การเมืองฝุ่นตลบ ยกแรกการปั่นราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/556008

  • วันที่ 28 มิ.ย. 2561 เวลา 10:23 น.

การเมืองฝุ่นตลบ ยกแรกการปั่นราคา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศการเมืองเริ่มเข้าสู่โหมดฝุ่นตลบอีกครั้ง ในวันที่เส้นทางเลือกตั้งมีความชัดเจนมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ในแง่กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลได้นำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.​ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สอดรับกับที่ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ กล่าวยืนยันกับเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ว่า ต้นปีหน้าจะมีการเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพราะกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งต่างๆ หลายฉบับทยอยประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว และการเดินหน้าเข้าสู่ประชาธิปไตยของไทยจะต้องมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและเหมาะกับบริบทของความเป็นไทยด้วย

ขณะที่กระบวนการเตรียมความพร้อมเริ่มขยับ ล่าสุด การหารือ 4 ฝ่าย ระหว่างรัฐบาล คสช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และพรรคการเมือง เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมการเลือกตั้งที่สโมสรทหารบก ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ทำให้เริ่มเห็นทิศทางความชัดเจนตามลำดับ

กรอบเวลาเลือกตั้งที่มีการพูดถึงในที่ประชุมอยู่ในช่วง​เดือน ก.พ.-พ.ค. โดยยึดเอาทุกวันอาทิตย์สิ้นเดือนมาเป็นกรอบ​ทั้งวันที่ 24 ก.พ. 2562 วันที่ 31 มี.ค. 2562 และวันที่ 28 เม.ย. 2562 ​ส่วนจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องพิจารณาประกอบ

ความชัดเจนที่ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ช่วงที่ผ่านมาเริ่มการเคลื่อนไหวของอดีตนักการเมืองที่เริ่มขยับขยายทั้งการตั้งพรรคใหม่ หรือการย้ายไปสังกัดพรรคอื่นจนทำให้อดย้อนนึกถึงบรรยากาศ​การเมืองแบบเดิมๆ ซึ่งวนเวียนย้อนกลับมาอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ปรากฏการณ์ดูดที่หนักหน่วงของพรรคพลังประชารัฐ​ ส่งผลให้การเมืองภายในพรรคหลายพรรคสั่นคลอน เกิดการไหลออกของอดีต สส.จนทางแกนนำ ผู้บริหารต้องรีบหามาตรการออกมาสกัดเป็นการด่วน

นำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงรูปแบบการเมืองที่มีแต่จะเดินถอยหลัง และสวนทางกับการปฏิรูปที่รัฐบาล คสช.​กำลังเดินหน้าปลุกปั้น หวังว่าจะเดินหน้าวางบรรทัดฐานการเมืองในรูปแบบที่ควรจะเป็น

เดิมพันสำคัญของพรรคประชารัฐในการก้าวสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้คือเป้าหมายเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญอย่างพรรคเพื่อไทยที่ผูกขาดชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แน่นอนว่าเวลานี้ ทั้งอำนาจรัฐและงบประมาณที่อัดฉีดลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง​ ทำให้พรรคพลังประชารัฐย่อมถูกมองว่าได้เปรียบ จนทำให้กลุ่มทุนไม่น้อยหันมาเลือกข้างสนับสนุนที่ยิ่งทำเป็นต่อในสนามเลือกตั้งครั้งใหม่

การทยอยเปิดตัวของอดีต สส.​ที่เข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ จึงคล้ายเป็นโดมิโนตัวแรกดึงดูดให้บรรดาอดีต สส.ที่มั่นอกมั่นใจในฐานเสียงของตัวเองย้ายมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐที่มีกระสุนดินดำพร้อมเพรียง

​ยิ่งล่าสุดการออกมาขยับของกลุ่ม “สามมิตร” สมศักดิ์ เทพสุทิน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ส่งสัญญาณเดินหน้าเอาจริงในการเลือกตั้งรอบนี้ยิ่งปลุกให้การย้ายพรรคช่วงนี้คึกคักมากขึ้น

แต่ทุกอย่างก็ยังไม่ชัดเจนโดยเฉพาะกระแสข่าวอดีต สส.กว่า 40 คน จากเพื่อไทยที่เตรียมย้ายไปสมทบกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะหากเช็กยอดจริงๆ หลายคนยังไม่ได้ประกาศตัวแสดงความชัดเจน

ไม่ต่างจากบรรยากาศเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าปรากฏการณ์ทำนองนี้เป็นเพียงแค่การปั่นราคาให้กับตัวเอง ก่อนที่จะชี้ขาดกันในช่วงโค้งสุดท้ายที่ต้องตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่ง

อย่าลืมว่าแม้พลังประชารัฐจะมีทั้งอำนาจรัฐและอำนาจทุน แต่ด้วยฐานเสียงของเพื่อไทยที่เหนียวแน่นมายาวโดยเฉพาะพื้นที่อีสานและภาคเหนือ การย้ายออกไปลงสนามกับพรรคอื่นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในการรักษาพื้นที่ของตัวเอง ในวันที่กระแสนิยม ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังไม่ลดเลือนไป

การให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ล่าสุดของทักษิณ ยังระบุว่า เพื่อไทยจะชนะที่หนึ่งแน่นอน เมื่อเข้าคูหาแล้วประชาชนคิดอย่างไร อย่าประเมินประชาชนต่ำไป

“สส.ที่ออกจากเพื่อไทยมีน้อย ส่วนใหญ่ก็มีคดี จะได้หลุดคดีซะทีไปเหอะ ไปเข้าข้างนั้นเหอะ เพราะเขาเอาคดีมาขู่แล้ว กับอีกประเภทคือเป็นหนี้เป็นสิน อยู่ๆ เอาเงินก้อนใหญ่มาให้ก็น่าสนใจอยู่ กับอีกประเภทคืออาจจะมั่นใจตัวเองว่าตัวเองเป็นที่นิยมดีและคิดว่าได้ตังค์เยอะด้วยก็น่าจะไป”

สัญญาณเหล่านี้ย่อมกระตุกให้อดีต สส.ที่คิดจะย้ายพรรคต้องคิดหนักขึ้น โดยเฉพาะกับอนาคตทางการเมืองที่ไม่ได้จบแค่เพียงการเลือกตั้งครั้งนี้ ​การออกมาส่งสัญญาณย้ายพรรคบางครั้ง จึงอาจเป็นเพียงแค่การเช็กกระแสวัดการตอบรับในพื้นที่ว่าคิดเห็นอย่างไร

อีกด้านหนึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการปั่นราคาตัวเองให้ได้มากที่สุดในสถานการณ์ที่พรรคไหนๆ ก็ต้องการชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ และจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะทำให้ตัวเองไปถึงจุดหมายที่ต้องการ

นี่จึงเป็นเพียงแค่ยกแรก​ที่ไม่อาจด่วนสรุปได้ว่าใครจะย้ายเข้าย้ายออกไปพรรคไหนอย่างไร การแข่งขันจากนี้น่าจะดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ และทั้งหมดต้องรอจนถึงเดดไลน์สุดท้ายที่แต่ละคนต้องตัดสินใจ

‘ประยุทธ์’ เตรียมเปิดตัว ชิงจังหวะ ลดแรงกดดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555870

  • วันที่ 27 มิ.ย. 2561 เวลา 11:39 น.

‘ประยุทธ์’ เตรียมเปิดตัว ชิงจังหวะ ลดแรงกดดัน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

“ผมสามารถที่จะให้คำตอบได้ในเดือน ก.ย. ผมจะให้ความชัดเจนกว่านี้เมื่อถึงเวลานั้น ผมยังมีเวลา”

สัญญาณชัดเจนจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กต่อการตัดสินใจว่าจะลงเล่นการเมืองหรือไม่

แม้ทาง พล.อ.ประยุทธ์​ จะตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า “เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับคนไทย”  แต่หากถอดนัยทางการเมืองที่ระบุว่า “เมื่อผมเดินทางมาต่างประเทศ คนไทยบางส่วนที่ผมพบ ต้องการให้นโยบายของผมเดินหน้าต่อไปในประเทศไทย” ก็พอจะคาดเดาเส้นทางอนาคตทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ไม่ยาก

ทว่าเส้นทางที่ให้เลือกเดินสู่สนามการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ เหลืออยู่ไม่มากนัก

ทั้งเรื่องการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นที่พรรคการเมืองต่างๆ พยายามเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้าสู่สนามการเมืองอย่างเท่าเทียม และให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจชี้ขาดในการลงคะแนนเลือกตั้ง

แต่แน่นอนว่าเส้นทางปิดตายไปแล้วด้วยเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดว่าหาก พล.อ.ประยุทธ์ จะลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ต้องลาออกภายใน 90 วัน ภายหลังจากรัฐธรรมนูญบังคับใช้ ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ​

ทางเลือกจึงเหลืออยู่แค่ “นายกรัฐมนตรีคนใน” และ “นายกรัฐมนตรีคนนอก”

ในจังหวะที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งใกล้ประกาศใช้ จำเป็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจว่าจะก้าวสู่ถนนการเมืองอย่างไร เพราะหากช้าเกินไปก็จะไม่เป็นผลดี

โดยเฉพาะหาก​ พล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกเปิดตัวในฐานะตัวเลือกนายกรัฐมนตรี 1 ใน 3 รายชื่อของพรรคใดพรรคหนึ่ง ที่จะเสนอให้ประชาชนพิจารณาก่อนการเลือกตั้ง ก็ต้องรีบตัดสินใจประกาศตัวเอง

เส้นทางนี้มีความเป็นไปได้สูงเพราะหากคำนวณจากตัวช่วยจาก 250 เสียง ของ สว.ชุดเฉพาะกาลแล้ว การจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล​ สามารถใช้เสียง สส.เพียงแค่ 126 เสียง

ล่าสุด ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่กล่าวกับคนไทยในฝรั่งเศส ว่า “ขอเวลา 5 ปีแรก จะมีการคัดสรร สว. 200 คน และอีก 50 คน ไปคัดสรรมาจากประชาชน 200 คน ผมขอเลือกเองก็แล้วกัน คำว่าผมเลือกเองไม่ใช่ไปเลือกคนเดียว 200 คน ผมไม่รู้จัก ผมก็ต้องตั้งคณะทำงานไปเลือกคนแต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่ายมา ซึ่งมีทุกกลุ่ม เพื่อให้เกิดการสอบทาน ตรวจสอบถ่วงดุลกัน”

อีกด้านหนึ่งจะเห็นการขยับเคลื่อนไหวตั้งพรรคพลังประชารัฐของคนใน คสช. ด้วยรูปแบบการดูด สส.จากพรรคต่างๆ และระยะหลังเริ่มเห็นปรากฏการณ์การขยายฐานเสียง ด้วยการดึงแนวร่วมจากการเมืองท้องถิ่น ด้วยการต่อสายผ่านนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ยังไม่รวมกับ “กองหนุน” บรรดาพรรคการเมืองที่ประกาศตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์​ ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี สานต่อภารกิจการปฏิรูปที่เริ่มต้นไว้แล้วให้เดินไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

รวมทั้งล่าสุดกับการเปิดตัวพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่ได้ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส.​ ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นอีกกำลังสำคัญที่จะมาสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

การเตรียมประกาศความชัดเจนทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์  ในเดือน ก.ย. จึงอาจเป็นช่วงเวลาที่สุกงอมเพียงพอจะเห็นความชัดเจน ทั้งในแง่ความพร้อม คะแนนนิยม เรื่อยไปจนถึงบริบทอื่นๆ ​

ที่สำคัญการรีบประกาศความชัดเจนทางการเมืองด้านหนึ่งย่อมเป็นประโยชน์กับ คสช. ทั้งในแง่ความชัดเจนสำหรับการหาเสียงเพื่อให้บรรดากองเชียร์ได้ตัดสินใจถูกว่าจะเลือกสนับสนุนพรคใด ไม่ทำให้เสียงกระจัดกระจายในวันที่หลายพรรคประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์

อีกด้านความชัดเจนจะช่วยลดแรงเสียดทานที่ย้อนกลับมายัง คสช. ซึ่งถูกมองว่าพยายามชิงความได้เปรียบพรรคการเมืองอื่นๆ ในแง่มุมต่างๆ ในวันที่มีทั้งอำนาจรัฐและงบประมาณในมือ

แต่อีกด้านการเปิดหน้าสร้างความชัดเจนว่าจะลงสู่สนามการเมือง ย่อมหนีไม่พ้นที่จะเป็นเป้าให้ถูกฝ่ายการเมืองรุมถล่มในช่วงการหาเสียงในปมประเด็นความล้มเหลวในการบริหารงานที่ผ่านมา รวมทั้งเป้าใหญ่เรื่องการสืบทอดอำนาจที่อาจเป็นแรงฉุดย้อนกลับมาในอนาคต

แต่อย่างน้อยการเปิดหน้าเป็น 1 ใน 3 รายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ย่อมสง่างาม เพราะอย่างน้อยก็ผ่านฉันทามติของประชาชนมากกว่าการเป็นนายกฯ คนนอกที่จะลอยมาโดยขาดการยึดโยง

​ทั้งหมด ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมตัวต้องประกาศความชัดเจนกับการก้าวสู่สนามการเมืองเต็มตัว

‘ทักษิณ’ เคลื่อนแรง ‘เพื่อไทย’ เจอศึกหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555742

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2561 เวลา 11:41 น.

‘ทักษิณ’ เคลื่อนแรง ‘เพื่อไทย’ เจอศึกหนัก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปี “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองคนหนึ่งมาตลอดสองทศวรรษ บารมีที่สร้างตลอดเส้นทางการใช้ชีวิตในสนามการเมือง ต่างทำให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งสืบทอดเจตนารมณ์มาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยสามารถยืนอยู่เหนือทุกพรรคได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ยังไม่เคยแพ้เลือกตั้งแม้แต่ครั้งเดียว

จึงไม่แปลกที่ทุกย่างก้าวของทักษิณ จะตกเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย

ตลอด 4 ปีมานี้ มีจุดที่น่าสนใจเห็นจะเป็นการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตอบโต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติของทักษิณที่ไม่ค่อยมีมากนัก โดยมีเพียงกรณีที่ถูกพาดพิงจาก คสช.ว่าเป็นคนจ้างล็อบบี้ยิสต์ทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. แต่พอเรื่องนั้นซาลงไป ทักษิณก็ค่อนข้างเก็บตัวเป็นเวลาพอสมควร

จนกระทั่งประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ก็จะพบความเคลื่อนไหวของทักษิณอย่างมีนัยสำคัญผ่านการประกาศผ่านสำนักข่าวบีบีซีว่าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งอย่างแน่นอน

“อย่าอันเดอร์เอสติเมตประชาชน (ประเมินประชาชนต่ำไป) วันนี้ประชาชนคนไทยเป็นคนพุทธเป็นส่วนใหญ่ อาจยอมอดทน อดกลั้น นั่งนิ่งเฉย รอไปก่อน คิดว่าวันหนึ่งเขาจะมีพลังแสดงอำนาจของเขาอย่างสุจริต

แล้ววันนั้นเราจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าลูกผู้ชายก็อย่าไปโกง เป็นลูกผู้ชายโดยเฉพาะชาติทหารนี่อย่าไปคิดโกงเลือกตั้งเป็นอันขาด อายเขา ไม่อายใคร ก็อายตัวเอง” ทักษิณ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี

การพูดของทักษิณครั้งนี้มีผลในทางการเมืองที่สำคัญ 2 ประการ

ประการแรก ต้องการหยุดภาวะเลือดไหลของพรรคเพื่อไทย เพราะนับตั้งแต่พรรคพลังประชารัฐได้ขับเคลื่อนผ่าน “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ส่งผลให้สมาชิกพรรคในภาคอีสานกำลังถูกโน้มน้าวให้เอาใจออกห่างจากพรรคเพื่อไทยอย่างหนัก

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกพรรคหลายคนหวั่นไหว เป็นเพราะความไม่ชัดเจนภายในพรรคเพื่อไทย ทั้งเรื่องการตั้งหัวหน้าพรรคสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ รวมไปถึงตัวนายใหญ่ทักษิณจะยังสนับสนุนพรรคเพื่อไทยต่อไปหรือไม่

แต่เมื่อทักษิณส่งสัญญาณอย่างที่ปรากฏในบีบีซี เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยยังมีนายใหญ่ให้การสนับสนุนอยู่

ประการสอง มีวัตถุประสงค์เตะตัดขา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ เดินสายไปทวีปยุโรปเพื่อพบกับผู้นำของอังกฤษและฝรั่งเศส เพื่อประกาศความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งหวังชิงพื้นที่จากสื่อมวลชนสร้างคะแนนความนิยม

ทว่า กลับถูกแย่งซีนไปแบบหน้าตาเฉย ภายหลังปรากฏคำให้สัมภาษณ์ของทักษิณทางบีบีซีในช่วงเวลาเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังเดินทาง แม้จะเสียหายกับ พล.อ.ประยุทธ์ มากนัก แต่ในทางการเมืองก็ต้องยอมรับ พล.อ.ประยุทธ์ เสียเหลี่ยมเล็กน้อย

อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของทักษิณเที่ยวนี้ ส่งผลลบต่อพรรคเพื่อไทยเช่นกัน โดยเฉพาะการประกาศว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง

ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเข้ามาตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายลักษณะของการที่บุคคลภายนอกที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเข้ามาครอบงำพรรคการเมืองหรือไม่ ซึ่งอาจจะมีโทษถึงขั้นยุบพรรคตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

“ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํา กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” สาระสำคัญของมาตรา 28 ที่อาจมีความผิดถึงขั้นยุบพรรคการเมือง

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าแม้จะยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลของการเลือกตั้งเต็มตัว แต่พรรคเพื่อไทยก็ถูกจ้องจับผิดตั้งแต่หัววัน เท่ากับทุกก้าวของพรรคเพื่อไทยจะตกเป็นเป้าทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามในการรอเช็กบิล ทันทีที่พรรคเพื่อไทยตกหลุมที่กฎหมายขุดล่อเอาไว้

ดังนั้น การประกาศตัวเข้าสู่สนามการเมืองผ่านการสนับสนุนพรรคเพื่่อไทยอีกครั้งของทักษิณ จึงเป็นทั้งคุณและโทษแก่พรรคเพื่อไทยไปพร้อมกัน จากนี้ต้องรอดูว่าพรรคเพื่อไทยจะงัดกระบวนท่าไหนมารับมือให้เดินหน้าไปได้ตลอดรอดฝั่ง

เปิดถกพรรคการเมือง คสช.ลดอุณหภูมิเดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555620

  • วันที่ 25 มิ.ย. 2561 เวลา 09:13 น.

เปิดถกพรรคการเมือง คสช.ลดอุณหภูมิเดือด

การออกเปิดเวทีให้กับพรรคการเมืองก่อนกำหนดในครั้งนี้ของคสช. จึงเป็นเหมือนการทอดไมตรีไปยังพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นที่จะต้องมาจับมือร่วมกันเป็นรัฐบาล

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลา 4 ปี มีน้อยครั้งที่จะตั้งโต๊ะคุยกับพรรคการเมือง ส่วนใหญ่หนักไปทางเชิญนักการเมืองมาปรับทัศนคติมากกว่า เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของ คสช.

มีบางครั้งที่ คสช.เชิญพรรคการเมืองไปอย่างเป็นมิตร เมื่อครั้งเชิญไปหารือกันเรื่องการสร้างความปรองดอง แต่กระบวนการดังกล่าวเป็นเพียงแค่พิธีกรรมที่ไม่ได้ดำเนินการให้เกิดรูปธรรมเท่าใดนัก

คราวนี้ วันที่ 25 มิ.ย. เป็นอีกครั้งที่ คสช.และพรรคการเมืองเปิดห้องนั่งคุยกันเรื่องการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่สโมสรกองทัพบก ซึ่งเป็นสถานที่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ได้ปิดประตูตีแมวนักการเมืองและทำการรัฐประหาร ทั้งๆ ที่เวลานั้นเชิญนักการเมืองเพื่อมาหาทางออกให้กับประเทศ

การประชุมร่วมกันระหว่าง คสช.และพรรคการเมือง วันที่ 25 มิ.ย. นับว่ามีนัยสำคัญทางการเมืองไม่น้อย เพราะจะเป็นวันที่คนไทยทั้งประเทศจะได้เห็นความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น แม้จะยังไม่ได้ความชัดเจนถึงการประกาศวันเลือกตั้ง แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าการเลือกตั้งจะไม่ถูกบิดพลิ้วอีกครั้ง

สำหรับปัญหาที่พรรคการเมืองต่างต้องการได้ความชัดเจนมากที่สุดในเวลานี้ คือ จะปลดล็อกให้กับพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะการปลดล็อกหรือไม่ปลดล็อกจะมีผลโยงไปถึงการทำไพรมารีโหวตของพรรคการเมือง

การทำไพรมารีโหวตเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ. 2560 กล่าวคือ เป็นเงื่อนไขที่พรรคการเมืองต้องทำ เพราะหากพรรคการเมืองไม่ทำตาม จะมีผลให้พรรคการเมืองไม่สามารถส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้

ยิ่งไปกว่านั้นการจะทำไพรมารีโหวตได้ จะต้องเริ่มจากการมีสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด โดยจะได้มาซึ่งสาขาและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จำเป็นต้องมีสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อทำการเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ดังกล่าว แต่ทั้งหมดก็ติดหล่มใหญ่ ตรงที่ไม่สามารถประชุมพรรคการเมือง เพราะ คสช.ยังไม่ยอมให้ทำกิจกรรมการเมือง

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ที่ผ่านมาพรรคการเมืองพยายามเรียกร้องและกดดันให้ คสช.ปลดล็อก แต่ดูไม่มีท่าทีที่ คสช.จะยอมถอยให้กับพรรคการเมืองเท่าใดนัก โดยอ้างว่าจะปลดล็อกให้ก็ต่อเมื่อร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

เมื่อการทำกิจกรรมทางการเมืองยังมีความคลุมเครืออยู่ ส่งผลให้ตัวแทนของพรรคการเมืองใหญ่อย่าง “พรรคประชาธิปัตย์-พรรคเพื่อไทย” ไม่ค่อยให้ความร่วมมือมากนัก

กรณีของพรรคประชาธิปัตย์ แทนที่จะเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคเดินทางมาเอง กลับส่ง “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองหัวหน้าพรรค และ “น.ต.สุธรรม ระหงษ์”

ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ยืนยันชัดเจนไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับ คสช.ทุกประการ เช่นเดียวกับ “พรรคอนาคตใหม่” ที่ไม่เข้าร่วมเหมือนกัน เพราะมองเห็นว่า คสช.ไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองมากพอที่จะมากำหนดแนวทางการเลือกตั้ง

ขณะที่พรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กต่างให้ความร่วมมือพอสมควร โดยส่งผู้มีอำนาจเข้ามาร่วมหารือ เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา นำโดย “วราวุธ ศิลปอาชา” พรรคชาติพัฒนา จะเป็น “นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล” หัวหน้าพรรค นำมาเอง ไม่ต่างกับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่จะมาด้วยตัวเอง

แน่นอนว่าการหารือในครั้งนี้คงเป็นไปได้ยากที่จะได้ข้อสรุป หรือได้สิ่งที่พรรคการเมืองต้องการทั้งหมด เพราะ คสช.ก็ยังคงหวงอำนาจทางการเมืองพอสมควร

อย่างไรก็ตาม หากจะบอกว่าวัตถุประสงค์หลักของ คสช.ที่ดำเนินการเปิดโต๊ะคุยกับพรรคการเมืองก่อน ทั้งที่คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 53/2560 กำหนดให้หารือกันภายหลังกฎหมายเลือกตั้งประกาศในราชกิจจานุเบกษาครบ 4 ฉบับ คือ ต้องการลดอุณหภูมิการเมืองให้เย็นลง

อย่างที่ทราบกันดีว่าพรรคการเมืองกดดัน คสช.มาเป็นระยะเกี่ยวกับความชัดเจนต่างๆ ในการเลือกตั้ง แต่ คสช.กลับมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรมากนัก แถมออกอาการขู่ว่าจะเลื่อนการเลือกตั้งหลายครั้ง เพราะมองว่าประเทศยังไม่มีความสงบ มีผลให้บรรยากาศการเมืองไม่ค่อยดีมากนัก

ไม่เพียงเท่านี้ ยังทำให้ คสช.ตกเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองด้วย อันมีผลไปถึงการเก็บแต้มการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ ที่กำลังเดินสายทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้

ดังนั้น การออกเปิดเวทีให้กับพรรคการเมืองก่อนกำหนด จึงเป็นเหมือนการทอดไมตรีไปยังพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากในอนาคตมีความจำเป็นที่จะต้องมาจับมือร่วมกันเป็นรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง

เพราะถึงอย่างไรเสีย การเมืองย่อมไม่มีมิตรและศัตรูถาวร

ตลาดช็อปปิ้งสส.ระอุ นักเลือกตั้งราคาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555273

  • วันที่ 22 มิ.ย. 2561 เวลา 09:07 น.

ตลาดช็อปปิ้งสส.ระอุ นักเลือกตั้งราคาแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้เวลานี้ การเลือกตั้งจะยังไม่กำหนดวันเวลาออกมาชัดเจน แต่อีกด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุเป็นนัยว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีสำคัญ

“สิ่งสำคัญที่สุด คสช.กำลังพิจารณาอยู่คือ การเตรียมการไปสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก นั่นคือเรื่องสำคัญอีกเรื่อง ฉะนั้นอย่าหาว่าเอาเรื่องนี้มาอ้าง เป็นคนละเรื่อง ผมต้องการให้ประเทศสงบ มีเสถียรภาพและมีผลต่อการลงทุนในช่วงเวลานี้ เรื่องการเลือกตั้งเราก็เดินของเราไป ให้เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย ผมไม่เห็นจะมีความขัดแย้งอะไรกัน อย่าลืม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.

นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นระหว่างปฏิบัติราชการที่ประเทศอังกฤษและได้พบกับ เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายกฯ ไทยยังยืนยันอีกว่าไทยจะมีการเลือกตั้งแน่นอนในปีหน้า เพราะร่างกฎหมายสำคัญได้ผ่านการพิจารณาแล้ว

เรียกได้ว่าเป็นอีกครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความชัดเจนว่าจะไม่มีการบิดพลิ้วเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องขอรอเวลาให้ทุกอย่างลงตัวเพื่อเคาะวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเท่านั้น

เงื่อนไขที่ว่านั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องการหารือร่วมกันระหว่าง คสช.และพรรคการเมืองในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับกติกาการเลือกตั้ง รวมไปถึงว่าจะเอาอย่างไรกับการทำไพรมารีโหวตตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยที่สร้างปัญหาให้กับทุกพรรคการเมือง

แต่กระนั้นท่ามกลางกระบวนการกำหนดวันเลือกตั้ง ทว่าอีกมุมหนึ่งกำลังเกิดปรากฏว่าตลาดช็อปปิ้ง สส.กำลังเป็นไปอย่างคึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมาสู่ถนนการเมืองของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ในนามแกนนำพรรคพลังประชารัฐ และมี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกฯ คอยดูแลอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ

เป้าหมายหลักอยู่ที่การตัดแขนตัดขาพรรคเพื่อไทยด้วยการดูดดึงอดีต สส.ภาคอีสานและภาคเหนือให้มากที่สุด เพราะฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยอยู่กับสองภาคนี้ ซึ่งการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมาต่างยืนอยู่ได้เพราะอาศัยความมั่นคงของภาคอีสานและภาคเหนือ

ตอนแรกใครๆ คิดว่า บรรดาอดีต สส.พรรคเพื่อไทยคงไม่กล้าทิ้งพรรค เพราะติดกับบารมีของ “ทักษิณ ชินวัตร” แต่มาจุดนี้เงื่อนไขต่างๆ ก็เปลี่ยนไป ภายหลัง คสช.ครองอำนาจการเมืองได้นานถึง 4 ปี

“สุริยะ” มีเงิน “สมศักดิ์” มีบารมี “สมคิด” มีอำนาจ จึงไม่แปลกที่เมื่อเดินสายพบอดี ตสส.จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากพวกนักเลือกตั้งต่างมีความสามารถพิเศษในการเป็น “นกรู้” ว่าทิศทางลมในขณะนี้ควรอยู่ข้างไหนถึงจะเป็นฝ่ายชนะ

ประกอบกับสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยเองค่อนข้างง่อนแง่น ไล่ตั้งแต่สภาพของการยังหาหัวไม่ได้ ไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นผู้นำพรรค ไม่เพียงเท่านั้นบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคนก็มีคดีอยู่ในระหว่างการดำเนินการเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่าชายคาพรรคเพื่อไทยจะมีความมั่นคงเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ จึงเลือกที่จะไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าจะจมลงไปพร้อมกับพรรค

อย่างไรก็ดี หากจะหาปัจจัยที่ทำให้ตลาด สส.ระอุอย่างไม่น่าเชื่อ คือ ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม

ระบบการเลือกตั้งดังกล่าวกำหนดให้มี สส.ทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น สส.ระบบแบ่งเขต 350 และ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ 150 คน โดยใช้บัตรเลือกตั้งสส.แบ่งเขตเพียงใบเดียวในการคำนวณหาจำนวน สส.แบ่งเขตและ สส.บัญชีรายชื่อ

ที่สำคัญขั้นตอนของการคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อนั้นยังเอาคะแนนของคนที่แพ้ในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาคิดเพื่อกำหนดจำนวน สส.บัญชีรายชื่อด้วย

วิธีการดังกล่าวเป็นประโยชน์ในเชิงทฤษฎีทางวิชาการ และเป็นคุณในทางปฏิบัติแก่นักเลือกตั้งด้วย

นักเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีต สส.ระบบแบ่งเขตที่มีฐานของตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว ย่อมอาศัยความได้เปรียบตรงนี้ต่อรองเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเอง

อย่างน้อยถ้าเป็นคนที่มีคะแนนแต่ไม่ชนะในเขตนั้น สามารถเอาคะแนนส่วนนี้ไปช่วยเกื้อหนุนให้ได้ สส.บัญชีรายชื่อแทน หรืออาจจะได้รับการปูนบำเหน็จให้เป็นผู้ช่วยหรือเลขารัฐมนตรีก็ได้ เพื่อเป็นการตอบแทนสำหรับคะแนนที่ช่วยให้พรรคได้ สส.บัญชีรายชื่อ

บรรดานักเลือกตั้งแถวสองหรือแถวสามที่ไม่ใช่เกรดเอ แต่พอมีคะแนนอยู่บ้าง จึงเป็นที่โปรดปรานของบรรดาพรรคการเมืองใหม่ที่มีทุนหนาอย่างพรรคพลังประชารัฐในขณะนี้

ถึงกระนั้นความคึกคักของตลาด สส.ไม่ได้สร้างประโยชน์แก่พรรคพลังประชารัฐเท่านั้น เพราะพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส.เป็นหนึ่งในหัวเรือใหญ่ ได้รับอานิสงส์ไม่แพ้กัน

โดยจะเป็นโอกาสให้พวกที่ไม่เคยได้ลงสมัคร สส.ภาคใต้ในนามพรรคประชาธิปัตย์ มีโอกาสลืมตาอ้าปากขึ้นมาบ้าง ไม่ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของพวกขาประจำที่ผูกขาดการเป็นผู้สมัครค่ายสะตอมาหลาย 10 ปี

ดังนั้น จึงกลายเป็นสถานการณ์ฟ้าเปิดสำหรับบรรดาอดีต สส.ในการย้ายพรรค แต่เป็นภาวะที่ปวดหัวของพรรคใหญ่ที่เจออภินิหารของระบบเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงสนามเลือกตั้งด้วยซ้ำ

ถกพรรคการเมือง เปิดรูคลายแรงกดดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/555192

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 14:50 น.

ถกพรรคการเมือง เปิดรูคลายแรงกดดัน

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระบวนการเชิญนักการเมืองมาร่วมพูดคุยช่วงปลายเดือน มิ.ย. นับเป็นอีกหนึ่งในความพยายามสลายแรงกดดันที่ถาโถมมายังรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หลังจากไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ตามโรดแมปที่เคยประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่

ยิ่งหากจับ “ท่าที” ช่วงที่ผ่านมาของคนใน คสช. ไล่มาตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพบสัญญาณการแบ่งรับแบ่งสู้ที่พร้อมจะขยับการเลือกตั้งออกไปได้เรื่อยๆ หากมีเงื่อนไขหรือ ปัจจัยใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันจะถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้างได้

สอดรับไปกับท่าทีการเลื่อนเลือกตั้งที่ร่นเวลามาเรื่อยๆ จนมีแนวโน้มว่าจะเกินเดือน ก.พ. 2562 ตามเดดไลน์สุดท้ายที่เคยประกาศเอาไว้

โดยเฉพาะกับหลายปัญหาที่ยังไม่คลี่คลายง่ายๆ จนหลายฝ่ายเริ่มห่วงว่าอาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นระบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในขณะที่พรรคการเมืองเองก็ถูกแช่แข็งมานานกว่า 4 ปี และยังไม่เห็นสัญญาณจาก คสช.ว่าจะปลดล็อกให้ดำเนินกิจกรรมได้เมื่อไหร่ อย่างไร

ล่าสุดมีแนวโน้มที่ คสช.จะปลดล็อกทีละขั้น เริ่มจากให้พรรคการเมืองสามารถจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี เลือกกรรมการบริหารพรรค แก้ไขหรือยกร่างข้อบังคับพรรคการเมือง ซึ่งเป็นไฟต์บังคับที่ทุกพรรคการเมืองต้องทำเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายพรรคการเมืองใหม่และรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

จากนั้นจึงมาพิจารณากระบวนการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำไพรมารีโหวต ที่มีข้อเสนอให้ทั้งงดเว้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ หรือหากจะต้องดำเนินการทำไพรมารีโหวตจริงก็อาจต้องให้ คสช.ใช้มาตรา 44 เข้ามาตัดตอนรีบแบ่งเขตเลือกตั้งให้เสร็จเรียบร้อยเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถทำทันตามกรอบเวลา

ในช่วงที่เส้นทางการเมืองยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลายฝ่ายจึงจับจ้องไปยังการประชุมหารือระหว่างพรรคการเมืองและรัฐบาล คสช. หลังจากรอบที่แล้วเป็นการหารือระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ข้อสรุปชัดเจนมากขึ้น

แต่รอบนี้การหารือร่วมกับพรรคการเมืองกลับถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การลดแรงกดดันจากฝั่งการเมือง ที่ไม่ได้หวังผลจริงจังหรือต้องการรับฟังเสียงสะท้อนจากพรรคการเมืองอย่างแท้จริง จนทำให้หลายพรรคประกาศไม่ร่วมการหารือในรอบนี้

จน​ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาดักคอว่าการรีบปฏิเสธไม่ร่วมหารือจะทำให้เสียบรรยากาศเปล่าๆ เมื่อถึงเวลาตอนนั้นจะเห็นเองว่าตัวเองจำเป็นต้องมา ไม่เช่นนั้นจะตกขบวน ขอให้รอดูตอนนั้นดีกว่า แล้วจะรู้ว่ามีประโยชน์

ขณะที่บางฝ่ายกลับเห็นว่าการหารือของพรรคการเมืองรอบนี้จะเป็นการสร้างความมั่นใจว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามขั้นตอนสู่การเลือกตั้ง

นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ​พรรคชาติพัฒนาคิดว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีและถือเป็นการเคาต์ดาวน์สู่การเลือกตั้งที่จะเป็นสัญญาณบวกของประเทศ ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นต่อนานาประเทศ

แต่หากมองลึกๆ แล้วการหารือครั้งนี้ไม่ง่ายที่ข้อเสนอจากพรรคการเมืองจะถูกตอบสนองจากฝั่ง คสช. เพราะข้อเสนอหลักที่พรรคการเมืองต้องการ หนีไม่พ้นเรื่องการเร่งปลดล็อกให้ทำกิจกรรม และหาเสียงได้อิสระ ซึ่ง คสช.ส่งสัญญาณเตรียมปลดล็อกท้ายสุด

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ระบุว่า การพูดคุยจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ 26 มิ.ย.นี้ ซึ่งเป็นวันที่นายกรัฐมนตรีเดินทางกลับจากการเยือนสหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐฝรั่งเศส

“ผมอยากฟังว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ซึ่งลักษณะการพูดคุยจะมีผม กกต. และวิษณุ จะไปนั่งรับฟังให้เขาถาม อะไรที่เราตอบได้ ก็จะตอบ อันไหนที่เรายังทำไม่ได้ ก็จะเตรียมข้อมูลต่างๆ ไป ชี้แจงในการประชุม แล้วนำมาให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง เราเพิ่งเชิญไป แล้วแต่ใครอยากมาก็มา ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมา”

ตอกย้ำว่า สถานะของ พล.อ.ประวิตร เป็นเพียงแค่ผู้รับสารที่จะนำข้อมูลข้อเสนอจากพรรคการเมืองไปเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ อีกทอดหนึ่ง ไม่มีอำนาจตัดสินใจ หรือให้หลักประกันใดๆ กับพรรคการเมืองได้

รูปแบบการหารือจึงน่าจะออกมาในทำนอง​เป็นเพียงแค่การให้ข้อมูลจากฟัง คสช.เสียมากกว่า ส่วนข้อเสนอจากพรรคการเมืองนั้น หาก คสช.จะทำตามที่ขอคงทำให้ตั้งแต่แรกไม่ต้องรอมาจนถึงเวลานี้

ยิ่งหากฟังเสียงสะท้อนก่อนหน้านี้ พรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยมองว่าการยื้อเวลาปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ เป็นไปเพราะต้องการชิงความได้เปรียบทางการเมือง ในวันที่พรรคพลังประชารัฐเดินหน้า ติดเครื่องเตรียมลงขับเคี่ยวในสนามเลือกตั้งรอบใหม่

สอดรับไปกับปรากฏการณ์ดูด ที่หนักข้อขึ้นจนพรรคการเมืองต้องรีบออกมาดักคอว่าทำให้การเมืองเดินย้อนหลัง และสวนทางการปฏิรูป จนมาถึงกระแสข่าวเรื่องการออกแรงบีบให้นายก อบจ.ในบางพื้นที่เข้ามาร่วมเป็นกลไกสนับสนุนการทำพื้นที่ให้กับ คสช.

ทั้งหมดล้วนแต่ยิ่งก่อตัวเป็นแรงกดดันที่ย้อนกลับมายัง คสช. การหารือร่วมกับพรรคการเมืองจึงเสมือนเป็นรูระบายคลายความกดดันที่มีต่อ คสช.ให้ลดน้อยลงไป

‘พลังประชารัฐ’ รุกหนัก สองพรรคใหญ่ระส่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554898

  • วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 10:42 น.

‘พลังประชารัฐ’ รุกหนัก  สองพรรคใหญ่ระส่ำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ไม่มีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งซีกของรัฐบาล ปรากฏว่าไม่ค่อยแสดงอาการบ่งบอกถึงการหาเงื่อนไขเพื่อมาทำให้การเลือกตั้งต้องล่าช้าออกไป ดังจะเห็นได้จากการประชุมร่วมกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับปัญหาการบังคับใช้ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 53/2560

นอกจากนี้ แม้แต่ตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ยืนยันต่อสาธารณะหลายครั้งว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นตามโรดแมปอย่างแน่นอน ส่งผลให้ภาคเศรษฐกิจยินดีกับท่าทีของผู้นำรัฐบาลที่ช่วยให้การเมืองเกิดความชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีเพียงแต่ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลที่น่าสนใจเท่านั้น เนื่องจากภายหลังกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ จะมีผลใช้บังคับอย่างพร้อมเพรียง จะพบได้ว่ามีความเคลื่อนไหวและตัวละครการเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องแรกที่น่าสนใจหนีไม่พ้นการประกาศตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ของ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” และการขอกลับมาสู่สนามการเมืองอีกครั้งของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแกนนำ กปปส.

แน่นอนว่าพรรคการเมืองนี้มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอยู่กับ คสช.อยู่ไม่มากก็น้อย กล่าวคือ อาจารย์เอนก เคยทำงานร่วมกับ คสช.มาก่อนทั้งในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง

โดยในตำแหน่งหลังนี้ทำให้บทบาทของอาจารย์เอนก โดดเด่นเห็นชัดเป็นอย่างมาก เพราะการที่ต้องเข้าไปประสานงานเพื่อเสริมสร้างความปรองดองกับทุกฝ่าย ช่วยให้อาจารย์เอนกไม่ติดภาพว่าตัวเองอยู่ข้างใดข้างหนึ่งชัดเจนมากนัก ตรงนี้เองได้กลายเป็นจุดขายของพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่จะเน้นการสร้างความปรองดองเป็นหลัก

ส่วนอีกความเคลื่อนไหว คือ การเดินเกมของ “พรรคพลังประชารัฐ” ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองนี้ไม่ได้ปรากฏในรูปของพรรคการเมืองเท่าใดนัก แต่ปรากฏให้เห็นจากบรรดาว่าที่แกนนำพรรคต่างหาก ไม่ว่าจะเป็น “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”

ล่าสุด “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต สส.เลย พรรคเพื่อไทย ทั้งสมศักดิ์และสุริยะต่างประสานงานเพื่อดึงอดีต สส.เข้ามาร่วมงาน

การขยับตัวของพรรครวมพลังประชาชาติไทยและพรรคพลังประชารัฐ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบไปถึงสองพรรคการเมืองใหญ่อย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” ไม่มากก็น้อย

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์รับผลกระทบเต็มๆ จากพรรครวมพลังประชาชาติไทย อย่างที่ทราบกันดีว่าสุเทพนั้นเป็นผู้มากบารมีในการเมืองภาคใต้ แม้จะยังไม่เท่ากับนายหัว “ชวน หลีกภัย” แต่สุเทพมีแม่เหล็กดึงดูดมากพอที่จะโน้มน้าวให้บรรดาคนแถวหนึ่งหรือแถวสองของประชาธิปัตย์เข้ามาอยู่กับกำนันสุเทพได้

ยิ่งเวลานี้ “สุเทพ” เป็นหนึ่งในสายตรงของ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. เท่ากับว่าหากใครมาอยู่กับสุเทพย่อมได้อะไรติดไม้ติดมืออย่างแน่นอน

ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ถึงแม้ภาพของ “ทักษิณ ชินวัตร” จะยังคงเป็นขวัญใจของคนอีสานและภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานกำลังหลักของพรรคเพื่อไทย แต่อีกด้านหนึ่งต้องไม่ลืมว่า คสช.เองเดินเกมรุกทางการเมืองค่อนข้างหนักพอสมควร ทั้งการอัดงบประมาณและโครงการเข้าไปในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในนาม “ประชารัฐ” หรือ “ไทยนิยม”

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าพรรคเพื่อไทยถูกแช่แข็งห้ามเล่นการเมืองมาเป็นเวลาถึง 4 ปี ผิดกับ คสช.ที่มีทั้งงบประมาณและอำนาจทางการเมือง จึงทำให้ คสช.สามารถเดินเก็บแต้มการเมืองได้แต่เพียงฝ่ายเดียว แซงหน้าพรรคการเมืองอื่นๆ ไปพอสมควร

พื้นที่การเมืองที่เว้นว่าง สส.มาร่วม 4 ปี กลายเป็นโอกาสของ คสช.ในการช่วงชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนสำหรับการปูทางกลับเข้ามาสืบทอดอำนาจในอนาคต หลังการเลือกตั้ง ดังนั้น พรรคเพื่อไทยที่เคยคิดว่าจะกินบุญเก่าและหากินกับความเป็นทักษิณไปอีกเรื่อยๆ อาจจะต้องผิดหวังได้

ไม่เพียงเท่านี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้อดีต สส.ของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์เอาใจออกห่างและจะมาเข้ากับสองพรรคการเมืองใหม่ คือ ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคกันเอง

กรณีของพรรคประชาธิปัตย์นั้นประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้ชี้ให้เห็นชัดว่าพรรคการเมืองนี้ไม่ชนะการเลือกตั้งมาร่วมสองทศวรรษแล้ว ทำให้สมาชิกหลายคนไม่มั่นใจว่าในสภาพแบบนี้พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถลืมตาอ้าปากได้หรือไม่

ด้าน พรรคเพื่อไทย ก็ประสบปัญหาไม่แพ้กัน เริ่มตั้งแต่ความขัดแย้งภายในที่เกี่ยวกับการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ซึ่งเกิดกระแสต่อต้าน “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เป็นระยะ นอกจากนี้การมีทักษิณเป็นผู้นำพรรคต่อไป อาจมีผลให้เป็นเป้าทางการเมืองไม่จบไม่สิ้น

ดังนั้น เมื่อทั้งสองพรรคเกิดความอ่อนแอ จึงกลายเป็นจังหวะดีที่พรรคการเมืองใหม่ที่อุดมไปด้วยเงินและบารมีในการตีท้ายครัวในแบบที่พรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยเกิดอาการระส่ำทันที

เลือกตั้ง”อบจ.” เกมเช็กกำลัง”คสช.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554799

  • วันที่ 18 มิ.ย. 2561 เวลา 09:45 น.

เลือกตั้ง"อบจ." เกมเช็กกำลัง"คสช."

ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นดัชนีที่ชี้วัดทั้งความนิยม และความเข้มแข็งในกลไกพื้นที่ว่ามีมากน้อยเพียงไร

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนว่าการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นจะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งระดับชาติ ส่วนจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ภายในปีนี้หรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมในแต่ละด้าน ตลอดจน​นโยบายจากฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่าต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อไหร่

เบื้องต้น วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แบ่งรับแบ่งสู้ว่ายังไม่รู้การเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นภายในปีนี้หรือไม่ ขณะนี้การจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับ คืบหน้าไปแล้วกว่า 90% กำลังไล่ทบทวนอยู่ แต่มีการแก้ไขในเนื้อหาสาระจำนวนมาก ทั้งเรื่องจำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และวิธีในการเลือก เพื่อให้สอดคล้องกับการเลือกตั้ง สส.

ทั้งนี้ เมื่อผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาภายในเดือน มิ.ย.นี้ และส่งต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ​ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. ต่อจากนั้นเป็นขั้นตอนของการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

“ส่วนการเลือกตั้งท้องถิ่น จะจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ก่อนหรือไม่นั้น ไม่ทราบ เพียงแต่อะไรที่ง่ายจะเปิดให้ทำก่อน แต่อะไรที่ง่ายบ้างนั้นก็ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะยังไม่แน่ใจเหมือนกัน”​ วิษณุ ระบุ

สอดรับไปกับเงื่อนไข “การปลดล็อกทางการเมือง” ภายหลังการประชุมร่วมกันระหว่าง รัฐบาล กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ​ (กรธ.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและเตรียมนำข้อสรุป 4 ข้อ เสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อคลายล็อกทางการเมืองต่อไปตามลำดับ

ที่สำคัญการสมัครเป็นสมาชิกท้องถิ่นไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ทำเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ทำเป็นพรรค ไม่ต้องมีการประชุมพรรค ต่อให้ยังไม่มีการปลดล็อกก็ไม่กระทบต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยตรง

ยิ่งหากจับสัญญาณจากพรรคการเมืองที่บางพรรคประกาศจะไม่เข้าร่วมหารือกับทางรัฐบาลในปลายเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ​และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการหารือ

นั่นอาจทำให้การหารือนี้ต้องเลื่อนออกไปได้ เพราะไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายว่าจะต้องจัดเมื่อใด จนอาจเป็นเงื่อนไขที่จะหยิบยกมาเป็นข้ออ้างในภายหลังหากต้องการยื้อการเลือกตั้งออกไป

ต่างจากเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งรอเพียงความพร้อมในด้านกฎหมายและไฟเขียวจาก คสช.​ก็สามารถเริ่มต้นได้ในทันที ซึ่งหลายพื้นที่ในเวลานี้มีความพร้อม โดยเฉพาะสถานการณ์เวลานี้ผู้บริหารระดับท้องถิ่นทยอยพ้นจากตำแหน่งจนครบทุกจังหวัด เหลืออยู่รักษาการปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะคำสั่ง คสช.

อีกด้านการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นก่อนเลือกตั้งใหญ่ ยังจะสามารถช่วยลดแรงกดดันอันจะย้อนกลับมายัง คสช.​ในภายหลัง หากการเลือกตั้งใหญ่​อาจมีเหตุให้ต้องเลื่อนออกไปจากกรอบสักเดือนหรือสองเดือน เนื่องจากข้อจำกัดด้านต่างๆ เพราะอย่างน้อยก็พอจะเห็นทิศทางว่ารัฐบาล คสช.มีความตั้งใจที่จะจัดการเลือกตั้งแม้จะเป็นเลือกตั้งท้องถิ่น ก็ยังดีกว่าไม่มีการขยับใดๆ

แต่นัยสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่น​ในมุมของ คสช.นั้น หนีไม่พ้นการวัดกระแส พร้อมตรวจสอบสรรพกำลังในพื้นที่ผ่านกลไกท้องถิ่นแต่ละแห่งว่ามีความเข้มแข็งและตอบสนองความต้องการของ คสช.ได้มาน้อยแค่ไหน

สอดรับไปกับคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6/2561 ปลดล็อกให้นายก อบจ. 4 คน ที่เคยถูกพักงานระหว่างการถูกตรวจสอบ ได้กลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการบีบให้กลับมาช่วยเป็นฐานสนับสนุนในพื้นที่ให้กับพรรค คสช. ที่กำลังเดินหน้าทำงานในพื้นที่ ​

พิจารณาจาก 4 รายชื่อ นายก อบจ. ที่ถูกปลดล็อกให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ ทั้ง ส​ถิรพร นาคสุข นายก อบจ.ยโสธร มลัยรัก ทองผา นายก อบจ.มุกดาหาร บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ และ​ชัยมงคล ไชยรบ นายก อบจ.สกลนคร จะพบว่าทั้ง 4 คนล้วนอยู่ในพื้นที่สำคัญทางการเมือง

งานนี้แว่วว่าได้มือประสานอย่าง สุชาติ ตันเจริญ แกนนำบ้านริมน้ำ ที่รับหน้าที่สำคัญในการร่วมขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเคยสร้างปรากฏการณ์ดูด สส.เข้าเป็นขุมกำลังสนับสนุนพลังประชารัฐจนเป็นที่ฮือฮามาแล้ว เป็นคนเดินเกมชักชวน อบจ.พื้นที่ต่างๆ มาเสริมทีม

การเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นก่อนเลือกตั้งใหญ่ จึงเสมือนเป็นการตรวจความพร้อมในแต่ละพื้นที่ว่าสุ่มเสี่ยงจะเกิดความวุ่นวายหรือรุนแรงในอนาคตหรือไม่ รวมทั้งผลการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้น ยังจะเป็นดัชนีที่ชี้วัดทั้งความนิยม และความเข้มแข็งในกลไกพื้นที่ว่ามีมากน้อยเพียงไร

อันจะนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์ของ คสช. ​สำหรับการเตรียมตัวลงสนามเลือกตั้งใหญ่ หลังได้เห็นว่าพื้นที่ไหนที่ยังเป็นจุดอ่อน ต้องปรับเปลี่ยนบุคคลหรือ​กลไกในพื้นที่กันใหม่

​ในเมื่อฐานเสียงของพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคใหญ่ในแต่ละพื้นที่มีความเข้มแข็งและเหนียวแน่นมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน บางพื้นที่ที่ไม่สามารถดูดได้ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาพึ่งพาฐานเสียงจากท้องถิ่นเป็นการทดแทน

​ระหว่างที่รัฐบาล คสช.​เร่งอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ผ่านโครงการต่างๆ คู่ขนานไปกับการเดินสายลงพื้นที่ และจัด ครม.สัญจรจังหวัดต่างๆ ​ที่จะไปเติมเต็มและเสริมสร้างคะแนนนิยมในแต่ละพื้นที่

ยุทธศาสตร์ชาติ เตะตัดขาทุกพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554425

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2561 เวลา 12:21 น.

ยุทธศาสตร์ชาติ เตะตัดขาทุกพรรค

“ยุทธศาสตร์ชาติ”ที่กำลังจะมีขึ้น ถูกมองได้ว่า เป็นการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรค คสช.สำหรับการเลือกตั้งในอนาคต พร้อมกับเตะตัดขาพรรคการเมืองอื่น

****************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 15 มิ.ย. เป็นจังหวะก้าวสำคัญทางการเมืองอีกครั้ง เพราะจะมีการพิจารณาร่างยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ

ตามขั้นตอน เมื่อ สนช.ลงมติรับหลักการเอาไว้ จะดำเนินการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณา แต่ไม่สามารถแก้ไขเนื้อหาได้ เพียงแค่เสนอความคิดเห็นแนบท้ายไปได้เท่านั้น

อย่างที่ทราบกันดี “ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นหนึ่งในความหวังของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการฝากไว้เป็นผลงานชิ้นโบแดง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกครหาในวันที่ลงจากตำแหน่งว่าการรัฐประหารล้มรัฐบาลเลือกตั้งเป็นการกระทำที่เสียของ

สำหรับร่างยุทธศาสตร์ชาติ มีสาระสำคัญที่แบ่งออกเป็น 6 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง 2.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 4.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 5.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 6.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

ทั้งนี้ หากจะบอกว่าหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ชาตินั้น ไม่ได้อยู่ตรงตัวร่างยุทธศาสตร์ชาติที่คณะรัฐมนตรีเสนอ สนช. แต่กลับเป็นกระบวนการบังคับใช้ยุทธศาสตร์ชาติที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายสำคัญของ 2 ฉบับ ได้แก่ รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560

มาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ครม.ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนํามาใช้จ่ายในการดําเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ

ส่วนกฎหมายจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ก็ได้ปรากฏเนื้อหาหลายส่วนที่เป็นการชี้ให้เห็นว่าทุกภาคส่วนห้ามออกนอกแถวที่ยุทธศาสตร์ชาติบัญญัติเอาไว้

มาตรา 25 และมาตรา 26 ของ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดเป็นหลักการว่าในกรณีที่หน่วยงานของรัฐไม่ได้ดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาพิจารณาว่าเป็นความผิดหรือไม่ ซึ่งจะมีผลให้หัวหน้าส่วนราชการนั้นพ้นจากตำแหน่งด้วย

จากที่ปรากฏออกมาเห็นได้ว่ามีการคุมเข้มเอาไว้หลายชั้นทั้งในกฎหมายสูงสุดและกฎหมายระดับนิติบัญญัติ แน่นอนว่าการกำหนดไว้แบบนี้มีทั้งส่วนได้และส่วนเสีย

สำหรับประโยชน์ที่ได้รับนั้น คือการทำให้เกิดทิศทางและการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างชัดเจน เดิมต้องยอมรับว่าแผนการพัฒนาประเทศมักจะไปผูกโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นเพียงแผนแม่บทที่ไม่ได้สภาพของการใช้บังคับอย่างแท้จริง อีกทั้งยังไม่มีบทลงโทษในกรณีที่ไม่ได้ดำเนินการตามแผนดังกล่าว

เมื่อไม่มีมาตรการในการลงโทษ ย่อมส่งผลให้เกิดการเดินตามแผนพัฒนาประเทศแบบกระท่อนกระแท่น ขาดความเป็นเอกภาพและไร้ทิศทางในการทำงานที่ชัดเจน ประกอบกับการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลในแต่ละยุคส่วนใหญ่จะมาจากพรรคการเมืองแตกต่างกัน ทำให้พรรคการเมืองที่ได้อำนาจใหม่มักจะคำนึงถึงศักดิ์ศรี จึงไม่ยอมเดินตามนโยบายของรัฐบาลพรรคเก่า

ดังนั้น การมียุทธศาสตร์ชาติที่มีบทลงโทษอาจจะช่วยให้การขับเคลื่อนมีความต่อเนื่องมากขึ้น ไม่ต้องชะงักไปตามการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ประโยชน์ในเรื่องความต่อเนื่องนั้นก็มีหลายฝ่ายท้วงติงถึงความไม่เหมาะสมในบางประการ โดยเฉพาะการให้มีผลบังคับใช้ถึง 20 ปี และการมีบทลงโทษทางอาญาตามที่ปรากฏในกฎหมายจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ

แม้ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ จะเปิดช่องให้สามารถทบทวนยุทธศาสตร์ชาติได้ทุก 5 ปี โดยเสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบในการแก้ไข แต่มีคำถามว่าในทางปฏิบัติจะสามารถแก้ไขได้สมดังเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าการแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติย่อมมาซึ่งแรงต่อต้านจากวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาสูงที่มาจากการเลือกของ คสช.ใน 5 ปีแรก

เมื่อเทียบผลเสียและผลดีที่จะได้รับแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลเสียย่อมมีมากกว่า แต่จากผลเสียที่เกิดขึ้น ทว่ากลับเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อ คสช.ในระยะยาว

คสช.กำลังตั้งพรรคการเมืองเพื่อลงเลือกตั้งในอนาคต การทำนโยบายหาเสียงจึงสามารถออกนโยบายภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติได้ไม่ยากมากนัก เนื่องจากถึงอย่างไรเสียยุทธศาสตร์ชาติก็เป็นนโยบายที่ตัวเองสร้างขึ้นมา

ผิดกับพรรคการเมืองที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แต่ต้องมาปั้นนโยบายพรรคการเมืองให้อยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าฝ่าฝืนจะมีผลกระทบทางกฎหมายตามมา

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังจะมีขึ้นอย่างเป็นทางการ จึงไม่ต่างอะไรกับการประกาศนโยบายหาเสียงของพรรค คสช.สำหรับการเลือกตั้งในอนาคต พร้อมกับเตะตัดขาพรรคการเมืองอื่นไปในตัว

ปลดแอกไพรมารี เปิดทางอุ้มทุกพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/554309

  • วันที่ 13 มิ.ย. 2561 เวลา 12:22 น.

ปลดแอกไพรมารี เปิดทางอุ้มทุกพรรค

มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ คสช.อาจชำเลืองเห็นถึงปัญหานี้และยอมกลืนเลือด เพื่อชะลอการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อน

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลให้การเลือกตั้งเดินหน้าได้ตามลำดับ แต่เอาเข้าจริงเวลานี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังแสดงอาการเขี้ยวลากดินทางการเมืองอยู่พอสมควร

ความเขี้ยวลากดินที่ว่านั้นคือ การยังไม่ยอมปลดล็อกเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินการกิจกรรมทางการเมืองได้อย่างเป็นอิสระ

แน่นอนว่าเหตุผลหนึ่งที่ คสช.ยังไม่ยอมผ่อนเงื่อนไขดังกล่าวลง เป็นเพราะปัจจัยทางการเมืองที่ไม่ต้องการให้นักการเมืองมีความเคลื่อนไหว และกลัวว่า คสช.จะถูกช่วงชิงความได้เปรียบไปจากตัวเอง

แต่ทำไปทำมาจากความต้องการรักษาความได้เปรียบทางการเมืองของ คสช.กำลังสร้างปัญหาครั้งใหญ่กับการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในที่นี้หมายถึงการทำไพรมารีโหวต ปัญหากำลังลุกลามบานปลายถึงขั้นที่พรรคการเมืองเริ่มเรียกร้องให้ คสช.ใช้อำนาจมาตรา 44 ชะลอการทำไพรมารีโหวตออกไปก่อนสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้

สำหรับขั้นตอนของการทำไพรมารีโหวตที่กำหนดไว้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จะเห็นได้ว่ามีความซับซ้อนพอสมควร ดังนี้

1.พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตใด ต้องมีสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดในเขตนั้น

2.การส่งผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครที่ได้รับเลือกจากไพรมารีโหวต

3.การสรรหาผู้สมัคร สส.พรรคต้องจัดให้มีคณะกรรมการสรรหา ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย กรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหา และหัวหน้าสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

4.การประชุมสาขาพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่า 100 คน หรือการประชุมตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน โดยการลงคะแนนให้สมาชิกมีสิทธิลงคะแนนเลือกได้หนึ่งคน

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการทำไพรมารีโหวตจะผูกโยงกับสามส่วนที่สำคัญได้แก่ สาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และสมาชิกพรรคการเมือง

แต่ปรากฏว่าด้วยผลของคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 ทำให้สถานะของสมาชิกพรรคการเมืองหายไปหมด เว้นแต่จะมีใครแสดงตนกลับเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอีกครั้ง ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่าแต่ละพรรคการเมืองได้จำนวนยอดสมาชิกพรรคการเมืองกลับคืนมาเป็นจำนวนที่น้อยพอสมควร

การมีสมาชิกพรรคในจำนวนที่น้อยจะมีปัญหาตามมาอีกมาก โดยเฉพาะความชอบธรรมของผู้ที่ได้รับการสรรหาให้เป็นผู้สมัคร สส.ของพรรคการเมืองดังกล่าว อีกทั้งจะไม่สามารถทำการสรรหาได้ครบทุกจังหวัด นั่นเท่ากับว่าพรรคการเมืองนั้นต้องเสียสิทธิในการส่งผู้สมัคร สส.ในเขตดังกล่าวไป

ไม่เพียงเท่านี้ ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ผู้สมัคร สส.ต้องเป็นสมาชิกพรรคติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง หมายความว่า ผู้สมัคร สส.ที่แพ้ในการทำไพรมารีโหวตกับพรรคการเมืองนี้ จะต้องรีบหาพรรคการเมืองใหม่เพื่อให้ทันเวลา 90 วัน ซึ่งมีคำถามว่าเมื่อ คสช.ยืนยันทุกอย่างกำลังเดินตามโรดแมป แต่กลับไม่ยอมปลดล็อก ด้วยเวลาที่บีบขนาดนั้น ผู้ที่แพ้ไพรมารีโหวตจะสามารถหาพรรคใหม่สังกัดทันกับเวลา 90 วันได้อย่างไร

จากเงื่อนไขที่เกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลเฉพาะพรรคการเมืองปัจจุบันเท่านั้น แต่ปัญหายังลามไปถึงพรรคการเมืองใหม่เช่นกัน ซึ่งรวมไปถึง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ที่จะเป็นแลนดิ้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในอนาคตด้วย

ด้วยเหตุนี้ จึง เพื่อเป็นการปลดล็อกให้กับทุกพรรครวมทั้งพรรคทหาร