนำข้าวชี้ขาดสุดท้ายที่อุทธรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/510421

จำนำข้าวชี้ขาดสุดท้ายที่อุทธรณ์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับถอยหลังสู่วันที่ 25 ส.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาในคดีจำนำข้าวที่ถือเป็นคดีใหญ่ที่สังคมกำลังจับตาว่าผลจะออกมาอย่างไร

คดีแรก กับการปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตและความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว 5 แสนล้านบาท ของอดีตนายกรัฐมนตรี

ตามที่อัยการสูงสุดเป็นโจทย์ยื่นฟ้องฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)​ โทษจำคุก 1-10 ปี

คดีที่สอง คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมิชอบ ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง​อดีต รมช.พาณิชย์ และพวกรวม 28 ราย

อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 รวมถึงผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

ท่ามกลางความเป็นห่วงว่านี่จะเป็นชนวนเพิ่มดีกรีความร้อนแรงทางการเมือง ดังจะเริ่มเห็นสัญญาณการเคลื่อนไหวทั้ง​การปลุกมวลชนออกมาให้กำลังใจในวันที่ 25 ส.ค. และสาระพัดมาตรการสกัดกั้นการเคลื่อนไหวจากฝั่งรัฐบาล คสช.คู่ขนานไปกับการเรียกแกนนำมาปรับทัศนคติ

ความสำคัญของคดีนี้อยู่ตรงที่เป็นการชี้ขาดความผิดของทั้ง​ยิ่งลักษณ์และบุญทรง หลังจากต่อสู้ทางคดีกันมายาวนานหลายปี ซึ่งมีเดิมพันถึงขั้นติดคุก อันจะมีผลต่อเนื่องไปถึงกระบวนการติดตามยึดทรัพย์ผ่านคำสั่งทางปกครองที่เดินหน้าแบบคู่ขนานก่อนหน้านี้

อีกด้านหนึ่งผลพวงของคำตัดสินยังส่งต่อไปถึงทิศทางทางการเมือง ทั้งอนาคตทางการเมืองของยิ่งลักษณ์และบุญทรง ตลอดจนความน่าเชื่อถือของพรรคเพื่อไทย เจ้าของนโยบายจำนำข้าว

แต่ทั้งหมดผลของคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 25 ส.ค. ที่จะออกมานั้น เป็นเพียงแค่ยกแรกที่ยังต้องรอการชี้ขาดในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กำหนดไว้ในมาตรา 195 เปิดช่องให้สามารถอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ​ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ต่างจากก่อนหน้านี้ที่การอุทธรณ์จะต้องมีพยานหลักฐานใหม่

โดยการวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามวรรคสี่ ให้ดำเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกา ซึ่งประกอบไปด้วยผู้พิพากษา ในศาลฎีกา โดยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อน

ดังนั้น ไม่ว่าคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. จะออกมาอย่างไร กระบวนการย่อมมีแนวโน้มที่จะต้องเดินหน้าต่อไป

ทั้งในกรณีที่คำพิพากษาออกมายกฟ้องยิ่งลักษณ์ ทางฝั่งอัยการสูงสุด จะต้องพิจารณาและเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ หากไม่ยื่นจะต้องมีเหตุผลที่ชี้แจงกับสังคมได้ ทำไมถึงไม่เดินหน้าคดีไปให้สุดทาง และพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้สิ้นสงสัย

อีกด้านหนึ่งในกรณีที่หากศาลตัดสินให้ยิ่งลักษณ์ มีความผิด แน่นอนว่าทางฝั่งยิ่งลักษณ์​ย่อมต้องใช้ช่องทางสุดท้ายนี้ ยื่​นอุทธรณ์ขอต่อสู้คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

การชี้ขาดสุดท้ายของคดีนี้ จึงน่าจะอยู่ที่​ผลคำตัดสินในขั้นตอนการอุทธรณ์ ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร กระบวนการพิจารณาย่อมต้องยืดเวลาออกไปอีกสักพักกว่าจะสิ้นสุดขั้นตอนทั้งหมด

​นั่นทำให้สามารถลดดีกรีความร้อนแรงของอุณหภูมิการเมืองที่กำลังคุกรุ่นให้ลดน้อยลงไปหลังจากมีความพยายามปลุกมวลชนให้ออกมาให้กำลังใจ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ หลายระลอก

​ยังไม่รวมกับกระบวนการยึดทรัพย์ตามคำสั่งทางปกครอง ทั้งของยิ่งลักษณ์และบุญทรงที่อาจจะต้องรอคำตัดสินทางคดีอาญาสิ้นสุดก่อน เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในภายหลังหากคำตัดสินของศาลออกมายกฟ้องจำเลย

ดังที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เคยระบุก่อนหน้านี้ว่า ต้องฟังคำสั่งศาลอยู่เหมือนกัน ซึ่งเงินที่เอาออกมาจากการอายัดไว้ 5 บัญชี มาเก็บไว้ที่กรมบังคับคดี เป็นการให้เก็บรักษาไว้แทนธนาคาร ยังไม่ได้ยึดเป็นของหลวง ถ้าจะยึดจริงต้องส่งให้กับเจ้าหนี้คือ กระทรวงการคลังเอาเข้าหลวง

ช่วงเวลาดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยสามารถได้หายใจหายคออีกระลอก กับการรอผลคำตัดสินในชั้นอุทธรณ์

ในอีกแง่หนึ่งย่อมช่วยลดความร้อนแรงทางการเมืองที่กำลังจะคุกรุ่น อยู่ในเวลานี้ให้กลับไปสู่สถานการณ์ปกติ ​ อันจะทำให้เส้นทางที่จะเดินหน้าไปตามโรดแมปที่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดไว้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายอย่างที่ตั้งเป้าไว้
โดยไม่มีแรงเสียดทาน​