กฎหมายเลือกตั้ง กุมชะตาการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/502966

กฎหมายเลือกตั้ง กุมชะตาการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมล็ดพันธุ์ที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หว่านเอาไว้กำลังออกดอกและผลเป็นระยะ โดยที่เริ่มปรากฏแล้วมีด้วยกัน 4 เรื่องสำคัญ

1.ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยแผนและ ขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องเร่งดำเนินการเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ โดยเมื่อไม่นานมานี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ให้ความเห็นชอบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแต่รอให้กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ถึงเวลานั้นก็เป็นอันปิดฉากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อยู่ที่การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน โดยมีหน้าที่เสนอแนะให้ความเห็นและติดตามตรวจสอบหน่วยงานภาครัฐให้ดำเนินการตามแผนปฏิรูปที่คณะกรรมการได้วางเอาไว้


2.ร่าง พ.ร.บ.การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ เป็นกฎหมาย อีกฉบับที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีเช่นกัน อีกทั้งเป็นหนึ่งภารกิจสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่ง สนช.ได้ลงมติให้ความเห็นชอบไปแล้ว จากนี้ไปเมื่อร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อไร กระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติก็จะเริ่มนับ จากนั้น

หัวใจของร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ คือ การให้มี คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไม่เพียงเท่านี้ คณะรัฐมนตรีและหน่วยงาน ของรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ และการกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ไปจนถึงการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

3.การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติไว้ในหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม โดยรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกิจการตำรวจเป็นพิเศษเพื่อหวังให้เกิดความเป็นธรรมโดยเฉพาะการแต่งตั้ง โยกย้าย ซึ่งเป็นปัญหามาตลอด

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีได้ตั้ง คณะกรรมการชุดดังกล่าวแล้ว โดยให้ “พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน ซึ่งตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 9 เดือน

4.การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ทยอยส่งไปให้ สนช.แล้วจำนวน 5 ฉบับ จากที่ต้องส่งทั้งหมดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด 10 ฉบับ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญทางการเมือง เพราะการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ จะต้องให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ มีผลบังคับใช้ก่อนเท่านั้น มิเช่นนั้นการเลือกตั้งจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้

เวลานี้มีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 2 ฉบับที่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์เข้าไปทุกที คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมือง

ในส่วนของร่างกฎหมาย กกต.นั้นทาง สนช.เตรียมลงมติให้เห็นความเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายแก้ไข ขณะที่ร่างกฎหมายพรรคการเมือง ทาง สนช.กำลังจะดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายในเร็วๆ นี้ ภายหลัง กรธ.ส่งความคิดเห็นมายัง สนช.เพราะไม่เห็นด้วยกับการทำไพรมารีโหวตที่ สนช.กำหนดขึ้น

ขณะเดียวกัน กรธ.กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับด้วย ได้แก่ 1.การเลือกตั้ง สส. และ 2.การได้มาซึ่ง สว.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกสายตาต้องจับจ้องมายังร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. เพราะเป็นร่างกฎหมายที่จะทำการควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ กกต.ได้ส่งร่างกฎหมายการเลือกตั้ง สส.ฉบับแรกมายัง กรธ.แล้วเพื่อให้พิจารณาปรับปรุงแก้ไข ซึ่งมีประเด็นสำคัญ คือ การกำหนดให้กรณีที่ผู้สมัครกระทำการจูงใจผู้มีสิทธิ เลือกตั้งให้มาลงคะแนนให้แก่ตนเองโดยมีการเสนอประโยชน์ในลักษณะทรัพย์สิน ให้ถือว่าเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และให้ กกต.มีอำนาจส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้

จากบทบัญญัติดังกล่าวนับ ได้ว่ามีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งยิ่งจะมีผลให้พรรคการเมืองถูกตรวจสอบมากขึ้นด้วย

ด้วยความสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าวนี่เอง จึงทำให้ กรธ.เตรียมนัดประชุมนอกสถานที่อีกครั้งในช่วงต้นเดือน ส.ค.เพื่อหารือถึงเนื้อหาของร่างกฎหมายทั้งสองฉบับเป็นการเฉพาะ เพราะการจะวางกติกาเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นโดยสุจริตนั้นจำเป็นต้องเขียนกฎหมายการเลือกตั้ง สส.ให้รอบด้านมากที่สุด

แน่นอนทางฝ่ายพรรคการเมือง ในฐานะนักเลือกตั้งย่อมต้องจับตาการจัดทำร่างกฎหมายฉบับนี้ทุกฝีก้าว เพราะไม่ว่าหน้าตาของกฎหมายจะออกมาเป็นรูปแบบใด ก็ย่อมส่งผลต่อพรรคการเมืองในทางใดทางหนึ่ง

ยิ่งธงของ คสช.เริ่มชัดมากขึ้นในการที่ต้องการตีกรอบอำนาจของฝ่ายการเมืองให้แคบลง ดังนั้น กฎหมายเลือกตั้งจึงเป็นด่านแรกที่นักการเมืองจะถูกควบคุมจนยากที่จะเคลื่อนไหวเหมือนในอดีตได้ n

 

ปฏิรูปการศึกษา เสี่ยงปัญหาพายเรือในอ่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/502783

ปฏิรูปการศึกษา เสี่ยงปัญหาพายเรือในอ่าง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 134 ตอนที่ 40 ก เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นในประเด็นที่ระบุไว้ เกี่ยวข้องกับผู้ที่อยู่ในวงการศึกษาของประเทศที่จะต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แนวคิดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญก็ถูกนำมาถกเถียงกันในวงกว้าง

ทว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา การปฏิรูปการศึกษาของชาติในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จก็ยังถูกมองว่าทำได้แค่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะ ซึ่งก็ยังไม่มีหลักประกันว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ขณะที่ความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แม้จะปรากฏเป็นข่าวอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ยังจับต้องไม่ได้

ทุกครั้งที่การปฏิรูปการศึกษาถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงความคาดหวังก็มักจะพุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาเรื้อรังที่ยังไม่มีรัฐบาลไหนแก้ได้นั่นก็คือ เรื่องของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับปัจจุบัน การพัฒนาคุณภาพครูทั้งระบบ แต่ทั้งสามสิ่ง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาเป็นกุญแจไขไปสู่ปัญหาการจัดการศึกษาที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบก็ล้มเหลวมาโดยตลอด

ในรอบหลายปีที่ผ่านมานโยบายการศึกษาเปลี่ยนไปตามนโยบายของพรรคการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลแทบทุกยุคทุกสมัย เก้าอี้ของรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นั้นจะมาจากพรรคใหญ่เข้าไปนั่งบริหาร แทบทุกครั้งจะมีการประกาศนโยบายกว้างๆ เช่น มุ่งเน้น 3 ด้านเป็นหลัก คือ เรื่องคุณภาพการศึกษา โอกาสทางการศึกษา และผลสัมฤทธิ์โดยการศึกษาในทุกระดับจะสามารถนำสิ่งที่ได้ไปใช้ได้ในชีวิตจริง แต่เมื่อได้มาบริหารจริงต่างพบปัญหาเดียวกัน นั่นคือจะแก้ปัญหาที่เป็นหัวใจหลักของการศึกษาได้ต้องใช้นโยบายที่ต่อเนื่อง อาจจะนานนับ 10 ปี จึงจะเห็นผลพรรคการเมืองที่เข้ามากำกับกระทรวงนี้ จึงมักเน้นนโยบายที่เห็นผลงานที่จับต้องได้ในระยะสั้นเท่านั้น

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่ รับผิดชอบการศึกษาของชาติอย่าง ศธ.ก็ถูกมองว่าถนัดเพียงแก้ไขปัญหา ที่ปลายเหตุ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ เกิดขึ้นรายวัน หรือกระทั่งแก้ตามกระแส แต่ขาดความรับผิดชอบจาก ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมา ข้อเสนอของ วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการปฏิรูประบบการกระจายอำนาจ เมื่อปี 2558 เคยเปิดประเด็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษาว่า การปฏิรูปนั้นยากที่จะประสบความสำเร็จหากฝากความหวังไว้กับรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะกรณีอำนาจการบริหารเดิมที่ทิ้งปัญหาหลายเรื่องไว้กับระบบการศึกษา โดยได้เสนอให้เปลี่ยนระบบการรับผิดรับชอบจากการบริหารงานจากกระทรวงมาถึงตัวเด็กที่ผ่านมาต้องผ่านนโยบายรัฐ หน่วยงานกลางไปสู่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา จนไปถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ก่อนจะถึงตัวเด็กซึ่งเป็นเรื่องที่ห่างไกลกันมาก โดยต้องทำให้สั้นลงให้ความรับผิดชอบที่ไปถึงตัวนักเรียนโดยตรง

ขณะที่แนวคิดของ วิทยากร เชียงกูล คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า ที่ผ่านมาการปฏิรูปการศึกษายังขาด การมีส่วนร่วมจากภาคส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ ศธ.และนักวิชาการด้านการศึกษา จึงเป็นการปฏิรูปเพียงรูปแบบเป็นการปฏิรูปโดยระบบบริหารราชการแบบ แก้กฎหมาย ใช้คำสั่งจากบนลงล่าง เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบเล็กน้อย ไม่เกิดแนวคิดใหม่และแรงผลักดัน ที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอนอย่างขนานใหญ่ ที่จะช่วยยกระดับการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง

วิทยากร มองว่า ปัญหาการปฏิรูปการศึกษาจะยังวนเวียนอยู่ที่เดิม หากไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบองค์รวมและรู้จักจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา เพื่อก่อให้เกิด แกนนำในการเปลี่ยนแปลงที่จะไปผลักดันการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบได้ หรือหามาตรการที่จะจัดการกับประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ ในแง่การผลิต ผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมและอาชีวศึกษาและในแง่คุณภาพของผู้จบการศึกษาทุกระดับชั้นให้ตรงกับความจำเป็นและต้องการของสังคม

วิทยากร ย้ำว่า การปฏิรูปการศึกษาจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากยังฝากความหวังไว้กับข้าราชการที่ทำงานแบบตั้งคณะกรรมการจากกลุ่มข้าราชการกันเอง ที่ไม่เริ่มจากการปฏิรูปตัวเองเข้ามาดูแล นอกจากนี้ หากไม่สามารถปฏิรูปครูอาจารย์ โดยการเพิ่มแรงจูงให้ครูดีครูเก่งอยู่ต่อและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น พัฒนาครูที่มีแววและครูรุ่นใหม่อย่างจริงจัง รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจ ผ่าตัดคัดครูที่มีคุณภาพต่ำที่ฝึกอบรมใหม่แล้วยังสอนได้ไม่มีประสิทธิภาพออกไป หรือให้โยกย้าย ไปทำธุรการหรือให้เกษียณก่อนกำหนด การปฏิรูปการศึกษาก็อาจจะกลายเป็นปัญหาที่เวียนกลับมาอยู่ที่เดิมเหมือนพายเรือในอ่าง

ขณะที่ ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) หนึ่งในคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาที่ตั้งขึ้นตามอำนาจของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า กรรมการอิสระประชุมร่วมกันมาแล้ว 7 ครั้ง สิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นเรื่องแรกคือ เรื่องกองทุนที่จะเข้ามาช่วยลดความ เหลือมล้ำทางการศึกษาและเป็นหลักประกันเรื่องคุณภาพครูให้แล้วเสร็จใน 1 ปี เพราะมองว่าเรื่องนี้เป็นปมสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา หากแก้เรื่องนี้ไม่ได้เรื่องอื่นๆ ก็เกิดขึ้นยาก ในส่วนของรายละเอียดกรรมการจะจัดทำ ข้อเสนอ ตามลำดับความสำคัญของปัญหาอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ต้องจับตามองกันต่อไปคือ หลังจากกรรมการชุดนี้ทำงานแล้วเสร็จใน 2 ปีตามอายุ กลไกการปฏิรูปการศึกษาที่ออกแบบมาจะถูกรัฐบาลใหม่ นำไปใช้จริง หรือถูกนำไปพับเก็บไว้เช่นเดียวกับแนวทางการปฏิรูปที่เคยดำเนินการเมื่อปี 2542 ที่ถูกคิดกันออกมา ซึ่งแทบจะไม่ถูกนำไปใช้ เรื่องนี้รัฐบาลในปัจจุบันและอนาคตจะต้องคำนึงถึง หากตระหนักร่วมกันว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง n

 

เอาจริง! ปฏิรูปตำรวจ ปรับสวัสดิการ “ประทวน-สัญญาบัตร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/503599

เอาจริง! ปฏิรูปตำรวจ ปรับสวัสดิการ "ประทวน-สัญญาบัตร"

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เป็นเวลาร่วม 3 เดือนแล้วที่ประเทศไทยได้ใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยมาถึงเวลานี้เมล็ดพันธุ์ที่รัฐธรรมนูญได้หว่านเอาไว้ เริ่มออกดอกออกผลให้เป็นระยะแล้ว เช่น การเดินหน้าจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

ทั้งนี้ ในส่วนของการปฏิรูปประเทศ ปรากฏว่าคณะรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจจำนวน 36 คน ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดเอาไว้ให้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จ

ในจังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับ “เสรี สุวรรณภานนท์” ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หนึ่งในกรรมการปฏิรูปตำรวจ เพื่ออธิบายถึงแนวทางการปฏิรูปตำรวจในระยะยาว โดยก่อนอื่นได้รับการยืนยันว่าการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้เป็นของจริง และมีความแตกต่างจากที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ สปท.ได้เคยเสนอแนวทางการปฏิรูปตำรวจมาแล้วหลายครั้งก่อนหน้านี้

“เอาจริงสิ ครั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเลย ครั้งนั้นเป็นเรื่องการเสนอแนวคิด ซึ่งการปฏิรูปครั้งนี้จะต้องมีผลออกมา เพราะถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้ว ไม่ใช่แค่การเสนอความคิดเห็นหรือการนำเสนอทางวิชาการ ไม่ใช่ข้อศึกษา แต่ต้องทำให้เกิดผลที่นำไปสู่การปฏิบัติ

“เมื่อเสนอไปแล้วรัฐบาลก็ต้องดำเนินการตามนั้น เพราะคณะกรรมการชุดนี้มาจากรัฐธรรมนูญและรัฐบาลก็เป็นคนตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องมีการออกกฎหมายเพื่อปรับปรุงแก้ไข โดยที่รัฐบาลต้องเสนอกฎหมายมายังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ” เสรี ยืนยันด้วยความมั่นใจ

จากนั้น เสรีเริ่มอธิบายและนำเสนอความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจให้เกิดเป็นรูปธรรมไว้อย่างน่าสนใจ

“ทิศทางการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 258 ง. (4) ที่ระบุว่า ดําเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อํานาจ และภารกิจของตํารวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตํารวจให้เกิดประสิทธิภาพ การพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้ายต้องคํานึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกันเพื่อให้ข้าราชการตํารวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคลใด มีประสิทธิภาพและภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตน”

ประเด็นการปฏิรูปตำรวจที่เสรีเสนอเป็นความคิดเห็นส่วนตัวนั้นจะต้องดำเนินการในสองเรื่องหลัก คือ การแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อเป็นหลักประกันความเป็นอิสระของตำรวจ และการกำหนดภารกิจของตำรวจให้มีความชัดเจน โดยเฉพาะการจัดวางอำนาจการสืบสวนสอบสวนของตำรวจให้เกิดความเหมาะสม

“แนวทางการปฏิรูปจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายและการแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบการทำงานรวมถึงอำนาจหน้าที่ที่เหมาะสม นอกจากนี้จะต้องกำหนดภารกิจของตำรวจให้ชัดเจน เพราะปัจจุบันตำรวจภารกิจที่ไม่ใช่งานของตำรวจโดยตรง เช่น ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจรถไฟ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น ภารกิจพวกนี้ต้องมาจัดแบ่งสรรอำนาจ แบ่งหน่วยงานให้เหมาะสมแก่ภารกิจที่ทำ

“เช่นเดียวกับเรื่องการสืบสวนสอบสวน ซึ่งจะต้องร่วมกันคิดว่าควรจะใช้รูปแบบไหนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการพิสูจน์ความผิดได้อย่างถูกต้องโดยไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งนั่นก็คือการสร้างความเป็นมืออาชีพให้กับตำรวจ”

เสรี อธิบายว่า ที่ผ่านมาภารกิจของตำรวจสับสนอลหม่านไปหมด พอถึงเวลาโยกย้ายตำแหน่งปรากฏว่าก็ไม่ได้เอาภารกิจเป็นหลักในการพิจารณา เพราะไปเอาตำแหน่งและเวลาการทำงานเป็นหลัก คนที่ถนัดเรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำงานที่ตัวเองถนัด ทำให้ต้องมาเรียนรู้กันใหม่ กว่าจะเรียนรู้ได้ ก็ถูกย้ายอีกแล้ว ส่งผลให้ขาดความเป็นมืออาชีพ ดังนั้นตรงนี้ก็ต้องแก้ไขกันหมด เพื่อตำรวจที่มีความถนัดด้านใดก็ควรเจริญเติบโตในด้านนั้น

“ประเด็นสำคัญของการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้อยู่ที่การแก้ไขปัญหาแต่งตั้งโยกย้าย โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องยึดหลักอาวุโสและความรู้ความสามารถ ซึ่งคณะกรรมการฯ ก็ต้องมาตั้งหลักว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้หลักอาวุโสและหลักความรู้ความสามารถเกิดความสมดุลกัน

“เพราะหากยึดแต่หลักอาวุโส ก็จะทำให้คนที่อาวุโสไม่ทำงาน เพราะมองว่าถึงเวลาก็ได้เลื่อนตำแหน่งตามอาวุโส จึงอาจต้องมาพิจารณาถึงความสามารถและผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ด้วย ไม่ใช่แค่ใกล้ชิดเจ้านายก็เอาเหตุนี้มาอ้างเพื่อเลื่อนตำแหน่ง และการทำให้ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระ คณะกรรมการฯ ก็ต้องหาวิธีการเพื่อป้องกันไม่ให้ตำรวจถูกแทรกแซงและไม่อยู่ภายใต้อำนาจทางการเมือง”

ความเป็นอิสระของตำรวจในความหมายนี้หมายถึงความเป็นอิสระแบบเดียวกับองค์กรอิสระ?

เสรี เสนอความคิดว่า “ความเป็นอิสระหมายถึงความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่อยู่ใต้อิทธิพลนักการเมือง ซึ่งคณะกรรมการฯ กำลังมองว่าความเป็นอิสระของตำรวจในที่นี้จะอยู่ในระดับไหน เพราะต้องไม่ลืมว่าตำรวจเป็นข้าราชการที่เป็นกลไกของรัฐ การบริหารราชการแผ่นดินก็ต้องพึ่งราชการ แต่ไม่ใช่ให้ราชการอิสระจนกระทั่งกลายเป็นองค์กรพิเศษ

“รูปแบบอาจจะมีได้หลายรูปแบบ อย่างส่วนตัวเท่าที่คิดออก คือ สมมติว่าการแต่งตั้งโยกย้ายให้เป็นรูปแบบของคณะกรรมการ โดยไม่ให้มีฝ่ายการเมืองเข้ามา ถ้าเป็นไปได้การแต่งตั้งโยกย้ายก็อาจให้มีคณะกรรมการที่มาจากตำรวจเอง ส่วนการบริหารงานก็ยังคงต้องให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคงต้องมีอำนาจไว้ เช่น การลงโทษ การปลดจากตำแหน่ง เพราะเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร

“แบบนี้คิดว่าน่าจะไปได้และเป็นที่ยอมรับ เพราะตำรวจจะยังคงมีความเป็นอิสระ ทำให้ไม่ต้องวิ่งเต้นเพื่อให้ได้ตำแหน่งกัน”

การปฏิรูปตำรวจครั้งนี้จะทำให้โครงสร้างตำรวจใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง? เสรี ตอบว่า “เล็กลงอยู่แล้ว เพราะต้องแยกหน่วยงานออกมา ทุกวันนี้โครงสร้างตำรวจใหญ่มากและมีศูนย์รวมอยู่จุดเดียว ส่วนตัวคิดว่าอาจมีการแบ่งออกเป็นภาคเพื่อให้บริหารงานกันเอง หรือการปรับเปลี่ยนระบบงานสืบสวนสอบสวน มีหลายคนเสนอว่าต้องเอางานสืบสวนสอบสวนออกมาจากตำรวจ แต่มุมมองตัวเองคิดว่ายังควรให้ตำรวจมีอำนาจนี้ไว้

“ถามว่าทำไมตำรวจถึงปัญหาเยอะ เพราะตำรวจเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนและเป็นคนใช้อำนาจรัฐในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายสามารถให้คุณหรือให้โทษได้ แบบนี้โอกาสของการแสวงหาประโยชน์จากการใช้อำนาจจึงมีสูง ถ้ามีช่องทางจะหาประโยชน์ได้ก็ทำกัน โดยเฉพาะการไปหาผลประโยชน์จากธุรกิจสีเทา ส่งผลให้ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจในการทำหน้าที่ของตำรวจ ทั้งๆ ที่การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจมีความจำเป็น”

นอกจากนี้ เสรี ย้ำว่าการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้จะไม่เน้นแต่เฉพาะตำรวจสัญญาบัตรเท่านั้น แต่จะต้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในส่วนของตำรวจชั้นประทวน เพราะมีปัญหาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

“ที่ผ่านมาการปฏิรูปตำรวจเน้นแต่ในส่วนของตำรวจชั้นสัญญาบัตร แต่ไม่ค่อยพูดถึงนายตำรวจชั้นประทวน ซึ่งชั้นประทวนโดยหลักแล้วเมื่ออยู่โรงพักไหนไม่ค่อยถูกโยกย้าย อยู่ในพื้นที่อย่างยาวนาน ทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งคิดว่าจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง

“โดยการปฏิรูปตำรวจนั้นจะปฏิรูปเฉพาะตำรวจสัญญาบัตรแต่ต้องมาคุยเรื่องชั้นประทวนด้วย เช่น การให้สวัสดิการ การทำให้มีรายได้เพียงพอเพื่อไม่ให้ไปทำทุจริต ซึ่งคณะกรรมการฯ ก็ต้องหาวิธีการเพื่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง”เสรี ระบุ

ท้ายสุด เสรี สรุปว่า “อย่าไปรังเกียจตำรวจถึงขนาดต้องให้ตำรวจไม่มีอำนาจสืบสวนสอบสวน แบบนั้นก็เกินเหตุไป ถ้าให้ตำรวจมีอำนาจแค่จับกุมอย่างเดียว ตำรวจก็มีอำนาจมากกว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนิดหน่อย ถูกไหม มันไม่ใช่แล้วนะ เพียงแต่ว่าเราต้องทำอย่างไรที่จะมาจัดสรรงานหรืออำนาจในการทำงานของตำรวจให้ลงตัว”

 

“ประธาน กสม.” เปิดเบื้องลึกค้านเซตซีโร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/502515

"ประธาน กสม." เปิดเบื้องลึกค้านเซตซีโร่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เกิดแรงกระเพื่อมขย่มคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชุดปัจจุบันอย่างหนัก เมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมล้างบาง หรือเซตซีโร่ กรรมการชุดเก่ายกกระบิ

ภายหลังกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญประกาศใช้ จึงเกิดแรงต้านนำโดย “วัส ติงสมิตร” ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกโรงประกาศชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย พร้อมให้เหตุผลว่าร่างกฎหมายกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ผ่านมาต้องต่อสู้อย่างหนักในการยกร่างและทำความเข้าใจกับ กรธ. เพราะ กรธ.ไม่เข้าใจหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชน

นับตั้งแต่ยกร่างแรกที่ กรธ.ได้ตัดคำว่า “แห่งชาติ” ออกไป นั่นหมายความว่าต้องการให้กรรมการสิทธิ หรือ กสม. จะต้องไปอยู่ในสังกัดของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ไม่ได้เป็นอิสระตามหลักสากล ซึ่งในที่สุดกว่าจะชี้แจงทำความเข้าใจจนได้คำว่า “แห่งชาติ” คืนมาบัญญัติไว้ในร่างกฎหมาย

พร้อมไปกับความพยายามผลักดันให้ร่างกฎหมายกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือ พรป. เพราะที่ผ่านมากฎหมายที่กรรมการสิทธิฯ ใช้อยู่เป็น พ.ร.บ.ปี 2542 ที่เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก แม้จะยอมรับว่าหากมีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดการยกเลิกรัฐธรรมนูญ กรรมการสิทธิมนุษยชนจะต้องหลุดตำแหน่งไปทันที ย่อมถือว่าเป็นสิ่งที่รับได้ เพราะกรรมการสิทธิฯ เป็นส่วนหนึ่งในรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด

“อยากบอกว่า กรธ.จริงๆ ไม่ได้ออกร่างกฎหมายของตัวเอง แต่จะนำร่างของต้นสังกัด กสม.แล้วให้ใครต่อใครวิพากษ์วิจารณ์เหมือนกระสอบทราย จนต่อมาได้มีร่างฉบับของ กรธ.เองขึ้นมา ซึ่งในร่าง กสม.ฉบับแรกๆ มีส่วนสำคัญ 2 เรื่อง คือ ความคุ้มครองต่อการปฏิบัติหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชน ไม่ต้องรับผิดทางแพ่งหรืออาญา ถือเป็นหลักสากลโลกที่ใช้กันอยู่ และไม่เซตซีโร่ จะมีเพียงกรรมการสิทธิฯ บางคนเท่านั้นที่อาจหลุดจากตำแหน่ง เพราะขาดคุณสมบัติบางประการ เช่น การเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ ต้องไม่เคยมีตำแหน่งทางการเมืองอย่างน้อย 10 ปี ตามกฎหมายลูกฉบับใหม่กำหนด เป็นต้น”

พอต่อมาในการยกร่างกฎหมาย กสม.ฉบับที่สอง หรือฉบับปัจจุบันที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา กลับกลายเป็นว่า กรธ.ตัด 2 เรื่องสำคัญนี้ออกไปดื้อๆ นั่นคือไม่มีความคุ้มกันในการทำงานของกรรมการสิทธิฯ และเซตซีโร่ กสม.ทั้งคณะเพื่อนำไปสู่การสรรหาใหม่จำนวน 7 คน สิ่งที่ไม่เห็นด้วยคือ กรธ.ไม่มีคำอธิบายใดๆ มาชี้แจง

แม้ต่อมาจะทราบจากคำพูดของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวผ่านสื่อเสมอว่ากรรมการสิทธิฯ ทะเลาะกันเอง กรรมการชุดนี้ผลงานก็ไม่มี ที่มาก็ไม่ถูกต้อง และไม่สอดคล้องกับหลักการปารีส หรือหลักการสากล ที่ว่าด้วยสถานะของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และมีชัย อ้างว่าหากเซตซีโร่แล้วได้กรรมการสิทธิชุดใหม่จะสามารถยกระดับสถานะสิทธิมนุษยชนไทยจากสถานะบี เป็นสถานะเอได้

ประธาน กสม. ชี้แจงประเด็นนี้ว่า เหตุผลที่กรรมการสิทธิฯ ไทยถูกลดเกรดจากสถานะเอ เป็นสถานะบี เกิดจากผลของการทำงานของกรรมการสิทธิฯ ชุดที่ 2 เมื่อปลายปี 2557 ทางคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (International Coordinating Committee on National Human Rights Institutions หรือไอซีซี จะเสนอลดระดับความน่าเชื่อถือของคณะกรรรมการสิทธิมนุษยชนไทยจากระดับเอเป็นบี เพราะก่อนหน้านั้นมีหนังสือถึงกรรมการสิทธิฯ ชุดที่ 2 ให้ดำเนินการแก้ไข 3 เรื่อง แต่กลับไม่ดำเนินการใดๆ คือ

1.แก้กฎหมายการสรรหาให้มีกรรมการสิทธิฯ สัดส่วนภาคประชาสังคมเพิ่มขึ้น 2.แก้กฎหมายให้มีความคุ้มกันหรือคุ้มครองในการปฏิบัติหน้าที่ต่อกรรมการสิทธิฯ โดยไม่ต้องรับผิดทางแพ่งหรืออาญา และ 3.ต้องรวดเร็วในการประกาศท่าทีต่อเหตุการณ์คุกคามสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเรื่องเกิดคำถามจากไอซีซี ว่าเหตุใดกรรรมการสิทธิฯ ในช่วงนั้นไม่ออกรายงานในปี 2553 ทำไมปล่อยให้เวลายืดนานออกไป เพิ่งมาออกรายงานในปี 2556 เป็นต้น

ทั้งนี้ ทางไอซีซีให้เวลาในการดำเนินการแก้ไข 3 เรื่องเป็นเวลา 1 ปี ดังนั้นเมื่อครบ 1 ปี ในช่วงปลายปี 2558 กรรมการสิทธิฯ ชุดที่ 3 ซึ่งมีตนเป็นประธานเข้ามาทำงานพอดี แต่กลับมีเวลาเหลือเพียงเดือนเศษเท่านั้น จึงไม่สามารถจะดำเนินการใดๆ กับประเด็นที่ 1 และ 2 ตามที่ไอซีซีต้องการได้

“ในตอนนั้นเคยนำเรื่องนี้ไปหารือกับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีต รมว.ยุติธรรม สมัยนั้น พล.อ.ไพบูลย์ ยังบอกว่าสิ่งที่จะแก้ปัญหาได้ภายในเดือนเดียวคงมีวิธีเดียวคือออก พ.ร.ก. เพราะต้องแก้กฎหมาย หรือต้องใช้วิธีอื่นที่ต้องใช้อำนาจพิเศษ ซึ่งหากทำได้ก็จะทำให้ทันที แต่ในความเป็นจริงทำไม่ได้และไม่ทัน”

 

ดังนั้น จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่าการที่สถานะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยถูกลดเกรด ไม่ได้เป็นความผิดของกรรมการสิทธิฯ ชุดปัจจุบันที่สำคัญหลักการปารีสไม่ได้กำหนดว่าที่มากรรมการสิทธิฯ จะมาจากระบบเลือกตั้ง สรรหา หรือแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี จะด้วยวิธีใดไม่ขัดหลักสากลทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องให้ได้ที่มาของกรรมการสิทธิฯ ที่มีความหลากหลาย อาทิ องค์กรเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ด้านปรัชญาหรือศาสนา ตัวแทนมหาวิทยาลัย เป็นต้น

รวมทั้งต้องมีตัวแทนกลุ่มต่างๆ เพราะกรรมการสิทธิฯ ต้องทำงานกับภาคีเครือข่าย เพราะกรรมการสิทธิฯ ไม่ใช่หน่วยงานรัฐและไม่ใช่ฝ่ายประชาชน แต่เป็นเหมือน “กรรมการห้ามมวย” ระหว่างรัฐกับประชาชน และเป็นเหมือน “สะพานเชื่อม” ดังนั้นการทำงานต้องกะทัดรัด เพราะบางกระทรวงไม่มีกฎหมายของตัวเองยังมีเจ้าหน้าที่นับพันคน แต่กรรมการสิทธิฯ มีเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่ร้อยคน แต่ทำงานดูแลการละเมิดสิทธิมนุษยชนพร้อมกับตรวจสอบและเสนอแนะ รวมถึงคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนแก่สังคม

วัส กล่าวย้ำว่า ได้จัดทำข้อเสนอแนะที่ส่งให้ สนช.พิจารณาในชั้นตั้งกรรมาธิการร่วม อาทิ องค์ประกอบของการสรรหากรรมการสิทธิมนุษยชนระดับ “มหาเทพ” เกินไป หรือไม่ได้สอดคล้องในความเป็นจริงในทางปฏิบัติจะทำได้หรือไม่ ซึ่งมาตรฐานสูงกว่าระดับสากลเสียด้วยซ้ำ และเมื่อคัดสรรตัวแทนมาแล้วจะทำงานได้หรือไม่

ดังนั้น จึงอยากเสนอแนะว่าไม่ควรไปกำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวบุคคลพิเศษละเอียดเกินไป แต่ควรให้คณะกรรมการสรรหาได้ใช้ดุลพินิจเลือกมากขึ้น เพราะบางสาขาในแต่ละบุคคลอาจมีความเชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะได้หลายสาขา หรือการกำหนดจำนวนปีของประสบการณ์การทำงานว่าในกรรมการสิทธิฯ แต่ละคนหรือแต่ละด้านจะต้องมีประสบการณ์ด้านนั้นๆ มาไม่น้อยกว่ากี่ปี

ประธาน กสม. เสนอว่าควรให้เพิ่มกลไกการทำหน้าที่ กสม. คือให้มีอำนาจหน้าที่ในการยื่นคำร้องขอให้ศาลยุติธรรมหรือศาลทหารในคดีอาญาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี หากพบมีปัญหาสิทธิมนุษยชนขัดหรือแย้งความชอบด้วยกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ ทาง กสม.มีสิทธิไปยื่นคำร้องคัดค้านได้

อีกทั้งควรให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษซึ่งเป็นองค์กรเดี่ยวมาทำหน้าที่ในการเขียนรายงานสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศ เพราะหากใช้การเขียนรายงานแบบกลุ่มหรือคณะจะเกิดปัญหาการประนีประนอมต่อรอง จนทำให้รายงานชิ้นนั้นทื่อทู่ไม่แหลมคมในการนำเสนอต่อสาธารณะ

 

เพิ่มจุดจอดแท็กซี่ทุก 3 กม. ลดการวิ่งรถเปล่า-แก้ปัญหาปฏิเสธผู้โดยสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 18:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/502279

เพิ่มจุดจอดแท็กซี่ทุก 3 กม. ลดการวิ่งรถเปล่า-แก้ปัญหาปฏิเสธผู้โดยสาร

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ส่งรถ แก๊สจะหมด ไปไม่ถูก ข้ออ้างสารพัดปฏิเสธผู้โดยสารจากแท็กซี่

ในมุมผู้บริโภคนั้นน่าหงุดหงิด รำคาญใจและไม่แปลกที่คนไทยจะพากันต่อต้านเเท็กซี่เเละสนับสนุนให้บริการอูเบอร์ถูกกฎหมาย

อย่างไรก็ตามหากมองในมุมของคนขับ การตอบรับเส้นทางที่ห่างไกลอาจไม่คุ้มค่ากับการเดินทางกลับที่บ่อยครั้งต้องตีรถเปล่า สูญเสียเวลาในการสร้างรายได้จากโอกาสในเส้นทางอื่น

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความเสื่อมศรัทธาของแท็กซี่ รศ.ดร.วิโรจน์ ศรีสุรภานนท์ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมขนส่ง ภาควิชาวิศวกรรมโยธา  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ชวนคุยนำเสนอโมเดล ‘จุดจอดแท็กซี่’ ที่จะช่วยแก้ปัญหาจราจร ประหยัดทรัพยากร และลดการปฏิเสธผู้โดยสารลงได้ไม่มากก็น้อย

1 ใน 3 ของการวิ่งคือการเดินทางโดยไร้ผู้โดยสาร

หนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้การจราจรติดขัดก็คือการวิ่งเปล่าโดยไร้ผู้โดยสารของรถแท็กซี่

รศ.ดร.วิโรจน์  บอกว่า  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เคยทำการสำรวจการให้บริการของแท็กซี่จำนวนกว่า 100 คัน สิ่งที่พบก็คือ 12 ชั่วโมงของการทำงานในแต่ละกะ พวกเขาวิ่งรถเป็นระยะทางประมาณ 240 กิโลเมตร ที่น่าตกใจคือเป็นการวิ่งเปล่าถึง 1 ใน 3 หรือ 80 กม. ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมาก

“เที่ยวเปล่าเป็นต้นทุนมหาศาล ทั้งในแง่น้ำมัน เวลา รวมทั้งสร้างปัญหาจราจร ซึ่งตามมาด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ”

อ.วิโรจน์ บอกว่า ผู้ขับแท็กซี่อาจจะไม่ทราบหรือไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว รู้สึกการเคลื่อนย้ายตัวเองเพื่อหาผู้โดยสารตลอดเวลาคือการทำงาน ทั้งที่จริงกำลังเสียเวลาและสร้างความเหนื่อยล้าจนนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพและความเครียด

“ช่วงกลางวันแท็กซี่ 10 คันบนท้องถนน มีวิ่งเปล่าถึง 5 คัน บางคนเห็นการวิ่งรถเป็นเรื่องของจังหวะ ดวงและโชคชะตา ดวงดีก็ได้สองพัน วันไหนดวงไม่ดีก็ได้ไม่ถึงพัน”

 

สร้างจุดจอดทุก 3 กิโลเมตร

นักวิชาการด้านขนส่ง บอกว่า รูปแบบของจุดจอดรถแท็กซี่แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ จุดจอดแท็กซี่เฉพาะภายในพื้นที่ห้างสรรพสินค้า โรงแรม อื่นๆ , จุดจอดที่กำหนดขึ้นกันเองตามท้องถนน อาทิ บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้า โรงแรม และ พื้นที่จุดจอดเพื่อรอลูกค้าเรียก

เพื่อพิสูจน์ว่าจุดจอดแท็กซี่นั้นเป็นเรื่องสำคัญ อ.วิโรจน์ ได้ร่วมกับนักศึกษา ทดลองเปิดศูนย์บริการจุดจอดแท็กซี่ภายในปั๊มน้ำมันปตท. ย่าน ซ.พุทธบูชา 36 ซึ่งมีหมู่บ้านจัดสรรใกล้เคียงกว่า 10 หมู่บ้าน ใช้เวลาทดลอง 9 สัปดาห์ตั้งแต่เวลา 6.00 – 11.00 น. โดยระยะทางไกลสุดจากศูนย์เข้าไปถึงผู้โดยสารคือ 2.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเฉลี่ย 11.24 นาที และไม่คิดค่าบริการในการเรียก

ผลที่ได้รับคือ มีรถที่มาร่วมให้บริการ 405 คัน มีจำนวนผู้ใช้บริการทั้งหมด 598 ครั้ง โดย 57.5 เปอร์เซนต์เป็นผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัว 13.6 เปอร์เซนต์ใช้บริการรถสาธารณะ และ 8 เปอร์เซนต์ใช้รถแท็กซี่อยู่เป็นประจำ

“ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า หากมีบริการแท็กซี่อยู่ใกล้เคียงไม่ไกลเกิน 12 นาที หรือ 2.5-3 กิโลเมตร จะช่วยให้พวกเขาเปลี่ยนใจจากการเดินทางด้วยรถส่วนตัวมาใช้แท็กซี่มากขึ้น”

นอกจากนั้นเมื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวนเกือบ 300 คน ยังพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเลือกโทรศัพท์เรียกแท็กซี่จากศูนย์ที่สร้างขึ้นคือ เวลาในการรอคอยที่รวดเร็วไม่เกิน 12 นาที และค่าชาร์จบริการที่บอกว่ายินดีจ่ายหากไม่เกิน 20 บาท เพื่อให้แท็กซี่มารับถึงหน้าบ้าน

 

 

ผลการทดลองดังกล่าวทำให้ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมขนส่ง มจธ. มั่นใจว่า โมเดลจุดจอดรถ เหมาะสมที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนแท็กซี่กว่า 1 แสนคัน และยังเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับเมืองอื่นๆ ในต่างประเทศที่สังเกตได้ว่า ไม่มีแท็กซี่วิ่งเปล่าจำนวนมากเท่าเมืองไทย

สำหรับระยะทางที่คาดว่าเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพคือ ทุกๆ 3 กิโลเมตร ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน อาทิเช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล สำนักงานเขต ห้างสรรพสินค้า คอนโดมิเนียมและที่อื่นๆ ที่สำรวจแล้วว่าเป็นสถานที่มีประชาชนไปติดต่ออยู่เป็นประจำ

“คอนโดระดับ 1,000 ยูนิตหลายๆ แห่ง ป้ายรถเมล์หน้าคอนโดตอนเช้ารถแท็กซี่จะเข้ามายึดหัวหาดหมด เพื่อรอผู้โดยสารจากคอนโด ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารรถเมล์ทั่วไปและผู้ใช้ถนนคนอื่น หากคอนโดจัดที่ด้านในไว้สัก 4-5 ช่องให้กับแท็กซี่ได้ จะเท่ากับเป็นการบริการลูกบ้านในคอนโด และลดผลกระทบจากการจอดรอด้านนอกที่สร้างปัญหาจราจรด้วย”

นักวิชาการด้านขนส่งคิดว่าการจัดสรรประโยชน์ในพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญมากที่ทุกคนควรเข้าใจและมองเห็นภาพใหญ่ต้นเหตุของปัญหา

“ถ้าเราจอดรถตัวเองตั้งแต่เช้ายันเย็น เราจะได้แค่ 1 คัน แต่ถ้าสละให้แท็กซี่ แต่ละวันอาจจะมีถึง 10 คัน เรียกว่ามีอัตราการหมุนเวียนในการใช้พื้นที่สูงมาก ขอเพียงแต่ละแห่งสละพื้นที่แค่ 4-5 ช่องทาง ผมคิดว่าจะลดผลกระทบได้มากแล้ว”

 

 

แท็กซี่เซ็นเตอร์-ปรับเพิ่มรูปแบบการคิดค่าบริการ

แง่ปฏิบัติความสำเร็จของการยกระดับคุณภาพแท็กซี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจุดจอดเพียงอย่างเดียวแต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการด้านอื่นๆ ด้วย

อ.วิโรจน์ ยกตัวอย่างให้ฟังว่า เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นมีหน่วยงานกลางอย่าง “แท็กซี่เซ็นเตอร์” คอยบริหารจัดการ แท็กซี่ทุกคันในโตเกียว ต้องมาลงทะเบียนกับองค์กรแห่งนี้ โดยทีมงานจะคอยบริหารจัดการ ควบคุมคุณภาพ พร้อมกับออกตรวจตราความปลอดภัยบนท้องถนน

“มีการทดสอบการทำงานว่าคนขับรู้จักพื้นที่มากน้อยแค่ไหน มีการให้รางวัล นำเคสที่เป็นตัวอย่างดีๆ ของคนขับและบริษัทมาประชาสัมพันธ์ ให้ดาวการันตีการทำงาน ถ้าอยากได้ดาวเพิ่มต้องทำหน้าที่ให้ดี เรื่องนี้ส่งผลให้เกิดการแข่งขันและปรับปรุงคุณภาพ ไม่อย่างนั้นคนขับก็ขับไปวันๆ ไม่ต้องเพิ่มคุณภาพ ไม่ต้องแข่งเพราะคิดเพียงแค่ว่าตัวเองทำหน้าที่สุจริตก็พอแล้ว”

สำหรับราคาค่าบริการของแท็กซี่ เขาแนะนำว่า ควรมีหลักเกณฑ์และรูปแบบมากขึ้นเหมือนประเทศญี่ปุ่น เช่น หลังช่วงเวลา 4 ทุ่มเป็นต้นไป ค่าโดยสารสูงขึ้น 20 เปอร์เซนต์และอัตราการเพิ่มตามระยะทางก็พุ่งสูงกว่า หรือ การเดินทางข้ามเขต จากนอกเมืองเข้าสู่เมืองหรือจากในเมืองไปนอกเมืองก็คิดราคาที่สูงขึ้น รวมถึงการให้บริการคนพิการลดราคา 10 เปอร์เซนต์ เรียกว่า มีตัวเลือกหลากหลายที่มีเหตุผลรองรับให้กับผู้บริโภคได้เลือก

“เรทราคามันสามารถปรับได้ ชาร์จได้หลายรูปแบบ ทำการศึกษาและวิจัยเรื่องราคาและระยะทางวิ่งให้เหมาะสม เป็นธรรมกับลูกค้าและคนขับมากที่สุด” เขายกตัวอย่างว่า “ปกติเรียกแท็กซี่เข้าเมืองในโซนรถติด บางคันไม่ยอมไป แต่ถ้ามีเรทช่วงเวลาและโซนกำหนดว่า ไปที่นี่ต้องเพิ่มอีก 50 บาท แบบนี้แท็กซี่ก็ไม่ปฏิเสธและเราที่เป็นลูกค้าก็รับทราบเหตุผลของราคาด้วย”

ทั้งหมดนี้คือโมเดลที่ผ่านการวิจัยและทดลองจาก รศ.ดร.วิโรจน์ ศรีสุรภานนท์ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมขนส่ง ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. ที่เขามั่นใจว่าหากแท็กซี่มีคุณภาพดี ประชาชนจะเลือกใช้มากขึ้น และหมายถึงว่า ปัญหาจราจรก็จะลดลง

รศ.ดร.วิโรจน์ ศรีสุรภานนท์

 

“บิ๊กตู่” นายกฯคนนอกไม่ง่าย เว้นแต่สภาผู้แทนฯถึงทางตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/502221

"บิ๊กตู่" นายกฯคนนอกไม่ง่าย เว้นแต่สภาผู้แทนฯถึงทางตัน

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์ / ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ ท่ามกลางกระแสนายกรัฐมนตรีคนนอก ในช่วงรัฐบาลหน้า หลังการเลือกตั้งปรากฏชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลอยโดดเด่นมาอีกครั้ง

ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงทัศนะผ่านโพสต์ทูเดย์ ว่า นายกฯ คนนอกไม่ได้มากันง่ายๆ ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดไว้ว่า พรรคการเมืองต้องเสนอ 3 รายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตอนสมัครรับเลือกตั้ง คือ รอบแรกเป็นนายกฯ คนใน แต่อาจแจ้งชื่อคนไม่ได้อยู่ในพรรคก็ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนด

“ช่วงแรกมันคงเป็นไปได้ยากที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะตอบรับพรรคการเมืองใด และยอมให้ชื่อตัวเองได้รับการเสนอในช่วงพรรคการเมืองไปสมัครรับเลือกตั้ง แต่อาจมีทหารคนอื่นก็มีความเป็นไปได้ หมายความว่าทหารที่อยู่ในเครือ คสช.”

ทั้งนี้ พรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญหลังจากเลือกตั้งมีสิทธิเสนอชื่อคนเป็นนายกฯ ต้องได้ 25 คะแนนเสียง และพรรคที่ได้ 25 คะแนน ก็คงมีหลายพรรค ทั้งประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ภูมิใจไทย รวมถึงพรรคขนาดกลาง ก็มีสิทธิลุ้น แต่พิธีกรรมในสภาให้เสนอชื่อคนเป็นนายกฯ ขั้นตอนการซาวด์เสียง สามารถทำได้กี่รอบ หรือแค่รอบเดียว หรือจนกระทั่งไล่มาทุกพรรคหรือไม่ ตรงนี้ยังไม่ชัดเจน

“ถ้าให้ทุกพรรคเสนอกัน ก็ใช้เวลานาน และตามรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดว่า พอหลังจากเลือกตั้งแล้วเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร จะต้องจัดตั้งรัฐบาลภายในกี่วัน แต่รัฐธรรมนูญที่ผ่านมากำหนดไว้ชัด รวมถึงรัฐธรรมนูญต่างประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภาก็กำหนดไว้เหมือนกัน เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้กำหนด ถ้าถึงเวลาพรรค ก. เสนอไปแล้วไม่ได้ 376 เสียง พรรค ข. ไล่ไปจนถึงพรรค ง. ซึ่งอย่าลืมว่าแต่ละพรรคมี 3 รายชื่อ หากตีไว้ 5 พรรคมี 25 คะแนน และต้องมีคนรับรอง 25 คน รวมเป็น 50 คน และนำมาหาร 500 คน ก็ได้ 10 คน ฉะนั้น มันจะมี 10 คนได้รับการเสนอชื่อและแข่งขันกันในแต่ละรอบ จะกลายเป็น 10 รอบหรือไม่ แล้ว 10 รอบที่ว่า มันจะทิ้งช่วงห่างกันขนาดไหนผมไม่แน่ใจ แต่ระยะเวลาไม่กำหนด อาจจะเลื่อนเป็นเดือนก็ได้”

อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่เลือกนายกรัฐมนตรีในสภามันอาจจะนาน ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็อาจมี สส.จำนวนหนึ่งรีบขอญัตติเพื่อหาคนนอกมาเป็นนายกฯ แต่ก็มี สส.บางส่วนมองยังไม่ถึงทางตัน ความขัดแย้งตรงนี้จะลงเอยอย่างไร สส.ที่ต้องการเปิดญัตติเพื่อหาคนนอก ต้องหาให้ได้ 250 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อถึงตอนนั้นโอกาสซื้อตัว สส.ก็จะมีขึ้นแน่

ไชยันต์ อธิบายต่อว่า ใครจะเป็นคนกำหนดว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีขยักแรกถึงทางตัน หากให้ประธานรัฐสภารวบรัดมันก็เร็วไป ดังนั้น ควรให้ประชาชนตัดสิน ซึ่งถ้ายังเลือกไม่ได้ตอนนั้นประเทศจะเกิดสุญญากาศ เหมือนประเทศเบลเยียมจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้นานอยู่ 3-4 เดือน แต่ต่างประเทศเขาเอาคนในมาเป็นนายกฯ ส่วนของไทยยังมีช่องคนนอก

ขณะเดียวกัน เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดระยะเวลา เรื่องก็ต้องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญโดยให้ยึดตามประเพณีการปกครอง ซึ่งประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อนเรื่องไม่มีระยะเวลา ถ้าศาลบอกว่านานก็ต้องไปสู่ญัตติ สว.ในการคัดเลือกนายกฯ เพื่อลงมติว่าจะมีคนนอกหรือไม่ สมมติว่าถ้าศาลบอกว่ายังรอได้อีก ก็ต้องกลับมาคุยกันให้หมด

ไชยันต์ กล่าวว่า ถ้าโชคดีได้นายกฯ มาจากพรรคการเมืองก็จบ ก็จะเกิดสภาวะปรองดองระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ แล้วจะเรียกว่าเกี้ยเซี้ยในหมู่นักการเมืองหรือไม่

“คำว่าเกี้ยซิยาธิปไตย ของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ หรือที่ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล บอกนั้น เขากลัวนักการเมืองจะไปเกี้ยเซี้ยกับทหาร แต่ถ้าการเมืองเขาตกลงได้กันภายในสภา จะเรียกว่าเกี้ยเซี้ยไหม แล้วจะเรียกว่าถึงเวลาผสมพันธุ์กันอีกไหม คนพูดว่าไม่เอา เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ในที่สุดจูบปากกันอีกแล้ว เพราะสันดานนักการเมือง ตกลงเราจะเอายังไง”

เขากล่าวว่า สมัยอดีตเวลาจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ทุกคนจะคิดถึง บรรหาร ศิลปอาชา แต่คนเล่นบทบาทนี้ต้องมีบารมี มันดูเหมือนปลาไหลก็จริง แต่ก็มีสัตยวาจาบางอย่าง ซึ่งลึกๆ แล้วจะรู้ว่า พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และบรรหาร ก็มีหลักของตัวเอง แต่เมื่อไม่มีตัวตรงนี้ ใครจะรวบรวมพรรคขนาดกลางเป็นโซ่ข้อกลาง ยังมองไม่ออก ถ้าตีกัน แตกกัน ในสภา มันจะเป็นเงื่อนไขให้คนนอกมีอิทธิพลแทรกแซงเป็นนายกฯ ได้

“ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง สส.ต้องหา 250 เสียง มาขอ สว.ให้เปิดญัตติเพื่อหาคนนอก ตามกติกาของคำถามพ่วงประชามติให้รัฐสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปีแรก หมายถึง การจะเลือกนายกฯ จะต้องใช้เสียงครึ่งหนึ่งของสองสภา คือ 346 เสียง จากที่ต้องรวม 250 สว. และ 500 สส. เป็น 750 คน ถ้าพรรคการเมืองผนึกกำลังกันไม่ให้ สว.เลือกนายกฯ ให้เป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น ทำอย่างไรให้ได้ 376 เสียงขึ้นไป ซึ่งก็ไม่ง่าย คนที่ได้คะแนน 376 เสียง จะเป็นนายกฯ ที่มีความชอบธรรมมากตามรัฐธรรมนูญนี้”

ไชยันต์ กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ามาบริหารประเทศในรัฐบาลหน้า จะเผชิญกับความยากลำบาก ซึ่งอาจจะยากไม่เหมือนสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เคยเจอมาก่อน ทั้งในเรื่องของเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น การต่อต้าน การอภิปรายไม่ไว้วางใจแค่ 251 เสียงก็ได้ และไม่เกี่ยวกับ สว. มันอาจจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลได้

“สมัยป๋า 8 ปี เลือกตั้ง 3 ครั้ง อันนี้อาจจะไม่ได้เลือกตั้ง แต่แค่จะปรับ ครม.อะไรไป นายกฯ เจอวิกฤตลาออกเข้ามาใหม่ แก้ขัดแย้งการเมือง ก็ถูกต้องตามครรลองรัฐสภา แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ภายใต้เงื่อนไขไม่มีมาตรา 44 ทำอะไรไม่ได้ เมื่อครั้งหน้าไม่มี ก็เข้าสู่กระบวน การของสภา จะออกกฎหมายทำอะไรก็ว่าตามนั้นซึ่งจะเป็นระบบที่ควรจะเป็น เพราะหากคงมาตรา 44 ไว้ตลอด วันหลังสังคมดื้อยาแล้วยุ่ง อย่างกฎหมาย พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว ก็ไม่ได้ผ่านกระบวนการในสภา ถ้าเป็น พ.ร.บ. จะมีการอภิปราย การออกก็จะช้าหน่อย แต่มันทำให้ความเสียหายไม่เกิดขึ้น ฉะนั้น เป็นเรื่องดีเวลาออกกฎหมายสำคัญต้องให้สภาตัดสิน”

ไชยันต์ กล่าวว่า สมัย พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ ตอนนั้นเกิดสงครามเย็น มีปัญหาคอมมิวนิสต์ เป็นเรื่องหวาดวิตกของผู้คน มันมีเงื่อนไขการเมืองระหว่างประเทศ การเมืองโลก สนับสนุนให้สังคมต้องการอะไรที่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยได้จริง แต่ปัจจุบันมันไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้

“ความขัดแย้งสมัย พล.อ.เปรม เป็นเรื่องมวลชนปฏิวัติคอมมิวนิสต์ ไม่ยุ่งเหยิงเหมือนปัจจุบัน แต่สมัยนี้เป็นมวลชนประชาธิปไตย ที่มีความเห็นต่างกัน ปัญหาสมัยคอมมิวนิสต์คนไทยส่วนใหญ่ไม่เอาและสนับสนุนผู้นำ แต่ปัจจุบันคนไทยแตกเป็น 2-3 ฝ่าย แล้วก็พยายามอ้างประชาธิปไตยทั้งคู่ และตีความ สิ่งที่ อาจารย์เสกสรรค์  พูดเรื่องจะอยู่ 10 ปี ผิด เพราะไม่ได้หมายความว่าทหาร คสช.จะเป็นนายกฯ ต่อเนื่อง 10 ปี แต่มันเป็นเพียงกรอบ สรุปคือ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อ มันก็ไม่ง่ายที่จะอยู่ยาวเหมือนสมัย พล.อ. เปรม เพราะคนละยุคสมัย”

สิ่งที่น่าเป็นห่วงในช่วงเปลี่ยนผ่านตามทัศนะของ ไชยันต์ คือ ความรุนแรงแบบคาดไม่ถึง เช่น เหตุระเบิดบริเวณสนามหลวง หรือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่จะทำให้ประชาธิปไตยช่วงเปลี่ยนผ่านมีความยั่งยืนนั้น อยู่ที่ประชาชน

“ประชาชนต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ต้องย้อนกลับไปยุคกรีกโบราณ ประชาชนมีอำนาจสำคัญก็จริง แต่ก็แค่ส่วนหนึ่งและช่วงเวลาหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการคัดคนเข้าไป นั่นคือ  การเลือกตั้ง ที่ต้องการคนที่เก่งกว่าเรา สนใจบ้านเมืองมากกว่าเรา มีเวลาให้การเมืองมากกว่าเรา เรากำลังเลือกอภิชนเข้าไปในสภา และอภิชนก็จะไปเลือกนายกฯ

ไชยันต์ กล่าวว่า ประชาชนมีอำนาจทางการแค่ 4 วินาทีเข้าคูหากาบัตร หลังจากนั้นอำนาจอยู่ที่ สส. 500 คน ผนวกกับ 250 สว. เป็น 750 ที่จะเลือกนายกฯ หรือเอกบุรุษ ดังนั้น ต้องเข้าใจว่าอำนาจประชาธิปไตยสมบูรณ์มันไม่เคยมี แต่ถ้าพูดกล่อมประสาทให้คนคิดอย่างนั้นตลอดเวลาถึงเวลามันผิดพลาดได้ เพราะประชาธิปไตยมันต้องเฉลี่ยอำนาจกัน

“อำนาจประชาชนมีแค่ส่วนหนึ่งต้องยอมรับ แต่เป็นส่วนสำคัญจุดเริ่มต้น ถ้าจะคิดว่าออกมาเป็นมวลชนตลอดมันไม่ใช่ ประเทศก็เจ๊ง และอยากฝากการเมืองควรเลิกเล่นแบบเลือกข้าง ควรเลือกเล่นตามประเด็น สมมติเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ พูดดีทำได้ก็ควรสนับสนุน ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองก็วนเวียนแบบนี้ไปตลอด”

 

ภารกิจ “หมอบุญ” สร้างเมืองวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2560 เวลา 18:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/501606

ภารกิจ "หมอบุญ" สร้างเมืองวัยเกษียณ

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ในช่วงที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลในด้านการขยายสาขา การซื้อกิจการกันเอง เปิดตัวแบรนด์ใหม่เจาะตลาดใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งแตกตัวไปทำธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งกลุ่มล่าสุดที่เปิดตัวโครงการใหญ่ออกมา ก็คือ กลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี หรือบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป ซึ่งริเริ่มทำโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เมืองแนวคิดใหม่เพื่อวัยเกษียณ ริมถนนพหลโยธิน (รังสิต) ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ถือเป็นการเปิดฉากรับสถานภาพไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจน โดยแค่เฟสแรกใช้เงินลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท

นพ.บุญ วนาสิน ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการริเริ่มโครงการนี้ อธิบายว่า กลุ่มธนบุรีเป็นโรงพยาบาลกลุ่มแรกที่หันมาทำโครงการลักษณะนี้ โดยวัตถุประสงค์ไม่ใช่แค่เพียงเป็นโครงการดูแลคนชรา แต่เป็นโครงการบูรณาการการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร (อินทิเกรด เฮลท์แคร์)

จุดเริ่มต้นโครงการนี้มาจาก นพ.บุญ มองเห็นว่า การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทั้งที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลเกิน 2 วัน แต่บางคนกลับต้องอยู่ 5-10 วัน เพราะต้องรอถึงช่วงเวลาตัดไหม เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมองว่าโรงพยาบาลควรมีอีกตึกเพื่อเป็นตึกทำกายภาพและฟื้นฟู โดยคิดค่าใช้จ่ายถูกกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับการนอนในโรงพยาบาล รองรับผู้ป่วยที่ยังย้ายกลับบ้านไม่ได้ ยังต้องการความช่วยเหลืออยู่บ้าง กลุ่มที่เป็นอัมพาต หรืออีกกลุ่มที่แข็งแรงดีแต่หาคนดูแลไม่ได้ ซึ่งโครงการนี้จะมาตอบโจทย์ทั้งหมด

ในโครงการจะประกอบด้วยอาคารที่พักอาศัยรองรับคนวัยเกษียณ อาคารดูแลผู้สูงอายุที่ต้องการ การดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงอาคารสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สปา ฟิตเนส สระว่ายน้ำ คลาสกิจกรรม ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและฟื้นฟูสภาพร่างกาย ให้บริการการแพทย์ตั้งแต่ป้องกัน รักษา จนถึงฟื้นฟูด้วยบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญ นอกจากนี้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกตอบโจทย์ลูกหลานที่มาดูแลผู้สูงอายุ มีพื้นที่สีเขียวด้วย

นพ.บุญ กล่าวว่า ทฤษฎีสำคัญของโครงการนี้คือ คนที่มาอยู่ อยู่แล้วต้องมีความสุข ซึ่งผู้สูงอายุจะมีปัญหา 2 อย่าง ได้แก่ ซึมเศร้า และสับสน ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเข้าไปดูแลมี 3 เรื่อง คือ ดูแลร่างกายให้แข็งแรง ป้องกันด้วยเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย ดูแลจิตใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดโดยจะมีนักจิตวิทยามาพูดคุยด้วยตลอด และสุดท้าย คือ ดูแลด้านการเงิน

สำหรับการเงิน ต้องวางแผนให้ผู้สูงอายุที่จะซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการ ต้องส่งเงินส่วนหนึ่งเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญ (เพนชั่น ฟันด์) ทุกเดือนตั้งแต่ร่วมโครงการ และหากอยู่ในโครงการ 20-30 ปี หรืออายุ 90 ปีแล้วก็สามารถขายคืนที่อยู่อาศัยที่ซื้อไปให้กับโครงการได้ โดยอาจได้เงินคืน 2 เท่า เพราะที่ผ่านมาพบว่าในวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ป่วยบางคนอาจต้องใช้เงินที่เก็บมาตลอดชีวิต แต่ถ้าไม่ต้องการขายก็ส่งต่อให้ลูกหลานได้

จากการเดินสายตามองค์กร 30-40 แห่ง เพื่อแนะนำโครงการนี้ พร้อมจัดกิจกรรมด้านสุขภาพออกบูธต่างๆ สำรวจความต้องการ สิ่งที่พบ คือ แม้โครงการนี้ยังไม่เปิดตัวขายเป็นทางการก็มีคนสนใจซื้อเข้ามาแล้วเกือบ 200 ยูนิต 40% เป็นคนที่เกษียณอายุแล้วตั้งใจมาอยู่จริง อีก 60% เป็นกลุ่มที่ยังไม่เกษียณอายุแต่ต้องการเตรียมพร้อมก่อนเกษียณ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุ 45-55 ปี มีเงินเดือน 5 หมื่น-1 แสนบาท ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่อยากเป็นภาระลูกหลาน มีความสามารถผ่อนจ่ายได้เดือนละ 3 หมื่นบาท และสามารถอดออมได้อีกเดือนละ 1 หมื่นบาท เก็บเงินเข้าเพนชั่น ฟันด์ เพื่อที่ในวันที่เป็นผู้สูงอายุจะมีเงิน 10 ล้านบาท กำไว้ในมือ

อย่างไรก็ตาม โครงการก็วางแผนไว้แล้วเพื่อช่วยลดภาระในการผ่อนจ่ายของผู้ที่ยังไม่ได้ต้องการมาอยู่ทันที คือ การนำไปปล่อยเช่า ซึ่งก็อาจช่วยแบ่งเบาภาระการผ่อนจ่ายไปได้เดือนละ 2 หมื่นบาท โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของการปล่อยเช่า คือ คนญี่ปุ่นที่ต้องการมาใช้ชีวิตวัยเกษียณเมืองไทย เนื่องจากมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่า

“ในโครงการนี้จะมีบริการกิจกรรม 40 อย่าง เป็นบริการขั้นพื้นฐานให้ใช้ฟรี 15 อย่าง อีก 25 อย่างต้องเสียค่าบริการเพิ่ม ก่อนจะมาทำโครงการนี้ก็ไปดูงานและศึกษาตัวอย่างโครงการในจีนมาแล้ว”

ด้านสาเหตุที่เลือกทำเลนี้ทำโครงการเพราะคมนาคมสะดวก ด้านหลังโครงการติดรถไฟฟ้าสายสีแดง และอยู่ไม่ไกลมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นทำเลที่เหมาะกับการที่ลูกหลานจะมาเยี่ยมได้ง่าย ส่วนอนาคตตั้งเป้าทำโครงการลักษณะนี้แต่สามารถรองรับกลุ่มชนชั้นกลางได้ คาดหวังว่า 10 ปีข้างหน้าจะรองรับผู้สูงอายุให้ได้ 4 หมื่นคน หรือ 10% ของผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อพอจะร่วมโครงการลักษณะนี้ ซึ่งเชื่อว่าหากมีโรงพยาบาลอื่นๆ สนใจมาทำโครงการลักษณะนี้อีกก็จะเป็นผลดีกับคนไทย เพราะยังมีความต้องการรออยู่อีกมาก

นี่คือภารกิจท้าทายของ นพ.บุญ วนาสิน

เพราะกำไรไม่ใช่หัวใจสำคัญ

กว่าจะมาเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป เจ้าของโรงพยาบาล ธนบุรี วันนี้ นพ.บุญ วนาสิน วัย 79 ปี เล่าย้อนว่าเขาก็เป็นหมอรักษาคนไข้คนหนึ่งที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศจนเชี่ยวชาญด้านส่องกล้องทางเดินอาหาร จากนั้นกลับมาทำงานในไทยสอนหนังสือต่อที่ศิริราช แล้วก็ได้เห็นปัญหาใหญ่ว่า จำนวนเตียงที่โรงพยาบาลมีไม่เพียงพอความต้องการของคนไข้ มีคนไข้รอเตียงไม่ไหวเสียชีวิตไปก่อน

ด้วยเหตุนี้ จึงตัดสินใจเปิดโรงพยาบาลธนบุรี รองรับความต้องการการรักษาพยาบาล ไม่ได้มีเป้าหมายหลักในการมุ่งหวังทำกำไรสูงสุด โดยอัตราค่ารักษาพยาบาลที่คิดก็ต่ำกว่าโรงพยาบาลเอกชนอื่นๆ 30% ปกติแล้วธุรกิจโรงพยาบาลจะทำกำไรเฉลี่ยได้ที่ 12% เครือโรงพยาบาลใหญ่บางแห่งในไทยทำได้ถึง 15% แต่กับโรงพยาบาลธนบุรีแล้วอยู่ที่ 8% เท่านั้น

ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมีกรณีผู้ป่วยฉุกเฉินใดๆ เข้ามา โรงพยาบาลก็รับไว้ตลอด แม้ภายหลังอาจต้องขาดทุนจากการรักษาพยาบาลในกรณีฉุกเฉินนั้นๆ บ้าง เพราะเงินที่รัฐบาลจ่ายชดเชยให้ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ก็ยอมแบกรับภาระนั้นไว้เอง เพราะไม่ได้คิดเรื่องกำไรขาดทุนเป็นหัวใจสำคัญ แต่ถึงอย่างไรโรงพยาบาลก็ยังต้องมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขยายเตียงมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการที่มากขึ้น เช่น โรงพยาบาลธนบุรี ปัจจุบันมี 400 เตียง ระยะต่อไปคงต้องเพิ่มอีก 100 เตียง โรงพยาบาลธนบุรี 2 ก็คงต้องเพิ่มเตียงตามมาอีก

นพ.บุญ กล่าวว่า ถึงวันนี้นอกเหนือจากธุรกิจโรงพยาบาลก็ทำหลายธุรกิจจนนับไม่ถ้วน สิ่งที่ชอบทำมากที่สุดเป็นเรื่องการศึกษา และคงยืนหยัดทำเรื่องการศึกษาต่อไป ขณะที่เดิมทีเคยตั้งเป้าหมายตัวเองว่าจะเกษียณอายุ 75 ปี แต่พอถึงเวลาจริงก็เลื่อนเวลาเกษียณอายุตัวเองเป็น 80 ปี และพอถึงวันนี้ในวัย 79 ปี ที่ยังมีโครงการในความคิดมากมายรออยู่ ก็คิดว่าคงต้องเลื่อนเกษียณอายุไปเป็น 83 ปีแล้ว ซึ่งก็คิดว่าถึงวันนั้นคงเลื่อนไปไม่ได้อีกแล้ว

จากการเป็นเจ้าโปรเจกต์มากมายเช่นนี้ นพ.บุญ จึงมีวินัยกับตัวเองในการดูแลร่างกาย โดยจะออกกำลังกายทุกวัน วันละ 2 ชั่วโมง คือ วิ่ง 1 ชั่วโมง และว่ายน้ำอีก 1 ชั่วโมง อีกทั้งจะเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเพื่อทำให้ตัวเองแข็งแรงเสมอพร้อมลุยกับงาน

ถือเป็นซีอีโอวัยเกษียณที่ยังแรงดีไม่มีตก และยังมีไอเดียสร้างสรรค์โครงการใหม่ๆ ออกมาเสมอซึ่งคนรุ่นใหม่ๆ ควรมองไว้เป็นแบบอย่าง

 

“ไพรมารีโหวต” ล้มนายทุน ปฏิรูปการเมืองสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/501226

"ไพรมารีโหวต" ล้มนายทุน ปฏิรูปการเมืองสำเร็จ

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

นับเป็นวาทะการเมืองร้อนแรงมาหลายสัปดาห์ สำหรับ “ไพรมารีโหวต” หรือที่เรียกกันในภาษาทางการว่าการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อคัดเลือกผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งให้ความเห็นชอบไปก่อนหน้านี้ โดยตามขั้นตอนเวลานี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายต่อไป

สำหรับประเด็นที่เป็นปัญหาทำให้พรรคการเมืองต่างออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายพรรคการเมืองคือ ขั้นตอนการทำไพรมารีโหวต

ฝ่ายพรรคการเมืองมองว่าควรกลับไปใช้กระบวนการทำไพรมารีโหวตตามที่ กรธ.เขียนไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฉบับแรก ซึ่งไม่ได้มีสภาพบังคับแก่พรรคการเมืองมากเกินไป เพราะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ สนช.แก้ไขไปนั้น ทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติแก่พรรคการเมือง โดยเฉพาะการนำไปสู่ความแตกแยกภายในพรรคจากการที่ผู้สมัคร สส.ของพรรคต่างแย่งชิงสมาชิกพรรคเพื่อให้มาสนับสนุนตัวเองเป็นผู้สมัคร สส.

ในจังหวะนี้เอง “โพสต์ทูเดย์” จึงได้มีโอกาสสนทนากับ “พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม” สมาชิก สนช. ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อสอบถามถึงที่มาที่ไปว่าเหตุใด สนช.ถึงได้กำหนดขั้นตอนการทำไพรมารีโหวตไว้แบบเข้มงวด และที่ทำไปอย่างนั้นมีเจตนารมณ์อะไร

เบื้องต้น พล.อ.สมเจตน์ ระบุว่า การทำไพรมารีโหวตที สนช.กำหนดไว้ในร่างกฎหมายพรรคการเมืองมีที่มาที่ไปจากรัฐธรรมนูญปี 2560 และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

“เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปก่อนที่จะเกิดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขึ้นมา ในช่วงนั้นพรรคการเมืองมีการดำเนินการในลักษณะที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีปัญหาว่าพรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของนายทุน จนนำมาสู่การปฏิบัติหน้าที่ของ สส.เปรียบเหมือนกับพนักงานบริษัท มีหน้าที่มายกมือตามอำนาจสั่งการของนายทุนเจ้าของพรรคการเมือง จนกลายเป็นวิกฤตของสภา”

“เวลานั้นเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างมาก กระทั่งนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับภายหลังเกิดการรัฐประหาร ซึ่งมองถึงการปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ผ่านการประชามติ ได้กำหนดเรื่องการปฏิรูปการเมืองไว้ชัดเจนว่าต้องให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมกับพรรคการเมือง ตั้งแต่การกำหนดนโยบายและการร่วมกิจกรรมทางการเมือง รวมไปถึงกระบวนการในการคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม”

“จากนั้นพบว่ามีรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองของ สปท. ซึ่งมีนักการเมืองอาวุโส ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านร่วมเป็นกรรมาธิการและที่ปรึกษา ได้มีการเสนอให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งผ่านการเลือกตั้งขั้นต้น ผมก็พิจารณาและเสนอต่อสมาชิก สนช. และคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ”

ขณะเดียวกัน พล.อ.สมเจตน์ มองว่า แม้ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่ กรธ.ส่งมาให้ สนช. ในตอนแรกจะมีการกำหนดการทำไพรมารีโหวตเอาไว้ แต่เห็นว่าเป็นการกำหนดที่ไม่ได้มีสภาพบังคับแก่พรรคการเมือง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ สนช.ต้องเพิ่มเติมเนื้อหาเข้าไปเพื่อให้เกิดสภาพบังคับแก่พรรคการเมือง เพื่อไม่ให้เหมือนกับปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับกฎหมายพรรคการเมืองเมื่อปี 2550

“เราได้ดูกระบวนการทำไพรมารีโหวตที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามานั้นเป็นเพียงการรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอ เราจึงเสนอกระบวนการทำไพรมารีโหวตในแบบของเราเข้าไป”

“ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 กำหนดให้ทำไพรมารีโหวตเอาไว้แล้ว แต่ไม่ได้กำหนดสภาพบังคับเอาไว้ จึงไม่มีพรรคการเมืองไหนทำไพรมารีโหวต พรรคการเมืองก็ไม่อยากทำ เพราะการทำไพรมารีโหวตคือการถ่ายโอนอำนาจจากนายทุนเจ้าของพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรค ไปเป็นของสมาชิกพรรคการเมือง”

“การปฏิรูปใดๆ ก็แล้วแต่ที่มันจะไม่สำเร็จ ก็เพราะผู้เป็นเจ้าของอำนาจไม่ยินยอมที่จะสูญเสียอำนาจของตัวเอง ดังนั้นการที่พรรคการเมืองออกมาคัดค้านต่างๆ นั้น คัดค้านโดยอ้างเหตุอื่นว่าปฏิบัติไม่ทันและมีปัญหายุ่งยาก แต่แท้ที่จริงแล้วคือการคัดค้านในการที่จะถ่ายโอนอำนาจของตัวเองไปให้สมาชิกพรรคการเมือง ทั้งที่วิธีการทำไพรมารีโหวตแบบนี้ เป็นวิธีการประชาธิปไตยโดยแท้”

พรรคการเมืองหลายพรรคการเมืองมองตรงกันในประเด็นหนึ่งคือ การทำไพรมารีโหวตแบบนี้อาจทำให้เกิดกระบวนการจัดตั้งและเกิดความขัดแย้งภายในพรรคการเมือง? พล.อ.สมเจตน์ ตอบว่า “การจัดตั้งนี้พรรคการเมืองยอมรับไหม ถ้าจัดตั้งโดยถูกต้องก็ทำได้ พรรคการเมืองต้องสนับสนุนการจัดตั้งที่ชอบ การจัดตั้งที่ชอบคืออะไร คือการไปชักชวนและไปเสนอแนวทางให้ประชาชนเพื่อเชิญมาเป็นสมาชิก พรรคการเมืองต้องจัดการสิ่งที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นภายในพรรคการเมือง พรรคการเมืองนั่นแหละจะเป็นคนสอนแนวทางประชาธิปไตย”

“เวลาคุณมามีอำนาจในการบริหาร คุณบอกว่าต้องสอนแนวทางประชาธิปไตย ไปสนับสนุนให้โรงเรียนเลือกสภานักเรียน สนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเลือกผู้แทนของตนเองมาแก้ไขปัญหาของตนเอง แล้วทำไมพรรคการเมืองถึงไม่พร้อมที่จะดำเนินการที่จะจัดการตัวเองให้เป็นประชาธิปไตยเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี”

แม้จะมีการทำไพรมารีโหวตก็จริง แต่เมื่อเข้าไปทำงานในสภาแล้ว สส.ก็ย่อมตกอยู่ภายใต้มติของพรรคการเมือง แบบนี้ก็จะไม่มีทางทำให้ สส.มีอิสระได้ ทั้งที่ผ่านการทำไพรมารีโหวต? ในประเด็นนี้ พล.อ.สมเจตน์ เห็นในมุมกลับกันว่า “เดิมถ้า สส.ไม่ทำตามมติพรรคการเมืองแล้ว พรรคการเมืองจะไม่ส่งคนนั้นเป็นผู้สมัครในอนาคต อำนาจในการส่งผู้สมัครอยู่กับนายทุนเจ้าของพรรคการเมือง แต่ต่อไปถ้ามีการทำไพรมารีโหวต อำนาจในการส่งผู้สมัครนั้นไม่ได้อยู่กับนายทุน”

“แท้ที่จริงแล้วไม่มีเจตนาจะทำลายพรรคการเมืองเลย เพราะมีเจตนาที่ต้องการสร้างพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และให้พรรคการเมืองสรรหาเลือกคนดีๆ ที่เห็นประโยชน์ส่วนร่วมนั้นเข้าไปทำหน้าที่นิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ถ้าพรรคการเมืองเสนอคนดีๆ เข้าไป แน่นอนที่สุดเขาจะต้องไปทำดีและเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ”พล.อ.สมเจตน์ ทิ้งท้าย

จากใจ “หมอมงคล” แก้กฎหมายบัตรทองทำลายความเท่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/501027

จากใจ "หมอมงคล" แก้กฎหมายบัตรทองทำลายความเท่าเทียม

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

นพ.มงคล ณ สงขลา อดีต รมว.สาธารณสุข ผู้ที่เมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ออกมากระตุกถึงรัฐบาลด้วยคำขอบคุณที่แฝงเอาไว้ด้วยความกดดันอย่างมีนัย กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันกับคนไทยที่มีสิทธิในบัตรหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “บัตรทอง” ว่าแน่นอนที่สุด รัฐบาลจะไม่ยกเลิกอย่างเด็ดขาด

แต่นัยสำคัญคือ ข้อความของ นพ.มงคล เน้นย้ำให้รัฐบาลระมัดระวังการแก้ไขกฎหมายบัตรทอง หรือ (ร่าง) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ. … ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนทั่วประเทศว่า การแก้ไขกฎหมายบัตรทองที่เกี่ยวพันกับคนที่มีสิทธิกว่า 48 ล้านคน อาจมีการสอดไส้จากผู้ให้บริการ คือกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการเข้ามาจัดการเงินอุดหนุนกว่าแสนล้านบาทต่อปีจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช.

ข้อกังวลภายในใจผู้ใหญ่ของวงการสาธารณสุขอย่าง นพ.มงคล คือ ประชาชนอาจเสียสิทธิอันพึงชอบธรรมด้านสุขภาพ ที่ สปสช.ดูแลมากว่า 15 ปี

นพ.มงคล เปิดประเด็นกับ “โพสต์ทูเดย์” ในเรื่องดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะข้อกังวลต่างๆ ในการแก้ไขกฎหมายบัตรทองว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ก็เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีอำนาจแทน สปสช. เพื่อจัดซื้อจัดจ้างเวชภัณฑ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ ให้กับผู้ให้บริการคือโรงพยาบาล และสถานบริการต่างๆ ผลที่ตามมาคือ สธ.จะไม่สามารถซื้อได้ในราคาถูกอย่างที่ สปสช.ทำมา เพราะจะเป็นการกระจายกันซื้อไม่ใช่รวมอยู่เจ้าเดียวอย่างที่ทำกันอยู่ เมื่อปริมาณซื้อไม่มาก ราคาก็ไม่ได้ลดตาม แต่เงินที่รัฐบาลให้ก็ยังคงเท่าเดิม

เมื่อต้องซื้อเวชภัณฑ์ เครื่องไม้เครื่องมือที่แพงขึ้น แน่นอนว่าผลกระทบจะมาอยู่ที่ประชาชนที่ใช้สิทธิบัตรทอง เพราะยาก็ถูกจำกัด ผู้ป่วยก็ไม่ได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง นพ.มงคล ยกตัวอย่างเช่น ยาสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ สปสช.ซื้อได้ในราคาไม่ถึง 1,000 บาท จากราคาที่ขายกันอยู่ที่ 4,000-6,000 บาท คนก็รับบริการได้อย่างทั่วถึง

อีกเรื่องที่ยังเป็นข้อกังวล โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการ หรือบอร์ดใน สปสช. ซึ่งกฎหมายใหม่จะเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการมาอีก 7 คน และลดสัดส่วนภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกไป ทั้งๆ สมดุลของบอร์ดจำนวน 30 คนก็มีการถ่วงดุลกันดีอยู่แล้ว และผู้ให้บริการก็อยู่ในบอร์ดจำนวนไม่น้อยด้วยเช่นกัน

“ผมมองว่าเขาต้องการเพิ่มน้ำหนักในบอร์ดให้กับผู้ให้บริการมากขึ้น ประชาชนก็ห่วงในประเด็นนี้เพราะมันมีผลต่อการจัดสรรงบประมาณ หวั่นกันว่างบจะเอียงไปฝั่งผู้ให้บริการมากจนเกินไปจนทำให้ภาคประชาชนต้องมาเสียเปรียบ” นพ.มงคล สะท้อนปัญหา

กอปรกับเรื่องของเงินเดือนผู้ให้บริการ ที่จะสร้างผลกระทบใหญ่หลวงให้กับความเท่าเทียมด้านสุขภาพของคนชนบทและคนเมือง
ซึ่งการแยกเงินเดือนออกจากค่าบริการรายหัวของประชากร ตามกฎหมายใหม่ที่มีการเสนอนั้น จะทำให้แพทย์ พยาบาล บุคลากรไม่อยากจะทำงานในพื้นที่ชนบทอีกต่อไป

นพ.มงคล ฉายภาพข้อกังวลในเรื่องนี้ว่า หลักการสำคัญคือต้องการให้เงินเดือนของแพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการนั้นไปอยู่กับประชาชนในพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้บุคลากรทำงานกับประชาชนรักษาประชาชนในพื้นที่ เป็นการบังคับให้กระจายบุคลากรเพื่อให้คนชนบทที่อยู่ห่างไกลได้รับบริการจากภาครัฐอย่างเท่าเทียมกับคนในเมือง

“ประชาชนอยู่ที่ไหน เงินเดือนอยู่ตรงนั้น ระบบบัตรทองกำเนิดแนวคิดนี้ขึ้นมาเพื่อให้มีความเท่าเทียมกัน แต่ระบบอุปถัมภ์ในวงการแพทย์ก็ทำลายระบบนี้ เพราะในทุกวันนี้ สธ.ยังเอาเงินเดือนของชนบทมาจ่ายให้กับบุคลากรที่ขอมาช่วยราชการในเขตหัวเมือง หรือเมืองหลวง และหากกฎหมายผ่านเงินเดือนของบุคลากรจะมากระจุกอยู่ที่ สธ. ปัญหามันจะตามมาแน่นอน”  นพ.มงคล ย้ำ

นพ.มงคล กล่าวว่า หากจะแก้ไขกฎหมายบัตรทองนั้น ก็ขอให้เป็นไปตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงรับสั่งว่า การแพทย์การสาธารณสุข จะต้องดูแลสุขภาพของประชาชนทุกคน เพื่อที่จะให้ประชาชนเป็นทรัพยากรที่มาพัฒนาประเทศ หากประชาชนอ่อนแอ ไม่แข็งแรง ประเทศก็จะไม่ได้รับการพัฒนาที่ดี

ดังนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่ต้องนำเงินภาษีของราษฎรมาลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ และการพัฒนาไม่ใช่การลงทุนรถไฟความเร็วสูง หรือการสร้างอะไรหลายอย่าง หากแต่ว่าประชากรไม่มีคุณภาพ อ่อนแอ เป็นโรค ประเทศชาติก็ไม่มีโอกาสที่จะพัฒนาให้ดีได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในชั่วยามนี้ในวงการสาธารณสุขและมีผลกระทบต่อประชาชนผู้มีสิทธิในบัตรทองกว่า 48 ล้านคน ตามมุมมองของผู้ใหญ่อย่าง นพ.มงคล เห็นว่ารากเหง้าของปัญหาคือความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเท่านั้น ระหว่างฟากฝั่งของผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ รวมถึง สธ.เองก็เช่นกัน

นิยามความขัดแย้งในระยะเวลาที่เกิดขึ้นนพ.มงคล สะท้อนว่า ไม่มีการพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่คนในวงการสาธารณสุขเอง เมื่อเกิดข้อขัดแย้งกันขึ้น กลับไม่ใช้หลักฐานต่างๆ ทางวิชาการมาพูดคุย แต่กลับใช้ความอยาก กิเลส และความดื้อดึงมาแก้ไขปัญหา และเวทีประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นการแก้ไขกฎหมายบัตรทองก็ยิ่งไม่มีความเป็นธรรมใดๆ ทั้งสิ้น

ความไม่เป็นธรรมที่ว่าคืออะไร นพ.มงคล ตอบคำถามนี้ว่า เพราะให้ฝั่งผู้รับบริการพูดแค่คนละ 3 นาที ขณะที่ฟากผู้ให้บริการสามารถพูดได้อย่างอิสระ จะขนคนไปเท่าไหร่ก็ย่อมได้ เพราะมีงบของทางราชการดูแล ฝั่งประชาชนต้องเสียเงินค่าเดินทางค่าที่พักเอาเอง ผู้จัดก็รวบรัดตัดตอนอยากให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อเอาใจเจ้านายของตัวเอง

“ทำให้เสร็จเร็วๆ เพื่อหาความดีความชอบให้ตัวเอง ผมมองแบบนี้เพราะมันรวบรัดอย่างมาก ที่สำคัญคือไม่เห็นหัวประชาชน ความขัดแย้งหลายครั้งในหมู่คนไทยก็เกิดจากข้าราชการที่ใช้อำนาจมากกว่าใช้ใจกับประชาชน”

นพ.มงคล สะท้อนภาพอีกว่า เวทีประชาพิจารณ์ที่ภาคกลางจะเห็นความไม่เป็นธรรมชัดที่สุด รัฐบาลเอากำลังทหาร ตำรวจมายังเวทีแสดงความคิดเห็น สิ่งนี้คือการใช้อำนาจข่มขู่ มันตรงกันข้ามกับความปรองดองที่รัฐบาลอยากจะให้เกิดขึ้น แต่เป็นการเพิ่มความขัดแย้งเข้าไปอีก

“อย่าคิดว่าเอาตำรวจ ทหารไปจัดการแล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย เพราะคุณแค่บังคับกายเขาได้เท่านั้น แต่คุณไปบังคับ หรือจับหัวใจเขาไปขังไว้ไม่ได้ สักวันหนึ่งใจเขาก็ต้องหลุดรอดออกมา”อดีต รมว.สธ. กล่าว

นพ.มงคล ย้ำอีกว่า สิ่งที่พูดออกไปหาใช่ว่าเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตนไม่ใช่คนเสื้อแดงหรือคนเสื้อเหลือง และตนเกลียดทุกสีเสื้อ ใครก็รักประเทศชาติของตัวเองทั้งนั้น อยากเห็นความเจริญทัดเทียมนานาชาติ การพูดคุยจึงเป็นทางออกที่สำคัญ และอย่าพยายามคิดว่าพวกคุณคือคนที่รักชาติพวกเดียว คนไทยก็รักชาติกันทุกคน

นพ.มงคล ขยายความว่า สธ.คิดว่าเมื่อเงินงบประมาณบัตรทองไปอยู่ในมือจะจัดการทุกอย่างได้ง่าย ซึ่งเป็นการคิดที่ผิด เพราะสมัยก่อนเงินตรงนี้ก็อยู่กับ สธ.มาก่อน แล้วสุดท้ายนักการเมืองที่เข้ามาก็มาโกงเงินตรงนี้เกิดการคอร์รัปชั่น

การตั้ง สปสช.จึงเกิดขึ้นเพื่อให้บริหารเงินของรัฐบาล และไปมอบให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม นั่นคือการทำหน้าที่ของ สปสช. และคือหลักการของการประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ในวันนี้ สธ.ต้องการเงินก้อนนี้เพื่อมาบริหารเอง แน่นอนว่าประชาชนก็ได้รับผล
กระทบ เพราะว่ากันตามจริงผู้ให้บริการคงไม่อยากจ่ายเงินมาให้กับผู้รับบริการมากเท่าเดิม คงอยากจะเก็บเอาไว้เองมากกว่า

“แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะไม่ล้มบัตรทอง แต่การเปิดช่องให้แก้กฎหมายก็ทำให้ระบบบัตรทองมัน
เดี้ยง” นพ.มงคล กล่าว

อีกปัญหาคือการตีความกฎหมายบัตรทองในช่วงที่ผ่านมาของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ที่ นพ.มงคล ตั้งคำถามว่า การเข้ามาตรวจสอบที่ว่าเป็นการแก้ไขปัญหา หรือสร้างปัญหากันแน่

“เอาหน่วยงานที่ไม่แก้ปัญหา แต่สร้างปัญหามาทำงาน ก็จะได้ปัญหาตามที่ต้องการ ผมไม่แน่ใจว่าคนที่ไปตรวจถูกสั่งให้แก้ปัญหา หรือไปสร้างปัญหา หากถูกสั่งให้แก้ผมมั่นใจได้เลยว่าทุกอย่างจะได้รับการแก้ไข”

ส่วนหนึ่ง นพ.มงคล วิเคราะห์การทำงานของ สตง.และ คตร.ว่าเป็นเพราะการตรวจสอบที่ตีความจากตัวบทกฎหมาย และมุ่งหาคนทำผิด ซึ่งทำให้เกิดการติดขัดด้านการเบิกจ่ายตามมา และนำไปสู่คำสั่งมาตรา 44 จากนายกฯ ที่ให้ขจัดความติดขัดนี้ออกไป จึงนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่เกิดขึ้น

แต่สิ่งที่ขัดกันระหว่างความเข้าใจในกฎหมายของ สตง.และ คตร. กับเจตนารมณ์ของกฎหมายของภาคประชาชน จึงนำไปสู่ความขัดแยัง แต่สิ่งที่ชัดเจนในตลอดระยะเวลา 15 ปีของบัตรทอง และการทำงานของบอร์ด สปสช. มีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ด้านสุขภาพของประเทศมาโดยตลอด ผ่านรูปแบบของมติคณะกรรมการ แต่สิ่งที่รัฐบาลมองกลับบอกว่าการแก้ไขที่ผ่านมาทำไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในรูปของกฎหมาย

ส่วนปมที่ว่า กลุ่มแพทย์ชนบท คือหัวโจกที่คัดค้านการแก้ไขกฎหมายบัตรทอง และรัฐบาลกำลังใช้มาตรการนี้บั่นทอนกำลังของกลุ่มแพทย์ชนบทด้วย เพราะที่ผ่านมากลุ่มแพทย์กลุ่มนี้ได้ออกมาคัดค้านในโครงการของรัฐหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นโครงการท่าเรือน้ำลึก หรือโรงไฟฟ้าถ่านหิน นพ.มงคล มองเรื่องนี้ว่า รัฐบาลคงไม่โหดร้ายขนาดนั้นที่จะเอาประเด็นนี้มาโจมตีกลุ่มแพทย์ชนบท แต่บทบาทของแพทย์ชนบทเป็นเพราะผูกพันกับคนในพื้นที่ และหากคนในพื้นที่ได้รับความทุกข์ยาก มันก็คือทุกข์ของแพทย์ชนบทเช่นกัน

“จะมาบอกว่าแพทย์ชนบทมีอคติก็ไม่ใช่ และรัฐบาลจะเกลียดคนพวกนี้ก็ไม่ถูกต้องนัก เพียงแต่ว่าความเป็นคนนั้น ถ้าหากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน ความคิดก็ต่างกัน ความเห็นก็จะต่างกัน หากความเห็นต่างกันตามแต่ฐานะบุคคล เมื่อใดที่มีโอกาสได้คุยกัน ก็จะเป็นการเดินหน้าเข้าหากัน ความเข้าใจก็เกิดขึ้นได้ง่าย ไม่ใช่ปัญหามาก แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้พูดคุยกัน ปัญหาจึงเกิด หากฟังกันหน่อย เอาผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง ทุกอย่างก็จบ” อดีต รมว.สธ. กล่าว

แล้วทางออกคืออะไร หากการพูดคุยเป็นไปด้วยบรรยากาศบนพื้นฐานความขัดแย้ง และไม่เป็นธรรมอย่างแท้จริงอย่างที่ นพ.มงคล ว่าเอาไว้ ในฐานะผู้ใหญ่ของวงการสาธารณสุข นพ.มงคล เสนอทางออกให้กับรัฐบาลเอาไว้ว่า หากมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อ สปสช. ก็ยุบทิ้งไปเสีย แต่ต้องแยกผู้ให้บริการคือโรงพยาบาล และสถานบริการต่างๆ ออกจาก สธ. และ สธ.ก็เข้ามาทำหน้าที่แทน สปสช. จะได้ความรู้สึกว่ามีอำนาจในการบริหาร แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ประชาชนจะได้รับการปกป้องเช่นเดิม หากทำได้ก็ยุบ สปสช.ไปเลย

หาไม่เช่นนั้น วิธีแก้ไขคือต้องเป็นการพูดคุยอย่างไม่มีกติกา ไม่ต้องมาจำกัดว่าแต่ละคนพูดกี่นาที มาแก้ปัญหาในส่วนที่ขัดแย้งกัน

“รัฐบาลชุดนี้ถึงแม้ว่าจะมีอำนาจมากล้น มีตำรวจ มีทหาร และมีมาตรา 44 อยู่ในมือ แต่มันไม่ยั่งยืนไปตลอดกาลหรอก ประชาชนคนไทยต่างหากที่จะยั่งยืนไปตลอดกาล ดังนั้น แม้ประชาชนจะถูกทำร้าย แต่ประชาชนก็ยังเป็นประชาชน แต่คนที่มาข่มขู่ไม่นานก็เกษียณอายุ และคนเหล่านี้เมื่อวันที่พ้นอำนาจหน้าที่มาถึงแล้วหรือไม่ จะทิ้งอะไรเพื่อให้คนด่าตามหลัง หรือ
จะเขียนประวัติศาสตร์ในกุศลกรรมให้คนชื่นชม คุณต้องเลือกเอาเอง”นพ.มงคล ทิ้งท้าย

 

“ใหญ่-เก่งแค่ไหน เมื่อถึงแดนประหารก็เหมือนกัน” เปิดใจพระนักเทศน์นักโทษประหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2560 เวลา 19:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/500770

"ใหญ่-เก่งแค่ไหน เมื่อถึงแดนประหารก็เหมือนกัน" เปิดใจพระนักเทศน์นักโทษประหาร

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ประหารชีวิต เป็นบทลงโทษสูงสุดของกฎหมาย ในอดีตการกำหนดบทลงโทษที่น่ากลัวนี้ เพื่อต้องการให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษสาสมกับสิ่งที่ทำลงไป และให้เป็นตัวอย่างแก่คนอื่นไม่กล้ากระทำผิด แต่ผลการศึกษาวิจัยพบว่าโทษประหารไม่ช่วยทำให้จำนวนอาชญากรรมเพิ่มหรือลดลง ปัจจุบันหลายประเทศยกเลิกโทษดังกล่าวทั้งทางกฎหมายและปฏิบัติแล้ว แต่ประเทศไทยยังคงบทลงโทษนี้อยู่ แต่ไม่มีการปฏิบัติมาตั้งแต่ปี 2552

อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสังคมไทย มีการก่อคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญให้เห็นอยู่ตลอด เช่น คดีข่มขืนและฆ่าเยาวชน คดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือคนพิการ ล่าสุดคดีฆ่าหั่นศพ เกือบทุกคดีล้วนเกิดจากฝีมือเยาวชนวัยรุ่นทั้งสิ้น จนเกิดการเรียกร้องขอให้ให้ตัดสินประหารชีวิตคนเหล่านี้ อีกด้านเกิดคำถามว่า เพราะอะไรทำไม่คนสมัยนี้ถึงโหดเหี้ยมมากขึ้น และหากเป็นนักโทษประหารช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตจะรู้สึกอย่างไร

โพสต์ทูเดย์ได้สนทนากับ พระครูศรีนนทวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดบางแพรกใต้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ พระนักเทศน์นักโทษประหาร จะมาถ่ายทอดเรื่องราวแง่มุมสะท้อนชีวิตว่า ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ขาดสติเพียงไม่กี่วินาทีอาจทำให้ตนเอง ครอบครัวได้รับความเดือดร้อน แม้จะสำนึกภายหลังแต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้

จุดเริ่มต้น พระนักเทศน์นักโทษประหาร

วัดบางแพรกใต้ ตั้งอยู่หลังเรือนจำกลางบางขวาง พื้นที่โดยรอบวัดถูกโอบล้อมด้วยกำแพงสูงของเรือนจำ ด้านข้างเป็นคลอง บริเวณหลังวัดอยู่ติดกับกำแพงเรือนจำที่ฝั่งตรงข้ามเป็นแดนประหาร ทุกครั้งหลังการประหาร นักโทษที่ไร้ลมหายใจจะถูกนำออกมาทางประตูสีแดงบานเล็กๆ ทรงคล้ายสี่เหลี่ยมจัตุรัส ถูกล็อคด้วยกุญแจ หรือที่เรียกกันว่า ประตูผี

เส้นทางการมาเป็นพระนักเทศน์นักโทษประหารของ พระครูศรีนนทวัฒน์ เกิดจากการได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสในปี 2533 ทำหน้าที่ช่วยงานเจ้าอาวาสรูปเก่า ที่ตอนนั้นไม่สามารถปฏิบัติกิจนิมนต์ได้สะดวกเนื่องจากมีอาการอาพาธ สุดท้ายเจ้าอาวาสรูปเก่าได้ลาสิกขา ทำให้พระครูฯ ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ปี 2543 มาจนถึงปัจจุบัน

ความเกี่ยวข้องวัดบางแพรกใต้ กับเรือนจำกลางบางขวางมีมาตั้งแต่อดีต เพราะเมื่อไหร่ที่ข้างเรือนจำมีการจัดพิธีทางศาสนา รวมถึงประหารนักโทษจะนิมนต์พระที่วัดไปทำพิธี ขณะที่การเทศน์นักโทษประหาร ส่วนใหญ่เจ้าอาวาสจะเป็นผู้รับกิจนิมนต์ ซึ่งได้รับทำหน้าที่เทศน์นักโทษประหารตั้งแต่สมัยเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสปี 2539 หลังเทศน์จบก็จะทำหน้าที่รับศพนักโทษด้วย หากมีญาติมารับต้องเก็บศพไว้ในสุสานของวัด ตั้งอยู่ตรงบริเวณประตูแดง หรือประตูผี หลังวัด

เจ้าอาวาสวัดบางแพรกใต้ เล่าว่าเมื่อก่อนขั้นตอนการประหารไม่มีใครรู้ล่วงหน้านาน เหมือนปัจจุบันที่จะมีสื่อโทรทัศน์คอยรายงาน อดีตเมื่อคำสั่งฎีกาตกลงมา ช่วงประมาณ 4 โมงเย็น ผู้คุมจะมาที่วัดพร้อมกับหนังสืออาราธนาหนึ่งใบ หลังจากนั้นเป็นการทราบว่า ต้องรีบห่มจีวรพร้อมกับนำตาลปัตรเดินทางออกจากวัด เพื่อไปให้ทันเวลาประมาณ 5 โมงเย็น เพียงแค่นั้นประชาชนละแวกวัดจะเป็นรู้ว่า วันนี้ต้องมีการประหารนักโทษแน่นอน

“การเทศน์นักโทษประหารครั้งแรกจำได้ว่า เจ้าอาวาสรูปเก่าบอกว่าให้มหา (ตำแหน่งตอนนั้น) ไปเทศน์แทน เพราะป่วยไปไม่ไหว ซึ่งตอนนั้นไม่รู้จะทำอย่างไร พยายามนึกว่าจะทำยังไง เพราะเทศน์โยมข้างนอกกับข้างในไม่เหมือนกัน เจ้าอาวาสรูปเก่าบอกคร่าวๆ ว่า เทศน์อย่างที่เคยทำ แต่ควรทำให้นักโทษทำใจได้ก่อนตายเท่านั้น และอย่าใช้เวลานานมาก เมื่อไปตรงนั้นมีเพียงลูกกรงตาข่ายช่องเล็กๆ พอยื่นบุหรี่หรือปากกาสอดเข้าไปได้เท่านั้น ข้างหลังเป็นนักโทษ หากถามว่าอยากไปไหม ยอมรับว่าไม่อยาก แต่ทำอย่างไรได้มันต้องทำ และทำมาตั้งแต่ปี 39”

พระครูศรีนนทวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดบางแพรกใต้

เก่งมาจากไหน เมื่อถึงวาระสุดท้ายก็ปลง

ประเทศไทยอดีตถึงปัจจุบันใช้วิธีการประหาร 3 แบบ คือ บั่นคอ ยิงเป้า ฉีดยาให้ตาย หลังมีการเปลี่ยนวิธีประหารจากบั่นคอมาเป็นยิงเป้าเมื่อปี 2478 จนถึงปี 2552 มีนักโทษถูกประหารชีวิต 319 คน เป็นนักโทษชาย 316 คน นักโทษหญิง 3 คน ข้อมูลล่าสุดเดือนเมษายา 2560 ประเทศไทยยังคงมีผู้ที่ต้องโทษประหารอยู่ทั้งสิ้น 447 คน

เจ้าอาวาสวัดบางแพรกใต้ เล่าว่าแม้จะบวชมานานแต่เมื่อไหร่ต้องเข้าไปเทศน์ให้นักโทษประหารฟัง รู้สึกสงสารทุกครั้งแม้ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ากันมาก่อน เพราะเป็นอันรู้กันว่าหากนักโทษเดินทางมาเจอพระเมื่อไหร่ หลังจากนั้นต้องเดินเข้าสู่ห้องประหาร เทศน์เสร็จไว นักโทษก็ตายเร็วมากเท่านั้น

“นักโทษประหารทุกคนไม่ว่าเก่งแสนเก่งมาจากไหน เป็นมือปืน นักฆ่า นักค้ายาเสพติด พอมาถึงพระและเตรียมเข้าสู่การประหาร จะรู้กันว่านั่นคือวาระสุดท้ายของชีวิต ทุกคนจะยอม ปลงกับชีวิต บางคนหน้าถอดสี บางรายแรงยกมือจุดธุปเทียนยังทำไม่ได้ แต่หน้าที่ของพระต้องพยายามทำให้เขามีสติ”

พระครูศรีนนทวัฒน์ เล่าว่า นักโทษระหว่างถูกคุมขังเพื่อรอกระบวนการประหารจะได้รับการศึกษาฝึกฝนกรรมฐาน เดินจงกรม สนทนาธรรมเป็นกิจวัตรประจำวัน เพราะแต่ละวันนักโทษประหารจะไม่ได้ทำอะไรมาก ดังนั้นการเทศน์จึงต้องพยายามเตือนสติและดึงสิ่งที่นักโทษเคยปฏิบัติกรรมฐานออกมาให้มากที่สุด

เจ้าอาวาสวัดบางแพรกใต้ เล่าประสบการณ์วินาทีแรกและเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกับนักโทษประหารว่า ทุกรายที่เจอเมื่อมาถึงพระจะไม่มีอาการโวยวาย แม้ก่อนหน้านั้นมีบ้าง จำได้ว่ามีนักโทษอยู่คนหนึ่งเมื่อเดินเข้ามาสามารถรับรู้ได้ว่า เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหมือนการฝึกเดินจงกรม เมื่อมาถึงตรงหน้าก็กล่าวรับศีลเอง โดยน้ำเสียงที่เปล่งออกมา เป็นเสียงคนที่ฝึกกรรมฐาน

ระหว่างเทศน์ดขาก็นั่งสงบนิ่งหลับตา ไม่ได้พูด จนอาตมาหยุดเทศน์และถามว่าโยมได้ยินที่พูดหรือไม่ นักโทษคนนั้นพูดออกมาเพียงแค่คำว่า “ได้ยิน” ซึ่งคำนั้นแสดงถึงคนที่กำลังฝึกลมหายใจ  หรือบางคนก็บอกว่าถ้าหากไม่ได้ติดคุก คงไม่ได้สวดมนต์ไหว้พระ เจริญกรรมฐานเพราะอยู่ข้างนอกไม่มีเวลา

อีกรายเป็นนักโทษผู้หญิง จำได้ว่าวันนั้นมีการประหารหลายคน และคนสุดท้ายที่เดินเข้ามาเป็นนักโทษหญิง ขณะที่ก้าวเท้าเดินข้ามประตูเข้ามา นักโทษหญิงคนนั้นกำลังสูบบุหรี่ แต่เมื่อเห็นพระนั่งคอยอยู่ เขาพยายามทิ้งบุหรี่แม้ผู้คุมบอกว่าไม่เป็นไร แต่เขาก็ทิ้งและมานั่งต่อหน้าพระ ตลอดระยะเวลาที่นั่งฟังเทศน์ นักโทษหญิงคนนั้นมองหน้าพระตลอดเวลา เหมือนพยายามมองเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อให้ภาพติดตา แม้ไม่ได้พูดกันเลย

อีกรายเป็นนักโทษคนเดียวที่รู้สึกว่าปลงได้จริงๆ จำได้ว่าตอนเดินเข้ามาแดนประหารก็พูดคุยกับผู้คุมตลอดเวลา รู้สึกเหมือนกำลังจะพากันไปเที่ยวหรือไปศาล และเมื่อมานั่งต่อหน้าพระก็ถามขึ้นว่า หลวงพ่ออยู่วัดบางแพรกใต้ใช่หรือไม่ และเขาก็บอกว่า “ผมปลงแล้ว ยอมรับในสิ่งที่ได้เคยทำและก่อกรรมไว้ ขอฝากศพให้หลวงพ่อช่วยเผาผมด้วยนะ เพราะเขาไม่ต้องการนำศพกลับบ้าน” จากนั้นพอพูดคุยจบ ต่างคนก็แยกย้ายกันไป

พระครูศรีนนทวัฒน์ เล่าว่าตลอดระยะเวลาที่พบเจอนักโทษประหารมาเกือบ 100 ราย สัมผัสได้ว่าทุกคนเมื่อมาถึงจุดนั้นจะปลง เพราะทุกคนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในเรือนจำมาไม่ต่ำกว่า 4 ปี ตลอดระยะเวลาได้เรียนรู้ ฝึกธรรมะ จะทำให้มีสมาธิไม่มีเลยที่มาถึงจุดนั้นจะมีอาการตะโกนโวยวายเรื่องคดีว่า ผิดหรือไม่ผิด

 

 

สติ คือทางยุติความ โลภ-โกรธ-หลง

เจ้าอาวาสวัดบางแพรกใต้ สะท้อนว่าการที่คนในสังคมขณะนี้ใช้ชีวิตประมาท ชะล่าใจ ขาดสตินั้น อยากให้ทุกคนตระหนักเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าความลับไม่มีในโลก อย่าประมาทและคิดว่าเมื่อเขาไม่รู้จะสามารถหลบหนีได้ จึงกล้าทำผิด บางเรื่องอาจไม่ถึงโทษประหาร แต่ถ้าก้าวเดินทางผิดจนเกิดเป็นคดีความ นอกจากทำให้ตัวเองเดือดร้อนแล้วยังทำให้ครอบครัวเป็นทุกข์ไปด้วย

นอกจากนี้ขอให้เชื่อกฎแห่งกรรมว่า ไม่ช้าวันใดกรรมต้องกลับมาตามสนองอยู่ดีหากทำชั่ว การที่บางคนทำเรื่องไม่ดีและยังไม่เป็นอะไร เพราะบางครั้งกรรมชั่วอาจยังมาไม่ถึง และความดีกำลังทำงานอยู่เลยไม่มีใครรู้ แต่ซักวันเมื่อกรรมดีหมด ความชั่วจะเห็นผล และหากมาสำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไปภายหลัง อาจแก้ไขไม่ได้ไม่ว่าจะมีอำนาจหรือยิ่งใหญ่แค่ไหน

“ขอให้นึกไว้ว่าทุกอย่างที่ทำผิดลงไป ไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเองเดือดร้อน แต่ยังทำให้ครอบครัวเดือดร้อนด้วย หลายคนสงสารพ่อแม่ ลูก เมีย ต้องมานั่งร้องไห้ โดยไม่สามารถออกมาช่วยได้ ทำได้เพียงเกาะลูกกรงดูความทุกข์ของคนเหล่านั้น จากความผิดที่ตนได้ก่อลงไป ดังนั้นอยู่ที่เราจะพา พ่อ แม่ เมีย ลูก เข้าวัดหรือเข้าคุก ขอให้คิดให้ดีๆ”

พระครูศรีนนทวัฒน์ สอนว่าสาเหตุการทำผิดของมนุษย์เกิดจากกิเลส 3 กอง คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ โลภ โกรธ หลง การที่จะยุติกิเลส 3 กองได้มีเพียงคำเดียวคือ สติ เพราะหากมีสติจะไม่หลงผิด แต่สาเหตุที่ทำให้คนมักเลือกเดินทางผิดเกิดมาจากความมัวเมา ไม่ว่าจะเป็นเมาเหล้า เมายา เมาเพราะง่วง ดังนั้นหากมี สติ คำเดียวจะไม่ทำให้ตกลงไปในความชั่ว และไม่ทำให้ตนเอง ครอบครัวต้องเดือดร้อน

“อาตมาอยู่วัดบางแพรกใต้ ซึ่งเหมือนเขตแบ่งระหว่างนรกกับสวรรค์ มีเพียงกำแพงวัดกับกำแพงคุกขวางกั้นเท่านั้น ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่เรียกกันว่า สวรรค์อยู่ในอก-นรกอยู่ในใจ ไม่ต้องไปตายก็ได้เห็นในชาตินี้”

ประตูแดง