“พัดงาแกะสลัก” หนึ่งเดียวในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 20:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/499905

"พัดงาแกะสลัก" หนึ่งเดียวในโลก

โดย…ส.สต

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชูปถัมภ์ในการบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชันษา 90 ปี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

พร้อมทั้งถวายพัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย พัดพิเศษประจำเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต วันที่ 26 มิ.ย. 2560 ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

พระราชทานพระราชูปถัมภ์

ตามหมายรับสั่ง… ลง วันที่ 16 มิ.ย. 2560

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชูปถัมภ์ในการบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชันษา 90 ปี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานครวันจันทร์ ที่ 26 มิ.ย. 2560 เวลา 17.30 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงวางพุ่มดอกไม้ และทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเข้าพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธอังคีรส ประธานพระอุโบสถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชสรีรังคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชสรีรังคาร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เสด็จฯ ไปทรงพระสุหร่ายทรงเจิม พระพุทธรูปประจำวันประสูติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา จบแล้ว สมเด็จพระราชาคณะ ถวายศีล พระสงฆ์ 20 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ฉลองพระพุทธรูปประจำวันประสูติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในสมัยพระชันษา 90 ปี จบแล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก เสร็จแล้ว เสด็จฯ ไปถวายดอกไม้ธูปเทียนแพ ทรงหลั่งน้ำสรงที่พระหัตถ์ ถวายผ้าไตร ถวายพัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ขณะที่ทรงหลั่งน้ำสรง พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร ดุริยางค์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายพระพรชัยมงคล ถวายอดิเรก เสด็จฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์ เสด็จพระราชดำเนินกลับ

แต่งกายเครื่องแบบปกติขาวไว้ทุกข์

 

พัดยศสมัยรัชกาลที่ 4

พัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย เล่มนี้ มีประวัติเล่าไว้ในหนังสือ เรื่อง พัดรองงานพระราชพิธี ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ กสทช.จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสงานฉลองพระชันษา 100 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ 3 ต.ค. 2556 ว่า

พัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย มีลักษณะเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ แกะด้วยงาทั้งเล่มตลอดด้าม ใบสลักเป็นลายโปร่งอย่างประณีตประดับพลอย

เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (บุญศรี) ต้นสกุล บุรณศิริ ทำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อพระราชทานแด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ให้ทรงถือเป็นพัดยศประจำในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็พระราชทานพัดแฉกงานี้ แด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งยังเป็นเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายธรรมยุต เมื่อ
วันที่ 29 พ.ย. 2436

หลังจากนั้นต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรส สิ้นพระชนม์ ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2464 ก็ได้รับพระราชทานพัดแฉกงาเล่มนี้เป็นพัดยศ ให้ทรงถือสืบต่อมาตลอดพระชนมายุ

และต่อมาในปี 2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้โปรดพระราชทานแด่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์) เมื่อทรงดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายธรรมยุต

ดังนั้น พัดแฉกงาพิเศษประดับพลอยนี้ จึงเป็นพัดที่พระราชทานแด่สมเด็จพระราชาคณะ ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายธรรมยุต ซึ่งเป็นพระราชวงศ์และใช้เฉพาะในวันงานพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา และวันรับพระกฐินหลวงเท่านั้น

ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพัดเล่มนี้แด่สมเด็จพระสังฆราช (วาสนมหาเถร) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (สุวฑฺฒนมหาเถร) วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นธรรมยุต

ครั้นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (สุวฑฺฒนมหาเถร) สิ้นพระชนม์ สมเด็จพระวันรัต (จุนท์) ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต แต่มิได้รับพระราชทานพัดเล่มนี้

รูปที่ 7 ที่ทรงถือพัดพิเศษ

เมื่อสถาปนาสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร) ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายธรรมยุต ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น สมเด็จพระวันรัต (จุนท์) จึงลาออกจากตำแหน่ง

เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2560 เพื่อให้มหาเถรสมาคมถวายตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ตามธรรมเนียมปฏิบัติแห่งคณะธรรมยุต

วันที่ 26 มิ.ย. 2560 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร) จึงเป็นเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต รูปที่ 7 ที่รับพระราชทานพัดแฉกงาประดับพลอย เพื่อเป็นเกียรติยศสืบไป

 

 

“นิทานข้ามกำแพง” เมื่อผู้ต้องขังเขียนหนังสือให้เด็กอ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มิถุนายน 2560 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/499899

"นิทานข้ามกำแพง" เมื่อผู้ต้องขังเขียนหนังสือให้เด็กอ่าน

โครงการ “นิทานข้ามกำแพง : พลังแสงแห่งรัก” หนังสือสร้างสุขที่เกิดจากจินตนาการและฝีมือของเหล่าผู้ต้องขังในเรือนจำบางขวาง

เพราะความเชื่อมั่นใจในพลังของการอ่านและเชื่อมั่นในความอ่อนโยนของเรื่องเล่า เร็วๆ นี้เลยเกิดเรื่องราวอันน่าประทับใจขึ้นที่เรือนจำกลางบางขวาง จ.นนทบุรี  เป็นโครงการ “นิทานข้ามกำแพง : พลังแสงแห่งรัก” ชุดหนังสือสร้างสุขเพื่อเด็กปฐมวัยที่สร้างสรรค์จากฝีมือและจินตนาการของเหล่าผู้ต้องขัง

พวกเขาได้รับการฝึกฝนเป็นเวลา 4 เดือน ระหว่างเดือนมีนาคม–มิถุนายน 2556 ก่อนจะถ่ายทอดออกมาเป็นนิทานที่สวยงามและสมบูรณ์แบบ

สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. เล่าว่า “โครงการนิทานสร้างสุข” เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน คือ โครงการในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา,เรือนจำกลางบางขวาง กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม, แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. โดยมีเครือข่ายพุทธิกาเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม เป็นองค์กรประสานงาน โครงการฯ ได้เชิญนักวาดนักเขียน ครูบรรณาธิการชื่อดัง อาทิ รศ.เกริก ยุ้นพันธ์,นายชีวัน วิสาสะ,นางสาวระพีพรรณ พัฒนาเวช,นางสาววิภาวี ฉกาจทรงศักดิ์ ฯลฯ มาเปิดการเรียนการสอน การผลิตหนังสือภาพ หนังสือนิทานสำหรับเด็ก แก่ผู้ต้องขังเรือนจำกลางบางขวาง ซึ่งพบว่า ทั้งเรื่องและภาพสะท้อนมุมมองต่อชีวิตที่ละเอียดอ่อน มีความละเมียดละไม

ต่อมา สสส. ได้คัดสรรต้นฉบับจาก 30 เรื่อง ที่มีความโดดเด่น นำมาพัฒนาและจัดทำเป็นชุดหนังสือนิทานสร้างสุขเพื่อเด็กปฐมวัย จำนวน 6 เล่ม ได้แก่ เรื่องกา,เรื่องนกเพื่อนมด,เรื่องเสือน้อยน่ารัก,เรื่องพ่อนกในป่าใหญ่,เรื่องวาดรูปกับพ่อ และเรื่องหนูดีใจมากเลย เป็นนิทาน 6 เรื่อง ที่สะท้อนความเมตตาจากผู้สร้างสรรค์

คณะทีมงานผู้ดำเนินโครงการ

อรสม สุทธิสาคร ผู้อำนวยการโครงการนิทานสร้างสุข บอกว่า นักเรียนของโครงการนี้คือผู้ต้องขังจากเรือนจำกลางบางขวาง จำนวน 53 คน ส่วนตัวเชื่อว่าผู้ใหญ่ทุกคนมีความเป็นเด็กน้อยอยู่ในตัว ในห้องเรียนได้มองเห็นความสุขแจ่มใส เสียงหัวเราะ เห็นความสนุกสนานของนักเรียนทุกคน เมื่อผลงานเสร็จสิ้นลงนับเป็นความปลาบปลื้มใจที่สุดที่ได้เห็นความละเอียดอ่อน นุ่มนวล อ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ในมุมลึกของนักเรียน

“เราพยายามดึงส่วนลึกที่สุดในหัวใจเขาออกมา เป็นความเยาว์ของคนวัย 50 ปี ผลงานที่มาจากความสุขและความนุ่มนวลอ่อนโยนนี้กำลังเดินทางสู่หัวใจของเด็กๆ ทั่วประเทศ” อรสมบอกด้วยใบหน้าแห่งความสุขที่ร่วมสร้างโครงการนี้จนประสบความสำเร็จ

ระพีพรรณ พัฒนาเวช หนึ่งในคุณครูผู้สอน บอกว่า แม้นักเรียนรุ่นพิเศษนี้ ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่จำกัด ภายใต้ความขาดแคลนและเงื่อนไขต่างๆ แต่ไม่อาจขวางกั้นจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นของนักเรียนได้ พวกเราจึงได้มีโอกาสสัมผัสกับหนังสือนิทานที่มีคุณภาพ ไม่ด้อยไปกว่าผลงานมืออาชีพที่ใช้ชีวิตโลดแล่นในโลกอิสระ ในฐานะของครูที่ได้รับโอกาสพิเศษ ขอแสดงความคาราวะอย่างลึกซึ้งต่อหัวใจที่กระตือรือร้น กับความตั้งใจอันเต็มเปี่ยม บวกพลังแห่งความปรารถนาดีที่ส่งผ่านนิทานมายังผู้อ่านเพื่อให้เกิดความสุขอีกทอดหนึ่ง

“ช่วงสำคัญคือการสร้างจินตนาการและดึงความรู้สึกภายในของเขาด้วยการอ่านและเรียนรู้ที่จะถ่ายทอดให้เพื่อนฟัง ซึ่งพวกเขาทำได้ดีมากจนกลายเป็นผลงานที่น่าพอใจ”

ชีวัน วิสาสะ นักเขียนชื่อดัง กล่าวเสริมว่า นิทานแต่ละเรื่อง เล่าเรื่องด้วยถ้อยคำที่กระชับ สื่อสารใจความที่สำคัญต่อผู้อ่าน สร้างความรู้สึกที่แตกต่าง ทั้งความเห็นอกเห็นใจ มิตรภาพ และคุณค่าทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ส่วนด้านภาพ หลายเรื่องโดดเด่นมีชีวิตชีวา บางเล่มมีความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจมาก

“หนังสือเด็กไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเขียนด้วยอายุและประสบการณ์ของผู้ใหญ่ แต่ใช้ความรู้สึกของเด็ก ซึ่งค้นหาและผลักดันมันออกมาคือเรื่องสำคัญ”

นิทานเรื่องวาดรูปกับพ่อ

เจ้าของผลงานนิทานเรื่อง “วาดรูปกับพ่อ”  สาธิต หลิ่มจาง นักโทษคดียาเสพติดวัย 47 ปี ผู้ถูกจำคุกมาแล้วถึง 12 ปี เล่าว่า การเขียนนิทานสำหรับเด็กนั้นเป็นเรื่องยาก เนื่องจากต้องสร้างสรรค์ผลงานที่ทำให้เด็กๆ นั้นรู้สึกเข้าถึงและจับต้องได้

“ผมพยายามดึงความรู้สึกในวัยเด็กของตัวเองออกมาเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวให้พวกเขาเข้าใจ นิทานเรื่องวาดรูปกับพ่อ เกิดจากความคิดถึงลูกที่ผมจากมาตั้งแต่เขาอายุได้เพียง 11 เดือน”

อนันต์ เตมีศักดิ์ เจ้าของเรื่อง “หนูดีใจมากเลย” นักโทษประหารจากคดียาเสพติด เขาถูกลดโทษลงมาอย่างต่อเนื่อง และจำคุกมาถึง 16 ปีแล้ว

ชายวัย 65 ปีบอกว่า การเขียนนิทานและได้ตีพิมพ์ให้กับเด็กๆ ทั่วประเทศได้อ่านเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต

“โครงการนี้ทำให้ผมอยู่กับความทุกข์เป็นและมองหาความสุขจากมันได้ การเขียนนิทานคือความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต อย่างน้อยๆ ผมเกิดมาก็ไม่ได้แค่เดินผ่านโลก แต่ได้ฝากอะไรไว้กับโลกใบนี้แล้ว”

นิทานเรื่อง หนูดีใจมากเลย เป็นเรื่องราวที่อนันต์เขียนถึงชีวิตของเด็กๆ ที่คุณพ่อคุณแม่พาไปเยี่ยมคุณตาคุณตาย จนกระทั่งเกิดความผูกพันธ์และอบอุ่นภายในครอบครัว

เจ้าของผลงานเรื่อง “เสือน้อยน่ารัก” สมมาตร ระเวกโฉม หนุ่มใหญ่วัย 51 ปี อีกหนึ่งนักโทษประหารจากคดียาเสพติด ผู้ถูกจองจำมาแล้ว 17 ปี บอกว่า นิทานข้ามกำแพง ทำให้ตัวเองมีคุณค่า ได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ และได้รับความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและคุณครูตลอดระยะเวลา 4 เดือน

โดย เสือน้อยน่ารัก เป็นเรื่องราวที่เจ้าตัวจินตนาการจากเรื่องจริงของลูกแมวที่เขาทำคลอดมากับมือในเรือนจำ โดยนำมีการนำลักษณะนิสัยของแมวที่กลัวน้ำไปเปรียบเทียบกับเด็กน้อยที่มักไม่ชอบอาบน้ำ

นิทานเรื่อง หนูดีใจมากเลย

 

ผลงานเรื่องเสือน้อยน่ารัก

 

สำหรับชุดหนังสือนิทานสร้างสุขเพื่อเด็กปฐมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดพิมพ์ให้กับเด็กเล็กในพื้นที่ขาดโอกาส จำนวน 6,000 เล่ม เรื่องละ 1,000 เล่ม ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 มีการจัดนิทรรศการ “เรื่องเล่าจากแดนประหาร” โดยมีชุดหนังสือนิทานสร้างสุขเพื่อเด็กปฐมวัยนี้เป็นหนึ่งในการนำเสนอ  ณ สำนักปฏิบัติธรรมอรัญญะมุนี  อำเภอดอยหลวง  จังหวัดเชียงราย  ซึ่งพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้ทอดพระเนตรและประทานคำแนะนำว่า

ชุดนิทานนี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการนำไปเผยแพร่ให้กับกลุ่มผู้ขาดโอกาส  อันได้แก่  ผู้ต้องขังที่กำลังตั้งครรภ์ในเรือนจำ  เด็กติดผู้ต้องขัง  ผู้ต้องขังที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงเด็ก  รวมทั้งกลุ่มเด็กเล็กในโรงเรียนต่างๆ ตามชายแดนที่อยู่ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  จึงได้มีการจัดพิมพ์เพิ่ม ตามพระประสงค์ในพระเจ้าหลานเธอฯ ที่ทรงชักชวนผู้มีจิตกุศลได้เข้ามาสนับสนุนการเผยแพร่ จำนวน 24,000 เล่ม เรื่องละ 4,000 เล่ม ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ(สำนัก 9) สสส. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและคณะ

 

 

 

 

 

 

85 ปี ประชาธิปไตย เส้นทางวนเวียนไม่เต็มใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2560 เวลา 07:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/499631

85 ปี ประชาธิปไตย เส้นทางวนเวียนไม่เต็มใบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางประชาธิปไตยแบบไทยๆ ถูกก่อร่างสร้างขึ้นจนมีอายุ 85 ปี ใน วันที่ 24 มิ.ย. 2560  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงได้จัดเสวนา หัวข้อ “85 ปี ประชาธิปไตยจะไปไหนดี ?” โดยมีบรรดานักวิชาการ ตัวแทนจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มาร่วมถ่ายทอดสถานการณ์ความเป็นไปนับจากนี้

ศ.ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. มองว่า การเมืองบ้านเราอยู่ในสภาพที่เป็นวงจรอุบาทว์ หลายคนยังไม่มั่นใจว่าจะหลุดพ้นได้หรือไม่ ตั้งแต่การปฏิวัติและผ่านการเลือกตั้งซ้ำแล้วซ้ำอีกในรอบ 85 ปีที่ผ่านมา จึงต้องมองว่าเหตุใดประเทศไทยถึงออกจากวงจรนี้ไม่ได้ ก็มองได้ว่ามาจากโครงสร้างทางวัฒนธรรม ประเพณี และปรากฏการณ์ทางการเมือง เพราะรัฐของไทยเป็นรัฐรวมศูนย์ มีบทบาทมาก เป็นรัฐเดี่ยว เป็นรัฐที่อยู่ในสถานะเหนือประชาชน มีพื้นที่ของตัวเองมากกว่าการให้ประชาชนได้พูดคุยกัน

เราต้องมองว่าวันข้างหน้าจะเดินไปอย่างไร เพราะขณะนี้ยังเป็นหนังเรื่องเดิมๆ ทั้งนั้น แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้สนุก แต่เป็นหนังที่เริ่มหนักใจขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นเชื่อว่าทำให้ประชาชนแข็งแรง คุ้มครองให้ประชาชนไม่น้อยไปกว่าเดิม ซึ่งสิทธิเหล่านี้รัฐธรรมนูญคุ้มครอง เป็นเครื่องไปต่อสู้ทางศาลได้ ประชาชนสามารถฟ้องร้องต่อรัฐได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องการคลายนอตเพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมากขึ้น

“ถ้ามองไปข้างหน้าผมก็ยังหนักใจ เพราะมีความย้อนแย้งในตัวเอง ซึ่งภายใต้โลกที่กดดันและปัญหาประเทศแบบนี้ ซึ่งตามกติกาที่ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่าจะทำให้เกิดระบอบประชาธิปไตยแบบประนอมอำนาจ นั่นหมายถึงประชาธิปไตยที่ไม่เต็มใบ หรือประชาธิปไตยแบบฟื้นฟูที่ต้องประคองกันไปก่อน” ศ.ดร.ชาติชาย กล่าว

ด้าน รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า 85 ปีที่ผ่านมาฝั่งประเทศตะวันตกไม่เคยยอมรับว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น แต่เป็นประชาธิปไตยระบอบลูกผสม คือการเปลี่ยนผ่านไปประชาธิปไตยที่ไม่สำเร็จ มีทั้งเปลี่ยนเข้าและเปลี่ยนออก ซึ่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่สำเร็จ ต้องให้การถือครองทางการเมืองไปอยู่ในมือประชาชนอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ ใน 5 มิติการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยที่ต่างประเทศได้ใช้และประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย มิติที่ 1.พลังฝ่ายค้านของทุกคนในสังคม โดยทำอย่างไรให้พลังที่มีจุดยืนร่วมกันเพื่อให้ประชาธิปไตยประสบความสำเร็จ ถ้าคิดแต่เรื่องไม่ตรงกัน พลังฝ่ายค้านร่วมกันจะไม่เกิดขึ้น

มิติที่ 2 บทบาทผู้นำทางการเมือง อย่างในประเทศเกาหลีใต้ ชิลี หรืออินโดนีเซีย จะมีผู้นำที่เป็นหัวใจหลักในการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตย แต่สังคมไทยมีผู้นำทางการเมืองแบบนี้หรือไม่ หรือมีการสร้างเงื่อนไขทางการเมืองที่พร้อมไปสู่การเปลี่ยนผ่านหรือไม่

มิติที่ 3 เรื่องการเห็นพ้องยอมรับในรัฐธรรมนูญ ในขั้นตอนนี้เป็น ขั้นตอนสำคัญในการเตรียมพื้นดินไปสู่ต้นกล้าประชาธิปไตย ถ้าดินแห้งกรังจะเป็นการเพาะต้นหญ้าประชาธิปไตยได้อย่างไร ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมตั้งแต่กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญไทยทั้ง 18 ฉบับที่ผ่าน ก็เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแท้จริง

มิติที่ 4 กองทัพต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน โดยจากประสบการณ์ของทุกประเทศนั้น กองทัพจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย กองทัพต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลสากลพลเรือน ซึ่งปรากฏการณ์ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

“ทิศทางการเมืองไทยจากนี้ ถ้ามองรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการจัดสมดุลอำนาจใหม่อย่างสุดโต่ง แต่มีคำถามว่าสมดุลหรือไม่ เพราะการจัดอำนาจใหม่จะย้ายฐานอำนาจของประชาชนมาเป็นระบบราชการ โดยจะมีระบบราชการและกลุ่มทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ผู้ร่างคาดหวัง ในระบบราชการเป็นตัวตั้งและ กลุ่มทุนที่น่าจะใจดี แต่กลุ่มทุนคือกลุ่มทุน มีแต่สิ่งอยากได้ เพื่อมาปกครองคนชั้นล่างและคนชั้นกลางล่าง ก็จะทำให้เกิดปัญหาการเหลื่อมล้ำ มากขึ้น” รศ.ดร.สิริพรรณ กล่าว

ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตร กุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า คำถามแรกทำไมต้องประชาธิปไตย ซึ่งมีคนจำนวนมากเห็นว่าไม่จำเป็นต้องประชาธิปไตย เพราะถ้าพูดว่าประชาธิปไตยดีอย่างไร ถ้าคนไทยตอบว่าไม่ดีก็ไม่จำเป็นต้องมีประชาธิปไตย จากการติดตามในโซเชียลมีเดียคือพลังใหม่ในยุค 4.0 มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองได้ ซึ่งคำถามจากนายกรัฐมนตรีข้อที่ 1 นั้น คนในโซเชียลมีเดียได้ตอบไปว่าถ้าปฏิวัติแล้วไม่ได้มีรัฐบาลที่มี ธรรมาภิบาลจะทำอย่างไร จึงเห็นว่าไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือปฏิวัติ ก็มีโอกาสจะได้รัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาลได้เช่นกัน ซึ่งคำถาม 4 ข้อนั้น เกิดคำถามว่าถ้ามีโรดแมปอยู่แล้ว เหตุใดต้องมีคำถาม 4 ข้อเกิดตามมา จึงดูเหมือนแนวโน้มว่ารัฐบาลจะอยู่ต่อไปโดยใช้มาตรา 44 ไปเรื่อยๆ

“ผมอยากให้ คสช.นึกถึงความตั้งใจชั่วคราว การอยู่ยาวไม่ใช่เรื่องดีต่อใครทั้งสิ้น เพราะมีบทเรียนจากพ.ค. 2535 เพราะมีคนกลางที่มาควบคุมอำนาจ แต่คนกลางกลับไปเป็นรัฐบาลและเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง ก็จบด้วยเหตุการนองเลือด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดอีกแล้ว”ขณะเดียวกันพรรคการเมืองต้องปฏิรูปตัวเองให้ดีกว่าทหารและให้ประชาชนศรัทธา ถ้าไม่ทะเลาะกันทหารจะมายุ่งทำไม ขณะเดียวกันในยุคโซเชียลมีเดียจะเป็นพลังใหม่ของประชาชน แต่ความสุดโต่งจะต้องลดลงไปด้วยหวังว่าทุกอย่างจะไม่เกิดไปทางร้ายถ้าทุกฝ่ายช่วยกัน

 

40 ต่างชาติลี้ภัยในเมืองกรุง ความหวังของการหนีตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2560 เวลา 16:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/499494

40 ต่างชาติลี้ภัยในเมืองกรุง ความหวังของการหนีตาย

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

คงไม่มีใครอยากที่จะจากบ้านเกิดเมืองนอน หากแต่เพราะความจำเป็นถึงชีวิต เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการลี้ภัย

ประเทศไทยถือเป็นอีกจุดหมายปลายทางของผู้ลี้ภัยจากต่างชาติ หรือพื้นที่ผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเมือง สถานะความเป็นอยู่ การถูกคุกคามต่างๆ

ผู้คนร่วมโลกกว่า 40 ชาติ จำนวนกว่า 1.2 แสนคน กระจุกอยู่ในประเทศไทย จำนวนนี้มี 1.1 แสนคนที่หนีภัยการสู้รบจากประเทศเพื่อนบ้าน และอีกจำนวนที่เหลือ คือคนที่ลี้ภัยอยู่ในมุมเมืองต่างๆ ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

นัยหนึ่ง ประเทศไทยปฏิเสธไม่ได้ของการมีอยู่ในกลุ่มผู้ลี้ภัย และหากสะท้อนในแง่หลักสิทธิมนุษยชน นโยบายจากภาครัฐที่ต้องเข้ามาจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างเป็นระบบและเป็นธรรม พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งเพื่อห้สอดรับกับทิศทางโลก โดยเฉพาะสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ที่ห่วงในประเด็นดังกล่าว

เวทีเสวนาเรื่อง “เปิดสถานการณ์ผู้ลี้ภัยกว่า 40 ชาติในประเทศไทย สู่ความคุ้มครองและการจัดการที่เหมาะสมของรัฐไทย” จึงเกิดขึ้น เพื่อสะท้อนปัญหา และเสนอข้อแนะนำให้รัฐบาลไทยมีนโยบายด้านการดูแลผู้อพยพลี้ภัยในประเทศให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น โดยผ่านกลไกการจัดการถาวรอย่างการร่างกฎหมายและแนวทางการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยที่ชัดเจน

ศิววงศ์ สุขทวี จากเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ สะท้อนภาพของปัญหาผู้ลี้ภัยว่า ผู้ลี้ภัยเกือบ 1 หมื่นคนที่ขณะนี้ยังอยู่ร่วมกับคนไทยในสังคมเมือง ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ลี้ภัยมาจากปัญหาภายในประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การเมือง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศจากตะวันออกกลางอย่างซีเรีย ที่ลี้ภัยเข้ามาเรื่อยๆ

สถิติผู้ลี้ภัย ณ สิ้นเดือนพ.ค.2560 มีผู้ที่ได้รับการรับรองสถานะเป็นผู้ลี้ภัยจาก UNHCR จำนวน 4,100 คน และผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่รอผลการพิจารณาอีก 3,300 คน และมีผู้ลี้ภัยที่ถูกกังอย่างไม่มีกำหนดที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอีก 260 คน

“ผู้ลี้ภัยยังเผชิญปัญหาในด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพ การเข้าถึงการศึกษาของเด็กผู้ลี้ภัยยังคงเป็นไปอย่างลำบาก การทำงานที่ทำไม่ได้ เนื่องจากผู้ลี้ภัยยังไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน พวกเขาจึงต้องหาทางลักลอบทำงานแบบผิดกฎหมายเพื่อให้อยู่รอด” ศิววงศ์ ฉายภาพปัญหา

กระนั้น แม้ประเทศไทยจะมีพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เป็นแม่บทกำกับดูแลในด้านนี้ แต่สิ่งที่ศิววงศ์กังวลคือ กฎหมายดังกล่าวมักถูกใช้ในการป้องกันปราบปรามผู้ลี้ภัย หรือผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย มากกว่าจะใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชน

ไม่ต่างจากความคิดเห็นของศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์ประจำศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล บ่งบอกในมุมมองด้านการจัดการผู้ลี้ภัยของรัฐบาลว่า รัฐบาลไทยยังคงมีบทบาทในการกำหนดท่าทีมาตรการดูแลผู้ลี้ภัยภายในประเทศได้ แต่ปมหนึ่งของรัฐบาลที่อาจจะมีแนวคิดที่ลบล้างได้ยาก คือการคิดว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบกับปัญหาของประเทศอื่นๆ หรือประเทศเพื่อนบ้าน แม้จะมีความคิดเช่นนั้น แต่ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีเมื่อเพื่อนบ้านเกิดปัญหา ประเทศไทยก็ยังยินยอมให้ลี้ภัยได้ แต่ต้องอยู่ในแนวชายแดนเพื่อรอเหตุการณ์สงบและจะผลักดันกลับประเทศภูมิลำเนาต่อไป

“ประเทศไทยสามารถจัดการได้แน่นอนในระยะยาว โดยผ่านกลไกของกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลมีกฎหมายที่คุ้มครอง และให้บริการทางสังคมที่ดีอยู่ในระดับหนึ่ง หากแต่จำเป็นจะต้องเลือกใช้อย่างถูกต้อง ทั้งการลงทะเบียนผู้ลี้ภัย การกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะต้องไม่ลืมว่าผู้ลี้ภัยก็คือมนุษย์เหมือนกัน และเขาหนีความตายมาจึงมาขอพึ่งพิง” ศรีประภา นิยามถึงผู้ลี้ภัย

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากแนวคิดของศรีประภา คือรัฐบาลไทยจะต้องให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัย และไม่พยายามผลักดันกลับไป เพราะสิ่งนี้คือมาตรฐานของหลักมนุษยธรรมทั่วโลก แต่กระนั้น ศรีประภาเข้าใจดีว่า องค์ประกอบทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ ก็อาจเป็นแรงกดดันอีกด้านหนึ่งที่ทำให้ไทยต้องเลือกระหว่างผู้ลี้ภัย หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เมื่อมีเสียงสะท้อนของปัญหาในการจัดการผู้ลี้ภัย ความหวังถูกโยนมาที่รัฐบาลไทยในด้านการจัดการทันที ซึ่งเรื่องนี้ อดิศร เกิดมงคล จากเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ นำข้อเสนอแนะที่หวังไปถึงรัฐบาลว่าคงมีโอกาสได้รับฟัง เขาระบุว่า แม้ว่ารัฐบาลจะเห็นชอบการจัดตั้งกลไกคัดกรองผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย และผู้ลี้ภัยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ม.ค.2560 แต่ยังเกิดข้อสงสัยว่า กลไกในรูปของคณะกรรมการระดับชาตินั้น จะสามารถแก้ปัญหาและดำเนินการเรื่องผู้ลี้ภัยไ้ด้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะไม่มีตัวแทนภาคประชาสังคม นักวิชาการ รวมไปถึงผู้มีผลกระทบเข้าไปมีส่วนร่วมใดๆ เลย แม้แต่การร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยก็ตาม

อดิศร ยอมรับว่า เป็นทิศทางที่ดีของรัฐบาลที่ใส่ใจปัญหา แต่ระหว่างรอกระบวนการขึ้นรูป รัฐบาลควรเข้ามาจัดการปัญหา และวางแนวปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยระยะสั้นได้ทันที โดยเฉพาะกลุ่มผู้ลี้ภัยเปราะบาง คือ เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วย ที่รัฐควรจะ “ไม่จับกุม” กลุ่มคนเหล่านี้ และเพิ่มสิทธิพื้นฐานทั้งด้านการเข้าถึงการซื้อหลักประกันสุขภาพ การศึกษา ผ่านหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบอยู่ รวมถึงการวางหลักเกณฑ์การประกันตัวผู้ลี้ภัยที่ถูกจับกุม เพราะในปัจจุบันการประกันตัวอยู่ที่ราคา 5 หมื่นบาท ซึ่งสูงเกินไปสำหรับผู้ที่ลี้ภัย

เสียงจากผู้ลี้ภัยชาวซีเรียคนหนึ่ง ชายในวัยราว 40 ปี ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครอย่างผิดกฎหมาย สถานะของเขาในชั่วโมงนี้ อาจถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ไร้ตัวตนทางกฎหมาย เขาเล่าความทุกข์ยากผ่านวีดีทัศน์ที่เปิดฉายในเวทีเสวนาว่า “ในพื้นที่ซีเรีย มีแต่ระเบิด การสู้รบ และอันตรายเกินกว่าที่จะอยู่อาศัยได้ ผมไร้เพื่อน ไร้สังคม และไร้ครอบครัว ชายหลายคนในละแวกบ้านถูกเกณฑ์เป็นทหารเพื่อสู้รบตั้งแต่อายุ 18 ปี

“ซีเรียเคยเป็นประเทศที่สวยงามมากที่สุดในตะวันออกกลาง ผู้คนเป็นมิตร อาหารการกินสมบูรณ์ ทุกอย่างดูดีงามหมด แต่ 5 ปีให้หลัง ซีเรียกลายเป็นเมืองที่ไร้ซึ่งชีวิต หากแต่ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม ผมเองก็อยากจะกลับบ้าน บ้านของผม”

“คำว่าผู้ลี้ภัย เป็นคำพูดหนึ่งที่สะท้อนความต่ำต้อยของผม และดูถูกความเป็นมนุษย์ด้วยกัน ไม่มีใครอยากอยู่ในสถานะของผู้ลี้ภัย”ชายชาวซีเรีย บอกเล่าด้วยความสะท้อนใจ

 

 

 

 

ชำแหละเส้นทาง “ทุจริตเงินวัด” อย่าให้เจ้าอาวาสใหญ่เกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2560 เวลา 21:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/499309

ชำแหละเส้นทาง "ทุจริตเงินวัด" อย่าให้เจ้าอาวาสใหญ่เกินไป

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เงินวัดกลายเป็นประเด็นฉาว

เมื่อตำรวจตรวจพบการทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณของ 12 วัด ใน 6 จังหวัด พบความเสียหายกว่า 60 ล้านบาท โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เกี่ยวข้อง ตามข่าวระบุว่ามีถึง 4 คน รวมถึงคนระดับอดีตผู้อำนวยการ พศ.

การทุจริตครั้งนี้กำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นและศรัทธาของพี่น้องประชาชนที่มีต่อวงการพุทธศาสนาอีกครั้ง

เงินอุดหนุน 2 พันล้าน-พิจารณาตามความจำเป็น

ในแต่ละปีรัฐบาลตั้งงบอุดหนุนวัดทั่วประเทศ ประมาณ 2 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ เงินปฏิสังขรณ์ ซ่อมแซมบูรณะวัดราว 500 ล้านบาท เงินบำรุงการศึกษาพระภิกษุสามเณร (โรงเรียนพระปริยัติธรรม) 1,000-1,200 ล้านบาท และงบเผยแผ่พระพุทธศาสนา 400-600 ล้านบาท โดยเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ บอกว่าคำนึงถึงหลักความจำเป็นของวัดและงบประมาณที่ พศ. มี

วิธีการทุจริตที่ตกเป็นข่าว คือจะมีเจ้าหน้าที่ไปติดต่อวัด แจ้งว่าจะจัดสรรงบอุดหนุนให้เท่านั้นเท่านี้ แต่มีเงื่อนไขว่าวัดจะต้อง “ทอนเงิน” ให้เจ้าหน้าที่ โดยบางแห่งปรากฎว่ามากถึง 75-80%

พ.ต.ท.พงศ์พร บอกว่า ระบบการจัดการบัญชีทรัพย์สินของวัด ยึดกฎกระทรวงศึกษาธิการฉบับที่ 2 พ.ศ. 2511 ตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยเจ้าอาวาสเป็นผู้จัดการ ไวยาวัจกร เป็นผู้ทำบัญชี เงินเกิน 3,000 บาท ต้องฝากไว้ที่ธนาคารในนามของวัด ซึ่งมติ มส. ปี 2558 ให้วัดส่งรายงานบัญชีทรัพย์สินปีละ 1 ครั้ง โดยพศ. ได้กำหนดเป็นบัญชีรับจ่ายอย่างง่าย ซึ่งผลการรายงานบัญชีทรัพย์สินวัดประจำปี 2559 จาก 40,000 วัด มีวัดรายงานมาแล้ว 39,000 วัด

“พศ.ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบบัญชีวัด เพียงเเต่มีหน้าที่รับรายงานข้อมูลเป็นตัวเลขเพื่อรายงานต่อ มส. เท่านั้น ยังไม่มีกฎเกณฑ์ในการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของวัด จะตรวจสอบวัดได้ต้องเป็นพระเท่านั้น”

พ.ต.ท.พงศ์พร บอกว่า ที่ผ่านมาวัดหลายแห่งทำเรื่องขอเงินโดยตรงจากวัดไปที่ พศ. ส่วนกลาง ไม่ผ่าน พศ.ระดับจังหวัด ทำให้เกิดการรั่วไหลและทุจริตได้ง่าย แต่ภายหลังจากปี 2559 คำร้องขอจากวัดจะต้องผ่านคณะกรรมการระดับจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด พระสงฆ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เป็นกรรมการกลั่นกรอง ก่อนนำเอกสารของบประมาณส่งต่อไปยัง พศ. ส่วนกลาง เมื่อมีการอนุมัติ คณะกรรมการจังหวัดยังมีหน้าที่คอยควบคุมการจัดสรรและตรวจสอบการใช้เงินต่อไปด้วย

 

เมื่อไม่มีมาตรฐานก็โกงได้ทุกช่องทาง

ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้อง พิทักษ์ กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บอกว่า หลักเกณฑ์การพิจารณาเงินอุดหนุนวัดของ พศ. นั้นไม่ชัดเจน ในแง่ปฏิบัติจริงขึ้นอยู่กับดุลพินิจและความเห็นชอบจาก พศ. และ มหาเถรสมาคม(มส.) ซึ่งเป็นฝ่ายปกครองสงฆ์

“ส่วนใหญ่ พศ. ทำงานสนอง มส. อยู่แล้ว แง่ความเป็นจริง มีกลไกทางเส้นสายอำนาจ วัดที่จะได้งบประมาณจะมีการส่งสัญญาณมาจากฝ่ายปกครองสงฆ์”

เนื่องจากไม่มีแบบแผนการทำงานที่มีมาตรฐานทำให้ทรัพย์สินที่มาจาก 3 ส่วนสำคัญของวัดสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตได้ทุกเมื่อ

การบริจาคจากญาติโยม

“ถวายใส่ซอง ใส่ตู้ ทอดกฐิน เราไม่รู้เลยว่าเอาไปไหน เข้าบัญชีใคร ประกาศบอกได้แล้ว 3 ล้าน จะเอามาปรับปรุงบูรณะวัด ปรากฎทำไปทำมาได้เงินแล้วหายไปเลยก็มี ผู้รับเหมาไม่ได้เงินก็มี”

การหาประโยชน์จากศาสนสมบัติ

“นำที่ดินวัดไปปล่อยเช่า สร้างที่พัก เก็บค่าที่จอดรถ ทำแผงค้า พวกนี้เป็นศาสนสมบัติแต่เจ้าอาวาสเอาไปใช้ตามใจชอบ กลไกในการจัดหาประโยชน์เราไม่ทราบเลย ตรวจสอบไม่ได้และไม่มีหลักเกณฑ์เปิดเผย”

เงินอุดหนุนจากภาครัฐ

ไพบูลย์ บอกว่า ไม่ใช่แค่เรื่องเงินปฏิสังขรซ่อมแซมบูรณะที่มีการทุจริตเท่านั้น ทราบมาว่า มีการทุจริตในเรื่อง เงินบำรุงการศึกษาพระภิกษุสามเณรอย่างโรงเรียนพระปริยัติธรรมด้วย

“เขาเรียกว่า พระลม แต่ละเทอมมีการอุดหนุนค่าเล่าเรียนเป็นรายหัว หัวละหลายพันบาท ต้องมีพระ-เณรไม่น้อยกว่า 40 รูปมาเรียน จึงจะรักษาความเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมไว้ได้ ถ้าต่ำกว่านั้นจะถูกยุบ

วิธีการทุจริตคือ นำชื่อพระและสามเณรจากที่อื่นมาเรียน บางแห่งเณรสึกไปแล้วก็ใส่ชื่อเอาไว้ เพื่อเบิกงบประมาณหลวง”

เขาบอกว่า เงินอุดหนุนจากภาครัฐทั้ง เงินปฏิสังขรซ่อมแซมบูรณะ เงินบำรุงการศึกษาพระภิกษุสามเณรและงบเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่ประชาชนไม่ควรละเลย เนื่องจากไม่มีความโปร่งใสและเสี่ยงต่อการทุจริต โดยส่วนที่หนึ่งเเละสองนั้นมีจำนวนมหาศาลกว่าเงินอุดหนุนเสียอีก

 

ภาพประชาชนจำนวนมากที่ต่างเดินทางไปกราบไหว้พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร ในช่วงวัดหยุดส่งท้ายปีเก่า 2559

ถ่วงดุล โปร่งใส ตรวจสอบได้

สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการทุจริตคือ การไม่มีกฎหมายจัดการเงินวัด และไม่มีระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจที่ดีพอ

งานวิจัยเรื่อง “การบริหารการเงินของวัดในประเทศไทย: ความสอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาล” เมื่อปี 2555 ของ ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระบุว่า ประเทศไทยมีวัดจำนวนทั้งสิ้น 37,075 วัด โดยได้ทำการสำรวจวัดจำนวน 490 แห่งใน 15 จังหวัด พบว่า วัดโดยเฉลี่ยมีรายได้ปีละ 3.2 ล้านบาท โดยมากมาจากเงินบริจาคเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน เช่น งานซ่อมเเซม เฉลี่ยประมาณ 2 ล้านบาท รองลงมาคือ รายรับจากการสร้างเครื่องบูชา เฉลี่ยประมาณ 1.4 ล้านบาท เเละเงินบริจาคในโอกาสพิเศษเฉลี่ยประมาณ 1 ล้านบาท

ขณะที่รายจ่ายมีประมาณ 2.8 ล้านบาท โดยมากเป็นค่าก่อสร้างเเละซ่อมเเซม รองลงมาเป็นค่าบำรุงรักษาสถานที่เเละอุปกรณ์เฉลี่ยประมาณ 4.5 เเสนบาท

ทั้งนี้ เมื่อคูณกับรายได้ของวัดกับจำนวนวัดที่่มีอยู่ในประเทศไทย คาดกันว่าแต่ละปีจะมีเงินหมุนเวียนในวัดประมาณ 1-1.2 แสนล้านบาท

ผศ.ดร.ณดา บอกว่า การทุจริตและปัญหาการบริหารจัดการเงิน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงกฎหมายที่ไม่รัดกุมและมอบอำนาจให้กับเจ้าอาวาสมากเกินไป ไม่มีกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเจ้าอาวาส ซึ่งทำหน้าที่ทุกอย่าง แม้กระทั่งการแต่งตั้งให้บุคคลอื่นมาทำหน้าที่ที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เช่น ไวยาวัจกรหรือคณะบุคคล ก็มีอำนาจในการคัดเลือกและแต่งตั้ง

สำหรับตำแหน่ง ไวยาวัจกร ไม่ได้มีการกำหนดคุณสมบัติในเชิงการบริหารจัดการ เป็นเพียงข้อกำหนดในลักษณะกว้างๆ ทั้งที่วัดเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายต้องมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบและสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล ทางแก้คือ ทำให้กฎหมายรัดกุมมากขึ้น เพิ่มอำนาจและบทบาทในการตรวจสอบถ่วงดุลเจ้าอาวาส

ข้อกฎหมายตามพ.ร.บ. คณะสงฆ์ ปัจจุบันที่กำหนดให้ทุกวัดส่งบัญชีทรัพย์สินมาให้ พศ. นั้นยังไม่เพียงพอ ต้องมีระบบตรวจสอบและเปิดเผยรายงานทรัพย์ดังกล่าวด้วย

“พศ. บอกว่า ปี 2559 วัดส่งรายงานบัญชีทรัพย์สินมาถึง 90 เปอร์เซนต์ คำถามคือ ได้มาแล้วเอามาทำอะไร ถ้ามีข้อมูลและออกมาเผยแพร่ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ จะช่วยเพิ่มกลไกตรวจสอบจากภาคประชาชน แต่ถ้าไม่มีการรายงานข้อมูลออกมาเลย ก็เท่ากับปิดช่องที่จะทำให้คนเห็นและทราบว่ามีเงินมากน้อยแค่ไหนในระบบ”

ผศ.ดร.ณดา บอกว่า วิวัฒนาการของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้อำนาจกับคณะสงฆ์ปกครองกันเอง เพราะฉะนั้นการปรับแก้ต้องเกิดจากการผลักดันของคณะสงฆ์เป็นหลัก

“การปฏิรูปกิจการสงฆ์ผลักดันจากฝั่งฆราวาสอย่างเดียวไม่ได้ ทั้งสองฝั่งต้องเห็นชอบร่วมกัน คณะสงฆ์ต้องมีบทบาทในการปรับแก้มากกว่าฝั่งฆราวาสไปผลักดัน”

คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า ทิ้งท้ายว่า การบริหารจัดการเงินนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แม้เม็ดเงินจะมาจากหลายหลายช่องทาง แต่ยืนยันว่าสามารถบริหารอย่างเป็นระบบ โปร่งใส เพื่อปิดช่องไม่ให้กลุ่มบุคคลเข้าไปหาประโยชน์กับวัดได้

ความโปร่งใสถือเป็นเรื่องสำคัญต่อความเจริญก้าวหน้า เชื่อมั่น และศรัทธา ไม่เว้นแม้กระทั่งวงการสงฆ์

 

เบื้องลึกระเบิดหลอนกรุง”วัฒนา”วางไปป์บอมบ์6ครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มิถุนายน 2560 เวลา 09:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498844

เบื้องลึกระเบิดหลอนกรุง"วัฒนา"วางไปป์บอมบ์6ครั้ง

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็จับกุม “วัฒนา ภุมเรศ” อายุ 62 ปี อดีตวิศวกรไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุวางระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้แล้วหลังควานหาตัวกันร่วมเดือน

แหล่งข่าวจากชุดสอบสวน ระบุว่า หลังการสอบสวนเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. “วัฒนา” ให้การยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุวางระเบิดไปป์บอมบ์จริง โดยทำมาแล้ว 6 ครั้ง

ครั้งแรกก่อเหตุเมื่อเวลา 23.18 น. วันที่ 9 เม.ย. 2550 มีการวางระเบิดในตู้โทรศัพท์สาธารณะของบริษัท ทีโอที สีส้ม ด้านหน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ รัชโยธิน ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร ทำให้ตู้โทรศัพท์ได้รับความเสียหายไฟลุกไหม้พังยับเยินจนประชาชนที่เดินอยู่บริเวณใกล้เคียงแตกตื่นวิ่งหนีอลหม่าน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นการก่อกวน ไม่ประสงค์ให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจากการทำระเบิดครั้งนี้จะทำให้เกิดไฟลุกไหม้ก่อน เพราะไม่มีเจตนาทำร้ายประชาชน

ครั้งที่ 2 เหตุเกิดเมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 8 พ.ค. 2550 เหตุระเบิดตู้โทรศัพท์สาธารณะปากซอยราชวิถี 24

ครั้งที่ 3 เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 30 ก.ย. 2550 เกิดเหตุระเบิดบริเวณด้านข้างกรมแผนที่ทหารบก ติดกับกองบัญชาการทหารบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน กทม. เนื่องจากไม่ชอบพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)

ครั้งที่ 4 เกิดเหตุระเบิดด้านหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนราชดำเนิน ครั้งที่ 5 ได้ลอบวางระเบิดบริเวณด้านหน้าโรงละครแห่งชาติ และครั้งที่ 6 คือระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

ผู้ต้องหารับสารภาพว่าตัดสินใจที่จะวางระเบิดและใส่ตะปูนำไปวางไว้ที่ห้องวงษ์สุวรรณ เพื่อเป็นการล้างแค้นให้กับผู้ที่เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ในวันที่ทหารเข้ากระชับพื้นที่ช่วงปี 2553 จึงตัดสินใจไปวางระเบิดที่โรงพยาบาลทหารในวันที่ครบรอบรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มสกรีนภาพจากกล้องวงจรปิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กระทั่งพบ “วัฒนา” เป็นบุคคลต้องสงสัย เดินทางมาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในเช้าวันเกิดเหตุ โดยคาดหน้ากากอนามัยและถือถุงพลาสติกต้องสงสัย จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเริ่มแกะรอยจากกล้องวงจรปิด โดยพบว่า “วัฒนา” เดินทางมาที่โรงพยาบาลโดยรถโดยสารประจำทาง และไปเอารถยนต์ที่จอดไว้ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ย่านบางกรวย โดยเป็นรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ซิตี้ สีบรอนซ์ และจากการตรวจสอบพบว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นของลูกชาย “วัฒนา”

ทั้งนี้ จากการสะกดรอยของ เจ้าหน้าที่ตำรวจนานกว่า 1 สัปดาห์ พบว่า “วัฒนา” มักจะจอดรถไว้ที่ กฟผ.ทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ก่อนโดยสารรถประจำทางไปยังสถานที่เป้าหมาย ทั้งนี้พบว่า “วัฒนา” เดินทางไปโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลรามาธิบดีด้วย แต่ไม่ทราบว่าเดินทางไปทำอะไร จึงชิงเข้าควบคุมตัวไว้ก่อน เนื่องจากหวั่นว่าจะก่อเหตุร้าย และจากการสอบปากคำวัฒนาให้การรับสารภาพในที่สุด

สำหรับบ้านพักในหมู่บ้านอัมรินทร์นิเวศน์ 1 ย่านซอยรามอินทรา 3 ของ “วัฒนา” นั้น พบว่าลักษณะของบ้านในหมู่บ้านดังกล่าวเป็นหมู่บ้านที่มีมานานหลายปี มีบ้านลักษณะตั้งแต่เป็นบ้านเดี่ยวไปจนถึงบ้านที่มีลักษณะเป็นคฤหาสน์ มีเนื้อที่ตั้งแต่กว่า 100 ตร.ว. ไปจนถึง 1 ไร่กว่า ทำให้บ้านในหมู่บ้านแห่งนี้มีมูลค่าหลายสิบล้านบาท

คุณป้ารายหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับ “วัฒนา” บอกว่า เพิ่งรู้เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. มีทหารตำรวจเข้ามาตรวจค้นที่หมู่บ้าน ตอนแรกทราบจากเพื่อนบ้านบอกว่าทหารแจ้งว่าเป็นเพื่อนบ้านมาเที่ยวหากัน ก็ยังคิดในใจว่ามากันเยอะจริงๆ หลังจากนั้นจึงได้ทราบจากข่าวว่าเป็นการค้นบ้านของ “วัฒนา”

คุณป้าคนดังกล่าว ระบุอีกว่า ปกติแล้วคนในหมู่บ้านนี้ต่างคนก็ต่างทำงานกัน ไม่ค่อยได้คุยกันมากเท่าไร เพราะลักษณะเป็นบ้านเดี่ยว มีรั้วรอบขอบชิด ถ้าไม่ใช่คนที่อยู่บ้านติดกันหรือบ้านใกล้เคียงกัน ก็จะไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกัน จึงไม่เคยคุยกับ “วัฒนา” แต่หากเป็นไปตามข่าวที่บอกว่าเป็นคนวางระเบิดนั้นคิดว่ามันรุนแรงเกินไป ยิ่งสถานที่เป็นโรงพยาบาลด้วยแล้วจะเกิดผล กระทบต่อคนไข้หรือคนทั่วไปได้ แต่มองอีกมุมก็เข้าใจได้ว่าเป็นความแค้นที่มีต่อรัฐบาลทหาร แต่ก็ไม่ถูกต้องที่ใช้ความรุนแรง

ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกว่า ได้เข้าไปพูดคุยกับวัฒนา ตั้งแต่วันแรกที่เจ้าหน้าที่คุมตัวได้แล้ว ซึ่งได้ให้การสารภาพว่าทำคนเดียว และจากพยานหลักฐานและการสอบสวนมั่นใจว่า “วัฒนา” คือผู้ก่อเหตุระเบิดที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎ และจุดอื่นๆ โดยไม่จับผิดตัวแน่นอน และรู้ตั้งแต่แรกว่าบุคคลเป้าหมายคนนี้เป็นใคร ซึ่งได้ทำการสืบสวนมาตลอด จนพบว่ามีความเชื่อมโยงกับทั้ง 3 เหตุการณ์

ในส่วนของรายละเอียด ตลอดจนภูมิหลัง แนวคิดรุนแรงหรือฝักใฝ่ทางการเมืองของ “วัฒนา” จะเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงหรือไม่นั้น จะเปิดเผยในวันที่ทหารส่งมอบตัวให้ตำรวจ คาดว่าภายในวันที่ 20 มิ.ย.นี้

ภาพ / ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ตำรวจนำมาเผยแพร่ชี้ให้เห็นว่าวัฒนาถือระเบิดเข้ามาในโรงพยาบาล

 

เปิดช่องตั้งมหา’ลัยนอก ผลกระทบหรือโอกาสของการศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มิถุนายน 2560 เวลา 06:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498743

เปิดช่องตั้งมหา’ลัยนอก ผลกระทบหรือโอกาสของการศึกษาไทย

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังจากราชกิจจานุเบกษาประกาศ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 29/2560 สนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำจากต่างประเทศ เข้ามาเปิดมหาวิทยาลัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ โดยระบุว่า เพื่อรองรับศูนย์กลางการศึกษาภูมิภาคอาเซียน เน้นสาขาขาดแคลน

คำถามที่ตามมา คือ ประกาศดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออุดมศึกษาของไทยในแง่ไหนบ้าง?

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า การเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาเปิดมหาวิทยาลัยในไทยนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย ด้วยนวัตกรรมให้เป็นรูปธรรม และยั่งยืนภายใน 5 ปี เพื่อตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 ทำให้มหาวิทยาลัยของไทยมีความตื่นตัว พัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น

“สิ่งที่เราจะต้องทำคือ ต้องหามาตรการที่ดึงดูดให้มหาวิทยาลัยชั้นนำสนใจที่จะเข้ามาเปิดในประเทศไทย ที่ผ่านมา สจล.ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้านวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ และได้รับการตอบรับที่ดี เราต้องตื่นตัวเรื่องนี้และเร่งพัฒนาตัวเองเพื่อแข่งขันกันในด้านคุณภาพ และเป็นตลาดวิชาการที่ดึงดูดนานาชาติมาเรียนกับเราให้ได้ เพราะผู้เรียนซึ่งเป็นเด็กไทยกำลังลดลง ปีที่ผ่านมา แอดมิชชั่น มีที่นั่งเรียนของทุกมหาวิทยาลัยรวมกันประมาณ 2 แสนที่ แต่มีผู้มาสมัครแค่ 1 แสน เท่านั้น หากเราไม่เร่งพัฒนาตัวเองก็จะเสียโอกาสและได้รับผลกระทบจากที่มีผู้เรียนน้อยลงในอนาคต” ประธาน ทปอ.กล่าว

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หากมองนโยบายนี้เป็นการเปิดโอกาสในระยะยาวเรื่องนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมให้มหาวิทยาลัยไทยปรับตัว เปลี่ยนแปลงการบริหารให้แข่งขันกับนานาชาติได้ ซึ่งต้องเพิ่มศักยภาพในทุกด้าน และไม่ใช่เพิ่มเพื่อแข่งขันกันเองในท้องถิ่นหรือแค่ในประเทศแต่ต้องแข่งกับนานาชาติและเมื่อผู้เรียนมีทางเลือกมากขึ้น มหาวิทยาลัยที่ไม่ปรับตัวก็จะมีผู้เลือกเรียนน้อยลง กรณีที่กล่าวมาย่อมมีผลบวกมากกว่าผลลบในระยะยาว

“แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ มีแต่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ต้องแข่งกับนานาชาติ ไม่ได้แก้ปัญหามหาวิทยาลัยที่เหลือของไทย ซึ่งในอนาคตควรมีนโยบายที่เข้าไปช่วยให้มหาวิทยาลัยในท้องถิ่นแข่งขันกับนานาชาติได้ รัฐบาลจะต้องเข้าไปกำกับดูแลเรื่องคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาที่มีปัญหาให้มากกว่านี้ เพราะที่เป็นอยู่คือ ต้องมีปัญหาหนักจริงๆ จึงมีการเข้าไปกำกับดูแล

“ต้องแสดงให้เห็นว่า สถาบันอุดมศึกษาจะเปิดสอนโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพไม่ได้ และในอนาคตควรปรับเกณฑ์การประเมินมหาวิทยาลัยให้มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล ประเมินให้เห็นกระทั่งระดับการเรียนการสอน เช่นเดียวกับที่เด็กในอเมริกาจะตัดสินใจเรียนต่อที่ไหน เขาจะรู้ได้เลยว่า มหาวิทยาลัยที่จะเข้าเรียนอยู่อันดับไหน กรณีนี้จะช่วยให้มหาวิทยาลัยปรับตัวให้มีคุณภาพมากขึ้น” เกียรติอนันต์ กล่าว

ภาวิช ทองโรจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นได้หากเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งความพยายามในการหาลู่ทางให้มหาวิทยาลัยชั้นนำเข้ามาเปิดสาขาในประเทศ เป็นเรื่องที่เคยมีความพยายามมาแล้วนับ 20 ปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะเหตุผลด้านความคุ้มค่าและการแข่งขัน บางแห่งเคยลงทุนเปิดสำนักงานในประเทศไทยเพื่อสำรวจความต้องการของผู้เรียนแต่ก็ไม่มีการขยับเป็นการเปิดสาขาด้วยเหตุผลบางประการ มหาวิทยาลัยที่สนใจเข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทยก็ยังไม่ใช่สถาบันที่ถือว่าเป็นสถาบันชั้นนำอันดับต้นๆ ส่วนใหญ่มักจะเป็นแถวที่ 3

“เท่าที่ทราบคือ มหาวิทยาลัยนานาชาตินั้นเลือกที่จะไปเปิดสาขาในประเทศที่ยังไม่มีคู่แข่งจำนวนมากเหมือนประเทศไทยที่มีมหาวิทยาลัยอยู่แล้วกว่า 150 แห่ง สิ่งที่ควรทำคือ หาทางควบคุมคุณภาพของมหาวิทยาลัยให้ดียิ่งขึ้น เพราะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง หากจะเชิญต่างประเทศเข้ามาก็เชิญในรูปแบบของการพัฒนาร่วมกัน ขอความร่วมมือแลกเปลี่ยนน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า และช่วยไม่ให้มหาวิทยาลัยไทยต้องประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนผู้เรียนในอนาคต” อดีตเลขาฯ สกอ.กล่าว

 

ก่อการร้ายแนวใหม่เขย่าโลก ไทยไม่ใช่เป้า แต่ต้องระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 มิถุนายน 2560 เวลา 06:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498638

ก่อการร้ายแนวใหม่เขย่าโลก ไทยไม่ใช่เป้า แต่ต้องระวัง

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เหตุการณ์โจมตีประเทศอังกฤษเกิดขึ้นถึง 3 ครั้งในรอบ 3 เดือน ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก คือนัยความรุนแรงต่อสถานการณ์ก่อการร้าย สร้างความหวาดหวั่นไปทั่วโลก ทำให้ทางอังกฤษเองออกมายอมรับว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเทรนด์ใหม่ของการก่อการร้ายที่ต้องรับมือเพราะคนร้ายเลือกใช้อาวุธมีด และรถยนต์ ก่อเหตุเป็นหลัก

ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวยอมรับว่า การก่อการร้ายปัจจุบันเป็นการก่อการร้ายรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น ปืน ระเบิด ฯลฯ เนื่องจากไม่ใช่เรื่องง่ายที่หลายประเทศจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ เพราะฉะนั้นปัจจัยที่สำคัญที่สุดตอนนี้ คือ ความคลั่งและความศรัทธา ถ้าหากมีความศรัทธาเชื่อมั่นแบบหัวชนฝาในเชิงศาสนาอย่างสาวกรัฐอิสลามทำ ก็สามารถวางเป้าหมายก่อการร้ายโดยใช้เครื่องมือที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย อย่างรถยนต์ และมีด

“เป้าหมายเหมือนเดิมคือต้องการใช้ความรุนแรงเพื่อส่งข้อความไปถึงฝ่ายการเมือง อย่างกรณีของประเทศอังกฤษที่ผ่านมา ใช้รถยนต์ รถตู้ ใช้มีดไล่แทงไล่ฟันคน เพื่อต้องการสร้างความรุนแรงสยองขวัญ โดยสื่อความหมายว่ารัฐอิสลามมีแสนยานุภาพมีพลัง และการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง โดยเขย่าขวัญประเทศตะวันตก หรือประเทศ อื่นๆ ด้วย”

นอกจากเรื่องอาวุธใกล้ตัวแล้ว การก่อเหตุในลักษณะปัจเจกบุคคลมีเพิ่มมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องมีขบวนการหรือมีผู้คนจำนวนมาก ปัจจุบันมีเพียงคนเดียวก็สามารถก่อเหตุได้ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่เช่นกัน หากเทียบกับอดีตต้องมีเครือข่ายมีการเตรียมการซับซ้อนมีขั้นตอน แต่ปัจจุบันเพียงคนเดียวสามารถอาศัยสื่อออนไลน์ เทคโนโลยีในการสื่อสารก็สามารถเข้าถึงวิธีการกลไกรูปแบบการใช้ความรุนแรงเพื่อการก่อการร้ายขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งการใช้เครื่องมือใกล้ตัวโดยไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธปืน ระเบิด มีการทำเป็นปัจเจกบุคคล โดยไม่ต้องอาศัยหรือมีเครือข่าย และเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นนี้นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เห็นถี่และเป็นประจำแบบนี้มาก่อน

เช่นเดียวกับ ประกิจ ประจนปัจจนึก อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มองเทรนด์การก่อการร้ายในโลกปัจจุบันว่า แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่พบกลุ่มผู้ก่อการร้ายจากต่างประเทศเข้ามาก่อเหตุร้ายแรง แต่เราต้องไม่ประมาทเพราะว่าแม้แต่ประเทศที่มีการข่าวด้านความมั่นคงชั้นเลิศแล้วอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษ ยังถูกกลุ่มก่อการร้ายโจมตีสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมากเช่นกัน

อย่างกรณีล่าสุดที่ เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษออกประกาศทั่วโลกว่า การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศครั้งนี้เป็นการก่อการร้าย “เทรนด์ใหม่” ในการใช้อาวุธมีดและรถยนต์ เรื่องนี้อดีตเลขาธิการ สมช. มองว่า การก่อการร้ายขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะเอื้ออำนวยให้เหมาะสมกับการใช้อาวุธแบบใดมากกว่า ไม่ว่าการใช้ระเบิด อาวุธมีด และรถยนต์ ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ณ ขณะนั้นเป็นตัวแปรสำคัญ

“คนร้ายก่อเหตุบางคนใช้อาวุธมีดแล้วหลบหนีไป แต่ก็ยังมีระเบิดพกพาติดตัวไว้ก่อเหตุซ้ำอีกเช่นกัน ไม่ได้ใช้เพียงอาวุธชนิดเดียว โดยมีเป้าหมายหลักมุ่งไปสู่การสร้างความเสียหาย และไม่ว่าอย่างไรก็ตามกลุ่มก่อการร้ายจะใช้วิธีการทุกวิถีทางในการก่อเหตุ ต้องมีผู้ได้รับบาดเจ็บเสียชีวิต และเป็นข่าวขยายออกไปสู่สาธารณะจนเกิดความหวาดกลัว” ประกิจ อธิบายลักษณะการก่อเหตุ

อดีตเลขาธิการ สมช. ฉายภาพการก่อการร้ายอีกว่า เหตุการณ์หลายครั้งมาจากพฤติการเลียนแบบอย่างเหตุร้ายแรงในประเทศอังกฤษก็มาจากการเลียนแบบการก่อเหตุทั้งสิ้น อาจมีผู้ก่อเหตุแค่ 1-2 คน แต่มีผู้ร่วมขบวนการจำนวนมาก ดังนั้นการก่อเหตุจึงเปลี่ยนแปลงไปในหลายรูปแบบ ดังตัวอย่างพื้นที่ในตะวันออกกลางที่มีกลุ่มก่อการร้ายฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยม ทั้งใช้มีดเฉือนคอ ราดน้ำมันเผา ทั้งหมดอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

เช่นเดียวกับประเทศฟิลิปปินส์และประเทศอินโดนีเซีย มีกลุ่มพวกหัวรุนแรงเดินทางไปร่วมอุดมการณ์กับผู้ก่อการร้ายอย่างกลุ่มไอเอสเช่นกัน ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศยังไม่มีกลุ่มคนเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ก็ต้องระมัดระวังเพราะอาจมีพฤติกรรมเลียนแบบ ยอมรับว่าห่วงพื้นที่ภาคใต้เช่นกัน

ขณะที่ ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า นักรบต่างชาติที่เข้าร่วมรบในซีเรียและอิรักมีความแตกต่างกับนักรบที่เข้าไปร่วมรบในอัฟกานิสถาน เพราะนักรบที่ไปสมรภูมิในอัฟกานิสถานจะถูกฝึก ส่วนในสงครามซีเรียและอิรักพวกนักรบต่างชาติจะถูกส่งเข้าไปรบทันทีไร้การฝึก จึงทำให้กลุ่มนี้ไม่มีทักษะในการสู้รบใช้ความรุนแรงก่อการร้าย เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้วิธีการก่อการร้ายไม่รุนแรง แต่เลือกใช้วิธีการง่ายๆ ไม่ต้องเตรียมพร้อมหรือใช้ทักษะ

ศราวุฒิ มองว่า ผู้ก่อเหตุเป็นคนที่ได้รับอุดมการณ์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย อย่างในภูมิภาคเซาท์อีสต์เอเชียมีพื้นที่เสี่ยงที่กลุ่มไอเอสจะหลบซ่อนตัวอยู่ ซึ่งกลุ่มนี้จะเลือกประเทศที่มีพื้นที่รัฐอ่อนแอหรือรัฐล้มเหลว เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้ สำหรับในพื้นที่เซาท์อีสต์เอเชียมีดินแดนเสี่ยงคือรัฐมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ และรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา พื้นที่เหล่านี้กลุ่มไอเอสเคยประกาศจะเดินทางเข้ามาอยู่หลังแตกตัวจากตะวันออกกลางจึงถือว่าน่าเป็นห่วงมาก

“แต่อาจเข้ามาในลักษณะการปลุกระดมผ่านการใช้รูปแบบการสื่อสารสมัยใหม่ขับเคลื่อน จูงใจคนบางกลุ่มที่หัวอ่อนถูกชักจูงได้ง่าย ส่วนพื้นที่ชายแดนใต้ ประเทศไทย ยังไม่รุนแรงขนาดมีกลุ่มสวามิภักดิ์เข้าร่วมขบวนการรบกลุ่มนี้ แต่ก็ต้องไม่ประมาท เพราะอาจมีพฤติกรรมการเลียนแบบ”

รองผู้อำนวยการ ศูนย์มุสลิมศึกษาฯ แสดงท่าทีว่า ภาพรวมในภูมิภาคเซาท์อีสต์เอเชียยังไม่เสี่ยงต่อภัยคุกคามการก่อการร้ายไอเอสเหมือนที่ก่อเหตุในภูมิภาคต่างๆ ในตะวันออกกลางและประเทศในยุโรป แต่เป้าหมายของกลุ่มไอเอสต่อไปคือการขยายความรุนแรงเพื่อสร้างความหวาดกลัวและให้เห็นว่ากลุ่มไอเอสยังมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติ ซึ่งไอเอสพยายามส่งสารให้ผู้ร่วมขบวนการปฏิบัติในรูปแบบง่ายๆ กระตุ้นให้แนวร่วมปฏิบัติ โดยใช้อาวุธมีดไล่แทง หรือขับรถยนต์ไล่ชน

“ผมมองว่ามันอาจไม่ใช่เทรนด์ใหม่เพียงแต่สถานการณ์มันเปลี่ยนแปลงไป วันนี้การตลาดของไอเอสเปลี่ยนไปตามรูปแบบยุคของไซเบอร์ หลายเหตุการณ์เวลาเกิดเหตุกลุ่มไอเอสจะออกประกาศรับก่อนว่าเป็นผู้ก่อเหตุ ซึ่งมันเป็นลักษณะการทำให้ยี่ห้อไอเอสติด ตลาด สร้างความหวาดกลัวและเป็นที่รู้จัก แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าการใช้ความรุนแรงของไอเอสเพื่อไปสู่เป้าหมายใดเนื่องจากยังสะเปะสะปะมาก” ศราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

 

“โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” นายพล “ยอดมนุษย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2560 เวลา 16:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498601

"โจ๊ก หวานเจี๊ยบ" นายพล "ยอดมนุษย์"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทำเอาหัวร้อนกันเป็นแถวโดยเฉพาะในแวดวงสีกากี รั้วปทุมวันสั่นสะเทือนกันเป็นระลอก หลังจาก วิทยา แก้วภราดัย อดีตแกนนำ กปปส.และอดีตสมาชิก สปท. ออกมาจวกหัวว่า “ประเทศนี้พล.ต.ต.ใหญ่กว่า พล.ต.อ.” เข้าทำนองว่านายตำรวจยศ พล.ต.ต.คนนี้สามารถดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจทั่วประเทศได้

จนมีการพูดกันไปต่างๆนาๆว่า พล.ต.ต.รายนี้คือใคร นักข่าวเลยถาม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ว่าใช่ “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” หรือไม่ที่เข้ามามีอิทธิพลในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับรองผบก.-สว. ประจำปี 2559 หลังค้างเติ่งมานานข้ามปี ซึ่ง ผบ.ตร. ยอมรับว่า “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”  ก็คือ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ.(191) ลูกน้องของตัวเองไม่มีอะไร ยอมรับว่าบางครั้งก็ใช้งานให้ไปตรวจสอบข้อมูลบุคคลบ้าง ให้ไปเช็กทางลับ จึงอาจถูกเข้าใจผิด ไม่ได้เกี่ยวข้องในการทำบัญชี

แล้ว “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” เป็นใครทำไมตำรวจน้อยใหญ่ต้องซูฮก  พล.ต.ต.สุรเชษฐ์  หักพาล เจ้าของฉายา “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 47 ( นรต.47) เติบโตมากับกับขั้วอำนาจทุกกลุ่มสีมาโดยตลอด แต่เริ่มต้นจากบ้านของ พล.ต.ท.เสมอ ดามาพงศ์ บิดาคุณหญิงพจมาน  (ชินวัตร) ดามาพงศ์ อดีตภรรยา ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนชีวิตราชการเติบโตมาถึงปัจจุบัน ก้าวขึ้นตำแหน่งนายพล ข้ามหัวรุ่นพี่จนทำเอาตำรวจถึงกับอ้าปากค้างว่าทำไม ถึงได้เติบโตรวดเร็วปานจรวดเพียงนี้ นับว่านำรุ่น นรต.47 และเป็นตำรวจคนเดียวที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นนายพลอายุน้อยที่สุด ตั้งแต่เปลี่ยนโครงสร้างจาก “กรมตำรวจ”เป็น “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

โดยเฉพาะหลังการยึดอำนาจ 22 พ.ค. 2557 สมัย พล.ต.อ.สมยศ  พุ่มพันธ์ม่วง เป็น ผบ.ตร.มีคำสั่งแต่งตั้ง พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบก.จว.สงขลา (ขณะนั้น) เป็นรักษาการ ผบก.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ทำหน้าที่ประสานงานนายกรัฐมนตรี เรียกว่าข้ามหัวรุ่นพี่ นรต.45 – 46

สำหรับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ยังเหลืออายุราชการนานกว่า 15 ปี นั่นหมายความตำแหน่ง “พิทักษ์ 1” ไม่ไกลเกินเงื้อมมือนายตำรวจรายนี้แน่นอน  ส่วนฉายาที่เรียกว่า “โจ๊ก หวานเจี๊ยบ” เนื่องจากมีบุคลิกสัมพันธ์ดีเยี่ยม ผู้บังคับบัญชาเอ็นดูรักใคร่ เพื่อน พี่ น้อง เจ้านาย เรียกใช้หรือขอความช่วยเหลือเมื่อใด นายตำรวจคนนี้สามารถแก้ไขและเสาะหามาได้ทุกอย่าง นั่นสะท้อนถึงนิสัยของนายตำรวจคนนี้

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชื่อพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ยังถูกเรียกถูกแซวว่าเป็น “ผบ.ตร.น้อย” ในเวลานี้ด้วย  ท่ามกลางข่าวลือว่า ได้รับความไว้วางใจจากบ้านโชคชัย 4 ทำให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เมตตาเอ็นดูเข้า-ออกบ้านได้ทุกซอกมุม  ทั้งยังให้ทำหน้าที่เสมือนเลขาฯประจำตัวด้วย  ทว่าต้องยอมรับพาวเวอร์ของสองพี่น้องนายตำรวจและทหารมีกำลังเด็ดขาดในเวลานี้  บวกกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ ตอนนี้ พล.อ.ประวิตร ก็คอยกำกับดูแลสกรีนทุกอย่างเลย ทำให้มีการตั้งคำถามว่า นี่เป็นเหตุให้“โจ๊ก หวานเจี๊ยบ”รุ่งโรจน์กว่าเพื่อนร่วมรุ่นจริงหรือไม่

ผนวกกับคำสั่งที่ย้ำให้ทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานเหตุการณ์สะเทือนขวัญ รุนแรง ให้กับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เพื่อส่งสารต่อไปยัง พล.อ.ประวิตร เนื่องจากมีความสำคัญอย่างมากในแง่งานด้านความมั่นคง และหลายเหตุการณ์ใหญ่ๆมักเห็น “นายพลหนุ่มคนนี้” ในที่เกิดเหตุสม่ำเสมอ

ไม่นานมานี้เอง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ ตีตกข้อกล่าวหา พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ สมัยดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์(บก.ปคม.) กรณีเรียกรับเงินจากร้านคาราโอเกะทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูล นั่นเป็นเพียงคดีที่นายตำรวจหนุ่มคนนี้เผชิญมาก่อนได้รับความยุติธรรมคืน

 

 

ชี้เป้าขายตำแหน่งสีกากี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มิถุนายน 2560 เวลา 06:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/498524

ชี้เป้าขายตำแหน่งสีกากี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คำสั่งฟ้าผ่าให้ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ.8) พ้นจากตำแหน่งและมาปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยขาดจากตำแหน่งเดิม เป็นเรื่องฮือฮาอย่างยิ่ง ในกระแสข่าวการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจ ระดับสารวัตรและผู้กำกับการ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ซึ่งกำกับดูแล สตช.ยอมรับว่า คำสั่งโยกย้ายเนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่า พล.ต.ท.เทศา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขาย ตำแหน่งของตำรวจภูธรภาค 8 ต้องมีการตั้งคณะกรรมสอบสวนข้อเท็จจริง

แต่ทว่า วิทยา แก้วภราดัย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งออกมาแฉข้อมูลการซื้อขายตำแหน่ง แสดงความเห็นอย่างน่าสังเกตว่า

“เป็นการตัดสินใจของ ผบ.ตร. แต่ก็ไม่ใช่การแก้ที่ถูกจุดทั้งหมด ขอให้ดูข้อมูลที่อื่นด้วย โดยเฉพาะตำรวจ นครบาลที่บวกไปอีก 2 เท่าของราคา เชื่อว่าคนที่รู้ข้อมูลเรื่องนี้ดีที่สุด คือ ผบ.ตร.”

จุดที่น่าสังเกตคือ พล.ต.ท.เทศา นั้น ถือว่าเป็นตำรวจที่ใกล้ชิดกับสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. การเด้ง พล.ต.ท.เทศา จึงอาจมองได้ว่า เป็นการเอาคืนที่วิทยาถือว่าสังกัดกลุ่มสุเทพออกมาปูดเรื่องนี้

วิทยาเองยอมรับในเรื่องของการเอาคืน “คิดอย่างนั้นได้ ส่วนตัวเชื่อว่า ผบ.ตร.มีข้อมูลจริงจึงมีคำสั่งดังกล่าว แต่ปัญหาคือรัฐบาลจะเอาจริงในเรื่องการปฏิรูปตำรวจหรือไม่ อย่าคิดว่าเรื่องนี้จะจบ เพราะไม่ใช่จะเกิดที่นี่ที่เดียวในประเทศไทยที่อื่นมีหรือไม่ แล้วจะจัดการอย่างไร เรื่องซื้อขายตำแหน่งไม่มีใครกล้าเปิดตัว โดยเฉพาะในนครบาล แล้วจะหมกเม็ดปัญหาตำรวจไว้ใต้พรมแบบนี้ตลอดหรือ พอถึงฤดูกาลโยกย้ายก็สั่งย้ายกันมีตัวใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ที่คนวงการตำรวจรู้จักชื่อกันหมดเอาเป็นว่าประเทศนี้ พล.ต.ต. ใหญ่กว่า พล.ต.อ.”

สอดรับกับ ถาวร เสนเนียม อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส.อีกคนหนึ่งที่บอกว่า กระบวนการค้นหาความจริง ผู้มีอำนาจควรรับฟังข้อมูลในอาการสงบ จากนั้นจึงเริ่มตรวจ สอบข้อมูลโดยการเชิญบุคคลที่เปิดเผยมาสอบถาม

“ขอกราบเรียนด้วยความเคารพต่อรองนายกฯ ที่กำกับดูแล สตช.ว่า มีบุคคลที่มีชื่อเสียงมีเกียรติภูมิออกมาเปิดเผยเรื่องส่วยวิ่งเต้นโยกย้าย หรือการซื้อขายตำแหน่งตำรวจแล้วคือ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สังศิต พิริยะรังสรรค์ และคนล่าสุดคือ วิทยา แก้วภราดัย ขอให้ พล.อ.ประวิตร เชิญทั้ง 3 คนมาให้ข้อมูลข้อเท็จจริง แล้วค่อยสรุปจะดีกว่าการออกมาปฏิเสธและท้าทายกลับว่า ให้เอาตัวคนจ่ายเงินมายืนยัน การท้าทายกลับไปกลับมา สังคมไม่ได้ประโยชน์อะไร หากต้องการแก้ไขปัญหาก็ควรค้นหาความจริง กันคนจ่ายไว้เป็นพยาน ไม่ใช่ตั้งกรรมการเพื่อซื้อเวลา”

เสียงที่สอดรับกันของอดีตแกนนำ กปปส.ทั้งสองคน ชี้ไปในทิศทางว่า นอกเหนือจาก พล.ต.ท.เทศาแล้ว ยังมีบุคคลอื่นๆ อีก ซึ่งผู้มีอำนาจยังไม่ได้ดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการบริหารงานบุคคล โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายใน สตช.นั้น เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน และเป็นปมสำคัญปมหนึ่งในการปฏิรูปองค์กรตำรวจ

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) วิพากษ์เรื่องการซื้อขายตำแหน่งในแวดวงสีกากี ในฐานะที่เคยสวมเครื่องแบบตำรวจด้วยเช่นกัน สิ่งที่ พ.ต.อ.วิรุตม์ มองเห็นคือ การซื้อขายตำแหน่งถือเป็นความผิดระดับอาชญากรรม ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ หรือเรียกอีกนัยว่าเป็นแก๊งอั้งยี่ในคราบตำรวจ

“ถือเป็นความผิดที่เป็นปกติ คนในก็รู้ ประชาชนทั่วไปก็รู้ แต่ที่ผ่านมาไม่มีผู้มีอำนาจเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งๆ ที่หากจะหาหลักฐานมาเอาผิดกับตำรวจที่ซื้อขายตำแหน่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปัญหาคือจะทำจะแก้ไขกันหรือเปล่า หรือคิดจะดำเนินคดีอย่างจริงจังกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่ทำผิดหรือไม่ คำสั่งเด้ง พล.ต.ท.เทศา นั้น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คงมีข้อมูลที่ชัดเจน แต่ในกองบัญชาการอื่นๆ พื้นที่อื่นๆ จะจัดการด้วยหรือไม่”

เขามองว่า หนทางแก้ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องวางหลักเกณฑ์ การแต่งตั้งโยกย้ายให้มีความชัดเจน ขณะที่หลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายในปัจจุบันจงใจไม่ให้มีความชัดเจน อาจเปิดช่องให้มีการวิ่งเต้นได้

“ตำรวจจังหวัด หรือตำรวจที่เป็นคนในพื้นที่ก็ควรจะได้เติบโตในพื้นที่ของตนเอง ไม่ใช่เอาคนจากพื้นที่อื่นมาดำรงตำแหน่งเพราะจะไม่มีความชำนาญในพื้นที่ หากให้เติบโตในพื้นที่ใครพื้นที่มัน ก็จะบีบปัญหาการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งลงไปได้ปัญหามันแก้ได้ แต่ต้องจริงใจ” พ.ต.อ.วิรุตม์ ย้ำ

เช่นเดียวกับ ปนัดดา ชำนาญสุข นักวิชาการด้านตำรวจจากมูลนิธิป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและอาชญากรรม มองเรื่องนี้ว่า สตช.ถือว่าบกพร่องในด้านการเปลี่ยนแปลงคุณธรรมในการบริหารงานบุคคล ผู้มีอำนาจที่ดำเนินการปฏิรูปตำรวจในขั่วโมงนี้ อาจจะหลงทิศทางการแก้ปัญหาเพราะไปจับกับเรื่องสอบสวน สืบสวน ขณะที่รากเหง้าของปัญหาตำรวจอยู่ที่ความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย และหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข ก็อย่าหวังว่าจะแก้ปัญหาอื่นๆ
ของตำรวจได้เลย

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีบุคลากรที่ยอดเยี่ยมอย่างมาก อาจจะมากกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วยซ้ำ แต่ถูกบริหารบุคคลอย่างผิดพลาด คนทำงานกลับไม่ได้ทำงาน หรือคนที่ทำงานดีกลับถูกย้ายออกนอกพื้นที่”

เขาเห็นว่า ข้าราชการตำรวจเองก็อยู่ในภาวะชินชากับความไม่เป็นธรรม มองฤดูกาลโยกย้ายว่าเป็นแค่เกม หากได้ย้ายตรงตามความต้องการก็เป็นเรื่องดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร รอคอยจะวิ่งเต้นในรอบต่อไป