พลิกปูม 5 กกต. ลับมีดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557501

  • วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 09:06 น.

พลิกปูม 5 กกต. ลับมีดเลือกตั้ง

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งมี พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อลงคะแนนลับในการคัดเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ เข้ามาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งอันใกล้เข้ามาถึง

แม้ผลลัพธ์ที่ออกมาจะมีเพียง 5 คนผ่านเข้ารอบ โดยอีกสองรายต้องเข้าสู่กระบวนการสรรหาใหม่ อย่างไรก็ตามสำหรับ 5 คน ที่ผ่านด่านออกมาได้ ถือว่าประวัติการทำงานไม่ธรรมดา

เริ่มจาก สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ ถือว่าเป็นนักวิชาการสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อีกทั้ง มีดีกรีผลงานวิจัยทั้งภายในและต่างประเทศ อาทิ การฟอกสีน้ำทิ้งโรงงานสุรา (บริษัท ยูนิแซนโพล) การเก็บรักษาต้นอ้อยโดยกระบวนการทางชีววิทยา (บริษัท เยื่อกระดาษสยาม) และการบำบัดน้ำเสียที่มีไขมัน/น้ำมัน โดยใช้จุลินทรีย์ในการย่อยสลายแทนการตักทิ้ง (สกอ. 48-49)

อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา และกรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ เคยฝากผลงานสำคัญในฐานะรองตัวแทนรัฐบาลไทย กรณีข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ปมตีความคำพิพากษาศาลโลก เรื่องปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2553

ธวัชชัย เทิดเผ่าไทย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และเคยดำรงตำแหน่ง ผวจ.ระยอง เพชรบูรณ์ ลำปาง และกรรมการองค์กรการตลาดกระทรวงมหาดไทย

ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา มีดีกรีจบการศึกษาจากนิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2519 จบการศึกษาเนติบัณฑิตไทย รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ปี 2519

นอกจากนี้ มีประสบการณ์การทำงานเป็นอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2551- ก.ย. 2554 เป็น ผู้พิพากษาศาลฎีกา ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2554-ก.ย. 2556 เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556-ก.ย. 2558 และเป็นประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2558-ก.ย. 2560

ปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง จบการศึกษาในระดับปริญญาโทคณะรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า มีประสบการณ์การทำงานเป็นรองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 9 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2555-มี.ค. 2556 รองประธานศาลอุทธรณ์ ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2556-ก.ย. 2556

ส่วนอีก 2 คน ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง กกต. เนื่องจากได้คะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก สนช. ประกอบด้วย สมชาย ชาญณรงค์กุล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีตผู้ว่าราชการหลายจังหวัด

สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ทั้ง 5 คน จะต้องลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่ สนช.ให้ความเห็นชอบ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 26 ก.ค.

อย่างไรก็ตาม ภายหลังพ้นวันที่ 26 ก.ค.ไปแล้ว หากบุคคลทั้ง 5 คน ได้ลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ตามกฎหมาย กกต. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะดำเนินการให้ผู้ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ดังกล่าวประชุมร่วมกันเพื่อเลือกประธาน กกต.จำนวน 1 คน

ก่อนจะนำรายชื่อทั้ง 5 คนขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป ส่วนการสรรหา กกต.อีก 2 คนนั้น จะมีการทำหนังสือถึงประธานศาลฎีกาในฐานประธานกรรมการสรรหา เพื่อประชุมคณะกรรมการสรรหาอีกครั้ง ซึ่งกระบวนการสรรหาใหม่จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 90 วัน

“ในที่นี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าการสรรหา กกต.ใหม่อีก 2 คน จะใช้กระบวนการเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญเข้ามารับการสรรหาตามมาตรา 12 ของกฎหมาย กกต.หรือไม่ เพราะต้องรอให้มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาก่อน” ประธาน สนช.ระบุ

ส่วน กกต.ชุดรักษาการ ซึ่งประกอบไปด้วย ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. บุญส่ง น้อยโสภณ กกต.รับผิดชอบงานด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.รับผิดชอบงานด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และประวิช รัตนเพียร กกต.รับผิดชอบงานด้านกิจการการมีส่วนร่วม ยังคงทำหน้าที่ไปจนกว่ารายชื่อทั้ง 5 คน ได้รับการโปรดเกล้าฯ ลงมาเป็นที่เรียบร้อย ถึงจะสิ้นสุดการ ปฏิบัติหน้าที่รักษาการ กกต.

ทั้งนี้ แม้จะไม่ครบ 7 คน แต่กฎหมาย กกต.กำหนดให้ผู้ที่ผ่านความเห็นชอบเป็น กกต.จำนวน 5 คนสามารถทำหน้าที่และเป็นองค์ประชุมได้

เลือกตั้งท้องถิ่น เปิดตลาดซื้อ สส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557414

  • วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 10:13 น.

เลือกตั้งท้องถิ่น เปิดตลาดซื้อ สส.

หากการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อนเลือกตั้งใหญ่ คนที่แพ้เลือกตั้งท้องถิ่นในพื้นที่ใดย่อมจะเป็นบุคคลที่ถูกหมายตาให้มาลงสมัคร สส.ด้วย

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญ 2 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

อย่างแรกเป็น “การเลือกตั้งทั่วไป” หลายฝ่ายรวมไปถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คาดว่าจะมีขึ้นได้ในช่วงกลางปี 2562 ตอนนี้เหลือรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษาของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง อย่างเป็นทางการก่อน

แม้ความชัดเจนเกี่ยวกับกรอบเวลาของการเลือกตั้งทั่วไปเริ่มจะมีความชัดเจนขึ้นแล้ว แต่รายละเอียดปลีกย่อยที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการแพ้ชนะเลือกตั้ง กลับยังไม่ได้รับความชัดเจนมากนัก โดยเฉพาะกระบวนการการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และระบบบัญชีรายชื่อ หรือไพรมารีโหวต

พรรคการเมืองแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการจะใช้ระบบไพรมารีโหวตเต็มรูปแบบในการเลือกตั้งครั้งแรกที่จะมีขึ้น โดยให้เหตุผลว่าติดปัญหาติดล็อกการเมืองของ คสช. ทำให้การทำไพรมารีโหวตอาจจะดำเนินการไม่ได้สมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

แต่อย่างไรก็ดี คสช.ยังคงสงวนท่าทีต่อข้อเรียกร้องตรงนี้อยู่พอสมควร เนื่องจากตัวเองก็กำลังจะลงสนามเลือกตั้ง ดังนั้น การตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ของ คสช. ย่อมมีผลต่อการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกเหนือไปจากการเลือกตั้งทั่วไปที่เป็นที่น่าสนใจของหลายฝ่ายแล้วนั้น “การเลือกตั้งท้องถิ่น” เป็นอีกสนามหนึ่งที่ถูกจับตามองไม่แพ้กัน

แรกเริ่มเดิมที คสช.เคยมีแนวทางว่าต้องการให้เกิดการเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนการเลือกตั้ง โดยเล็งไว้เป็นกลางหรือปลายปี 2561 เพื่อต้องการทดสอบหลายอย่าง เช่น ความเคลื่อนไหว และกติกาที่ออกมาใหม่นั้นสามารถควบคุมการเลือกตั้งให้เกิดความโปร่งใสตามที่ต้องการได้หรือไม่ เป็นต้น

แต่มาถึงเวลานี้ คสช.ก็ยังไม่เคยให้ความชัดเจนแต่อย่างใด มีเพียงแต่การส่งสัญญาณเป็นนัยว่ากฎหมายจะเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในช่วงปลายปีนี้

สำหรับภาพรวมของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น จะมีลักษณะสอดคล้องกับกฎหมายเลือกตั้ง สส.พอสมควร เช่น การไม่ให้บุคคลที่เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือเคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก เพราะการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตลงสมัครเลือกตั้ง

เช่นเดียวกับกรณีห้ามผู้บริหารท้องถิ่นอนุมัติโครงการที่เข้าข่ายจูงใจผู้ใช้สิทธิ ภายใน 90 วัน ก่อนวันครบวาระการดำรงตำแหน่ง หรือก่อนการลาออกจากตำแหน่ง เว้นแต่เป็นการบรรเทาทุกข์จากภัยธรรมชาติหรือเป็นโครงการหรือกิจกรรมต่อเนื่อง หรือเป็นโครงการที่ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของเนื้อหากฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ยังไม่น่าสนใจเท่ากับการกำหนดวันเลือกตั้งท้องถิ่น

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยบอกตรงกันว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นกับการเลือกตั้ง สส.จะต้องมีเวลาห่างกัน 3 เดือนเป็นอย่างน้อย แต่ยังไม่กำหนดว่าการเลือกตั้งใดจะเกิดขึ้นก่อนกัน

ทั้งนี้ ถ้ามองถึงความเป็นไปได้และท่าทีของ คสช.อาจพอจะคาดการณ์ได้ว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นน่าจะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง สส. โดยมีช่องว่างห่างกัน 3 เดือนเป็นอย่างน้อยด้วยเหตุผล 2 ประการสำคัญ

1.วัดกำลังของพรรคการเมือง แน่นอนว่าการเมืองท้องถิ่นจะเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่พรรคการเมืองจะเข้ามาร่วมด้วย เพราะในมิติของพรรคการเมืองนั้น การเลือกตั้งสนามเล็กจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสู่ความสำเร็จของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งสนามใหญ่

เมื่อพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งสนามเล็ก คสช.ในฐานะผู้ที่เตรียมลงเลือกตั้งสนามใหญ่ ก็จะได้มีโอกาสเช็กกระแสของพรรคการเมือง เพื่อปรับกลยุทธ์ต่อสู้กับพรรคการเมืองในระยะยาว เรียกได้ว่า คสช.จะได้เห็นไพ่ในมือของพรรคการเมืองก่อน ขณะที่พรรคการเมืองจะยังไม่เห็นพลังของ คสช.ที่จะใช้สำหรับการเลือกตั้ง

2.เปิดโอกาสเลือกผู้สมัคร สส.ให้เข้าเป้า การเลือกตั้ง สส.ใหม่ “จัดสรรปันส่วนผสม” ทำให้ทุกคะแนนแม้แต่คะแนนของคนแพ้เลือกตั้ง สส.ยังมีความหมาย เพราะจะเอาไปใช้สำหรับการคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อด้วย

ด้วยเหตุนี้ หากการเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งใหญ่ คนที่แพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นในพื้นที่ใดย่อมจะเป็นบุคคลที่ถูกหมายตาให้มาลงสมัคร สส.ด้วย เนื่องจากจะเป็นคนที่มีฐานเสียงของตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง ไม่ได้ถูกหลอกว่าเสียงดี แต่ไม่มีคะแนน

ดังนั้น ถ้าในมุมนี้ คสช.ย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบพรรคการเมืองพอสมควรในหลายด้าน ในทางกลับกัน หากปล่อยให้การเลือกตั้งท้องถิ่นเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ อาจมีผลให้ คสช.ไม่ได้คุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เนื่องจาก คสช.เองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่

ทางที่ดีที่สุด คือ การเร่งจัดเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งเป็นจังหวะที่ คสช.ได้เปรียบเหนือคู่แข่งทุกประตู ดีกว่าจะไปหวังพึ่งน้ำบ่อหน้าที่ไม่มีความแน่นอน

“พรรคSME”ฮึดสู้พลังดูด ยึดที่มั่นเดิม-ไม่เน้นใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557305

  • วันที่ 12 ก.ค. 2561 เวลา 09:13 น.

"พรรคSME"ฮึดสู้พลังดูด ยึดที่มั่นเดิม-ไม่เน้นใหญ่

เมื่อเสียงระฆังปลดล็อกการเมืองดังขึ้นเมื่อไหร่ สงครามซื้อขาย สส.จะอุบัติอย่างเป็นทางการในเวลานั้น

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทันทีที่ภารกิจพาหมูป่าทั้ง 13 คน กลับบ้านได้สำเร็จ ทำให้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงตกเป็นเป้าเหมือนทุกครั้ง

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่กลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตก ภายหลังถูกโจมตีจากกรณีให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์เรือล่มที่ จ.ภูเก็ต ถึงขั้นที่ พล.อ.ประวิตร ต้องออกมาขออภัยเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรในการดูดอดีต สส.เข้ามาอยู่ในกลุ่ม เพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ อีกครั้ง ก็ทำให้ คสช.ถูกโจมตีเช่นกัน ภายหลังมีการวิจารณ์กันว่า คสช.เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

สถานการณ์ของการดูดอดีต สส. แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยตกเป็นเป้าหมายหลักของฝ่ายตรงข้าม แต่อีกด้านหนึ่งบรรดาที่เคยมี สส.อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลักสิบก็ตกที่นั่งลำบาก จนต้องหาทางแก้เกมพลังดูดไม่ต่างกัน

“พรรคภูมิใจไทย” แม้ใครๆ จะมองว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค จะมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำ คสช. แต่ต้องไม่ลืมว่าเวลานี้ คสช.มีกลุ่มการเมืองที่เป็นพันธมิตรรายใหม่แล้ว ประกอบกับยังคลางแคลงใจในความสัมพันธ์ที่อนุทินมีต่อ “ทักษิณ ชินวัตร” อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ คสช.จึงไม่ค่อยทอดไมตรีมายังพรรคการเมืองนี้มากนัก

มองไปยังพรรคภูมิใจไทย มีฐาน สส.หลักอยู่ที่พื้นที่ภาคอีสานใต้ ถึงจะไม่ใช่เป็นเบอร์หนึ่งแบบพรรคเพื่อไทย แต่เป็นเบอร์สองที่พอจะสามารถแย่งชิงคะแนนเพื่อให้มาซึ่ง สส.บัญชีรายชื่อได้ภายใต้ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ จึงไม่แปลกที่พรรคภูมิใจไทยก็เป็นอีกพรรคที่จะถูกดูดเช่นกัน

พอสัญญาณชักจะไม่ดี พรรคภูมิใจไทยจึงต้องงัดกลยุทธ์แก้เกมออกมา ดังจะเห็นได้จากเมื่อวันที่ 10 ก.ค. อนุทิน ลงพื้นที่ จ.นครราชสีมาพบกับอดีต สส.ทั้งของพรรคตัวเองและพรรคชาติพัฒนา หรือแม้แต่สมาชิกสภาจังหวัดนครราชสีมาที่มีแววจะเป็นผู้สมัคร สส.ในอนาคต

เกมนี้ พรรคภูมิใจไทยต้องการสร้างพันธมิตรเพิ่มมากขึ้น เพื่อไม่ให้หลงไปกับแรงดูดที่กำลังแผ่อิทธิพลในขณะนี้

“พรรคชาติไทยพัฒนา” เป็นอีกพรรคที่ถูก คสช.แซะเช่นกัน อย่างที่ทราบกันดีว่าหัวใจของพรรคชาติไทยพัฒนาอยู่ที่ “สุพรรณบุรี อ่างทอง อุทัยธานี” แต่เป็นเรื่องยากที่ คสช.จะเจาะ จ.สุพรรณบุรี เพราะเป็นพื้นที่ที่มีการสร้างฐานการเมืองเข้มแข็งกันมาเป็นชั่วอายุคน ทำให้พุ่งเป้าไปที่จังหวัดแวดล้อมสุพรรณบุรีแทน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จ.อุทัยธานี “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เป็นอีกแกนนำในพื้นที่คนหนึ่งที่มีฝ่ายความมั่นคงเข้าไปเยี่ยนเยียนหลายครั้ง เหมือนกับกลุ่มสะสมทรัพย์ ซึ่งครองอิทธิพลใน จ.นครปฐม ส่งผลให้เกิดกระแสมาตลอดว่าขาใหญ่ของอุทัยธานีรายนี้จะเอาใจออกห่างพรรคชาติไทยพัฒนา

มาถึงจุดนี้ พรรคชาติไทยพัฒนา กำลังเดินหน้าสู่การปฏิรูปพรรคครั้งใหญ่นับตั้งแต่สิ้นยุคของ “บรรหาร ศิลปอาชา” โดยพยายามใช้กลยุทธ์ความเป็นรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นจุดขาย พยายามละทิ้งภาพ “ปลาไหลใส่สเกต” ออกไปให้มากที่สุด เพื่อหวังดึงคะแนนของคนรุ่นใหม่ให้มาสนับสนุนพรรคมากขึ้น

ที่สำคัญ ไม่เน้นทำพรรคการเมืองหลักร้อยเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่จะพยายามรักษาฐานเดิม คือ ภาคกลาง ให้เข้มแข็งมากที่สุดเป็นหลัก และหวังตัวเลข สส.อยู่ที่ประมาณ 20-25 ที่นั่งเท่านั้น เพราะถ้ามากไปกว่านี้จะเป็นเรื่องไกลเกินตัว

“พรรคชาติพัฒนา” นับเป็นพรรคการเมืองที่มีความเคลื่อนไหวน้อยพอสมควร และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะทำพรรคการเมืองไปในทิศทางใด แต่ประเด็นที่พอจะเห็นได้คงจะเป็นการแสดงท่าทีที่เป็นมิตรกับ คสช.มาโดยตลอด

กำลังหลักสำคัญของพรรคอยู่ที่ จ.นครราชสีมา แต่ภายใต้ระบบการเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ส่งผลให้จำนวน สส.เขตลดลง นั่นหมายถึงจำนวนเขตเลือกตั้งที่เคยมีอยู่เดิมในนครราชสีมาต้องหดหายลงตามไปด้วย

จำนวนเขตที่ลดลงแต่ผู้สมัคร สส.เท่าเดิม เท่ากับว่าการแข่งขันภายในพรรคย่อมมีมากขึ้น บรรดาผู้สมัครจำนวนไม่น้อยจึงพยายามหาลู่ทางให้ตัวเองมีที่ลงในทางการเมือง ประกอบกับผู้นำพรรคยังไม่อาจให้ความชัดเจนแก่ลูกพรรคได้ จึงไม่แปลกที่จะอ่อนไหวไปกับพลังดูดทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้สุดท้ายพรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่มีอดึต สส.เหลือคาไว้ที่พรรค

“พรรคพลังชล” ได้ประกาศตัวชัดเจนแล้วว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยจะยังคงสภาพความเป็นพรรคการเมืองเดิมต่อไป ไม่ไปรวมกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่การเดินหน้าของพรรคพลังชลนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่ จ.ชลบุรีอย่างเดียว เพราะต้องการขยายฐานให้ครอบคลุมภาคตะวันออกให้มากที่สุด โดยอาศัยโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นจุดขาย เพื่อให้อดีต สส.ภาคตะวันออกของพรรคอื่นมาเป็นพันธมิตรกับพรรคพลังชล

ทั้งหมดเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเมื่อเสียงระฆังปลดล็อกการเมืองดังขึ้นเมื่อไหร่ สงครามซื้อขาย สส.จะอุบัติอย่างเป็นทางการเมืองในเวลานั้น

เสียงคนรุ่นใหม่ ปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557136

  • วันที่ 10 ก.ค. 2561 เวลา 13:40 น.

เสียงคนรุ่นใหม่ ปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้ง

ปี่กลองการเมืองส่งสัญญาณเตรียมเดินหน้าสู่โหมดเลือกตั้ง ขณะที่ปัจจัยที่จะชี้ขาดผลในครั้งนี้อาจอยู่ที่ 4.5 ล้านเสียงของคนรุ่นใหม่

**************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปี่กลองการเมืองส่งสัญญาณเตรียมเดินหน้าสู่โหมดเลือกตั้ง ท่ามกลางบรรยากาศฝุ่นตลบจากการย้ายเข้าย้ายออกของบรรดาอดีต สส. ที่ใกล้จะต้องตัดสินใจแสดงความชัดเจนในช่วงเดดไลน์สุดท้าย

รูปแบบการทำการเมืองแบบเก่าๆ ยังวนเวียนมาให้เห็น ทั้งการดูด การต่อรอง การปั่นราคา และการย้ายพรรค

สวนทางกับการปฏิรูปการเมืองที่หลายฝ่ายตั้งตารอว่า 4 ปีที่ผ่านมา แม่น้ำ 5 สาย น่าจะช่วยวางทิศทางปฏิรูประบบการเมืองให้ก้าวพ้นจากวังวนปัญหาที่ผ่านมาในอดีตและเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่คาดหวัง

สมรภูมิเลือกตั้งส่อเค้าดุเดือดกับเดิมพันที่จะชี้ชะตาอนาคตการเมืองของตัวเอง ระหว่างฝั่งที่ “สนับสนุน” และ “ต่อต้าน” คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ประเมินแล้วจุดชี้ขาดที่สำคัญสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะอยู่ที่เสียงของ “คนรุ่นใหม่” ซึ่งไม่เคยเลือกตั้งมาก่อน อันจะเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการเลือกตั้งอยู่ที่น้ำหนักของเสียงกลุ่มนี้จะเทไปทางฝั่งไหน

เบื้องต้นข้อมูลจากสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย สรุปจำนวนรวมผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศปีการเลือกตั้ง 2562 (คือเกิดก่อนวันที่ 3 ม.ค. 2544) มีทั้งสิ้น 51,564,284 คน เป็นชาย 24,886,213 คน หญิง 26,678,071 คน

ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ยังไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้ง (โดยการเลือกตั้งครั้งล่าสุดคือการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557) คือบุคคลที่เกิดระหว่างวันที่ 3 ม.ค. 2539-2 ม.ค. 2544 มีทั้งสิ้น 4,510,052 คน เป็นชาย 2,301,535 คน เป็นหญิง 2,208,517 คน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูล ณ วันที่ 3 พ.ค. 2561

ความสำคัญของตัวเลขดังกล่าวอยู่ตรง 4.5 ล้านคน ซึ่งไม่เคยลงคะแนนเสียงนี้ ถือเป็นกลุ่มพลเมืองที่มีน้ำหนักพอสมควรอันจะชี้ทิศทางการเมือง และยากจะคาดเดาได้ในเวลานี้ว่าจะเทไปทางฝั่งไหน

หากจับทิศทางการเมืองเวลานี้ การแข่งขันระหว่าง 2 ขั้วใหญ่ คือกลุ่มที่สนับสนุน คสช. และต่อต้าน คสช. เริ่มจะพอเห็นเค้าลางและประเมินคะแนนเสียงที่จะออกมาได้คร่าวๆ ล่วงหน้า

แม้ระบบเลือกตั้งจะแตกต่างจากในอดีต แต่หากเทียบเคียงฐานเสียงและผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ในแต่ละพื้นที่ย่อมจะสามารถคำนวณออกมาได้คร่าวๆ ยังไม่รวมกับเรื่องคะแนนนิยมของแต่ละพรรค ก็พอจะเห็นเค้าลางที่แม้จะไม่ชัดเจนแต่ก็เห็นทิศทางความน่าจะเป็น

นำมาสู่การปรับกลยุทธ์ที่จะช่วงชิงฐานเสียงของแต่ละฝั่ง ดังจะเห็นจากการดูดอดีต สส.ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในหลายพื้นที่ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ

ล่าสุดการรุกคืบของ “พลังประชารัฐ” ที่ได้มือประสานอย่าง “กลุ่มสามมิตร” เป็นกลไกขับเคลื่อน กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของ “เพื่อไทย” หนักขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยจุดเด่นตรงความได้เปรียบเรื่องอำนาจรัฐ อำนาจทุน ที่มีแรงดึงดูดให้ทุกฝ่ายหันมาสนใจ “พลังประชารัฐ” ยังไม่รวมกับตัวช่วย 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาล อันจะมีส่วนสำคัญต่อการเลือกนายกฯ

ในส่วนของ “ประชาธิปัตย์” เวลานี้เริ่มเกิดอาการสั่นคลอนจากการรุกหนักของ “รวมพลังประชาชาติไทย” เมื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศเอาจริงส่งผู้สมัครครบทุกเขต ไม่หลบให้พรรคไหน

ฐานเสียงอันเหนียวแน่นของประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้ จึงส่อเค้าจะต้องถูกแบ่งไปให้กับรวมพลังประชาชาติไทยไม่น้อย โดยเฉพาะกับระบบบัญชีรายชื่อที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง

ไม่แปลกที่เวลานี้หลายพรรคจะเริ่มเบนเข็มหันมาให้ความสนใจจับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ 4.5 ล้านคน ที่จะแปรเป็นคะแนนเสียงได้หลายสิบเก้าอี้ หากพรรคไหนสามารถดึงกลุ่มนี้ให้มาลงคะแนนให้ตัวเองได้ โอกาสจะชนะเลือกตั้งย่อมเป็นไปได้สูง

จะเห็นว่าหลังสัญญาณเลือกตั้งชัดเจน หลายพรรคการเมืองเริ่มขยับเปิดหน้าว่าที่ผู้สมัครที่เป็นคนรุ่นใหม่ให้เป็นอีกทางเลือกของประชาชน ไม่ใช่มีเพียงแค่ผู้สมัครหน้าเก่าที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในอดีต

การวางตัวคนรุ่นใหม่ลงสนามเลือกตั้งจึงน่าจะเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญของแต่ละพรรคกับการคาดหวังดึงคะแนนจากกลุ่มโหวตเตอร์หน้าใหม่ให้

ยังไม่รวมกับเนื้อหา รูปแบบ ช่องทางการสื่อสาร ที่แต่ละพรรคจะต้องคิดค้นกันเพื่อดึงคะแนนตรงนี้ให้ได้มากที่สุด เพิ่มเติมจากระบบสื่อสารเดิมๆ

เมื่อปัจจัยชี้ขาดเลือกตั้งอาจอยู่ที่ 4.5 ล้านเสียงของคนรุ่นใหม่

พลังประชารัฐ ไม่ง่ายชนะเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/557031

  • วันที่ 09 ก.ค. 2561 เวลา 11:17 น.

พลังประชารัฐ ไม่ง่ายชนะเลือกตั้ง

การเปิดตัวของ “พรรคพลังประชารัฐ” ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เมื่อสัญญาณทุกอย่างสอดรับกับภารกิจการสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์”กลับมาเป็นนายกฯต่อ

***********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเปิดตัวของ “พรรคพลังประชารัฐ” ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เมื่อสัญญาณทุกอย่างสอดรับไปกับภารกิจการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย เพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูปให้สำเร็จลุล่วงหลังจากได้เริ่มต้นวางรากฐานไว้แล้ว

ด้วยจุดเด่นและข้อได้เปรียบต่างๆ ทำให้พรรคพลังประชารัฐกลายเป็นที่จับตาเป็นพิเศษ จนถึงขั้นมีหลายพรรคการเมืองออกมาดักคอเรียกร้องอย่าให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม ไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

​เริ่มตั้งแต่อำนาจรัฐของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ควบคุมกลไกการทำงานระบบราชการมากว่า 4 ปี ผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายมาหลายรอบ ยังไม่รวมกับการจัดทำงบประมาณประจำปี กลางปี ที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านหลายโครงการตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

ยังไม่รวมกับการจัดประชุม ครม.สัญจร และการลงพื้นที่ตามหัวเมืองต่างๆ พร้อมการจัดโครงการช่วยเหลือและงบประมาณก้อนใหญ่ในช่วงระยะหลังที่ถูกมองว่าเป็นความตั้งใจจะกู้คะแนนนิยมให้กลับคืนมาหลังค่อยๆ ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช.ที่จะมีต่อเนื่องไปจนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้รัฐบาล คสช.อยู่ในสถานะได้เปรียบทางการเมือง ที่จะกำหนดกฎกติกาต่างๆ เพื่อเอื้อให้เกิดประโยชน์ หรือเสียประโยชน์กับใครก็ได้

ไล่มาตั้งแต่คำสั่ง คสช.เดิมที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองประชุม จัดกิจกรรม หรือเคลื่อนไหวทางการเมืองได้อย่างเป็นอิสระ จนอาจกระทบไปถึงการเตรียมตัวทั้งเรื่องนโยบาย ผู้สมัคร ที่ครั้งนี้จะต้องมีการทำไพรมารีโหวตเป็นครั้งแรก อันอาจไม่ทันการณ์หลังพรรคการเมืองถูกแช่แข็งมายาวนานกว่า 4 ปี

ความได้เปรียบเหล่านี้ยังนำไปสู่การเลือกข้างสนับสนุนล่วงหน้าของบรรดากลุ่มทุนที่เคยเททรัพยากรลงไปสนับสนุนอดีตพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ในรอบนี้เมื่อเห็นทิศทางลมและความได้เปรียบที่เกิดขึ้นย่อมจะทำให้แรงสนับสนุนไปยังพรรคอื่นๆ ลดน้อยลงไปจากที่ผ่านมา

ที่สำคัญหากจะยืนยันเดินหน้าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย พรรคพลังประชารัฐ จำเป็นจะต้องตั้งเป้าชนะเลือกตั้งหรือได้เสียงในสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยจนอาจจะกลายเป็นปัญหาเรื่องเสถียรภาพในการบริหารงานในอนาคต

รวมทั้งผลในแง่ของความสง่างาม เพราะแม้จะมี 250 เสียง จาก สว.เฉพาะกาล เป็นตัวช่วย แต่หากได้เสียงน้อยกว่าพรรคอื่นๆ ​ย่อมเป็นปัญหาในแง่ความเชื่อมั่นที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

ทว่าในทางปฏิบัติโอกาสชนะเลือกตั้งของพรรคพลังประชารัฐอาจไม่ได้มีมากอย่างที่ตั้งเป้าไว้

​​​​​ด้วยกลไกการเลือกตั้งระบบใหม่ที่แม้ทุกคะแนนจะมีความหมายไม่ว่าจะแพ้หรือชนะในระบบเขต แต่จุดนี้ทั้งพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กย่อมได้อานิสงส์ตรงนี้ทั้งหมดไม่ใช่เพียงแค่พรรคพลังประชารัฐที่หวังจะชิงความได้เปรียบตรงนี้

ปัญหาอยู่ที่เวลานี้ฐานเสียงอันเหนียวแน่นของทั้งพรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์​ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่​พลังประชารัฐต้องหาทางเจาะให้ได้หากหวังจะชนะเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

การใช้สูตร “ดูด” ที่เคยได้ผลในอดีต มารอบนี้ก็ใช่ว่าจะเห็นผลชัดเจน เมื่อกระแสข่าวการโยกย้ายพรรคช่วงที่ผ่านมายังเป็นเพียงแค่กลุ่มเล็กๆ ​ที่บางคนมีปัญหาทับซ้อนในพื้นที่ บางคนมีปัญหาส่วนตัว บางคนมีปัญหาเรื่องคดี

การติดประสานดึงอดีต สส.จากพรรคเพื่อไทย ผ่านกลุ่ม “สามมิตร” ที่กำลังเร่งเครื่องอยากหนักเวลานี้ยังทำได้เพียงแค่การประสานงานที่ยังไม่อาจปิดดีลจนมีความชัดเจนได้

ขณะที่กลุ่มเกรดเอซึ่งอยู่ระหว่างการติดต่อทาบทามก็ยังไม่ได้เปิดหน้าหรือแสดงความชัดเจนว่าจะมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐแน่นอนหรือไม่ ยังต้องติดตามกันในช่วงใกล้เดดไลน์สุดท้าย ทำให้หากประเมินตัวว่าที่ผู้สมัคร ณ นาทีนี้​ พลังประชารัฐก็ยังยากจะกวาดที่นั่งได้ถล่มทลาย

อีกทั้งในแง่นโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งเคยเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ขาดในการเลือกตั้งที่ผ่านๆมารอบนี้อาจ​ไม่ได้มีน้ำหนักเพียงพอที่จะชี้ขาดคนแพ้คนชนะได้อีกต่อไป ​

ทั้งในแง่ข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญที่ควบคุมนโยบายที่เข้าข่ายประชานิยม หลายนโยบายต้องกำหนดความเป็นไปได้ที่มาของรายได้ หลายนโยบายที่ไม่สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ และรายละเอียดยิบย่อยทำให้การจัดทำนโยบายครั้งนี้มีข้อจำกัดที่หลายพรรคไม่อาจเสี่ยงสร้างความหวือหวา

ในแง่พลังประชารัฐแม้จะได้มือดีด้านมาร์เก็ตติ้งอย่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงแล้ว แต่หากประเมินทิศทางแล้ว รูปแบบ ทิศทาง นโยบาย ระหว่างพลังประชารัฐ และ เพื่อไทย ซึ่งมีฐานที่มาคล้ายๆ กันย่อมมีนโยบายที่ไม่แตกต่างกันมากจนจะนำไปสู่การชี้ขาดผลเลือกตั้งได้

รวมทั้งปัจจุบันการเลือกตั้งกำลังจะก้าวไปถึงจุดที่จะต้องเลือกว่าเอาการสืบทอดอำนาจหรือไม่สืบทอดอำนาจด้วยแล้ว “แผลใหญ่” ที่เกิดขึ้นย่อมเป็นประเด็นให้พลังประชารัฐถูกคู่แข่งนำไปโจมตีระหว่างการเปิดให้มีการหาเสียงอย่างอิสระ ซ้ำเติมด้วยผลงานการบริหารราชการ 4 ปีที่ผ่านมาซึ่งยังล้มเหลวเรื่องปัญหาปากท้อง และแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับฐานราก

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ย่อมสะท้อนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพลังประชารัฐที่จะชนะเลือกตั้ง

สลายพลัง2พรรคใหญ่ กลยุทธ์ปูทาง สืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556807

  • วันที่ 06 ก.ค. 2561 เวลา 10:28 น.

สลายพลัง2พรรคใหญ่ กลยุทธ์ปูทาง สืบทอดอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

การก่อกำเนิดของพรรคพลังประชารัฐมีจุดยืนชัดเจนกับการผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาอธิบายว่าเพื่อสานต่อภารกิจปฏิรูปที่เดินหน้าไว้ให้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย

แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายกับการปลุกปั้นพรรคการเมืองใหม่ลงสนามเลือกตั้ง โดยเฉพาะหากต้องไปแข่งขันกับเจ้าถิ่นอดีตพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงที่ชัดเจน รวมทั้งกลไก หัวคะแนน สาขาพรรคในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเกาะติดมาต่อเนื่อง​

ต่อให้มีทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน และทรัพยากรในมือ ก็ใช่ว่าจะหยิบฉวยความได้เปรียบแปรไปเป็นเก้าอี้หรือจำนวน สส.ได้อย่างที่คาดหวัง ตราบเท่าที่พรรคการเมืองเก่ายังคงความแข็งแรง

แม้ที่ผ่านมาการเมืองจะถูกแช่แข็งไม่ให้ขยับเขยื้อนมากว่า 4 ปี แต่นั่นไม่ได้ส่งผลต่อคะแนนนิยมหรือลดความสามารถลดทอนคะแนนเสียงเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญ

เส้นทางสู่ “นายกฯ คนใน”​ ที่หวังจะใช้ความได้เปรียบจาก 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาล ที่มาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งจะมีส่วนร่วมเลือกนายกฯ ร่วมกับ 500 เสียงของ สส.ที่จะมาจากการเลือกตั้งด้วยแล้วก็ยังไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

ยิ่งหากพรรคเพื่อไทยซึ่งเคยชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา ยังสามารถรักษาฐานเสียงเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ย่อมทำให้เส้นทางสืบทอดอำนาจของ คสช.เป็นไปได้ยาก

​กลยุทธ์สลายขั้วตีพรรคใหญ่ให้เล็กลง จึงเป็นอีกแนวทางที่จะเอื้อให้พรรคพลังประชารัฐสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ง่ายขึ้น

โดยเฉพาะกับกลไกการเลือกตั้งใหม่ที่​ทุกเสียงไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ในระบบเขตก็จะถูกนำมาคำนวณในระบบบัญชีรายชื่อ อันจะเปิดทางให้เกิดพรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม​

ดังนั้น เมื่อพรรคใหญ่มีขนาดเล็กลงมากเท่าไร โอกาสที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลย่อมทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งในระบบที่มี 250 เสียงของ สว.เฉพาะกาล มาเป็นตัวช่วยสนับสนุนฝั่ง คสช.

​ด้านหนึ่งจึงเห็นการกัดเซาะพรรคเพื่อไทยที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปรากฏการณ์ดูดที่เดินหน้าไปนานแล้วก่อนหน้านี้ จนมาเป็นรูปเป็นร่างมีระบบการจัดตั้งผ่านกลุ่มสามมิตร

การเปิดรายชื่อ ​50 อดีต สส.​-สว.ที่ไหลไปอยู่กับพลังประชารัฐย่อมเป็นแรงดึงดูดให้อดีต สส.เพื่อไทย เริ่มรู้สึกอยากมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐที่มีที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน ​อันจะง่ายต่อการลงสมัครรับเลือกตั้ง

ท่ามกลางกระแสข่าวมีอดีต สส.อีกหลายพื้นที่กำลังอยู่ระหว่างการทาบทามต่อรอง รอจังหวะเปิดตัวในช่วงโค้งสุดท้ายอีกหลายคน อันจะยิ่งทำให้พรรคเพื่อไทยอ่อนกำลังลง ในขณะที่พลังประชารัฐมีฐานเสียงที่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากขึ้น

อีกทั้งการได้คนระดับอดีตแกนนำตั้งแต่สมัยไทยรักไทย ทั้ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มาเป็นมือทำงานให้กับพลังประชารัฐ ย่อมทำให้การขับเคี่ยวในเชิงนโยบายออกมาใกล้เคียงกันระหว่างเพื่อไทยและพลังประชารัฐ ​

เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้จุดอ่อนจุดแข็งของกันและกัน การขับเคี่ยวชิงเก้าอี้กันในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานของทั้งสองพรรค ย่อมทำให้พรรคเพื่อไทยต้องถูกแย่งคะแนนเสียงไปไม่มากก็น้อย

ถึงในภาพรวมเพื่อไทยอาจจะชนะในระบบเขต แต่ย่อมต้องถูกแบ่งคะแนนบัญชีรายชื่อ ซึ่งระบบเลือกตั้งใหม่มีสัดส่วน สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน มากกว่าระบบเดิมที่มีเพียง 100 คน

อีกด้านหนึ่งสำหรับประชาธิปัตย์แม้จะไม่ใช่พรรคขนาดใหญ่เพียงพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ในสถานการณ์ปกติ แต่หากในกรณีที่เพื่อไทยถูกกัดเซาะจนไม่อาจเป็นพรรคขนาดใหญ่แล้ว ​ประชาธิปัตย์ย่อมกลายเป็นตัวแปรที่สำคัญ หากสามารถรักษาฐานเก้าอี้เดิมไว้ได้

แม้ประชาธิปัตย์จะถูกมองว่ามีสัมพันธ์อันดีกับ คสช. แต่ท่าทีล่าสุด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประกาศความชัดเจนไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ถึงขั้นไล่อดีต สส.ที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ไปอยู่พรรคอื่น​

​การตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ​ที่ประกาศส่งผู้สมัครครบ 350 เขต จึงถือเป็นคู่แข่งที่จะมาแบ่งคะแนนของประชาธิปัตย์โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ถึงขั้นแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ออกมายอมรับถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ด้วยสถานะอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ การต้องมาลงแข่งกับประชาธิปัตย์​ย่อมทำให้มองเห็นพื้นที่จุดอ่อน อันจะช่วยทำให้ง่ายต่อการเจาะพื้นที่เป้าหมายโดยเฉพาะ จ.สุราษฎร์ธานี หรืออย่างน้อยก็ขอแบ่งคะแนนระบบบัญชีรายชื่ออันจะทำให้ประชาธิปัตย์อ่อนกำลังลงไปจากเดิมอย่างมาก

แทนที่รอบนี้ประชาธิปัตย์จะได้ไปรุกขยายฐานในพื้นที่อีสาน​ เหนือ ที่เป็นจุดอ่อน ​อาจจะต้องทุ่มกำลังเพื่อมารักษาฐานที่มั่นในพื้นที่ภาคใต้เสียมากกว่า

สุดท้ายการตัดกำลังทำให้ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์อ่อนแอลงไป ย่อมตัดตอนป้องกันไม่ให้ทั้งสองฝั่งมีเสียงเพียงพอจะผนึกกำลังจัดตั้งรัฐบาลได้ รวมทั้งทำให้โอกาสของพลังประชารัฐที่จะเป็นแกนนำรวมเสียงพรรคต่างๆ มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลทำได้ง่ายกว่าสถานการณ์ปกติ

เพื่อไทยโต้กลับประชารัฐ เกมนี้หวังผลใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556561

  • วันที่ 04 ก.ค. 2561 เวลา 09:49 น.

เพื่อไทยโต้กลับประชารัฐ เกมนี้หวังผลใหญ่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางกระแสความสนใจและความเคลื่อนไหวต่างเทไปที่การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้ง 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ปรากฏว่าการเมืองกลับมีความเคลื่อนไหวเป็นระยะ

โดยที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้นการดูดอดีต สส.เข้าพรรคพลังประชารัฐของกลุ่ม “3 มิตร” ภายใต้การนำของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ซึ่งพุ่งเป้าไปที่อดีต สส.อีสานและเหนือของพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก เพื่อหวังให้พรรคเพื่อไทยกลายเป็นพรรคขนาดกลางที่มี สส.เหลือต่ำกว่า 100 คน จากเดิมที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ระดับ สส.เกิน 200 คน

ความน่าสนใจของกลุ่มสามมิตรนั้นอยู่ที่การได้รับแรงสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่าผู้มีอำนาจใน คสช.ส่วนใหญ่ไม่แสดงท่าทีเป็นลบต่อกลุ่มสามมิตรเท่าใดนัก แม้กลุ่มสามมิตรจะมีการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อการฝ่าฝืนคำสั่งของ คสช.ในการห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองก็ตาม

ตรงนี้เองอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บรรดาอดีต สส.ที่ถูกกลุ่มสามมิตรตามจีบต่างอ่อนระทวยกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะรู้ดีว่าเมื่อ คสช.อยู่เบื้องหลัง ย่อมมีผลให้ปลอดจากการถูกรังควานค่อนข้างมาก ถ้าเทียบกับจะอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป

อย่างไรก็ตาม ถึงจะตกฝ่ายตั้งรับมาเป็นเวลาพอสมควร แต่พรรคเพื่อไทยเริ่มเปิดเกมโต้กลับให้เห็นบ้างแล้ว

ดังจะเห็นได้จากกรณีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบว่าการกระทำของกลุ่มสามมิตรเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 หรือไม่ ซึ่งมาตราสำคัญอยู่ที่มาตรา 30 และ 31

มาตรา 30 ห้ามมิให้พรรคการเมือง หรือผู้ใด ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมเพื่อจูงใจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดสมัครเข้าเป็นสมาชิก ทั้งนี้ เว้นแต่สิทธิหรือประโยชน์ซึ่งบุคคลจะพึงได้รับในฐานะที่เป็นสมาชิก

มาตรา 31 ห้ามมิให้ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดจากพรรคการเมือง หรือจากผู้ใดเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก

ทั้งนี้ โทษของการกระทำผิดตามมาตราดังกล่าวถึงขั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค และต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 5 ปี นับว่าโทษตามกฎหมายพรรคการเมืองในกรณีนี้หนักพอสมควร

มองในแง่มุมทางกฎหมายแล้ว พรรคเพื่อไทยคงไม่ได้หวังถึงขั้นให้เอาผิดตามกฎหมาย เพราะในใจก็ทราบดีว่าการจะเอาผิดจริงในทางปฏิบัตินั้นเป็นไปได้ยาก คงไม่มีใครทิ้งใบเสร็จเพื่อเป็นหลักฐานให้ใครมาเอาผิดได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น หมากเกมนี้พรรคเพื่อไทยหวังผลทางการเมืองมากกว่า

พรรคเพื่อไทยต้องการขยายแผลของ คสช.ให้กว้างมากขึ้น เพื่อตัดขาไม่ให้ คสช.เก็บแต้มทางการเมืองเพิ่มขึ้น ภายหลัง คสช.กำลังถูกโจมตีเรื่องการปฏิบัติสองมาตรฐานระหว่างพรรคการเมืองกับกลุ่มสามมิตร เนื่องจาก คสช.จะคอยจับผิดพรรคการเมืองทุกฝีก้าว ต่างจากกลุ่มสามมิตรที่ไม่ค่อยถูกเพ่งเล็งมากนัก

นอกจากนี้ แรงเหวี่ยงของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ ยังหวังผลให้ไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วย โดยเวลานี้ กกต.อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านจาก กกต.ชุดปัจจุบันไปสู่ กกต.ชุดใหม่

กกต.ชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ “ศุภชัย สมเจริญ” ประธาน กกต. อยู่ในตำแหน่งเพื่อรอให้กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ภายหลัง กกต.ถูกเซตซีโร่ไปตามกฎหมาย กกต.ฉบับใหม่

ตามกรอบเวลา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมลงมติให้ความเห็นชอบกับ กกต.ชุดใหม่ทั้ง 7 คนในสัปดาห์หน้า แน่นอนว่าย่อมเป็นความท้าทายของ กกต.ทั้งสองชุดว่าจะสามารถดำรงความเป็นอิสระได้อย่างแท้จริงหรือไม่ เนื่องจากจะมีหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการเลือกตั้งในอนาคต ซึ่งจะมี คสช.เข้ามาร่วมโรมรันในสนามเลือกตั้งด้วย

ในระยะยาว เกมโต้กลับของพรรคเพื่อไทย คงไม่หยุดอยู่แค่เท่านี้อย่างแน่นอน เพียงแต่รอให้อีกฝ่ายก้าวพลาดเมื่อไหร ก็พร้อมจะเข้าซ้ำทันที โดยที่ คสช.ในฐานะนักเลือกตั้งสมัครเล่นคาดไม่ถึง

‘สามมิตร’ เขย่าเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556432

  • วันที่ 03 ก.ค. 2561 เวลา 09:28 น.

'สามมิตร' เขย่าเพื่อไทย 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย​์

ร้อนจนเพื่อไทยต้องรีบออกมาร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งตรวจสอบปฏิบัติการดูดของกลุ่มสามมิตรที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ถึงขั้น​หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมมีแต่จะสั่นคลอนความเป็นเอกภาพภายในพรรค ที่นับวันมีแต่จะถูกกัดเซาะหนักขึ้นเรื่อยๆ ในหลายพื้นที่

​ที่สำคัญปฏิบัติการดูดแบบเปิดเผยที่ท้าทายคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งสะกดไม่ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่เหมือนคำสั่งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรที่เดินเกมหนักขึ้นเรื่อยๆ

​อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนี้ว่า​ “เขาไม่ได้ไปหาเสียงอะไร ขณะนี้พรรคการเมืองยังไม่มีการเปิดตัว เขาไม่ได้คุยกันเรื่องต่อต้านอะไร ไม่ได้รวมตัวกันเพื่อปั่นป่วนทำให้เกิดความวุ่นวายในรัฐบาล ซึ่งการพูดคุยดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคล ไม่ใช่เรื่องการทำงานทางการเมือง”

ยิ่งเสมือนเป็นใบเบิกทางให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรรุกหนักได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลต่อกฎกติกาที่มีโทษถึงขั้นยุบพรรค

ที่ผ่านมา “เพื่อไทย” พยายามแสดงความเป็นปึกแผ่นภายในพรรคโต้กระแสเลือดไหลไม่หยุด โดยยืนยันว่ากลุ่มที่ไหลออกแบบชัดเจนมีเพียงแค่ จ.เลย ส่วนที่เหลือเป็นเพียงแค่กระแสข่าว หลายคนยังยืนยันอยู่กับพรรคในเวลานี้​

อีกทั้งกลุ่มที่ไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหลายคนเป็น​แค่อดีต สส.-สว.ที่ห่างพื้นที่ไปนาน รวมไปถึงกลุ่มที่มีปัญหาส่วนตัว มีคดีความ ​บางส่วนเป็นเรื่องของการทับซ้อนในพื้นที่จากระบบเขตเลือกตั้งที่ลดลง 400 เขต เหลือ 350 เขต หลายคนที่อาจไม่ได้ลงระบบเขตจึงย้ายออกไป

พร้อมแสดงความมั่นใจว่าเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไรก็ยังจะชนะการเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านมา

แต่จากการขยับที่ปรากฏก็แสดงให้เห็นว่าเพื่อไทยไม่อาจนิ่งนอนใจการรุกคืบของกลุ่มสามมิตรในฐานะแกนนำ​ที่กำลังขยับดึงอดีต สส.เพื่อไทย ไปเสริมทัพให้กับพรรคพลังประชารัฐที่มีความเข้มแข็ง ทั้งอำนาจรัฐ อำนาจทุน จนเรียกได้ว่าเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวกว่าที่ผ่านมาของ​เพื่อไทย

ดังจะเห็นจากการตัดไฟแต่ต้นลม ยื่นเรื่องต่อ กกต.​ ทั้งให้ระงับ ไม่อนุญาตให้จัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ และตรวจสอบกรณีกลุ่มสามมิตรที่นำโดย ​สมศักดิ์ เทพสุทิน ​สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เนื่องจากมีการดูดอดีต สส.เพื่อไปร่วมพรรคพลังประชารัฐ

อันอาจเข้าข่ายความผิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 (4) ที่บัญญัติห้ามมิให้คณะรัฐมนตรีใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 30, 31 ที่ห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ใด ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อมเพื่อจูงใจให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค และห้ามมิให้ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด จากพรรคการเมือง หรือจากผู้ใดเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก โดยจะมีโทษจำคุก 5-10 ปี ปรับ 1-2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

นอกจาก ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข และวันชัย บุษบา อดีต สส.เลย ที่เปิดตัวย้ายซบพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการแล้ว หลายพื้นที่เริ่มเห็นการขยับ​ต่อสายพูดคุยจาก “กลุ่มสามมิตร” และอยู่ระหว่างการตกลงในรายละเอียด

ไม่ว่าจะเป็น สันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไปจนถึงอดีตสส.ทั้งใน จ.ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี อุดรธานี ​แม้แต่นครปฐมของตระกูลสะสมทรัพย์ เวลานี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเหนียวแน่นอยู่กับเพื่อไทยแค่ไหน

นับจากนี้จึงมีโอกาสที่เห็นการทยอยเปิดตัว สส.​ที่ย้ายจากเพื่อไทยไปอยู่กับพลังประชารัฐ

เมื่อฝั่งพลังประชารัฐเองก็ต้องเร่งสร้างราคาให้เห็นว่าเป็นเป้าหมายที่หลายคนต้องการย้ายเข้า ทั้งดึงดูดคนที่กำลังคิดหนักว่าจะย้ายหรือไม่ย้าย อีกด้านหากตัดสินใจย้ายช้าเกินไปย่อมอาจไม่ทันคนอื่นที่ได้รับการทาบทามจนเกิดการทับซ้อนในเรื่องพื้นที่

​ช่วงโค้งสุดท้ายปรากฏการณ์ไหลออกจึงน่าจะหนักขึ้นในช่วงใกล้เดดไลน์ที่ต้องแสดงความชัดเจนว่าแต่ละคนจะลงสมัครในนามพรรคใด

เวทีนี้ไม่มีมาตรา 44 “บิ๊กตู่” ศึกหนักเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556333

  • วันที่ 02 ก.ค. 2561 เวลา 09:07 น.

เวทีนี้ไม่มีมาตรา 44 "บิ๊กตู่" ศึกหนักเลือกตั้ง

สนามเลือกตั้งที่”พล.อ.ประยุทธ์”ต้องลงมาสู้โดยไม่มีมาตรา 44 ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะเอื้อเอาไว้แล้วก็ตาม

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะบอกว่าการเลือกตั้งครั้งแรกของไทยในรอบหลายปีกำลังเกิดขึ้นก็คงไม่ผิดนัก เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ตามขั้นตอนจึงเหลือเพียงการรอให้มีผลใช้บังคับและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อสมทบกับกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งอีกสองฉบับที่เพิ่งประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว ได้แก่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

โดยเมื่อกฎหมายทั้ง 4 ฉบับได้มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะเข้าสู่การนับถอยหลังอีก 150 วัน เพื่อไปสู่วันเดินเข้าคูหาลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนต่อไป

พอการเลือกตั้งเกิดความชัดเจนขึ้นมา กลายเป็นแต้มบวกของรัฐบาลขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดทันที โดยจะเห็นว่ากลุ่มต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอีก

เรียกได้ว่าทุกอย่างเข้าทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เหลือแต่เพียงเก็บแต้มการเมืองให้เหนือคู่แข่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้า

แต่กระนั้นสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะระหว่างทางจะต้องเจอกับวิบากกรรมอีกจำนวนไม่น้อย

1.ไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 แน่นอนว่าเมื่อลงสนามเลือกตั้งแล้ว ทุกอย่างจะกลับเท่ากันหมด เท่ากับว่าพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. ก็จะไม่อาจใช้มาตรา 44 ได้อย่างเต็มที่ โดยอาจจะใช้ได้แต่เพียงเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น

การที่คนคนหนึ่งอยู่อำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์แบบมาเป็นเวลาถึง 4 ปี เมื่อวันหนึ่งไม่อาจสามารถใช้อำนาจนั้นได้ ก็อาจมีผลต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มากก็น้อย

2.ไพรมารีโหวต ประเด็นนี้อาจไม่มีผลต่อตัว พล.อ.ประยุทธ์ โดยตรง แต่จะมีผลต่อตัวพรรคการเมืองที่จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่า นั่นคือพรรคพลังประชารัฐ

หากก่อนการเลือกตั้ง คสช.ไม่ได้ใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อชะลอการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อน เท่ากับว่าทุกพรรคการเมืองต้องเข้าสู่ระบบการทำไพรมารีโหวตเหมือนกัน โดยต้องดำเนินการทั้งการสาขาพรรคการเมืองประจำภาค และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อยและอาจไม่ทันเวลา

การทำไพรมารีโหวต กฎหมายพรรคการเมืองก็กำหนดไว้ชัดว่าหากไม่ได้ทำไพรมารีโหวตในเขตเลือกตั้งใด ก็จะไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงในเขตนั้นได้

3.การโจมตีของฝ่ายตรงข้ามเป็นกระดูกชิ้นโตที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเผชิญอย่างแน่นอน เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังถูกจองกฐินจากหลายฝ่ายอยู่พอสมควร โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย

ทั้งสองพรรคต้องต่างขุดผลงานแง่ลบมาถล่ม พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐไม่เว้นวัน และอาจพุ่งเป้าไปที่การสืบทอดอำนาจของ คสช. อันเป็นประเด็นที่อ่อนไหวพอสมควร

พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลานั้นที่ไม่อาจใช้มาตรา 44 ได้เต็มที่ จะต้องออกแรงพอสมควรกับสู้กับนักเลือกตั้งที่มีเล่ห์เหลี่ยมรอบตัว ซึ่งจะเป็นขวากหนามที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไปไม่ถึงดวงดาว

4.การบริหารความขัดแย้งภายใน ตามข่าวที่ปรากฏ พรรคพลังประชารัฐจะเป็นแลนดิ้งให้กับพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อลงจากอำนาจ แต่โครงสร้างของพรรคนั้นส่วนใหญ่จะเป็นอดีต สส.ที่ถูกดูดมาจากพรรคการเมืองใหญ่ ตรงนี้เองจะเป็นปัญหาที่เกิดภายในอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บรรดาอดีต สส.ที่สละทิ้งมาจากพรรคใหญ่ ย่อมต้องการต่อรองให้ได้มาซึ่งประโยชน์สูงสุดในทางการเมืองของตัวเอง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ และจองพื้นที่สมัคร สส. แม้จะมีแกนนำที่เป็นนักการเมืองใหญ่คอยสกรีนปัญหาให้ก่อน แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะช่วยให้พรรคไม่เกิดปัญหาได้แต่อย่างใด

5.การบริหารราชการแผ่นดินระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง ในระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเลือกตั้ง และเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองหาเสียงได้นั้น คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญ 3 ประการ

(1) ต้องไม่กระทำการอันมีผลเป็นอนุมัติโครงการสร้างความผูกพันให้กับรัฐบาลต่อไป เว้นแต่ที่กําหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจําปี

(2) ไม่แต่งตั้งหรือโยกย้าย หรือให้พ้นจากตําแหน่งข้าราชการ เว้นแต่ กกต.จะเห็นชอบ

(3) ไม่กระทําการอันมีผลเป็นการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น เว้นแต่กกต.จะเห็นชอบ

(4) ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ เป็นกรอบที่รัฐธรรมนูญสร้างขึ้นมา หากเพียงแค่ พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวพลาดแค่ก้าวเดียว อาจนำมาซึ่งการฟ้องคดีเลือกตั้งและมีผลต่อการหาเสียงในระยะยาวได้ ดังเช่นที่รัฐบาลในอดีตเคยเจอมาแล้ว

ที่สุดแล้วสนามเลือกตั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลงมาสู้โดยไม่มีมาตรา 44 จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทุกอย่างดูเหมือนจะเอื้อเอาไว้แล้วก็ตาม

ตีกรอบการเมือง ล็อกยุทธศาสตร์ชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556203

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2561 เวลา 11:21 น.

ตีกรอบการเมือง ล็อกยุทธศาสตร์ชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศ เป็นกรอบบังคับการบริหารประเทศตั้งแต่ปี 2560-2579 ภายใต้วิสัยทัศน์ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป้าหมายคือ อีก 20 ปีข้างหน้า ไทยต้องหลุดพ้นจากประเทศติดกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ย้ำชัดว่าไม่ใช่แผนการสืบทอดอำนาจของ คสช.

แต่ไม่วายถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายพรรคการเมืองที่ไม่พอใจ เพราะไม่อาจนำเสนอนโยบายของตัวเองในการหาเสียงเลือกตั้งได้ กลไกสำคัญที่ คสช.วางไว้เพื่อบล็อกไม่ให้ฝ่ายการเมืองนำเสนอนโยบายตามอำเภอใจ หรือนโยบายประชานิยมหวังโกยคะแนนเสียง คือ “ระเบียบว่าด้วยการติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. …” ที่ตีกรอบไม่ให้รัฐบาลใหม่ออกนอกลู่นอกทาง เพราะหากไม่เดินตามที่ยุทธศาสตร์ชาติวางไว้ ย่อมมีความผิดโทษหนักต้องถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญตัดสินถึงขั้นยุบพรรคโทษฐานกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นเจ้าภาพหลักในการติดตามประเมินผล แบ่งได้เป็นระดับพื้นที่และระดับกระทรวงมุ่งประเมินความสำเร็จของแผนงาน โครงการของจังหวัดและกระทรวง โดยพิจารณาปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบโดยใช้โมเดลเชิงตรรกะ เป็นเครื่องมือ ส่วนการติดตามประเมินผลในระดับยุทธศาสตร์ที่มุ่งประเมินความสำเร็จของการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ จะใช้ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงเป็นเครื่องมือในการศึกษาเปรียบเทียบการประเมินผลลัพธ์ และผลกระทบระหว่างค่าที่เกิดขึ้นจริงกับค่าที่คาดหวังในแต่ละตัวชี้วัด

ทั้งนี้ การติดตามประเมินผลมี 2 มิติ คือ มิติที่ 1 ระดับยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นระดับที่เป็นเป้าหมายที่คาดหวังจะพัฒนาประเทศ เป็นจุดสูงสุดของรูปสามเหลี่ยมที่ต้องการให้เกิดในมุมมองมิติระดับยุทธศาสตร์ จะเป็นการมองผลผลิตที่คาดหวัง ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และผลกระทบที่คาดหวัง ซึ่ง สศช.จัดทำรายงานติดตามประเมินผล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เชื่อมโยงกับแผนงาน โครงการทั้งในระดับกระทรวงและพื้นที่ และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยการใช้ตัวชี้วัดผลผลิตร่วม ตัวชี้ผลลัพธ์ร่วม ตัวชี้วัดผลกระทบร่วม เป็นเครื่องมือวัดผลการพัฒนาในภาพรวมของประเทศ

มิติที่ 2 นี้เป็นระดับปฏิบัติการที่นำโครงการ แผนงาน กิจกรรมและมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้น จากการนำแนวทางการพัฒนาของยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ เป็นการมองผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ความสำเร็จในระดับยุทธศาสตร์จะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องอาศัยความสำเร็จจากการดำเนินงานของโครงการ แผนงาน กิจกรรมและมาตรการต่างๆ ทั้งในระดับกระทรวง และระดับพื้นที่ ซึ่งกระทรวงร่วมกับพื้นที่จังหวัดต้องทำหน้าที่จัดทำรายงานติดตามประเมินผล แผนงาน โครงการ ทั้งในระดับผลผลิต ผลลัพธ์ และผลกระทบ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินผลแผนพัฒนาฯ และยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมทั้งจัดฝึกอบรมเทคนิค วิธีการ หลักการ แนวคิดในการประเมินผลแผนงานโครงการให้กับหน่วยงานปฏิบัติให้มีความรู้ความสามารถในการติดตาม ประเมินผลแผนงานโครงการควบคู่ไปกับสร้างระบบตรวจสอบระบบติดตามประเมินผล เพื่อปรับระบบติดตามประเมินผลให้มีมาตรฐานสากล โดยในทุกขั้นตอนต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนรวม รับฟังความคิดเห็น และตรวจสอบแผนงานโครงการ

นอกจากนี้ มีการวางระบบการติดตามประเมินผล 3 ระยะเวลา คือ 1.ประเมินผลก่อนการปฏิบัติการหรือก่อนเริ่มโครงการ 2.ขั้นตอนการจัดเตรียมนโยบายทั้งรูปกฎหมายและไม่ใช่กฎหมายเพื่อกลั่นกรองโครงการ เช่น ศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ต้นทุนการดำเนินงาน และ 3.การประเมินผลระหว่างดำเนินการ เป็นการติดตามประเมินผลความก้าวหน้าในระยะที่กำลังดำเนินงานเพื่อศึกษาว่ามีปัญหาอุปสรรคใดบ้างในการดำเนินงานทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน สำหรับการประเมินผลหลังการดำเนินงานเป็นการประเมินผลเพื่อสรุปเมื่อสิ้นสุดแผนแล้วได้รับความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด

ในท้ายที่สุดตามมาตรา 11 ของกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ ให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์ชาติทุก 5 ปี หรือในกรณีที่สถานการณ์ของโลกหรือสถานการณ์ของประเทศเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถหรือไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการตามเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ด้านหนึ่งด้านใดได้ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องให้ความเห็นชอบเท่านั้น