เลือกปธ.ศาลฎีกาไม่บานปลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/501813

เลือกปธ.ศาลฎีกาไม่บานปลาย

โดย…เอกชัย จั่นทอง

พลันที่คณะกรรมการตุลาการศาล ยุติธรรม (ก.ต.) มีมติเอกฉันท์ ไม่ผ่านบัญชีเสนอชื่อ “ศิริชัย วัฒนโยธิน” ประธานศาลอุทธรณ์ ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนใหม่ แม้ว่าจะมีความอาวุโสสูงสุดก็ตาม จึงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงตุลาการ อาจเกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้นอีกหรือไม่

เนื่องจากการแต่งตั้งประธานศาลฎีกาคนใหม่กลับไม่เป็นไปตามจารีตประเพณีรูปแบบเดิม นั่นหมายความว่าการคัดเลือกครั้งนี้ต้องยุติลงตามมติของ ก.ต. โดยหลังจากนี้ต้องเริ่มขั้นตอนการเสนอบัญชีตามอาวุโสและกลั่นกรองคุณสมบัติ เสนอชื่อผู้เหมาะสมลงสนามชิงชัยตำแหน่งประธานที่สามารถเสนอได้เพียงครั้งละ 1 คนเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า การแต่งตั้ง “ประธานศาลฎีกา” คนใหม่จะซ้ำรอยกับวิกฤตตุลาการในปี 2534 หรือไม่ ที่มีการแย่งชิงตำแหน่งประธานศาลฎีการะหว่าง สวัสดิ์ โชติพานิช ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดกับ ประวิทย์ ขัมภรัตน์ จนบานปลายแตกแยกครั้งใหญ่ในวงตุลาการไทย จนต้องแก้ปัญหาโดยการให้ยึดถือลำดับอาวุโสตลอดมา

พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นเรื่องนี้ว่า  ส่วนตัวมองว่าไม่น่าเกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงขึ้นซ้ำรอยเดิม เนื่องจากในการแต่งตั้งประธานศาลฎีกาคนใหม่มีสภาพปัญหาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

“ส่วนตัวก็ไม่ทราบว่านายศิริชัยมีพรรคพวกมากน้อยแค่ไหน แต่ในเมื่อผลมติเอกฉันท์ของ ก.ต.ที่ออกมาคิดว่าก็ต้องยอมรับผลไปตามนั้น ส่วนถ้าหากจะเกิดมีปัญหาขึ้นจริงเหมือนช่วงปี พ.ศ. 2534-2535 มันจะต้องมีการต่อสู้กันภายในจนเป็นประเด็นสาธารณะออกมาจนคนภายนอกรับรู้ว่าเป็นการต่อสู้กันของคน 2 กลุ่ม ที่ถือว่ารุนแรงมากในการชิงตำแหน่งประธานศาลฎีกาในสมัยนั้น” พนัส  ระบุ

อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ทัศนะว่า สำหรับการประชุมของ ก.ต.เองปัจจุบันก็ไม่ได้มีการช่วงชิงกันเหมือนในปี พ.ศ. 2534 จึงถือว่าเหตุการณ์อดีตกับปัจจุบันมันต่างกันมาก และคิดว่าไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์วิกฤตรุนแรงขึ้นมาได้

เช่นเดียวกับ ชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์และการปกครอง ระบุว่า การแต่งตั้งประธานศาลฎีกาคนที่ 44 ครั้งนี้เชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยวิกฤตตุลาการปี 2534 เนื่องจากเสียงที่ออกมีมติกรรมการคัดเลือกเป็นเอกฉันท์ชัดเจน อย่างในสมัยวิกฤตตุลาการคะแนนมันก้ำกึ่งกันทั้งฝ่ายรัฐมนตรีและฝ่ายศาลฎีกา

สำหรับประเด็นที่คณะกรรมการ ก.ต.ยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการพิจารณาถามว่าผิดเลยหรือไม่ ก็ไม่ถือว่าผิด แต่คณะกรรมการ ก.ต. คงมองว่าการทำงานของท่านศิริชัยอาจมีตำหนิ ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องของความเหมาะสมมากกว่า เพราะคนที่จะขึ้นมาเป็นประมุขทางตุลาการไม่ควรมีตำหนิอะไรเลย

ชำนาญให้ความเห็นเสริมท้ายว่า ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการคัดเลือกผู้เหมาะสมขึ้นมาดำรงตำแหน่งตรงจุดนี้ เพราะถ้าจะยึดหลักอาวุโสเพียงอย่างเดียวคงตอบอะไรสังคมไม่ได้ ต้องมีคุณสมบัติเพียบพร้อมเรื่องการทำงานด้วยเช่นกัน ส่วนคนที่อยู่ในแคนดิเดตอาวุโสก็ไม่ต่างกันมากกับคนเดิมที่ไม่ได้ผ่านการคัดเลือก

‘เป็นเรื่องของวาสนา’

ศิริชัย วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ แถลงเปิดใจต่อสื่อมวลชนหลังไม่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนใหม่ว่า ยืนยันไม่ได้คิดติดใจว่าจะฟ้องร้องคณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.) และคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ตามที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้ ส่วนตัวยอมรับผลการพิจารณาที่ส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เหมาะสม

“ที่สำคัญผมรับรู้กฎกติกาเป็นอย่างดี เพราะรับราชการในศาลยุติธรรมมาตั้งแต่ปี 2522 ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคิดอย่างนั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องของวาสนา”

ส่วนเรื่องการที่จะไปนั่งดำรงตำแหน่งอื่นหรือไม่นั้น ตามประเพณีและแนวปฏิบัติผู้ที่ได้รับการเสนอ ชื่อพิจารณาเป็นประธานศาลฎีกา แล้วไม่ได้รับการแต่งตั้งนั้นในอดีต ก็เคยมีและทุกท่านก็จะอยู่ที่เดิม ซึ่งในส่วนของตนก็จะอยู่ในตำแหน่งเดิมเช่นกัน คือ ประธานศาลอุทธรณ์ และไม่คิดลาออกจากตำแหน่ง ยืนยันการทำงานเป็นไปตาม ความถูกต้องตามกฎระเบียบศาลยุติธรรม

ขณะที่อนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.) หรือ อนุ ก.ต. ได้พิจารณาผ่านคุณสมบัติ เสนอชื่อ ชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกาคนที่ 1 ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา คนที่ 44 หลังจากนี้ทางสำนักงานศาลยุติธรรมจะนำมติเห็นชอบรายงานการประชุมของ อ.ก.ต. เสนอในที่ประชุม ก.ต.ที่มีวาระการประชุมเห็นชอบพิจารณาบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา คนต่อไปในวันที่ 11 ก.ค.นี้

บรรยายภาพ – ศิริชัย  วัฒนโยธิน ประธานศาลอุทธรณ์ เปิดใจแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติไม่พิจารณารายชื่อ ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา

 

ไทยยังต้องพึ่งแรงงานต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/501630

ไทยยังต้องพึ่งแรงงานต่างด้าว

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ในเวทีเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ปวงชนชาวไทยได้อะไร” ซึ่งกระทรวงแรงงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา วรานนท์  ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า การออก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวมีข้อดีอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะการให้ อำนาจ รมว.แรงงาน กำหนดงานที่ชัดเจนสำหรับแรงงานต่างด้าว และกำหนดห้ามให้แรงงานต่างด้าวทำงาน ซึ่งเป็นการปรับปรุงให้ทันสมัยต่อ ภาวการณ์การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ

“เราไม่อาจปฏิเสธการใช้แรงงานต่างด้าวได้ และในอนาคตก็ต้องใช้แรงงานกลุ่มนี้อย่างแน่นอน แต่นัยอีกอย่างคือต้องแก้ไขบางส่วน เพราะไทยตกอยู่ในสถานะที่ถูกกล่าวหาในเรื่องค้ามนุษย์จากนานาชาติ มันส่งผลให้เกิดการค้าขายระหว่างประเทศเป็นไปด้วยความยากลำบาก กฎหมายนี้จะเข้ามาช่วยจัดระบบให้ชัดเจน ยิ่งขึ้น” วรานนท์ ย้ำ

ขณะเดียวกัน การจัดเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการจ้างแรงงานต่างด้าวที่สูงขึ้น ก็ต้องมาพิจารณากันว่าเป็นเพราะแรงงานเองก็มีส่วนเข้ามาใช้ทรัพยากรในประเทศ นายจ้างก็ต้องเข้าใจในอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ที่สูงขึ้นด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องมี การจ่ายเพื่อสังคมด้วยเช่นกัน

“กฎหมายไม่เน้นลงโทษลูกจ้างหรือแรงงาน แต่เน้นเอาผิดที่นายจ้าง หากนายจ้างเป็นคนดี มีสำนึกรับ ผิดชอบต่อสังคม ไม่เอาเปรียบ เรื่องเงินค่าปรับ 4-8 แสนบาท เราไม่ต้องพูดถึงกันเลย เพราะจะไม่มีแรงงานเถื่อนแน่นอน แต่หากนายจ้างไม่สำนึก มันก็จะเป็นการสะท้อนว่าสังคมเราไร้ระเบียบ พูดเรื่องค่าปรับก็จะละอายต่อนายจ้างเองมากกว่า”

วรานนท์ กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะออกมาตรา 44 ชะลอการบังคับใช้กฎหมายนี้ออกไปถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2560 ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้นายจ้างปรับตัวและนำแรงงานต่างด้าวลงทะเบียนเข้าสู่ระบบให้ถูกต้อง แต่อีกมุมมอง ก็แน่นอนว่าจะเป็นช่องให้เกิดการ ทำผิดเพิ่มในช่วงอีก 6 เดือนข้างหน้าหรือไม่ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว ยังไม่มีการลงโทษใดๆ

มาตรการบรรเทาความเดือดร้อน ในขณะนี้ วรานนท์ กล่าวว่า จะเปิดศูนย์ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวใน ทั่วประเทศ เพื่อให้นายจ้างที่มีแรงงานต่างด้าวไม่ตรงกับใบอนุญาตนำเอกสารและแรงงานมาลงทะเบียนว่าทำงานร่วมกันจริงๆ เพื่อให้เข้าระบบอย่าง ถูกต้อง โดยศูนย์ดังกล่าวจะช่วยเหลือ ในด้านการตรวจสอบสถานะระหว่างนายจ้างและลูกจ้างว่าทำงานร่วมกันจริงหรือไม่ หากพิสูจน์ทราบแล้วก็จะออกเอกสารรับรองแรงงาน หรือ C.I. เพื่อนำใบนี้ไปรับแสตมป์วีซ่ายืนยัน จากประเทศต้นทาง และออกใบอนุญาตทำงานได้ในท้ายที่สุด

“ศูนย์ดังกล่าวได้ประสานไปยัง 4 ประเทศ เพื่อขอความร่วมมือในการช่วยคัดกรองแรงงานแล้ว ในส่วนประเทศไทยจะให้สำนักงานจัดหางานทุกจังหวัดเปิดรับลงทะเบียน และมีชุดคำถามสอบถามระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเพื่อยืนยันความชัดเจน โดยศูนย์แห่งนี้จะเปิดเพียง 15 วัน และรับไม่จำกัดจำนวนเพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้อง” วรานนท์ กล่าว

สมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานอยู่จำนวน 2.6 ล้านคน และมั่นใจได้เลยว่าจำนวนครึ่งหนึ่งคือ แรงงานที่ผิดกฎหมาย ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉบับนี้ อย่างชัดเจน เห็นได้จากความโกลาหลหลังการประกาศใช้ พ.ร.ก.ที่ภาพของแรงงานทยอย กลับบ้านในจำนวนที่มากขึ้น สาเหตุเพราะแรงงานกลุ่มนี้ไม่มีทางเลือกที่ชัดเจนในการอยู่ต่อเพื่อทำงาน หากอยู่ก็กลัวจะโดนจับ นายจ้างก็ไม่กล้าจะดำเนินการใดๆ ให้

สมพงษ์ กล่าวว่า นายจ้างก็กังวลกับกฎหมายนี้เช่นกัน เพราะที่ผ่านมาก็ได้รับผลกระทบมาแล้วจากเมื่อปี 2557 ที่มีแรงงานทยอยกลับประเทศไป และสุดท้ายรัฐบาลก็ต้องผ่อนปรนเรียกกลับมาใหม่เนื่องจากผลกระทบต่อภาคการผลิตและในวันนี้ผลกระทบเดิมก็กลับมาอีกครั้ง จึงอยากถามว่าคนไทยได้อะไรกับกฎหมายนี้ เพราะเศรษฐกิจฐานรากที่ต้องใช้แรงงานต่างด้าวขับเคลื่อนก็ได้รับผลกระทบทั้งหมด

“พ่อค้าแม่ค้าคนไทยก็ทรุด เพราะไม่มีต่างด้าวมาซื้อจ่ายสินค้า ซื้อผักซื้อปลา แรงงานกลับบ้าน หรือไม่กล้าออกมาเพราะกลัวโดนจับ ต้องอยู่ในที่ตั้ง”

แล ดิลกวิทยรัตน์ นักวิชาการด้านแรงงาน กล่าวว่า ต้องมาตั้งคำถามกันว่า เราแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวครั้งนี้เพื่อประโยชน์อะไร หากว่าเป็นเรื่องของความมั่นคง ก็ต้องมาคุยกันว่ากฎหมายจะช่วยแก้ได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นเรื่องการถูดจัดอันดับเรื่อง ค้ามนุษย์นั้น การออกกฎหมายไม่ได้ประกันว่าเราจะออกจากบัญชีดำเรื่องค้ามนุษย์ อีกทั้งเรื่องของการเพิ่ม โทษให้หนักขึ้นใน พ.ร.ก.อย่าลืมว่า ยิ่งโทษหนักเท่าไร ราคาค่าหนีโทษก็จะแพงขึ้นมากเท่านั้น โดยเฉพาะใน ด้านเศรษฐศาสตร์ ผู้ประกอบการ ธุรกิจจะเลือกวิธีการที่ง่าย ราคาถูก มากกว่าการทำให้ถูกกฎหมาย หาก การทำให้ถูกต้องนั้นต้องแลกมาด้วยเวลา และค่าใช้จ่ายที่แพงกว่านอกกฎหมาย

บรรยายภาพ –  แรงงานต่างด้าวชาวเมียนมากลับประเทศผ่านด่านเจดีย์สามองค์ หลังมีการประกาศ พ.ร.ก.การทำงานของคนต่างด้าว

 

นิติวิทยาศาสตร์ ‘ลุยปราบทุจริต’ ถ่ายทอด ‘ความจริง’ มัดคนทำผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/501422

นิติวิทยาศาสตร์ ‘ลุยปราบทุจริต’ ถ่ายทอด ‘ความจริง’ มัดคนทำผิด

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ปัญหาทุจริตภัยร้ายค่อยๆ ทำลายดัชนีทางเศรษฐกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้หลายภาคส่วนพยายามดุ่มเดิมแก้ไขปัญหาที่มันดิ่งลึกยาวนานมาตลอด แต่ปัญหาการทุจริตก็คืออาชญากรรมประเภทหนึ่งมีความซับซ้อนปกปิดการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ หลายคดีพยานหลักฐานจึงสาวไม่ถึงตัวการใหญ่ แต่ยุคปัจจุบันหน่วยงานปราบปรามทุจริตอย่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นำงานนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาไขคดีทุจริตค้นหาความจริงล่าตัวคนผิดมาดำเนินคดี

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการ ป.ป.ท. ลำดับบทบาทหน้าที่การทำงานของ ป.ป.ท. ว่า สำหรับการรับเรื่องร้องเรียนปัญหาทุจริตของ ป.ป.ท. มีเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ทำให้ต้องเร่งรัดดำเนินการในหลายคดีสำคัญ ส่วนใหญ่เป็นคดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมจนถึงการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ แต่เรื่องทุจริตก็คืออาชญากรรมเช่นกัน

การตรวจสอบคดีทุจริตสำคัญที่สุด คือ พยานหลักฐานเกี่ยวกับคดีเพื่อบ่งชี้ว่ามีการกระทำผิดจริง และการสอบสวนตรวจสอบหาพยานหลักฐานหาตัวผู้กระทำผิดมารับโทษทางอาญาตามกฎหมายถือว่าสำคัญมาก เนื่องจากพยานหลักฐานมีส่วนสำคัญเพื่อยืนยันกับศาลว่าบุคคลนั้นมีความผิดหรือทำผิดจริง เพราะฉะนั้นการพูดหรือการให้ปากคำเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอเพียงมัดตัวผู้กระทำผิด

“จึงต้องมีการตรวจพิสูจน์ เช่น ผู้ทำผิดรายนี้ปลอมลายมือลายเซ็นเรื่องการเบิกเงิน ก็ต้องมีการตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบลายนิ้วมือ ก็คือการใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาสืบสวนหาข้อเท็จจริง หรือกรณีรับจ้างทำงานแล้วมีการขุดดินขุดบ่อปรากฏว่าปริมาณงานไม่ได้ตามกำหนด การตรวจสอบปริมาณงานต้องใช้หลักวิชาเลขาคณิตคำนวณหาคำตอบ” พล.ต.อ.จรัมพร กล่าว

กรรมการ ป.ป.ท. ให้ความมั่นใจและเชื่อมั่นว่า หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จะเข้ามาช่วยงานปราบปรามทุจริตได้อย่างดี เพราะงานนิติวิทยาศาสตร์สามารถเล่าเรื่องราวได้ อีกทั้งหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ยังอยู่คงทนถาวรตราบใดที่ยังมีตัวตนอยู่ มันสามารถนำมาตรวจพิสูจน์ซ้ำได้ การตรวจตามหลักนิติวิทยาศาสตร์เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ทำงาน และที่สำคัญคืองานนิติวิทยาศาสตร์เป็นการ “ทำให้ผู้กระทำผิดยอมจำนนต่อพยานหลักฐาน”

ส่วนคนที่ทำงานบนหลักนิติ วิทยาศาสตร์จะมีความมั่นใจในการทำหน้าที่ของตัวเอง แต่สำคัญต้องรู้จักวิธีการ และสิ่งใดที่นำมาเป็นหลักฐาน และจะให้มันเล่าเรื่องถ่ายทอดความจริงออกมาได้ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถป้องกันปัญหาทุจริตได้ เพราะการป้องปรามทุจริตคือสิ่งที่
คุ้มค่าและลงทุนน้อยที่สุด เพื่อทำให้คนกลัวการกระทำผิด ตรงนี้เป็นมาตรการยับยั้งไม่ให้เกิดการทุจริต เพราะแม้จะทำทุจริตลึกลับซับซ้อนอย่างไร นิติวิทยาศาสตร์ก็สามารถไขเปิดความจริงได้

“ที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำพูดเล่นๆ ว่าโกงเป็นสิบ ทุจริตเป็นสันดาน บางครั้งอ้างว่าคนนั้นคนนี้ทำเขาก็ทำได้เหมือนกัน ค่านิยมตรงนี้เราต้องเปลี่ยนแปลง จึงมีการรณรงค์ออกมาว่า โตไปไม่โกง เท่านั้นยังไม่พอ ต้องโกงไปไม่โต เพราะบางครั้งกว่าจะสอบสวนเสร็จคนทำผิดเลื่อนตำแหน่งไปถึงอธิบดีกันแล้ว เนื่องจากใช้ระยะเวลาไต่สวนหรือแสวงหาหลักฐานนาน จะทำให้หน่วยงานคนทำผิดปกป้องเจ้าหน้าที่ของตัวเอง” กรรมการ ป.ป.ท. กล่าว

พล.ต.อ.จรัมพร อธิบายการทำงานตรวจสอบทุจริตอีกว่า หลายครั้งคนที่ทำผิดอยู่ในอำนาจของเรา (ป.ป.ท.) แต่พอนานไปตำแหน่งใหญ่โตขึ้น ฉะนั้นเมื่อคนทำผิดทุจริตต้อง “โกงไปต้องไม่โต” ด้วย ฉะนั้นประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานปราบปรามทุจริตต้องรวดเร็ว และประชาชนต้องเข้ามาช่วยกันในส่วนนี้ เชื่อว่าการทำงานจะรวดเร็วขึ้น

ในปัจจุบันนี้ถ้า ป.ป.ท.มีเรื่องทุจริตร้องเรียนเข้ามาแล้วพบข้อมูลในเบื้องต้น จะให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบหาหลักฐานในทันที เพราะบางครั้งพยานหลักฐานอาจหาสูญหายหากปล่อยไว้นานเกินไป จากนั้นค่อยมาตั้งคณะอนุกรรมการตามหลังตรวจสอบข้อเท็จจริงการทำคดีได้

อย่างไรก็ตาม การทำงานเพียงหน่วย ป.ป.ท.อย่างเดียวคงไม่เพียงพอและบางส่วนอาจละเลยหน้าที่ การดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบ หวังช่วยเจ้าหน้าที่สอดส่องแจ้งเบาะแสการทุจริต ถือว่ามีความสำคัญช่วยเป็นหูตาของประเทศชาติ หากประชาชนพบเห็นก็สามารถแจ้งข้อมูลเข้ามาได้ทันที ซึ่งหากปราบปรามทุจริตต่อเนื่องตลอดจะทำให้จีดีพีเปลี่ยนแปลงแน่นอน เพราะเงินจำนวนมหาศาลหายไปจากระบบและไม่ได้รับการตรวจสอบหรือถูกละเลยไป

ตัวอย่างคดีการตรวจสอบทุจริตการขุดกลบบ่อบาดาลในพื้นที่ อ.วังดาล จ.ปราจีนบุรี ที่พบว่ามีการทุจริต โดยใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เข้าช่วยพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบหาหลักฐาน เมื่อมีข้อมูลจากวิทยาศาสตร์แล้ว จึงเชื่อว่าศาลจะรับฟังและสั่งลงโทษกับผู้กระทำผิดได้ เนื่องจากมีวัตถุพยาน มีหลักฐานชัดเจนเชื่อมโยงกับพฤติกรรม เป็นแนวทางในการตรวจสอบการทุจริต

ในฐานะกรรมการ ป.ป.ท. พล.ต.อ.จรัมพร พร้อมปัดกวาดบ้านของตัวเองให้สะอาดสะอ้าน เพราะเป็นหน่วยงานปราบปรามทุจริต โดยทุกหน่วยในสังกัดต้องช่วยกันดูแลให้ปลอดจากทุจริต และบุคลากรต้องเข้าใจพร้อมให้ความร่วมมือ เช่นเดียวกับการทำงานต้องปฏิบัติงานเชิงรุกติดตามข่าวสารในสังคมตลอด ติดตามงาน “กัดไม่ปล่อย ถอยไม่มี ราวีเป็นระยะ” สร้างผลงานให้ปรากฏและเป็นที่พึ่งพาของสังคม “ประชาสัมพันธ์ด้วยหน้าที่ สร้างบารมี ด้วยผลงาน” แต่ไม่ใช่การสร้างภาพ

ไม่ต่างจากการเพิ่มเขี้ยวเล็บในองค์กรให้เกิดความเชี่ยวชาญเป็นมืออาชีพ แล้วปรับปรุงองค์กรทบทวนและแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน ควบคู่กับการสร้างดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการทำงานขององค์กร เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ โดยอาจมีการจัดการอันดับคะแนนความโปร่งใสในองค์กร เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันได้

ทั้งหมดเพื่อให้เกิดเป็นบรรทัดฐานการขับเคลื่อนองค์กร โปร่งใสตัวอย่าง โดยมี ป.ป.ท.เป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่นนำไปปฏิบัติ

 

“กฎหมายแรงงานต่างด้าว” หมดเวลาเกี้ยเซียะ-ยัดเงิน-เห็นเพื่อนบ้านเป็นคนชั้นต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/501405

"กฎหมายแรงงานต่างด้าว" หมดเวลาเกี้ยเซียะ-ยัดเงิน-เห็นเพื่อนบ้านเป็นคนชั้นต่ำ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชายแดนไทยกำลังคึกคักเป็นพิเศษเมื่อบรรดาแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา กัมพูชา เเละลาว พากันเเบกสัมภาระเดินทางข้ามเขตแดนกลับประเทศบ้านเกิดกันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นายจ้างคนไทยก็กำลังหวาดผวากับยาแรงของ “พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560” ที่บังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา

บทลงโทษหนักปรับสูงสุดถึง 1 ล้านบาท ภายใต้การรับรู้อย่างกะทันหันของนายจ้างและลูกจ้าง ทำให้สุดท้าย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัดสินใจใช้อำนาจมาตรา 44 ขยายเวลาบังคับใช้ออกไปอีก 180 วัน เพื่อให้นายจ้างได้เตรียมความพร้อมและปรับตัวได้ทัน

วันนี้มีกระแสแตกเป็น 2 ฝ่ายว่า โทษอันรุนแรงและความเข้มงวดของ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว นั้นเหมาะแล้วจริงหรือ

หยุดเสียเบี้ยบ้ายรายทาง-ใช้เทคโนโลยีทดแทนแรงงาน

จำนวนแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ เมียนมา ลาว และกัมพูชา ทั้งหมดทั่วประเทศไม่มีตัวเลขที่เเน่ชัด มีเพียงการประมาณ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เคยประมาณการแรงงานต่างด้าวในปี 2558 ว่ามีจำนวน 3.9 ล้านคนเเละจะขึ้นเป็น 4.4 ล้านคน ในปี 2563 ซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับการประเมินของ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ที่ระบุว่าปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างชาติมากกว่า 3 ล้านคน

ขณะที่สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ให้ข้อมูลว่า แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ณ เดือนพฤษภาคม 2560 ได้รับอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายจำนวนทั้งสิ้น 1,267,671 คน โดยประเภทกิจการที่ได้รับอนุญาตทำงานมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้เเก่  กิจการก่อสร้าง การให้บริการต่างๆ เเละ เกษตรและปศุสัตว์

ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาแรงงาน มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เล่าว่า ในอดีตทุกครั้งที่รัฐบาลเปิดให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่าวด้าว  สถิติการจดทะเบียนจะพุ่งขึ้นสูงมาก ก่อนจะเริ่มลดลงเนื่องจากไม่ต่ออายุหรือหลุดจากระบบ ก่อนจะกลับมาพุ่งสูง 20-30 เปอร์เซนต์อีกครั้งเมื่อเปิดให้มีการจดทะเบียนรอบใหม่ ซึ่งสถิติและกราฟลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวของรัฐและผู้ประกอบการให้อยู่ในระบบ

“จดทะเบียนเข้าไปสู่ระบบแล้วแต่ลดลงมาเรื่อยๆ เสมอ เพราะการดูแลคนในระบบไม่ดี ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ พอแรงงานออกนอกระบบ ก็ถูกจับ หรือย้ายออกจากนายจ้างเป็นว่าเล่น”

ดร.ยงยุทธ บอกว่า ที่ผ่านมาการเปิดให้นายจ้างนำลูกจ้างมาลงทะเบียนหลายครั้งโดยไม่มีการลงโทษผู้กระทำความผิด กลับกลายเป็นการสร้างพฤติกรรมไม่ดีให้กับนายจ้างและลูกจ้าง

“เป็นการสร้างนิสัยไม่ทนให้กับลูกจ้าง นึกจะหนีก็หนี หนีแล้วไม่มีใครทำอะไร ไปอยู่กับนายจ้างใหม่ รอวันรัฐบาลผ่อนผัน ก็ไปจดทะเบียนใหม่ เขารู้ว่ายังไงรัฐบาลก็ยอม พูดง่ายๆ ว่ายกโทษให้เสมอ”

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานติงว่า แม้พ.ร.ก.ต่างด้าวฉบับใหม่จะมีแนวคิดและนโยบายที่ดี แต่ค่าปรับบทลงโทษนั้นสูงเกินไป อาจขาดบรรทัดฐานทางกฎหมาย ซึ่งในอนาคตภาครัฐอาจออกกฎหมายฉบับอื่นๆ มารองรับเพื่อให้บทลงโทษสอดรับกับสถานการณ์มากขึ้นได้

ในสายตาของนักวิชาการรายนี้ ความเข้มงวดทางกฎหมายจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมางานวิจัยระบุชัดว่า ไทยล่าช้าในการลงทุนและใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนามากว่า 10 ปี ผลจากการใช้แรงงานระดับล่างค่าแรงต่ำ ซึ่งในภาพใหญ่ยังส่งผลกระทบต่อศักยภาพการเติบโตและการสร้างกำไรในธุรกิจหรืออุตสาหกรรม ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ย้อนกลับมากระทบต่อโครงสร้างค่าจ้างของแรงงานไทยที่เติบโตได้ช้า

“ไม่คิดจะลงทุนเครื่องจักรและเทคโนโลยี เพราะเห็นว่ามีของถูก ใช้ๆ ไปเถอะ หลบๆ ซ่อนๆ เสียเบี้ยบ้ายรายทางเอา เดี๋ยวเขาก็อนุญาตให้จดทะเบียนใหม่ ความเคยชินแบบนี้ในอดีตน่าจะถึงจุดที่ต้องยุติลงแล้ว”

‘แรงงานต่างชาติจำเป็นต่อประเทศไทยมาก เนื่องจากอาชีพบางประเภทคนไทยไม่ทำ’ ดร.ยงยุทธ ส่ายหัวไม่เห็นด้วยกับคำพูดดังกล่าว พร้อมกับบอกว่า ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์ไม่มีคำว่า “งานที่คนไม่ทำ”

“คนไทยไม่ทำนั่นจริงหรือเปล่า จะทำหรือไม่ทำเป็นของเรื่องราคาค่าจ้างค่าตอบแทน ถูกต้องเพียงพอกับความเสี่ยงและการทำงานหนักหรือเปล่าล่ะ อย่ามาพูดว่าคนไทยไม่ทำ ลองจ้าง 500 บาทต่อวันสิ”

โดยสรุปก็คือ ค่าแรงที่แพงมากขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการวางแผนลงทุนเรื่องเทคโนโลยี และกำหนดกะเกณฑ์ค่าใช้จ่ายส่วนอื่นได้ดียิ่งขึ้น ต่างจากที่ผ่านมามักเลือกใช้กลุ่มแรงงานราคาถูกจนปิดกั้นการเติบโตของเทคโนโลยี และเป็นส่วนหนึ่งให้กระบวนการหากินกับแรงงานผิดกฎหมายเติบโต

“พวกเหลือบไรหากิน เกี้ยเซียะกันไป หมดสมัยแล้ว แรงงานต่างด้าวทุกคนไม่ใช่ของถูกที่ใครจะทำอะไรก็ได้ ต้องดูแลสวัสดิการให้เขา ช่วงเปลี่ยนผ่านต้องมีคนไม่พอใจบ้าง แต่อนาคตจะดีขึ้นด้วยมาตรฐานใหม่ของ พ.ร.ก.ฉบับนี้” ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาแรงงานจาก TDRI แสดงความมั่นใจและบอกว่า ถึงเวลาที่ผู้ประกอบต้องวางแผนการทำธุรกิจอย่างมีมาตรฐานเหมือนในต่างประเทศ อาทิ ภาคก่อสร้างที่จำเป็นต้องวางแผนการนำเข้าแรงงานในระยะยาว แทนการควานหาในระยะสั้นจากผู้รับเหมา

“เมื่อประกาศจะทำโครงการต้องรับรู้ล่วงหน้าหลายปีแล้วว่าต้องใช้คนเท่าไหร่  ต้องวางแผน  ไม่ใช่ปล่อยให้มีการหาแรงงานกันเอง รับกันเองและแย่งกันเองเหมือนในปัจจุบัน”

 

 

ลดขั้นตอนยุ่งยาก-หยุดมองต่างด้าวเป็นปัญหา

สาระสำคัญของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ที่กลายเป็นประเด็นร้อน อาทิ รับคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต ปรับ 4-8 แสนบาทต่อต่างด้าว 1 คน เลิกจ้างหรือออกจากงานไม่แจ้งอธิบดีกรมการจัดหางาน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท เรียกรับเงิน ทรัพย์สินจากคนต่างด้าว จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 เเสนบาท หลอกลวงคนต่างด้าวทำงานโดยเรียกเงิน ทรัพย์สินเเละประโยชน์อื่นๆ โทษจำคุก 3-10 ปี ปรับ 6 เเสน- 1 ล้านบาท

ในมุมมองของ สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสัญชาติ อดีตประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติฯ สภาทนายความ บอกว่า กระทรวงแรงงานและรัฐบาลไทยมองปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวด้วยทัศนคติลบมาตลอด ทำให้การผลักดันผู้กระทำความผิดไม่ประสบความสำเร็จ โดยตามกฎหมายการส่งตัวแรงงานต่างด้าวกลับประเทศได้ต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่างคือ ต้องรับสารภาพ ต้องสมัครใจ และต้องกลับโดยปลอดภัย ประเทศต้นทางรับทราบ มิใช่ปล่อยทิ้งไว้ที่ชายแดนเท่านั้น

“ส่งกลับไปทุกวันนี้ เข้าองค์ประกอบหรือเปล่า แทบไม่เข้าสักอัน ที่สำคัญไม่ได้ส่งผลดีต่อไทยเลย ขัดหลักกฎหมายเเละไม่ได้แก้ไขปัญหาด้วย ส่งไปที่ชายแดนเดี๋ยวพวกเขาก็เข้ามาใหม่ อาจลักลอบหรือเจอนายหน้าเข้าไปหากิน แทนที่จะส่งให้ถูกต้อง มีหน่วยงานจากประเทศต้นทางรับทราบ ทำให้เขาเกิดการรับรู้และพัฒนา คราวหน้าจะได้รู้ช่องทางเข้ามาทำงานในเมืองไทยอย่างถูกต้อง มาอย่างไรไม่ผิด ไม่ถูกหลอก”

สุรพงษ์ บอกว่า วิธีคิดของเจ้าหน้าที่กระทรวงและรัฐมักเป็นการดูถูก กดขี่ และมุ่งหาเงิน โดยไม่คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ หากดูบทลงโทษของกฎหมายอาญาที่ผ่านมา ชัดเจนว่า ค่อนข้างสอดคล้องกันระหว่างโทษปรับและจำคุก เช่น จำคุกไม่เกิน 5 ปีปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท แต่ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีการปรับสูงถึง 4-8 แสนบาท ซึ่งโทษจำคุกตลอดชีวิตยังไม่มีการปรับมากเท่านี้เลย

“ค่าปรับและการลงโทษที่แรงเกินจริงทำให้คนแตกตื่น ถ้าโทษน้อยไปคนก็ไม่กลัว มากไปก็แตกตื่น เพราะงั้นต้องอยู่บนความเหมาะสม”

วิธีการแก้ไขปัญหานายหน้าแรงงานต่างด้าว สุรพงษ์ บอกว่า เริ่มจากเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐให้สอดรับกับสถานการณ์ของประเทศ ปัจจุบันไทยขาดแคลนแรงงาน แต่การขึ้นทะเบียนแรงงานกลับทำได้ยาก มีขั้นตอนและเสียค่าใช้จ่ายสูง จนเอื้อต่อกระบวนการใต้ดิน

“ทุกคนอยากเข้าระบบ ไม่มีใครอยากหลบๆ ซ่อนๆ ถ้าให้พวกเขาขึ้นทะเบียนง่าย ไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก ขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ นายหน้าก็จะลดลง ทุกวันนี้คุณทำให้มันยาก นายหน้าเลยได้โอกาส รัฐมักจะอ้างว่ากลัวแรงงานต่างด้าวจะทะลักมาแต่ข้อเท็จจริงในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ถึงขั้นทะลักเลย มีแต่เดินทางกลับบ้าน เพราะประเทศเพื่อนบ้านมีความเจริญและมีโอกาสรองรับมากขึ้น”

สุรพงษ์ เพิ่มเติมว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากขั้นตอนที่ยากลำบากในการขึ้นทะเบียนและการกีดกัดแรงงานต่างด้าว ก็คือ ธุรกิจใต้ดินเท่านั้น

180 วันเพื่อการปรับตัวและกลับมาใหม่

สำหรับภาครัฐ วรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เห็นว่า โทษปรับที่สูงนั้นเป็นไปตามาตรฐานเดียวกับ พ.ร.ก.ประมง อาทิ มาตรา 11 ระบุ นายจ้าง ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเลรายใดที่ใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ก็มีโทษปรับเริ่มที่ 4 แสนบาท กฎหมายการใช้แรงงานเด็ก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ก็ปรับ 4 แสน หลักของกฎหมายจะต้องมีกลุ่มของความผิดในชุดเดียวกัน

กระทรวงแรงงานไม่ได้ปิดกั้นการจ้างแรงงานต่างด้าว เเต่ต้องการให้ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามเอ็มโอยู นายจ้างที่ต้องการใช้แรงงานต่างด้าว สามารถยื่นขอโควตาได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำเข้ามาทำงานกิจการกรรมกร คนรับใช้ในบ้านประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ

เขาบอกต่อว่า การขอโควตาปัจจุบันลดเวลาลงเหลือ 5 วันเท่านั้น ส่วนขั้นตอนการนำเข้ามาจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน หลัง พ.ร.ก.ต่างด้าวฉบับนี้บังคับใช้ ทำให้แรงงานผิดกฎหมายทยอยเดินทางกลับประเทศเพื่อกลับเข้ามาใหม่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ล่าสุด คสช. ใช้อำนาจมาตรา 44 ผ่อนปรน 4 มาตรา พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว ชะลอการบังคับใช้ออกไปอีก 6 เดือน เพื่อให้แรงงานที่ทำผิดกฎหมายไปจดทะเบียน ดำเนินการด้านเอกสารให้ถูกต้อง ใน 4 มาตรา คือ มาตรา 101 ว่าด้วยการเอาผิดลูกจ้าง 102 ว่าด้วยการเอาผิดนายจ้างที่รับคนมาทำงานในอาชีพพิเศษบางอย่างโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 122 ว่าด้วยการรับคนที่ไม่มีใบอนุญาตมาทำงาน มาตรา 119 ว่าด้วยการทำงานโดยไม่มีหนังสือแจ้งนายทะเบียนทราบ

1 ม.ค. 2561 พ.ร.ก.ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อนั้นคงมีคำตอบว่า เนื้อหากฎเกณฑ์ที่กำหนดนั้นเป็นการเพิ่มหรือแก้ไขปัญหากันแน่

 

วัดน้ำหนัก พรก.แรงงานต่างด้าว ‘คนดีต้องไม่กลัว’ หรือ ‘รัฐกำลังเดินผิดทาง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กรกฎาคม 2560 เวลา 06:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/501238

วัดน้ำหนัก พรก.แรงงานต่างด้าว ‘คนดีต้องไม่กลัว’ หรือ ‘รัฐกำลังเดินผิดทาง’

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

พลันที่ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ถูกรัฐบาลประกาศใช้ ผลกระทบกับแรงงานต่างด้าวที่เกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานของนายจ้างไทยก็เกิดขึ้นอย่างทันที

พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่นี้ เพิ่มความเข้มข้นของโทษทัณฑ์สำหรับ “แรงงานต่างด้าวเถื่อน” ให้จริงจังมากยิ่งขึ้น อาทิ ผู้ใดรับแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือรับแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตกับนายจ้างเข้าทำงาน ปรับ 4-8 แสนบาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างงาน 1 คน หรือสำหรับคนต่างด้าว หากทำงานที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำ ก็ต้องเจอคุก 5 ปี และปรับสูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท

และสำหรับนายจ้างก็ต้องเจอผลกระทบจากอัตราค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น ทั้งใบอนุญาตนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงาน 2 หมื่นบาท หรือการต่ออายุใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานครั้งละ 2 หมื่นบาท และการขยายระยะเวลาการทำงานของแรงงานต่างด้าวอีกครั้งละ 2 หมื่นบาท

ถามว่าผู้ประกอบการคนไทย “ไหว” หรือไม่กับค่าธรรมเนียม และคนต่างด้าวแรงงานที่มีทักษะฝีมือ แต่ขาดการเข้าถึงระบบ จะ “ไหว” ด้วยหรือไม่กับการเสี่ยงที่จะอยู่เลี้ยงชีพบนการคาบเกี่ยวของอัตราโทษที่สูงขึ้น

ผลกระทบของ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวย่อมเกิดขึ้น อ่านนัยเรื่องนี้จาก สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ แรงงานข้ามชาติ และคนพลัดถิ่น ที่มองนโยบายแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวเถื่อนด้วยยาแรงจากรัฐบาลในครั้งนี้ว่า ประสงค์ของรัฐบาลในการออก พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มีเพียงประการเดียวคือการเพิ่มโทษผู้ที่มีความผิดตามกฎหมายให้หนักขึ้น ซึ่งวิธีการคิดแบบนี้ได้คำตอบที่ส่งผลไปถึงผู้ประกอบการอย่างทันที รวมถึงลูกจ้างแรงงานต่างด้าว และหนุนนำให้เจ้าหน้าที่รัฐปราบปรามแรงงานต่างด้าวอย่างจริงจัง ภาพจึงเกิดขึ้นว่าแรงงานต่างด้าวทยอยกลับประเทศ ผู้ประกอบการก็ขาดแรงงานที่ช่วยทำงาน

หากมองว่ากระทบหรือไม่ สุรพงษ์ให้คำตอบคือคำว่ามันมหาศาล เพราะประเทศไทยต้องการแรงงานระดับล่าง ทั้งงานทำความสะอาด งานโรงงาน ค้าขาย หรือแม้แต่ในภาคเกษตรกรรมเอง และทั้งหมดเป็นงานที่คนไทยไม่ทำ เมื่อกฎหมายฉบับใหม่นี้ออกมา ก็ขาดการรองรับแรงงานทดแทน ผู้ประกอบการจึงซวนเซและธุรกิจก็เจ๊งกันระนาว

สถิติการเกิดของคนไทยที่น้อยลง บวกกับการได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น พ่อแม่ผู้ปกครองจุนเจือบุตรหลานอย่างดี องค์ประกอบเหล่านี้สุรพงษ์มองว่าทำให้เด็กไทยที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังของชาติปฏิเสธงานระดับล่าง รัฐบาลเองก็เล็งเห็นว่ากลุ่มคนใช้แรงงานที่จะช่วยพัฒนาประเทศ เราจำเป็นต้องดึงแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงาน แต่การออกกฎหมายนี้มาจึงค่อนข้างที่จะย้อนแย้งกับความเป็นจริง

“รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงที่ยึดอำนาจก็แก้เรื่องนี้อย่างจริงจัง คงจำกันได้ว่าช่วงนั้นแรงงานก็หนีกลับประเทศ ผู้ประกอบการกระทบทันที กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่อนปรนเงื่อนไขให้กลับเข้ามาทำงาน แต่เสียดายที่รัฐบาลไม่ได้เรียนรู้จากเรื่องนี้เลย และกำลังจะกวาดล้างจับกุมแรงงานต่างด้าวเหมือนเคย” สุรพงษ์ ให้ความเห็น

อีกมุมที่น่าสนใจ โดยสุรพงษ์บอกเล่าเชิงตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่า หากต้องการแก้ไขปัญหาคนต่างด้าวแย่งงานคนไทยทำ รัฐบาลต้องเข้าใจก่อนว่าแรงงานที่ไล่กันอยู่ในทุกๆ วันนี้ เขาไม่ได้แย่งงานคนไทยทำ แต่มีคนบางกลุ่มที่เข้ามาแย่งจริงๆ เช่น คนจีนที่เข้ามาประเทศไทย มาประกอบกิจการแข่งกับคนไทยเต็มไปหมด คนจีนเหล่านี้มาเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่ลูกจ้าง อย่างนี้มาแย่งงานคนไทยชัดๆ แต่ปล่อยให้อยู่กันเต็มบ้านเต็มเมือง รัฐบาลควรถึงเวลาที่ต้องจัดการให้ตรงจุดแล้วหรือยัง

“คนที่ควรจะเล่นงานกลับไม่ทำ คนที่ควรคุ้มครองเพราะเขามาช่วยพัฒนากลับไปเล่นงานเขา ผู้ประกอบการคนไทยก็เดือดร้อนไปด้วย ถ้าจะให้ออกจริง ผมถามว่ารัฐบาลสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างไร มีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่จะช่วยธุรกิจให้เดินหน้าโดยไม่ต้องมีแรงงานต่างด้าว ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมอะไรเลย” สุรพงษ์ ย้ำ

นายจ้างผู้ประกอบการก็หวั่นว่าจะได้รับผลกระทบจากกฎหมายนี้ แต่อีกมุมมองจาก ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ภาพสำคัญว่า กฎหมายนี้จะไม่มีปัญหาใดๆ เลยสำหรับคนที่ทำถูกต้อง ใช้แรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย ที่จะกระทบคือคนที่ใช้แรงงานเถื่อนเท่านั้น และเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมีคนเจ็บปวดบ้าง

ยงยุทธ หนุน พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่นี้อยู่ไม่น้อย เพราะจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวเถื่อนที่อยู่กับสังคมไทยมากว่า 20 ปี ซึ่งแรงงานต่างด้าวเถื่อนสร้างผลกระทบต่อทั้งสังคม ปัญหาอาชญากรรม และการค้ามนุษย์ เมื่อรัฐบาล คสช.เข้ามา
บริหารประเทศ ก็ได้แค่ยันปัญหานี้เอาไว้ไม่ให้ลุกลาม กระทั่งมีกฎหมายใหม่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

“เป็นเรื่องที่กระทบผู้ประกอบการแน่นอน แต่เป็นกลุ่มที่ชอบใช้แรงงานเถื่อนเท่านั้น กลุ่มนี้พยายามใช้แรงงานที่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เลือกทำให้ตัวเองอยู่รอดเก็บเกี่ยวกำไรด้วยกลวิธีการใช้ต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งก็ไม่ถูกต้อง เพราะมันสร้างปัญหาตามมา” ยงยุทธ ให้ความเห็น

ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงานจาก TDRI เสริมอีกว่า ถือว่าช่วงจังหวะเวลาเหมาะสมอย่างมากที่ประเทศไทยจะสังคายนากฎหมายแรงงานต่างด้าวใหม่เสียที สิ่งนี้จะกระตุ้นให้เกิดความสนใจแรงงานต่างด้าว และให้พึงระลึกว่าแรงงานต่างด้าวคือ “ของแพง” ไม่ใช่แรงงานถูกๆ อีกต่อไป ดังนั้นการจะให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานจะต้องคุ้มค่าจริงๆ แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องแลกกับการพัฒนาสังคมโดยใช้แรงงานเถื่อนกลุ่มนี้ แต่ผลประโยชน์ที่เราจะได้รับคือหยุดจำนวนแรงงานต่างด้าวเถื่อน และกันหน้าที่ส่วนหนึ่งให้กับแรงงานไทยด้วย

“ผู้ประกอบการเองก็ต้องหันมาพูดคุยกับรัฐบาลด้วย ปรับตัวเข้าหากฎหมาย รัฐบาลเมื่อประกาศเช่นนี้ก็ต้องประชาสัมพันธ์ให้ชัดแจ้งต่อสังคมว่า ต่อไปนี้สิ่งใดที่แรงงานทำได้ หรือทำไม่ได้ หน้าที่ของนายจ้างเป็นอย่างไร ทำกันให้ถูกต้องปัญหาก็จะไม่มี” ยงยุทธ เสนอความเห็น

 

“ซอยประชาบดี ถนนต้นแบบเพื่อผู้พิการ” จุดเริ่มต้นเพื่อความเท่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/501218

"ซอยประชาบดี ถนนต้นแบบเพื่อผู้พิการ" จุดเริ่มต้นเพื่อความเท่าเทียม

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“การเดินทาง” สำหรับคนปกติอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่สำหรับผู้พิการทางสายตาและผู้ใช้วีลแชร์ ถือเป็นอุปสรรคอันดับต้นๆ ของชีวิต ที่ต้องเจอกับพื้นผิวทางต่างระดับ จุดที่มีการก่อสร้างหรือการสัญจรของรถ เสมือนโจทย์ยากง่ายแตกต่างกันไปของผู้พิการที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ที่ผ่านมาทางสำหรับคนพิการเป็นสิ่งที่รัฐพยายามหยิบยื่นให้เพื่ออำนวยความสะดวกกับคนกลุ่มนี้ แต่ทางปฏิบัติจริงหลายเส้นทางตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชน จึงมักถูกเบียดเบียนโดยร้านค้าและรถยนต์ที่กีดขวางอยู่เสมอ

การแก้ปัญหาดังกล่าวขณะนี้ในพื้นที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีการคิดค้นและสร้างถนนเพื่อผู้พิการโดยเฉพาะโดยหวังให้เป็นโมเดลภายใต้ชื่อถนนต้นแบบ “อารยสถาปัตย์ : เพื่อคนทั้งมวล” บริเวณซอยติวานนท์-ปากเกร็ด 1 หรือซอยประชาบดี

โพสต์ทูเดย์ได้เดินทางลงพื้นที่ไปสัมผัสและพูดคุยกับผู้จุดประกายโปรเจคนี้ รวมถึงสอบถามผู้ใช้จริงว่าผลลัพธ์ที่ออกมาตอบโจทย์คนพิการหรือไม่

จุดเริ่มถนนต้นแบบสำหรับผู้พิการครบวงจร

วิชัย บรรดาศักดิ์ นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด เล่าจุดเริ่มต้นโครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนให้ฟังว่า เนื่องจากในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี มีผู้พิการอยู่มากกว่า 1 หมื่นคน และบริเวณที่ดำเนินโครงการเป็นที่ตั้งของศูนย์สถานสงเคราะห์ผู้พิการมากกว่า 10 แห่ง แต่เดิมซอยประชาบดีมีถนนแคบ รวมถึงข้างทางมีร้านค้าจำนวนมาก ไม่มีระบบระบายน้ำที่สมบูรณ์ ทุกครั้งเมื่อฝนตกหนักจะเกิดน้ำท่วมขัง จนสร้างผลกระทบต่อสถานสงเคราะห์ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเป็นอย่างมาก

เทศบาลนครปากเกร็ด จึงร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ (พม.) ประชาชนในพื้นที่คิดปรับปรุงระบบการจราจร ระบบสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของผู้พิการทุกประเภท และผู้สูงอายุซึ่งในอนาคต จึงเลือกถนนแห่งนี้เป็นต้นแบบ โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ออกแบบโครงการเพื่อให้พิการ-ผู้สูงอายุใช้ได้สะดวกและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับรายละเอียดโครงการ มีการปรับขยายพื้นผิวถนนโดยลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีตทั้งหมด มีการแบ่งช่องจราจรให้กับผู้ใช้ทุกประเภทอย่างชัดเจน อาทิ ช่องจราจรสำหรับรถปกติ เลนจักรยาน เลนสำหรับผู้พิการที่ใช้วีลแชร์ และเลนสำหรับผู้พิการทางสายตาที่มีอักษรเบรลล์บนพื้น โดยจะมีการเทขอบปูนแบ่งช่องสัญจรอย่างชัดเจน และมีความกว้างตั้งแต่ 6-12 เมตร (แล้วแต่ช่วงถนน) ตลอดความยาวประมาณ 1, 300 เมตร

นอกจากนี้มีการวางระบบท่อระบายน้ำพร้อมบ่อพักสองฝั่ง บ่อสูบน้ำ และมีการติดตั้งเสาไฟฟ้าส่องสว่างแบบประหยัดพลังงานความสูง 9 เมตร จำนวน 89 ชุด รวมถึงมีการติดตั้งเสาไฟสัญญาณจราจรสำหรับคนข้ามแบบอัจฉริยะ โดยใช้งบประมาณดำเนินโครงการเกือบ 70 ล้านบาท

นายกเทศมนตรีนครปากเกร็ด กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ถนนเส้นนี้อาจเป็นถนนต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีระบบเอื้อต่อคนพิการและคนปกติทุกรูปแบบในถนนเส้นเดียวซึ่งมีความปลอดภัยสูง ส่วนการดูแลบำรุงรักษาไม่ให้ร้านค้าและรถจักรยานยนต์เข้าไปจอดกีดขวางทับเส้นทางคนพิการ โดยมีการทำความตกลงร่วมกันกับสถานสงเคราะห์ในพื้นที่และทุกหน่วยงานว่าจะช่วยกันดูแลรักษา ไม่ให้มีการนำสินค้าไปวางจำหน่ายและจอดรถกีดขวาง รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่จะกวดขันดูแลเพื่อให้เป็นถนนแห่งนี้ต้นแบบที่ยอดเยี่ยม

“เราจะไม่ให้ผู้ประกอบการร้านค้า รถจักรยานยนต์จอดขวางเส้นทางผู้พิการ จะมีมาตรการพิเศษบังคับ อาทิ นำต้นไม้ไปปลูกเพื่อให้ถนนดูร่มรื่น มีการคุมเข้มดูแลจากเจ้าหน้าที่และศูนย์ต่างๆ รวมถึงจะมีการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้ช่วยกันดูแลรักษา อนาคตกำลังเตรียมสร้างอุปกรณ์ชะลอความเร็วเพื่อไม่ให้เยาวชนนำรถเข้ามาแข่ง”

วิชัย ทิ้งท้ายว่า หากสร้างพื้นที่ให้คนพิการ ผู้สูงอายุได้มีความปลอดภัย จะเป็นแนวทางทำให้คุณภาพชีวิตของคนเหล่านี้ดีมากขึ้น

วิชัย บรรดาศักดิ์

อุปสรรคคนพิการคือการเดินทาง วอนรัฐใส่ใจจริงจัง

ไมตรี คงเรือง ผู้พิการใช้วีลแชร์ เปิดใจว่า อุปสรรคหลักการดำรงชีวิตของผู้พิการขาคือ เรื่องการเดินเพราะปัญหาเหล่านี้จะพบเจอตั้งแต่ออกจากบ้าน ทางเท้าหลายพื้นที่ที่ทำเพื่อคนพิการมีรถเข็น ร้านค้า รถจักรยานยนต์จอดขวางเส้นทางอยู่ ทำให้คนพิการไม่สามารถใช้ได้ จนต้องลงไปเข็นรถวีลแชร์บนผิวจราจรซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมาก ขณะที่การนั่งรถเมล์ก็ทำไม่ได้ เพราะโครงการรถเมล์สำหรับผู้พิการปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า ปัญหาเหล่านี้เป็นสาเหตุบังคับให้การเดินทางหลักของผู้พิการต้องใช้บริการรถแท็กซี่ ซึ่งเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย บางครั้งทำงานมาไม่คุ้มกับค่าเดินทาง

ไมตรี สะท้อนว่าถ้าหากรัฐบาลทำให้ผู้พิการมีระบบการเดินทางดี จะเป็นส่วนช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้พิการดีขึ้น เพราะเมื่อมีการเดินทางที่เหมาะสม ก็จะทำให้สามารถพัฒนาศักยภาพของแต่ละคนได้มากขึ้น เช่น มีฟุตบาทดี ระบบขนส่งมวลชนตอบโจทย์ เมื่อเป็นเช่นนั้นจะทำให้ผู้พิการมีศักยภาพไม่ถูกมองว่าเป็นภาระสังคม ทั้งยังช่วยเหลือสังคมได้อีกด้วย

“รัฐต้องใส่ใจ หากทำได้จะทำให้การทุ่มงบประมาณมาดูแลคนพิการลดน้อยลง แต่ความเป็นจริงตอนนี้สิ่งอำนวยความสะดวกของผู้พิการยังมีไม่เพียพอและไม่พร้อม แม้มีแนวโน้มทิศทางดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่ยังขาดอยู่อีกมาก จะให้ผู้พิการนั่งรถแท็กซี่ทุกวันคงไม่ไหว”

ไมตรียังเรียกร้องว่าขอสังคมให้โอกาส เพราะคนพิการนั้นมีศักยภาพมากเพียงแต่ควรได้รับโอกาสเหมาะสม และมีสิ่งอำนวยความสะดวกช่วยให้ง่ายต่อการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นอย่างปกติ

“การแก้ปัญหาเรื่องนี้หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. อบต. เทศบาล เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด มีกำลังคน มีงบประมาณทำได้ ควรให้ความสนใจ อย่าคิดว่าทำอะไรแล้วไม่มีคนใช้เพราะซักวันสิ่งเหล่านี้จะได้ใช้ อนาคตประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ วันนั้นสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเรื่องจำเป็น”

ราตรี ทะวงษา หรือ น้องเก๋ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนประชาบดี ผู้พิการตั้งแต่กำเนิดและต้องใช้วีลแชร์ บรรยายความรู้สึกสอดคล้องกับผู้พิการรายอื่นว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคของผู้พิการขาคือการเดินทาง เพราะถนนใหญ่ในเมืองไทยไม่รองรับวีลแชร์ เนื่องจากมีสภาพขรุขระ ทางแคบ ไม่เอื้อต่อการเดินทางของวีลแชร์มากเท่าที่ควร มีบางพื้นที่เท่านั้นที่รองรับ

“พอเจอถนนต่างระดับ ต้องยกรถขึ้นไปให้ได้ วิธีการคือ เอารถวีลแชร์จอดไว้ใกล้ๆ ฟุตบาท แล้วกระดกล้อรถขึ้นก่อน และใช้แรงจากข้อมือหมุนล้อเพื่อปีนขึ้นไป ซึ่งต้องใช้กำลังมาก ทำให้บางครั้งปวดข้อมือ แต่เมื่อบางพื้นที่มีทางสำหรับผู้พิการ ทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น อยากให้ผู้ใหญ่ใจดีปรับปรุงถนนทุกพื้นที่ให้เหมาะกับคนพิการมากกว่านี้”

ถนนต้นแบบ อารยสถาปัตย์

ระบบช่วยเหลือรัฐ ยังไม่ตอบโจทย์คนพิการสายตา

สวียน (ขอสงวน นามสกุล) ผู้พิการสายตาตั้งแต่กำเนิด ยอมรับว่าการเดินทางถือเป็นเรื่องลำบากหนึ่งในชีวิตของผู้พิการ แต่คิดว่าสิ่งที่ภาครัฐพยายามทำให้ผู้พิการทางสายตานั้น เป็นเพียงการช่วยเหลือระยะสั้น โดยไม่ได้มองการไกลเพราะภาพรวมสิ่งที่รัฐทำให้คนพิการ หากมองมุมคนตาดีอาจดูว่าดี แต่สำหรับผู้พิการนั้นถือว่าไม่ดีเลย

เนื่องจากสิ่งที่รัฐพยายามจัดไว้อำนวยความสะดวกให้คนพิการ ตามหลักความเป็นจริงผู้พิการสายตาไม่ได้ต้องการมากเหมือนกับสิ่งที่คนปกติคิด แม้แต่อักษรเบรลล์บนพื้นสำหรับผู้พิการ ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรมากในชีวิตประจำวัน เพราะไม่มีทุกพื้นที่ แต่สิ่งที่คนพิการสายตาต้องการเพียงแค่ขอบ สัน หรือแนวกันชนไว้ป้องกันการกระแทกตามเสา กำแพงเท่านั้นก็เพียงพอ เพราะการเดินทางของผู้พิการทางสายตา จะมีการระวังตัวเองอยู่แล้ว และยังมีคนในสังคมคอยช่วยเหลือ

“จริงๆ แล้ว สิ่งที่รัฐจัดไว้ให้ คือ การศึกษา เมื่อคุณโตมา อยากร้องเพลงก็ให้ไปอบรมเอาใบประกาศร้องเพลง อยากทำงานต้องไปเข้าระบบ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการส่งเสริมเรื่องการศึกษาให้คนตาบอดได้มีความรู้พื้นฐาน เพื่อทำให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และผู้พิการโตมามีครอบครัว พ่อ-แม่ร้องเพลงตลอดชีวิต จะเอาความรู้อะไรไปอบรมสั่งสอนลูก เมื่อพ่อแม่ไม่มีคุณภาพ ลูกจะมีคุณภาพอย่างไร

เรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่ปัญหาของคนตาเพียงบอดไม่กี่คู่ แต่เป็นเรื่องของคนตาบอดเกือบทั้งประเทศ ที่ตกอยู่สภาพนี้ คือ ไม่มีความรู้อย่างเหมาะสม เมื่อมาตรฐานต่ำ การเข้าทำงานตามบริษัท ก็ทำจริงไม่ได้ บริษัทส่วนใหญ่จึงเลือกหาทางออกด้วยการไม่รับคนกลุ่มนี้เข้าทำงาน แต่ยอมจ่ายเงินโดยตรงให้กับผู้พิการ และเอาหลักฐานไปดำเนินการทางกฎหมายว่า มีการจ้างคนพิการจริง ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐละเลย”

เสวียน ฝากทิ้งท้ายว่าอุปสรรคของคนพิการทางสายตา นอกจากเรื่องการเดินทางยังมีหลายเรื่องที่สำคัญ อาทิ  การประกอบอาชีพ การศึกษา การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ดังนั้นอยากให้ช่วยทำให้คนพิการใช้ชีวิตเป็นปกติที่สุด ไม่ต้องทำให้ยิ่งใหญ่  เพราะยังไงระบบแบบนี้ ไม่มีทั่วประเทศ สิ่งที่สำคัญควรทำให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติใกล้เคียงกับคนในสังคม เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

ราตรี ทะวงษา หรือ น้องเก๋

 

 

ตำรวจอย่าฝ่าฝืนคำสั่งตัวเอง เคารพรธน.ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2560 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/500730

ตำรวจอย่าฝ่าฝืนคำสั่งตัวเอง เคารพรธน.ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คำสั่งของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติถึงนายตำรวจระดับสูง ที่ “ห้าม” ไม่ให้นำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเด็ดขาดในทุกกรณี รวมถึงห้ามไม่ให้สื่อบันทึกภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ขณะที่ตำรวจอยู่กับตัวผู้ต้องหา เว้นแต่เป็นการดำเนินการเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน นับว่าน่าสนใจยิ่งว่า จากนี้เจ้าหน้าที่จะละเมิดคำสั่งนี้หรือไม่

เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ผบ.ตร.ออกคำสั่งลักษณะนี้

หากแต่เมื่อสิบปีก่อนหน้านี้ก็มีคำสั่งห้ามนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวเหมือนกัน แต่ที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ฝ่าฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาตัวเอง จนมาเกิดประเด็นให้วิพากษ์ทั้งกรณีการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถ่ายรูปร่วมกับ “เปรี้ยว” ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ หรือการนำ “วัฒนา ภุมเรศ” มือระเบิดคดีบึ้มโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามาแถลงข่าว จนนายกรัฐมนตรีต้องสั่ง สตช.ห้ามนำตัวผู้ต้องหาแถลงเด็ดขาด

ความจริงความเหมาะสมเรื่องการแถลงข่าวในคดีอาชญากรรม พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันเกษียณราชการแล้ว ได้เคยทำรายงานเป็นเอกสารวิชาการส่วนบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตยรุ่นที่ 1 วิทยาลัยรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

หัวข้อที่ทำระบุว่า การแถลงข่าวและการนำตัวผู้ต้องหามาเปิดเผยต่อสาธารณะผ่านสื่อสารมวลชนเป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญของผู้ต้องหาหรือไม่ โพสต์ทูเดย์เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะทั้งต่อองค์กรตำรวจและหลักสิทธิมนุษยชน จึงขอคัดบางส่วนมานำเสนอ

ทั้งนี้ เนื้อหาตอนหนึ่งของรายงานระบุว่า องค์กรตำรวจจำเป็นจะต้องสร้างกระบวนการและระบบประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้อง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นว่ามีระบบการสืบสวน สอบสวน และป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือและเคารพต่อกฎหมาย อีกทั้งยังช่วยให้เป็นหูเป็นตาและแจ้งข้อมูลก่อนที่จะมีอาชญากรรมเกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 กำหนดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและดำเนินการคดีอาญาทั้งปวง และตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้ต้องหาหรือไม่ก็ตาม โดยจะต้องได้รับความเท่าเทียมและเสมอภาค

ข้อศึกษาดังกล่าว ทิ้งคำถามไว้อย่างน่าสนใจว่า หากตำรวจจะนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว เพื่อเป้าหมายการลดปัญหาอาชญากรรมในอนาคตก็ต้องตอบคำถามเหล่านี้ได้ อาทิ การนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวเป็นวิธีการที่ป้องกันอาชญากรรมได้ ไม่มีวิธีการอื่นแล้วหรือไม่ หรือมาตรการที่ใช้มีความจำเป็น ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นอกจากการนำตัวผู้ต้องหามาแถลงต่อสาธารณชนเท่านั้นใช่หรือไม่

การวิเคราะห์จนออกมาเป็นข้อศึกษาของ พล.ต.อ.เอก ยังให้ความเห็นในเรื่องของการนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวนั้นจะถือเป็นการละเมิดสิทธิในชื่อเสียง เกียรติยศ และความเป็นส่วนตัว อีกทั้งข้อสันนิษฐานในรัฐธรรมนูญที่ให้สันนิษฐานไว้ว่าผู้ที่ถูกจับกุมยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งในหลักปฏิบัติจริงๆ การนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวนั้นอาจขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญ และหลักความชอบด้วยกฎหมายจากการกระทำของฝ่ายปกครองเอง

“ตำรวจจึงสมควรยกเลิกหลักการนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าผู้ต้องหาจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม” ตอนหนึ่งของข้อศึกษาระบุไว้

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อเสนอแนะออกมาเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติไว้เช่นกัน โดยข้อศึกษาของ พล.ต.อ.เอก ให้ความสำคัญของการแถลงข่าวไว้เช่นกัน โดยเฉพาะในงานประชาสัมพันธ์ขององค์กรตำรวจ ยังมีความสำคัญอย่างมากต่อการดำรงอยู่อย่างมีเกียรติของตำรวจไทย เพื่อเป็นความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าตำรวจสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับหลักสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของทางราชการด้วย

ข้อเสนอแนะเพื่อให้ตำรวจในงานประชาสัมพันธ์นั้นควรปฏิบัติดังนี้ 1.การจัดให้มีโฆษกและทีมงานของหน่วยงานตำรวจทุกระดับแถลงข่าวด้วยตัวเอง และไม่ต้องนำตัวผู้ต้องหามาแถลงด้วย

2.หลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลของผู้ต้องหา เว้นแต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะการเกิดเหตุ และมูลเหตุการกระทำผิด และ 3.การเปิดเผยภาพผู้ต้องหาจะกระทำได้เฉพาะกรณีที่ยังจับกุมตัวไม่ได้ เพื่อให้ประชาชนระวังภัยและแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่

ท้ายสุดสำหรับข้อศึกษา พล.ต.อ.เอก ระบุไว้ว่า เป็นเพียงข้อเสนอแนะบางประการ แต่ในทางปฏิบัติย่อมมีข้อแตกต่าง แต่ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิโดยองค์กรตำรวจเอง และเป้าหมายสำคัญคือหากมีการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว ท้ายสุดจะนำมาซึ่งความน่าเชื่อถือขององค์กรตำรวจ โดยประชาชน

 

ชำแหละมายาคติวงการศึกษา ติดหล่มไม่พัฒนารอบ 100 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2560 เวลา 06:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/500229

ชำแหละมายาคติวงการศึกษา ติดหล่มไม่พัฒนารอบ 100 ปี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ศ.สุรพล นิติไกรพจน์ กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี 2559 แสดงปาฐกถา หัวข้อ “มายาคติในอุดมศึกษาไทย” ในโอกาสที่ มธ. จัดงานสถาปนามหาวิทยาลัยครบรอบ 83 ปี

“ระบบการบริหารจัดการอุดมศึกษา ของประเทศไทย เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางความเชื่อที่ผิดพลาด มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไม่ตรงกับธรรมชาติของการเป็นสถาบันอุดมศึกษา ขัดแย้งกับธรรมชาติของมหาวิทยาลัย และ ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย จัดตั้งมหาวิทยาลัย กับทั้งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการทางการศึกษาของประเทศที่มุ่งจะรับรองความเป็นอิสระของสถาบันอุดมศึกษาด้วย

มายาคติ หรือความเข้าใจของมหาวิทยาลัยที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงของอุดมศึกษาของประเทศ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ผู้บริหารประเทศ กลุ่มที่ 2 ความเชื่อกลุ่มผู้บริหารการศึกษา โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลุ่มที่ 3 ความเชื่อผิดๆ ของสภามหาวิทยาลัย ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และกลุ่มที่ 4 ความเชื่อผิดๆ ในกลุ่ม ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย ทั้งหมดทำให้เกิดปัญหาการบริหารนโยบายของอุดมศึกษา ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

สิ่งที่ผู้คนในแวดวงอุดมศึกษาและคนทั่วไปไม่ตระหนัก คือ การที่มหาวิทยาลัยไทยมีลักษณะพิเศษ ที่ไม่เหมือนหน่วยงานภาครัฐ ไม่เหมือนกรม กระทรวง ไม่เหมือนหน่วยราชการ ไม่เหมือนราชการ อื่นๆ ด้วยเหตุผล 3 ข้อ คือ 1.มหาวิทยาลัยทุกแห่งมีพระราชบัญญัติจัดตั้ง และกำหนดวิธีการบริหารงานมหาวิทยาลัยไว้เป็นเอกเทศของมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ ไม่มีส่วนราชการไหนของไทยที่มี และ พ.ร.บ.แต่ละมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องเขียนเหมือนกัน ขณะที่หน่วยราชการอื่นๆ มี พ.ร.บ. 1 ฉบับ ที่ทำไว้สำหรับ 20 กระทรวง อธิบายการทำงาน เขียนไว้เหมือนกันหมด

2.ขณะที่มหาวิทยาลัยไทยสามารถบริหารเบ็ดเสร็จโดยสภามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นองค์คณะบุคคล สภามหาวิทยาลัย เป็นผู้ตั้งอธิการบดี อนุมัติหลักสูตร ถอนปริญญาใครก็ได้ สภามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรกลุ่ม มีจำนวนคนหลากหลาย แต่ละที่ จะมีใครก็ได้ ไม่มีสายบังคับบัญชา และ รมว.ศธ.ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาสภามหาวิทยาลัย ไม่มีใครสั่ง สภามหาวิทยาลัยได้ เป็นอำนาจของ สภามหาวิทยาลัย

3.โดยผลจากการกำหนดกฎหมาย และการบริหารโดยคณะกลุ่ม ทำให้มหาวิทยาลัยมีอิสระอย่างมาก มหาวิทยาลัยทำสัญญาตกลงอะไรกับใครก็ได้ เพราะเป็นนิติบุคคล เงินรายได้ของมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องส่งให้คลัง ที่ดินที่มี ผู้มอบให้มหาวิทยาลัยสามารถจำหน่าย ถ่ายโอนได้เอง ไม่ต้องไปขออนุมัติ หน่วยงานรัฐ

ทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา คนในระบบการบริหารงานอุดมศึกษาไม่เข้าใจ จุดประสงค์ที่อยากให้เป็นอิสระ โดยไม่อยากให้คนคนเดียวดูแล รอบคอบ ขณะที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งไม่ใช้ความอิสระให้เกิดประโยชน์

ด้าน มายาคติ ในมุมผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ และองค์กรกลาง  ภาครัฐ มีการตั้งคำถามว่า ทำไมจึงสั่งมหาวิทยาลัยไม่ได้

เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิดพลาด เป็นมายาคติในผู้กำหนดนโยบาย แม้แต่องค์กรสูงสุด คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) มีความเข้าใจผิดว่าไม่สามารถควบคุม กำกับมหาวิทยาลัยได้ จนต้องแก้กฎหมาย ทั้งที่จริงๆ ทำได้

หากพบว่าสถาบันหรือคณะวิชาใดไม่ได้มาตรฐาน มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ กกอ.ไม่จำเป็นต้องสั่ง แต่ใช้วิธีตักเตือน ถ้ายืนยันว่าแก้ไขไม่ได้สามารถประกาศได้ทันทีว่าไม่ได้มาตรฐาน และดูว่า ก.พ.จะบรรจุ และมีใครจะกล้าสมัครเรียนมหาวิทยาลัยดังกล่าว มีวิธีมากมายที่ กกอ.สามารถใช้อำนาจได้ ถ้าพบว่ามีปัญหาเรื่องการบริหารงานบุคคล แต่ที่ทำ เราจะเปลี่ยนสำนักงานเลขาธิการ คือ เลขานุการ และรับไปทำงาน แต่เหมือนเป็นสำนักงานปลัดกระทรวงอุดมศึกษา จะมีอำนาจในการสั่งการ

ระดับที่ 3 มายาคติอุดมศึกษาเกิดในการบริหารงานมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง การบริหารสูงสุดในมหาวิทยาลัย คือ สภามหาวิทยาลัย มีประสบการณ์ในการทำงานภาครัฐ คุ้นเคยระบบราชการ แต่กรรมการสภามหาวิทยาลัยจำนวนมาก หน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ ปล่อยให้การบริหารเป็นหน้าที่ของอธิการบดี ไม่ได้นำพากับการบริหารมหาวิทยาลัย ปล่อยให้อธิการบดีรับผิดชอบ

ด้านมายาคติของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย อาจารย์ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ไม่เข้าใจว่ามหาวิทยาลัยมีความพิเศษ อิสระไม่เหมือนที่อื่น เช่น การที่ประชุมสภาคณาจารย์ หรือสภาบุคลากร พนักงานของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เรียกร้อง ต่อต้าน การที่เอาคนอายุเกิน 60 ปี มาแต่งตั้งเป็นอธิการบดี ทั้งที่อายุเกิน 60 ปีแล้วเป็นอธิการบดีไม่ได้ เป็นการอธิบายเชิงราชการ แนวคิดของอุดมศึกษาต้องมองว่า ถ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนก็ เป็นอธิการบดีได้ ถ้าสภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง ไม่มีข้อห้ามใดๆ เพราะมหาวิทยาลัยมีลักษณะเฉพาะเป็นดุลพินิจของสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง

เรื่องเหล่านี้สะท้อนความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นทั้งในหมู่ผู้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ผู้บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ไปจนถึงในระดับผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ และเกิดขึ้นในระดับผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐด้วย และได้ ก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ลุกลามไปเป็นปัญหาในทางการบริหารงานในมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือเกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานกลางกับสถาบันอุดมศึกษา และกลายไปเป็นการฟ้องร้องเป็นคดีต่างๆ มากมาย ทั้งในศาลยุติธรรมและศาลปกครอง ถ้าหากไม่มีความเข้าใจและไม่สามารถมองทะลุมายาคติ ที่เคยเชื่อตามๆ กันมาอย่างยาวนานในระบบอุดมศึกษาของประเทศไทยแล้ว ย่อมไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะรื้อปรับระบบอุดมศึกษาไทย

ปัญหานี้เห็นได้ในปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงแต่การศึกษาไทยในช่วง 1 ศตวรรษนี้ไม่มีพัฒนาการ แต่ยังคงล้าหลังไปทุกวัน ทั้งรูปแบบการเรียนการสอนหรือเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ แต่หากสามารถปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยของรัฐให้มีพลวัต มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและมีศักยภาพที่เป็นแกนหลักและจะนำสังคมไทยให้เปลี่ยนแปลงตามทันพัฒนาการของโลก และเป็นความหวังที่จะสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพสำหรับ สังคมไทยในอนาคตได้”

 

“ดาร์กไอดอล” ฮีโร่ บนความป่วยของสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2560 เวลา 15:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/500072

"ดาร์กไอดอล" ฮีโร่ บนความป่วยของสังคม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

สังคมกำลังกลับตาลปัตรหรือไม่…คำถามจากคนไทย เมื่อ “ไอดอลสายดาร์ก” อย่าง “เสี่ยโป้ อานนท์” กับ “เก่ง ลายพราง” ที่โด่งดังไปทั่วในสื่อโซเชียลมีเดียบนเรื่องราวบาดหมางส่วนตัวคนสองคน ขณะที่สื่อทีวีจัดรายการให้ทั้งคู่ออกอากาศเคลียร์ใจถ่ายทอดสดให้คนดูทั่วประเทศ เนื้อหาสาระเล่าถึงการจะฟาดปากกัน และวิถีนักเลง ในอดีตค้ายา ไล่แทง ยิง  กระทั่งไปถึง การจัดต่อยมวยที่สนามลุมพินีเมื่อไม่นานมานี้ระหว่าง “เสี่ยโป้” กับ “กง เมืองมีน” ที่สุดท้ายกลายเป็นมวยล้มต้มคนดูไป

หลายคนให้ความสนใจเสพติดตาม  ผู้จัด นักสร้างก็หวังที่เรตติ้งให้กับสนามมวยก็ดี หรือ กับ ทีวีในยุคเศรษฐกิจหน้าจอตกต่ำ เพื่อเพิ่มยอดคนดูโดยไม่สนใจถึงเนื้อหาและสาระ  เยาวชนไม่น้อยก็ลุ่มหลงเข้าใจผิดว่าพฤติกรรมสีเทาเหล่านี้ ทำให้เป็นเน็ตไอดอลและฮีโร่ยอดไลค์ได้ไม่ยาก

อัมพร  เบญจพลพิทักษ์  ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต วิพากษ์ปัญหาในสังคมตอนนี้ว่า ในภาวะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงสื่อได้ง่าย และทุกคนทำตัวเป็นสื่อโดยที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจได้ง่าย ดังนั้นสื่อกระแสหลักต้องทำงานหนักขึ้นในการดึงความสนใจจากผู้คน สื่ออาจมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นตั้งแต่มีช่องทีวีดิจิตอลจำนวนมาก รวมถึงสื่อโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ ทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้นนั่นอาจทำให้การคิดไม่รอบคอบเกิดขึ้นได้

ส่วนการนำเสนอคนสายดาร์กขึ้นมาเป็นไอดอลย่อมมีโอกาสสร้างความสนใจได้สูง เทียบกับกลไกดั้งเดิมที่เคยชื่นชมความดีงาม ถ้าทำลักษณะนี้ต่อเนื่องความดีงามอาจไม่มีความแปลกใหม่ แต่ว่ากระแสของคนสายดาร์กเป็นความชั่วร้ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ แต่ใหม่ในแง่ของการนำเสนอที่มีสติน้อยลงและขาดความระมัดระวังขึ้นเรื่อยๆจึงเป็นการหยิบยกด้านมืดดำของสังคม

“ทั้งนี้ที่ก่อนหน้านี้มีกระบวนการคัดกรองพฤติกรรมไม่ดีแยกออกจากการชื่นชมยินดี เนื่องจากอาจมีโอกาสถูกเลียนแบบได้ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นสิ่งที่ย้อนแย้งจากเดิมพอสมควร ตัวอย่างเช่น เรื่องไม่ควรพูด ไม่ควรชม ดันกลายเป็นถูกหักมุมทำกันตรงข้ามหมด ตรงนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง  ดังนั้นต้องทบทวนไปถึงกลไกการห้ามหรือรูปแบบเดิมที่เคยยึดถือกฎเกณฑ์เหล่านั้นมีไว้เพื่ออะไร ถ้าไม่นึกถึงเท่ากับกำลังขาดการล้อมรั้วและกำลังทำลายสังคม”

ผอ.สถาบันราชานุกูล เผยอีกว่า แต่เดิมเรามีกระบวนการคัดกรองไม่ส่งเสริมต้นแบบของความชั่วร้าย เช่น คำพูดหยาบคาย คำพูดก้าวร้าว  ปลุกระดม ทั้งหมดจะถูกคัดกรองไม่ให้มีการเสนอผ่านสื่อ  ต่อมากำแพงตัวนี้ค่อยๆเลื่อนหายไป จากเคยปกป้องปิดกั้นผู้ไร้วุฒิภาวะ  กลุ่มเลียนแบบ ด้วยการคัดกรองและตัดทอนภาพความรุนแรงความเลวร้าย อย่างภาพศพ ภาพน่ากลัวสะเทือนขวัญสร้างความเกลียดชัง ยั่วยุให้เกิดความกลัว  ภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศและอบายมุขทั้งหลาย จากที่เคยพยายามตัดทอนคัดกรองภาพเหล่านี้ ปัจจุบันเรื่องเหล่านี้ค่อยๆหมดไป แถมยังมีกลไกว่านี่คือต้นแบบ ซึ่งคิดว่าทุกกฎเกณฑ์ทุกข้อห้ามในอดีตมีที่มาและความหมาย

“ในเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปในแง่การเสนอด้านไม่ดี แต่ไม่ใช่การรื้อถอนหรือสวนกลับทิศทางอย่างน่าหวาดกลัวเหมือนในสมัยนี้ ถ้าเราไม่ดูแลไม่ช่วยกันคิดก็เป็นสิ่งที่ต้องเตรียมตัวรับกับหายนะของสังคมเลย และปัญหาคือกลุ่มคนที่ขาดวุฒิภาวะ คนเครียด ล้วนพร้อมที่จะถูกชี้นำและอาจจะกลายเป็นคนเคว้งเคว้างไม่มีสิ่งยึดเกาะที่ดีได้ ถ้าแวดล้อมเต็มไปด้วยสื่อเสนอพวกสายดาร์กของสังคม หรือเห็นต้นแบบของการชื่นชมสายดาร์กจนเป็นกระแสยอมรับ” อัมพร ฉายภาพปัญหาในอนาคต

ไม่ต่างจากความคิดเห็นของ ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ถึงกับเอ่ยปากยอมรับว่า มีความเป็นห่วงสังคมในขณะนี้อย่างมาก เมื่อมีเนื้อหารุนแรงออกมาลักษณะเช่นนี้ แต่การจับมือแก้ปัญหาจริงแล้วเป็นเพียงภาพเล็กๆของคนสองคน แต่ภาพใหญ่ที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมมีเยอะ ส่วนตัวคิดว่ารายการที่มีการนำเสนอทาง กสทช.ควรมีการทบทวนว่าเหมาะสมหรือไม่ ในการนำความรุนแรงในสังคมขึ้นมาเสมือนทำเป็นดราม่าเพื่อเรียกคนให้มาดู ทั้งที่จริงการกระทำเราต้องดูผลกระทบของสังคมด้วย

“ทำไมเราถึงไปให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้ ส่วนตัวไม่ได้มีความรู้สึกไม่ดีกับเด็กสองคนที่มาออกรายการ แต่มีความรู้สึกว่าสถานีโทรทัศน์และผู้ผลิตรายการนี้ขาดความรับผิดชอบและยอมให้รายการนี้ออกอากาศ แล้วมีการคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหรือไม่”

ยงยุทธ  ให้ความเห็นต่อว่า เนื่องจากสังคมไทยให้ความสนใจกับเรื่องดราม่า เหมือนคนดูหนังดูละครโดยนึกว่าเป็นคนนอกตัว แต่ที่จริงไม่ได้นึกว่าการทำเช่นนี้มีผลกระทบอย่างไร เช่น มันจะกลายเป็นคนที่ใช้ความรุนแรงหรืออยู่ในวงการเหมือนเป็นฮีโร่ ซึ่งเรื่องการเลียนแบบจะมีปัญหากับเด็กเยาวชนที่เปราะบางและได้รับผลกระทบจากความรุนแรงหรือมีพื้นเพเกี่ยวกับความรุนแรงอยู่แล้วเพิ่มขึ้นอีก ส่วนเด็กเยาวชนที่ไม่มีพื้นฐานความรุนแรงคงไม่เลือกนำมาเป็นแบบอย่าง

“แต่ว่าเวลาสื่อออกไปสื่อไม่ได้เลือกกลุ่มคนประเภทหนึ่งหรือสอง แต่ทุกคนรับได้ดูได้หมด อาจทำให้คนที่เปราะบางเสี่ยงต่อการเรียนรู้และนำไปเป็นแบบอย่างความรุนแรงมากขึ้น”

ในฐานะอดีตนายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย หมอยงยุทธ เตือนสติว่า แม้ว่าในยุคสมัยนี้สื่อมวลชนจะมีการแข่งขันอย่างมาก จึงทำให้แต่ละช่องต้องหาจุดเด่นของตัวเอง แต่อย่าทำให้เกินขอบเขตความเหมาะสมของสังคม

เปิดร่างกม.ยุทธศาสตร์ ตีกรอบอนาคต 20 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2560 เวลา 09:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/499925

เปิดร่างกม.ยุทธศาสตร์ ตีกรอบอนาคต 20 ปี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการจัดทำ “ยุทธศาสตร์ชาติ” เริ่มต้นเดินหน้าอย่างเป็นทางการ เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 218 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ รอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ท่ามกลางการจับตาจากสังคมถึงผลพวงที่กำลังจะเกิดขึ้นจากกฎหมายฉบับนี้

โดยเฉพาะข้อกังขาเรื่องการตีกรอบแนวนโยบายล็อกรัฐบาลที่จะมาหลังการเลือกตั้งต้องนำไปปฏิบัติอย่างไม่อาจบิดพลิ้ว หรือคิดนโยบายที่ขัดแย้งกับกรอบยุทธศาสตร์ที่วางแผนไว้ 20 ปี ยังไม่รวมประเด็นการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ดังจะเห็นจากการกำหนดคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่นายกฯ มอบหมายเป็นรองประธาน และมีกรรมการ ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประธานกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานสภาเกษตรแห่งชาติ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกิน 17 คน

พอเข้าใจได้กับสัดส่วนของฝ่ายบริหาร ทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ที่เข้ามารับหน้าที่เพื่อความต่อเนื่อง แต่ในส่วนผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่ตั้งขึ้นมาควบคุมทิศทางการบริหารประเทศในอนาคต ทำให้เกิดคำถามตามมาถึงบทบาทหน้าที่ของกองทัพหลังการเลือกตั้ง

ยิ่งหากพิจารณาอำนาจหน้าที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ไม่เพียงแค่จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีเท่านั้น แต่สามารถเสนอความเห็นต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ กำกับดูแลการปฏิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

มาตรา 5 กำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกัน อันจะก่อให้เกิดเป็นแรงผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมาย ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะต้องไม่น้อยกว่า 20 ปี

การกำหนดนโยบายบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติและแผนอื่นใด รวมตลอดทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติ ความต้องการและความจำเป็นในการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล และเป้าหมายการปฏิรูปประเทศตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

ทั้งนี้ กำหนดให้ดำเนินการตามกระบวนการ มีการใช้ข้อมูลความรู้ที่เกิดจากการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบ วิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างรอบด้าน ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ จุดแข็งจุดอ่อนโอกาสและข้อจำกัด รวมทั้งความเสี่ยงของประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศต่อการเปลี่ยนแปลง

ให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายการจัดทำยุทธศาสตร์ รวมทั้งสร้างการรับรู้ความเข้าใจ ความเป็นเจ้าของยุทธศาสตร์ร่วมกัน

หรือการกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการพัฒนาประเทศในระยะยาว ต้องมีความชัดเจนเพื่อให้เห็นภาพในอนาคตของประเทศโดยเป็นกรอบกว้างที่ยืดหยุ่นตามการเปลี่ยนแปลงของโลก

ที่สำคัญมีการกำหนดกรอบการติดตามผลการดำเนินการ โดยมาตรา 25 ระบุว่า ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการตามมาตรา 26 โดยไม่มีเหตุอันสมควรให้สภาผู้แทนราษฎร หรือสภามีมติส่งเรื่องให้ทางกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาดำเนินการกับหัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นตามอำนาจ หน้าที่ และให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหา สั่งให้ผู้นั้นรับราชการหรือพักงาน หรือสั่งให้ออกจากราชการ หรือออกจากงานไว้ก่อนโดยสั่งให้พ้นจากตำแหน่งต่อไป

มาตรา 26 ในกรณีที่ความปรากฏต่อจากคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติว่าการดำเนินการใดของหน่วยงานของรัฐไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนแม่บท ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติแจ้งให้หน่วยงานของรัฐทราบถึงความไม่สอดคล้อง และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุง และเมื่อหน่วยงานของรัฐดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกระบวนการใดแล้ว ให้แจ้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติภายใน 60 วัน

ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง หรือไม่แจ้งการดำเนินการให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติทราบภายในกำหนด ให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติรายงานให้คณะกรรมการทราบ เพื่อพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบและสั่งการต่อไป