ชำแหละปัจจัยสำคัญ ปั้น “บิ๊กตู่” นายกฯคนใน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566938

  • วันที่ 08 ต.ค. 2561 เวลา 19:41 น.

ชำแหละปัจจัยสำคัญ ปั้น "บิ๊กตู่" นายกฯคนใน

วิเคราะห์ 3 ปัจจัยที่ทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” กลายเป็นเต็งหนึ่งที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะบอกว่าชั่วโมงนี้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นเต็งหนึ่งที่จะขึ้นมาเป็นนายกฯ คนที่ 30 ก็คงไม่ผิดนัก

แม้ระยะนี้จะมีผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนออกมาหลายครั้งและมีชื่อทั้ง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” แกนนำพรรคเพื่อไทย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เข้ามาติดโผชิงตำแหน่งผู้นำประเทศ แต่ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังคงติดลมบนเหนือคู่แข่งอยู่หลายช่วงตัว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าให้ความสนใจงานการเมือง ยิ่งทำให้กระแสสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่มมากขึ้น มิเช่นนั้นแล้วนายกฯ คงไม่มั่นใจถึงขั้นประกาศว่าถ้าจะลงชิงตำแหน่งนายกฯ จะเป็นนายกฯ ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่เสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในรอบแรกเท่านั้น

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ถูกจับตามองมาตลอดว่าจะเข้ามาเป็นผู้ท้าชิงนายกฯ ในช่องทาง เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าการได้มาซึ่งนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญมีด้วยกัน 2 วิธี

1.มาจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมือง เสนอต่อ กกต.จำนวนไม่เกิน 3 คน โดยที่ประชุมรัฐสภา (สส.และ สว.)จะเลือกจากบุคคลในบัญชีดังกล่าวถ้าบุคคลใดได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง บุคคลนั้นก็จะได้รับตำแหน่งนายกฯ

2.มาจากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองที่เสนอต่อ กกต. แต่ก่อนจะมาถึงวิธีการนี้ได้นั้นจะต้องเกิดกรณีที่รัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ ตามวิธีการแรกได้ก่อน ถึงจะเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองเสนอบุคคลนอกบัญชีรายชื่อมาให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกต่อไป

การเข้ามาเป็นนายกฯ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการไหน ถึงจะมีศักดิ์ศรีความเป็นนายกฯ เหมือนกัน แต่ต้องยอมรับการเข้ามาเป็นนายกฯ ผ่านกระบวนการแรกนั้นมีความชอบธรรมมากกว่า เนื่องจากการที่พรรคการเมืองเสนอบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาเป็นนายกฯ ให้กับ กกต.ตั้งแต่แรก จะทำให้ประชาชนได้มีโอกาสว่าจะตัดสินใจให้พรรคการเมืองเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจะได้เข้าไปเลือกนายกฯ ตามบัญชีรายชื่อดังกล่าว

ต่างกับการเลือกนายกฯ ในวิธีการที่สอง ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐสภาสามารถเลือกจากใครก็ได้ที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง เพียงแต่ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญเท่านั้น พูดตรงๆ ความสง่างามในการเข้ามาเป็นนายกฯ ด้วยวิธีการนี้ย่อมมีน้อยกว่าวิธีการแรก

ดังนั้น การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศว่าถ้าจะเข้ามาเป็นนายกฯ อีกครั้งก็จะไม่เป็นนายกฯ คนนอกนั้น ย่อมแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในทางการเมืองระดับหนึ่งเลยทีเดียว

เมื่อมองถึงปัจจัยที่สร้างความมั่นใจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะมีความเป็นไปได้ด้วยกัน 3 ประการ

1.ประชาชนต้องการความต่อเนื่อง ตรงนี้อาจเป็นปัจจัยที่สำคัญพอสมควร ถึงตลอด 4 ปีที่ผ่านมารัฐบาลจะมีผลงานที่ไม่เข้าตาไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็ได้เริ่มต้นนโยบายสำคัญหลายเรื่อง ยิ่งไปกว่านั้นช่วยทำให้ประเทศอยู่ในความสงบและปราศจากม็อบการเมือง

ในเรื่องความสงบนี่เองที่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะนำ พล.อ.ประยุทธ์ ไปสู่ประตูแห่งชัยชนะ เพราะหากนายกฯ มาจากขั้วการเมืองเดิม ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้มีหลักประกันที่จะบ่งชี้ได้ว่าการเมืองจะเกิดความสงบอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลตรงนี้เอง จึงเป็นข้อได้เปรียบของ พล.อ.ประยุทธ์ ไปโดยปริยาย ภายหลังจากได้วางรากฐานเอาไว้แล้ว

2.การคุมอำนาจการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ตกอยู่ในบังคับของรัฐธรรมนูญที่กำหนดข้อห้ามบางประการสำหรับในระหว่างการมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง เช่น การห้ามโยกย้ายข้าราชการ การอมุมัติงบประมาณ เป็นต้น เพราะในบท เฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐบาลและ คสช.ยังสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ตามปกติ จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ตกภายใต้ข้อจำกัดข้างต้น ส่งผลให้สามารถเดินเครื่องนโยบายรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโครงการประชารัฐ ซึ่งด้านหนึ่งเหมือนจะเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลตามปกติ แต่อีกมุมหนึ่งก็แทบไม่ต่างอะไรกับการสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง เหมือนกับการหาเสียงทางอ้อมไปโดยปริยาย

3.ผนึกกำลังกลุ่มสามมิตร การเตรียมเข้ามาอยู่ในพรรคพลังประชารัฐของกลุ่มสามมิตร เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการไปสู่ชัยชนะก็ว่าได้

กลุ่มสามมิตรขณะนี้เป็นกลุ่มการเมืองที่รวบรวมอดีต สส.ไว้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งการนำของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ซึ่งอุดมไปด้วยบารมีทางการเมืองและทุนทรัพย์ ย่อมเป็นสิ่งที่เชื้อเชิญให้อดีต สส.ของพรรคเอาใจออกห่างเพื่อมาอยู่กับกลุ่มสามมิตร

ทั้งสองคนต่างเคยเป็นอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย คนหนึ่งเป็นอดีตหัวหน้ามุ้งการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของพรรค ส่วนอีกคนเป็นอดีตเลขาธิการพรรค จึงไม่ต้องบอกว่าความเขี้ยวในทางการเมืองมีมากขนาดไหนและน่าพอฟัดกับพรรคเพื่อไทยได้อย่างสูสี

เพราะฉะนั้น ด้วยขุมกำลังและสถานการณ์ที่ี่เป็นใจขณะนี้ จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไม พล.อ.ประยุทธ์ ถึงได้มีความมั่นใจในสนามเลือกตั้งเป็นพิเศษ

สามมิตร-พลังประชารัฐ จัดฉากสลายกระแสดูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566570

  • วันที่ 05 ต.ค. 2561 เวลา 09:35 น.

สามมิตร-พลังประชารัฐ จัดฉากสลายกระแสดูด

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตัดกันไม่ขาดสำหรับพรรคพลังประชารัฐ และกลุ่มสามมิตร ที่ทำการเมืองแบบ คู่ขนานกันมาได้พักใหญ่ สุดท้ายได้ฤกษ์เตรียมผนึกกำลังรวมตัวเดินหน้าลงสนามเลือกตั้งแบบไม่มีพลิกโผ

ล่าสุด สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำ กลุ่มสามมิตร ออกมาสยบกระแสข่าวความขัดแย้ง​ ส่งสัญญาณชัดเจนเตรียมขนสมาชิก 70 คน อันประกอบด้วย อดีต สส.ประมาณ 30 คน และนักการเมืองท้องถิ่น รวมถึงนักธุรกิจ คนรุ่นใหม่ประเภทดาวฤกษ์ 40 คน ร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐในสัปดาห์หน้า

ปัญหาก่อนหน้านี้อยู่ตรงที่กระแสข่าวความขัดแย้งเรื่อง “พื้นที่” จนกระทบไปถึงการวางตัวส่งผู้สมัคร สส.ของ สองฝั่ง ซึ่งเกิดการทับซ้อนและเคลียร์กันไม่ลงตัว

เมื่อฝั่ง “กลุ่มสามมิตร” ซึ่งชักชวนผู้สมัครซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตสส.จากภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง บางส่วนเข้ามาดังที่ปรากฏเห็นความเคลื่อนไหวมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่กลับยังไม่มีสัญญาณความชัดเจนจากฝั่งพลังประชารัฐ ขณะที่อีกด้านเริ่มปรากฏรายชื่อว่าที่ผู้สมัครซึ่งผลักดันมาจากฝั่งของทั้งแกนนำพลังประชารัฐและฝั่งทหาร จนเกิดความขัดแย้งส่อเค้าถึงขั้นจะแยกทางกันเดิน

ปัญหานี้ทำให้ต้องเตรียมหาทางออกอย่างเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับด้วยกันทุกฝ่ายด้วยการทำโพลผู้สมัครในพื้นที่ที่มีความทับซ้อนกัน เพื่อให้ได้ผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยากที่ “พลังประชารัฐ” และ “กลุ่มสามมิตร” จะสามารถแยกกันเดิน เพราะด้วยสายสัมพันธ์อันแนบแน่นมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบันที่แทบจะหลอมเป็นเนื้อเดียวกันมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ดังจะเห็นจากรายชื่อกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐที่เปิดตัวออกมาก่อนหน้านี้ ก็มีแกนนำจากกลุ่มสามมิตร เข้าไปนั่งเป็นกรรมการอยู่ด้วย ทั้ง อนุชา นาคาศัย หรือ พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง (IEC) ญาติของ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร

อีกทั้ง ​“กลุ่มสามมิตร” เองก็ไม่ได้มีพละกำลังเพียงพอจะเดินหน้าทำการเมืองลำพังด้วยตัวเอง ยิ่งหากต้องไปแข่งขันกับคู่แข่งอย่างพรรคเพื่อไทยที่มีฐานเสียงที่เหนียวแน่นในพื้นที่ภาคอีสานและเหนือด้วยแล้ว หรือแม้แต่การจะย้ายไปรวมกับพรรคอื่นๆ ซึ่งเวลานี้เริ่มมีการจัดวางตัวบุคคลทำพื้นที่ไปบ้างแล้ว ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแต่อย่างไร

ดังนั้น การผนึกกำลังอาศัยจุดแข็งของพลังประชารัฐที่มีทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน ย่อมเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันในสนามเลือกตั้งง่ายขึ้น

ความระหองระแหงที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งจึงถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การตั้งแง่ หรือแค่แสดงอาการฮึดฮัด แต่ไม่ได้ถึงขั้นจะแตกหักแยกทางกันเดิน ​

ปัจจัยสำคัญที่ทาง “กลุ่มสามมิตร” พยายามผลักดันไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งตัวผู้สมัครของฝั่งตนเองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องแนวนโยบายที่ทางกลุ่มสามมิตรต้องการผลักดันด้วย

หากจำได้ก่อนหน้านี้ในช่วงเริ่มต้นเคลื่อนไหว กลุ่มสามมิตรพยายาม หลีกเลี่ยงเงื่อนไขคำสั่งคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง ด้วยการใช้วิธีลงไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการเพื่อจะมาปรับเป็นนโยบาย

ดังนั้น เมื่อกลุ่มสามมิตรจะเดินหน้าไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐเต็มตัว จึงต้องการผลักดันนโยบายของตัวเองให้ไปปรากฏอยู่ในแนวนโยบายของพรรคพลังประชารัฐด้วย

ด้านหนึ่งเพื่อให้แสดงศักยภาพของตัวเองที่สามารถผลักดันนโยบาย และสร้างการยอมรับและเป็นผลงานที่จะติดตัวต่อไป ไม่ใช่ถูกกลืนไปด้วยนโยบายประชารัฐ อีกด้านยังจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ ​แสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานที่มีการยึดโยงกับประชาชนในแต่ละพื้นที่​

ดังจะเห็นว่านโยบายที่กลุ่มสามมิตรคัดมานั้นถือเป็นโครงการที่เคยได้รับการตอบรับในอดีต และครอบคลุมฐานเสียงจำนวนมาก ​ทั้ง โครงการโคแก้จน การปรับสวัสดิการให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้สูงอายุ และอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.)

หากนโยบายเหล่านี้ถูกนำไปใช้เป็นนโยบายพรรคย่อมง่ายที่ประชาชนจะรับรู้ รับทราบ และรู้สึกจับต้องได้ง่าย ซึ่งจะเอื้ออำนวยให้การหาเสียงในพื้นที่เป็นไปได้ง่ายขึ้น แต่ในมุมของฝั่งพรรคพลังประชารัฐ เรื่องนี้อาจไม่ง่ายนักเพราะจุดขายของพรรคที่ต้องการจะหยิบยกชูมาเป็นนโยบายที่ใช้หาเสียง ย่อมต้องเป็นนโยบายประชารัฐ ที่รัฐบาล คสช.เริ่มต้นอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ และกำลังจะเห็นผลที่จับต้องได้ในไม่ช้า

รวมทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์ที่หมายมั่นปั้นมือกันมานาน ด้วยความหวังว่าจะสามารถไปหักล้างความนิยมของนโยบายจากรัฐบาลในอดีต และสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาใหม่ ​

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือหากพรรคพลังประชารัฐยอมรับนโยบายของกลุ่มสามมิตรไปปรับใช้ ย่อมสามารถช่วยลบภาพดูด สส.ที่มุ่งหวังเพียงแต่คะแนนเสียง และจำนวนเก้าอี้ สส. จนละเลยเรื่องแนวนโยบายหรือความต้องการของประชาชนไปได้​

อีกทั้งยังสามารถไปชี้แจงต่อสาธารณะได้ว่าการรวมตัวกันนั้นไม่ใช่เรื่องของการดูด แต่เป็นเรื่องของแนวนโยบายที่ไปด้วยกันได้ อันจะช่วยปรับภาพลักษณ์ของพรคพลังประชารัฐได้ไม่มากก็น้อย

คลายล็อกไม่สุด พ่นพิษใส่พรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566466

  • วันที่ 04 ต.ค. 2561 เวลา 10:03 น.

คลายล็อกไม่สุด พ่นพิษใส่พรรค

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที แม้จะยังไม่มีการประกาศวันเลือกตั้ง แต่ดูเหมือนสงครามวิวาทะเริ่มดุเดือดตั้งแต่เสียงระฆังยังไม่ทันจะดังขึ้นด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณี กดดันให้รัฐมนตรีจำนวน 4 คนที่ประกาศตัวไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐลาออกจากตำแหน่ง  เพราะเกรงว่าจะใช้อำนาจแบบ มีส่วนได้ส่วนเสียในการเลือกตั้ง  เรียกได้ว่าพรรคการเมืองในฐานะ นักเลือกตั้งรุ่นพี่ ประเดิมรับน้องใหม่อย่างเป็นกันเองพอสมควร

เมื่อสงครามน้ำลายอุบัติขึ้นและกระทบชิ่งมาถึง พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งพยายามเล่นบทพระเอกขี่ม้าขาว มาตลอด อดทนไม่ไหวถึงกับต้องลงมาตะลุมบอนเพื่อปกป้องรัฐมนตรีทั้ง  4 คนด้วย

“คงไม่ได้ไปเอื้อประโยชน์อะไร กับใครทั้งสิ้น รัฐบาลนี้ไม่ได้มุ่งหวัง ให้เกิดการเอื้อประโยชน์อยู่แล้ว  เราจะดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป  สานต่องาน รักษาความสงบเรียบร้อย อะไรผิดกฎหมาย ก็ถือว่าผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

แน่นอนว่า นับจากนี้ไปสงครามน้ำลายระหว่างพรรคการเมืองใหม่ กับพรรคการเมืองเก่าคงไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้

กลับมาดูความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองเก่ากันบ้าง พบว่าได้ทยอยประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคกันถ้วนหน้าเพื่อเตรียมนัดประชุมใหญ่สามัญต่อไป

ทั้งนี้ จากความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง สามารถจับสัญญาณ ได้ว่าบรรดาพรรคการเมืองขนาดกลางที่เคยมี สส.ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ไม่ถึง 100 คน เริ่มออกอาการไม่ดีกันให้เห็นบ้างแล้ว ภายหลังยอมรับว่า อาจจะส่งผู้สมัคร สส.ไม่ครบทุกเขตเลือกตั้ง 350 เขต ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนา

“เราคงไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ทุกเขต บางเขตใหญ่มาก ไม่อยาก ส่งไปแค่ให้รักษาพื้นที่ ขอเอาชัวร์ ดีกว่า ทำประโยชน์ให้ชาวบ้านดีกว่า”  อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภูมิใจไทย ระบุ

เช่นเดียวกับ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา  ซึ่งยอมรับว่า “ตั้งใจว่าจะส่งผู้สมัคร สส.ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สำหรับเขตเลือกตั้งใน จ.นครราชสีมา พรรคยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครลงทุกเขตทั้ง 14 เขตแน่นอน”

ไม่ต่างอะไรกับพรรคชาติไทยพัฒนา โดย นิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรค สารภาพว่า “วันนี้ตอบไม่ได้ว่าจะส่งผู้สมัครครบ 350 เขตหรือไม่ แต่จะส่งผู้สมัครโดยเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ”

ต้นตอของสัญญาณที่พรรคการเมืองต่างเริ่มออกอาการ ดังกล่าวนั้น เป็นผลมาจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2561 ที่ได้ทำการคลายล็อกให้กับพรรคการเมือง  แต่ไม่ได้คลายล็อกให้สุด

กล่าวคือในมุมมองของพรรคการเมือง เห็นว่าคำสั่ง คสช. ที่ 13/2561 ช่วยคลายล็อกการเมืองเฉพาะกรณีของการสรรหาผู้สมัคร สส.ที่ไม่ต้องทำไพรมารีโหวตเท่านั้น  ไม่ได้ช่วยให้คลายล็อกในขั้นตอนของการส่งผู้สมัคร สส. เท่ากับว่าการส่ง ผู้สมัคร สส.ต้องกลับไปใช้กติกาตามที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 กำหนดไว้ ซึ่งมีขั้นตอนพอสมควร

มาตรา 145 ของกฎหมายพรรคการเมืองวางหลักให้การส่งต่อ ผู้สมัคร สส. พรรคการเมืองต้องมีตัวแทนประจำจังหวัดที่จะส่งผู้สมัคร ไม่น้อยกว่า 101 คน ซึ่งใน 101 คน จะต้องมีตัวแทนของทุกเขตในจังหวัดนั้นด้วย ดังนั้นถ้าจะส่งผู้สมัคร สส.ทั้ง 350 เขต ต้องมีตัวแทนประจำจังหวัด แต่ปรากฏว่า กกต.ยังไม่แบ่งเขตเลือกตั้ง จึงยังไม่สามารถดำเนินการตั้งตัวแทนประจำจังหวัดได้ ส่งผลให้กลายเป็นปัญหางูกินหางเข้าไปอีก

เท่ากับว่า หากเขตเลือกตั้งใดไม่มีตัวแทนพรรคการเมือง พรรคการเมืองจะส่งผู้สมัคร สส.ลงในเขตเลือกตั้งนั้นไม่ได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้บรรดาพรรคการเมืองขนาดกลางออกมาส่งสัญญาณว่าอาจส่งผู้สมัคร สส.ไม่ครบทุกเขตเลือกตั้ง

การส่งผู้สมัคร สส.ได้ไม่ครบ ทุกเขตเลือกตั้ง หรือส่งได้ไม่มาก เท่าที่ควร จะมีผลในแง่ลบต่อพรรคการเมืองพอสมควร เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม เป็นการลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงใบเดียว  เพื่อคำนวณหาทั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ

หากพรรคการเมืองใดส่ง ผู้สมัครน้อย ย่อมหมายความว่า คะแนนดิบที่จะนำมาคำนวณ เพื่อมาหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ ก็จะลดน้อยลงไปด้วย

ด้วยระบบการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 พรรคการเมืองย่อมต่างต้องการ สส.ให้ครบทุกเขต ถึงจะไม่ได้หวังชนะในทุกพื้นที่ที่ส่งผู้สมัคร สส. แต่อย่างน้อยจะได้นำคะแนนของผู้แพ้มาสะสมเป็นฐานเพื่อให้ได้มาซึ่ง สส.บัญชีรายชื่อ แต่เมื่อการคลายล็อกทำแบบครึ่งๆ กลางๆ โดยไม่รู้ว่าเป็นการวางสนุกของ คสช.หรือไม่ ทำให้พรรคการเมืองขนาดกลางออกอาการปวดหัวอยู่ไม่น้อย

การเลือกครั้งนี้สำหรับพรรคการเมืองแล้ว เรื่องเงินอาจจะไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ เมื่อเทียบกับปัญหาในข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคกับพรรคการเมือง

เพียงแค่เริ่มต้นก็ดูเหมือนว่าจะเกิดสภาพชวนปวดหัว ดังนั้นเมื่อถึงเวลาลงสนามจริง รับรองได้ว่ากติกาที่ คสช.วางไว้ น่าจะออกฤทธิ์มากกว่านี้อย่างแน่นอน

ไพรมารี ชิงหัวหน้าปชป. มาร์คเหนื่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566330

  • วันที่ 03 ต.ค. 2561 เวลา 07:30 น.

ไพรมารี ชิงหัวหน้าปชป. มาร์คเหนื่อย

ศึก 3 เส้า ภายในพรรคประชาธิปัตย์เตรียมเปิดฉากอย่างเป็นทางการ

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยซึ่งจะเปิดให้มีการหยั่งเสียงจากสมาชิกทั่วประเทศเพื่อคัดเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่

เบื้องต้นมีบุคคลที่เปิดตัวแสดงความประสงค์เป็นที่เรียบร้อย ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แชมป์เก่า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก และ อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค

แม้ในทางปฏิบัติ สุดท้ายน่าจะเป็นการชิงดำกันระหว่าง ​ฝั่ง อภิสิทธิ์ และ หมอวรงค์  ว่าใครจะก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนต่อไป

โดยตามขั้นตอนทั้งหมดจะต้องลงสมัครอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 ต.ค. จากนั้นในวันที่ 9 ต.ค. ผู้ลงสมัครต้องส่งตัวแทนร่วมเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของพรรค ซึ่งกำหนดให้มีทั้งหมด 5 คน

รูปแบบการลงคะแนนหยั่งเสียงจะใช้วิธีลงคะแนนผ่านทางแอพพลิเคชั่น ซึ่งจะเปิดตั้งแต่วันที่ 1-5 พ.ย.นี้ ​นอกจากนี้จะเปิดหน่วยเลือกตั้งจังหวัดละอย่างน้อย 1 เขต เพื่อให้สมาชิกที่อาจไม่สะดวกเลือกผ่านแอพพลิเคชั่น สามารถร่วมหยั่งเสียงได้ในวันที่ 5 พ.ย.

กระบวนการทั้งหมดจะยุติลงในวันที่ 11 พ.ย.ซึ่งพรรคจะจัดประชุมใหญ่เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

ภายนอก “อภิสิทธิ์” ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคมาต่อเนื่อง 13 ปี และมีฐานสนับสนุนทั้งอดีต สส. และสมาชิกพรรคที่ชัดเจน น่าจะเป็นต่อในการเลือกตั้งภายในรอบนี้

แต่ในทางปฏิบัติ การเลือกตั้งหัวหน้าพรรครอบนี้อาจไม่ง่ายเหมือนรอบที่ผ่านๆ มาของ “อภิสิทธิ์”เริ่มตั้งแต่กระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งแม้จะต้องจบด้วยขั้นตอนการเลือกของที่ประชุมใหญ่ แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่เปิดให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการออกเสียงเบื้องต้นหรือไพรมารีโหวต ซึ่งที่ประชุมใหญ่จะต้องนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจ

แม้ข้อเสนอที่เคยระบุว่า ผู้สมัครคนใดแพ้โหวต ต้องสละสิทธิในที่ประชุมใหญ่วันที่ 11 พ.ย.นั้นจะยังไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติเพราะไม่ได้กำหนดอยู่ในระเบียบ ต้องสุดแล้วแต่ผู้สมัครแต่ละคน

​แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แคนดิเดตที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจากไพรมารีโหวต ก็เกือบจะถือได้ว่าเป็นหัวหน้าพรรคเรียบร้อย เพราะสมาชิกส่วนใหญ่เทคะแนนให้ ​ส่วนที่ประชุมใหญ่จะโหวตให้เป็นอื่นคงลำบาก

แน่นอนว่าคะแนนนิยมของ “อภิสิทธิ์” จากบรรดาสมาชิกพรรคนั้นมีจำนวนอยู่ไม่น้อย ยิ่งด้วยสถานะการศึกษา ประสบการณ์การเมือง ที่ถึงขั้นผ่านตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว ก็ทำให้ยากจะมีคู่แข่งที่พอสมน้ำสมเนื้อมาท้าชิงได้ง่าย

แต่ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่ามีเสียงสะท้อนจากสมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะภายหลังความพ่ายแพ้ต่อเนื่องในสนามเลือกตั้ง ​และ “อภิสิทธิ์” เองบอบช้ำจากมรสุมการเมืองมาไม่ใช่น้อย

ยิ่งหากพิจารณาในรายละเอียดแล้ว ระบบวันแมนวันโหวต ซึ่งสมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียง คือ ทั้งในส่วน 8 หมื่นคนที่มายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคแล้ว และอีก 2.5 ล้านคนที่เคยเป็นสมาชิกและประสงค์จะลงคะแนนก็สามารถมาลงทะเบียนล่วงหน้าได้นั้น ย่อมทำให้ผู้สมัครที่มีฐานสนับสนุนชัดเจนได้ย่อมได้เปรียบ

หากจำได้ก่อนหน้านี้เคยมีการออกมาตั้งข้อสังเกตถึงยอดสมาชิก 8 หมื่นคน ซึ่งมายืนยันความเป็นสมาชิก ซึ่งพบว่าจำนวนไม่น้อยมาจากการยืนยันความเป็นสมาชิกในพื้นที่ของอดีต สส.ฝั่งแกนนำ กปปส. จนว่ากันว่าทำให้การหยั่งเสียงต้องปรับให้อดีตสมาชิก 2.5 ล้านคนมีสิทธิลงคะแนนด้วย

ในแง่ความเข้มข้นของกระบวนการหาเสียง จะเห็นว่าฝั่งหมอวรงค์ซึ่งหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ทางทีมงานเริ่มต้นออกตัวเดินสายลงพื้นที่พบปะอดีต สส.และสมาชิก​

“เนื่องจากเราเป็นมวยรองจึงต้องขยัน ผมจำได้ว่า ท่านชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค เคยสอนว่า พวกเราเป็นมวยรอง เป็นผู้สมัครใหม่ ต้องขยันกว่าแชมป์อย่างน้อย 3 เท่า ดังนั้น ผมต้องขยันไม่น้อยกว่า 3-5 เท่า ถึงจะสู้แชมป์ได้”​ หมอวรงค์ กล่าว

ความเป็นมวยรอง ทำให้หลังการลงพื้นที่ภาคกลาง พิษณุโลก และสุโขทัย กลุ่มเพื่อนหมอวรงค์ ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า ลงพื้นที่ต่อไปยัง สงขลา และนครศรีธรรมราช ต่อจากนั้นทางทีมงานวางแผนเตรียมที่จะเดินทางไปพื้นที่อีสานในลำดับถัดไป

เมื่อไล่เรียงพิจารณารายละเอียดการลงพื้นที่ จะพบว่า​ทั้งหมดเป็นการเจาะจงลงไปยังพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงสำคัญของฝั่งแกนนำ กปปส. ซึ่งน่าจะแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนที่เทมาให้กับทางกลุ่มหมอวรงค์ได้ไม่มากก็น้อย

ยิ่งทางกลุ่มหมอวรงค์ชูจุดขาย ด้วยสโลแกน “กล้าเปลี่ยนเพื่อประชาชน” อันจะมุ่งเข้ามาแก้ไขภาพลักษณ์ ปรับจุดอ่อนในอดีต ยิ่งจะปลุกให้แนวร่วมเข้ามาสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ทางฝั่ง อภิสิทธิ์ เองเวลานี้ยังไม่ได้มีทีมทำงานที่เป็นมือจัดตั้ง คอยทำพื้นที่อย่างเป็นระบบ ขณะที่ทีมงาน กลุ่ม 35/1 เป็นการจับกลุ่มกันแบบหลวมๆ ไร้การเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น หากปล่อยไว้เช่นนี้เรื่อยๆ ย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบที่จะไปเร่งทำคะแนนในช่วงท้าย ​

ศึกเลือกตั้งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคสำหรับ อภิสิทธิ์ ในครั้งนี้จึงไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านๆ มา

เปิดตัวยกแรก พลังประชารัฐอ่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566219

  • วันที่ 02 ต.ค. 2561 เวลา 09:06 น.

เปิดตัวยกแรก พลังประชารัฐอ่วม

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับ “พรรคพลังประชารัฐ” เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ซึ่งเป็นไปตามคาดเมื่อมีรัฐมนตรีในรัฐบาล และกลุ่มสามมิตร รวมถึงอดีตกลุ่ม กปปส.เข้าไปร่วมงาน

รัฐมนตรีในรัฐบาลที่ประกาศตัวไปร่วมงานพรรคพลังประชารัฐมีทั้งสิ้น 4 คน ประกอบด้วย 1.อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นหัวหน้าพรรค 2.สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เป็นเลขาธิการพรรค 3.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองหัวหน้าพรรค และ 4.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโฆษกพรรค

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีคนดังในแวดวงการเมืองเข้าไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐอีก เช่น พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง สกลธี ภัททิยะกุล รองผู้ว่าราชการ กทม.​ และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ซึ่งทั้ง 3 คนเคยเคลื่อนไหวในนามแกนนำประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)

ทั้งนี้ เปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ไปไม่เท่าไร ปรากฏว่าพรรคพลังประชารัฐก็โดนรับน้องอย่างเป็นกันเองจากพรรคการเมืองรุ่นพี่ ภายหลังเกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐมนตรี 4 คนที่เตรียมลงสนามการเมืองแสดงสปิริตด้วยการลาออก เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้อำนาจรัฐเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นในสนามเลือกตั้ง ในประเด็นดังกล่าว รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 169 บัญญัติให้รัฐบาลที่รักษาการภายหลังมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรืออายุสภาสิ้นสุดลง จะดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินได้ตามปกติ แต่มีอยู่ 4 เรื่องที่ห้ามดำเนินการ ได้แก่

1.การกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติโครงการมีผลผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

2.การแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

3.การกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.

4.การใช้ทรัพยากรของรัฐอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง

แต่ในทางกฎหมายแล้วบทบัญญัติมาตรา 169 ไม่สามารถไปบังคับรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ เนื่องจากบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจโดยสมบูรณ์ทุกประการ จึงเท่ากับว่าในอนาคตแม้จะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว แต่รัฐบาลและ คสช.ยังใช้อำนาจได้ตามปกติ

เมื่อรัฐบาลและ คสช.มีความชอบธรรมที่ใช้อำนาจได้สะดวกมือตามปกติ ส่งผลให้บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ต้องออกมากดดันด้วยการยกเรื่องความชอบธรรมทางการเมืองขึ้นมาแทน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ารัฐบาลยังแสดงท่าทีว่ารัฐมนตรีทั้ง 4 คนไม่ต้องลาออก

“การลาออกเป็นเรื่องที่ง่าย แต่ต้องถามว่าประโยชน์ของมันคืออะไร หากว่าประโยชน์ไม่มีมากขนาดนั้น กับช่วงเวลาก็เป็นสิ่งที่นักบริหารต้องคิดผมคิดว่าเราอย่าเล่นแต่การเมืองกัน ผมพร้อมยืนยันช่วงดำรงตำแหน่งอยู่จะรอบคอบ และระมัดระวังไม่ทำให้เกิดการได้เปรียบ เสียเปรียบทางการเมือง และจะทำให้ดีกว่าที่สังคมคาดหวัง” สนธิรัตน์ ระบุ

แน่นอนว่า ในทางกฎหมายรัฐมนตรีทั้ง 4 คนไม่จำเป็นต้องลาออกก็ได้ แต่ในทางการเมืองแล้ว ระยะยาวจะนำมาซึ่งปัญหาแบบที่ว่าที่นักการเมืองป้ายแดงคาดไม่ถึงก็เป็นได้

ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลและ คสช.เข้ามาดำรงตำแหน่งด้วยวิธีการพิเศษและมีอำนาจพิเศษ ไม่เหมือนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปกติที่มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่สามารถเอามาตรฐานแบบรัฐบาลปกติที่ทำหน้าที่รักษาการณ์มาเทียบเคียงเพื่อไม่ต้องออกจากตำแหน่งได้ด้วยเหตุนี้ ส่งผลให้รัฐบาลเกิดจุดอ่อนเต็มตัวไปหมด เพราะปัจจุบันรัฐบาลยังต้องทำหน้าที่บริหารประเทศอยู่ แต่อีกด้านหนึ่งจะต้องเผชิญกับแรงกดดันและสายตาจ้องจับผิดจากทุกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลเสียที่สุดจะตกมาอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เข้าอย่างจัง

ตัวอย่างได้ปรากฏให้เห็นแล้วจากกรณีการใช้อำนาจมาตรา 44 แต่งตั้ง “สนธยา คุณปลื้ม” มาดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยา ทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าสู่เทศกาลการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว แต่ก็ทำให้รัฐบาลเป็นหมู่บ้านกระสุนตกโดยปริยาย เพราะเป็นการแต่งตั้งในช่วงที่กำลังมีข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐกำลังรุกคืบเพื่อยึดครองฐานทางการเมืองในภาคตะวันออก

นับจากนี้ไปยังไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์การเมืองข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ที่เห็นแน่ๆ คือ สนามเลือกตั้งครั้งนี้ที่คิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีทั้งอำนาจและบารมี อาจจะไม่ได้อย่างที่คิดเอาไว้ เนื่องจากอำนาจที่มีอยู่ย่อมไม่สามารถใช้อย่างสะดวกมือเหมือนอดีตอีกแล้ว

เรียกได้ว่าอำนาจพิเศษกำลังเป็นของร้อนย้อนเข้าตัวก็คงไม่ผิดนัก และนี้เป็นเพียงแค่ยกแรกของการเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐ ที่โดนกระหน่ำหนักขนาดนี้ ยังไม่รวมถึงเรื่องการดูดกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าพรรคพลังประชารัฐซึ่งอาจจะโดนอีกหลายระลอก

ทั้งหมดนี้จะทำให้บิ๊กตู่กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งหรือไม่ เลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ. 2562 จะได้รู้กัน

โค้งสุดท้าย คสช. ทุ่มหน้าตักชิงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/566134

  • วันที่ 01 ต.ค. 2561 เวลา 10:16 น.

โค้งสุดท้าย คสช. ทุ่มหน้าตักชิงเลือกตั้ง

โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ทุกปัจจัยเอื้อและสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์” จนกล่าวได้ว่าไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนได้เปรียบเท่านี้มาก่อน

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พลันที่เข้าสู่วันที่ 1 ต.ค. เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นจุดเริ่มของปีงบประมาณใหม่ตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ที่มีวงเงินงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่ปีงบประมาณใหม่ครั้งนี้มีความสำคัญและความหมายกว่าทุกครั้ง เนื่องจากจะเป็นปีงบประมาณสุดท้ายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2562

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้พุ่งไปที่การเลือกตั้งอย่างเต็มตัว ภายหลังหลายปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการเลือกตั้งได้ลดลงเป็นระยะ โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อให้ใช้ระบบคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร สส. ในการเลือกบุคคลมาเป็นผู้สมัคร สส. แทนการทำไพรมารีตามกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเดิม

ไม่เพียงเท่านี้ แม้แต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ก็ยังเป็นบวกต่อการเลือกตั้งด้วย ดังจะเห็นได้จากการออกมายอมรับว่าให้ความสนใจงานการเมือง เพื่อเข้ามาสานงานการปฏิรูปประเทศของตัวเองให้ลุล่วงเสมือนแนวทาง 4 ปีซ่อม 4 ปี สร้างในสมัยรัฐบาลทักษิณ

การประกาศท่าทีการเมืองของนายกฯ ค่อนข้าง ทำให้บรรยากาศการเมืองที่ซบเซามานานเกิดการตื่นตัวขึ้นมาทันที มีทั้งเสียงสนับสนุนที่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลงในสนามเลือกตั้งเพื่อเข้ามาเป็นนายกฯ ตามระบบจากการเลือกตั้ง และเสียงคัดค้านให้นายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง หากถึงที่สุดแล้วตัวเองจะสวมสูทการเมืองหาเสียงเลือกตั้งจริงๆ เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมือง

ทว่า สำหรับข้อเรียกร้องให้นายกฯ ลาออกนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร เพราะคนในรัฐบาลต่างออกมาประสานเสียงเป็นแนวทางเดียวกันว่าไม่จำเป็นต้องลาออกในทางกลับกัน พล.อ.ประยุทธ์ จะยังคงมีอำนาจเต็ม 100% ด้วยซ้ำ แม้ในอนาคตจะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งแล้วก็ตาม

เหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ คสช.และคณะรัฐมนตรี มีอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ต่างจากรัฐบาลปกติที่จะตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญในระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง

ดังนั้น เมื่อ คสช.ไม่ได้มีข้อจำกัดการใช้งบประมาณและทรัพยากรของรัฐเหมือนกับรัฐบาลปกติ แน่นอนว่าทันทีที่เข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ด้วยเงิน 3 ล้านล้านบาท อันเป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง มีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นการใช้งบประมาณและการผลักดันโครงการขนาดใหญ่อีกจำนวนไม่น้อย เพื่อมัดใจประชาชนให้เทคะแนนให้กับรัฐบาล

“กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลกำลังเดินหมากการเมืองอย่างแยบยล

กองทุนประชารัฐฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อการยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อย รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม โดยเมื่อไม่นานมานี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งได้รับหลักการของร่าง พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการ เพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการและสำนักงานเข้ามาบริหารอย่างเป็นระบบ

เพียงแค่นี้ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งความหวังกับโครงการประชารัฐไว้ค่อนข้างสูง เพื่อมาสู้กับประชานิยม

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าคำว่า “ประชารัฐ” เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลได้ผลิตซ้ำมาตลอดในช่วง 1-2 ปีมานี้ เพื่อเอามาต่อสู้กับ “ประชานิยม” ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน

ประชานิยมอยู่กับคนไทยมาเป็นเวลาร่วม 10 ปี ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ยิ่งไปกว่านั้นพรรคการเมืองอื่นๆ ก็พยายามลอกเลียนแนวทางของการใช้นโยบายประชานิยมเช่นกัน

จึงเป็นสถานการณ์ที่บีบให้รัฐบาลและ คสช.ต้องงัดทุกกลเม็ด หากจะหวังเป็นผู้ชนะในสนามนี้

ไม่เพียงแต่โครงการประชารัฐจะเป็นแกนหลักของการหาเสียงเท่านั้น แต่อภิมหาโครงการอย่าง “โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรืออีอีซี ก็จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะใช้สำหรับการเรียกคะแนนนิยมทางการเมืองเช่นกัน

นับตั้งแต่ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมีผลใช้บังคับ ปรากฏว่ารัฐบาลก็พยายามขับเคลื่อนโครงการนี้เป็นระยะ เช่น การเร่งผลักดันผังเมืองในภาคตะวันออกเพื่อแบ่งพื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองใหม่ให้ชัดเจน ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่เกิดได้ยากภายใต้รัฐบาลปกติ

เมื่อโครงการใหญ่ได้เกิดขึ้น หลังจากมีปัญหาเสถียรภาพการเมืองมานาน ตรงนี้เองอาจเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้กลุ่มทุนเศรษฐกิจใหญ่ให้มาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยหวังว่าหาก คสช.ชนะเลือกตั้งแล้ว จะช่วยให้โครงการใหญ่มีความต่อเนื่องพร้อมกับมีโครงการใหม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก

ทุกปัจจัยเอื้อและสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนได้เปรียบเท่านี้มาก่อน คราวนี้ก็เหลือแต่เพียงประชาชนแล้วว่าจะเทใจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่เท่านั้น

เช็กชื่อ’บิ๊กเนม’ดูด-ย้าย-ซบพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565892

  • วันที่ 29 ก.ย. 2561 เวลา 07:59 น.

เช็กชื่อ'บิ๊กเนม'ดูด-ย้าย-ซบพรรค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปี่กลองการเมืองเริ่มบรรเลง นักการเมือง ออกมาเคลื่อนไหวรายวัน โดยเฉพาะบรรดาอดีต สส. และอดีตรัฐมนตรี ต่างทยอยขยับแข้งขยับขาตบเท้าหาสังกัดพรรคเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งอันใกล้เข้ามาถึงอีกไม่นานนี้

หากย้อนกลับไปไล่เรียงตั้งแต่ “กลุ่มสามมิตร” ที่ถูกจับจ้องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยกลุ่มดังกล่าวเกิดขึ้นจากการรวมตัวบุคคลสำคัญทางการเมือง เช่น สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์กลุ่มวังน้ำยม

ซึ่งเป็นที่รู้กันอย่างดีทั้ง 3 นั้นมีที่มาจากพรรคไทยรักไทยในช่วงยุคเรืองอำนาจสมัย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กุมบังเหียน ก่อนถูกยุบพรรคไป แน่นอนว่ากลุ่มนี้ถูกเพ่งเล็งไปยังการตั้งพรรคพลังประชารัฐ เพื่อรองรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. หวนคืนสู่ตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม บรรดาอดีตนักการเมืองหลายรายที่ย้ายเข้าร่วมกลุ่มสามมิตร อาทิ กลุ่มอดีต สส.เลย พรรคเพื่อไทย นำโดย ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข  อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ภรรยา และวันชัย บุษบา

ยรรยง ร่วมพัฒนา อดีต สส.สุรินทร์ ปัญญา ศรีปัญญา อดีต สส.ขอนแก่นวิเชียร อุดมศักดิ์ อดีต สส.อำนาจเจริญ ชัยศรี กีฬา อดีต สส.อำนาจเจริญ ว่าที่ พ.ต.สรชาติ สุวรรณพรหม อดีต สส.หนองบัวลำภู สุชาติ ศรีสังข์ อดีต สส.มหาสารคาม สมคิด บาลไธสงอดีต สส.หนองคาย อรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพย์สิทธิ์ อดีต สส.นครพนม วิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง อดีต สส.กาฬสินธุ์ นอกจากนี้ วิรัช ทัศนียา อธิรัฐ รัตนเศรษฐ อัสนี-ลินดา เชิดชัย บุตรชายและสะใภ้ “เจ๊เกียว” สุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารแห่งประเทศไทย ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครราชสีมา

ต่อมา พรรคภูมิใจไทย อาทิ บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย และอดีต รมช.มหาดไทย ซึ่งย้ายไปร่วมงานกับกลุ่มสามมิตร

ทว่า ก็นับว่าไม่ใช่ข่าวร้ายเท่าไหร่สำหรับพรรคนี้ เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต สส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ได้มาสมัครสมาชิกพรรค รวมถึง สมควร โอบอ้อม อดีต สส.นครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ ยังมี ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต สส.พิจิตร พรรคชาติไทย และอดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ช่วงรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งเป็นบุตรชาย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยกทีมผู้สมัครจาก จ.พิจิตร เดินทางมาสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา

แต่ที่เป็นประเด็นให้จับตายิ่งเฉพาะความชัดเจนของตระกูลสะสมทรัพย์ซึ่งเคยทำงานกับพรรคเพื่อไทย ที่จะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย โดย ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรค ระบุว่า ขอให้รอดูวันประชุมใหญ่พรรคในวันที่ 2 ต.ค.นี้ จึงต้องมาดูว่าบทสรุปจะลงเอยอย่างไร

ถัดมา พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะกลุ่ม สส.ภาคตะวันออก ซึ่งย้ายไปร่วมงานกับกลุ่มสามมิตร ประกอบด้วยสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ อดีต สส.ชลบุรี พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติบุญเลิศ ไพรินทร์ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา และ วิชัย ล้ำสุทธิ์ อดีต สส.ระยอง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเลือดไหลไม่หยุด เพราะล่าสุด นคร มาฉิม อดีต สส. พิษณุโลก ก็เตรียมย้ายไปร่วมงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทยด้วยเช่นกัน และ ธวัชชัย อนามพงษ์อดีต สส.จันทบุรี ซึ่งจะไปร่วมงานกับรวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เพราะด้วยความนับถือ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ  กปปส. เป็นการส่วนตัว

ทั้งหมดจึงต้องมาติดตามกันดูว่ายิ่งใกล้ช่วงวันเลือกตั้ง จะมี สส.ย้ายสังกัดให้ได้เห็นอีกมากน้อยขนาดไหน

พท. ปั้นพรรคสำรอง กลยุทธ์หมากสองชั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565792

  • วันที่ 28 ก.ย. 2561 เวลา 07:43 น.

พท. ปั้นพรรคสำรอง กลยุทธ์หมากสองชั้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ความสุ่มเสี่ยงของพรรคเพื่อไทย ทำให้หลายคนออกอาการ “เสียวสันหลัง” กับเงื่อนไขที่อาจนำไปสู่การ “ยุบพรรค” จนเริ่มเห็นการ ตระเตรียมแผนสำรองไว้รับมือกับเหตุการณ์ล่วงหน้า

ต้นตอของเรื่องมาจากการขยับของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมแสดงความคิดความเห็นอันคาบเกี่ยว และอาจถูกมองได้ว่าเข้าข่ายครอบงำ ชี้นำ กิจกรรมในพรรคการเมือง

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ในมาตรา 28 กำหนดว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใด อันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิก กระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” การฝ่าฝืนย่อมมีโทษถึงขั้นยุบพรรค

เสียงสะท้อนที่ออกมาจากหลายฝ่ายเห็นว่าเป็นไปได้ยากที่จะเอาผิดพรรคเพื่อไทย เพราะลำพังแค่คำพูดของอดีตนายกฯ และบริบทของเหตุการณ์แวดล้อม ยากจะสรุปได้ว่าเป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคการเมือง

แต่ในช่วงที่สถานการณ์การเมืองไม่ปกติ บางเสียงกลับมองว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องวางแผนสำรองไว้ล่วงหน้า

นำมาสู่การขยับอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นของ “พรรคเพื่อธรรม” และ “พรรคเพื่อชาติ” อันนับเป็นยุทธศาสตร์เดินสองขาที่จะเดินเกมคู่ขนานในสถานการณ์ปกติ และจะเป็นพรรคสำรองหากมีอะไรเกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยในอนาคต

ประการแรก ในสถานการณ์ปกติทั้งพรรคเพื่อธรรมและพรรคเพื่อชาติ จะเป็นกำลังเสริมที่คอยอุดช่องว่างและเติมเต็มคะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ให้กับพรรคเพื่อไทย ที่ประเมินว่าจะสามารถกวาด สส.ระบบเขตจากการเลือกตั้งได้เป็นกอบเป็นกำ

แต่ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทำให้เมื่อนำมาคำนวณตามสูตรที่กำหนดเป็นกติกาไว้แล้ว โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จำนวนมากควบคู่ไปกับ สส.เขตนั้นเป็นไปได้ยาก

การกระจายน้ำหนักเกลี่ยคนมายังพรรคเพื่อธรรมและพรรคเพื่อชาติ ที่จะรับหน้าที่เป็นกองหนุนให้พรรคเพื่อไทย ย่อมจะทำให้พรรคดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ชนะเลือกตั้งระบบ สส.เขต แต่เมื่อคำนวณคะแนนที่ได้ก็พอจะได้ สส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ไม่มากก็น้อย

ยิ่งหากพิจารณาลงไปในพรรคเพื่อไทยเวลานี้ จะพบว่าเกิดสภาพว่าที่ผู้สมัครล้นพรรค จากระบบเดิมที่เคยมีทั้งบัญชีหนึ่ง บัญชีสอง บัญชีรัฐมนตรี บัญชีผู้ช่วย เมื่อต้องมารวมกันเหลือบัญชีเดียวเพื่อลงสนามเลือกตั้ง ทำให้ไม่มีที่นั่งเพียงพอกับบุคลากรที่มีอยู่

ขณะที่บางส่วนก็ไม่อยากไปเสี่ยงลงปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งมีโอกาสได้น้อยกว่าระบบเขต การเกลี่ยคนไปพรรคสำรองย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด ดีกว่าจะปล่อยให้เกิดสภาพแออัดจนเป็นช่องโหว่ให้เกิดการ “ดูด” จากพรรคอื่น

ชัดเจนแล้วในส่วนของ “พรรคเพื่อธรรม” ซึ่งวางตัว สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ มานั่งเป็นหัวหน้าพรรค พร้อมมีกำลังเสริมเป็น  เจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่อาจส่งลูกชายลงมาประเดิมสนามการเมืองเรียกคะแนนจากคนรุ่นใหม่อีกด้วย โดยทางพรรคจะจัดประชุมครั้งแรกที่ จ.เชียงใหม่ วันที่ 30 ก.ย.นี้ โดยจะมีอดีต สส.บางส่วนจากภาคเหนือและอีสานไปเสริมทัพ และเริ่มต้นทำพื้นที่จริงจังต่อไป

ประการที่สอง ยุทธวิธีนี้ยังช่วยลดแรงเสียดทานที่จะเกิดขึ้นกับการหาเสียงในอนาคต เพราะเป้าใหญ่ที่จะถูกจับจ้องเป็นพิเศษย่อมอยู่ที่พรรคเพื่อไทย ในฐานะคู่แข่งคนสำคัญที่จะต้องขับเคี่ยวกับ คสช. เพื่อช่วงชิงเสียงในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ดังนั้น การแตกพรรคออกไปหาคะแนนแบบคู่ขนานย่อมทำให้พรรคใหม่ไม่ถูกเพ่งเล็งหรือเผชิญแรงเสียดทานมากเท่ากับพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่ใช่ฐานอันเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย และทำให้โอกาสที่พอจะขอแบ่งคะแนน จนสามารถแทรกตัวได้เก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อนั้นทำได้ง่ายขึ้น

ประการที่สาม ในกรณีหากเกิดพรรคเพื่อไทยถูกยุบขึ้นมาจริงๆ กระบวนการต่อสู้ก็ยังสามารถดำเนินได้ต่อไปแบบไม่สะดุด เพราะมีทั้งพรรคเพื่อธรรม รวมทั้งพรรคเพื่อชาติ ที่มีขุมกำลังจากคนเสื้อแดงเป็นกลไกขับเคลื่อน ซึ่งซุ่มทำพื้นที่มาได้ระยะหนึ่งแล้ว

แต่ทว่าโอกาสที่จะเดินหน้าไปถึงขั้นยุบพรรคเพื่อไทยจริงๆ นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะหลักฐานที่จะไปพิสูจน์ยืนยันกรณีคนนอกไปครอบงำ ชี้นำ พรรคการเมืองนั้นยังอาจไม่ชัดเจนเพียงพอ รวมทั้งอาจกลายเป็นชนวนให้ถูกโต้กลับถึงการเข้าไปชี้นำหรือครอบงำพรรคพลังประชารัฐจากบุคคลภายนอก

ดังนั้น แม้การยุบพรรคจะเป็นการเตะสกัดขาคู่แข่งคนสำคัญของ คสช. แต่อีกด้านหนึ่งอาจนำไปสู่กระแสตีกลับ กลายเป็นการสร้างคะแนนสงสารที่จะเทไปให้กับบรรดาพรรคสำรองที่เตรียมไว้รองรับ

หากย้อนดูในอดีต เมื่อครั้ง ยุบพรรคไทยรักไทย พรรค พลังประชาชนก็ยังกลับมาชนะเลือกตั้ง เช่นเดียวกับเมื่อครั้งยุบพรรค พลังประชาชน ต่อมาพรรคเพื่อไทย ก็ยังกลับมาชนะการเลือกตั้ง

การตั้งพรรคสำรองของเพื่อไทย จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่จำเป็นกับอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“ประชารัฐ” โชว์พลังดูด เบ่งกล้ามบอนไซศัตรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565774

  • วันที่ 27 ก.ย. 2561 เวลา 20:16 น.

"ประชารัฐ" โชว์พลังดูด เบ่งกล้ามบอนไซศัตรู

กรณีใช้ม.44ตั้ง “สนธยา คุณปลื้ม” เป็นนายกเมืองพัทยา อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งของ คสช.

**************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เห็นได้ว่าเกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองคึกคัก โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ล่าสุดเพิ่งได้ประกาศท่าทีทางการเมืองต่อสื่อมวลชนในทำนองว่ามีความสนใจงานการเมือง เพื่อมาสานต่อนโยบายที่ตนเองได้ทำไว้ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะร่วมกับพรรคการเมืองใด

แม้นายกฯ จะไม่ระบุชื่อพรรคการเมือง แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่ย่อมทราบดีว่าพรรคการเมืองที่ว่านั้นคงหนีไม่พ้น “พรรคพลังประชารัฐ” อย่างแน่นอน เพราะองคาพยพต่างๆ ของพรรคพลังประชารัฐ ล้วนแล้วแต่เป็นคนแวดล้อมรัฐบาลแทบทั้งสิ้น

นอกเหนือไปจากความชัดเจนเกี่ยวกับท่าทีของนายกฯ จะพบว่าอีกด้านหนึ่งรัฐบาลค่อนข้างขยับตัวเพื่อเตรียมรับกับการเลือกตั้งเช่นกัน ซึ่งแทบเป็นรูปแบบที่ไม่ต่างอะไรกับปลายอายุของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เฉพาะอย่างยิ่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น จ.ตรัง นราธิวาส น่าน บุรีรัมย์ พิจิตร สุโขทัย อ่างทอง เป็นต้น ซึ่งมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากมีเป้าประสงค์ทางการเมืองโดยตรงและโดยอ้อม เนื่องจากถ้าดูให้ดีๆ จังหวัดเหล่านี้ล้วนแต่เป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองปัจจุบันแทบทั้งสิ้น

แต่สำหรับกรณีของการแต่งตั้งโยกย้ายนั้นคงไม่มีตำแหน่งไหนจะมีนัยทางการเมืองมากไปกว่าการใช้มาตรา 44 แต่งตั้งให้ “สนธยา คุณปลื้ม” เป็นนายกเมืองพัทยา แทน พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี ทั้งๆ ที่อดีตตำรวจใหญ่นายนี้เพิ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา 44 เพื่อเป็นพ่อเมืองพัทยาเมื่อต้นปี 2560

“บิ๊กแป๊ะ” แม้ที่ผ่านมาจะเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารจนพรรคการเมืองหลายพรรคต่างอยู่ในภาวะขาลงอย่างหนัก ก็ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมขับเคลื่อนโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ของรัฐบาล อันเป็นที่มาของการเริ่มต้นดูดนักการเมืองเข้ามาร่วมงานกับ คสช.

การให้สนธยาเข้ามาคุมเมืองพัทยานั้นย่อมเป็นสัญลักษณ์ของการรุกคืบในการคุมอำนาจทางการเมืองภาคตะวันออกของพรรคพลังประชารัฐ เนื่องจากก่อนหน้านี้เพิ่งมีรายงานว่ากำลังจะมีอดีต สส.ภาคตะวันออกของพรรคประชาธิปัตย์หลายคน จะเข้าไปร่วมงานกับกลุ่มสามมิตรและพรรคพลังประชารัฐต่อไปในการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ อาจมีคำถามว่า ทำไมพรรคพลังประชารัฐถึงได้ให้ความสำคัญพื้นที่การเมืองในภาคตะวันออกมากนัก ถึงขั้นที่ต้องใช้มาตรา 44 แต่งตั้งผู้มีอิทธิพลทางการเมืองหมายเลขหนึ่งเข้าไปคุมเมืองพัทยา

เหตุผลหลัก คือ การพยายามแผ่อิทธิพลทางการเมืองให้เห็นว่าเมื่อใครเลือกข้างมาอยู่กับ คสช.จะได้รับผลตอบแทนอย่างไร ประกอบกับการที่รัฐบาลสามารถสร้างโครงการอีอีซีได้สำเร็จย่อมหมายความว่า ในอนาคตระยะยาวทรัพยากรต่างๆ จะไหลเข้ามาที่ภาคตะวันออกเป็นจำนวนมาก

ทรัพยากรดังกล่าวไม่เพียงแต่จะเข้าพื้นที่ภาคตะวันออกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบรรดาแรงสนับสนุนที่เทมายัง พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย เพราะต้องการให้นำโมเดลอีอีซีไปเป็นต้นแบบเพื่อการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจอื่นๆ บ้าง จึงไม่แปลกที่โพลหลายสำนักจะต่างออกมาระบุในทำนองคล้ายกันว่า สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อไป

แน่นอนว่าเมื่อบรรดานักเลือกตั้งต่างเห็นการแต่งตั้งนายกเมืองพัทยารอบนี้และอีอีซีที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ย่อมรู้ดีว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าควรจะเลือกอยู่ข้างใครเพื่อให้ตัวเองได้เดินสวมสูทเข้าสภา ไม่ใช่ฐานะผู้สอบตกและนั่งอดยากปากแห้งต่อไปอีกหลายปี

จึงไม่แปลกที่อดีตนักเลือกตั้งภูมิภาคอื่นๆ จะเริ่มเข้ามาอยู่ใต้ชายคา คสช. เพราะต่างรู้แจ้งว่าในช่วงปลายของรัฐบาลจะมีการผลักดันโครงการขนาดใหญ่เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจอีกจำนวนมาก

นั่นย่อมหมายถึงการใช้โครงการเหล่านั้นเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ และการที่มีนโยบายและโครงการขนาดใหญ่ออกมาย่อมทำให้การหาเสียงเพื่อโน้มน้าวให้คนในพื้นที่ลงคะแนนเสียงให้กับตัวเองได้ง่ายขึ้น ต่างจากพรรคการเมืองในปัจจุบันที่มีเพียงวิมานในอากาศเท่านั้น

ต้องยอมรับว่า เมื่อพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคที่เคยเรืองอำนาจก็กำลังวุ่นอยู่กับการจัดการปัญหาภายในพรรค อย่างพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีความชัดเจนว่านายใหญ่ที่จะเป็นผู้นำพรรคจะเป็นใคร อีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าถ้าชนะเลือกตั้งแล้วจะได้จัดรัฐบาลหรือไม่ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ก็ตีกันเองในยามสงบ ภายหลังมีความไม่ลงตัวในเรื่องหัวหน้าพรรค ทั้งหมดนี้ต่างเป็นปัจจัยที่มีผลให้อดีต สส.ของพรรคเอาใจออกห่างก่อนจะเข้ามาร่วมกับ คสช.

ที่สุดแล้ว กรณีของสนธยาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นหนึ่งของการเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งของ คสช. เพราะนับจากนี้ไปยังมีอีกหลายที่รัฐบาลต้องทำอีกมาก ซึ่งลำพังการใช้อำนาจปกติคงไม่อาจพา คสช.ไปสู่ชัยชนะในสนามเลือกตั้งไปได้

ลงสนามพร้อมอาวุธพิเศษ ของแสลงย้อนเข้าตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565604

  • วันที่ 26 ก.ย. 2561 เวลา 13:26 น.

ลงสนามพร้อมอาวุธพิเศษ ของแสลงย้อนเข้าตัว

อำนาจการเมืองและกฎหมายอาจไม่ได้เป็นของวิเศษสำหรับรัฐบาลคสช.ระหว่างเลือกตั้ง

**********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ผมใช้คำแรกได้ว่า ผมสนใจงานการเมือง เพราะผมรักประเทศชาติของผม เช่นเดียวกับคนไทยทั้งประเทศ ที่ทุกคนก็รักประเทศไทยของเรา แต่ก็สุดแล้วแต่ประชาชนจะว่าอย่างไรในอนาคต”

เป็นประโยควรรคทองของประเทศไทยในปี 2561 ก็ได้ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันว่ามีความสนใจจะลงสนามการเมือง

ก่อนหน้านี้มีแต่เพียงการคาดการณ์กันไปมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะลงเลือกตั้งหรือไม่ แต่ยังไม่เคยมีความชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ เลยสักครั้ง ดังนั้น เมื่อนายกฯ ประกาศความชัดเจนออกมาอย่างเป็นทางการ จึงทำให้คลายความสงสัยลงไปในทันที ซึ่งแน่นอนว่าพรรคการเมืองที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้าไปร่วมงานนั้น คงหนีไม่พ้น “พรรคพลังประชารัฐ” ซึ่งเป็นพรรคที่กลุ่มสามมิตรได้ปูทางเอาไว้แล้ว

ความชัดเจนที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีแต่เพียงตัวนายกฯ เท่านั้น เพราะบรรดาคนแวดล้อมนายกฯ ก็ประกาศเป็นนัยถึงการเตรียมตัวลงสนามการเมือง เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พาณิชย์ และ “อุตตม สาวนายน” รมว.อุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม แม้ได้ประกาศว่าจะลงเลือกตั้ง แต่หัวหน้า คสช. ยังระบุด้วยว่าจะไม่มีการลาออกจากตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น เท่ากับว่าในระหว่างการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จะสวมหมวก 2 ใบ ได้แก่ หมวกในฐานะนายกฯ และผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วการที่นายกฯ ลงพื้นที่หาเสียงในระหว่างการดำรงตำแหน่งนั้นก็ไม่ได้แปลกประหลาดอะไร เพราะทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรและหาเสียงเลือกตั้ง ต่างก็สวมหมวกสองใบทั้งสิ้น แต่สำหรับกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ มีความแตกต่างกันไป

กล่าวคือ บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ยังมีอำนาจหน้าที่โดยสมบูรณ์ทุกประการ จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ หมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ตกอยู่ภายใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้รัฐบาลดำเนินการบางประการในระหว่างการเลือกตั้งตามมาตรา 169 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการมีส่วนได้ส่วนเสียในการใช้อำนาจของรัฐบาลกับการเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญมาตรา 169 บัญญัติให้รัฐบาลที่รักษาการภายหลังมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรืออายุสภาสิ้นสุดลง จะดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินได้ตามปกติ แต่มีอยู่ 4 เรื่องที่ห้ามดำเนินการ ได้แก่

1.การกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติโครงการมีผลผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

2.การแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.

3.การกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.

4.การไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง

ความได้เปรียบทุกประตูที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีอยู่ ทั้งในแง่ข้อกฎหมายและการเมือง ทำให้ไม่เป็นเรื่องยากเลยสำหรับพรรคการเมืองที่เป็นบ้านให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

แต่กระนั้นอำนาจพิเศษที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเอาออกมาใช้ได้ปกติ เหมือนกับไม่มีการเลือกตั้ง

ตรงกันข้าม พล.อ.ประยุทธ์ กลับต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากกว่าพรรคการเมืองปกติด้วยซ้ำ เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าทุกวันนี้กลไกทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ซึ่งที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ถูกส่องไฟจับผิดมาตลอด

ทุกวันนี้รัฐบาลพยายามโหมประโคมโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในช่วงปลายสมัยของรัฐบาลจำนวนมาก โดยเฉพาะระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งเป็นโครงการหลักที่รัฐบาลพยายามแสดงเป็นผลงานมาตลอด

ขณะเดียวกัน กฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562 ที่กำลังจะมีใช้บังคับในเดือน ต.ค.ก็มีตัวเลขที่ลงไปในโครงการประชารัฐมากพอสมควร

ดังนั้น อำนาจการเมืองและกฎหมายที่มีอยู่อาจไม่ได้เป็นของวิเศษสำหรับรัฐบาลระหว่างการเลือกตั้ง เพราะอาจถูกจับผิดและขยายผลจนเสียคะแนนและพ่ายแพ้ จึงเรียกได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นของแสลงสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นได้