เปิด4พื้นที่เลือกตั้ง ปมแบ่งเขตพิสดาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572495

  • วันที่ 01 ธ.ค. 2561 เวลา 06:48 น.

เปิด4พื้นที่เลือกตั้ง ปมแบ่งเขตพิสดาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศแบ่งเขตเลือกตั้ง สส.ออกมาทั้ง 350 เขต ปรากฏว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักว่าเป็นการแบ่งเขตเลือกตัง 2562 เพื่อเอื้อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากมีการผ่า แบ่ง หรือยุบรวมเขตเลือกตั้งแตกต่างไปจากการเลือกตั้งในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

ทั้งนี้เริ่มที่ จ.สุโขทัย ฐานที่มั่น สำคัญของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำ พรรคพลังประชารัฐ ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ สุดตัว ถูกกล่าวขานว่าเป็นการแบ่งเขตที่สุดพิสดาร โดย “สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล” อดีต สส.สุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกมาแฉถึงเบื้องหลังของการแบ่งเขตเลือกตั้งอันสุดแปลกประหลาดครั้งนี้ว่า มีการแบ่งเขต อ.กงไกรลาศ ออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่มีนักการเมืองใหญ่ใน จ.สุโขทัย บางคนต้องการตัดแบ่งเขตออกเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบ

ในขณะที่ตนเองเสนอให้แบ่งเขตรูปแบบเดิมเหมือนกับการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ด้วยความเหมาะสมทั้งเรื่องเขตติดต่อและจำนวนประชากรที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งมีการทำหนังสือถึง กกต.ไปตั้งแต่เดือน ส.ค. เพื่อขอให้แบ่งเขตตามรูปแบบเดิม พร้อมแจ้งให้ระวังเรื่องการแทรกแซงเกี่ยวกับการแบ่งเขตเลือกตั้ง แต่สุดท้ายมีการประกาศใช้วิธีการแบ่งเขตแบบที่ 4 ที่ชาวบ้านเรียกว่าเป็นรูปแบบพิสดาร

“ความพิสดารของการแบ่งเขต เลือกตั้งที่ จ.สุโขทัย คือ การเอา อ.ทุ่งเสลี่ยม มาเชื่อมกับเขต 2 ทั้งที่มีอาณาเขตติดต่อกันเพียง 500 เมตรเท่านั้น และสภาพภูมิศาสตร์ยังเป็นภูเขา จึงมองว่าเพียงแค่ เริ่มต้นการแบ่งเขตยังไม่ยุติธรรม แล้วจะมีอะไรทำให้เชื่อว่าการหย่อนบัตรเลือกตั้งจะมีความสุจริต เที่ยงธรรม” สัมพันธ์ กล่าว

อีกพื้นที่ที่สร้างความเคลือบแคลงสงสัย คือ จ.นครราชสีมา ซึ่งทราบดีว่าพื้นที่นี้เจ้าถิ่นใหญ่ คือ “วิรัช รัตนเศรษฐ” อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ที่ยกครอบครัว “ทัศนียา” และลูกชาย “อธิรัฐ” อดีตสส.นครราชสีมา มาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ จนทำให้พรรคคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทยต้องออกมาท้วงติง

“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” อดีต สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย บอกว่า จ.นครราชสีมา ถูกแบ่งกระจุยกระจายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้ว่าจะหายไป 1 เขตจาก 15 เขต เหลือ 14 เขต แต่ไม่น่าจะแบ่งออกมาหน้าตาแปลกประหลาดอย่างนี้ เป็นรูปแบบที่ไม่อยู่ในข้อเสนอของ กกต.จังหวัดเสนอต่อ กกต.ใหญ่

“ประเสริฐ” บอกอีกว่าที่ผ่านการทำประชาพิจารณ์กับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะเขต อ.เมืองนครราชสีมา ถูกซอยย่อยออกเป็น 4-5 เขตเลือกตั้ง ขณะที่ อ.ปากช่อง ที่มีประชากรเท่ากับ 1 เขตเลือกตั้ง แต่ กกต.ไปตัดบางตำบลใน อ.ปากช่อง ออกหรือเขตเลือกตั้งที่ 3 อ.สีคิ้ว ไม่เคยรวมกับ อ.ขามทะเลสอ มาก่อนก็ถูกนำมารวมกัน ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบและเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคใกล้ชิดรัฐบาลและ คสช.หรือไม่

ขณะที่ จ.อุบลราชธานี ที่ “ก๊วนอุบลฯ” ที่มี “สุพล ฟองงาม” อดีตเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นำทีมกระโดดย้ายข้างมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดนตั้งคำถามถึงความได้เปรียบ

“อิสสระ สมชัย” รองหัวหน้าพรรค ปชป. และอดีต สส.อุบลราชธานี กล่าวว่า การเอาเขตใหญ่ๆ 2 อำเภอมารวมกันนั่นคือ อ.ม่วงสามสิบ ที่เป็นเขตเดิมของ “ศุภชัย ศรีหล้า” และ อ.เขื่องใน ที่เดิมเป็นของ “วุฒิพงษ์ นามบุตร” จะเสีย สส.ในเขตนี้ไป 1 ที่นั่ง ไม่ทราบว่าจริงๆ แล้ว กกต.มีเจตนาหรือความตั้งใจอย่างไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ไม่ควรทำเช่นนี้

นอกจากนี้ยังมีเขตเลือกตั้งที่ กกต.ถูกโจมตีล้วนเป็นพื้นที่พลังดูดของพรรคพลังประชารัฐ อย่าง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็น เขตอิทธิพลของกลุ่ม “ธรรมวิชญ์” และ “อัฏฐพล” บุตรชายของ “ประชา โพธิพิพิธ” หรือ “กำนันเซี๊ยะ” อดีต สส.กาญจนบุรี พรรค ปชป. ที่ถูกดูดไปพรรคพลังประชารัฐ

“ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร” อดีต สส.กาญจนบุรี พรรค ปชป. กล่าวว่า ปัญหาการแบ่งเขตเลือกตั้ง สส. เขต 2 จ.กาญจนบุรี กกต.แบ่งเขตโดยตัด ต.หนองกุ่ม อ.บ่อพลอย และ ต.หนองโรง ทุ่งสมอ ดอนเจดีย์ และ ต.หนองสาหร่าย อ.พนมทวน ออกไป ทำให้เขต 2 เป็นเขตเดียวของ จ.กาญจนบุรี หรืออาจเป็นเขตเดียวของประเทศไทยที่มีราษฎรเพียง 1.42 แสนคน ทำให้เขต 2 มีราษฎรน้อยกว่าเขต 1 ถึง 5.5 หมื่นคน และน้อยกว่า เขต 3 ถึง 4.7 หมื่นคน

ทั้งหมดนี้ความได้เปรียบในเขต เลือกตั้งจะส่งผลให้ผู้สมัครชนะการเลือกตั้งหรือไม่ สุดท้ายคำตอบอยู่ที่ผลการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ 2562

กลยุทธ์แตกแบงก์พัน เพื่อไทยเสี่ยงอ่อนแอสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572405

  • วันที่ 30 พ.ย. 2561 เวลา 07:50 น.

กลยุทธ์แตกแบงก์พัน เพื่อไทยเสี่ยงอ่อนแอสูง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลยุทธ์ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย” รอบนี้ ถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของพรรคเพื่อไทยและพรรคพันธมิตรที่จะเป็นตัวชี้วัดถึงอนาคตทางการเมืองและโอกาสการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งยังไม่อาจด่วนสรุปได้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายที่ออกมาจะตรงตามเป้าหมายที่วางไว้มากน้อยเพียงใด

แต่อย่างน้อยก็ถือเป็น “ทางเลือก” ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับกฎกติกาการเมืองในระบบการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งทุกคะแนนมีผลต่อการนำมาคำนวณทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ

โดยเฉพาะเมื่อวิเคราะห์ระบบเลือกตั้งแล้ว จะพบว่าพรรคการเมือง ซึ่งได้ สส.เขตจำนวนมาก ย่อมจะไป ลดทอนโอกาสการได้ สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ จนยากจะมีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ในฐานะที่เคยชนะการเลือกตั้งได้จำนวน สส.แบบถล่มทลายก่อนหน้านี้ ย่อมทำให้พรรคเพื่อไทยต้องคิดหนักว่าจะยอมเสียที่นั่งที่จะหายไปตามระบบใหม่ หรือจะยอมเสี่ยงปรับแผนลดขนาดกระจายแกนนำไปอยู่พรรคอื่นเพื่อให้ได้เก้าอี้ สส.มากขึ้นแต่ก็ต้องยอมแลกกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นตามมา

เริ่มตั้งแต่พลังความเข้มแข็งที่จะลดลงไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทยในอดีตนั้นส่วนสำคัญมาจากการผนึกกำลังของบรรดาแกนนำ อดีต สส.จากทั่วประเทศเข้ามาทำงานร่วมกันจนมีจำนวนมากถึงขั้นเป็น แกนนำจัดตั้งรัฐบาลและมีเสียงใน สภาผู้แทนราษฎรเพียงพอที่จะผลักดันนโยบายสำคัญได้สำเร็จ

แต่หากรอบนี้จำเป็นต้องแบ่งแกนนำออกไปเพื่อขับเคลื่อนการทำงานให้กับพรรคพันธมิตรอื่นๆ ย่อมทำให้ความเข้มแข็งที่เคยมีต้องถูกลดทอนลงไป ตามจำนวนแกนนำและอดีต สส.ที่ออกไป ยิ่งออกไปมากเท่าไร หรือยิ่งแตกไปตั้งหลายพรรคเท่าไรพลังความเข้มแข็งย่อมต้องถูกลดทอนไปเท่านั้น

พรรคที่จะเป็นแบงก์ร้อยพรรคสำคัญในเวลานี้หนีไม่พ้น ” พรรคไทยรักษาชาติ” ที่มีตัวย่อ ทษช. อันถูกตีความเชื่อมโยงไปถึง  ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ  โดยมีหัวหน้าพรรคคือ  ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต สส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ลูกชาย เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีต รมช.ศึกษา และมหาดไทย

ดังจะเห็นแกนนำจากพรรค เพื่อไทยหลายคนตัดสินใจลาออกมาสังกัดพรรค ทษช.อย่างล้นหลาม ไล่มาตั้งแต่ จาตุรนต์ ฉายแสง ที่ถูกวางตัวมานั่งเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคที่จะเป็นคนถือธงนำ  ทษช.ลงสนามเลือกตั้งรอบนี้ด้วยตัวเอง

ส่วนบรรดา “บิ๊กเนม” คนอื่นๆ เช่น สุชาติ ธาดาธำรงเวช  เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สุธรรม แสงประทุม ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เกรียง กัลป์ตินันท์ พิชัย นริพทะพันธุ์ และขัตติยา สวัสดิผล ก็ล้วนแต่เป็นอดีตบุคลากรที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย เมื่อต้องเสียคนเหล่านี้ย่อมทำให้พรรคเพื่อไทยต้องอ่อนแอลง

รวมทั้งในทางปฏิบัติแล้วคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสามารถแบ่งพื้นที่กันได้ชัดเจนว่า พื้นที่นี้พรรคไหนจะคว้าชัยชนะได้ สส.เขต หรือพรรคไหน แพ้แต่จะได้คะแนน สส.บัญชีรายชื่อ เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อลงสนามเลือกตั้งกันจริงๆ ทุกฝ่ายต่างต้องการหวังชัยชนะเป็น สส.ด้วยกันทั้งหมด

ดังนั้น เมื่อฐานเสียงที่เคยเหนียวแน่นกับพรรคเพื่อไทยมาเลือกตั้งรอบนี้ย่อมต้องคิดหนักว่าจะเลือกลงคะแนนให้ใคร หรือจะยึดปัจจัยใดมาเป็นเหตุผลในการตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคแบงก์พันหรือพรรคแบงก์ร้อย ที่เวลานี้ต้องมาเป็นคู่แข่งกันเอง

ยิ่งหากพิจารณาต่อไปถึงเรื่องการนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคแล้ว การที่พรรคเพื่อไทยจะต้องชูนโยบายหาเสียงของตัวเอง ขณะที่พรรคพันธมิตรจะมีนโยบายเป็นของ ตัวเองที่แตกต่างออกไปย่อมทำให้ เกิดความสับสนในพื้นที่

ในขณะที่ประชาชนท่ามกลางความสับสนว่าพรรคไหนควรจะเป็นตัวจริงเสียงจริง ที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกเพื่อไปทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงในสภาผู้แทนราษฎร หรือเลือกไปเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ผลักดันนโยบายที่จะได้ออกแคมเปญหาเสียงกับชาวบ้านต่อไป

อันอาจกลายเป็นจุดอ่อนเมื่อคนกันเองต้องมาลงสนามช่วงชิงเก้าอี้ โอกาสที่ฐานเสียงเดิมจะถูกแบ่งคะแนนกลายเป็นจุดอ่อนเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามอาศัยจังหวะนี้เข้ามาเป็น “ตาอยู่” คว้าชัยชนะไปแบบเหนือความ คาดหมายก็ย่อมมีความเป็นไปได้

ดังจะเห็นว่าสุดท้ายพรรคเพื่อไทยก็ต้องปรับกลยุทธ์กลับมาสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเองเพื่อลบภาพความอ่อนแอ จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ประสบปัญหา “เลือดไหลออก” รุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกับอดีตสมาชิกจำนวนไม่น้อยที่ไหลไปอยู่กับพรรค พลังประชารัฐ

สภาพภายในพรรค หลังคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งถูกวางตัวเข้ามาเป็นคนถือธงนำในฐานะประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งเองก็เริ่มปรากฏให้เห็นความขัดแย้งจากกลุ่มก๊วนต่างๆ จนสั่นคลอนปัญหาเอกภาพอยู่หลายระลอก

แม้แต่พรรคแบงก์ร้อยอีกพรรคอย่างพรรคเพื่อชาติ ซึ่งได้ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา มาเป็น กองเชียร์คนสำคัญ ซึ่งเวลานี้เริ่มเห็นการขัดแข้งขัดขากันเองระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็ก

จน จตุพร ต้องออกมา เฟซบุ๊กไลฟ์หัวข้อ “ถึงวัฒนา เมืองสุข อย่าผลักมิตรเป็นศัตรู” แม้จะเคลียร์กัน ได้แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางที่น่าเป็นห่วงในช่วงการหาเสียงซึ่งจะต้องมีการกระทบกระทั่งรุนแรง

กลยุทธ์แตกแบงก์พันที่เพื่อไทยเลือกเดินจึงล้วนเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงซึ่งต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรต้องรอลุ้นกันวันเลือกตั้ง

นายกฯ สมัยสอง ไม่ใช่เรื่องง่ายของ’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572298

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 07:35 น.

นายกฯ สมัยสอง ไม่ใช่เรื่องง่ายของ'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเริ่มเห็นเค้าลางชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  สอดรับไปกับการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งที่กำหนดไว้คือวันที่ 24 ก.พ. 2562

ชัดเจนผ่านคำให้สัมภาษณ์ว่าทางเดินต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองรอเพียงแค่เปิดตัวเข้าสู่บัญชีที่พรรคการเมืองจะเสนอเป็น 1 ใน 3  นายกรัฐมนตรี โดยระหว่างนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนทาบทาม ต้องรอให้ถึงเวลานั้นถึงค่อยมาตัดสินใจอีกครั้ง

“ส่วนจะรับหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน ดูใจผมก่อน ว่าที่เขาจะขอผมนี่มันตรงกับใจผมเปล่า ถ้ามีก็ 100% ไปเลย ไม่มีนิดหน่อย”พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

แน่นอนว่าเส้นทางนี้ถือเป็นอีกทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์  กับการเปลี่ยนบทบาทและสถานะจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มรูปแบบ

ประการแรก การตัดสินใจไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองด้านหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไม่ให้ถูกโจมตีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองในอนาคต

เมื่อด้านหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรี หากมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอาจถูกโจมตีถึงความไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในช่วงมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว

ยิ่ง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาการันตีว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ แต่ยังสามารถบริหารงานได้ตามปกติ สามารถแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการได้ พิจารณางบประมาณได้ เพราะรัฐบาลนี้จะพ้นวาระก็ต่อเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง

“ที่สำคัญ คสช.ยังออกมาตรา 44 ได้ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง แม้มีนายกฯ มีคณะรัฐมนตรี แต่ยังไม่ถวายสัตย์ฯ คสช. ก็ยังออกมาตรา 44 ได้ เพื่อจัดการปัญหาต่างๆ”

ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจพิเศษในมือของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น หากเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งย่อมเป็นเป้าให้ถูกโจมตีถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะช่องว่างที่อาจ เปิดไว้ให้ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองที่ตนเองเป็นสมาชิกได้

หากเป็นเช่นนั้นย่อมนำไปสู่การเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้อง ลาออกจากตำแหน่งเพื่อความสง่างามทางการเมืองหรือสร้างบรรทัดฐานที่ดีเป็นแบบอย่างทางการเมืองที่ควรจะเป็นตามความพยายามที่จะปฏิรูปการเมืองเพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากวังวนปัญหาการเมือง

นอกจากนี้ หาก พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองในช่วงที่รัฐบาลออกนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มต่างๆ ย่อมเป็นประเด็นถูกโจมตีถึงการชิงกระแสความได้เปรียบทางการเมืองหรืออาจถึงขึ้นนำไปสู่การร้องเรียนต่อไปได้

ทั้งหมดล้วนแต่จะเป็นเป้าให้ถูกโจมตีในช่วงการหาเสียงหลังจาก คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวหาเสียง อันจะทำให้ฝ่ายต่างๆ หันมาถล่มพรรคพลังประชารัฐกันอย่างพร้อมเพรียง

การนำภาพลักษณ์ของตัวเองในฐานะกรรมการผู้เข้ามาควบคุมดูแลความขัดแย้ง มาเปลี่ยนเป็นคนลงสนามในฐานะสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง จึงอาจย้อนกลับไปทำลายสิ่งที่พยายามทำมาในอดีตให้หมาดคุณค่าลงไป

โดยเฉพาะเมื่อครั้งเข้ามารับ ตำแหน่งใหม่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ พยายามสะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นว่าส่วนหนึ่งก็มาจากบรรดานักการเมือง การจะเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจึงอาจจะเกิดคำถามตามมาได้อีกมาก

สอดรับกับเวลานี้พรรคพลังประชารัฐ กำลังตกเป็นเป้าถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะการดูดบรรดาอดีต สส.จากพรรคอื่นที่รุนแรงในช่วงโค้งสุดท้าย  ซึ่งสุดท้ายจะได้อดีต สส.มาเข้าสังกัดจำนวนมาก แต่ก็ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานเรื่องความสง่างามที่จะเป็นปัญหาย้อนกลับมาทำลายภาพลักษณ์ในระยะยาว

แต่ทว่าทางเลือกไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเพียงแต่รอเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองนั้นๆ ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในอนาคตและจำเป็นต้องระมัดระวังตัวเช่นกัน

ล่าสุด สมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาระบุตั้งข้อสังเกตว่ามาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เขียนไว้ว่า

“ห้ามมิให้ผู้ใด ซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

นั่นย่อมทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งบรรดาคนในพรรคการเมืองเองต้องระมัดระวังตัวเองไม่ให้แสดงความคิดความเห็นใดๆ ที่จะถูกเชื่อมโยงได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ สามารถควบคุม ชี้นำ ครอบงำ พรรคการเมืองนั้นๆ ได้

เพราะมาตรา 28  กำหนด “ห้ามมิให้ พรรคการเมืองยินยอม หรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นที่มิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระทั้งนี้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม” ทั้งสองมาตรานี้มีโทษถึงขั้นยุบพรรคและติดคุก

เส้นทางสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายและเต็มไปด้วยความเปราะบาง

ปชป.สะบักสะบอม คนในไหลออกคนนอกไม่ไหลเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571669

  • วันที่ 23 พ.ย. 2561 เวลา 07:33 น.

ปชป.​สะบักสะบอม คนในไหลออกคนนอกไม่ไหลเข้า

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นพรรคการเมืองที่ตกที่นั่งลำบากอีกพรรคหนึ่งสำหรับ “ประชาธิปัตย์” ในวันนี้ซึ่งต้องเผชิญทั้งมรสุมรุมเร้าจากภายนอกจนสั่นคลอนรุนแรงหลังถูกแรงดูดจากหลายทิศทางจนยากจะต้านทานไหว ขณะที่สภาพภายในเวลานี้ก็เปราะบางเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำและรอยร้าวที่มีแต่จะลุกลามขยายวง

เริ่มตั้งแต่ “แผลเก่า” ความระหองระแหงระหว่างแกนนำฝั่งอดีต กปปส. และคนในประชาธิปัตย์ที่ยังไม่อาจสมานแผลจนเป็นเนื้อหนึ่งใจเดียวกันได้เหมือนอย่างที่ตั้งใจ ยิ่งนับวันความบาดหมางมีแต่จะปะทุบานปลายกลายเป็นปัญหาที่ย้อนกลับมาสั่นคลอนเอกภาพภายในพรรค

เพราะแม้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะเข้าวินชนะการหยั่งเสียง ซึ่งรอบนี้เปิดให้สมาชิกพรรคได้มีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โดยตรงกลายเป็นหัวหน้าพรรคสมัยที่ 5ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 แต่สัญญาณหลายอย่างปรากฏสะท้อนให้เห็นว่าการทำหน้าที่หัวหน้าพรรคนับจากนี้ย่อมไม่ง่ายอีกต่อไป

โดยเฉพาะกับแรงกระเพื่อมจากฝั่ง กปปส.ที่เข้ามาคัดง้างการทำหน้าที่หัวหน้าพรรคของอภิสิทธิ์ที่ไร้คู่แข่งมายาวนาน แต่รอบนี้ กปปส.ปลุกปั้น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก ขึ้นมาท้าชิง ด้วยแรงสนับสนุนจากฝั่ง กปปส. นำโดย ถาวร เสนเนียม ที่แม้จะแพ้แต่ก็สะท้อนให้เห็นพละกำลังภายใน

เมื่ออภิสิทธิ์ได้รับคะแนนโหวต 67,505 คะแนน ส่วนวรงค์ได้คะแนนไล่มาแบบหายใจรดต้นคอคือ 57,689 คะแนน ทั้งที่เพิ่งเปิดตัวชิงตำแหน่งลงพื้นที่หาเสียงได้ไม่นาน ​

จบยกแรก แม้อภิสิทธิ์จะชนะคะแนน และคู่แข่งอย่างหมอวรงค์ และ อลงกรณ์ พลบุตร จะประกาศพร้อมสนับสนุนช่วยงานต่อไปไม่ย้ายออกไปไหน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่งานง่ายที่อภิสิทธิ์จะกอบกู้สร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นได้แบบแท้จริงและยั่งยืน

ดังจะเห็นว่าคล้อยหลังไม่กี่สัปดาห์หลังรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ได้เกิดเรื่องวุ่นขึ้นอีกครั้ง เมื่อถาวรเปิดบ้านต้อนรับการลงพื้นที่ของลุงกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเคยเป็นแกนนำ กปปส. แต่เวลานี้มีสถานะเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.)​

ที่สำคัญแม้สุเทพจะเป็นอดีตลูกหม้อคนสำคัญของประชาธิปัตย์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้เขากลายเป็นคู่แข่งคนสำคัญของประชาธิปัตย์เช่นกัน โดยเฉพาะกับการต้องขับเคี่ยวกันในสนามเลือกตั้งโดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่ต่างฝ่ายต่างคาดหวังกับการช่วงชิงเก้าอี้ให้ได้มากที่สุด

ถึงจะบอกว่าเป็นเพียงแค่มิตรภาพและการแสดงน้ำใจของเพื่อน ​แต่ก็นำไปสู่การเปิดประเด็นทะเลาะกันเองของคนในประชาธิปัตย์ เมื่อ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ออกมาประกาศตัวไม่ไปต้อนรับสุเทพระหว่างการลงพื้นที่ จ.พัทลุง เพราะไม่อยากทำให้ประชาชนสับสน

“ตนนักเลงพอ และไม่ใช่นักเลงประเภทขวาถือดอกไม้ มือซ้ายถือมีด”​

สถานการณ์ทำท่าจะบานปลาย เมื่อประชาธิปัตย์ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบการกระทำของถาวรและวิทยา แก้วภราดัย อดีต  สส.นครศรีธรรมราช ซึ่งสุดท้ายเรื่องยุติลงแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น เมื่อทั้งคู่ก็ยอมรับเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำและไม่ระมัดระวังตัว ขณะที่กรรมการบริหารก็ไม่ติดใจเอาความ

​แต่ก็มีมติสกัดปัญหาในอนาคต​ด้วยการห้ามไม่ให้กรณีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปกระทำการใดๆ ที่ไปร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมืองอื่น กระทบกับการแข่งขันของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต พร้อมคาดโทษรุนแรง​ทั้งไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ถ้าร้ายแรงก็ขับออกจากสมาชิกพรรค

แต่ชนวนก็ใช่ว่าชนวนเรื่องนี้จะถูกดับได้สนิท เพราะหลายฝ่ายยังเชื่อว่าเชื้อความขัดแย้งยังรอวันที่จะปะทุขึ้นมาใหม่ หากมีปัจจัยเข้ามากระตุ้นในอนาคต

เคลียร์ปมนี้ได้สำเร็จแต่ใช่ว่าการนำทัพของอภิสิทธิ์ลงสนามเลือกตั้งใช่ว่าจะไร้ข้อกังวล เพราะเวลานี้กระแสผลักดัน ชวน หลีกภัย ขึ้นมาเป็นแกนนำเรียกคะแนนสู้ศึกเลือกตั้งก็ยังถูกจุดประเด็นขึ้นมาอยู่ตลอด อีกด้านหนึ่ง จึงยิ่งจะกดให้บทบาทความเป็นผู้นำของอภิสิทธิ์ให้ลดน้อยถอยลงไป ​​

ยิ่งในวันที่หลายฝ่ายมองถึงการสร้างพันธมิตรทางการเมืองและการจับมือกันในอนาคตหลังการเลือกตั้งที่อภิสิทธิ์ถูกมองว่าจะเป็นเงื่อนไขที่ไม่อาจทำให้พรรคอื่นมาร่วมงานการเมืองด้วยกันได้ ​

แต่ปัญหาที่น่าหนักใจเวลานี้ไม่ใช่อยู่เพียงแค่นั้น เพราะฐานเสียงที่เคยเข้มแข็งเวลานี้กำลังถูกกัดเซาะอย่างหนัก ไล่มาตั้งแต่พื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ผูกขาดของประชาธิปัตย์ แต่เวลานี้ รปช.ภายใต้การนำของสุเทพได้ประกาศขอปักธงในพื้นที่สุราษฎร์ธานี และอาจขยับไปถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เป็นอีกฐานเสียงสำคัญเวลานี้ถูกพรรคพลังประชารัฐดูดอดีตขุมกำลังสำคัญทั้ง พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ไปจนถึง สกลธี ภัททิยกุล

เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคกลางและตะวันออกที่ประชาธิปัตย์ประสบปัญหาเลือดไหลออกรุนแรง อันจะทำให้ยากต่อการรักษาจำนวนเก้าอี้เดิมได้ ​

ในขณะที่ตัวผู้สมัครหน้าใหม่ที่จะเข้ามาสวมเสื้อประชาธิปัตย์ลงสนามเวลานี้ก็ยังเป็นเพียงแค่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีฐานเสียงของตัวเองชัดเจน

สถานการณ์ของประชาธิปัตย์ในเวลานี้ จึงสะบักสะบอมอย่างรุนแรง ในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับทั้งคู่แข่งเก่าอย่างเพื่อไทยและคู่แข่งใหม่อย่างพลังประชารัฐ

จัดหนัก-แจกจริง ‘บิ๊กตู่’พร้อมเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571551

  • วันที่ 22 พ.ย. 2561 เวลา 07:12 น.

จัดหนัก-แจกจริง 'บิ๊กตู่'พร้อมเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ขึ้น มาทันที ภายหลังคณะรัฐมนตรีออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยด้วยเม็ดเงินแสนล้านบาทภายในวันเดียว

1.ช่วยค่าไฟฟ้าไม่เกิน 230 บาท/ครัวเรือน/เดือน และค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน เริ่มเดือน ธ.ค. 2561-ก.ย. 2562 จำนวน 8.2 ล้าน ครัวเรือน ใช้เงิน 2.7 หมื่นล้านบาท

2.เติมเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการประชารัฐ 14.5 ล้านคน คนละ 500 บาท วงเงิน 7,250 ล้านบาท

3.ช่วยค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้น้อย 3.5 ล้านคน จำนวน 1,000 บาท วงเงิน 3,500 ล้านบาท

4.มาตรการสนับสนุนค่าเช่าบ้าน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 400 บาท/เดือน วงเงิน 920 ล้านบาท

5.มาตรการช่วยเหลือข้าราชการเกษียณที่รับบำนาญ 2 มาตรการ คือ ให้ข้าราชการบำนาญสามารถนำบำเหน็จตกทอด 30 เท่าของเงินเดือน มาใช้เป็นบำเหน็จดำรงชีพได้เป็นครั้งที่ 3 รวม 2 หมื่นล้านบาท และเติมเงินข้าราชการบำนาญที่ได้บำเหน็จต่ำกว่าเดือนละ 1 หมื่นบาท ให้เป็น 1 หมื่นบาท ใช้เงิน 558 ล้านบาท

6.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดทำโครงการบ้านล้านหลัง วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท

การใช้อำนาจทางบริหารของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แทบไม่ต่างอะไรกับรอยเท้ารัฐบาลของนักการเมืองที่กำลังจะลงเลือกตั้ง

ย้อนกลับไปสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ๆ ก็ออกนโยบายเช็คช่วยชาติ และพอใกล้จะหมดสมัยก็สร้างโครงการไทยเข้มแข็ง หว่านโครงการลงไปในพื้นที่ด้วยเม็ดเงินเป็นแสนล้านบาทเช่นกัน

หรือสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ก็ใช้นโยบายประชานิยม  ทั้งรถคันแรก หรือจำนำข้าว เพื่อ หมัดใจประชาชนและสร้างฐาน เสียงทางการเมืองไม่ต่างกัน

ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเรียกนโยบายของตัวเองว่าอะไร แต่สุดท้ายการดำเนินการก็เหมือนกัน คือ นโยบายประชานิยม ซึ่งหวังผลในทางการเมือง

“ไม่อยากให้สื่อเขียนว่ารัฐบาลนี้แจกๆ เพื่อการเมือง เพราะทุกอย่างกว่าจะออกมาได้มันต้องดูกฎหมาย  ดูวิธีการ ดูงบประมาณ ก็พยายามเร่ง สปีดให้เต็มที่ พอดีออกมาในช่วงนี้ อย่าหาว่าเป็นเรื่องการเมืองไปทั้งหมดเลย” พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจง แต่ภายใต้เม็ดเงินกว่าแสนล้านบาทนั้นได้มีสัญญาณหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงออกมาแล้วว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามกำหนดเดิม คือ วันที่ 24 ก.พ. 2562 ค่อนข้างแน่นอน จากเดิมที่หลายฝ่ายกังวลว่าการมีคำสั่ง คสช.ในการแบ่งเขตเลือกตั้ง จะมีผลให้การเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไป

อย่างไรก็ตาม ความแน่นอนของการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้นไม่ได้มาจากปัจจัยในเรื่องการออกนโยบาย ลด แลก แจก แถมของรัฐบาลเท่านั้น  แต่พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยก็มีความพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งนี้ในระดับหนึ่งด้วย

สิ่งที่ยืนยันได้ถึงความพร้อมของพรรคการเมืองประการหนึ่งเห็นได้จากการที่แต่ละพรรคมีนักการเมืองหน้าเก่าหน้าใหม่ทยอยเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคจำนวนมาก ในช่วงที่ใกล้เส้นตายวันที่ 26 พ.ย.

ความพร้อมของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ถึงขนาดที่ว่ามีผู้สมัครครบตามจำนวนเขตเลือกตั้งที่ กกต.เคยประกาศออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่าแต่ละจังหวัดจะมี สส.ได้กี่คน แต่ติดตรงที่ยังไม่สามารถจัดสรรให้ลงตามเขตเลือกตั้งได้ เนื่องจาก กกต.ยังไม่ได้ประกาศเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งออกมา

ถึงจะมีพรรคการเมืองเล็กบางพรรคออกอาการงอแงไปบ้าง ว่าไม่พร้อมกับการเลือกตั้งและขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน แต่ที่สุดแล้ว คสช.และ กกต.คงไม่รับข้อเสนอนี้ไว้พิจารณา

อย่างไรก็ตาม เหนืออื่นใดแล้วเป็นส่วนหนึ่งของ คสช.และรัฐบาลต่างหากที่มองเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่การเลือกตั้งควรจะเกิดขึ้น

ถ้าให้ไปถาม คสช.เวลานี้ว่ามั่นใจจะชนะพรรคเพื่อไทยหรือไทยรักษาชาติหรือไม่ คำตอบที่ได้อาจจะเป็นในลักษณะที่ว่ามีความมั่นใจประมาณ 50-60% แต่ครั้นจะให้ยื้อการเลือกตั้งออกไปอีก น่าจะทำให้ คสช.รวมไปถึงพรรคพลังประชารัฐมีแต่เสียกับเสียมากขึ้น

ต้องยอมรับกระแสความนิยม คสช.หรือ พล.อ.ประยุทธ์ ณ เวลานี้  ไม่ดีและพรั่งพรูเหมือนในอดีต ด้วยเหตุนี้รัฐบาลเองก็มีการบริหารงานที่ ไม่เข้าเป้ามากนัก โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

จึงไม่แปลก เมื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ตรงเป้าจนคนส่วนใหญ่รู้สึกไม่ชอบผลงานของ คสช. กลายเป็นที่มาที่ทำให้รัฐบาลต้องออกแคมเปญเพื่อเอาใจประชาชนด้วยเม็ดเงินกว่าแสนล้านบาท เพื่อให้ประชาชนหันมาสนใจกับผลงานของ คสช.บ้าง

ความได้เปรียบของ คสช.มีอยู่เหนือพรรคการเมืองทุกประตูก็จริง เพราะไม่ได้เป็นรัฐบาลรักษาการเหมือนรัฐบาลก่อนๆ ทำให้สามารถใช้อำนาจเพื่อออกมาตรการเอาใจประชาชนได้ เพียงแต่การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากกำลังรอคอย หาก คสช.ปล่อยให้เนิ่นนานออกไป แน่นอนว่าโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งย่อมมีน้อยขึ้นไปอีก

ดังนั้น เมื่อความได้เปรียบของรัฐบาลและ คสช.มีเวลาจำกัด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปล่อยให้การเมืองเดินไปตามวิถีทาง เพื่อให้ตัวเองมีลุ้นกลับมาครองอำนาจอีกครั้ง

เร่งเครื่องแก้เศรษฐกิจ เก็บแต้มก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571444

  • วันที่ 21 พ.ย. 2561 เวลา 07:13 น.

เร่งเครื่องแก้เศรษฐกิจ เก็บแต้มก่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งใกล้การเลือกตั้งมากเท่าไร แรงกดดันยิ่งมากขึ้นทุกที

แรงกดดันที่ชัดเจนที่สุดเห็นจะเป็นการส่งสัญญาณเกี่ยวกับการเลื่อนการเลือกตั้ง ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อคุ้มครองการทำงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง

การแบ่งเขตเลือกตั้งทีแรกดูเหมือนจะไม่มีปัญหา แต่ทำไปทำมากำลังจะกลายเป็นปัญหาใหม่และใหญ่กว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด เพราะการ ขีดเส้นแบ่งของ กกต.ที่ขยับแม้แต่องศาเดียวก็มีผลต่อการตัดสินแพ้ชนะกันได้ ทำให้การแบ่งเขตจึงยืดเยื้อมา ถึงปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ควรจะต้องประกาศตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

ความล่าช้าที่เกิดขึ้นกับ กกต.เล่นเอาพรรคการเมืองออกอาการหัวเสียเหมือนกัน เพราะกลัวกันว่าจะมีอภินิหารทางกฎหมายเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งแบบกำปั้นทุบดิน

แรงกดดันที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลและ คสช.นั้นไม่ได้มีเพียงแค่ความชัดเจนเรื่องการกำหนดวันเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินเข้ามาผสมโรงด้วย เรียกได้ว่า “พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก” แบบไม่เว้นวันหยุดราชการ

โพลหลายสำนักระบุตรงกันมาตลอดว่าแม้คะแนนความนิยมโดยรวมของรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยังดีอยู่ แต่ด้านหนึ่งก็ยังไม่พอใจกับนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากนัก

จากผลการสำรวจที่ออกมาแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ คสช.คาดคิด

ปัญหาหลักและหนักที่สุดที่ คสช.และรัฐบาลยังแก้ไขไม่ตก คือ ราคาผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะปาล์มและยางพารา

ตลอด 4 ปีของการบริหารประเทศของ คสช.พบว่าราคาผลผลิตทางการเกษตรทั้งสองชนิดยังไม่กระเตื้องเท่าใดนัก ออกไปในลักษณะทรงกับทรุดเท่านั้น

กลุ่มชาวสวนยางพยายามจะออกมาชุมนุมเพื่อสร้างแรงกดดันมายังรัฐบาลให้เร่งแก้ไขปัญหา แต่ก็ถูกรัฐบาลสกัดให้อยู่ภายในพื้นที่หลายครั้ง เพราะกลัวจะกระทบต่อความมั่นคง พร้อมกับอ้างเหตุผลถึงปัญหาราคาที่ตกต่ำว่าเป็นเพราะความต้องการยางพาราในตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง

แต่มาวันนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังออกตัวเร่งแก้ไขปัญหาราคายางพาราเป็นพิเศษ ถึงขั้นมีการถ่ายรูปการประชุมและเผยแพร่ลงในสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ผ่านมา

“บ่ายนี้ผมเรียกประชุมด่วนเพื่อเร่งหาแนวทางแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เช่น ปาล์ม : มีมาตรการเร่งด่วนใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ผสมดีเซลทำ B20 ยาง : มีโครงการพัฒนาอาชีพคนละไม่เกิน 10-15 ไร่ ลดปริมาณการผลิตยาง ชะลอการกรีด ส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ ขอเอกชนร่วมมือ ฯลฯ ยังไงพรุ่งนี้จะนำเสนอ ครม.ร่วมกันพิจารณาอีกทีครับ”เนื้อหาที่ปรากฏออกมาทางเฟซบุ๊กของ พล.อ.ประยุทธ์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกตัวแรงครั้งนี้ด้านหนึ่งก็หวังผลในทางการเมืองเช่นกัน

อย่างที่ทราบกันดีว่าคะแนนที่จะชี้ขาดผลแพ้ชนะเลือกตั้งจะมาจากกลุ่มประชาชนฐานรากอย่างภาคเกษตรกร นอกเหนือไปจากกลุ่มชนชั้นกลาง

พรรคเพื่อไทยที่สามารถครองความเป็นใหญ่ในการเลือกตั้งมาได้หลายสมัยก็มาจากความสามารถในการผลิตนโยบายเพื่อซื้อใจเกษตรกร ทั้งในภาคอีสานและภาคเหนือ ส่วนภาคอื่นๆ อาจจะไม่ได้ สส.เป็นกอบเป็นกำ แต่เพียงพอต่อการเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลได้

คราวนี้ก็เช่นกัน พรรคพลังประชารัฐ ที่ต่างรู้กันอยู่ว่าเตรียมนำนโยบายของรัฐบาลไปหาเสียงเลือกตั้ง ก็หวังเดินตามโมเดลของพรรคเพื่อไทยเช่นกัน เพราะบรรดาอดีต สส.ที่เข้ามาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐนั้นก็ต่างรู้ทางพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดี

เพียงแต่พรรคพลังประชารัฐคงไม่สามารถใช้แต่องคาพยพของพรรคได้แต่เพียงพรรคเดียว เพราะยังต้องหวังพึ่งพันธมิตรนอกพรรคการเมืองเพื่อสยบพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติด้วย

อย่างการเข้ามาแก้ไขปัญหาราคายางแบบจริงจังช่วงนี้ ย่อมเชื่อมโยงไปถึงการสร้างคะแนนความนิยมในพื้นที่ภาคใต้เช่นกัน ซึ่งถ้าพรรคพลังประชารัฐลงไปสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ด้ามขวานโดยตรง ย่อมต้องเสียเปรียบเจ้าของพื้นที่เดิมอยู่ไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องส่งเสบียงให้กับ “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” หนึ่งในพรรคพันธมิตรของพรรคพลังประชารัฐ เข้าไปสู้ในสนามนั้นแทน

แม้ในระยะเฉพาะหน้านี้อาจจะ ไม่ได้ สส.เป็นกอบเป็นกำ แต่ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบใหม่และการสนับสนุนของพรรคพลังประชารัฐอย่างน้อยที่สุดก็น่าจะลดการผูกขาด สส.ภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ได้บ้างในระดับหนึ่ง

ดังนั้น นับจากนี้ไปมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นรัฐบาลลงมาโชว์ศักยภาพการทำงานมากขึ้น พร้อมกับการโหมประชาสัมพันธ์ผลงานครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อที่พรรคพลังประชารัฐจะได้อาศัยผลงานของรัฐบาลในการขับเคลื่อนพรรคระหว่างลงสนามเลือกตั้ง

เมื่อการเดิมพันครั้งนี้สูงกว่าทุกครั้ง จึงไม่แปลกที่รัฐบาลเองก็ต้องทุ่มสุดตัวเช่นกัน

เลื่อนเลือกตั้ง สะท้าน ‘พลังประชารัฐ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571339

  • วันที่ 20 พ.ย. 2561 เวลา 07:49 น.

เลื่อนเลือกตั้ง สะท้าน 'พลังประชารัฐ'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยชักมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นอีกแล้ว ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 16/2561 ซึ่งมีนัยถึงการเลื่อน การเลือกตั้งอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีปัญหาเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง จน คสช.ต้องใช้อำนาจพิเศษเพื่อเข้ามาแก้ปัญหา

“ในการนี้หากเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือมติใดๆ ของ กกต.ที่ออกไว้ ก็ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ให้เป็นไปตามมติ กกต.

การพิจารณาหรือดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุด เพื่อให้การดำเนินการเลือกตั้งเป็นไปโดยเรียบร้อยและเกิดความเป็นธรรมแก่พรรคการเมือง และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย” สาระสำคัญของหัวหน้า คสช.

สาเหตุที่ต้องบอกว่าคำสั่ง คสช.ครั้งนี้มีความหมายทางการเมือง เพราะเดิมที กกต.มีความตั้งใจว่าจะประกาศเขตเลือกตั้งออกมาตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับกำลังภายในบางประการ จึงทำให้ กกต.ไม่สามารถดำเนินการ ได้ทัน จึงเป็นที่มาทำให้ คสช.ต้องใช้มาตรา 44

แต่เหนืออื่นใดนั้นคำสั่งที่ออกมานี้ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมไม่น้อยว่า คสช.กำลังคิดจะเลื่อนการเลือกตั้งหรือไม่

การเลื่อนเลือกตั้งในความหมายนี้มีด้วยกัน 2 แนวทาง

1.การเลื่อนเลือกตั้งที่อยู่ภายในกรอบของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มีผลบังคับใช้วันที่ 11 ธ.ค. หากนับไปจนถึงวันที่ 150 ที่จะสามารถเลือกตั้งนั้นก็จะอยู่ในช่วงเดือน พ.ค. 2562

ดังนั้น ถ้าจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากวันที่ 24 ก.พ. 2562 ก็อาจเป็น กรอบเวลาที่น่าจะยอมรับกันได้ เนื่องจากยังเป็นไปตามกระบวนการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

2.การเลื่อนเลือกตั้งที่ไม่อยู่ภายในกรอบรัฐธรรมนูญ หมายความว่าเป็นการเลื่อนเลือกตั้งออกไปมากกว่า 150 วัน นับจากวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มีผลบังคับใช้ เท่ากับว่าการเลือกตั้ง จะถูกเลื่อนออกไปนานกว่าเดือน พ.ค. 2562 อันเป็นกรอบเวลาสุดท้ายที่รัฐธรรมนูญกำหนด

วิธีการเลื่อนเลือกตั้งตามแนวทางที่ 2 ไม่ได้เป็นเรื่องยากเย็นอะไรนัก เพียงแค่ คสช.ใช้มาตรา 44 หรือเสนอร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส.เพื่อยืดเวลาการมีผลบังคับใช้ ให้นานออกไป ส่วนจะขยายเวลานานเท่าใดก็สุดแล้วแต่ความปรารถนา ของ คสช.

ถ้ามองปัจจัยสำคัญชวนให้เกิดการวิเคราะห์จากหลายฝ่ายว่าการเลื่อนการเลือกตั้งน่าจะมีความเป็นไปได้ คือ ความไม่พร้อมของพรรคการเมือง

ดังจะเห็นได้จากพรรคการเมืองขนาดเล็กเริ่มก่อหวอดให้เห็นออกมาแล้วว่าตัวเองไม่พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยอาศัยเรื่องการหาสมาชิกพรรคการเมืองไม่ทันกับการให้คุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคครบ 90 วันมาเป็นข้ออ้าง

ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันเช่นนี้ย่อมไม่เป็นเรื่องบังเอิญ โดยย่อมมีมือที่มองไม่เห็นอยู่เบื้องหลัง

เพราะฉะนั้น การประชุมร่วมกันของ กกต.และพรรคการเมืองในวันที่ 22 พ.ย. พรรคการเมืองขนาดเล็กจะใช้เวทีนี้เพื่อกดดันให้ กกต.พิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะเลื่อนการเลือกตั้ง

มองในมุมของ คสช. ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆ แล้วก็พยายามมองความเป็นไปได้ในการเลื่อนการเลือกตั้ง

ในมุมหนึ่ง คสช.ยังวิตกเหมือนกันว่าถ้าปล่อยการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นใน วันที่ 24 ก.พ. 2562 พรรคเพื่อไทย และพรรคไทยรักษาชาติ จะได้รับเสียงข้างมากในการเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล

กลยุทธ์ “แตกพรรค” ของพรรคเพื่อไทยที่ใช้แก้เกมระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม เป็นหมากการเมืองที่ คสช.เองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน เพราะแม้พรรคเพื่อไทยจะได้ สส.เขตและไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น แต่จำนวน สส.บัญชีรายชื่อที่พรรคเพื่อไทยจะเสียไปนั้น ก็จะไปตกอยู่กับพรรคไทยรักษาชาติแทน

แม้ด้านหนึ่งการแตกพรรคที่เกิดขึ้นจะมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาความไม่ลงรอยกันในพรรค แต่ต้อง ไม่ลืมว่าถึงอย่างไรเสียทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติก็ยังเป็นพันธมิตรกันอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้เอง คสช.จึงอาจเริ่มหวั่นว่าภายในเวลาที่มีอยู่จำกัดบนสมมติฐานที่ว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น วันที่ 24 ก.พ. 2562 ชัยชนะจะตก เป็นของพรรคเพื่อไทยและพรรค ไทยรักษาชาติ

อย่างไรก็ตาม ครั้นจะเลื่อนการเลือกตั้งด้วยวิธีการใช้อำนาจแบบ กำปั้นทุบดิน ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ต้องการ เพราะการเมืองชั่วโมงนี้มีความซับซ้อนหลายชั้นอย่างมาก

หากอยู่ดีๆ คสช.เลื่อนการเลือกตั้งขึ้นมา ผลกระทบแรงที่สุดจะไปตกอยู่ที่พรรคพลังประชารัฐอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ เพราะพรรคพลังประชารัฐถูก จับจ้องมองด้วยสายตาในทำนองว่าเป็นเงาของ คสช.อยู่แล้วทุกวันนี้

การมีคำสั่ง 13/2561 จึงเป็นเพียงการโยนหินว่าจะมีกระแสในทางลบ หรือไม่ ถ้าแรงต้านมีไม่มาก การเลื่อนการเลือกตั้งภายในกรอบเวลาของรัฐธรรมนูญที่ไม่เกินเดือน พ.ค. 2562  คสช.ก็อาจกลับมาพิจารณาถึงความเป็นไปได้เช่นกัน

ยื้อแบ่งเขตเลือกตั้ง ปมร้อนฉุด คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/571240

  • วันที่ 19 พ.ย. 2561 เวลา 09:39 น.

ยื้อแบ่งเขตเลือกตั้ง ปมร้อนฉุด คสช.

สัญญาณหลายอย่างที่ปรากฏในเวลานี้กำลังสร้างความกังวลว่าการเลือกตั้งตามโรดแมปอาจมีเหตุต้องขยับออกไป

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณหลายอย่างที่ปรากฏในเวลานี้กำลังสร้างความกังวลขึ้นในสังคมว่าการเลือกตั้งตามโรดแมปวันที่ 24 ก.พ. 2562 อาจมีเหตุให้ต้องขยับออกไป ทั้งที่หลายฝ่ายออกมาขานรับและตั้งตารอการเลือกตั้งอย่างใจจดใจจ่อ

เริ่มตั้งแต่พรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือเรียกได้ว่าน้องใหม่ ออกมารวมตัวเตรียมยื่นเรื่องเรียกร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ให้พิจารณาขยับวันเลือกตั้งจากเดิมออกไปเป็นวันที่ 5 พ.ค. 2562

“การเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นจะต้องมีความรัดกุม ถ้าไม่มีทิศทางที่ชัดเจนกับอนาคตกับบ้านเมือง หากรีบให้มีการเลือกตั้งโดยที่ทุกฝ่ายยังไม่มีความพร้อม อาจทำให้เกิดปัญหาได้” สาธุ อนุโมทามิ หัวหน้าพรรคพลังไทยดี ระบุ

ก่อนหน้านี้หากส่องภาพรวมของสถานการณ์อันเป็นปัจจัยให้การเลือกตั้งจำต้องเลื่อนออกไปนั้น ถือว่าค่อนข้างรางเลือนลงอย่างเห็นได้เด่นชัดจากหลายประการ

เริ่มด้วยสัญญาณแรกว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่นอน จากคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ณ กระทรวงกลาโหม ซึ่งยืนยันหนักแน่น “ทุกอย่างยืนยันเป็นไปตามโรดแมป ทาง กกต.ได้ออกมายืนยันแล้วว่าวันที่ 24 ก.พ. 2562 เป็นวันเลือกตั้ง”

สอดรับกับสัญญาณจากผู้รับผิดชอบในการเลือกตั้ง อย่าง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ที่ระบุว่า กกต.พร้อมจัดการเลือกตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. 2562 จนถึงวันที่ 9 พ.ค. 2562 ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาที่กฎหมายการเลือกตั้ง สส.มีผลบังคับใช้

แม้แต่ก่อนหน้านี้ หลัง กกต.กำหนดกรอบเวลาเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 ก.พ. 2562 แต่อาจกระทบกับนักเรียนกว่า 4.5 แสนคน ซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ที่กำลังวางแผนจะสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และการทดสอบความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (PAT) หรือ GAT/PAT

โดยตรงกับระหว่างวันที่ 23-26 ก.พ. 2562 ทำให้กระทรวงศึกษาธิการเตรียมพิจารณาเลื่อนการสอบดังกล่าวให้เร็วขึ้น 1 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้ง เป็นวันที่ 16-17 ก.พ. 2562 เพื่อให้เยาวชนมีสิทธิเลือกตั้งทุกคนได้สอบก่อน เนื่องจากหากเลื่อนการสอบไปหลังวันเลือกตั้ง อาจจะกระทบกับระบบกลางการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS)

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เองได้เริ่มต้นออกตัวหลัง กกต. ประกาศรับรองสถานะความเป็นพรรคการเมือง เป็นที่เรียบร้อยก็เปิดให้ผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกันสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งได้รับความสนใจจากบุคคลมีชื่อเสียงอย่างคับคั่ง รวมถึงเดินสายพบปะเยาวชนตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ

แต่สัญญาณล่าสุด หัวหน้า คสช.มีคำสั่งที่ 16/2561 ให้อำนาจ กกต.เปลี่ยนแปลงพิจารณาแบ่งเขตเลือกตั้ง-ขยายเวลาประกาศเขตเลือกตั้งได้จนกฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลบังคับใช้ให้พรรคการเมืองสรรหาผู้สมัครได้จนถึงวันรับสมัคร

ด้วยเหตุผลที่ว่ามีประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและพรรคการเมืองต่างๆ ร้องเรียนจำนวนมากว่า การร่วมแสดงความคิดเห็นไม่หลากหลายครบถ้วนและการพิจารณาเสนอแนะจากระดับพื้นที่ขึ้นไปยัง กกต.ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเจตนารมณ์ รวมทั้งการทำงานของ กกต.ก็เร่งรัด

ดังนั้นเพื่อให้การแบ่งเขตเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงสมควรผ่อนผัน และขยายเวลาให้ กกต.ดำเนินการต่อไป ตามหน้าที่และให้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งในการสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นประโยชน์ในการปฏิรูปการเมือง ตลอดจนป้องกันการกระทำอันอาจเป็นการกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของชาติ หรือราชการแผ่นดิน

ชนวนดังกล่าวทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงจากทั้งคนในสังคมและบรรดานักการเมือง จนเริ่มออกมาดักคอถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังคำสั่งดังกล่าวว่าเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคใดพรคหนึ่งหรือไม่ หรือมีเจตนาจะหาเหตุผลเปิดทางเปิดทางยื้อการเลือกตั้งออกไปจากกำหนดเดิม

ทั้งที่ทุกอย่างได้ตระเตรียมความพร้อมรองรับไว้ทุกด้านหมดแล้ว การออกคำสั่ง คสช. เช่นนี้จึงไม่เป็นผลดีกับทั้ง คสช. และกับประเทศในระยะยาว

เมื่อก่อนหน้านี้ฝั่ง กกต.เองได้ออกมายืนยันถึงความพร้อมในการตระเตรียมการเลือกตั้ง จึงไม่น่าจะเป็นเหตุถึงขั้นต้องออกคำสั่ง คสช.มายื้อเวลาการเลือกตั้งออกไป

ยิ่งเวลานี้หลายพรรคการเมืองออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการแบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่ อาจเป็นการชิงจังหวะสร้างความได้เปรียบให้กับบางพรรคหรือไม่นั้น ย่อมย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. และพรรคพลังประชารัฐที่กำลังจะเปิดตัวในเวลานี้ โดยมีรัฐมนตรีเข้าไปร่วมเป็นแกนนำ

ที่สำคัญการกระทำครั้งนี้ยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของ กกต. พอสมควรและหากไม่เร่งชี้แจงย่อมกระทบไปถึงความเชื่อมั่นต่อการจัดการเลือกตั้ง และการยอมรับผลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

สุดท้ายแรงกดดันทั้งหมดย่อมย้อนกลับมายัง คสช.ในฐานะผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและยังทำให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือลดลงไปเรื่อยๆ ในวันที่เตรียมตัวก้าวสู่ถนนการเมืองแบบเต็มตัว

ล้างบางจำนำข้าว สะท้านเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570948

  • วันที่ 16 พ.ย. 2561 เวลา 08:22 น.

ล้างบางจำนำข้าว สะท้านเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยกำลังเดือดได้ที่พอสมควร ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เริ่มตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวรอบสองแบบลงลึกมากขึ้น ถึงขั้นที่มีการพยายามตรวจสอบว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

ในประเด็นนี้เดิมทีถูกเปิดออกมาโดย “นรวิชญ์ หล้าแหล่ง” ทนายความของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ว่ามีกรรมการ ป.ป.ช. พยายามตรวจสอบเรื่องนี้เพื่อหาจุดเชื่อมโยงว่าอดีตนายกฯ ทักษิณจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ผ่านบุคคลที่อยู่ระหว่างการรับโทษในคดีดังกล่าว ทั้งๆ ที่อดีตนายกฯ ทักษิณไม่ได้เป็นบุคคลที่มีชื่อในคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐแต่อย่างใด

“ก่อนนี้มีข่าวมาโดยตลอดว่า กรรมการ ป.ป.ช.บางคนได้วิ่งเข้าออกเรือนจำเป็นประจำ และมีจำเลยในคดี จีทูจีหลายรายมีสิทธิพิเศษไม่ต้องอยู่ในเรือนจำ แต่อยู่ในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจแทน และได้มีความพยายามนำคดีจีทูจีนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นวาระจร เพื่อให้ตั้งอนุกรรมการไต่สวน แต่กรรมการ ป.ป.ช.หลายท่านไม่เอาด้วย” ทนายความของยิ่งลักษณ์ ระบุ

เมื่อถูกเปิดประเด็นออกมาเช่นนี้ ส่งผลให้ ป.ป.ช.ไม่สามารถอยู่นิ่งเฉยได้ ถึงขั้นที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ต้องปฏิเสธเป็นพัลวันว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานเป็นหลักเท่านั้น

“ถ้าเกี่ยวข้องกับใคร มีพยานหลักฐานอย่างไร เวลา ป.ป.ช.จะดำเนินการผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องมาเข้ากระบวนการไต่สวน ต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องจริงๆ แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องจริงกรรมการ ป.ป.ช.คงไม่สั่งไต่สวนเพิ่มเติม” คำยืนยันจากประธาน ป.ป.ช.

การลงแรงของ ป.ป.ช.ในคดีนี้และเวลานี้นับว่ามีนัยทางการเมืองเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่ากำลังเข้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ อีกทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคในเครือข่ายถือเป็นตัวเต็งที่จะชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมบรรดาคนในพรรคเพื่อไทยถึงออกอาการไม่พอใจกับการทำงานของ ป.ป.ช.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดเวลาที่ ป.ป.ช.ชุดนี้เข้ามารับตำแหน่งในระหว่างที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศก็ถูกจับตามองเป็นพิเศษพอสมควร โดยเฉพาะความเป็นกลางทางการเมือง

ป.ป.ช.ถูกท้าทายมาตลอดว่าจะเข้ามาตรวจสอบรัฐบาลและ คสช.หรือไม่ ภายหลังเกิดกรณีนาฬิกาหรูที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ต้องยื่นให้กับ ป.ป.ช. ซึ่งเวลาที่ผ่านไปก็เป็นคำตอบในระดับหนึ่งแล้วว่าการพิจารณาคดีมีความล่าช้าพอสมควร เมื่อเทียบกับมาตรฐานของ ป.ป.ช.ในการตรวจสอบความไม่โปร่งใสของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ขณะเดียวกัน การทำงานของ ป.ป.ช.ในกรณีของการตรวจสอบโครงการระบายแบบจีทูจีรอบสอง  มีข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจ

กล่าวคือ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อครั้ง ป.ป.ช.ในอดีตได้นำเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดียึดทรัพย์ทักษิณ จะเป็นไปในลักษณะที่พบว่าในคำพิพากษานั้นได้ระบุถึงความไม่โปร่งใสในกรณีที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ซึ่งในคำพิพากษาระบุถึงความไม่ชอบมาพากลของการแปลงภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม รวมไปถึงการปล่อยกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

ทันทีที่มีคำพิพากษาดังกล่าว ออกมา ป.ป.ช.เร่งดำเนินการจนสามารถนำทั้งสองคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาฯ  ได้ในเวลาต่อมา แต่สำหรับกรณีของโครงการรับจำนำข้าวทั้งในรายของ ยิ่งลักษณ์ และบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ไม่ได้ปรากฏ ร่องรอยที่จะเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม ไว้ชัดเจนมากนัก

ดังนั้น การที่ ป.ป.ช.พยายามใช้กระบวนการพยานบุคคลเพื่อเข้ามาต่อจิ๊กซอว์นั้น ด้านหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ดำเนินการได้ แต่เป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ต้องตอบคำถามสังคมหนักพอสมควรเช่นกัน เพราะแนวทางการตรวจสอบโครงการระบายข้าวรอบสองของ ป.ป.ช.ที่ผ่านมาอยู่ บนฐานของการเอาผิดเจ้าหน้าที่และภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ในทางการเมืองแล้ว ต้องยอมรับว่าการขยับตัวของ ป.ป.ช.ในประเด็นนี้ ทำให้พรรคเพื่อไทยและเครือข่ายต้องส่งสายตามายัง ป.ป.ช.ไม่น้อย

อย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายอาศัยความนิยมของฐานเสียงตัวเองที่มีต่ออดีตนายกฯ ทักษิณในการขับเคลื่อนและหาเสียงเลือกตั้งเป็นหลัก ทำให้นโยบายที่กำลังจะส่งออกไปจะมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับ ของรัฐบาลในอดีตระดับหนึ่ง

หาก ป.ป.ช.ลงดาบเชือดคดีจำนำข้าวรอบสองในระหว่างการเลือกตั้ง  ถึงจะไม่มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยในแง่ของการนำไปสู่การยุบพรรคก็จริง แต่ในทางการเมืองแล้ว พรรคเพื่อไทยคงเจอกับมรสุมและถูกรุมกินโต๊ะไม่น้อย อันจะมีผลให้การไปถึงเส้นชัย เกิดสะดุดลงได้

นับจากนี้เส้นทางในสนามเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยและเครือข่าย คงไม่ง่ายอย่างที่ปรากฏออกมาให้เห็นในโพลของพรรคอีกต่อไป

ทักษิณโพล ชิงกระแส-ปลุกเครือข่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570848

  • วันที่ 15 พ.ย. 2561 เวลา 07:55 น.

ทักษิณโพล ชิงกระแส-ปลุกเครือข่าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นที่ฮือฮาในทางการเมืองไม่น้อย ภายหลังมีรายงานข่าวออกมาว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้จ้างบริษัททำวิจัยของสหรัฐอเมริกาทำโพลสำรวจคะแนนความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมือง พบว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่าย ทั้งพรรคไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อธรรม พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติ และพรรคเสรีรวมไทย จะได้ สส.รวมกัน 290 คน จากทั้งหมด 500 คน หรือคิดเป็น 58%

การทำโพลของอดีตนายกฯ ทักษิณนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะย้อนกลับไปเมื่อครั้งทำงานในนามพรรคไทยรักไทย ปรากฏว่าทักษิณก็ใช้โพลเพื่อเช็กกระแสเช่นกัน

วัตถุประสงค์ของการทำโพล เพื่อต้องการจะตอบโจทย์ว่าพรรคของตัวเองมีความนิยมอยู่ในระดับใด ไม่เพียงแต่ต้องการทราบในภาพรวมของพรรคเท่านั้น แต่ต้องการลงลึกไปถึงระดับตัวผู้สมัครด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาส่วนใหญ่บรรดานักเลือกตั้งมักจะกล่าวอ้างตัวเองมีความนิยมในพื้นที่ โดยไม่มีข้อมูลสนับสนุน

ด้วยเหตุนี้ เพื่อไม่ให้มีแต่การกล่าวอ้างลอยๆ เพื่อหวังประโยชน์จากพรรค ทำให้ทักษิณเลือกใช้โพลเป็นเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบภายในพรรคอีกชั้นหนึ่ง เรียกได้ว่าเสมือนหนึ่งเป็นการทำไพรมารีโหวตเพื่อหาตัวผู้สมัครไปในตัว

มาครั้งนี้ก็เช่นกัน การทำโพลแน่นอนว่าเพื่อต้องการรู้ว่าตัวเองจะยืนเป็นพรรคอันดับหนึ่งในทางการเมืองหรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่าการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศมาเป็นเวลาถึง 4 ปี ประกอบกับระบบการเลือกตั้ง สส.ที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมทำให้ภูมิศาสตร์การเมืองเกิดการขยับตัวอยู่ไม่น้อยพอสมควร

แม้ผลของโพลจะออกมาโดนใจพรรคเพื่อไทย แต่ด้านหนึ่งก็ยังเป็นเรื่องที่ประมาทไม่ได้

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงคู่แข่งของพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เหมือนในอดีตเท่านั้น แต่ยังมี คสช.ภายใต้สีเสื้อของ “พรรคพลังประชารัฐ” อีกด้วย

พรรคพลังประชารัฐ กำลังก้าวเข้ามาเป็นคู่แข่งในลำดับสำคัญเท่าๆ กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีทั้งกระแสผ่านตัว “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. และบารมีผ่านการทำงานของรัฐบาลที่กำลังขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ ซึ่งมีชื่อสอดคล้องกับชื่อของพรรคอย่างเข้มข้น

ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานของรัฐบาลในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งจะไม่ได้ถูกจำกัดเหมือนกับรัฐบาลรักษาการในอดีต จึงยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้รัฐบาลสามารถเร่งผลักดันโครงการประชารัฐให้ออกดอกออกผลได้มากขึ้น

การเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยมักจะลงสนามเลือกตั้งในฐานะที่ตนเองเป็นรัฐบาลรักษาการที่กุมอำนาจรัฐแทบทุกครั้ง มีเพียงการเลือกตั้งในปี 2550 และ 2554 ที่ไม่ได้ลงสนามในนามแชมป์เก่า ถึงสองครั้งที่ว่านั้นจะชนะเลือกตั้งได้ แต่โมเดลการเมืองเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว มีความแตกต่างกับวันนี้อย่างมีนัยสำคัญพอสมควร

พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีอาวุธครบมือเหมือนในอดีต มีเพียงแต่กระแสเก่าๆ ที่สั่งสมมา แม้กระแสทักษิณจะขายได้ก็จริง แต่ก็ไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายของการเลือกตั้งที่จะมาถึง มิเช่นนั้นแล้วพรรคเพื่อไทยคงไม่เกิดสภาพเลือดไหลไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหรือพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ไม่ใช่พรรคเครือข่ายเพื่อไทยอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ไม่เพียงเท่านี้ ปัญหาภายในพรรคเองก็มีเรื่องปวดหัวอยู่ไม่น้อย ภายหลังการขึ้นมากุมอำนาจของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

หน้าฉากอาจจะบอกว่าทั้งสองพรรค “เพื่อไทย-ไทยรักษาชาติ” สามัคคีปรองดองกัน แต่ลึกๆ แล้วความบาดหมางภายในที่มีต่อกันก็มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำพื้นที่ทางการเมืองในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อคู่แข่งมีความแข็งแกร่งอย่างที่พรรคเพื่อไทยไม่เคยเจอ บวกกับความขัดแย้งภายในที่เดือดไม่ต่างกับยามสงบเรารบกันเอง กลายเป็นแรงบั่นทอนกำลังใจของนักเลือกตั้งภายในพรรคไม่น้อย เนื่องจากไม่รู้ทิศทางที่ชัดเจนของพรรค

ด้วยเหตุนี้ การทำโพลและผลโพลที่ออกมาเป็นคุณกับพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจให้กับสมาชิกพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายใยแมงมุมของทักษิณไม่มากก็น้อย

“เรื่องนี้เป็นเรื่องอนาคต จะไปฟันธงได้เท่าไรอาจเกินการคาดการณ์ แต่เชื่อมั่นการเลือกตั้งครั้งนี้จะเกิดแลนด์สไลด์ฝั่งที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย” ท่าทีต่อทักษิณโพลจาก ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ

นอกจากนี้ ทักษิณโพลไม่เพียงแต่จะเป็นตัวเร้าให้กับพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายให้เร่งทำการบ้านสำรวจตัวเองมากขึ้นแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการกระตุกเตือนคู่แข่งของพรรคเพื่อไทย ห้ามประมาทพรรคเพื่อไทยในสนามเลือกตั้งเด็ดขาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคพลังประชารัฐ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาศัยฐานความนิยมของประชาชนที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหลัก

พูดง่ายๆ คือ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ กระแสดี พรรคพลังประชารัฐก็จะกระแสไปด้วย

ผ่านมา 4 ปี ความได้เปรียบที่ตัวเองเคยมีนั้น ถึงจะมีอยู่แต่ก็ไม่มากเหมือนในอดีต ดังนั้น หากชะล่าใจเป็นกระต่ายนอนหลับรอเต่าอยู่หน้าเส้นชัย อาจได้เห็นปรากฏการณ์น้ำตาเช็ดหัวเข่าได้เช่นกัน