ยื่นศาลรธน.อุ้มผู้ตรวจฯ สนช.สร้างเกราะกำบัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2560 เวลา 09:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/508952

ยื่นศาลรธน.อุ้มผู้ตรวจฯ สนช.สร้างเกราะกำบัง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เวลานี้มีความเคลื่อนไหวแปลกๆ ที่น่าสนใจเกิดขึ้นมา ภายหลังสมาชิก สนช.จำนวน 34 คน นำโดย “นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์” ยื่นคำร้องต่อ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. เพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน มีบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

ประเด็นที่มีการยื่นมายังประธาน สนช. คือ การกำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบันที่ดำรงตำแหน่งมาก่อนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินฉบับใหม่ประกาศใช้ สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้จนกว่าจะครบวาระ

บทบัญญัติของร่างกฎหมายผู้ตรวจการแผ่นดินดังกล่าว หมายความว่า ไม่มีการเซตซีโร่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งไม่เหมือนกับกรณีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ สนช.ได้ลงมติให้ กกต.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งทันทีที่ร่างกฎหมาย กกต.ประกาศใช้

ต้องยอมรับความเคลื่อนไหวของสมาชิก สนช.ทั้ง 34 คนมีความน่าสงสัยอยู่บางประการ

กล่าวคือ ในประเด็นเกี่ยวกับสถานะของผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบันนั้น เป็นประเด็นที่ที่ประชุมสนช.ได้อภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ถึงขั้นมีการสั่งพักประชุมเพื่อปรับปรุงเนื้อหาดังกล่าวกลางที่ประชุม ภายหลังสมาชิก สนช.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาที่คณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ได้ทำการแก้ไขให้ผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบันที่มีคุณสมบัติไม่ถึงขั้นที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดต้องพ้นจากตำแหน่ง

แรงกดดันของสมาชิก สนช. ส่งผลให้คณะกรรมาธิการวิสามัญยอมถอยและแก้ไขเนื้อหาในรอบสุดท้ายเพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบันทำหน้าที่ต่อไปได้จนครบวาระ และที่ประชุม สนช.ก็โหวตให้ความเห็นชอบกับเนื้อหาที่มีการแก้ไขในขั้นตอนสุดท้าย

ในเมื่อมีการแก้ไขเนื้อหาจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว แต่ทำไมถึงปรากฏความเคลื่อนไหวของสมาชิก สนช.ดังกล่าวในการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการไม่เซตซีโร่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ สนช.ถูกกดดันให้ยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตีความว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ที่มีการเซตซีโร่ กกต.นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ สนช.ก็เพิกเฉยต่อกรณีของ กกต.

ในกรณีของ กกต.ปฏิเสธไม่ได้ว่า กกต.ชุดปัจจุบันเป็นหนึ่งในองค์กรที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ค่อยปลาบปลื้มมากนัก

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ กกต.ชุดนี้ไม่ได้มาในยุคของ คสช.ต่างจากองค์กรอิสระอื่นๆ ที่เข้าสู่ตำแหน่งในยุคของ คสช. ประกอบกับในอนาคตจะต้องจัดการเลือกตั้ง ดังนั้น คสช.ต้องการได้คนที่ไว้ใจได้มาทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง เพื่อสู้กับพวกเสือ สิงห์ กระทิง แรด อย่างพรรคการเมือง จึงไม่แปลกเมื่อมีช่องพอที่จะให้เก้าอี้ว่างลงได้ก็ต้องลงมือทันที แม้จะต้องแลกกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเลือกปฏิบัติของ สนช.

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ถึงความเคลื่อนไหวของ สนช. 34 คนนี้ ต้องยอมรับว่ามีชั้นเชิงและเบื้องหลังพอสมควร

นับตั้งแต่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ สนช.ตามมาด้วยการเซตซีโร่ กกต.ส่งผลให้ สนช.ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานพอสมควร จนทำให้ สนช.กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกอยู่พักใหญ่

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงอาจมองได้ด้านหนึ่งว่าการยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญของ สนช.ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับ สนช.ในระยะยาว

เป้าหมายของ สนช.ในการเข้าชื่อยื่นคำร้อง คือ ต้องการอาศัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นกลีบกุหลาบสำหรับโรยเส้นทางในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระที่เหลือและศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต

โดยหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมจะนำมาซึ่งเสียงเฮลั่นสภา อันหมายความว่าการ ที่สนช.เซตซีโร่ กกต. แต่ไม่เซตซีโร่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ได้เป็นการกระทำที่เลือกปฏิบัติตามที่ กกต.กล่าวหา เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาไม่ต่างอะไรกับรองรับการกระทำของ สนช.ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

แนวทางนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือแม้แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก่อนหน้านี้ล้วนอยู่ในข่ายถูกเซตซีโร่ทั้งสิ้น

สนช.ย่อมสามารถใช้บรรทัดฐานของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเพื่อแก้เนื้อหาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้กรรมการองค์กรอิสระที่เหลือและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางที่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับกฎหมายฉบับใหม่สามารถทำงานต่อไปได้ ไม่ถูกเซตซีโร่เหมือนกับ กกต.

ขณะที่การทำเช่นนั้น สนช.เองก็ต้องไม่เป็นหมู่บ้านกระสุนตกอีกต่อไป เพราะสามารถใช้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาหักล้างกับฝ่ายที่กล่าวหา สนช.ได้ เรียกได้ว่าวิน-วินกันทุกฝ่าย เพียงแต่ต้องอดใจรอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาเท่านั้น

แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น สนช.ก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์หมู่บ้านกระสุนตกอีกรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต้องตกเป็นผู้ต้องหาว่าเลือกปฏิบัติและสองมาตรฐานอีกครั้ง ซึ่งอาจส่งผลไปถึงสถานะและความชอบธรรมทางการเมืองของ สนช.ด้วย

ด้วยเหตุนี้เองจึงอย่าได้แปลกใจว่า ทำไมบรรดาบิ๊กๆ ใน สนช.ทั้งหลาย ถึงได้ต่างออกมาสนับสนุนการดำเนินการของสมาชิก สนช.ทั้ง 34 คน แม้ว่าการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญจะดูเหมือนเป็นการขัดขาและสร้างความปวดหัวให้แก่กันก็ตาม

 

เปิดแฟ้ม 7 คตง. องครักษ์เงินแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2560 เวลา 10:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/508385

เปิดแฟ้ม 7 คตง. องครักษ์เงินแผ่นดิน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ผ่านมาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่เกิดปัญหาพอสมควร เนื่องจากมีปัญหาภายในจนนำมาสู่สุญญากาศที่ไม่สามารถหาบุคคลมาทำหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ ทำให้ต้องตั้งบุคคลมาทำหน้าที่รักษาการ
ผู้ว่าฯ สตง.มาเป็นเวลานาน

กระทั่ง เมื่อไม่นานมานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาและสั่งให้มีการดำเนินการสรรหา คตง.ชุดใหม่ 7 คน เพื่อให้ได้ คตง.มาทำหน้าที่ควบคุมการใช้เงินแผ่นดิน และดำเนินการสรรหาผู้ว่าฯ สตง.ตัวจริง

ในที่สุดเมื่อวันที่ 10 ส.ค. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง คตง.จำนวน 7 คนเป็นที่เรียบร้อย โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.ยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ (ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน) ได้รับความเห็นชอบ 188 ต่อ 21 คะแนน จบการศึกษาบริหารธุรกิจการบัญชี มหาวิทยาลัยรามคำแหง และพัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

2.พิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ (ด้านกฎหมาย) ได้รับความเห็นชอบ 206 ต่อ 4 คะแนน ปัจจุบันเป็นเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3.จินดา มหัทธนวัฒน์ (ด้านบัญชี) ได้รับความเห็นชอบ 205 คะแนน ต่อ 6 คะแนน ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สุภา ปิยะจิตติ) โดยก่อนหน้านี้นับเป็นลูกหม้อของกระทรวงการคลัง เพราะผ่านหลายตำแหน่งที่สำคัญ อาทิ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานด้านกฎหมายและระเบียบการคลัง กรมบัญชีกลาง และรองอธิบดีกรมบัญชีกลาง

4.พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ (ด้านการตรวจสอบภายใน) ได้รับความเห็นชอบ 201 ต่อ 5 คะแนน ก่อนหน้านี้เป็นเสนาธิการทหารบกรุ่นที่ 66 ตุลาการศาลทหารกลาง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก และหัวหน้าสำนักงานผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

5.วีระยุทธ ปั้นน่วม (ด้านการเงินการคลัง) ได้รับความเห็นชอบ 195 ต่อ 15 คะแนน จบการศึกษาเศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

6.สรรเสริญ พลเจียก (ด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจเงินแผ่นดิน) ได้รับความเห็นชอบ 166 ต่อ 36 คะแนน จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันสรรเสริญดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช.

7.ศ.อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป (ด้านกฎหมาย) ได้รับความเห็นชอบ 203 ต่อ 8 คะแนน จบการศึกษาปริญญาเอกทางกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และหัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สำหรับการประชุมลับ สนช.เพื่อลงมติเลือก คตง.นั้นได้ใช้เวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง เพื่อพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจำนวน 7 คน ซึ่งปรากฏว่าสมาชิก สนช.ส่วนใหญ่ได้อภิปรายเน้นไปที่กรณีของเลขาธิการ ป.ป.ช.

เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอยู่ในระหว่างการพิจารณาเรื่องที่สรรเสริญได้ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของ ป.ป.ช.ในการจ้างทนายความเพื่อฟ้องคดีอาญาในหลายคดีที่อัยการสูงสุดมีความเห็นไม่สั่ง และ ป.ป.ช.ต้องนำคดีนั้นมาฟ้องเองว่ามีการใช้งบประมาณตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่

อย่างไรก็ตาม สมาชิก สนช.ส่วนใหญ่เห็นว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไม่ได้เป็นปัญหาต่อการทำงานของสรรเสริญ เพราะเป็นเพียงแค่การอยู่ในระหว่างการตรวจสอบเท่านั้น โดยยังไม่ได้มีการชี้มูลว่ามีความผิดหรือไม่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ คตง.ทั้ง 7 คนจะเป็น คตง.ชุดแรกของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งจะมีอำนาจและหน้าที่เพิ่มขึ้นแตกต่างจาก คตง.ในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ คตง.เห็นว่าหากมีการใช้งบประมาณแผ่นดินในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังและอาจก่อให้เกิดความเสียหาย คตง.สามารถปรึกษาร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ ป.ป.ช. เพื่อส่งเรื่องไปยังสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบโดยไม่ชักช้า

ดังนั้น นับจากนี้ไปภารกิจของ คตง.ชุดใหม่ที่รออยู่ข้างหน้านับว่าโหดหินพอสมควร

 

คุมเบ็ดเสร็จ สกัดป่วน สิงหาฯเดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2560 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/508384

คุมเบ็ดเสร็จ สกัดป่วน สิงหาฯเดือด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การเมืองร้อนระอุมากขึ้นในเดือนสิงหาฯ เดือด ซึ่งมีคดีการเมืองสำคัญจ่อคิวรอการชี้ขาดตัดสินแน่นตลอดทั้งเดือน โดยเฉพาะไฮไลต์สำคัญกับคดีรับจำนำข้าวของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 25 ส.ค. ที่เริ่มพบสัญญาณการปลุกมวลชนออกมาให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง

หลังชิมลางวัดพลังมวลชนรอบแรกในวันที่ 1 ส.ค. กับการแถลงปิดคดีของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์

ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาตรการกดดันและสกัดกั้นการแสดงออกอย่างชัดเจน จนนำไปสู่การเรียกร้องให้เปิดพื้นที่แสดงความคิดความเห็นอย่างอิสระ รวมทั้งเปิดกว้างให้มวลชนสามารถออกมาให้กำลังใจ ยิ่งลักษณ์ ระหว่างรับฟังคำตัดสินคดีได้เต็มที่

นับเป็นมาตรการสกัดไฟแต่ต้นลม ป้องกันไม่ให้ทุกอย่างบานปลายจนควบคุมไม่อยู่ แถมดำเนินการสกัดกั้นความเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยงจะซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นตามด้วย

ล่าสุด กับคำสั่งของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พักใช้ใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ช่องพีซทีวี อีกหนึ่งกระบอกเสียงกลุ่มเสื้อแดงเป็นเวลา 30 วัน

จากการออกอากาศรายการ “เข้าใจตรงกันนะ” เมื่อวันที่ 4 ก.ค. และรายการ “ห้องข่าวเล่าเรื่องสุดสัปดาห์” เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งมีเนื้อหาล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมีเนื้อหาที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี

ต้องเรียกว่าเป็นอีกมาตรการเชิงรุกที่สำคัญ เพราะที่ผ่านมาศาลปกครองกลางได้มีมติคุ้มครองชั่วคราวการยกเลิกใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์พีซทีวี แต่ทาง กสทช.ก็ใช้เปลี่ยนมาใช้วิธีการพักใช้ใบอนุญาตชั่วคราว

เมื่อช่องทางการสื่อสารของกลุ่มคนเสื้อแดงนี้เป็นเพียงไม่กี่ช่องทางที่สามารถเข้าถึงมวลชนและนำไปสู่การปลุกกระแสหรือระดมมวลชน จนทำให้ไม่อาจนิ่งนอนใจปล่อยไว้เป็นหอกข้างแคร่ที่จะย้อนกลับมาสร้างปัญหาในอนาคต

สอดรับไปกับท่าทีของแกนนำเพื่อไทย และเสื้อแดง ที่ออกมาขย่ม คสช.และปลุกกระแสมวลชนหนักขึ้น จนทาง คสช.ต้องงัดไม้แข็งออกมาปิดปากสยบการเคลื่อนไหว

ไล่มาตั้งแต่ วัฒนา เมืองสุข แกนนำเพื่อไทย ที่ออกมากระทุ้ง คสช.ให้ยุติการคุกคามและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมีการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อปิดปากประชาชนในการแสดงความคิดเห็น

ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้ วัฒนา ออกมาชี้แจงว่า การเดินทางมาให้กำลังใจนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ผิดกฎหมาย การถือป้ายให้กำลังใจก็ทำได้โดยชอบ เพราะเป็นเสรีภาพตามมาตรา 34 และ 36 ของรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่ใช่ข้อความที่ผิดกฎหมาย เช่น หมิ่นประมาท หรือละเมิดอำนาจศาล

“ดังนั้น ในวันที่ 25 ส.ค. อันเป็นวันที่ศาลนัดฟังคำพิพากษา พี่น้องประชาชนที่อยากเดินทางมาให้กำลังใจและร่วมฟังคำพิพากษาพร้อมกับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็มาได้ตามสะดวก”

นำมาสู่การปฏิบัติการสกัดการเคลื่อนไหว เรียก วัฒนา มากองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อลงบันทึกประจำวันเพิ่มเติมและเตรียมจะนำตัวส่งฟ้อง ในความผิดฐานนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ รวมถึงการโพสต์ข้อความเข้าข่ายดูหมิ่นศาล

“มองว่าการพยายามควบคุมตัวตนเองนั้น สร้างความหวาดกลัว มีเจตนาไม่ต้องการให้ตนเองแสดงความเห็นตามช่องทางต่างๆ โดยคาดว่าจะเชื่อมโยงกับวันที่ 25 ส.ค.นี้ ที่จะมีการตัดสินคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลใช้อำนาจตามอำเภอใจในการสกัดขัดขวางประชาชนที่จะมาให้กำลังใจในวันดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

สอดรับกับการเคลื่อนไหวอีกด้านที่สั่งสกัดการเคลื่อนไหวของรถตู้ กรณีรับจ้างนำมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ด้วยการตั้งข้อหาว่าด้วยความผิด พ.ร.บ.ขนส่ง 2 ประเภท 1.ประเภทรถประจำทาง มีความผิดตามมาตรา 27 อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หมายความว่าต้องวิ่งประจำทาง วิ่งนอกเส้นทางไม่ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน

อีกด้าน 2.ประเภทรถไม่ประจำทาง มีความผิดตามมาตรา 32 สอบถามพบว่าผิดเงื่อนไข เนื่องจากไม่มีสัญญาจ้างเหมา อัตราโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท กรณีนี้มีรถตู้กระผิด 17 คัน

ล้วนแต่สร้างความหวาดกลัวไม่ให้รถตู้รับจ้างขนคนมาในวันที่ 25 ส.ค.นี้

อีกด้านหนึ่ง ยังพบการเคลื่อนไหวของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แจ้งไปยัง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เพื่อขอให้พิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ แจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทราบและกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณของ อปท.

หลังรับทราบว่า อปท.จำนวนหนึ่ง ได้จัดทำโครงการลักษณะการศึกษาดูงาน หรือสัมมนา มีเจตนาแอบแฝงเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งถือเป็นการใช้จ่ายเงินงบประมาณไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

มาตรการต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแต่ออกมาเพื่อสกัดการเคลื่อนไหวของมวลชนแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนยากจะนำไปสู่แรงกระเพื่อมสั่นคลอนเสถียรภาพ คสช.ในอนาคต

 

บิ๊กตู่หวังเยือนอเมริกา ช่วยล้างภาพยึดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2560 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/508216

บิ๊กตู่หวังเยือนอเมริกา ช่วยล้างภาพยึดอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่สหรัฐชัดเจนขึ้นเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกำหนดการจะเยือนแผ่นดินชาติมหาอำนาจและต้นแบบประชาธิปไตยในเดือน ต.ค.นี้

พร้อมคำให้สัมภาษณ์ว่า ทาง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ได้ตั้งเงื่อนไขลดความสัมพันธ์อะไร เนื่องจากไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นมิตรประเทศร่วมกันมายาวนานนับร้อยปี ฉะนั้นเป็นเรื่องการหารือ การแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกัน

ท่าทีต่างๆ เราก็แสดงชัดเจนไปแล้ว เราปฏิบัติตามมติพันธกรณีต่างๆ ของสหประชาชาติที่มีอยู่ พร้อมทั้งได้มีการประกาศท่าทีที่ชัดเจนไปในกรอบอาเซียนด้วยแล้ว เรื่องนี้อย่าให้มาเป็นเงื่อนไขกันเลย

ช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่ ​เรกซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงบ่ายเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการพบปะระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ ​และทรัมป์ ในระยะเวลาอันใกล้นี้

รวมถึงการหารือความร่วมมือในทุกด้าน ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน คงอยู่ในรูปแบบการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

สัญญาณเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐ ที่ดีขึ้นตามลำดับหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา

อันถือเป็นผลดีต่อทั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ รัฐบาล คสช.ตลอดจนความเชื่อมั่นที่จะตามมา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการค้า การลงทุน ความมั่นคง และเศรษฐกิจในภาพรวม

ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ไทยถูกปล่อยปละละเลยไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือ หรือความช่วยเหลือทางการทหารที่หลายโครงการที่เคยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องอย่างคอบร้าโกลด์ต้องถูกระงับไปในช่วงนั้น

แม้สมัย บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ยังอยู่ในตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ จะมีโอกาสเดินทางไปจับมือผู้นำยักษ์ใหญ่ แต่ก็เป็นเพียงแค่งานพิธีการภายใน เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2558 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐ

ในโอกาสที่เข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ซึ่งยังได้พบปะผู้นำประเทศชั้นนำอื่นๆ ทั้ง สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ และชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น

แต่ความพยายามเดินทางไปพบผู้นำโลกอย่าง ทรัมป์ ในช่วงเวลานี้ถูกมองว่าเป็นการเร่งสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง และลบล้างภาพลักษณ์การเป็นผู้นำก่อรัฐประหารยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่ไม่เป็นที่ยอมรับในชาติประชาธิปไตยให้หมดไป

สอดรับกับที่ ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ตอนนี้ไม่มีชาติไหนห้ามหัวหน้า คสช.เข้าประเทศ มีแต่ต่างประเทศเชิญนายกฯ ไปเยือนจำนวนมาก เพียงแต่นายกฯ ไปไม่ได้

โดยทั้งหมด พล.อ.ประยุทธ์​ สรุปว่า ถ้าเป็นเรื่องการประชุม เช่น การประชุมอาเซียน การประชุม จี7 การประชุม จี20 นั้นตัวเองเดินทางไปหมด รวมถึงสหรัฐ แต่การเยือนอย่างเป็นทางการตัวเองไปไม่ได้ เพราะเป็นผู้นำรัฐบาลแบบนี้​

“ไม่ใช่ว่าเขารังเกียจอะไร แต่กฎหมายเขาเป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นสถานการณ์วันข้างหน้าที่ทุกอย่างจะกลับมาที่เดิมเป็นปกติ แต่วันนี้การค้า การลงทุน ความร่วมมือต่างๆ ทุกประเทศผ่านทางเอกอัครราชทูต สมาคมธุรกิจการค้า การลงทุน ทั้งสหรัฐ อียู ออสเตรเลีย ทุกประเทศมาพูดคุยกันหมด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

อีกด้านหนึ่งทางสหรัฐเองก็ไม่อาจปล่อยปละละเลยประเทศไทยแบบไร้เยื่อใยได้ เพราะด้วยประเด็นเรื่องการค้า การลงทุน แถมยังภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางในภูมิภาค จำเป็นที่สหรัฐต้องพยายามกระชับความสัมพันธ์ไม่ให้เหินห่างจนยากจะกู้กลับ

ยิ่งระยะหลังประเทศจีนเริ่มแข็งแกร่งและพยายามแผ่ขยายอำนาจทั้งในแง่ความมั่นคงและเศรษฐกิจด้วยแล้ว ทำให้สหรัฐไม่อาจอยู่เฉยๆ ปล่อยให้ไทยเทความสัมพันธ์ไปทางฝั่งจีนเพียงฝ่ายเดียวได้

ดังจะเห็นว่าช่วงหลังรัฐประหารสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนดูจะแน่นแฟ้นมากขึ้น รวมถึงการร่วมไม้ร่วมมือก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ไปจนถึงการสั่งเรือดำน้ำจากประเทศจีน

เมื่อไม่นานนี้ทางทรัมป์ ​จึงต่อสายตรงถึง พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อพูดคุยเรื่องสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเด็นเกาหลีเหนือ แถมตบท้ายยังได้เชิญชวนให้นายกฯ ไทยเดินทางเยือนสหรัฐด้วย

เมื่อทางสหรัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญของการได้รับความร่วมมือจากประเทศที่เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการทูตต่อเกาหลีเหนือ

แม้จะไม่ใช่ประเทศเดียวที่ทรัมป์ต่อสายถึง แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในตัวผู้นำรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ มากขึ้น

โอกาสนี้ยังอาจช่วยสร้างการยอมรับในเวทีนานาชาติ และส่งผลกลับมายังภายในประเทศไทย และลบภาพลักษณ์ที่เป็นผู้นำรัฐประหารให้หมดไป

แน่นอนว่านี่จะเป็นพลังสร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหาร ยังไม่รวมถึงการเร่งสร้างความเชื่อมั่นกับเส้นทางในวันข้างหน้าที่หลายคนยังพูดถึงเรื่องนายกฯ คนนอก

 

ชำแหละร่างกม.เลือกตั้ง ปฏิรูปการหาเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2560 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/508214

ชำแหละร่างกม.เลือกตั้ง ปฏิรูปการหาเสียง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถนนการเมืองเวลานี้มุ่งหน้ามาที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ภายหลัง กรธ.ได้กำหนดหลักการในการจัดทำ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. โดยมีถึง 39 ประเด็น อันเป็นที่มาของฝ่ายการเมืองที่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังจะเป็นต้นเหตุของการทำลายพรรคการเมืองครั้งใหญ่

สำหรับ 39 ประเด็นที่ กรธ.กำหนดไว้เป็นหลักการเพื่อเป็นโครงสร้างของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.นั้นมีถึง 10 ประเด็น ที่ กรธ.ได้วางเอาไว้ที่อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงขององคาพยพเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งใหญ่

1.การกำหนดหมายเลขผู้สมัคร สส. กรธ.เห็นควรให้แต่ละเขตกำหนดเลขผู้สมัครเอง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต โดยเดิมทีถ้าพรรคการเมืองจับสลากได้หมายเลขใดก็จะใช้หมายเลขนั้นหาเสียงทั่วประเทศ แต่เนื่องจากระบบการเลือกตั้งที่ กรธ.นั้นมีเพียงการเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขต ทำให้กรธ.เห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเบอร์เดียวทั่วประเทศแต่อย่างใด จึงควรให้ผู้สมัคร สส.แต่ละเขตเลือกตั้งจับสลากหมายเลขผู้สมัครเป็นรายเขตแทน

2.การนับคะแนนเลือกตั้ง กรธ.สรุปว่าให้นับคะแนน ณ หน่วยเลือกตั้ง และให้ส่งคะแนนไปรวมกับที่ส่วนกลาง เพราะจะทำให้มีการตรวจสอบได้ง่าย อีกทั้งจะสอดคล้องกับหลักการในร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน

3.การเสียสิทธิของผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง กรธ.ยังคงไว้ตามหลักการเดิม เช่น การเสียสิทธิทางการเมือง ทั้งการไม่มีสิทธิสมัครตำแหน่งทางการเมือง หรือการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย แต่ กรธ.ได้เพิ่มเงื่อนไขเข้าไปอีก คือผู้ที่นอนหลับทับสิทธิ์จะเสียสิทธิดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปี และถ้าเป็นกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนใดไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน จะมีผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองด้วย

4.การเปิดเผยหมายเลขบัตรประชาชนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เดิมทีเวลาที่มีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีการเปิดเผยเลขบัตรประจำตัวประชาชนจำนวน 13 หลักด้วย ทำให้เป็นที่มาของการก่ออาชญากรรมต่างๆ กรธ.จึงเห็นว่าไม่ควรเปิดเผยหมายเลขดังกล่าว เพียงแต่เปิดเผยเฉพาะชื่อและนามสกุลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็เพียงพอต่อการยืนยันการเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งของประชาชน

5.การแสดงหลักฐานการสมัคร สส. กรธ.เห็นว่านอกจากหลักฐานที่เป็นการยืนยันตัวตนและการศึกษาแล้วควรมีหลักฐานที่สำคัญเพิ่มเติมด้วย คือหลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาย้อนหลังเป็นเวลา 3 ปี

6.การกำหนดค่าสมัครเลือกตั้ง สส. เสียค่าธรรมเนียมคนละ 1 หมื่นบาท แต่จะได้คืนครึ่งหนึ่งหากได้รับคะแนนเสียงเกิน 5% ของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้ การยื่นสมัครต้องยื่นผ่านผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขต แต่หากมีเหตุจำเป็นให้ยื่นสมัครผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้

7.การหาเสียงผ่านทางสื่อออนไลน์กรธ.เห็นด้วยกับการให้ผู้สมัครสามารถหาเสียงผ่านช่องทางดังกล่าวได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ 1.จะนับรวมเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร สส.ในการหาเสียงด้วย 2.ต้องแจ้งมายัง กกต.ก่อน และ 3.ในช่วง 3 วันสุดท้ายก่อนการลงคะแนนเลือกตั้ง ผู้สมัคร สส.ห้ามมีการนำเสนอเนื้อหาใหม่

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการที่ว่า นโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองจะต้องผ่านการตรวจสอบความเป็นไปได้ในการดำเนินนโยบาย แต่ถึงกระนั้น กรธ.ไม่ได้ห้ามผู้สมัคร สส.ในกรณีที่จะมีการโพสต์เนื้อหาเดิมที่เคยนำเสนอไปแล้ว

8.ค่าใช้จ่ายสำหรับหาเสียงเลือกตั้ง กรธ.วางหลักการให้ค่าใช้จ่ายต้องครอบคลุมไปถึงการหาเสียงล่วงหน้าด้วย อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง จากเดิมที่การนับค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะเริ่มเมื่อมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นต้นไป

9.การเลือกตั้งล่วงหน้าและการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร กรธ.เห็นควรให้ยังคงกระบวนการเลือกตั้งที่ว่านั้นไว้ตามเดิม เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนคนไทยที่อยู่ในและนอกราชอาณาจักร

10.การอภิปรายของพรรคการเมือง หรือการดีเบต กรธ.ยังคงเห็นถึงความจำเป็นที่ควรให้มีการเปิดเวทีดีเบตเอาไว้ เพื่อเป็นพื้นที่เผยแพร่และวิพากษ์นโยบายพรรคการเมือง และให้ประชาชนมีโอกาสได้เข้าถึงข้อมูลของพรรคการเมือง แต่ กรธ.คิดว่าไม่ควรให้ กกต.เข้ามาเป็นเจ้าภาพในการจัดเวทีเหมือนในอดีต จึงเห็นควรให้เอกชนทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพแทน เพื่อให้ กกต.ทำหน้าที่เฉพาะการควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริตและโปร่งใสเท่านั้น

 

อุทธรณ์คดี พธม. ปปช.กลืนไม่เข้า คายไม่ออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2560 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/508019

อุทธรณ์คดี พธม. ปปช.กลืนไม่เข้า คายไม่ออก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วัดใจคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อีกครั้ง กับการต้องพิจารณายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ยกฟ้องคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินว่า แม้เหตุการณ์จะมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ศาลเห็นว่าในสถานการณ์เช่นนั้นเป็นการยากสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะรู้ว่าแก๊สน้ำตาจะเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

โดยเมื่อเหตุการณ์ชุมนุมยังไม่สงบ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติเพื่อรักษาความสงบไม่ให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินของทางราชการ และขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1, จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ก็ไม่อาจอนุมานได้ว่าแก๊สน้ำตาจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ชุมนุมได้

ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบจึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามมีเจตนาหรือเจตนาพิเศษเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำร้ายผู้ชุมนุมให้ได้รับอันตรายแก่กายและเสียชีวิต ดังนั้น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. จำเลยที่ 3 ไม่มีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. จำเลยที่ 4 ไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

​ในฐานะผู้เสียหาย กลุ่ม พธม.เริ่มเปิดหน้าออกมากดดัน เรียกร้องให้ ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้ ตามกรอบของรัฐธรรมนูญ 2560 ตามมาตรา 195 เปิดช่องให้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ภายในระยะเวลา 30 วัน

เนื่องจากเป็นช่องทางเดียวที่จะอุทธรณ์คดีนี้ได้ ทำให้การตัดสินใจสุดท้าย อยู่ที่ ป.ป.ช.ว่าจะออกมาอย่างไร โดยเฉพาะกับรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดช่องให้สามารถอุทธรณ์ได้โดยใช้ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ต่างจากที่ผ่านมาในรัฐธรรมนูญเก่า

สถานการณ์ของ ป.ป.ช.​​จึงตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดยิ่งต้องมีคำตอบที่ชัดเจนไว้ชี้แจงกับสังคม

หากจำได้คดีนี้หลังจาก ป.ป.ช.ชี้มูลแล้ว อัยการสูงสุด (อสส.) พิจารณาอยู่สักพัก ก่อนที่ จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อสส. จะเห็นว่าสำนวนยังมีข้อไม่สมบูรณ์ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง อัยการ และ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณา ซึ่งสุดท้ายได้ข้อสรุปว่าคดีนี้ยังมีข้อไม่สมบูรณ์อัยการไม่อาจดำเนินคดีให้ได้ จึงมีมติส่งเรื่องกลับไปยัง ป.ป.ช.

ก่อนที่สุดท้าย ป.ป.ช.จะเป็นผู้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา การที่ศาลยกฟ้องส่วนหนึ่งจึงถูกมองอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องสำนวนที่ไม่สมบูรณ์หรือไม่ เพราะในอดีตทาง อสส.ก็เคยมีความเห็นไม่ส่งฟ้อง​

หาก ป.ป.ช.จะยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้ ก็อาจจะต้องมีข้อมูลหลักฐานใหม่ หรือมุมมองข้อกฎหมายที่มีน้ำหนักเพียงพอจะนำไปใช้เป็นประเด็นในการอุทธรณ์

แต่ที่สำคัญคือเวลานี้กระแสสังคมจากหลายฝ่ายเรียกร้องให้ทาง ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความกระจ่างตามกลไกที่เปิดช่องให้ดำเนินการได้

ถึงขั้นที่กลุ่ม พธม.บุกไปยัง ป.ป.ช. ยื่น 6 ประเด็นให้ไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจ อาทิ มติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคำสั่งศาลปกครองกลาง ที่เห็นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นไปโดยสงบ ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาจนถึงการสลายการชุมนุมไม่เป็นไปตามหลักสากล

งานนี้ วีระ สมความคิด อดีตแกนนำ พธม. มั่นใจพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอให้ ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาฯ หากในที่สุด ป.ป.ช.ไม่ยื่นอุทธรณ์ พธม.จะเดินหน้าต่อ จะใช้ทุกช่องทางตามกฎหมายที่มีให้เรื่องนี้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรม

ดังนั้น หาก ป.ป.ช.มีมติไม่ยื่นอุทธรณ์คดี ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นจำเลยเสียเอง

สอดรับกับทาง วิชา มหาคุณ อดีต ป.ป.ช. ในฐานะอดีตผู้รับผิดชอบสำนวนคดีสลายการชุมนุมฯ ที่ระบุว่า องค์คณะของตุลาการยังมีความเห็นต่างกัน และก่อนหน้านี้คดีที่ศาลปกครองวินิจฉัยมาส่วนหนึ่งแล้ว ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นการกระทำโดยมิชอบ

แต่ทั้งหมดยังมีประเด็นเรื่องความเคลือบแคลงของสังคมที่ต้องการให้ใช้ช่องทางอุทธรณ์ เพื่อทำความจริงให้กระจ่างสิ้นสงสัยของทุกฝ่าย

แม้แต่ทาง องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ​ยังสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้ ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์ เพราะคำพิพากษาที่ถึงที่สุดจะหาข้อยุติให้เป็นที่ยอมรับทุกฝ่าย อันจะช่วยทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อ ป.ป.ช.

อีกด้านหนึ่งเริ่มมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์​ปนดักคอเรื่องความพยายามช่วยเหลือ พล.ต.อ.พัชรวาท น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และบิ๊ก คสช. ที่อาจทำให้ ป.ป.ช.กล้าตัดสินใจอุทธรณ์คดี

สุริยะใส กตะศิลา อดีตแกนนำ พธม. ระบุว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ก็ถูกสังคมและสื่อมวลชนตั้งข้อสงสัยถึงความไม่ชอบมาพากลพอสมควรในการดำเนินการเรื่องที่จำเลยบางคนเกี่ยวโยงกับผู้มีอำนาจในรัฐบาล จึงหวังว่า ป.ป.ช.จะพิสูจน์ตัวเองและสร้างความไว้วางใจความเชื่อมั่นจากสังคม​

สถานการณ์ทั้งหมดล้วนแต่ทำให้ ป.ป.ช.ในเวลานี้ตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้า คายไม่ออก

 

แยกเบอร์ลงเลือกตั้ง พรรคการเมืองกุมขมับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 สิงหาคม 2560 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/507780

แยกเบอร์ลงเลือกตั้ง พรรคการเมืองกุมขมับ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เพิ่งผ่านพ้นประเด็นร้อนทางการเมืองสดๆ ร้อนๆ ไปได้ไม่นาน อย่างคำพิพากษายกฟ้อง “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปรากฏว่าเวลานี้กำลังมีประเด็นร้อนการเมืองให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เริ่มลงมือเขียนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. อย่างเป็นทางการไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า กรธ.ได้กำหนดรูปแบบการให้เบอร์ผู้สมัครใหม่คือ พรรคการเมืองจะได้เบอร์สมัครแตกต่างกันในแต่ละเขตเลือกตั้ง หรือเรียกว่า “ต่างเขตต่างเบอร์” จากเดิมที่ใช้ระบบเบอร์เดียวให้พรรคการเมืองหาเสียงได้ทั่วประเทศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ในมุมมองของ กรธ.คิดว่าจะช่วยให้การเลือกตั้ง มีความบริสุทธิ์มากขึ้น และสร้าง ความเท่าเทียมให้กับพรรคการเมือง ทุกพรรค

“ระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนไปจากเดิมที่ใช้ระบบลงคะแนน 2 บัตร คือ ระบบเขต และบัญชีรายชื่อ ที่ทำให้ใช้เบอร์เดียวกันได้ แต่ระบบใหม่ลงคะแนนบัตรเดียว ผู้สมัครแต่ละเขตก็จะนับเลขไปตามจำนวนคนที่เข้ามาสมัคร ยุติธรรมกับทุกฝ่าย ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน หากพรรคการเมืองเห็นเป็นประเด็นสำคัญ สามารถเสนอความเห็นให้ กรธ. หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาได้” นรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ.แจกแจง

การที่ กรธ.ลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ นับว่าเป็น การรื้อระบบความเคยชินของคนไทย ในการเลือกตั้งครั้งสำคัญในรอบ เกือบ 20 ปี

กล่าวคือ ต้องไม่ลืมว่านับตั้งแต่ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2549 และฉบับปี 2550 ก่อนจะมีการฉีกรัฐธรรมนูญโดยทหารในปี 2557 ประชาชนคนไทยในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่กับระบบลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองแบบเบอร์เดียวมาเกือบ 2 ทศวรรษ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยมีความคุ้นเคยกับระบบเขตเดียวเบอร์เดียวพอสมควร

ดังนั้น เมื่อ กรธ.ลงมือเปลี่ยนกติกาเลือกตั้งครั้งใหญ่อีกครั้ง พรรคการเมืองจึงเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ และออกมาฟาดงวงฟาดงาแสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด

ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ท้วงติงว่า “ผู้สมัครแต่ละเขต และผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อ ล้วนเป็นเหมือนตัวแทนของพรรคการเมืองที่เสนอให้ประชาชนอย่างชัดเจน ไม่ใช่ปัจเจกบุคคล ตัวใครตัวมันที่ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค ดังนั้นการให้ผู้สมัครเป็นเบอร์เดียวกันทั้งพรรคจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล และ ไม่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนแต่อย่างใด จึงไม่เห็นเหตุผลที่มีความพยายามจะไม่ให้ใช้หมายเลขผู้สมัครจากพรรคเดียวกันมีหมายเลขเดียวกันทั้งประเทศ”

เช่นเดียวกับ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นอีกพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับระบบแยกเขตต่างเบอร์เหมือนกัน

“กรธ.คงคิดนำหลักนี้มาป้องกันการซื้อเสียง แต่ส่วนตัวคิดว่าคงใช้ไม่ได้ กลับกันจะทำให้คนสับสน มีปัญหาทั้งในแง่ความสะดวกของผู้หาเสียง และประชาชนผู้ไปลงคะแนน ใช้แบบเดิมคือให้ผู้สมัครมีหมายเลขเดียวกับพรรคทั้งประเทศน่าจะดีกว่า การซื้อเสียงไม่ได้ขึ้นอยู่กับหมายเลขผู้สมัครอย่างเดียว ไหนว่ากฎหมายที่ออกมาป้องกันการซื้อเสียงได้แล้ว ทำไมไม่คิดในแง่อำนวยความสะดวก สำหรับคนที่อยากไปลงคะแนน รวมถึงผู้สมัครด้วย” นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ วิจารณ์

แน่นอนในมุมของพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าจะสร้างความลำบากให้กับพรรคการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้ง และไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองได้รับความสำคัญมากขึ้น กลับกันจะมีผลให้พรรคการเมือง เบอร์เลือกตั้งที่พรรคการเมืองได้มาจากระบบการเลือกตั้งแบบเดิมนั้น จะมีลักษณะของการเป็น “เบอร์ประจำพรรค” สามารถใช้เบอร์ที่พรรคการเมืองได้จากการสมัครครั้งแรกหาเสียงได้ทั่วประเทศ อีกทั้งช่วยอำนวยความสะดวกต่อการจัดทำภูมิรัฐศาสตร์สำหรับการวางนโยบายหาเสียงเลือกตั้งด้วย

เมื่อ กรธ.เข้ามากระทุ้งกล่องดวงใจของพรรคการเมือง เป็นธรรมดาที่พรรคการเมืองย่อมต้องไม่พอใจ แต่ กรธ.ก็ยืนยันหัวเด็ดตีนขาดว่าการให้เบอร์สมัครของพรรคการเมืองแตกต่างกันไปในแต่ละเขตเลือกตั้ง จะนำมาซึ่งการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง

“จะไปดูถูกประชาชนไม่ได้ การเลือกตั้งคนในเขต เขาสามารถเห็นป้ายผู้สมัคร จำหน้า จำชื่อผู้สมัครในพื้นที่ได้ทั้งเช้าค่ำ หน้าคูหาวันเลือกตั้งก็มี ผู้คนเปลี่ยนไปเยอะแล้ว ไม่ใช่ 30-40 ปีที่แล้ว ที่อ่านหนังสือกันไม่ออก การเลือกตั้งต้องรู้ว่าไปเลือกใคร ต้องขวนขวายที่จะดูว่าใครเป็นผู้สมัครในเขตของตน” เสียงยืนยันจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.

พิจารณจากเสียงของพรรคการเมืองและ กรธ.แล้ว จะเห็นได้ว่าต่างยืนยันในหลักการของตนเองทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แบบนี้ความหนักใจจึงตกไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะองค์กรที่จะอนุมัติให้ความเห็นชอบในขั้นตอนสุดท้าย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พรรคการเมืองจะถอยหลัง เพราะพรรคการเมืองกำลังตกอยู่ในสถานะถูกกดดันจากทุกรูปแบบ ทั้งจากเงื่อนไขทางกฎหมายและทางการเมือง โดยเฉพาะเงื่อนไขทางการเมืองที่ไม่อาจทำให้พรรคดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ จนเป็นอุปสรรคต่อการรักษาพื้นที่ของตัวเอง

ดูท่าแล้วศึกนี้คงไม่จบกันง่าย ต้องสู้และฟาดฟันกันอีกหลายยก

 

ปิดฉากม็อบการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2560 เวลา 09:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/507657

ปิดฉากม็อบการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปิดฉากคดีประวัติศาสตร์ทางการเมืองหน้าสำคัญด้วยคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งยกฟ้อง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.​ ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

จากกรณีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลสมชาย นำคณะรัฐมนตรีเข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

คำพิพากษาครั้งนี้ถูกมองว่ากลายเป็นบรรทัดฐานที่คาดว่าจะถูกนำไปเทียบเคียงกับคดีอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลในหลายแง่มุม

มุมหนึ่งที่สำคัญคือประเด็นเรื่องการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งศาลระบุว่า ไม่ใช่การชุมนุมที่สงบ

การที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้กลับมาปิดล้อมอาคารรัฐสภาหลังจากช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามผลักดันผู้ชุมนุมไปยังถนนอู่ทองใน โดยเจ้าหน้าที่ใช้รถโมบายหรือรถเย็นทั่วหล้าประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มผู้ชุมนุมถอยร่น แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอม เรียกพรรคพวกมาเพิ่มจนปิดล้อมรัฐสภาทำให้ ครม. สส.และ สว.ติดอยู่ในอาคารจนจำเลยที่ 1 ต้องปีนกำแพงหนี

การปลุกระดมผู้ชุมนุมและจะบุกเข้าไปข้างในรัฐสภาก็ไม่ใช่เป็นการชุมนุมโดยสงบ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปฏิบัติตามขั้นตอนแผนกรกฎ/48 และจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตาเพื่อช่วยการเปิดทางให้ผู้ที่ติดอยู่ในรัฐสภาได้ออกมา

นอกจากจะชวนให้นึกย้อนไปถึงบรรดาม็อบการเมืองของกลุ่มสีเสื้อต่างๆ ทั้งเหลือง แดง ไปจนถึง กปปส.ที่มีพฤติกรรมการชุมนุมสุ่มเสี่ยงจะถูกประเมินว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบแทบทั้งนั้น

อีกด้านหนึ่งยังต้องมองต่อไปถึงการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ในอนาคต

เพราะคำพิพากษาของศาลที่ออกมาครั้งนี้ ย่อมทำให้บรรดาแกนนำหรือกลุ่มผู้ชุมนุมต้องคิดหนักมากกว่าเดิม ​เมื่อการชุมนุมด้วยรูปแบบการปิดล้อมสถานที่ราชการต่างๆ ย่อมถูกตีความว่าเป็นการชุมนุมไม่สงบ อันจะไม่ได้รับการคุ้มครองให้เป็นสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวแสดงความคิดความเห็น

ดังนั้น ต่อไปหากมีการใช้อำนาจเข้าดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับกลุ่มผู้ชุมนุม ตามกรอบของกฎหมาย หรือหลักเกณฑ์การปฏิบัติที่เป็นไปตามกรอบสากล ย่อมได้รับการคุ้มครองหรือไม่

อีกทั้งหากการชุมนุมดังกล่าวนำไปสู่ความเสียหายต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือสิ่งของ ร่างกาย สถานที่ราชการ ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย

อันจะเป็นปัจจัยให้กลุ่มผู้ชุมนุมต้องคิดหนักหากจะยึดรูปแบบการเคลื่อนไหวแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะปิดล้อมสถานที่ราชการ เอกชน หรือพื้นที่เศรษฐกิจ ที่จะถูกเช็กบิลย้อนหลัง​

อีกด้านหนึ่ง “เงื่อนไข” ที่จะทำให้การชุมนุมต้องถูกควบคุมมากที่สุดคือ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ 2558 ที่ตีกรอบการชุมนุมอย่างเข้มงวดจนยากจะมีพลังเคลื่อนไหวได้ภายใต้กรอบจำกัดดังกล่าว

เริ่มตั้งแต่ห้ามไม่ให้ชุมนุมกีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานในสถานที่ทําการหน่วยงานของรัฐ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา และศาสนสถาน สถานทูต หรือสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศ หรือสถานที่ทําการองค์การระหว่างประเทศ สถานที่อื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด

ที่สำคัญพื้นที่ชุมนุมยอดนิยมที่ผ่านมา ทั้งภายในพื้นที่ของรัฐสภา ทําเนียบรัฐบาล และศาลจะกระทํามิได้ เว้นแต่มีการจัดให้มีสถานที่เพื่อใช้สําหรับการชุมนุมสาธารณะภายในพื้นที่นั้น รวมทั้งศาลตามวรรคสองหมายความถึงศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาล

อีกทั้งกระบวนการชุมนุมจะต้องแจ้งขออนุญาตการชุมนุมสาธารณะล่วงหน้า 24 ชั่วโมง โดยจะต้องระบุวัตถุประสงค์ วัน ระยะเวลา และสถานที่ชุมนุมสาธารณะ ตามวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดซึ่งต้องเป็นวิธีที่สะดวกแก่ผู้แจ้ง และต้องให้แจ้งผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้ด้วย

กรณีผู้ใดฝ่าฝืน พ.ร.บ.นี้ ต้องโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท ที่สำคัญ “ผู้จัดการชุมนุม” จะมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ที่สำคัญกรณีขัดขวางการขนส่งสาธารณะหรือระบบสาธารณูปโภค โทษจำคุก 10 ปี ปรับ 2 แสนบาท

ขณะที่ในแง่ของ “แกนนำ” ที่เคยออกมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการปลุกมวลชนออกมาเคลื่อนไหวนั้นเวลานี้ก็อยู่ในช่วงเก็บเนื้อเก็บตัวไม่มีทีท่าว่าจะออกมาเคลื่อนไหวใดๆ

ที่สำคัญแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมแต่ละสีนั้นล้วนแต่บอบช้ำ ไร้พลัง หลายคนอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี หลายคนถูกควบคุมตัว หลายคนติดเงื่อนไขการประกันตัวไม่ให้เคลื่อนไหวทางการเมือง

ยังไม่รวมกับเรื่องกระสุนดินดำสะเบียงท่อน้ำเลี้ยงในยุคนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองหลังต้องเผชิญหน้ากับวังวนการเมืองที่ทอดยาวมานับสิบปี

ปัจจัยทั้งหมดล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสที่จะเกิดการรวมตัวของมวลชนเพื่อเคลื่อนไหวในประเด็นทางการเมือง​คงจะไม่ได้เกิดง่ายๆเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป

 

กางกฎหมาย 4 ชั่วโคตร ห้ามหากินทรัพย์สินรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 สิงหาคม 2560 เวลา 11:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/507301

กางกฎหมาย 4 ชั่วโคตร ห้ามหากินทรัพย์สินรัฐ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดกฎหมายที่รัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รอคอยมานานเพื่อนำมาเป็นอาวุธป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐให้เด็ดขาด โดยเฉพาะการใช้อำนาจของฝ่ายการเมือง หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีกุมอำนาจและทรัพยากรภาครัฐให้อยู่ในกรอบความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้องนั้น คือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ…. เรียกง่ายๆ ว่า กฎหมาย 4 ชั่วโคตร ไล่เรียงตั้งแต่ 1.ผู้สืบสันดาน 2.บุพการี 3.คู่สมรสของบุตร และ 4.พี่น้องและบุตรบุญธรรมคู่สมรส อีกทั้งยังรวมไปถึงภรรยาน้อย หรือกิ๊กที่แอบซ่อนไว้ แต่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์ได้ย่อมเข้าข่ายกฎหมายฉบับนี้

สาระสำคัญของกฎหมาย 4 ชั่วโคตร คือกำหนดการกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ได้แก่ การใช้ข้อมูลภายในของรัฐที่ยังเป็นความลับอยู่ ซึ่งตนได้รับหรือรู้จากการปฏิบัติราชการโดยทุจริต การริเริ่ม เสนอ จัดทำ หรืออนุมัติโครงการของรัฐ หรือของหน่วยงานของรัฐโดยทุจริต การใช้ทรัพย์สินของหน่วยงานที่ตนสังกัด หรือที่ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ไปเพื่อประโยชน์ของตนหรือผู้อื่น เป็นต้น กำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญ ของที่ระลึก เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ในการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานตามตำแหน่งหน้าที่ของตนหรือตามที่ได้รับมอบหมาย และกำหนดห้ามคู่สมรสและญาติของเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย

กำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ยังไม่ถึงสองปี เป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง หรือดำรงตำแหน่งอื่นในธุรกิจของเอกชน ซึ่งเคยอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของตน และรับเงินหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นจากธุรกิจของเอกชนดังกล่าวเป็นพิเศษ กำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งหรือออกจากราชการหรือหน่วยงานของรัฐ กระทำโดยประการใดๆ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐ หรือใช้ความลับดังกล่าวไปโดยทุจริต และกำหนดให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญาของรัฐ กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าร่างสัญญาของรัฐทำขึ้นโดยทุจริต หรือมีลักษณะเป็นการขัดกันของผลประโยชน์ ให้แจ้งความเห็นไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.

นอกจากนี้ กรณีโครงการของรัฐที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเข้าลักษณะเป็นการทุจริตหรือการขัดกันระหว่างประโยชน์ดังกล่าว มีผลทำให้รัฐเสียประโยชน์อย่างร้ายแรง หรือการทุจริตหรือการขัดกันระหว่างประโยชน์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นนัยสำคัญในการทำโครงการดังกล่าว โดยในกรณีนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภายในสองปีนับแต่วันเริ่มโครงการ เพื่อสั่งให้ยุติหรือสั่งให้นำโครงการดังกล่าวกลับไปทบทวนใหม่เพื่อแก้ไขให้รัฐไม่เสียประโยชน์ และ กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.จัดให้มีหน่วยงานพิเศษขึ้นภายใน เพื่อรับผิดชอบในการกำกับดูแลและการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้ และกำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดบทกำหนดโทษทางอาญา

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า หากรัฐบาลต้องการแสดงความจริงใจในการปราบปรามการทุจริตจริงๆ ต้องส่งตัวแทนรัฐบาล โดยเฉพาะ “สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ” รมว.ยุติธรรม เข้าไปเป็นประธานกรรมาธิการร่วมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อแสดงเจตจำนงให้เห็นว่าต้องการให้ออกกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้

ทั้งนี้ เพราะเชื่อว่าถ้ากฎหมายเข้าสภาเมื่อไหร่ จะมีกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มข้าราชการบางส่วนจะไม่เห็นด้วย เพราะกฎหมายฉบับนี้เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทับซ้อนของครอบครัว ลูก หลาน พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตัวเองเป็นอยู่ อาจจะไปกระทบผลประโยชน์ส่วนตัวหรือครอบครัว ดังนั้น รัฐบาลอยากให้กฎหมายผ่านฉลุยรัฐบาลต้องเป็นประธานกรรมาธิการยกร่าง

ขณะที่ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นแห่งชาติ (ภตช.) บอกว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่พอกับการแก้ปัญหาทุจริตภาครัฐ เพราะประเทศไทยติดอันดับทุจริตสูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย ดังนั้น ควรกำหนดมาตรการป้องกันให้ลงลึกไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้องและเพื่อนร่วมรุ่น เพราะเป็นระบบอุปถัมภ์ระหว่างเพื่อนฝูงหรือผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีบุญคุณต่อกันย่อมต้องมีการตอบแทนในรูปแบบตำแหน่งหน้าที่การงาน เพราะนี่คือการทุจริตรูปแบบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะใช้เวลานานแค่ไหนในสภา สนช.ต้องตามกันอย่ากะพริบ

สมชาย รอดคดี เพิ่มแรงเหวี่ยง ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 สิงหาคม 2560 เวลา 10:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/507080

สมชาย รอดคดี เพิ่มแรงเหวี่ยง ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์กระแสของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังมาแรงจนถูกจับตาว่าเป็นอีกหนึ่งใน “แคนดิเดต” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ท่ามกลางเสียงเชียร์ให้เป็นคนนำทัพลงสนามเลือกตั้ง 2561

ทันทีที่หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกฟ้อง จากกรณีสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 เพื่อเปิดทางให้ สมชาย นำคณะรัฐมนตรีเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

จากคำพิพากษาระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิใช่การชุมนุมโดยสงบ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในรัฐสภา มีการปฏิบัติตามขั้นตอน จึงจำเป็นต้องใช้แก๊สนำตาช่วยเหลือแม้ผลออกมาจะปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิต แต่จำเลยก็ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้เกิดการบาดเจ็บเสียชีวิต

​ดังนั้น สมชาย และจำเลยอีก 3 คนได้แก่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ​อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. จึงไม่ได้มีการกระทำความผิดตามฟ้อง ​ฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ​

ปลดล็อกให้ สมชาย กลายเป็นคนปลอดคดี พร้อมที่จะหวนคืนสนามการเมืองได้อีกรอบ

อีกด้านจึงเป็นการสั่นคลอนสถานะของ  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ​แคนดิเดตคนแรกซึ่งได้รับไฟเขียวจากคนต่างแดนเป็นที่เรียบร้อย

แม้ที่ผ่านมาเสียงภายในพรรคเพื่อไทย สนับสนุน คุณหญิงสุดารัตน์ ไปทั้งหมด

ดังจะเห็นว่าพลันที่คำพิพากษาออกมาบรรดากองเชียร์ฝั่ง “ชินวัตร” รวมไปถึงกลุ่มที่ไม่สนับสนุน คุณหญิงสุดารัตน์ จึงประสานกำลังปลุกกระแสดัน สมชาย มารับไม้ต่อคุมทัพเพื่อไทยรอบใหม่

แต่ในความเป็นจริงเส้นทางของ สมชาย  อาจไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ อย่างที่คาดการณ์  เริ่มตั้งแต่กระแสคัดค้านทั้งจากภายในและภายนอกพรรค

เมื่อภายในพรรคเพื่อไทย​เคยมีความคิดที่จะปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ แยกพรรคเพื่อไทย ออกจากตระกูลชินวัตร ด้วยเหตุผลเพื่อทำให้พรรคการเมืองก้าวไปสู่ความเป็นสถาบัน ลบภาพลักษณ์และข้อครหาเดิมๆ เรื่องความเป็นพรรคของครอบครัวที่รวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่คนกลุ่มเดียว

หลังการเปลี่ยนผ่านจาก ​ไทยรักไทย พลังประชาชน มาจนถึง เพื่อไทย คนที่มาขัดตาทัพ หลัง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คือ สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ​จากนั้นยังวนเวียนอยู่ที่คนในครอบครัว ไล่มาตั้งแต่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะ น้องเขย และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว ที่เป็นโคลนนิ่ง ทักษิณ แบบตัวจริงเสียงจริง

ยังไม่รวมกับพี่ๆ น้องๆ ชินวัตร ที่คอยทำงานอยู่เบื้องหลังเป็นทีมสนับสนุนในส่วนต่างๆ

กระแสเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแยกความเป็น “ชินวัตร” ออกจาก “เพื่อไทย” มีมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ

ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้พรรคเพื่อไทยได้ปรับภาพลักษณ์ใหม่ อย่างจริงจัง สอดรับกับความเป็นห่วงกลัวการถูกเพ่งเล็งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ​

อีกด้านหนึ่ง ​การวางตัวน้องเขย ซึ่งมีประสบการณ์การทำงาน และยังได้อาศัยบารมีอดีตนายกฯ ทักษิณ มาเรียกคะแนนฐานเสียงที่เริ่มเสื่อมคลายไม่เหนียวแน่นเหมือนช่วงหลายปีก่อน อาจเป็นทางเลือกที่ดี ความคิดที่ดี

แต่บางฝ่ายเห็นว่าการแปะป้ายเป็นคนของชินวัตร อาจ​ยิ่งปลุกกระแสต่อต้าน มากกว่าจะสนับสนุนในบางพื้นที่ อันจะกระทบต่อคะแนนเสียงโดยรวม

อย่าลืมว่าบาดแผลเรื่องสลายการชุมนุมแม้ศาลจะยกฟ้องแต่ก็ยังเป็นเป้าให้ถูกหยิบยกไปโจมตีในอนาคต เมื่อการสลายการชุมนุมครั้งนั้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และผู้บาดเจ็บ 471 ราย

การยกฟ้อง​ สมชาย ด้านหนึ่งย่อมเป็นผลดี ​แต่อีกด้านย่อมนำไปสู่แรงเหวี่ยงสะท้อนกลับ ​ยิ่งหากยังพยายามผลักดัน สมชาย กลับมาลงสนามเลือกตั้งอันจะสะท้อนให้เห็นถึงการส่งสัญญาณสู้รอบใหม่ของตระกูลชินวัตร

หลังจากก่อนหน้าคนในตระกูลไล่มาตั้งแต่ ทักษิณ จะใช้ยุทธวิธีเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ออกมาเคลื่อนไหวท้าตี ท้าต่อย ​แต่เลือกที่จะอยู่เงียบๆ ออกมาแสดงความคิดความเห็นเพียงบางครั้งบางคราว

อันจะยิ่งนำไปสู่การเพ่งเล็งมากขึ้น แถมอาจจะไม่เป็นผลดีต่อ ยิ่งลักษ์ ชินวัตร ที่มีคดีรุมเร้า และมี​กำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค.นี้  รวมไปถึงการติดตามยึดทรัพย์เพื่อชดใช้ค่าเสียหาย จากโครงการรับจำนำข้าว 3.5 หมื่นล้านบาท

ที่สำคัญ ความพยายามผลักดัน สมชาย มาเป็นแคนดิเดตคนใหม่ แข่งกับ สุดารัตน์ ย่อมสุ่มเสี่ยงจะขยายรอยร้าวภายในพรรคเพื่อไทยให้กลับมาลุกลามบานปลาย​

สร้างความอ่อนแอที่มีทั้งเสียงสนับสนุนทั้งสองฝ่าย จนน่าเป็นห่วงว่าจะเสียแชมป์เลือกตั้ง ในภาวะที่ระบบกลไกเลือกตั้งใหม่ถูกมองว่าไม่เอื้อกับพรรคการเมืองเก่า

ท่ามกลางกระแสข่าวความพยายามจับมือฟอร์มทีมตั้งพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็กของหลายกลุ่ม ​รวมไปถึงกระแสข่าวการตั้งพรรคทหาร ​ซึ่งล้วนแต่ไม่เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทย