“ประยุทธ์” ลงการเมือง แรงเสียดทานจ่อรุมเร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565486

  • วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 13:53 น.

"ประยุทธ์" ลงการเมือง แรงเสียดทานจ่อรุมเร้า

แรงกดดันกำลังจะตามมา หลัง “พล.อ.ประยุทธ์” ประกาศลงการเมือง แต่ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ หรือหัวหน้า คสช.

**************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

เปิดหน้าเตรียมก้าวสู่ถนนการเมืองเต็มตัว สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกมาประกาศชัดเจนว่า “ผมสนใจงานการเมือง แต่จะตัดสินใจอย่างไร จะสนับสนุนใคร ขออีกระยะหนึ่ง จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง”

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างไร เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมาจะเห็นการขยับของทั้ง คสช.​และกลไกต่างๆ ที่ชวนให้เชื่อได้ว่านั่นจะเป็นการปูทางรอ พล.อ.ประยุทธ์ กลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งในสถานะและบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไป

ยิ่งช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่สุกงอมจนยากบิดพลิ้ว ในฐานะ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่อาจสงวนท่าทีเหมือนที่ผ่านมาได้อีกต่อไป ​จำเป็นต้องเปิดตัวสู่สนามการเมืองเพื่อทำให้กลไกต่างๆ ที่เตรียมพร้อมไว้รออยู่แล้วสามารถเดินหน้าสู่เป้าหมายกับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้

เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.​และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อย อันจะเป็นเงื่อนไขสำคัญให้การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นภายใน 150 วัน รวมกับช่วงทดเวลา 90 วัน ซึ่งเป็นผลพวงจากการแก้ไขระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง สส.

กระบวนการทุกอย่างจึงต้องเดินหน้าคู่ขนานไปทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการคลายล็อกให้พรรคการเมือง ออกมาขยับเตรียมประชุม และดำเนินกิจกรรมที่จะทำให้แต่ละพรรคมีความพร้อมก้าวสู่สนามเลือกตั้ง รวมไปถึงการหาเสียงในระยะถัดไป

หลายพรรคการเมืองเริ่มต้นกระบวนการคัดสรรหัวหน้าพรรค ทีมงาน และผู้สมัคร ที่พอจะเห็นเค้าลางว่าคู่แข่งในสนามเลือกตั้งเป็นใครและพอจะมีกลยุทธ์การแข่งขัน ตลอดจนประเมินคะแนนเสียงในแต่ละพื้นที่

เหลือก็แต่เพียงพรรคพลังประชารัฐที่ยังดูคลุมเครือกว่าทุกพรรค แม้จะชัดเจนว่าเป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุน คสช. ​แต่ก็ยังไม่มีการประกาศความชัดเจนว่าบุคคลที่จะก้าวมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ตลอดจนตำแหน่งอื่นๆ เป็นใคร

​การเปิดหน้าเตรียมก้าวสู่สนามการเมือง ของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงถูกมองว่าเชื่อมโยงกับการประชุมใหญ่ของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค ในวันที่ 29 ก.ย.นี้

สอดรับกับที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า ทั้ง สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.​พาณิชย์ และ อุตตม สาวนายน รมว. อุตสาหกรรม จะเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าและเลขาธิการพรรค

ที่สำคัญการสร้างความชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะสนับสนุนพรรคไหนอย่างไร ย่อมเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งและเรียกแนวร่วมให้กับพรรคนั้นๆ ได้ง่ายขึ้น กว่าปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความอึมครึม

รวมไปถึง “กลุ่มสามมิตร” ซึ่งเดินหน้าต่อสายถึงอดีต สส.กลุ่มต่างๆ มาพักใหญ่ แต่หลายคนยังติดใจ ขอรอดูความชัดเจน จนยังไม่อาจรีบตัดสินใจ การแสดงความชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมอาจทำให้การเดินสายชักชวนหาแนวร่วมของกลุ่มสามมิตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ยังไม่รวมกับบรรดาแนวร่วมต่างพรรค ทั้งพรรคประชาชนปฏิรูปของ ไพบูลย์ นิติตะวัน และพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่มีจุดร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นรัฐบาลเพื่อสานต่อสิ่งที่ได้เริ่มไว้ให้ไปถึงฝั่งฝัน

ไปทางเดียวกันกับถ้อยคำของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ว่า “วันนี้ผมสนใจการเมือง เพราะผมสนใจในสิ่งที่ผมทำลงไปว่าไปถึงไหนอะไรยังไง และวันหน้าจะได้รับการสานต่อหรือไม่ ผมจะติดตามรับฟังจากบรรดานักการเมือง กลุ่มการเมือง และพรรคการเมืองต่างๆ”

แต่อีกด้านหนึ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศลงการเมือง โดยไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ หรือหัวหน้า คสช. ย่อมทำให้เกิดแรงกดดันที่ตามมาหา พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.หนักขึ้น พร้อมจะเป็นเป้าให้ถูกถล่มเรื่องการใช้อำนาจในการชิงความได้เปรียบการหาเสียงผ่านกฎกติกาที่ คสช.​เป็นคนควบคุม

ที่สำคัญเมื่อก้าวสู่สนามการเมือง สถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ ย่อมต้องอยู่ในระนาบเดียวกับนักการเมืองคนอื่นๆ ที่สามารถถูกตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยอมรับและเผชิญหน้าอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เปิดตัว”พลังประชารัฐ” บิ๊กตู่หมู่บ้านกระสุนตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/565332

  • วันที่ 24 ก.ย. 2561 เวลา 09:06 น.

เปิดตัว"พลังประชารัฐ" บิ๊กตู่หมู่บ้านกระสุนตก

หลังจากนี้ไปการเมืองจะกลับสู่การมีคู่ชกเหมือนระบบปกติ ไม่ได้ชกฝ่ายเดียวเหมือนกับ 5 ปีที่ผ่านมา งานนี้ต้องถามว่า “พล.อ.ประยุทธ์” พร้อมจะรับแรงปะทะขนาดไหน

************************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังจากเก็บตัวเงียบอยู่ตั้งนาน ในที่สุด “พรรคพลังประชารัฐ” เตรียมจะเปิดเผยตัวตนสู่สาธารณะอย่างเป็นทางการ โดยในวันที่ 29 ก.ย.จะมีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค สำหรับการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

ที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐมีตัวละครที่เห็นชัดเจนเพียงแค่ “ชวน ชูจันทร์”และ “พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล” อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เท่านั้น ในฐานะเป็นผู้แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจดแจ้งชื่อพรรค

พรรคพลังประชารัฐถูกโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาตลอด เนื่องจาก พ.อ.สุชาติ เป็นเตรียมทหารรุ่นที่ 12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่แปลกที่จะถูกโยงถึงกัน

ไม่เพียงเท่านี้ ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ในระยะนี้ได้แสดงเป็นนัยทางการเมืองค่อนข้างชัดเจนว่าจะลงสนามเลือกตั้ง แม้โดยสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่สามารถลงสมัคร สส.ได้ ด้วยเหตุที่ติดเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนด แต่หากมองไปถึงการเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งแล้ว เงื่อนไขทางกฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่ประการใด เหลือเพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ามาเป็นนายกฯ ตามช่องทางไหนเท่านั้น

ขณะเดียวกัน การเดินหมากของพรรคพลังประชารัฐ ดูเหมือนว่าจะละม้ายคล้ายกับช่วงการก่อตั้งพรรคไทยรักไทยพอสมควร

เวลานั้นพรรคไทยรักไทยใช้ระบบการดูด สส.จากพรรคการเมืองขนาดกลางควบคู่ไปกับการควบรวมพรรคการเมืองทั้งพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคความหวังใหม่ หรือพรรคเสรีธรรม พรรคชาติพัฒนา เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของการสร้างพลังดูดทางการเมืองของประเทศไทย

ส่วนพรรคพลังประชารัฐไม่ได้ดำเนินการด้วยตัวเองโดยตรง แต่อาศัยกลไกกลุ่มการเมืองทำหน้าที่แทน ดังจะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มสามมิตร”นำโดย “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” อดีตแกนนำกลุ่มวังน้ำยม ท่อต่อของกลุ่มสามมิตรที่เชื่อมโยงไปถึงรัฐบาลปัจจุบันนั้นจะอาศัยการผ่านไปทาง “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ

กลุ่มสามมิตร ซึ่งล้วนเป็นคนที่เคยทำงานใกล้ชิดกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตเจ้านายใหญ่ของตัวเอง แน่นอนว่าย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางของพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้เองที่ส่งผลให้พรรคพลังประชารัฐและกลุ่มสามมิตรกลายเป็นคนเนื้อหอมมากที่สุดในเวลานี้ เมื่อเทียบกับสภาพของพรรคการเมืองในปัจจุบันที่ถูก คสช.ล็อกคอมาตลอด 5 ปี

ดังนั้น การประชุมพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการวันที่ 29 ก.ย. จึงเป็นเรื่องวาระทางการเมืองที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจจะมีบุคคลในรัฐบาลเข้าไปร่วมงานกับพรรคอย่างเป็นทางการล่วงหน้าก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

หนึ่งในบุคคลที่ถูกคาดหมายว่าจะมาสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ คือ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ และ อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม โดยถึงขั้นจะเข้ามามีตำแหน่งในพรรคด้วยในตำแหน่งเลขาธิการพรรคและหัวหน้าพรรคตามลำดับ

เมื่อพรรคพลังประชารัฐเริ่มออกตัวในทางการเมืองมากขึ้น ก็ไปบังเอิญกับความเคลื่อนไหวของรัฐบาลที่กำลังพยายามอนุมัติงบประมาณและโครงการต่างๆ ในนาม “ประชารัฐ” ลงไปในแต่ละพื้นที่มากขึ้นในระยะนี้ ยิ่งมาบวกกับเสียงเชียร์ของรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกครั้งเพื่อสานงานการปฏิรูปประเทศต่อให้จบ จึงทำให้ตอกย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์ เดินสายหาเสียง

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐ ในแง่หนึ่งอาจมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่ส่งผลกระทบมายังรัฐบาลปะปนกันไป

มองในด้านดี จะช่วยให้กลุ่มสามมิตรและบรรดาอดีต สส.สามารถทำพื้นที่ทางการเมืองได้ง่ายมากขึ้น เพราะที่ผ่านมารัฐบาลเทงบประมาณเกี่ยวกับการพัฒนาลงไปมาก ก็เพื่อหวังดึงฐานมวลชนให้เอาใจออกห่างจากพรรคเพื่อไทย

เช่นนี้ บรรดานักเลือกตั้งทั้งหลายจะได้เอามาเป็นจุดขายในการหาเสียงในทำนองว่าถ้าเลือกพรรคพลังประชารัฐมาเป็นรัฐบาล จะช่วยให้โครงการและงบประมาณมีความต่อเนื่องมากกว่าที่จะให้พรรคการเมืองมาเป็นรัฐบาลแทน ซึ่งเป็นลูกไม้เดียวกับการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในอดีต

เพียงแต่การแกรนด์โอเพนนิ่งของพรรคพลังประชารัฐในเร็วๆ นี้ อาจนำมาซึ่งความลำบากให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกจับผิดมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ จะกลายเป็นเป้าโจมตีจากพรรคการเมืองอื่นในระหว่างการหาเสียง เพราะต้องไม่ลืมว่าแม้จะมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังมีอำนาจสมบูรณ์ 100% ในการบริหารประเทศ ต่างกับรัฐบาลรักษาการระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงที่ต้องห้ามกระทำการบางอย่างตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

จากนี้ไปการเมืองจะกลับสู่การมีคู่ชกเหมือนระบบปกติ ไม่ได้ชกฝ่ายเดียวเหมือนกับ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคำถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมจะรับแรงปะทะขนาดไหน

ศึกในปชป.ระอุ สั่นคลอนเก้าอี้มาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/564915

  • วันที่ 20 ก.ย. 2561 เวลา 09:49 น.

ศึกในปชป.ระอุ สั่นคลอนเก้าอี้มาร์ค

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ศึกเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ส่อเค้าดุเดือดตั้งแต่กระบวนการ หยั่งเสียงเบื้องต้นของสมาชิก

เมื่อรอบนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 7 ซึ่งครองตำแหน่งมายาวนานต่อเนื่อง  13 ปี กำลังจะก้าวสู่ความท้าทายครั้งใหม่ กับรูปแบบการเลือกตั้งที่เจ้าตัวมีแนวคิดจะเปิดให้สมาชิกพรรคมีส่วนลงคะแนนหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคได้โดยตรง

แม้การชี้ขาดสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับ ที่ประชุมใหญ่ของพรรคซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรค แต่อย่างน้อยผลการหยั่งเสียงจากสมาชิกที่สะท้อนว่าต้องการให้ใครมาเป็นหัวหน้าพรรค ยากจะทำให้ที่ประชุมใหญ่เห็นเป็นอย่างอื่นหรือโหวตสวนเลือกคนอื่นที่สมาชิกส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยได้

การหยั่งเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคของสมาชิกถือเป็นด่านแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และปลุกให้บรรยากาศการแข่งขันเริ่มร้อนแรงในทันที

ในแง่ “แคนดิเดต” หากมองเฉพาะตัวบุคคลอย่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก ซึ่งเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการหลังที่ประชุมใหญ่แก้ไขข้อบังคับพรรคฉบับใหม่ในวันที่ 26 ก.ย.นี้ ย่อมไม่ใช่ “คู่แข่ง” ที่สมน้ำสมเนื้อสักเท่าไหร่

แม้ หมอวรงค์จะไม่ใช่ อดีต สส.โนเนม แถมยังเป็นหนึ่งในขุนพลฝีปากกล้าฝากซึ่งผลงานไว้มากมาย โดยเฉพาะกับการนำทัพเกาะติดขุดคุ้ยโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่การดำเนินคดีที่สามารถเอาผิดทั้งนักการเมือง ข้าราชการ ได้หลายราย

แต่หากเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ ทั้ง “ชื่อชั้น” และ “บารมี” ตลอดจนเสียงสนับสนุนในพรรค คงยาก ที่หมอวรงค์จะไปเทียบกับ อภิสิทธิ์ ได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้ชื่อชั้น หมอวรงค์ กลับมามีน้ำหนักถึงขั้นจะท้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคได้นั้น อยู่ตรงฐานการสนับสนุนจากฝั่งอดีตแกนนำ กปปส. โดยเฉพาะได้ ถาวร เสนเนียม อดีตรองเลขาธิการพรรค มารับหน้าที่ช่วยเดินเกมประสาน สส.ภายในอีกทางหนึ่ง

สอดรับกับความพยายามก่อนหน้านี้ที่เคยมีกระแสข่าวว่า ทางอดีต สส.ฝั่ง กปปส. เดินเกมส่งคนชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค หลังจุดยืนที่แตกต่างกันในประเด็นการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย จนอภิสิทธิ์ต้องออกมาประกาศความชัดเจนว่าถ้าใครสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ไปอยู่พรรคอื่น จนกระแสเงียบไป

เช่นเดียวกับรอบนี้ การผลักดันหมอวรงค์มาแข่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ถูกมองว่าเป็นเพราะ อภิสิทธิ์ ประกาศจะไม่ร่วมสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หากไม่ได้เสียงข้างมากในสภา

แต่ทั้งหมดนี้ความเป็นไปได้ของ หมอวรงค์ อยู่ตรงที่ขั้นตอนหยั่งเสียงของสมาชิกพรรคนั้น เดิมเข้าใจว่าจะ ตีกรอบเพียงแค่ 8 หมื่นคนที่มายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคก่อน 30 เม.ย.เท่านั้น ซึ่งจากสัดส่วนจำนวนสมาชิกดังกล่าวจำนวนมากเป็นฐานเสียงที่ทาง กปปส.ชักชวนให้รีบมายืนยันความเป็นสมาชิก

ก่อนจะมีการเปิดเผยว่าข้อบังคับพรรคยังเปิดให้อดีตสมาชิก 2 ล้านคน ที่สนใจจะเลือกหัวหน้าพรรคสามารถลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิได้ จนถูกมองว่าเป็นการแก้เกมเพื่อรักษาเก้าอี้หัวหน้าพรรค

ทำให้คาดการณ์กันว่าในที่ประชุมใหญ่วันที่ 26 ก.ย.นี้ น่าจะเป็นยกแรกที่กองเชียร์ของทั้งสองฝั่งเปิดศึกย่อมๆ เพื่อสะท้อนปัญหาผ่านข้อบังคับพรรคในมุมของตัวเองอันอาจทำให้การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคถูกมองว่าไม่เป็นธรรมได้

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก สมาชิกที่จะมีสิทธิโหวตหัวหน้าพรรค เพราะในจำนวน 2 ล้านกว่าคนนั้นปัจจุบันไม่รู้ว่าใครเป็นใครและยังเหนียวแน่นกับประชาธิปัตย์หรือไม่ การเปิดกว้างให้อดีตสมาชิกมาร่วมเลือกหัวหน้าพรรค จึงอาจนำไปสู่การจัดตั้งสมาชิกฝั่งของตัวเองต่อไป

ประเด็นที่สอง รูปแบบการลงคะแนนที่จะใช้วิธีหยั่งเสียงผ่าน แอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีข้อดีคือสามารถรองรับการลงคะแนนของสมาชิกจำนวนมากมายได้อย่างง่าย และสะดวกที่จะนำผลมาคำนวณและประเมินผลต่อไป

แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกมองว่าจะเป็นปัญหา เพราะไม่มีหลักประกันว่าสมาชิกพรรคทุกคนจะมีโทรศัพท์มือถือที่มีคุณสมบัติรองรับระบบการหยั่งเสียงผ่านแอพพลิเคชั่นได้ จนอาจเป็น ช่องว่างให้สมาชิกส่วนหนึ่งที่มีสิทธิแต่ไม่สามารถลงคะแนนได้

ประเด็นที่สาม ขั้นตอนการลงคะแนน ซึ่งคนที่ชี้ขาดสุดท้ายก็ยังเป็น ที่ประชุมใหญ่ซึ่งประกอบด้วย อดีต สส. และสมาชิกพรรคที่ทางกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบันเป็นผู้คัดเลือก ซึ่งอาจนำไปสู่ความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคได้

ประเมินสถานการณ์นับจากนี้ต่อไป กระบวนการแข่งขันและช่วงชิงคะแนนจึงมีแต่จะทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ อันจะปลุกให้ศึกในประชาธิปัตย์ที่เคยสงบกลับมาเป็นปัญหาต่อไป

ที่สำคัญสุดท้ายแล้วไม่ว่า อภิสิทธิ์ จะสามารถรักษาเก้าอี้หัวหน้าพรรคได้อีกสมัยหรือไม่ รอยร้าวที่เกิดขึ้นย่อมทำให้การรับหน้าที่กุมบังเหียนบริหารงานภายในพรรคไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับสถานการณ์การเมืองที่เต็มไปด้วยความเปราะบางในอนาคต

คลายล็อกไม่ยอมปลด หวงอำนาจ-กลัวฝ่ายค้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/564772

  • วันที่ 19 ก.ย. 2561 เวลา 08:06 น.

คลายล็อกไม่ยอมปลด หวงอำนาจ-กลัวฝ่ายค้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในเดือน ก.พ.  หรืออย่างช้าที่สุดในเดือน พ.ค. 2562 ภายหลังมีการประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ครบ 4 ฉบับ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2561 ว่าด้วยการคลายล็อกการเมือง แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งจะพบว่ามีอุปสรรคที่ขัดขวางกระบวนการเลือกตั้งอยู่พอสมควร

โดยอุปสรรคที่ว่านั้นได้ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างน้อย 3 เรื่อง

เรื่องที่ 1 การห้ามหาเสียงผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ แม้ในคำสั่ง คสช.ที่ 13/2561 จะทำการคลายล็อกการเมืองให้กับพรรคการเมืองหลายเรื่อง เช่น การประชุมพรรคเพื่อปรับปรุงข้อบังคับให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือการดำเนินการเพื่อหาสมาชิกพรรค เป็นต้น แต่ก็ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองสื่อสารกับสมาชิกพรรคผ่านสื่อออนไลน์ในลักษณะที่เข้าข่ายเป็นการหาเสียง

การคลายล็อกเรื่องหนึ่งและไปไขกุญแจล็อกอีกเรื่องหนึ่ง ส่งผลให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้ยาก เนื่องจากพรรคการเมืองเองก็เกรงว่าหากดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งไป แม้จะไม่มีเจตนาจะกระทำความผิด แต่ก็อาจเป็นความผิดถึงขั้นถูกยุบพรรคการเมืองได้ ซึ่งกฎหมายพรรคการเมืองฉบับที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันค่อนข้างจะทำให้พรรคการเมืองขาดเสถียรภาพพอสมควร

เรื่องที่ 2 การไม่ยกเลิกคำสั่งห้ามชุมนุมเกิน 5 คน เรื่องดังกล่าวอยู่ภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ซึ่งมีเจตนารมณ์ที่ต้องการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ซึ่งใช้บังคับมาเป็นเวลาประมาณ 3 ปี โดยข้อ 12 ของคำสั่งนั้นระบุว่า “ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน  หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ”

ถึงปัจจุบันในทางปฏิบัติ คสช.จะไม่ได้บังคับใช้เรื่องการห้ามชุมนุมเกิน  5 คนอย่างเข้มข้นมากนักเมื่อเทียบกับอดีต แต่ตราบใดที่ คสช.ยังไม่มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ย่อมทำให้การทำกิจกรรมการเมืองเต็มไปด้วยกับดัก

เรื่องที่ 3 การห้ามไม่ให้ประชุมพรรคการเมือง คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2561 ได้เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองประชุมพรรคได้บางเรื่องเท่านั้น เนื่องจากยังมีประกาศ คสช.ฉบับที่ 57/2557 ที่ห้ามพรรคการเมืองประชุม เท่ากับว่าพรรคการเมืองจะประชุมพรรคได้เฉพาะเรื่องที่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2561 บัญญัติไว้เท่านั้น

การคงไว้ซึ่งคำสั่งและประกาศ ข้างต้น แน่นอนว่าพรรคการเมืองคงยังขยับตัวลำบาก เพราะหวั่นเรื่องการถูกยุบพรรค ซึ่งการถูกยุบพรรคการเมืองในช่วงเวลานี้อาจมีผลให้ไม่สามารถเตรียมตัวได้ทันกับการเลือกตั้ง ดังนั้น พรรคการเมืองอาจเลือกความปลอดภัยเป็นหลักแทนการเปิดเกมรุกเพื่อช่วงชิงคะแนนความนิยมอย่างเต็มตัว

ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นที่มาที่พรรคการเมืองต้องการให้ คสช. ปลดล็อกการเมือง 100% โดยเฉพาะการให้พรรคการเมืองสามารถกำหนดนโยบายเพื่อใช้ในการหาเสียงได้  แต่ดูเหมือนว่า คสช.ยังไม่ค่อยตอบรับเท่าใดนัก โดยอ้างเรื่องความสงบ ของบ้านเมืองเป็นหลัก

แต่เหนืออื่นใดแล้ว เบื้องลึกจริงๆ ของการไม่ยอมปลดล็อกน่าจะอยู่ที่ยังไม่ต้องการให้พรรคการเมืองมีอำนาจอภิปราย คสช.นอกสภาผ่านการหาเสียงมากกว่า

เวลานี้ คสช.กำลังเดินเกมเก็บแต้มการเมืองจากประชาชน เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นหนึ่งในตัวเต็งของผู้ท้าชิง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า ขณะเดียวกันบรรดาองคาพยพของ คสช.เองก็กำลังผลักดันวาทกรรม “ประชารัฐ” ไปสู้กับ “ประชานิยม” อย่างหนัก ทั้งเรื่องการเดินสายประชุมคณะรัฐมนตรีหรือแม้แต่การตรากฎหมายเกี่ยวกับกองทุนประชารัฐ

ดังนั้น หากปลดล็อกให้พรรคการเมือง คสช.จะอยู่ในสภาพถูกอภิปรายนอกสภาอย่างหลีกไม่ได้ เพราะพรรคการเมืองจะใช้นโยบายของตัวเองในการหาเสียงด้วยการเปรียบกับรัฐบาลว่านโยบายของรัฐบาลมีจุดอ่อนอย่างไร ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ผลสัมฤทธิ์ในนโยบายของรัฐบาลหลายเรื่องยังถูกตั้งคำถามอยู่

ที่สุดแล้ว การดึงเกมและซื้อเวลาเพื่อยังไม่ปลดล็อกไปเรื่อยๆ ย่อมเป็นประโยชน์กับ คสช.มากกว่าในทางการเมือง เพราะอย่างน้อย คสช.ก็ได้คลายล็อกไปแล้ว

คุมหาเสียงออนไลน์ คสช.ชกฝ่ายเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/564750

  • วันที่ 18 ก.ย. 2561 เวลา 19:28 น.

คุมหาเสียงออนไลน์ คสช.ชกฝ่ายเดียว

หากปล่อยให้พรรคการเมืองเข้าผสมโรงได้ด้วย แน่นอนว่า คสช.อาจถูกสกรัมบนสื่อออนไลน์หนักขึ้นไป ทางที่ดีจึงพยายามหามาตรการตัดไฟแต่ต้นลม

***************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็ตามนัดสำหรับ “การคลายล็อกการเมือง” ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2561 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

สาระสำคัญของคำสั่งดังกล่าวมีด้วยกันอย่างน้อย 3 เรื่อง

1.การเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสามารถประชุมพรรคการเมืองได้ โดยข้อ 2 ระบุถึงกิจกรรมที่พรรคการเมืองดำเนินการได้ เช่น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ การเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค การจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง การรับสมัครสมาชิกพรรค การให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง

กิจกรรมดังกล่าวเดิมเคยเป็นกฎเหล็กที่ คสช.กำหนดห้ามไม่ให้พรรคการเมืองดำเนินการ แต่เมื่อคลายล็อกแล้ว พรรคการเมืองมีสิทธิเดินหน้าได้ทันทีเพียงแต่ต้องแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับทราบล่วงหน้า 5 วัน โดยไม่ต้องแจ้งกับ คสช.

2.การยกเลิกการทำไพรมารีโหวตสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นไปตามข้อ 4 ของคำสั่งดังกล่าวที่บัญญัติให้ชะลอการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อน แต่จะให้กลับไปใช้หลักการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งแทน ซึ่งเป็นโมเดลคล้ายกับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เคยเสนอเอาไว้

สำหรับคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง จะประกอบด้วย กรรมการบริหารพรรคการเมืองจำนวน 4 คน และตัวแทนสมาชิกที่พรรคการเมืองเลือกจำนวน 7 คน มีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาและเสนอคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองให้ความเห็นชอบ

3.การควบคุมการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยหลักของข้อ 6 คำสั่งหัวหน้า คสช. ระบุว่า “พรรคการเมืองจะดำเนินการประชาสัมพันธ์หรือติดต่อสื่อสารกับผู้ดำรงตำแหน่งใดๆ ภายในพรรคการเมืองและสมาชิกของพรรคการเมืองของตน โดยวิธีผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้”

“แต่การดำเนินการนั้นต้องไม่มีลักษณะเป็นการหาเสียง ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อาจกำหนดลักษณะต้องห้ามของการประชาสัมพันธ์ หรือการติดต่อสื่อสารที่จะมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือสั่งให้มีการระงับการดำเนินการดังกล่าวก็ได้”

ในภาพรวมของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ได้ทำการคลายล็อกการเมือง ด้านหนึ่งดูเหมือนคลายล็อกจริงๆ แต่อีกด้านหนึ่งนอกจากไม่ได้คลายล็อกแล้ว กลับจะเป็นการล็อกให้แน่นกว่าเดิมด้วยซ้ำ โดยเฉพาะกรณีของคำสั่งหัวหน้า คสช.ข้อที่ 6

ทั้งนี้ หากจะบอกว่า คสช.พยายามตัดตอนตั้งแต่ต้นลมคงไม่แปลกนัก

ต้องยอมรับว่าตลอดเวลา 4 ปีภายใต้การคุมเข้มของ คสช. ทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามช่องทางปกติในการสื่อสารกับสมาชิกพรรคและประชาชน ทั้งการลงพื้นที่หรือการปราศรัยหาเสียง จึงต้องเลือกวิธีการใช้สื่อออนไลน์มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองแทน

พรรคการเมืองที่ใช้ช่องทางนี้มากที่สุดเห็นจะเป็น “พรรคอนาคตใหม่” ซึ่งตั้งแต่เปิดตัวไปตั้งแต่ต้นปี 2561 ปรากฏว่าได้ใช้สื่อออนไลน์เพื่อการสร้างแบรนด์ของพรรคอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น การลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของหัวหน้าพรรค การจัดรายการทางออนไลน์ที่มีลักษณะวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล

วิธีการนี้ของพรรคอนาคตใหม่เริ่มได้ผล เพราะทุกครั้งที่มีผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ผ่านมา ก็เริ่มมีชื่อของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรค เข้ามาติดโผเป็นนายกฯ ด้วย สวนทางกับคะแนนความนิยมของประชาชนที่มีให้ พล.อ.ประยุทธ์ ถึงจะไม่ได้แย่มากนัก แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่

สถานการณ์เช่นนี้ ถ้าดำรงอยู่ต่อไปย่อมเป็นภัยกับ คสช.ในการเข้ามาสานต่อภารกิจการปฏิรูปให้จบ เพราะอย่าลืมว่าการเลือกตั้งในปีหน้าจะมีผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเป็นครั้งแรกจำนวนมากประมาณ 4 ล้านคนตามตัวเลขทางทะเบียนราษฎร ซึ่งคนกลุ่มนั้นเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพฤติกรรมการเสพข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก

กรณีนี้ยังไม่นับผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งอยู่อีกหลายสิบล้านคนที่ก็เสพข้อมูลข่าวสารอีกหลายทาง ซึ่งทุกวันนี้ตามแพลตฟอร์มบนสื่อออนไลน์ก็ล้วนเต็มไปด้วยเนื้อหาที่วิพากษ์การทำงานของรัฐบาลเป็นหลัก

ดังนั้น หากปล่อยให้พรรคการเมืองเข้ามาผสมโรงได้ด้วย แน่นอนว่า คสช.แทบจะไม่ต่างอะไรกับการถูกสกรัมบนสื่อออนไลน์หนักขึ้นไป ทางที่ดีจึงพยายามหามาตรการตัดไฟแต่ต้นลม

หมากเกมนี้ของ คสช. แน่นอนว่าจะใช้เครื่องมือทางกฎหมายเข้ามาจัดการ โดยการกำหนดข้อห้ามตามข้อ 6 จะเปิดช่องที่นำไปสู่การให้ฝ่ายที่บังคับใช้กฎหมายสามารถตีความได้อย่างกว้าง เพื่อให้การควบคุมพรรคการเมืองทำได้ง่ายมากขึ้น แต่จะมีผลให้พรรคการเมืองขยับตัวได้ยาก เพราะจะไม่กล้าทำอะไรที่มีความเสี่ยงต่อการถูกยุบพรรค

เมื่อ คสช.คุมเกมนี้ได้แล้ว โดยที่พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้ลำบาก ก็จะเข้าทาง คสช.ที่กำลังพยายามสร้างวาทกรรม “ประชารัฐ” ให้ฝังลึกในความคิดของประชาชนแทนที่ “ประชานิยม”

ที่สำคัญกว่าที่การเมืองจะปลดล็อก 100% ถึงเวลานั้นพรรคการเมืองก็เดินตามหลัง คสช.ไปหลายก้าวแล้ว

เข็น “เมกะโปรเจกต์” คสช.หวังชนะเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/564545

  • วันที่ 17 ก.ย. 2561 เวลา 09:17 น.

เข็น "เมกะโปรเจกต์" คสช.หวังชนะเลือกตั้ง

เร็วๆ นี้อาจเห็นโครงการขนาดใหญ่พร้อมกับกฎหมายเพื่อรองรับความถูกต้องเป็นจำนวนมาก ทุกอย่างเพื่อมัดใจให้ประชาชนมาลงคะแนน

***********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นสัญญาณที่ดีอย่างแท้จริงภายหลังมีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งเมื่อประกาศใช้กฎหมายเลือกตั้ง สส. และกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พร้อมกับหัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 คลายล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในบางกรณีได้

สัญญาณแรกที่ตอบรับไปในทางที่ดีนั้นสะท้อนให้เห็นจากภาพรวมของตลาดทุนเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งดัชนีหุ้นไทยในวันดังกล่าว ปิดที่ 1,717.96 จุด เพิ่มขึ้น 38.57 จุด หรือพุ่งขึ้น 2.30% มูลค่าการซื้อขาย 78,999.35 ล้านบาท

ตัวเลขที่ปรากฏออกมาบรรดาผู้สันทัดกรณีทั้งหลายต่างฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นผลมาจากการเลือกตั้งที่มีความชัดเจนอย่างเป็นทางการ จากเดิมที่ค่อนข้างซบเซา เพราะไม่แน่ใจว่าประเทศไทยจะกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งหรือไม่

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลออกมายืนยันความชัดเจนอีกครั้งว่าการเลือกตั้งของไทยจะเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในช่วงเดือน ก.พ. 2562

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่หลายฝ่ายกำลังรอวันเลือกตั้งและปลดล็อกการเมืองอย่างเบ็ดเสร็จ ปรากฏว่ารัฐบาลและ คสช.ชิงจังหวะวิ่งแซงพรรคการเมืองไปหลายขุมแล้ว ผ่านการเดินสายประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร และ การส่งสัญญาณในการลงทุนโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

สำหรับโครงการที่เดินไปได้เยอะแล้วเห็นจะเป็น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ให้ความเห็นชอบเป็นกฎหมายและประกาศใช้ออกมาเป็นทางการแล้ว

อีอีซีถือเป็นโครงการที่รัฐบาลพยายามใช้เชิดหน้าชูตาเสมอมา เพราะจะเป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับมหภาค

อีกโครงการหนึ่งที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าอย่างขะมักเขม้น คือ นโยบายประชารัฐล่าสุด สนช.เพิ่งผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 โดยมีงบประมาณสำหรับนโยบายที่ว่านั้นด้วยเม็ดเงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ภายใต้ชื่อ “กองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก”

จากนั้น สนช.ก็รับหลักการร่าง พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาในรายละเอียดให้เสร็จภายใน 30 วัน ก่อนส่งกลับมาให้ สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบ

ร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้มีคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อทำหน้าที่เสนอนโยบาย แผนการดำเนินงาน มาตรการหรือโครงการเกี่ยวกับประชารัฐสวัสดิการที่เป็นการให้ความช่วยเหลือในการดำรงชีพแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าทั้งอีอีซีและกองทุนประชารัฐต่างมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมโดยมีกฎหมายรองรับ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและ คสช.จะใช้ทั้งสองเรื่องนี้ในการขับเคลื่อนประเทศที่จะแฝงไปด้วยการหาเสียงทางอ้อม

โมเดลการเดินเกมทางการเมืองลักษณะนี้ จะว่าไปแล้วคล้ายช่วงปลายของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยก่อนการเลือกตั้งในปี 2548 รัฐบาลได้เดินหน้าโครงการสำคัญอย่างเร่งด่วน จนกลายมาเป็นแนวการหาเสียงเลือกตั้งในสมัยที่สองภายใต้แนวทาง “4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง”

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังตามรอยแทบไม่ต่างกัน พยายามใช้กลไกรัฐในการสื่อสารกับประชาชนว่าตลอดเกือบ 5 ปีที่ผ่านมาได้ช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างไรบ้าง ควบคู่ไปกับการเดินเครื่องนโยบายระยะยาว อันมีลักษณะที่ต้องการส่งสัญญาณไปยังประชาชนว่าหากได้มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่อีกครั้ง จะทำโครงการที่วางรากฐานเอาไว้ให้สำเร็จ

ขณะเดียวกัน ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ได้เปิดทางให้รัฐบาลสามารถผลักดันโครงการขนาดใหญ่ได้ แม้ในอนาคตจะมีการ พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งก็ตาม

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 169 กำหนดให้รัฐบาลที่รักษาการภายหลังมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรหรืออายุสภาสิ้นสุดลง จะดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินได้ตามปกติ แต่มีอยู่ 4 เรื่องที่ห้ามดำเนินการ ได้แก่

1.การกระทําการอันมีผลเป็นการอนุมัติโครงการมีผลผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป

2.การแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.

3.การกระทําการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต.

4.การไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง

แต่ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 169 ดังกล่าว จะไม่เป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลปัจจุบัน เพราะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้มาตรา 169 เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐบาลชุดนี้มีอำนาจเต็ม 100% จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

ดังนั้น หมายความว่าโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้วหรือการจะอนุมัติโครงการใหม่ในอนาคต ย่อมสามารถดำเนินการได้ ทำให้เร็วๆ นี้อาจจะเห็นโครงการขนาดใหญ่พร้อมกับกฎหมายเพื่อรองรับความถูกต้องเป็นจำนวนมาก

ทุกอย่างเป็นใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.เช่นนี้ก็เหลือเพียงแต่จะทำอย่างไรเพื่อมัดใจให้ประชาชนมาลงคะแนนเลือกตั้งให้กับตัวเองเท่านั้น

เดินหน้าเลือกตั้ง หมดเงื่อนไขยื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/564204

  • วันที่ 14 ก.ย. 2561 เวลา 08:40 น.

เดินหน้าเลือกตั้ง หมดเงื่อนไขยื้อ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าประเทศไทยได้เดินหน้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ คง ไม่เป็นเรื่องเกินจริงไปนัก ภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พ.ศ. 2561  ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา

กฎหมายเลือกตั้ง สว.เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ 100% เมื่อวันที่ 13 ก.ย. แต่สำหรับกฎหมายเลือกตั้ง สส.ยังต้องรออีก 90 วันก่อนถึงจะมีผลใช้บังคับ 100% เหมือนกับกฎหมายเลือกตั้ง สว. การเริ่มนับระยะเวลาของการมีผลใช้บังคับของกฎหมายที่มีความแตกต่างกันดังกล่าว นำมาซึ่งนัยทางการเมืองเกี่ยวกับการนับวันเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560  ในบทเฉพาะกาล กำหนดให้มีการเลือกตั้งภายใน 150 วัน นับแต่วันที่กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับมีผลใช้บังคับ ซึ่งตามข้อเท็จจริงเวลานี้มีกฎหมายที่ว่านั้นที่มีผลใช้บังคับจริงเพียงแค่ 3 ฉบับเท่านั้น เนื่องจากกฎหมายเลือกตั้ง สส.ถูกกำหนดโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่าให้มีผลใช้บังคับภายหลังพ้น 90 วันนับแต่วันที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา

เท่ากับว่าการเริ่มนับวันเลือกตั้งจะต้องนับเป็น 2 ขยัก ได้แก่ ขยักแรก 90 วัน และขยักสอง 150 วันรวม 240 วันหรือประมาณ 8 เดือน กำหนดวัน เลือกตั้งอย่างช้าที่สุดจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน เม.ย. หรือต้นเดือน พ.ค. 2562  เว้นเสียแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเหยียบคันเร่งให้การเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้นได้เร็วกว่านั้นในช่วงเดือน ก.พ. 2562

ดังนั้น 240 วันนับจากนี้จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองเกิดขึ้นมากมาย อย่างน้อย 6 เรื่อง

1.การประชุมร่วมกันของ คสช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประธาน สนช. และผู้แทนพรรคการเมือง เป็นไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ซึ่งจะนำมาสู่ความชัดเจนเกี่ยวกับวันเลือกตั้งพร้อมกับปูทางไปสู่การคลายล็อกและการปลดล็อกด้วย

2.การคลายล็อกพรรคการเมืองจะเกิดขึ้นได้อาจต้องผ่านการประชุมตามคำสั่งของหัวหน้า คสช.ดังกล่าว ซึ่งมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่เบื้องต้น คสช.จะยอมคลายล็อกให้บางส่วนตามที่เคยเปรยไว้ก่อนหน้านี้ เช่น การประชุมพรรคการเมือง เพื่อเตรียมการสำหรับการทำไพรมารีโหวต และการหาสมาชิกพรรค

3.การทำไพรมารีโหวต ที่ผ่านมา รัฐบาลและ คสช.แสดงความชัดเจนมาตลอดกลับไปใช้รูปแบบไพรมารีโหวตตามที่ กรธ.เคยเสนอไว้ตั้งแต่แรก คือ รูปแบบของคณะกรรมการสรรหา แม้ว่าด้านหนึ่งจะดูไม่คล้ายไพรมารีโหวตก็ตาม

คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองตามแนวทางของ กรธ. จะประกอบด้วย บุคคลและจำนวนตามที่กำหนดในข้อบังคับ แต่อย่างน้อยต้องมีกรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่เกินกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการสรรหา และหัวหน้าสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ซึ่งเลือกกันเองจนครบจำนวน

4.การจัดทำพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้ง เป็นกระบวนการปลายทางของการเลือกตั้งก็ว่าได้ ภายหลัง กกต.และรัฐบาลสามารถกำหนดความพร้อมในด้านต่างๆ อย่างครบถ้วน โดยทันทีที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศวันเลือกตั้ง ด้านหนึ่งไม่ได้มีผลต่อรัฐบาลและ คสช.มากนัก เนื่องจากรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้มีอำนาจเต็มตามเดิม เท่ากับว่ามาตรา 44 ยังสามารถใช้ได้ตามปกติ ต่างกับรัฐบาลปกติที่เมื่อมีการประกาศเลือกตั้งแล้วจะดำเนินนโยบายรัฐบาลบางประการไม่ได้เต็มที่

5.การแบ่งเขตเลือกตั้ง เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองทุกพรรคต่างจับตาเป็นพิเศษ เพราะจะเป็น ตัวกำหนดภูมิศาสตร์ทางการเมือง ภายหลังระบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้การนับคะแนนเลือกตั้งเพื่อหาจำนวน สส. จะมาจากคะแนนบัตรเลือกตั้ง สส.ระบบแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่านั้น ทำให้การแบ่งเขตเลือกตั้งมีความสำคัญอย่างยิ่ง

6.การสรรหา สว. เป็นกิจกรรมที่จะแทรกขึ้นมาระหว่างการแต่งตัวเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง โดย กกต.จะต้องจัดให้มีการเลือกกันเองของผู้สมัครและส่งให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คน ส่วนอีก 200 คนจะมาจากการสรรหาโดย คสช. จำนวน 194 คน และอีก 6 คนจะมาจากบุคคลที่ดำรงตำแหน่งผู้นำเหล่าทัพทั้งทหาร ตำรวจ และปลัดกระทรวงกลาโหม

ทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งแบบปราศจากเงื่อนไข เว้นเสียแต่จะมีผู้มีอำนาจคนไหนสร้างขึ้นมาอีก

“บิ๊กตู่”รีเทิร์นนายกฯ โอกาสที่ยากมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/564074

  • วันที่ 13 ก.ย. 2561 เวลา 09:04 น.

"บิ๊กตู่"รีเทิร์นนายกฯ โอกาสที่ยากมากขึ้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางรีเทิร์นสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ไม่ ง่ายดายอย่างที่คาดการณ์ แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามปูทางสร้างความได้เปรียบในหลายด้าน แต่สุดท้ายทั้งกระแสนิยมและเงื่อนไขหลายประการกำลังจะทำให้ทุกสิ่งที่ทำมาทั้งหมดอาจไม่เกิดผลสำเร็จทางปฏิบัติ

เริ่มตั้งแต่ตัวแปรสำคัญอย่าง “ประชาธิปัตย์” ที่เคยถูกมองว่าจะเป็นกองหนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งนั้น

ล่าสุด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรค ประกาศชัดเจนเมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเข้าร่วมกับรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ หลังการเลือกตั้งว่า “ถ้าไม่ใช่เป็นเรื่องของการเมืองที่จะมาจากเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรก็คงจะไม่เข้าร่วม”

นั่นหมายความว่าต่อให้พรรคพลังประชารัฐซึ่งประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากรวมเสียง สส.ทั้งหมดแล้วไม่อาจได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ทาง “ประชาธิปัตย์” ก็จะไม่เข้าร่วมเป็นรัฐบาลด้วย

แน่นอนว่าสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต่อให้ได้คะแนนเสียงน้อยลงกว่าเดิม แต่ก็ยังมีพลังเพียงพอถึงขั้นอาจชี้เป็นชี้ตายขั้วการเมืองหรือเป็นตัวแปรชี้ขาดฝั่งที่จะมาเป็นรัฐบาล ดังนั้นเมื่อประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนดังนี้  โอกาสที่จะได้ไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐจึงมีแต่จะริบหรี่ ลงไป

เพราะหากพิจารณาในทางปฏิบัติแล้วย่อมเป็นไปได้ยากมากที่ พรรคพลังประชารัฐและพรรคแนวร่วมอื่นๆ จะสามารถผนึกกำลังจนมีเสียงเพียงพอจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

เมื่อพรรคเพื่อไทยในฐานะเจ้าแชมป์เก่าที่เคยได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้เวลานี้จะถูก สั่นคลอนทั้งจากภายในและภายนอก แต่ด้วยฐานเสียงและความเหนียวแน่นในพื้นที่ การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยก็น่าจะยังได้จำนวนเสียงเป็นกอบเป็นกำไม่น้อย

อีกทั้งโอกาสที่ “เพื่อไทย” จะมาผนึกกำลังร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐย่อมเป็นไปได้ยาก สุดท้าย  ทั้งเพื่อไทยและพลังประชารัฐก็จะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล

จากเดิมด้วยตัวช่วย 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาล ที่จะมาจากการสรรหาของ คสช. เข้ามาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ซึ่งหากจะได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีก็แค่ใช้เสียง จาก สส.เพียงอีก 126 เสียง  ก็จะได้ มากกว่ากึ่งหนึ่งของสองสภา คือ 376 เสียง จากทั้งหมด 750 เสียง

จำนวนดังกล่าวแม้จะสามารถ ผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่ก็เต็มไปด้วยความง่อนแง่นในการบริหาร เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ยากจะบริหารงานได้ในระยะยาว

ยิ่ง “ประชาธิปัตย์” ตั้งเงื่อนไขเช่นนี้ โอกาสที่จะได้ไปร่วมหัวจมท้ายกับพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลจึงแทบเป็นไปไม่ได้ เว้นเสียแต่พรรคพลังประชารัฐได้คะแนนมากกว่าหรือสูสีกับพรรคเพื่อไทย

แต่หากย้อนกลับมาพิจารณาในแง่ “ความนิยม” หรือกลไกกระบวนการการทำงานแล้ว พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้ชื่อว่ามีความได้เปรียบทั้งในแง่อำนาจรัฐ อำนาจทุนนั้น แต่ประเมินแล้วก็ยังเป็นไปได้ยากจะที่จะสามารถเอาชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้สำเร็จ

ในแง่บุคลากรแกนนำพรรคที่เลื่อนการเปิดตัวเรื่อยมา ทำให้ภาพความเป็นพรรคเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ท่ามกลางกระแสโจมตีเรื่องการเป็นร่างทรง อันจะเข้ามาเป็นกลไกสืบทอดอำนาจ คสช. ซึ่งมีแต่จะฉุดคะแนนนิยมให้ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

ส่วนกลุ่มสามมิตรที่เดินเกม คู่ขนานอยู่ภายนอกนั้น แม้จะพยายามเปิดตัวอดีต สส.ที่เข้ามาร่วมงานกับทางกลุ่มและเตรียมตัวสวมเสื้อพลังประชารัฐลงสนามเลือกตั้ง แต่ที่ปรากฏหลายคนยังเป็นเพียงแค่อดีตนักการเมืองที่ห่างเวที ห่างพื้นที่ไปนาน จึงไม่ง่ายที่จะหวังให้มาช่วยโกยคะแนนเข้าพรรค

ในขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งมีประสบการณ์และฐานเสียงของ ตัวเองที่เหนียวแน่น แม้จะถูกแช่แข็งมานานกว่า 4 ปี ทว่าในเวลานี้เริ่มกลับมาขยับจนเริ่มเห็นสัญญาณความแข็งแรงที่พร้อมเตรียมลงสนามเลือกตั้งกันอีกครั้ง

สมรภูมิเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคพลังประชารัฐ ในวันที่กระแสต่อต้าน คสช.รุนแรงหนักขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากผลงานการบริหารงานที่ยังไม่เข้าตาประชาชน และท่าทีความพยายามยื้อการเลือกตั้งออกไปอย่างไม่มีกำหนด ตลอดจนการอาศัยอำนาจในมือไปในทางที่ที่ถูกมองว่าเพื่อชิงความได้เปรียบ ตั้งแต่เรื่องการคลายล็อก ตลอดจนเงื่อนไขการหาเสียง

ไม่ต่างจากพรรคพันธมิตรที่มีจุดร่วมในการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นกำลังสำคัญ พรรคประชาชนปฏิรูป ของ ไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งประเมินทิศทางลมแล้วต่อให้รวมพลังก็ยังยากจะได้คะแนนเสียงรวมเพียงพอจัดตั้งรัฐบาล

ขณะที่หากสำรวจส่วนฝั่ง “เพื่อไทย”  พันธมิตรที่ชัดเจนทั้งพรรคเสรีรวมไทยของเสรีพิศุทธ์  เตมียาเวส  พรรคอนาคตใหม่ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคประชาชาติของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งน่าจะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่ง เมื่อต้องผนึกกำลังจัดตั้งรัฐบาล

ปัจจัยต่างๆ ล้วนแต่ทำให้การกลับมาของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นไปได้ยากมากขึ้น

ปชป.ปรับภาพลักษณ์โหวต’หัวหน้าพรรค’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/563834

  • วันที่ 11 ก.ย. 2561 เวลา 09:40 น.

ปชป.ปรับภาพลักษณ์โหวต'หัวหน้าพรรค'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นการเปิดเกมรุกทางการเมืองครั้งสำคัญของประชาธิปัตย์ เมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัดเจนว่าการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคที่กำลังจะเกิด พรรคจะเปิดให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการเลือกหัวหน้าพรรคผ่านแอพพลิเคชั่น พร้อมกางไทม์ไลน์กำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน

บทสมมติฐานที่ว่าจะมีการคลายล็อกทางการเมืองช่วงกลางเดือน ก.ย. อันจะเปิดให้พรรคสามารถแก้ไขข้อบังคับพรรคเพื่อรองรับกระบวนการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรค คู่ขนานไปกับการเปิดรับสมาชิกพรรคเพิ่มเติม จากนั้นกลางเดือน ต.ค. สามารถเปิดให้สมาชิกพรรคออกเสียงและประกาศผลได้ในเดือน พ.ย.

ถือเป็นการต่อยอดจากที่เคยประกาศ เดินหน้าโรดแมป “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่” ช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และเปิดตัวแอพพลิเคชั่นยืนยันความเป็นสมัครสมาชิกพรรค และเตรียมจะขยายผลต่อเนื่องถึงช่องทางการลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรคของสมาชิกต่อไป

แกนนำประชาธิปัตย์หลายคนยืนยันว่าผลจากการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคของสมาชิกพรรคจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ที่ประชุมใหญ่ของพรรคต้องยึดถือ หากไปเลือกคนอื่นที่สมาชิกไม่ได้เลือกคงเป็นไปได้ยาก การหยั่งเสียงครั้งนี้จึงมีความสำคัญ ไม่ใช่แค่ทำเป็นพิธีเท่านั้น

ก้าวย่างของ “ประชาธิปัตย์” จึงถือเป็นการพลิกเอาจุด “สุ่มเสี่ยง” เรื่องการเลือกหัวหน้าพรรคที่อาจบานปลายกลายเป็นความระหองระแหง พลิกมาเป็นความได้เปรียบในเชิงภาพลักษณ์ที่เน้นการมีส่วนร่วมแบบให้สมาชิกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

“ปัจจุบันข้อบังคับของพรรคกำหนดให้ที่ประชุมใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วย สส. และประธานสาขาพรรคเป็นหลัก เป็นผู้มีสิทธิเลือกหัวหน้าพรรค ซึ่งก็สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ที่ออกมาอยู่แล้ว แต่ผมมองว่าประชาธิปัตย์สามารถเป็นผู้นำและมีความก้าวหน้ากว่านี้ได้”

อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง มีความจำเป็นที่จะให้สมาชิกพรรคและประชาชนในวงกว้างเข้ามามีส่วนร่วม มากกว่าการปล่อยให้การกำหนดตัวผู้บริหารและทิศทางของพรรค จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มอดีต สส.และผู้บริหารพรรคในปัจจุบัน

“ในอดีตเราไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างนี้ได้ แต่ในปัจจุบันการลงคะแนนผ่านโทรศัพท์มือถือทำได้ไม่ยากแล้ว การหยั่งเสียงเลือกตั้งครั้งนี้พรรคจะให้สามารถทำได้โดยใช้แอพพลิเคชั่นผ่านทางโทรศัพท์ได้”

ในทางปฏิบัติการให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรงนั้น นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงแล้ว อีกด้านยังช่วยลดแรงเสียดทานที่จะตามมาในอนาคต

ที่ผ่านมาอภิสิทธิ์เคยประกาศ ลาออกจากตำแหน่งหลังแพ้การเลือกตั้งในอดีต แต่ก็ถูกเลือกกลับมาใหม่ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพียงแค่ปาหี่ เมื่อสุดท้ายเสียงของที่ประชุมใหญ่เลือกกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป

ดังนั้น ด้วยวิธีนี้ไม่ว่าสมาชิกพรรคจะเลือกใครขึ้นมาเป็นหัวหน้า ย่อมจะทำให้การปฏิบัติหน้าที่นับจากนี้มีความสง่างาม กว่าและได้รับการยอมรับจากทั้งในและนอกพรรคมากขึ้น

แต่ในทางปฏิบัติบุคคลที่พอจะมาเป็นแคนดิเดตแข่งกับ  อภิสิทธิ์ ในเวลานี้ ก็ยังหายากเต็มที

ก่อนหน้านี้เสียงเรียกร้องจากในพรรคจำนวนไม่น้อยต้องการผลักดันให้ ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกรอบ ยิ่งในวันที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค ประกาศตัวไปเป็นแกนนำร่วม ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย

แต่สุดท้าย นายหัวชวนออกมาประกาศไม่รับตำแหน่ง ถึงขั้นออกตัวว่าหากมีคนเสนอชี่อเป็นหัวหน้าพรรคจะขอถอนตัวเพราะเห็นว่าอภิสิทธิ์ทำหน้าที่ได้ดีแล้ว

ขณะที่ กรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรค ออกมาระบุว่า หากอภิสิทธิ์สมัครรับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคก็ยังจะสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรค เพราะมั่นใจว่าอภิสิทธิ์สามารถเป็น นายกฯ ที่ดีได้อีกครั้ง

ส่วนล่าสุด อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค ออกมาระบุว่า มีคนทาบทามให้ไปลงแข่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคนั้น แต่ในทางปฏิบัติคงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะที่ผ่านมาช่วงการผลักดันการปฏิรูปพรรค 2556 สามารถเป็นดัชนีสะท้อนให้เห็นฐานเสียงที่สนับสนุนอลงกรณ์ ที่ยากจะได้รับเสียงสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าพรรคในเวลานี้ได้

แต่ใช่ว่าอภิสิทธิ์จะนอนมาในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะหากพิจารณาในรายละเอียดผู้มีสิทธิหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคซึ่งก็คือสมาชิกพรรคนั้น จากเดิมประชาธิปัตย์มีสมาชิกกว่า 2 ล้านคน ปัจจุบันยอดสมาชิกที่มายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคมีอยู่ราว 1 แสนคน

โดยในยอดหนึ่งแสนกว่าคนนั้นว่ากันว่ามีจำนวนไม่น้อยที่เป็นฐานที่คาบเกี่ยวที่สนับสนุนทั้ง กปปส. และ ประชาธิปัตย์ ซึ่งอาจจะมีผลหากประชาธิปัตย์ซีกอดีตแกนนำ กปปส. เกิดมีความคิดจะผลักดันใครขึ้นมาแข่งกับอภิสิทธิ์ ดังที่เคยเป็นกระแสมาแล้วก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังปลดล็อกการเมือง ก็จะเป็นโอกาสให้คนทั่วไปก็สามารถมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ได้อีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าหากประกาศออกไปแล้วว่าจะให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมเลือกหัวหน้าพรรค นี่ย่อมจะเป็นแรงจูงใจที่จะมา สมัครสมาชิกเพิ่มเติม

การชิงจังหวะเดินหน้าไพรมารีโหวตเลือกหัวหน้าพรรคจึงถือเป็นการเร่งออกตัวทำคะแนนและปรับภาพลักษณ์ครั้งสำคัญของประชาธิปัตย์

ยื้อปลดล็อกการเมือง เข้าทาง “บิ๊กตู่” โกยคะแนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/563738

  • วันที่ 10 ก.ย. 2561 เวลา 09:33 น.

ยื้อปลดล็อกการเมือง เข้าทาง "บิ๊กตู่" โกยคะแนน

ยิ่งยังไม่ปลดล็อกทางการเมือง “บิ๊กตู่” ย่อมได้เปรียบกว่าฝ่ายตรงข้ามทุกประตู คาดได้การประชุม ครม.สัญจรจากนี้จะเน้นเจาะพื้นที่สีแดงเป็นหลัก

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จริงๆ แล้วตามโรดแมปคืนประชาธิปไตยให้ประเทศด้วยการเลือกตั้ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องปลดล็อกทางการเมืองให้เกิดขึ้นในระยะที่สามของโรดแมป

ทว่านับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง จนมาถึงวันนี้ คสช.ยังไม่เปิดทางให้พรรคหรือนักการเมืองที่ต้องการลงสนามเลือกตั้งทำกิจกรรมทางการเมืองได้เต็มที่ ยังคงเพียงคลายล็อกเล็กๆ หรือลดระดับกฎเหล็กลงให้ทำกิจกรรมได้บางอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานทางธุรกรรมเล็กๆ น้อยๆ มิใช่งานการเมืองที่เกี่ยวกับการลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งช่วงชิงคะแนนนิยมระหว่างกัน

เหตุผลในการตรึงล็อกทางการเมืองไว้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. อ้างมาโดยตลอดและเป็นเหตุผลที่พูดคล้ายๆ กันเสมอ คือ ประเด็นความมั่นคง เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดแรงกระเพื่อมมีการเคลื่อนไหวทั้งใต้ดินหรือบนดินที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพรัฐบาล และเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของชาติ หรือไม่ก็อ้างว่าต้องรอให้กฎหมายลูก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว.โปรดเกล้าฯ ลงมาก่อน

เหตุผลเหล่านี้ล้วนสร้างความอึดอัดแก่บรรดานักการเมือง ยิ่งนับแต่ “บิ๊กตู่” ประกาศชัดวันเลือกตั้ง 24 ก.พ. 2562 จากกระแสก่อตัวเป็นเหมือนพายุกดดันให้ คสช.ต้องปลดล็อกได้แล้ว เพราะถ้าขืนไปเชื่อตามที่ “บิ๊กตู่” ให้สัญญาไว้ยิ่งแต่จะเสียรังวัดทางการเมืองให้กับพรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตร คสช. ทำให้บรรดานักการเมืองโดยเฉพาะพรรคใหญ่ อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หรือพรรคเพื่อไทย (พท.) ขยับตัวเคลื่อนไหวทวงสัญญาว่าถึงเวลาต้องปลดล็อกได้แล้ว จะถ่วงเวลาไปทำไม

นั่นเพราะช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองจะมีผลบังคับใช้ บีบหัวใจมากเพราะเหลือเวลาเพียง 70 วันเท่านั้น เป็นแบบนี้คงหาเสียงตีตื้นคะแนนนิยม “บิ๊กตู่” ไม่ทันเป็นแน่ อาทิ การหาสมาชิก จัดทำและเสนอนโยบาย เดินสายหาเสียง หรือเปิดเวทีปราศรัย วันเวลาเท่านั้นรับรองคงไม่มีทางตุนคะแนนสู้ “บิ๊กตู่” ได้

ทำให้บรรดานักการเมืองต่างนั่งไม่ติดก้น ยิ่งได้เห็น “บิ๊กตู่” ตะลุยเดินสายหาเสียงเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก แล้วทนไม่ได้ เพราะ “บิ๊กตู่” ประกาศตัวลงการเมืองแล้ว แต่ในฐานะหัวหน้า คสช.กลับไม่ยอมปลดล็อกให้เกิดการแข่งขันเสรีทางการเมือง ทำแบบนี้เหมือนเป็นการเอาเปรียบกันซึ่งหน้า แม้ทุกครั้งที่ “บิ๊กตู่” เดินสายประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จะย้ำเสมอว่า ไม่ได้มาหาเสียง หรือผมไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ คสช. แต่นัยหรือพฤติกรรมทางการเมืองไม่เป็นเช่นนั้น

แต่หากดูช่วง 4 ปี “บิ๊กตู่” ประชุม ครม.สัญจร เริ่มตั้งแต่ ตระเวน 6 พื้นที่ 6 ภูมิภาค เมื่อกลางปี 2560 ประกอบด้วย ภาคเหนือ กลาง อีสาน ใต้ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ปูทางสร้างคะแนนนิยมทุกเส้นทาง หรือจังหวัดที่ลงไปล้วนมีแฝงนัย หรือกลิ่นการเมืองทั้งสิ้น ผ่านการอนุมัติงบประมาณและโครงการต่างๆ ที่สำคัญจับเข่าพูดคุยหารือกับนักการเมืองเจ้าถิ่นในทุกจังหวัดที่ลงไป

เป็นที่น่าสังเกตเมื่อเข้าโค้งสุดท้าย “บิ๊กตู่” เร่งตีปี๊บขยันลงพื้นที่ในภาคเหนือและอีสานเป็นพิเศษ อย่างล่าสุดตั้งเป้าเจาะพื้นที่สีแดงทางการเมืองของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำพรรคเพื่อไทยตลอดกาล โดย 2 เดือนถัดจากนี้ไป เน้นเจาะลงพื้นที่ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 17-18 ก.ย. ลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.เลย และเพชรบูรณ์ เลื่อนมาจาก จ.เชียงราย และพะเยา แต่พอถัดไปเดือน ต.ค. ยังล็อกเป้าลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.เชียงราย กับพะเยาอีก เพราะ “บิ๊กตู่” รู้ดีว่าจังหวัดเหล่านี้ล้วนเป็นฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทย

ที่สำคัญเป็นจังหวะเดียวกับกลุ่มสามมิตร สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ แอบเดินสายเจาะพื้นที่ภาคเหนือและอีสานพอดีเป๊ะ ยิ่ง จ.เลย เจ้าบ้าน “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต สส.เลย พรรคเพื่อไทย กลับใจหันมาแท็กทีมกับกลุ่มสามมิตร ร่วมกันเดินสายหาเสียงกล่อมให้พี่น้องภาคเหนือ เทคะแนนเชียร์ “บิ๊กตู่” กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมๆ กับวิ่งล็อบบี้ดึงอดีต สส.มาร่วมพรรคพลังประชารัฐ เพราะมั่นใจว่าสมัยหน้าได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน มีหรืออดีต สส.ไม่อยากเข้ามาซบไหล่ จึงปรากฏเป็นข่าวว่าอดีต สส.เหนือและอีสานโดนดูดหนักกว่าทุกภาค

คาดการณ์ได้ว่าการประชุม ครม.สัญจร ของ “บิ๊กตู่” จากนี้ไปเน้นเจาะพื้นที่สีแดงเป็นหลัก ยิ่งยังไม่มีการปลดล็อกทางการเมือง “บิ๊กตู่” ย่อมได้เปรียบกว่าฝ่ายตรงข้ามทุกประตู อาทิ การใช้กลไกอำนาจรัฐ หรือการอัดนโยบายและงบประมาณลงไปแก้ปัญหาใหม่ๆ ให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงการได้พื้นที่สื่อในการแสดงวิสัยทัศน์ผ่านการปราศรัยระหว่างตรวจราชการ ทั้งที่เป็นสื่อรัฐ หรือเอกชน โดยไม่มีฝ่ายใดกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เปรียบเหมือนมวยที่ชกชนะแบบไร้คู่ต่อสู้ ดังนั้นเกมยื้อปลดล็อกทางการเมืองขณะนี้เข้าทาง “บิ๊กตู่” เปิดโอกาสโกยคะแนนนิยมไปเต็มๆ คนเดียว