โยกย้ายข้าราชการ สะท้อน ‘ปฏิรูป’ เหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 สิงหาคม 2560 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/506867

โยกย้ายข้าราชการ สะท้อน ‘ปฏิรูป’ เหลว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปัญหาในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการนับเป็นอีกงานเร่งด่วนที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หมายมั่นปั้นมือจะเข้ามา “ปฏิรูป” วางกลไกในการแต่งตั้งโยกย้าย โดยคำนึงถึงระบบคุณธรรมขจัดการเล่นพรรคเล่นพวก รวมถึงการซื้อขายตำแหน่ง

แม้เบื้องต้นจะเห็นความความตั้งใจของรัฐบาล คสช. ตลอดจนแม่น้ำสายต่างๆ ช่วยกันวางกฎกติกาเพื่อตีกรอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการให้เป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น ​แต่ในทางปฏิบัติ การแต่งตั้งโยกย้ายในยุครัฐบาล คสช.กลับถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ไล่มาตั้งแต่การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจซึ่งมีกระแสข่าวการวิ่งเต้น ซื้อขายตำแหน่ง อยู่หลายรอบ

แทนที่จะมีการขยายผลติดตามไต่สวนหาข้อเท็จจริง หรือนำคนผิดมาลงโทษ อย่างที่ควรจะเป็น เพื่อทำตัวอย่างที่ถูกต้องให้เป็นบรรทัดฐานป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีกในอนาคต

ตรงกันข้ามทางเจ้าหน้าที่กลับใช้ช่องทางการฟ้องร้องกรณีสร้างความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงกับบุคคลที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคนในแม่น้ำ 5 สาย ของ คสช.ที่แต่งตั้งขึ้นมาจัดการแก้ไขปัญหาในแวดวงตำรวจ

ไม่ว่าจะเป็น พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีต​สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กับกรณีเผยแพร่ข้อความทางแชตไลน์เรื่องการซื้อขายตำแหน่งเพื่อให้ช่วยตรวจสอบ

มาจนถึง วิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ระดับผู้กำกับการมีการวิ่งเต้นเงินสูงตั้งแต่ 5 ล้าน ถึง 7 ล้านไปแล้ว ส่วนระดับสารวัตรราคาอยู่ที่ 1.5-2 ล้านบาท

มาจนถึงการแต่งตั้งโยกย้ายล่าสุด​ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก จากเดิมที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาส่งสัญญาณสกัดการแต่งตั้งโยกย้ายแบบข้ามห้วยเพื่อให้เป็นแนวปฏิบัติ

​ทว่า เมื่อวันอังคารที่ 1 ส.ค. ครม.มีมติแต่งตั้ง จรินทร์ จักกะพาก อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ข้ามห้วยไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงาน ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ที่จะเกษียณอายุราชการ

อีกด้านหนึ่งก่อนหน้านี้ ในส่วนของ ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ​เคยถูกโยกให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางคำถามถึงความถูกต้องเหมาะสมและเหตุผลในการตัดสินใจ

ทำให้ วัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า เป็นการใช้อำนาจอย่างมีธรรมาภิบาลตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หรือไม่ แม้รัฐธรรมนูญเขียนไว้สวยหรูว่า ให้ใช้ระบบคุณธรรมในการแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ แต่เวลาปฏิบัติใครไม่ตอบสนองผู้มีอำนาจ ก็ต้องกระเด็นออกจากตำแหน่ง

แต่ในส่วนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นพิเศษคือตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดย ครม.ได้อนุมัติแต่งตั้ง พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนและแผนกลาโหม ข้ามห้วยมาเป็นเลขาธิการ สมช. คนใหม่ แทน พล.อ.ทวีป เนตรนิยม ที่จะเกษียณอายุในเดือน ก.ย.นี้

ก่อนหน้านี้มีความพยายามผลักดันลูกหม้อใน สมช.เข้ามารับหน้าที่กุมบังเหียนดูแลหน่วยงานสำคัญควบคุมดูแลทิศทางด้านความมั่นคงของประเทศ

ไม่ต่างจากรอบที่แล้วเมื่อครั้ง อนุสิษฐ คุณากร เลขาฯ สมช. คนก่อนที่เกษียณอายุ ซึ่งเคยมีความคิดจะผลักดันคนในมารับไม้ต่อแต่สุดท้ายก็ตั้ง ​พล.อ.ทวีป ข้ามห้วยจาก ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) ​มาเป็น เลขาฯ สมช.​จนถึงปัจจุบัน

ตอกย้ำข้อครหาที่มองว่าตำแหน่งเลขาธิการ สมช. เสมือนเป็นตำแหน่งที่พักไว้ปลอบใจคนอกหักพลาดเก้าอี้จากในกองทัพหรือไม่อาจเกลี่ยที่นั่งภายในได้ลงตัว

แทนที่จะปล่อยให้เป็นกลไกภายในกองค์กรที่จะใช้คนที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถที่สั่งสมมา อันจะได้ทั้งขวัญกำลังใจจากคนปฏิบัติงาน และทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติ

หากจำได้ ตำแหน่งเลขาฯ สมช. ของ ถวิล เปลี่ยนศรี ที่ถูก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น สั่งโยกไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี สุดท้าย ศาลปกครองมีคำสั่งให้ถวิลกลับเข้าดำรงตำแหน่งเลขาฯ สมช.

แถมต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต้องสิ้นสภาพนายกฯ รวมถึง ครม.ทุกคนที่ร่วมประชุม และลงมติโยกย้าย​ถวิล เพราะเป็นการก้าวก่าย แทรกแซง แต่งตั้ง โยกย้าย เอื้อพวกพ้อง

การแต่งตั้งโยกย้ายในช่วงนี้ของรัฐบาล คสช.จึงสะท้อนให้เห็นปัญหาที่ไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลก่อน

ทั้งที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 76  วรรคสอง ระบุว่า “รัฐพึงดำเนินการให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานของบุคคลของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามระบบคุณธรรม โดยกฎหมายดังกล่าว อย่างน้อยต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจ หรือกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่าย แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ หรือกระบวนการแต่งตั้งหรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ”

ปรากฏการณ์โยกย้ายข้าราชการเวลานี้ สะท้อนให้เห็นทิศทางและแนวโน้มการปฏิรูปที่ดูห่างไกลเป้าหมายมากขึ้นทุกที

 

แก้น้ำท่วม พิสูจน์ฝีมือ ‘ประยุทธ์’ โอกาสซื้อใจคนอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2560 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/506685

แก้น้ำท่วม พิสูจน์ฝีมือ ‘ประยุทธ์’ โอกาสซื้อใจคนอีสาน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วิกฤตน้ำท่วมในพื้นที่ จ.สกลนคร ซึ่งสร้างความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้น นับเป็นอีกโอกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้พิสูจน์ความสามารถในการจัดการแก้ปัญหา และเยียวยาความเดือดร้อนชาวบ้าน

ถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของรัฐบาล คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะส่งผลต่อ​คะแนนนิยมในพื้นที่ภาคอีสาน ที่ยังไม่รู้ตอนจบว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร

ต้องยอมรับว่าสถานการณ์น้ำท่วมรอบนี้ถือเป็นครั้งที่หนักที่สุดในรอบ 43 ปี นับจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2517 กระทบต่อยานพาหนะ ร้านค้า โรงแรม ที่พักอาศัย โดย ประสาท ตงศิริ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดสกลนคร ประเมินความเสียหายเบื้องต้นมากกว่า 100 ล้านบาท

ณ เวลานี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเยียวยาความเดือดร้อนทั้งเฉพาะหน้าและในช่วงฟื้นฟูสถานการณ์หลังจากนี้ ​มากกว่าการปัดความรับผิดชอบโยนความผิดระหว่างหน่วยงานที่ปล่อยให้เกิดความเสียหายรุนแรงโดยไม่มีมาตรการแจ้งเตือนหรือเฝ้าระวังได้อย่างทันท่วงที

ส่วนหนึ่งเพราะสภาพภูมิศาสตร์ที่มีการก่อสร้างกีดขวางทางน้ำลอดสะพาน เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 26​ ก.ค. จนกระทั่งน้ำทะลักเข้าท่วมเมืองวันที่ 28 ก.ค. อันคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ในการแก้ไขปัญหา ที่จำเป็นจะต้องเร่งดำเนินการ

เบื้องต้นจากการประชุมคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมี ​ออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้พิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคอีสาน

รับทราบรายงานสถานการณ์ จ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือครอบครัวละ 5,000 บาท โดยมีครอบครัวที่เสียหายประมาณ 7,000 ครัวเรือน

​โดยผู้เสียชีวิตตามหลักเกณฑ์รายละ 5 หมื่นบาท เบื้องต้นมีจำนวน 11 ราย ส่วนกรณีบ้านเรือนเสียหายทั้งหลังจะได้เงินช่วยเหลือประมาณ 2 แสนบาท/หลัง เพื่อใช้เป็นค่าวัสดุก่อสร้าง ส่วนบ้านเรือนที่เสียหายบางส่วนจะพิจารณาช่วยเหลือตามความเป็นจริง

จะเห็นว่าครั้งนี้ ทาง พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจเดินทางลงพื้นที่ จ.สกลนครด้วยตนเอง เพื่อตรวจราชการ และปฏิบัติภารกิจ ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย รวมทั้งร่วมโครงการบิ๊กคลีนนิ่งเดย์  “ย้อมบ้านล้างเมือง” ที่เขตเทศบาลนครสกลนคร

​รวมทั้งเดินทางไปยังจุดติดตั้งสะพานแบลีย์เพื่อตรวจสอบสะพานภายหลังถูกน้ำกัดเซาะ​ และเดินทางต่อไปยังอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นเพื่อดูสภาพพื้นที่และการซ่อมแซม รวมถึงการแก้ไขปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นที่ถูกน้ำกัดเซาะ

​ทั้งหมดถือเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่ารัฐบาล คสช. ให้ความสำคัญและเอาจริงเอาจังกับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย จ.สกลนคร

นัยสำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นโอกาสให้ทางรัฐบาล คสช. ได้ทำคะแนนซื้อใจชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก

ต้องยอมรับว่าพื้นที่ภาคอีสานถือเป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลเพื่อไทย และมวลชนคนเสื้อแดง แถมอีกด้านยังถูกมองว่าเป็นมวลชนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาล คสช.

วิกฤตการครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้รัฐบาล คสช.ได้พิสูจน์ความมุ่งมั่นตั้งใจ เยียวยาความเดือดร้อน

แน่นอนว่าโอกาสครั้งนี้มีสองด้าน ด้านหนึ่งถ้ารัฐบาล คสช. เอาจริงเอาจังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจเข้าไปแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที ทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและมาตรการเยียวยาซ่อมแซมความเสียหายในระยะยาวหลังจากน้ำลดลงแล้ว ย่อมได้ใจชาวบ้านที่รู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้งในยามลำบาก

แม้ที่ผ่านมานโยบายของรัฐบาล คสช. อาจจะไม่เข้าตาโดนใจชาวบ้านในพื้นที่ รวมไปถึงเรื่องหลายเรื่องที่อาจขัดหูขัดตาในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำที่ยังไม่อาจแก้ไข

อย่างน้อยการได้รับการเยียวยาปัญหาในช่วงยากลำบาก ย่อมทำให้ความรู้สึกของชาวบ้านในพื้นที่ที่มีต่อรัฐบาลดีขึ้น ยิ่งภายหลังจากรัฐบาลพยายามอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่หลายรอบ

จังหวะเดียวกับที่ขั้วอำนาจเก่าเริ่มแตกกระสานซ่านเซ็นถูก “แช่แข็ง” ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว ความเหนียวแน่นที่เคยชื่นชอบกับผลงานของรัฐบาลในอดีต ย่อมสั่นคลอนและลดน้อยลงไป เมื่อเห็นว่ารัฐบาลใหม่ยังสามารถดูแลชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นไม่ต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมา

​แต่อีกด้านหนึ่งหากวิกฤตครั้งนี้ ทางรัฐบาล คสช. ไม่เอาใจใส่ดูแลปล่อยให้เกิดปัญหาในการแก้ไข ทั้งเรื่องความล่าช้า ไม่ทั่วถึง ที่จะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติซึ่งรัฐบาลจะต้องระมัดระวัง

หากเกิดปัญหาไม่สามารถเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างที่ชาวบ้านคาดหวัง นี่อาจกลายเป็น “บูเมอแรง” ​ที่ย้อนกลับมาฉุดรั้งคะแนนนิยมให้ตกต่ำยิ่งกว่าที่ผ่านมา แทนที่จะช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง

​ท่ามกลางสถานการณ์ที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการประคับประคองเดินหน้าไปตามโรดแมปสู่จุดหมายปลายทางอย่างการเลือกตั้งในปี 2561

คะแนนนิยม และความเชื่อมั่นจากประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งต้องการความร่วมไม้ร่วมมือจากทุกฝ่าย

ยังไม่รวมกับกระแสข่าวการปลุกปั้นนายกรัฐมนตรีคนนอกหลังการเลือกตั้งที่จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนทั้งในและนอกสภา

 

เปิดคำแถลงปิดคดีจำนำข้าว “ยิ่งลักษณ์”ร่ายยาวขอศาลเมตตา”ยกฟ้อง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2560 เวลา 11:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/506485

เปิดคำแถลงปิดคดีจำนำข้าว "ยิ่งลักษณ์"ร่ายยาวขอศาลเมตตา"ยกฟ้อง"

ประเด็นคำแถลงปิดคดีด้วยวาจา โครงการรับจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

วันที่ 1 สิงหาคม 2560

กราบเรียนองค์คณะผู้พิพากษาที่เคารพ

ก่อนอื่นดิฉันขอกราบขอบพระคุณองค์คณะผู้พิพากษา  ที่อนุญาตให้ดิฉันแถลงปิดคดีด้วยตนเองในวันนี้  เพิ่มเติมจากคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษร

ดิฉันขอใช้โอกาสนี้  กล่าวกับทุกท่านอย่างหมดใจในวันนี้  ในเรื่องที่ดิฉันถูกดำเนินคดีโดยไม่ถูกต้อง  ไม่เป็นธรรมและตลอดเวลาที่ดิฉันได้นั่งรับฟังการพิจารณาคดีนี้  นับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2559 และสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2560  รวมการไต่สวนของศาลในคดีนี้ทั้งหมด 26 นัด เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือนที่ดิฉันไม่เคยขาดนัดพิจารณาคดีของศาลแม้แต่สักครั้งเดียว ทั้งนี้เพราะดิฉันมั่นใจในความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาที่มีต่อดิฉัน

ด้วยความเคารพต่อทุกท่านที่เป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนี้ หากมีถ้อยคำใดที่ดิฉันเปิดใจกล่าวอย่างตรงไปตรงมานั้น  ดิฉันไม่ได้มีเจตนาอื่นใดและไม่ได้ประสงค์จะใส่ร้ายหรือใส่ความผู้ใด  ดิฉันเพียงต้องการให้การพิพากษาคดีที่ดิฉันถูกกล่าวหาในครั้งนี้เป็นไปโดยถูกต้อง เที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญกฎหมาย  ภายใต้หลักนิติธรรมที่ดิฉันไม่เคยได้รับจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. และโจทก์ในคดีนี้มาก่อน

ดิฉันขอเรียนแก้ข้อกล่าวหา  ในเรื่องสำคัญ 6 เรื่อง ตามลำดับ ดังนี้

เรื่องที่ 1  ดิฉันถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม  และไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แม้ดิฉันจบการศึกษาทางรัฐศาสตร์แต่ดิฉันได้มีโอกาสรับรู้คำกล่าวของศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตประธานศาลฎีกาและอดีตประธานองคมนตรีที่ได้กล่าวไว้ว่า “ตำรวจเปรียบประหนึ่งต้นกระแสธารแห่งความยุติธรรม อัยการเป็นกลางน้ำ ศาลเป็นปลายน้ำ ต้นน้ำจึงต้องใสสะอาด จึงจะทำให้ปลายน้ำใสสะอาดตาม หากต้นน้ำขุ่นมัวเสียแล้วปลายน้ำก็จะขุ่นมัวตาม ราษฎรก็จะไม่ได้รับความยุติธรรม”

คดีนี้ มีข้อพิรุธมากมาย  ตั้งแต่ชั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ชั้นก่อนโจทก์ฟ้องคดี  ชั้นฟ้องคดีและไต่สวนในศาล  ดังนี้

1.ชั้นกล่าวหาและชี้มูลความผิดโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ซึ่งเป็นต้นน้ำ

· มีการเร่งรีบรวบรัดชี้มูลความผิด

โดยเริ่มต้นจากการแจ้งข้อกล่าวหา การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช.  ซึ่งเป็นต้นน้ำและการฟ้องคดีของโจทก์  ซึ่งถือเป็นกลางน้ำทุกท่านจะเห็นข้อพิรุธถึงความขุ่นมัวของต้นน้ำและกลางน้ำ ตามข้อเท็จจริงที่ดิฉันได้นำสืบต่อศาลเป็นข้อยุติแล้วว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.  เริ่มต้นกล่าวหาดิฉันด้วยพยานเอกสารเพียง 329  แผ่น  ใช้เวลาไต่สวนเพียง  79 วัน  และชี้มูลความผิดดิฉันหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ  วินิจฉัยให้ดิฉันพ้นจากตำแหน่งเพียง 1 วัน

·เร่งรีบชี้มูลทั้ง ๆ ที่ข้อกล่าวหาต่อบุคคลอื่นในเรื่องทุจริตการระบายข้าวซึ่งเป็นระดับปฏิบัติการยังไม่มีข้อสรุป  และเรื่องดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยืนยันตลอดมาว่าไม่เกี่ยวข้องกับดิฉัน

2. ชั้นก่อนโจทก์ฟ้องคดี

ก่อนการฟ้องคดีอัยการสูงสุดเห็นว่า  รายงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีข้อไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะดำเนินคดีกับดิฉันได้  ในสาระสำคัญ 4 ประเด็น  คือ

· ประเด็นโครงการรับจำนำข้าวว่าดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรี ประธาน กขช. จะยับยั้ง หรือยกเลิกโครงการที่เป็นนโยบายของคณะรัฐมนตรี  ที่แถลงต่อรัฐสภาตามกฎหมาย  ได้หรือไม่  อย่างไร

·ประเด็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

·ประเด็นการทุจริต

·และประเด็นเรื่องความเสียหายในคดีนี้ยังเป็นปัญหาที่ฝ่ายโจทก์แจ้งข้อไม่สมบูรณ์ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. และโจทก์ ต้องมีภาระพิสูจน์ถึงความเสียหายว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเสียหายนั้นมากมายถึงขนาดที่ดิฉันต้องยับยั้งหรือยุติโครงการรับจำนำข้าวทั้งๆ ที่ยังไม่มีตัวเลขความเสียหายแน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าใด

ดังนั้น  ทุกประเด็นล้วนแต่มีข้อไม่สมบูรณ์ และไม่มีพยานหลักฐานพอที่จะดำเนินคดีได้

·แต่สุดท้ายก็มีการตัดสินใจฟ้องทั้งๆ ที่ไม่มีการรวบรวมพยานหลักฐานตามที่อัยการสูงสุด แจ้งข้อไม่สมบูรณ์  กล่าวคือ

วันที่ 3 กันยายน 2557 อัยการสูงสุดเสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างฝ่ายอัยการสูงสุดและฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจะรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งๆ ที่คณะทำงานร่วม ฯ ดังกล่าว มิได้ดำเนินการใด ๆ ตามที่แจ้งข้อไม่สมบูรณ์

แต่ในวันที่ 23 มกราคม 2558  อัยการสูงสุดกลับแถลงว่าจะฟ้องคดีกับดิฉันก่อนที่ สนช. จะได้ลงมติถอดถอนดิฉันเพียง 1 ชั่วโมงซึ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่า  การแถลงข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นการดำเนินการเพื่อชี้นำการลงมติถอดถอนดิฉันหรือไม่

3.ชั้นฟ้องคดีและไต่สวนในศาล

·มีการฟ้องนอกสำนวน ป.ป.ช.

โดยฟ้องดิฉันก่อนแล้วค่อยสร้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในภายหลัง และพบความผิดปกติของคำฟ้องที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพของข้าวและการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ทั้งขั้นตอนการรับจำนำและขั้นตอนการระบายข้าว  ที่ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนไว้ในรายงานแต่โจทก์กลับนำมากล่าวหาดิฉันโดยไม่ยึดรายงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามที่กฎหมายกำหนด

·ส่วนในชั้นพิจารณาคดีโจทก์มีการเพิ่มเติมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งไม่เคยมีการไต่สวนในชั้น ป.ป.ช. อย่างมีพิรุธ 3 เรื่อง กล่าวคือ

1) เรื่อง “รายงานผลการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ”  ที่หัวหน้า คสช. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ  เรื่องการเสื่อมสภาพของข้าว ที่เกิดขึ้นภายหลังฟ้องคดี

ด้วยคณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ไม่มีประสบการณ์เรื่องข้าวจึงทำให้เกิดข้อสังเกตและข้อพิรุธว่า

·การจัดระดับเกรดข้าวเป็น เกรด A B C เพื่อดำเนินการระบายข้าวโดยไม่เคยมีมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ และไม่เคยมีรัฐบาลใดตั้งแต่ตั้งกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการเช่นนี้มาก่อน

·ดิฉันจึงขอตั้งข้อสังเกตว่าการจัดระดับคุณภาพข้าวดังกล่าวเป็นการสร้างเรื่อง และสร้างพยานหลักฐานขึ้นใหม่ จงใจให้เห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่มีมาตรการที่เหมาะสมในการรักษาข้าวในสต็อกของรัฐเพื่อเอาผิดกับดิฉัน    ทั้งในคดีนี้และคดีเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งต่อดิฉัน

·ในที่สุดก็มีพยานหลักฐานสำคัญว่า  การจัดคุณภาพข้าวโดยจัดระดับเกรด    A B C  เพื่อการระบายข้าวนั้นผิดพลาด ล้มเหลว และเกิดความเสียหาย     จนทำให้หัวหน้า คสช. ในฐานะประธานกรรมการ นบข. เสนอให้ยกเลิกการระบายข้าวในสต็อกของรัฐแบบแบ่งเกรดกลับมาใช้วิธีการประมูลข้าวแบบขายยกคลัง เช่น ที่รัฐบาลดิฉันและทุกรัฐบาลเคยดำเนินการมา ปรากฏตามรายงานการประชุม นบข. ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559

·แต่แล้วความผิดพลาดดังกล่าวไม่ได้ยุติลงแต่อย่างใด แต่นำมาสู่ปัญหาดังที่ศาลที่เคารพได้ทราบจากข่าวในขณะนี้ว่ามีการนำข้าวดีที่คนยังบริโภคได้ไปประมูลขายเข้าสู่อุตสาหกรรมเป็นอาหารสัตว์  ตามที่ดิฉันได้เคยร้องขอต่อศาลให้เผชิญสืบในเรื่องนี้แล้ว

·ดิฉันจึงขอความเมตตาที่ศาลจะไม่รับฟังผลการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าว  ที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติมภายหลังนอกเหนือจากสำนวน ป.ป.ช. ด้วย

2) มีการอ้างเรื่อง การสรุปผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเพื่อใช้เป็นพยานเอกสาร ไว้ล่วงหน้านานหลายเดือน ทั้งๆ ที่การสอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นในวันที่ 30 ธันวาคม 2558  จึงมีข้อพิรุธเสมือนโจทก์รู้ผลการสอบสวนล่วงหน้าว่าจะเป็นประโยชน์กับโจทก์  ในการที่จะนำมาเป็นหลักฐาน  กล่าวอ้างเรื่องความเสียหายกับดิฉัน  ซึ่งข้อพิรุธและความไม่เป็นธรรมนี้สอดคล้องกับข้อสั่งการของหัวหน้า คสช. ในฐานะประธาน นบข. ที่มีต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ที่สอบสวนเรียกค่าเสียหายต่อดิฉันว่า “โดยไม่ต้องพิจารณาประเด็นยุติธรรม” ปรากฏตามรายงานการประชุม นบข. ครั้งที่ 3/2558 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558

3)เรื่อง การทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ในคดีที่กล่าวหาบุคคลอื่น  ซึ่งมีการชี้มูลความผิดหลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดดิฉันแล้วนำพยานเอกสารกว่า 60,000 แผ่นในคดีดังกล่าว  มาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีของดิฉันทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่โดยตรงของนายกรัฐมนตรีเสมือนจะทำให้เห็นว่าดิฉันมีความเกี่ยวพันกับความไม่ถูกต้อง

ถือเป็นการสร้างเรื่องและการเพิ่มพยานหลักฐานใหม่โดยมิชอบในลักษณะเอาตัวดิฉันมาดำเนินคดีไว้ก่อนแล้วค่อยหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นศาลภายหลัง  นอกจากจะไม่เป็นธรรมแล้วถือเป็นการชี้นำการพิจารณาคดีของศาลและต่อสังคมว่าดิฉันเป็นผู้ผิดและต้องรับผิดชอบในความเสียหายทั้งๆ ที่คดีอาญายังไม่สิ้นสุด

โดยรัฐบาลปัจจุบันได้ใช้อำนาจฝ่ายบริหารราวกับเป็นฝ่ายตุลาการเสียเองด้วยการออกคำสั่ง  ทางปกครองสั่งให้ดิฉันชดใช้ค่าเสียหายถึง 35,000 แต่เพียงผู้เดียว  ใช้อำนาจของ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539  โดยมิชอบและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับดังกล่าวและเมื่อวันอังคารที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมาได้ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44  สั่งให้กรมบังคับคดียึดและถอนเงินในบัญชีธนาคารของดิฉันไปหมดแล้วถือเป็นการชี้นำสังคมให้เข้าใจดิฉันผิดเสมือนชี้นำคดีอย่างไม่เป็นธรรม

และดิฉันเชื่อว่าไม่มีใครที่ดำเนินนโยบายสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประเทศ  แล้วถูกกระทำเช่นนี้มาก่อนต้องถูกยึดทรัพย์ก่อน ทั้ง ๆ ที่คดีอาญายังไม่ได้ตัดสินซึ่งขัดกับหลักยุติธรรมสากลและรัฐธรรมนูญฯ 2560  มาตรา 29 ที่ระบุว่า “…ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด  จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้…”

ดิฉันว่าคงไม่มีใครที่ต้องรับชะตากรรมที่หนักหนาและไม่เป็นธรรมมากเท่ากับดิฉันอีกแล้ว  และคงไม่มีผู้นำคนใดที่จะกล้านำนโยบายมาดำเนินการเพื่อประชาชนอีกต่อไปค่ะ

ดิฉันขอกราบเรียนว่าจากการชี้มูลความผิด และการฟ้องคดีของโจทก์ด้วยเอกสารเพียงไม่กี่ร้อยแผ่นในคดีของดิฉันกลับมีเอกสารที่โจทก์นำมาเพิ่มขึ้นใหม่ในชั้นศาลถึง 60,000  กว่าแผ่น จึงมิใช่เป็นการเพิ่มเติมพยานตามสมควรแล้ว แต่กลับเป็นการเพิ่มเติมพยานหลักฐาน โดยไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

เพราะรัฐธรรมนูญฯ  2560  มาตรา  235 วรรค  6 ที่บังคับใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560  ได้บัญญัติเป็นเงื่อนไขไม่ให้ ไต่สวนเพิ่มเติมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่ หากไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมอันขัดหรือแย้งต่อกฎหมายที่ศาลใช้ในการพิจารณาคดี ดิฉันจึงเห็นโดยสุจริตในฐานะของคนที่ตกเป็นจำเลย  และควรจะได้รับสิทธิ์ในการดำเนินคดีว่าการพิจารณาพิพากษาคดีควรสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฯ 2560 ที่บังคับใช้แล้ว

ด้วยความเคารพต่อศาล  ดิฉันมีความจำเป็นต้องกล่าวไว้ ณ ที่นี้  แม้ว่าดิฉันได้ยื่นคำร้องต่อศาลนี้ถึง 3 ครั้ง เพื่อโต้แย้งและร้องขอสิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่จำเลยในคดีอาญาต้องได้รับ  ในการที่จะขอให้ศาลส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 แต่ศาลได้ยกคำร้องของดิฉัน  ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีโอกาสวินิจฉัยสิทธิ์ของจำเลยที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ทำให้ดิฉันมีข้อสงสัยว่าจะยึดสำนวน ป.ป.ช. ตามที่กฎหมายกำหนดหรือยึดหลักฐานใหม่กว่า 60,000 แผ่น นอกสำนวน ป.ป.ช. อย่างไรก็ตามดิฉันขอวิงวอนต่อศาลที่เคารพได้โปรดอำนวยความยุติธรรม โดยมิต้องพิจารณาเอกสารกว่า 60,000 แผ่น  ที่โจทก์เพิ่มเข้ามาในสำนวนเพื่อเป็นผลร้ายต่อดิฉัน

………………………………………………………………………………………………

เรื่องที่ 2  นโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ และดำเนินการตามกฎหมาย

ข้อกล่าวหาของโจทก์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซึ่งมีประเด็นที่ดิฉัน  ขอแก้ข้อกล่าวหาและขอความเป็นธรรม ดังนี้

โครงการรับจำนำข้าวคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ และมีหลักการทางเศรษฐศาสตร์รองรับ  การกำหนดนโยบายเป็นการดำเนินการต่อยอดโครงการรับจำนำข้าวในอดีตที่ดำเนินการมาแล้วกว่า 30 ปี

การกำหนดราคาข้าวเปลือกเจ้า ที่ราคา 15,000 บาท  ที่ความชื้นไม่เกิน 15 % คณะรัฐมนตรีมีเจตนาดำเนินโครงการ  เพื่อทำให้ราคาข้าวเปลือกในตลาดสูงขึ้น และแก้ปัญหาหนี้สินของชาวนา  ที่เรื้อรังยาวนานมาหลายสิบปี จึงมิใช่การดำเนินนโยบายเพื่อให้เป็นประโยชน์กับผู้ใดผู้หนึ่งตามที่กล่าวหาแต่เป็นการยกระดับรายได้ของชาวนา จำนวนกว่า 15  ล้านคน หรือกว่า 23% ของประชากรทั้งประเทศให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ด้วยรายได้ที่เทียบเคียงกับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท  เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตด้วยเม็ดเงินที่หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

โครงการรับจำนำข้าวได้ถูกพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจทั้งในระดับรากหญ้าและระดับมหภาคมิได้ทำให้เกิดความเสียหาย ดิฉันจึงได้มุ่งมั่นตั้งใจที่จะดำเนินโครงการให้ประสบความสำเร็จนโยบายรับจำนำข้าวเป็นการดำเนินนโยบายโดยสุจริตถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. เป็นการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามที่รัฐธรรมนูญฯ 2550 มาตรา 84 (8) กำหนดไว้ให้รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ให้แก่ชาวนา กล่าวคือ

· ชาวนาเป็นผู้ผลิตแต่ไม่สามารถกำหนดราคาได้กลับถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลางมาโดยตลอด จึงต้องกำหนดราคารับจำนำที่ 15,000 บาท ที่ความชื้นไม่เกิน 15% เพื่อยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้นทั้งตลาด ซึ่งจะส่งผลให้คนที่เข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมโครงการได้รับประโยชน์ด้วย

· อีกทั้งยังเป็นการยกระดับรายได้ของชาวนาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

ดังนั้น เรื่องที่กล่าวหาว่าคณะรัฐมนตรีกำหนดราคารับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาด และขายในราคาที่ต่ำกว่าราคารับจำนำนั้น

ดิฉันขอยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการกำหนดนโยบายที่ผิดพลาด และเกิดความเสียหายตามที่โจทก์กล่าวหาแต่อย่างใด เพราะรัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังกำไรกับชาวนา แต่เป็นการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ  ตราบใดที่ประชากรยังมีความยากจน จึงเป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาลที่จะต้องดูแล ซึ่งไม่ต่างกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น ก็ยังต้องมีนโยบายหรือมาตรการในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย

2. เป็นการดำเนินการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา อันมีผลผูกพันให้ต้องปฏิบัติตามตามรัฐธรรมนูญ ฯ 2550  มาตรา 75 มาตรา 176 และมาตรา 178 ซึ่งโจทก์เองก็ยอมรับในคำฟ้องว่าดิฉันมีอำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

3.เป็นการดำเนินการตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2555 ถึง 2558 ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและกฎหมายมีสภาพบังคับให้ดิฉันและคณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตาม

ดังนั้น การดำเนินการตามโครงการรับจำนำข้าวจึงไม่ใช่การปฏิบัติราชการ  ที่ขัดต่อนโยบาย หรือขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี

…………………………………………………………………………..

เรื่องที่ 3  ดิฉันไม่ได้เพิกเฉย ละเลย และไม่มีอำนาจระงับยับยั้งโครงการตามอำเภอใจ กระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการบริหารนโยบายรับจำนำข้าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรี ดังนี้

·การดำเนินโครงการเมื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลให้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายไม่อาจดำเนินการหรือสั่งการได้โดยลำพัง  จึงได้กำหนดมาตรการ หลักเกณฑ์ และวิธีการ ในการดำเนินการในรูปแบบคณะกรรมการเพื่อ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ เพราะการดำเนินโครงการ มีความเกี่ยวข้องกับกระทรวง กรม ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจต่างๆ จำนวนมาก อีกทั้งเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบที่มีอยู่หลายฉบับ ที่ดิฉันเองในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้โดยลำพัง

·ดิฉันจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ กขช. และคณะอนุกรรมการต่าง ๆ โดยเฉพาะงานแต่ละด้าน กว่า 13 คณะ เพื่อ “การบูรณาการ” ในการร่วมกันพิจารณากำหนดมาตรการ  หลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติ แผนงานในการขับเคลื่อนให้หน่วยราชการเห็นชอบ ซึ่งรวมถึงหน่วยงานหลักที่สำคัญ  และมีหน้าที่ความรับผิดชอบอยู่แล้ว เช่น  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานปฏิบัติอย่างระดับกระทรวง กรม  ล้วนไม่เคยมีข้อท้วงติงหรือให้ยุติหรือระงับยับยั้งโครงการ

·การบริหารโครงการรับจำนำข้าวเป็นไปภายใต้ “ข้อจำกัดของการใช้อำนาจ”  เพราะทุกหน่วยงานในระบบราชการบูรณาการการทำงาน โดยมีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพหลัก รวมทั้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการ กขช. และคณะอนุกรรมการกว่า 13 คณะ อันเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่ายและตามสายงานการบังคับบัญชาที่มีอยู่  เพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน

· ดิฉันได้แสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งด้วยการกำหนดให้มีแนวทางในการป้องกันการทุจริต และป้องกันความเสียหายที่ดิฉันได้ให้นโยบายและสั่งการในที่ประชุม กขช. ครั้งแรก ก่อนเริ่มดำเนินโครงการให้กับคณะทำงานและฝ่ายปฏิบัติว่า “ให้เคร่งครัดในเรื่องกระบวนการของข้าวให้เกิดความสุจริต  โปร่งใส  และสั่งการให้มีการบูรณาการและปรับปรุงระบบกระบวนการรับจำนำข้าวให้เกิดความสุจริตและโปร่งใส นำความชอบธรรมและความชัดเจนกับทุกหน่วยงาน และเน้นย้ำว่าการดำเนินงานในส่วนที่ผ่านมามีสิ่งใดคงค้างให้นำมาปรับปรุงและแก้ไขให้เสร็จสิ้น ให้มีการดูแลในเรื่องการทุจริตไม่ให้เกิดขึ้น”  ซึ่งศาลที่เคารพสามารถตรวจสอบได้จากรายงานการประชุม กขช. ครั้งที่ 1/2554

·ดังนั้นเมื่อเริ่มดำเนินการก็มีการกำหนดขั้นตอนและกระบวนการให้เกิดการคานอำนาจและถ่วงดุลมีการติดตามตรวจสอบตามระเบียบของการบริหารราชการแผ่นดินอันเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีทำแผนงาน  โครงการตามเป้าหมายจึงไม่สามารถที่จะยกเลิก และเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจในลักษณะที่นึกจะทำก็ทำหรือนึกจะเลิกก็เลิก เพราะที่มาของโครงการฯ ก็มีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายผูกพันให้ต้องปฏิบัติ

·ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติอนุมัติอย่างหนึ่งอย่างใดในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ภายใต้หลักการถ่วงดุลตามที่กล่าวมาและในการประชุม กขช. ครั้งแรก ดิฉันก็ได้ให้นโยบายและมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ  ดังนั้นการประชุมคณะกรรมการ กขช. ในครั้งต่อ ๆ มา

ดิฉันในฐานะประธาน กขช. ไม่ได้ละเลยและไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะดิฉันได้มอบหมายให้บุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเป็นประธานในการประชุม กขช. แต่ละครั้ง  เพราะจะใกล้ชิดติดตามงานได้ดีกว่าดิฉันที่มีภารกิจอีกมากมาย  หากมีประเด็นพิจารณาใดย่อมเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่จะมารายงานต่อคณะรัฐมนตรีและดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

·ดิฉันขอกราบเรียนว่า ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีมีความรับผิดชอบร่วมกัน แต่โจทก์เข้าใจผิดว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในมือคนๆ เดียว และจะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ดิฉันขอเรียนว่า  แม้ดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ในการปฏิบัติงาน กระทรวงและส่วนราชการที่ปฏิบัติงานร่วมกับคณะกรรมการ กขช. และคณะอนุกรรมการต่าง ๆ มีหน้าที่ความรับผิดชอบตามกฎหมายของแต่ละฝ่ายกำกับไว้อยู่แล้วดิฉันจึงไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจ และไม่อาจกระทำการใด ๆ ที่จะไปล้วงลูกสั่งการ หรือชี้นำในระดับปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใด

แม้กระทั่งผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็คงเข้าใจถึงข้อจำกัดนี้ดี   จึงต้องการอำนาจพิเศษ คือ มาตรา 44 ในการสั่งงาน บริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างรัฐบาลของดิฉันไม่สามารถทำได้

…………………………………………………………………..

เรื่องที่ 4  การไม่ระงับยับยั้งโครงการ เนื่องจากโครงการมีประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายตามฟ้อง

การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแต่โครงการมีความคุ้มค่าไม่เป็นภาระต่องบประมาณที่เกินสมควรหรือเป็นปัญหาต่อหนี้สาธารณะตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่เสียวินัยการเงินและการคลังของประเทศจนกระทั่งต้องระงับหรือยุติโครงการ

ดิฉันขอเรียนว่า

· การดำเนินโครงการมีประโยชน์และมีความคุ้มค่าต่อการดำเนินภารกิจภาครัฐ  ตามที่กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินความคุ้มค่าที่ต้องไม่คำนึงเฉพาะรายจ่ายหรือประโยชน์ที่คำนวณเป็นตัวเงินได้เฉพาะของโครงการเท่านั้นแต่ต้องพิจารณาถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศและประโยชน์อื่น ๆ โดยรวมที่สังคมได้รับจากโครงการนั้นด้วย

เพราะภารกิจของภาครัฐมิใช่กระทำเพื่อแสวงหากำไร  แต่เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ตามที่กำหนดไว้ในแผนการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งถือเป็นเรื่องสาระสำคัญที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. และโจทก์  มิได้พิจารณาถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศและประโยชน์อื่นๆ ของโครงการและไม่สามารถหักล้างพยานของดิฉันว่าโครงการมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งที่คำนวณเป็นตัวเงินได้และประโยชน์อื่นๆ ดังนี้

· เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2556  คณะกรรมการ กขช. ได้มีการรายงานประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมทั้งประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของโครงการรับจำนำข้าว ฤดูกาลผลิต 2554/55 และฤดูกาลผลิต 2555  รวม 394,788  ล้านบาท ซึ่งมากกว่าตัวเลขที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ อ้างว่าขาดทุนทางบัญชี 220,969 ล้านบาท อยู่ที่ 173,819 ล้านบาท

·วันที่ 18 มิถุนายน 2556 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่รายงานตรงถึงดิฉันยืนยันว่าโครงการสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวนาเพิ่มขึ้น และระบุว่า  มีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการรับจำนำข้าวจนถึงปี 2558 ซึ่งประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เข้มแข็งเพียงพอ

·โครงการรับจำนำข้าวได้สร้างความมั่นคงทางรายได้และสร้างความพึงพอใจให้กับเกษตรกร ตามที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายไว้จริงมีหลักฐานปรากฏตามรายงานวิจัยของมหาวิทยาลัยบูรพา ที่ได้ประเมินโครงการไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2555 และผลการสำรวจของ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556

· ผลการวิจัยของคณะวิจัยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง จากข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตลอด 5 ฤดูกาลผลิต ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวม  ขยายตัว 3.726 รอบ หรือมีมูลค่าผลรวมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 1,088,697 ล้านบาท หรือมากกว่าค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปและงบประมาณที่ต้องชดเชยในโครงการจากพยานหลักฐานและตัวเลขดังกล่าวแสดงถึงความคุ้มค่าของโครงการอย่างชัดเจน

·ในระหว่างการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวทำให้เกิดกำลังซื้อในภาคครัวเรือนมากขึ้นส่งผลให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีต่างๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มปรากฏตามหลักฐานที่ได้อ้างต่อศาลแล้ว

กราบเรียนองค์คณะผู้พิพากษาที่เคารพ

ดิฉันขอกราบเรียนว่าแม้รายงานของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี ครั้งที่ 3 ที่อ้างผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าวแต่คณะกรรมการ กขช. และคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นก็ได้รับทราบถึงประโยชน์ความคุ้มค่าและความจำเป็นในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวตามที่กล่าวมาจึงไม่มีการเสนอให้ดิฉันยุติหรือระงับยับยั้งโครงการ

นอกจากนี้ ปรากฏหลักฐานสำคัญจากคำเบิกความของนางสาวสุภา ปิยะจิตติ พยานโจทก์ผู้ทำหน้าที่จัดทำรายงานดังกล่าวรับต่อศาลว่า “ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจที่ไม่เป็นตัวเงิน และผลประโยชน์ที่เป็นทางอ้อมไม่ใช่หน้าที่ของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีแต่เป็นหน้าที่ของสภาพัฒน์”  ซึ่งสภาพัฒน์ก็มีความเห็นเสนอต่อดิฉันและคณะรัฐมนตรีว่าโครงการสามารถทำให้ชาวนามีรายได้ที่สูงขึ้น และมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการจนถึงปี 2558 ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว

· การดำเนินโครงการเป็นไปตามกรอบกฎหมายและกรอบเพดานหนี้สาธารณะ  จากคำเบิกความของนางสาว ศิรสา กันต์พิทยา เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง พยานโจทก์ที่ให้การในชั้น ป.ป.ช. และเบิกความในชั้นศาล  ยืนยันว่า “การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวตลอด 5 ฤดูกาลผลิตเป็นไปตามกรอบที่กฎหมายบัญญัติและกรอบเพดานหนี้สาธารณะ”  รวมทั้งเอกสารแผนการบริหารหนี้สาธารณะที่คำนวณสัดส่วนหนี้สาธารณะ ต่อ GDP และสัดส่วนภาระหนี้ต่องบประมาณ ว่าเป็นไปตามกรอบความยั่งยืนทางการคลังอย่างเข้มงวด

· นอกจากนี้การใช้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและเงินทุน ธ.ก.ส. เป็นไปตามกรอบเงินทุนหมุนเวียนที่คณะรัฐมนตรีกำหนด โดยมีพยานหลักฐานสำคัญ คือ

1)ก่อนหน้าวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่รัฐบาลดิฉันพ้นหน้าที่กระทรวงการคลังได้รายงานสถานะเงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและเงินทุน ธ.ก.ส. เป็นไปตามกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยยังคงเหลือ 13,244 ล้านบาท ส่วนเงินทุน ธ.ก.ส. ยังคงเหลืออยู่อีก 22,951 ล้านบาท ปรากฏตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2557

2)  เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 กระทรวงการคลังได้รายงานต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรัฐบาลปัจจุบันโดยยืนยันว่าสถานะหนี้คงค้างจากการดำเนินโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตร ปีการผลิต 2554/55 ถึง ปีการผลิต 2556/57 ทั้งในส่วนเงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและเงินทุน ธ.ก.ส. อยู่ภายในกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

3) ในขณะดำเนินคดีโจทก์ได้มีหนังสือถึงสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะสอบถามถึงการใช้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน ซึ่งโจทก์ได้รับการยืนยันถึง 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 และเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560  ว่า การใช้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน ยังคงอยู่ในกรอบตามที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 เช่นกัน

· อีกทั้ง นายสุพัฒน์  เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ฝ่ายนโยบายรัฐพยานโจทก์ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงได้เบิกความยืนยันต่อศาลว่าในส่วนเงินทุน ธ.ก.ส. จำนวน 90,000 ล้านบาท  ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีทุกประการ

ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า

1) โครงการรับจำนำข้าวมีประโยชน์ มีความคุ้มค่า

2) การดำเนินโครงการ  ยังเป็นไปตามกรอบที่กฎหมายบัญญัติ เป็นไปตามกรอบเพดานหนี้สาธารณะและรักษาวินัยการเงินการคลัง

3) ไม่มีหน่วยงานใดที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินโครงการเสนอต่อดิฉันและคณะรัฐมนตรีให้ยุติหรือระงับยับยั้งการดำเนินโครงการ

4)  เนื่องจากการดำเนินโครงการไม่ขัดต่อนโยบายมติคณะรัฐมนตรีและกฎหมาย

ดังนั้น จะให้ดิฉันใช้อำนาจนายกรัฐมนตรียุติหรือระงับยับยั้งโครงการได้อย่างไร
……………………………………………………………………………………………………….

เรื่องที่ 5  ดิฉันไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใดหรือโดยทุจริตตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาหรือ มาตรา 123/1 พ.ร.บ. ป.ป.ช.

ในกรณีที่ ป.ป.ช. และ สตง. มีหนังสือท้วงติงมายังรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า 2 หน่วยงานดังกล่าวไม่มีภารกิจและหน้าที่ตามกฎหมายที่จะสั่งให้ฝ่ายบริหารยับยั้ง  การดำเนินนโยบายสาธารณะ ที่ได้แถลงต่อรัฐสภานอกจากนั้น สตง. และ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการและยังใช้ข้อมูลจากการเสนอข่าว  โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องซึ่งไม่มีกฎหมาย   ใด ๆ บังคับให้ฝ่ายบริหารต้องยับยั้งโครงการตามหนังสือของ 2 หน่วยงานดังกล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลให้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา  ดิฉันไม่เคยละเลยเพิกเฉยในการกำกับและติดตามการปฏิบัติตามนโยบาย    ที่ ป.ป.ช. สตง. และหน่วยงานอื่นท้วงติง  ดิฉันไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ดิฉันขอกราบเรียน ดังนี้

· ข้อท้วงติงและข้อเสนอแนะ จาก สตง. และ ป.ป.ช. ที่ได้นำรายงานวิจัยของ TDRI  เกี่ยวกับข้อมูลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในอดีตและเสนอต่อดิฉันให้ยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว และนำนโยบายประกันราคาข้าวมาใช้ดำเนินการนั้น ดิฉันเห็นว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรียับยั้งโครงการที่ไม่ขัดต่อนโยบายหรือมติคณะรัฐมนตรีไว้และการที่จะให้ดิฉันนำนโยบายประกันราคาข้าวที่เป็นนโยบายของ TDRI และพรรคฝ่ายค้านมาดำเนินการนั้นเป็นเรื่องที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

แต่อย่างไรก็ดีปรากฏจากคำเบิกความของนายนิพนธ์ฯ นักวิชาการ TDRI  ก็ยอมรับต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาว่า “มีความขมขื่นและจะไม่เสนอนโยบายประกันรายได้อีกต่อไปแล้ว”  ดังนั้นการเห็นต่างในนโยบายสาธารณะด้านเศรษฐกิจเป็นเรื่องปกติแต่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี  ดิฉันต้องรับฟังหน่วยงานของรัฐที่มีความเชี่ยวชาญ  และมีหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรง เช่น สภาพัฒน์และกระทรวงการคลัง

· ดิฉันขอเรียนว่าข้อเสนอแนะและข้อท้วงติงของ ป.ป.ช. และ สตง. ดังกล่าว ดิฉันและคณะรัฐมนตรีไม่ได้ละเลยเพิกเฉย อาทิ ดิฉันได้ส่งข้อเสนอแนะดังกล่าวให้คณะกรรมการ กขช. คณะอนุกรรมการต่าง ๆ  และหน่วยงานปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอันเป็นการดำเนินการตามสายบังคับบัญชาตามขั้นตอนการบริหารราชการแผ่นดิน

· และดิฉันยังได้นำข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. แจ้งต่อคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้ง ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริต ในการรับจำนำข้าวฯ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ดิฉันได้มีคำสั่ง  แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบติดตามการรับจำนำข้าวและคณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแล การรับจำนำระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นประธานไปแล้ว

·นอกจากนี้ ดิฉันยังได้มีการติดตามงานตามที่ได้สั่งการหลายเรื่องหลายโอกาส ตลอดการดำเนินโครงการ อาทิ การประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศและสั่งการกำชับต่อผู้ว่าฯ ให้เข้มงวดกวดขัน ป้องกัน และปราบปรามการทุจริต มิให้เกิดขึ้น หรือแม้แต่ในที่ประชุมสภากลาโหม ดิฉันก็ได้สั่งการให้มีการป้องกันการลักลอบนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์  ตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. และ สตง. ทั้งที่เรื่องดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคงก็ตาม ทั้งนี้เป็นไปเพราะดิฉันมิได้มีเจตนาพิเศษที่จะหลีกเลี่ยงหรือปกปิดการกระทำการใดๆ ที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดการทุจริต หรือเกิดความเสียหาย

·ดังนั้น เมื่อหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ รับทราบ ข้อท้วงติงและข้อเสนอแนะก็ต้องปฏิบัติให้สอดคล้อง  ไม่ว่าจะเป็นการที่ดิฉันส่งเรื่องโดยตรงไปยัง กขช. อนุกรรมการ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ไม่มีเรื่องใดที่ดิฉันจะละเลย และเมื่อดิฉันส่งเรื่องไปแล้ว คณะกรรมการและหน่วยงานต่างๆ ย่อมต้องเป็นผู้รับผิดชอบหากมีเรื่องใดเห็นค้านก็จะต้องนำเสนอกลับมาตามสายงานบังคับบัญชา แต่ปรากฏว่าไม่มีหน่วยงานใดเห็นค้านและเสนอให้ยกเลิก หรือยุติโครงการรับจำนำข้าวแต่อย่างใด

·หรือแม้แต่รายงานของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีดิฉันก็ไม่ได้ละเลย ก็ได้ส่งเรื่องให้ กขช. เพราะเห็นว่าคณะอนุกรรมการปิดบัญชีเป็นอนุกรรมการในคณะกรรมการ กขช. และเป็นหน้าที่ของ กขช. ที่จะต้องพิจารณา เพราะมีหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามขั้นตอนของกฎหมาย

แต่อย่างไรก็ดี คณะรัฐมนตรีได้ป้องกันความเสียหายโดยฤดูกาลผลิต 2556/57 มีการปรับลดวงเงินรับจำนำจากไม่จำกัด  เป็นจำกัดวงเงินการรับจำนำไม่เกินรายละ 500,000 บาท และ 350,000 บาท ตามลำดับและลดราคารับจำนำจาก ตันละ 15,000 บาท เหลือตันละ 13,000 บาท  อีกทั้งยึดมั่นตามกรอบเงินทุนหมุนเวียนไม่เกิน 500,000 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556

จากข้อเท็จจริงและเหตุผลข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ดิฉันได้ใช้อำนาจและความระมัดระวังอย่างเหมาะสม อย่างเช่นที่พึงคาดหมาย  จากนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์ในขณะนั้น

…………………………………………………………………………………..

เรื่องที่ 6  ดิฉันไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในการระบายข้าว

กราบเรียนองค์คณะผู้พิพากษาที่เคารพ

จากที่มีข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตในการระบายข้าวแบบจีทูจีนั้น ดิฉันขอเรียนว่า การระบายข้าว เป็นงานในระดับปฏิบัติที่มีคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวเป็นผู้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะ ซึ่งในเรื่องนี้ นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบสำนวน และเป็นพยานโจทก์ ยืนยันในหลายโอกาสว่า  ดิฉันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริต  หรือสมยอมให้ทุจริตในการระบายข้าวแบบจีทูจี

นอกจากนั้น ในการชี้มูลและการตั้งข้อกล่าวหาในคดีของดิฉัน ก็มิได้นำเรื่องดังกล่าวมาเป็นองค์ประกอบในการชี้มูล แต่ต่อมาปรากฏว่าโจทก์กลับนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการระบายข้าว ประมาณ 60,000 แผ่น เพิ่มเติมเป็นพยานในชั้นไต่สวน เพื่อใช้ปรักปรำว่า  ดิฉันเกี่ยวข้องกับการทุจริต หรือสมยอมให้มีการทุจริต

ดิฉันขอกราบเรียนเพิ่มเติมว่า

· การระบายข้าว  เป็นไปตามยุทธศาสตร์การระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล  ซึ่งคณะรัฐมนตรี  ได้มอบหมายความรับผิดชอบให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าต่างประเทศไปแล้ว  ปรากฏตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2554

·  คณะรัฐมนตรีได้ใช้ความระมัดระวัง  และใส่ใจเรื่องการระบายข้าวโดยในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ได้มีมติกำหนดหลักเกณฑ์  และมาตรการในการป้องกันการทุจริตในการระบายข้าวให้เข้มงวดมากขึ้น โดยให้ผู้รับผิดชอบปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ ขั้นตอนและต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของปริมาณการระบายช่วงเวลา และระดับราคาที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศด้วย  ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนั้นได้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ  เรื่องการระบายข้าวแบบจีทูจี  ในวันที่ 25 ถึง 27 พฤศจิกายน 2555

กราบเรียนศาลที่เคารพ

สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าถ้าดิฉันปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต  หรืองดเว้นไม่ป้องกันการทุจริตหรือไม่ป้องกันความเสียหายตามที่โจทก์ล่าวหา  หรือหากดิฉันมีเจตนาทุจริต หรือสมยอมให้ทุจริตแล้ว  ดิฉันและคณะรัฐมนตรี  จะสร้างหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้นดังกล่าวทำไม  ทั้งๆ ที่ข้อกล่าวหาเรื่องการระบายข้าวแบบจีทูจี ที่เกิดจากการอภิปรายนั้น ยังไม่เกิดขึ้นเลย

ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนพฤศจิกายน 2555  ดิฉันก็มิได้นิ่งนอนใจจึงได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นที่มีการอภิปราย  เรื่องการทำสัญญาซื้อขายแบบจีทูจีแต่ผลการตรวจสอบกระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ได้รายงานว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่งคนใด ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการระบายข้าวและรายงานว่าเป็นการดำเนินการอย่างถูกต้อง

อีกทั้งในขณะนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังสอบสวนไม่แล้วเสร็จว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดปฏิบัติ  หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการระบายข้าวกลับใช้เวลาสอบสวนถึง 2 ปีเศษ  และเพิ่งมาชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558  หลังจากที่ดิฉันพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว  เป็นเวลาร่วมปี

ดิฉันขอกราบเรียนว่าเรื่องการระบายข้าว เป็นขั้นตอนการปฏิบัติที่กรมการค้าต่างประเทศ  และกระทรวงพาณิชย์จะต้องดำเนินการ  ซึ่งเป็นวิธีการที่ดำเนินการมา  ทุกยุคทุกสมัยตามยุทธศาสตร์การระบายข้าวของแต่ละรัฐบาล   ดังนั้น วิธีการระบายข้าว รวมถึงการทำสัญญาทั้งปวง  จึงเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของหน่วยงานดังกล่าว  ทั้งนี้ เมื่อหน่วยงานปฏิบัติตามขั้นตอนแล้ว  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะต้องเป็นผู้รายงานผลการระบายข้าวให้คณะรัฐมนตรีทราบ ดังเช่นที่มีการรายงานต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555 แต่กรณีภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ปรากฎว่ามีการรายงานผลการระบายข้าวให้ดิฉันและคณะรัฐมนตรีทราบแต่ประการใดไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังการปรับคณะรัฐมนตรีแล้วก็ตาม ก็ไม่มีการรายงานเรื่องนี้ให้ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรี และเข้าสู่การรับรู้รับทราบของดิฉันและคณะรัฐมนตรี จนกระทั่งดิฉันพ้นจากหน้าที่ความเป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อดิฉันไม่ทราบจะถือว่าดิฉันปกปิดการระบายข้าวเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใดตามที่โจทก์กล่าวหาได้อย่างไร ซึ่งไม่ได้ต่างจากที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ได้พูดกับสื่อมวลชน  เมื่อมีข้อกล่าวหาในเรื่องการระบายข้าวว่า  “แม้ว่าตนจะเป็นประธาน นบข. แต่ก็มีอนุกรรมการ มีการกำหนดกติกาต่าง ๆ ไว้แล้ว”

กราบเรียนศาลที่เคารพ

· ดิฉันได้ใช้อำนาจทางการบริหารและประสงค์จะให้การระบายข้าวนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  อีกทั้งเพื่อให้ข้อสงสัยต่างๆ ที่มีการอภิปราย และอยู่ในระหว่างที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบ  หมดสิ้นไป  ด้วยการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ  เพื่อประโยชน์ต่อการตรวจสอบ  และยุติการกระทำใดๆ ที่เป็นข้อสงสัยในระหว่างที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำลังไต่สวนอยู่  อันแสดงให้เห็นว่า  ดิฉันไม่ได้มีเจตนาพิเศษ  ที่จะปกปิดข้อมูลในการระบายข้าวแบบจีทูจี  และเป็นการแสดงว่า  ดิฉันมิได้สมยอม  ให้ผู้ใดกระทำการทุจริตในการระบายข้าว หรือมีการกระทำที่ปกป้องผู้หนึ่งผู้ใด ตามข้อกล่าวหาของโจทก์

· เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ คือ นายนิวัฒน์ธำรงฯ เข้าปฏิบัติหน้าที่  ได้ดำเนินการตามข้อสั่งการของดิฉัน  และมติคณะรัฐมนตรีตามที่กล่าวมาอย่างเข้มงวด อาทิ

เข้มงวดในการทำสัญญาซื้อขายแบบจีทูจีมากขึ้น  โดยปฏิเสธการระบายข้าวแบบจีทูจีกับรัฐวิสาหกิจ  ซึ่งรัฐบาลมณฑลไม่ได้ถือหุ้น 100%

ปรับกลยุทธ์ในการระบายข้าว โดยเพิ่มช่องทางระบายข้าว  และให้มีการประมูลข้าวภายในประเทศมากขึ้น  นอกเหนือจากการระบายข้าวแบบจีทูจี

· ดิฉันได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กำหนดแนวทางการตรวจสอบการระบายข้าว โดยให้กรมศุลกากร ตรวจเช็คปริมาณข้าวสารที่ส่งออก ณ ท่าเรือ ว่ามีจำนวนปริมาณตรงกับที่ทำสัญญาไว้ ได้มีการส่งออกที่ท่าเรือจริง และให้มีคณะทำงานตรวจเช็คปริมาณข้าว  ที่ประมูลเพื่อส่งขายร้านขายปลีก  ว่ามีจำนวนถูกต้อง  ตรงกับจำนวนที่มีการประมูลขายจริง  ปรากฏตามรายงานการประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบ และติดตามการรับจำนำข้าว ครั้งที่ 1/2556

จากข้อเท็จจริงที่ดิฉันได้เรียนมา  ดิฉันได้ใช้อำนาจและดุลพินิจและความระมัดระวัง  เอาใจใส่ในเรื่องต่าง ๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในขณะที่ดิฉันยังปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น

ดังนั้น การที่โจทก์นำข้อมูลและหลักฐานในสำนวนของบุคคลอื่นเกี่ยวกับเรื่องการระบายข้าว  ที่ไต่สวนแล้วเสร็จ  หลังจากที่ดิฉันพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลานานร่วมปี  ซึ่งพยานหลักฐานดังกล่าวไม่ได้อยู่ในสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาตั้งแต่ต้น  มาปรักปรำว่าดิฉัน  ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต  จึงไม่เป็นธรรมต่อดิฉัน

…………………………………………………………………………………………………………………..

กราบเรียนองค์คณะผู้พิพากษาที่เคารพ

ตลอดระยะเวลาที่ดิฉันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ดิฉันไม่ได้ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  ไม่เคยกระทำการใด ๆ ที่ปล่อยปละละเลย  และปกปิดข้อมูล หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ  ให้ความร่วมมือกับทุกองค์กร แม้กระทั่ง ป.ป.ช.  ดิฉันไม่มีเจตนาพิเศษ  ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลใด  และไม่มีเจตนาทุจริตค่ะ

แต่ดิฉันใคร่ขอความเป็นธรรมว่า  การที่จะพิจารณาว่าดิฉันได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบเหมาะสมและเพียงพอหรือไม่นั้น  ควรพิจารณาจากปัจจัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโครงสร้างการทำงาน รวมทั้งความรับผิดชอบของฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ในช่วงเวลาและสถานการณ์ที่ดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน องค์คณะผู้พิพากษาที่เคารพ

ดิฉันรู้ดีว่า ดิฉันเป็นเหยื่อของเกมการเมืองที่ลึกซึ้ง   ดิฉันจึงหวังพึ่งศาลสถิตยุติธรรม ได้โปรดพิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริง และสภาวะแวดล้อม  ในขณะที่ดิฉันปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี  ไม่ใช่การตั้งสมมติฐาน ที่ใช้สภาวะแวดล้อมของปัจจุบันที่เปลี่ยนไปแล้ว มาตัดสินการดำเนินการ ของดิฉันในอดีต

ดิฉันใคร่ขอเรียนโดยสรุป ดังนี้

1.นโยบายรับจำนำข้าว เป็นนโยบายสาธารณะ ที่มุ่งช่วยเหลือชาวนา ไม่ใช่ “พาณิชย์นโยบาย”   ที่คิดกำไร ขาดทุนกับชาวนาผู้ยากไร้

2. ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มีทั้งฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ ต่างฝ่ายต่างต้องรับผิดชอบในส่วนงานของตนเอง จึงควรพิจารณาบทบาทของดิฉัน ในฐานะผู้กำกับนโยบายไม่ใช่ในฐานะผู้ปฏิบัติ  หากมีผู้ปฏิบัติกระทำผิดในขั้นตอนใด ย่อมเป็นความรับผิดชอบของบุคคลนั้นๆ โดยที่ไม่เคยมี  กรณีที่มากล่าวหาให้บุคคลระดับนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบร่วมด้วยกับฝ่ายปฏิบัติ  ดังเช่นที่โจทก์และคณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทำต่อดิฉันในครั้งนี้ อย่างที่ไม่มีอดีตนายกรัฐมนตรีคนใด ๆ ถูกกล่าวหาในลักษณะเช่นนี้มาก่อน

3. ดิฉันขอให้ศาลวินิจฉัย  เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของดิฉัน ตามรายงาน ป.ป.ช. ที่สรุปชี้มูลว่าดิฉันไม่ได้ทุจริตหรือสมยอมให้ทุจริตและไม่รับฟังพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่ได้ผ่านการไต่สวน  หรือกล่าวหาดิฉันในชั้น ป.ป.ช. แต่เป็นการที่โจทก์เพิ่มเติมหลักฐานใหม่ เพื่อต้องการสร้างความเข้าใจผิด  ว่าดิฉันเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือสมยอมให้ทุจริตในการระบายข้าวแบบจีทูจี  รวมทั้งกระบวนการสร้างความเสียหาย  ให้ดิฉันต้องรับผิดทางแพ่งจำนวนเงิน 35,000 ล้านบาท  เป็นไปตามข้อสั่งการของหัวหน้า คสช. ในฐานะประธาน นบข.  ที่สั่งการในที่ประชุมว่า “ไม่ต้องพิจารณาประเด็นยุติธรรม”

ดิฉันขอยืนยันในความบริสุทธิ์ของดิฉัน และขอได้โปรดพิจารณาคดีนี้  โดยคำนึงถึงเจตนาที่สุจริต ในการดำเนินนโยบายสาธารณะ ที่เป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ  ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะทำงานรับใช้ประเทศชาติ และพี่น้องประชาชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ ดีขึ้น

ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรี  ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ตามขอบเขตแห่งอำนาจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายไม่เคยปล่อยปละละเลยสิ่งใดให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน   ดิฉันได้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และไม่เคยสมยอมให้บุคคลใดทุจริต  ไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ภาครัฐ หรือผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต  ตามข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

กราบเรียนองค์คณะผู้พิพากษาที่เคารพ

ดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด  แต่สิ่งที่ดิฉันทำ คือ การใช้ประสบการณ์ของผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่เกิดในต่างจังหวัด มีโอกาสได้รับรู้  สัมผัสความทุกข์ยากแสนสาหัสของชาวไร่ชาวนา ซึ่งประเทศนี้เคยเรียกพวกเขาว่า เป็นกระดูกสันหลังของชาติ และเรียกร้องให้คนไทยทุกคน  เกื้อหนุนดูแล และดิฉันก็ได้ทำแล้วในโครงการรับจำนำข้าว เป็นผลพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมแล้วว่า ในช่วงที่มีโครงการรับจำนำข้าว ชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ลูกหลานมีโอกาสเรียนต่อ นับเป็นความภูมิใจในชีวิต ที่ครั้งหนึ่ง  ดิฉันได้มีโอกาสผลักดันนโยบายนี้  ให้กับชาวนา

แม้การผลักดันนโยบายสาธารณะ  เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชาวนาครั้งนี้จะทำให้ดิฉันต้องเจ็บปวดก็ตาม  ในการที่จะต้องอดทนต่อสู้คดีกับฝ่ายโจทก์  ที่พยายามบิดเบือน และกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ดิฉันก็จะอดทนมุ่งมั่นต่อไป  เพื่อหวังว่ารัฐบาลต่อไปในอนาคต จะได้สามารถนำนโยบายสาธารณะมาสู่ประชาชนพี่น้องเราจะได้ปลดหนี้สิน  จะได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก  มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกับเขาบ้างค่ะ

สุดท้ายนี้ ดิฉันเห็นว่าก่อนที่ศาลจะตัดสินคดีนี้  ดิฉันใคร่ขอวิงวอนศาลได้โปรดพิจารณา  พิพากษาคดีนี้ตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยชอบและโดยสุจริต  ไม่รับฟังการชี้นำจากฝ่ายใด ๆ แม้แต่หัวหน้า คสช. ผู้กุมชะตาและอำนาจรัฐ  ที่พูดชี้นำคนในสังคมเกี่ยวกับคดีของดิฉัน  เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา  ว่า ถ้าเรื่องนี้ไม่ผิดแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้อย่างไร  ซึ่งคำพูดนี้  เป็นการชี้นำ เสมือนหนึ่งว่า  มีการกระทำความผิดแล้ว ทั้ง ๆ ที่ศาลที่เคารพ  ยังไม่ได้ตัดสิน

ดิฉันเชื่อในคำกล่าวที่ว่า “ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน”  ดิฉันจึงขอความเมตตาต่อศาล  ได้โปรดพิจารณา  พิพากษา  ยกฟ้องโจทก์ด้วยค่ะ

ขอบคุณค่ะ

 

‘ยิ่งลักษณ์’แถลงปิดคดี เฮือกสุดท้าย ดิ้นสู้จำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2560 เวลา 08:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/506464

'ยิ่งลักษณ์'แถลงปิดคดี เฮือกสุดท้าย ดิ้นสู้จำนำข้าว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คดีจำนำข้าวของ ยิ่งลักษณ์​ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินมาใกล้จะสุดทาง

หลักไมล์สำคัญที่ถูกจับตาเวลานี้อยู่ที่การแถลงปิดคดีของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการ “ดิ้นเฮือกสุดท้าย” ก่อนที่ศาลจะตัดสินคดีชี้ขาดในวันที่ 25 ส.ค. ​

ความสำคัญของการแถลงปิดคดีอยู่ตรงที่เป็นโอกาสในการชี้แจงหักล้างข้อกล่าวหา ทั้งในแง่ ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย อีกด้านยังเปิดโอกาสให้แสดงความคิดความเห็น ตลอดจนเรียกร้องความสนใจหรือส่งลูกอ้อนไปถึงบรรดาแม่ยก แฟนคลับ ​อันจะเป็นการปลุกเร้ามวลชนคู่ขนานไปอีกด้าน

ประเด็นแรก ในแง่เนื้อหารายละเอียดทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย น่าจะไม่มีรายละเอียดแตกต่างหรือแปลกใหม่จากที่เคยให้การในชั้นศาล ตลอดจนการไต่สวนพยานหลายปากในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ทั้งในแง่ประเด็นการแถลงเป็นนโยบายตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ที่ประกาศชัดเจนว่าจะดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวจากชาวนา ต่อเนื่องด้วยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ทั้งหมดกลายเป็นพันธสัญญาที่ไม่ทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไม่อาจบิดพลิ้ว และต้องปฏิบัติตาม ไม่อาจหลีกเลี่ยง หรือเลิกราไปกลางคันได้

แม้จะมีข้อทักท้วงทั้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ตลอดจนเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้าน ที่เคยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อเห็นว่าโครงการนี้นำไปสู่ความเสียหาย เปิดช่องให้เกิดการทุจริต จนสร้างภาระงบประมาณจำนวนหลายแสนล้านบาท

อีกด้านหนึ่งเรื่องข้อทักท้วงในประเด็นความไม่โปร่งใสในโครงการนั้น อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ​ ชี้แจงในประเด็นเหล่านี้ว่า ไม่ได้เพิกเฉยหรือปล่อยให้เกิดความเสียหายโดยไม่ได้ทำอะไร แต่ได้มอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดในโครงการเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแล้ว

รายละเอียดการแถลงปิดคดีของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จึงหนีไม่พ้นประเด็นเหล่านี้ ยังไม่รวมข้อเท็จจริง หรือหลักฐานใหม่ ที่อาจจะเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่อุบไต๋รอไว้ใช้ในจังหวะนี้

แม้ที่ผ่านมาจะคาดการณ์กันว่าคงยากที่อดีตนายกฯ​ ยิ่งลักษณ์ จะมีหลักฐานใหม่มาหักล้าง เพราะไม่เช่นนั้น คงจะงัดหลักฐานใหม่มาต่อสู้ทางคดีตั้งแต่แรกแล้ว

นั่นทำให้คาดว่าอีกประเด็นที่จะถูกหยิบยกมาใช้ในการแถลงปิดคดีคือ “ลูกอ้อน” ร้องขอความเห็นใจจากสาธารณะ ซึ่งอาจจะลากไปถึงประเด็นเรื่องการถูกกลั่นแกล้งเลือกปฏิบัติ

เมื่อประเด็นข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย อาจจะใช้เป็นข้อต่อสู้ได้ลำบาก การเลือกใช้ “ยุทธศาสตร์” ขอความเห็นใจจากประชาชน โดยเฉพาะฐานเสียงกลุ่มที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างเหนียวแน่น และมีจำนวนไม่น้อยอาจเป็นทางเลือกที่ดีในเวลานี้

นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ใช้หลังพิงมวลชนในการยืนหยัดต่อสู้คดี ซึ่งเจ้าตัวประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไม่หนีไปไหนจะยืนหยัดขอต่อสู้ตามกระบวนการ

ดังจะเห็นว่า อีกด้านหนึ่งมีความพยายามปลุกปั่นสร้างกระแส อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้ต่อสู้กับเผด็จการทหาร เทียบชั้น อองซานซูจี ของเมียนมา

จนกลายเป็นวิวาทะตอบโต้กันไปมาระหว่างอดีต สส.หญิงพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาหักล้างว่าคดีจำนำข้าวเป็นเรื่องของการทุจริตไม่ใช่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

​ไม่เพียงแค่ “เนื้อหา” ในคำแถลงปิดคดีที่คงจะต้องงัดแง่มุมมาหักล้างข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเรื่อง ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และลูกอ้อนแล้ว

อีกแง่มุมที่สำคัญคือ “มวลชน” ที่จะมาให้กำลังใจอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ วันที่ 1 ส.ค. ที่ถือเป็นการชิมลางก่อนจะที่ออกมารวมตัวกันในวันที่ 25 ส.ค.นี้

ดังนั้น หากมวลชนออกมาให้กำลังใจกันจำนวนมากย่อมมีผลและถือเป็นการกดดันการพิจารณาของศาลในทางอ้อม ซึ่งมีบางฝ่ายเริ่มออกมาดักคอบ้างแล้ว​ โดยเฉพาะ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นห่วงว่าจะเกิดการใช้มวลชนมากดดันการตัดสินของศาล​

อย่างไรก็ตาม แม้จะเชื่อว่าการแถลงปิดคดีไปจนถึงวันนัดอ่านคำพิพากษาจะไม่มีมวลชนออกมาเคลื่อนไหวรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ด้วยระเบียบข้อจำกัดเรื่องการชุมนุม และไม่มีแกนนำประกาศตัวนำมวลชนมารวมพลกันที่ศาลเป็นเรื่องของต่างคนต่างไป

ดังนั้น พลังของมวลชนที่จะออกมารวมตัวรอบนี้ น่าจะเป็นเพียงแค่กลุ่มมวลชนจำนวนไม่มากเหมือนที่ผ่านมา​ แต่บางฝ่ายก็มองว่า นี่เป็นการดิ้นเฮือกสุดท้ายของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีผลดีต่อรูปคดีและคำตัดสินที่จะออกมา

รวมทั้งยังอาจนำไปใช้เป็นชนวนจุดประเด็นในการเคลื่อนไหวหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ทำให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ​เตรียมชุดควบคุมฝูงชนไว้รองรับแล้ว 2 กองร้อย ผสมกับชุดกองร้อยน้ำหวานอีก 1 หมวด คอยอำนวยความสะดวกให้ประชาชน

การแถลงปิดคดีในวันนี้ของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จึงมีความสำคัญต่อคดีจำนำข้าว ​อันจะ​​มีผลไปถึงกระบวนการทางปกครอง ติดตามทวงค่าเสียหายจาก 3.5 หมื่นล้านบาท ​ซึ่งถูกระงับไว้เพื่อรอผลของคดี

 

คดีสลายเหลือง 7 ตุลา กำหนดทิศม็อบการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/506296

คดีสลายเหลือง 7 ตุลา กำหนดทิศม็อบการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เดือน ส.ค. 2560 กำลังจะเป็นอีกหน้าบันทึกหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เนื่องจากจะมีอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนต้องเดินทางมารับฟังคำพิพากษาใน 2 คดี

เริ่มที่คดีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 โดยมี “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” และ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกฯ เป็นจำเลยในคดีนี้ ซึ่งมีคิวฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ 2 ส.ค.

อีกคดีเป็นกรณีของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศ ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีละเว้นไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ตามกำหนดการจะต้องเดินทางมายังศาลฎีกาฯ เพื่อฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค.

ทั้งนี้ มีไม่บ่อยครั้งนักที่การเมืองไทยจะเกิดไทม์ไลน์ลักษณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อมีคำพิพากษาออกมาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วการเมืองไทยจะมีทิศทางไปอย่างไร

โดยวินาทีนี้ต้องจับตาไปที่คดีของอดีตนายกฯ สมชาย เป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นคดีแรกที่ศาลฎีกาฯ จะมีคำตัดสินออกมา

ย้อนกลับไปดูคำฟ้องและข้อกล่าวหาที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มอบให้ไว้กับสมชาย นับว่าหนักหน่วงพอสมควร

“เมื่อปรากฏว่ามีผู้บาดเจ็บสาหัสในการเข้าดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเปิดทางเข้ารัฐสภาในตอนเช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2551

แต่นายสมชายก็ไม่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชายุติการกระทำ กลับปล่อยให้มีการกระทำที่รุนแรงขึ้นตามลำดับ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต การกระทำหรือละเว้นการกระทำของนายสมชาย จึงมีมูลความผิดทางอาญา” ส่วนหนึ่งจากคำฟ้องของ ป.ป.ช.

ขณะที่สมชายต่างยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองมาตลอด โดยพยายามยกข้อต่อสู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เพราะเรื่องการควบคุมความสงบในเวลานั้นเป็นหน้าที่ของตำรวจโดยตรง

“ในวันประชุมตามนัดหมายหลังตนแถลงนโยบายเสร็จ มีการติดต่อให้ตนรีบออกจากรัฐสภาเพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ตำรวจได้เจรจาผู้ชุมนุมขอให้เปิดทาง และแจ้งกับตนว่าหากไม่เปิดทางมีความจำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา ตนก็ห้ามไว้เพราะกลัวเกิดความโกลาหลวุ่นวาย ขอให้ดูแลด้วยความละมุนละม่อม” ส่วนหนึ่งของคำแถลงปิดคดีต่อศาลของอดีตนายกฯ สมชาย เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ฝั่ง ป.ป.ช.พยายามชี้ให้เห็นว่าการใช้อำนาจของสมชายนั้นเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ส่วนสมชายพยายามหักล้างข้อกล่าวหาด้วยการอ้างว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจ

อย่างไรก็ตาม คดีของสมชายนอกจากจะมีความน่าสนใจตรงคำพิพากษาในบั้นปลายที่อาจมีผลต่อการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ยังมีผลต่อบรรทัดฐานในการจัดการกับการเคลื่อนไหวของม็อบการเมืองตามท้องถนนในอนาคตด้วย

กล่าวคือ ที่ผ่านมาการเมืองไทยมักเกิดข้อถกเถียงมาตลอดว่าการกระทำของรัฐต่อกลุ่มผู้ชุมนุมแบบไหนถึงจะเรียกว่ามีความเหมาะสม

ฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมมักอ้างเสมอว่าตัวเองใช้สิทธิการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญภายใต้หลัก “สงบ-สันติ-ปราศจากอาวุธ” ด้วยข้ออ้างดังกล่าวจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ม็อบปิดถนน ม็อบยึดทำเนียบรัฐบาล ม็อบยึดสนามบิน ม็อบชัตดาวน์กรุงเทพฯ สร้างความเดือดร้อนและละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องในวงกว้าง

เมื่อฝ่ายม็อบอ้างรัฐธรรมนูญ ทำให้ฝ่ายภาครัฐไม่สามารถดำเนินการควบคุมความสงบได้อย่างเต็มที่

ครั้นมาเจอกรณีของอดีตนายกฯ สมชาย ถูกดำเนินคดีจากการใช้อำนาจสลายการชุมนุมเพื่อเข้าไปแถลงนโยบายที่รัฐสภา นับแต่นั้นมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งหลายจึงเลือกที่จะปล่อยให้ฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมยึดและปิดล้อมสถานที่สำคัญเอาไว้ จนเกิดการชุมนุมที่ยืดเยื้อที่ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจำนวนมากอย่างที่ปรากฏให้เห็นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

บรรทัดฐานหลักที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ยึดมาตลอดในเรื่องของการควบคุมการชุมนุม คือ จากเบาไปหาหนัก ซึ่งเป็นหลักที่ศาลปกครองเคยวางบรรทัดฐานเอาไว้ แต่ปรากฏว่าพอเข้าสู่ภาคของการปฏิบัติยังเกิดปัญหาพอสมควร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่แน่ชัดในหลักการว่าการดำเนินการลักษณะใดถึงจะเรียกว่า “เบา” หรือสถานการณ์แบบใดที่จะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้มาตรการที่หนักขึ้นได้ ซึ่งนับว่าจะเป็นปัญหาต่อไปในระยะยาว

แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมีกฎหมายที่เรียกว่า พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดอำนาจหน้าที่ให้กับเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะตำรวจสามารถมีอำนาจจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ชุมนุมภายใต้กฎหมายได้ แต่ถามว่าเมื่อสถานการณ์มาสู่จุดเผชิญหน้า เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะกล้าลงมือหรือไม่ เนื่องจากย่อมต้องกลัวต่อการตกเป็นจำเลยแบบอดีตนายกฯ สมชาย เช่นกัน

จะเห็นได้ว่าการไร้บรรทัดฐานเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ ได้สร้างปัญหามาในหลายด้านและนำไปสู่การใช้ช่องว่างของกฎหมายหรือการอ้างสิทธิทางการเมืองในรูปแบบที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อส่วนรวม

ดังนั้น คำพิพากษาในคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 ส.ค.นี้ ไม่เพียงแต่จะมีผลในทางการเมืองเท่านั้น แต่จะเป็นบรรทัดฐานให้กับฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุม

 

ปิดฉาก 2 ปี ‘สปท.’ นามธรรมที่รอการพิสูจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กรกฎาคม 2560 เวลา 11:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/505985

ปิดฉาก 2 ปี ‘สปท.’ นามธรรมที่รอการพิสูจน์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุด สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กลายเป็นแม่น้ำสายแรกที่ต้องแห้งเหือดไปก่อนแม่น้ำสายอื่นๆ แม้ว่าปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะยังไม่มีประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา อันจะมีผลให้ สปท.ต้องสิ้นสุดไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แต่ สปท.ก็ได้ประชุมนัดสุดท้ายเพื่อสั่งลาไปแล้วเมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา

ตามกำหนดการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเดินทางมาประชุมร่วมกับสมาชิก สปท. จำนวน 200 คนในวันที่ 31 ก.ค. เพื่อรับมอบงานจาก สปท. ซึ่งเป็นกระบวนการเดียวกับการรับมอบงานเมื่อครั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สิ้นสุดการทำหน้าที่

ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีสปท.มีการประชุมทั้งหมด 109 ครั้ง อำนาจหน้าที่ของ สปท.นั้นเป็นไปในลักษณะเดียวกับ สปช.เกือบทุกประการ เพียงแต่มีจุดแตกต่างกันตรงที่ สปท.ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกับ สปช.

ขณะที่ค่าตอบแทนหรือเงินเดือนของสมาชิก สปท.จำนวน 200 คนนั้น เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเงินประจําตําแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้ดํารงตําแหน่งตามรัฐธรรมนูญบางตําแหน่ง พ.ศ. 2557

แบ่งเป็น ประธาน สปท. ได้เงินเดือน 74,420 บาท และเงินเพิ่ม 45,500 บาท รวมเป็น 119,920 บาท รองประธาน สปท. เงินเดือน 73,240บาท และเงินเพิ่ม 42,500 บาท รวม 115,740 บาท และสมาชิก สปท. เงินเดือน 71,230 บาท และเงินเพิ่ม 42,330 บาท รวม 113,560 บาท

ดังนั้น หากคำนวณออกมาเป็นงบประมาณที่ต้องจ่ายเป็นเงินเดือนกับสมาชิก สปท.แต่ละเดือนจะมีตัวเลขประมาณ 22 ล้านบาท/เดือน

นอกจากนี้ ในปี 2558 ยังมีการออกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งที่ปรึกษา เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการของประธานสภาและรองประธาน สปท. พ.ศ. 2558 โดยระเบียบดังกล่าวกำหนดให้มีการแต่งตั้งบุคคลเพื่อประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของประธาน สปท. และรองประธาน สปท.ในตำแหน่งจำนวนและอัตราค่าตอบแทนดังต่อไปนี้

1.ที่ปรึกษาประธาน สปท.จำนวน 1 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 72,660 บาท

2.ที่ปรึกษารองประธาน สปท.มีจำนวนเท่าจำนวนรองประธาน สปท.ให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 72,660 บาท

3.เลขานุการประธาน สปท.จำนวน 1 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 49,210 บาท

4.เลขานุการรองประธาน สปท.มีจำนวนเท่าจำนวนรองประธาน สปท.ให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 49,210 บาท

5.ผู้ช่วยเลขานุการประธาน สปท.จำนวน 1 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 43,490 บาท

6.ผู้ช่วยเลขานุการรองประธาน สปท.มีจำนวนเท่าจำนวนรองประธาน สปท.ให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 43,490 บาท

ทั้งนี้ ตลอดการทำงานที่ผ่านมา สปท.ได้ให้ความเห็นชอบกับรายงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของแต่ละคณะกรรมาธิการของ สปท.หลายฉบับ โดยมีหลายผลงานที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายอยู่ไม่น้อย

อย่างในกรณีของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน ถือว่าเป็นคณะกรรมาธิการที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุดเพราะมีการจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะในการปฏิรูปที่นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

เช่น การเสนอร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่กำหนดให้ต้องมีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้นมากำกับดูแลสื่อมวลชนผ่านการให้มีกระบวนการขึ้นทะเบียนออกใบอนุญาตและเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ส่งผลให้องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้ล้มเลิกการผลักดันกฎหมายดังกล่าว เพื่อไม่ให้เป็นช่องทางให้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงการทำงานสื่อมวลชน

เช่นเดียวกับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่มี “เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นคณะกรรมาธิการที่ต้องออกแรงปะฉะดะกับฝ่ายการเมืองอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการพยายามผลักดันแนวทางการสร้างความปรองดอง

คณะกรรมาธิการชุดนี้เคยโดยแนวคิดในการสร้างความปรองดองผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “การอำนวยความสะดวกเพื่อการปรองดอง”

ทั้งการเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการกลางเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาความขัดแย้งผ่านกระบวนการทางกฎหมายทั้งในส่วนของคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยต้องจำแนกประเภทคดีอาญาที่มีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง การใช้มาตรการจำหน่ายคดีชั่วคราวหรือการพักโทษ ซึ่งปรากฏว่าฝ่ายการเมืองออกมาวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมและไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในเชิงรูปธรรม แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะคณะกรรมาธิการได้เสนอแนวทางนี้ให้กับรัฐบาลพิจารณา

ที่สุดแล้วต้องยอมรับว่าผลงานในเชิงปริมาณของ สปท.นั้นมีปรากฏให้เห็นพอสมควร เพียงแต่ว่าผลงานในเชิงคุณภาพจะเป็นรากฐานของการปฏิรูปประเทศหรือไม่ มีแต่เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์

 

ล้วงกระเป๋าเงิน ‘ปู’ กระเทือนปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/505687

ล้วงกระเป๋าเงิน ‘ปู’ กระเทือนปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองไทยในเวลานี้กำลังมี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นศูนย์กลางแห่งความเคลื่อนไหวอีกครั้ง เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังรุกคืบเดินเกมบุกใส่อดีตนายกฯ คนนี้เป็นระยะ

ล่าสุด กระทรวงการคลังเดินหน้าด้วยการส่งบัญชีเงินฝากในธนาคารจำนวน 12 บัญชีของยิ่งลักษณ์ ให้กับกรมบังคับคดีดำเนินการอายัดทรัพย์และยึดทรัพย์ อันเป็นไปตามการดำเนินการของคณะกรรมการสืบทรัพย์กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เพื่อนำทรัพย์ของยิ่งลักษณ์มาชดใช้ความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าววงเงินประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท

ทันทีที่มีความเคลื่อนไหวของกระทรวงการคลังดังกล่าว ปรากฏว่ายิ่งลักษณ์ได้มอบหมายให้ทนายความไปยื่นต่อศาลปกครองเพื่อขอทุเลาการดำเนินการของคณะกรรมการสืบทรัพย์และกรมบังคับคดี ซึ่งศาลปกครองมีคำสั่งให้กระทรวงการคลังและกรมบังคับคดีชี้แจงต่อศาลปกครองภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.

โดยประเด็นที่ศาลปกครองต้องการทราบความชัดเจนก่อนมีคำพิพากษา คือ เหตุผลและความจำเป็นในการจะต้องทำการยึดทรัพย์ของยิ่งลักษณ์

ถ้ากระบวนการทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายตามความเข้าใจสามัญปกติก็ไม่น่าจะมีปัญหา กล่าวคือ เมื่อมีการนำเรื่องสู่กระบวนการทางศาลแล้ว ทุกฝ่ายก็ควรยุติการดำเนินการใดๆ เพื่อรอคำตัดสินของศาล

แต่ปรากฏว่าหลักการกับการปฏิบัติต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากยิ่งลักษณ์ออกมาระบุผ่านทวิตเตอร์ว่า “ไม่ใช่แค่อยู่ขั้นตอนการเตรียมการนะคะ แต่ได้ยึดและถอนเงินในบัญชีดิฉันไปแล้วค่ะ”

การออกมาโวยของยิ่งลักษณ์ ไม่ต่างอะไรกับการตหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เข้าอย่างจัง เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันมาตลอดว่ายังไม่มีการยึดทรัพย์ แต่เป็นเพียงขั้นตอนของการเตรียมของกระทรวงการคลังเท่านั้น

“ขณะนี้เป็นขั้นตอนการเตรียมงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนและถูกต้องก่อน แต่จะต้องรอผลทางคดีออกมาก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้” คำชี้แจงจากนายกฯ เมื่อวันที่ 26 ก.ค.

อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วรัฐบาลก็ออกยอมรับว่ามีการถอนเงินในบัญชีของยิ่งลักษณ์จริง โดยเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่ง “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ได้ให้คำอธิบายไว้อย่างน่าสนใจ

“เงินที่ถูกอายัดไว้นั้นมี 16 บัญชี โดย 5 บัญชีรวมแล้วมีเงินเป็นหลักแสนบาท ซึ่งถูกกรมบังคับคดีถอนออกมาก่อนถือเป็นอำนาจตามกฎหมาย แต่ยังไม่ได้ถูกส่งเข้าคลังทันที ทรัพย์ยังอยู่ที่กรมบังคับคดี เนื่องจากเป็นการยึดตามคำสั่งทางคดีปกครอง อย่างไรก็ตาม ที่เหลืออีก 11 บัญชีนั้นยังไม่มีการแตะต้องแต่อย่างใด” รองนายกฯ อธิบาย

ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามอธิบายมาตลอดว่าคดีแพ่งและคดีอาญาถูกแยกออกจากกัน ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นไปตามหลักการของกฎหมาย เพียงแต่ว่าการดำเนินการถอนเงินในบัญชีของยิ่งลักษณ์ออกมา เป็นพฤติกรรมที่อ่อนไหวในทางการเมืองพอสมควร

ทั้งนี้ เป็นเพราะแค่การมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินในชื่อของยิ่งลักษณ์ ก็มีผลในทางกฎหมายที่ทำให้ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถจำหน่าย จ่าย โอน หรือทำธุรกรรมใดๆ ในทรัพย์สินที่ถูกอายัดได้แต่อย่างใด เหมือนกับกรณีที่ “ทักษิณ ชินวัตร” เคยถูกอายัดทรัพย์และไม่สามารถไปทำธุรกรรมทางการเงินต่อทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้คำสั่งอายัดทรัพย์ได้

จริงอยู่แม้รองนายกฯ วิษณุ จะยืนยันว่าการถอนเงินดังกล่าวจะเป็นไปตามกฎหมาย แต่ในทางการเมืองแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ต่างอะไรกับการเติมเชื้อไฟการเมืองให้มีความรุนแรงมากขึ้น

ต้องไม่ลืมว่าสถานการณ์ทางการเมืองนับจากนี้และตลอดเดือน ส.ค. ล้วนแต่เป็นช่วงคาบลูกคาบดอกทั้งสิ้น เพราะเป็นเดือนแห่งการพิพากษาอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ซึ่งยิ่งลักษณ์ตกเป็นหนึ่งในนั้นด้วย

ยิ่งลักษณ์มีคิวต้องรับฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ 25 ส.ค.

นับจากนี้ไปจนถึงวันพิพากษา แน่นอนว่ากลุ่มมวลชนฝ่ายสนับสนุนยิ่งลักษณ์ต้องพยายามเคลื่อนไหวเพื่อกดดันฝ่าย คสช. เพราะยิ่งลักษณ์เปรียบเสมือนกล่องดวงใจสำคัญของกลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย จึงพร้อมจะเหยียบซ้ำทันทีที่ คสช.ก้าวพลาด

ถามว่าเวลานี้ คสช.ก้าวพลาดแล้วหรือยัง ก็พอจะได้คำตอบว่า “ก้าวพลาด” อย่างไม่น่าให้อภัย

ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดๆ เลยที่จะต้องถอนเงินออกมาจากบัญชีเงินของยิ่งลักษณ์ที่ถูกคำสั่งอายัดเอาไว้ การทำเช่นนั้นของหน่วยงานภาครัฐย่อมทำให้ฝ่ายตรงข้ามมองได้ว่าเป็นการทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีผลในลักษณะที่มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนคำพิพากษาที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 ส.ค.

นอกจากการล้วงเงินในกระเป๋าสตางค์ของยิ่งลักษณ์จะมีผลต่อบรรยากาศทางการเมืองก่อนวันที่ 25 ส.ค.แล้ว ยังมีผลไปถึงสถานการณ์ทางการเมืองหลังจากวันพิพากษาอีกด้วย โดยเฉพาะกับการสร้างความปรองดอง

หลายสัปดาห์มานี้รัฐบาลพยายามสร้างกระบวนการสันติภาพผ่านแผ่นกระดาษที่เรียกว่า “สัญญาประชาคม”

แต่เมื่อรัฐบาลกลับเดินเกมการเมืองล้ำเส้นแบบนี้ คงต้องยอมรับว่าการสร้างความปรองดองกำลังกลายเป็นเพียงการขายฝันของ คสช.เข้าไปทุกที หรือถ้าจะบอกว่าความปรองดองได้พินาศลงแล้ว ก็คงไม่แปลกนัก

 

ม.44 พักงาน ผู้บริหารท้องถิ่น แผนลึก ปูทางสู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/505524

ม.44 พักงาน ผู้บริหารท้องถิ่น แผนลึก ปูทางสู่เลือกตั้ง

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 35/2560 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติมครั้งที่ 9 ระงับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ชั่วคราวรวม 70 คน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 37 ราย ให้ระงับการปฏิบัติราชการที่ดำรงตำแหน่งชั่วคราวและไม่ได้ค่าตอบแทน และข้าราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 24 ราย ให้ช่วยราชการที่ศาลากลางจังหวัด ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ตั้งอยู่ หรือไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ มอบหมาย

ทั้งนี้ ให้ศูนย์อํานวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) แจ้งข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุแห่งการตรวจสอบการปฏิบัติราชการให้หน่วยงานทราบเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยต้องปรากฏผลให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก ศอตช.

ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้นั้นหรือเพื่อดําเนินการทางวินัยต่อไป ในกรณีที่ไม่อาจดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้รายงานรัฐมนตรีเจ้าสังกัดของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น แล้วแต่กรณีเพื่อขยายเวลาได้ตามความจําเป็น

สำหรับการออกคำสั่งรอบนี้ถือเป็นการระงับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งนับตั้งแต่การบริหารงานของ คสช. เพื่อเปิดให้มีการไต่สวนได้อย่างอิสระนั้น

ด้านหนึ่งถือเป็นการ “กู้ภาพ” ด้วยการส่งสัญญาณเอาจริงกับการปราบปรามทุจริต จากที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าระยะหลัง ​มีการปล่อยปละ หรือ ไม่ได้เอาใจใส่ กับการปราบปรามหรือสกัดการทุจริต ทั้งที่เคยประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติมาแล้วก่อนหน้านี้

​ท่ามกลางข่าวคราวเรื่องการทุจริตในแวดวงต่างๆ ที่ได้ยินถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลัง ซึ่งมีแต่จะฉุดความเชื่อมั่น คสช. และกระทบไปถึงการบริหารงานในด้านอื่น

สอดรับกับท่าทีการเอาจริงเอาจังของ คสช. ในระยะหลังอย่างเช่น การเปิด “​ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ​ใช้พื้นที่ “กองทัพ” เป็นศูนย์รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เบาะแส พฤติกรรมเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์รูปแบบต่างๆ ทั้งของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ไปแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

ถือเป็นความพยายามอุดช่องโหว่ช่วยแก้ปัญหากลไกป้องกันและปราบปรามการทุจริตเดิมที่มีอยู่ ด้วยการให้กองทัพเข้ามาช่วยขับเคลื่อน นำไปสู่การแก้ปัญหาตั้งแต่​ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ที่อาจมีอุปสรรคติดขัดไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา

โดยเรื่องร้องเรียนที่ผู้แจ้งสามารถเปิดเผยตัวได้ หรือจะแจ้งเป็นแบบความลับก็ได้นั้น จะถูกนำไปส่งสองทางคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ และ​อีกทางส่งไปที่สำนักนายกรัฐมนตรี

เร่งสร้างผลงาน สร้างคะแนน ในช่วงโค้งสุดท้ายปลายโรดแมป คสช. อันจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น คะแนนนิยม อันจะมีผลไปถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2561

อีกด้านหนึ่ง​จากคำสั่งนี้ยังส่งผลทางอ้อมเป็นการสลายอิทธิพลในท้องถิ่น โดยระหว่างที่มีการสอบสวน ซึ่งไม่รู้ว่าจะใช้ระยะเวลานานเท่าไรนั้น ผู้บริหารท้องถิ่นต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ และเปิดให้บุคคลอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทนนั้นย่อมกระทบต่อพื้นที่เจ้าของพื้นที่เดิม

หากส่องรายละเอียดจะเห็นว่ารายชื่อของผู้บริหารท้องถิ่นที่ถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่นั้นมีหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น อัครเดช ทองใจสด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบูรณ์ ชาญ พวงเพ็ชร์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ​ธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย ชัยมงคล ไชยรบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ​สุทัศน์ เรืองศรี รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ​

เชาวน์วัศ เสนพงศ์ นายกเทศมนตรีนครนครศรีธรรมราช ​ปิยะศักดิ์ ยโสธนชัย นายกเทศมนตรีเมืองแม่โจ้  จ.เชียงใหม่ สุกานดา สุทธิพัฒนกุล นายกเทศมนตรีเมืองจันทบุรี ประเสริฐ ค่ายทอง นายกเทศมนตรีเมืองคลองหลวง จ.ปทุมธานี ​วิเชียร อุดมศักดิ์ นายกเทศมนตรีเมืองอํานาจเจริญ ​ชูโชติ โกยกุล นายกเทศมนตรีเมืองพังงา ​

​จรัส ไชยยา นายกเทศมนตรีเมืองเมืองแกนพัฒนา ​วิทยา ศุภศิริโภคา นายกเทศมนตรีตําบลดอนยายหอม ลือกฤต เพชรบดี นายกเทศมนตรีตําบลสําโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ ​สมพงษ์ ธรรมเจริญ นายกเทศมนตรีตําบลลําพญา จ.นครปฐม ​ทิวา บุญยก นายกเทศมนตรีตําบลนาโพธิ์พัฒนา จ.ชุมพร

สอดรับไปกับความเคลื่อนไหวต่างๆ ก่อนหน้านี้ ทั้งการจัดขุมกำลังของกองทัพในแต่ละพื้นที่​ ซึ่งถูกมองว่าเป็นไปเพื่อเตรียมรับการเลือกตั้ง ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในปี 2561

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อยป้องกันเหตุวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในช่วงนั้น ซึ่ง คสช.​ต้อง “ปลดล็อก” เปิดให้กลุ่มการเมืองสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ อันเกรงว่าอาจเกิดแรงกระเพื่อมรุนแรงหลังถูกปิดกั้นมานาน อีกด้านยังอาจหวังไปถึงผลการเลือกตั้ง ยิ่งในจังหวะที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป (สปท.) ส่วนหนึ่ง ลาออกพร้อมประกาศเตรียมตั้งพรรคการเมืองสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ​

คำสั่งรอบนี้จึงถูกมองว่าลึกๆ แล้วหวังผลยาวไปถึงการเลือกตั้งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

 

ปลุกมวลชนให้กำลังใจ ‘ปู’ กระแสที่จุดติดยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/505340

ปลุกมวลชนให้กำลังใจ 'ปู' กระแสที่จุดติดยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“จะรักใครชอบใครก็รักไป แต่ไม่ควรต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย หรือทำให้กฎหมายเสียหาย เพราะฉะนั้นใครที่ไปปลุกระดมมวลชนต่างๆ ให้เข้ามา หรือชุมนุม ผิดกฎหมายทุกตัว หากวันนี้ยังไม่โดน วันข้างหน้าก็โดน เพราะกฎหมายก็คือกฎหมาย ไม่มีการยกเลิก”

สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่อกระแสข่าวการระดมนัดรวมตัวของประชาชนเพื่อให้กำลังใจ  อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางมารับฟังคำพิพากษาในคดีรับจำนำข้าว ในวันที่ 25 ส.ค.นี้

สอดรับกับ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกและโฆษก คสช. ที่ออกมาระบุว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันมือที่ 3 สร้างสถานการณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. ซึ่งจะมีการแถลงปิดคดีโครงการรับจำนำข้าว โดยขณะนี้ยังไม่พบความเคลื่อนไหวการนัดระดมมวลชน

สะท้อนให้เห็นความพยายามและมาตรการคุมเข้มสกัดมวลชนไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวอันสุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่ความวุ่นวาย หรือบานปลายกลายเป็นพลังมวลชนที่จะกระทบกับความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐบาล คสช. หรือเปิดช่องให้มือที่ 3 หรือกลุ่มที่จ้องก่อความไม่สงบใช้โอกาสนี้ออกมาซ้ำเติมสถานการณ์

ทำให้กระแสการระดมพลคนรักยิ่งลักษณ์รอบนี้มีโอกาสจุดติดได้ยาก

ต้องยอมรับว่า ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศมีกระแสเห็นอกเห็นใจ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ อยู่ไม่น้อย ยังไม่รวมกับบรรดาฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยและมวลชนคนเสื้อแดง ที่ยังเหนียวแน่นอยู่จนถึงทุกวันนี้

แต่ในบรรยากาศบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดเช่นนี้ ยากที่มวลชนจะสามารถออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิยิ่งลักษณ์ ชินวัตรสระ โดยเฉพาะกับการออกมาเคลื่อนไหวที่ถูกมองว่าสุ่มเสี่ยงกับความมั่นคง ซึ่งยิ่งเป็นไปได้ยากด้วยเหตุผลหลายประการ

ประการแรก เงื่อนไขเรื่องข้อกฎหมาย ทั้งคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ ให้ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ในการควบคุมแทนกฎอัยการศึกทันที โดยออกกฎมา 14 ข้อ

โดยข้อ 12 ระบุว่า ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย

อีกด้านหนึ่ง ยังมีข้อจำกัดเรื่อง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ 2558 ที่กำหนดรายละเอียด ห้ามไม่ให้มีการชุมนุมในพื้นที่ต้องห้าม โดยข้อ 2 ห้ามชุมนุม ภายในพื้นที่ของรัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลอื่น ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาล เว้นแต่มีการจัดให้มีสถานที่เพื่อใช้สำหรับการชุมนุมสาธารณะภายในพื้นที่นั้น

เงื่อนไขเหล่านี้คงยากจะที่ทำให้มวลชนกลุ่มใหญ่กล้าฝ่าฝืนเข้ามาในพื้นที่ศาล อันจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับ ไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในแง่ “แกนนำ” ที่จะออกมาระดมมวลชนนั้น ทั้งฝั่งอดีต สส.เพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง ที่ไปร่วมให้กำลังใจการขึ้นศาลของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ แต่ละนัดที่ผ่านมา ก็เป็นการปส่วนตัวไม่ใช่การระดมมวลชนจำนวนมากเหมือนการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา

อีกทั้งเวลานี้แกนนำเสื้อแดงแต่ละคนล้วนแต่มีคดีความติดตัว หลายคนอยู่ระหว่างถูกคุมขัง ทั้ง จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ล่าสุดศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา จากคดีหมิ่นประมาทของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี

แกนนำหลายคนได้รับการประกันตัวชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือสุ่มเสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงใดๆ หากออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีระดมมวลชนย่อมเสี่ยงจะเป็นเงื่อนไขถอนประกัน หลายคนมีคดีความร้ายแรง อย่างข้อหาก่อการร้าย คงไม่เอาตัวเองมาเสี่ยง

อีกด้านหนึ่ง อดีต สส.เพื่อไทย ช่วงนี้อยู่ระหว่างการเก็บเนื้อก็ตัวรอลงสนามการเมือง ที่เบื้องต้นมีกำหนดการคร่าวๆ จะจัดวันที่ 19 ส.ค. 2561 การกระทำอันสุ่มเสี่ยงจะนำไปสู่คดีความอันอาจเป็นเงื่อนไขให้ถูกกันออกจากสนามการเมืองในอนาคต อาจต้องระมัดระวังและหลีกเลี่ยง

รวมทั้ง อดีต สส.หลายคนก็ล้วนแต่มีคดีความอยู่ระหว่างการพิจารณา การไปดำเนินการใดๆ ที่สร้างความสุ่มเสี่ยงจะกระทบไปถึงคดีความ ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในสถานการณ์ที่รัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในเมือง

ที่สำคัญ เวลานี้เริ่มเห็นการขยับของเจ้าหน้าที่ในหลายพื้นที่กับการสกัดมวลชนไม่ให้เดินทางขึ้นมารวมตัวกันให้กำลังในอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ อย่างที่มีความพยายามจะดำเนินการเวลานี้

การใช้หลังพิงมวลชนยืนหยัดต่อสู้คดี ซึ่งประกาศไปแล้วว่าไม่คิดหนีไปไหนนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งในการเคลื่อนไหวที่จะปลุกให้มวลชนในพื้นที่ซึ่งสงบมานานได้ตื่นตัวอีกครั้ง

แม้รอบนี้ยากจะออกมาเคลื่อนไหวได้สำเร็จ แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังมีความจำเป็นเพราะต้องการทิ้งเชื้อ พุ่งเป้าไปยังเรื่องการถูกกระทำ เรียกคะแนนสงสาร อันจะถูกหยิบยกไปเป็นประเด็นเคลื่อนไหวทั้งในช่วงระหว่างการหาเสียง และหลังรู้ผลเลือกตั้ง

 

จับทาง ‘ยิ่งลักษณ์’ สู้ทุกเม็ดจนสุดทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/505042

จับทาง ‘ยิ่งลักษณ์’ สู้ทุกเม็ดจนสุดทาง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เดือน ส.ค. 2560 เป็นหนึ่งเดือนที่ต้องเตรียมบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เนื่องจากมีคิวที่อดีตนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนที่เป็นจำเลยต้องขึ้นฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสองคดี

คดีแรก คดีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบริเวณหน้าอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 โดยเป็นคดีที่ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” และ “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” เป็นจำเลยร่วมกันในคดีนี้ ซึ่งศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 2 ส.ค.

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโจทก์ยื่นฟ้องได้ตั้งข้อกล่าวหาว่าจำเลยมีความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย มิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ในคำฟ้องของ ป.ป.ช.ได้มีการบรรยายถึงพฤติการณ์ความผิดของอดีตนายกฯ สมชายส่วนหนึ่งว่า “เมื่อปรากฏว่ามีผู้บาดเจ็บสาหัสในการเข้าดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเปิดทางเข้ารัฐสภาในตอนเช้าวันที่ 7 ต.ค. 2551

แต่สมชายก็ไม่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชายุติการ กระทำ กลับปล่อยให้มีการกระทำที่รุนแรงขึ้นตามลำดับ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต การกระทำหรือละเว้นการกระทำของสมชาย จึงมีมูลความผิดทางอาญา”

คดีที่สอง คดีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่าคดีนี้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ เป็นจำเลย โดยศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 25 ส.ค.

คดีนี้ยิ่งลักษณ์ถูกกล่าวหาว่าปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตและละเลยให้เกิดความเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

คณะกรรมการ ป.ป.ช.สรุปความผิดของยิ่งลักษณ์เอาไว้ว่า “เป็นกรณีจำเป็นที่ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะนายกรัฐมนตรีจะต้องพิจารณายับยั้งโครงการตั้งแต่เริ่มรับทราบว่ามีการทุจริตในการดำเนินโครงการและความเสียหายต่างๆ จากการดำเนินโครงการ

แต่ผู้ถูกกล่าวหากลับยืนยันที่จะดำเนินโครงการรับจำนำข้าวต่อไป ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการมากขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะต้องพิจารณายุติหรือยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เพื่อระงับยับยั้งมิให้เกิดการทุจริตและระงับยับยั้งความเสียหายจากการดำเนินโครงการมากยิ่งขึ้น”

หากพิจารณาว่าคดีไหนเป็นไฮไลต์มากที่สุด คงต้องยกให้กับคดีของยิ่งลักษณ์ เพราะเป็นคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย อีกทั้งคดีจำนำข้าวเป็นกรณีที่ยิ่งลักษณ์ถูกกล่าวหามาตลอดว่าเป็นโครงการที่เต็มไปด้วยและการทุจริต

หากยิ่งลักษณ์ผิดจะเป็นการชี้ให้เห็นว่าการรับจำนำข้าวเป็นมาตรการที่อุดมไปด้วยปัญหาอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้นยิ่งลักษณ์จะขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร สส.ตลอดชีวิตตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นการปิดฉากทางการเมืองของยิ่งลักษณ์ตลอดกาล เว้นแต่ในอนาคตจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในส่วนนี้

แต่ถ้าผลออกมาเป็นตรงข้าม แน่นอนว่ากลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายยิ่งลักษณ์ ย่อมใช้เป็นเงื่อนไขในการกดดันคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

อย่างไรก็ตาม ถ้าวิเคราะห์สถานการณ์ของยิ่งลักษณ์บนสมมติฐานที่ว่าเป็นฝ่ายแพ้คดี คือ ถูกพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา จะพบว่าอดีตนายกฯ สุภาพสตรีรายนี้ก็ยังมีช่องทางในการต่อสู้ เพื่อไม่ให้ตัวเองยังไม่ต้องใช้ชีวิตในเรือนจำทันที เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 195 เปิดช่องให้มีสิทธิอุทธรณ์

“คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา

การวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้ดำเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกาซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

หรือผู้พิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาซึ่งไม่เคยพิจารณาคดีนั้นมาก่อน และได้รับคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวนเก้าคน โดยให้เลือกเป็นรายคดีและเมื่อองค์คณะของศาลฎีกาดังกล่าวได้วินิจฉัยแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา” สาระสำคัญของมาตรา 195

ระบบการพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ แม้จะเป็นการตัดสินคดีภายใต้หลักการความเป็นศาลสูงสุด แต่ระบบวิธีการพิจาณาคดียังคงมีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบศาลยุติธรรมปกติ คือ มีการยื่นประกันตัวและการอุทธรณ์ ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

หมายความว่า ถึงยิ่งลักษณ์จะถูกพิพากษาให้มีความผิดโดยไม่รอลงอาญา แต่ก็สามารถยื่นขอประกันตัวและอุทธรณ์คำพิพากษาได้ ซึ่งการอุทธรณ์ในบริบทนี้เป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลยมากขึ้น

กล่าวคือ สามารถอุทธรณ์ได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งต่างจากอดีตที่จำเลยต้องมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่เท่านั้นถึงจะสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้

เห็นแบบนี้แล้ว “ยิ่งลักษณ์” ยังมีช่องทางในการต่อสู้อีกหลายยก เพราะไม่มีทางที่อดีตนายกฯ จะยอมเดินเข้าเรือนจำง่ายๆ อย่างแน่นอน