‘ยิ่งลักษณ์’ สู้ยิบตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/510387

'ยิ่งลักษณ์' สู้ยิบตา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับจากนี้ไปเหลืออีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 25 ส.ค. ซึ่งเป็นวันฟังคำพิพากษาประวัติศาสตร์ในคดีจำนำข้าวที่มี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยแต่เพียงผู้เดียว

ตลอดเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ได้ต่อสู้และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาในทุกชั้นการพิจารณา ตั้งแต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาจนถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ประเด็นสำคัญที่ยิ่งลักษณ์ยกเป็นข้อต่อสู้กับอัยการสูงสุด คือ ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกฯ ไม่ได้ละเลยปล่อยให้โครงการรับจำนำข้าวเกิดการทุจริตตามที่มีการกล่าวหา อันเป็นประเด็นสำคัญที่ยิ่งลักษณ์ได้ย้ำไว้ในคำแถลงปิดคดี ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

ทุกหน่วยงานร่วมบูรณาการ

การดำเนินโครงการเมื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลให้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายไม่อาจดำเนินการหรือสั่งการได้โดยลำพัง จึงได้กำหนดมาตรการ หลักเกณฑ์ และวิธีการ ในการดำเนินการในรูปแบบคณะกรรมการเพื่อร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ เพราะการดำเนินโครงการมีความเกี่ยวข้องกับกระทรวง กรม ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจต่างๆ จำนวนมาก อีกทั้งเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบที่มีอยู่หลายฉบับ ที่ดิฉันเองในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้โดยลำพัง

ดิฉันได้แสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งด้วยการกำหนดให้มีแนวทางในการป้องกันการทุจริต และป้องกันความเสียหายที่ดิฉันได้ให้นโยบายและสั่งการในที่ประชุม กขช.ครั้งแรก ก่อนเริ่มดำเนินโครงการให้กับคณะทำงานและฝ่ายปฏิบัติว่า “ให้เคร่งครัดในเรื่องกระบวนการของข้าวให้เกิดความสุจริต โปร่งใส และสั่งการให้มีการบูรณาการและปรับปรุงระบบกระบวนการรับจำนำข้าวให้เกิดความสุจริตและโปร่งใส นำความชอบธรรมและความชัดเจนกับทุกหน่วยงาน และเน้นย้ำว่าการดำเนินงานในส่วนที่ผ่านมามีสิ่งใดคงค้างให้นำมาปรับปรุงและแก้ไขให้เสร็จสิ้น ให้มีการดูแลในเรื่องการทุจริตไม่ให้เกิดขึ้น” ซึ่งศาลที่เคารพสามารถตรวจสอบได้จากรายงานการประชุม กขช. ครั้งที่ 1/2554

ปปช.-สตง.ไร้อำนาจสั่งรัฐบาล

ในกรณีที่ ป.ป.ช. และ สตง. มีหนังสือท้วงติงมายังรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า 2 หน่วยงานดังกล่าวไม่มีภารกิจและหน้าที่ตามกฎหมายที่จะสั่งให้ฝ่ายบริหารยับยั้งการดำเนินนโยบายสาธารณะที่ได้แถลงต่อรัฐสภา นอกจากนั้น สตง. และ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ และยังใช้ข้อมูลจากการเสนอข่าวโดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง ซึ่งไม่มีกฎหมายใดๆ บังคับให้ฝ่ายบริหารต้องยับยั้งโครงการตามหนังสือของ 2 หน่วยงานดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลให้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา ดิฉันไม่เคยละเลยเพิกเฉยในการกำกับและติดตามการปฏิบัติตามนโยบายที่ ป.ป.ช. สตง. และหน่วยงานอื่นท้วงติง ดิฉันไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

จำนำข้าวสร้างปัญหา

ขณะที่ อัยการสูงสุด ในฐานะโจทก์ก็แถลงปิดคดีหักล้างข้อแก้ตัวของยิ่งลักษณ์เช่นกัน ซึ่งเป็นการย้ำว่าโครงการรับจำนำข้าวมีปัญหาและไม่ได้โปร่งใสตามที่จำเลยกล่าวอ้าง

การดำเนินโครงการดังกล่าวขาดทุน ส่งผลให้มีหนี้ค้างชำระต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นจำนวนมาก การเสื่อมคุณภาพของข้าว รวมถึงปัญหาการไม่ให้ความสำคัญจริงต่อการติดตาม เร่งรัด และกระบวนการประเมินผลโครงการนี้ รวมถึงปัญหากรณีทุจริตและความไม่โปร่งใส

ไม่ปรากฏการแก้ทุจริต

ขณะเดียวกันโครงการนี้มีปัญหาหลายประการ เช่น การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การสวมสิทธิเกษตรกร การแจ้งข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการปลูกข้าว ปัญหาการรับมอบข้าวเปลือก โรงสีตรวจสอบคุณภาพไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จนเกิดช่องให้มีการหมุนเวียนข้าว ปัญหาการจัดเก็บข้าวสารในโกดังที่อยู่ในความดูแลขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) การสับเปลี่ยนข้าว และข้าวหาย

โดยทุกปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่ายิ่งลักษณ์ได้ชี้แจงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด

จากคำชี้แจงและข้อกล่าวหาทั้งหมด บทสรุปจะลงเอยอย่างไร วันที่ 25 ส.ค. คนไทยทั้งประเทศจะได้รู้คำตอบ

 

ตั้งจุดคัดกรองขาเชียร์ ตร.จัดกำลังติดวงจรปิดรอบศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2560 เวลา 06:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/510343

ตั้งจุดคัดกรองขาเชียร์ ตร.จัดกำลังติดวงจรปิดรอบศาล

ตำรวจ-ฝ่ายความมั่นคงประเมินกองเชียร์ “ยิ่งลักษณ์” ไม่เกิน 3,000 คน จัดจุดคัดกรองรอบศาล

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า กำลังที่ใช้รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในวันที่ 25 ส.ค. ซึ่งศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีประมาณ 4,000 นาย แยกเป็นกองร้อยควบคุมฝูงชนจากกองบัญชาการต่างๆ 24 กองร้อย รวม 3,700 นาย และที่เหลือ ฝ่ายสืบสวน (นอกเครื่องแบบ) และฝ่ายจราจร

สำหรับประชาชนที่มาให้กำลังใจ คาดว่ามีประมาณ 3,000 คน และรอบจุดที่ประชาชนมารอให้กำลังใจ ศาลจะติดตั้งกล้องวงจรปิด 40 ตัว เพื่อบันทึกภาพหากมีผู้บุกรุกและฝ่าฝืนยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อออกหมายจับภายหลัง รวมทั้งยังได้นำเครื่องวอล์กทรู 3 เครื่องมาติดตั้งบริเวณจุดคัดกรองโดยรอบ พร้อมรถควบคุมฝูงชน 20 คัน เฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ รถพยาบาล 4 คัน

ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า ในที่ประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ได้กำชับให้แต่ละหน่วยงานกำกับดูแลให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกส่วนเป็นไปตามแนวทางที่ได้กำหนดไว้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการปฏิบัติ และดูแลในภาพรวมภายใต้การใช้กฎหมายปกติ โดยมีกระทรวงมหาดไทยและกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจะเป็นส่วนให้การสนับสนุน

ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าจะมีประชาชนมาร่วมรับฟังความคืบหน้าของคดีในวันดังกล่าวประมาณ 3,000-3,500 คน ซึ่งอาจจะทำให้พื้นที่โดยรอบมีความไม่สะดวกบางเรื่อง อาทิ ปัญหาการจราจร สภาพอากาศ ความแออัดของพื้นที่ รวมทั้งกระบวนการอ่านคำพิพากษาอาจต้องใช้ระยะเวลานาน

ภาพประกอบข่าว

ประยุทธ์บุกอีสานสร้างคะแนน สกัดมวลชนเคลื่อนไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2560 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/510251

ประยุทธ์บุกอีสานสร้างคะแนน สกัดมวลชนเคลื่อนไหว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นภารกิจสัปดาห์นี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่ จ.นครราชสีมา เพื่อตรวจเยี่ยมการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซากที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานอย่างหนักในเวลานี้

แน่นอนว่า การนำ ครม.ลงพื้นที่บ้านเกิดของนายกรัฐมนตรีรอบนี้ ถูกมองว่าเป็นการเรียกคะแนนจากชาวอีสาน รวมทั้งได้ฟื้นความเชื่อมั่นและศรัทธาที่ถดถอยลงไปในช่วงเวลาที่ผ่านมา

เริ่มจากการลงไปตรวจเยี่ยมแก้ปัญหาน้ำท่วม รับฟังรายงานการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง และการบริหารจัดการน้ำของ จ.นครราชสีมา และบ้านหนองขี้เหล็ก ต.วังหิน อ.โนนแดง ซึ่งเป็นหมู่บ้านประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก

รวมทั้งเยี่ยมชมการดำเนินโครงการภายใต้แผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ ตามพระราชดำริ โครงการตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล

ต่อเนื่องด้วยการเดินทางไปเทศบาลตำบลหัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อไปมอบเอกสารสิทธิที่ดินทำกินของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ปิดท้ายในวันที่ 22 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นประธานประชุม ครม.อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ที่ห้องสุรนารี อาคารสุรสัมมนาคาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา

ทั้งหมดล้วนเป็นกระบวนการทำงานที่ตั้งใจทำอย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ไปจนถึงเรื่องการมอบเอกสารสิทธิ และการประชุม ครม.

ที่สำคัญจากกระแสข่าว พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เชิญสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ร่วมติดตามทำรายงานเกาะติดการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีแบบรายตัว เพื่อไม่ให้เป้าความสนใจตกไปอยู่ที่นายกรัฐมนตรีจนกลายเป็น “วันแมนโชว์” นั้น

ตอกย้ำให้เห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นอย่างมาก ถึงขั้นวางเป้าให้รัฐมนตรีแต่ละคนกระจายไปลงพื้นที่ในแต่ละส่วน ตามยุทธศาสตร์ที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี

ทว่า เป้าหมายที่อาจสำคัญกว่าการเร่งสร้างคะแนน ฟื้นความเชื่อมั่น จากชาวอีสานแล้ว

อีกด้านหนึ่งยังมองว่า การขยับของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังหวังผลไปถึงการสกัดการเคลื่อนไหวปลุกปั่นของมวลชนในพื้นที่เพื่อออกมารวมตัวให้กำลังใจ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำตัดสินคดีปล่อยปละให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว วันที่ 25 ส.ค.นี้

ดังจะเห็นว่า ที่ผ่านมาเริ่มเห็นการขยับของมวลชนที่ออกมา “หยั่งเชิง” รวมตัวให้กำลังใจในช่วงการแถลงปิดคดีด้วยวาจาไปแล้วเมื่อต้นเดือน

คู่ขนานไปกับการส่งสัญญาณปลุกมวลชนให้ออกมาให้กำลังใจ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ของบรรดาคนใกล้ตัว ทั้งจากในพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดง

จนทำให้รัฐบาล คสช.พยายามตัดไฟแต่ต้นลม หาทางสกัดการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะทางตรงทางอ้อม

ไล่เรียงมาตั้งแต่การเรียกตัวบรรดาแกนนำที่ออกมาเคลื่อนไหว อย่าง วัฒนา เมืองสุข แกนนำเพื่อไทย ให้มาชี้แจงกรณีการยุยงปลุกปั่นมวลชน ไปจนถึงการไล่เอาผิดบรรดาผู้ให้บริการรถรับส่งสาธารณะ กับการเอาผิดรถตู้ที่นำมวลชนมาครั้งที่แล้ว

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการสั่งการไปยังแต่ละพื้นที่ไม่ให้ระดมมวลชนมายังกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาดังกล่าว คล้ายกับกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)​ ออกมาเตือนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่อง การใช้งบแอบแฝงไปกับการขนมวลชนมาเชียร์อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์

​​สะท้อนให้เห็นความวิตกกังวลต่อการเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชนรอบนี้ จนต้องหาทางสกัดไม่ให้เหตุการณ์ความสุ่มเสี่ยงทั้งหลายเกิดขึ้นบานปลาย กลายเป็นเรื่องใหญ่ควบคุมไม่อยู่

ยิ่งรอบนี้ถือเป็นการตัดสินครั้งสำคัญของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยิ่งทำให้ห่วงว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมทั้งจากบรรดากองเชียร์ แฟนคลับ ไปจนถึงกลุ่มมือที่ 3 ที่จ้องรอจังหวะหวังอาศัยสถานการณ์นี้ออกมาเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาล คสช.

การลงพื้นที่อีสานของ พล.อ.ประยุทธ์ รอบนี้จึงถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญ ทั้งการเรียกคะแนนนิยมให้กลับคืนมาในช่วงปลายโรดแมป และกำลังจะเดินหน้าสู่โหมดเลือกตั้ง ที่มีกระแสผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

ยิ่งฐานเสียงภาคอีสานถือเป็นฐานเสียงอันเหนียวแน่นของพรรคเพื่อไทย การลงไปสร้างคะแนนนิยมในพื้นที่ย่อมถือเป็นโอกาส ในวันที่พรรคเพื่อไทยกำลังระส่ำระสาย และมวลชนคนเสื้อแดงกำลังอ่อนแรง

ยังไม่รวมกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่จำเป็นต้องรีบตัดกระแสไม่ให้มวลชนออกมาเคลื่อนไหวให้กำลังในอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในช่วงที่อุณหภูมิการเมืองกำลังร้อนแรงเวลานี้

เมื่อบางฝ่ายประเมินว่า นี่อาจเป็นจังหวะที่สุกงอมเพียงพอกับการออกมาเริ่มต้นเคลื่อนไหว เรียกความเป็นธรรมให้กับอดีตนายกฯ ที่ถูกกลั่นแกล้ง

อยู่ที่ว่าสุดท้ายแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถหยิบฉวยโอกาสที่อยู่ตรงหน้า และใช้ประโยชน์ได้มีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน ​ทั้งการสร้างคะแนนให้ตัวเอง ลบกระแสความนิยมของขั้วอำนาจเก่า

 

มองผลงานปฏิรูป เลิกยึดติดตัวบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2560 เวลา 15:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/509716

มองผลงานปฏิรูป เลิกยึดติดตัวบุคคล

โดย…..ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นกระแสเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบประกาศรายชื่อคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้าน ตามพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560

โดยรายนามปรากฏส่วนใหญ่ล้วนแต่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี จนเกิดคำถามว่างานซึ่งกำลังเดินหน้าสานต่อไปจากนี้ จะประสบความเสร็จตามสิ่งที่ประชาชนคาดหวังไว้หรือไม่

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช คณะกรรมการปฏิรูปด้านพลังงาน ให้ความเห็นกับประเด็นนี้ โดยเชื่อว่ารายชื่อส่วนใหญ่ที่ถูกคัดเลือกเข้ามานั้นมีประสบการณ์ในแต่ละด้าน เป็นมือฉมัง กูรู และเป็นนักวิชาการ โดยในส่วนของพลังงานนั้นก็มี อาทิ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วม

“ด้านพลังงานของผมไม่เห็นไม่มีใครไม่รู้เรื่องสักคน จริงๆแล้วมองว่าการจัดคนเชื่อว่าครม.พิจารณาคุณสมบัติของแต่ละบุคคล อีกทั้ง ยังมีช่องไว้ให้อีก 5 คน เพื่อมาดูกันว่าใครเหมาะสม ก็เสนอให้กับครม.พิจารณาเพิ่มเติมในส่วนขาด ไม่ใช่จับใส่ทั้งลำโดยไม่มีช่องที่จะเดิน ดังนั้น ประเด็นตัวบุคคลครม.มองในเรื่องของคุณสมบัติ”

ส่วนที่มองว่าบุคคลที่เข้าร่วมนั้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของรัฐบาลอย่างเดียว ส่วนตัวคิดว่าทุกรัฐบาลต้องการปฏิรูปประเทศให้ดีที่สุด ซึ่งต้องยอมรับตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาลที่มาหลังจากการเลือกตั้ง ก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ต้องการปฏิรูปประเทศให้ดีที่สุด

“ผมเชื่อว่ายังมีคนไม่เข้าใจคำว่าปฏิรูปกับยุทธศาสตร์ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน แต่เอามาโยงกัน ซึ่งการปฏิรูป คือ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขสิ่งที่มันเจียนตัวให้สามารถไปทำยุทธศาสตร์หรือเป้าหมายได้ และคณะของเราก็มาดูว่าอะไรเป็นปัญหา ข้อด้อย จุดอ่อน อุปสรรค ของระบบโครงสร้าง หรือกฎหมายต่างๆ นั่นคือสิ่งที่เราทำ ไม่ได้มาทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งบางคนยังไม่เข้าใจตรงนี้”

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาระบบราชการ อาทิ การศึกษา โลจิสติกส์ เชื่อว่าเป้าหมายไม่ต่างกัน ดังนั้น ส่วนตัวมองไม่เห็นว่าผู้ที่มีรายชื่อเข้าร่วมทั้งหมดจะเข้ามาประโยชน์ทับซ้อนอะไร แต่สิ่งสำคัญคนวิจารณ์ไม่ได้ คือ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ มีความชัดเจนในรายละเอียด

ขณะที่ เจษฎ์ โทณะวณิก คณะกรรมการปฏิรูปด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กล่าวว่า กรณีเกิดเสียงวิจารณ์นั้น ก็คงต้องยอมรับไปก่อนว่ามันอาจจะเป็นไปตามนั้นก็ได้  และไม่สามารถตอบได้ว่าบรรดาผู้มีรายชื่อทั้งหลายเหล่านี้ เป็นที่ต้องตาต้องใจของประชาชนหรือไม่ เพราะก็เป็นหน้าเดิมๆจริง

“คำสบประมาทนั้นก็รับไปเถอะ แต่ว่าเราต้องทำงานให้มันเห็นผล ยิ่งสบประสาทเท่าไหร่อย่าไปเถียง รับมา แต่ทำงานให้เห็นผลของงาน วางแผนให้มันเดินหน้าไปเดินจนเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นคนหน้าเก่าหน้าใหม่ก็แล้วแต่ พยายามทำให้ทุกภาคส่วนต่างๆในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด โดยเฉพาะประชาชนทั่วไปได้เข้ามาร่วมปฏิรูปประเทศชาติ เมื่อผลในทางปฏิบัติมันเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ คำสบประมาทที่มีอยู่ก็จะหายไปเอง ถ้าทำไม่ได้แล้วไปแก้ตัวว่าเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ทำงานอยู่ได้ ต้องไปต่อ และถ้าเราทำไม่ได้ผลยิ่งไปกันใหญ่ ฉะนั้น อย่าไปเถียง รับมาเถอะ”

ส่วนที่มองว่าเป็นมือไม้ให้กับรัฐบาลนั้น ซึ่งอยากให้ดูเรื่องของการทำงานว่าท้ายที่สุด ทำงานเป็นมือไม้ให้กับประชาชน หรือทำงานเพื่อเป็นมือไม้ให้กับผู้มีอำนาจ ถ้าทำงานเป็นมือไม้ให้กับผู้มีอำนาจก็เป็นไปตามที่วิจารณ์ก็ถูกต้องแล้ว หากทำงานเป็นมือไม้ให้กับประชาชนก็สามารถลบคำสบประมาทได้เอง

“อยากติดตามผลงานมากกว่าดูเรื่องของตัวบุคคล แต่จะว่าบุคคลก็ว่าไปเพราะมีมูลความจริงอยู่ แต่ยิ่งมีมูลความจริง แต่ละบุคคลยิ่งต้องทำให้ประจักษ์ว่ามูลความจริง ไม่ว่าจะว่าใครรู้จักกับใครก็แล้วแต่ ไม่ได้ทำงานเพื่อคนเหล่านั้น แต่ทำงานเพื่อประชาชน ต้องผลักดันในเรื่องนี้ออกมา ถ้าทำไม่ได้มันก็จริง แต่ถ้าทำได้มันก็เสมอตัว ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะการทำงานมีคำว่า คำติ มากกว่าคำชมอยู่แล้ว ถ้าไม่เคยถูกติ ถูกว่า อาจไม่เคยทำงานก็ได้”

ด้าน คำนูณ สิทธิสมาน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นเรื่องที่คณะกรรมการปฏิรูปต้องน้อมรับฟังเสียงดังกล่าว และใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ทำงานให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ถึงแม้จะมีการทำงานปฏิรูปมาก่อนหน้านี้ แต่คณะชุดนี้ภายในตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงไม่เกิน 8 เดือน ซึ่งแผนปฏิรูปจะต้องออกมามีรูปธรรมรายละเอียด รวมทั้ง ต้องเป็นแผนที่มีผลผูกพันตามกฎหมายรัฐธรรมนูญกับทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน

“ไม่ใช่เรื่องที่จะอภิปรายกันอีกต่อไป เป็นเรื่องของการทำแผนโดยละเอียด ส่วนที่มองว่ามีคนเดิมเข้ามาก็ต้องเข้าใจว่า คนเดิมบางส่วน ก็จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ของ สปช. และสปท.มา ซึ่งเป็นรากฐานจำเป็น ไม่ใช่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการเอาทั้งงาน สปท. สปช. ซึ่งมีบางส่วนค้างคาอยู่ในระบบราชการ ก็มีความจำเป็นเอาสิ่งต่างๆเหล่านั้น ความเห็นจากหน่วยราชการ ของคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาจัดทำให้เป็นแผน”

อย่างไรก็ตาม อยากย้ำว่าลักษณะพิเศษของคณะกรรมการชุดนี้ทั้งหมด คือ การจัดทำแผนโดยละเอียด ซึ่งแผนนั้นผ่านไปแล้วและได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และครม. มันมีผลบังคับตามกฎหมายที่ให้ทุกรัฐบาลที่เข้ามาต้องปฏิบัติตาม ส่วนการวิจารณ์ก็ควรให้ผลงานเป็นผู้ตอบจะดีกว่า

 

ชำแหละอำนาจทีมปฏิรูป ‘สปช.-สปท.’ กลายพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2560 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/509617

ชำแหละอำนาจทีมปฏิรูป ‘สปช.-สปท.’ กลายพันธุ์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557 ได้ประกาศมาตลอดว่าการปฏิรูปประเทศจะเป็นวาระแห่งชาติที่ คสช.จะดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ

เหตุที่ คสช.ต้องตอกย้ำและให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศ เพราะเป็นวาระที่สังคมเรียกร้องให้มีการดำเนินการก่อนที่จะมีการรัฐประหาร ประกอบกับ คสช.เองต้องการสร้างผลงานเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าทำการรัฐประหารในลักษณะเสียของ เนื่องจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ถูกปรามาสว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทำให้ คสช.ตระหนักและไม่อยากเดินตามรอยทหารรุ่นพี่

จากปี 2557-2560 รวมเวลาประมาณ 3 ปี คสช.ได้ลงมือปฏิรูปประเทศมาแล้วจนถึงปัจจุบันจำนวน 3 ครั้งใหญ่

ครั้งที่ 1 การตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 250 คน

ครั้งที่ 2 การตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จำนวน 200 คน

ครั้งที่ 3 การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเพิ่งประกาศรายชื่อจำนวน 120 คน ไปเมื่อไม่นานมานี้

รูปแบบที่ คสช.เอามาใช้นั้น ต่างกับที่คณะรัฐประหารดำเนินการไว้เมื่อปี 2549 อย่างสิ้นเชิง เพราะในครั้งนั้นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไม่ได้ตั้งสภาที่ทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศเป็นการเฉพาะ แต่ดำเนินการปฏิรูปประเทศผ่านการออกแบบไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรทำหน้าที่ขับเคลื่อน

การออกแบบวิธีการปฏิรูปประเทศในปี 2549 ถูกตั้งคำถามมาตลอดว่าเดินมาถูกทางหรือไม่ เพราะเป็นการเอา หลักการสำคัญทุกอย่างไปไว้ในรัฐธรรมนูญ พร้อมกับไปกำหนดให้การจะทำให้หลักการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเกิดเป็นรูปธรรม จะต้องมีการออกกฎหมายลูกอีกหลายฉบับ จึงเท่ากับว่าหากไร้ซึ่งการออกกฎหมายลูกแล้ว สิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่อยู่ในรัฐธรรมนูญก็ย่อมไม่สามารถจับต้องได้

จากปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต จึงเป็นที่มาของการปฏิรูปประเทศในยุค คสช.ผ่านการใช้รูปแบบของ “สภา” ดังจะเห็นได้จากการมี สปช. และ สปท. จนมาถึงล่าสุดคือ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะ

หากดูพลวัตของการปฏิรูปประเทศภายใต้พิมพ์เขียวที่ คสช.ออกแบบไว้ตั้งแต่ สปช.จนมาถึงคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะแล้ว จะเห็นได้ว่าแทบไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก

ด้านหนึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นแฝดคนละฝากันก็ว่าได้

อย่างในกรณีของ สปช. และ สปท. มีอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เหมือนกันชัดเจน คือ ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําแนวทางและ ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่างๆ และเสนอต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการสามารถเสนอกฎหมายให้กับ สนช.ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนปกติ

โดย สปช. และ สปท. จะมีความแตกต่างกันแค่เพียงอำนาจหน้าที่ในการให้คุณให้โทษต่อร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ สปช.มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ สปท.ไม่มีตรงนี้เหมือนกับ สปช.

พิจารณาในส่วนอำนาจหน้าที่ของ “คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ” ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แผนและ ขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน เพราะมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างไปจาก สปช. และ สปท.

ในส่วนที่มีความเหมือนกันคือ การเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอแนะต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องเกี่ยวกับ การดําเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ

ถึงถ้อยคำจะแตกต่างไปจากกรณีของ สปช. และ สปท. แต่ถ้าพิจารณาลงไปแล้วจะเห็นได้ว่าแทบไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าไรนัก

แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีบางบทบาทที่มีความแตกต่างกัน อย่างการให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศมีอำนาจหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นการให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศมีหน้าที่สอบถามไปยังหน่วยงานของรัฐว่าได้ดำเนินการสอดคล้องตามแผนการปฏิรูปประเทศหรือไม่

ถ้าหน่วยงานไหนละเลย ทางคณะกรรมการปฏิรูปประเทศสามารถเสนอเรื่องไปให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติทราบ และดำเนินการแก่หัวหน้าส่วนราชการนั้นได้ต่อไป

พิจารณาทั้ง สปช. สปท. และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ก็มีส่วนที่เหมือนและแตกต่างกันอยู่บ้าง แม้จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างในเรื่องอำนาจการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ แต่ก็มีคำถามว่าการออกแบบให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศมีหน้าตาแบบนี้ เป็นการปฏิรูปประเทศที่ถูกทางหรือไม่

ทั้งนี้ เป็นเพราะหากรัฐบาลต้องการให้มีการติดตามตรวจสอบและประเมินผลเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศว่าสอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศหรือไม่ ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ เนื่องจากรัฐบาลในฐานะผู้คุมอำนาจฝ่ายบริหาร ย่อมสามารถพิจารณาให้คุณให้โทษแก่ส่วนราชการได้ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งองค์กรอื่นขึ้นมาอีก

ยิ่งไปกว่านั้น อีกไม่นานประเทศก็จะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่มีอำนาจเทียบเคียงได้กับฝ่ายบริหารเข้ามาทำหน้าที่อีก เช่นนั้นน่าจะให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติทำหน้าที่ครูใหญ่คุมการปฏิรูปประเทศน่าจะเพียงพอ

ที่สุดแล้ว การมีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จึงไม่ต่างอะไรกับการที่ สปช. หรือ สปท. เพียงแค่เปลี่ยนจาก “สภา” มาเป็นในรูปของ “คณะกรรมการ” เท่านั้น

 

อินไซด์ห้องประชุม ต้อนสื่อพีอาร์รัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2560 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/509603

อินไซด์ห้องประชุม ต้อนสื่อพีอาร์รัฐบาล

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามเปิดแนวรุกงานประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลอย่างหนัก อัดทุกกลยุทธ์ด้านข้อมูลข่าวสาร และอัดฉีดงบประมาณใส่สื่อทุกแขนง

ครั้งหนึ่งกลายเป็นประเด็นดราม่า ว่า รัฐบาลแอบไปตั้ง “บริษัทพีอาร์” แบบลับๆ ขึ้นมารับจ๊อบหว่านงบประมาณรัฐไปแจก และจ้างโฆษณาแฝงผ่านเพจชื่อดังให้ช่วยโพสต์เชียร์รัฐบาล

อาทิ “สฤณี อาชวานันทกุล” นักวิชาการอิสระด้านสื่อสารมวลชน เคยเปิดเผยและปฏิเสธว่า ไม่รับจ้างโพสต์เชียร์รัฐบาลชุดนี้ จนในที่สุด “ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องออกโรงมาปฏิเสธทันทีว่า รัฐบาลไม่ได้ถลุงงบประมาณจ้างพีอาร์ในลักษณะนั้น แต่รัฐบาลเน้นใช้ศักยภาพสื่อของภาครัฐเป็นหลัก เพื่อความประหยัดงบประมาณที่เป็นภาษีประชาชน โดยเฉพาะช่อง 11 หรือเอ็นบีที

แต่กระนั้น ทันทีที่รัฐบาลประกาศฟื้นประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ประเดิมนัดแรกระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค.นี้ ที่ จ.นครราชสีมา พล.ท.สรรเสริญ ในฐานะแม่งานสำคัญออกหนังสือจากกรมประชาสัมพันธ์ส่งถึงบรรณาธิการสื่อมวลชนทุกแขนง เชิญประชุมเตรียมการจัดการประชุม ครม.นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ณ จ.นครราชสีมา

เนื้อหาบางช่วงบางตอนจาก ที่ประชุมเมื่อวันที่ 16 ส.ค. ณ ห้องประชุม 1 อาคารหอประชุม กรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ พล.ท.สรรเสริญ ชี้แจงพร้อมขอความร่วมมือตัวแทนสื่อมวลชนที่เข้าประชุมในวันดังกล่าว

ระบุว่า ทรัพยากรของกรมประชา สัมพันธ์มีแค่สถานีโทรทัศน์ส่วนกลาง สถานีโทรทัศน์ในพื้นที่ ทั้ง จ.อุบลราชธานี และขอนแก่น จึงอยากให้ท่านรองอธิบดีเป็นแกนกลาง นำกำลังคนจากภูมิภาคอื่นๆ ที่มีทักษะมีความสามารถเรื่องนี้มาช่วยงาน

“เราจะฝากชีวิตไว้กับกรมประชา สัมพันธ์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะเขาลงพื้นที่พรืดทั้ง 20 กระทรวง ถ้าไม่กำหนดความเร่งด่วนทุกคนจะตามนายกฯ ไปหมด นายกฯ ก็จะกลายเป็นวันแมนโชว์ รัฐมนตรีทำอะไรแก้ไขปัญหาอะไรในพื้นที่จะไม่เกิดข้อมูลข่าวสาร จึงอยากฝากรัฐมนตรีทั้ง 20 กระทรวง รวมทั้งนายกฯ กับพี่ๆ ทุกช่องที่มา เดึ๋ยวจะมีตารางว่าแต่ละกระทรวงลงพื้นที่ที่ไหน ไปติดตามเรื่องอะไร ปัญหาที่เขาติดตามก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร ดำเนินการไปถึงไหน เพื่อให้แต่ละช่องเลือกเป้าหมายของตัวเองว่าท่านถนัดอะไร ท่านสนใจอะไร ท่านต้องการเกาะติดรัฐมนตรีคนไหน ในพื้นที่ตรงไหน ท่านก็เลือกตามที่ประสงค์ เดี๋ยวเราจะแชร์กันให้ลงตัว”

จากนั้น เอ็นบีทีจะจัดทำรายการพิเศษในวันจันทร์ที่ 21 ส.ค.ช่วงบ่าย หรืออาจจะเป็นวันอื่นสุดแล้วแต่ ซึ่งจะไปตกลงกันในรายละเอียด แล้วจะมีรายงานพิเศษจากในพื้นที่ที่บ้านโนนไท สมมติ จ.ขอนแก่น มีรัฐมนตรีคนนี้ไปติดตามงาน ปัญหาเดิมคืออะไร ที่ผ่านมาแก้ปัญหายังไง วันนี้ไปติดตามงาน เพื่อเพิ่มเติมประเด็นอะไรหรือติดปัญหาตรงไหน แก้ไขปัญหาแล้วคาดว่าสำเร็จเมื่อไหร่ ประชาชนมีข้อสังเกตเพิ่มเติมอะไร ทั้งหลายเหล่านี้อยากให้ท่านได้ติดตามข้อมูลว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แล้วรายงานพิเศษกลับมายังช่องเอ็นบีที

“สรุปแล้วว่าผมจะขอให้ท่านเป็นกำลังของผม โดยที่ท่านไม่ต้องเขิน ท่านสามารถใช้ไมโครโฟนของท่านได้เลย จะเป็นตราสัญลักษณ์ของช่อง 7 5 9 ไทยพีบีเอส โมโน ทีเอ็นเอ็น 24 นิวส์ทีวี ไทยรัฐทีวี อมรินทร์ หรืออะไรก็ได้ ท่านรายงานเข้ามาเลย โดยเราจะกำหนดเป็นคิว แต่ผมไม่สามารถกำหนดให้ท่านรัฐมนตรีแต่ละคนลงพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกันได้ ดังนั้นการรายงานข้อมูลเข้ามาไม่จำเป็นต้องสด เป็นได้ทั้งสดและแห้ง ท่านทำเบ็ดเสร็จเข้ามาเลย

“เอ็นบีทีจะเป็นผู้จัดลำดับความต่อเนื่องพื้นที่ไหนเข้ามา ไล่จากอีสานเหนือ อีสานกลาง อีสานใต้ หรือไล่ตามประเด็นยุทธศาสตร์ แล้วแต่จะกำหนด เป็นการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการที่ท่าน นายกฯ ชอบพูด เพื่อเปิดศักราชใหม่ของความเป็นสื่อ แม้วันนี้เชิงธุรกิจเราจะเป็นคู่แข่งขันกันก็ตามแต่ ในเชิงการทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจว่า ประเทศไทย ณ เวลานี้ มีปัญหาอะไร รัฐบาลพยายามแก้ไขแต่ละเรื่องอย่างไร ถึงไหนแล้ว ติดปัญหาตรงไหน แต่ละคนลงไปติดตามงานได้ผลแค่ไหน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ ผมอยากให้เป็นอย่างนั้น”

พล.ท.สรรเสริญ ระบุว่า เมื่อวานซาวเสียงดูคร่าวๆ พบว่า บางช่องที่ได้คุยกันบอกว่าไม่เป็นปัญหา อะไรก็ตามที่ทำให้คนไทยรู้สึกว่ามีความหวังที่จะแก้ปัญหาในพื้นที่ไล่ไปแต่ละภูมิภาค วันนี้ไปอีสาน เดี๋ยวไม่นานจะไปเหนือ ไปใต้ ไปอีอีซี ไปจังหวัดชายแดนใต้ ทุกคนพร้อมครับ

“ก่อนจะไปถึงแบ่งว่าใครทำอะไร ตรงไหน อย่างไร ผมเอาแบบทหารแล้วกัน ใครที่คิดว่า ยินดีให้ความกรุณากับกรมประชาสัมพพันธ์ ให้การสนับสนุนพี่น้องประชาชนให้สามารถรับรู้ข้อมูล ข่าวสารหลากหลายพื้นที่ ตามทัศนคติมุมมองของท่าน โดยที่ผมไม่ไปกำหนดว่าท่านต้องรายงานอย่างนั้น อย่างนี้ ท่านใช้ครีเอทของท่านได้เต็มที่ แต่อยากให้เป็นไปในเชิงสร้างเสริม ประชาชนได้ประโยชน์จากการฟังข้อมูลจริงๆ ไม่ใช่สร้างปมประเด็นปัญหาขึ้นมาใหม่ แล้วหาจุดลงตัวไม่ได้เป็นประเด็นทะเลาะเบาะแว้ง เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น

“ด้วยวิธีการแบบนี้ ติดขัดไหมครับ ไม่มีนะ ถ้าไม่ติดขัดก็ถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับแนวทางที่เราจะสร้างการรับรู้ให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ว่า ในอีสานที่จะเกิดขึ้นในวันเสาร์ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร ที่ประชุม ครม.สัญจรนี้ จะมีอะไรเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่บ้าง”

 

หน้าเก่านั่งกรรมการปฏิรูป พายเรือวนในอ่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2560 เวลา 11:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/509504

หน้าเก่านั่งกรรมการปฏิรูป พายเรือวนในอ่าง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นการปฏิรูปเฟส 3 อย่างเป็นทางการกับการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 คณะ ล็อตใหญ่ 120 คน จากทั้งหมด 165 คน เหลือค้างรอการแต่งตั้ง 45 คน ที่จะมารับไม้ต่อเข็นภารกิจการปฏิรูปประเทศให้เดินหน้าต่อไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

ทว่าเสียงตอบรับหลังเปิดรายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน ดูยากจะฝากความหวังกับภารกิจสุดหินที่จะต้องขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมในช่วงเวลานับจากนี้ต่อไป

เนื่องจากรายชื่อคณะกรรมการส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นบุคคลที่เคยรับหน้าที่ปฏิรูปหรือเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป มีตำแหน่งหน้าที่อยู่ในแม่น้ำสายต่างๆ ภายใต้การบริหารงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ช่วงเวลาที่ผ่านมา

ไม่ต่างจาก “เหล้าเก่าในขวดใหม่” แค่สลับสับเปลี่ยนหน้าที่ไปจากเดิม ไปสู่ตำแหน่งใหม่ พร้อมเสริมทีมดึงหน้าใหม่บางคนเข้ามาร่วมเป็นคณะทำงาน

อาทิ ด้านการเมืองที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีตประธานสภาพัฒนาการเมือง รวี ประจวบเหมาะ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นเลขานุการ วันชัย สอนศิริ อดีตสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน  มี กฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย บัณฑูร ล่ำซำ กรรมการในคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

ด้านกฎหมาย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน คำนูณ สิทธิสมาน อดีต สปท. สุขุมพงศ์ โง่นคำ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ

ด้านกระบวนการยุติธรรม อัชพร จารุจินดา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นประธาน คุณหญิง พญ.พรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน อดีต สปท. ตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุด สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ เป็นกรรมการ

ด้านเศรษฐกิจ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธาน ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีต รมช.คลัง​ อิสระ ว่องกุศลกิจ อดีตประธานกรรมการหอการค้าไทย กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ เป็นกรรมการ

ด้านพลังงาน พรชัย รุจิประภา อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เสมอใจ ศุขสุเมฆ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ​มนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพลังงาน ดุสิต เครืองาม อดีต สปท. ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีต สปท.

ด้านหนึ่ง ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในแต่ละด้าน เพื่อเข้ามารับหน้าที่จัดวางแผนการปฏิรูปประเทศ และขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติได้จริง

การดึงคนที่เคยทำงานด้านนี้มาตั้งแต่ต้นไม่ว่าจะเป็นใน สปท. หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มารับตำแหน่งย่อมอาจช่วยให้งานเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร้รอยต่อ

แต่ทว่า ผลงานการปฏิรูปของรัฐบาล คสช.ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดูจะยังเดินหน้าไปสู่รูปธรรมได้น้อยจนแทบไม่เห็นผลงานกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตี

​โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหตุผลของการเข้ามารัฐประหารของ คสช. ที่ระบุว่าต้องการมาเดินหน้าปฏิรูปประเทศให้ก้าวพ้นจากวังวนปัญหา แต่เวลาผ่านไปหลายอย่างที่สังคมคาดหวังกลับไม่มีผลงานให้เห็น

กลไกการทำงานตั้งแต่ยุค สปช. ที่เคยหมายมั่นปั้นมือว่าจะเป็นบันไดขั้นแรกไปสู่การปฏิรูป กลับกลายเป็นเพียงแค่คณะทำงานที่ศึกษาและผลิตข้อเสนอแนวทางปฏิบัติ

กลายเป็น ยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ 37 ประเด็น และ 6 วาระพัฒนา ที่ เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ส่งให้ถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แต่กลับไม่เห็นการขยับหรือนำแนวทางดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ

เรื่อยมาจนถึง สปท.ซึ่งถูกวางตัวมารับไม้ต่อนำข้อเสนอของ สปช.ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ แต่สุดท้ายก็พ้นตำแหน่งไป​ด้วยการส่งรายงานให้รัฐบาล จำนวน 188 เรื่อง ส่วนที่รัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมายเพื่อกลไกปฏิรูปประเทศ นับถึงเดือน ต.ค. 2559 จำนวน 183 ฉบับ และกำลังเร่งผลักดันอีก 104 ฉบับ

ด้วยเหตุผลคำอธิบายว่าทั้ง สปช. และ สปท. ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่เข้าไปขับเคลื่อนหรือลงมือปฏิบัติผลักดันการปฏิรูปด้วยตัวเอง จำต้องอาศัยกลไกทั้งฝ่ายบริหาร อย่างรัฐบาล และฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติช่วยดำเนินการ

เมื่ออำนาจในการขับเคลื่อนปฏิรูปที่แท้จริงอยู่ที่รัฐบาล คสช. กลไกอื่นๆ จึงเป็นเพียงแค่ตัวประกอบที่ไม่อาจทำอะไรได้มากมาย หากรัฐบาลไม่ขยับ

สอดรับกับคำพูดของ นิกร จำนง อดีต สปท. ที่ระบุว่า การตั้ง สปท.ขึ้นมาเป็นหมากทางการเมืองของรัฐบาล เป็นหนังหน้าไฟ เป็นกันชน และโยนหินถามทาง

ไม่แปลกที่เส้นทางการปฏิรูปจนถึงวันนี้ยังดูเหมือนจะยังพายเรืออยู่ในอ่างไม่อาจไปสู่เป้าหมายได้สักที ​

 

เมินปลดล็อกพรรค คุมเข้มยาวถึงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2560 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/509320

เมินปลดล็อกพรรค คุมเข้มยาวถึงเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งใกล้วันที่ 25 ส.ค.อันเป็นวันตัดสินอนาคต “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีจำนำข้าวมากเท่าไร การเมืองยิ่งดูจะทวีความเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น

สถานการณ์ใกล้วันพิพากษาของยิ่งลักษณ์เมื่อเทียบกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ผู้พี่ที่เป็นจำเลยในคดีที่ดินรัชดาเมื่อหลายปีก่อน ต้องยอมรับว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งชี้ชะตาทักษิณเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ไม่ได้มีบรรยากาศที่ระอุมากนัก เนื่องจากครั้งนั้นทักษิณไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยตัวเอง หรือเรียกง่ายๆ ว่า “หนี” ทำให้ศาลฎีกาฯ ต้องอ่านคำพิพากษาลับหลัง ซึ่งผลออกมา คือ อดีตนายกฯ ทักษิณต้องติดคุก จากวันนั้นจนถึงวันนี้ทักษิณก็ยังไม่ได้กลับเมืองไทยอีกเลย

ต่างกับ ณ วันนี้ของ “ยิ่งลักษณ์” ซึ่งตัดสินใจแล้วว่าจะไม่หนีหน้าหายไปไหน จะเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องเผชิญหน้าในวันที่ 25 ส.ค. เพราะถูกขึ้นบัญชีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้ามไม่ให้เดินทางไปต่างประเทศ

อย่าลืมว่าเดิมพันของยิ่งลักษณ์ คือ เสรีภาพ เพราะหากศาลฎีกาฯ พิพากษาให้จำคุกไม่ว่าจะกี่วันกี่เดือนหรือกี่ปี จะมีผลให้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่าเป็นอดีตนายกฯ ที่ต้องสวมเครื่องแบบนักโทษและใช้ชีวิตในเรือนจำ

ด้วยเหตุที่มีเดิมพันสูงขนาดนี้เอง กลุ่มมวลชนของพรรคเพื่อไทยและยิ่งลักษณ์จึงต่างออกแรงแข็งขันเพื่อมาให้กำลังใจเจ้านายอันเป็นที่รัก

คสช.เองก็รู้ทันเกมนี้ดี จึงได้ออกมาสกัดดาวรุ่งเพื่อไม่ให้ฝ่ายการเมืองสามารถเคลื่อนไหวได้ในเวลานี้

ความวิตกของ คสช.ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมวลชนของยิ่งลักษณ์ ส่งผลลามมาถึงพรรคการเมืองทั้งหมดด้วยที่ คสช.ยังไม่ยอมให้มีการทำกิจกรรมทางการเมือง แม้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และพรรคการเมือง ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจะผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วก็ตาม

“ยังจะฟังข้อเสนอจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะดูแลงานด้านความมั่นคง ที่มีการสรุปสถานการณ์ด้านการข่าวทุกสัปดาห์ และได้มีการประเมินสถานการณ์ไปแล้ว วันนี้ได้บอกแล้วว่าอะไรก็ตามผมขอ งานพระราชพิธีเสร็จหรือยัง อย่าให้มันวุ่นวายนักเลย” ท่าทีล่าสุดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.

เป็นการย้ำอีกครั้งว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ยังไม่ยอมให้ฝ่ายการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้

หากมองท่าทีของ คสช.โดยรวมต่อเรื่องนี้แล้ว ปฏิเสธไม่ได้แฝงมีการนัยอยู่บางประการ

กล่าวคือ ไม่มีเหตุผลเลยที่ คสช.จะต้องออกมาเล่นบทดุและเข้มเข้าใส่กลุ่มมวลชนของพรรคเพื่อไทยในเวลานี้ เนื่องจากพลังของกลุ่มมวลชนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะต่อกรกับ คสช.ในฐานะผู้กุมอำนาจทั้งหมดในเวลานี้

หากจะมีเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ คสช.ต้องถือไม้มาไล่หวด คงหนีไม่พ้นการพยายามเขียนภาพให้สังคมเห็นว่ากลุ่มมวลชนเสื้อแดงกำลังสร้างเงื่อนไขแห่งความขัดแย้งอีกครั้ง เพื่อนำไปสู่การทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคเพื่อไทย

เช่นเดียวกับ การไม่ยอมไขกุญแจปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองเพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ คสช.ยังไม่ยอม แม้จะมีเสียงเรียกร้องกดดันแค่ไหนก็ตาม

เมื่อมองไปยังสถานะของพรรคการเมือง ณ ตอนนี้ ก็เป็นอีกกลุ่มการเมืองหนึ่งที่อยู่ในช่วงไร้เรี่ยวแรงอย่างชัดเจน ขาดเวทีการแสดงความคิดเห็นหรือขับเคลื่อนนโยบายของพรรคการเมือง จะมีเพียงแต่การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในประเด็นสาธารณะเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีผลต่อการเมืองเท่าไรนัก

ด้วยสภาพของพรรคการเมืองที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ย่อมไม่มีพลังที่จะไปงัดข้อกับ คสช.

แต่การที่ คสช.สั่งห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมนั้นเป็นเพราะไม่ต้องการให้พรรคการเมืองออกมามีบทบาทในช่วงที่ คสช.พยายามแสวงหาและเพิ่มความชอบธรรมให้กับตัวเอง

การทำงานของ คสช.และคณะรัฐมนตรีในด้านการบริหารราชการแผ่นดินกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักในเรื่องความมีประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งสภาพที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบันคงเป็นคำตอบได้อย่างดีว่าผลงานของรัฐบาลเป็นอย่างไร

ความผิดพลาดและความล้มเหลวที่เกิดขึ้นจากการทำงานของ คสช. ยิ่งเป็นหัวเชื้อให้ประชาชนเพรียกหานักการเมืองมากขึ้น เพราะอย่างน้อยคนส่วนใหญ่ก็ยังมองว่านักการเมืองฟังเสียงประชาชนมากกว่าทหาร

สภาพแบบนี้ คสช.เองก็รู้ดี ถ้าปล่อยให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ คสช.ย่อมต้องเสียแต้มไปให้กับพรรคการเมือง เนื่องจากเมื่อพรรคการเมืองสามารถประชุมได้ หมายความว่า พรรคการเมืองจะทยอยประกาศนโยบายทางการเมือง อันเป็นการหาเสียงก่อนการประกาศเลือกตั้ง

นโยบายของพรรคการเมืองที่ออกมาย่อมก่อให้เกิดการเปรียบเทียบกับนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ด้วยเหตุผลของเรื่องทั้งหมดนี้เองที่ทำให้ คสช.จึงต้องไม่ยอมให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมการเมือง เพราะหากปล่อยเสือเข้าป่าแล้ว เสือตัวที่ปล่อยอาจย้อนมากัดตัวเองได้

ปฏิรูปประเทศเฟส 3 จับตาเหล้าเก่าขวดเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 12:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/509141

ปฏิรูปประเทศเฟส 3 จับตาเหล้าเก่าขวดเดิม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองสัปดาห์นี้ต้องโฟกัสไปที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 15 ส.ค. ซึ่งจะมีการเสนอชื่อบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน จำนวน 11 คณะ คณะละ 13-14 คนโดยประมาณ รวมทั้งสิ้นราว 150 คน

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จะเป็นบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 5 ปี และมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ 6 ประการ สรุปพอสังเขปได้ดังนี้

1.กําหนดหลักเกณฑ์การจัดทําร่างแผนการปฏิรูปประเทศโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

2.พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแผนการปฏิรูปประเทศ

3.กําหนดวิธีการการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการจัดทําแผนการปฏิรูปประเทศ

4.เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอแนะต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องเกี่ยวกับการดําเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ

5.กําหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของการดําเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องใช้ในการประเมินผล

6.ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่น หรือตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมอบหมาย

นอกเหนือไปจากอำนาจทั่วไปทั้ง 6 ประการแล้ว คณะกรรมการปฏิรูปประเทศยังมีอำนาจเฉพาะด้าน อย่างการติดตามตรวจสอบและการประเมินผล เรียกได้ว่าเป็นครูใหญ่ของการปฏิรูปประเทศ เพราะมีหน้าที่ควบคุมกำกับหน่วยงานรัฐให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศตามที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้กำหนดไว้ ดังที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 26 ของ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว

“ในกรณีที่ความปรากฏต่อคณะกรรมการปฏิรูปคณะใดว่าการดําเนินการใด ของหน่วยงานของรัฐไม่สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศ ให้ดําเนินการดังต่อไปนี้

ในกรณีที่เป็นหน่วยงานของรัฐในฝ่ายบริหาร ให้คณะกรรมการปฏิรูปคณะนั้นประสานงานหรือปรึกษาหารือกับหน่วยงานของรัฐดังกล่าวหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือที่กํากับดูแลเพื่อแก้ไขปรับปรุงความไม่สอดคล้องนั้น ในกรณีที่ไม่อาจหาข้อยุติร่วมกันได้ ให้คณะกรรมการปฏิรูปแจ้งเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อพิจารณา และเมื่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีมติประการใดแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น” สาระสำคัญของมาตรา 26

การปฏิรูปประเทศครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 หรือเฟส 3 ของประเทศไทยแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้มีการดำเนินการปฏิรูปประเทศมาแล้ว 2 ครั้ง ผ่านการตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

พิจารณาการปฏิรูปประเทศที่ดำเนินมาถึงครั้งที่ 3 ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีข้อท้วงติงพอสมควร โดยเฉพาะผลงานที่เป็นรูปธรรม

ต้องยอมรับว่าความเป็นรูปธรรมที่เห็นส่วนใหญ่จากการทำงานของ สปช.และ สปท. คือ การทำเอกสารเสนอไปยัง ครม. โดยมีเพียงไม่กี่เรื่องที่รัฐบาลนำแนวความคิดของ สปช.และ สปท.ไปต่อยอดเพื่อให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

ส่วนที่เหลือที่เป็นส่วนใหญ่กลับเงียบหายไป โดยเฉพาะการปฏิรูปในเชิงโครงสร้างจริงๆ เช่น ความเหลื่อมล้ำ การกระจายรายได้ ยังปรากฏให้เห็นมากนัก

สปช.และ สปท. จึงกลายเป็นเพียงสภาที่ทำหน้าที่ให้ความเห็นและเสนอรายงานเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจในเชิงปฏิบัติการ ต้องพึ่งพิงอำนาจจากรัฐบาลเป็นหลัก ลักษณะการทำงานแบบนี้ประเทศไทยเคยมีให้เห็นมาหลายทศวรรษผ่านหลากองค์กร เช่น สภาพัฒนาการเมือง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นต้น คงไม่ต้องบอกว่า องค์กรเหล่านี้ได้ฝากผลงานอะไรไว้บ้าง

จากเฟสแรกจนถึงเฟส 3 ประกอบกับอำนาจหน้าที่และภารกิจจาก สปช.จนถึงคณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 11 คณะ ทำให้เริ่มถูกตั้งข้อสงสัยแล้วว่าจะมีผลงานที่เป็นรูปธรรมหรือไม่

ไม่เพียงเท่านี้ ยังเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวกันแล้วว่า คนหน้าเดิมๆ ทั้งจาก สปช.และ สปท. หรือแม้แต่อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ จะกลับเข้ามาทำงานอีก

โดยเฉพาะแนวโน้มที่จะให้โควตาแก่อดีตประธานคณะกรรมาธิการสามัญของ สปช.และ สปท. สามารถแสดงความจำนงเข้ามาร่วมงานได้ทันทีถ้าต้องการ แบบนี้ยิ่งทำให้สภาพของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศแทบไม่ต่างอะไรกับ “เหล้าเก่าในขวดเดิม”

การเอาคนหน้าเดิมมาทำงานเดิมภายใต้ชื่อภารกิจใหม่มีให้เห็นมาแล้ว เช่น การเอาคนที่เคยอยู่ใน สปช.และ กมธ.ยกร่างฯ มาเป็นสมาชิก สปท.

จริงอยู่ แม้เวลานี้ ครม.ยังไม่ประกาศรายชื่อกรรมการปฏิรูปอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าดูจากแนวโน้มในการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาทำงานที่ผ่านมา รัฐบาลมักเลือกใช้คนหน้าเดิมเสียเป็นส่วนใหญ่ ด้านหนึ่งคงเป็นเพราะเชื่อมือในการทำงาน แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยเสียงวิจารณ์และการสร้างความยอมรับให้เกิดขึ้นในสังคม

ทั้งหมดนี้เป็นราคาที่รัฐบาลต้องแลกกับการใช้โมเดลเดิมๆ ในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งคำว่า “เสียของ” คงเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินเอื้อมเสียแล้ว

 

เฉลิมงัด 3 ปมสู้คดีเยียวยา ยันไม่ผิด พรบ.งบประมาณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2560 เวลา 08:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/509117

เฉลิมงัด 3 ปมสู้คดีเยียวยา ยันไม่ผิด พรบ.งบประมาณ

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ ทุกฝ่ายต่างจับจ้องไปที่คดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีการอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค. ซึ่งไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมารูปแบบใด ย่อมทำให้การเมืองร้อนระอุ

อย่างไรก็ตาม นอกจากคดีดังกล่าวแล้ว ยังมีคดีสำคัญที่ทุกฝ่ายต่างรอเฝ้าจับตานั่นคือ คดีการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองปี 2548-2553 โดยมิชอบ ซึ่งมียิ่งลักษณ์และอดีตรัฐมนตรีรวม 36 คน ถูก กล่าวหา ซึ่งคดีนี้ สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ภายในเดือน ก.ย.นี้จะสามารถชี้มูลความผิดได้

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวได้มีการวิเคราะห์กันต่างๆ นานา ทำนองว่าจะเป็นอีกหนึ่งคดีที่จะกำจัดพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายทักษิณให้หมดสิ้น แต่งานนี้คง ไม่จบง่ายๆ ยังมีอีกหลายขั้นตอน

ขณะเดียวกัน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 3 ประเด็น หลังได้เคยยื่น คำชี้แจงไปก่อนหน้านี้หลายครั้งแล้ว โดยประเด็นคำชี้แจงของ ร.ต.อ.เฉลิม ล่าสุด มีเนื้อหาน่าสนใจดังนี้

ตามที่อนุกรรมการให้ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองปี 2548-2553 โดยมี วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการและได้แจ้งข้อกล่าวหาอดีตคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รวม 36 คน จ่ายเงินเยียวยาจากงบกลาง รายการเงินทดรองจ่าย กรณีฉุกเฉินจำเป็นโดยไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายรองรับ

จึงเป็นการหลีกเลี่ยงละเว้นไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ทำให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของประเทศ

ทั้งนี้ ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา 1.ตนเองมิได้มีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของประเทศ เนื่องจากในการพิจารณามีมติของคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติการจ่ายเงินเยียวยา ดังกล่าว มีการพิจารณาจากฝ่ายที่รับผิดชอบมาตามกระบวนการ

ดังนั้น การที่จะอ้างว่าตนเองหรือคณะรัฐมนตรีมีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตนเองจะต้องรู้ข้อเท็จจริงว่า การพิจารณาอนุมัติกรอบวงเงินเยียวยาดังกล่าวไม่มีกฎหมายให้อำนาจอนุมัติได้ แต่กรณีดังกล่าวเป็นการอนุมัติไปตามกรอบของกฎหมายเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินในงบประมาณแผ่นดิน คือ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 23 วรรคท้าย และไม่มีฝ่ายใดทักท้วงหรือโต้แย้งว่า คณะรัฐมนตรีไม่สามารถอนุมัติให้จ่ายเงินจากงบกลางตามที่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบเสนอขออนุมัติได้

จะเห็นได้จากในภายหลังได้มีการนำคดีเกี่ยวกับการจ่ายเงินเยียวยานี้ขึ้นสู่ศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาแล้วว่าคณะรัฐมนตรีสามารถกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาภายหลัง คณะรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังได้มีการหารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า คณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาลมีอำนาจจ่ายเงินเยียวยาได้หรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาและมีความเห็นว่า คณะรัฐมนตรีมีอำนาจตามกฎหมายที่จะอนุมัติให้จ่ายเงินเยียวยาได้

2.ไม่มีเจตนาทุจริต เนื่องจากตนเองไม่เกี่ยวข้องกับการรับเงินหรือไม่เป็นผู้รับผลประโยชน์ใดๆ จากการอนุมัติเงินเยียวยา และไม่มีเจตนาจะอนุมัติให้จ่ายเงินเยียวยาในครั้งนี้ตกเป็นประโยชน์แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด เนื่องจากขณะและก่อนลงมติก็ไม่ทราบมาก่อนว่าใครบ้างจะเป็นผู้ได้รับเงินเยียวยาในครั้งนี้ มาทราบรายชื่อผู้ได้รับเงินเยียวยาจากการตรวจสอบภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงแจ้งข้อกล่าวหาแก่ตนเองแล้ว

ทั้งนี้ จึงได้นำรายชื่อผู้รับเงินเยียวยาเรียนชี้แจงแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ในทันทีและตนเองไม่เคยรู้จักสนิทสนมกับบุคคลเหล่านั้นแต่อย่างใดเลย ซึ่งบุคคลต่างๆ เหล่านั้น เป็นบุคคลที่ได้รับผล กระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองทุกฝ่าย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือจงใจให้ประโยชน์ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยเฉพาะ

3.ตนเองและคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้เงินในกรอบของวงเงินที่คณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ได้มีการพิจารณาศึกษามาแล้ว และได้เสนอเรื่องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในวงเงิน 2,000 ล้านบาท

ส่วนรายละเอียดในการพิจารณาว่ากรอบอัตราช่วยเหลือ ชดเชยเยียวยาความเสียหายอย่างไร รายละเท่าไรนั้นเป็นรายละเอียดและเป็นอำนาจหน้าที่ของ ปคอป. ข้าพเจ้าและคณะรัฐมนตรีไม่ได้เป็นผู้กำหนด อีกทั้งตนเองไม่ใช่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบในการพิจารณาในรายละเอียดดังกล่าวและไม่มีการพิจารณารายละเอียดในการขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใดเลย

ดังนั้น การที่ตนเองและคณะรัฐมนตรีของยิ่งลักษณ์ มีมติอนุมัติให้ส่วนราชการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองในครั้งนี้ จึงชอบแล้วด้วยบทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 23 วรรคท้ายดังกล่าวแล้ว การกระทำของตนเองจึงไม่มีมูลความผิดตามที่คณะอนุกรรมการไต่สวนแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

ข้อต่อสู้ของ ร.ต.อ.เฉลิม ป.ป.ช.จะรับฟังมากน้อยแค่ไหนต้องเกาะติดกันต่อไป อีกไม่นานรู้กัน