การเมืองชิงจังหวะยกแรกก่อนโหมดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570738

  • วันที่ 14 พ.ย. 2561 เวลา 10:10 น.

การเมืองชิงจังหวะยกแรกก่อนโหมดเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสียง “ดักคอ” จากบรรดาพรรค การเมืองต่างๆ เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกำหนดวันเลือกตั้ง 24 ก.พ. 2562  ส่อเค้าจะกลายเป็นความไม่แน่นอนกับท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ พร้อมเปิดทางให้สามารถจะเลื่อนออกไปได้จนถึงวันที่ 9 พ.ค. 2562 โดยเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะเป็นผู้ชี้ขาด

ท่ามกลางการจับตาว่าอาจมี เบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นการชิงจังหวะทางการเมือง หรือเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นพิเศษหรือไม่ แต่ทว่าในแง่ของพรรคการเมืองไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร ก็ยังจำเป็นต้องออกตัวเดินหน้าเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่

ดังจะเห็นจากการขยับของแต่ละพรรคการเมืองที่เริ่มออกตัวเตรียมความพร้อม เท่าที่กฎระเบียบจะเปิดช่องให้สามารถทำได้

เริ่มตั้งแต่พรรคเพื่อไทยในฐานะ ที่เป็นแชมป์เก่า ที่บรรดาแกนนำต้องเผชิญมรสุมจนแตกกระจัดกระจายไปในช่วงเวลาที่ผ่านมา เวลานี้จึงจำเป็นต้องเร่งกอบกู้ความเป็นเอกภาพสร้างความเข้มแข็งภายในเพื่อลุยศึกนอก  ในวันที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่ แข็งแรงและมีความพร้อมกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ยิ่งในวันที่กฎกติกาใหม่ระบบ เลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมซึ่งบัตรเดียวชี้ขาดทั้ง สส.เขต และนำมาคำนวณเป็นสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อ  ที่ว่ากันว่าจะทำให้พรรคขนาดใหญ่ที่ได้ สส.เขตจำนวนมาก อาจไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่ออย่างที่เคยเป็น

นำมาสู่ยุทธศาสตร์แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ย่อย ซึ่งไม่เพียงแต่แก้เกมระบบเลือกตั้งใหม่เพื่อทำให้ได้จำนวนเก้าอี้สูงตามสูตรคณิตศาสตร์ที่คำนวณกันมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งยังเป็นแผนสำรองเผื่อกรณีฉุกเฉินเกิดการยุบพรรคขึ้นมาจริงๆ

พรรคเพื่อไทยที่เปรียบเสมือน ฐานใหญ่ที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคี่ยวกับฐานอำนาจจากฝั่งที่สนับสนุน คสช. เวลานี้ ลงตัวในแง่แกนนำ ทั้งได้ตัวผู้บริหารพรรคชุดใหม่ พร้อมมอบหมายให้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ที่จะเป็นผู้ชูธงนำทัพ เลือกตั้งครั้งนี้

พร้อมประเดิมลงพื้นที่เมืองโคราช ออกสตาร์ทลุยหาเสียงอย่างไม่เป็นทางการในทันที ก่อนตระเวนพบปะ พี่น้องประชาชนในอีกหลายพื้นที่ ล่าสุดควงลูกสาวลงพื้นที่ประตูน้ำ ที่มีกระแสตอบรับเป็นอย่างดี

ในแง่สมาชิกและว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย บุคลากรหลักยังคงเป็นทีมงานชุดเดิม จะมีก็เพียงแต่ บางกลุ่มที่ปลีกตัวย้ายออกไปสังกัดพรรคการเมืองที่ถูกมองว่าเป็น เครือข่ายพันธมิตร

โดยเฉพาะพรรคไทยรักษาชาติ หรือ ทษช. ออกมา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นบรรดาคนรุ่นใหม่และทายาทอดีต แกนนำพรรคเพื่อไทย ทั้ง ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค มิตติ  ติยะไพรัช เลขาธิการพรรค

ในขณะที่เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของหลายคนที่ย้ายไป ทษช. ทั้ง  ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.  พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน  นพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ  รวมทั้งล่าสุด สงกรานต์ เตชะณรงค์  ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา

ส่วนก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อชาติได้เปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยเตรียมลงสนามอย่างเป็นทางการ โดยได้กำลังสำคัญอย่าง ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา และจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. มาช่วยงาน

อีกด้านหนึ่งพรรคอนาคตใหม่  ซึ่งเปิดตัวทีมงานมาก่อนพรรคอื่นๆ เวลานี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ซึ่งถือเป็นหน้าใหม่ทางการเมือง ยังคงเดินสายลงพื้นที่เก็บคะแนนอย่างต่อเนื่อง  ทั้งต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ในช่วงที่ยังไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้

คล้ายกับฝั่งพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อม ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล  หัวหน้าพรรค ยังคงยึดแผนปฏิบัติ การ “เดินคาราวะแผ่นดิน” เป็นหลัก ในช่วงนี้

ขณะที่  “ประชาธิปัตย์” หลังใช้การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่พบปะประชาชนในภูมิภาคต่างๆ  เวลานี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรค กำลังเริ่มต้นสร้างเอกภาพและความเข้มแข็งให้พรรคเพื่อลุยศึกเลือกตั้งที่ไม่ใช่เรื่องง่ายของประชาธิปัตย์

คู่ขนานไปกับความพยายาม ลบภาพจำในอดีตทั้งความเก่า อนุรักษนิยม ด้วยการชูทีมงาน คนรุ่นใหม่ นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ  และสุรบถ หลีกภัย รวมทั้งอีกหลายๆ คนในนาม New Dem

ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ดูเสมือนจะเป็นพรรคตัวแปรที่จะมีส่วนสำคัญในการชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาล เวลานี้กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษเพราะอดีต สส.จากพรรคอื่นเข้ามาอยู่หลายราย อาทิ  ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีตสส.อุทัยธานี ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต สส.พิจิตร และล่าสุด ภราดร ปริศนานันทกุล  และกรวีร์ ปริศนานันทกุล อดีตสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา

สุดท้ายพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นที่จับตาด้วยจุดยืนการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย ด้วยข้อได้เปรียบทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน เวลานี้ได้เปิดตัวทีมงานว่าที่ผู้สมัคร ซึ่งเป็นส่วนผสมจาก คสช.และกลุ่มสามมิตร

ยังไม่รวมกับ 4 รัฐมนตรีในรัฐบาลที่มานั่งเป็นกรรมการบริหารพรรค ที่ถูกมองว่าบทบาทการทำงานในเวลานี้ล้วนแต่สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบกับพรรคการเมืองอื่น

ดังนั้น การขยับของแต่ละ พรรคการเมืองใน “ยกแรก” ก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจึง เต็มไปด้วยการชิงจังหวะที่ส่อเค้า ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ

จับตาเลื่อนเลือกตั้ง โอกาสที่เป็นไปได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570657

  • วันที่ 13 พ.ย. 2561 เวลา 12:25 น.

จับตาเลื่อนเลือกตั้ง โอกาสที่เป็นไปได้

ถึงที่สุดแล้วการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายคิดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ก็อาจมีความเป็นไปได้จะถูกเลื่อนออกไป

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะประกาศอย่างเป็นทางการว่า 24 ก.พ. 2562 จะเป็นวันที่คนไทยในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งเดินเข้าคูหาไปลงคะแนน แต่ก็ดูเหมือนว่าบางฝ่ายยังวิเคราะห์กันว่าอาจมีการเลื่อนเลือกตั้ง

“กกต.และ คสช.ควรพูดความจริงกับประชาชนว่าการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง และต้องเลื่อนเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ไม่มีปัจจัยทางการเมืองก็ตาม เพราะทางเทคนิคแล้วไม่มีทางเป็นไปได้ เนื่องจากยังมีพรรคการเมืองที่อยู่ระหว่างการรับจดจัดตั้งพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง 31 พรรค

ขอให้ กกต.และ คสช.หารือกันเพื่อให้ตกผลึก ให้ได้ข้อสรุปเรื่องวันเลือกตั้งที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ได้ตามที่ คสช.และ กกต.สบายใจ แต่ขอว่าต้องเป็นการเลื่อนครั้งสุดท้าย และต้องพูดความจริงกับประชาชน”จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงระบุ

ทันทีที่แกนนำคนเสื้อแดงออกมาบอกแบบนี้ ปรากฏว่า กกต.ต้องออกมาชี้แจงแบบทันควันเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์น้ำผึ้งหยดเดียว

“สำนักงาน กกต.มีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ. 2562 อย่างแน่นอน ส่วนที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กังวลว่า กกต.ยังไม่รับรองจดจัดตั้ง 31 พรรคการเมือง ซึ่งส่งผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป ทั้งนี้ การรับจดจัดตั้งพรรคเหลือเพียง 12 พรรคการเมืองเท่านั้น” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ชี้แจง

การคาดการณ์ของจตุพรนับว่าเป็นอะไรที่น่ารับฟังอยู่ไม่น้อย เพราะประเด็นของเรื่องอยู่ที่ความล่าช้าของ กกต.ในการรับรองความเป็นพรรคการเมืองของพรรคการเมือง

ต้องไม่ลืมว่าบนสมมติฐานที่ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 เท่ากับว่าบรรดานักเลือกตั้งที่จะเข้ามาเป็นผู้สมัคร สส.ต้องมีอายุความเป็นสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 90 วันตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ คือ ต้องสังกัดพรรคการเมืองไม่เกินวันที่ 26 พ.ย.

ดังนั้น หาก กกต.รับรองพรรคการเมืองไม่ทันในวันดังกล่าว ย่อมกระทบต่อพรรคการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในแง่ของการหาตัวผู้สมัครหรือการเปิดรับสมาชิกพรรคการเมือง

ไม่เพียงเท่านี้ หรือต่อให้ กกต.สามารถรับรองทุกพรรคการเมืองที่เหลือได้ทันเส้นตายวันที่ 26 พ.ย. แต่ก็มีคำถามว่าพรรคการเมืองโดยรวมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ โดยเฉพาะการทำนโยบายพรรคมาเสนอกับประชาชนเพื่อดึงคะแนนเสียง

การทำนโยบายของพรรคการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ จะไม่สามารถนำเสนอในลักษณะลอยๆ หรือขายฝันได้แบบในอดีต เพราะรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกบังคับให้พรรคการเมืองต้องแสดงที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้สำหรับการทำนโยบายพรรคการเมืองด้วย หากพรรคการเมืองนั้นได้เป็นรัฐบาล

ตรงนี้เองที่พรรคการเมืองกลัวว่าจะทำงานได้ไม่ทันกับเวลาการหาเสียงที่มีอยู่น้อยพอสมควร เพราะแม้แต่พรรคพลังประชารัฐเองก็อาจกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่เช่นกัน ส่งผลให้ความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนไปนั้นมีพอสมควร

ทว่า การเลื่อนเลือกตั้งในบริบทนี้ยังเป็นการเลื่อนที่อยู่ภายในกรอบเวลาของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ภายใน 150 วัน นับแต่วันที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลบังคับใช้ ซึ่ง 150 วัน จะไปครบกำหนดช่วงเดือน พ.ค. 2562 โดยไม่ใช่เป็นการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเกินกว่า 150 วัน หรือมากกว่านั้น ถ้าเป็นการเลื่อนเลือกตั้งอย่างหลัง แน่นอนว่าการเมืองน่าจะเกิดการกระเพื่อมพอสมควร

ดังนั้น การประชุมหารือร่วมกัน กกต.และพรรคการเมืองที่อาจจะมีขึ้นในเดือน ธ.ค. หรือเร็วกว่านั้นจึงมีความหมายต่อการเมืองเป็นอย่างมาก

ตามขั้นตอนของการประชุม กกต.จะต้องชี้แจงและตอบข้อซักถามของพรรคการเมืองเกี่ยวกับการทำกิจกรรมต่างๆ ของพรรคการเมือง

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมากอาจเรียกร้องให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปด้วยการอ้างว่าเวลาของการเตรียมตัวเลือกตั้งนั้นสั้นเกิน สวนทางกับพรรคการเมืองปัจจุบันที่ต้องการให้การเลือกตั้งเป็นไปตามกำหนด

ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใหญ่หรือพรรคการเมืองเล็กต่างมีศักดิ์ศรีเท่ากัน หากมีข้อขัดแย้งเรื่องความไม่พร้อมของพรรคการเมืองขึ้นมา กกต.ก็จำเป็นต้องให้พรรคการเมืองเป็นผู้ตัดสินใจว่าพร้อมจะลงเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งคงไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการให้พรรคการเมืองโหวต

เมื่อการเมืองเดินไปถึงจุดนั้น ถ้าเป็นการเลื่อนเลือกตั้งภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ คือ ไม่เกินเดือน พ.ค. 2562 ก็อาจเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่น่าจะยอมเทคะแนนให้ แม้ว่าพรรคการเมืองที่เป็นขั้วอำนาจเก่าจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

ถึงที่สุดแล้วการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายคิดว่าจะมีขึ้นใน 24 ก.พ. 2562 ก็อาจมีความเป็นไปได้จะถูกเลื่อนออกไปเช่นกัน

ยื้ออำนาจสุดซอย คุมเกมเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570524

  • วันที่ 12 พ.ย. 2561 เวลา 10:21 น.

ยื้ออำนาจสุดซอย คุมเกมเลือกตั้ง

หากโซ่ตรวนที่ล็อกพรรคการเมืองได้รับการปลดล็อกเมื่อไหร่ คสช.และรัฐบาลจะกลายเป็นเป้าโจมตีผ่านนโยบายหาเสียง

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชัดเจนเสียทีสำหรับการเลือกตั้งของประเทศไทยครั้งแรกในรอบ 4 ปี ภายหลังรัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการว่าวันที่ 24 ก.พ. 2562 จะเป็นวันที่คนไทยในฐานะผู้มีสิทธิเลือกตั้งเดินเข้าคูหาลงคะแนนเพื่อเลือกตัวแทนปวงชนชาวไทยกันสักที

กรอบเวลาเกี่ยวกับการเลือกตั้งส่วนใหญ่กระจุกอยู่ที่เดือน ธ.ค. และ ม.ค. 2562 เป็นหลัก

11 ธ.ค.วันแรกในการบังคับใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งจะเป็นวันแรกของการนับหนึ่งในการกำหนดวันเลือกตั้งว่าจะต้องเกิดขึ้นภายใน 150 วัน หมายความว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างช้าสุดในวันที่ 9 พ.ค. 2562

ตามด้วยการตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สส. และการปลดล็อกคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้ง สส.ที่จะเป็นการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 คน

เบ็ดเสร็จทั้งหมด ประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่และนายกรัฐมนตรีที่มาจากประชาชนในช่วงเดือน มิ.ย. 2562

เรียกได้ว่านับถอยหลังอีก 8 เดือน ในการเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม 8 เดือนนับจากนี้ไปน่าจะเป็นช่วงเวลาที่การเมืองจะเกิดเหตุการณ์สำคัญอีกไม่น้อย โดยเฉพาะการที่รัฐบาลประกาศตัวออกมาแล้วว่าตัวเองไม่ได้เป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ยังเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจสมบูรณ์เหมือนกับวันที่เข้ามาบริหารประเทศด้วยการรัฐประหาร

“รัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ เว้นแต่จะมีเหตุใดเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องพ้นไป เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ คสช.และรัฐบาลนี้อยู่แบบมีอำนาจเต็มต่อไปจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนรับหน้าที่

ส่วนการปฏิบัติตัวของ ครม.ต้องแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.รัฐมนตรี 4 คน ที่ไปเกี่ยวข้องกับการทำงานในฐานะพรรคการเมือง แม้ไม่มีความเสียหายเรื่องของกฎหมาย แต่ต้องดูเรื่องมารยาท 2.นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเหมือนที่ผ่านมา โดยวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปเอื้อประโยชน์” ถ้อยคำจาก “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พ.ย.

จริงๆ แล้วในทางปฏิบัติต่างทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญยังให้รัฐบาลชุดนี้และ คสช.ยังมีอำนาจต่อไป ซึ่งหมายถึงการมีขีปนาวุธมาตรา 44 อยู่ในมือ ไม่ถูกจำกัดการใช้อำนาจเหมือนกับรัฐบาลที่อยู่ในช่วงรักษาการเหมือนกับรัฐบาลปกติที่ผ่านมา

การประกาศย้ำชัดกันอีกรอบอย่างที่ปรากฏออกมา ย่อมส่งนัยทางการเมืองอย่างแน่นอน

ท่าทีของรัฐบาลที่แสดงออกมาต่อเรื่องนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงต้องการรักษาความได้เปรียบของตัวเองเอาไว้ให้นานที่สุด

การมีอำนาจเต็ม 100% ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลรักษาการชุดไหนก็อยากได้เอาไว้ เพราะหมายถึงการสามารถอนุมัติงบประมาณหรือโครงการใหม่ๆ เพื่อดึงคะแนนเสียงประชาชนให้มาสนับสนุนให้เป็นรัฐบาลอีกสมัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีอำนาจลักษณะนี้ ย่อมทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถ้าก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าตัวเองไม่ได้สนใจงานการเมือง ก็คงไม่เป็นไรและไม่มีใครออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศต่อสาธารณะว่ามีความสนใจงานการเมือง เพียงแต่ยังไม่ระบุลงให้ชัดเจนว่าจะเข้าร่วมงานกับพรรคการเมืองใดเท่านั้น

จึงไม่แปลกที่ พล.อ.ประยุทธ์จะถือไพ่เหนือกว่าพรรคการเมืองอื่น

ขณะเดียวกัน ไม่เพียงแต่การมีอำนาจสมบูรณ์ 100% เท่านั้น แต่รัฐบาลยังกุมความได้เปรียบอีกประการด้วย ภายหลังระบุว่าจะดำเนินการปลดล็อกการเมืองช่วงปลายเดือน ธ.ค.

เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ คสช.และรัฐบาลยังไม่ยอมปล่อยให้เป็นอิสระได้โดยง่าย

การปลดล็อกในช่วงปลายเดือน ธ.ค. ภายใต้เงื่อนไขการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ. 2562 มีผลให้เหลือเวลาที่พรรคการเมืองจะเสนอนโยบายและทำกิจกรรมทางการเมืองโดยสมบูรณ์เพียงประมาณ 2 เดือนเท่านั้น

ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามอ้างว่าระยะเวลาการหาเสียงเลือกตั้งส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 45-60 วัน การออกมาระบุเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการบอกความจริงแค่ครึ่งเดียว

ในอดีตระยะเวลาการหาเสียงจะอยู่ราว 45-60 วันก็จริง แต่ก่อนถึงช่วงหาเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจะพบว่าพรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมการเมืองได้ปกติ ไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามใดๆ ทั้งสิ้น เว้นแต่ข้อห้ามบางเรื่องที่กฎหมายกำหนดห้ามพรรคการเมืองกระทำเท่านั้น

เมื่อ คสช.และรัฐบาลมีอำนาจเต็ม 100% บวกกับการยื้อการปลดล็อกการเมืองไปจนถึงช่วงปลายเดือน ธ.ค. เป็นการชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลและ คสช.กำลังกลัวพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้งพอสมควร

โซ่ตรวนที่ล็อกพรรคการเมืองได้รับการปลดล็อกเมื่อไหร่ คสช.และรัฐบาลจะกลายเป็นเป้าโจมตีผ่านนโยบายหาเสียงของพรรค การเมืองทันที

ด้วยเหตุนี้ อำนาจที่อยู่ในมืออยู่แล้ว จึงต้องอยู่ในมือให้นานที่สุด เพื่อไม่ให้ชัยชนะที่อยู่แค่เอื้อมหลุดลอยไป

“ไทยรักษาชาติ”อาวุธใหม่ แก้เกมรธน.สกัดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/570004

  • วันที่ 07 พ.ย. 2561 เวลา 08:39 น.

"ไทยรักษาชาติ"อาวุธใหม่ แก้เกมรธน.สกัดเลือกตั้ง

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในต้นปี 2562 แทบจะไม่ต่างอะไรกับการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ เนื่องจากเป็นเกมสำคัญของพรรคการเมืองทุกพรรคและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีเดิมพันสูงกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา

ในศึกนี้ คสช.เป็นสงครามที่แพ้ไม่ได้ ความพ่ายแพ้ถ้าเกิดกับ คสช.ย่อมหมายถึงความล้มเหลวในทางการเมืองตลอด 4 ปีที่ทำมา ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้ให้การยอมรับ คสช.เลยแม้แต่น้อย เพราะหากผลงานดีจริง แน่นอนว่าประชาชนย่อมต้องการให้เข้ามาทำงานต่อให้จบ

เช่นเดียวกับพรรคการเมืองก็ต้องการกลับมาเป็นผู้ชนะไม่ต่างกัน หลังจากถูก คสช.กดดันทางการเมืองมาตลอดเวลา 4 ปี ชัยชนะในสนามเลือกตั้งท่ามกลางกระแสความนิยมขาลงของ คสช. เป็นอีกหนึ่งความหวังที่พรรคการเมืองคิดว่าน่าจะพอมีโอกาสกำชัยชนะไม่ยากมากนัก

เมื่อการเดิมพันค่อนข้างสูง ทำให้พรรคการเมืองต้องแก้เกมกันหัวหมุนเลยทีเดียว

ต้องไม่ลืมว่าการเลือกครั้งนี้จะอยู่ภายใต้ระบบที่เรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” กล่าวคือใช้บัตรเลือกตั้งสส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวในการเลือก สส.ระบบแบ่งเขตและ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งอาจรวมไปถึงการเลือกนายกรัฐมนตรีทางอ้อม เนื่องจากพรรคการเมืองต้องเสนอชื่อบุคคลอย่างน้อย 3 คนที่จะให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

การเลือกตั้งด้วยระบบจัดสรรปันส่วนผสม พรรคการเมืองทุกพรรคมองว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องส่งผู้สมัคร สส.ลงเขตเลือกตั้งให้มากที่สุดจากทั้งหมด 350 เขตเลือกตั้ง เพื่อมาช่วยดึงให้พรรคการเมืองได้รับ สส.บัญชีรายชื่อด้วย

แต่อุปสรรคสำคัญ คือ รัฐธรรมนูญกำหนดให้พรรคการเมืองไม่มีโอกาสได้จำนวน สส.เกินกว่าสัดส่วนคะแนนนิยมที่ตัวเองได้ เช่น ถ้าเมื่อนับคะแนนรวมทุกเขตเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองใดสัดส่วนคิดเป็น 50% ของคะแนนเลือกตั้งทั้งหมด หากพรรคการเมืองนั้นได้ สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเกิน 175 ที่นั่งแล้ว จะมีผลให้พรรคการเมืองนั้นไม่ได้ สส.บัญชีรายชื่ออีก

ด้วยเหตุนี้เองพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยต้องใช้ยุทธศาสตร์แตกพรรคการเมืองออกมา เพื่อเป็นพรรคสำหรับ สส.บัญชีรายชื่อเพียงอย่างเดียว

พรรคการเมืองที่ถูกแตกไลน์ออกมา คือ พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ซึ่งจะมีการเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคในวันนี้

แนวทางการทำงานของพรรคไทยรักษาชาติ จะเป็นลักษณะแยกกันเดินแต่ร่วมกันตีกับพรรคเพื่อไทย โดยไม่ให้ทั้งสองพรรคเกิดการตัดคะแนนกันเอง

กล่าวคือถ้าเขตเลือกตั้งไหนที่พรรคเพื่อไทยมีผู้สมัครที่แข่งในพื้นที่อยู่แล้ว พรรคไทยรักษาชาติจะไม่ได้ผู้สมัครเกรดเอลงในพื้นที่นั้นแข่งกับพรรคเพื่อไทย เพื่อไม่ให้เกิดการขัดขากันเอง แต่จะหลบให้พรรคเพื่อไทยชนะในพื้นที่นั้น โดยให้ผู้สมัครของพรรคไทยรักษาชาติเข้าเส้นชัยเป็นหมายเลขสอง

ในทางกลับกันหากพื้นที่ใดพรรคเพื่อไทยไม่มีตัวผู้สมัครที่แข็งแรง พรรคไทยรักษาชาติก็จะส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้เช่นกัน แต่ก็จะหวังให้ได้คะแนนเพื่อไปใช้สำหรับ สส.ระบบบัญชีรายชื่อแทน การเดินเกมรูปแบบนี้ ในมุมของพรรคเพื่อไทยมองว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาการตัดคะแนนกันเองของผู้สมัครทั้งสองพรรค

อย่างไรก็ตาม การแตกหน่อออกมาเป็นพรรคไทยรักษาชาตินั้น ไม่ได้มีเหตุผลเฉพาะการแก้เกมระบบเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยด้วย

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนอกจากจะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2554 แล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คน และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน จำนวน 109 คน จะกลับมาลงเลือกตั้งพร้อมกันอีกด้วย

เมื่อที่นั่งในพรรคมีจำกัดสวนทางกับจำนวนคนที่มีความต้องการจำนวนมาก ทำให้นักเลือกตั้งที่ไม่ได้เป็นอดีตสส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งต้องออกจากพรรคเพื่อไทยมาอยู่กับพรรคไทยรักษาชาติ อาทิ  จาตุรนต์ ฉายแสง, นพดล ปัทมะ, ปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นต้น

นอกจากนี้ อีกเหตุผลสำคัญคือกระแสความไม่พอใจกับการขึ้นมาเป็นผู้นำของคุณหญิงสุดารัตน์

คุณหญิงสุดารัตน์เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง ซึ่งตำแหน่งหมายถึงการมีอำนาจตัดสินใจว่าจะให้ใครลงสมัครในเขตเลือกตั้งใด หรือจะให้อยู่ในบัญชีรายชื่อในลำดับที่เท่าไรก็ได้

แน่นอนว่าย่อมมีหลายคนที่ไม่แน่ใจว่าคุณหญิงสุดารัตน์จะดูแลสมาชิกพรรคอย่างทั่วถึงเหมือนกับที่ดูแลกลุ่มอดีต สส.กทม.หรือไม่ ทำให้เลือกออกจากพรรคเพื่อไทยไปอยู่กับพรรคไทยรักษาชาติเพื่อให้ตัวเองมีที่ยืนในสนามเลือกตั้ง

ถึงที่สุดแล้วแม้ด้านหนึ่งพรรคเพื่อไทยจะมีสภาพแตกระแหงไปบ้าง แต่ความเป็นพันธมิตรระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคไทยรักษาชาติยังเข้มข้นอยู่เหมือนเดิม เพราะยังมีนายใหญ่คนเดียวกันนั่นเอง

ในสนามเลือกตั้งอาจเหมือนเป็นคู่แข่งกัน แต่เมื่อเสร็จศึกเลือกตั้งแล้ว ก็พร้อมใจเข้าร่วมกันเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านทันที

ปลดล็อกการเมือง คสช.มีแต่ได้กับได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569894

  • วันที่ 06 พ.ย. 2561 เวลา 09:21 น.

ปลดล็อกการเมือง คสช.มีแต่ได้กับได้

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลได้ออกมา ส่งสัญญาณว่าในเดือน ธ.ค.จะมีการ ปลดล็อกการเมือง เพื่อให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้แบบ 100% โดยล่าสุดเป็นท่าทีที่ออกมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา

“ปลดล็อกแน่นอน ไม่เกิน ต้นเดือน ธ.ค.นี้ เวลานี้ คสช.ก็ปลดแล้ว มีการเดินไปหาสมาชิกพรรคกัน ได้แล้ว”

เดิมทีก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เคย ส่งสัญญาณมาแล้วรอบหนึ่ง เมื่อครั้งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกับร่าง พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง สว. โดยบอกว่าอาจจะมีการปลดล็อกในช่วงเดือน ธ.ค.เช่นกัน

ทั้งนี้ หากจะบอกถึงความเป็นไปได้มีมากน้อยเพียงใด ก็ต้องยอมรับว่ามีความเป็นไปได้พอสมควรที่การปลดล็อกจะเกิดขึ้นในเดือน ธ.ค.

ปัจจัยสนับสนุนสมมติฐานดังกล่าวมาจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เตรียมกรอบเวลาการดำเนินการกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.ไว้แล้ว ซึ่งจะเริ่มต้นช่วงเดือน ธ.ค.  หาก คสช.ไม่ยอมปลดล็อกการเมือง ก็อาจจะกระทบต่อกระบวนการเลือก สว.ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แต่ถ้าจะวิเคราะห์ถึงเหตุผล ที่แท้จริง คงจะหนีไม่พ้นเหตุผลในทางการเมือง

ต้องยอมรับว่าการปลดล็อกหรือ ไม่ปลดล็อก แทบไม่มีความหมายสำหรับพรรคการเมือง เนื่องจากแม้วันนี้จะยังไม่มีการปลดล็อกการเมือง ปรากฏว่าพรรคการเมืองหลายพรรคก็ฉวยโอกาสหาเสียงกันทางอ้อมกันอยู่แล้ว

บางพรรคอาศัยกระบวนการสรรหาผู้บริหารพรรค เพื่อลงพื้นที่พบกับสมาชิกพรรคของตัวเองทั่วประเทศ

บางพรรคอาศัยการบอกว่าเดินขอบคุณประชาชน ทั้งที่จริงแล้วด้านหนึ่งเป็นการหาเสียงไม่ต่างกัน

หรือบางพรรคใช้กระบวนการเชิญชวนให้ประชาชนมาสมัครสมาชิกพรรค แต่ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ก็มีการประกาศนโยบายพรรคของพรรคแทบทุกครั้ง

เรียกได้ว่าทุกพรรคการเมืองตีกินกันไปหมดแล้ว ถ้าจะบังคับใช้กฎหมายกันจริงๆ ทุกพรรคต่างเข้าข่ายทำผิดกฎหมายทั้งหมด โดยเฉพาะคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน

แต่ คสช.ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ปล่อยให้พรรคการเมืองแอบแฝงหาเสียงกันต่อไปได้โดยสะดวก เหตุที่ คสช.ยอมให้พรรคการเมืองทำแบบนั้นได้ เนื่องจากไม่ต้องการให้ใครมาใช้เงื่อนไขว่า คสช.เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง

เพียงแค่เมื่อไม่นานมานี้ คสช.บอกเป็นการทั่วไปว่าฝากให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าไปตรวจสอบกรณีการปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้ามาครอบงำพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีโทษถึงขั้นยุบพรรค ปรากฏว่า คสช.กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตกทันที ก่อนที่ความเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าวจะซาลงในเวลาต่อมา

ดังนั้น อาจเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ คสช.ยอมให้มีการปลดล็อกได้ในช่วงเดือน ธ.ค. เพื่อโอนอำนาจการคุมเลือกตั้งไปยัง กกต.ทั้งหมด เพื่อลดแรงเสียดทาน

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วเป็นเวลาที่มีความเหมาะสมไม่น้อย ภายใต้สมมติฐานที่ว่าจะมีการเลือกตั้งช่วงปลายเดือน ก.พ. หรือต้นเดือน มี.ค.

ถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาข้างต้น พรรคการเมืองจะมีเวลาหาเสียงประมาณ 60 วัน จำนวนเวลา 2 เดือนเป็นเวลาที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป

“ไม่มากจนเกินไป” หมายความว่า รัฐบาลจะมีอำนาจพิเศษโดยไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญเหมือนกับรัฐบาลปกตินานจนเกินไป เพราะยิ่งรัฐบาลอยู่ในอำนาจพิเศษที่ว่านั้นนานเท่าไร แน่นอนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมตกเป็นเป้าให้พรรคการเมืองใช้เป็น ข้ออ้างในการโจมตีมากขึ้นเท่านั้น

สถานการณ์แบบนั้นย่อมไม่เป็น ผลดีแก่พรรคพลังประชารัฐที่กำลังสะสมแต้มเพื่อเป็นเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ การเหลือเวลาให้หาเสียงประมาณ 60 วัน ยังเป็นการตัดกำลังของพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามไปในตัว เนื่องจากกว่าจะได้มาหาเสียงเต็มก็อาจต้องรอถึงปีใหม่ ซึ่งตอนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชาชนก็นำพรรคการเมืองไปหลายก้าวแล้ว

“ไม่น้อยจนเกินไป” หมายความว่า รัฐบาลยังมีเวลามากพอสำหรับการผลักดันผลงานให้ออกดอกออกผลมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ทั้งรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็กำลังร่วมประสานงานเพื่อออกกฎหมายเพื่อมา รองรับการทำงานให้กับรัฐบาลมากที่สุด

อย่างน้อยถ้ารัฐบาลมีผลงานในช่วงปลายอายุรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งพอสมควร ก็จะช่วยให้เป็นจุดขายให้กับพรรคพลังประชารัฐในการหาเสียงด้วย ในฐานะที่เคยประกาศแนวทางการทำงานว่าพร้อมจะเข้ามาสานงานการปฏิรูปประเทศต่อให้จบ

การปลดล็อกที่ คสช.เคยมอง ในแง่ลบและส่งผลกระทบต่อ คสช. มาวันนี้ คสช.ได้คิดใหม่ทำใหม่ด้วยการมองว่าการปลดล็อกมีแต่จะทำให้ คสช.มีแต่ได้กับได้

กล่าวคือ ได้ลดกระแสต่อต้านว่า คสช.มีเจตนาจะไม่ให้มีการเลือกตั้ง และยังทำให้ได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เพราะตัวเองสามารถมีอำนาจโดยสมบูรณ์เหมือนเดิมทุกประการ

แต่เหนืออื่นใดการยอมปลดล็อกการเมืองอย่างชัดถ้อยชัดคำในครั้งนี้  ของรัฐบาล เป็นการแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและพรรคพลังประชารัฐก็พร้อมสำหรับการลงสนามครั้งนี้.–จบ–

“อภิสิทธิ์” ผงาดหัวหน้า รับศึกหนักนำพรรคลุยเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569811

  • วันที่ 05 พ.ย. 2561 เวลา 08:20 น.

"อภิสิทธิ์" ผงาดหัวหน้า รับศึกหนักนำพรรคลุยเลือกตั้ง

แนวโน้มตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะคงอยู่กับ”อภิสิทธิ์”อีกสมัย ที่มาพร้อมศึกหนักในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เกิดเป็นดราม่าเล็กๆ ขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังระบบการหยั่งเสียงเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในส่วนของ กทม.ภาคกลางและภาคเหนือผ่านทางออนไลน์เกิดล่มไม่เป็นท่าเมื่อวันที่1 พ.ย.ส่งผลให้ต้องเลื่อนการหยั่งเสียงไปเป็นวันที่ 9 พ.ย.แทน

ที่ว่าเกิดดราม่าในพรรคนั้นมาจากการที่ทีมงานไม่ได้ปรับเวลาของระบบให้เป็นเวลาตามประเทศไทย ทำให้เมื่อถึงเวลาที่ต้องลงคะแนน ปรากฏว่าไม่สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอน จนต้องเลื่อนออกไปในที่สุด แต่เรื่องไม่จบลงแค่นั้นเพราะมีรายงานว่าความผิดพลาดในครั้งนี้มาจากกรรมการเลือกตั้งในสัดส่วนของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ไม่ยอมให้มีการเปิดระบบล่วงหน้า เล่นเอาบรรดาผู้สนับสนุนหมอวรงค์ต้องออกมาตอบโต้อย่างดุเดือด

ที่มีข่าวออกมาเช่นนี้เพราะมีคนพยายามต้องการดิสเครดิตหมอวรงค์ และครั้งนี้เป็นการแข่งขันกันแบบพี่แบบน้อง เราเชื่อมั่นในความเป็นประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความโปร่งใสตามหลักของการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม”ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว กรรมการเลือกตั้งหยั่งเสียงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของพรรคในสัดส่วนฝ่าย นพ.วรงค์ ระบุ

แต่ถึงกระนั้น ทุกอย่างกำลังเดินไปตามขั้นตอนเหลือแต่เพียงการนำเรื่องมาแก้ไขก่อนเปิดประชุมใหญ่ในวันที่ 11 พ.ย.ต่อไป

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มาถึงจุดนี้และเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบันมีภาษีดีว่า“อลงกรณ์ พลบุตร” หรือแม้แต่หมอวรงค์เอง

ตัวชี้วัดหนึ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนคือ ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แม้อันดับหนึ่งจะไม่ใช่อภิสิทธิ์ แต่ชื่อนี้ก็ยังติดกลุ่มบนแข่งกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ของพรรคเพื่อไทย และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มาโดยตลอด

ผิดกับ “อลงกรณ์-หมอวรงค์” ที่ยังไม่มีชื่อติดมากับโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนมากเท่าใดนัก หรืออย่างการเปิดประชุมพรรคเพื่อรับรองผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก็จะพบว่าอภิสิทธิ์เป็นผู้ที่ได้รับการรับรองมากที่สุดเหนือกว่าทั้งสองคน

เรียกได้ว่าอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ มีภาษีดีกว่าคู่แข่ง ดังนั้น หากจะบอกว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คงอยู่กับอภิสิทธิ์อีกสมัย

แต่โจทย์ใหญ่ของอภิสิทธิ์นั้นไม่ได้จบลงแค่การเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค เพราะยังต้องแบกรับความกดดันอย่างมหาศาลในการเป็นผู้นำลงสนามเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะพบว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งต้องอยู่ใต้ร่มเงาชัยชนะของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทยมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี แม้พรรคประชาธิปัตย์จะได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ในปี 2551 และส่งให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ สมัยแรกได้สำเร็จ แต่นั่นก็เป็นการมาเป็นรัฐบาลในลักษณะของการสลับขั้วการเมืองมากกว่า

ทั้งนี้ เพราะเวลานั้นพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นพรรคเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่ที่ได้เสียงข้างมากเนื่องจากเกิดการยุบพรรคพลังประชาชน และมี สส.ของพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาลเทคะแนนให้กับประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นเสียงข้างมากที่ได้รับฉันทามติมาจากประชาชน

เกือบสองทศวรรษที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นเบอร์สองรองจากพรรคเพื่อไทย จึงไม่แปลกที่การเลือกตั้งครั้งนี้อภิสิทธิ์ต้องแบกความกดดันมากกว่าทุกครั้ง

คู่แข่งของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่พรรคเพื่อไทยเหมือนในอดีต แต่ยังมี“พรรคพลังประชารัฐ” อีกด้วย

สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย ณ เวลานี้ด้านหนึ่งอาจมองได้ว่าไม่ได้เข้มแข็งเหมือนในอดีต เนื่องจากครอบครัวชินวัตรไม่ได้ส่งคนในบ้านเข้ามาสู่สนามการเมือง ประกอบกับฐานมวลชนของพรรคก็เกิดความไม่ลงรอยกัน จนแยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมืองต่างหาก แต่เมื่อทักษิณยังไม่วางมือ แน่นอนว่าโอกาสของพรรคเพื่อไทยที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลก็ยังมีอยู่

แต่ที่ดูจะเป็นกระดูกชิ้นโตคงหนีไม่พ้น “พรรคพลังประชารัฐ”

อย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคพลังประชารัฐมีแรงสนับสนุนมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล เพื่อภารกิจปั้นบิ๊กตู่ให้เป็นนายกฯ อีกสมัย

การที่พรรคพลังประชารัฐมี คสช.และรัฐบาลเป็นกองเชียร์ แน่นอนว่าทำให้ได้เปรียบเหนือกว่าทุกพรรค เพราะรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่พิเศษกว่าทุกรัฐบาลในอดีต โดยยังมีอำนาจสมบูรณ์ 100% ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ พรรคการเมืองคู่แข่ง รวมไปถึงพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบทุกประตู

โจทย์ใหญ่ของอภิสิทธิ์ครั้งนี้ เรียกได้ว่าน่าจะยากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทั้งการแบกรับความหวังของพรรคและการหาทางเอาชนะพรรคพลังประชารัฐ

ที่สุดแล้ว ผลการลงคะแนนเลือกตั้งที่สมาชิกพรรคพร้อมจะเทใจกับอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง จึงเป็นแค่ก้าวแรกเท่านั้น เพราะการเลือกตั้งจะเป็นสนามพิสูจน์ฝีมือและความนิยมของอภิสิทธิ์อีกครั้ง

ผลแพ้ชนะในการเลือกตั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า อนาคตทางการเมืองของอดีตนายกฯ รายนี้จะมีบทสรุปอย่างไรด้วย

ใกล้เส้นตาย 90 วัน การเมืองจัดทัพ-เร่งแรงดูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569456

  • วันที่ 01 พ.ย. 2561 เวลา 08:25 น.

ใกล้เส้นตาย 90 วัน การเมืองจัดทัพ-เร่งแรงดูด

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยเดินทางเข้าสู่เดือน พ.ย.อย่างเป็นทางการ การเข้าสู่เดือนที่ 11 ของปีในครั้งนี้มีความหมายมากกว่าทุกครั้ง เพราะนั่นหมายถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองมีความชัดเจนขึ้น

ความชัดเจนในที่นี้หมายถึงการครบกำหนด 90 วัน ในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจนถึงวันเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ

มาตรา 97 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดให้บุคคลที่จะมีคุณสมบัติเป็นผู้สมัคร สส.จะต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไป เพราะเหตุยุบสภาระยะเวลา 90 วันดังกล่าวให้ลดลงเหลือ 30 วัน

วันสุดท้ายของการเข้าเป็นสมาชิกพรรคที่จะทำให้มีอายุของการเป็นสมาชิกครบ 90 วัน และคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ คือ วันที่ 26 พ.ย. โดยเป็นวันที่อยู่บนพื้นฐานที่ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเอาไว้

ยิ่งเข้าใกล้วันที่ 26 พ.ย. มากเท่าไร ดูเหมือนว่าพรรคการเมืองใหญ่น้อยจะมีการขยับตัวมากขึ้นเท่านั้น

พรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามองพอสมควร โดยเฉพาะการวางตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่ในที่สุดแล้วที่ประชุมใหญ่ของพรรคก็ยังคงให้ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคคนเดิมเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป โดยมี ภูมิธรรม เวชยชัย ทำหน้าที่เลขาธิการพรรค

แต่ความน่าสนใจของพรรคเพื่อไทยอยู่ที่การกลับเข้ามามีบทบาทภายในพรรคของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ในฐานะประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค พร้อมกับถูกคาดหมายว่าจะเป็นเพียงหนึ่งเดียวของพรรคเพื่อไทยที่จะอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคที่จะต้องเสนอให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันสมัครรับเลือกตั้ง สส.

การประกาศตัวชัดเจนของคุณหญิงสุดารัตน์ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อม เต็มที่แล้วสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้

พรรคพลังประชารัฐ เป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่บรรดาผู้สันทัดกรณีมองว่าจะเป็นพรรคการเมืองขั้วที่ 3 อย่างแท้จริง ภายหลังมีแรงสนับสนุนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจาก คสช.และรัฐบาลชุดปัจจุบัน เนื่องจากมีรัฐมนตรีของรัฐบาลถึง 4 คน ตัดสินใจไปร่วมงานกับพรรค

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีบรรดาอดีต สส.สารพัดในนามกลุ่มสามมิตรเข้ามาร่วมงานเต็มตัว ทั้งในการจัดตัวผู้สมัครและการกำหนดยุทธศาสตร์หาเสียงเลือกตั้ง หรือแม้แต่การจัดเตรียมกระสุนดินดำลงสนามรบเลือกตั้ง

ทว่ากลับเริ่มปรากฏปัญหาความไม่ลงรอยกันในการวางตัวผู้สมัครระหว่างนักเลือกตั้งอาชีพกับนักเลือกตั้งมือใหม่ที่มากบารมี เพราะในบางพื้นที่ต่างฝ่ายต่างต้องการเอาเด็กของตัวเองลงสนาม ทำให้ในช่วงใกล้ครบกำหนด 90 วัน อาจมีการหักเหลี่ยมโหดกัน เว้นเสียแต่จะเคลียร์กันลงตัว

พรรคชาติไทยพัฒนา กำลังเป็นพรรคการเมืองที่มาเงียบๆ แต่ดูดเรียบเหมือนกัน แม้ช่วง 1-2 เดือนจะมีสมาชิกพรรคระดับบิ๊กเนมย้ายออกไปหลายคน เช่น ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ อดีต สส.สุพรรณบุรี หรือกลุ่มยาวอหะซัน แต่ก็มีกลุ่มการเมืองใหญ่เข้ามาไม่น้อย

ดังจะเห็นได้จากการเข้ามาของกลุ่มสะสมทรัพย์ เจ้าของพื้นที่นครปฐม และกลุ่มไกรวัตนุสสรณ์ เจ้าของพื้นที่สมุทรสาคร กลุ่มพรรคมาตุภูมิ ที่เคย มีอดีต สส.ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่หากจะบอกว่าความเคลื่อนไหวไหนของพรรคชาติไทยพัฒนาที่มีนัยทางการเมืองมากที่สุด ต้องยกให้กับการกลับมาเป็นเลขาธิการพรรคของ “ประภัตร โพธสุธน” ซึ่งเป็นนักการเมืองมากบารมีอีกคน อาจทำให้พรรคชาติไทยพัฒนามีเสน่ห์และดึงดูดให้นักเลือกตั้งมาอยู่กับพรรคมากขึ้น

พรรคภูมิใจไทย หากจะบอกว่าเป็นพรรคการเมืองที่ดูดเงียบๆ แต่ดูเรียบเหมือนกัน คงไม่เป็นเรื่องเกินจริงไปนัก ภายหลังมีอดีต สส.แถวหน้าเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก เช่น ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีตสส.อุทัยธานี สิริพงศ์  อังคสกุลเกียรติ อดีต สส. ศรีสะเกษ เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร  อดีต สส.พระนครศรีอยุธยา

เหนืออื่นใดที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยมีแรงดึงดูดคือ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีคอนเนกชั่นต่อได้กับทั้งทหารและนักการเมือง อีกทั้งที่ผ่านมาไม่ค่อยแสดงท่าทีต่อต้าน คสช.เท่าใดนัก และมีแนวโน้มว่าจะได้ สส.จำนวนในระดับที่สามารถเข้าร่วมเป็นรัฐบาลได้ จึงช่วยให้พรรคภูมิใจไทยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยมากกว่าพรรคการเมืองอื่น

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้ยังไม่ค่อยปรากฏความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการดูดอดีต สส.มากนัก เนื่องจากวุ่นอยู่กับการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่เมื่อการจัดการภายในของพรรคเรียบร้อยเมื่อไหร่ พร้อมจะเข้าสู่ตลาดแลกเปลี่ยนอดีต สส.อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ทุกพรรคการเมืองพร้อมแล้วสำหรับการเลือกตั้ง เหลือแค่รอระฆังการปลดล็อกการเมืองดังขึ้นเมื่อไหร่ การเมืองจะเข้าสู่โหมดสงคราม เลือกตั้งทันที

ชทพ.โชว์พลังดูด ปักหลักรักษาพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569339

  • วันที่ 31 ต.ค. 2561 เวลา 09:15 น.

ชทพ.โชว์พลังดูด ปักหลักรักษาพื้นที่

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พรรคชาติไทยพัฒนากลายเป็นอีกพรรคหนึ่งที่มีนักการเมืองระดับบิ๊กเนมมาทำงานด้วย ภายหลังเริ่มเปิดตัวและเปิดหน้าไปเมื่อการประชุมใหญ่ของพรรคเมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา

กลุ่มการเมืองหลักที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคอย่างเป็นทางการ ได้แก่ 1.กลุ่มตระกูลสะสมทรัพย์ 2.กลุ่มตระกูลไกรวัตนุสสรณ์ และ 3.กลุ่มพรรคมาตุภูมิ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้ามาเติมเต็มให้กับพรรค หลังจากก่อนหน้านี้พรรคชาติไทยพัฒนาเพิ่งเสียขุนพล ในภาคกลางในพื้นที่สุพรรณบุรีและอุทัยธานีให้กับพรรคเพื่อไทยและ พรรคภูมิใจไทยตามลำดับ

การเข้ามาของกลุ่มสะสมทรัพย์ มีนัยทางการเมืองพอสมควร เนื่องจาก “อนุชา สะสมทรัพย์” ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย อันแสดง ให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของพรรค บางประการ

แต่นัยทางการเมืองที่ว่านั้นยัง ไม่เท่ากับการกลับสู่เวทีการเมือง อีกครั้งของ “กัญจนา ศิลปอาชา”หัวหน้าพรรค และ “ประภัตร โพธสุธน” เลขาธิการพรรคเดิมทีบรรดาผู้ใหญ่ในพรรคต่างเห็นพ้องกันว่าถึงเวลาแล้วที่พรรคชาติไทยพัฒนา ควรใช้จังหวะนี้ในการปฏิรูปพรรคตัวเองอย่างจริงจัง โดยให้ “วราวุธ ศิลปอาชา” เป็นหัวหน้าพรรค และ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” อดีต สส.ศรีสะเกษ เป็นเลขาธิการพรรค ภายใต้หลักการใช้คนรุ่นใหม่นำพรรคและให้คนรุ่นใหญ่คอยสนับสนุน

เมื่อแนวทางนี้ลงตัว จึงเป็นที่มาของการที่ “วราวุธ-สิริพงศ์” เดินสายตามเวทีเสวนาวิชาการต่างๆ เพื่อนำเสนอไอเดียใหม่ของพรรค ซึ่งหวังว่าจะช่วยให้พรรคได้รับการมองว่าเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ที่มีแนวทางการทำงานการเมืองชัดเจน ไม่ใช่แต่ทำงานการเมืองเพื่อจะเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนที่หลายฝ่ายเคยสบประมาทมาหลายสิบปี

ทว่า ทันทีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศตัวเลข สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงออกมา ปรากฏว่าพรรคชาติไทยพัฒนาต้องหันหัวรถกลับมาแบบ 360 องศา เนื่องจากพื้นที่ทางการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนามีจำนวน สส.ลดลง เช่น สุพรรณบุรี เหลือ สส. 4 คนจาก 5 คน หรือ อ่างทอง เหลือ 1 คน จาก 2 คน

จำนวน สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ลดลงนั้นหมายถึงฐานคะแนนที่จะ นำมาเพื่อหาจำนวน สส.ระบบบัญชีรายชื่อลดลงไประดับหนึ่งด้วย ทำให้พรรคชาติไทยพัฒนาต้องประเมินพื้นที่กันใหม่ จนที่เป็นมาของความไม่ลงตัวในเรื่องโควตาการสมัคร สส.และแนวทางการทำงานทางการเมืองระหว่างคน รุ่นใหม่และคนรุ่นใหญ่ในพรรค          กลุ่มรุ่นใหญ่ของพรรคมองว่า ภายใต้ระบบการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ ทำให้พรรคเสียเปรียบ ประกอบกับพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐต้องการเข้ามารุกในพื้นที่ของพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นสุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี

ไม่เพียงเท่านี้ ท่าทีที่ผ่านมาของกลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มจะออกมาให้สัมภาษณ์กระทบคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลายครั้ง โดยเฉพาะการเรียกร้องให้ คสช.ให้ความชัดเจนกับพรรคการเมืองในการ ทำกิจกรรมการเมือง ซึ่งคนรุ่นใหญ่ของพรรคมองว่าเป็นการเปิดศึกกับทหารมากเกินไป ย่อมไม่ส่งผลดีกับพรรคระยะยาว

ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “ประภัตร” คนใหญ่เมืองสุพรรณบุรี ต้องกลับมาเป็นเลขาธิการพรรคอีกครั้ง

ชื่อของประภัตรในสุพรรณบุรี เป็นรองเพียงแค่ “บรรหาร ศิลปอาชา”อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับเท่านั้น ผ่านการเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง คอนเนกชั่นและบารมีการเมืองก็ มีไม่น้อย ถึงขั้นที่ครั้งหนึ่ง “ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ยังพยายามอยากจะให้มาเป็นเลขาธิการพรรคไทยรักไทย แต่สุดท้ายประภัตรก็ไม่ได้ย้ายพรรคและเลือกอยู่กับบรรหารต่อไป

อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบดีว่า “ประภัตร-ทักษิณ” ต่างเป็นมิตรที่ดี ต่อกัน เพราะขนาดในยามที่ทักษิณ ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้ว ประภัตรยัง เปิดบ้านที่สุพรรณบุรีต้อนรับทักษิณ ที่พานักธุรกิจซาอุดิอาระเบียชมการ ทำนาเมื่อปี 2551

ดังนั้น การเป็นเลขาธิการพรรคของประภัตรอาจเป็นสะพานที่เชื่อม ไปถึงพรรคเพื่อไทยได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยน่าจะช่วยให้พรรคเพื่อไทยที่ต้องการเจาะฐานสุพรรณบุรีและจังหวัดแวดล้อม ลดความพยายามลงมาบ้าง เนื่องจากต้องยอมรับว่าพื้นที่สุพรรณบุรีค่อนข้างระส่ำระสายพอสมควร

นอกจากนี้ การได้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มเข้ามาเสริมก็ช่วยให้พื้นที่หลักของพรรคเป็นปึกแผ่นมากขึ้น เช่น นครปฐม ซึ่งเดิมพรรคชาติไทยและกลุ่มสะสมทรัพย์เคยเป็นคู่แข่งกันมาก่อน คราวนี้มาอยู่พรรคเดียวกัน ทำให้ สส.นครปฐม 5 คนน่าจะเป็นของพรรคทั้งจังหวัด หรือในกรณีของการได้กลุ่มไกรวัตนุสสรณ์ในฐานะเจ้าของพื้นที่สมุทรสาคร ก็น่าไม่พลาด เนื่องจาก “เฮียม้อ” มณฑล ไกรวัตนุสสรณ์ เป็นนายก อบจ.สมุทรสาคร

เมื่อสุพรรณบุรีและนครปฐม เข้มแข็ง แน่นอนว่าย่อมจะมีอานิสงส์ไปถึงจังหวัดรอบๆ ที่เคยเป็นของพรรคชาติไทยพัฒนาด้วย โดยมีประภัตร เข้ามาเป็นมือประสานสิบทิศและคุมยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค

การอยู่รอดของพรรคในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด จึงไม่แปลกที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคต้องยุติการขายฝันไปอย่างไม่มีกำหนด

เรียกได้ว่าเมื่อรุ่นใหญ่ลงมาลุยเอง รุ่นใหม่ก็ต้องจำใจหลบให้อย่างไม่มีข้อแม้

เลือกตั้งเดือด กระแสถล่มกกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/569151

  • วันที่ 29 ต.ค. 2561 เวลา 09:52 น.

เลือกตั้งเดือด กระแสถล่มกกต.

ความเป็นกลางของ “กกต.” กำลังโดนท้าทาย จาก 2 มรสุมใหญ่ หลังการเมืองเริ่มได้รับการคลายล็อก

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถึงวันเลือกตั้งจะยังไม่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่พรรค การเมืองหลายพรรคต่างเดินหน้าไปเต็มตัวกันแล้ว โดยเฉพาะการประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อแต่งตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าปี่กลองการเมืองได้ดังขึ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสที่ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง ปรากฏว่ามีประเด็นหนึ่งที่หลายฝ่ายจับตา คือ การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

นับตั้งแต่ กกต. 5 คน จากทั้งหมด 7 คน เข้ามาทำงานเต็มตัว ก็ถูกจับจ้องมาโดยตลอดอยู่แล้ว เพราะต้องไม่ลืมว่า กกต.ชุดนี้มาจากความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งก็เป็นที่ทราบดีว่า สนช.มาจากการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แต่ที่หนักไปกว่านั้นคือ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ประกาศสนใจงานการเมือง ประจวบเหมาะกับจังหวะที่มีการเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐขึ้นมา เพื่อเป็นผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแข่งกับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ จึงทำให้ กกต.ยิ่งโดนจับตาว่าจะดำรงความเป็นกลางได้อย่างที่ทุกฝ่ายยอมรับหรือไม่อย่างไร

โดยจะว่าไปแล้ว กกต.ทราบถึงข้อท้วงติงนี้ จึงได้พยายามสื่อสารกับสังคมมาตลอดว่าการทำงานของ กกต.จะยังคงดำรงความเป็นกลางให้มากที่สุด

ทว่ามาถึงจุดนี้ ความเป็นกลางของ กกต.กำลังโดนท้าทายเข้าอย่างจัง ภายหลังการเมืองเริ่มได้รับการคลายล็อก โดยมีอย่างน้อยสองมรสุมที่พัดโหมมาที่ กกต.

มรสุมที่ 1 การยุบพรรคเพื่อไทย ประเด็นนี้ถูกจุดขึ้นมาเป็นเวลานานหลายเดือน นับตั้งแต่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย หรือกรณีที่มีข่าวว่าอดีต สส.พรรคเพื่อไทยเดินทางไปต่างประเทศเพื่อพบกับทักษิณ

ฝ่ายตรงข้ามพยายามจะนำประเด็นข้อกฎหมายตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เกี่ยวกับการปล่อยให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคมาครอบงำพรรค ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่ กกต.สามารถทำสำนวนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคได้

เดิมที กกต.ก็พยายามสงวนท่าทีต่อเรื่องนี้ โดยอ้างว่ายังไม่มีข้อมูลและข้อเท็จจริงเพียงที่จะเข้าไปตรวจสอบตามกระบวนการ แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ส่งสัญญาณให้ กกต.เข้ามาตรวจสอบกรณีของพรรคเพื่อไทย

“การเมืองเวลานี้เรียบร้อยดีที่พูดจาอะไรกันก็ว่ากันไป เพราะขนาดทักษิณอยู่ต่างประเทศยังพูดถึงพรรคของเขาเลย และถามว่าพูดแบบนั้นผิดหรือไม่ ต้องให้ กกต.พิจารณา แต่เราคงไม่ไปสั่ง กกต.เพราะเราสั่งเขาไม่ได้ ให้เขาทำของเขาเอง” พล.อ.ประวิตร ระบุเมื่อวันที่ 22 ต.ค.

พอข้ามคืนมาเป็นวันที่ 23 ต.ค. กกต.ก็ออกตัวรับลูกสัญญาณที่ส่งมาจาก พล.อ.ประวิตร ทันที

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา การจะเข้าข่ายครอบงำพรรคหรือไม่ กกต.จะพิจารณาว่าพรรคการเมืองนั้นขาดความเป็นอิสระในการดำเนินกิจกรรมหรือไม่หากเข้าข่ายความผิดจะส่งผลให้พรรคการเมืองนั้นอาจถูกยุบพรรค” พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ระบุ

เมื่อมีการรับส่งลูกกันเช่นนี้ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ กกต.จะถูกรุมถล่มมาเป็นเวลาร่วมสัปดาห์ เพราะถ้าดูข้อกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรค จะพบว่าการยุบพรรคไม่ได้ยากหรือง่ายจนเกินไป ทำให้พรรคการเมืองออกอาการผวาพอสมควรอย่างเห็นได้ชัด

มรสุมที่ 2 การปฏิบัติกับพรรคการเมืองในลักษณะแตกต่างกัน พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคแรกที่เจอกับอำนาจของ กกต.เข้าเต็มประตู ภายหลังห้ามไม่ให้ทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อให้ประชาชนร่วมบริจาคให้พรรค

สวนทางกับพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่ถูกบางฝ่ายมองว่ากิจกรรมของพรรครวมพลังประชาชาติไทยบางกิจกรรมมีลักษณะของการทำกิจกรรมทางการเมืองที่ฝ่าฝืนกับคำสั่งของ คสช. เช่น การเดินสายพบประชาชน เป็นต้น แต่กลับไม่ถูก กกต.เพ่งเล็งมากนัก

สถานการณ์ที่ กกต.เผชิญอยู่เวลานี้ จะโทษ กกต.อย่างเดียวก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่าทีของ คสช.ที่ไม่ยอมปล่อยให้การเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างเสรีภายใต้บรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย 100%

ถ้าการเมืองได้รับการปลดล็อก พรรคการเมืองจะไม่มีข้ออ้างเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติ และจะช่วยให้ กกต.สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อการเมืองยังติดล็อกอยู่ จึงทำให้ กกต.ต้องมาอยู่ตรงระหว่างความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขนาดเวลานี้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้ง กกต.ยังโดนถล่มขนาดนี้ แทบไม่อยากนึกเลยว่าเมื่อประกาศเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ กกต.จะโดนกระหน่ำขนาดไหน

แต่สิ่งที่น่ากลัวไปกว่ากระแสถล่ม กกต. คือ บรรยากาศการเลือกตั้งที่เสียไปทีละเล็กทีละน้อย น่าเป็นห่วงว่าหากไปกระทบความเปราะบางของผู้มีอำนาจบางคน ก็อาจเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่นำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้

ดังนั้น หาก กกต.ไม่สามารถเป็นกรรมการที่รักษาบรรยากาศได้ แทบไม่อยากนึกว่าการเมืองไทยต่อไปจะเป็นอย่างไร

ยกเครื่องประชาสัมพันธ์ เร่งปั๊มคะแนนนิยม ‘บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/568863

  • วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 08:23 น.

ยกเครื่องประชาสัมพันธ์ เร่งปั๊มคะแนนนิยม 'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทิศทางการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มปรับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ หลังประกาศต่อสาธารณะ “สนใจงานด้านการเมือง” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับการ เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในปี 2562

คู่ขนานไปกับการเร่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ด้วยเป้าหมายการผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานภารกิจที่ได้เริ่มต้นเดินหน้าไว้ให้สำเร็จถึง เป้าหมายตามที่มุ่งหวัง

งานสำคัญเวลานี้หนีไม่พ้นเรื่องการเร่งประชาสัมพันธ์ นำเสนอผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล คสช. ว่าได้ทำสิ่งใดมาแล้วอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนไปแล้วบ้าง

โดยเฉพาะโครงการประชารัฐอันถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล คสช. ที่อัดเม็ดเงินลงพื้นที่ และบรรดาสารพัดโครงการเอาใจผู้มีรายได้น้อยทั้งหลายแหล่ อันจะเป็นการซื้อใจรากหญ้าที่ให้เห็นถึงคุณูปการการเข้ามาบริหาร

ทว่า “จุดอ่อน” สำคัญคือเรื่องปัญหาการสื่อสารไปถึงประชาชนที่ยังยึดติดกรอบข้าราชการไม่ทันเทคโนโลยีจนไม่อาจเข้าถึงประชาชนอย่างที่ต้องการ

รวมถึงต้องเร่งปรับภาพลักษณ์บุคลิกอันดุดันแบบนิสัยชายชาติทหาร ไม่ยอมใคร ซึ่งอาจจะใช้ได้ในฐานะหัวหน้าคสช. หรือผู้นำรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ไม่จำเป็นต้องง้อขอคะแนนเสียงชาวบ้าน

หากย้อนพิจารณาดูการเปลี่ยนแปลงจะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ลดโทนความดุดัน และระมัดระวังคำพูดคำจา ในช่วงการให้สัมภาษณ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนลงไปพอสมควร

ต่อเนื่องด้วยการรุกพื้นที่โซเชียล มีเดียเพื่อปรับภาพลักษณ์และนำเสนอความเป็นตัวเองในมุมที่ไม่ดุดัน เหมือนที่ผ่านมา ทั้งการเปิดเฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” อินสตาแกรม “Prayut Chan-o-cha” และทวิตเตอร์ “Prayut Chan-o-cha”

“จากการที่พวกเราส่วนใหญ่นิยมสื่อสารกันผ่าน Facebook อยู่เป็นประจำ จึงถือโอกาสเปิด Facebook ส่วนตัวของผม เพื่อใช้เป็นอีกช่องทางในการสื่อสารแนวนโยบาย การทำงานของผมและรัฐบาล รวมถึงเล่าสู่กันฟังถึงข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ และเป็นช่องทางที่ผมและพี่น้องประชาชนจะเข้าถึงกันได้ดียิ่งขึ้น หากท่านมีข้อ เสนอแนะ ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือต้องการให้ผมลงไปดูแลแก้ปัญหา ก็สามารถเขียนเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ เพื่อที่ผมและทีมงานจะได้มีข้อมูลและดูแลช่วยเหลือได้โดยตรงครับ”

ต่อเนื่องด้วยการขยับเปลี่ยนตัว  พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มารับหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ซึ่งจะไปปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เพียงตำแหน่งเดียว

ในฐานะที่พุทธิพงษ์ถูกวางตัวให้มาดูแลรับผิดชอบงานด้านการสื่อสารของรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งวางกรอบการสื่อสารถึงประชาชนในรูปแบบใหม่ โดยจะเป็นกิจกรรมที่นายกฯ อยากสะท้อนถึงประชาชนในวิธีการที่เรียบง่าย สบายๆ ไม่เครียดเกินไป

“นายกฯ อยากสื่อสารกับประชาชนให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ที่ไม่ใช่ รูปแบบการแถลงผลงาน ไม่เป็นหลักการมากเกินไป แต่เป็นในแง่ของความห่วงใย หรือสิ่งที่นายกฯ อยากพูด มุมมองที่ประชาชนอาจยังไม่เข้าถึง รวมถึงกิจกรรมของนายกฯ ที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน”

แต่หากมองลึกๆ แล้วการเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาล จาก พล.ท.สรรเสริญ ย่อมถือเป็นอีกความพยายามที่ต้องลดโทนปรับภาพทหารและ คสช.ออกจากรัฐบาล เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเลือกตั้ง

อีกทั้งช่วงเวลาต่อจากนี้ทิศทางการเมืองจะเริ่มเข้มข้นมากขึ้น ทั้งใน รูปแบบที่ต้องคอยชี้แจง ตอบคำถามสื่อมวลชน ในประเด็นที่คาบเกี่ยวกับเงื่อนปมการเมือง ทั้งกระแสดูด การเคลื่อนไหวที่เกี่ยวพันไปถึงพรรคพลังประชารัฐ หรือเรื่องอื่นๆ ยังไม่รวมถึงบรรดาข่าวปล่อย กระแสโจมตี ที่จะหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องได้คนการเมืองที่พอจะคุ้นเคยมาเป็นปากเสียงคอยชี้แจง ทำความเข้าใจอย่างทันท่วงที

ยังไม่รวมกับการเปิดเกมรุก ชิงจังหวะเรียกคะแนนในโอกาสที่ เหมาะสม ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง อันจะมีผลกระทบไปถึงคะแนนเสียงในอนาคต