“พลังประชารัฐ”สยายปีก! ปูทาง”บิ๊กตู่”รีเทิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551323

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 13:22 น.

"พลังประชารัฐ"สยายปีก! ปูทาง"บิ๊กตู่"รีเทิร์น

ปฏิบัติการสยายปีกสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคพลังประชารัฐกำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อภารกิจปูทางรีเทิร์น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การขยับของพรรคพลังประชารัฐเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเป้าหมายการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

ท่ามกลางกระแสดูดที่รุนแรงและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก สวนทางกับการปฏิรูปประเทศและทำให้บ้านเมืองเดินถอยหลังกลับไปสู่วังวนปัญหาเหมือนที่เคยประสบในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา

เป้าหมายการสืบทอดอำนาจกลายเป็นแผลให้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกถล่มว่าไม่ได้สนใจเรื่องการปฏิรูปอย่างแท้จริง สิ่งที่ทำมาทั้งหมดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงแค่การปูทางสู่การกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้ง

เริ่มตั้งแต่กลไกรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่บทเฉพาะกาลเปิดช่องให้ สว. 250 เสียง อันมาจากการคัดเลือกของ คสช.เข้ามามีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ สส. 500 คน ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาจากพรรคต่างๆ

ปัญหาอยู่ที่แม้จะได้รับเลือกเป็น “นายกรัฐมนตรี” แต่ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ สมัยที่สอง ที่จะให้เกิดเสถียรภาพ จำเป็นต้องมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย อันสุ่มเสี่ยงจะทำให้รัฐนาวาต้องอับปางเมื่อเผชิญกับคลื่นลมรุนแรงในอนาคต

การสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคพลังประชารัฐจึงเป็นโจทย์เร่งด่วนที่จะต้องดำเนินเพื่อไปแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีฐานเสียงของตัวเองชัดเจน ซึ่งวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดก็คือการดูดอดีต สส.จากพรรคอื่นๆ เข้ามาเป็นกำลังหลักของตัวเองดังเริ่มเห็นระแคะระคาย และมากขึ้นเรื่อยๆ

ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนเริ่มตั้งแต่การแต่งตั้งแพ็กคู่ สนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และแต่งตั้ง อิทธิพล คุณปลื้ม เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

จนถูกถล่มว่าเป็นการซื้อตัว สส.ด้วยการเสนอตำแหน่งหน้าที่ ไม่ต่างจากการเมืองในอดีต ที่ คสช.เคยต่อว่าต่อขานและตีตราให้เป็นจำเลยสร้างปัญหาการเมืองในอดีตที่ผ่านมา

แรงดูดยังมีอย่างต่อเนื่อง ทั้ง สกลธี ภัททิยกุล อดีต สส.กทม.จากประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกดึงมารับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังไม่รวมกับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต สส.กทม.ของประชาธิปัตย์ ที่มีข่าวว่าถูกดึงไปเสริมทัพให้กับพลังประชารัฐ

อีกด้านหนึ่งยังเห็นการเดินสายพบปะแกนนำกลุ่มมุ้งการเมืองต่างๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการต่อสายเตรียมดึงมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เดินหน้าสู่เป้าหมายสำคัญ

ทั้งกลุ่มนครปฐม ของตระกูล “สะสมทรัพย์” ซึ่งที่ผ่านมาคนใน คสช.แวะเวียนไปตีกอล์ฟ ที่ถูกจับตาเป็นอย่างมากจนถึงขั้นที่อดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องขน สส.เพื่อไทย เร่งไปกระชับความสัมพันธ์สกัดการดูด

ถัดมา กลุ่มบ้านริมน้ำ ของ สุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะอดีต สส.ฉะเชิงเทรา 8 สมัย ที่มีข่าวระแคะระคายว่ากำลังถูกทาบทามไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ

แม้แต่เจ้าพ่อวังน้ำเย็น เสนาะ เทียนทอง อดีต มท.1 ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ จ.สระแก้ว ที่เคยจุดประเด็นเรื่องรัฐบาลแห่งชาติเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เวลานี้ก็อยู่ในลิสต์ที่พรรคพลังประชารัฐเข้าไปติดต่อทาบทามเช่นกัน

ไม่ต่างจากการจัดประชุม ครม.สัญจร ในพื้นที่การเมืองสำคัญช่วงที่ผ่านมาและมีการอนุมัติโครงการอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ ก็ถูกมองว่าเป็นการซื้อใจล่วงหน้าสร้างสัมพันธ์ในอนาคต

ทั้งกลุ่มสุโขทัย ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา ที่ก่อนหน้านี้เคยประกาศก่อนการประชุม ครม.สัญจร ว่า งานนี้ถ้า จ.สุโขทัย ได้งบประมาณน้อยกว่า 5,000 ล้านบาท ถือว่าขาดทุน

รวมทั้งล่าสุดการเยือนถิ่นบุรีรัมย์ฐานที่มั่นของ เนวิน ชิดชอบ กับเม็ดเงินที่ภาคเอกชนชงโครงการขึ้นไปร่วม 2 หมื่นล้านบาท ที่กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษ

คล้อยหลังไม่กี่วันมีกระแสข่าว ภิรมย์ พลวิเศษ และบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต สส.นครราชสีมา จากพรรคภูมิใจไทย เตรียมย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เช่นเดียวกับอีก 24 สส. อาทิ ปัญญา ศรีปัญญา ประสงค์ สีลวัฒน์ จ.ขอนแก่น อมรเทพ สมหมาย กล่ำคาน ปาทาน จ.ศรีสะเกษ สมคิด บาลไธสง จ.หนองคาย วิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง จ.กาฬสินธุ์ ปัญญา จีนาคำ จ.แม่ฮ่องสอน บัวสอน ประชามอญ จ.เชียงราย

ทั้งหมดเป็นปฏิบัติการสยายปีกสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคพลังประชารัฐเพื่อภารกิจปูทางรีเทิร์น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

ปูพรมต่อสายการเมือง คสช.ปูทาง สร้างอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551177

  • วันที่ 14 พ.ค. 2561 เวลา 08:57 น.

ปูพรมต่อสายการเมือง คสช.ปูทาง สร้างอนาคต

ประเมินได้ว่านับจากนี้รัฐบาลคสช.จะลงพื้นที่​ไปตามฐานที่มั่นของกลุ่มการเมืองต่างๆ หนักขึ้น เพื่อต่อสายสร้างสัมพันธ์สำหรับอนาคตทางการเมือง

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปิดฉากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่ จ.บุรีรัมย์ ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไปแบบชื่นมื่น ท่ามกลางการจับจ้องจากสังคมว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลอย่างไรต่ออนาคตทางการเมืองต่อไป

แต่ที่แน่ๆ จากการประชุม ครม.​ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ที่ประชุมได้มีมติอนุมัติโครงการเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งจำนวน 20 โครงการ วงเงิน 3,476 ​ล้านบาท ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ และชัยภูมิ

รวมทั้งยังเห็นชอบในหลักการแผนพัฒนา กลุ่มภาคอีสานตอนล่างทั้งหมด 5 ด้าน วงเงิน 20,706 ล้านบาท โดยเห็นชอบโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนตามความต้องการ เช่น การพัฒนาด้านการเกษตรและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรจำนวน 84 โครงการ 3,476 ล้านบาท ทำได้ทันที 40 โครงการ วงเงิน 1,015 ล้านบาท และอีก 44 โครงการ วงเงิน 2,641 ล้านบาท จะนำเข้าสู่แผนปี 2562-2564 ต่อไป

ยังไม่รวมกับแผนพัฒนาถนนและขยายสนามบิน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางการชมการแข่งขันโมโตจีพีที่ถือเป็นอีกโครงการใหญ่ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์

การอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่อีสานใต้รอบนี้ร่วม 2 หมื่นล้านบาท จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีนัยสำคัญทางการเมืองใดๆ แอบแฝงอยู่หรือไม่ สอดรับกับการเตรียมผันตัวลงสนามการเมืองของ คสช.

เริ่มตั้งแต่การจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐที่มีกระแสข่าวว่าคนในรัฐบาล คสช.เข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่เดินหน้าสู่เป้าหมายผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ​กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 2 เพื่อสานต่อภารกิจที่เริ่มต้นไว้ตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้วให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ​

แต่ถึงจะมีอำนาจในมือและความได้เปรียบอื่นๆ แต่ก็ไม่ใช่ง่ายโดยเฉพาะกับการต้องลงสนามแข่งขันกับพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งมีฐานเสียงของตัวเองชัดเจนต่อให้เส้นทางที่ง่ายที่สุดคือ การใช้ช่องทาง “นายกรัฐมนตรีคนใน”​​​ ก็ยังต้องออกแรงพอสมควร

แม้ คสช.จะมี 250 เสียงของ สว.ชุดเฉพาะกาลตุนไว้ในกระเป๋า ซึ่งรวมกับเสียง สส.แค่ 126 เสียง ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดความเป็นเอกภาพ หรือมีเสถียรภาพในการบริหารงานต่อจากนั้น เพราะ 250 เสียงของ สว.​ไม่ได้มาร่วมเป็นรัฐบาล

การหาพันธมิตรทางการเมืองเพื่อประคับประคองรัฐนาวาในอนาคตต่อไปจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

นอกจากปฏิบัติการ “ดูด” ที่ถูกถล่มว่าสวนทางกับการปฏิรูปด้วยการไปดึง สส.มาร่วมเป็นขุมกำลังผ่านการเสนอตำแหน่งหน้าที่ในรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพลังชลที่ดึงพี่น้องสนธยาและอิทธิพล คุณปลื้ม มาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี หรือดึง สกลธี ภัททิยกุล อดีต สส.กทม. ประชาธิปัตย์มารับตำแหน่งรองผู้ว่า กทม.

อีกด้านหนึ่งยังเห็นปรากฏการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินสายลงพื้นที่ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง พบปะกับกลุ่มการเมืองต่างๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตลอดจนการจัดประชุม ครม.สัญจร เพื่อรับฟังข้อเรียกร้องและพิจารณาให้ความช่วยเหลือตรงตามที่ต้องการต่อไป

ดังจะเห็นว่า 4 ปีที่ผ่านมา มีการจัดประชุม ครม.นอกสถานที่ไปแล้ว 9 ครั้ง ​เริ่มตั้งแต่นัดแรกที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 27-28 มี.ค. 2558 ต่อด้วย ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29-30 มิ.ย. 2558 และ ​จ.นครราชสีมา ณ วันที่ 21-22 ส.ค. 2560

จะเห็นว่าการเลือกลงพื้นที่ ครม.สัญจรแต่ละครั้งจะถูกมองว่ามีเรื่องของฐานการเมืองในพื้นที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งจะตามมาด้วยการอัดฉีดมัดเงินลงพื้นที่ เช่น โคราช ที่มีฐาน สส.หลายพรรคหลายที่นั่งได้รับการจัดสรรงบทั้งโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายปางปะอิน-นครราชสีมา (M6) 33,258 ล้านบาท และเห็นชอบร่างสัญญาการออกแบบรายละเอียด (Detailed Design Services Agreement) โครงการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา) ในวงเงินค่าจ้าง 1,706 ล้านบาท

ถัดมาที่ จ.สุพรรณบุรี อีกฐานเสียงสำคัญของพรรคชาติไทยพัฒนา ​ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่ถูกพรรคใหญ่ดึงไปช่วยค้ำยันเสถียรภาพ

ไม่ต่างจาก จ.สุโขทัย อีกฐานที่มั่นของกลุ่มมัชฌิมาของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งการประชุม ครม.สัญจร เมื่อวันที่ 25-26 ธ.ค. 2560 ครม.ได้อนุมัติทั้งโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำหลากเกือบ 2,000 ล้านบาท และโครงการรับทราบ​แผนท่องเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์และเมืองบริวาร สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ปี 2561-2564 งบประมาณ 1,115 ล้านบาท

ไปจนถึงการเห็นชอบแผน “มหานครผลไม้ของโลก” พร้อมอนุมัติหลักการจัดตั้งระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor) ในการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 5-6 ก.พ. 2561

อีกด้านไม่ใช่ ครม.สัญจร แต่กำหนดการถัดไปถูกวางไว้จนรู้กันทั่วว่านายกฯ จะมาเยี่ยมเยือน จ.สระแก้ว ฐานที่มั่นของตระกูลเทียนทอง ซึ่งก่อนหน้านี้ เสนาะ เทียนทอง แกนนำเพื่อไทย เคยออกมาจุดประเด็นเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ

แม้นายกฯ จะปิดปากไม่บอกชัดเจนจะเดินทางไปด้วยตนเองหรือไม่ แต่การเตรียมการระดับจังหวัดก็จัดเตรียมมวลชนไว้คอยท่า ไม่ว่าจะเป็นนายกฯ หรือระดับรองนายกฯ เดินทางมาเป็นประธานเปิดด่านผ่านแดนถาวร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการลงพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

แถมแว่วว่าต่อไปมีแผนจะกลับไปซ้ำที่ จ.เชียงใหม่ ฐานที่มั่นของตระกูลชินวัตรอีกรอบ คล้อยหลังจากวันที่พี่น้อง อดีตนายกฯ ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บินมาสิงคโปร์เพื่อ​เปิดให้อดีตรัฐมนตรีและ สส.เพื่อไทย ได้พบปะพูดคุยหลังเก็บเนื้อเก็บตัวมานาน ​

ประเมินแล้วนับจากนี้ไปรัฐบาล คสช.คงจะลงพื้นที่​ไปตามฐานที่มั่นของกลุ่มการเมืองต่างๆ หนักขึ้น เพื่อต่อสายสร้างสัมพันธ์ไว้สำหรับอนาคตทางการเมืองต่อไป

ทุจริต-มาเฟีย ระเบิดเวลากัดกร่อน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550855

  • วันที่ 11 พ.ค. 2561 เวลา 10:09 น.

ทุจริต-มาเฟีย ระเบิดเวลากัดกร่อน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

กลายเป็นประเด็นร้อนที่กำลังย้อนกลับมากัดกร่อนเสถียรภาพของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ​เมื่อ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตรอง ผกก.สันติบาล บุกทำเนียบรัฐบาล​ขอเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นเอกสารหลักฐานสำคัญที่พบว่าบุคคลในรัฐบาลเกี่ยวพันกับการทุจริต

แม้สุดท้าย พ.ต.ท.สันธนะ ซึ่งยืนยันจะไม่ยื่นเรื่องผ่านทางศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ แต่จะรอให้นายกฯ ส่งเจ้าหน้าที่ทหารที่ไว้ใจได้มารับหนังสือ ก็ต้องกลับบ้านมือเปล่า เพราะนายกฯ ​ไม่ได้ส่งทหารมารับหนังสืออย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก

ก่อนจะ​ยื่นข้อเสนอใหม่ด้วยการขอให้นายกฯ ส่งทหาร 2 นาย รถ 1 คัน และคนติดตาม 5 คน ไปนำเอกสารลับดังกล่าวมาให้นายกฯ เพราะไม่ได้นำติดตัวมาด้วย ซึ่งก็ไม่ได้รับการตอบสนองเช่นกัน

ด้านหนึ่งอาจจะมองได้ว่าการโยนระเบิดเวลาลูกนี้ใส่รัฐบาล คสช.เป็นเพียงแค่การแก้เกี้ยวเพื่อตอบโต้กลับหลังถูกเจ้าหน้าที่บุกค้นตลาดใหม่ดอนเมือง ตามปฏิบัติการกวาดล้างสินค้าผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นแหล่งขายผลิตภัณฑ์เสริมความงาม อาหารเสริม เจ้าใหญ่ ซึ่ง พ.ต.ท.สันธนะ มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาประธานกรรมการตลาดฯ

จากการตรวจค้น​พบสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีหมายเลขกำกับ ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นับแสนรายการ รวมมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ​

ครั้งนั้น ​พ.ต.ท.สันธนะ ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า การที่ตำรวจบุกมาตรวจค้นตลาดใหม่ดอนเมือง น่าจะเป็นเพราะมีใบสั่งทหารคนหนึ่งในรัฐบาลให้มาจัดการกับตนเอง เพราะไม่พอใจที่​ตัวเขาไปรู้ความลับบางอย่าง

ทว่า คนในรัฐบาลดูจะไม่ตระหนกกับเรื่องที่เกิดขึ้นเท่าไรนัก ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ​ที่โยนให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมย้อนถามว่าเป็นรัฐมนตรีคนใดที่สั่งการ เป็นตนหรือไง จะไปสั่งได้อย่างไร เพราะยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย

นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ยังยืนยัน ส่วนตัวไม่ได้รู้จัก พ.ต.ท.สันธนะ โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่ามีหลักฐานอะไรที่จะเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่ ส่วนเรื่องความลับที่จะออกมาแฉนั้น ขอให้ระบุออกมาเลย ว่าเป็นบุคคลใด อย่ามาพูดลอยๆ

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ ที่ประกาศว่า ส่วนตัวรับไม่ได้กับพฤติกรรมของ พ.ต.ท.สันธนะ “ผมว่าเขาคงไม่ใช่อดีตตำรวจหรอก ผมคิดว่าพฤติกรรมเหล่านี้ ผมรับไม่ได้ ตำรวจเองก็รับไม่ได้” ส่วนข้อมูลที่ระบุถึงนั้น หากมีขอให้ส่งเข้ามา ซึ่งจะได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและชี้แจง

​แม้จะยังไม่มีรายละเอียดและความชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมการทุจริตของคนในรัฐบาล แต่ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับรัฐบาล คสช.​ไม่น้อย เพราะเรื่องทำนองนี้เคยมีระแคะระคายอยู่เป็นระยะ

พันธกิจของรัฐบาล คสช.​ที่เคยประกาศจะปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น จนกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ สุดท้ายจึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเอาจริงเอาจังอย่างที่สังคมคาดหวัง ยิ่งหลายเรื่อง ที่เกี่ยวพันกับคนในรัฐบาล หรือ คสช.​ด้วยแล้ว ยิ่งกลับไม่เห็นความคืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

จากก่อนหน้านี้ที่มีความพยายามระดมสมองออกแบบกลไก แก้ไขกฎหมาย วางระบบให้เกิดความคล่องตัวกับการสกัดการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนเดียว ขณะที่การเร่งปราบปรามให้เห็นเป็นตัวอย่างเพื่อวางเป็นบรรทัดฐานกลับไม่เกิดขึ้น​

ไม่ต่างจากการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล ที่เป็นอีกหนึ่งในผลงานสำคัญที่สร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาล คสช.​เป็นอย่างมากในช่วงแรกหลังรัฐประหาร ยิ่งเมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งไม่สามารถทำได้อย่างรัฐบาล คสช.ด้วยแล้ว

​ดังจะเห็นว่านโยบายปราบปราม ผู้มีอิทธิพลถูกกวดขันเอาจริงเอาจังไปยังแต่ละพื้นที่ ทั้งการจัดทำรายชื่อผู้มีอิทธิพลในแต่ละท้องถิ่นแล้ว จากหน่วยงานความมั่นคง ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และผู้ว่าราชการจังหวัด จะมีการนำมาคัดกรองและดำเนินการเอาผิดตามกฎหมาย ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและ คสช.

ในครั้งนั้นมีความชัดเจนกับการกำหนดกรอบกลุ่มผู้มีอิทธิพลทั้ง 16 กลุ่ม ทั้ง 1.นายทุนปล่อยเงินกู้นอกระบบ 2.ฮั้วประมูลงานราชการ 3.หักหัวคิวรถรับจ้าง 4.ขูดรีดผู้ประกอบการ 5.ลักลอบขนสินค้าหนีภาษี 6.เปิดบ่อนการพนัน 7.ลักลอบค้าประเวณี 8.ลักลอบนำคนเข้า-ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย

9.ล่อลวงแรงงานไปยังต่างประเทศ 10.แก๊งต้มตุ๋นนักท่องเที่ยว 11.มือปืนรับจ้าง 12.รับจ้างทวงหนี้ด้วยการข่มขู่ใช้กำลัง 13.ลักลอบค้าอาวุธสงคราม/ปืนเถื่อน 14.บุกรุกที่ดินสาธารณะ/ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ 15.เรียกรับผลประโยชน์บนเส้นทางหลวงสาธารณะ 16.ผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

ทว่า ระยะหลังข่าวคราวของการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลดูจะเงียบไป และเริ่มปรากฏข่าวผู้มีอิทธิพลที่ถูกโยงใยว่าเป็นคนมีสี ตำแหน่งหน้าที่ ยากจะเข้าไปควบคุมดูแลได้เหมือน ที่ผ่านมา

ทั้งเรื่องทุจริตซึ่งโยงใยต่อเนื่อง มาจนถึงเรื่องผู้มีอิทธิพลที่กำลังเพิ่มขึ้น ย่อมมีแต่จะกัดเซาะความเชื่อมั่นของ คสช.ให้ลดน้อยลงไป และย้อนกลับมาสร้างปัญหาในอนาคต

โค้งสุดท้ายปฏิรูปตำรวจ เดิมพันสำคัญ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550761

  • วันที่ 10 พ.ค. 2561 เวลา 10:56 น.

โค้งสุดท้ายปฏิรูปตำรวจ เดิมพันสำคัญ คสช. 

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญกับกระบวนการปฏิรูปตำรวจ ในวันที่หน้าที่สำคัญถูกถ่ายโอนมาอยู่ในมือ คณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นประธาน ท่ามกลางความคาดหวังจะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จลุล่วงตามที่ทุกฝ่ายคาดหวัง

หลังจาก 4 ปีที่ผ่านมาความพยายามของหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับยังเดินหน้าไปไม่ถึงไหน

ทั้งที่เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จัดลำดับความสำคัญไว้เป็นงานแรกๆ ตามเสียงสะท้อนที่เห็นพ้องต้องกันของทุกฝ่ายในสังคม ซึ่งต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในแวดวงสีกากี อันเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรมและเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของประชาชน

หากจำได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เคยสั่งการด้วยลายลักษณ์อักษร 13 หน้ากระดาษ ให้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจดำเนินการ แบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ 1.การปฏิรูปองค์กร ที่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ไปขึ้นอยู่กับกระทรวงใด 2.กระบวนการยุติธรรม กฎหมาย ต้องไปดูกฎหมายที่ตำรวจใช้ในการทำงาน เรื่องการสอบสวน พิสูจน์หลักฐานที่มีปัญหาอยู่เดิม และ 3.เป็นเรื่องของบุคลากรที่จะดูแลตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างไรให้ขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ให้เกิดความเป็นธรรมเท่าเทียม ดูแลในเรื่องของงบประมาณใช้จ่ายต่างๆ ถ้าจัดงบประมาณให้เหมาะสม ตำรวจก็ไม่ได้หาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

แต่ในทางปฏิบัติเรื่องปฏิรูปตำรวจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะกับการเข้าไปปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ตลอดจนอำนาจหน้าที่ในองค์กรที่มีความแข็งแรง และยังเชื่อมโยงกับขั้วอำนาจทางการเมือง

การคิดจะเข้าไปปรับเปลี่ยนใดๆ ย่อมเกิดแรงต่อต้านไม่ยอมรับจากบรรดาบิ๊กสีกากี ซึ่งไม่ต้องการให้อำนาจในมือต้องได้รับผลกระทบไปกับการปฏิรูป ที่สำคัญ บรรดากลไกที่แต่งตั้งมารับหน้าที่ปฏิรูป จะเข้าไปปฏิรูปล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับทางบิ๊กตำรวจจนเกิดการเกรงอกเกรงใจไม่กล้าปรับเปลี่ยนอะไรมากมาย

กลไกสำคัญ รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้มีคณะกรรมการปฏิรูปขึ้นมาดำเนินการรให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ (6 เม.ย. 2560) พร้อมระบุว่าเมื่อครบกำหนดเวลา ถ้าการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ตำรวจดำเนินการตามหลักอาวุโส

ภายหลังการดำเนินการครบ 1 ปี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ แถลงสรุปผลการปฏิรูปตำรวจว่า เรื่องหลักคือการแต่งตั้ง ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญไปสู่การแก้ไขปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง ตลอดจนการเข้ามาแทรกแซงครอบงำจากฝ่ายการเมือง

ข้อสรุปคือ ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยให้ ผบ.ตร.เป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่เหมาะสม 1-3 รายชื่อให้ ก.ตร. พิจารณาโดยองค์ประกอบ ก.ตร.เปลี่ยนแปลงจากเดิมมี ผบ.ตร.เป็นประธาน แล้ว ก.ตร.จะคัดเลือกจากรายชื่อที่ ผบ.ตร.เสนอออกมาเพียงคนเดียว แล้ว ผบ.ตร.จะเสนอคนที่เหมาะเป็น ผบ.ตร.คนต่อไป ให้นายกรัฐมนตรีเห็นชอบ

ขณะที่ ก.ต.ช.ยังมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่ไม่มีบทบาทในการ แต่งตั้งโยกย้าย องค์ประกอบปรับปรุงใหม่ ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายให้กระจายอำนาจการแต่งตั้งไปยังกองบัญชาการต่างๆ อาทิ บช.1-9 บช.น. ตชด. ฯลฯ ที่เหลือเป็นอำนาจ ผบ.ตร.

จนมาถึงขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ที่ดูจะเป็นเนื้อเป็นหนังกว่าทุกชุด เริ่มตั้งแต่การกำหนดภารกิจตำรวจเป็น 4 แท่งภารกิจ คือ 1.งานสอบสวนทำสำนวนคดี 2.งานป้องกันปราบปรามการทุจริต 3.งานเทคนิควิชาการ และ 4.งานบริหารและอำนวยการ

แถมมีแนวคิดรื้อโครงสร้างโดยการเห็นควรให้ยุบคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และโอนภารกิจไปให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยให้ ก.ตร.ทำหน้าที่กำกับนโยบาย และวางหลักเกณฑ์กติกาและกำกับการแต่งตั้ง โยกย้ายเลื่อนขั้นเงินเดือนตำรวจที่ชัดเจน ใช้หลักอาวุโส 50% ผลงาน 30% และความพึงพอใจของประชาชน 20% โดย ก.ตร.จะพิจารณาเลือก ผบ.ตร.เองตำแหน่งเดียว

พร้อมเพิ่มคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมตำรวจ (ก.พ.ค. ตร.) ขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์และเรื่องร้องทุกข์ เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายผิดหลักเกณฑ์แก่บรรดาข้าราชการตำรวจ หากผู้ร้องไม่พอใจคำวินิจฉัย สามารถใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองสูงสุดได้ต่อไป

ที่สำคัญยังเตรียมโยกหน่วยงานทั้งด้านอำนวยความสะดวกด้านการจราจร งานกวดขันวินัยจราจร งานบังคับใช้กฎหมายจราจร เฉพาะความผิดฐานจอดรถโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ไปยังหน่วยงานท้องถิ่น ภายใต้กรอบเวลา 2 ปี ส่วนตำรวจรถไฟให้โอนภารกิจไปยังการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือหน่วยงานอื่นที่เป็นเจ้าของรถไฟ

จากนี้จึงต้องจับตารอดูกฎหมายที่จะออกมาว่ามีเนื้อหารายละเอียดอย่างไร ยังไม่รวมกับการต้องรอดูว่าเนื้อหาเหล่านี้จะถูกปรับแก้ไข ในชั้น ครม.และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะแรงกดดันจากบรรดาบิ๊กตำรวจที่สามารถต่อสายตรง ถึงบิ๊ก คสช. และยังอาจเข้ามามีอิทธิพลต่อการพิจารณาของ สนช.

เส้นทางปฏิรูปตำรวจนับจากนี้จึงเปราะบางและไม่รู้ว่านี่จะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของ คสช.ได้อย่างที่ตั้งใจหรือไม่

ทักษิณออกโรง สกัดดูดเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550633

  • วันที่ 09 พ.ค. 2561 เวลา 09:18 น.

ทักษิณออกโรง สกัดดูดเพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังเก็บตัวเงียบไร้การเคลื่อนไหวมาพักใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มต้นขยับด้วยการออกมา ทวีต ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @ThaksinLive ถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ส่งให้ผลการยกเลิกพาสปอร์ต 2 ฉบับ มีผลโดยสมบูรณ์ ว่าไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย

​“การฟ้องไม่ใช่เพราะเดือดร้อนอะไร ที่ไม่ได้ใช้หนังสือเดินทางของไทย แต่เพียงต้องการอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมของไทยได้มีโอกาสปรับตัวจากการถูกปรามาส ว่าถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจนไม่เป็นที่พึ่งของสังคม เพราะได้ดำเนินการไปโดยขัดหลักนิติธรรมสากล และเลือกปฏิบัติต่อคนเฉพาะกลุ่มเฉพาะฝ่ายมาโดยตลอด”​

ไม่ต่างจากท่าทีที่ผ่านมาของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งจะใช้ยุทธศาสตร์สะท้อนให้เห็นสภาพถูกกระทำผ่านกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ที่ขัดกับหลักสากลและยังถูกเลือกปฏิบัติ

ถัดจากนั้นไม่กี่วัน คู่พี่น้องอดีตนายกฯ ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จูงมือกันบินไปยังประเทศสิงคโปร์ เปิดห้องอาหารเลี้ยงโต๊ะจีนกับบรรดาอดีตรัฐมนตรีและ สส.จากพรรคเพื่อไทย กว่า 50 คน

ด้านหนึ่งมองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการ “เช็กชื่อ” ตรวจแถวบรรดาอดีต สส.ว่าจะยังเหนียวแน่นกับพรรคเพื่อไทย พร้อมลุยศึกเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปหรือไม่

ในวันที่แรง “ดูด” ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ สอดรับไปกับแนวคิดการตั้ง “พรรคทหาร” ซึ่งมีภารกิจผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย ที่มีความชัดเจนจนเริ่มเห็นการออกมาดำเนินการของแต่ละฝ่ายอย่างเป็นระบบ

ทั้งการเดินสายของคนใน คสช. ที่​ไปพบปะกับกลุ่มการเมืองต่างๆ ในอดีต ทั้งตะกูลสะสมทรัพย์ เจ้าของพื้นที่นครปฐม เรื่อยไปจนถึงการดึงตัวคู่พี่น้อง สนธยาและอิทธิพล คุณปลื้ม จากพรรคพลังชล เจ้าของพื้นที่ชลบุรี มารับตำแแหน่งในรัฐบาล คสช. ไม่ต่างจากการดึง สกลธี ภัททิยกุล อดีต สส.กทม.ประชาธิปัตย์ มาเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ หอบคณะรัฐมนตรีไปประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.บุรีรัมย์ ฐานที่มั่นทางการเมืองของ เนวิน ชิดชอบ ซึ่งมีการตั้งเรื่องชงโครงการต่างๆ ​รวม 2 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่ ในวันที่เริ่มมีการพูดถึงสูตรจัดตั้งรัฐบาลผ่านกลไก “นายกรัฐมนตรีคนใน” ซึ่งต้องอาศัยเสียงจาก สส. 125 เสียงของเพื่อไทยรวมกับ 250 เสียงจาก สว.ชุดเฉพาะกาลที่ คสช.เป็นคนคัดเลือก

​ไม่แปลกที่จะเห็นพรรคต่างๆ ออกมาประสานเสียงโจมตีมหกรรมการดูดรอบนี้ว่านอกจากจะสวนทางการปฏิรูปที่ คสช.พยายามปลุกปั้นแล้วยังยิ่งทำให้การเมืองเดินถอยหลังย้อนกลับไปสู่วังวนปัญหาเหมือนที่ผ่านมา ด้วยแนวคิดการสืบทอดอำนาจที่กำลังเดินหน้า ​

ขณะที่ ​สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกมองว่าเป็นคีย์แมนคนสำคัญกับการจัดตั้งพรรคทหารนั้น ออกมาชี้แจงเรื่องการดูด สส.ว่า  “ไม่มีใครไปดูดใคร ไม่มีเลย แต่ทำไมคนอยากจะย้ายบ้าน เพราะว่าบ้านอยู่แล้วไม่มีความสุขหรือไม่ มันจึงต้องพัฒนาบ้านให้เป็นบ้านที่คนไทยฝากความหวังไว้ได้”

สำหรับพรรคเพื่อไทยแชมป์เก่าเวลานี้กำลังระส่ำระสายอยู่ไม่น้อย ในวันที่หัวขบวนต้องระหกระเหินอยู่ต่างประเทศ​ และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะวางใครขึ้นมาเป็นแม่ทัพนำลงสนามเลือกตั้ง

ทั้งแรงแซะ แรงดูด แรงกดดันที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนเตรียมสละเรือไปตั้งพรรคใหม่ เพื่อลดแรงกดดันในฐานะคู่ขัดแย้งกับ คสช.โดยตรง ซึ่งจะง่ายต่อตัวเองในการลงพื้นที่หาเสียง

ยังไม่รวมกับเรื่องความได้เปรียบทั้งอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ คสช.​ ในวันที่พรรคการเมืองต่างๆ ถูกกดไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ​เมื่อรวมกับอำนาจรัฐที่มีทั้งกลไก เครือข่าย และงบประมาณในมือย่อมสร้างความได้เปรียบเหนือพรรคการเมืองอื่นๆ เป็นอย่างมาก

ยิ่งระยะหลังรัฐบาล คสช.เร่งอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการประชารัฐและไทยนิยมยั่งยืน ย่อมทำให้คะแนนนิยมที่เคยลดลงในอดีตกลับมากระเตื้องดีขึ้น

ขณะที่พรรคเพื่อไทยเอง นอกจากจะอ่อนแรงจากแรงกดดันภายนอกแล้ว ภายในก็ยังมีปัญหาไม่อาจหลอมรวมเป็นเอกภาพเหมือนที่ผ่านมา ถึงขั้นเกิดปรากฏการณ์เตะสกัดขากันเอง ซึ่งมีแต่จะซ้ำเติมความอ่อนแอที่เป็นอยู่ให้หนักหนาสาหัสขึ้นกว่าเดิม

การขยับของอดีตนายกฯ​ ทักษิณ รอบนี้จึงเป็นเสมือนสัญญาณปลุกเพื่อไทยให้กลับมาเป็นเอกภาพเตรียมตัว​เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ในวันที่คู่แข่งอย่างพรรคทหารกำลังแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ

อีกด้านหนึ่งยังเป็นการส่งสัญญาณไปถึงคนที่กำลังจะตัดสินใจย้ายพรรคตามแรงดูด ให้ต้องคิดหนักขึ้น

สอดรับกับรายงานข่าวที่ระบุว่า ในงานเลี้ยงนั้น ทักษิณวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง ​พรรคเพื่อไทยจะกลับมาได้คะแนนอย่างท่วมท้นแน่นอนและแลนด์สไลด์ที่เคยเป็นของพรรคก็จะยังคงเป็นของพรรค

แต่กระนั้นอดีตนายกฯ ทักษิณ ยากที่จะเคลื่อนไหวได้เต็มที่โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เข้าข่าย “ชี้นำ” หรือ “ครอบงำ” ที่จะนำไปสู่การยื่นร้องยุบพรรคได้

ปัจจัยต่างๆ ย่อมทำให้บรรยากาศการเมืองต่อจากนี้มีแต่จะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

อยากเลือกตั้งปีนี้ “แนวร่วมไม่ปึ้ก ถึงฝั่งยาก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550511

  • วันที่ 08 พ.ค. 2561 เวลา 09:21 น.

อยากเลือกตั้งปีนี้ "แนวร่วมไม่ปึ้ก ถึงฝั่งยาก"

“การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คงไม่อาจสามารถบรรลุได้ด้วยตัวเองเหมือนกับม็อบการเมืองที่ผ่านมา แต่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นช่วย ซึ่งในที่นี้คงหนีไม่พ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”

**********************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวเข้าสู่เดือน พ.ค. 2561 ซึ่งเป็นเดือนที่ครบ 4 ปี ของการรัฐประหารล้มรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ปรากฏว่ามีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจหลายประการ อย่างน้อยที่เห็นแน่ๆ มีด้วยกัน 3 เรื่อง

1.การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์

เอาจริงๆ แล้วการประชุม ครม.ก็เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ของรัฐบาลชุดนี้ แต่สำหรับกรณีของบุรีรัมย์และสุรินทร์นั้นกลับแตกต่างไปจากที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งเพราะเป็นพื้นที่ทางการเมืองของ “เนวิน ชิดชอบ” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีกระแสข่าวเกิดขึ้นมาตลอดว่าพรรคการเมืองพรรคนี้พร้อมจะร่วมผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกสมัย

แม้แต่ละฝ่ายจะต่างปฏิเสธถึงการจับมือเป็นพันธมิตรกันในขณะนี้ เนื่องจากอีกนานกว่าจะถึงช่วงหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทั้ง คสช.และพรรคภูมิใจไทยต่างมีไมตรีจิตกันพอสมควร

2.ความเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อไม่นานมานี้ อดีตนายกฯ ทักษิณได้เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ การเฉียดเข้าใกล้ประเทศไทยของทักษิณในครั้งนี้แตกต่างกว่าทุกครั้ง เนื่องจากมีรายงานว่าได้มีอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทยเข้าไปพบเป็นจำนวนมาก ซึ่งจำนวนที่ว่ามากนั้นถึงขนาดที่ทักษิณต้องจัดโต๊ะเลี้ยงกันเลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน ระหว่างการพบกันของอดีต สส.และทักษิณยังมีรายงานว่าผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองรายนี้ได้กล่าวถึงสถานการณ์บางช่วงบางตอนว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาชนะเลือกตั้งอีกครั้งอย่างแน่นอน

การไปพบทักษิณของอดีต สส.เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวว่า คสช.เตรียมตั้งพรรคการเมืองและพร้อมที่จะดูดอดีต สส.เกรดเอที่มีฐานเสียงเข้มแข็งเข้ามาร่วมกับ คสช. ซึ่งกลุ่ม สส.ของพรรคเพื่อไทยหลายกลุ่มต่างก็เป็นเป้าหมายในการดูดของ คสช.เช่นกัน

ดังนั้น โต๊ะจีนระหว่างทักษิณและอดีต สส.ในครั้งนี้ น่าจะช่วยลดอาการเลือดไหลของพรรคเพื่อไทยได้ไม่มากก็น้อย

3.การชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

เป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งจะแสดงออกตลอดเดือน พ.ค.ไปจนถึงวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งล่าสุดได้ประกาศข้อเรียกร้องมาแล้ว 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.ต้องจัดการเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย. 2561 2.คสช.ต้องลาออกและเปลี่ยนสถานะรัฐบาลไปเป็นรัฐบาลรักษาการ 3.กองทัพต้องยุติการสนับสนุนรัฐบาล คสช. หากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนองจะเคลื่อนขบวนไปที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 22 พ.ค.

การเดินทางของกลุ่มคนเลือกตั้งเดินมาถึงจุดสำคัญ หลังจากพยายามสะสมและเลี้ยงกระแสมาสักระยะ ซึ่งต้องยอมรับว่าภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเองไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวกมากนัก

การเลือกตั้งตามข้อเรียกร้องของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้นใช่ว่าจะถูกเพิกเฉยจาก คสช. เนื่องจากผู้นำ คสช.ยืนยันมาตลอดว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ไม่ใช่ภายในปีนี้ตามที่กลุ่มมวลชนฝั่งตรงข้าม คสช.ต้องการ

อีกทั้งพฤติกรรมต่างๆ ของ คสช.เองก็สะท้อนให้เห็นว่า คสช.ประสงค์ให้เกิดการเลือกตั้งเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่พบประชาชนของบิ๊กตู่ การออกมายอมรับถึงการตั้งพรรคการเมืองและการทาบทามอดีต สส. ซึ่งมาระยะหลังนี้ คสช.เองไม่ได้พยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

ขณะเดียวกัน ฝ่ายความมั่นคงจะเน้นบทบาทในลักษณะตั้งรับมากกว่าที่จะเปิดเกมรุกกับกลุ่มมวลชน โดยยอมปล่อยให้การชุมนุมเกิดขึ้นได้ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดสถานการณ์น้ำผึ้งหยดเดียว จึงเลือกเดินเกมแบบรอให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเดินเกมพลาดและใช้สิทธิล้ำเส้นเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้น คสช.ค่อยใช้กฎหมายจัดการอีกที

ด้านพรรคการเมืองที่เป็นปรปักษ์กับ คสช. ก็ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับกลุ่มมวลชนนอกสภา เนื่องจากกำลังเบนเข็มเข้าสู่เส้นทางของการเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เมื่อ คสช.พยายามนิ่ง พรรคการเมืองไม่ร่วมด้วย การต่อสู้ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งก็ถูกทิ้งไว้กลางทาง ดังนั้น หากจะบอกว่าการชุมนุม 22 พ.ค. จะไปถึงจุดแตกหักและสร้างจุดเปลี่ยนได้นั้นคงเป็นเรื่องที่ลำบากพอสมควร

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปเช่นกัน คือ การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำลังตัดสินร่างกฎหมาย สว. ในวันที่ 23 พ.ค.

ที่สุดแล้วการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คงไม่อาจสามารถบรรลุได้ด้วยตัวเองเหมือนกับม็อบการเมืองที่ผ่านมา แต่ต้องอาศัยปัจจัยอื่นช่วย ซึ่งในที่นี้คงหนีไม่พ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

หากสุดท้ายปลายทาง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ร่างกฎหมาย สว.ตกไปทั้งหมด เท่ากับว่าการเลือกตั้งต้องถูกเลื่อนออกไปโดยปริยาย ย่อมมีผลต่อกระแสกดดัน คสช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น กลุ่มคนอยากเลือกตั้งอาจต้องเปลี่ยนแนวทางการเคลื่อนไหวไปเรื่องอื่นแทน

สัญจรอีสานใต้ ยุทธศาสตร์สกัดเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550422

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 10:57 น.

สัญจรอีสานใต้ ยุทธศาสตร์สกัดเพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พื้นที่ทางการเมืองที่เป็นฐานเสียงใหญ่ที่สุดของประเทศสามารถนำไปสู่การก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด อยู่ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นพื้นที่ในการครอบครองของ สส.พรรคเพื่อไทยอย่างเหนียวแน่น อย่างไรก็ตามคนอีสานยังเลือกพรรคอื่นๆ ด้วย เช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคชาติพัฒนา

อาจกล่าวได้ว่าคนอีสานเลือกทุกพรรคแต่เลือก สส.พรรคเพื่อไทยมากที่สุดเท่านั้นเอง แต่ยกเว้นอีสานใต้ 8 จังหวัด ดังนี้ จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และยโสธร ที่ 2 พรรคใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ยังเจาะไม่เข้า

พื้นที่อีสานใต้ส่วนใหญ่ล้วนเทคะแนนนิยมให้พรรคภูมิใจไทย เมืองหลวงใหญ่ที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนงานการเมือง คือ จ.บุรีรัมย์ ที่มี เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นแกนนำสูงสุด พรรคนี้แม้จะเป็นพรรคขนาดกลาง แต่ก็ไม่ใช่พรรคธรรมดาทั่วไปที่จู่ๆ จะควบรวม หรือกินรวบได้ง่ายๆ จากพรรคใหญ่ แม้จะเอาท่อน้ำเลี้ยงมาหว่านล่อเพื่อดึงหรือดูดเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางการเมืองได้ง่ายๆ เพราะนายทุนหนุนหลังพรรคนี้รวยระดับโลก

นายทุนคนสำคัญพรรคภูมิใจไทย คือ เจ้าพ่อรับเหมาก่อสร้างแห่ง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น ของ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ซึ่งมีทายาทอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล หรือเสี่ยหนู หัวหน้าพรรค คอยสั่งการรองจาก เนวิน อีกทุนใหญ่ระดับโลก คือ วิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าพ่อคิงเพาเวอร์ ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงพรรคนี้ไม่ขาดแคลนกระสุนลุยศึกเลือกตั้งอย่างแน่นอน

พื้นที่อีสานใต้นับเป็นพื้นที่ที่ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย หมายปองพยายามเจาะ แต่เจาะยังไงก็ไม่เข้า หากจำกันได้เมื่อครั้งพรรคเพื่อไทยเรืองอำนาจยุค “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เคยนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหญ่บุกไปถึงถิ่น เนวิน โปรยยาหอมนโยบายดีๆ เอาใจพี่น้องประชาชนสารพัด อาทิ โครงการ “บัตรสินเชื่อเกษตรกร” โปรโมทสารพัดข้อดีว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากนโยบายรัฐบาลเพื่อไทย อาทิ ซื้อปัจจัยการผลิตราคาถูก เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพร้อมกับสัญญาว่าจะเทงบประมาณนับแสนล้านบาทรวมกว่าร้อยโครงการเพื่อมาพัฒนากลุ่มจังหวัดพื้นที่อีสานใต้ให้มีศักยภาพเทียบเท่ากับภูมิภาคอื่นๆ

แต่อีสานใต้เป็นฐานที่มั่นสำคัญไม่มีใครกล้าลองของ เนวิน ขนาดในยุค “ยิ่งลักษณ์” ตั้งเป้าจะตระเวน ครม.สัญจร หัวเมืองใหญ่ถึง 3 จังหวัดในพื้นที่อีสานใต้ เพื่อหวังปูทางโกยคะแนนเสียงให้ สส.พรรคเพื่อไทยได้เข้าไปหาเสียงและเบียดแทรก ถึงขนาดระบุพิกัด 3 จังหวัดไว้ชัดเจนว่า ยิ่งลักษณ์ จะต้องไปจัด ครม.สัญจร และ สส.เพื่อไทย ต้องเจาะไข่แดงให้ได้ นั้นคือ จ.สุรินทร์ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์ แต่ใครจะเป็น สส.ในพื้นที่อีสานใต้ไม่ใช่ของหมูๆ เพราะเป็นพื้นที่ของขาใหญ่ 2 พรรคที่คุมอยู่ คือ พรรคภูมิใจไทย นำโดย เนวิน และพรรคชาติพัฒนา นำโดย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

แต่ยุค “บิ๊กตู่” ที่เรืองอำนาจทั้งทางการเมืองและการทหาร จึงกลายเป็นเรื่องท้าทาย “บิ๊กตู่” ที่จะเข้าไปสานสัมพันธ์ทางการเมืองให้กับพรรคทหารที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงมีการจับตามองการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค.นี้ “บิ๊กตู่” ทุ่มทุนสร้างด้วยการยกคณะ ครม.ชุดใหญ่พร้อมหิ้วสารโครงการแก้จนเอาใจพี่น้องเกษตรกรอีสานใต้ เน้นการช่วยเหลือความเดือดร้อนและพัฒนาศักยภาพเชิงภูมิภาคสารพัด หมากเกมนี้หวังรุกฆาตทางการเมือง หวังชนะใจคนอีสานใต้และกลืนพื้นที่ทางการเมืองให้อยู่ใต้ชายคา คสช.เช่นเดียวกับที่ยุค “ยิ่งลักษณ์” เคยหมายมั่นปั้นมือจะทำ แต่ไม่สำเร็จ

แต่คงไม่ง่ายอย่างที่คิดที่จะดึงเนวิน มาร่วม แต่หาก คสช. ดึงพรรคภูมิใจไทยร่วมรัฐบาลล่วงหน้าได้จริงๆโดยมีจำนวน สส.อีสานใต้เก็บตุนไว้ในมือรอโหวต “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ขณะเดียวกันนับเป็นโอกาสดีที่จะสกัดคู่แข่งทางการเมือง โดยยืมมือ เนวิน บุกทะลวงฐานเสียงเพื่อโอบกินพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ที่อยู่ในอาณาเขตของพรรคเพื่อไทยให้สั่นคลอน โดยมีเนวินมาเป็นตัวช่วย ด้วยการดันหลังให้พรรคภูมิใจไทยสู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่ภาคอีสานแทนพรรคทหาร โดยมี คสช.แบ็กอัพอยู่เบื้องหลังด้านกลไกภาครัฐคอยสนับสนุน

หากจำกันได้การเลือกตั้งปี 2554 อีสานใต้ 8 จังหวัดมี สส. ราวๆ 63 คน พรรคเพื่อไทย คว้าไป 41 ที่นั่ง แต่ไม่มีจังหวัดใดที่พรรคเพื่อไทยชนะแบบกินรวบยกจังหวัด เก้าอี้ที่เหลือกระจัดกระจายให้กับพรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติพัฒนา ยิ่งเมืองหลวงใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย คือ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ไม่มีพรรคใดเจาะเข้าได้เลย จึงไม่แปลกเหตุใด “บิ๊กตู่” เลือกลงพื้นที่ไปให้กำลังใจคนสุรินทร์ และนัดพบปะพี่น้องประชาชนนับหมื่นคนที่บุรีรัมย์โดยมี เนวิน ขนมาต้อนรับด้วยตัวเองย่อมไม่ธรรมดา

กลยุทธ์ทางการเมืองของ “บิ๊กตู่” ดูเหมือนจะเหนือชั้นไม่เบา แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คงต้องคอยติดตามกันต่อไป ว่าเกมกินรวบอีสานใต้ และสกัดพรรคเพื่อไทย จะสำเร็จหรือไม่ เพราะเพิ่งเปิดเกมเท่านั้น เส้นทางศึกการเมืองครั้งนี้ยังอีกยาวไกลจนกว่าจะถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง ถึงจะรู้ “บิ๊กตู่” จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปโดยมี เนวิน เป็นแม่ทัพ รอติดตามชมอย่ากะพริบตา

‘บิ๊กตู่’ สัญจรปราสาทหิน ทุ่มพีอาร์เต็มพิกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/550419

  • วันที่ 07 พ.ค. 2561 เวลา 10:50 น.

‘บิ๊กตู่’ สัญจรปราสาทหิน ทุ่มพีอาร์เต็มพิกัด

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์

การเดินทางมาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะ เพื่อประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค. 2561 ที่ จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ดูจะถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะมิใช่แค่การจัดสรรงบให้กับโครงการต่างๆ ในการพัฒนากลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง หรืออีสานใต้

หากแต่ยังถูกจับจ้องทางการเมืองหลังจากมีการวิพากษ์วิจารณ์ ว่านี่คืออีกหนึ่งพื้นที่ยุทธศาสตร์หวังผลในการเลือกตั้งที่จะถึง

ที่สำคัญเป็นพื้นที่ที่มีนักการเมืองระดับชาติทั้งในอดีตและปัจจุบันคุมฐานเสียงอยู่ นั่นคือ เนวิน ชิดชอบประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ฉะนั้น อย่าได้แปลกใจ ไฮไลต์ของ บิ๊กตู่ในการเหยียบถิ่นเนวินบุรีจึงอยู่ที่การพบปะกับประชาชนในวันที่ 7 พ.ค.นี้ ที่ สนามช้าง อารีน่า ซึ่งเป็นสนามเหย้าของทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งเนวินและอนุทินจะมาร่วมต้อนรับด้วย โดยรูปแบบการพบปะดังกล่าวประชาชนสวมเสื้อทีมสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ในสนาม ซึ่งเต็มความจุ 3 หมื่นคน โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะรัฐมนตรีจะเดินรอบสนามทักทายประชาชน ซึ่งจะเป็นการถ่ายทอดสดออกมาอย่างยิ่งใหญ่อลังการ

หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จะไปตรวจเยี่ยมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยในการจัดการแข่งขันจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก หรือโมโตจีพี สนามที่ 15 ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดรถจักรยานยนต์เตรียมเอาไว้เผื่อ พล.อ.ประยุทธ์ หากต้องการจะทดลองขับขี่เพื่อทดสอบสนามดังกล่าวด้วย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 พ.ค. เนวินและคณะถึงกับเดินทางมาตรวจความพร้อมของสนามช้าง อารีน่า ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ความพร้อมของระบบ แสง สี เสียง รวมถึงการจัดการเรื่องประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาต้อนรับเต็มความจุของสนามโดยสั่งการด้วยตนเอง เรียกว่างานนี้ต้องจัดอย่างยิ่งใหญ่สมกับเป็นเจ้าถิ่นด้านเกมกีฬาและการเมือง

จ.สุรินทร์ ไม่น้อยหน้าจัดเตรียมการต้อนรับสุดอลังการสมกับเป็นเมืองช้าง โดยพบว่าสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ส่วนราชการ ร้านค้า หรือถนนหนทางสัญจร ได้มีประชาชน จิตอาสา และเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ต่างร่วมมือ ร่วมใจ กันทำความสะอาดปรับภูมิทัศน์เพื่อให้เกิดความสวยงาม โดยการเก็บกวาดถนนหนทางให้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย มีการปลูกต้นไม้ และตกแต่งสถานที่บ้านเรือนให้สวยงาม

ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าชาว อ.กาบเชิง และพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชาในตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ต่างรวมตัวกันฝึกซ้อมร้องเพลงคืนความสุขให้ประเทศไทยและเพลงสู้เพื่อแผ่นดิน ที่เป็นบทเพลงใหม่ล่าสุดที่นายกรัฐมนตรีแต่งขึ้น เพื่อต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะรัฐมนตรีให้ดังกระหึ่มทั้งชายแดนไทยและกัมพูชา ซึ่งคณะนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาตรวจสถานที่ก่อสร้างศุลกากรช่องจอมแห่งใหม่

เช่นเดียวกับชาวบ้าน ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านทอผ้าไหมยกทองโบราณขึ้นชื่อของจังหวัด เตรียมพร้อมต้อนรับคณะรัฐมนตรีอย่างยิ่งใหญ่ โดยจะขึงผ้าไหมที่ทอยาวที่สุดจำนวน 4 ผืน เป็นแนวหลังคาให้ยาวตลอดถนนเส้นทางที่นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมหมู่บ้านท่าสว่าง ตลอดทั้งเตรียมอาหารหวานคาวสไตล์พื้นบ้านขนานแท้ ประกอบด้วยแกงผักหวานใส่ไข่มดแดง ปลาร้าบอง ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียม ต้มจืด โดยอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ลาบหมู ไก่ย่าง ต.เพี้ยราม ตำไก่ใส่มะม่วง ผักปลอดสารพิษ รับประทานกับข้าวหอมมะลิ จ.สุรินทร์ อีกทั้งยังเตรียมผ้าไหมเพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับคณะรัฐมนตรีด้วย

บุญรวม รุ่งเรือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าสว่างอ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า หมู่บ้านทอผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่างเป็นหนึ่งในพื้นที่ตรวจราชการของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะรัฐมนตรี ในช่วงเช้าวันที่ 7 พ.ค. ซึ่งชาวบ้านท่าสว่างได้จัดเตรียมการต้อนรับนายกรัฐมนตรี โดยจะนำเสนอจุดเด่นของ จ.สุรินทร์ ด้วยการนำช้างพลายทองคำและพลายทองแท่ง ช้างแฝดคู่แรกของโลกมามอบกระเช้าต้อนรับนายกรัฐมนตรีด้วย

ทองเย็น มีพร้อม อายุ 72 ปี เจ้าของร้านจำหน่ายผ้าไหม ชื่อร้าน “แม่ทองเย็น” เลขที่ 272 ม.1 ต.ท่าสว่าง อ.เมือง กล่าวว่า ได้ซื้อผ้าไหมจากกลุ่มชาวบ้านมาจำหน่ายและจัดในร้านให้ดูเยอะจะได้สวยงาม เพื่อโชว์ให้คณะรัฐมนตรีดู ซึ่งผู้จำหน่ายผ้าไหมก็ได้ให้ความร่วมมือมอบผ้าไหมคนละผืนไปไว้ต้อนรับนายกฯ แล้วด้วย อยากให้นายกฯ เห็นผ้าไหมคุณภาพของสุรินทร์ ตนไม่เคยเห็นตัวจริงของนายกฯ เลย เห็นแต่ในทีวี ดีใจมากที่จะได้เห็นตัวเป็นๆ ถ้าท่านเดินผ่านมาหน้าร้าน ตนจะขอมัดผ้าไหมที่เอวให้ท่านเลยอีก 1 ผืน

ครั้งนี้หน่วยงานส่วนกลางและต่างจังหวัดต่างโหมประโคมข่าวให้ยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ โดยกรมประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดก็มีการจัดทำป้ายผ้าภาษาอีสาน ยินดีต้อนรับนายกฯ และคณะ แม้แต่ “เพจไทยคู่ฟ้า” ซึ่งเป็นเพจของรัฐบาล มีการนำเสนอภาพและข้อความในรูปแบบหลากหลายดึงดูดความสนใจ

ม็อบเปิดซักฟอก คสช. แผนสกัดยื้อเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/549995

  • วันที่ 03 พ.ค. 2561 เวลา 13:53 น.

ม็อบเปิดซักฟอก คสช. แผนสกัดยื้อเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ใกล้เปิดฉากการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งวันที่ 5 พ.ค. ต่อเนื่องด้วยกิจกรรมต่างๆ ลากยาวไปจนถึงวันที่ 22 พ.ค. ในโอกาสครบ 4 ปีการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเป้าหมายสำคัญคือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจน

แต่ประเมินจากเสียงตอบรับของฝ่ายต่างๆ ใน คสช.ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคง ดูจะไม่เป็นห่วงความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนกลุ่มนี้เท่าไร

เริ่มตั้งแต่ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ตัดตอนยุติประเด็นความเคลื่อนไหวด้วยการชี้แจงว่า “เราบอกไปแล้วว่าจะเลือกตั้งต้นปี 2562 ไม่มีที่ไหนทักท้วง ทุกประเทศก็พอใจ รัฐบาลนี้ไม่เคยคิดเลื่อนเลือกตั้ง

“ชุมนุมไปก็ไม่ค่อยได้อะไรขึ้นมา เพราะรัฐบาลนี้เอาทุกประเด็นมาแก้ปัญหาอยู่แล้ว การเลือกตั้งเป็นกระบวนการประชาธิปไตย แต่ต้องคิดดูว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะทำอย่างไรให้ได้ประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล สังคมไทยต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีการเลือกตั้ง หลักการในการเลือกคนเป็น สส.”

พร้อมตอกกลับด้วยการตั้งข้อสังเกตว่า ทราบอยู่แล้วว่าจะเลือกตั้งกันต้นปีหน้าแล้วยังมีการเคลื่อนไหวอีก ต้องไปดูคนที่เคลื่อนไหวเป็นคนกลุ่มเดิมหรือคนกลุ่มใหม่ มีการสนับสนุนจากใคร สอดคล้องกับที่นักการเมือง หรือพรรคการเมืองออกมาพูดหรือไม่

ไม่ต่างจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ​ และ รมว.กลาโหม ที่ระบุว่า ไม่กังวลกับการชุมนุม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเตรียมพร้อม​และเชื่อว่าการชุมนุมคงไม่ยืดเยื้อ

เช่นเดียวกับ พ​ล.ต.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่ระบุว่า ยังไม่พบกระแสข่าวการขนคนจากต่างจังหวัดเข้ามาร่วมชุมนุม โดยเป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ทาง กอ.รมน.มีหน้าที่ติดตามข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ประชาชนต้องทราบว่ากฎหมายใดที่สามารถทำได้หรือไม่ได้

ชัดเจนว่าสิ่งที่ทำให้ คสช.​ ตลอดจนหน่วยงานด้านความมั่นคงไม่กังวลกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเป็นเพราะกฎระเบียบที่ล็อกให้การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในข้อจำกัด

ทั้ง พ.ร.บ.การชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ ตลอดจนคำสั่ง คสช.เรื่องการห้ามการชุมนุมทางการเมือง ที่ล้วนแต่จะตัดกำลังการชุมนุมไม่ให้มีพลังพอที่จะสั่นคลอนเสถียรภาพของ คสช. ยิ่งในวันที่ คสช.ยืนยันแต่เพียงว่าจะมีการเลือกตั้งต้นปี 2562 ตามโรดแมป

ปัญหาอยู่ที่สิ่งที่ คสช.​ยืนยันนั้นไม่อาจยึดถือ หรือนำมาเป็นหลักประกันใดๆ ได้ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงในเดือน ก.พ.​ 2562  อย่างที่ควรจะเป็น เพราะบทเรียนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์เลื่อนการเลือกตั้งหลายรอบด้วยหลายเหตุปัจจัยจนยากจะเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเดินไปตามโรดแมปอย่างที่เคยประกาศ

ยิ่งในวันที่เส้นทางเลือกตั้งตอนนี้ยังดูคลุมเครือไร้ทิศทางและความชัดเจน โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ​สองฉบับสุดท้าย ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.​และร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ดังนั้นในกรณีที่หากศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญ ย่อมนำไปสู่การแก้ไขที่จะต้องทำให้การเลื่อนเลือกตั้งที่เคยเลื่อนมาหลายรอบต้องเลื่อนออกไปอีก อีกทั้งทาง คสช.​ยังสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบโยนให้เป็นเรื่องของกระบวนการไม่เกี่ยวกับ คสช.แต่อย่างไร

นัยสำคัญของการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งครั้งนี้ จึงอยู่ที่ความต้องการหลักประกันว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นชัดเจนไม่มีเหตุให้ต้องเลื่อนออกไป ด้วยการสร้างแรงกดดันจากสังคม

ไฮไลต์สำคัญของการชุมนุมครั้งนี้อยู่ที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ​คสช. นอกสภาซึ่ง จ่านิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะเปิดเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ คสช. เพราะที่ผ่านมา 4 ปี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช. ไม่เคยทำหน้าที่นี้

เมื่อรู้อยู่แล้วว่า คสช.คงไม่อาจสร้างหลักประกันเรื่องวันเลือกตั้งได้มากไปกว่าที่เป็นอยู่ แถมยังมีกฎระเบียบที่ควบคุมการเคลื่อนไหวการชุมนุมของประชาชน การเปิดเวทีซักฟอกจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่เหลืออยู่

ต้องยอมรับว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาคนในรัฐบาล คสช.เข้าไปพัวพันกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายเรื่อง แต่ด้วยไม่มีสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลทำให้หลายเรื่องไม่ถูกพูดถึง

การซักฟอก คสช.นำข้อมูลออกมาให้ประชาชนได้รับรู้ย่อมสร้างแรงเสียดทานให้ คสช.ระมัดระวังการใช้อำนาจตลอดจนการบริหารในช่วงเวลาที่เหลือมากขึ้น

ตลอดจนทำให้การตัดสินใจคิดจะสืบทอดอำนาจไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิดแต่เรื่องการดูดอดีต สส.โดยไม่สนใจเรื่องการปฏิรูปวางบรรทัดฐานทางการเมืองที่ดีอีกต่อไป ​​​​

ยิ่งหากข้อมูลในมือกลุ่มคนเลือกตั้งที่จะออกมาอภิปรายไม่ไว้วางใจมีน้ำหนัก หลักฐานชัดเจน ย่อมจะฉุดคะแนนนิยมและความเชื่อมั่นให้ลดน้อยถอยลงไปมากกว่าเดิม หลังจากถูกมรสุมรุมเร้าอย่างหนักในช่วงเวลาที่ผ่านมาจนสะบักสะบอม

เมื่อถึงวันนั้นหาก คสช.คิดจะยื้อเลือกตั้งออกไปอีกยิ่งจะไม่เป็นผลดีและอาจทำให้การก้าวลงจากอำนาจไม่เป็นอย่างที่คิด

กองทัพเลือกข้าง เกมบีบ สส.ย้ายค่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/549856

  • วันที่ 02 พ.ค. 2561 เวลา 09:30 น.

กองทัพเลือกข้าง เกมบีบ สส.ย้ายค่าย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เดือน พ.ค.เป็นอีกเดือนที่การเมืองน่าจะมีความเข้มข้น เพราะเป็นช่วงเวลาที่ครบรอบ 4 ปี ของการรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อต่อต้านและกดดันให้ คสช.เร่งจัดการเลือกตั้งและคืนอำนาจให้กับประชาชน

แต่ท่ามกลางกระแสต่อต้าน คสช.ปรากฏว่า คสช.เองก็เดินเกมการเมืองอย่างเข้มข้นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการพยายามทาบทามให้อดีต สส.มาอยู่กับ คสช.หรือไม่ก็ให้ออกจากพรรคที่ตนเองสังกัด ไม่ว่าจะเป็นกรณีของพรรคพลังชลและกลุ่มสะสมทรัพย์ในพรรคเพื่อไทย หรือจะเป็นกรณีของอดีต สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เริ่มตีตัวออกห่าง

การขยับตัวของ คสช.ในเรื่องนี้ สร้างความปวดหัวให้กับพรรคการเมืองพอสมควร ถึงขั้นต้องออกมารบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ผ่านสื่อมวลชนไม่เว้นแต่ละวัน เนื่องจากภาวะสมองไหลที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองนั้นจะมีผลต่อการเลือกตั้งในระยะยาว โดยต้องไม่ลืมว่าระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทำให้พรรคการเมืองจำเป็นต้องรั้งอดีต สส.น้ำดีของพรรคเอาไว้ให้มากที่สุด

ทั้งนี้ หากจะหาเหตุผลที่ทำให้นักเลือกตั้งปันใจจากพรรคการเมืองมาร่วมมือกับทหารคงหนีไม่พ้นการแสวงหาความมั่นคงในทางการเมือง เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมานี้ ฝ่ายการเมืองมีส่วนสำคัญอันเป็นเงื่อนไขของการสร้างความขัดแย้งทางการเมือง จึงเป็นโอกาสที่ดีที่บรรดานักเลือกตั้งจะได้ออกมาชุบตัว เพื่อกลับสู่สนามการเมืองอีกครั้ง

ประกอบกับเวลานี้ทหารกำลังมีอิทธิพลและทรงอำนาจทางการเมือง เนื่องจากทหารกำลังมีความเป็นปึกแผ่นและปราศจากการแทรกแซงของนักการเมืองมาเป็นเวลานาน ยิ่งทำให้ทหารมีสถานะเป็นเอกเทศมากขึ้น จึงไม่แปลกที่ทหารจะเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญของการเมือง ด้วยสภาพความเข้มแข็งของทหารที่เกิดขึ้น นักการเมืองเลยเลือกที่จะผูกมิตรกับทหารเป็นการชั่วคราว

การมีอิทธิพลในทางการเมืองของกองทัพนั้นไม่ได้เพียงแต่แสดงออกผ่านสาธารณะเท่านั้น แต่ยังแสดงออกผ่านตัวบทกฎหมายด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เปิดโอกาสให้ คสช.เข้ามาทำหน้าที่เลือกบุคคลเข้ามาทำหน้าที่เป็น สว. จำนวน 250 คน ในช่วง 5 ปีแรก ขณะเดียวกันวุฒิสภาชุดแรกของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะเข้ามาเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย

โดย สว.ทั้ง 250 คน จะมีส่วนในการร่วมลงมติเลือกว่าจะให้ใครเป็นนายกฯ เรียกได้ว่า สว. จำนวน 250 คน ไม่ต่างอะไรกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่พรรคการเมืองหนึ่ง ถ้าเทเสียงไปให้ข้างไหนข้างนั้นจะขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศทันที

ไม่เพียงเท่านี้ วุฒิสภาที่มาจากการเลือกของ คสช.จะเข้ามามีบทบาทตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเข้มข้นด้วยไม่ว่าจะเป็นการติดตามการปฏิรูปประเทศหรือการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถ้ารัฐบาลไหนไม่เดินตามแผนนี้จะถูกตรวจสอบในข้อหาการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้

ขณะเดียวกัน ล่าสุดกองทัพได้ประกาศเลือกข้างชัดเจนแล้วว่าจะอยู่เคียงข้างกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ท่าทีดังกล่าวแสดงออกโดย พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ภายหลังผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงบทบาทของกองทัพต่อกรณีที่นายกฯ มีท่าทีจะเล่นการเมืองไว้อย่างน่าสนใจ

“แน่นอนทางกองทัพก็ยังเป็นเครื่องมือของรัฐบาลอยู่แล้ว การสนับสนุนรัฐบาลเป็นหน้าที่หลักของกองทัพ ส่วนที่ฝ่ายการเมืองมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือในการหาเสียงนั้น คิดว่าแล้วแต่คนมอง ซึ่งปกติตั้งแต่ดำเนินการมาก็ทำอย่างนี้มาโดยตลอด ส่วนใครจะคิดอย่างไร เป็นเรื่องมุมมองของแต่ละคน”

ท่าทีของผู้บัญชาการกองทัพไทย แม้จะไม่ได้บอกว่าเป็นการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ โดยตรง แต่การส่งสัญญาณลักษณะนี้ ย่อมมีผลต่อการตัดสินใจทางการเมืองของนักเลือกตั้งไม่มากก็น้อย

ธรรมชาติของนักการเมืองต้องการอยู่ในตำแหน่งให้ครบตามอายุของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสร้างฐานเสียงและอิทธิพลทางการเมือง แต่กระนั้นจะไม่มีทางไปถึงจุดหมายได้เลย หากยังอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกองทัพ

เมื่อเป็นเช่นนี้ การเลือกอยู่ข้างเดียวกับกองทัพจึงเป็นโซนปลอดภัยของนักการเมืองในเวลานี้ การดันทุรังรบกับทหารต่อไป เพราะ ณ วินาทีนี้เป็นเรื่องยากที่นักการเมืองจะรบชนะกองทัพ

เมื่อทั้งกติกาและท่าทีของกองทัพต่างเป็นใจให้กับ คสช.ในการกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ทีนี้ก็เหลือเพียงแต่ คสช.เองจะสร้างคะแนนนิยมเพื่อมัดใจประชาชนได้อย่างไรเท่านั้น