“ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา” ภารกิจชาติ…กอบกู้วิกฤตการศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2560 เวลา 07:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/498227

"ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา" ภารกิจชาติ...กอบกู้วิกฤตการศึกษาไทย

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม, ธเนศน์ นุ่นมัน

สิ่งที่ถูกคาดหวังจากทุกรัฐบาล คือ การได้เห็นการศึกษาของชาติเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จและประกาศจะปฏิรูปประเทศในทุกด้าน

ทว่า 3 ปีของรัฐบาล คสช.กลับไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย จะมีก็เพียงในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ฉบับประชามติ ที่กำหนดในมาตรา 261 ว่า “ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดยมีหน้าที่จัดทำข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย”

30 พ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาล คสช.ได้มีมติแต่งตั้งกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา จำนวน 25 ราย มีวาระการทำงาน 2 ปี โดยให้ ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งดูจะเป็นความหวังในการปฏิรูปการศึกษาที่กลายเป็นแรงเฉื่อยในทุกยุค

ก่อนมารับตำแหน่ง ศ.นพ.จรัส มีบทบาทด้านการศึกษาทั้งปัจจุบันและอดีตมากมาย เช่น เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รองประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการ ในอดีตเคยเป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสภาจุฬาฯ รวม 10 ปี หรือจะเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกวุฒิสภา ที่ปรึกษาองค์การอนามัยโลก ที่ปรึกษายูเนสโก ฯลฯ

ในวัย 85 ปี ศ.นพ.จรัส ยังคงกระฉับกระเฉง ช่วงหนึ่งของการสนทนาได้ขอบคุณทีมงานโพสต์ทูเดย์ที่มาพูดคุยเรื่องปฏิรูปการศึกษา เพราะเห็นว่าสื่อต้องมีบทบาทช่วยได้มาก เราถามไปว่า มารับตำแหน่งนี้เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช่ไหม คำตอบกลับตรงกันข้าม หากแต่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นผู้ทาบทามให้มาทำงานใหญ่ครั้งนี้

“คุณหมอธีระเกียรติ มาทาบทามผม ผมก็คิดอยู่นาน ท่านพูดสั้นๆ คำเดียวว่า ผมขอพึ่งบารมีของอาจารย์ ให้มาทำงานตรงนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะเป็นคนมีบารมีอิทธิพลอะไรหรอก ท่านหมายถึงบารมีจากงานด้านการศึกษาที่ผมเคยทำมามากกว่า

…ถามว่ากังวลไหม ก็กังวล กลัวจะทำไม่ได้ กลัวว่าจะทำไม่สำเร็จมาเสียตอนแก่ แต่ผมยอมมารับตำแหน่งโดยไม่ได้คิดว่ามาทำเพื่อตัวเอง แต่ตระหนักว่า ภาระที่รับมา คือ อนาคตของชาติขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับการศึกษา ถ้าเราไม่แก้เราจะแพ้ประเทศอื่นยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ แต่จะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมคนเดียว ยังมีส่วนสำคัญจากคณะกรรมการอิสระฯ ทั้ง 25 คน และคนอื่นๆ จากหลากหลายอาชีพที่เราไปเชิญมาพูดคุยกันในอนาคต”

ศ.นพ.จรัส กล่าวว่า ปัจจุบันการศึกษาไทยมีปัญหาหลายเรื่องที่ต้องแก้ ซึ่งคณะกรรมการไม่ได้มาทำงานตรงนี้เล่นๆ สังคมคาดหวังมาก และก็มีกรอบเวลาการทำงานชัดเจน คณะของเรามีอายุ 2 ปี บางเรื่องต้องทำให้เสร็จใน 1 ปี แต่ใน 2 ปีนี้ จะต้องทำภาระงานทั้ง 5 ด้าน คือ 1.วางแนวทางการศึกษาปฐมวัย 2.เสนอแนะกลไกระบบการผลิตคัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครู 3.ปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดการเรียนการสอนทุกระดับ 4.ศึกษาแนวทางหลักเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 5.ร่างกฎหมายจัดตั้งกองทุน เป้าหมายของทั้ง 5 เรื่องนั้นนำไปสู่เรื่องที่เกี่ยวโยงกัน ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรก็ต้องมาคิดกัน

ศ.นพ.จรัส ระบุว่า สิ่งที่กรรมการอิสระฯจะต้องทำ คือ นำปัญหาและข้อเสนอมาหารือกัน โดยจะแตกแขนง ครอบคลุมปัญหาการศึกษา
ทั้งระบบ แต่สิ่งที่ได้มานั้นอาจจะส่งต่อให้รัฐบาลใหม่จะนำไปใช้ ที่สำคัญข้อเสนอของคณะกรรมการต้องไม่เพ้อฝัน แต่ต้องปฏิบัติจริงให้ได้

“ก่อนหน้านี้ มีการทดลองวิธีการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาการศึกษาเป็นจำนวนมาก มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว แต่สิ่งที่เป็นปัญหาหนักที่สุด คือ เรื่องคุณภาพการศึกษา ซึ่งเราคงเน้นไปที่ผลสัมฤทธิ์ ถัดมาคือ เรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายสูงสุดในการแก้ปัญหารอบนี้”

ศ.นพ.จรัส กล่าวว่า ปัญหาการศึกษาที่มีอยู่นั้น ไม่สามารถที่จะใช้คำตอบเดียวในการแก้ปัญหา ที่ผ่านมาเราบริหาร “ความเหมือนกัน” แต่ไม่ได้บริหารความหลากหลาย จากนี้ต้องมาคิดกันว่า จะจัดการเรื่องความหลากหลายได้อย่างไร ไม่ว่า ครู การเรียนการสอน เพราะการศึกษาไม่ได้จบแค่เพียงการศึกษาภาคบังคับ รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ ว่าต้องยืดการศึกษาให้มีตลอดชีวิต จึงต้องมีการศึกษาที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ตั้งแต่วัยอนุบาลจนถึงผู้สูงอายุ

“ปัญหาคือเราไม่มีข้อมูลว่าประชากรของเรามีการศึกษาเป็นอย่างไร มีหน่วยงานที่เก็บข้อมูลเรื่องนี้หลายหน่วยงาน แต่ข้อมูลที่มีนำมารวมกันไม่ได้ เพราะอยู่กันคนละฐาน เมื่อเอามารวมกัน ก็ซ้อนกันไปซ้อนกันมา เรียกได้ว่า ข้อมูลการศึกษาของคนคนหนึ่งอยู่ในฐานที่ไม่เหมือนกัน เช่น เรื่องของความสามารถศักยภาพการทำงานของแต่ละคน พบว่ามีไม่ตรงกัน เมื่อจะปรับการศึกษาให้ตอบโจทย์ ก็เลยไม่รู้ว่าจะปรับอย่างไร ถ้าจะปฏิรูปจริง เราต้องมีระบบข้อมูลเรื่องนี้”

อีกปัญหาที่มีมากในทัศนะของ ศ.นพ.จรัส คือ การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ที่ไม่มีระบบที่วัดศักยภาพที่แต่ละคนมี ทั้งศักยภาพในการหาความรู้ หรือศักยภาพสำคัญด้านอื่น ในการเลือกชีวิต ในการปรับตัวเอง นำมาซึ่งใครอยากเรียนอะไรก็ได้ แต่ระบบที่มี ต้องมีหน้าที่วัดศักยภาพ ไม่วัดแค่การท่องจำ เราต้องปล่อยเสรีในการให้โรงเรียนจัดการศึกษา แล้ววัดกันที่ศักยภาพของเด็ก การศึกษาต้องสร้างตรงนี้ให้ได้ เรื่องนี้กรรมการจะช่วยกันหากลไกมาช่วยดูแล

ศ.นพ.จรัส บอกว่า เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ต้องมาคิดกัน คือ ทุนที่เข้ามาจัดการความเหลื่อมล้ำ ร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนที่จะใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ทางการศึกษา เช่น ผู้พิการ คนเร่ร่อน เพื่อพัฒนาคุณภาพ ซึ่งเรื่องนี้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า จะนำเงินที่รัฐจัดสรรจากระบบภาษีมาใส่ในกองทุนนี้

“ผมรู้สึกว่า ข้อนี้ก็เหมือนกับกองทุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แต่เป็น สสส.ด้านการศึกษา ต่อไปต้องดูว่าจะมีกฎหมายมารองรับการใช้เงินจากกองทุนนี้อย่างไร เน้นเรื่องประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของทุน ต้องให้ครอบคลุมกับคนทุกกลุ่ม”

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือแก้ปัญหาไม่ว่ากองทุนที่จะมีขึ้น หรือกฎหมายที่จะออกมา คงไม่พอ ทั้งหมด ต้องเปลี่ยนความคิดคนให้เห็นความสำคัญของความเหลื่อมล้ำ หรือความยุติธรรมในสังคมด้วย ซึ่งภาครัฐต้องสนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นปรับโรงเรียนในต่างจังหวัดที่มีความจำเป็น รวมถึงวิธีการเรียนการสอน เครื่องมือเครื่องใช้ มันคงแก้ทั้งหมดไม่ได้ แต่มันต้องแก้ให้มันดีขึ้น

ปัญหาหนึ่ง คือ การวัดผลสัมฤทธิ์ ศ.นพ.จรัส วิพากษ์ว่า ที่ผ่านมาเราวัดผลโรงเรียนด้วยการ Input เช่น มีครู โรงเรียน หนังสือเท่านี้ แต่ไม่ได้วัดว่า นักเรียนจบมาแล้วมีความสามารถแค่ไหน วัดแค่เรื่องความจำตามการสอบโอเน็ต เมื่อครูต้องสอนตามโอเน็ต ก็ต้องไปเก็งข้อสอบ แล้วกวดวิชา ระบบมันทำให้เกิดอย่างนั้น ดังนั้น ต้องวัดผลสัมฤทธิ์ของเด็กให้ได้ เพราะผลตรงนี้มันถึงวัดคุณภาพการศึกษาได้

ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ยกตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา เช่น ฟินแลนด์ เม็กซิโก คิวบา เกาหลีใต้ โดยเฉพาะที่บราซิลที่เปลี่ยนโรงเรียนให้กลายเป็นโรงเรียนของชุมชน มีกรรมการโรงเรียน ประกอบไปด้วย ครู ผู้ปกครอง และท้องถิ่น เข้ามาช่วยกันจัดการกันเองว่า ควรจะเรียนอย่างไร โดยรัฐให้เสรีภาพในการจัดการหมด ซึ่งรูปแบบนี้ไทยควรนำมาเป็นแบบอย่าง

“ภาคเอกชน กับภาครัฐ ท้องถิ่น เราต้องให้เกิดความหลากหลายมีส่วนร่วมกับการศึกษา การเรียน การสอน ไม่ใช่ดูแค่โครงสร้างว่า กระทรวงมีกี่กรม ดังนั้น ต่อไปแต่ละโรงเรียน ควรเอาผู้ปกครองเข้ามามีบทบาทในโรงเรียนนี่คือกลไกที่ต้องเกิดขึ้นในอนาคต

การแก้ปัญหาการศึกษาจะสำเร็จไหมจากนี้ เพราะไม่ว่าจะกี่รัฐบาลก็ไม่ให้ความสำคัญ? ศ.นพ. จรัส ตอบว่า

“ผมตอบแทนกรรมการทุกคนได้ว่า มีความมุ่งมั่นจะแก้ให้ได้ และถ้าเที่ยวนี้แก้ไม่ได้ ประเทศไปไม่ไหวแน่ๆ เพราะขณะนี้เราแพ้ประเทศอื่นมาเยอะ หลายประเทศแซงเรา มาเลเซียแซงแล้ว เวียดนามกำลังจะแซง ก็ไม่รู้เขมรจะแซงเราอีกหรือเปล่า ดังนั้น ถ้าเราไม่แก้ปัญหาการศึกษา เราแพ้แน่ ศักดิ์ศรีของประเทศก็ถูกใครแซงไปเยอะ ทั้งที่ประเทศไทยมีมา 700 ปี มีทุกอย่าง ประเทศตะวันตกก็เห็นว่า เรามีข้อดีมาก โดยเฉพาะจุดแข็งจากวัฒนธรรมไทย สถาบันพระมหากษัตริย์ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่รัชกาลที่ 9 ทรงให้เป็นคำตอบทุกอย่างกับโลกในยุคที่ฟุ่มเฟือยในปัจจุบัน”

ศ.นพ.จรัส ฝากทิ้งท้ายว่า ไม่ใช่คณะกรรมการชุดนี้ที่ต้องขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาฝ่ายเดียว แต่คนทั้งประเทศต้องช่วยกัน ตอนนี้มันเป็นวิกฤตจนชินชาแล้ว ดังนั้น ต้องปลุกทุกฝ่ายให้เห็นถึงความตระหนักที่ต้องแก้

 

“พลิกวิกฤตศรัทธาตำรวจ ต้องกระจายอำนาจสู่ประชาชน” ผศ.พ.ต.ท. ดร. กฤษณพงค์ พูตระกูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2560 เวลา 19:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/498097

"พลิกวิกฤตศรัทธาตำรวจ ต้องกระจายอำนาจสู่ประชาชน" ผศ.พ.ต.ท. ดร. กฤษณพงค์ พูตระกูล

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

“ปฏิรูปตำรวจ” กลายเป็นคำพูด ความตั้งใจ และความคาดหวังที่ทุกคนได้รับฟังมาอย่างต่อเนื่อง

แนวคิดต่างๆ ถูกนำเสนอผ่านสื่อ แต่ยังไม่มีเรื่องใดผ่านกระบวนการพิจารณาจากผู้มีอำนาจอย่างลึกซึ้ง จนนำไปสู่การปฏิบัติที่สามารถเปลี่ยนแปลงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อตำรวจ ลดปัญหาอาชญากรรมและพัฒนากระบวนการยุติธรรมได้สำเร็จ

วันนี้ ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต, ที่ปรึกษาสำนักงานควบคุมยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNOCD) และอดีตอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะมาเปิดเผยหนทางสู่การปฏิรูปตำรวจ จากแนวคิดและความสำเร็จในหลากหลายประเทศทั่วโลก

“ถึงเวลาเปลี่ยนตำรวจให้เป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน และมีความเป็นมืออาชีพเเล้ว”  นายตำรวจหนุ่มหมายมั่น

กระจายอำนาจสู่ประชาชน

โดยทั่วไปแล้ว โครงสร้างการบริหารงานของตำรวจทั่วโลกมีอยู่ 3 ระบบ ได้แก่ ระบบรวมศูนย์อำนาจ กระจายอำนาจ และผสมผสาน สำหรับประเทศไทย องค์กรตำรวจมีการบริหารงานในลักษณะรวมศูนย์อำนาจ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ที่กำหนดให้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ เสนอว่า ถึงเวลาที่ต้องกระจายอำนาจการบริหารจากส่วนกลางสู่ระดับภูมิภาคหรือในระดับพื้นที่ เพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่างตำรวจและประชาชนมากขึ้น โดยอาจจัดตั้งคณะกรรมการตำรวจระดับภาคหรือระดับท้องถิ่น ซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการจากภาคประชาชน โมเดลดังกล่าวทำให้ประชาชนและตำรวจรับรู้ข้อจำกัดของกันและกัน จนนำไปสู่การแก้ปัญหาอาชญากรรมและเพิ่มความศรัทธาต่อเจ้าหน้าที่

“คณะกรรมการภาคประชาชน ถูกคัดเลือกมาจากหลายๆ ภาคส่วน ทั้งส่วนราชการอย่างผู้ว่าราชการจังหวัด ตัวแทนจากผู้พิพากษา ตัวแทนอัยการ นักสิทธิมนุษยชน ภาคประชาชนซึ่งมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ เช่น พ่อค้า นักธุรกิจ เกษตรกร นักวิชาการ คณะกรรมการภาคประชาชน จะทำงานควบคู่กันไปกับตำรวจกองบัญชาการภาค ร่วมกันปรึกษาหารือ หาทางออกของปัญหา ตลอดจนทำหน้าที่ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจในพื้นที่ด้วย”

การกระจายอำนาจเพื่อให้ตำรวจใกล้ชิดประชาชน จำเป็นต้องมาพร้อมกับระบบการคานอำนาจระหว่างจังหวัด ภูมิภาค และท้องถิ่น

“ไม่ต้องกลัวว่าการกระจายอำนาจจะทำให้เกิดแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพล เพราะสามารถวางกลไก ระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มแข็งได้ คณะกรรมการระดับจังหวัด ภูมิภาค ส่วนกลาง และท้องถิ่น เต็มไปด้วยคนจากหลากหลายภาคส่วน สามารถออกแบบได้ โอกาสล็อบบี้นั้นยากมาก”

ยกระดับตำรวจ ทุกคนต้องมีส่วนร่วม

เมื่อกระจายอำนาจไปสู่ภาคประชาชนแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชน  โดยประเทศพัฒนาแล้วมีตำแหน่งที่เรียกว่าผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ (Auxiliary police) คอยทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง แบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่มืออาชีพ

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ เล่าว่า ประเทศอังกฤษเคยมีอาสาสมัครตำรวจเหมือนในประเทศไทย ก่อนจะยกเลิกในเวลาต่อมา หลังจากเห็นว่ามีส่วนหนึ่งใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง โดยพัฒนามาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจ มีการฝึกอบรม ให้ค่าตอบแทนที่ชัดเจน และมีระบบการตรวจสอบการทำหน้าที่ ขณะที่ในประเทศสิงค์โปร์ ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาทำหน้าที่ที่ตำรวจไม่ทำ เช่น ตรวจตรากระเป๋า อุปกรณ์อันตรายในงานคอนเสิร์ตหรือมหกรรมกีฬาขนาดใหญ่ และปล่อยให้ตำรวจมืออาชีพมีเวลาไปดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างการก่อการร้าย

“ต่างประเทศเขาสร้างระบบ ทำให้คนอยากเข้ามาช่วยงานตำรวจ อย่างอังกฤษ มีการกำหนดหลักเกณฑ์ เช่น สัปดาห์หนึ่งต้องทำงาน 20 ชั่วโมง แต่งตัวเหมือนตำรวจเพื่อให้คนเกิดความยำเกรงและเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ คนทั่วไปดูไม่ออก มีอำนาจใจการจับกุม ใช้ปืนไฟฟ้าเป็นอาวุธในการป้องกันและต่อสู้ อาจมีค่าตอบแทนตามสมควร

ผมลองคุยกับผู้ช่วยท่านหนึ่ง เขาบอกว่าภูมิใจที่ได้ทำงาน ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย แถมยังเห็นว่างานตรงนี้ได้ส่งเสริมอาชีพหลักของตัวเองด้วย โดยเฉพาะการพัฒนาภาวะผู้นำ”

ในมุมมองของนักวิชาการด้านอาชญาวิทยา ประเทศไทยสามารถทำเรื่องแบบนั้นได้ โดยนำงบประมาณค่าจ้างผู้ช่วยมาจากภาษีท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น กทม. ผู้ช่วยตำรวจที่ผ่านระบบการคัดเลือก ฝึกอบรมและประเมินผล อาจทำหน้าที่ ตรวจตราดูแลการขับขี่รถย้อนศร บนทางเท้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เป็นหน้าที่เล็กน้อย เพื่อให้ตำรวจมืออาชีพไปทำหน้าที่อื่น

“คนพวกนี้เข้ามาเเล้ว หากทำไม่ดีเองจะจัดการอย่างไร ขอตอบว่า เราสามารถสร้างระบบตรวจสอบการทำงานและประเมินผลได้ ที่สำคัญไม่ต้องมานั่งกังวลว่า เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะแข่งขันเติบโต เลื่อนตำแหน่งเป็นยศอะไรด้วย เพราะเขาจะเป็นแค่ตำแหน่งผู้ช่วยนี่แหละ”

 

 

ตำรวจมืออาชีพต้องมีอุปกรณ์พื้นฐานที่เพียบพร้อม

เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ในการทำงานที่ขาดแคลน ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนารวมไปถึงลดทอนความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อตำรวจ

“ตำรวจไทยแทบต้องซื้อทุกอย่างเองหมด เสื้อเกราะขอรับบริจาคจากวัดหรือมูลนิธิ  ไม่มีความพร้อมในการทำงาน ออกไปจับยาเสพติด 10 คน มีเสื้อเกราะใส่แค่ 3 ตัว คนไหนเสี่ยงมากก็ได้ใส่ ผิดกับเมืองนอก อย่างอังกฤษเคยมีตำรวจไปจับคนร้ายแล้วพลาดถูกคนร้ายใช้มีดแทง ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นตำรวจทั้งเกาะอังกฤษใส่เสื้อเกราะหมดเลย”

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ บอกว่า ทุกการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพรัฐในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน พูดง่ายๆ ว่า ถ้าตำรวจยังดูแลตัวเองไม่ได้ รัฐก็ไม่สามารถรักษาความปลอดภัยของประชาชนได้

อีกกุญแจสำคัญในการพัฒนาคือ การจัดเก็บข้อมูล ปัจจุบันระบบฐานข้อมูลยุติธรรมทางอาญาของตำรวจ อัยการ ศาล และหน่วยงานพัฒนาพฤตินิสัย มีลักษณะต่างจัดเก็บไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่เชื่อมโยง และไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ การยกระดับจำเป็นต้องพัฒนาระบบการใช้ข้อมูลกลางเพื่อช่วยเหลือในการวิเคราะห์และนำมาใช้ประโยชน์

ข้อมูลจากกองกำกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ปี 2556 ชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนประชากรในประเทศไทยต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมีประมาณ 305 ต่อ 1 นักวิชาการด้านอาชญาวิทยา บอกว่าไม่ใช่ปัญหา ใกล้เคียงกับประเทศอังกฤษและสิงคโปร์ แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้ตำรวจทำงานได้ดีกว่าคือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

“อังกฤษขึ้นชื่อเรื่องการใช้กล้องสอดส่องพฤติกรรมคนในพื้นที่ทั่วไปมากที่สุดในโลก โดยมีการเก็บข้อมูลพบว่า คนๆ หนึ่งตั้งแต่ออกจากบ้าน เช้ายันค่ำกระทั่งกลับเข้าบ้าน เขาจะถูกจับภาพโดยกล้องวงจรปิดเฉลี่ย 300 ภาพต่อคนต่อวัน”

 

 

เปลี่ยนระบบการคัดเลือกและฝึกอบรม

ระบบการคัดเลือกผู้สมัครเข้ารับราชการตำรวจถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพของผู้ปฏิบัติงาน

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ เล่าว่า วิธีการคัดเลือกตำรวจของประเทศเยอรมันเน้นให้ความสำคัญเรื่องจิตวิทยา ความคิด และทัศนคติของผู้สมัครมาก

“บ้านเราสอบข้อเขียน ตรวจร่างกาย สอบสัมภาษณ์จากคณะกรรมการ 4-5 คน แต่เยอรมันมีเพิ่มเติมอีกคือการเน้นระบบคัดเลือกที่วัดเจตคติ และความคิดผู้สมัคร โดยการสอบเป็นกลุ่มผ่านโจทย์ที่ท้าทาย มีกล้องวงจรปิดคอยจับพฤติกรรมและการตัดสินใจ

ตัวอย่างเช่น โจทย์บอกว่าหากคนร้ายหลบหนีไปทางนั้น พวกคุณจะทำอย่างไร และปล่อยให้ผู้สมัครถกเถียงกัน ระหว่างถกเถียงจะถูกบันทึกวิดีโอไว้ ภาพทั้งหมดจะถูกส่งไปให้คณะกรรมการที่ประกอบไปด้วย นักจิตวิทยา ตำรวจผู้มีประสบการณ์สูง ผู้ชำนาญการในแต่ละสาขา เพื่อช่วยกันตัดสินว่า คนๆ นี้สมควรจะเข้ามาเป็นตำรวจหรือไม่”

นอกจากกระบวนการคัดเลือกแล้ว การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอของผู้รับราชการ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

ผศ.พ.ต.ท.ดร กฤษณพงค์ บอกว่า ตำรวจในหลายประเทศมีการฝึกอบรมทุกๆ 6 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อประเมินผลว่า คุณยังทำหน้าที่ได้ดีในสายงานคุณหรือไม่ พัฒนาแนวคิดหรือวิธีปฏิบัติเท่าทันกับการพัฒนาของคนร้ายและอาชญากรรมในยุคปัจจุบันหรือไม่

“หากคุณเป็นตำรวจสายสืบสวน ทบทวนดูสิว่า ความเข้าใจข้อกฎหมายคุณเป็นอย่างไร เจอเคสแบบนี้สามารถไปจับเขาได้ไหม คนร้ายต่อสู้จะทำอย่างไร รวมถึงสอดแทรกเรื่องคุณธรรมจริยธรรมไปตลอดการฝึกอบรม โดยประเทศสิงคโปร์เน้นมากเรื่องการกระทำผิดของตำรวจ มีตัวอย่างบทลงโทษให้เห็นในการอบรม เพื่อให้เห็นตัวอย่างที่ไม่ถูกต้อง แต่บ้านเราตั้งแต่จบออกมาสิบปีผ่านไป ไม่เคยอบรมอีกเลย จนกระทั่งเกษียณเลยก็มี เพราะงบไม่มีหรือขาดแคลนคนทำงานจนไม่มีเวลา

“ปัจจุบันตำรวจจราจรหลายพื้นที่บอกเอง อยากให้วิทยากรมาอบรมด้านกฎหมายจราจรให้ เป็นเรื่องที่แปลกมาก เขาบอกอยากมีความรู้ เพราะเวลาไปทำงาน ถูกประชาชนถาม เถียง โต้กลับ อยากจะเถียงเรื่องกฎหมายกลับบ้าง”

ทั้งนี้ระบบงานตำรวจในประเทศพัฒนาแล้ว มีลักษณะที่แตกต่างจากระบบงานตำรวจในเมืองไทยหลากหลายประเด็น

อาจารย์กฤษณพงค์ มองว่า ระบบงานตำรวจต้องลดความเป็นทหารลงเปลี่ยนเป็นระบบงานตำรวจลักษณะเสรีนิยม ทั้งในแง่วิธีคิด การปฏิบัติตามนโยบายรัฐ ลำดับชั้นยศที่น้อยลง เพื่อลดช่องว่างระหว่างตำรวจกับประชาชน การปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดและการรักษาความสงบเรียบร้อย เช่นเดียวกันกับการให้บริการสาธารณะ ตำรวจจะต้องเปลี่ยนมุมมองในการให้บริการ โดยมองว่าประชาชนเป็นผู้รับบริการหรือลูกค้า

“ระบบงานตำรวจแบบทหารจะเน้นการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้มีอำนาจ การแสดงกำลังและมองฝ่ายตรงกันข้ามคือศัตรู ตรงกันข้ามกับระบบงานตำรวจในรูปแบบเสรีนิยมที่จะมุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติโดยยึดหลักกฎหมายและความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อชุมชนและสังคม ตำรวจก็คือพลเมือง พลเมืองก็คือตำรวจ เป็นหุ้นส่วนกันและกันในการป้องกัน แก้ไขปัญหาอาชญากรรมและรักษาความสงบเรียบร้อยของชุมชน”

นักวิชาการหนุ่มยังแนะนำว่า ถึงเวลาที่ประเทศต้องพัฒนาระบบความโปร่งใสในการทำงาน ด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการพิจารณาคดี เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความมั่นใจและวางใจกันมากขึ้น รวมถึงลดการใช้ดุลยพินิจซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งเช่นหลายกรณีในปัจจุบัน

 

ประชาชนมีสิทธิบริหารและแต่งตั้งโยกย้าย

การบริหารงานบุคคลเป็นเรื่องสำคัญที่ ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ บอกว่า มีผลกระทบต่อขวัญกำลังใจในการทำหน้าที่ หากปฏิรูประบบตำรวจด้วยการกระจายอำนาจ คณะกรรมการภาคประชาชนส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะมีส่วนร่วมต่อการเติบโตตามสายงานของตำรวจ ส่งผลให้การโยกย้ายตำแหน่ง มีความเป็นธรรม เกิดการยอมรับจากทุกฝ่ายมากขึ้น เนื่องจากถูกคานอำนาจจากทั้งรัฐบาล ภูมิภาค จังหวัด และท้องถิ่น

“ตำรวจคนไหนทำงานให้กับประชาชน แก้ปัญหาอาชญากรรมได้ดี คนนี้จะได้รับการสนันสนุนเรื่องตำแหน่ง เราต้องสร้างรูปแบบที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม โดยประชาชนมีส่วนสะท้อน ประเมินผลได้ว่า ตำรวจคนนี้ทำงานดีเหมาะสมที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง วิธีการเช่นนี้ทำให้ตำรวจแข่งขันกันด้วยการทำงาน อย่างเอฟบีไอของสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับทุกคดีไม่เฉพาะแค่ที่สื่อสนใจเหมือนบ้านเรา”

เขา เล่าเรื่องในอดีตทิ้งท้ายให้ฟังว่า เมื่อ 60 ปีก่อน ภายหลังเยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อาชีพตำรวจกลายเป็นอาชีพที่คนในประเทศเกลียดมากที่สุดพอๆ กับนักการเมือง แต่ปัจจุบันพวกเขาทำให้ตำรวจกลายเป็น 1ใน 3 อาชีพที่ประชาชนศรัทธาและอยากเป็นมากที่สุด เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนในหลากหลายประเทศทั่วโลก

“อย่าให้ความผิดพลาดในอดีตส่งต่อถึงคนรุ่นถัดไป ต้องจบในเจเนอเรชั่นนี้ อย่าให้คนรุ่นหลานมาถามว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว คนรุ่นพ่อทำอะไรกัน”

หนทางปฏิรูปตำรวจไปสู่ความเป็นมืออาชีพนั้นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคน ขอปิดท้ายด้วยประโยคสุดคลาสสิคจาก เซอร์โรเบิร์ด พีล (Sir Robert Peel) ผู้ก่อตั้งตำรวจนครบาลแห่งกรุงลอนดอนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของตำรวจอังกฤษ

“ตำรวจคือประชาชน และประชาชนคือตำรวจ”  (the police are the public and the public are the police)

 

หมายเหตุ-ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ “การป้องกันอาชญากรรมในทศวรรษหน้ากับการพัฒนาระบบงานตำรวจ” ของ ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล สำนักพิมพ์มติชน

70 ปี “แพทย์จุฬาฯ’” สู่ศูนย์กลางสุขภาพครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2560 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/497982

70 ปี "แพทย์จุฬาฯ’" สู่ศูนย์กลางสุขภาพครบวงจร

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นสององค์กรทางการแพทย์ที่มีความสำคัญต่อประเทศมาอย่างยาวนาน เป็นทั้งสถาบันผลิตบุคลากรการแพทย์ที่มีชื่อเสียง รวมถึงเป็นแหล่งผลิตผลงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อประเทศจำนวนมาก และยังเป็นหน่วยงานที่คอยดูแลรักษาผู้ป่วยปีละหลายล้านคน

ภายใต้การบริหารของ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผู้ที่เติบโตมาจากรั้วสถาบันคุณภาพแห่งนี้จากเมล็ดพันธุ์ ปัจจุบันก้าวขึ้นมาเป็นหัวเรือใหญ่ ฉายภาพอนาคตของสองสถาบันการแพทย์ที่สำคัญแห่งนี้ว่า ในปี 2560 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จะมีอายุครบรอบ 70 ปี ในวันที่ 11 มิ.ย. หลังจากก่อตั้งมาในปี 2490 เป็นคณะแพทยศาสตร์แห่งที่ 2 ของประเทศ ต่อจากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ทำประโยชน์เพื่อสังคมมาอย่างมากมาย ตั้งแต่พัฒนาระบบการเรียนการสอนเพื่อผลิตบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงบุกเบิกเรื่องการพัฒนาแพทย์ชนบทให้เข้ามาเรียนในสถาบันแห่งนี้ ตลอดจนคิดค้นงานวิจัยที่มีประโยชน์อีกมาก

“ช่วงที่ผ่านมาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ยังคงเดินตามหลักการที่เป็นสถาบันต้นแบบทางการแพทย์ที่มีคุณธรรมด้วยคุณภาพมาตรฐานระดับสากลให้เป็นไปตาม 3 เป้าหมายหลัก คือ 1.สร้างคน เน้นการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและคุณธรรมเหมาะสมกับสังคมไทย 2.สร้างนวัตกรรมงานวิจัยมาพัฒนาวงการแพทย์ ให้มีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้น และ 3.สร้างมาตรฐานด้านการรักษาพยาบาลให้เป็นเลิศ มุ่งดูแลผู้ป่วยทุกระดับของประเทศ”

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ ระบุว่า บทบาทของคณะฯ แบ่งออกเป็น 3 หลักใหญ่ คือ 1.ด้านการเรียนการสอน 2.การค้นคว้าวิจัย และ 3.การบริการทางการแพทย์ โดยการเรียนการสอนขณะนี้มองว่า ต้องทำให้ผู้เรียนมีความเชี่ยวชาญทั้งในเนื้อหาวิชาและทักษะในการสื่อสารระดับนานาชาติให้มากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมเมื่อต้องก้าวสู่เวทีนานาชาติ แต่อีกด้านก็ไม่ทิ้งขนบธรรมเนียมความเป็นไทย โดยเฉพาะเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมแก่ผู้เรียน

ส่วนการปรับปรุงรูปแบบการสอนให้ทันเทคโนโลยียุคศตวรรษที่ 21 ได้มีการนำระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น อีกอย่างที่เป็นจุดเด่นของคณะฯ คือ มีศูนย์ฝึกผ่าตัด และศูนย์แห่งนี้ยังได้คิดค้นองค์ความรู้ใหม่ซึ่งถือว่าเป็นแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชีย ที่สามารถคิดค้นทำให้อาจารย์ใหญ่มีรูปร่างสมบูรณ์เสมือนคนปกติ

ขณะที่การพัฒนางานบริการเพื่อแก้ปัญหาความหนาแน่นของผู้ป่วยที่มาใช้บริการ ขณะนี้กำลังเร่งก่อสร้างอาคารบริการทางการแพทย์หลังใหม่ขึ้นมาชื่อ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ เป็นอาคารรักษาพยาบาลที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีขนาดใหญ่ติด 1 ใน 10 ของโลก ภายในอาคารหลังดังกล่าวเมื่อสร้างเสร็จจะช่วยแบ่งเบาปัญหางานด้านการให้บริการได้มาก เพราะสามารถรองรับผู้ป่วยในได้ถึง 1,300 เตียง จากทั้งหมด 1,400 เตียงที่มีอยู่ปัจจุบัน

สำหรับการรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ขณะนี้โรงพยาบาลจุฬาฯ มีอาคาร ส.ธ. ซึ่งอาคารหลังนี้เป็นต้นแบบศูนย์ความเชี่ยวชาญรองรับประชากรผู้สูงอายุ โดยจะตั้งแผนกค้นคว้าวิจัยแนวทางการดูแลผู้สูงอายุในหลากหลายรูปแบบ อาทิ ศูนย์ต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุที่สามารถคัดกรองหาโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคในผู้สูงอายุ เพื่อจะได้ทราบและหาทางแนะนำป้องกัน เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคเบาหวาน

นอกจากนั้น จะมีการส่งเสริมเรื่องการดูแลผู้สูงอายุภายในครอบครัว โดยจะมีการพัฒนาหลักสูตรให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุแก่สมาชิกในครอบครัว และทางโรงพยาบาลจะคอยติดตามดูแลควบคู่กันไป เพื่อทำให้ผู้สูงอายุไม่ต้องมาโรงพยาบาลเป็นประจำ แต่สามารถดูแลตนเองได้ที่บ้าน

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาฯ มองว่า เมื่อผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ปัญหาอีกอย่างคือมักจะมีโรคอื่นตามมา โดยเฉพาะโรคมะเร็ง จึงมีแผนพัฒนาศูนย์มะเร็งขึ้นมา เบื้องต้นขณะนี้คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยโรคมะเร็งระดับโลกอย่าง MD Anderson ในการส่งแพทย์ไปฝึกอบรมและคาดว่าอนาคตโรงพยาบาลจุฬาฯ จะมีศูนย์ดูแลเฉพาะโรคมะเร็งและศูนย์ดูแลสุขภาพอื่นๆ

อีกด้าน แผนบริหารจัดการคนป่วยไม่ให้หนาแน่นจนเกินไป จะมีความร่วมมือกับโรงพยาบาลเครือข่ายเพื่อประสานรับช่วงส่งต่อหรือหมุนเวียนการดูแลผู้ป่วยที่อาการยังไม่ถึงขั้นวิกฤต เพื่อจะได้ไม่ต้องมาโรงพยาบาลจุฬาฯ หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่เท่านั้น เพราะคิดว่าการเข้ามารักษาในโรงเรียนแพทย์ ควรเป็นผู้ป่วยที่มีอาการหนักและเป็นโรคที่ซับซ้อน ทั้งนี้หากทำได้เชื่อว่าจะทำให้การบริหารทรัพยากรที่มีอยู่เป็นไปอย่างเหมาะสมเต็มที่ในการดูแลรักษาผู้ป่วย

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ ย้ำว่า ปัจจุบันคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้วางเป้าหมายให้สอดรับกับนโยบายรัฐบาล โดยเน้น 3 แนวทาง คือ สร้างบัณฑิตที่จบออกไปให้มีพหุศักยภาพ พร้อมกับพัฒนาแพทย์ทั่วไปให้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรองรับการพัฒนาของโลก และสร้างนวัตกรรมให้ได้มาตรฐานจนเป็นที่ยอมรับเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต แต่ทั้งหมดจะต้องทำควบคู่ไปกับทำให้บุคลากรของสถาบันเป็นผู้มีคุณธรรม มีความรู้ทางภาษาที่ดีเพื่อมุ่งสู่ความเป็นนานาชาติในอนาคต เพราะเชื่อว่าด้วยพื้นที่ตั้งของจุฬาฯ น่าจะได้เปรียบต่อการเป็นศูนย์กลางสุขภาพทางการแพทย์ครบวงจรของประเทศไทยในอนาคต

สำหรับสถานการณ์ที่สังคมมองว่าอนาคตบุคลากรการแพทย์จะมีจำนวนมากถึงขั้นอาจล้นตลาดนั้น ศ.นพ.สุทธิพงศ์ ฉายภาพว่า การทำงานของบุคลากรการแพทย์ไทยในปัจจุบันทำงานหนักมาก เพราะคนหนึ่งต้องทำหลายหน้าที่ ตั้งแต่สอนหนังสือ คิดค้นงานวิจัย ทำงานบริการ

ทั้งนี้ หากเทียบกับแพทย์ในต่างประเทศ ระบบการทำงานของแพทย์จะถูกแบ่งหน้าที่แต่ละบุคคลแบบเบ็ดเสร็จ เรื่องนี้จุฬาฯ กำลังพยายามจัดการระบบให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ทำตามความถนัดของตนเอง เพราะคิดว่าหากทำให้บุคลากรทำงานกับสิ่งที่ไม่ถนัดจะยิ่งเป็นการฝืนความรู้สึกของบุคลากร

“หมอบางคนแทบไม่ได้นอน เพราะต้องทำงานหนักมาก บางครั้งนอกจากต้องทำงานในเวลาเมื่อถูกตามให้มาผ่าตัดกลางดึก ก็ต้องออกมา เช้าก็กลับไปทำงานต่อ เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้เหนื่อยมาก และเกิดเป็นปัญหาขึ้นอย่างในปัจจุบัน”

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าอนาคตบุคลากรการแพทย์อาจมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมือง ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกระทรวงสาธารณสุข ต้องทำให้แพทย์อยากกระจายตัวออกไปพื้นที่ต่างจังหวัด ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้รู้สึกว่าพร้อมและมีความสุขที่จะออกไป ดังนั้นควรส่งเสริมเรื่องแพทย์ครอบครัวให้ได้รับการยอมรับจากสังคม โดยเริ่มจากทำหลักสูตรให้ดี เพราะขณะนี้ความเชื่อมั่นของประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับแพทย์เฉพาะทางมากกว่าจากนั้นควรทำให้แพทย์มีความก้าวหน้าทางอาชีพ ถึงแม้เงินจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ครอบครัวอยู่ได้ ดังนั้นเรื่องค่าตอบแทนของแพทย์ไม่ควรทำให้เหลื่อมล้ำกันมากจนเกินไป

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า จะมุ่งมั่นทำให้คณะแพทย์ จุฬาฯ เป็นต้นแบบทางการแพทย์แก่หน่วยงานอื่นเพื่อนำไปเป็นแนวปฏิบัติใช้ในยุคที่โลกต้องพัฒนา

 

สุเทพยันวางมือการเมือง เดินหน้าหนุนปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มิถุนายน 2560 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/497578

สุเทพยันวางมือการเมือง เดินหน้าหนุนปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ไม่แปลกที่อดีตผู้จัดการรัฐบาล ที่เคยสร้างประวัติศาสตร์การเมือง รวมเสียงพรรคร่วมจนผลักดัน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาแล้วหนหนึ่ง จะถูกจับตาอีกครั้ง เมื่อออกโรงเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย จังหวะเดียวกับ​ที่ 8 กปปส.กลับคืนถิ่นประชาธิปัตย์

ลุงกำนัน หรือ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เวลานี้เหลือเพียงแค่ตำแหน่ง ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน ​ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ ไล่เรียง​ตั้งแต่ประเด็นเรื่อง กปปส.กลับพรรคประชาธิปัตย์ ที่อธิบายว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะกลับไปทำหน้าที่นักการเมืองตามเดิม ไม่ใช่ความพยายามเข้าไปเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคเพราะประชาธิปัตย์มีสมาชิกเป็นล้าน คนของ กปปส. 8 คนที่เข้าไปจะทำอะไรได้

“ผมไม่กลับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้น เพื่อนๆ น้องๆ ของผมจะกลับไปพรรคประชาธิปัตย์​ก็เป็นสิทธิที่เขาจะกลับไป  ผมไม่เข้าไปกำกับ แทรกแซง วุ่นวาย ผมมีเรื่องที่ผมต้องทำ ทั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษา ชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง บ้านพักคนชรา ทำโครงการบวชพระทุกเดือน มีงานของผมอยู่”

ก่อนจะออกตัวว่าทำอะไรตรงไปตรงมา เพราะวางมือแล้ว ไม่มีการเข้าไปแทรกแซง สั่งการ ให้คำปรึกษาอะไรภายในพรรค ทุกวันนี้ทำหน้าที่ตัวแทนมวลมหาประชาชน พูดทำอะไรในฐานะประชาชน เปิดเผยไม่ต้องปิดบังใคร รวมทั้งประกาศ สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์​ ​เป็นนายกรัฐมนตรี

“เราเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ​กล้าหาญ ไว้ใจได้ เป็นคนที่จงรักภักดี ซื่อสัตย์​สุจริต กล้าออกมารับผิดชอบบ้านเมือง มองย้อนกลับไป 2556-2557  ถ้า พล.อ.ประยุทธ์​ไม่มีความกล้าเพียงพอออกมายึดอำนาจ ไม่เอาตัวเองแบกรับภาระปกป้องรักษาประเทศ ก็สงสัยว่าสถานการณ์บ้านเมือง จะเลวร้ายกว่านี้เยอะ”​

สุเทพ อธิบายว่า เวลานี้ยังไม่เห็นว่ามีใครเหมาะสมเท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะมารับหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อจากเดิมที่ทำไว้แล้ว 3 ปี ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีผลงานหลายอย่างที่หากเป็นรัฐบาล ซึ่งมาจากการเลือกตั้งอาจทำไม่ได้ ​

ล่าสุดกับ 4 คำถาม ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาหยั่งกระแสสังคม สุเทพ มองว่า ออกมาถูกจังหวะ และเหมาะสม ไม่ใช่เรื่องของการเตรียมการขยับโรดแมป อีกทั้งยังเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามกรอบที่กำหนด เพราะหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ กลไกต่างๆ ก็เดินหน้าทั้งเรื่องทำกฎหมายลูกที่ทั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ​และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังเร่งดำเนินการ ​​ไม่มีใครมาดึงเกม

“อย่าออกมาปั่นกระแสเลื่อนการเลือกตั้ง ​เชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะเดินตามโรดแมป ​ยกเว้นมีระเบิดกันทุกวันก็อีกเรื่อง บ้านเมืองไม่สงบจัดเลือกตั้งไม่ได้ สำหรับพวกผมถ้ายังมีการก่อเหตุกันอยู่ก็จะเรียกร้องอย่าเลือกกันเลย ผมเคยเจอในสมัยเป็นรองนายกฯ ฝ่ายมั่นคง คนออกมายิงตูมตาม เผาบ้านเผาเมือง ​ต้องอพยพไปกรมทหารราบ 11 เหตุการณ์อย่างนั้นไม่อยากให้เกิดอีก”

สุเทพ ขยายความประเด็น 4 คำถาม ของ พล .อ.ประยุทธ์ ว่า ออกมาในจังหวะที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทั้งประเทศตระหนักถึงภาระหน้าที่กับการแก้ปัญหาประเทศชาติ  เช่น การเลือกตั้งแล้วจะได้รัฐบาลมีธรรมาภิบาลหรือไม่ ตรงนี้เป็นหน้าที่ที่ประชาชนต้องใช้ดุลพินิจตั้งแต่วันนี้ ​ซึ่งต้องถือเอาเรื่องนี้เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ​ต้องการให้การเมืองวันข้างหน้าเป็นการเมืองของประชาชน เพราะการเมืองที่แล้วมาไม่ใช่การเมืองของประชาชน ​เป็นการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ ดังนั้น พรรคการเมืองต้องเป็นของประชาชนก่อน ส่วน พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่ กรธ.เสนอ​แม้บางส่วนจะยังไม่ถูกใจ แต่ภาพรวมก็เป็นหนทางทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน

สำหรับ​เรื่องทุนประเดิม ​เดิมอาศัยเงินจากกลุ่มทุน การทำงานการเมืองจึงหนีไม่พ้นเพื่อประโยชน์นายทุน ดังนั้นเงินพรรคการเมืองที่ใช้ต้องมาโดยบริสุทธิ์  แต่ส่วนตัวข้องใจที่ กรธ.กำหนดเก็บเงินจากสมาชิกพรรคปีละ 100 บาท ที่น้อยเกินไป ควรจะเป็นวันละ 1 บาท หรือปีละ 365 บาท หากจ่ายน้อยไป ก็ต้องไปเอาเงินทุนจากที่อื่น นายทุนก็จะมาครอบงำพรรคอีก ​

“​สมมติเก็บเงินจากสมาชิกที่จ่ายได้ 100 ล้านบาท รัฐบาลจ่ายให้เท่ากันอีก 100 ล้านบาท พรรคการเมืองก็บริหารได้  ดังนั้นไม่ต้องเอามาจากท่ี่อื่นก็ไม่ติดหนี้บุญคุณใคร ทำงานอิสระ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน ต้องทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนในการบริหารพรรค ไม่ใช่ให้การตัดสินใจอยู่แค่หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค 20-30 คน ​ทั้งเรื่องการเลือกกรรมการบริหาร การส่งคนลงสมัครต้องให้สมาชิกตัดสินใจ”

ทั้งนี้ เรื่องเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากกำหนดให้บริจาคให้พรรคการเมืองได้คนละ 10 ล้านบาท สมมติครอบครัวมี 5 คน  บริจาคกันทั้งหมดรวม 50 ล้านบาท รวม 4 ปี 200 ล้านบาท  ก็จะทำให้ครอบครัวนี้มีอิทธิพลเหนือพรรคการเมือง ดังนั้นต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าได้เท่าไหร่ อย่างนิติบุคคลไม่ควรเกิน 5 แสนบาท และต้องนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมรายงานต่อที่ประชุมใหญ่

ส่วนเรื่องประเด็นการตั้งพรรคนอมินีนั้น ลุงกำนัน​อธิบายว่า เป็นที่มาถึงต้องกำหนดให้พรรคมีสมาชิก 1 แสนคน ต้องเสียค่าบำรุงพรรคตามกรอบ สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้น หากใครจะตั้งพรรคนอมินี 5 พรรค ก็ต้องทำให้ได้ดังนี้ คือ มีสมาชิกเป็นเจ้าของพรรค 1 แสนคน จ่ายเงินค่าสมาชิก จ่ายแทนกันไม่ได้ ไม่งั้นติดคุกถ้าทำได้อย่างนี้เขาจะตั้งกี่พรรคก็ได้

ย้อนกลับมาคำถามข้อ 3 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องทำให้การเลือกตั้งมีธรรมาภิบาล คำนึงถึงอนาคตประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ หากทำไม่ได้ก็จะเหมือนที่ผ่านมา คือ การเลือกตั้งเป็นแค่พิธีกรรมเข้าสู่การยึดครองอำนาจรัฐ ซึ่งจะต้องทำไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การเลือกตั้งจึงต้องทำเมื่อเกิดความพร้อม เกิดการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ที่สำคัญ ส่วนที่ยังทำไม่เสร็จก็ทำต่อไป

ส่วนคำถามสุดท้ายข้อที่ 4  หากนักการเมืองมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ​สมควรเข้ามาสู่การเลือกตั้งหรือไม่ ​ส่วนตัวเห็นว่า​ คนทั้งประเทศต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วนตัวจึงอยากให้คำถามทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นการปลุกให้ประชาชนตื่นตัวกับภาระหน้าที่ของประชาชนเตรียมดูแลประเทศ ​

สุเทพ บอกว่า นี่เป็นจุดยืนตั้งแต่แรกเมื่อออกมาเดินขบวนว่าต้องมีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ซึ่งต้องทำให้เสร็จหากไล่ดูความคืบหน้าก็จะพบการดำเนินการที่ผ่านมา ทั้ง พ.ร.บ.กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งมีแนวคิดเลิก กกต.จังหวัด เปลี่ยนเป็นผู้ตรวจนั้น  เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ก็ต้องมีกลไกอื่น เช่น ศาลเลือกตั้ง ที่จะต้องไปว่ากันในรายละเอียด

“ที่สำคัญคือกฎหมายที่ออกมา​ต้องทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่มีการซื้อขายเสียง ใช้อิทธิพล เอาตำแหน่งหน้าที่เข้าไปช่วย ที่ผ่านมาผมฟ้อง กกต.​ยังติดคุกอยู่เดี๋ยวนี้ เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันทำให้ได้ตัวแทนประชาชนที่ได้รับความไว้วางใจเข้าไปทำหน้าที่แทนเขาจริงๆ ไม่ใช่ประมูลตำแหน่ง สส.หรือโกง​ทุจริต เลือกตั้งได้เข้ามา”​​

รวมไปถึงเรื่องการปฏิรูปการบริหารแผ่นดิน อย่างเรื่องผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนตัวเห็นว่าต้องทำให้เป็นหัวหน้าส่วนราชการ มีอำนาจบังคับบัญชาราชการทั้งหมดในจังหวัด ทำแผนพัฒนาจังหวัด ​สอดคล้องยุทธศาสตร์​การพัฒนาชาติ และอยู่ในระยะเวลาทำแผนเสร็จ คือ 4 ปี ​

สุเทพ อธิบายว่า หากยังไม่พร้อมที่จะเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ให้นายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เหมือนแต่งตั้งรัฐมนตรี และให้ยึดโยง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้ง ต้องเป็นคนที่จังหวัดยอมรับโดยให้สภาจังหวัดเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ เหมือนประธานาธิบดีแต่งตั้งรัฐมนตรี​ก็ต้องถามวุฒิสภา​

กรณีการปฏิรูปตำรวจ ที่มีแนวคิดจะให้ไปขึ้นกับกระทรวงยุติธรรม ตรงนี้ไม่ใช่​การปฏิรูป แต่ต้องปรับปรุงโครงสร้าง วิธีบริหารใหม่ ให้ตำรวจเป็นตำรวจประชาชน ดูแลประชาชนได้ ที่แล้วมาตำรวจพยายามจัดองค์กรเลียนแบบกองทัพ มีแม่ทัพภาค ​รวมอำนาจไว้ส่วนกลาง ซึ่งไม่จำเป็น อีกทั้งเห็นด้วยกับการที่จะให้ตำรวจไปขึ้นกับจังหวัด เพื่อสะดวกในการดูแลประชาชน

เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ได้ยินรัฐมนตรีว่าการตอบคำถามบอกว่า ต้องสร้างอาชีวศึกษา ให้เกิดประโยชน์ ​มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีครูอยู่แล้วตามโรงงานต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่า รัฐมนตรีเก่ง มองเห็นปัญหา เพราะหากรออีก 5 ปีไปสร้างครู ก็จะไม่ทันการณ์ เรื่องนี้ควรจะไปเชื่อมโยงกับประชารัฐ กับปฏิรูปการศึกษา และสอนเรื่องศาสนาศีลธรรมควบคู่กันไป

สุเทพ อธิบายว่า การออกมาตั้งคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงนี้จึงถือเป็นการถูกต้อง เหมาะสมที่ทำให้เกิดการปฏิรูป ​​ปลุกให้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิด รวมไปถึงถ้าประชาชนจำนวนมากคิดตรงกันว่าต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ก็ต้องหาคนที่มีความคิดเหมือนกันไปลงเลือกตั้ง มี สส.สนับสนุน ให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เดินหน้าปฏิรูปประเทศ หรือจะใช้วิธีไหนก็ต้องมาช่วยกันคิด

 

ถอดประสบการณ์ “Come out” ความอึดอัดที่หวังเพียงการเข้าใจและยอมรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502700

ถอดประสบการณ์ "Come out" ความอึดอัดที่หวังเพียงการเข้าใจและยอมรับ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพชายหนุ่มท่าทางสุภาพเรียบร้อยวัยเกือบ 50 ปี ทำตามเสียงหัวใจเรียกร้องครั้งใหญ่ในชีวิตด้วยการแปลงโฉมรูปลักษณ์ภายนอก จากหนุ่มมาดแมนเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งสู่ผู้หญิงสาวสวย ดัดผมลอนยาว ฉีกรอยยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจ กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในสังคม

การเปลี่ยนแปลงและเปิดเผยตัวตนทางเพศที่แท้จริงนับเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์เสมอในสังคมไทย โดยเฉพาะการเกิดขึ้นกับคนดัง

วินาทีนี้ท่ามกลางสายตา คำวิพากษ์วิจารณ์และเสียงซุบซิบนินทาที่พุ่งมาจากทุกทิศทุกทางต่อผู้กล้าเปิดเผยว่าตัวเองมีรสนิยมอย่างไร อีกด้านสำคัญที่ไม่ควรละเลยก็คือ การเรียนรู้บทเรียนความกล้าหาญของผู้ที่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น

ซื่อสัตย์กับตัวเองและบุคคลที่เรารัก

“แต่ละคนมีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน แต่การที่คนเราได้เป็นตัวของตัวเอง 360 องศา บุคคลคนนั้นจะสามารถทำคุณประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัวและสังคมได้ 360 องศา” วิทยา แสงอรุณ ผู้ให้คำปรึกษาในเรื่องความหลากหลายทางเพศ ให้ความเห็นถึงประเด็นการเปิดเผยตัวตนทางเพศ

เขาบอกว่า ทุกคนมีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน การเอ่ยปากบอกหรือไม่บอกนั้นขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในครอบครัวของแต่ละบุคคล หากใครประเมินแล้วว่า ครอบครัวตนเองมักจะแลกเปลี่ยนสื่อสารกันอยู่เสมอก็ควรจะตัดสินใจเอ่ยปากบอก แต่หากเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างปิดกั้นเรื่องความหลากหลาย อาจจำเป็นต้องใช้เวลาในการสื่อสาร

วิทยา กล่าวว่า การพูดข้อเท็จจริงออกไป คือการซื่อสัตย์กับตัวเองและบุคคลที่เรารักอย่างแท้จริง การปิดบังซ่อนเล้นเป็นเรื่องที่อึดอัด ลำบากใจและสร้างความรู้สึกไม่เป็นเนื้อแท้ของเราเอง ที่สำคัญยังนำมาซึ่งการโกหกต่างๆ นานา

“การพูดความจริงในสิ่งที่เราไม่เคยพูดมาก่อน ครึ่งค่อนชีวิต หรือเกือบตลอดทั้งชีวิต มันเป็นสิ่งที่เจ็บปวดแน่นอนแต่การได้พูดความจริงผ่านกระบวนการเจ็บปวดออกไปนั้น เราจะมีความสุข เพราะไม่รู้สึกอึดอัด ซ่อนเร้น โกหกอีกต่อไปแล้ว เราจะอยู่อย่างเปิดเผยและเต็มศักยภาพความเป็นมนุษย์ของเรา”

วิทยา บอกว่า สำหรับคนใกล้ชิดที่ได้ยินการเปิดเผยของคนรัก แน่นอนว่าต้องมีบางคนผิดหวัง สับสัน แต่อยากให้เปิดใจยอมรับ ตั้งใจมองบุคคลที่อยู่ตรงหน้าซึ่งผ่านความอึดอัดมาตลอดชีวิต หน้าที่คุณคือให้กำลังใจ เป็นครอบครัวหรือเพื่อนของเขาต่อไป

“มันเป็นแค่ความจริงที่คุณไม่เคยรับรู้มาก่อนแล้วรู้สึกหวาดวิตก แต่เมื่อรู้แล้ว จะผ่านช่วงเวลานั้นไปด้วยกันอย่างไรคือสิ่งสำคัญ”

 

 

เรื่องเล่าจากประสบการณ์ “เปิดตัวแล้วเหมือนเกิดใหม่”

ประสบการณ์ Come out of the closet ของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป บางคนกดดัน บางคนต้องพบกับคราบน้ำตาและบางคนเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง

วิทยา เล่าว่า ในอดีตไม่มีสื่อ ความรู้ และการยอมรับมากเหมือนในปัจจุบัน เพศทางเลือกคือความผิดปกติ ชั่วร้ายในสังคม ถึงขนาดทำให้ต้องเก็บงำความรู้สึกและตั้งกำแพงบอกตัวเองว่า ‘ชาตินี้ฉันจะไม่บอกใคร’ ขอเดินหน้าตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีอาชีพที่ดี สามารถเลี้ยงดูพ่อแม่และจากโลกใบนี้ไปโดยไม่มีใครรู้ว่าฉันเป็นเกย์

“ความอึดอัดทรมานก็ค่อยๆ เก็บสะสม ถึงขนาดคิดว่า ถ้าเราชีวิตสั้นก็คงจะดีนะ”

เมื่อเติบโตมากขึ้นเขาศึกษาหาข้อมูลเรียนรู้สังคมจนกระทั่งมีมุมมองใหม่ๆ และเริ่มคิดถึงการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เพราะเชื่อว่าหากยังจำกัดตัวเอง คงไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพ และวิ่งหนีความเป็นจริงไปตลอดกาล โดยคนสำคัญในชีวิตที่บอกยากที่สุดก็คือ คุณแม่

วันนั้นวิทยาในวัยประมาณ 30 ปี เริ่มเกริ่นนำกับคุณแม่ว่า มีเรื่องสำคัญจะมาบอก อยากให้แม่ลองนึกภาพที่ผ่านมา ลูกคนนี้ไม่เคยทำให้แม่เดือดเนื้อร้อนใจเลยสักครั้ง แต่วินาทีนี้มีเรื่องหนึ่งที่เก็บเอาไว้มานาน อยากจะบอก คือ ลูกไม่ได้ชอบผู้หญิงนะ

ภายหลังรับฟังคุณแม่มีใบหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

“เชื่อเถอะแม่รู้อยู่แล้ว แม่ทุกคนรู้มาตลอดแค่แม่ไม่พูด” วิทยาคิดแบบนั้นและบอกให้ฟังด้วยน้ำเสียงแห่งความสุขว่า “การพูดออกไปตรงๆ มันลดความอึดอัด รู้สึกโล่งเหมือนเกิดใหม่ คนที่จะมีความสุขที่สุดก็คือตัวของคุณเอง ทุกคนมีสิทธิที่จะมีความสุขในการได้เป็นตัวของตัวเอง โดยไม่ต้องปิดบัง”

 

 

ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศ

บางรายไม่ได้เอ่ยปากสารภาพเปิดตัวโดยตรงกับคนใกล้ชิดแต่ท่าทีและพฤติกรรมที่แสดงออกก็ทำให้รับรู้ได้

ป๋อมแป๋ม – นิติ ชัยชิตาทร พิธีกรชื่อดังจากรายการยอดฮิตทอล์กกะเทย บอกว่า ไม่เคยมีโมเม้นท์ของการสารภาพกับคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ชิด เนื่องจากทุกคนนั้นรับรู้โดยปริยายจากการดำเนินชีวิตร่วมกัน

“แม่ครับผมเป็นเกย์ พ่อครับผมเป็นเกย์ เราไม่เคยมีวินาทีเช่นนั้นเลย” ป๋อมแป๋มบอกและเชื่อว่า เพศทางเลือกนั้นเกิดจากภาวะการเลี้ยงดูและเติบโตในสภาพแวดล้อมของแต่ละครอบครัว  “บ้านเราไม่มีปัญหานะ คุณพ่อเป็นผู้ชายคนเดียว ที่เหลือเป็นผู้หญิงหมดเลย พ่อค่อนข้างดุ เรารู้สึกว่าไม่อยากดุแบบนั้น ไม่อยากแข็งกร้าวเหมือนพ่อ”

ประสบการณ์ที่นางไม่มีวันลืมก็คือ ช่วงอายุประมาณ 15-16 ปี คุณพ่อเรียกไปนั่งคุยและขอให้เลิกเป็นเพศทางเลือกเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งไม่ดี

“เคยมานั่งจับเข่าคุยกับพ่อ พ่อบอกเป็นตุ๊ดมันไม่ดี ไม่เป็นได้ไหม เราก็เลยบอกเขาไปว่า ก็เป็นเพราะพ่ออ่ะ”

เนื่องจากนางคิดว่าการเป็นเพศที่ทางเลือก เป็นผลมาจากการเลี้ยงดูในครอบครัว จะให้เลิกคงเป็นไปไม่ได้ ซึ่งหลังเหตุการณ์นั้น คุณพ่อก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรนางอีกเลย

“เรากับพ่อคุยกันกันน้อยมากอยู่แล้ว เรียกว่าไม่คุยเลย แต่ไม่ได้มีปัญหากันนะ ตั้งแต่มัธยมจนกระทั่งมหา’ลัย พูดอะไรก็ดูจะขวางหูขวางตาไปหมด จริงๆ ก็ตั้งแต่แมตช์ที่เปิดใจนั่นแหละ จนกลับมาคุยกันใหม่วันที่เรารับปริญญา และรู้สึกว่าความหมางใจใดๆ หมดไปเมื่อตอนที่เขาเกษียณแล้วเราดูแลเขาได้”

ป๋อมแป๋ม บอกว่า ประสบการณ์ที่อาจจะให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับการ Come Out อยู่บ้างก็คือ ตอนที่คุณแม่แสดงอาการและท่าทียอมรับในสิ่งที่ลูกชายเป็น หลังจากที่รับโทรศัพท์ของแฟนหนุ่มคนแรกในชีวิต

“มีแฟนคนแรก เขามารับที่บ้านบ่อยๆ เราคิดว่าพ่อแม่คงเห็นความผิดปกติ จำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่ง อีตานี่โทรมาแล้วแม่เป็นคนรับสาย แม่ก็มาเรียกเรา บอกว่า อ่ะเธอ…แฟนเธอโทรมาน่ะ เราก็ทำตาเหลือกนิดหนึ่ง อุ๊ยตายและ แม่ไม่เคยใช้คำนี้เลยอ่ะ เขาเห็นว่าเป็นมาตลอด แต่ก็ไม่เคยพูดออกมาตรงๆ หรือแสดงออกให้เห็นว่ารับได้”

เรื่องนี้อยู่ในความทรงจำของนางมาตลอดเพราะครอบครัวไม่เคยพูดประโยคให้การยอมรับเหมือนเช่นครอบครัวอื่น  “อ่ะเธอ….แฟนเธอโทรมาน่ะ แม่พูดแบบนี้ ก็เป็นอันรู้กันว่า นางก็ยอมรับเรื่องนี้ได้แล้ว”  ป๋อมแป๋มย้ำความทรงจำ

สิ่งที่คนใกล้ชิดอย่างคนเป็นพ่อและแม่อยากได้มากที่สุดในมุมมองของพิธีกรชื่อดัง  หนีไม่พ้นความภาคภูมิใจ ความกตัญญูกตเวที การดูแลเอาใจใส่โดยเฉพาะในยามแก่เฒ่าจากคนเป็นลูก ซึ่งทั้งหมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นเพศอะไร

“ความเป็นตุ๊ดกระเทยไม่ได้มีผล ผู้ชายผู้หญิง เพศไหนๆ ก็สามารถกตัญญูและสร้างความภาคภูมิใจให้เขาได้เหมือนกัน ความสำเร็จไม่ได้ถูกกำหนดไว้เฉพาะแค่เพศใดเพศหนึ่ง”เจ้าของฉายายายทิ้งท้าย

 

รสนิยมเเละการเเสดงออก

นพ. สุริยเดว ทรีปาตี ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาครอบครัว ให้ความรู้ว่า สาเหตุของความหลากหลายทางเพศมีอยู่ 3 เหตุผลหลัก

1.ปัจจัยทางกายภาพ

เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม แสดงออกผ่านอวัยวะเพศที่กำกวมหรือมีสองเพศตั้งแต่กำเนิด ซึ่งลักษณะนี้พบได้น้อยมากในโลก

2.สภาวะทางจิตใจที่แปรปรวน

เด็กอายุประมาณ 3-4 ขวบ จะเริ่มส่งสัญญาณให้เห็นว่า สับสน ไม่สามารถกำหนดอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity) ของตนเองได้ ส่วนใหญ่กลุ่มนี้เมื่อเติบโตขึ้นหรือมีความพร้อมมักต้องการที่จะผ่าตัดแปลงเพศ ไม่ได้ต้องการแค่การเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น

3.รสนิยมและการแสดงออก

ลักษณะนี้พบได้บ่อยมากที่สุดในสังคม บางรายอาจมีรสนิยมแอบแฝงไปจนกระทั่งวัยผู้ใหญ่ แต่งงานมีลูก จนอายุมากขึ้นก่อนจะเปิดเผยตัวตนทางเพศที่แท้จริงก็เป็นไปได้

“รสนิยมไม่ได้ติดตัวตั้งแต่เกิด เกิดจากการถูกเลี้ยงดูเติบโต ส่วนจะแสดงออกหรือไม่ขึ้นอยู่กับความมั่นใจและสภาวะทางสังคมที่แต่ละบุคคลพบเจอ”

พูดง่ายๆ ว่า ถ้ามีรสนิยมบวกกับภาวะทางสังคมที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่ ก็อาจนำไปสู่ การเปิดผยตัวตนทางเพศที่แท้จริงได้นั่นเอง

ทั้งนี้ นพ. สุริยเดว บอกว่า การเปิดเผยตัวตนต่อบุคคลรอบข้างหรือคนใกล้ชิด ไม่มีสูตรสำเร็จแน่ชัด สิ่งสำคัญคือต้องอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและการเปิดใจยอมรับ รวมถึงรายละเอียดหลายอย่างที่แต่ละบุคคลเผชิญ ทั้งบรรยากาศและคนสนิทที่สามารถรับฟัง ยอมรับกับความคิดเห็นแตกต่างได้ดี รวมถึงนำพาไปสู่กระบวนการยอมรับในสังคมต่อไป

“มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวแต่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและการเปิดใจยอมรับ ขึ้นอยู่กับว่าเขารักและไว้วางใจใคร ใครเป็นคนสำคัญที่อยากให้รับรู้”

ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ของเพศทางเลือก ที่น่าจะให้บทเรียนไม่มากก็น้อยแก่ทุกคน ไม่ว่าเราจะเป็นผู้เผชิญหน้ากับเสียงเรียกร้องในหัวใจหรือเป็นผู้รับฟัง สิ่งสำคัญก็คือการให้ความเคารพกับการตัดสินใจของมนุษย์ทุกคน

เร่งกู้ศักดิ์ศรี-โยกย้ายต้องเป็นธรรม อย่าให้ใครแทรกแซงองค์กรตร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502525

เร่งกู้ศักดิ์ศรี-โยกย้ายต้องเป็นธรรม อย่าให้ใครแทรกแซงองค์กรตร.

 โดย…วัสยศ งามขำ

การตั้ง “คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ” ของรัฐบาลตามกลไกที่บังคับในรัฐธรรมนูญ ถูกตั้งคำถามว่าปลายทางสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่ รัฐบาล คสช.จะกล้าผ่าตัดองค์กรสีกากีแค่ไหน ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้แนวทางการปฏิรูป 3 โจทย์ใหญ่ ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ควรสังกัดที่ไหน อำนาจสอบสวนจะคงอย่างเดิมหรือไม่ เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย

ในมุมของตำรวจและอดีตตำรวจเอง จะมีประเด็นปฏิรูปนอกเหนือจากนี้หรือไม่ อย่างไร

พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รองผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในนักคิดนักเขียนด้านการปฏิรูปตำรวจของ สตช. กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงครั้งนี้ที่ถึงกับระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มีคำถามที่ตำรวจต้องตอบให้ได้ 2 คำถาม คือ คำถามแรก : ตำรวจจะปฏิบัติหน้าที่อย่างไรจึงจะเป็นที่รักใคร่ของประชาชน คำถามนี้ตอบได้ไม่ยากคือ ตำรวจต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน คือ ประการแรก เปลี่ยนที่ตำรวจ คือ 1.สร้างจิตสำนึกในการให้บริการ หรือมีจิตใจในการให้บริการที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความขยันอดทน

2.ตำรวจต้องเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่เรียกร้องหรือเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนหรือผู้กระทำผิดกฎหมาย 3.ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส เที่ยงธรรม บังคับใช้กฎหมายกับประชาชนทุกหมู่เหล่าด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ และ 4.ตำรวจต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องหมั่นพัฒนาตนเองและหน่วยงาน

คำถามที่สองที่ตำรวจจะต้องตอบให้ได้คือ : ทำอย่างไรข้าราชการตำรวจจึงจะมีความสุขกับภารกิจ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” ทั้งนี้ “ดัชนีความสุขตำรวจไทย” ที่อยู่ในระดับต่ำ สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยสำคัญคือ 1.คุณภาพชีวิต เช่น ไม่มีเวลาพักผ่อนตามมาตรฐานการทำงาน สวัสดิการที่พักอาศัยไม่เพียงพอ 2.รายได้ไม่เหมาะสมกับงานที่เสี่ยงต่อการแสวงหาประโยชน์ในกระบวนการยุติธรรม และต่ำกว่าเป้าในการกวาดล้างอาชญากรรม และไม่มีสิทธิในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครอบครัว 3.การปกครองที่ไม่มีความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา และ 4.ความภาคภูมิใจในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนมีในปัจจุบันไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใด ที่ใด ต้องรู้สึกถึงความมีศักดิ์ศรีในสังคมตำรวจ

พ.ต.อ.เชิงรณ ระบุด้วยว่า ปัญหาต่างๆ คือสิ่งที่ต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วนในการปฏิรูปองค์กรตำรวจ โดยการแก้ปัญหาจะต้องแก้ไขระบบการบริหารงานบุคคลของตำรวจก่อน เพราะความทุกข์อันดับต้นๆ ของตำรวจ โดยเฉพาะระดับสัญญาบัตรก็คือ การไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย การแต่งตั้งจะต้องเน้นการวัดความรู้ความสามารถของคน เช่น การสอบ การดูผลการปฏิบัติงาน การแสดงวิสัยทัศน์ หลักเกณฑ์การแต่งตั้งของตำรวจต้องกำหนดกรอบ ไม่ใช่ให้ใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา เพราะทำให้เกิดปัญหาว่าคนที่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นคนมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงหรือไม่ และความรู้ความสามารถที่ว่านั้นเป็นความรู้ความสามารถในการทำงาน หรือเป็นความรู้ความสามารถในการทำให้ตัวเองได้เลื่อนตำแหน่ง เมื่อตำรวจที่ “ไร้ความสามารถ” ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง จึงทำให้ตำรวจที่ “มีความสามารถ” แต่ไม่ได้รับการพิจารณา เกิดความท้อแท้ ท้อถอย และไม่มีความสุขในการทำงาน

นอกจากนี้ ยังต้องแก้ไขค่านิยมของตำรวจ ให้เชื่อว่าเกียรติและศักดิ์ศรีคือความสุขที่แท้จริง เมื่อทำดีได้ดีมีแน่ ขณะเดียวกันผู้บังคับบัญชาต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีก่อน เพราะผู้บังคับบัญชามีส่วนสำคัญอย่างมากต่อทัศนคติและการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ผู้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติให้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งในเรื่องการครองตน ครองคน และครองงานมีคุณธรรมและจริยธรรมในการปฏิบัติงาน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ต้องทำตัวเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจทั้งหน่วยงานที่ตนเองรับผิดชอบ ไม่ใช่ทำตัวเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจเพียงบางกลุ่มบางพวก และเลือกสนับสนุนเฉพาะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ตนเองมีความสนิทสนมหรือผูกพันด้วยเท่านั้น จึงทำให้ตำรวจดีๆ แต่ไม่มี “นาย” ซึ่งมีอยู่มากมายในประเทศนี้ ขาดโอกาสในการเจริญก้าวหน้า ขาดสมาธิและเวลาที่ควรจะมีในการทำงานเพื่อประชาชน

“ทุกวันนี้ตำรวจเซ็งมากกับปัญหาการแต่งตั้งโยกย้าย ปัญหานี้ทำให้ตำรวจรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าจะปฏิรูปต้องแก้ไขตรงนี้ก่อน รัฐบาลและการเมืองต้องไม่แทรกแซง ไม่เช่นนั้นปัญหาก็ไม่จบ การซื้อขายตำแหน่งยังดำเนินต่อไป วันนี้พนักงานสอบสวนพยายามไปสอบเป็นอัยการหรือผู้พิพากษา พวกเขาบอกตรงกันว่าเป็นอัยการผู้พิพากษามีศักดิ์ศรีมากกว่า เลื่อนขั้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ค่าตอบแทนยังสมกับหน้าที่การงาน ไม่ต้องไปหาเศษหาเลยกับเงินนอกระบบ คนดีๆ เก่งๆ จึงไปอยู่หน่วยงานอื่นหมด” พ.ต.อ.เชิงรณ กล่าว

พ.ต.ท.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่า ถึงแม้ว่าประธานคณะกรรมการฯ คือ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. จะเป็นทหาร แต่อยากให้มองที่ปลายทางของการปฏิรูปเป็นสำคัญ ที่ต้องตอบโจทย์สิ่งที่ประชาชนคาดหวังให้ได้ คือการเป็นตำรวจมืออาชีพอยู่ในหัวใจของประชาชน มีความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย

ข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนของ พ.ต.ท.กฤษณพงค์ เห็นว่าคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไม่ควรให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในการประชุมวาระเพื่อแต่งตั้งหรือโยกย้าย ไม่เช่นนั้นหากนักการเมืองเข้ามาควบคุมหรือแทรกแซงกลไกของตำรวจ ตำรวจก็จะกลายมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเหมือนที่ผ่านๆ มา ฝ่ายการเมืองควรกำหนดนโยบาย แต่ไม่ควรเข้ามาควบคุมการใช้อำนาจตามกฎหมายของตำรวจ

“ตำรวจไทยมีต้นแบบมาจากตำรวจประเทศอังกฤษ ซึ่งเดิมเป็นการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ แต่ปัจจุบันนี้ตำรวจอังกฤษได้กระจายอำนาจไปแล้ว เพราะคิดว่าสามารถตอบโจทย์ของประชาชนในท้องถิ่นได้ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการประชาชนในท้องถิ่นนั้น ในขณะที่เมืองไทยเองแม้ผ่านมาแล้วกว่า 100 ปี ตำรวจก็ยังรวมศูนย์อยู่เช่นเดิม” พ.ต.ท.กฤษณพงค์ กล่าว

 

“ลดเสี่ยงอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับ” ด้วยเครื่องวัดแอลกอฮอล์มือถือต้นทุนหลักร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502513

"ลดเสี่ยงอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับ" ด้วยเครื่องวัดแอลกอฮอล์มือถือต้นทุนหลักร้อย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ความสูญเสียจากเมาแล้วขับ เป็นสาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุ เพราะนักดื่มส่วนใหญ่มักประมาทคิดว่าตนเองมีสติที่จะขับขี่ยานพาหนะไปต่อได้ ทั้งที่ร่างกายไม่ไหว บางครั้งอาจไม่ถึงขั้นสูญเสียชีวิตและร่างกาย แต่ก็ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน เนื่องจากต้องถูกดำเนินคดีจากการตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดในร่างกาย  (50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์)

ที่ผ่านมาแม้ภาครัฐจะรณรงค์อย่างต่อเนื่องจนติดหูว่า “เมาไม่ขับ” แต่จนแล้วจนรอด เหตุการณ์เหล่านี้ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่

ปัญหาเมาแล้วขับกลายเป็นแรงผลักดันให้ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คิดค้นประดิษฐ์เจ้าอุปกรณ์เครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด พร้อมประเมินสมรรถนะและเสนอทางออกในการขับขี่ที่ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือชื่อ “ดริ๊งเซฟ”

โพสต์ทูเดย์จึงได้ไปพูดคุยกับ 2 อดีตนักศึกษาและว่าที่บัณฑิตใหม่ ผู้คิดค้นนวัตกรรมชิ้นนี้

ธรณัส กฤตยานวัช และสิรวุฒิ วิรัตนพรกุล พร้อมกับ ผศ.ทรงศักดิ์ รองวิริยะพานิช อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน จะมาเล่าถึงจุดเริ่มต้นและการต่อยอดนวัตกรรมที่น่าสนใจชิ้นนี้ว่าจะช่วยลดความเสี่ยงประชาชนจากการอุบัติเหตุอย่างไร

ลดอุบัติเหตุจุดกำเนิด “แอพดริ๊งเซฟ”

สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 10 ปีย้อนหลัง (ปี 2551-2560) พบว่า ปี 51 เกิดอุบัติเหตุจำนวนทั้งสิ้น 4,243 ครั้ง , ปี 52 / 3,977ครั้ง , ปี 53 / 3,516 ครั้ง , ปี 54 / 3,212 ครั้ง , ปี 55 / 3,129 ครั้ง , ปี 56 / 2,828 ครั้ง , ปี 57 / 2,992 ครั้ง , ปี 58 / 3,373 , ปี 59 / 3,690 ครั้ง และปี 60 / 3,690 ครั้ง

ธรณัส กฤตยานวัช เล่าว่า จุดเริ่มต้นการคิดประดิษฐ์เจ้าเครื่องนี้ เพราะเห็นว่าเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ มาจากพฤติกรรมนักดื่มหลายคนเมื่อเที่ยวเสร็จมักพยายามขับขี่ยานพาหนะด้วยตนเอง แม้ร่างกายจะไม่ไหว ด้วยเหตุผลนี้จึงอยากทำอะไรเพื่อช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเริ่มพูดคุยกับเพื่อน ก่อนนำโครงการไปปรึกษาต่ออาจารย์ และเสนอเป็นผลงาน วิทยานิพนธ์ (THESIS) จบการศึกษาระดับปริญญาตรี

ธรณัส บอกว่า ขั้นตอนการศึกษาและประดิษฐ์แอพดังกล่าวเริ่มจากหาข้อมูล พร้อมกับศึกษาวิจัยรูปแบบการทำงานของแอพพลิเคชั่นใกล้เคียง ก่อนค้นหาว่าต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้างเพื่อนำมาเป็นตัวตรวจวัด จากนั้นใช้ความสามารถการเขียนโปรแกรมจากที่เคยศึกษามา เพื่อใช้วางระบบขั้นตอนการทำงานของเครื่องให้มีมาตราฐานใกล้เคียงกับของตำรวจ โดยมีการนำไปทดลองจริงร่วมกับเครื่องของเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรคลองหลวง

แอพพลิเคชั่นตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์บนโทรศัพท์มือถือนี้ ไม่สามารถแสดงผลได้ทันทีที่ตัวเครื่องเหมือนของตำรวจ แต่จะแสดงผลผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ และมีลูกเล่นที่มากกว่าเครื่องปกติ โดยมีระบบแนะนำช่วยเหลือหากพบว่าค่าปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

ผศ.ทรงศักดิ์ ระบุว่าเป้าหมายการประดิษฐ์เครื่องดังกล่าวต้องการให้เป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนสามารถพกพาไปได้สะดวก โดยใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือและมีมาตรฐานใกล้เคียงอุปกรณ์ของตำรวจ

สิรวุฒิ วิรัตนพรกุล / ผศ.ทรงศักดิ์ รองวิริยะพานิช / ธรณัส กฤตยานวัช

จุดเหนือเครื่องวัดแอลกอฮอล์ คือมีระบบช่วยเหลือ

ธรณัส แนะนำว่าแอพดังกล่าวมีปุ่มเชื่อมต่อสำหรับเรียกรถรับจ้างสาธารณะ (แกร็บแท็กซี่-อูเบอร์แท็กซี่) ให้มารับโดยรูปแบบจะใช้งานเหมือนปกติ นอกจากนี้มีช่องทางติดต่อเพื่อนผ่านทางข้อความเฟซบุ๊กให้มาช่วยเหลือ รวมถึงมีโหมดคำนวนระยะเวลาการลดระดับปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายเป็นรายชั่วโมง จนกว่าระดับค่าจะเป็นศูนย์ เพื่อให้ผู้ใช้ตัดสินใจว่าจะขับรถต่อหรือควรเลือกใช้บริการช่วยเหลือ แต่อนาคตคิดว่าจะเชื่อมต่อกับระบบบริการเรียกพนักงานขับรถอีกด้วย

ขณะที่ขั้นตอนการทำงานเมื่อเป่าลมหายใจเข้าไปที่กล่องเซนเซอร์ ข้อมูลจะถูกส่งผ่านสายไปที่แผงชิปประมวลผล จากนั้นข้อมูลจะแสดงผลบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ พร้อมกับมีข้อแนะนำตัวช่วยอื่นต่อไป หากพบว่าร่างกายปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูง

ธรณัส กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ดริ๊งเซฟ เป็นระบบแรกในประเทศไทยที่คิดค้นและพัฒนาระบบเทคโนโลยีขึ้นได้ เพราะระบบเครื่องที่ทางสถาบันการศึกษาอาชีวะส่วนใหญ่ประดิษฐ์ขึ้น เป็นเพียงเครื่องใช้เฉพาะตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์เท่านั้น มีรูปแบบคล้ายเครื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีราคาประมาณ 3 หมื่นบาท แต่นวัตกรรมดริ๊งเซฟ เป็นการทำงานเชื่อมต่อเทคโนโลยีแอพพิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ มีลูกเล่นมากกว่า แต่ราคาต้นทุนการผลิตเพียง 500-600 บาท

ผศ.ทรงศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้เครื่องดังกล่าวอาจมีประสิทธิภาพและความแม่นยำน้อยกว่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประมาณ 10% แต่ถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงที่สามารถเชื่อถือได้ โดยอนาคตจะพัฒนาให้สมบูรณ์เต็มที่และใช้งานได้สะดวกว่าปัจจุบัน

“เครื่องของเจ้าหน้าที่ความแม่นยำ 100 % เครื่องนี้ทำได้ 90% ใกล้เคียงกันและสามารถเชื่อถือได้”

หน้าจอแสดงผลการใช้งานรูปแบบต่างๆ

มหา’ลัย มีผลงานดี แต่ขาดการเชื่อมต่อรัฐ-เอกชน

ผศ.ทรงศักดิ์ มองว่าการพัฒนาอนาคตต้องทำให้รองรับโทรศัพท์มือถือระบบ iOS ของไอโฟน รวมถึงพัฒนาให้สะดวกในการพกพา และรองรับความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิกับความชื้นหลากหลายสถานที่ ปัจจุบันความแม่นยำเครื่องนี้ทำงานได้เฉพาะบริเวณอุณหภูมิคงที่เท่านั้น การใช้งานจริงจำเป็นต้องใช้ได้ทุกสถานการณ์ เช่น ภายในร้านอาหาร สถานบันเทิง ผับ นอกจากนี้จะพัฒนาทำให้สามารถคำนวณอัตราการเผาผลาญของร่างกายแต่ละคนให้ได้เพื่อเป็นประโยชน์แก่สังคมต่อไป

ขณะที่การจัดจำหน่ายหรือเผยแพร่ยอมรับว่าขณะนี้สถาบันยังไม่ได้มองเรื่องนี้ แต่ยินดีหากหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชน มาขอศึกษาหรือนำไปพัฒนาต่อยอดใช้ในองค์กร ซึ่งสามารถประสานติดต่อเข้ามาทางสำนักงานวิทยาลัยนวัตกรรมของทางมหาวิทยาลัย ซึ่งมีหน้าที่ดูเรื่องลิขสิทธิ์ผลงานวิจัยต่างๆ

ผศ.ทรงศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า ผลงานการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และงานวิจัยของสถาบันมหาวิทยาลัยต่างๆ ยอมรับว่ามีมาก แต่เหตุผลที่ทำให้ผลงานดีๆ มักไม่ถูกนำเสนอสู่สังคมเป็นเพราะปัญหาเรื่องการสื่อสาร ขาดการมองเห็นแบบสองด้านเหมือนสื่อมวลชน ทำให้ผลงานวิจัยที่ดีไม่ถูกนำไปใช้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานรัฐ-เอกชน หรือเผยแพร่สู่สังคม จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาส่งเสริมสร้างการรับรู้เรื่องเหล่านี้เพื่อทำให้ผลงานนวัตกรรมวิจัยออกสู่สังคม ทั้งยังเป็นโอกาสทำให้นักศึกษาเจ้าของผลงานมีความก้าวหน้าในการทํางานอีกด้วย

อุปกรณ์ครบชุด

 

คงอำนาจสอบสวนให้ตำรวจ เปิดแนวทางปฏิรูปฉบับ สปช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502372

คงอำนาจสอบสวนให้ตำรวจ เปิดแนวทางปฏิรูปฉบับ สปช.

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กระแสปฏิรูปตำรวจกำลังคึกคักเมื่อ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) นั่งเป็นประธาน ผ่าตัดโครงสร้างตำรวจพร้อมคณะกรรมการรวม 36 คน ยกเครื่องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้ไฉไลดีกว่าเดิม…ตามนโยบายการปฏิรูปของรัฐบาล แม้ที่ผ่านมาร่างปฏิรูปตำรวจหลายฉบับทั้งจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่เขียนร่างฯ ขึ้นมาจะยังไม่ถูกนำมาปรับใช้อย่างจริงจัง

ย้อนดูร่างการปฏิรูปกิจการตำรวจ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ฉบับที่ “ธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์” เป็นประธานคณะกรรมการ โดยมี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นที่ปรึกษาฯ รวมถึงนักวิชาการเชี่ยวชาญเรื่องตำรวจอย่าง อาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ อาจารย์สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นกรรมการช่วยกันถกช่วยกันเขียนขึ้นมา

สำหรับร่างการปฏิรูปกิจการตำรวจในฉบับนี้นั้น มีเนื้อหาน่าสนใจสำคัญหลายส่วน ภายในร่างกล่าวถึงเรื่อง “ความเป็นอิสระในการบริหารงานของหน่วยงานตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง” เนื่องจากสำนักงานตำรวจฯ เป็นองค์กรขนาดใหญ่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีข้าราชการตำรวจเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และการที่ข้าราชการตำรวจมีอำนาจหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนทุกระดับ ทำให้ถูกแทรกแซงจากทางการเมืองและขาดความเป็นอิสระ

ในร่างการปฏิรูปฯ ระบุอีกว่า นักธุรกิจสีเทา ผู้มีอิทธิพล อาศัยตำรวจเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์ และใช้ช่องทางเข้าสู่อำนาจทางการเมืองโดยมิชอบ หรือในทางการเมืองเองจะใช้อำนาจของตำรวจเป็นเครื่องมือรักษาอำนาจนั้นไว้ ฝ่ายการเมืองจึงมีความพยายามเข้าแทรกแซง โดยเฉพาะการใช้อำนาจบริหารงานบุคคลในหน่วยงาน ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ จนมีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งกันระหว่างผู้มีอำนาจและตำรวจ และภายในองค์กรตำรวจเองก็มีระบบอุปถัมภ์ สนับสนุนพรรคพวกของตัวเองให้เติบโต โดยไม่ได้มีการพิจารณาจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง

ดังนั้น การปฏิรูปองค์ประกอบคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ถือว่ามีส่วนสำคัญ แม้จะมีองค์ประกอบ ก.ตร.ที่แตกต่างกัน แต่ผู้ที่ทำหน้าที่ประธาน ก.ตร. ก็ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรี โดยจะเห็นได้ว่าบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ส่วนใหญ่ นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองสามารถครอบงำได้เกือบทุกคน ซึ่งในส่วนของ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก และอดีตข้าราชการตำรวจที่เข้ามาทำหน้าที่ ก.ตร.มีข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่มักไม่มีบทบาทเท่าที่ควร

เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระและลดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ต้องปฏิรูปอำนาจองค์ประกอบของ ก.ตร. โดยกำหนดองค์ประกอบของ ก.ตร.ให้มีจำนวน 16 คน ประธานให้คัดเลือกจากอดีตข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.หรือเทียบเท่าขึ้นไป ส่วนกรรมการ ก.ตร.ประกอบด้วย ผบ.ตร. และเลขาธิการ ก.พ. เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง จเรตำรวจแห่งชาติ รอง ผบ.ตร. 6 คน และอดีตข้าราชการตำรวจยศ พล.ต.ท. 3 คน มาจากการลงคะแนนเลือกของตำรวจต้องยศ พ.ต.อ.ขึ้นไป

ถัดมาผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกผู้แทนจากคณะรัฐมนตรี 1 คน ผู้แทนวุฒิสภา 1 คน ผู้มีความรู้ในสาขาต่างๆ เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ 2 คน และให้ ก.ตร.มีวาระครั้งละ 2 ปี นั่นทำให้ทางคณะปฏิรูปกิจการตำรวจเชื่อว่าในอนาคตน่าจะไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลทั้งภายนอกและภายใน มีการถ่วงดุลกันที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ต้องมีการปรับโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ให้เป็นองค์กรในการกำหนดนโยบายให้สำนักงานตำรวจฯ เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง จึงควรให้องค์ประกอบ ก.ต.ช.มี 11 คน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และให้ ก.ต.ช.มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ยกเว้นการพิจารณาให้ความเห็นชอบการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ผลที่ได้รับมาจะทำให้ผู้ที่ต้องเป็น ผบ.ตร.ต้องสั่งสมผลงานและปฏิบัติตัวดีมาตั้งแต่ต้นจะทำให้ตำแหน่งนี้มีเสถียรภาพมั่นคงพอสมควร

ส่วนเรื่องปัญหาการแต่งตั้งโยกย้าย ซื้อขายตำแหน่ง ในร่างฯ ดังกล่าวให้แนวทางว่า การเลื่อนตำแหน่งต้องยึดอาวุโส ประกอบความรู้ความสามารถตามเกณฑ์มาตรฐานในแต่ละตำแหน่ง รวมถึงการกำหนดระเบียบหลักเกณฑ์แต่งตั้งให้ชัดเจนรัดกุม นอกจากนี้ต้องยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น และกำหนดตำแหน่งจำเป็นเพื่อประโยชน์สูงสุดกับประชาชนอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับผู้บัญชาการทุกหน่วยต้องมีอำนาจในการแต่งตั้งระดับรองผู้บัญชาการลงมาในสังกัดได้ และการแต่งตั้งในกองบัญชาการต้องพิจารณาคุณสมบัติให้ครบถ้วนในกองบัญชาการก่อน จากแนวทางทั้งหมดผลที่คาดว่าจะได้รับจะทำให้ตำรวจมีขวัญกำลังใจ มองเห็นเส้นทางเติบโต ลดการทุจริตคอร์รัปชั่นลดการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง

ส่วนประเด็นสำคัญอย่างเรื่องการปฏิรูปงานสอบสวน ที่บางฝ่ายเสนอให้แยกออกจาก ตร.นั้น ปรากฏว่าในร่างปฏิรูปกิจการตำรวจ สปช.ฉบับนี้มองภายหลังการศึกษาพบว่า การสืบสวน การสอบสวน การป้องกันปราบปราม เป็นกระบวนการดำเนินคดีทางอาญาเพื่อทราบข้อเท็จจริง ตร.ต้องปรับระบบให้งานสืบสวนสอบสวนสามารถทำงานควบคู่กันไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้พนักงานสอบสวนมีความเป็นมืออาชีพ

โดยแนวทางที่ สปช.ชุดนี้ได้ร่างการปฏิรูประบบงานสอบสวนไว้นั้น คือการเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพพนักงานสอบสวน โดยปรับระบบการประเมินเพื่อเลื่อนตำแหน่งพนักงานสอบสวน ด้วยการพิจารณาจากคุณภาพของสำนวนการสอบสวน ประกอบกับจำนวนคดีที่ได้รับ ไม่ใช่การนับเฉพาะจำนวนคดีเช่นในปัจจุบัน เช่นเดียวกับการปรับแก้คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจ ผู้บังคับการ และผู้บัญชาการ หน่วยปฏิบัติที่มีอำนาจในการสอบสวน ต้องมีความสามารถความรู้และประสบการณ์ทั้งด้านสอบสวน และงานสืบสวนป้องกันปราบปรามด้วย

สำหรับการรับแจ้งความ พนักงานสอบสวนต้องรับแจ้งความทุกคดี ผู้กำกับการสถานีและหัวหน้าพนักงานสอบสวนจะต้องมีส่วนร่วมในการบริหารคดีเพื่อเชื่อมโยงระหว่างการสืบสวนสอบสวนให้มีประสิทธิภาพ สำนวนการสอบสวนต้องผ่านการตรวจสอบความสมบูรณ์ในการรวบรวมพยานหลักฐานจากผู้กำกับการสถานี และให้หัวหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้มีความเห็นสั่งคดีในสำนวนการสอบสวน โดยดำเนินการแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้มีความสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ ต้องกำหนดเส้นทางเติบโตให้พนักงานสอบสวนสามารถขยับได้ถึงพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ หรือเทียบเท่าระดับผู้บังคับการ โดยกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนฯ เทียบเท่ารองผู้บังคับการ ไว้ในระดับกองบังคับการ และกำหนดตำแหน่งพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญพิเศษ เทียบเท่าระดับผู้บังคับการ ไว้ในกองบัญชาการ ส่วนในสถานีตำรวจกำหนดให้พนักงานสอบสวนเลื่อนจากตำแหน่งพนักงานสอบสวน เทียบเท่าระดับสารวัตร ไปจนถึงพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ เทียบเท่าระดับผู้กำกับการ และข้อเสนอสุดท้ายจัดให้มีชุดสืบสวนในคดีอาญา สืบสวนเฉพาะคดีที่เกิดเหตุ เพื่อจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งสนับสนุนการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวน

ดังนั้นจะเห็นว่า การให้งานสอบสวนคงอยู่กับ ตร. จะทำให้การทำงานของตำรวจประสานกันอย่างเป็นระบบบูรณาการ โดยหัวหน้าหน่วยที่ต้องผ่านงานสอบสวน สืบสวน และป้องกันปราบปราม จะทำให้มีความเข้าใจในการทำงานเพื่อประสิทธิภาพ</p

หอชมเมืองแพ็กเกจเอื้อเอกชน ค่าเช่าที่รัฐถูก 100 เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 08:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502025

หอชมเมืองแพ็กเกจเอื้อเอกชน ค่าเช่าที่รัฐถูก 100 เท่า

“นายกรัฐมนตรีจะต้องตอบคำถามว่าการให้เอกชนสร้างหอชมเมืองมีธรรมาภิบาลมากแค่ไหน “

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน จัดเสวนาเรื่องการทุจริตเชิงนโยบายและการประพฤติมิชอบของคนในรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกรุงเทพมหานคร กรณีโครงการเอื้อประโยชน์เอกชนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง หอชมเมือง ฯลฯ เพื่อตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการดำเนินงาน

รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า มีหลายโครงการที่มีการรวบรัดลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน โดยโครงการหอชมเมืองกลายเป็นประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ แม้ว่าจะไม่ได้ใช้เงินของรัฐก็ตาม แต่การให้คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเห็นชอบให้บริษัทเอกชนด้านอสังหาริมทรัพย์เข้ามาเช่าพื้นที่บริหารจัดการ ซึ่งบังเอิญว่าพื้นที่หอชมเมืองตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่ห้าง “ไอคอนสยาม” ทำให้สงสัยว่าโครงการประชารัฐเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือไม่ หากจับตาจะเห็นว่ากรมธนารักษ์ บอกว่าเป็นพื้นที่ตาบอดไม่มีใครสนใจ แต่อนุญาตให้เช่า 30 ปี ราคา 70 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละประมาณ 2 แสนบาท ถือว่าราคาค่าเช่าที่ดินต่ำมาก

ทั้งนี้ สถานที่ตั้งของไอคอนสยาม ถูกอ้างว่าจะมีสิ่งมหัศจรรย์ 7 อย่าง สอดคล้องกับหอชมเมืองที่มีความสูงมาก มีพื้นที่มาก และใช้พื้นที่บางส่วนจัดแสดงงาน “ศาสตร์พระราชา” เป็นการแอบอ้างถึงพระราชา เพื่อทำให้ที่ดินแปลงนี้มีราคาถูกใช่หรือไม่

“นายกรัฐมนตรีจะต้องตอบคำถามว่าการให้เอกชนสร้างหอชมเมืองมีธรรมาภิบาลมากแค่ไหน รวมถึงโครงการสร้างรถไฟฟ้าสายสีทอง เอื้อต่อไอคอนสยามใช่หรือไม่ แสดงว่าโครงการนี้กำลังเป็นแพ็กเกจใหญ่ที่เอื้อประโยชน์ให้เอกชนอย่างเต็มที่” รสนา กล่าว

ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า การดำเนินการของ ครม.ได้กระทำผิดกฎหมายทั้งหมด เพราะตามหลักที่ถูกต้องเมื่อ ครม.อนุมัติให้เอกชนเข้าไปก่อสร้างในพื้นที่ของรัฐแล้ว ทางมูลนิธิหอชมเมือง ซึ่งเป็นเจ้าภาพเรื่องนี้ต้องเข้าไปเซ็นสัญญาเช่าที่ดินกับกรมธนารักษ์ แต่ปรากฏว่ามูลนิธิได้เซ็นสัญญาดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว มีการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสร็จหมดแล้ว ดังนั้นแสดงว่ามีการทำสัญญาก่อนที่ ครม.จะอนุมัติได้อย่างไร เรื่องนี้จึงผิดชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น

อย่างไรก็ตาม โครงการหอชมเมืองมีการแถลงข่าวจากโฆษกรัฐบาล ระบุในช่วงแรกว่าโครงการมีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุการณ์พูดราคาผิด แต่เป็นเรื่องจริงที่ถูกต้องแล้ว เพราะเมื่อสังคมตกใจว่าทำไมราคาแพง จึงถูกเปลี่ยนราคาใหม่ลงมาให้ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการขนาดกลาง ครม.สามารถอนุมัติได้ทันที แต่ถ้ามูลค่าเกินกว่า 5,000 ล้านบาท ต้องผ่าน พ.ร.บ.ร่วมทุนให้เอกชนเข้ามาดำเนินการร่วมกับรัฐ ซึ่ง ครม.อนุมัติเองไม่ได้

ศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า คำแถลงในช่วงแรกยังไม่มีการพูดถึงศาสตร์พระราชา หรือประชารัฐ ดังนั้น ครม.ไม่มีสิทธิที่จะยกเว้นให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน แสดงให้เห็นว่าเป็นอุบายที่ตั้งขึ้นมาทั้งนั้น เรื่องนี้ทำให้ต้องยื่นฟ้องร้องต่อศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้ตรวจสอบ ครม.ทั้งชุดถึงความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นต่อไป

“ผมไม่ได้เกลียดหอชมเมือง แต่ไม่ชอบการอนุมัติที่ไม่เป็นไปตามหลักกฎหมาย เพราะรัฐบาลไม่เคารพกฎหมายเสียเอง ทำให้โครงการหอชมเมือง ต่อจากนี้จะมีการฟ้องร้องคดีตามมาอีกมาก” ศรีสุวรรณ กล่าว

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ได้คัดค้านการสร้างหอชมเมือง เพราะหลายประเทศมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงสัญลักษณ์แบบนี้ เป็นเรื่องดีที่สามารถต่อยอดเศรษฐกิจได้ เพียงแต่ไม่ชอบความไม่โปร่งใส เพราะโครงการรถไฟฟ้าสายสีทอง และหอชมเมืองมองอย่างไรก็เอื้อประโยชน์ให้ไอคอนสยาม

“พื้นที่ก่อสร้างติดปัญหาน้ำท่วมถึงจึงไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดก่อสร้างอาคารใกล้แหล่งน้ำสาธารณะ ทั้งยังมีทางเข้า-ออกถนนคับแคบ สุดท้ายอาจต้องอาศัยทางออกที่ห้างไอคอนสยาม และถ้าวันหนึ่งไอคอนสยามไม่ยอมให้ใช้เส้นทางร่วมกัน นักท่องเที่ยวจะทำอย่างไร เพราะเหลือแต่ทางเข้า-ออกด้วยเรือเท่านั้น จึงเป็นคำถามคาใจที่รัฐบาลต้องชี้แจง” วิลาส กล่าว

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า รู้สึกประหลาดใจในเรื่องหอชมเมืองที่มีการอ้างเรื่องศาสตร์พระราชา และอยากรู้ว่ามีตรงไหนบ้างที่บ่งบอกถึงสัญลักษณ์และเอกลักษณ์ความเป็นไทย น่าสังเกตว่าหอนี้มีความคล้ายกับหอโดฮา ประเทศกาตาร์ จึงแปลกใจที่มีการอ้างแบบนี้ การเช่าพื้นที่สร้างหอชมเมืองที่เฉลี่ยแล้วตกอยู่ที่เดือนละประมาณ 1.9 แสนบาท ซึ่งประเมินแล้วว่าผิดจากความจริงถึง 100 เท่า

ทั้งนี้ ขอกล่าวหาว่าผู้มีอำนาจ คสช.มีพฤติการเอื้อประโยชน์ต่อเอกชน

 

พลิกแฟ้มประวัติดรีมทีมปฏิรูปตำรวจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/502007

พลิกแฟ้มประวัติดรีมทีมปฏิรูปตำรวจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้ทุกสายตากำลังจับตามองการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่มี “พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์” อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน เพราะเป็นคณะกรรมการที่ตั้งตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560  ซึ่งมีภารกิจที่สำคัญตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 258 ง. (4)

“ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมได้รับความเป็นธรรม ในการแต่งตั้งและโยกย้าย และ การพิจารณาบำเหน็จความชอบ ตามระบบคุณธรรมที่ชัดเจน…” สาระสำคัญของมาตรา 258 ง. (4)

คณะกรรมการชุดนี้แบ่งเป็น 3 โครงสร้างสำคัญ ได้แก่ 1.ประธานกรรมการและกรรมการโดยตำแหน่ง รวม 6 คน 2.คณะกรรมการฝ่ายรัฐบาล 15 คน และ 3.คณะกรรมการฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน ซึ่งบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวล้วนมีประวัติโชกโชนแทบทั้งสิ้น

เริ่มที่ “พล.อ.บุญสร้าง” ประธานกรรมการ เป็นนักเรียนเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 6 ร่วมรุ่นกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม นอกจากนี้ ยังเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนเตรียมทหารในช่วงปี 2514-2519 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเป็นนักเรียนอยู่ด้วย

ด้านคณะกรรมการฝ่ายรัฐบาลต้องพุ่งเป้าไปที่ “บิ๊กจุก” พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่นที่ 34 ปัจจุบันเป็นรอง ผบ.ตร.ที่ดูแลด้านการบริหารและกำกับฝ่ายกฎหมาย ก่อนหน้านี้ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานการปฏิรูปตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขณะเดียวกัน ต้องคอยจับตาดูนายตำรวจรายนี้ให้ดี เพราะเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนใหม่ ต่อจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์

พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นคนที่มีบทบาทในการทำร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นต้นแบบให้กับรัฐบาล อันเป็นร่างกฎหมายที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งให้ความเห็นชอบไปเมื่อไม่นานมานี้

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. แม้จะมีงานใหญ่ล้นมือในฐานะ ผู้ว่าฯ กทม. แต่ก็ยังได้รับความไว้วางใจให้กลับมาทำงานในเส้นทางสีกากีอีกครั้ง โดยเป็น นรต.รุ่น 30 เกษียณอายุราชการในตำแหน่งรอง ผบ.ตร.

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตเคยเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. แต่ติดตรงที่ไม่ได้เป็น นรต. ทำให้ไปถึงตำแหน่งสูงสุดในยุทธจักรสีกากี ทำให้รัฐบาลจึงโยกมาดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกฯ แทน

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปัจจุบันเป็นสมาชิก สนช. ถือว่าเป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทในสภาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการทำหน้าที่ดูแลการ แก้ไขกฎหมายสำคัญมากมาย เช่น ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ในส่วนกรรมการฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒินั้น ปรากฏว่าได้มีการดึงมือเขียนรัฐธรรมนูญเข้ามาร่วมงานถึง 4 คน ได้แก่ “สมคิด เลิศไพฑูรย์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาชิก สนช. อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 “มานิจ สุขสมจิตร” อดีต กมธ.ยกร่างฯ ปัจจุบันเป็นสื่อมวลชนอาวุโส “ศุภชัย ยาวะประภาษ” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีบทบาทในการจัดทำรัฐธรรมนูญในหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ และ “อมร วาณิชวิวัฒน์” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

นอกเหนือไปจากนักกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีนักกฎหมายมืออาชีพเข้ามาร่วมด้วยอย่าง “เข็มชัย ชุติวงศ์” รองอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นว่าที่อัยการสูงสุดคนต่อไป “วรรณชัย บุญบำรุง” รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

อย่างไรก็ตาม แม้ถึงจะเป็นกรรมการในสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ แต่จะพบว่ายังมีบุคคลในแวดวงทหารและความมั่นคงเข้ามาร่วมด้วย คือ “บิ๊กเฟื่อง” พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์อดีต ผบ.ทอ. ตท.รุ่นที่ 11 ที่ปรึกษา คสช. และ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)