ลูบหลังพุทธะอิสระ บิ๊กตู่รักษาพันธมิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552689

  • วันที่ 29 พ.ค. 2561 เวลา 10:39 น.

ลูบหลังพุทธะอิสระ บิ๊กตู่รักษาพันธมิตร

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศว่ามีการล้างบางวงการสงฆ์ครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติอย่างไทย

โดยมีการจับกุมพระที่มีสมณระดับสูงและให้ลาสิกขาถึง 5 รูป ตามหมายจับคดีร่วมกันฟอกเงินทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ปี 2557 รวมกว่า 150 ล้านบาท ได้แก่

1.พระศรีคุณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

2.พระครูสิริวิหารการสมจิตร จันทร์ศรี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

3.พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือ เจ้าคุณเทอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ

4.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

5.พระอรรถกิจโสภณ เลขานุการเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร วัดสามพระยา

คดีเงินทอนวัด เป็นคดีที่หน่วยงานรัฐได้ดำเนินการตรวจสอบมาเป็นระยะ ซึ่งก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติฟ้องคดีให้เอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงไปแล้วหลายราย

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะมีเพียงกรณีของคดีเงินทอนวัดเท่านั้นที่สะท้านวงการสงฆ์ แต่ในเวลาเดียวกันหน่วยงานรัฐได้ดำเนินคดี กับ “พระพุทธะอิสระ” หรือ หลวงปู่พุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ในข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร รวมทั้งในคดีปลอมพระปรมาภิไธย

สำหรับกรณีของพระพุทธะอิสระนั้นต้องถือว่าเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องไม่ลืมว่าพุทธะอิสระเป็นหนึ่งในพระที่มักจะเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้าน “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่การชุมนุมของคณะกรรมการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนมาถึงการชุมนุมของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครั้งการชุมนุมของ กปปส. ปรากฏว่าพระพุทธะอิสระมีบทบาทเป็นอย่างมากด้วยการเป็นผู้จัดการเวทีการชุมนุมที่แจ้งวัฒนะ ยิ่งไปกว่านั้นได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปะทะกับ

เจ้าหน้าที่ที่ดูแลความสงบหลายครั้ง

ทว่าภายหลังการรัฐประหารในปี 2557 เปลี่ยนบทบาทมาเป็น “สารวัตรพระ” ผ่านการเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลเร่งดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มวัดพระธรรมกายเป็นระยะ ก่อนที่จะต้องยุติบทบาทแบบไม่เต็มใจ หลังจากถูกดำเนินคดีและต้องลาสิกขาด้วยข้อหาฉกรรจ์ทั้งสองข้อหา

การจับพระพุทธะอิสระกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นเพราะได้มีการเผยแพร่คลิประหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมถึงในห้องนอนที่วัด ซึ่งเป็นการปฏิบัติประหนึ่งผู้ต้องหาคดีอาญาร้ายแรงที่มีโทษถึงประหารชีวิต

เรื่องดังกล่าวสร้างความไม่พอใจกับกลุ่มคนที่ยังคงศรัทธาพระพุทธะอิสระเป็นอย่างมาก จนกระทั่งรัฐบาลต้องออกมาขอโทษถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่ได้ลงมือเกินกว่าเหตุ

“นายกฯ ขอโทษแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งเสียความรู้สึก โดยได้ว่ากล่าวตักเตือนและกำชับไปแล้วว่าต้องไม่มีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก รวมทั้งยังได้ฝากขอโทษ สุวิทย์ (อดีตพระพุทธะอิสระ) ที่อาจได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วย” เป็นคำพูดของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่อ้างถึงคำขอโทษของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงกรณีดังกล่าว

น่าสนใจไม่น้อยกับท่าทีของรัฐบาลในการตบหัวแล้วลูบหลังครั้งนี้ เพราะถ้ามองกันโดยทั่วไปแล้วหน่วยงานภาครัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอยู่แล้ว ประกอบกับคดีเป็นคดีอาญาที่มีโทษร้ายแรง จึงยิ่งสมควรทำงานอย่างเคร่งครัด แต่ทำไปทำมากลับมาขอโทษหน้าตาเฉย

ทั้งนี้ ในอดีตกลุ่มทหารบูรพาพยัคฆ์นั้นมีความสัมพันธ์กับอดีตพระพุทธะอิสระอยู่ไม่น้อย โดยมีภาพที่ไปร่วมงานบุญในอดีต ส่งผลให้ที่ผ่านมาทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และนายทหารกลุ่มอีกหลายคนถูกมองว่าเป็นพันธมิตรกับฝ่ายต่อต้านทักษิณ

ขณะเดียวกันฐานสนับสนุนของ พล.อ.ประยุทธ์ ในปัจจุบันต่างมาจากกลุ่มลูกศิษย์ของอดีตพระมีชื่อรายนี้ แม้มวลชนกลุ่มอื่นจะเริ่มตีตัวออกห่างจากการสนับสนุน คสช. แต่ยังมีกลุ่มของอดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อยที่อยู่ข้างเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.

ด้วยเหตุนี้เมื่อภาพของการทุบประตูกุฏิเพื่อเข้าไปจับผู้นำมวลชนทั้งผ้าเหลือง จึงนำมาซึ่งความไม่พอใจ คสช.พอสมควร และพานไปถึงอาจไม่สนับสนุน คสช.อีกต่อไป

พล.อ.ประยุทธ์ จึงออกมาขอโทษผ่านโฆษกของรัฐบาล ย่อมมองแล้วว่าหากปล่อยให้กระแสบานปลาย จะไม่ต่างอะไรกับการผลักมิตรให้เป็นศัตรู และอาจจะกระทบงานใหญ่ในอนาคต โดยเฉพาะการลงเลือกตั้งเพื่อกลับมาสู่อำนาจอีกครั้ง

นับว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช.ยังโชคดีไม่น้อยที่อดีตพระพุทธะอิสระไม่ได้ปลุกมวลชนให้มายืนฝั่งตรงข้ามกับ คสช. มิเช่นนั้น คสช.อาจไม่เหลือพันธมิตรในการทำศึกใหญ่แน่นอน

ดังนั้น การขอโทษผู้ต้องหาในคดีอาญาของผู้นำประเทศ ด้านหนึ่งอาจดูแปลกตาไปบ้าง แต่ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงต้องยอมทำใจให้ชินไปเอง

ศาล รธน.เขย่า ม.44 สะเทือนอำนาจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552595

  • วันที่ 28 พ.ค. 2561 เวลา 09:42 น.

ศาล รธน.เขย่า ม.44 สะเทือนอำนาจ คสช.

การใช้มาตรา 44 ที่เคยคิดว่าง่าย โดยไม่สนใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญจะทำให้ คสช.ยากต่อการใช้อำนาจตามอำเภอใจเหมือนที่ผ่านมา

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าหากจะบอกว่าการเลือกตั้งกำลังเดินตามโรดแมปก็คงไม่แปลกนักภายหลังศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งลงมติว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สว. ไม่มีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้วันที่ 30 พ.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ถ้ามองกันในเบื้องต้นก็มีความเป็นไปได้ที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่น่าจะมีปัญหาทางกฎหมาย

สาเหตุที่มีความเป็นไปได้อย่างนั้น เนื่องจากมองถึงแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจะพบว่าได้มีคำวินิจฉัยไปในลักษณะว่าเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจโดยเด็ดขาดของ สนช.เท่ากับว่าการตัดต่อร่างกฎหมายของ สนช. ถึงจะมีหน้าตาผิดแปลกไปจากของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบ้าง แต่โดยรวมก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงพอให้คาดเดาได้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 30 พ.ค. ก็คงไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าใดนัก

อย่างไรก็ดี วันที่ 30 พ.ค.ไม่ได้ชี้ขาดเฉพาะเรื่องกฎหมายเลือกตั้ง สส.เท่านั้น แต่ยังมีการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

เรื่องนี้มีที่มาที่ไปมาจากการยื่นคำร้องของพรรคการเมืองไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินที่ต้องการให้วินิจฉัยว่าคำสั่งของหัวหน้า คสช.ที่ออกโดยอาศัยมาตรา 44 ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินก็เห็นไปในทำนองเดียวกันว่าคำสั่งดังกล่าวอาจขัดกับรัฐธรรมนูญเช่นกัน จึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด

สำหรับประเด็นที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าอาจขัดกับรัฐธรรมนูญมีด้วยกันดังนี้

1.การให้สมาชิกพรรคที่ประสงค์จะยังคงเป็นสมาชิกพรรคต่อไป ต้องไปยืนยันตนเองและแสดงหลักฐานว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายต่อหัวหน้าพรรคการเมือง มิเช่นนั้นให้ถือว่าพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิและเพิ่มภาระให้กับสมาชิกพรรคเกินไป

2.การให้จัดประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับ จัดทำคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง ภายใน 90 วัน มิเช่นนั้น พรรคการเมืองดังกล่าวจะสิ้นสภาพไป ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าเป็นการสร้างภาระให้แก่พรรคการเมืองเกินสมควรเช่นกัน

ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 30 พ.ค. สามารถออกได้ด้วยกัน 3 หน้า

หน้าที่ 1 ให้คำสั่ง คสช.มีผลบังคับใช้ต่อไป โดยมองว่าการใช้มาตรา 44 ที่รองรับด้วยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นั้นชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุดแล้ว เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จและรวมศูนย์เด็ดขาด

หน้าที่ 2 ให้คำสั่ง คสช.สิ้นผลไป เพราะไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและพรรคการเมืองที่ได้รับการประกันไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แต่จะมีผลย้อนหลังหรือมีผลตั้งแต่ศาลมีคำวินิจฉัยก็สามารถออกมาได้ทุกทาง

หน้าที่ 3 ให้ คสช.แก้ไขคำสั่งบางส่วนที่มีผลกระทบ ซึ่งขั้นตอนการแก้ไขก็ไม่ได้ยาก เพียงแค่ คสช.ประชุมกันและแก้ไขก่อนให้หัวหน้า คสช.ลงนามและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

จากความเป็นไปได้ข้างต้น หากผลลัพธ์แห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเป็นหน้าแรกทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าออกมาเป็นหน้าที่ 2 หรือ หน้าที่ 3 แน่นอนว่าจะกระทบต่อ คสช.อย่างมีนัยสำคัญ

ในทางกฎหมาย คสช.อาจจะมองว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของ คสช.ก็ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่สำหรับในทางการเมืองแล้วอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเขย่าอำนาจของ คสช.อย่างน่าสนใจ

ต้องไม่ลืมว่า คสช.พยายามสร้างมาตรา 44 ขึ้นมา เพื่อเป็นอำนาจเด็ดขาดที่รวมทั้งบริหารนิติบัญญัติและตุลาการไว้ที่บุคคลเพียงคนเดียว ดังนั้น หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสวนทางกับ คสช.ปฏิเสธไม่ได้ว่าอำนาจของ คสช.กำลังเจอกับปัญหาเข้าให้แล้ว

การใช้มาตรา 44 ที่เคยคิดว่าง่าย โดยไม่สนใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้ คสช.ยากต่อการใช้อำนาจตามอำเภอใจเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะเป็นการเปิดทางให้ผู้ที่เคยได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรา 44 สามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเช็กบิล คสช.ย้อนหลังได้

แม้ผู้สันทัดกรณีทั้งหลายต่างมองว่ากรณีของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 น่าจะจบลงด้วยความสุขของ คสช. เพราะมีมาตรา 44 คุ้มครอง แต่ถ้าไม่มีประเด็นหรือไม่มีปัญหาจริง ศาลรัฐธรรมนูญก็คงไม่รับเข้าสารบบความไว้ตั้งแต่แรก เพราะถ้ามองว่ามาตรา 44 เป็นที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ควรรับเอาไว้ให้เปลืองทรัพยากรของศาล

ดังนั้น วันที่ 30 พ.ค. เป็นอีกวันที่ คสช.น่าจะหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะหากผลไม่ได้เป็นดั่งใจคิดอาจถึงคราวที่มาตรา 44 จะกลายเป็นหมันก็เป็นได้

เปิดเบื้องหลังดีลรวมพลังประชาชาติไทย ตัดสัมพันธ์ คสช.ดึงทุกสีร่วมปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552273

  • วันที่ 25 พ.ค. 2561 เวลา 10:07 น.

เปิดเบื้องหลังดีลรวมพลังประชาชาติไทย ตัดสัมพันธ์ คสช.ดึงทุกสีร่วมปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสความเคลื่อนไหวเตรียมก่อตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” กลายเป็นอีกปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะกับการทาบทาม เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มารับหน้าที่หัวหน้าพรรค ด้วยเป้าหมายปรองดองดึงฝักฝ่ายคู่ขัดแย้งต่างๆ มาร่วมเป็นกำลังสำคัญ

หากย้อนดูประวัติที่ผ่านมาจะเห็นว่า ศ.พิเศษ เอนก ถือเป็นอีกบุคคลที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ตั้งแต่สมัยเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ​จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ในป่าประมาณ 4 ปี

หลังจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียได้กลับมาเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าของทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างชนบทและคนในเมืองที่ถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบกับการเมืองที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง ​​

ทางการเมือง อาจารย์เอนกได้รับเลือกตั้งเป็น สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ จนต่อมาได้ลาออกมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคมหาชนตามคำชักชวนของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ​แต่ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคหลังการเลือกตั้ง 2548 สุดท้ายมาร่วมกับ ​​ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ คือ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และออกจากถนนการเมืองในปีต่อมา

ทว่าภายหลังรัฐประหาร อาจารย์เอนกได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาและคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และตำแหน่งประธานคณะกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ

จากจุดแข็งเรื่องการทำงานด้านการปรองดองมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้อาจารย์เอนกถูกทาบทามให้มารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองหลายๆ พรรคในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่เว้นแม้แต่พรรคพลังประชารัฐที่มีภารกิจสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย แต่ก็ได้ตอบปฏิเสธไป

การปฏิเสธคำชักชวนของแต่ละพรรคที่เข้ามาทาบทามนั้น เพราะไม่ต้องการให้บรรยากาศการเมืองกลับมาขัดแย้งอีกครั้ง โดยเฉพาะภายหลัง คสช.ตัดสินใจตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง อันจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาทำลายเส้นทางปรองดองที่พยายามดำเนินการมาตลอดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับฝั่ง กปปส. ที่เคยต่อสายทาบทามอาจารย์เอนกมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค แต่ก็ถูกปฏิเสธเช่นเดียวกัน เพราะเจ้าตัวต้องการเปิดพื้นที่พรรคการเมืองที่ดึงคนจากทุกฝ่าย ทุกสีเสื้อ มาร่วมเป็นกำลังขับเคลื่อน อันจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง

สะท้อนผ่านข้อความที่อาจารย์เอนกโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ยังไม่มีใครตั้ง ไม่มีใครทาบทามเป็นหัวหน้าพรรค และตนก็ไม่ได้ตั้งตนเองเป็นหัวหน้าพรรคใหม่

“หากมีนักการเมืองใหญ่ นายทุนพรรค หรือผู้มีบารมีคนเดียว หรือไม่กี่คนมาตั้งตนขอไม่เป็น และสุเทพก็ไม่ได้มาทาบทามตนเป็นหัวหน้า และถ้ามาทาบทามก็ไม่ขอรับ เพราะเบื่อหน่ายการตั้งพรรค และการทำการเมืองแบบเก่าๆ ออกกลิ่นน้ำเน่าแบบนั้น”

ที่สำคัญพรรคนี้จะไม่เริ่มจากประเด็นว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งหรือไม่ รวมถึงพรรคนี้ไม่ใช่ กปปส.อย่างแน่นอน

อาจารย์เอนก อธิบายว่า หลายเดือนที่ผ่านมา มีคณะผู้ก่อตั้งพรรคหลายร้อยคนรวมตัวกันอย่างเงียบๆ ตนก็เข้าร่วมได้ประสานงาน ระดมปัญญากัน ซึ่งเรามีเจตนารมณ์อันแรงกล้าที่จะร่วมสร้างพรรคการเมืองแบบใหม่ที่เป็นสถาบันแห่งความดีงาม พรรคนี้จะเป็นหลักชัยให้บ้านเมือง จะไม่ปล่อยให้พรรคต้องถูกผูกขาดหรือตกเป็นของเจ้าของพรรคหรือของผู้นำพรรคเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว

สอดรับกับการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของ กปปส.เดิมที่ตั้งใจจะไปจัดตั้งพรรคและขับเคลื่อนในนาม กปปส. มาเป็นการเดินหน้าในนามพรรครวมพลังประชาชาติไทย อันจะช่วยลดแรงเสียดทาน เช่นเดียวกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ลดโทนลงมาว่าไม่ได้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกสมัย แต่สนับสนุนการปฏิรูป

ล่าสุด สุเทพ ชี้แจงว่า ​พรรครวมพลังประชาชาติไทยไม่ใช่พรรคของตนเอง เป็นพรรคของประชาชนที่มีเจตจำนงในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งถ้ามีประชาชนที่มีอุดมการณ์รวมตัวกันทำพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการเมืองของประเทศ และมีอุดมการณ์ตรงกับตนก็ยินดีที่จะไปช่วย โดยจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่มีตำแหน่งบริหารในพรรคการเมือง รวมทั้งหากพรรคการเมืองดังกล่าวไปร่วมรัฐบาลก็ไม่รับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล เพราะไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

ที่สำคัญ อาจารย์เอนกออกมาชี้แจงล่าสุดว่า ตนเองเป็นเพียงผู้ก่อตั้งพรรค ขอให้รออีก 3 เดือน ก็จะให้สมาชิกพรรคทั้งหมดดำเนินการคัดเลือกหัวหน้าพรรค หากที่ประชุมมีมติเลือกตนก็พร้อมรับตำแหน่งนี้

“หลังจากที่ คสช.อนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินการประชุมได้ ผมจะร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ได้ด้วยพรรคและนักการเมืองแบบใหม่ ประเทศจะกลับไปเป็นการเมืองอย่างเดิมอีกไม่ได้ และจะเดินหน้าผลักดันเรื่องความปรองดองให้สำเร็จด้วย เพราะถือเป็นโปรเจกต์สุดท้ายของชีวิต ผมจะสร้างพรรคคุณภาพของสมาชิกและประชาชน“ อาจารย์เอนก กล่าว

ด้านความคืบหน้าล่าสุด พรรครวมพลังประชาชาติไทยเตรียมมอบหมายให้ ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง ทนายความของสุเทพ ​เป็นผู้ไปจดแจ้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 25 พ.ค. เวลา 08.00-09.00 น.

คสช.ชนะม็อบ แต่สืบทอดอำนาจยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552158

  • วันที่ 24 พ.ค. 2561 เวลา 10:36 น.

คสช.ชนะม็อบ แต่สืบทอดอำนาจยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่บนเส้นทางการเมืองมาครบ 4 ปี ท่ามกลางเสียงสนับสนุนและเสียงต่อต้าน แน่นอนว่าคนที่ตกเป็นเป้ามาตลอดคงหนีไม่พ้น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งได้ทุกวันนี้เพราะมีมาตรา 44 เป็นปัจจัยสำคัญ มิเช่นนั้น ป่านนี้ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะปล่อยให้ประเทศเข้าสู่การเลือกตั้งไปตั้งนานแล้ว อย่างไรก็ดี กระแสต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ ก็เกิดขึ้นเป็นระยะ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มการเมืองภาคประชาชนในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

พัฒนาการของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้นเริ่มมาตั้งแต่ คสช.รัฐประหารใหม่ๆ เริ่มต้นจากการแสดงพลังชูสามนิ้ว และการรวมตัวบริเวณหอศิลป กทม.

รังสิมันต์ โรม และ จ่านิว และคณะเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ คสช.ชัดเจน ท้าทายอำนาจจากปากกระบอกปืนมาเป็นระยะ

ทีแรก คสช.พยายามจะมองข้ามและไม่ให้ราคาทางการเมืองเท่าใดนักพร้อมกับพยายามชี้หน้ากลุ่มคนเหล่านี้ว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มอำนาจเก่า

ยิ่งนานวันจากกลุ่มคนที่ คสช.ไม่ค่อยให้ราคา ต่อมาสามารถจัดเวทีและสร้างกิจกรรมสร้างแนวร่วมได้เป็นระยะ ประกอบกับการทำงานของ คสช.ที่ดูไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าใดนัก ทำให้กระแสยี้ คสช.เพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกัน จากกลุ่มการเมืองที่เรียกร้องแค่เสรีภาพของประชาชนกลายมาเป็นกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าต้องการให้ คสช.คืนอำนาจให้กับประชาชน

การชูประเด็นเรื่องการให้จัดการเลือกตั้งนั้นนับว่าได้ผลในระดับหนึ่ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะก้าวที่พลาดของ คสช.เองด้วย ภายหลังจากบรรดาองคาพยพของ คสช.สร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้งไปเป็นช่วงต้นปี 2562 ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งควรเกิดขึ้นในปลายปีนี้

เมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเลือกตั้งนั้นดูจะมีพลังมากและมีแนวร่วมมากขึ้น ซึ่งมาปรากฏให้เห็นได้ชัดจากการจัดการชุมนุมเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสามารถนำมวลชนเคลื่อนขบวนจากถนนราชดำเนินไปถึงบริเวณด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพบกเมื่อไม่นานมานี้

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ทำให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเกิดความมั่นใจว่าจะสามารถสร้างกดดันเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ตามวัตถุประสงค์ จึงเป็นที่มาของการชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 22 พ.ค.

การต่อสู้ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้นพยายามสร้างรูปแบบเชิงสัญลักษณ์ขึ้นมา เพื่อต้องการสื่อให้เห็นว่าความล้มเหลวตลอด 4 ปีของ คสช.มีอะไรบ้าง และต้องการสร้างพลังด้วยการเดินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปทำเนียบรัฐบาล

แต่การพยายามของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งต้องสิ้นสุดลง เนื่องจากถูกตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงสกัดทุกทาง จนต้องยุติการชุมนุมบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งไม่สามารถไปถึงเป้าหมายของตัวเอง เพราะแนวร่วมและปริมาณผู้ชุมนุมไม่มากพอ ประกอบกับการเตรียมรับมือของตำรวจที่ต้องยอมรับทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้การชุมนุมที่คิดว่าจะยืดเยื้อกลับต้องสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วแบบคาดไม่ถึง

อย่างไรก็ดี การประกาศยุติการชุมนุมและการมอบตัวของแกนนำ ด้านหนึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นชัยชนะของฝ่ายรัฐบาลที่สามารถใช้กำลังและกฎหมายจัดการตามแผนได้ แต่แท้ที่จริงแล้วการประกาศยุติการชุมนุมเมื่อวันที่ 22 พ.ค.กลับเป็นการตอกย้ำว่า คสช.แพ้ในทางการเมืองมากกว่า

ลึกๆ แล้วกลุ่มคนอยากเลือกตั้งทราบดีว่าเป็นเรื่องยากที่จะไปถึงจุดที่ให้ คสช.มาทำตามข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุมได้ด้วยปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปริมาณคน และเงื่อนไขที่นำสู่จุดแตกหัก แต่การชุมนุมเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ต้องการผลิตซ้ำวาทกรรมความล้มเหลวของ คสช.เพื่อสร้างกระแสต่อต้านสำหรับการสกัดไม่ให้ คสช.เข้ามาสืบทอดอำนาจได้ในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อองค์กรระหว่างประเทศอย่างสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อการใช้อำนาจของรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต่อกรณีการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง น่าจะเขย่าสถานะของรัฐบาลได้พอสมควร

“สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมเหล่านี้โดยพลัน ทั้งนี้ สำนักงานได้เรียกร้องรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องให้เคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและชุมนุมอย่างสงบในฐานะที่เป็นรัฐภาคีกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและพลเมือง”

เท่ากับว่ารัฐบาลไทยกำลังถูกจับจ้องจากต่างชาติเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิเสรีภาพอีกครั้ง ทั้งที่สถานการณ์ของไทยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเพิ่งกลับมาอยู่ในระดับที่ดีขึ้น ไม่เพียงเท่านี้ ยิ่งเป็นการล็อกคอรัฐบาลว่าไม่สามารถเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีกแล้ว

เห็นแบบนี้ หากจะบอกว่าการยุติการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเป็นชัยชนะของรัฐบาลหรือความพ่ายแพ้ของฝ่ายตรงข้ามก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว

ดังนั้น การก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ของ คสช.จึงไม่ได้เป็นก้าวที่สวยหรูมากนักและแผนการที่คิดไว้ทั้งการใช้การเลือกตั้งเพื่อกลับมาสืบทอดอำนาจอาจจะไม่ผล ครั้นจะอยู่ในอำนาจก็ลำบาก เรียกได้ว่า คสช.กำลังสัมผัสกับความพ่ายแพ้แบบถาวร

พรบ.สส.-สว. ด่านสุดท้ายชี้ขาดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552060

  • วันที่ 23 พ.ค. 2561 เวลา 11:12 น.

พรบ.สส.-สว. ด่านสุดท้ายชี้ขาดเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ที่จะพิจารณาว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จะมีเนื้อหาขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร อันจะมีผลต่อเนื่องไปถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ยังไม่รวมกับกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231 (1) ว่าร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 140 และมาตรา 141 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตราหรือไม่

แน่นอนว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ป.ทั้งสองฉบับไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญกระบวนการทุกอย่างก็จะเดินหน้าไปตามโรดแมป เตรียมพร้อมเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นใน 150 วัน นับจากวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ซึ่ง​คำนวณตามปฏิทินแล้วน่าจะเกิดขึ้นประมาณเดือน ก.พ. 2562

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญจนต้องกลับมาสู่กระบวนการแก้ไขที่ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานแค่ไหนและจะกระทบต่อโรดแมปการเลือกตั้งที่วางไว้เพียงใด ​

ล่าสุด มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประเมินสถานการณ์ว่า กรณีหากศาลบอกว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องมาดูว่าขัดในสาระสำคัญของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะทำให้ตกทั้งฉบับหรือไม่

1.หากไม่ขัดในสาระสำคัญ เพียงแค่ให้ตัดเฉพาะมาตรานั้นออก และสามารถใช้กฎหมายได้

2.หากขัดในสาระสำคัญจนทำให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตกไปต้องนำกลับมายกร่างใหม่

ในแง่ระยะเวลาการดำเนินการนั้น กรธ.ประเมินว่า การร่างใหม่​คงจะใช้เวลาประชุมเพียงครั้งเดียวแก้เพียง 2-3 มาตรา จากนั้นสามารถส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการพิจารณาของ สนช.นั้น อาจจะใช้กรรมาธิการเต็มสภา 3 วาระรวดได้ ​

สรุปแล้วหากเร่งพิจารณาสามารถดำเนินการได้ภายใน 3 สัปดาห์รวมขั้นตอนของ กรธ.และ สนช.

“ในส่วนของ กรธ.คิดว่าไม่น่าจะนาน จะใช้เวลาอย่างมากสัปดาห์เดียว แต่ในส่วนของ สนช.เราคงเดาใจเขาไม่ได้” สัญญาณจากมีชัยนั้นก็ยังเปิดช่องแสดงอาการไม่มั่นใจในกระบวนการในส่วนของ สนช.ว่าจะเร่งดำเนินการพิจารณาให้เสร็จเร็ว เพื่อไม่กระทบกับ​โรดแมปเลือกตั้งหรือไม่

อีกทั้งที่ผ่านมากระแสข่าวเรื่องความพยายามคว่ำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ในชั้น สนช. เพื่อยื้อการเลือกตั้งออกไปก็มีมาให้ได้ยินเรื่อยๆ

ท่ามกลางความเป็นห่วงว่าในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ย่อมอาจเป็นเงื่อนไขให้เกิดการยื้อเลือกตั้งในก๊อกสองได้

แม้ทางรัฐบาล คสช.จะออกมาชี้แจงตั้งแต่ช่วง สนช.เข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า ​ไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไรไม่มีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป

หากพิจารณารายฉบับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ประเด็นปัญหาอยู่ตรงการสมัครที่แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ การสมัครอิสระและการแนะนำจากองค์กรไม่ตรงตามเจตนารมณ์มาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้ผู้สมัครเลือกกันอย่างเท่าเทียม และไม่ได้กำหนดให้แยกประเภท

ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.นั้น มีปัญหาตรง​ประเด็นการตัดสิทธิคนไม่เลือกตั้งไม่ให้เป็นข้าราชการการเมือง​ที่อาจเป็นการจำกัดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ​และกรณี​การให้บุคคลอื่น​ลงคะแนนแทนผู้พิการอันอาจไม่เป็นการออกเสียงโดยตรงและลับ ​​

ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ อันจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ทิศทางอนาคตการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ในวันที่หลายฝ่ายยังไม่ปักใจเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงในเดือน ก.พ. 2562

สอดรับไปกับการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ใช้โอกาสครบรอบ 4 ปี รัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.ประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจน ต่อเนื่องกับวันที่ 23 พ.ค. ตามกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเริ่มเห็นสัญญาณความชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงได้ตามโรดแมปหรือไม่

เติมเชื้อขัดแย้ง ม็อบยิ่งเสี่ยงบานปลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551933

  • วันที่ 22 พ.ค. 2561 เวลา 10:31 น.

ติมเชื้อขัดแย้ง ม็อบยิ่งเสี่ยงบานปลาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ครบรอบ 4 ปีการทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 สถานการณ์การเมืองปัจจุบันยังส่อเค้าวุ่นวายและพร้อมจะบานปลายไปสู่ความรุนแรงได้อย่างต่อเนื่องหากไม่ระมัดระวังและยังมีการเติมเชื้อปลุกปั่นมากขึ้น

หนึ่งในจุดเปราะบางเวลานี้อยู่ที่การชุมนุมของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ซึ่งต้องการให้รัฐบาล คสช.ออกมาประกาศความชัดเจนเรื่องกำหนดวันเลือกตั้งและสร้างหลักประกันว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามนั้น ไม่มีเหตุผลหรือข้ออ้างใดๆ มาเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนออกไปเหมือนที่ผ่านมา

ด้านหนึ่งการชุมนุมครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง หรือจะมีความแตกต่างจากการชุมนุมครั้งก่อนๆ ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่เคยจัดก่อนหน้านี้และมีผู้ร่วมชุมนุมหลักร้อย จนทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการปลุกกระแสของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งอาจไม่ได้จุดติดง่ายๆ

ทว่า ความแตกต่างรอบนี้อยู่ตรงจังหวะเวลาและสถานการณ์ ทั้งในแง่เหตุการณ์ ครบ 4 ปีการรัฐประหาร อันเป็นรอยต่อสำคัญของการลงจากอำนาจและเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง กับข้อกังขาเรื่องยื้ออำนาจที่มีสัญญาณหลายอย่างปรากฏชัด ไม่ว่าจะเรื่องการดูด การลงพื้นที่อัดฉีดเม็ดเงินลงจังหวัดต่างๆ

เงื่อนไขเรื่องการเลือกตั้งจึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องการให้เกิดความชัดเจน

ปัญหาอยู่ที่แม้จะมีโรดแมปที่ขยับมาหลายครั้งจนล่าสุดการเลือกตั้งควรจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. 2562 แต่กระนั้นเสียงสะท้อนที่ออกมาหลายฝ่ายยังไม่อาจปักใจเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้จริงในช่วงเวลาดังกล่าว

เงื่อนไขสำคัญอยู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีความชัดเจนในวันที่ 23 พ.ค.นี้ ว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

หากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ กระบวนการพิจารณากฎหมายต้องกลับไปตั้งต้นกันใหม่อีกรอบ ที่สำคัญไม่รู้ว่ากระบวนการดังกล่าวจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหน และจะส่งผลให้โรดแมปการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปหรือไม่

เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับนี้ ถือเป็น 2 ฉบับสุดท้ายที่เป็นเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่ต้องเดินหน้าจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน เมื่อ​กฎหมายลูกเหล่านี้มีผลบังคับใช้

ที่ผ่านมากระแสข่าวเรื่องความพยายามตีตกกฎหมายลูกเหล่านี้ในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อทำให้กระบวนการเลือกตั้งไม่อาจเดินหน้าไปตามแผนได้ แต่สุดท้าย แม้ สนช.จะไม่ได้คว่ำกฎหมายลูกดังกล่าว แต่ก็แก้ไขและทิ้งปมที่อาจเป็นชนวนให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรมนูญจนได้

เงื่อนเวลาทั้ง 4 ปีรัฐประหาร และการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทำให้สถานการณ์เวลานี้ล่อแหลมและเปราะบาง สอดรับกระแสการสืบทอดอำนาจที่มีเค้าลางปรากฏให้เห็นชัดขึ้น อันอาจกลายเป็นชนวนให้เกิดการออกมาเคลื่อนไหวของประชาชนในวันข้างหน้าได้

​อีกเงื่อนไขที่หลายคนเป็นห่วงคือเหตุการณ์ที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาระบุถึงการข่าวพบว่ามีกลุ่มหัวรุนแรงทางการเมืองหรือแดงฮาร์ดคอร์ เตรียมเคลื่อนย้ายอาวุธหนักสร้างสถานการณ์ จึงได้มีการสั่งจับตากลุ่มแกนนำกลุ่มเสื้อแดงและเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ แม้เป็นคนละกลุ่มกันแต่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเคลื่อนไหว

ตรงนี้เป็นเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่และฝ่ายความมั่นคงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง อันจะทำให้สถานการณ์บานปลาย รวมทั้งต้องเปิดเผยรายละเอียดความชัดเจนและความคืบหน้าในการสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์เพื่อไม่ให้คิดว่าเรื่องนี้เป็นแผนทางจิตวิทยาสกัดการชุมนุม

รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ต่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งที่จะบานปลายไปสู่ความรุนแรง ทั้งจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือมือที่สามที่จ้องจะก่อเหตุ

ยิ่งการชุมนุมครั้งนี้มีแผนเตรียมที่จะเคลื่อนไหวจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังทำเนียบรัฐบาล ซึ่่งยิ่งทำให้สถานการณ์เปราะบางจะนำไปสู่การกระทบกระทั่งกันได้ง่าย

การดำเนินการต่างๆ จึงต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นการเติมเชื้อความรุนแรงอันสุ่มเสี่ยงจะทำให้ทุกอย่างบานปลาย กลายเป็นความเป็นความรุนแรงในอนาคต

ปีสุดท้าย คสช. ฝ่าแรงต้านสืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551833

  • วันที่ 21 พ.ค. 2561 เวลา 09:54 น.

ปีสุดท้าย คสช. ฝ่าแรงต้านสืบทอดอำนาจ

คสช.ในช่วงปีสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งเหมือนกับช่วงปลายของรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับมาอย่างชอบธรรม

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่น่าเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเดินทางในสายการเมืองมาครบ 4 ปี ประหนึ่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่สามารถดำรงความเป็นรัฐบาลได้ครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร

แน่นอนว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังยืนหยัดในเก้าอี้ผู้นำประเทศได้อย่างเข้มแข็ง คือ มาตรา 44 ซึ่งเป็นอำนาจที่สืบทอดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาจนถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เรียกได้ว่าอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือหัวหน้า คสช.แต่เพียงผู้เดียว

แต่หากจะมองว่ารัฐบาลอยู่ได้ด้วยมาตรา 44 เพียงอย่างเดียวก็คงจะไม่เป็นธรรมแก่ คสช.มากนัก เนื่องจากด้านหนึ่งต้องยอมรับว่าแม้ผลงานหลายด้านของรัฐบาลและ คสช.จะไม่เข้าตา แต่เมื่อยังสามารถรักษาความสงบและทำให้การเมืองนิ่งได้ ก็เป็นอีกเงื่อนไขที่ช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้รับเสียงสนับสนุนอยู่ ถึงขั้นที่มีการสำรวจความคิดเห็นพบว่าต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เหนือกว่าคู่แข่งที่เป็นนักการเมืองในปัจจุบัน

ดังจะเห็นได้จากผลสำรวจความคิดประชาชนของนิด้าที่เผยแพร่ว่าประชาชนจำนวน 32% สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกครั้ง เหนือกว่าทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จากตัวเลขที่ออกมาทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ หัวใจพองโตไม่น้อยเลยทีเดียว

“ต้องขอบคุณ รวมทั้งโพลต่างๆ และประชาชนที่ได้ตอบแบบสอบถาม แต่วันนี้มุ่งหวังเพียงว่าจะทำอย่างไรจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล และขอยืนยันว่าอยากให้มีการเลือกตั้ง ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย ใครจะไปฝืนได้” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

จากคำพูดของบิ๊กตู่ เป็นการยืนยันอีกครั้งว่าต้องการให้ประเทศนำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นคำพูดที่มีนัยว่าตัวเองก็พร้อมจะลงมาเล่นการเมืองตามกติกาเช่นกัน เพื่อเข้ามาสืบทอดอำนาจอีกครั้งโดยหวังให้รากฐานที่ตัวเองวางไว้ออกดอกออกผลอย่างที่หวังไว้

อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ จะทำอย่างไรเพื่อให้ตัวเองได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

เดิมทีบรรดาขุนพลหวังจะใช้พรรคการเมืองที่ไม่ได้ฝักใฝ่กับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นฐานสนับสนุน ด้วยการเอาชื่อของ พล.อ. ประยุทธ์ เข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อว่าที่นายกฯ ที่พรรคการเมืองต้องเสนอให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันสมัครเลือกตั้ง หรือไม่ก็รอจังหวะสอง

กล่าวคือหากการเลือกนายกฯ ในรัฐสภารอบแรกตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นไม่อาจกระทำได้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาบุคคลที่อยู่นอกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองแทน ซึ่งจะเป็นทางลัดที่น่าสนใจของ พล.อ.ประยุทธ์

แต่พอเวลาผ่านไปราวกับ คสช.จะเริ่มบรรลุสัจธรรมทางการเมืองว่าการทำแบบนั้นจะไม่ต่างอะไรกับการยืมจมูกคนอื่นหายใจ เพราะต่อให้ได้เป็นนายกฯ ได้ก็จริง แต่จะไม่สามารถทำงานได้ โดยต้องเจอกับสถานการณ์การต่อรองทางการเมืองแบบไม่มีข้อยุติ

ทั้งนี้ เป็นผลให้กลับมาคิดว่าถ้าจะเป็นนายกฯ ครั้งหน้า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยืนด้วยลำแข้งตัวเองผ่านการตั้งพรรคการเมืองและให้ สส.เข้าสภามากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ คสช.จึงต้องเดินเกมหาเสียงล่วงหน้าหลากรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่การอัดงบประมาณในนาม “ประชารัฐ” ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับที่พรรคไทยรักไทยเคยประสบความสำเร็จเมื่อกว่า 10 ปีก่อน

ไม่เว้นแม้แต่การแสดงพลังดูดอดีตนักการเมืองแถวสองแถวสามเข้ามาร่วมทีม โดยคิดว่าเมื่อมีบรรดาแถวสองแถวสามมาอยู่ด้วย บวกกับพลังอำนาจรัฐที่ คสช.มีอยู่นั้นน่าจะช่วยให้ไปถึงเป้าหมายที่ 200 คนได้ ซึ่งเพียงพอต่อการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วยจำนวนเสียงในสภาประมาณ 300 เสียง จาก สส.ทั้งหมด 500 คน

นอกจากการเดิมเกมการเมืองแล้ว คสช.ยังลงไปถึงองค์กรอิสระด้วย เช่น การส่งกำลังภายในไปยัง สนช.ที่อยู่ในระหว่างการเลือกกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ เป็นต้น ส่วนองค์กรอิสระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่เหลือ เมื่อเห็นชื่อแล้วก็ล้วนแต่มีสายสัมพันธ์กับ คสช.ไม่มากก็น้อยแทบทั้งสิ้น

ดังนั้น การดำรงอยู่ของ คสช.ในช่วงปีสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งในปี 2562 จึงเหมือนกับช่วงปลายของรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่ต้องทำทุกอย่างและสร้างความได้เปรียบให้กับตัวเอง เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งกลับมาอย่างชอบธรรม

อย่างไรก็ดี การเดินทางในช่วงปลายของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะไปถึงจุดหมายสุดท้ายนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะฝ่ายตรงข้ามต่างรู้ทันหมากเกมนี้ และพร้อมจะแซะไม่ให้ คสช.ไปถึงชัยชนะทุกเวลา

4 ปี คสช.งานใหญ่ไม่เดิน แค่ขายฝันให้คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551613

  • วันที่ 18 พ.ค. 2561 เวลา 07:55 น.

4 ปี คสช.งานใหญ่ไม่เดิน แค่ขายฝันให้คนไทย

หากเปรียบ 4 ปีของ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเส้นกราฟ ต้องยอมรับว่ามีทั้งช่วงที่สูงสุดและ ช่วงต่ำสุด

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ถ้าเปรียบตอนนี้เป็นการเมืองในระบอบรัฐสภาตามปกติ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะกำลังสวมหมวกสองใบ คือ ในฐานะนายกฯ และนักการเมือง ซึ่งบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเวลาราชการ พอหมดเวลาราชการก็น่าจะลงพื้นที่ หาเสียงเพื่อให้ได้รับชัยชนะและกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และตลอด 4 ปีกำลังจะครบ ในวันที่ 22 พ.ค.นี้ก็ไม่ได้เป็นอายุของ สภาผู้แทนราษฎรตามปกติ ดังนั้น ใน วาระ 4 ปีของ คสช.จึงแตกต่างกับ 4 ปีของระบบรัฐสภาปกติอย่างสิ้นเชิง

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังจะเป็น นายกฯ คนที่สองต่อจาก “ทักษิณ ชินวัตร” ที่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ครบ 4 ปี แต่กระนั้น 4 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับไม่ได้รับการสรรเสริญยินดีเท่าใดนักช่วงสูงสุด แน่นอนว่าต้องเป็นครึ่งแรกของการเข้ามาทำหน้าที่ ภายหลังบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ซึ่ง คสช.สามารถเข้ามาจัดการให้ฝ่ายการเมือง หรือกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่เป็นที่เป็นทางได้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อการเมืองภายใต้ทหารเริ่มนิ่งมากขึ้น คสช.ก็เริ่มแก้ไขปัญหา ของประชาชนที่ไม่เคยมีรัฐบาลจากนักการเมืองใส่ใจทำมาก่อนไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบรถตู้โดยสาร การแก้ไขปัญหาราคาสลาก กินแบ่งรัฐบาล ถึงแม้ระยะหลังความ เข้มงวดของการจัดระเบียบจะลดลง แต่อีกด้านหนึ่งก็ดูเป็นระเบียบกว่าสมัยก่อน พอสมควร

คสช.พยายามเอาบทเรียนจากความล้มเหลวของการรัฐประหารเมื่อปี 2549 มาเป็นโจทย์ของ คสช. เพื่อไม่ต้องการให้ คสช.ถูกตีตราว่ารัฐประหารเสียของ จึงนำมาซึ่งนโยบายการคืนความสุขให้กับประชาชน โดยเน้นไปที่การปฏิรูปประเทศจะว่าไปแล้ว กระบวนการปฏิรูปประเทศที่ คสช.ออกแบบนั้นก็เรียกว่าได้ทำการคิดใหม่ทำใหม่เช่นกัน กล่าวคือ ตั้งต้นการปฏิรูปประเทศโดยใช้กำหนดเป็นแม่บทในรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพื่อที่ไม่ว่ารัฐบาลในอนาคตจะมาจากพรรคการเมืองใดก็ต้องเดินตามนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาแนวทางการบริหารประเทศจะเปลี่ยน ไปตลอด สุดแล้วแต่พรรคการเมืองใด จะเข้ามาเป็นรัฐบาล จึงทำให้ขาด ความต่อเนื่องเมื่อ คสช.พยายามทำในสิ่งที่ไม่มีรัฐบาลใดทำ และลงมือสร้างรากฐาน ของการปฏิรูปประเทศ จึงไม่แปลกใจ ที่ช่วงนั้น คสช.จะได้รับเสียงชื่นชม ค่อนข้างมากแต่จากจุดสูงสุดของ คสช. ปรากฏว่าสัญญาณแห่งความขาลงเริ่มเผยให้เห็นนับตั้งแต่การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกถูกคว่ำด้วยมือของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อปี 2558

การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นปฐมบทที่ คสช.ถูกมองว่ากำลังคิดจะอยู่ยาวมากกว่ารัฐบาลในอดีตรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาที่ร่างขึ้นโดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แม้เนื้อหาโดยรวมยังคงเป็นการรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่เมื่อมองลึกเข้าไปจะพบว่าเนื้อหาส่วนหนึ่งเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ คสช.สืบทอดอำนาจอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งวุฒิสภาชุดใหม่ชุดแรกตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะมาจากการ คัดเลือกของ คสช. ซึ่งวุฒิสภาภายใต้กติกาใหม่นั้นมีอำนาจค่อนข้างมาก เช่น การให้สิทธิลงมติเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนายกฯ ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งมีหน้าที่ติดตามรัฐบาลแต่ละชุดเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เป็นต้นไม่เพียงแต่เรื่องการสืบทอด อำนาจผ่านรัฐธรรมนูญจะทำให้ คสช. เจอกับกระแสต้านเท่านั้น เพราะยิ่งนานวันความไม่โปร่งใสของรัฐบาลก็เป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลและ คสช.ยังไม่ได้ทำการชำระให้สังคมหายข้องใจเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จากปมปัญหานาฬิกาหรู ที่ไม่มีการแจ้งไว้ในรายการบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สิน ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งคนในรัฐบาลก็พยายามเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความไม่ชัดเจน ในเรื่องนี้แต่ที่เป็นปัญหาที่สุด คือ การปฏิรูปประเทศ ถ้าเปรียบเป็นการสร้างหมู่บ้านจัดสรร คสช.ในฐานะผู้จัดการโครงการ ได้ลงมือทำมาแล้ว 3 เฟส ไล่มาตั้งแต่การตั้ง สปช. สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้านการปฏิรูปประเทศที่ คสช.พูดมาตลอด 4 ปีมานี้มีเพียงแค่แผนและนโยบายเท่านั้น โดยยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง แม้จะมีบางเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วแต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับสิ่งที่ คสช.พยายามขายฝันให้กับคนไทย

คสช.เองก็รู้ตัวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่ระยะหลังจะออกมาย้ำถึงโรดแมปการเลือกตั้งในปี 2562 เพราะยิ่งอยู่ในอำนาจจากปลายกระบอกปืนนานเท่าใด กระแสต่อต้านยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ทางที่ดีการปล่อยให้ประเทศเดิน ไปสู่การเลือกตั้ง น่าจะเป็นทางลงของ ตัวเองที่ดีที่สุด แม้จะไม่ได้รับดอกไม้ในวันจากลาก็ตามหากเปรียบ 4 ปีของ คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเส้นกราฟ ต้องยอมรับว่ามีทั้งช่วงที่สูงสุดและช่วงต่ำสุด แต่จากจุดสูงสุดของ คสช. ปรากฏว่าสัญญาณแห่งความขาลงเริ่มเผยให้เห็นนับตั้งแต่การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกถูกคว่ำด้วยมือของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อปี 2558

ปลุกกระแส”ชวน”ชิงนายกฯ ลดแรงเสียดทาน เพิ่มทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551518

  • วันที่ 17 พ.ค. 2561 เวลา 07:15 น.

ปลุกกระแส"ชวน"ชิงนายกฯ ลดแรงเสียดทาน เพิ่มทางเลือก

ชัยชนะในการเลือกตั้งของมหาเธร์ โมฮัมหมัด ปลุกกระแสผลักดัน “ชวน หลีกภัย” กลับมาเป็นนายกฯ ท่ามกลางเสียงขานรับจากหลายฝ่าย

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชัยชนะในการเลือกตั้งของมหาเธร์ โมฮัมหมัด กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียอีกครั้งในวัย 92 ปี ปลุกให้กระแสผลักดัน ชวน หลีกภัย กลับมาเป็นนายกฯ ท่ามกลางเสียงขานรับจากหลายฝ่าย

“เชื่อว่ามีคนไม่น้อยสนับสนุน​ท่าน แต่ที่ผ่านมาทานแสดงออกว่าท่านไม่รับ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องของอนาคต เพราะยังไม่รู้ว่าใครจะได้รับการเสนอ ให้เป็น 3 รายชื่อ ที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพรรค ต้องรอให้มีการปลดล็อกและต้องมีการตราข้อบังคับพรรคใหม่และเลือกกรรมการบริหารใหม่ก่อน”

ท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่ได้ปิดประตูตายกับข้อเสนอนี้เสียทีเดียวแต่โยนให้เป็นเรื่องของอนาคต ที่สมาชิกพรรคจะไปคิดอื่นก่อนตัดสินจะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป

จะว่าไปแนวคิดเรื่องการปลุกกระแส ชวน หลีกภัย กลับมาเป็นจุดขายของพรรคไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก

ก่อนหน้านี้ช่วงชุลมุนมีแรงเคลื่อนไหวจากภายในพรรคประชาธิปัตย์เตรียมเสนอชื่อนายหัวชวนกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค หลังเห็นว่าภาพลักษณ์ของอภิสิทธิ์สะบักสะบอมอย่างหนัก เกินกว่าจะเข็นขึ้นไปเป็นแม่ทัพลุยศึกเลือกตั้งรอบใหม่

ร้อนจน​ นายหัวชวน ผู้ปลุกปั้นอภิสิทธิ์ มากับมือต้องสยบความเคลื่อนไหวด้วยการประกาศสนับสนุนอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค และยืนยันไม่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคหากใครเสนอชื่อก็จะขอถอนตัว ทำให้กระแสนี้เงียบไปในที่สุด

จนกระทั่งกระแสมหาเธร์ร้อนแรงขึ้น ปลุกให้แนวคิดเรื่องผลักดัน ชวน ขึ้นมาเป็นกระแสอีกรอบ แต่รอบนี้เปลี่ยนจากสถานะหัวหน้าพรรค เป็นตำแหน่งนายกฯ ซึ่งมีช่องทางตามรัฐธรรมนูญเปิดไว้รองรับ

เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ ​สำหรับประชาธิปัตย์แน่นอนว่ารายชื่อแรกย่อมเป็นของอภิสิทธิ์ตามที่ประกาศไว้เป็นจุดยืน แต่สำหรับรายชื่อที่ 2 หลายเสียงเห็นพ้องต้องกันว่าจะเสนอ นายหัวชวน ขึ้นเป็นอีกทางเลือก

ที่สำคัญทางเลือกนี้ยังเป็นการลดแรงเสียดทานและปลดล็อกไปสู่การจับมือทางการเมืองในอนาคต

โดยเฉพาะกับสถานะปัจจุบันของประชาธิปัตย์ ซึ่งส่อแววกำลังถูก โดดเดี่ยวจากฝ่ายต่างๆ ด้านหนึ่งจากจุดยืนที่เคยประกาศว่าจะไม่เลือกคนนอกเป็นนายกฯ ปิดประตูตายโอกาสที่จะไปร่วมกับพรรคทหารในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

หากจำได้อภิสิทธิ์เคยประกาศในวันแรกที่เปิดให้สมาชิกพรรคการเมืองยืนยันความเป็นสมาชิกตามกฎหมายใหม่ว่า ใครที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ให้ไปอยู่พรรคอื่น นอกจากจะเป็นการสกัดบรรดาคลื่นใต้น้ำที่สร้างแรงกระเพื่อมภายในพรรค โดยเฉพาะกับกลุ่ม กปปส.ที่ตบเท้าเข้าพรรค ท่ามกลางความเคลือบแคลงว่าเตรียมดัน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ สอดรับกับท่าทีจุดยืนของ กปปส.ก่อนหน้านี้

การประกาศจุดยืนของอภิสิทธิ์ ด้านหนึ่งเหมือนจะเป็นการสร้างเอกภาพภายในพรรค แต่อีกด้านก็ตีกรอบเส้นทางในอนาคตของตัวเอง ​

อีกด้านหนึ่งท่าทีไม้เบื่อไม้เมาระหว่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย สะท้อนผ่านเกิดเปิดวิวาทะอย่างต่อเนื่องผ่านสื่อจนยากจะมาจูบปากจับมือร่วมกันเป็นรัฐบาลได้ในอนาคต เส้นทางการเมืองของประชาธิปัตย์ในอนาคต จึงมีให้เลือกเดินไม่กี่ทาง ยิ่งหากพิจารณาความเป็นไปได้ของจำนวนเก้าอี้ สส.​ที่ประชาธิปัตย์จะได้ในการเลือกตั้ง ซึ่งไม่เพียงพอจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยแล้ว

การปลุกกระแส​ชวนมาเป็นอีกทางเลือกในการชิงตำแหน่งนายกฯ จึงถือเป็นยุทธศาสตร์เปิดทางเลือกให้ประชาธิปัตย์ได้มีทางเดินเพิ่มมากขึ้น

ชัดเจนว่าด้วยภาพลักษณ์และบุคลิกของอภิสิทธิ์ ช่วงที่ผ่านมาดูจะเรียกแขกมากกว่าจะเชิญชวนกลุ่มต่างๆ มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้น ตราบเท่าที่อภิสิทธิ์ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ โอกาสที่ประชาธิปัตย์จะได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคอื่นๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต่างจากชวนที่​มีต้นทุนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ยอมรับจากฝักฝ่ายต่างๆ มากกว่า

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาขานรับกระแสดังกล่าวระบุว่า “เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ทางพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนชวนกลับมาเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าจะเลือกเป็น นายกฯ รอบที่ 3 หรือไม่ โดยนำภาพแห่งความซื่อสัตย์สุจริต อาวุโสมากด้วยบารมี ดุจเดียวกับมหาเธร์มาสู่กระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยและประสบชัยชนะ”​

เช่นเดียวกับ ​อลงกรณ์ พลบุตร อดีตศิษย์ก้นกุฏิประชาธิปัตย์ ที่เห็นด้วยว่า ชวนอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ หากประชาธิปัตย์มีการปฏิรูปตัวเองสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ก็อาจสร้างปรากฏการณ์แบบมหาเธร์ได้ ​

ยิ่งในบรรยากาศการเมืองที่เริ่มมีการพูดถึงทางเลือกอื่นๆ ทั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือการผนึกกำลังของ สส. เพื่อสกัดการเข้ามาของพรรคทหาร ที่ต้องการคนที่มีบุคลิกเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ชื่อของชวน อาจเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางเลือกหนึ่ง

7 กกต.สเปกเทพ สนช.ตรวจเข้มลุ้นคว่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551423

  • วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 10:19 น.

7 กกต.สเปกเทพ สนช.ตรวจเข้มลุ้นคว่ำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งเริ่มชัดเจนเข้ามาทุกขณะ ทั้งในแง่ของกฎหมายและการเมือง แม้ว่าจะมีกระแสข่าวออกมาตลอดว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ต้องการให้เกิดการเลือกตั้งก็ตามที

มาถึงจุดนี้มีความเป็นไปได้พอสมควรที่ คสช.จะมีดวงตาเห็นธรรมทางการเมืองแล้วว่ายิ่งอยู่ในอำนาจนานเท่าไร แรงต่อต้านยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะมีผลยาวไปถึงเป้าหมายใหญ่ที่ต้องเข้ามาในระบบเพื่อสืบทอดอำนาจในระยะยาว ดังนั้นทางที่ดีจึงควรเร่งจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยและเดินหน้าเข้าสู่โรดแมป

ภายใต้ตรรกะดังกล่าวนี่เอง จึงได้เห็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตามพื้นที่ในจังหวัดการเมืองที่สำคัญ อย่างล่าสุดในกรณีของ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งปรากฏภาพของ “เนวิน ชิดชอบ” แกนนำพรรคภูมิใจไทย แสดงไมตรีต้อนรับบิ๊กตู่อย่างเต็มที่

ตรงนี้อาจเป็นสัญญาณให้เห็นอีกประการหนึ่งว่าการจับมือเป็นพันธมิตรก่อนการเลือกตั้งได้เกิดขึ้นแล้ว

ขณะที่ในแง่ของกฎหมายจะพบว่าร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับผ่านสภาไปแล้ว เหลือเพียงลุ้นว่าร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. และร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. จะผ่านความเห็นชอบของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งในวันที่ 23 พ.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินร่างกฎหมายฉบับหลัง

หลายฝ่ายมองตรงกันว่าทุกอย่างไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เคยแก้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ทว่าแต่ละฉบับก็ผ่านศาลรัฐธรรมนูญไปได้

อย่างไรก็ตาม หากจะมีประเด็นใดเข้ามามีผลกระทบต่อโรดแมปการเลือกตั้งไม่มากก็น้อยเห็นจะเป็น “การเลือกตั้งกรรมการการเลือกตั้ง” ชุดใหม่จำนวน 7 คนของ สนช.

ก่อนหน้านี้ได้มีการเสนอชื่อจากคณะกรรมการสรรหา 5 คน และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 2 คนมายัง สนช. แต่ปรากฏว่า สนช.ลงมติคว่ำอย่างน่าประหลาดใจ โดยอาศัยเหตุผลการเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีข้อบกพร่อง ส่วนการสรรหาของกรรมการสรรหาพบว่าคนที่ผ่านการสรรหานั้นไม่ได้มีคุณสมบัติตรงตามรัฐธรรมนูญ

มาในครั้งนี้กระบวนการภายในของ สนช.น่าจะเป็นไปได้สวย ภายหลังมีการเปิดชื่อผู้ผ่านการสรรหาจำนวน 7 คน แบ่งเป็นจากการสรรหาของกรรมการสรรหา 5 คน ได้แก่ 1.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2.สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3.อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และอดีตเอกอัครราชทูต 4.พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีต ผวจ.บุรีรัมย์ และ 5.ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตสมาชิก สปท.

ส่วนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน คือ ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นสองคนที่ สนช.ไม่ได้ให้ความเห็นชอบในครั้งแรก

จากรายชื่อดังกล่าวส่งผลให้เริ่มมีความเคลื่อนไหวบางประการของ สนช. ว่าเที่ยวนี้หวยจะออกว่าผ่านบางส่วนและไม่ผ่านบางส่วน

ในส่วนที่น่าจะผ่าน สนช.ไปได้นั้น น่าจะเป็นว่าที่ กกต. 2 คนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพราะการเลือกครั้งล่าสุดนี้ได้มีการแก้ไขกระบวนการลงมติให้ตรงกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จึงมองกันว่าน่าจะผ่านไปได้

ผิดกับว่าที่ กกต. 5 คนของกรรมการสรรหาซึ่งอาจมีปัญหาติดขัดอีกครั้ง แบ่งเป็นคนหนึ่งเคยสมัคร กกต.มาก่อนแต่ไม่ผ่านเรื่องคุณสมบัติ พอมาการสรรหาครั้งนี้กลับผ่านมาถึง สนช. หรืออีกรายมีประเด็นเรื่องการใช้ตำแหน่งข้าราชการเพื่อเทียบเคียงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า

ประเด็นนี้อาจเป็นประเด็นที่สร้างความลังเลใจให้กับสมาชิก สนช.ไม่น้อย ถึงขนาดที่จะตัดบุคคลที่มีปัญหาออกไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาในทางเทคนิคภายหลังผ่านกระบวนการของ สนช.ไปแล้ว

ดังนั้น ปลายทางของเรื่องนี้จะเป็นการเปิดประตูไป “กกต.คนนอก” ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้กรรมการสรรหาไปเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติครบมาสมัคร

ถึงที่สุดแล้ว เมื่อ คสช.ได้ กกต.ชุดใหม่ในยุคของตัวเอง การเลือกตั้งก็คงจะมีขึ้นได้ในไม่ช้า