รื้อไพรมารีโหวต ‘วิน-วิน’ทุกฝ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561864

  • วันที่ 24 ส.ค. 2561 เวลา 08:01 น.

รื้อไพรมารีโหวต 'วิน-วิน'ทุกฝ่าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็ชัดเจนเสียทีสำหรับการ ทำไพรมารีโหวต ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยินดีจะใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

“เรื่องไพรมารีโหวตนั้นจะต้องดำเนินการให้ได้ เพราะได้เขียนไว้ในกฎหมาย ในปีแรกจะมีปัญหา แต่จะแก้ไขให้สามารถทำได้ในระดับหนึ่งเพื่อไม่ให้ขัดแย้งกับกฎหมายส่วนจะใช้มาตรา 44 หรือไม่นั้น ยืนยันว่าอะไรมีปัญหาส่วนตัวจะแก้ไขทั้งหมด เพราะเป็นอำนาจตนเองที่ต้องแก้ไขให้สามารถทำงานได้ แม้อาจจะแก้ไขไม่ได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ทำให้เกิดการเลือกตั้งตามที่ทุกคนต้องการและเพื่อให้เกิดความสงบสุข” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เดิมทีในร่างกฎหมายพรรคการเมืองเวอร์ชั่นที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เฉพาะในส่วนของการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นไม่มีหน้าตาเหมือนกับกฎหมายพรรคการเมืองที่กำลังบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

กล่าวคือ กรธ.กำหนดขั้นตอนของการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้ที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมก็จริง แต่ไม่ได้สร้างขั้นตอนที่จุกจิกมากนัก

กรธ.กำหนดเป็นหลักการกว้างๆ ว่า พรรคการเมืองที่ประสงค์ส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หรือบัญชีรายชื่อ ให้รับฟังความคิดเห็นจากสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมือง และในกรณีของ สส.บัญชีรายชื่อยังต้องคำนึงถึงภูมิภาคและความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงด้วย

แต่เมื่อกฎหมายเข้ามายัง สนช. ปรากฏว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญด้วยการกำหนดขั้นตอนและรายละเอียดลงไปพอสมควร เสมือนหนึ่งเป็นการเลือกตั้งจริง เช่น การกำหนดวันเวลาในการลงคะแนน องค์ประชุมของสาขาพรรคการเมือง เป็นต้น

การตัดต่อกฎหมายพรรคการเมืองของ สนช.ในเวลานั้นอยู่บนสมมติฐานที่ว่า คสช.ยังไม่ได้มีความคิดจะลงสนามเลือกตั้ง และยังไม่มีกลุ่มการเมืองใหญ่ที่อุดมไปด้วยกระแสและกระสุนออกมาประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกครั้ง

วัตถุประสงค์ของกฎหมายพรรคการเมือง จึงอยู่บนพื้นฐานของการคุมเข้มพรรคการเมืองทุกตารางนิ้ว ไม่แปลกที่พรรคการเมืองจะออกมาแสดงความไม่พอใจกับการกำหนดเงื่อนไขของการทำไพรมารีโหวต

ทว่า มาถึงเวลานี้สถานการณ์กลับตาลปัตร เนื่องจาก คสช.ต้องการเข้ามาสานงานต่อ และมีกลุ่มการเมืองประกาศพร้อมให้การสนับสนุน แต่เมื่อมองไปถึงกติกาตามกฎหมายพรรคการเมืองที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้วบวกกับคำสั่งหัวหน้า คสช. 53/2560 ที่แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง แทบจะไม่ต่างอะไรกับบูเมอแรง เพราะเป็นกติกาที่ปัญหาให้กับทุกพรรคการเมือง ไม่เว้นแม้แต่พรรคที่ประกาศเชียร์บิ๊กตู่

ด้วยเหตุนี้ การแก้ไขไพรมารีโหวตจึงมาเป็นวาระเร่งด่วนของ คสช. ที่ต้องใช้มาตรา 44 แบบไม่ต้องเสนอร่างกฎหมายแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองเข้า สนช.ให้เสียเวลา ซึ่งการเกมการเมืองของ คสช.ในครั้งนี้เรียกได้ว่าทำให้ทุกฝ่าย “วิน-วิน” กันเลยทีเดียว

1.พรรคการเมืองหลุดกับดัก ต้องยอมรับว่ากฎหมายพรรคการเมืองในปัจจุบันสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองไม่น้อย เนื่องจากเวลานี้ คสช.ยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลเป็นลูกโซ่ตามมาอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดนโยบายพรรคการเมือง การหาสมาชิกพรรคเพิ่มเติมสำหรับการทำไพรมารีโหวต

เมื่อ คสช.ยอมคลายล็อกพร้อมกับแก้ไขไพรมารีโหวต แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าหน้าตาของการทำไพรมารีโหวตเวอร์ชั่น คสช.จะเป็นอย่างไร แต่แน่นอนว่าย่อมเป็นคุณแก่ทุกพรรคการเมือง รวมไปถึงพรรคที่สนับสนุน คสช.ด้วย

2.ลดกระแสกล่าวหายื้อเลือกตั้ง ที่ผ่านมาการที่ คสช.ไม่ยอมปลดหรือคลายล็อกให้กับพรรคการเมือง ทำให้คสช.ถูกมองว่าต้องการคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชนหรือไม่ ยิ่งนานวันเข้า กระแสที่เคยเป็นเสียงสนับสนุนเปลี่ยนเป็นอื่น แทนที่ คสช.และรัฐบาลจะมีเวลาและสมาธิในการสร้างผลงาน กลับต้องมาคอยตอบคำถามถึงความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ดังนั้น ทันทีที่ คสช.ยอมแก้ปัญหาไพรมารีโหวตและยอมให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้บางส่วน ย่อมส่งผลดีต่อ คสช.เอง เพราะจะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องคอยตอบคำถามเรื่องโรดแมปมากเหมือนกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

3.พรรคการเมืองลดราวาศอกกับ คสช. อาจเป็นประโยชน์ที่ คสช.เห็นว่าน่าจะได้รับอยู่แล้ว ภายหลัง คสช.ยอมแก้ไขไพรมารีโหวตและคลายล็อกการเมือง

แน่นอนว่า ถ้าพรรคการเมืองได้รับโอกาสในการกลับมาทำกิจกรรมทางการเมืองเมื่อไหร่ แม้จะยังขยับตัวไม่ได้ 100% แต่ย่อมทำให้พรรคการเมืองกลับมาทุ่มเทกับการบริหารจัดการตนเองเพื่อให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งนั่นหมายถึงการลดราวาศอกในการทะเลาะกับ คสช.ไปอีกนาน

ที่สุดแล้ว หมากเกมนี้ของ คสช. จึงมีแต่ได้กับได้กับทุกฝ่าย ถึงจะได้ไม่เท่ากันก็ตาม

อภินิหาร “ยุบพรรค” ไม้ตายพิฆาต เพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561776

  • วันที่ 23 ส.ค. 2561 เวลา 13:33 น.

อภินิหาร "ยุบพรรค" ไม้ตายพิฆาต เพื่อไทย"

ทันทีที่เสียงระฆังเลือกตั้งดังขึ้น แน่นอนว่าประเด็นการยุบพรรคการเมืองจะถูกหยิบขึ้นมาท้าทายพรรคเพื่อไทยแน่นอน

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่านับตั้งแต่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ 5 คนอย่างเป็นทางการ จะพบว่าการเมืองเริ่มมีความชัดเจนเป็นระยะ

โดยเฉพาะการกำหนดวันเลือกตั้ง ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันว่า ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ซึ่งสอดรับกับผลการประชุมร่วมกันระหว่าง กกต.และรัฐบาลก่อนหน้านี้

“ยืนยันว่าจะพยายามให้มีการเลือกตั้ง สส.ภายในเดือน ก.พ. 2562 แต่ถ้ามันทำไม่ได้ตามนั้น จึงจะมาพิจารณากันอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าไม่มีการเลื่อนการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น ส่วนการผ่อนปรนหรือผ่อนคลายล็อกทางการเมืองนั้น ในเดือน ก.ย.จะมีมาตรการปลดล็อกบางเรื่องให้พรรคการเมืองและ กกต.สามารถดำเนินการได้” คำยืนยันจากนายกฯ

ต้องยอมรับว่าเหตุหนึ่งที่รัฐบาลต้องออกมายืนยันความชัดเจนในเรื่องของการเลือกตั้ง เป็นเพราะต้องการลดกระแสต่อต้านที่เข้ามากดดันรัฐบาลและ คสช.เป็นระยะ

การทำงานตลอด 4 ปีของ คสช.กำลังกลายเป็นปัญหาที่จะมาพันตัวเอง ภายหลังผลงานของรัฐบาลหลายเรื่องยังไม่เข้าเป้าและเข้าตาประชาชนมากนัก ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหลายสำนักที่ระบุตรงกันว่าต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชน

ท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้า ประกอบกับจังหวะที่กำลังมีการดูดอดีต สส.เพื่อมาเป็นฐานสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ย่อมมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพยายามหาเครื่องมือทางการเมืองอะไรก็ได้ในการเข้ามาช่วยลดแรงเสียดทาน เพื่อไม่ให้กระทบคะแนนความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ในระยะยาว

การประกาศเรื่องกำหนดกรอบเวลาการเลือกตั้ง จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ว่านั้น

เส้นทางการเมืองจากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง แน่นอนว่าย่อมมีสถานการณ์และเหตุการณ์ที่จะเป็นปัจจัยทางการเมือง เช่น ความชัดเจนเกี่ยวกับการทำไพรมารีโหวต ซึ่งทุกพรรคการเมืองต่างพยายามส่งสัญญาณกดดันให้ คสช.เข้ามาแก้ไขในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ทำไพรมารีโหวตเป็นรายภาคหรือชะลอการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวออกไปก่อน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจและอาจมีผลอย่างมหาศาลในทางการเมือง คือ การยุบพรรคการเมือง ในประเด็นนี้เริ่มมีคนของพรรคเพื่อไทยจุดประเด็นเพื่อดักทางให้เห็นกันบ้างแล้ว

“บทบาทของพรรคการเมืองต่อการแก้ปัญหาเรื่องถูกจำกัดสิทธิหรือโอกาสทางการเมืองนั้น คิดว่าทุกพรรคต้องมีหลักการร่วมกัน คือ ผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งที่โปร่งใส ยุติธรรม ไม่ใช้วิธีสกปรก เช่น ยุบพรรค แจกใบแดง หรือใช้กฎหมายกลั่นแกล้งคู่แข่งทางการเมือง รวมถึงทุกพรรคต้องร่วมกันแก้ไขสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย” ขัตติยา สวัสดิผล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุ

ประเด็นเรื่องการยุบพรรคการเมืองนั้นเริ่มมีการพูดถึงกันมาบ้าง นับตั้งแต่ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายอีกครั้ง พร้อมกับมีความเคลื่อนไหวของอดีต สส.พรรคเพื่อไทยหลายคนเดินทางไปพบที่ต่างประเทศ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดที่มีโทษถึงยุบพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

โดยมาตรา 28 ของกฎหมายดังกล่าวกำหนดว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํา กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม”

การทำผิดตามมาตรา 28 จะมีโทษถึงยุบพรรคการเมือง ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็มีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบตามมาตรา 28 ซึ่งเดิมทีในอดีตพรรคเพื่อไทยเคยถูกตรวจสอบเกี่ยวกับกรณีการมีตัวแทนเชิดมาแล้ว แต่ กกต.ในขณะนั้นมีความเห็นให้ยกข้อหาดังกล่าวไป เนื่องจากกฎหมายไม่ได้บัญญัติครอบคลุมในเรื่องดังกล่าว

แต่ในปัจจุบันกฎหมายพรรคการเมืองครอบคลุมไปถึงเรื่องนอมินีเป็นการเฉพาะ ดังนั้นการขยับตัวของทักษิณอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมมีผลต่อพรรคเพื่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้การใช้ทักษิณเป็นธงนำในการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย อย่าง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” คงดำเนินการได้ลำบาก

ไม่เพียงเท่านี้ ผลของการยุบพรรคนั้นมีผลสาหัสพอสมควร เพราะการตั้งพรรคการเมืองตามกฎหมายพรรคการเมือง ไม่ได้ทำได้ง่ายเหมือนในอดีต ทั้งในเรื่องการหาสมาชิกพรรค การชำระค่าสมาชิก หรือเงินทุนประเดิมของพรรค

ยิ่งไปกว่านั้น หากกฎหมายพรรคการเมืองยังคงมาตรการทำไพรมารีโหวตเอาไว้ และเกิดเหตุการณ์ยุบพรรคกลางสนาม ภายหลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง เท่ากับว่าโอกาสที่ผู้สมัคร สส.จะหาพรรคสังกัดใหม่ก็อาจจะไม่ทัน เนื่องจากกฎหมายพรรคการเมืองกำหนดให้พรรคการเมืองต้องทำไพรมารีโหวตก่อนส่งผู้สมัคร สส.

แม้ชนวนเหตุของการยุบพรรคการเมืองจะยังไม่เป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ แต่ทันทีที่เสียงระฆังเลือกตั้งดังเมื่อไหร่ แน่นอนว่าประเด็นการยุบพรรคการเมืองจะถูกหยิบขึ้นมาท้าทายพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน

คลายล็อกการเมือง ตัดขาไม่ให้หาเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561646

  • วันที่ 22 ส.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

คลายล็อกการเมือง ตัดขาไม่ให้หาเสียง

การที่คสช.ให้แค่คลายล็อกการเมืองนั้น หนีไม่พ้นเหตุผลเบื้องหลังทางการเมือง ซึ่งนั่นหมายถึงการยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองขยับหาเสียง

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่านับตั้งแต่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 5 คน จากทั้งหมด 7 คนอย่างเป็นทางการ จะเห็นได้ว่าไม่ค่อยมีประเด็นเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้งมาเป็นวิวาทะทางการเมืองเท่าใดนัก ในทางกลับกันดูเหมือนว่ารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยินดีให้ประเทศเปลี่ยนผ่านตามโรดแมปด้วยความยินดี

ดังเห็นได้จากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ในระยะหลังยืนยันว่ามีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน รวมถึงการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐบาลและ กกต.เพื่อจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 ส.ค. ภายหลัง กกต.เพิ่งรับตำแหน่งมาสดๆ ร้อนๆ

ในส่วนของการประชุมร่วมระหว่าง กกต.และรัฐบาลนั้นมีประเด็นน่าสนใจไม่น้อย เพราะมีการส่งสัญญาณถึงกระบวนการคลายล็อกให้กับพรรคการเมืองให้เห็นออกมาแล้ว โดยจากการเปิดเผยของ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ส.ค. สามารถสรุปออกได้เป็นประเด็น ดังนี้

1.คาดว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษากลางเดือน ก.ย.

2.ให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้ 6 กิจกรรม โดยที่ไม่ต้องขออนุญาตจาก คสช. หรือเรียกว่า “คลายล็อก” เช่น การจัดประชุมใหญ่เพื่อรับสมาชิกใหม่ และการทำในสิ่งที่คล้ายการทำไพรมารีโหวตที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นต้น

3.เตรียมแก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 หรือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพื่อคลายล็อกให้ทำกิจกรรรมการเมือง

4.ปัญหาเกี่ยวกับการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง จะเป็นหน้าที่ของ กกต.ชุดใหม่ในการเข้าพิจารณาความถูกต้องและเหมาะสม

5.การกำหนดวันเลือกตั้ง คสช.และ กกต.จะหารือให้เกิดความชัดเจนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม จากสัญญาณที่ส่งออกมาจะพบว่ามีการกั๊กจากฝ่ายรัฐบาลและ คสช.อยู่พอสมควร เนื่องจากยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองประชุมเพื่อกำหนดนโยบายพรรคการเมืองที่จะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำหรับการเลือกตั้ง

เหตุผลที่รัฐบาลยังไม่ปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองแบบ 100% เพราะมองว่ากรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้นั้นเพียงพอต่อการหาเสียงของพรรคการเมืองอยู่แล้ว

“กรอบเวลา 150 วัน จะไม่รวมการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง และเป็นระยะเวลาที่เพียงพอต่อการหาเสียงของพรรคการเมือง หากจัดการเลือกตั้งเร็วสุดในวันที่ 24 ก.พ. 2562 พรรคการเมืองก็มีเวลาหาเสียงไม่แตกต่างจากการเลือกตั้งในอดีต แต่ถ้าจัดเลือกตั้งช้าสุดในเดือน พ.ค.ก็จะมีเวลาหาเสียงมากกว่าการเลือกตั้งในอดีตทุกครั้งที่ผ่านมาที่จะมีเวลาหาเสียงจริงประมาณ 30 วันเท่านั้น” การเปิดเผยของรองนายกฯ วิษณุ

แต่แน่นอนว่าการออกลูกกั๊กของ คสช.ที่ให้แค่การคลายล็อกนั้น หนีไม่พ้นการมีเหตุผลเบื้องหลังทางการเมือง ซึ่งนั่นหมายถึงการยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองขยับตัวในการหาเสียง

เวลานี้ต้องยอมรับว่าเป็นจังหวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะตัวเต็งนายกฯ คนต่อไปกำลังเก็บคะแนนทางการเมืองให้กับตัวเองอยู่ โดยเฉพาะการเดินสายประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ค่อนข้างถี่ในทุกภูมิภาค

โดยแต่ละพื้นที่ที่ ครม.ลงไปประชุมนั้น จะมีอดีต สส.คอยให้การต้อนรับ พร้อมกับอนุมัติงบประมาณหรือโครงการพัฒนาระยะยาวให้กับพื้นที่ ซึ่งเป็นเหมือนช่วงปลายรัฐบาลของนักการเมืองทุกรัฐบาลที่ต้องเน้นหาเสียงกันอย่างหนักในช่วงใกล้หมดวาระ

ประจวบเหมาะกับจังหวะที่พรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองกำลังอ่อนแรงพอสมควร โดยเฉพาะกับทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ สองพรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นตัวเต็งในการเลือกตั้ง ทำให้เป็นโอกาสดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้โอกาสนี้เดินหน้าเก็บแต้มให้เต็มที่

โอกาสทองแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ในทางการเมือง เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลไม่มีฝ่ายค้านเป็นหอกข้างแคร่ เวลาเดินทางไปไหน เจอแต่ดอกไม้คอยรอรับอยู่ เรียกได้ว่าชกอยู่ข้างเดียว จึงไม่แปลกที่รัฐบาลยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองหาเสียง

การปล่อยให้พรรคการเมืองเริ่มทำนโยบายหาเสียงได้ ย่อมไม่ต่างอะไรกับการปล่อยเสือเข้าป่า ต้องไม่ลืมว่าแม้เวลานี้จะมีบางฝ่ายคอยสนับสนุน คสช.ในทางการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ปฏิเสธ คสช.เช่นกัน

ยิ่งในภาวะที่ คสช.เองยังไม่มั่นใจว่าผลงานที่ตัวเองทำมานั้นจะเพียงพอต่อการซื้อใจประชาชนหรือไม่ด้วยแล้ว ย่อมไม่มีทางให้พรรคการเมืองมีเสรีภาพในการหาเสียงได้เต็มที่ เพราะเมื่อพรรคการเมืองสามารถออกนโยบายทางการเมืองได้เมื่อไหร่ สายตาของสังคมที่เคยมุ่งอยู่กับผลงานของ คสช.จะหันมาที่พรรคการเมืองทันที

พื้นที่ทางสังคมที่ คสช.กำลังคุมอยู่ จะต้องถูกแบ่งมาให้กับพรรคการเมือง มิหนำซ้ำนโยบายของพรรคการเมืองที่ออกมานั้นย่อมจะถูกนำไปเปรียบกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่กำลังดำเนินการอยู่

ด้วยสภาพแบบนี้จะส่งผลให้ คสช.และรัฐบาลต้องเจอกับสถานการณ์เสมือนมีพรรคฝ่ายค้านในสภาไปโดยปริยาย ย่อมไม่เป็นผลดีกับ คสช.อย่างแน่นอน

ดังนั้น การตีกรอบพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

โรดแมปขยับยาก เลือกตั้งมาตามนัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561536

  • วันที่ 21 ส.ค. 2561 เวลา 13:36 น.

โรดแมปขยับยาก เลือกตั้งมาตามนัด

ภาพรวมสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ พอสรุปได้ว่าการเลือกตั้งน่าจะมาตามนัด เว้นเสียแต่ คสช.จะหักด้ามพร้าด้วยเข่า

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทันทีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 5 คนที่นำโดย “อิทธิพร บุญประคอง” ประธาน กกต. เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าการเมืองกลับมามีความเคลื่อนไหวทันตา ภายหลัง กกต.ได้ประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการได้มาซึ่ง สว.ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลักๆ ที่ กกต.มีการติวเข้มกันนั้นส่วนใหญ่จะหนักไปในเรื่องของการเลือกตั้ง สส. ไม่ว่าจะเป็น “การแบ่งเขตเลือกตั้ง สส.” ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองกำลังจับตาอย่างเข้มข้น เนื่องจากมีส่วนได้เสียต่อพรรคการเมืองโดยตรง โดยจะเป็นแผนที่ทางการเมืองของพรรคการเมืองว่าแต่ละจังหวัดจะมี สส.เท่าใด เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการหาเสียง หรือจะเป็น “การทำไพรมารีโหวต”อันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่พรรคการเมืองก็กำลังปวดหัวอยู่เช่นกัน เป็นเพราะเวลานี้ คสช.เองยังไม่ปลดล็อกให้ทำกิจกรรมได้เต็มที่

ส่วนการดำเนินกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว. ทาง กกต.ยังไม่ได้เน้นอะไรเป็นพิเศษ เพราะด้วยตัวระบบของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.และรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ คสช.เข้ามาคัดเลือก สว.เข้าสภาในขั้นตอนสุดท้าย ดังนั้น หน้าที่ของ กกต.ต่อเรื่องนี้ จึงมีเพียงแค่การทำหน้าที่ควบคุมไม่ให้ผู้สมัคร สว.ตุกติกเท่านั้น เพื่อนำบัญชีรายชื่อที่ผู้สมัคร สว.เลือกได้กันเองไปให้ คสช.คัดอีกครั้ง ไม่ได้มีงานยุ่งยากมากนักเมื่อเทียบกับการจัดการเลือกตั้ง สส.

แต่ความเคลื่อนไหวของ กกต.ที่ทำให้หลายฝ่ายต่างหูผึ่ง คือ การประกาศวันลงคะแนนเลือกตั้งเป็นวันที่ 24 ก.พ. 2562

“การเลือกตั้ง สส.คาดว่าจะมีการประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง สส. วันที่ 4 ม.ค. 2562 และเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 จากการพูดคุยกับ คสช.ที่ผ่านมา ขอให้เราแบ่งเขต 60 วัน ทำไพรมารีโหวต 30 วัน

การแบ่งเขตทุกจังหวัดเตรียมการไว้เบื้องต้นแล้ว แต่เป็นการแบ่งตามจำนวนราษฎรเมื่อปี 2559 ขณะนี้กรมการปกครองได้ประกาศจำนวนราษฎรปี 2560 แล้ว จึงขอให้ทุกจังหวัดกลับไปพิจารณาเรื่องแบ่งเขตให้สอดคล้องกับจำนวนราษฎรที่มีการประกาศใหม่” เป็นปฏิทินที่ ณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการ กกต. ระบุ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้น คสช.หรือแม้แต่ กกต.ก็ได้ออกมาปฏิเสธว่าวันที่ 24 ก.พ. 2562 ยังไม่ใช่วันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่เป็นเพียงตุ๊กตาเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายเงื่อนไขที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปตามวันดังกล่าว โดยเฉพาะการปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม

แต่กระนั้น ถ้าจะนับนิ้วมือเพื่อคำนวณวันเลือกตั้งกันจริงๆ ต้องยอมรับว่าวันเลือกตั้งจะอยู่ในกรอบช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562

กล่าวคือ หากช่วงกลางเดือน ก.ย. ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาจะเริ่มนับวันเลือกตั้งภายใต้สูตร “90+150=วันเลือกตั้ง” ทันที โดยเมื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะต้องรอเวลาอีก 90 วันเพื่อให้กฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับสมบูรณ์ 100% จากนั้นจะเริ่มนับไปอีก 150 วันเพื่อเป็นวันที่ประชาชนจะถือบัตรประชาชนเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง

จากตัวเลขดังกล่าวเมื่อนำมาคิดแล้วจะประมาณ 240 วัน หรือราว 8 เดือน ซึ่งจะไปอยู่ที่เดือน พ.ค. 2562 ดังนั้น หากกฎหมายประกาศใช้เมื่อไหร่ โรดแมปเลือกตั้งน่าจะเป็นไปตามนี้

ทว่า การเลือกตั้งที่ว่าน่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ ก็อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอาการขันหมากรอเก้อได้เช่นกัน

สถานการณ์การเมืองในเวลานี้มีการแบ่งทางความคิดออกเป็นสองฝ่าย ได้แก่ 1.ฝ่ายอยากให้เลือกตั้ง และ 2.ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้เกิดการเลือกตั้งในขณะนี้ ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างอ้างเหตุผลมาสนับสนุนความคิดของตัวเอง

ฝ่ายอยากเลือกตั้ง มองว่าถึงเวลาที่ต้องคืนประชาธิปไตยให้กับประเทศไทย เพื่อไม่ให้ต่างชาติใช้เงื่อนไขความไม่เป็นประชาธิปไตยมากดดันทางเศรษฐกิจกับประเทศไทย ส่วนอีกฝ่ายยังไม่ต้องการเลือกตั้ง เพราะเห็นว่าประเทศไทยยังไม่มีความสงบทางการเมืองอย่างแท้จริง

เมื่อโฟกัสไปที่ คสช.แล้วจะพบว่า คสช.ให้น้ำหนักกับความสงบพอสมควร ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.หลายครั้งในทำนองว่ายินดีจะให้ประเทศเข้าสู่การเลือกตั้ง แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขของความสงบ

แต่กระนั้น ถ้า คสช.อยากจะเลื่อนเลือกตั้งจริงๆ ก็ทำได้ โดยแค่เพียงใช้มาตรา 44 หรือให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส. เพื่อยืดเวลาการให้มีผลใช้บังคับเพิ่มเติมออกไปอีก จากเดิมที่กำหนดไว้ 90 วัน

การแก้ไขกฎหมายไม่ได้เป็นเรื่องยากสำหรับ คสช. เพราะ สนช.ก็พร้อมจะสนองรับความต้องการของ คสช. แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ความชอบธรรมทางกฎหมายอย่างเดียว

ส่วนความชอบธรรมทางการเมืองนั้นภายใต้สถานการณ์ขณะนี้ คสช.อาจมีไม่มากพอที่จะทำเรื่องใหญ่อย่างนั้น เพราะเพียงแค่ สนช.จะแก้ไขกฎหมาย กกต.ของ สนช.ยังล่มไม่เป็นท่า ภายหลังเจอแรงต้านหนัก คงไม่ต้องบอกว่าถ้าเลื่อนเลือกตั้งแล้ว คสช.จะเจออะไรบ้าง

ที่สุดแล้ว การเลือกตั้งน่าจะมาตามนัด เว้นเสียแต่ คสช.จะหักด้ามพร้าด้วยเข่า

ปั่นป่วนวุ่นวาย ปัจจัยเดียวล้มเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561387

  • วันที่ 20 ส.ค. 2561 เวลา 09:38 น.

ปั่นป่วนวุ่นวาย ปัจจัยเดียวล้มเลือกตั้ง

เงื่อนไขเรื่องความปั่นป่วนวุ่นวายที่จะเป็นชนวนไปถึงขั้นเกิดความรุนแรงอาจเป็นเหตุผลที่เหลืออยู่เพียงเหตุผลเดียวที่มีน้ำหนักเพียงพอถึงขั้นทำให้เลื่อนการเลือกตั้ง

***********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ไม่แปลกที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมาแสดงความคิดความเห็นไม่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 พร้อมระบุว่าปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวที่ดำเนินอยู่ขณะนี้เป็นเพียงแค่​ “เผาหลอก” เท่านั้น

“เราเช็กดูรู้ว่าพรรคการเมืองเขาเตรียมการหรือกำหนดการเลือกตั้งจริงหรือเปล่า คือที่เดินอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เผาหลอกกันทั้งนั้น เพราะว่าในแวดวงการเมืองมันไม่ได้มีความลับอะไร แต่ละพรรคการเมืองไม่มีใครขยับจริง” จตุพร กล่าว​

ในเมื่อเสียงสะท้อนจากบรรดาคนการเมืองหลายๆ คนยังไม่มีใครปักใจเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2562 อย่างที่คนในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกมายืนยันว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามโรดแมป

ประเมินจากสัญญาณก่อนหน้านี้หลายคนเชื่อว่าหากฝั่ง คสช.ยังไม่มั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งก็คงยากจะเกิดขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อเลือกตั้งแล้วขั้วอำนาจเก่ากลับมามีอำนาจเหมือนที่ผ่านมา นอกจากจะทำให้สิ่งที่ คสช.ทำมาตลอด 4 ปี ต้องสูญเปล่าแล้วยังอาจเกิดปรากฏการณ์ไล่เช็กบิลภายหลังด้วย

แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วความพยายามต่างๆ ทั้งการเร่งสร้างฐานเสียงในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะด้วยการ “ดูด” ซึ่งขยายวงกว้างและหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการดำเนินการของ “กลุ่มสามมิตร” ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเอาเปรียบคู่แข่งคนอื่นๆ ที่ยังถูกล็อกจากคำสั่ง คสช.ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว

อีกด้านหนึ่งที่ผ่านรัฐบาล คสช.เร่งสร้างผลงานผ่านโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่หลายระลอก เจาะจงช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร ซึ่งถือเป็นฐานเสียงส่วนใหญ่ของคนในประเทศอันจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงเลือกตั้งในอนาคต

โค้งสุดท้ายยังเห็นการตระเวนเดินสายลงพื้นที่จัด ครม.สัญจร ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง เจาะพื้นที่ของกลุ่มการเมืองพรรคต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมอนุมัติหลักการเห็นชอบตามความต้องการของคนในพื้นที่ที่ชงเรื่องขึ้นมาถึงรัฐบาลได้โดยตรง

แต่ว่าทั้งหมดยังไม่เพียงพอที่จะดึงคะแนนเสียงให้กับพรรคของ คสช. จนจะสามารถชนะการเลือกตั้ง หรือมีคะแนนเสียงเพียงพอจะใช้กลไกตัวช่วยอย่าง 250 สว.เฉพาะกาลเข้ามาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี

​ทำให้สัญญาณเลือกตั้งยังไม่มีความชัดเจนหรือทำให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นแน่นอน ​

ยิ่งหากย้อนกลับไปดูท่าทีกลับไปกลับมาจากคนใน คสช.และแม่น้ำ 5 สาย ตลอดจนพฤติกรรมที่ผ่านมาจนมีผลให้กำหนดการเลือกตั้งต้องขยับออกไปหลายรอบแล้ว ล้วนแต่ทำให้ปักใจเชื่อได้ยากว่าจะไม่มีการบิดพลิ้วหรือมีความพยายามยื้อการเลือกตั้งออกไปเหมือนที่ผ่านมาอีก

ทั้งที่ในแง่ความเป็นไปได้​แล้ว “ปัจจัย” ที่จะมีน้ำหนักเพียงพอถึงขั้นจะทำให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปนั้น แทบจะไม่เหลือให้หยิบยกมาอ้างได้แล้ว แต่หากจะเลื่อนจริงก็สามารถไปหาเหตุผลมาอธิบายได้อยู่ดี

ล่าสุด “เงื่อนไข” ที่หลายคนเป็นห่วงกันว่าจะถูกหยิบยกมาเป็นเหตุผลขอเลื่อนการเลือกตั้งออกไป อย่างการเข้าชื่อของสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) เพื่อเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ถูกถอนออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จากเดิมที่ สนช.จำนวนหนึ่งพยายามเข้าไปล้มกระบวนการสรรหา “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างที่ กกต.ชุดก่อนหน้านี้ ได้เริ่มต้นกระบวนการไปเป็นที่เรียบร้อยและมีผู้เห็นว่าจากรายชื่อที่ปรากฏนั้นดูจะไม่เข้าตาและอาจมีปัญหาต่อไปในอนาคต

ระหว่างที่กำลังเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ไปจนถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของการออกมาเคลื่อนไหวที่เข้าข่ายจะหาเหตุให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปหรือไม่ สุดท้าย สนช.กลุ่มนี้ก็ได้ขอถอนร่างออกไป หลังจากมีการโปรดเกล้าฯ ตั่งแต่ กกต. 5 คน ใหม่เป็นที่เรียบร้อย

ที่สำคัญการเริ่มต้นเข้ามาทำหน้าที่ของ กกต.ใหม่ทั้ง 5 คนนั้นยังเป็นการตัดตอนปัญหาอื่นๆ ที่หลายฝ่ายเป็นห่วงออกไปโดยเฉพาะในแง่การปฏิบัติงานช่วงรอยต่อของ กกต.ชุดเก่าและชุดใหม่ อันอาจเป็นเหตุให้ถูกหยิบยกไปเป็นเหตุผลสำหรับการเลื่อนเลือกตั้ง

แต่เมื่อทั้งสองปมปัญหาถูกปลดสลักเรียบร้อย เหตุผลที่จะทำให้เลื่อนเลือกตั้งจึงแทบไม่เหลือให้หยิบยกมาอ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเสียทีเดียว โดยเฉพาะกับปัจจัยเรื่องความปั่นป่วนวุ่นวายที่ถูกพูดถึงมาตลอด

สัญญาณล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โชา นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า “ปีหน้าก็ต้องเลือกอย่างไรก็ต้องเลือก เว้นแต่มันจะตีกันจนเลือกไม่ได้ หรือจะตีกันแล้วก็เลือกตั้งกันไป เลือกก็เลือกสิ คราวก่อนก็ตีกันมาครั้งหนึ่งแล้ว ตนก็หวังว่ามันจะไม่มีเกิดขึ้นอีก เพราะไม่ได้อยากจะให้เลือกตั้งถ้ายังตีกัน แต่ถ้าอยากจะเลือกก็เลือกกันไป”

เงื่อนไขเรื่องความปั่นป่วนวุ่นวายที่จะเป็นชนวนไปถึงขั้นเกิดความรุนแรงจึงอาจจะเป็นเหตุผลที่เหลืออยู่เพียงเหตุผลเดียวที่มีน้ำหนักเพียงพอถึงขั้นทำให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ เพราะความวุ่นวายดังกล่าวจะต้องส่อเค้ารุนแรง ไม่ใช่แค่การด่าพอ โต้เถียงกันไปมา ซึ่งถือเป็นปกติที่ในสังคมย่อมจะมีความเห็นต่างกันได้

ทั้งหมดจึงต้องจับตาดูว่าจากนี้ต่อไปจะมีเหตุปัจจัยอะไรเกิดขึ้นจนจะเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปหรือไม่

5 ปมร้อน รอพิสูจน์ฝีมือ’กกต.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561114

  • วันที่ 17 ส.ค. 2561 เวลา 08:27 น.

5 ปมร้อน รอพิสูจน์ฝีมือ'กกต.'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดก็ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ จำนวน 5 คน จากทั้งหมด 7 คน อันเป็น กกต.ชุดแรกสเปกเทพตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลให้ กกต.ชุดปัจจุบันต้องสิ้นสุดการทำหน้าที่ไปโดยปริยาย

กกต.ชุดใหม่ จำนวน 5 คน ประกอบด้วย 1.อิทธิพร บุญประคองประธาน กกต. 2.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ 3.ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย4.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี และ 5.ปกรณ์ มหรรณพ เป็น กกต. ส่วนที่เหลืออีก 2 คน ที่มาจากคณะกรรมการสรรหานั้นคาดว่าน่าจะได้ตัวบุคคลอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ กกต.ใหม่ป้ายแดงจะมีเพียงแค่ 5 คน ไม่ครบ 7 คน ตามรัฐธรรมนูญ แต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.กำหนดให้ กกต.ที่มีอยู่ 5 คน สามารถเป็นองค์ประชุมและทำหน้าที่ตามกฎหมายได้

เท่ากับว่าการทำงานของ กกต.กำลังนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ เมื่อดูสถานการณ์เวลานี้แล้วมีอย่างน้อย 5 เรื่อง ที่กำลังรอพิสูจน์ฝีมือการทำงานของ กกต.

1.การสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง เป็นกลไกและเครื่องมือใหม่ที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.สร้างขึ้นมา เพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับ กกต.ในการตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้ง จากเดิมที่ใช้ระบบ กกต.จังหวัด แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใดนัก แถมยังมีปัญหาว่า กกต.จังหวัดตามกฎหมายฉบับเก่ายังไปใช้อำนาจสร้างอิทธิพลในพื้นที่ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง

โดยออกแบบให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งมีวาระการทำหน้าที่ที่ไม่นานมากนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ไปใช้อำนาจในทางที่ มิชอบ ซึ่ง กกต.ที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งไปได้เริ่มกระบวนการสรรหาไปแล้วทั้งสิ้น 616 คน และอยู่ในระหว่างการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีผู้ที่ผ่านการสรรหาคนใดบ้างที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายก่อนจะลงนามรับรองต่อไป

งานนี้ กกต.ชุดใหม่ จะเข้ามาทำหน้าที่กลั่นกรองและตรวจสอบในขั้นสุดท้าย เพื่อให้ได้คนที่สามารถไว้วางใจได้มากที่สุด แน่นอนว่าย่อมได้เห็นกระบวนการคัดกรองแบบเข้มข้นมากที่สุด เพราะ กกต.ชุดนี้จะเข้ามาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 5 ปี จึงต้องการให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด

2.การทำไพรมารีโหวต แม้เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับ กกต.โดยตรง เพราะเป็นภาระของพรรคการเมืองที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย มิเช่นนั้นจะ ไม่สามารถสมัครลงเลือกตั้งได้ แต่ กกต.มีหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าภาพในการเข้ามาตรวจสอบความสุจริตของการทำไพรมารีโหวต ไม่ว่าที่สุดแล้วการทำ ไพรมารีโหวตจะเป็นแบบรายจังหวัดหรือรายภาคก็ตาม

การเข้ามาดูเรื่องนี้ของ กกต. มีผลต่อพรรคการเมืองพอสมควร หาก กกต.เข้ามาตรวจสอบและพบความ ไม่ชอบมาพากล จะมีผลให้ผู้สมัครและกรรมการบริหารพรรคการเมือง ดังกล่าวต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งด้วย ซึ่งเป็นบทลงโทษที่สาหัสพอสมควรตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

3.ตรวจสอบพลังดูดและยุบพรรค เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เริ่มมีฝ่ายการเมืองบางพรรคได้ออกมาเรียกร้องให้ กกต.เข้ามาตรวจสอบ ภายหลังกลุ่มสามมิตรใช้โอกาสที่ตัวเองยังไม่ได้มีสถานะในทางการเมืองเดินสายทาบทามอดีต สส.ให้เข้ามาอยู่ในสังกัด ทั้งๆ ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ได้ปลดล็อกให้สามารถทำกิจกรรมทางการเมือง

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่น่าจับตาว่า กกต.ชุดนี้ที่เกิดมาในยุคของ คสช.จะตัดสินใจอย่างไรต่อไป

ไม่เพียงแต่เรื่องดูดอดีต สส.เท่านั้นที่เป็นเผือกร้อนของ กกต. เพราะยังมีกรณีของพรรคเพื่อไทยที่กำลังรอให้ กกต.ชุดนี้เข้ามาตรวจสอบเช่นกัน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็นว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะชนะการเลือกตั้ง อันเป็นประเด็นที่อาจนำมาซึ่งการตรวจสอบของ กกต.ว่าเข้าข่ายกรณีที่คนนอกพรรคการเมืองเข้ามาครอบงำพรรคการเมืองหรือไม่ ซึ่งมีบทลงโทษพรรคการเมืองตามเช่นกัน

4.สรรหา สว. วุฒิสภาชุดแรกตามบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญจะมีจำนวน 250 คน แบ่งเป็น 200 คน จากการสรรหาของ คสช. ส่วนที่เหลือจะได้มาจากการเลือกกันเองของ ผู้สมัครตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ก่อนมาให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คน

ในส่วนของการเลือก 50 คนนี่เองที่ กกต.จะเข้ามากำกับดูแลให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าวุฒิสภาชุดใหม่จะเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบรัฐบาลทั้งในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ คสช.ต้องการได้คนที่ คสช.ไว้ใจได้มาเป็น สว. ดังนั้น กกต.จะเป็นกลไกหลักที่จะเข้ามาสกรีน สว.ในเบื้องต้นก่อนไปถึงมือของ คสช.

5.คุมนโยบายรัฐบาล รัฐธรรมนูญได้ออกแบบให้ กกต.เข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลให้อยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ประกอบกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.มาตรา 48 ยังบัญญัติให้ กกต.มีอำนาจสอบสวนการใช้จ่ายเงินแผ่นดินที่มีพฤติการณ์อันอาจทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ตลอด 7 ปี การทำหน้าที่ของ กกต.นับจากนี้ไปนั้นกำลังมีงานใหญ่รออีกมาก ซึ่งมาพร้อมกับบทพิสูจน์ความเป็นกลางขององค์กรอิสระอย่าง กกต.

‘บิ๊กป้อม’พ้น คตช. พยุงภาพเอาจริงปราบทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561102

  • วันที่ 17 ส.ค. 2561 เวลา 06:57 น.

'บิ๊กป้อม'พ้น คตช. พยุงภาพเอาจริงปราบทุจริต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับว่ามีนัยทางการเมืองสูงจนอาจส่อเค้าเกิดเป็นรอยร้าวรุนแรงขึ้นในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระหว่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ คตช. กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม

ชนวนเกิดจาก “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แบบไม่ไว้หน้ารื้อใหญ่คณะกรรมการ คตช.ยกชุด ดูผิวเผินรายชื่อคณะกรรมการ คตช.ไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ยกเว้นชื่อ “บิ๊กป้อม” หลุดตำแหน่งที่ปรึกษา คตช.เท่านั้นเอง จึงไม่น่าแปลกใจเหตุใดสัปดาห์ก่อน “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” ใส่คอนเวิร์สเดินสวนทางกันตลอดระหว่างไปร่วมงานสำคัญของกองทัพ เมื่อคนหนึ่งมา ส่วนอีกคนหนึ่งกลับไปพอดี แถมยังไม่ทักทายหรือมองหน้ากันอีก กลายเป็นชนวนน่าคิดทางการเมืองถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” ยังดีกันอยู่หรือไม่

ก่อนจะมาถึงแตกหักตรงจุดนี้ คงจำกันได้ก่อนหน้านี้เกิดความขัดแย้งรุนแรงภายในบอร์ด คตช. เมื่อ “ต่อตระกูล ยมนาค” หัวเรือใหญ่ภาคเอกชนเข้ามานั่งเป็นประธานอนุกรรมการด้านทุจริต  คตช. จู่ๆ ก็ออกโรงมาถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร แบบไม่ไว้หน้า ด้วยการยื่นจดหมายเปิดผนึกกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ ให้ปลด พล.อ.ประวิตร ออกจากตำแหน่งกรรมการ คตช. เพราะรับไม่ได้กับคดีที่ “บิ๊กป้อม” ติดมลทินคดีนาฬิกาหรูกับแหวนเพชร ที่อ้างว่ายืมเพื่อนมาใส่ คดียังค้างอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ด้วยข้อหาไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินฐานร่ำรวยผิดปกติ จึงเป็นที่มาว่าเหตุใดตลอดหลายเดือนตั้งแต่ตั้ง คตช. ไม่มีการเรียกประชุม คตช.ชุดใหญ่เลย

ความเคลื่อนไหวของ “ต่อตระกูล” สั่นสะเทือนภาพลักษณ์รัฐบาลด้านปราบโกงเรตติ้งตกวูบ เพราะถูกมองว่า “บิ๊กตู่” ปกป้องพวกพ้อง ที่ร้ายไปกว่านั้นคือสร้างความผิดหวังให้กับภาคเอกชนในวงกว้างที่เคยให้ความเชื่อมั่นและความร่วมมือกับรัฐบาล คสช. เพราะไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดคล้อยตามข้อเสนอภาคเอกชนเรื่องปราบโกงได้มากเท่า “บิ๊กตู่” อาทิ งัดมาตรา 44 เด้งข้าราชการตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือแม้แต่นักการเมืองท้องถิ่นนับร้อยคนต้องพักงาน หรือบางคนต้องชดใช้กรรมในคุกหากพัวพันการทุจริต หรือการออกกฎหมาย พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก แก้ปัญหาเรียกเงินใต้โต๊ะจากการขออนุญาตต่างๆ จากภาครัฐ รวมทั้งการใช้ข้อตกลงคุณธรรม และอี-บิดดิ้ง ทำสัตยาบันระหว่างหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ ท้องถิ่นกับผู้รับเหมา มาสาบานว่าจะไม่ฮั้วประมูล นับเป็นผลงานเข้าตาภาคเอกชน

พอ “บิ๊กตู่” นิ่งเงียบกับข้อเสนอปลด “บิ๊กป้อม” อีกไม่นาน “ประมนต์ สุธีวงศ์” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในฐานะกรรมการ คตช.อีกคน ก็ออกมาผสมโรงสำทับควรเด้ง “บิ๊กป้อม” ถึงขนาดพูดว่าถ้าผู้ใหญ่ในรัฐบาลทำอะไรที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต เป็นแบบนี้แล้วจะทำให้ประชาชนที่สนับสนุนถดถอยไปด้วย

ปมนาฬิกาเพื่อนวนกันใส่ไม่ใช่เรื่องแรกที่เป็นแรงกดดันทางการเมือง “บิ๊กตู่” เป็นเพียงชนวนก่อนถึงจุดระเบิด แต่ตลอดเกือบ 4 ปี “บิ๊กป้อม” โดนถล่มหนักเกี่ยวกับภาพลักษณ์ไม่เคลียร์มาโดยตลอด อาทิ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ในกองทัพ โครงการจัดหาเรือดำน้ำ จำนวน 3 ลำ โดยคณะกรรมการคัดเลือกเรือดำน้ำมีมติคัดเลือกซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน รุ่น S-26T รวมอาวุธและอะไหล่ โดยใช้งบประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาเสริมสร้างแสนยานุภาพทางการทหารและพิทักษ์น่านน้ำของประเทศไทย

โครงการนี้ถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็นและความเหมาะสม เนื่องจากเป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่ใช้งบประมาณมหาศาลในช่วงที่ประเทศอยู่ในภาวะเศรษฐกิจขาลง และในภาวะปกติเรือดำน้ำมีสมรรถนะด้านการรบไม่ใช่การช่วยชีวิต ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้ในด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมหรือใช้ปราบโจรสลัดได้

อีกเรื่องที่ “บิ๊กป้อม” โดนถล่มจนภาพลักษณ์สาหัสไม่แพ้กันคือ ตอน “บิ๊กป้อม” นำคณะเกือบ 40 ชีวิตร่วมทริปบินหรูไปปฏิบัติภารกิจประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ อย่างไม่เป็นทางการ ณ เมืองโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-2 ต.ค. 2559 เป็นการเดินทางแบบเช่าเหมาลำเครื่องบินของบริษัท การบินไทย ใช้งบประมาณไป 20 ล้านบาท จนถูกสังคมเสียดสีถึงความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน เพราะแค่ค่าอาหารค่าใช้จ่ายก็ปาไป 6 แสนบาท รวม 4 มื้อ แถมยังมีการเสิร์ฟไข่ปลา คาเวียร์ เฉพาะที่นั่งชั้น 1 มีเพียง 9 ที่นั่งสำหรับวีไอพีในทริป ส่วนที่นั่งที่เหลือทั้งลำบรรจุได้ 416 ที่นั่งว่างโล่ง

แม้จะมีกระแสออกมาเรียกร้องทั้งให้ปลดหรือปรับ “บิ๊กป้อม” ออกจาก ครม. สุดท้ายก็เงียบหายไปแบบไร้ร่องรอย แต่คำสั่งมาตรา 44 ที่ปลด “บิ๊กป้อม” ออกจากบอร์ด คตช.ครั้งนี้ จึงทำให้คาดการณ์กันต่างๆ นานาว่าจะสร้างรอยบาดหมางใน คสช. และบทสรุปอนาคตทางการเมืองของพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ใน ครม. และ คสช.ต่อไปจะลงเอยอย่างไร ต่อไปยิ่ง “บิ๊กตู่” ต้องตรึงภาพลักษณ์ด้านปราบโกงซึ่งเป็นจุดแข็งในการทำคะแนนนิยมปูทางการเมืองสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า จึงต้องกลั้นใจทำบางอย่างเพื่อให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

อุ้ม”สามมิตร”ฉุดความเชื่อมั่น คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/561040

  • วันที่ 16 ส.ค. 2561 เวลา 12:37 น.

อุ้ม"สามมิตร"ฉุดความเชื่อมั่น คสช.

เมื่อการบังคับใช้กฎหมายกลับเหมือนถูกเลือกปฏิบัติและบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียมย่อมมีแต่จะกัดกร่อนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณไฟเขียวจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เสมือนใบเบิกทางให้ท้าย “กลุ่มสามมิตร” สามารถเดินหน้าเคลื่อนไหวทำกิจกรรมการเมืองได้แบบไม่ต้องกังวลข้อจำกัดเรื่องคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้ามพรรคการเมืองอื่นๆ เคลื่อนไหวตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

“กลุ่มสามมิตรเป็นใคร เป็นพรรคการเมืองหรือยัง ที่รู้เขายังไม่ได้เป็นพรรค”พล.อ.ประวิตร ให้เหตุผลว่า ถ้าเป็นพรรคการเมือง หรือเป็นสมาชิกอยู่ในพรรคการเมืองไม่สามารถทำได้

ที่สำคัญในประเด็นขัดคำสั่ง คสช.นั้น กลับระบุว่า ไม่ทราบว่ากลุ่มสามมิตรไปเคลื่อนไหวแบบไหน อีกทั้งรัฐบาลและ คสช.ไม่ได้วางกรอบอะไรว่าการเคลื่อนไหวแบบใดเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ก็ว่าไปตามกฎหมาย

คำพูดจากปาก พล.อ.ประวิตร จึงคล้ายประกาศิตอุ้มให้กลุ่มสามมิตรสามารถเดินหน้าทั้ง “ดูด” หรือ “เคลื่อนไหว” ตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ได้แบบไร้ข้อจำกัดถึงขั้นเคยรับปากผู้นำท้องถิ่น จ.นครราชสีมา ว่าจะนำข้อเสนอเรื่องแยก อ.บัวใหญ่ ออกเป็นจังหวัด ไปจนถึงการขอขึ้นเงินเดือนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน และแพทย์ประจำตำบล อันนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าทั้งเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

สวนทางจากก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นบรรดาสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งแค่ออกมาแสดงความคิดความเห็นยังถูกห้ามปราม หลายคนถึงขั้นเรียกตัวไปปรับทัศนคติ อีกทั้งการจัดสัมมนาเวทีวิชาการที่ถูกทหารเข้าไปควบคุมหรือสั่งล้มเวทีในหลายพื้นที่

แม้แต่กรณี สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และออกตัวเตรียมลงพื้นที่เดินสายพบประชาชน แต่ทาง พล.อ.ประวิตร ยังออกมาปราม เพราะ คสช.ยังไม่ปลดล็อกให้ทำกิจกรรม

สุดท้าย “กลุ่มสามมิตร” จึงกลายเป็นกลุ่มเดียวที่สามารถเคลื่อนไหวได้ในเวลานี้ และยังไม่มีทีท่าจะหยุดหรือยกเลิกการเดินสายทำกิจกรรมในพื้นที่ ล่าสุดยังประกาศเตรียมลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สอดรับกับที่ ดร งามธุระ ที่ปรึกษากฎหมายกลุ่มสามมิตร ออกมาชี้แจงว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรทำได้ เพราะกลุ่มสามมิตรไม่ได้มีสภาพเป็นพรรคการเมือง การลงพื้นที่เป็นเพียงแต่ไปรับฟังปัญหาของชาวบ้านเพื่อหาทางช่วยแก้ปัญหา และการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มสามมิตรไม่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ห้ามชุมชนทางการเมืองกันเกิน 5 คน

“กลุ่มสามมิตรมีเจตนาบริสุทธิ์ ไม่ได้ไปเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือสร้างความวุ่นวายแก่บ้านเมือง แต่ไปร่วมสร้างความเข้าใจให้คนไทยรักกัน ดังนั้นกิจกรรมของกลุ่มจึงอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายทุกประการ”

อีกด้านหนึ่งสัญญาณจากบิ๊ก คสช.ที่ปรากฏเช่นนี้ ยังอาจมีผลต่อทิศทางการพิจารณาเอาผิดของบรรดาองค์กรอิสระที่จะต้องทำหน้าที่พิจารณารับเรื่องร้องเรียนว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรขัดต่อกฎหมายหรือไม่อย่างไรด้วย

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการ เลือกตั้ง (กกต.) เคยออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า แม้กลุ่มสามมิตรยังไม่จดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง โดยเป็นเพียงกลุ่ม แต่ถ้าเป็นกลุ่มการเมืองแล้วมาอ้างว่าเป็นพรรคการเมือง จะเป็นความผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

ส่วนกรณีจะขัดกับคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ที่ห้ามการชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปหรือไม่นั้น เรื่องนี้ต้องดูหลายอย่างประกอบกัน ต้องไต่สวนข้อเท็จจริง เพราะการจะลงโทษใครต้องชัดเจน กกต.ตรวจสอบทุกเรื่อง หากมีเหตุอันควรสงสัยสามารถดำเนินการได้

เมื่อการบังคับใช้กฎหมายถูกมองว่ามีหลายมาตรฐาน กลุ่มการเมืองที่มีความใกล้ชิดอำนาจรัฐสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ขณะที่พรรคการเมืองอื่นยังไม่อาจแม้แต่จะออกมาแสดงความคิดความเห็น ย่อมเป็นชนวนสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองเป็นอย่างมากในช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายเริ่มต้นนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง

ปัญหานี้มีแต่จะซ้ำเติมเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการช่วงชิงความได้เปรียบให้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและย้อนกลับมาฉุดความเชื่อมั่น คสช.และพรรคการเมืองของ คสช.ที่ออกตัวได้ก่อนกรรมการเป่านกหวีดให้เริ่มการแข่งขัน

ยิ่งกิจกรรมของกลุ่มสามมิตรที่มีทั้งเรื่องดูด และหลายเรื่องยังเข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ ทั้งหมดยิ่งทำลายความสง่างามของพรรคการเมืองที่สนับสนุน คสช. ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการทำตัวอย่างวางบรรทัดฐานการเมืองที่ดีให้สมกับที่เคยประกาศจะเดินหน้าปฏิรูปการเมืองให้สำเร็จลุล่วงให้ได้

ที่สำคัญที่สุด คือ เมื่อกฎกติกา ซึ่งแม่น้ำ 5 สายพยายามออกแบบมาเพื่อตีกรอบควบคุมการกระทำของบรรดานักการเมืองตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องให้ประพฤติตัวอยู่ในแนวทางบรรทัดฐานที่ควรจะเป็นนั้น สุดท้ายการบังคับใช้กฎหมายกลับเหมือนถูกเลือกปฏิบัติและบังคับใช้อย่างไม่เท่าเทียมย่อมมีแต่จะกัดกร่อนความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

แถมยังจะพานกระทบไปถึงความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ อันจะเป็นส่วนสำคัญในการตรวจสอบถ่วงดุลในระบบนิเวศการเมืองในอนาคต

เกียร์ถอย “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” ลดแรงต้านก่อนไฟลาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/560921

  • วันที่ 15 ส.ค. 2561 เวลา 12:36 น.

เกียร์ถอย "ผู้ตรวจการเลือกตั้ง" ลดแรงต้านก่อนไฟลาม

หมากเกมนี้กำลังเดินเข้าสู่ตอนสุดท้ายที่จะได้เห็นว่า 36 สนช.จะหาทางลงจากหลังเสืออย่างไร เพื่อไม่ให้ดูเป็นผู้ร้ายในสายตาของสังคม

***************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความพยายามแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการสรรหา ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดูท่าว่าจะบานปลายเป็นประเด็นการเมืองแล้ว ภายหลังเสียงท้วงติงจากภายนอกต่อเรื่องนี้มากพอสมควร

เดิมทีกฎหมาย กกต.ที่ สนช.ได้ตัดต่อจากต้นฉบับที่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอมานั้นไม่ได้ไปแตะต้องอะไรมากนัก ยังปล่อยให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้ง เพื่อต้องการให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่แทน กกต.จังหวัด ซึ่งมีปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะความเป็นกลางทางการเมืองและความใกล้ชิดกับนักการเมือง จึงต้องให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งที่มาจากกระบวนสรรหาจากหลายภาคส่วน

แต่ปรากฏว่าโครงสร้างของคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งได้กำหนดให้ กกต.สามารถไปออกระเบียบเพื่อออกแบบวิธีการได้มาซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้งเอาเอง จนกระทั่ง กกต.สามารถสรรหาบุคคลได้มา 616 คน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการรับฟังข้อมูลจากภาคประชาชนว่ามีใครที่เข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามเรื่องความไม่เป็นกลางทางการเมือง หรือกรณีอื่นๆ ที่อาจทำให้ขาดคุณสมบัติและเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

ระหว่างนี้ สนช.กลับพยายามเสนอร่างกฎหมายเพื่อล้มกระบวนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง ภายใต้ข้ออ้างว่าต้องการให้กระบวนการสรรหาที่บัญญัติไว้ในระเบียบของ กกต.ได้รับการยกระดับมาอยู่ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแทน เพื่อให้กฎหมายมีนิติฐานะที่มีความมั่นคงมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้สมาชิก สนช.จำนวน 36 คน ที่ริเริ่มเรื่องนี้จะอ้างว่ามีข้อดีขนาดไหน แต่ไม่อาจทำให้ลดกระแสต้านไปได้ เพราะสิ่งที่สมาชิก สนช.กำลังดำเนินการนั้นแทบจะไม่ต่างอะไรกับการล้ำเส้นเข้าไปในพื้นที่การทำงานของ กกต. เสียงวิจารณ์ในมุมนี้ไม่ได้มีแค่จากบุคคลภายนอกเท่านั้น แม้แต่คนใน สนช.ด้วยกันเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรนัก

สนช.จำนวนไม่น้อยได้มีการมองว่าหากสมาชิก สนช.36 คน เดินหน้าแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ แม้จะมีสิทธิเข้าชื่อแก้ไขได้ แต่อาจสร้างปัญหาในอนาคต

โดยปกติแล้วการแก้ไขหรือการเสนอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญควรเป็นไปในรูปแบบที่องค์กรอิสระเสนอมายังสภา โดยผ่านทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอเข้าสภา หากไปใช้ทางลัดแบบที่สมาชิกสนช.จำนวน 36 คนกำลังทำอยู่ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานให้ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถใช้อำนาจนิติบัญญัติเสนอกฎหมายล้วงลูกองค์กรอิสระได้ และผลร้ายจะลามมาถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ด้วย

จากช่องโหว่ที่สมาชิก สนช. 36 คนพยายามเปิดไว้ดังกล่าว จะนำมาซึ่งพฤติกรรมเลียนแบบของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต เพื่อเดินหน้าใช้เสียงข้างมากแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ไม่เป็นคุณกับนักการเมือง เช่น พรรคการเมืองที่มีการทำไพรมารีโหวต หรืออาจลามไปถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เป็นต้น

ถึงเวลานั้นถ้าสภานักการเมืองทำขึ้นมาโดยอ้างแนวทางที่ สนช.ทำไว้ ไม่มีอะไรที่จะมาต้านสภานักการเมืองได้ เนื่องจาก สนช.ได้สร้างบรรทัดฐานไว้แล้ว เรียกได้ว่าเป็นการเขี่ยลูกเข้าเท้าฝ่ายตรงข้ามเข้าอย่างจัง ซึ่งย่อมเป็นเรื่องที่ คสช.ไม่ค่อยพอใจอย่างแน่นอน

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ได้เห็นแรงกดดันภายใน สนช. ด้วยกันเองในการให้ถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกจากระบบของ สนช.

“ถ้าเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็ต้องถอย แต่ถ้าเสียงสนับสนุนมากกว่าก็เดินตามกระบวนการ และถ้าเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของวิป สนช.จะชัดเจนว่าจะเดินหน้าหรือไม่” การให้สัมภาษณ์ที่แสดงนัยทางการเมืองจาก ‘สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย’ รองประธาน สนช.คนที่ 1

อย่างไรก็ตาม หากที่สุดแล้วสมาชิก สนช. 36 คน ต้องถอนกฎหมายฉบับนี้ออกไปจริง ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นความพ่ายแพ้แบบหมดรูป แต่กลับเป็นชัยชนะเล็กๆ ต่างหาก เพราะสามารถทำให้ กกต.ชุดปัจจุบันยุติการแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งได้

ดังนั้น หมากเกมนี้กำลังเดินเข้าสู่ตอนสุดท้ายที่จะได้เห็นว่า 36 สนช.จะหาทางลงจากหลังเสือเรื่องนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้ดูเป็นผู้ร้ายในสายตาของสังคม

“ไพรมารีโหวต” จุดป่วน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/560800

  • วันที่ 14 ส.ค. 2561 เวลา 09:48 น.

"ไพรมารีโหวต" จุดป่วน คสช.

การยื้อเวลาปลดล็อก แล้วขยับปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการทำไพรมารีโหวตจึงอาจไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องกับสิ่งที่ คสช. ประกาศ

***************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุดที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมยกเลิกข้อบัญญัติ​บางประการในคำสั่งหัวหน้า คสช. รวมทั้งประเด็นการปลดล็อกทางการเมืองเพื่อให้แต่ละพรรคสามารถดำเนินการอันสอดรับกับแนวทางตามกฎหมายใหม่โดยเฉพาะการจัดทำไพรมารีโหวต

เบื้องต้นที่ประชุมเคาะเหลือ​ 2 แนวทางในการจัดทำไพรมารีโหวต คือ 1.การทำจัดทำไพรมารีโหวตระดับภาค และ 2.ใช้วิธีการอื่นๆ ในการรับฟังความคิดเห็นสมาชิกพรรคในการคัดเลือกผู้สมัครตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ร่างไว้ตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้ คสช.เห็นชอบทั้งสองแนวทางดังกล่าวเพราะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมมอบหมายให้ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ เพื่อตัดสินใจเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่ง

ส่วนแนวทางการยกเลิกไพรมารีโหวตที่บรรดาพรรคการเมืองเคยเรียกร้อง เพราะเกรงว่าจะเป็นอุปสรรคให้กับพรรคการเมืองบางพรรคนั้น สุดท้ายถูกตีตกไปเพราะสุ่มเสี่ยงจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ซึ่งกำหนดให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัคร เนื่องจากไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิก

ปัญหาอยู่ที่แม้จะไม่ได้ยกเลิกการทำไพรมารีโหวตเสียทีเดียว แต่การปรับรูปแบบจากไพรมารีโหวตในเขตเลือกตั้งหรือระดับจังหวัดมาเป็นระดับภาคนั้น แทบจะไม่สามารถสะท้อนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่กับการคัดเลือกผู้สมัครเบื้องต้นของแต่ละพรรคการเมืองที่ประชาชนเป็นสมาชิกได้แท้จริง

ที่สำคัญกระบวนการจัดทำไพรมารีโหวตนั้นถือเป็นอีกดัชนีชี้วัดที่สำคัญกับแนวทางการปฏิรูปการเมือง โดยเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองที่ตัวเองเป็นสมาชิกหากสุดท้ายไม่สามารถทำได้อย่างที่ตั้งใจไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นใน คสช.

อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ แต่ละพรรคการเมืองล้วนแต่ประกาศตัวแสดงความพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎกติกาใหม่อย่างเคร่งครัดแล้ว ขอเพียงแค่ให้ทาง คสช.ยอมปลดล็อกคำสั่ง คสช. เพื่อให้แต่ละพรรคการเมืองได้มีเวลาดำเนินการทำไพรมารีโหวตให้แล้วเสร็จทันเวลา

การยื้อเวลาปลดล็อกออกมาเรื่อยๆ แล้วขยับปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการทำไพรมารีโหวตจึงอาจไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องกับสิ่งที่ คสช. ประกาศจะเดินทางวางบรรทัดฐานการเมืองใหม่ให้เกิดขึ้น

ย้อนไปก่อนหน้านี้ มีชัย ​ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยให้สัมภาษณ์ระบุว่าการจัดทำไพรมารีโหวตระดับภาคแทนนั้น เหมือนนำคนกลุ่มเดียวมาทำไพรมารีโหวตซึ่งไม่ได้บอกอะไรเพราะมี 4 ภาค แต่ต้องครอบคลุมถึง 77 จังหวัด

ล่าสุด นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อธิบายว่าปัญหาของการจัดทำไพรมารีโหวตระดับภาคอยู่ตรงที่ ประการแรกจำนวนสมาชิกพรรคในแต่ละภาคมีไม่เท่ากัน เช่น พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิก​เกือบ 9 หมื่นคน เป็นสมาชิกในภาคใต้ 4 หมื่นคน เมื่อทำไพรมารีโหวตฐานสมาชิกที่มากกว่าภาคอื่น จะส่งผลกระทบ ต่อการจัดลำดับบัญชีรายชื่อทั่วประเทศทั้ง 150 คน

ประการต่อมาบางจังหวัดพรรคยังมีสมาชิกไม่ถึง 100 คน แต่ในภาคเดียวกันในบางจังหวัดที่อยู่ในภาคนั้นก็มีสมาชิกเป็น 1 หมื่นคน แสดงให้เห็นว่าระบบบัญชีรายชื่อแบบภาคไม่ได้สะท้อนความต้องการของคนในจังหวัดหรือในภาคนั้นอย่างแท้จริงตามหลักการของการทำไพรมารีโหวต

ที่ผ่านมาเริ่มมีเสียงสะท้อนว่าการทำไพรมารีโหวตอาจเป็นอุปสรรคต่อการดูดอดีต สส.จากสังกัดต่างๆ เข้ามาร่วมงานกับบางพรรคการเมือง ยิ่งหากเป็นคนที่มีชื่อเสียงแต่ประวัติไม่ดีและห่างพื้นที่หรือไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนด้วยแล้วโอกาสที่จะได้รับฉันทามติเบื้องต้นให้มาลงสมัครอาจไม่ง่ายนัก

ดังนั้น หากเบื้องหน้าเบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงกรอบการจัดทำไพรมารีโหวตให้มาเป็นระบบภาคด้วยเหตุผลเพียงเพื่อจะเอื้ออำนวยความสะดวกให้พรรคใดพรรคหนึ่งด้วยแล้ว อาจยิ่งทำให้กระบวนการจัดทำไพรมารีโหวตเสียหายอย่างรุนแรงและพานกระทบไปถึงสิ่งที่ คสช.พยายามทำมาทั้งหมด

ไล่มาตั้งแต่ระบบการเลือกตั้งไปจนถึงเรื่องการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ ที่เชื่อว่าทั้งหมดจะเป็นแนวทางที่พาประเทศก้าวพ้นวังวนความขัดแย้งจากในอดีต

ประเด็นสำคัญคือท่าทีการกลับไปกลับมายอมกลืนน้ำลายจากก่อนหน้านี้ที่เคยแข็งขันยืนกรานว่าต้องทำไพรมารีโหวตให้ได้ แต่ต่อมาเริ่มตั้งท่าจะเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นรายจังหวัด และสุดท้ายจะเป็นรายภาคที่ไม่สามารถสะท้อนอะไรได้จริง ย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นของ คสช.อย่างรุนแรง

ซ้ำเติมกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พยายามเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อปรับเปลี่ยนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง ทั้งที่กฎหมายเพิ่งบังคับใช้ได้ไม่นาน

สะท้อนให้เห็นถึงทั้งความไม่รอบคอบและเหตุผลเบื้องหน้าเบื้องหลังที่​จะยิ่งฉุดความเชื่อมั่น คสช.​ให้ลดลงไปเรื่อยๆ ในช่วงที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที การตัดสินใจเรื่องไพรมารีโหวตนับจากนี้จึงต้องระมัดระวังและมีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้