สนช.สร้างปมยืดเลือกตั้ง “บิ๊กตู่”รับหนัก”ตำบลกระสุนตก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/560710

  • วันที่ 13 ส.ค. 2561 เวลา 10:59 น.

สนช.สร้างปมยืดเลือกตั้ง "บิ๊กตู่"รับหนัก"ตำบลกระสุนตก"

หมากเกมนี้ของ สนช. ที่ค่อนข้างแรงอาจจะไม่เป็นประโยชน์กับ คสช.ในระยะยาวเท่าใด

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองแล้วสำหรับการเสนอร่างกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ. 2560 เพื่อเซตซีโร่กระบวนการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้ง ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งสัญญาณการแก้ไขกฎหมาย กกต.ครั้งนี้ อาจมีผลให้การเลือกตั้งไม่ทันต้นปี 2562 ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางเอาไว้

“ยอมรับว่าการแก้ไขกฎหมายลูก กกต.ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านขั้นตอนมากมาย ทั้งการรับฟังความเห็นประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 การให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และยังต้องส่งให้รัฐบาลพิจารณาให้ความเห็น

รัฐบาลคงส่งให้ กกต.ไปพิจารณา และส่งร่างของ กกต.เข้ามาประกบกับร่างของ 36 สนช. ที่เข้าชื่อเสนอแก้ไข สุดท้ายต้องผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม สนช.อีก ยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ดูแนวโน้มคงแก้ไข เสร็จไม่ทันการเลือกตั้งเดือน ก.พ. 2562” วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช.ระบุ

แม้บางฝ่ายอาจจะบอกว่าไม่กระทบโรดแมปเลือกตั้ง แต่ถ้ามองเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญแล้วจะพบว่าก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่การเลือกตั้งอาจต้องเลื่อนออกไปอีกพอสมควร

รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้มีสิทธิเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญได้นั้นมี 3 ฝ่าย โดยหนึ่งในนั้น คือ สส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่อยู่ของสภาผู้แทนราษฎร แต่เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีสภา จึงเป็นอำนาจของสมาชิก สนช.ที่จะเข้าชื่อเพื่อเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญได้

ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็มีขั้นตอนและเวลามากพอสมควร โดยกำหนดให้มีเวลาพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน จากนั้นภายใน 15 วันนับแต่ที่สภาให้ความเห็นชอบ จะต้องส่งร่างกฎหมายดังกล่าวไปเพื่อให้องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทำความคิดเห็นกลับมาภายใน 10 วัน และหากองค์กรอิสระไม่เห็นด้วยกับสภา สภาต้องดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันต่อไป

ขณะเดียวกัน หากเกิดกรณีที่มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยแล้ว แน่นอนว่าการเลือกตั้งต้องถูกทอดเวลาออกไปอีกพอสมควร

เรียกได้ว่าถ้า สนช.เอาจริงเอาจังกับการแก้ไขกฎหมาย กกต.ครั้งนี้ อาจใช้เวลาร่วมปีกันเลยทีเดียว และในระยะยาวจะนำมาซึ่งปัญหาทางการเมืองอีกมากมาย

ปัญหาแรกเห็นจะเป็น “การล้ำเส้นเข้าไปในพรมแดน กกต.” กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ชื่อก็บอกอยู่แล้วเป็นกฎหมายที่เป็นเครื่องมือและกลไกในการทำงานให้กับ กกต. โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและยุติธรรม ผิดกับ สนช.ที่มีหน้าที่เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติตรากฎหมาย โดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งแต่อย่างใด

แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้ฝ่ายนิติบัญญัติเสนอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ แต่ในทางปฏิบัติและตามหลักการแล้วควรปล่อยให้เป็นเรื่องขององค์กรอิสระที่เมื่อเห็นว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญใดมีปัญหาในการบังคับใช้ ก็ควรให้เป็นเรื่องขององค์กรอิสระดำเนินการแทน ซึ่งในที่นี้หมายถึงควรให้ กกต.ดำเนินการผ่านคณะรัฐมนตรีและให้รัฐบาลส่งร่างกฎหมายเข้า สนช. หาก กกต.เห็นว่ากฎหมาย กกต.มีปัญหาในทางปฏิบัติ

การที่ สนช.เข้ามาดำเนินการเอง ทั้งๆ ที่ กกต.ยังไม่ได้แสดงท่าทีว่ากฎหมายที่ตัวเองใช้นั้นมีปัญหา จึงไม่ต่างอะไรกับการพยายามล้ำเส้นการทำงานของ กกต.

ไม่เพียงแต่จะสร้างในเชิงหลักการเท่านั้น เพราะการล้ำเส้นของ สนช.ย่อมสร้างผลกระทบเชื่อมโยงไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สนช.และ คสช.นั้นมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่น จริงอยู่ในทางหลักการ “คสช.-ครม.-สนช.” จะต่างมีอำนาจหน้าที่แยกออกจากนั้นในแง่อำนาจบริหารและนิติบัญญัติ แต่ในทางปฏิบัติแล้วต่างทราบดีว่า สนช.ชุดปัจจุบันมาจากการแต่งตั้งของ คสช.

สนช.มีสถานะเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยด้วยผลทางกฎหมายเท่านั้นไม่ได้มีสถานะเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยที่ผ่านการเลือกของประชาชนทั้งทางตรงหรือทางอ้อมแต่อย่างใด

ไม่ว่า สนช.จะเดินไปในทิศทางใด ย่อมเชื่อมโยงไปถึง คสช.ไม่มากก็น้อย

กรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน การกระทำของ สนช.แบบนี้มีเป้าหมายเพื่อต้องการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ด้วยเหตุผลที่ คสช.ยังไม่พร้อมจะเข้าสู่การเลือกตั้ง เพราะตัวเองยังไม่อยู่ในฐานะได้เปรียบคู่แข่งแบบ 100% ดังจะเห็นได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหลายสำนักเริ่มมีผลสรุปออกมาว่าประชาชนไม่ค่อยประทับใจผลงานด้านการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนของ คสช.มากนัก

ดังนั้น หมากเกมนี้ที่ สนช.ออกค่อนข้างแรงอาจจะไม่เป็นประโยชน์กับ คสช.ในระยะยาวเท่าใด เสมือนหนึ่งเป็นการเขี่ยลูกให้เข้าเท้าฝ่ายตรงข้ามแทน

ที่สุดแล้ว คสช.มีแต่เสียกับเสีย เกมนี้คงจะมีทางแก้ทางเดียว คือ การยอมถอยไม่ดันกฎหมายฉบับนี้เข้าสภา มิฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คงต้องอยู่ในสภาพของการเป็นหมู่บ้านกระสุนตกไม่รู้จบ

“บิ๊กตู่” เก็บทุกเม็ด ปูทางรีเทิร์นการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/560302

  • วันที่ 09 ส.ค. 2561 เวลา 12:25 น.

"บิ๊กตู่" เก็บทุกเม็ด ปูทางรีเทิร์นการเมือง

การขยับของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยและหวังผลทางการเมืองที่ชัดเจน ​​

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางเลือกตั้งเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตามกรอบเวลาที่เดินหน้าไปตามโรดแมป

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งสัญญาณว่าที่ประชุม คสช.เตรียมดำเนินการในหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการปลดล็อก​ซึ่งจะต้องมีการหารือ เพื่อนำไปสู่แนวทางมาตรการที่เหมาะสมในการดำเนินการ

นับเป็นความคืบหน้าที่สำคัญหลังพรรคการเมืองต่างๆ พยายามเรียกร้องให้ คสช.ยกเลิกคำสั่งเพื่อเปิดให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรม รวมทั้งเตรียมตัวเข้าสู่การเลือกตั้ง ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งการจัดประชุมใหญ่ ไปจนถึงการทำไพรมารีโหวต

แต่ปรากฏการณ์ที่น่าจับตาในเวลานี้ คือ ท่าทีการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ กับการเดินสายลงพื้นที่อย่างหนักในช่วงเวลาโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง จนถูกมองว่าไม่ต่างกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่หวังเร่งทำคะแนนทิ้งทวน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ไล่มาตั้งแต่การปูพรมจัดคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรไปยังหัวเมืองหลัก ต่อด้วยหัวเมืองรอง พร้อมอนุมัติหลักการโครงการต่างๆ ที่พื้นที่เสนอขึ้นมารวมแล้ว 4 ปี กว่าแสนล้านบาท

นับจาก ครม.สัญจรนัดแรกเมื่อ วันที่ ​21-22 ส.ค. 2560 ที่ จ.นครราชสีมา รัฐบาลอนุมัติ 2,600 ล้านบาท ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ย. 2560 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรี วงเงิน 8.7 หมื่นล้านบาท ครั้งที่ 3 วันที่ 27-28 พ.ย. 2560 ที่ จ.ปัตตานี และสงขลา 2,800 ล้านบาท ​ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค. 2560 ที่ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย 1,900 ล้านบาท

ครั้งที่ 5 ในระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ. 2561 ที่ จ.จันทบุรี และตราด 7.73 หมื่นล้านบาท และเห็นชอบการพัฒนาระบบขนส่งทางรางที่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแบบ ไร้รอยต่อ 2.36 แสนล้านบาท

ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 5-6 มี.ค. 2561 ที่ จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ 573 ล้านบาท และส่วนที่เหลืออีก 7,400 ล้านบาท จะมีการเสนอเป็นโครงการขนาดใหญ่ต่อไป ครั้งที่ 7 วันที่ 7-8 พ.ค. 2561 ที่ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์ 3,400 ล้านบาท

ครั้งที่ 8 วันที่ 11-12 มิ.ย. 2561 ที่ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ 1.33 แสนล้านบาทล่าสุดครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 23-24 ก.ค. 2561 ที่ จ.อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ 5.9 หมื่นล้านบาท และยังมีแผนเตรียมประชุม ครม.สัญจรที่ จ.ชุมพร และระนอง วันที่ 20-21 ส.ค.นี้

นอกจาก ครม.สัญจรแล้ว จะเห็นว่ารัฐบาล คสช.พยายามอัดฉีดเม็ดเงินลงไปในพื้นที่ผ่านโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกับการตั้งไปยังกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร ต่างจากก่อนหน้านี้ที่มีการออกมาเคลื่อนไหวให้รัฐบาลช่วยเหลือหลายรอบแต่รัฐบาลพยายามชี้แจงว่าไม่มีงบประมาณ

หากจำได้โครงการแก้จนของเฟส 1 ของรัฐบาลตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2559 ที่เปิดโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐจนนำไปสู่การแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ทั้งหมด 8.3 ล้านราย ​ต่อเฟส 2 ด้วย 6 มาตรการ 18 โครงการ งบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท

ตามด้วยตั้งงบกลางปี 2561 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อจัดทำ “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” ​ก่อนปิดท้ายด้วยการพักหนี้เกษตรกรรอบที่ 2 วงเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท ใน 2 โครงการใหญ่ คือ 1.โครงการขยายเวลาชำระหนี้เงินต้นให้แก่เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.จำนวน 3.81 ล้านคน และ 2.โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยลูกค้า ธ.ก.ส.ครอบคลุมเกษตรกร 10 ล้านคน

สอดรับกับการลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาผู้เดือดร้อนตามพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการช่วยเหลือ 13 หมูป่าที่ติดถ้ำ จ.เชียงราย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปยังพื้นที่ด้วยตัวเอง

ล่าสุดยังพาคณะลงพื้นที่ ​จ.เพชรบุรี หลังสถานการณ์ระดับน้ำในเขื่อนแก่งกระจานอยู่ในขั้นวิกฤต น้ำล้นสปิลเวย์ และมีแนวโน้มว่าจะไหลบ่าท่วมขังใน 5 อำเภอ พร้อมย้ำว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ร่วมกับทหาร และ คสช. ไม่ได้มาเพื่อหวังผลทางการเมือง

ต่างจากในอดีตซึ่งหากจำได้เมื่อประมาณต้นปี 2560 ในช่วงที่น้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ พล.อ.ประยุทธ์ ระบุหลังลงพื้นที่ว่า แม้ที่ผ่านมาไม่ได้ลงไปพื้นที่ก็ทำงานช่วยเหลือตลอด เพราะอยู่ที่ไหนก็ทำได้ ไม่ต้องการให้ลงไปแล้วเป็นภาระเจ้าหน้าที่

การขยับของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงนี้จึงถือเป็นการขยับที่มีนัยและหวังผลทางการเมืองที่ชัดเจน ​​

คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหวอีกฟากหนึ่งที่มีกลุ่มสามมิตรเป็นกำลังหลักในการจัดเตรียมความพร้อมของพรรคพลังประชารัฐอันจะเป็นฐานทางการเมืองที่สำคัญต่อไปในอนาคต

ล้มผู้ตรวจเลือกตั้ง รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/560245

  • วันที่ 08 ส.ค. 2561 เวลา 21:18 น.

ล้มผู้ตรวจเลือกตั้ง รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

เหตุผลที่หลายฝ่ายพูดถึงความจำเป็นในการเซตซีโร่ผู้ตรวจการเลือกตั้งคงหนีไม่พ้นความไม่ไว้วางใจบรรดาผู้ที่ผ่านการคัดเลือก

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้จะเป็นความเคลื่อนไหวเล็กๆ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ก็มีผลทางการเมืองไม่น้อย สำหรับกรณีการพยายามเสนอร่างกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ. 2560 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การแก้ไขระบบการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด

กระบวนการในการได้มาซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้งแบบใหม่นั้นในร่างกฎหมายฉบับใหม่ได้กำหนดให้มี “คณะกรรมการสรรหา” ในแต่ละจังหวัด รวมไปถึง กทม.

ในส่วนของ กทม.จะมีคณะกรรมการสรรหาประกอบด้วย 1.ปลัด กทม. เป็นประธานกรรมการ 2.ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา 3.ผู้แทนอัยการสูงสุด 4.ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 5.ผู้แทนหอการค้าไทย 6.ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 7.ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย

ขณะที่จังหวัดอื่นจะมีคณะกรรมการสรรหาที่ประกอบด้วย 1.ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน 2.ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด 3.อัยการจังหวัดซึ่งเป็นหัวหน้าสำนักงานอัยการจังหวัด 4.ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด 5.ประธานหอการค้าจังหวัด และ 6.ประธานอุตสาหกรรมจังหวัด

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วกระบวนการได้มาซึ่งผู้ตรวจการเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันก็ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากกระบวนการที่ สนช.กำลังจะแก้ไขมากนัก เพียงในกฎหมาย กกต.ฉบับกำหนดให้ กกต.ไปออกระเบียบ เพื่อดำเนินการในทางปฏิบัติอีกชั้นหนึ่ง

ระเบียบที่ว่านั้นคือ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยผู้ตรวจการเลือกตั้ง พ.ศ. 2561 โดยระเบียบดังกล่าวได้กำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และปลัด กทม.เป็นประธานกรรมการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งในส่วนของจังหวัดและ กทม.เหมือนกัน

เมื่อในภาพรวมของร่างกฎหมายใหม่และกฎหมายปัจจุบันที่ใช้อยู่แทบไม่ต่างกัน การที่ สนช.ลงทุนเข้าชื่อถึง 36 คน เพื่อแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญย่อมมีเหตุผลทางการเมืองอย่างแน่นอน ดังจะเห็นได้จากถ้อยคำในตัวร่างกฎหมายดังกล่าวที่ระบุถึงการล้มกระบวนการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ กกต.ชุดปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้ว

“บรรดาการดําเนินการใดๆ เกี่ยวกับการคัดเลือกและการแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งได้ดําเนินการอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับให้เป็นอันสิ้นผลไปนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ”เนื้อหาในมาตรา 9

จากเนื้อหาของมาตรา 9 เป็นการแสดงให้เห็นเป้าหมายของ สนช.ในครั้งนี้ ต้องการให้กลับมาเริ่มการเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งใหม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ถ้าไม่ได้ไฟเขียวจากบรรดาบิ๊กๆ ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงไม่สามารถดำเนินการได้อย่างแน่นอน เพราะต้องไม่ลืมว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ สนช.ทำการลงมีดตัดต่อมากับมือ

ทั้งนี้ เหตุผลที่หลายฝ่ายพูดถึงความจำเป็นที่ต้องเซตซีโร่ผู้ตรวจการเลือกตั้งคงหนีไม่พ้นความไม่ไว้วางใจบรรดาผู้ที่ผ่านการคัดเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป เนื่องจากมีการเช็กประวัติแล้วพบว่ามีหลายคนที่มีความสนิทสนมกับนักการเมืองท้องถิ่นและพรรคการเมือง

อีกทั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งตามกฎหมาย มีอำนาจตรวจสอบการกระทําความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือการกระทําใดที่จะเป็นเหตุทําให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เรียกได้ว่าเป็น “กกต.น้อย” กันเลยทีเดียว จึงไม่ควรปล่อยให้คนที่มีสายใยโยงถึงพรรคการเมืองเข้ามามีอำนาจ

อย่างไรก็ตาม บางทีการเสนอตัวร่างกฎหมายฉบับนี้อาจเป็นเพียงแค่การสับขาหลอกในเบื้องต้นเท่านั้น เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการของสภาอาจมีการเล่นแร่แปรธาตุให้ทหารเข้ามามีส่วนร่วมกับการเลือกผู้ตรวจการเลือกตั้ง เหมือนกับที่ สนช.เคยแก้ไข พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกให้ รมว.กลาโหม เข้ามาเป็นคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

ดังนั้น หมากเกมนี้จึงเต็มไปด้วยหมากของผู้มีอำนาจที่ต้องการสกัดพรรคการเมืองทุกวิถีทาง

หม่อมเต่า-สุเทพ ผนึกกำลัง “รปช.” เปิดศึก “เพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/560075

  • วันที่ 07 ส.ค. 2561 เวลา 12:06 น.

หม่อมเต่า-สุเทพ ผนึกกำลัง "รปช." เปิดศึก "เพื่อไทย"

เส้นทางของพรรคพลังประชาชาติไทยเพิ่งจะเริ่มต้นภายใต้การนำของ “สุเทพ-หม่อมเต่า” แต่กว่าจะถึงเลือกตั้ง ยังมีขวากหนามและอุปสรรคอีกไม่น้อย

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมผู้ร่วมจัดตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” (รปช.) เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นับเป็นย่างก้าวที่สำคัญของพรรคการเมืองน้องใหม่พรรคนี้อยู่ไม่น้อย เนื่องจากเป็นการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชั่วคราวจำนวน 7 คน

1.ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหัวหน้าพรรค

2.ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง อดีตอัยการ เป็นเลขาธิการพรรค

3.จุฑาทัตต เหล่าธรรมทัศน์ เป็นเหรัญญิกพรรค

4.ร.ต.อ.จอมเดช ตรีเมฆ อาจารย์ประจำสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต นายทะเบียนพรรค

5.พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ เป็นกรรมการบริหารพรรค

6.วีระชัย คล้ายทอง อดีตอัยการ เป็นกรรมการบริหารพรรค

7.สุเนตตา แซ่โก๊ะ เป็นกรรมการบริหารพรรค

นอกเหนือไปจากการได้รายชื่อกรรมการบริหารพรรคทั้ง 7 คนแล้ว ปรากฏว่าการประชุมครั้งที่ผ่านมานั้นเป็นครั้งแรกที่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ”ประกาศพร้อมนำพรรคเข้าสู่สนามการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว

“การเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว มีหลายเรื่องที่เราต้องทำ เช่น การตั้งสาขาพรรค การเตรียมตัวผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งรวมไปถึงการทำไพรมารีโหวต

ผมยังยืนยันว่าภูมิใจที่จะยืนเคียงข้างพรรคการเมืองนี้และจะทำงานอย่างทุ่มเทกับทุกคน และจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมืองนี้ แต่ผมจะขึ้นเวทีปราศรัยช่วยพรรคทั่วประเทศ”การประกาศกลางที่ประชุมของสุเทพ

เรียกได้ว่าเปิดหน้าท้ารบกับทุกพรรคการเมือง 100% พร้อมกับตั้งความหวังว่าจะได้เข้าร่วมเป็นรัฐบาลผสม โดยอาศัยระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมตามรัฐธรรมนูญที่ไม่เปิดโอกาสให้มีรัฐบาลเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด เป็นช่องทางในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐมนตรีในอนาคตหลังการเลือกตั้ง

แต่กระนั้นประเด็นสำคัญของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ไม่ได้อยู่ที่การประกาศของสุเทพเท่านั้น เพราะเมื่อสอดส่ายสายตาไปยังรายชื่อกรรมการบริหารพรรคแล้ว จะพบว่าการเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคของ “หม่อมเต่า” ม.ร.ว.จัตุมงคล สร้างความประหลาดใจในทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

เดิมทีหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าตำแหน่งหัวหน้าพรรคน่าจะเป็นของ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” แบบแบเบอร์ เพราะอาจารย์เอนกเป็นหนึ่งในผู้ก่อการที่ร่วมคิดกับสุเทพในการตั้งพรรคการเมืองนี้โดยเอนกถูกวางตัวให้ทำงานในเชิงวิชาการและนโยบายพรรค อันเป็นเหมือนกับโมเดลเมื่อครั้งก่อตั้ง “พรรคมหาชน” ที่มี เสธ.หนั่น-พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นผู้จัดการพรรค ส่วนอาจารย์เอนกเป็นหัวหน้าที่สวมบทเป็นพระเอก

ทว่าคดีกลับพลิกผันเมื่อชื่อหัวหน้าพรรคกลับเป็นชื่อหม่อมเต่า

ต้องยอมรับว่าชื่อชั้นของ“หม่อมเต่า” เมื่อเทียบกับ “เอนก” แล้ว หม่อมเต่าค่อนข้างจะมีลำดับไหล่ที่สูงกว่าพอสมควร เพราะผ่านตำแหน่งและเหตุการณ์สำคัญมากมาย

ย้อนกลับไปเมื่อเหตุการณ์วิกฤตค่าเงินบาทปี 2540 เวลานั้น ม.ร.ว.จัตุมงคล เป็นปลัดกระทรวงการคลัง แสดงความไม่พอใจต่อการถูกรัฐบาลขณะนั้นย้ายให้มาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีด้วยการลาออก

หม่อมเต่าถือเป็นคนหนึ่งในระบบราชการที่ผ่านสังเวียนการต่อกรกับนายกรัฐมนตรีมาแล้ว โดยเฉพาะสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2544

โดยหม่อมเต่าที่เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยตอนนั้น ต้องการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำ เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงิน ภายหลังประเทศเพิ่งผ่านเหตุการณ์วิกฤตต้มยำกุ้งแต่รัฐบาลทักษิณไม่เห็นด้วย คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติปลดออกจากตำแหน่ง

เพียงแค่นี้ก็เป็นเครื่องหมายการันตีแล้วว่าหม่อมเต่ามีความกล้าและความสามารถพอที่จะเป็นผู้นำได้ในสายตาของสุเทพ เพราะการเลือกตั้งครั้งหน้านโยบายที่จะชี้ขาดว่าใครแพ้หรือชนะอยู่ที่ “นโยบายด้านเศรษฐกิจ” ไม่ใช่นโยบายการเมืองที่เน้นการสร้างความปรองดอง

ผลการสำรวจความคิดเห็นแต่ละสำนักออกมาต่างระบุตรงกันว่า ต้องการให้แก้ไขเรื่องปัญหาปากท้องของประชาชน เท่ากับว่าหากพรรคการเมืองใดสามารถนำเสนอนโยบายนี้ได้โดนใจผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง โอกาสจะได้ สส.เข้าสภาก็มีมากกว่า 50%

จากโจทย์ของประเทศข้อนี้ อาจทำให้สุเทพเล็งเห็นว่าหม่อมเต่าน่าจะมีความเหมาะสมมากที่สุด เพราะเชี่ยวชาญทั้งด้านการเงินและการคลัง ซึ่งในด้านความรู้ความสามารถของหม่อมเต่านั้น แม้แต่อาจารย์เอนก ยังยอมรับว่ากลางที่ประชุมพรรคเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ม.ร.ว.จัตุมงคล เป็นคนไทยที่เก่งคนหนึ่ง ก่อนที่อาจารย์เอนกจะขอถอนตัวจากการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค

เหนืออื่นใดการขึ้นมาเป็นหัวหน้าของ ม.ร.ว.จัตุมงคล น่าจะเป็นแม่เหล็กชั้นดีที่จะช่วยให้กลุ่มทุนหันมาสนับสนุนพรรครวมพลังประชาชาติไทยมากขึ้น โดยที่สุเทพไม่ต้องออกแรงมากนัก

เส้นทางของพรรคพลังประชาชาติไทยเพิ่งจะเริ่มต้นภายใต้การนำของ “สุเทพ-หม่อมเต่า” แต่กว่าจะไปถึงการเลือกตั้ง ขวากหนามและอุปสรรคน่าจะมีอยู่อีกไม่น้อย และพรรคเพื่อไทยน่าจะเป็นศัตรูเป็นหมายเลขหนึ่งของพรรค เนื่องจากต่างฝ่ายต่างรู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี

พท.-ปชป.เปิดศึกกันเอง เข้าทาง “พลังประชารัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559952

  • วันที่ 06 ส.ค. 2561 เวลา 09:38 น.

พท.-ปชป.เปิดศึกกันเอง เข้าทาง "พลังประชารัฐ"

การเปิดศึกถล่มกันยกใหม่ของเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ส่งผลดีกับ คสช.ที่กำลังเดินหน้าหาหนทางเข้าสู่อำนาจหลังเลือกตั้ง

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การออกมาจุดไฟเผาอดีตบ้านตัวเองของ นคร มาฉิม อดีตผู้แทนเมืองพิษณุโลก ซึ่งตัดสินใจย้ายจากประชาธิปัตย์ไปอยู่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และล่าสุดมีข่าวว่าเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยมาระยะหนึ่งแล้ว กำลังเป็นเชื้อไฟให้สองพรรคใหญ่กลับมาเปิดศึกกันอีกคำรบ

ชนวนใหญ่เริ่มจากเนื้อหาที่นครออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ขอโทษ ทักษิณ ชินวัตร และ​ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากที่เคยมีส่วนร่วมให้มีการล้มรัฐบาลของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ​พร้อมเล่าถึงวิธีและผนึกกำลัง นักการเมือง กองทัพ ข้าราชการ และอื่นๆ

“เหตุใดพวกเราพ่ายแพ้ต่อท่าน อย่างยับเยินทั้งที่พวกเรา และแนวร่วมฝ่ายอนุรักษนิยมมีความพร้อมทั้งทุน เครือข่าย นายทุน กลุ่มขุนศึก กลุ่มศักดินาอำมาตย์ และเครือข่ายข้าราชการ ได้ใช้สรรพกำลังทุกองคาพยพอย่างเต็มที่แล้ว ใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ใช้วาทกรรมทำลายทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะรวยแล้วโกง โกงทั้งโคตร ทุจริตเชิงนโยบาย ฯลฯ แต่ยังไม่สามารถหยุดยั้งความนิยมในตัวท่านและพรรคของท่านได้

ขณะนั้นพวกเราตื่นตระหนกกันมาก จึงร่วมกับทุกฝ่ายระดมสรรพกำลัง ทั้งฝ่ายการเมือง ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายข้าราชการประจำและที่สำคัญที่สุดและแนบเนียนที่สุดคือ ฝ่ายตุลาการระดับสูงบางคนที่เชื่อมั่นและศรัทธาฝ่ายเผด็จการอนุรักษนิยมในนามตุลาการภิวัฒน์ ร่วมกันขย้ำท่าน และพรรคของท่านให้ตายคามือ ยึดอำนาจด้วยปืน ยุบพรรคท่านทิ้งด้วยกฎหมาย ตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหาร”

เบื้องต้นประชาธิปัตย์เตรียมฟ้องนครตามความผิดมาตรา 326 และ 328 หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและเตรียมเอาผิดเพิ่มตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ประเด็นนำข้อมูลเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย หรือความตื่นตระหนกแก่ประชาชนนั้นเข้าข่ายผิด

ปลุกให้บรรยากาศการเมืองกลับมาดุเดือด ดังจะเห็นจากท่าทีของสมาชิกสองพรรคใหญ่ออกมาเปิดสงครามน้ำลายถล่มกันอีกรอบ จนทำท่าว่าจะบานปลายต่อไป

แม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกกับความระหองระแหงของสองพรรคใหญ่ที่ผ่านมาที่กระทบกระทั่งกันมายาวนานและรุนแรงกว่านี้เมื่อในอดีต

แต่ต้องยอมรับว่าหลังรัฐประหารเรื่อยมา ทั้งประชาธิปัตย์​และเพื่อไทย ซึ่งเสมือนต้องร่วมหัวจมท้ายตกอยู่ในชะตากรรมที่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้กำหนดด้วยแล้ว ดูต่างฝ่ายต่างจะลดลาราวศอกไปเยอะ

ความขัดแย้งที่เคยปะทุในอดีตจึงถูกพักยกไว้ชั่วคราว แถมยังมีหลายๆ ครั้งที่สองพรรคใหญ่ ออกมาประสานเสียงแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนกฎ กติกา เลือกตั้ง รวมไปถึงการเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว

ดังนั้น การเปิดศึกถล่มกันยกใหม่ของเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ จึงมีแต่จะส่งผลดีกับทาง คสช.ที่กำลังเดินหน้าเตรียมหาหนทางเข้าสู่อำนาจรอบต่อไปหลังการเลือกตั้ง

ประการแรก เมื่อสองพรรคใหญ่เปิดศึกกันย่อมเข้าทางยุทธศาสตร์ของทาง คสช.อันจะเป็นการเบี่ยงเป้าไม่ให้ทั้งคู่สามารถประสานกำลังถล่ม คสช.ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งอย่างที่หลายฝ่ายเคยเป็นห่วง

ดังจะเห็นจากที่ผ่านมาหลายครั้งพรรคการเมืองต่างออกมารุมถล่ม คสช.ในประเด็นต่างๆ จนสะบักสะบอมสะเทือนไปถึงคะแนนนิยมที่สู้อุตส่าห์ทำมาอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งเวลานี้สถานการณ์ดูดอันรุนแรงของกลุ่มสามมิตรที่เข้าไปล้วงหาผู้สมัครจากบรรดาอดีต สส.พรรคต่างๆ จนทำให้หลายพรรคออกมาประสานถล่มอย่างรุนแรงดังที่ปรากฏ แต่เมื่อสองพรรคใหญ่เปิดฉากไปเล่นงานกันเองกระแสที่เคยจับจ้องเล่นงานยัง คสช. จึงมีแต่จะลดลงไป

ประการที่สอง เมื่อรอยร้าวระหว่างสองพรรคใหญ่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่จะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อสู่กับพรรคของ คสช. ย่อมเป็นไปได้ยากขึ้นตามไปด้วย

หากจำได้ก่อนหน้านี้แม้ทั้งสองพรรคใหญ่จะเคยประกาศไม่สนับสนุนรัฐประหาร และมีจุดยืนไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อีกสมัย แต่ขณะเดียวกันการจะให้สองพรรคใหญ่มาจับมือร่วมตั้งรัฐบาลเองก็เป็นสูตรที่เป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะหลายคนยังพูดถึงสูตรนี้

แต่หากสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายยังทะเลาะกันเช่นนี้ต่อไป ย่อมทำให้สูตรจัดตั้งรัฐบาลนี้ต้องปิดประตูตาย

​ประการที่สาม การที่บรรยากาศการเมืองกลับมาเต็มไปด้วยสงครามน้ำลายทะเลาะกันไปมาเหมือนในอดีตย่อมทำให้ประชาชนที่เคยอิดหนาระอาใจกับการเมืองแบบเดิมๆ ย่อมต้องรู้สึกหมดหวังกับอนาคตที่เคยคิดว่าจะฝากความหวังกับนักการเมือง และอาจถึงขั้นบีบให้ไปสนับสนุนพรรคที่มาจาก คสช.ก็เป็นได้

ยิ่งที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร นักการเมืองถูกตีตราให้เป็นจำเลยของความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจนไม่อาจก้าวพ้นวังวนปัญหา ดังนั้น หากยังเห็นสภาพการเมืองเช่นนี้ย่อมเข้าทาง คสช. ซึ่งมียุทธศาสตร์ต้องการสะกดให้พรรคการเมืองต่างๆ มีขนาดเล็ก เพื่อจะได้ไร้พลังในการรวมตัวจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

ทั้งหมดล้วนแต่ทำให้โอกาสของ คสช.กับการปูทางรอหวนคืนสู่อำนาจหลังเลือกตั้งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

การทูตนำ ‘กกต.’ ตัดท่อคสช.-รักษาภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559645

  • วันที่ 03 ส.ค. 2561 เวลา 10:15 น.

การทูตนำ ‘กกต.’ ตัดท่อคสช.-รักษาภาพ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรอิสระที่ยังสามารถอยู่ยงคงกระพันมาตั้งแต่เมื่อครั้งมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ทั้งเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กกต.ในยุคก่อนการรัฐประหาร 2549 นับเป็นช่วงขาลงของ กกต.ชัดเจน

นับจากนั้นเป็นต้นมา กกต.เดินหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ที่เห็นเด่นชัดสุด คือ การให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเข้ามามีบทบาทในการสรรหา กกต.

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงนำมาซึ่งบุคคลที่ได้รับเลือกให้เป็นประธาน กกต. จะพบว่า กกต.สองชุดหลังสุดนั้นล้วนแต่มีโปรไฟล์การเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น “อภิชาต สุขัคคานนท์” และ “ศุภชัย สมเจริญ”

เมื่อหัวขบวนผ่านการการันตีด้วยการเป็นผู้พิพากษามาก่อน ส่งผลให้ กกต.กลับมาอยู่กับร่องกับรอยอีกครั้ง แม้จะถูกวิจารณ์ถึงการทำงานและความเป็นกลางอยู่บ้าง แต่ไม่เกิดผลเสียหายร้ายแรงมากนัก เมื่อเทียบกับอดีต

มาถึงเวลานี้ กกต.กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง ภายหลังการเลือกประธาน กกต.ครั้งล่าสุด บรรดาผู้ที่ผ่านการให้ความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 5 คนมีมติเลือก “อิทธิพร บุญประคอง” เป็นประธาน กกต.

การขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง กกต.ของอิทธิพร เรียกได้ว่าสร้างความประหลาดใจไม่น้อย เนื่องจากก่อนหน้านี้หลายฝ่ายต่างฟันธงไปในทิศทางทางเดียวกันว่าเก้าอี้ประธาน กกต.น่าจะเป็นของ “ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี” กกต.จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หรือ “ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย” กกต.จากคณะกรรมการสรรหา

เดิมทีคาดหมายว่าหากให้ฉัตรไชยขึ้นมาเป็นประธาน กกต.น่าจะช่วยรักษาภาพความเป็นกลางของ กกต. เนื่องจากเป็น กกต.จากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา อีกทั้งแนวปฏิบัติของ กกต.สองชุดก่อนหน้านี้ก็มอบเก้าอี้ประธาน กกต.ให้กับอดีตผู้พิพากษามาตลอด จึงไม่แปลกที่ชื่อของฉัตรไชยจะอยู่ในฐานะตัวเต็งลำดับต้นๆ

เช่นเดียวกับกรณีของธวัชชัย ซึ่งเคยเป็นอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตผู้ว่าราชการหลายจังหวัด ซึ่งน่าจะทันเหลี่ยมของพวกนักเลือกตั้งพอสมควร ทำให้เป็นอีกคนที่น่าสนใจกับตำแหน่งสูงสุดใน กกต.

แต่เอาเข้าจริงตำแหน่งประธาน กกต.กลับพลิกโผไปอย่างเหนือความคาดหมายด้วยเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการ

1.อายุ กกต.มีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปีตามรัฐธรรมนูญกำหนด แต่หากเกิดกรณีที่ กกต.รายใดมีอายุ 70 ปีระหว่างดำรงตำแหน่ง แม้จะทำหน้าที่ยังไม่ครบ 7 ปีแต่หากมีอายุครบ 70 ปีต้องพ้นจากตำแหน่งเช่นกัน

ทั้งนี้ พบว่าฉัตรไชย อายุ 65 ปี ธวัชชัย อายุ 66 ปี เท่ากับว่าหากคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้ได้เป็นประธาน กกต. จะไม่อยู่ในตำแหน่งได้ครบ 7 ปี เพราะต่างจะมีอายุครบ 70 ปีในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ดังนั้น การเปลี่ยนม้ากลางศึกย่อมมีผลต่อการทำงานที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องแน่นอน

2.การลดแรงเสียดทานให้กับศาล ที่ผ่านมาอย่างที่ทราบกันดีกว่ากฎหมายให้บทบาทกับศาลฎีกาเกี่ยวกับองค์กรอิสระพอสมควร แม้จะนำมาซึ่งผลดีในแง่ภาพลักษณ์ของความเป็นกลาง แต่ด้านหนึ่งมีผลกระทบเช่นกัน กล่าวคือ เมื่อเกิดการวิพากษ์วิจารณ์องค์กรอิสระแต่ละครั้ง ศาลมักจะถูกกระทบชิ่งไปด้วย

การให้บุคคลอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาลโดยตรงมาทำหน้าที่ประธาน กกต.ที่ต้องคอยปะทะกับแรงกดดันทางการเมือง น่าจะช่วยเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้คลื่นลมการเมืองมากระทบถึงศาลไปในตัว

3.ตัดปัญหาเรื่อง คสช. อย่างที่ทราบกันดีว่า กกต.ชุดนี้มาในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางกระแสข่าวจะมีนอมินี คสช.เข้ามาสู่สนามเลือกตั้ง เพื่อสานต่อภารกิจให้กับ คสช.จนจบด้วยการผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

ด้วยตรรกะนี้ หากให้คนที่เคยเป็นสมาชิก สปท.ที่มาจากการเลือกของ คสช.เป็นประธาน กกต. มีความเป็นไปได้ที่ กกต.คงต้องคอยรับศึกหนักจากนักเลือกตั้งที่เพ่งเล็งพร้อมกับจับผิดของ กกต.แน่นอน เพราะย่อมไม่ไว้วางใจเรื่องความเป็นกลางของ กกต. ไม่เพียงเท่านี้ ปัญหาอาจลามไปถึงความสง่างามของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วย ถ้าเกิดจับพลัดจับผลูได้เป็นนายกฯ ขึ้นมาอีกรอบ

จากเหตุผลทั้งหมด จึงเป็นที่มาว่าควรตัดปัญหาทั้งหมดด้วยการให้คนที่มีโปรไฟล์ไม่เกี่ยวกับศาลและ คสช.มาเป็นประธาน กกต. หวยจึงไปออกที่ “อิทธิพร” พอดี

ในแง่ของอายุนั้นว่าที่ประธาน กกต.รายนี้เพิ่งจะมีอายุ 62 ปีเท่านั้น ไม่มีปัญหาเรื่องต้องพ้นตำแหน่งกลางคันด้วยเพราะเหตุอายุ 70 ปีบริบูรณ์ ส่วนประวัติการทำงานก็มีข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น เป็นอดีตเอกอัครราชทูตหลายประเทศและยังเคยเป็นทีมงานของประเทศไทยต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ต่อศาลโลก เมื่อปี 2553 ด้วย และอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย

เหนืออื่นใด การมีภาพลักษณ์เป็นนักการทูต น่าจะเป็นแต้มต่อที่สำคัญของ กกต. เนื่องจาก กกต.จะต้องทำหน้าที่รับมือกับต่างชาติที่จะเข้ามารุมจับตาการเลือกตั้งของไทยที่จะมีขึ้นในปี 2562

นับว่า กกต.เข้าสู่การปฏิรูปอย่างแท้จริงตั้งแต่การเปลี่ยนที่มาของประธาน กกต. และด้วยอำนาจใหม่ที่รัฐธรรมนูญเพิ่มมาให้ ส่งผลให้ กกต.ยุคนี้เป็นเสือที่น่าเกรงขามไม่น้อย

โค้งสุดท้าย โกยคะแนนรากหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559574

  • วันที่ 02 ส.ค. 2561 เวลา 14:30 น.

โค้งสุดท้าย โกยคะแนนรากหญ้า

สารพัดนโยบายจากคสช.ที่ถูกคลอดออกมาในช่วงนี้กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีเป้าหมายเพื่อโกยคะแนนนิยมจากกลุ่มรากหญ้าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งนโยบาย ลด แลก แจก แถม จากรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเร่งโกยคะแนนนิยมโดยเฉพาะจากกลุ่มคนรากหญ้าที่ถือเป็นฐานเสียงที่สำคัญในอนาคต

คู่ขนานไปกับการเร่งก่อร่างสร้างพรรคพลังประชารัฐ ผ่านกลไกสำคัญอย่างกลุ่มสามมิตรที่ตระเวนเดินสายพบปะอดีตนักการเมือง กลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อชักชวนให้มาร่วมสนับสนุนเป้าหมายผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัยเพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูปให้ลุล่วง

ท่ามกลางความคึกคักของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ที่เริ่มออกมาขยับเตรียมลงสนามด้วยกฎกติกาใหม่ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่างต้องดำเนินการให้ถูกต้อง

ปัญหาอยู่ที่เวลานี้ซึ่งบรรดาพรรคการเมือง ตลอดจนกลุ่มการเมืองอื่นๆ ถูกแช่แข็งด้วยคำสั่งให้ คสช.ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวกว่า 4 ปี จนไม่อาจประชุมวางตัวผู้สมัครหรือจัดทำนโยบายพรรค แต่ทางรัฐบาล คสช. หรือแม้แต่กลุ่มสามมิตรดูจะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจนมีเสียงทักท้วงดังขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนว่าในฐานะรัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องจัดทำนโยบายหรือโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือดูแลประชาชนกลุ่มต่างๆ ให้อยู่ดีกินดีมีความเป็นอยู่ที่ดี

แต่อีกด้านหนึ่งย่อมถูกมองว่าเป็นความตั้งใจที่จะเร่งสร้างคะแนนในช่วงใกล้เลือกตั้ง ซึ่งแทบจะถือเป็นสูตรสำเร็จของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยความมุ่งหวังว่าดอกผลดังกล่าวจะทำให้ได้รับคะแนนเสียงกลับมาเป็นรัฐบาลต่ออีกสมัย

แม้บางครั้งจะดูสวนทางกับแนวทางการบริหาร 2-3 ปีก่อนหน้านี้ที่มักจะหยิบยกปัญหาเรื่องงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดจนไม่อาจเข้าไปอุ้มหรือดูแลผู้เดือดร้อนที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ

ล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการลดภาระหนี้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกรรายย่อย ประกอบด้วย 2 โครงการ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและราคาสินค้าเกษตรต่างๆ

1.การขยายเวลาชำระหนี้ให้เกษตรกรรายย่อยที่เป็นลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 3.81 ล้านราย ที่ผ่านมามาตรการพักการชำระหนี้จะให้สำหรับลูกค้าที่มีต้นหนี้เหลือต่ำกว่า 3 แสนบาท แต่ครั้งนี้จะให้แก่เกษตรกรรายย่อยทุกคน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2561-31 ก.ค. 2564 ​โดยได้รับสิทธิในการขยายเวลาชำระต้นเงินกู้เป็นเวลา 3 ปี

2.โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกรรายย่อย ซึ่งจะเป็นเกษตรกรที่ได้รับสิทธิลดดอกเบี้ยเฉพาะต้นเงินกู้ที่ไม่เกิน 3 แสนบาทเท่านั้น เป็นระยะเวลา 1 ปี เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2561-31 ก.ค. 2562 โดยรัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนเกษตรกร 2.5% ต่อปี และ ธ.ก.ส.รับภาระแทน 0.5% ต่อปี​ โดยใช้งบประมาณ 13,582 ล้านบาท

นับเป็นอีกโครงการที่เกษตรกรทั่วประเทศ 3.81 ล้านรายจะได้ประโยชน์ อย่างน้อยแม้รัฐบาลจะไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือด้านต้นทุนการผลิตให้ลดลง หรือทำให้ราคาขายสินค้าการเกษตรขยับตัวสูงขึ้น แต่อย่างน้อยการพักหนี้เกษตรกรก็พอจะช่วยทุเลาความเดือดร้อนลงไปได้ไม่มากก็น้อย

แต่ด้วยสถานการณ์มรสุมที่รุมเร้ารอบด้านจนคะแนนนิยมของรัฐบาล คสช.ลดน้อยลง การเร่งสร้างผลงานถือเป็นอีกภารกิจเร่งด่วน ที่จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นให้กลับมาอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น หากยังหวังจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้จึงเห็นการเร่งเครื่องสร้างผลงานลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ทั้งเมืองหลักเมืองรองทั่วประเทศ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการต่างๆ แบบรวดเร็วทันใจและเห็นผลจับต้องได้

สอดประสานไปกับการเดินหน้าโครงการประชารัฐ ที่กำลังขับเคลื่อนกลไกการทำงานในพื้นที่ต่างๆ เจาะเป้าหมายไปยังผู้มีรายได้น้อย

ล่าสุด​ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดโครงการใช้จ่ายเงินซื้อของผ่านแอพถุงเงินประชารัฐ เอื้อคนมีรายได้น้อยใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐซื้อของได้ง่ายขึ้น จากจำนวนผู้ใช้ 11.43 ล้านคน แก้ไขปัญหาจุดอ่อนเดิมด้วยการเพิ่มทางเลือกร้านค้าที่ตั้งเป้าไว้อีก 1-2 แสนราย

ในวันที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกที การเร่งสร้างผลงานซื้อใจรากหญ้าย่อมจะมีให้เห็นอย่างต่อเนื่องนับจากนี้ต่อไป

3 ประสาน 3 ขุนพล แยกกันเดิน แต่ร่วมอุ้ม”บิ๊กตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559292

  • วันที่ 31 ก.ค. 2561 เวลา 09:41 น.

3 ประสาน 3 ขุนพล แยกกันเดิน แต่ร่วมอุ้ม"บิ๊กตู่"

การเมืองไทยกำลังเดินหน้าไปอย่างมีนัยสำคัญ หลังหลายปัจจัยนำไปสู่การเลือกตั้งเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัด

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยเวลานี้กำลังเดินหน้าไปอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังหลายปัจจัยที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัด

ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ทั้งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ที่อยู่ในระหว่างกระบวนการในการทำให้มีผลบังคับใช้ หรือจะเป็นกรณีการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติเลือกได้มาแล้ว 5 คน จากทั้งหมด 7 คน

เช่นเดียวกับท่าทีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลที่จะไม่ค่อยมีการส่งสัญญาณในทำนองว่าขู่จะเลื่อนเลือกตั้งอีก แต่กลับแสดงออกชัดเจนว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งจริงๆ ถึงจะพบว่าการเหน็บแนมฝ่ายการเมืองบ้างก็ตาม

เมื่อสัญญาณของการเลือกตั้งชัดเจนขนาดนี้ จึงมีผลให้การเมืองเกิดความเคลื่อนไหวตามมามากมาย โดยเฉพาะกระบวนการสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วมีกลุ่มการเมือง 3 กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังของการยกมือชู พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้

กลุ่มที่ 1 “กลุ่มสามมิตร” เป็นกลุ่มปรากฏตัวและความเคลื่อนไหวให้เป็นระยะ นำโดย “สมศักดิ์ เทพสุทิน”อดีตแกนนำพรรคมัชฌิมาธิปไตย และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ทั้งสองคนนี้เคยเป็นกำลังสำคัญของพรรคไทยรักไทย ที่ทำให้พรรคและ “ทักษิณ ชินวัตร”สามารถอยู่ในตำแหน่งนายกฯ ได้เป็นเวลา 4 ปีเต็มจนครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร

การเคยทำงานกับทักษิณมาก่อน ย่อมรู้ไส้รู้พุงพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดี และอ่านใจของนักเลือกตั้งได้อย่างง่ายดาย จึงไม่แปลกที่ระยะหลังจะมีข่าวเป็นระยะว่าอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทย กำลังทยอยออกจากพรรค มาเข้ากับกลุ่มสามมิตร

โมเดลนี้เหมือนกับเมื่อครั้งสมศักดิ์ได้สร้างวังน้ำยมภายในพรรคไทยรักไทย ด้วยการเข้ามาดูแล สส.ภายในพรรคจำนวนมาก จนวังน้ำยมกลายเป็นก๊วนหนึ่งที่มี สส.มากที่สุด ซึ่งสามารถสร้างอำนาจต่อรองกับตระกูลชินวัตรที่คุมพรรคไทยรักไทยเวลานั้น

“ก็อย่างน้อยๆ ถ้ามีคนมาทะเลาะกันที่เห็นอยู่อย่างการเลือกตั้งที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ มีคนใส่เสื้อหลากสี พวกเราก็ไม่มีความสุขกันหมด แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันจบไป” สัญญาณจากสมศักดิ์ ภายหลังถูกผู้สื่อข่าวถามถึง พล.อ.ประยุทธ์

กลุ่มที่ 2 “กลุ่มบ้านริมน้ำ” นำโดย “สุชาติ ตันเจริญ” นับเป็นกลุ่มการเมืองที่เคยอยู่กับพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่สมัยเป็นพรรคไทยรักไทย คุม สส.อีสานและภาคตะวันออกบางส่วน แต่ก็ได้ลดบทบาทของตัวเองไปแล้วก่อนหน้านี้ ภายหลังเกิด เหตุการณ์ยุบพรรครักไทย จนต้องมาอาศัยอยู่กับพรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคภูมิใจไทย

ฐานกำลังของกลุ่มนี้น่าจับตามอง เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าสุชาติเป็นนักการเมืองมากบารมีคนหนึ่ง ถึงขั้นเคยเป็นรัฐมนตรีและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว แม้กลุ่มบ้านริมน้ำจะไม่ใหญ่เท่ากับกลุ่มของสมศักดิ์ แต่ก็พลังมากพอที่จะดูดอดีต สส.ได้เช่นกัน

กลุ่มบ้านริมน้ำไม่เพียงแต่เดินเกมดูดอดีต สส.เท่านั้น แต่ยังมุ่งไปที่การสร้างฐานทางการเมืองท้องถิ่นด้วย เพื่อเป็นกำลังหลักให้กับกลุ่มต่อไปในระยะยาว เนื่องจากการเลือกตั้งท้องถิ่นในทุกระดับกำลังจะเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับการเลือกตั้ง สส. การสร้างฐานการเมืองเพื่อคุมอำนาจให้เบ็ดเสร็จ จึงมีความจำเป็น

กลุ่มที่ 3 “กลุ่มเพื่อนสมคิด” คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์

การเดินหมากการเมืองกลุ่มนี้อาจจะแตกต่างกับสองกลุ่มข้างต้น ที่สองกลุ่มแรกจะเน้นการทาบทามอดีต สส. แต่กลุ่มเพื่อนสมคิดจะเน้นเชื่อมกับกลุ่มเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าสมคิดมีพลังด้านคอนเนกชั่นและสายสัมพันธ์ต่อกลุ่มทุนดีขนาดไหน มิเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่ดึงมาเป็นแม่ทัพด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของทั้ง 3 กลุ่ม ด้านหนึ่งดูเหมือนจะแยกกันเดินหมากทางการเมือง แต่ลึกๆ แล้วต่างมีเป้าประสงค์เดียวกัน คือ สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง พร้อมกับสร้างขั้วอำนาจการเมืองใหม่เพื่อมาถ่วงดุลพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นขั้วอำนาจการเมืองที่ทรงอิทธิพลมาหลายทศวรรษ

ต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนั้นสำคัญกว่าครั้งไหนๆ เพราะเป็นการเดิมพันของทุกฝ่าย

หาก คสช.สามารถกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้ง ผ่านการสนับสนุนของนักเลือกตั้งขาใหญ่ได้สำเร็จ การเมืองจะเกิดการเปลี่ยนขั้วอย่างแน่นอน ผลกระทบด้านลบย่อมจะมาถึงสองพรรคการเมืองใหญ่

แต่ในทางกลับกันถ้าพรรคเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง คสช.หรือแม้แต่กองทัพก็คงไม่สามารถเคลื่อนไหวทางการเมืองไปอีกนานเช่นกัน เพราะการกลับมาของทั้งสองพรรคดังกล่าว ย่อมเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้ทหารออกไปจากการเมือง

เมื่อการเดิมพันครั้งนี้มีราคาสูง การงัดกลยุทธ์และลีลาทางการเมืองนั้นจำเป็นต้องใช้อย่างเต็มที่ และนั่นอาจทำให้การเลือกตั้งในอนาคตจะต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อีกครั้งว่าเป็นการสู้กันระหว่างทหารและนักการเมือง

จับตาเปิดระบบพิเศษ ดึงทหารร่วมวง กกต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/559176

  • วันที่ 30 ก.ค. 2561 เวลา 08:11 น.

จับตาเปิดระบบพิเศษ ดึงทหารร่วมวง กกต.

อย่าได้แปลกใจหากการเลือก กกต.ให้ครบ 7 คนกลายเป็นเรื่องยาก เพราะต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งหน้ามีความสำคัญต่อ คสช.เป็นอย่างมากนั่นเอง

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังจะเป็นองค์กรอิสระองค์กรแรกที่จะเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นทางการ ภายหลังวันที่ 31 ก.ค. จะมีการเลือกประธาน กกต.คนใหม่

เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้มี กกต.จำนวน 7 คน เพื่อทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้ง โดยการสรรหาและการเลือก กกต.ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ผ่านมาต้องออกแรงถึง 2 ครั้ง กว่าจะได้เห็นโฉมหน้า กกต.ชุดใหม่

แต่ถึงกระนั้น การเลือก กกต.ครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ ก็ได้เพียง 5 คนเท่านั้น ได้แก่ 1.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ นักวิชาการสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2.อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย 3.ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) 4.ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และ 5.ปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา

สำหรับตัวเต็งประธาน กกต.ขณะนี้มีด้วยกัน 2 คน “ธวัชชัย-ฉัตรไชย”

เดิมทีแนวปฏิบัติที่ผ่านมา กกต.จะมอบให้ผู้ที่มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นประธาน กกต. เพื่อให้ กกต.มีภาพของความเป็นกลาง แต่มาเที่ยวนี้กลับมีผู้ผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหามาลงชิงตำแหน่งด้วย จึงต้องยอมรับว่าธวัชชัยนั้นมีประวัติไม่ธรรมดา เพราะอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าการเข้ามาเป็นสมาชิก สปท.ได้ จะต้องมีแบ็กอัพและจุดเชื่อมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดีขนาดไหน

อย่างไรก็ตาม การเลือกประธาน กกต.กลับมามีประเด็นข้อกฎหมายว่าควรรอให้ได้ กกต.ครบ 7 คนก่อนหรือไม่ ซึ่งเป็นความเห็นที่ออกมาจาก “เจษฎ์ โทณะวณิก”ที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

“การจะเลือกประธานในครั้งแรกต้องได้ กกต.ครบทั้ง 7 คนก่อน เพราะประธานจะทำหน้าที่จนครบวาระ หากเลือกไปก่อน กกต.ที่เข้ามาใหม่จะไม่มีโอกาสได้เลือก ทั้งที่การทำงานของประธาน กกต.จะผูกพัน กกต.ทั้งหมดด้วย

ดังนั้น ผู้ที่จะนำรายชื่อ กกต. รวมถึงประธานขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องระวังและพิจารณาอย่างรอบคอบ หากดำเนินการผิดกฎหมายจะส่งผลกระทบที่แก้ไขยาก” ความคิดเห็นของ เจษฎ์

ทว่า ฝั่ง สนช.กลับมองว่าการเดินหน้าเลือกประธาน กกต.ยังสามารถทำได้ เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 ระบุให้ผู้ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.เพียง 5 คน ก็สามารถประชุมร่วมกันเพื่อเลือกประธาน กกต.ได้

ในประเด็นนี้คงต้องรอดูว่าที่สุดแล้ว “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช.จะตัดสินใจอย่างไร ระหว่างให้เดินหน้าเลือกประธาน กกต.ไปเลย หรือชะลอการเลือกเอาไว้ก่อน

ทั้งนี้ ไม่ว่าประธาน สนช.จะเลื่อนการเลือกประธานออกไปหรือไม่ แต่ในอนาคตจำเป็นต้องมีการสรรหากรรมการ กกต.เพิ่มเติมอีก 2 คน เพื่อให้ครบ 7 คนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

เวลานี้กำลังเป็นที่จับตามองว่า กกต.ที่เหลือ 2 คนนั้นจะมาตามกระบวนการด้วยวิธีการแบบไหน ระหว่าง “สมัครตามระบบปกติ” กับ “การทาบทาม”

ในประเด็นของการทาบทาม เริ่มพูดกันออกมาเป็นระยะแล้ว ภายหลัง สนช.ไม่สามารถเลือก กกต.ได้ครบ 7 คน แม้จะมีการสรรหามาแล้วถึง 2 ครั้ง

โดยที่ผ่านมา พรเพชรพยายามสงวนท่าทีด้วยการยังไม่บอกว่าคณะกรรมการสรรหาที่มีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน จะใช้วิธีการสรรหาแบบพิเศษหรือไม่ ถ้ามองกันตามเนื้อผ้าแล้วโอกาสที่คณะกรรมการสรรหาจะใช้ระบบพิเศษก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน ด้วยเหตุผล 2 ประการ

1.ไม่ต้องการให้การเลือก กกต.ล่มเป็นครั้งที่ 3 แม้การลงมติเลือก กกต.ครั้งล่าสุดจะไม่ล้มลงเหมือนกับการเลือก กกต.ครั้งแรก แต่การเลือกครั้งล่าสุดของ สนช.ก็มีผู้ผ่านการสรรหาเพียง 5 คนเท่านัน ทั้งๆ ที่ควรจะต้องได้ครบทั้ง 7 คน

สถานการณ์เช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า สนช.กำลังสื่อมายังคณะกรรมการสรรหาว่าไม่ควรใช้วิธีการสรรหาตามระบบปกติเท่านั้น แต่ควรใช้วิธีพิเศษตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.เปิดโอกาส เพื่อให้ได้คนที่มีความหลากหลายนอกเหนือไปจากการสมัครตามระบบปกติ

2.การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือน เป็นร่างกฎหมายที่สมาชิก สนช.เป็นผู้เสนอและอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาศึกษาก่อนเสนอร่างกฎหมาย

โดยมีหลักการและเหตุผล คือ การให้นายทหารที่รับราชการหรือเคยรับราชการระดับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม ชั้นยศพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี เทียบเท่าข้าราชการพลเรือนที่รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งอธิบดี

การกำหนดหลักการไว้เช่นนี้ จะมีผลให้อดีตนายทหารระดับนายพลจำนวนไม่น้อยมีโอกาสเข้ามาเป็นองค์กรอิสระมากขึ้น โดยเฉพาะ กกต.ที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

ดังนั้น หากร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ในช่วงเวลา 90 วันระหว่างการรับสมัคร กกต. ก็อาจจะได้เห็นนายทหารจำนวนไม่น้อยตบเท้าเข้ามายื่นใบสมัครเป็น กกต.แน่นสภาแน่นอน

ที่สุดแล้ว อย่าได้แปลกใจว่าทำไมการเลือก กกต.ให้ครบ 7 คนถึงยากเย็น เพราะต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งหน้ามีความสำคัญต่อ คสช.เป็นอย่างมากนั่นเอง

โหมครม.สัญจร เติมพลังดูดถี่ยิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/558924

  • วันที่ 27 ก.ค. 2561 เวลา 10:27 น.

โหมครม.สัญจร เติมพลังดูดถี่ยิบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้จะออกตัวว่าไม่ใช่ทั้งการหาเสียง และไม่มีนัยทางการเมืองใดๆ แต่การที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตระเวนบุกหัวเมืองใหญ่จัดประชุม ครม.สัญจร ถี่ยิบเฉลี่ยเดือนละภาค ลงพื้นที่อย่างน้อย 1 วัน สองจังหวัดแบบไม่เหน็ดเหนื่อย ยิ่งระยะหลังบรรดานักการเมือง หรือ อดีต สส.ที่เข้าข่ายย้ายพรรคซบ คสช.ตามกระแสดูดไปอยู่พรรคที่สนับสนุน “บิ๊กตู่” แบบออกนอกหน้า

แต่หากย้อน ครม.สัญจร ที่ “บิ๊กตู่” ตระเวนไปแล้วอย่างน้อย 9 ครั้ง แต่ละครั้งกวาดคะแนนนิยมให้กับรัฐบาลผ่านโครงการและงบประมาณจำนวนมหาศาล และบรรดานักการเมืองพาเหรดมาเข้าพบนับไม่ถ้วน

ย้อนไปส่องผลการประชุม ครม.สัญจรนัดแรก ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. 2560 ที่ จ.นครราชสีมา รัฐบาลอนุมัติ 2,600 ล้านบาท ในการก่อสร้างรถไฟทางคู่เพื่อยกระดับช่วงผ่านตัวเมืองนครราชสีมา และเห็นชอบโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายปางปะอิน-นครราชสีมา 3.3 หมื่นล้านบาท แถมยังเทงบแก้น้ำท่วมและภัยแล้งให้ชาวอีสานอีก 2,000 ล้านบาท

พอมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 18 -19 ก.ย. 2560 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.สุพรรณบุรี มุ่งเอาใจกระดูกสันหลังของชาติ อนุมัติวงเงินช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรวงเงิน 8.7 หมื่นล้านบาท เพราะทราบดีว่า ชาวนาเป็นฐานเสียงสำคัญทางการเมือง

ต่อมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 3 คราวนี้ล่องใต้ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2560 ที่ จ.ปัตตานี และ สงขลา แม้ภาคธุรกิจด้านการท่องเที่ยวทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยของบเพื่อพัฒนากว่า 5 แสนล้านบาท แต่ที่ประชุม ครม.อนุมัติเพียงมาตรการด้านการเงินสำหรับเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2,800 ล้านบาท กับพักชําระหนี้ผู้ประสบภัยจากภัยก่อการร้าย 90 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบโครงการสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อมุสลิม 200 ล้านบาท ให้ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.)

หลังจากนั้นเป็นต้นมาพออดีต สส.ทั้งพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่ในพื้นที่รู้ข่าวว่า “บิ๊กตู่” จะมาตั้งวงประชุม ครม.สัญจร ต่างเริ่มทำแผนของบประมาณออกสื่อกันครึกโครม อย่างประชุม ครม.ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค.นี้ ที่ จ.พิษณุโลก และ สุโขทัย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” นักการเมืองใหญ่ ประกาศขอพบและของบจาก “บิ๊กตู่” เพื่อให้รัฐบาลก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ที่ทราบดีว่าเผือกร้อนเสี่ยงถูกภาคประชาชนต่อต้าน ในที่สุด ครม.สัญจร “บิ๊กตู่” จัดให้โครงการแก้น้ำท่วมน้ำแล้งในลุ่มน้ำยม ตามแผนเร่งด่วน 1,900 ล้านบาท จากที่มีการขอทั้งหมด 6,500 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

ครม.สัญจร ครั้งที่ 5 ในระหว่างวันที่ 5-6  ก.พ. 2561 ที่ จ.จันทบุรี และตราด นับว่า ครม.สัญจร ครั้งนี้ รัฐบาลจัดหนัก ไฟเขียวโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งภาคตะวันออก 7.73 หมื่นล้านบาท รวมทั้งการพัฒนาระบบขนส่งทางรางที่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินแบบไร้รอยต่อ รวมระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่าโครงการ 2.36 แสนล้านบาท

ต่อมา ครม.สัญจร ครั้งที่ 6 ระหว่างวันที่ 5-6  มี.ค. 2561 ที่ จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ครม.เห็นชอบโครงการการบรรเทาอุทกภัยและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ จ.เพชรบุรี ตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 573 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 7,400 ล้านบาท จะมีการเสนอเป็นโครงการขนาดใหญ่ต่อไป

แต่ ครม.สัญจร นัดที่สร้างเสียงฮือฮาที่สุด คือ ครม.สัญจร ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. 2561 ที่ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์ เป็นที่ทราบดีว่าเป็นถิ่นของเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่กล้าเอาใจ “บิ๊กตู่” เต็มที่ด้วยการจัดเต็มขนคนมาต้อนรับเต็มสนามช้าง อารีน่า กว่า 3 หมื่นคน พร้อมกับของบไป 2 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาอีสานให้เป็นสปอร์ตซิตี้ แต่ “บิ๊กตู่” เทงบให้เพียงโครงการเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งจำนวน 20 โครงการ วงเงิน 3,400 ล้านบาท

นัดที่ 8 ระหว่างวันที่ 11-12 มิ.ย.นี้  “บิ๊กตู่” นัดประชุม ครม.สัญจร เลือกกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ดังนี้ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ โดยเลือกลงพื้นที่ จ.พิจิตร เพื่อพบปะประชาชน ไม่พลาดอนุมัติงบสนับสนุนโครงการเขตเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) หรือไบโอฮับ มูลค่า 1.33 แสนล้านบาท ที่ถือเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี

มาล่าสุดนัดที่ 9 ระหว่างวันที่ 23-24 ก.ค. “บิ๊กตู่” ลงพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ครอบคลุม 4 จังหวัด อาทิ จ.อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจริญ  รัฐบาลเทงบประมาณไป 19 โครงการ วงเงินลงทุน 5.9 หมื่นล้านบาท ระหว่างปี 2562-2567 พร้อมกับอุดหนุนงบประมาณโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ถือเป็นหัวใจของการพัฒนาอีสาน 1.2 หมื่นล้านบาท “บิ๊กตู่” มาอีสานคราวนี้ได้โชว์พลังดูด บรรดาอดีต สส.เดินพาเหรดมาคารวะถึงที่ อาทิ สุพล ฟองงาม สุทธิชัย จรูญเนตร และอดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย  ซึ่่งประกาศเข้าพรรคพลังประชารัฐ

ดังนั้น จากนี้ไปโค้งสุดท้ายก่อนมีการเลือกตั้งใหญ่ ในปี 2562 การเดินหน้าจัดประชุม ครม.สัญจร ของ “บิ๊กตู่” รัฐบาลเร่งโหมทุ่มสรรพกำลังทุกอย่าง ทั้งโครงการและงบประมาณเทกระจาด หวังเจาะใจพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมๆ กับจะได้เห็นปรากฏการณ์ย้ายข้าง หรือย้ายพรรคของบรรดาแกนนำม็อบ เสื้อแดง เสื้อเหลือง อดีต สส. หรือนักการเมืองที่เคยอยู่ตรงข้าม คสช. จะมาสยบยอม “บิ๊กตู่” อย่างไม่น่าเชื่อ!!!