สิงหาเดือด ศาลพิพากษา 4 คดีร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/505094

สิงหาเดือด ศาลพิพากษา 4 คดีร้อน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อุณหภูมิการเมืองไต่ระดับความร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับ เดือน ส.ค.นี้ ที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีการเมืองที่สำคัญรวม 4 คดี ได้แก่

คดีแรก สลายการชุมนุม พธม.

ศาลนัด 2 ส.ค. เวลา 09.30 น.

จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดย มิชอบตามมาตรา 157

คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้องคดีตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2559 ไต่ สวนพยานนัดแรกเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2559 ศาลนัดไต่สวนพยานนัดสุดท้ายวันที่ 30 มิ.ย. 2560 หลังไต่สวนพยาน สมชาย  ยื่นคำแถลงปิดคดี และแถลงด้วยวาจาด้วยตัวเอง ระบุว่า ไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามที่ถูกกล่าวหา และไม่เคยคิดร้ายหรือเลือกปฏิบัติ พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

คดีที่ 2 ระบายข้าวจีทูจี

ศาลนัด 25 ส.ค. เวลา 09.00 น.

คดีฮั้วประมูลและปฏิบัติหน้าที่ มิชอบ โครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และ นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ ส่วนบุคคลธรรมดา และพวก อาทิ กลุ่มอดีตข้าราชการ อาทิ มนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ รวม 28 คน

อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องตามสำนวนของ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2558 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับฟ้องเมื่อ 9 เม.ย. 2558 จากนั้นก็มีการไต่สวนคดี เรื่อยมาจนถึงนัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2560 รวมเวลา 2 ปีกว่า หลังไต่สวนนัดสุดท้าย  ศาลให้คู่ความทุกฝ่ายยื่นคำแถลงปิดคดีส่งต่อศาลภายในวันที่ 15 ส.ค.นี้

คดีที่ 3 คดีจำนำข้าวยิ่งลักษณ์

ศาลนัด 25 ส.ค. เวลา 09.30 น.

คดีจำนำข้าว อัยการสูงสุดเป็น โจทก์ยื่นฟ้อง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

คดีนี้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2558 เริ่มไต่สวนพยานนัดแรก 15 ม.ค. 2559 รวมพยานโจทก์และจำเลยรวม 45 ปาก อนุญาตให้คู่ความทั้งสองฝ่ายยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษร ภายในวันที่ 15 ส.ค. 2560 หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่นแถลงปิดคดี

คดีที่ 4 สนามกอล์ฟอัลไพน์

ศาลนัดวันที่ 29 ส.ค.

เมื่อปี 2550 ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความ เสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

จากกรณีวันที่ 13 มี.ค. 2545 ยงยุทธ เป็นรองปลัดกระทรวงใช้อำนาจรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย รับรองการซื้อขายที่ดินวัดธรรมิการาม กับบริษัท อัลไพน์ ว่ามีความถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์ ไม่สามารถซื้อขายหรือโอนได้

 

ไพรมารีโหวต จุดเดือดการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/504940

ไพรมารีโหวต จุดเดือดการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดูเหมือนว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกลับมาเป็นประเด็นเดือดทางการเมืองอีกครั้ง ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งสัญญาณแรงมายังพรรคการเมืองโดยตรงผ่านเนื้อหาในร่างกฎหมายที่ สนช.ลงมือแก้ไข ซึ่งแตกต่างไปจากร่างกฎหมายเวอร์ชั่นแรกที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ออกแบบไว้ก่อนอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ การกำหนดกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. หรือการทำไพรมารีโหวต

ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ซึ่ง กรธ.เสนอมายัง สนช.นั้นก็ได้มีการกำหนดกระบวนการทำไพรมารีโหวตเช่นกัน แต่เป็นไปในลักษณะของการเปิดช่องให้พรรคการเมืองจะดำเนินการหรือไม่ก็ได้ โดยไม่ได้มีผลต่อการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.

ผิดกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ที่มี “พล.อ.สมเจตน์ บุุญถนอม” สมาชิก สนช.เป็นประธาน ปรากฏว่าได้ผ่าตัดการทำไพรมารีโหวตในลักษณะที่มีผลได้ผลเสียต่อการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ของพรรคการเมือง

กล่าวคือ สนช.ได้แก้ไขโดยกำหนดเป็นแนวทางว่าหากในเขตเลือกตั้งใด พรรคการเมืองไม่ได้มีการทำไพรมารีโหวตแล้ว พรรคการเมืองดังกล่าวจะไม่มีสิทธิส่งผู้สมัคร สส.ในเขตเลือกตั้งนั้น

ที่ผ่านมา สนช.พยายามชี้ให้สังคมเห็นว่าการกำหนดให้พรรคการเมืองทำไพรมารีโหวตเช่นนี้ก็เพื่อลดอำนาจของนายทุนพรรคการเมือง เพราะเดิมอำนาจในการส่งผู้สมัครจะเป็นอำนาจเด็ดขาดของนายทุนและผู้บริหารพรรคการเมืองเป็นหลัก โดยที่สมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้มีส่วนร่วมแต่อย่างใด ดังนั้น หากมีการทำไพรมารีโหวตในวิธีการที่ สนช.กำหนดจะช่วยให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

ถึงกระนั้นก็ตาม ภายใต้ความหวังดีของ สนช.กลับกลายเป็นปัญหาในสายตาของ กรธ. จึงเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่าง กรธ. สนช. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งจะประชุมนัดแรกในวันที่ 25 ก.ค.นี้

ทั้งนี้ เหตุผลที่ กรธ.เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเนื่องจากมองเห็นว่าร่างกฎหมายมีเนื้อหาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จำนวน 5 ประเด็น

โดยเฉพาะการที่ สนช.กำหนดการทำไพรมารีโหวตโดยที่ไม่มีมาตรการป้องกันการทุจริตในกระบวนการทำไพรมารีโหวต ซึ่ง กรธ.เห็นว่าไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มุ่งหมายให้มีการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ จึงจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ความฮาร์ดคอร์ของ สนช.ในการปรุงแต่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำไพรมารีโหวตภายใต้หลักการทั่วไปเท่านั้น แต่มีการอ้างว่าได้หารือกับ กรธ.เบื้องต้นว่าอาจกำหนดโทษยุบพรรคการเมืองในกรณีที่พรรคการเมืองดังกล่าวจัดกระบวนการทำไพรมารีโหวตที่ไม่โปร่งใส

“หากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ครบถ้วน ก็สามารถร้องไปยัง กกต.ให้ดำเนินคดีอาญากับหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคได้ แต่ถ้าพบว่ากรรมการบริหารพรรคมีส่วนในการทุจริตขั้นตอนการคัดเลือกดังกล่าว นอกจากมีโทษอาญาแล้วยังมีโทษยุบพรรคด้วย” พล.อ.สมเจตน์ หนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญฯ ร่วม 3 ฝ่าย ระบุ

ภายหลังที่มีการเปิดประเด็นดังกล่าวออกไป ปรากฏว่าพรรคการเมืองได้แสดงท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจน และนำมาซึ่งบรรยากาศทางการเมืองที่ขุ่นมัว ก่อนที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ต้องออกมาชี้แจงว่าการทำไพรมารีโหวตจะไม่เชื่อมโยงกับการยุบพรรคการเมือง

“โทษของการทำไพรมารีโหวตไม่ถูกต้องจะไม่มีความรุนแรง เช่น การถูกตัดสิทธิเลือกตั้งอันมีผลให้เล่นการเมืองไม่ได้สักพักหนึ่ง เป็นต้น แต่ไม่ถึงขั้นยุบพรรคการเมือง เพราะการทำไพรมารีโหวตเป็นเรื่องภายในของพรรคการเมือง” คำอธิบายจากประธาน กรธ.

ต้องยอมรับว่า สนช.ชุดปัจจุบันเป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักการเมืองพอสมควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่ผ่านมาได้ลงมติถอดถอนนักการเมืองจนถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาแล้วหลายคน ทำให้นักการเมืองกับ สนช.จำนวนหนึ่งกลายเป็นคู่ขัดแย้งกันไปโดยปริยาย

ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีความเป็นไปได้ที่กรรมาธิการวิสามัญในสัดส่วนของ สนช.จะเสนอไอเดียแปลกใหม่มายังที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญอีกเพื่อจัดการกับนักการเมือง ซึ่งเป็นอุดมการณ์ที่แตกต่างกับ กรธ.พอสมควร กรธ.ไม่ต้องการขึงพืดนักการเมืองมากเกินความจำเป็น เพราะการทำเช่นนั้นอาจไม่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความปรองดองในระยะยาว

ทว่าหมากเกมนี้ สนช.กุมความได้เปรียบพอสมควร

แม้ตามสัดส่วนของคณะกรรมาธิการวิสามัญทั้ง สนช.และ กรธ.จะมีเสียงในมือ 5 คนเท่ากัน แต่ต้องไม่ลืมว่าในเรื่องกฎหมายพรรคการเมืองนั้น กกต.ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสียงในคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้นได้มีใจโน้มเอียงมาทาง สนช. เนื่องจากเป็นฝ่ายที่เห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าการทำไพรมารีโหวตเวอร์ชั่น สนช.ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เมื่อมองภายใต้บริบท ย่อมทำให้ สนช.มีความได้เปรียบเหนือ กรธ.อยู่ไม่น้อย ซึ่งจะช่วยให้ สนช.สามารถเขียนกฎหมายเพื่อคุมพรรคการเมืองได้มากขึ้น

ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยเฉพาะประเด็นการทำไพรมารีโหวตจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอุณหภูมิทางการเมืองที่จะทวีความดุเดือดในอนาคต

 

‘จตุพร’ นอนคุก ‘เพื่อไทย-นปช.’ ขวัญผวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/504412

‘จตุพร’ นอนคุก ‘เพื่อไทย-นปช.’ ขวัญผวา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุด “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต้องกลับไปใช้ชีวิตในเรือนจำอีกครั้ง ซึ่งการใส่เครื่องแบบเรือนจำครั้งล่าสุดนี้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ประธาน นปช.ต้องเข้าๆ ออกๆ คุกด้วยเหตุที่ศาลเพิกถอนการให้ประกันตัว เนื่องจากจตุพรในฐานะที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีต่างๆ นั้นได้ทำผิดเงื่อนไขการประกันตัว แต่การกลับเรือนจำครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา แตกต่างออกไป เพราะเป็นกรณีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จตุพรในฐานะจำเลยต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี

คดีที่ว่านั้น คือ การหมิ่นประมาท “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2552 ด้วยการกล่าวหาทำนองเป็นรัฐบาลสั่งทหารให้ไปยิงประชาชน อันเป็นสาเหตุให้อภิสิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ลงโทษเอาผิดกับจตุพรฐานหมิ่นประมาท

เดิมทีคดีดังกล่าวทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องและให้จตุพรไม่มีความผิด โดยศาลเชื่อว่าการกระทำของประธาน นปช.เป็นการปกป้องตนหรือป้องกันส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับตนตามทำนองคลองธรรม อันเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 (1) จึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ทว่า อภิสิทธิ์ตัดสินใจสู้คดีถึงชั้นศาลฎีกา โดยพยายามแย้งว่าการกระทำของจตุพรไม่ได้เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต จึงนำมาสู่การสู้คดีกันอีกรอบ กระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทำให้ประธาน นปช.ต้องใช้เวลาอีก 365 วันในเรือนจำ

หากมองในทางการเมืองแล้วการจำคุกของประธาน นปช.ส่งผลกระทบใน 3 มิติด้วยกัน

1.ผลกระทบที่เกิดกับจตุพรเอง หมายความว่า จตุพรจะหมดสิทธิลงสมัคร สส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าทันที เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 98 (6) และ (7) บัญญัติว่า บุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายของศาล และเคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 10 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง จะขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร สส.ทันที

ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่ต่างอะไรกับการปิดฉากสวมสูทเดินเข้าสภาอีกครั้งไปโดยปริยาย

2.แรงสะเทือนถึงแนวทางการต่อสู้ของ นปช. นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามา บริหารประเทศตั้งแต่ปี 2557 ได้ปฏิบัติการเปิดเกมบุกฝ่ายตรงข้ามนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่ง นปช.เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ถูก คสช.หมายหัวเอาไว้

ที่ผ่านมา คสช.ออกแรงกดดันต่อ นปช.ค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะการควบคุมการแพร่ภาพออกอากาศของทีวี นปช. ซึ่งเป็นกระบอกเสียงสำคัญของกลุ่มเสื้อแดงในการสื่อสารข้อความจากแกนนำไปถึงมวลชนในพื้นที่ต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่เป็นพื้นที่สำหรับวิพากษ์วิจารณ์การบริหารประเทศของ คสช.อย่างดุเดือด จนทำให้บรรดาบิ๊กๆ ใน คสช.ควันออกหูหลายครั้ง

การที่แกนนำคนเสื้อแดงถูกกดดันมากเข้า ส่งผลให้การเคลื่อนไหวเพื่องัดข้อกับ คสช.ทำได้ยากขึ้น มาจนถึงทุกวันนี้โครงสร้างของ นปช.เองก็ไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างกันมากนัก เนื่องจากแกนนำบางส่วนต่างมีคดีติดตัวกันทั้งนั้น จึงทำให้ต้องเพลามือในการต่อปากต่อคำกับ คสช.ลงมาบ้าง

เท่ากับว่าการไร้จตุพรซึ่งเป็น หัวเรือคนสำคัญของกลุ่ม นปช. ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้มวลชนขาดผู้นำและเกิดความอ่อนแอทันที

3.พรรรคเพื่อไทยได้รับผล กระทบไม่ต่างกัน แม้ทุกวันนี้พรรคเพื่อไทยและ นปช.จะต่างคนต่างเดิน แต่ด้านหนึ่งย่อมมีแรงเหวี่ยงมายังแกนนำพรรคเพื่อไทยไม่มากก็น้อย เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่า นปช.เป็นแม่ทัพคนสำคัญในการสร้างมวลชน หากไร้จตุพรในช่วงนี้ย่อมทำให้มวลชนเสื้อแดงอ่อนกำลังลงไปสมควร ย่อมหมายถึงการที่พรรคเพื่อไทยต้องสูญเสียพลังมวลชนไปเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ขวัญและกำลังใจของแกนนำย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะต้องไม่ลืมเวลานี้แกนนำของพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งกำลังต่อสู้คดีในชั้นศาลหลายคดี โดยเฉพาะ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีคิวรับฟังการสืบพยานกลุ่มสุดท้ายในคดีจำนำข้าวในช่วงนี้ โดยคาดว่าจากนั้นอีกไม่นานศาลฎีกาน่าจะกำหนดวันรับฟังคำพิพากษา

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่มีแรงกดดันมากที่สุดอีกครั้ง โดยมีเงื่อนไขมาจากทั้งคดีความในชั้นศาลหรือบทบัญญัติของกฎหมายที่กำลังจะออกมาใหม่ เช่น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีการเปลี่ยนหลักการสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงสองนายใหญ่ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” เข้าอย่างจัง

กล่าวคือ “ทักษิณ ชินวัตร” ต้องเตรียมทีมกฎหมายเพื่อต่อสู้คดีการทุจริตที่ค้างอยู่ในระบบของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ภายหลังร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ เปิดทางให้มีการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้

ส่วน “ยิ่งลักษณ์” ถูกบีบให้เดินหน้าต้องสู้ เมื่อการหันหลังให้ศาลด้วยการหนีคำพิพากษาไม่มีผลทางกฎหมาย เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ กำหนดให้การหนีคดีของจำเลยมีผลให้อายุความสะดุดลงทันที ซึ่งเท่ากับว่าถ้ายิ่งลักษณ์คิดจะหนีต้องหนีตลอดชีวิต

ดังนั้น การใช้ชีวิตในเรือนจำของจตุพรเป็นเวลา 365 วันตาม คำพิพากษา ถึงจะโทษจำคุกที่มีเวลาไม่นาน แต่เมื่อมองในบริบททางการเมืองแล้ว เป็นสถานการณ์ที่บีบคั้นหัวใจของ นปช.และพรรคเพื่อไทยจริงๆ n

 

เงินไร้ที่มา 14ล. เอี่ยวค้ามนุษย์ ปมจำคุก พล.ท.มนัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/504388

เงินไร้ที่มา 14ล. เอี่ยวค้ามนุษย์ ปมจำคุก พล.ท.มนัส

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

รูดม่านคดีประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เมื่อการดำเนินคดีขบวนแก๊งค้ามนุษย์ “โรฮีนจา” ที่เคยเป็นข่าวใหญ่โตเมื่อปี 2558 องค์คณะผู้พิพากษาแผนกคดีค้ามนุษย์ในศาลอาญา ใช้เวลานานถึง 12 ชั่วโมงในการอ่านคำพิพากษา 11 สำนวน จำเลย 103 คน โดยมีรายสำคัญอย่าง พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ปัจจุบัน อังโชติพันธุ์หรือ โกโต้ง อดีตนายก อบจ.สตูล และบรรจง หรือ จง ปองพล อดีตนายกเทศมนตรี เมืองปาดังเบซาร์ จ.สงขลา ซึ่งมีส่วนสำคัญเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา

อัยการเริ่มทยอยฟ้องจำเลยตั้งแต่เดือน ก.ค. 2558 ในความผิด 16 ข้อหา ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ. 2490 และประมวลกฎหมายอาญา

เนื่องจากคดีนี้มีผู้กระทำผิดจำนวนมาก จึงได้มีการโอนคดีจากศาลนาทวีมาพิจารณาคดีที่แผนกคดีค้ามนุษย์ของศาลอาญา ตลอดระยะเวลาที่มีการพิจารณาคดีตั้งแต่เดือน มี.ค. 2559 พล.ท.มนัส และพวกทั้งหมดพยายามขอประกันตัว แต่อัยการได้คัดค้าน เนื่องจากเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิตและเป็นคดีร้ายแรง โดยในชั้นพิจารณาจำเลยได้ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

คำพิพากษาของศาลให้จำคุก บรรจง อดีตนายกเทศมนตรี เมืองปาดังเบซาร์ 78 ปี ปัจจุบัน หรือ โกโต้ง จำคุก 75 ปี แต่ตามกฎหมายให้จำคุกไม่เกิน 50 ปี

ส่วน พล.ท.มนัส ถือเป็นหัวขบวนการใหญ่สำคัญ อีกทั้งยังเป็นข้าราชการทหารระดับสูง แต่เลือกใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์กับขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา ศาลตัดสินจำคุก 27 ปี

สำหรับพฤติการณ์ของ พล.ท.มนัส กับพวกได้พาชาวโรฮีนจากว่า 80 คน ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยไม่ได้เดินทางเข้ามาตามช่องทางตรวจคนเข้าเมือง ทั้งกลุ่มผู้ต้องหารับรู้อยู่แล้วว่าการนำบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรนั้นผิดกฎหมาย

เท่านั้นไม่พอขบวนการค้ามนุษย์ยังร่วมกันรับชาวโรฮีนจาเข้ามาช่วยเหลือซ่อนเร้น โดยให้ผู้เสียหายพักอาศัยที่แคมป์บนเทือกเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เพื่อหลบซ่อนให้พ้นจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ในระหว่างที่ชาวโรฮีนจาถูกควบคุมอยู่ในแคมป์ที่พัก พวกเขายังถูกทำร้ายร่างกายอย่างหนักโดยใช้ไม้หวายทุบตี ใช้มีดปลายแหลมจี้แทงตามลำตัว แต่ไม่มีการนำพาผู้บาดเจ็บไปรักษาพยาบาล ไม่มีการให้อาหาร น้ำดื่ม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย โดยนำศพผู้เสียชีวิตไปกลบฝังซ่อนเร้นเพื่อปิดบังการตาย

ในคำพิพากษาระบุถึงพฤติกรรมของกลุ่มจำเลยอีกว่า ได้บังคับให้ผู้เสียหายทั้งหมดโทรหาญาติพี่น้องว่าให้นำเงินมาจ่ายเพื่อแลกกับการส่งตัวไปทำงานที่มาเลเซีย โดยหลอกลวงว่าจะได้เงินค่าจ้างสูง แต่กลับนำชาวโรฮีนจาทั้งหมดมากักขังไว้ที่เทือกเขาแก้ว

จากการตรวจค้นบ้านพักผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่พบความเชื่อมโยงทางการเงินอย่างชัดเจนว่า พล.ท.มนัส มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา พบหลักฐานการโอนเงินกว่า 65 ครั้ง ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2555 จำนวน 61 ครั้ง เป็นเงิน 13 ล้านบาทเศษ และในช่วงเดือน ส.ค. 2556 จำนวน 2 ครั้ง เป็นเงิน 1 ล้านบาทเศษ

ไล่ย้อนดูประวัติการรับราชการของ พล.ท.มนัส สอดรับกันว่าในเดือน ต.ค. 2553-ธ.ค. 2557 เคยดำรงตำแหน่งผู้บังคับการจังหวัดทหารบกชุมพร และ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 จ.สงขลา แสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาที่ พล.ท.มนัส ได้ปฏิบัติหน้าที่มีความเชื่อมโยงในการผลักดันแรงงานชาวโรฮีนจาออกนอกประเทศ เนื่องจากผู้เสียหายที่ถูกจับกุมให้การว่าเคยถูกจับกุมแล้ว แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือกลับมาเข้าแคมป์เหมือนเดิม จึงรับฟังได้ว่าแม้จะมีการผลักดันแรงงานออกน่านน้ำตามแผน “พิทักษ์อันดามัน1” แต่แรงงานสามารถกลับมาได้โดยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่

อย่างไรก็ตาม ทาง พล.ท.มนัส พยายามชี้แจงว่าเงินจำนวนดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนใน จ.ระนอง โดยโอนเงินเข้าบัญชีของ พล.ท.มนัส เพื่อใช้จ่ายในการผลักดันชาวโรฮีนจา เนื่องจากเกิดปัญหาผู้อพยพเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

“พล.ท.มนัส ยังชอบเล่นการพนันวัวชนและอ้างว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการเล่นพนัน รวมถึงยังทำธุรกิจซื้อขายวัวชนที่แพ้จากสนามชนวัวเพื่อไปขายต่อเป็นวัวเนื้อ แต่ผู้ต้องหาไม่มีเอกสารหลักฐานชัดเจน และในการผลักดันชาวโรฮีนจารัฐบาลเองก็มีงบจัดสรรในส่วนนี้อยู่แล้ว”

นั่นเองทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเงินที่โอนเข้าบัญชี พล.ท.มนัส เป็นผลประโยชน์เชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา

 

‘ยิ่งลักษณ์’ หมดทางหนี ‘ทักษิณ’ กลับบ้านลำบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/504293

‘ยิ่งลักษณ์’ หมดทางหนี ‘ทักษิณ’ กลับบ้านลำบาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็กลายเป็นประเด็นทางการเมืองจนได้สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายหลังจากพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์แสดงความเห็นว่าร่างกฎหมายดังกล่าวไม่มีความเป็นธรรม

“การกำหนดให้ร่างกฎหมายนี้มีผลใช้บังคับย้อนหลังทั้งๆ ที่ร่างเดิมของ กรธ. (คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ) ไม่ได้กำหนด จึงเป็นการตรากฎหมายที่มีผลย้อนหลังเป็นโทษต่อบุคคล ขัดกับหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน

แม้จะอ้างว่าเป็นเรื่องของวิธีพิจารณา แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะว่าเรื่องอายุความก็ดี การพิจารณาคดีที่ต้องทำต่อหน้าจำเลยก็ดี หากบัญญัติกฎหมายฉบับใหม่ย้อนหลังไปใช้บังคับอันมีลักษณะเป็นการจำกัดตัดสิทธิจำเลย เพื่อทำให้จำเลยเสียเปรียบในคดีอาญา ย่อมถือว่าเป็นการตรากฎหมายย้อนหลังเป็นโทษทั้งสิ้น “ชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย ระบุ

ในมุมมองของพรรคเพื่อไทยพยายามจะชี้ให้เห็นว่าการมีร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นผลย้อนหลังที่เป็นผลร้ายแก่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ยังคงสถานะความเป็นจำเลยในคดีทุจริตที่อยู่ในสารบบของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ถึง 4 คดี ประกอบด้วย

1.คดีการออกสลากเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) 2.คดีการปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลเมียนมาจำนวน 4,000 ล้านบาทของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย 3.คดีการแปลงสัมปทานโทรศัพท์คลื่นความถี่เป็นภาษีสรรพสามิต และ 4.คดีปล่อยกู้ให้กับกลุ่มกฤษดามหานครของธนาคารกรุงไทย

ทั้ง 4 คดีเป็นคดีที่ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งจำหน่ายชั่วคราว เนื่องจากฝ่ายโจทก์ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอัยการสูงสุด ไม่สามารถนำตัวจำเลยมาต่อหน้าศาลได้ ทำให้ศาลจำเป็นต้องจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะได้ตัวจำเลย

ผลร้ายที่เกิดขึ้นกับทักษิณในมุมมองของพรรคเพื่อไทยมี 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพิจารณาคดีลับหลัง และการนับอายุความ

พิจารณาในประเด็นเกี่ยวกับการไต่สวนคดีลับหลังนั้นเป็นผลกระทบที่ทักษิณต้องรับเอาเข้าไปเต็มๆ กล่าวคือ ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ เปิดโอกาสให้ศาลไต่สวนลับหลัง หากจำเลยหลบหนีไม่ปรากฏตัวต่อศาล ศาลสามารถไต่สวนคดีลับหลังได้ทันที ซึ่งต่างจากกฎหมายเดิมที่ศาลต้องจำหน่ายคดีชั่วคราว

การตีความแบบนี้หมายความว่า คดีทั้ง 4 คดีดังกล่าวที่ศาลได้จำหน่ายออกจากสารบบไว้ชั่วคราว สามารถเดินหน้าพิจารณาต่อไปได้ โดยไม่สะดุดลงเหมือนในอดีตแต่อย่างใด

ส่วนเรื่องอายุความที่ให้สะดุดลงเพราะเหตุที่จำเลยหลบหนีนั้น ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยมองว่าเป็นการออกกฎหมายย้อนหลังที่เป็นผลร้ายแก่ทักษิณ เพราะจะทำให้ทักษิณไม่ได้ประโยชน์จากเวลาของอายุความที่กำลังเดินหน้าอยู่ในปัจจุบัน

แต่ล่าสุด “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. แสดงความเห็นว่าจะไม่มีผลต่อการนับอายุความในคดีที่มีการฟ้องหรือพิพากษาเป็นที่สุดก่อนจะมีร่างกฎหมายฉบับใหม่

“หากสิ่งที่เขาเติมเพิ่มมา ก็ใช้สำหรับวันข้างหน้าเพื่อให้การหนีไม่เป็นผล หากคดีที่พิพากษาไปแล้วก็จะให้นับอายุความตามเดิม คงจะไม่ย้อนหลังไม่ได้เพราะจะเป็นโทษ” มีชัย ตอบคำถามของผู้สื่อข่าว

เท่ากับว่าปัญหาเดียวที่ทักษิณต้องเผชิญคือ การต่อสู้คดีลับหลัง ขณะที่เรื่องอายุความถ้าตีความกฎหมายตามแนวทางของมีชัย ย่อมทำให้ทักษิณได้ประโยชน์อยู่อย่างมีนัยสำคัญ

แต่ถึงอย่างไรเสีย เนื้อหาของร่างกฎหมายที่ออกมาในรูปแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการปิดประตูไม่ให้ทักษิณได้กลับมายังประเทศไทย เว้นเสียแต่เจ้าตัวเลือกจะเผชิญหน้ากับคดีและยอมเข้าสู่เรือนจำเพื่อรับโทษในคดีที่ศาลได้พิพากษาถึงที่สุดเอาไว้

ขณะที่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังเดินตามรอยพี่ชายในฐานะเป็นผู้ได้รับผลจากอภินิหารของร่างกฎหมายฉบับนี้เช่นกัน

คดีโครงการรับจำนำข้าว ที่ยิ่งลักษณ์มีชื่อเป็นจำเลยอยู่นั้น อยู่ในระหว่างการไต่สวนพยานในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งคาดว่าในเร็วๆ นี้ ศาลฎีกาฯ น่าจะสามารถกำหนดวันอ่านคำพิพากษาได้

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำหนดให้อายุความสะดุดหยุดลงทันที หากเกิดกรณีที่จำเลยหลบหนีในระหว่างการพิจารณาคดี หรือหลบหนีภายหลังศาลได้พิพากษาเป็นที่สุดแล้ว

ปัจจุบันยิ่งลักษณ์เป็นบุคคลที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หมายหัวเอาไว้แล้วว่าห้ามออกนอกประเทศ และด้วยสภาพของร่างกฎหมายดังกล่าว ทำให้การเดินทางออกนอกประเทศเพื่อหนีคดีทำได้ยากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม แม้ในอนาคตหาก คสช.ยอมผ่อนปรนเงื่อนไขให้ยิ่งลักษณ์สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้พร้อมกับวางเงื่อนไขไว้สารพัด แต่ถ้ายิ่งลักษณ์หลบหนีและเป็นฝ่ายแพ้คดี เท่ากับว่ายิ่งลักษณ์ต้องหนีตลอดชีวิต เพราะร่างกฎหมายใหม่บัญญัติให้การหนีของจำเลยมีผลให้การนับอายุความต้องหยุดลง

จากสถานการณ์และเงื่อนไขต่างๆ ทั้งหมด จึงพอสรุปได้ว่าทักษิณแทบจะหมดหนทางกลับบ้านอย่างที่หวัง เช่นกันกับยิ่งลักษณ์ที่หมดทางหนี

 

สัญญาประชาคม ปรองดองแต่เปลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/504060

สัญญาประชาคม ปรองดองแต่เปลือก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างสัญญาประชาคมถูกเข็นออกมาในช่วงปลายโรดแม็ป คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางความมุ่งหวังว่าจะเป็น “กลไก” ช่วยคลี่คลายความขัดแย้งที่หมักหมมมายาวนานในสังคมให้หมดไป แม้ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ยาก

หากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่า ร่างสัญญาประชาคมที่แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ บทนำ ความคิดเห็นร่วม และภาคผนวกนั้น ยังเป็นเพียงแค่หลักการกว้างๆ ไม่ได้มีอำนาจไปบังคับ หรือลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม

เจาะลงไปในส่วนของความคิดเห็นร่วม 10 ข้อ ที่เป็นเหมือนเนื้อหาหลักจะเห็นว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ดูจะเป็นนามธรรมจนยากจะจับต้อง

ไล่มาตั้งแต่ข้อ 2.คนไทยทุกคนพึงน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ในชีวิต 3.คนไทยทุกคนพึงยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม 4.คนไทยทุกคนพึงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5.คนไทยทุกคนพึงส่งเสริมการดูแลคุณภาพชีวิตและสาธารณสุข

6.คนไทยทุกคนพึงเคารพ เชื่อมั่น และปฏิบัติตามกฎหมาย สนับสนุนกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม 7.คนไทยทุกคนพึงใช้ความรอบคอบในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ไม่บิดเบือน 8.คนไทยทุกคนพึงตระหนักในการส่งเสริมสังคมให้มีมาตรฐานสากล ตามกฎกติการะหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี

9.คนไทยทุกคนพึงส่งเสริมการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ให้สอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และ 10.คนไทยทุกคนเรียนรู้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ

แต่หัวใจสำคัญอยู่ตรงที่ ข้อ 1.คนไทยทุกคนพึงร่วมมือกันสร้างบรรยากาศความสามัคคีปรองดองเพื่อให้ประเทศไทยมีความเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเข้าใจระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างถูกต้องและอยู่ในกรอบกฎหมาย มีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชน ยอมรับความแตกต่างทางความคิด ส่งเสริมสถาบันการเมืองให้มีความเข้มแข็งเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่โปร่งใสบริสุทธิ์ ยุติธรรม และยอมรับผลการเลือกตั้งซึ่งถือเป็นฉันทามติของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งร่วมกันตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐและการแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกรัฐสภา

ประเด็นแรก การกำหนดให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างบรรยากาศความสามัคคีปรองดองเพื่อให้ประเทศไทยมีความเป็นหนึ่งเดียวนั้น ถือเป็นส่วนสำคัญในการปูทางสู่ความปรองดอง เพราะการจะเดินไปสู่จุดนั้นได้ ทุกฝ่ายจะต้องสร้างบรรยากาศ ไม่สร้างเงื่อนไข ความขัดแย้ง เพิ่มเติม

ยังไม่รวมกับประเด็น ความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างถูกต้องและอยู่ในกรอบกฎหมาย ยอมรับความแตกต่างทางความคิด ที่แต่ละเรื่องล้วนเป็น กรอบที่จะป้องกันปัญหา

แต่ที่สำคัญที่สุด คือ การยอมรับผลการเลือกตั้งซึ่งถือเป็นฉันทามติของคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งร่วมกันตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐและการแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกรัฐสภา

เนื่องจากปัญหาที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมีจุดกำเนิดมาจากการไม่ยอมรับผลของการเลือกตั้ง ทั้งอ้างการโกงการซื้อเสียง จนพาลไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง บานปลายกลายเป็นการรวมตัวขับไล่รัฐบาล เป็นหล่มวังวนปัญหา

สุดท้ายก็เป็นข้ออ้างให้ “กองทัพ” เข้ามาแทรกแซงแก้ไขปัญหาฝ่าทางตัน ทั้งที่หลายฝ่ายยังเห็นว่าสามารถใช้กระบวนการตามกลไกที่มีอยู่แก้ไขปัญหาตรงหน้าได้

การคิดหาทางวางกรอบป้องกันไม่ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่จุดนั้น อาจสกัดปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถสกัดความวุ่นวาย หรือจะสามารถพลิกฟื้นคืนความสงบสุข รวมทั้งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความปรองดองให้กลับคืนมาอย่างที่คาดหวัง

ประการแรก สัญญาประชาคม ที่ระบุว่ามีที่มาที่ไปจากการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจากทุกฝ่ายทั่วประเทศนั้น อีกด้านหนึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพียงแค่พิธีกรรมที่ไม่ได้หวังรับฟังความคิดเห็นแท้จริง

ทำให้เนื้อหาที่ออกมาถูกมองว่าเป็นไปตามกรอบที่ทาง คสช.วางไว้ มากกว่ามาจากความต้องการของประชาชนคนทั่วไป อันจะทำให้ความปรองดองยากจะเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ

ประการที่สอง แม้แต่ละฝ่ายจะออกมาขานรับเห็นพ้องกับ สัญญาประชาคม ที่ออกมา อันน่าจะช่วยให้กระบวนการปรองดองเดินหน้าไปสู่จุดหมายอย่างที่คาดหวัง แต่ความเป็นจริงแล้ว การส่งสัญญาณตอบรับโดยเฉพาะจากฝ่ายการเมืองนั้น อาจเป็นเพราะไม่มีทางเลือกอื่น

ในเมื่อบิ๊ก คสช. เคยประกาศชัดว่าหากบ้านเมืองยังมีความวุ่นวาย การเลือกตั้งก็อาจไม่เกิดขึ้น หากออกตัวไม่เห็นด้วยนอกจากจะตกเป็นจำเลยขัดขวางกระบวนการปรองดองแล้ว ยังอาจส่งผลทำให้เส้นทางการเลือกตั้งมีอันต้องสะดุด การยอมลงนามในสัญญาประชาคมจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ที่สำคัญความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องไปแก้ไขไปที่ต้นตอของปัญหา ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม การบังคับใช้กฎหมายที่ถูกมองว่ามีหลายมาตรฐาน ไปจนถึงเรื่องปฏิรูปด้านอื่นๆ ประกอบ ที่ยังไม่เห็นความคืบหน้าในทางปฏิบัติ ตรงกันข้ามปรากฏการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นเวลานี้ดูจะเป็นชนวนให้เกิดความปรองดองได้ยากขึ้น

สัญญาประชาคมที่ออกมาจึงดูจะเป็นเพียงแค่เปลือกที่อาจจะช่วยสร้างความสงบได้ชั่วครู่ชั่วคราว แต่ยากจะนำไปสู่ความปรองดองได้อย่างแท้จริง n

 

หลักนิติธรรมบนความยั่งยืน ตามรอยพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2560 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/504015

หลักนิติธรรมบนความยั่งยืน ตามรอยพระราชดำริ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 3ภายใต้การจัดงานของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ได้ชูแนวคิด “หลักนิติธรรมกับการพัฒนาโดยศึกษาแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9” ผ่านมุมมองของวิทยากรมากประสบการณ์ความรู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ที่หลายท่านอธิบายแนวคิดดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจบนเวทีแห่งนี้

เช่นเดียวกันกับ มาร์ติน ฮันเซ่น รองผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย กลั่นกรองแนวคิดหลักนิติธรรมกับ การพัฒนาฯ ออกมาว่า ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจย่อมมีส่วนสำคัญในเรื่องของหลักนิติธรรมที่จะช่วยให้เกิดความยั่งยืนและเติบโต อีกทั้งหลักนิติธรรมยังมีส่วนสำคัญที่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดความเชื่อมั่นในทิศทางของธุรกิจและเสริมสร้างพื้นฐานให้เติบโต ตามแนวหลักนิติธรรมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ตัวอย่างโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงวางรากฐานการพัฒนาโครงการต่างๆ ทั้งเกษตรกรรมและอื่นๆ จำนวนมาก หลายโครงการกลายเป็นวาระแห่งโลกในปัจจุบัน เนื่องจากพระองค์ท่านทรงวางแผนและสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ต้นเพื่อลดภาวะเสี่ยงภัยและภัยพิบัติต่างๆ โดยมีการนำแนวทางของพระองค์ท่านไปสู่การพัฒนาตลอดไปถึงคนชายขอบ

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีต ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ฉายภาพแนวคิดดังกล่าวบนเวทีว่า หลักทศพิธ ราชธรรมเป็นแนวการปกครองของกษัตริย์ไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงงานบนหลัก “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

“ตลอด 70 ปี พระองค์ทรงงานตามหลักทศพิธราชธรรม ด้วยความเมตตา จริงใจ อดทน อดกลั้น เที่ยงธรรม เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พระองค์ให้ความสำคัญต่อกฎหมายสำคัญต่อบ้านเมือง เพื่อให้การเป็นอยู่มีความเรียบร้อยและสามารถมีชีวิตที่รุ่งเรือง”

โดยลักษณะสำคัญ 3 ส่วนประกอบด้วย 1.การใช้กฎหมายต้องใช้ในเจตนาที่แท้จริงและในบริบทของสังคมที่จะนำพาสังคมไปสู่ความถูกต้อง การใช้เพื่อยุติธรรมไม่ใช่รักษาตัวบทกฎหมายเองโดยคำนึงถึงศีลธรรม 2.กฎหมายต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจในเรื่องพลวัต เพราะสังคมโลกเปลี่ยนตลอด และ 3.การตรากฎหมายต้องให้ทุกคนในสังคมมีส่วนรวม

ประสาร เน้นย้ำว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่เพียงเข้าใจอย่างลึกซึ้งและแตกฉานในหลักนิติธรรมแต่พระองค์สามารถประยุกต์หลักนิติธรรมกับการพัฒนาให้โครงการในพระราชดำริต่างๆ จนสัมฤทธิผลได้

ขณะที่ ซานโดร คาลวานี ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการวางแผนเชิง กลยุทธ์ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระ บรมราชูปถัมภ์ มองแนวคิดหัวข้อเวทีเสวนาครั้งนี้ว่า ถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้หลักนิติธรรมกับการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ประชาชนต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น และมีความเชื่อมโยงของสังคมมากขึ้นก่อนนำสู่ไทยแลนด์ 4.0

ผลงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เห็นชัดว่าเป็นการนำหลักนิติธรรมมาใช้อย่างยั่งยืนในการทำงาน โดยในหลวงท่านทรงเรียนรู้จากสมเด็จพระศรีน ครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า และสมเด็จย่าทรงเรียนรู้งานจากในหลวง แล้วนำสิ่งเหล่านี้มาใช้ในการทำงาน

สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นเรื่องหลักนิติธรรมอย่างน่าสนใจว่า ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของภูฏาน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศภูฏานได้กราบทูลถามพระองค์ถึงเรื่องการปลูกพืชทดแทนยาเสพติดที่ประสบความสำเร็จ พระองค์ท่านทรงรับสั่งนานพอควร

อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้เล่าบทสนทนาวันนั้นให้ฟังว่า พระองค์ทรงตอบไปว่าได้เดินทางไปคุยกับชาวเขา ถามว่าทำไมถึงปลูกฝิ่น ได้คำตอบจากชาวเขาว่าเพื่อนำฝิ่นมาใช้ระงับความเจ็บปวดและเป็นยาชา พอบอกจำนวนรายได้ก็ไม่ได้มากไปกว่าการปลูกพืชการเกษตรอย่างอื่น พระองค์จึงรับสั่งว่าถ้ามีอย่างอื่นที่ดีกว่ามาแทนจะรับหรือไม่ จากนั้นพระองค์กลับมาศึกษาสิ่งเหล่านี้และเสด็จฯ กลับไปใหม่เพื่ออธิบายให้ชาวเขาเข้าใจ ท่านใช้เวลาอธิบายกว่า 10 ปี

นอกจากนี้ ยังจะเห็นได้ว่าถ้านำกฎหมายมาบังคับใช้ก็ทำได้ แต่คงไม่เกิดความเป็นธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนมาจนถึงวันนี้ พระองค์มีหลักนิติธรรมที่จะใช้กฎหมายอย่างไม่กดขี่ มีความยืดหยุ่นที่อยู่บนความสุจริตไม่แอบแฝง เกิดความสงบสุข ไม่กดขี่ ถ้าบังคับมากเกินไปกลายเป็นความไม่ยุติธรรม ท่านทรงเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายบางกรณีต้องใช้เวลา ทรงมีพระวิริยอุตสาหะในการกลับมาศึกษาสิ่งทดแทนเพื่อให้ชาวเขาได้ใช้ประโยชน์

สุรเกียรติ์ เผยเรื่องประทับใจทิ้งท้ายว่า จะเห็นได้ว่าท่านได้สอดแทรกเรื่องหลักนิติธรรมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกการทรงงาน นั่นทำให้ พระราชกรณียกิจของท่านได้รับการยอมรับไปทั่วโลก เช่นเดียวกับโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่แฝงหลักนิติธรรม และความอะลุ้มอล่วยในการพัฒนากฎหมายอย่างยั่งยืน

 

ติดดาบ กม.ปราบโกง ปิดบัญชี ‘ปู-ทักษิณ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/503836

ติดดาบ กม.ปราบโกง ปิดบัญชี ‘ปู-ทักษิณ’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมาในการให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็นตัวแปรทางการเมืองที่สำคัญ

ส่วนหนึ่งเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ทุจริตที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากหลักการเดิมตามกฎหมายฉบับพอสมควรอย่างน้อยก็ปรากฏให้เห็นใน 3 ประเด็นสำคัญ

1.กำหนดให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้ระบบไต่สวนในการพิจารณาคดี และต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันกระบวนการพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ ก็ใช้ระบบไต่สวนในการทำงานอยู่แล้ว เพียงแต่กฎหมายฉบับเก่าไม่ได้มีการบัญญัติเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นกฎหมายฉบับใหม่ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอมายัง สนช.จึงได้กำหนดลงไปให้เกิดความชัดเจน พร้อมกับวางหลักการให้ศาลต้องพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็วด้วย

2.ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล จะยุติการนับอายุความทันที

โดยมาตรการนี้บังคับใช้ไปถึงกรณีที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยแต่จำเลยหลบหนีไปด้วย ซึ่งเดิมกฎหมายจะกำหนดให้ระยะเวลาที่จำเลยหลบหนีจะรวมเข้าเป็นอายุความ หมายความว่า หากจำเลยสามารถหนีได้จนครบอายุความตามที่กฎหมายกำหนด จำเลยก็ไม่ต้องรับโทษ

3.การเปิดโอกาสให้ศาลสามารถไต่สวนลับหลังจำเลยได้ หากมีเหตุ ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาลเพราะต้องการประวิงคดี

ตามระบบปกติแล้วการพิจารณาคดีอาญาจะต้องกระทำต่อหน้าจำเลย เพื่อให้สิทธิจำเลยในการต่อสู้คดีได้อย่างทันท่วงที แต่จำเลยสามารถใช้สิทธิร้องขอต่อศาลเพื่อให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ หากจำเลยมีเหตุผลอันสมควรมาแสดงต่อศาล ซึ่งศาลจะพิจารณาเป็นรายกรณีไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

แต่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำหนดให้การพิจารณาคดีลับหลังจำเลยสามารถทำได้ทันที เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงได้มีการออกหมายจับจำเลยมาเป็นเวลา 3 เดือน

จากหลักการใหม่ของร่างกฎหมายดังกล่าวจะไม่เป็นประเด็นทางการเมืองแม้แต่น้อย หากไม่มีบทเฉพาะกาลในมาตรา 67

“บทบัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ไม่กระทบต่อการดำเนินการใดในคดีที่ยื่นฟ้องไว้ก่อน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ส่วนการดำเนินการต่อไปให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้” เนื้อหาของมาตรา 67

การมีบทบัญญัติมาตรา 67 ออกมาในลักษณะนี้ ส่งผลให้เกิดการตีความว่าอาจมีผลย้อนหลังในลักษณะที่ไม่เป็นคุณแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและจำเลย ซึ่งในทางการเมืองปฏิเสธไม่ได้ว่าสองพี่น้องตระกูลชินวัตร คือ “ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ” ต้องรับผลเข้าอย่างจัง

คดีของอดีตนายกฯ ทั้งสองคนเป็นการฟ้องคดีตามกฎหมายเก่า ซึ่งให้ผลแตกต่างไปจากกฎหมายอย่างสิ้นเชิง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของอดีตนายกฯ ทักษิณ เพราะการมีมาตรา 67 ในลักษณะนี้ส่งผลให้สามารถนำคดีที่ศาลฎีกาฯ เคยจำหน่ายออกจากสารบบชั่วคราวเพราะไม่มีตัวจำเลยมาฟ้องคดี กลับมาพิจารณาใหม่ได้ โดยใช้วิธีการไต่สวนคดีลับหลัง โดยมีด้วยกัน 4 คดี

1.คดีปล่อยกู้ธนาคารเพื่อการ ส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้กับรัฐบาลเมียนมา 4,000 ล้านบาท

2.คดีโครงการออกสลากพิเศษ เลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) โดยคดีนี้ศาลได้มีการอ่านคำพิพากษาไปแล้ว ยกเว้นเฉพาะความผิดของทักษิณ เนื่องจากได้ทำการหลบหนี

3.คดีการแปลงสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นภาษีสรรพสามิต เป็นคดี ที่มีการฟ้องต่อศาลฎีกา เพื่อขยายผลมาจากคดีการยึดทรัพย์และการร่ำรวยผิดปกติ

4.คดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้บริษัท กฤษดามหานคร เป็นอีกคดีที่ศาลฎีกาฯ ได้มี คำพิพากษาไปแล้ว แต่ได้จำหน่ายคดีเฉพาะในส่วนของทักษิณออกไปเป็นการชั่วคราว ด้วยเหตุที่จำเลยหลบหนี

การให้สามารถนำคดีเก่าของทักษิณมาไต่สวนลับหลังได้นั้นย่อม มีผลในทางการเมืองไม่น้อย เพราะต้องกระเทือนไปถึงสถานะของพรรคเพื่อไทย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นการบีบให้ทักษิณไม่มีโอกาสกลับมาเมืองไทยตลอดชีวิต

ถ้าบอกว่าทักษิณสาหัสแล้ว “ยิ่งลักษณ์” ก็มีอาการหนักเพราะอภินิหารของร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่แพ้กัน

กล่าวคือ ยิ่งลักษณ์เป็นจำเลยที่ถูกฟ้องในคดีจำนำข้าวตามกฎหมายเก่า ซึ่งหากยิ่งลักษณ์สามารถหลบหนีไปได้ในระหว่างการพิจารณาคดีหรือหลังจากศาลมีคำพิพากษา ย่อมจะได้รับประโยชน์จากอายุความตามกฎหมาย

แต่เมื่อกฎหมายใหม่กำหนดให้มีผลย้อนหลังด้วย เท่ากับว่า ต่อให้ยิ่งลักษณ์สามารถหนีไปได้ก็ไม่มีผลต่อ อายุความ เพราะเวลาที่หลบหนีจะ ไม่ถูกนับรวมเข้าเป็นอายุความ

ด้วยเหตุผลของเรื่องทั้งหมด ส่งผลให้ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ถูกปิดบัญชีไปโดยปริยาย เหลือเพียงแต่รอ ให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเท่านั้น n

 

คสช. สั่ง “ทหาร” ออกโรง ​ ไพ่ใบสุดท้ายเดิมพันปราบทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/503747

คสช. สั่ง "ทหาร" ออกโรง ​ ไพ่ใบสุดท้ายเดิมพันปราบทุจริต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ”  เกิดขึ้นตามแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับการเปิดพื้นที่  กองทัพบก กองทัพภาค และหน่วยทหารของกองทัพบก​เป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนการทุจริต

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่การให้ “กองทัพ” เข้ามาเป็นแม่งานปราบปรามการทุจริตด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการ เปิดตู้ ปณ. และสายด่วนให้ประชาชนได้แจ้งเบาะแสการทุจริตประพฤติมิชอบ การเรียกรับสินบน หรือผลประโยชน์ทุกรูปแบบที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง

ถึงขั้นมอบหมายให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก และเลขาธิการ คสช. เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

สัญญาณจาก พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. สะท้อนชัดเจนว่า​การขยับครั้งนี้ เพราะรัฐบาล คสช.ต้องการเอาจริงเอาจังกับการทุจริตและต้องการเร่งดำเนินการเอาผิดอย่างเด็ดขาด  โดย ​พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการให้การทุจริตประพฤติมิชอบหมดไปจากสังคมไทย

“การปราบปรามการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ต้องการเปลี่ยนประเทศไทยให้ใสสะอาด สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เรื่องร้องเรียนทั้งหมดจะถูกรวบรวมส่งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดต่อไป” 

คสช.ขอความร่วมมือประชาชนหากพบเบาะแสการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ แจ้งเบาะแสได้ทางตู้ ปณ.444 ปณ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200 หรือสำนักงานเลขาธิการ คสช. ตู้ ปณ.444 ปณ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200 และเบอร์ Hot line 1299 โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เช้าวันที่ 14 ก.ค.เป็นต้นมา

รวมทั้งการแจ้งตรงที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐภายในหน่วยทหารแต่ละพื้นที่ของกองทัพภาคทั่วประเทศ

ต้องยอมรับว่าเรื่องการปราบปรามการทุจริตถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทาง คสช. ประกาศเป็นสัญญาประชาคมตั้งแต่รัฐประหารว่าจะเข้ามาสะสางจัดการมะเร็งร้ายที่กัดกินสังคมไทยมานานให้หมดไป

ทว่าผ่านมา 3 ปีกว่า ผลงานการปราบปรามการทุจริตยังไม่เข้าตาประชาชน เรื่อง สินบน ซื้อขายตำแหน่ง ฮั้ว ในการจัดซื้อจัดจ้างยังปรากฏให้เห็นเช่นเดิมและหลายเรื่องเกี่ยวพันไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐ

ขณะที่ การใช้มาตรา 44 เข้าไปดำเนินการ เป็นเพียงแค่สั่งพักงาน ปลด โยกย้าย เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องทุจริตแค่บางส่วน แต่อีกหลายกรณีก็ยังไม่ได้ดำเนินการ

การปรับปรุงโคงสร้าง กลไก การถ่วงดุลตรวจสอบที่ออกมาบางส่วนยังไม่มีพลังเพียงพอที่จะสกัดการทุจริตอย่างที่สังคมคาดหวัง ขณะที่กลไกสำคัญที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ยังต้องรอขั้นตอน การออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นที่จะออกตามมาถึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่ตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 24 พ.ย.​2557 ภายในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ทำหน้าที่เป็นองค์กรอำนวยการระดับชาติเพื่อให้การแก้ปัญหาการทุจริต แต่ผ่านมาจนถึงวันนี้ยังไม่ตอบโจทย์อย่างที่คาดหวังได้

สุดท้ายการปราบปรามทุจริตซึ่งเคยถูกประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติจึงยังไม่มีอะไรที่จับต้องได้ชัดเจน

การต้องให้ “ทหาร” ออกโรงมาปราบทุจริตด้วยเองในห้วงเวลานี้จึงอาจเป็นการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายในมือเพื่อเดิมพันกับการปราบปรามทุจริต ​

ประการแรก แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาปราบทุจริตอย่างที่เคยได้ลั่นวาจาไว้ไม่เปลี่ยนแปลง แต่อาจเป็นเพราะที่ผ่านมากลไกการทำงานยังดูติดขัดตามกรอบระเบียบเดิมๆ จนทำให้ไม่มีความคืบหน้า

แม้จะไม่ถึงขั้นเอาตัวคนผิดมาลงโทษได้ทันทีทันได้ แต่การเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียน​เพื่อเพิ่มช่องทางการแจ้งเหตุก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะแก้ปัญหา และสามารถเลือกดำเนินการนำเรื่องร้องเรียนที่มีหลักฐานความผิดชัดเจนมาเข้าสู่กระบวนการก็จะถือเป็นผลงานที่จับต้องได้

หรืออย่างน้อยก็พอจะสกัดไม่ให้คนที่จะกระทบผิดทุจริตในช่วงนี้ ไม่บุ่มบ่าม ย่ามใจ เหมือนที่ผ่านมา

ประการที่สอง เพื่อแก้ปัญหา “จุดด่อน” ในกลไกการป้องปรามทุจริตในปัจจุบัน ซึ่งทำให้หลายเรื่องยังไม่ได้รับการแก้ไข หลายเรื่องยังค้างอยู่ในระบบตรวจสอบ หลายเรื่องไม่ได้รับการหยิบยกนำมาพิจารณา

สะท้อนให้เป็นความไร้ประสิทธิภาพในกลไกปราบทุจริตที่เป็นอยู่

ประการที่สาม การที่ทหารเข้าเป็นคนกลางรับเรื่องร้องเรียนด้วยตัวเอง ย่อมจะช่วยลดความเกรงกลัวทั้งเรื่องผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ รวมไปถึงบางเรื่องที่เกี่ยวข้องโยงใยไปถึงคนมีสีที่อยู่เบื้องหลัง ที่น่าจะช่วยทำให้การดำเนินการเอาผิดทำได้ง่ายกว่ากลไกปกติ

เมื่อเรื่องเรียนที่ได้มาจะถูกนำไปส่งให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ อีกส่วนหนึ่งส่งไปยังสำนักนายกฯ สำนักงานเลขาธิการ คสช. ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ​ รวมทั้งกลไกอำนาจผ่านแม่น้ำทั้ง  5 สาย

ติดแค่เพียงหากการขยับ​ครั้งนี้ ยังไม่อาจสร้างผลงานการปราบทุจริตที่จับต้องได้ แรงกดดันย่อมทวีความรุนแรงย้อนกลับมายัง คสช. เพิ่มมากขึ้น

 

จัดโผโยกย้าย ค้ำเสถียรภาพ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/503197

จัดโผโยกย้าย ค้ำเสถียรภาพ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ฝุ่นตลบอีกครั้งกับการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปี 2560

ความสำคัญของการแต่งตั้งโยกย้ายรอบนี้อยู่ตรงที่การจัดวาง “มือไม้” ที่มีฝีไม้ลายมือ และไว้ใจได้มารับตำแหน่งสำคัญ รองรับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในอนาคต

ยิ่งภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาประกาศชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 ตามโรดแมป ไม่อาจบิดพลิ้วเป็นอื่น

ช่วงเวลานับจากนี้ไปถึงจนการเลือกตั้ง จึงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เปราะบาง จำเป็นต้องระมัดระวังทุกย่างก้าวเพื่อไม่ให้เกิดปัจจัยแทรกซ้อน จากทั้ง “ภายใน” และ“ภายนอก”

มากระทบกับเส้นทางสู่การเลือกตั้ง

รวมไปถึงในอนาคต ซึ่ง คสช.​จะต้องก้าวลงจากตำแหน่ง คืนอำนาจให้กับประชาชน และ กลไกต่างๆ ที่จะมาจากการเลือกตั้ง ​การจัดวางขุมกำลังเพื่อรองรับสถานการณ์ป้องกันความเสี่ยงที่จะถูกเล่นงานหรือแก้แค้น ในสภาวะ “ขาลอย” ไร้อำนาจ ไร้กำลัง ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างรอบคอบ รัดกุม

แน่นอนแล้วสำหรับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท จะรั้งตำแหน่งสำคัญนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อความต่อเนื่องและป้องกันแรงกระเพื่อม

​นัยสำคัญของการจัดทำโผทหารรอบนี้จึงอยู่ที่การปูทางวางตัว ผบ.ทบ.คนใหม่ในอนาคต ​

โดดเด่นที่สุดหนีไม่พ้น ​พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ที่คาดว่าจะถูกวางตัวมาเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. ในตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ. เช่นเดียวกับ พล.อ.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ 2 ที่จะขยับขึ้นมาตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ.อีกคนหนึ่ง

เส้นทางของ พล.ท.อภิรัชต์ ถือว่ามีความโดดเด่นรับตำแหน่งสำคัญ ทั้งฝ่ายเสนาธิการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) (รองเสธ.ร.11 รอ.) ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 พัน 2 รอ.) ​เสนาธิการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (เสธ.ร.11 รอ.) เสนาธิการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (เสธ.พล.1 รอ.) ก่อนที่จะเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ รองแม่ทัพภาคที่ 1

อีกด้านยังได้สร้างชื่อ สร้างผลงานไว้ไม่น้อย ทั้งเหตุการณ์การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พ.ศ. 2553 พ.อ.อภิรัชต์ ในฐานะผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเป็นที่บัญชาการของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นผู้นำกำลังทหารปฏิบัติการยึดคืนสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมไทยคมที่ จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ​จากการยึดครองของ นปช.

มาจนถึงช่วงหลังรัฐประหาร 2557 พล.ท.อภิรัชต์ ได้รับความไว้วางใจจาก คสช.ให้เข้าไปรับงานสำคัญต่อเนื่อง ตั้งแต่เรื่องดูแลความสงบเรียบร้อย ไปจนถึงเรื่องแก้ปัญหาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา

อีกด้านหนึ่งอาจมีการขยับให้ พล.ท.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองเสนาธิการทหารบก ขึ้นมาเป็นเสนาธิการทหารบก ​และให้ พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา น้องรัก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ขยับจากตำแหน่ง แม่ทัพน้อยที่ 1 ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1

ส่วนตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ​​ยังต้องลุ้นระหว่าง พล.ท.ศักดา เปรุนาวิน แม่ทัพน้อยที่ 2 ซึ่งอาวุโสสูงสุด และ พล.ต.ธรากร ธรรมวินทร รองแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ได้รับแรงผลักดันจาก พล.อ.ประวิตร และตั้ง พล.ต.สนธยา ศรีเจริญ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ไปเป็นแม่ทัพน้อยที่ 2

ส่วนตำแหน่ง​ ปลัดกระทรวงกลาโหม ต้องชิงดำกันระหว่าง พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ผช.ผบ.ทบ. และ พล.อ.สสิน ทองภักดี เสนาธิการทหารบก

ในส่วนของกองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในปลายเดือน ก.ย.นี้ คาดว่าจะวางตัว พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ เสนาธิการทหาร ขึ้นเป็น ผบ.ทสส. ​และขยับ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี รองเสนาธิการทหาร เป็นเสนาธิการทหารแทน

ส่วนตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) หลังจากที่ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาฯ สมช.คนปัจจุบัน จะเกษียณวันที่ 30 ก.ย.นี้ พล.อ.ทวีป ได้เสนอชื่อ สมเกียรติ ศรีประเสริฐ รองเลขาฯ สมช. เป็นเลขาฯ สมช.คนใหม่แล้ว

แต่สุดท้ายต้องขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประวิตร ในฐานะ​ผู้บังคับบัญชา ว่าจะพิจารณาเลือกใคร เพราะแว่วว่า ตำแหน่งนี้ พล.อ.ประวิตร เล็งวางตัว พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม (ผอ.สนผ.กห.) มารับหน้าที่นี้

ทั้งหมดยังต้องรอดู​ความชัดเจนในช่วงโค้งสุดท้ายว่าโผจะออกมาอย่างไร กับการจัดวางขุมกำลังกับภารกิจสำคัญเพื่อประคับประคองเสถียรภาพ ความมั่นคงของ คสช.นับจากนี้ต่อไป