แผน “ดูด” คสช. เปิดแผลเพิ่มแรงเสียดทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/549683

  • วันที่ 01 พ.ค. 2561 เวลา 09:53 น.

แผน "ดูด" คสช. เปิดแผลเพิ่มแรงเสียดทาน

เป้าใหญ่ที่จะถูกถล่มอย่างหนัก ก็คือ จุดยืนกับการยอมกลืนน้ำลาย “ดูด” คนการเมืองที่ก่อนหน้านี้ คสช.ตีตราว่าเป็นจำเลยที่สร้างปัญหาทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา

********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิบัติการ “ดูด” ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สอดรับกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จากที่เคยออกมาตอบโต้ก่อนหน้านี้ว่า “ฉันไม่ใช่เครื่องดูดฝุ่น วิพากษ์วิจารณ์ไปสิ ฉันไม่สนใจอยู่แล้ว ทำงานอย่างเดียวไม่เกี่ยวกัน”

ล่าสุดกลับมีท่าทีเปลี่ยนแปลงไป โดยออกมาชี้แจงว่า “การดูดกันก็มีทุกพรรคการเมืองมายาวนานแล้ว เป็นครรลองของประชาธิปไตยของไทยตลอดมา หลายคนอาจจะอ้างว่าทำด้วยอุดมการณ์ ด้วยนโยบาย เพื่อชาติและประชาชน คำว่า ดูด สส. คงเป็นภาษาของสื่อฯ เป็นการตลาด”​

เพิ่มเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงขึ้นกับการกระทำที่กำลังนำพาการเมืองย้อนกลับไปสู่สภาพที่เป็นมาในอดีต สวนทางกลับภารกิจการปฏิรูปที่เคยประกาศว่าจะแก้ปัญหาที่หมักหมมมายาวนาน และพาสังคมก้าวพ้นจากวังวนปัญหา เดินหน้าไปข้างหน้าให้ได้

แถมยังทำให้ทุกอย่างที่ คสช.พยายามเดินหน้ามาทั้งหมด ถูกมองว่าเป็นเส้นทางสู่การสืบทอดอำนาจเสียมากกว่าการปฏิรูปที่ควรจะเป็น อันจะนำไปสู่แรงเสียดทานที่ย้อนกลับมายัง คสช.อย่างรุนแรงในอนาคต

ลำพังด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือของ คสช.เวลานี้ ย่อมถูกมองว่าสร้างความได้เปรียบอย่างมาก หากคนในรัฐบาล คสช.จะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาโดยส่งคนลงสนามเลือกตั้ง ทั้งอำนาจทางตรง ทางอ้อม ที่ควบคุม ทั้งกลไกข้าราชการ แถมยังมีเม็ดเงินที่กระจายผ่านโครงการต่างๆ ลงไปยังพื้นที่

ยังไม่รวมกับคำสั่ง คสช.ที่กดไม่ให้พรรคการเมืองและกลุ่มต่างๆ ได้ขยับทำกิจกรรม หรือแสดงความคิดความเห็นตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จนฐานคะแนนในแต่ละพื้นที่เริ่มอ่อนแรง

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ คสช.​ปลดล็อกคำสั่งให้กลุ่มการเมืองกลับมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรม รวมทั้งแสดงความคิดเห็นได้เมื่อไหร่ ​นั่นย่อมทำให้แรงกดดันที่อัดอั้นมานานปะทุขึ้น

เริ่มตั้งแต่กลไกพิเศษที่แทรกเข้ามาในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญปี 2560 เกี่ยวกับกลไก สว. 250 เสียง ซึ่ง คสช.​เป็นผู้คัดเลือก และจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรี

ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นน่าจะอยู่ตรงที่การเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในจำนวน 1 ใน 3 รายชื่อ ที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะเสนอ ซึ่งจะอาศัยเพียงแค่เสียง สส.​อีกแค่ 126 เสียง เมื่อรวม กับ 250 เสียงของ สว.​ก็จะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของเสียงรัฐสภาทั้งหมด 750 เสียง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป

ยิ่งหากเทียบเคียงกับเส้นทางนายกรัฐมนตรีคนนอกที่ต้องใช้มติ 2 ใน 3 ของรัฐสภา คือ 500 เสียง จาก 750 เสียง เพื่อปลดล็อก ซึ่งหมายความว่า คสช.จะต้องหาเสียงอีก 250 เสียง เพื่อไปรวมกับเสียง สว.ให้ได้ 500 เสียง ซึ่งยากกว่าวิธีแรก

ปัญหาอยู่ที่การระดมเสียง 126 เสียง จากพรรคการเมืองที่ประกาศตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี อาจไม่เพียงพอในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องต่อสายสร้างสัมพันธ์กับพรรคการเมืองทั้งขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลอดจนมุ้งต่างๆ ในพรรคใหญ่

ดังจะเห็นจากการดึงกลุ่มอดีต สส.กทม.ของประชาธิปัตย์ ทั้ง สกลธี ภัททิยกุล ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ที่เคยเข้าพบ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่สกลธีจะได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในเวลาต่อมา

ตอกย้ำข้อครหาเรื่องการดูดโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่ให้รุนแรงมากขึ้น จากก่อนหน้านี้ทางกลุ่มของพรรคพลังชล ทั้ง ​สนธยา คุณปลื้ม​ ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอิทธิพล คุณปลื้ม เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

สอดรับกับการเดินสายพบปะกลุ่มการเมืองของคนใน คสช.อย่างตระกูลสะสมทรัพย์ เจ้าของพื้นที่ จ.นครปฐม ตลอดจนยังไม่รวมกับการเตรียมจัด ครม.สัญจร ที่ จ.บุรีรัมย์ ถิ่นของ เนวิน ชิดชอบ ฐานที่มั่นของพรรคภูมิใจไทย

ยังไม่รวมกับการต่อสายไปยังกลุ่มการเมืองอื่นๆ ทั้งกลุ่มมัชฌิมา ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน หรือ กลุ่มสระบุรี ของ ตระกูลอดิเรกสาร ที่ทำให้เป้า 126 เสียง ดูจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ทว่า สิ่งที่ คสช.ต้องยอมแลกมา คือ แรงกดดันที่จะหนักหน่วงขึ้นในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่เปิดให้พรรคการเมืองหาเสียงได้อย่างอิสระ เพราะนอกจากจะถูกรุมถล่มจาก 2 พรรคใหญ่ ถึงการบริหารงานอันล้มเหลวตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จนไม่อาจไว้วางใจให้กลับมาบริหารต่ออีก 4 ข้างหน้าแล้ว

ให้มาร่วมเป็นนั่งร้านค้ำยันรัฐบาล คสช.ในวันข้างหน้า

องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นการกระทำที่ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และย้ำว่าการดูด​เพื่อสืบทอดอำนาจไม่ใช่การเมืองแบบใหม่อย่างที่นายกฯ เคยพูดไว้ แต่เป็นการเมืองแบบเก่าย้อนยุคเหมือนในอดีตที่ทหารยึดอำนาจด้วยการปฏิวัติรัฐประหารแล้วต้องการสืบทอดอำนาจด้วยการก่อตั้งพรรคการเมืองดูด สส.มาหนุนตนเองให้เป็นใหญ่ต่อไป

ยังไม่รวมกับประเด็นเรื่องการที่ต้องย้อนกลับมาตอบแทนกลุ่มก๊วนการเมืองที่ร่วมสนับสนุนรัฐบาลในอนาคตข้างหน้าที่จะนำการเมืองย้อนกลับไปสู่วังวนที่เลวร้ายเหมือนที่เคยเป็นมา

ทั้งหมดย่อมลบล้างสิ่งที่เคยประกาศว่าจะทำเพื่อชาติเพื่อสังคม ​เมื่อสุดท้ายทุกอย่างสะท้อนให้เห็นว่าเป็นไปเพื่อการสืบทอดอำนาจเสียมากกว่า

“ดูด” เพื่อชาติ สืบทอดอำนาจคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/549601

  • วันที่ 30 เม.ย. 2561 เวลา 10:19 น.

"ดูด" เพื่อชาติ สืบทอดอำนาจคสช.

สาเหตุที่ต้องบอกว่าสถานการณ์เข้าตาจน เนื่องจากกติกาของการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดเป็นตัวบีบให้ คสช.ต้องทำแบบนั้น

***************************

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางสถานการณ์ที่พรรค การเมืองกำลังปวดหัวกับกติกาการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ประกอบกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 ทั้งในเรื่องการให้สมาชิกพรรคมาทำการยืนยันสถานะความเป็นสมาชิก และเรื่องอื่นๆ ปรากฏว่าบรรดาผู้มีอำนาจของ คสช.ต่างโชว์พลังดูดอดีตนักการเมืองที่ คสช.เคยบอกว่าไม่ดีเข้ามาอยู่ภายใต้สังกัดตัวเองอย่างสะดวกมือ

ปฏิบัติการ คสช.เรียกได้ว่าแตกต่างไปจากวิถีของนักการเมืองพอสมควร เพราะโดยปกติแล้วในทางการเมืองจะช็อปอดีต สส.เป็นรายเขตหรือเป็นรายบุคคล แต่กับกรณีของ คสช.พบว่ากำลังทยอยหยิบนักการเมืองใส่ตะกร้าทีละภูมิภาค

ดังจะเห็นได้จากกรณีของพรรคพลังชลที่บรรดาผู้นำหัวขบวนของพรรคที่เข้าไปมีตำแหน่งในรัฐบาลกันแล้ว ซึ่งเป็นการประกาศชัดเจนว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคพลังชลจะยืนอยู่เคียงข้างกับ คสช.แน่นอน การดูพรรคพลังชลเข้าค่ายทหารทำให้การเมืองในภูมิภาคตะวันออกเกิดแรงเขย่าไม่น้อย จนเกิดกระแสข่าวอาจมีอดีต สส.ของบางพรรคเข้ามาร่วมกับ คสช.ในอนาคตด้วย

จากภาคตะวันออก คสช.กำลังจะคืบคลานไปสู่ภาคอีสาน แต่การจะเดินเกมดูด สส.ในภาคอีสานนั้นไม่ได้ทำได้ง่าย เพราะเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยผูกขาดเสียเป็นส่วนใหญ่มาเป็นเวลานาน ดังนั้น การหยิบ สส.ใส่ตะกร้าก็ต้องเริ่มจากพื้นที่ที่ไม่ใช่ของพรรคเพื่อไทยก่อนเป็นประการแรก

ด้วยเหตุนี้เองการลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรในเดือนหน้าที่ จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ จึงมีความหมายทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าพื้นที่บุรีรัมย์และสุรินทร์บางส่วนเป็นของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ซึ่งบุรุษผู้มากบารมีในพรรคทั้งสองคนนี้ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับ คสช.โดยตรง ในทางกลับกันกลับมีความสัมพันธ์ทางการเมืองและเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มทุนที่พร้อมสนับสนุนพอสมควร

ดังนั้น หากทหารและพรรคภูมิใจไทยจะจับมือร่วมกันเป็นพันธมิตรทางการเมืองก็คงไม่แปลกนัก เพราะพื้นที่ในภาคอีสานใต้เวลานี้ แม้พรรคเพื่อไทยจะกุมเสียงข้างมากอยู่ แต่ถ้าสามารถสร้างฐานบุรีรัมย์และสุรินทร์ให้แข็งแรงได้ผนวกกับการใช้อำนาจทางการเมืองผสมลงไป โอกาสที่จะแผ่ขยายอิทธิพลให้กว้างขวางมากขึ้นก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน อันเป็นโมเดลที่พรรคเพื่อไทยเคยใช้มาก่อน

เมื่อเริ่มเขย่าภาคอีสานบางส่วนได้แล้ว พื้นที่ต่อไปก็คงหนีไม่พ้นภาคเหนือ ซึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญที่ฝ่าย คสช.จะใช้คงหนีไม่พ้นการอัดงบประมาณลงไปในพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อดึงดูดให้อดีต สส.มาร่วมกับ คสช.ให้มากที่สุด

การเดินเกมดูดของ คสช.ตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับการกลืนน้ำลายตัวเองที่เคยบอกว่าไม่ชอบวิถีของนักการเมือง แต่เมื่อสถานการณ์เข้าตาจน ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ คสช.ก็ต้องใช้วิธีดูดเพื่อชาติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองเช่นกัน

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ออกแบบการเลือกตั้งให้ใช้ “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม”แม้จำนวน สส.จะมี 500 คน และแบ่งเป็น สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและ สส.ระบบบัญชีรายชื่อตามเดิม แต่วิธีการเลือกตั้งและการคำนวณคะแนนเพื่อหาจำนวน สส.กลับเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง

ระบบจัดสรรปันส่วนผสม กำหนดให้การเลือกตั้งใช้บัตรเลือกตั้งแบบ สส.แบ่งเขตเพียงใบเดียว จากเดิมที่บัตรเลือกตั้งจะมีสองใบ นอกจากนี้ การคำนวณคะแนนเลือกตั้งเพื่อหาจำนวน สส.แบบใหม่นั้นก็ใช้คะแนนจาก สส.เขตเท่านั้น เท่ากับว่าการได้มาซึ่ง สส.เขตและบัญชีรายชื่อจะมาจากคะแนนเลือกตั้งของ สส.ระบบแบ่งเขตเพียงอย่างเดียว

เมื่อระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนไปเช่นนี้ การจะได้ สส.เข้าสภา จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยกระแสและความนิยมของผู้สมัคร สส.เขตที่มีอยู่ในพื้นที่พอสมควร เรียกได้ว่าผู้สมัคร สส.เขตจะต้องเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ เพราะในทางกลับกัน ถ้าส่งคนที่ไม่มีพื้นเพเป็นทุนเดิม โอกาสที่จะแพ้ทั้ง สส.แบบแบ่งเขตและชวดที่จะได้จำนวน สส.บัญชีรายชื่อก็มีความเป็นไปได้สูง

บรรดาพรรคการเมืองในปัจจุบันก็ต่างรับรู้ถึงหมากเกมนี้ของ คสช.เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกที่ออกมาฟาดงวงฟาดงาถล่ม คสช.ว่ากำลังตกปลาในบ่อเพื่อน

ในมุม คสช.เอง ต่างไม่มีทางเลือกเช่นกัน ครั้นจะให้ตั้งพรรคเพื่อสืบทอดอำนาจโดยปราศจากนักการเมืองหน้าเดิมๆ คงเป็นเรื่องยากที่ คสช.จะกลับมามีอำนาจตามระบบ เพราะรู้ตัวดีว่าอาศัยแต่บารมีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.หรือนายทหารมากบารมีเพียงไม่กี่คนอย่างเดียว ย่อมไม่มีทางไปถึงเป้าหมายได้

เป้าหมายของ คสช. คือ การสืบทอดอำนาจเพื่อเดินหน้าสานงานของตัวเองต่อให้จบ ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 4-5 ปี โดยตอนนี้ตัวเองได้เปรียบเหนือทุกพรรคทั้งในแง่กติกาและอำนาจทางการเมือง เหลือเพียงแต่การนำมาปะติดปะต่อให้เกิดเป็นรูปธรรมผ่านการเลือกตั้งเท่านั้น

ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมที่เห็นและเป็นอยู่ คสช.จึงต้องดูดเพื่อชาติ เพื่อเป้าหมายของการสืบทอดอำนาจและทำภารกิจให้ลุล่วง แม้จะถูกมองว่าเป็นคนเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงก็ตาม

สัญจรปราสาทหิน คสช.ลุยสร้างพันธมิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/549312

  • วันที่ 27 เม.ย. 2561 เวลา 18:26 น.

สัญจรปราสาทหิน คสช.ลุยสร้างพันธมิตร

การสร้างพันมิตรตั้งแต่เวลานี้จึงมีความสำคัญ ที่แม้คนเกลียดนักการเมืองอย่าง คสช.ยังต้องยอมกลืนน้ำลายเดินตามเกม

***************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ในแง่การบริหารราชการแผ่นดิน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยังไม่มีอะไรโดดเด่นมากนัก แต่สำหรับการเดินเกมการเมืองแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า คสช.กำลังคุมอำนาจไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

เริ่มตั้งแต่กติกาของการเลือกตั้งและองค์กรอิสระ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช.ได้ลงมือแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ที่สร้างความได้เปรียบให้กับ คสช.พอสมควร

ประเด็นที่เห็นได้ชัดเจน คือ การให้กระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.ในวาระเริ่มแรก 5 ปี มาจากการเสนอชื่อขององค์กรนิติบุคคลควบคู่ไปกับการสมัคร สว.โดยอิสระ จากเดิมที่กำหนดให้ผู้สมัครสามารถสมัครเป็น สว.ได้อย่างมีอิสระเพียงทางเดียว ซึ่งการให้ สว.มาจากสองทางนั้นเอื้อประโยชน์ให้กับ คสช.ไม่น้อย เนื่องจาก คสช.จะเป็นผู้เลือก สว.ในขั้นตอนสุดท้าย จึงเป็นผลดีต่อ คสช.อย่างชัดเจน

เช่นเดียวกับ “องค์กรอิสระ” สนช.แก้ไขปรับแต่งจนทำให้กรรมการองค์กรอิสระบางคนที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าภายใต้รัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นได้มอบอำนาจให้กับองค์กรอิสระมากกว่าทุกครั้ง ดังนั้น กรรมการองค์กรอิสระยังคงเป็นหน้าเดิม ย่อมเป็นคุณกับ คสช.

เมื่อคุมกติกาได้แล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่เพียงการเดินกลยุทธ์ทางการเมือง หากทำได้ดังที่คิด การสืบทอดอำนาจก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อมแต่อย่างใด

คสช.รู้ถึงตรรกะและเหตุผลของเรื่องนี้เป็นอย่างนี้ จึงเป็นที่มาของการสร้างพันธมิตรทางการเมืองกับนักการเมืองอย่างที่กำลังมีเคลื่อนไหวอยู่ในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้พรรคพลังชลรวมไปถึงกลุ่มสะสมทรัพย์ของพรรคเพื่อไทยได้เริ่มปันใจให้กับ คสช.ไปพอสมควร โดยเฉพาะในกรณีของพรรคพลังชลที่รัฐบาลให้ตำแหน่งในรัฐบาลเป็นการตอบแทน

คสช.พยายามเดินหน้าสร้างพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมยกคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปประชุม ครม.สัญจรที่ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้นับว่ามีนัยทางการเมืองไม่น้อย เพราะเป็นพื้นที่ทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ “เนวิน ชิดชอบ” และ“อนุทิน ชาญวีรกูล”

ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับ คสช. เมื่อเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ในทางกลับกันพรรคภูมิใจไทยจะมีความสำคัญอย่างมากกับ คสช. หาก คสช.คิดจะตั้งพรรคการเมืองและปักหมุดในพื้นที่ภาคอีสานให้ได้

การเลือกตั้ง สส.ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 พรรคภูมิใจไทยได้ สส.ในพื้นที่ภาคอีสานไปทั้งสิ้น 13 คน จากทั้งหมด 126 คน แม้ในด้านของผลแพ้ชนะจากจำนวนเก้าอี้ สส.จะห่างกับเบอร์หนึ่งอย่างพรรคเพื่อไทยพอสมควร แต่ถ้ามองลึกเข้าไปจะพบว่าในหลายพื้นที่ที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้รับชัยชนะนั้น ก็สามารถเข้าป้ายมาเป็นอันดับสองเช่นกัน

การสามารถเป็นอันดับสองได้มีความสำคัญต่อระบบการเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” อยู่ไม่น้อย เพราะสามารถเอาคะแนนลำดับสองไปเป็นฐานในการคำนวณเพื่อเพิ่มจำนวน สส.บัญชีรายชื่อได้

เมื่อความสำคัญของพรรคอันดับสองในภาคอีสานมีความสำคัญเช่นนี้ จะเห็นได้ว่านโยบายของรัฐบาลจึงเริ่มเทใจให้กับการพัฒนาบุรีรัมย์เป็นพิเศษ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาให้เป็นจังหวัดแห่งการกีฬา ภายหลังบุรีรัมย์มีสนามบอลมาตรฐานระดับเอเชีย และ สนามแข่งขันกีฬาความเร็วระดับโลก ซึ่งในกรณีหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะไปดูความพร้อมการจัดแข่งขันโมโตจีพี ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ด้วย

“ในฐานะคนพื้นที่ต้องต้อนรับ ครม.และนายกฯ และต้องให้ความร่วมมือนำปัญหาของประชาชนไปเสนอ อย่ากังวลหรือโยงเป็นประเด็นการเมือง ส่วนที่คนของพรรคอาจถูกทาบทามไปร่วมงานรัฐบาลนั้น ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครกล้าดึงคนของพรรคไปแน่” อนุทิน ระบุถึงการมาบุรีรัมย์ของนายกฯ

อย่างไรก็ดี รูปการเดินเกมของ คสช.กับพื้นที่ในภาคอีสานคงไม่อาจใช้โมเดล “ดูด” เหมือนกับพื้นที่อื่นๆ ได้ เพราะการทำเช่นนั้น โอกาสที่จะไม่สามารถปักธงในพื้นที่มีสูง แต่ต้องใช้รูปแบบการสร้างพันธมิตรแทน

โดยไม่ได้เป็นการดูดมาเข้าค่ายทหารโดยตรง แต่เป็นการจับมือด้วยวิธีแยกกันเดินร่วมกันตีเพื่อสู้กับพรรคเพื่อไทยเจ้าของพื้นที่ในปัจจุบัน และเมื่อได้ตัวเลข สส.เป็นที่น่าพอใจแล้วค่อยมาจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาล เรียกได้ว่าเป็นสงครามตัวแทนในภาคอีสานก็ว่าได้

การสร้างพันธมิตรครั้งนี้ แน่นอนว่าทั้ง คสช.และพรรคภูมิใจไทยยังไม่อาจโค่นพรรคเพื่อไทยลงได้อย่างราบคาบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อีกทั้งภูมิศาสตร์และกติกาทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร จากที่เคยแพ้ขาดลอยก็อาจแพ้แบบสมศักดิ์ศรี หรือ จากที่เคยแพ้แบบฉิวเฉียดก็ย่อมมีโอกาสกลับมาชนะได้

พรรคเก่าวิ่งขาขวิด พรรคทหารดีดนิ้วสบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/549162

  • วันที่ 26 เม.ย. 2561 เวลา 12:42 น.

พรรคเก่าวิ่งขาขวิด พรรคทหารดีดนิ้วสบาย

ชั่วโมงนี้การอยู่กับทหาร ย่อมเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับตัวเอง เพราะหากยังฝืนอยู่กับฝ่ายการเมืองแบบเต็มตัวต่อไป คงเป็นไปได้ยากที่จะยืนอยู่ในการเมืองได้อย่างมั่นคง

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้เวลานี้จะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาของการเลือกตั้ง แต่ปี่กลองการเมืองได้เริ่มดังแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 เรื่อง การดําเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

วันที่ 1 มี.ค.ที่ว่านั้น คือ วันที่ให้ผู้ที่ประสงค์จะจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ไปแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเวลานี้ก็มีหลายพรรคการเมืองที่ กกต.ทยอยรับรองให้ใช้ชื่อที่ตนเองประสงค์เป็นชื่อของพรรคการเมืองได้แล้ว เพียงแต่ยังไม่สามารถประชุมพรรคการเมืองเพื่อทำกิจกรรมได้อย่างเต็มตัว เพราะต้องขอความยินยอมจาก คสช.ก่อน

ไม่เพียงแต่วันที่ 1 มี.ค.ที่เสียงปี่กลองจะดังเท่านั้น เพราะเมื่อเวลาก้าวเข้าสู่วันที่ 1 เม.ย. เสียงมโหรีปี่พาทย์ดังขึ้นไม่แพ้กัน เนื่องจากเป็นวันที่ให้พรรคการเมืองที่มีสถานะตามกฎหมายปัจจุบันต้องเปิดให้สมาชิกพรรคของตนเองมาแสดงตัวต่อหัวหน้าพรรคเพื่อยืนยันความเป็นสมาชิกพรรคต่อไป โดยมีกำหนดเวลา 30 วัน หากสมาชิกพรรคคนใดไม่ได้ดำเนินการตามนี้จะมีผลให้สมาชิกผู้นั้นสิ้นสภาพความเป็นสมาชิกพรรคดังกล่าวทันที

ณ เวลานี้ กรอบเวลา 30 วันใกล้จะครบกำหนดแล้ว ซึ่งมีแนวโน้มว่าพรรคการเมืองเก่าแต่ละพรรคดูเหมือนจะยอมรับสภาพกันหมดแล้วว่าอาจได้สมาชิกพรรคกลับมาไม่เท่าเดิม ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย หรือแม้แต่พรรคชาติไทยพัฒนา

ปัญหานี้สร้างความหนักอกให้กับพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุด เนื่องจากเป็นพรรคที่มีสมาชิกหลักล้านคน ต่างกับพรรคการเมืองอื่นที่มีสมาชิกพรรคในจำนวนหลักหมื่นหรือหลักแสนต้นๆ เท่านั้น

ไม่เพียงแต่การได้สมาชิกเก่ากลับมาไม่เหมือนเดิมแล้ว ดีไม่ดีบรรดาพรรคการเมืองปัจจุบันอาจถูกตามเช็กบิลย้อนหลังด้วย

กล่าวคือ ถ้าสิ้นสุดระยะเวลา 30 วันของการแสดงตนของสมาชิกพรรค และพบว่ามีตัวเลขสมาชิกที่มาแสดงตนน้อยกว่าจำนวนตัวเลขสมาชิกที่พรรคเคยมีอยู่เดิม ย่อมจะเป็นประเด็นได้ว่าจำนวนสมาชิกพรรคที่หายไปนั้นหายไปอย่างไร และกระบวนการในการเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค มีอะไรผิดกฎหมายหรือไม่ด้วย ซึ่งอาจเป็นประเด็นที่ กกต.ต้องเข้ามาดูและสร้างความรำคาญใจให้กับพรรคการเมืองอยู่ไม่น้อย

จำนวนสมาชิกพรรคจะมีความสำคัญอีกประการหนึ่งตรงที่จะเป็นตัวชี้วัดสำหรับการกำหนดอัตราในการจัดสรรเงินของกองทุนพัฒนาการเมืองให้กับพรรคการเมือง

ต้องยอมรับว่ากติกาที่ คสช.ออกแบบมานั้นสร้างความปวดหัวให้กับพรรคการเมืองพอสมควร และไม่ค่อยส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้กับประชาชนเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่การให้สมาชิกพรรคการเมืองมาแสดงตนนั้นแทบไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด

เมื่อ คสช.ตั้งกำแพงเหล็กนี้ขึ้นมา ทำให้ท้องฟ้าทางการเมืองเปิดขึ้นทันที ใครที่ไม่ภักดีกับพรรคของตัวเองอยู่เป็นทุนเดิม ก็สามารถออกมาจากพรรคได้โดยไม่ขัดเขิน

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงทำให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หัวร้อนพอสมควร เพราะกติกาที่ คสช.สร้างมานั้นเพื่อเปิดช่องให้พรรคทหารที่กำลังตั้งขึ้นดูดตัวอดีต สส.ได้ง่ายมากขึ้นด้วยการแลกกับผลประโยชน์บางประการ

“นอกจากเรื่องดึงพรรคพลังชลแล้ว ยังได้ยินเรื่องกระบวนการของรัฐ คนที่มีอำนาจรัฐจะมาเล่นการเมือง ซึ่งไม่จำเป็นต้องลงเลือกตั้งเป็น สส. แต่อาจใช้สถานะตรงนั้นในการติดต่อภาคธุรกิจ ส่งสัญญาณว่า ไม่ควรสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนพรรคการเมือง

ผมได้ยินมาอีกว่า ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรียังเสนอให้หลายคน หลายพรรค เสนอตำแหน่งไม่ใช่กับเพียงตระกูลสะสมทรัพย์ แต่กับประชาธิปัตย์ก็เสนอเช่นกัน และคิดว่าเป้าหมายของพรรคนี้จะต้องได้รับเสียงพอสมควรในการทำงานในสภา อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 25 เสียง” อภิสิทธิ์ ระบุ

ท่ามกลางอาการหัวปั่นของพรรคการเมืองในปัจจุบัน ตรงกันข้าม คสช.กลับใช้จังหวะนี้สร้างความได้เปรียบทางการเมืองเพื่อช่วงชิงตัวอดีต สส.เพื่อสร้างฐานการเมืองให้กับตัวเองในการเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคพลังชลเป็นกลุ่มแรกที่เปิดตัวว่าจะอยู่เคียงข้างกับ คสช.อย่างเป็นทางการ เป้าหมายหลักแน่นอนว่า คสช.ต้องการสร้างคะแนนในภาคตะวันออก โดยอาศัยโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นเครื่องมือสำคัญ เพียงแค่เริ่มต้นก็ปรากฏกระแสข่าวออกมาว่าอดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ในภาคตะวันออกก็กำลังถูกดูดเข้าค่ายของ คสช.เช่นกัน ก่อนที่หัวหน้ามุ้งทิศบูรพาของพรรคจะออกมาปฏิเสธ

ขณะเดียวกัน ภาคอีสานและภาคเหนือก็เป็นพื้นที่ต่อไปที่ คสช.จะขอเข้าไปมีส่วนแบ่งในทางการเมือง ทั้งสองภูมิภาคนี้เป็นพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยครองฐานเสียงมาเป็นเวลานาน ซึ่ง คสช.อาจจะไม่ลงไปสู้โดยตรง แต่อาจปล่อยให้พันธมิตรทางการเมืองของตนเองเข้าไปคลุกวงในสู้กับพรรคเพื่อไทย ถึงจะไม่สามารถชนะได้หมด แต่หากได้เสียงในอันดับรองมาพอสมควรก็ย่อมมีส่วนช่วยให้ได้ สส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นแทน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า มั่งคั่ง และยั่งยืน

นายกฯคนใน คำตอบสุดท้ายบิ๊กตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/549042

  • วันที่ 25 เม.ย. 2561 เวลา 11:53 น.

นายกฯคนใน คำตอบสุดท้ายบิ๊กตู่

ประเมินแล้วจากนี้ไปจึงเป็นไปได้ว่า ทั้กระแสดูด สส.จะรุนแรง และเปิดเผยมากขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่รวมกับการสร้างเครือข่าย สร้างสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองพรรคต่างๆ

***************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางการรีเทิร์นกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ​กับปรากฏการณ์การเดินหน้าต่อสายวางเครือข่ายกับกลุ่มการเมืองต่างๆ แบบเปิดเผย ตลอดจนปฏิบัติการดูด ที่นำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง

กลายเป็นการขว้างงูไม่พ้นคอตัวเอง จากที่เคยถล่มการเมืองในอดีตว่าเป็นต้นแบบของวังวนปัญหา จนพาประเทศมาสู่วังวนความขัดแย้งจนไม่อาจก้าวข้ามมาหลายทศวรรษ สุดท้ายเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย รัฐบาล คสช.จำต้องยอมกลืนน้ำลายเลือกใช้ยุทธวิธีเดิมๆ ปูทางสู่ถนนการเมือง

ส่งผลให้ความพยายามตลอด 4 ปี กับภารกิจปฏิรูปประเทศ ทั้งความพยายามวางกลไก ระบบเลือกตั้ง และการตรวจสอบถ่วงดุล ต้องล้มครืนล่มลงไปอย่างน่าเสียดาย

ดังจะเห็นได้ตั้งแต่กระแสข่าวการตบเท้าบุกทำเนียบรัฐบาลเข้าพบ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ของ ยังเติร์กประชาธิปัตย์ ทั้ง สกลธี ภัททิยกุล และณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หลังจากนั้นไม่กี่วัน สกลธี ได้รับแต่งตั้งไปนั่งเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ถัดมาไม่นาน มีการแต่งตั้ง สนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล อดีต รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมกับตั้ง อิทธิพล คุณปลื้ม เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

“ไม่ได้จะตั้งขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะวันนี้จะต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องมีคนมาให้คำปรึกษาว่าการเมืองทำอย่างไร”

คำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ช่วยบรรเทากระแสวิพากษ์วิจารณ์ลงไป เมื่อฝ่ายการเมืองต่างออกมารุมถล่มว่าการดูด สส.โดยเสนอตำแหน่งเช่นนี้ เป็นการเดินสวนทางกับการปฏิรูปที่ คสช.ทำอยู่

​อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า นอกจากจะได้ยินเรื่องการดึงพรรคพลังชลมาก่อนหน้านี้แล้ว ยังได้ยินเรื่องการเสนอตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีให้หลายคน หลายพรรค ไม่ใช่เพียงตระกูลสะสมทรัพย์เท่านั้น

อีกทั้งยังได้ยินเรื่องกระบวนการของคนที่มีอำนาจรัฐจะมาเล่นการเมืองซึ่งไม่จำเป็นต้องลงเลือกตั้งเป็น สส. แต่อาจใช้สถานะตรงนั้นในการติดต่อภาคธุรกิจ เพื่อส่งสัญญาณว่าไม่ให้ไปสนับสนุนพรรคการเมือง ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญ อภิสิทธิ์ ยังระบุว่า “เป้าหมายของพรรคนี้จะต้องได้รับเสียงพอสมควรในการทำงานในสภา อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 25 เสียง”

นั่นหมายความว่าฝั่งการเมืองวิเคราะห์ความเป็นไปได้แล้วเห็นว่าเส้นทางสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองของ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะเป็นการโหวตในขั้นตอนแรกของรัฐสภา เลือกจาก 1 ใน 3 รายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอและประกาศให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งได้รับรู้

ข้อดีของทางเลือกนี้อยู่ตรงที่คนที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. แถมยังไม่ต้องใช้เสียง สส.ในการเลือกเยอะมาก​เท่าทางเลือกอื่น โดยเฉพาะเมื่อ คสช.มีตัวช่วย 250 สว. ซึ่ง คสช.​จะเป็นคนคัดเลือกด้วยตัวเองตุนไว้ในกระเป๋าอยู่แล้ว ​ดังนั้นเมื่อไปรวมกับเสียง สส.แค่อีก 126 เสียง ก็จะสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทันที แต่นั่นไม่ได้หมายรวมไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

ทั้งนี้ หากประเมินเสียงจากพรรคพลังประชารัฐที่ตั้งเป้า 25-30 ที่นั่ง รวมกับพรรคที่ประกาศตัว สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ​เป็นนายกฯ ทั้งหลายก็น่าจะได้เสียงราวครึ่งร้อย พอจะสร้างอำนาจต่อรองได้ระดับหนึ่ง จนง่ายที่จะต่อสายไปดึงพรรคขนาดกลางขนาดเล็กมาร่วมรัฐบาล

ต่างจากช่องทางนายกรัฐมนตรีคนนอกบัญชีของพรรคการเมือง ที่ต้องใช้มติเสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา คือ 500 เสียง จาก 750 เสียง เพื่อปลดล็อกไปสู่ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีนอกบัญชี ซึ่งหมายความว่า คสช.จะต้องหาเสียงอีก 250 เสียง เพื่อไปรวมกับเสียง สว.ให้ได้ 500 เสียง

การรวมเสียง สส.ให้ได้ 250 เสียง ย่อมไม่ใช่ง่ายสำหรับ คสช. นั่นทำให้เส้นทางนายกฯ คนนอก ริบหรี่ไร้ความหวัง จนต้องหันมาเดินหน้าเต็มสูบกับทางเลือกนายกฯ คนใน

ปัญหาจึงวกกลับมาที่พรรคซึ่งจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ จะต้องได้เสียงในการเลือกตั้งอย่างน้อย 25 เสียง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่เรื่องยาก

เพื่อร่วมกันเดินหน้าสู่เป้าหมายผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนในต่อไป

สนช.ใหญ่คับฟ้า หักกฎหมาย-ล้มกระดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/548825

  • วันที่ 23 เม.ย. 2561 เวลา 08:24 น.

สนช.ใหญ่คับฟ้า หักกฎหมาย-ล้มกระดาน

ภาพลักษณ์ของ สนช.ในวันนี้ อาจจะยังไม่แย่เท่ากับสภาผู้แทนราษฎรในอดีต แต่ถ้าปล่อยไว้นานต่อไปก็มีโอกาสที่จะใกล้เคียง

*******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เวลานี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังเข้าใกล้สภาพที่ดูไม่ได้เหมือนกับสภาผู้แทนราษฎรในอดีตเข้าไปทุกขณะ ภายหลังมีมติเสียงข้างมากในลักษณะที่น่ากังขาหลายครั้ง

โดยความน่ากังขาของ สนช.แบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องใหญ่ๆ

1.การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ

โดยเฉพาะในกรณีของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งปรากฏว่าสนช.ไปแก้ไขให้กฎหมายเลือกตั้ง สส.มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นเวลา 90 วัน ภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทำให้การเลือกตั้งต้องถูกขยับออกไปอีกอย่างน้อย 90 วัน ทั้งๆ ที่ต้นฉบับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในฐานะผู้เขียนรัฐธรรมนูญส่งมานั้น ต้องการให้กฎหมายมีผลใช้บังคับทันที

ที่ผ่านมา สนช.พยายามชักแม่น้ำทั้งห้าด้วยการอ้างว่าเพื่อให้กฎหมายเลือกตั้งสอดรับกับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 เรื่องการดําเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งจะว่าไปแล้วต้นเหตุของการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองทั้งๆ ที่เป็นกฎหมายที่ผ่าน สนช.ไปแล้ว มาจากความเขี้ยวของ คสช.ที่ยังไม่ต้องการให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมทางการเมือง จนต้องใช้อำนาจพิเศษเพื่อแช่แข็งพรรคการเมืองเอาไว้

เช่นเดียวกับร่างกฎหมาย สว.ก็มีปัญหาเช่นกัน เนื่องจาก สนช.ไปแก้ไขจากหน้ามือเป็นหลังมือพอสมควรซึ่งแตกต่างจากต้นร่างกฎหมายที่ กรธ.เสนอเข้ามาพอสมควร ด้วยการเอาสิ่งที่ตัวเองต้องการไปยัดไว้ในบทเฉพาะกาลของกฎหมายที่ให้ใช้ใน 5 ปีแรก เช่นการให้สมัคร สว. โดยอิสระและการสมัครผ่านองค์กรนิติบุคคล ไปจนถึงการกำหนดให้ สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพจำนวน 10 กลุ่ม

จากการตีลังกาแก้ไขกฎหมายของสนช. จึงนำมาซึ่งการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ ภายหลังทนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่ไหว โดยหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้กฎหมายชุดนี้ตกไปทั้งหมด ไม่เพียงแต่การเลือกตั้งที่ต้องถูกเลื่อนออกไปแบบไม่มีกำหนดแล้ว แต่ยังทำให้สถานะของ สนช.ง่อนแง่นมากขึ้นไปอีกด้วย

2.การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรตามที่กฎหมายกำหนด

เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ สนช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในระยะหลังโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงมติไม่เลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 7 คน ตามที่คณะกรรมการสรรหาและที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเสนอมายัง สนช.

การล้มการเลือก กกต.นำมาซึ่งคำถามตามมามากมาย เนื่องจาก กกต.มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง แต่กลับถูกสนช.ใช้มติเสียงข้างมากล้มกระดาน ย่อมมีคำถามคาใจว่า สนช.ต้องการล้มการเลือกตั้งด้วยหรือไม่

อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าว สนช.ยังพอที่จะมีข้ออ้างที่ฟังขึ้น เพราะ สนช.เอาหลังพิงรัฐธรรมนูญที่ให้ สนช.มีอำนาจที่จะไม่ให้ความเห็นชอบได้

แต่การจะยกข้ออ้างในลักษณะดังกล่าว อาจใช้ไม่ได้กับการล้มกระดานเลือกกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา

สนช.พยายามชี้ให้เห็นว่าบัญชีรายชื่อจำนวน 14 คน ที่คณะกรรมการสรรหาเสนอมาให้ สนช.ต้องเลือกให้เหลือ 7 คน ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช.รายงานว่ามีถึง 8 คน ที่มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติ ก่อนที่ สนช.จะมีมติเสียงข้างมาก 118 เสียง ไม่เลือก กสทช.

แม้ สนช.จะมีสิทธิอ้างได้ แต่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ไม่ได้มีบทบัญญัติให้ สนช. สามารถใช้สิทธิปฏิเสธเพื่อไม่เลือกบุคคลใดได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บอกว่าหากเกิดกรณีที่ สนช.ไม่เลือกใครเป็น กสทช.แล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไป

หมายความว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหาเสนอเข้ามาแล้ว สนช.มีหน้าที่ต้องเลือกว่าจะให้ใคร 7 คนเป็น กสทช. อีกทั้ง สนช.ไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยว่าแคนดิเดต กสทช.คนใดขาดคุณสมบัติด้วย เพราะโดยหลักต้องเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง

ดังนั้น การที่ สนช.ใช้วิธีการแบบเสียงข้างมากลากไป เมื่อวันที่ 19 เม.ย. จึงเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง

การกระทำของ สนช.ต่อเรื่องการสรรหา กสทช.ได้นำมาซึ่งความกังขาเกี่ยวกับความชอบธรรมของ สนช.อีกพอสมควร ภายหลังมีการปล่อยคลิปเสียงของสมาชิก สนช.ออกมาที่มีการอ้างว่านายกรัฐมนตรีไม่ปลื้มกับบัญชีรายชื่อผู้ผ่านการสรรหา กสทช.จนกระทั่ง สนช.ได้ทำการล้มกระดาน กสทช.ในเวลาต่อมา ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นเรื่องบังเอิญเกินไปหรือไม่

สนช.แม้จะอ้างว่าตนเองเข้ามาทำหน้าที่เพื่อการปฏิรูปประเทศ แต่เวลานี้ สนช.กำลังเผชิญกับปัญหาความชอบธรรมครั้งสำคัญ แน่นอนว่าระยะยาวไม่เพียงแต่จะกระทบต่อ สนช.เท่านั้น เพราะยังสั่นคลอนไปถึงการกลับเข้ามามีอำนาจทางการเมืองอีกครั้งของ คสช.ด้วย

กับมาตรฐานที่ตกต่ำอย่างนั้นได้เช่นกัน

เลือกตั้งสลับรัฐประหาร การเมืองไทยไม่พ้นระบบไฮบริด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/548607

  • วันที่ 21 เม.ย. 2561 เวลา 11:25 น.

เลือกตั้งสลับรัฐประหาร การเมืองไทยไม่พ้นระบบไฮบริด

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่สมาคมแห่งสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง (สพต.) ได้สัมมนาวิชาการเรื่อง “พัฒนาการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 60” โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นประกอบด้วย ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง และนิกร จำนง อดีตกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยมีสาระน่าสนใจดังนี้

เอนก บอกว่า ประเทศไทยยังไม่ยอมเป็นประชาธิปไตยง่ายๆ แม้โดยทางการมีรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีการยึดอำนาจ มีลักษณะทวิลักษณ์จริงๆ สลับกันระหว่างประชาธิปไตยกับการยึดอำนาจ ฟังดูคล้ายระส่ำไม่เป็นสาย แต่ที่จริงมีความต่อเนื่องโดยราชการและระบบกษัตริย์

“คิดว่าคนไทยขาดประชาธิปไตยไม่ได้ จึงต้องทำยังไงให้มีการเลือกตั้ง ขับเคลื่อนโดยพรรคการเมืองอย่างเป็นระบบ แต่มันก็เป็นแบบไฮบริด สลับระหว่างประชาธิปไตยกับทหาร เพราะคนไทยเองไม่ได้ผูกพันภักดีกับประชาธิปไตยมากนัก ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ผูกพันภักดีที่จะยอมทหารมากนัก และมักไม่ค่อยจะสะดุดในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน” เอนก ระบุ

ด้าน นิกร มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กระทบต่อการพัฒนาการเมืองไทย และวัฒนธรรมการใช้สิทธิของประชาชนอย่างรุนแรง เช่น การกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง ก็จะต้องผูกพันกับยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงจะต้องให้ กกต.ตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองก่อน หรืออย่างไพรมารีโหวต ก็เชื่อว่าจะไม่เกิด

นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคเรื่องการยืนยันจำนวนสมาชิกพรรคภายในวันที่30 เม.ย.นี้ ที่มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นรีเซตสมาชิกพรรค และทำให้เหลือพรรคการเมืองไม่กี่พรรค ขณะที่ประชาชนที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งถูกตัดสิทธิด้านต่างๆ หนักขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งการที่จะต้องยึดตามหลักกับแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ถูกร่างขึ้นมาโดยรัฐธรรมนูญ เมื่อพรรคการเมืองไม่สามารถนำความต้องการหรือความเดือดร้อนของประชาชนมากำหนดเป็นนโยบายได้ ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหา เพราะไม่ให้การเมืองเคลื่อนไปตามระบบที่ควรจะเป็น

สำหรับโครงสร้างรัฐบาลชุดแรกหลังการเลือกตั้ง นิกร ประเมินว่า ในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ถูกบล็อกโดยรัฐธรรมนูญ รัฐบาลน่าจะเกิดขึ้นในการโหวตก๊อกสอง คือไม่สามารถเลือกนายกฯจากบัญชีพรรคการเมืองได้ ส่วนเรื่องให้สองพรรคใหญ่รวมกัน ไม่มีทาง เพราะยังละลายพฤติกรรมไม่ได้ ยังจะเกิดเดดล็อกเลือกนายกฯ ไม่ได้ จึงต้องเลือกคนนอกในก๊อกสองอย่างหนีไม่พ้น

นอกจากนี้ การเลือกตั้งแบบใบเดียวมีผลทั้งบัญชีรายชื่อและแบ่งเขตซึ่งยังไม่เคยมี เป็นเรื่องที่คาดเดายาก สรุปได้ว่ารัฐบาลชุดหน้าจะเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน ขณะที่คนไทยไปไกลตามโซเชียล ไม่ยอมไหลกลับจุดเดิมอีกแล้ว จึงขอเตือนว่าถึงเวลานั้นก็ตัวใครตัวมัน

นิกร ยังได้ยกตัวอย่างว่า นักวิชาการตะวันตกอย่าง ดร.ลารี่ ไดมอน จากสแตนฟอร์ด บอกว่า ขณะนี้ทั้งโลกมีปัญหาประชาธิปไตยกำลังทรุดตัว หลักการแรกคือการลดลงของประชาธิปไตยแบบเสรีไปสู่ประชาธิปไตยสุดโต่ง การเมืองแบ่งขั้วและอำนาจนิยมก็กำลังคืบคลานเข้ามา นี่เป็นเทรนด์ระดับโลก

ในขณะที่กลุ่มเอเชียในช่วงนี้เป็นการปกครองที่ไม่ค่อยโปร่งใส ประชาชนผิดหวังต่อรัฐบาล มีการเมืองแบบแบ่งขั้ว เกิดเดดล็อก ทำให้บรรทัดฐานทางสังคมเสื่อม มีการใช้ประชานิยมดึงอำนาจ เกิดการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง การตรวจสอบถ่วงดุลในสภาล้มเหลว สุดท้ายเป็นการกร่อนของระบบประชาธิปไตย จนเกิดอันตราย 6 อย่าง คือ 1.รัฐบาลไร้ธรรมาธิปไตย 2.เกิดการแบ่งขั้ว 3.ใช้ประชานิยมในการปกครอง 4.อำนาจนิยมคืบคลานมาปกครอง 5.รัฐจัดระเบียบควบคุมประชาชน 6.เข้าปกครองด้วยระบบทหาร

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดเกิดการแตกขั้วเกิดการใช้ “เฮทสปีด” ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียสร้างแรงกระเพื่อมและเสียหายมาก ทะเลาะ ใช้กำลัง เสียชีวิต ทหาร กองทัพก็เข้ามา มันนำไปสู่การยกเลิกรัฐธรรมนูญ

“ขอเสนอทางออกของการเมืองในอนาคตว่า เมื่อมันเข้าทางตันก็ควรทำสถาบันการปฏิรูปด้านต่างๆ ขึ้นโดยด่วน ดำเนินการให้โซเชียลมีเดียมีคุณภาพ ให้แข่งกับสื่อกระแสหลัก ในส่วนพรรคการเมืองต้องให้ทำให้เข้มแข็ง สุดท้ายการแก้รัฐธรรมนูญทำได้ ต้องให้คนมีอำนาจ คนในระบบยอมรับให้มีการแก้ได้หลังจากใช้ไป 5 ปีแล้ว” นิกร กล่าว

ขณะที่ ชาติชาย บอกว่า จากปัญหาวิกฤตโครงสร้างทางสังคม ทั้งความไม่เท่าเทียมกัน การทุจริตคอร์รัปชั่น การแตกแยกทางความคิด และการต่อสู้เพื่อเข้าสู่อำนาจแบบเอาเป็นเอาตาย เป็นที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เพื่อเป็นทางออกของปัญหา โดยมุ่งให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน เปิดพื้นที่การเมืองภาคประชาชนมากขึ้น เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาพื้นที่การเมืองมากกว่าพื้นที่ทางสังคม เป็นการเมืองในลักษณะประชาธิปไตยแบบอำนาจนิยมแฝง

ขณะเดียวกันต้องวางระบบการเมืองให้โปร่งใส ป้องกันคนทุจริตเข้าสู่การเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน การบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย และการปฏิรูปประเทศ

“การเมืองไทยมีโครงข่ายอำนาจหลากหลายที่เกิดการแก่งแย่งต่อสู้กัน ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงเสนอทางออกให้เปลี่ยนการเมืองไทยแบบแก่งแย่งเป็นการเมืองแบบประนอมอำนาจ เพื่อประคับประคองให้การเมืองเดินหน้าได้ และปรับความคิดการให้เป็นการเมืองแบบพอเพียง สามารถอยู่ด้วยกันอย่างเป็นกัลยาณมิตร” ชาติชาย ระบุ

พรรคการเมืองผวา! คสช.โชว์พลังดูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/548487

  • วันที่ 20 เม.ย. 2561 เวลา 09:35 น.

พรรคการเมืองผวา! คสช.โชว์พลังดูด

คสช.ที่เป็นฝ่ายควบคุมกติกา แต่กลับลงมาเล่นเกมในกติกาที่ตัวเองเขียนไว้ เพื่อเตะตัดขาฝ่ายตรงข้าม เรียกได้ว่าสนามเลือกตั้งครั้งนี้ คสช.ได้ออกตัวนำเพื่อนไปหลายช่วงตัว

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นอกจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะกำลังทำหน้าที่การบริหารประเทศแล้ว ปรากฏว่ายังทำงานด้านการเมืองอย่างขะมักเขม้นด้วย

งานด้านการบริหารประเทศเวลานี้ดูเหมือนว่านับตั้งแต่ประกาศใช้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี คสช.จะกระชุ่มกระชวยเป็นพิเศษ เพราะเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ คสช.พยายามจะโชว์ให้ประชาชนได้เห็น

โครงการขนาดใหญ่อย่างนี้ ถ้าไม่ทำในช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบแบบนี้ โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากจะติดขัดด้วยปัญหาทางกฎหมายมากมาย

ดังนั้น เมื่อโครงการเป็นรูปเป็นร่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แจ็ค หม่า” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท อาลีบาบา เดินทางมาเช็กแฮนด์กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พร้อมกับหารือถึงการลงทุนถึงที่ทำเนียบรัฐบาลด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าโครงการอีอีซีไม่ได้ไร้ราคาตามที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาแต่อย่างใด

ต้องยอมรับว่านโยบายเศรษฐกิจและการลงทุน ถ้าได้ผลตอบรับดี ย่อมจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้รัฐบาลดังกล่าวประสบความสำเร็จมากขึ้น เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับรัฐบาลของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่สามารถใช้นโยบายประชานิยมจนสามารถสร้างฐานเสียงให้มีความเข้มแข็ง ก่อนที่จะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการคือ การขึ้นมาเป็นรัฐบาลพรรคเดียวในปี 2548

ถึงแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะแสดงอาการเกลียดนักการเมืองเท่าไร แต่ก็เป็นเพียงการเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงเท่านั้น เพราะโมเดลที่ทักษิณได้สร้างไว้แทบจะเป็นสูตรสำเร็จที่ คสช.ไม่อาจอดใจได้ไหว

ด้วยเหตุนี้ โครงการอีอีซีที่เกิดขึ้นในสมัย คสช.จะเป็นกุญแจสำคัญของการสร้างบารมีสำหรับการเลือกตั้ง เพื่อดึงดูดให้กลุ่มทุนมาสนับสนุนมากขึ้น เมื่อถึงคราวที่ คสช.ต้องสวมสูทนักการเมืองลงสนามเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี การจะประสบความสำเร็จในสนามเลือกตั้งได้นั้นไม่อาจหวังพึ่งพลังด้านเศรษฐกิจได้อย่างเดียวเท่านั้น เพราะต้องอาศัยพลังทางการเมืองเกื้อหนุนด้วย

พอเป็นแบบนี้ จึงได้เห็นปรากฏการณ์ดูดกลุ่มการเมืองมาเข้าค่ายของ คสช.เป็นระยะ โดยกลุ่มแรกที่เข้าค่ายอย่างเป็นทางการแล้วคือ กลุ่มพรรคพลังชล ภายหลัง “สนธยา คุณปลื้ม”หัวหน้าพรรค และ “อิทธิพล คุณปลื้ม”เข้ามามีตำแหน่งในรัฐบาล เช่นเดียวกับ “สกลธี ภัททิยกุล” อดีต สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม.

ทั้งนี้ เป็นการออกโปรโมชั่นให้เห็นว่า ถ้าใครมาอยู่ข้าง คสช.จะไม่ได้กลับบ้านมือเปล่า แต่ได้ของติดไม้ติดมือเป็นชิ้นเป็นอัน จึงเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มการเมืองที่กำลังรู้สึกเคว้งคว้างในเวลานี้มาอยู่กับ คสช.ได้ง่ายขึ้น

กลุ่มการเมืองที่กำลังตกอยู่ในภาวะเช่นนั้น เริ่มแสดงอาการออกมาให้เห็นแล้ว เช่น กลุ่มสะสมทรัพย์ ที่ก่อนหน้านี้ภักดีกับพรรคเพื่อไทย แต่พอพรรคเพื่อไทยต้องเจอกับแรงเสียดทานทุกครั้งเวลาขึ้นมามีอำนาจ ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่ายที่จะสู้เพื่อทักษิณอีกต่อไป

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นผลให้บรรดาพรรคการเมืองปัจจุบันมีอาการหัวร้อนพอสมควร โดยมองว่า คสช.กำลังตกปลาในบ่อเพื่อน

“พฤติกรรมมันชัดอยู่แล้วว่าดูดนักการเมือง เพราะนายกฯ บอกว่าให้มาเป็นที่ปรึกษาทางการเมือง ผมคิดว่าปีสุดท้ายของนายกฯ แล้วจะมามีที่ปรึกษาเรื่องการเมืองเพื่ออะไร ทำไมเพิ่งมาคิดเอาปีนี้ ทำให้เห็นว่านายกฯ กำลังจะเข้าสู่การเมือง เดิมไม่ได้สร้างบ่อปลาไว้ก็ไปตกของคนอื่น เพื่อจะยุบรวมเป็นบ่อเดียวกัน” สุ้มเสียงของ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย เห็นได้จากท่าทีของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์แกนนำพรรคเพื่อไทย

“หากผู้มีอำนาจที่อยากกลับเข้าสู่การเมือง เชื่อว่าทุกพรรคยินดี หากเขาแสดงตัวให้ชัดเจน และใช้วิธีที่ตรงไปตรงมา ดังนั้น เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ามา ขอให้แสดงตัวว่าจะตรงไหน เพื่อให้การกลับเข้ามามีความสง่างามผ่านการตัดสินใจเลือกของประชาชน” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุ

สถานะของพรรคการเมืองในขณะนี้อยู่ในสภาพที่เสียเปรียบทุกประตู ทั้งกติกาของกฎหมายเลือกตั้งที่ไม่ได้เอื้อกับพรรคการเมืองให้ทำการเมืองได้สะดวก หรือแม้แต่การไม่ยอมปลดล็อกของ คสช. พรรคการเมือง จึงตกที่นั่งลำบากไม่สามารถขยับตัวได้

ความชัดเจนและการถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอด 4 ปี กลุ่มนักเลือกตั้งและนักการเมืองอาชีพ จึงรับไม่ได้กับความไม่มั่นคงของพรรคการเมือง และจำเป็นต้องหาที่พึ่งใหม่ เพื่อให้ตัวเองสมประโยชน์

ต่างกับ

ด้วยเหตุนี้ พรรคการเมืองปัจจุบันจึงออกอาการหัวร้อนและผวาพอสมควร เพราะหากปล่อยให้ คสช.โชว์พลังดูดต่อไป ผลกระทบร้ายแรงจะตกมาที่พรรคการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าพรรคการเมืองอยู่ในสภาพที่ง่อนแง่นอย่างเห็นได้ชัดเจน ถึงจะมั่นใจว่าเสียงในพื้นที่ของตัวเองที่สร้างจะยังแข็งแรง แต่การลงสนามเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้มีอำนาจอยู่ในมือย่อมเสียเปรียบคู่แข่งทุกประตู เหมือนกับพรรคฝ่ายค้านลงเลือกตั้งแข่งกับพรรคของรัฐบาล

ภายใต้อาการหัวร้อนของพรรคการเมือง แต่ คสช.กลับยิ้มกริ่มในอำนาจและบารมีทางการเมืองของตัวเองที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น แม้ผลงานจะไม่เข้าตาประชาชนก็ตาม

“ทักษิณ” คิด “ประยุทธ์” ดูด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/548427

  • วันที่ 19 เม.ย. 2561 เวลา 12:09 น.

"ทักษิณ" คิด "ประยุทธ์" ดูด!

หมากเกมนี้ของ คสช.ในการดูดอดีต สส.เข้าพรรคตัวเอง แทบจะเดินตามรอยเท้าของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยได้อย่างแนบสนิท

****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ที่ปรึกษานายกฯ เรื่องการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินก็มี ซึ่งผมก็จะฟังเขาว่าเห็นอย่างไร ผมจำเป็นต้องมีคนเหล่านี้เข้ามาบ้าง เพื่อมาทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเอาคนนี้มาเพื่อประโยชน์อะไรของตัวเอง มันไม่ใช่ วันนี้กำลังจะเดินหน้าไปสู่ตรงนั้น ผมก็ต้องมีคนที่รู้เรื่องเหล่านี้มาให้คำปรึกษาว่าเป็นอย่างไร เพราะผมก็ไม่รู้ว่าการเมืองมันทำกันมาอย่างไร ดังนั้น จึงต้องรู้บ้าง”

เป็นคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ภายหลังแต่งตั้งให้“สนธยา คุณปลื้ม” หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ“อิทธิพล คุณปลื้ม” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อไม่น้อยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ดึงเอานักการเมืองเข้ามาร่วมงานกับรัฐบาลแบบตรงไปตรงมา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ประกาศมาตลอดว่าตัวเองไม่ชอบบรรดานักการเมืองยิ่งกว่าอะไร แต่ทำไม พล.ประยุทธ์ กลับทำอะไรย้อนแย้งอย่างนั้น

ก่อนการรัฐประหารในปี 2557 พรรคพลังชลเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อผลักดัน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี จากการออกแรงสนับสนุนดังกล่าวทำให้พรรคพลังชลได้มีรัฐมนตรีเข้ามานั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี คือ สุกุมล คุณปลื้มรมว.วัฒนธรรม ในเวลานั้น ก่อนที่สนธยาจะเข้ามานั่งในตำแหน่งดังกล่าวในเวลาต่อมา

การกระทำที่ย้อนแย้งของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงเป็นการตอกย้ำว่าการตั้งพรรคการเมืองของ คสช.กำลังเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นทุกขณะ

ในระยะหลังมักจะปรากฏความเคลื่อนไหว “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานกับกลุ่มการเมืองหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มบ้านริมน้ำของ สุชาติ ตันเจริญ กลุ่มสะสมทรัพย์ ของ ไชยา สะสมทรัพย์ เข้ามาร่วมงานกับพรรคของ คสช.เพื่อสถาปนาตัวเองเป็นการเมืองขั้วที่ 3 ท้าชิงกับ “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย”

พิจารณาจากการดำเนินการตั้งพรรคของ คสช.จะเห็นได้ว่าเป็นปฏิบัติการดูด สส.ทีละภูมิภาค ไม่ได้เป็นการดูดอดีต สส.มาเข้าสังกัดเป็นรายคนแต่อย่างใด

อย่างในกรณีของพรรคพลังชล จะพบว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีลักษณะผูกขาดพอสมควร ดังเห็นได้จากตัวเลขของการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 ซึ่งพรรคพลังชลสามารถกวาด สส.ชลบุรีได้ถึง 6 คนจากทั้งหมด 8 คน และยังได้ สส.บัญชีรายชื่อมาอีก 1 คน

ลงลึกเข้าไปยังรายละเอียดของตัวเลขคะแนนเลือกตั้งปี 2554 ที่พรรคพลังชลได้รับนั้นก็มีความน่าสนใจเช่นกัน โดยได้คะแนน สส.ระบบบัญชีรายชื่อจำนวน 178,042 คะแนน ขณะที่ คะแนนเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเฉพาะ จ.ชลบุรี จำนวน 8 เขตมีรวมด้วยกัน 239,737 คะแนน รวมทั้งคะแนนทั้งสองระบบจะอยู่ 417,779 คะแนน

เมื่อพรรคพลังชลมีฐานคะแนนอยู่เดิมประมาณ 4 แสนคะแนน ประกอบกับระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่มีบัตรเลือกตั้ง สส.เพียงแค่ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งใบเดียวแต่เลือก สส.บัญชีรายชื่อไปพร้อมกันด้วยแล้ว ยิ่งทำให้พรรคที่ผูกขาดในแต่ละภูมิภาค ย่อมมีโอกาสจะได้ สส.ทั้งสองระบบมากขึ้นเท่านั้น พรรคพลังชลจึงตอบโจทย์ตรงนี้

แน่นอนว่าในภาคตะวันออก คสช.คงจะไม่หยุดที่ จ.ชลบุรีเท่านั้น ต้องไม่ลืมว่า คสช.เป็นผู้ผลักดันโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จนสามารถออกมาเป็นกฎหมาย ทำให้มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ สส.ของพรรคอื่นในภาคตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งของพรรคประชาธิปัตย์จะถูกดูดเข้ามาสมทบอีก

แต่การจะกลับมาใหญ่อีกครั้งในอนาคต จะอาศัยแค่ละเสียงของบางภูมิภาคคงไม่พอ แต่ต้องอาศัยกำลังภายในจากนักการเมืองอีกหลายพรรค เช่น ภาคอีสานและภาคเหนือ ถึงจะผูกขาดโดยพรรคเพื่อไทยเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่หากสามารถดึงแขนขาของพรรคเพื่อไทยออกมาได้บางส่วน ฐานเสียงที่เคยแข็งแรงของพรรคเพื่อไทยอาจอ่อนลงได้ จึงไม่แปลกที่ระยะนี้รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณลงไปในท้องถิ่นค่อนข้างมากที่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเป็นหลักผ่านกฎหมายงบประมาณกลางปีฉบับล่าสุด

ย้อนกลับไปภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 พรรคไทยรักไทยดูดพรรคการเมืองที่มี สส.เข้าพรรคผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการควบรวมเป็นจำนวนมาก เริ่มตั้งแต่ พรรคเสรีธรรม พรรคความหวังใหม่ พรรคชาติพัฒนา ทำให้พรรคไทยรักไทยมี สส.ในสภาผู้แทนราษฎรมากถึง 325 คน

หนึ่งในคนข้างกายที่เคยล่มหัวจมท้ายกับทักษิณมาก่อนในอดีต ไม่ใช่ใครอื่นไกล คือ รองนายกฯ สมคิด ที่วันนี้กลายมาเป็นขุนพลข้างกายของ พล.อ.ประยุทธ์

จากฐานที่มี 325 เสียง สามารถต่อยอดได้ถึง 375 เสียงในการเลือกตั้งปี 2548 อย่าได้แปลกใจว่าทำไมโมเดลของทักษิณ ถึงได้กำลังโดนใจคนเกลียดนักการเมืองอย่าง คสช.ให้เดินตาม

สงครามน้ำลายระอุ ชิงไหวพริบก่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/548301

  • วันที่ 18 เม.ย. 2561 เวลา 08:12 น.

สงครามน้ำลายระอุ ชิงไหวพริบก่อนเลือกตั้ง

การเมืองเวลานี้ แม้จะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง แต่อีกด้านหนึ่งได้ปรากฏความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองพอสมควร

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดให้สมาชิกพรรคมาแสดงตนต่อหัวหน้าพรรคการเมือง หรือการเปิดโอกาสให้คนหน้าใหม่มาจดแจ้งขอตั้งพรรคการเมืองเท่านั้น แต่บรรดาพรรคการเมืองกำลังเดินหน้าห้ำหั่นฝ่ายตรงข้ามแบบมองไม่เห็นหัวคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

สัญญาณของสงครามน้ำลายเริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความคิดเห็นพาดพิงสถานะของกองทัพ

“ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกว่านักการเมืองเลว ไม่ดี ผมก็ยอมรับว่านักการเมืองก็มีเลว แต่ทหารเลวก็มีเหมือนกัน ได้บอกท่านกลับไปว่าอย่าเหมารวม ซึ่งท่านก็บอกว่าไม่ได้เหมา แต่เวลาท่านพูดก็ไม่เคยยกเว้น และยอมรับว่านักการเมืองที่ดีก็มี จึงเป็นที่มาการพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เปลี่ยนไปแล้วว่า นักการเมืองก็มีดีเหมือนกัน ดังนั้นอย่าไปเหมารวม และพวกเราก็ต้องอย่าให้ใครมาดูถูก เพราะทุกอาชีพมีทั้งคนดีและคนไม่ดี” ลีลาการสะบัดมีดโกนของนายหัวชวน เมื่อวันที่ 6 เม.ย.

ลีลาของนายหัวชวนไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาก็ได้ลงมือขยี้อีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการพาดพิงไปถึงการบริหารงานของพรรคเพื่อไทยที่ไม่มีความเป็นธรรม โดยเฉพาะการสร้างถนนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยไม่มี สส.

“เมื่อผมมาเป็นรัฐบาลก็มีการกระจายการก่อสร้างถนน 4 เลนอย่างยุติธรรม ไปภาคเหนือสุด อีสานสุด ภาคใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ได้ทำมา มาถึงยุคของพรรคไทยรักไทยมีการประกาศชัดเจนว่าจะพัฒนาจังหวัดที่เลือกพรรคไทยรักไทยก่อน จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง เพราะฉะนั้นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำไว้ในอดีตมาเก่าและทรุดโทรมลง มีการซ่อมแซมดูแลน้อย” ดาบสองของอดีตนายกฯ ชวน เมื่อวันที่ 14 เม.ย.

เมื่อเสาหลักของพรรคประชาธิปัตย์เปิดตัวด้วยความเร้าใจเช่นนี้ ทำให้บรรดาชาวประชาธิปัตย์ร่วมด้วยช่วยกันรัวหมัดใส่ทั้งพรรคเพื่อไทย และ คสช.

ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นเงาเสียงของนายหัวชวน ก็เข้าแลกหมัดกับ คสช.ด้วยการพูดชัดเจนว่า คสช.การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของ คสช.ตลอด 4 ปีล้มเหลวไม่เป็นท่า

“หลายโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้อย่างที่ตั้งใจ แต่จำกัดอยู่กับคนบางกลุ่มมากกว่าจะทำให้ประชาชนทั่วไปมีรายได้ดีขึ้น เมื่อเทียบงบประมาณที่ลงไปกับความคุ้มค่าที่ได้รับมีผลที่ได้น้อยเมื่อเทียบกับเงินที่ลงไป เชื่อว่ารัฐบาลไม่ตั้งใจให้เกิดปัญหา แต่มองเศรษฐกิจไม่ตรงกับความจริงที่เปลี่ยนไป” ท่วงท่าของอดีตนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อสองผู้ยิ่งใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายอย่างนี้ ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยออกอาการเต้นเป็นเจ้าเข้าไม่น้อย ก่อนที่จะแลกหมัดพร้อมกับยืนยันว่าการบริหารของพรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นอย่างที่ประชาธิปัตย์กล่าวหา

อย่างไรก็ตาม การตอบโต้กันไปมาของทั้งสองพรรคนั้นมีความน่าสนใจตรงที่การนำมาซึ่งคำถามว่าที่เหตุใดอดีตนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสองคนต้องเล่นสงครามน้ำลายในเวลานี้ เพราะจะว่าไปแล้วการเลือกตั้งก็ยังไม่ได้เกิดในเร็ววันนี้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ถ้าจะหาคำตอบกันจริงๆ ก็คงหนีไม่พ้นการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าด้วยการถล่มฝ่ายตรงข้าม

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้ คสช.ไม่ได้อยู่ในช่วงขาขึ้นเหมือน 4 ปีที่แล้ว ตรงกันข้ามกลับอยู่ในช่วงขาลงรอวันลงจากตำแหน่งเท่านั้น ถึงจะมีอำนาจและบารมี แต่นั่นก็ใช้ได้เฉพาะกับการบริหารผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น เพราะไม่อาจใช้ได้กับประชาชน

ที่ผ่านมาแผลที่เกิดขึ้นเต็มตัว คสช.ล้วนมาจากการทำตัวเองแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของวันเลือกตั้งผ่านการเล่นแร่แปรธาตุกับกฎหมายเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่การเลือกตั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น มาดูที่การบริหารงานของ คสช.ก็ไม่ได้มีผลงานที่ดีเท่าใดนักอย่างที่ประชาธิปัตย์บอกเอาไว้

เมื่อ คสช.มีจุดอ่อนเต็มไปหมด จึงเป็นโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์สามารถเปิดเกมรุกใส่ คสช.ได้ตามสไตล์ที่ตัวเองถนัด เพื่อหวังชี้นำให้สังคมเห็นความอ่อนแอของ คสช. และสกัดดาวรุ่งไม่ให้ คสช.ที่กำลังมีแผนตั้งพรรคการเมืองเพื่อสืบทอดอำนาจได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากในสนามเลือกตั้ง

แต่ครั้นจะเปิดหน้าชกทั้งทีต้องจัดหนักให้ครบทุกคน จึงเป็นเหตุผลให้พรรคเพื่อไทยถูกลากเข้ามาอยู่ในสงครามน้ำลายของพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

อดีตพรรคฝ่ายค้านมืออาชีพนี้รู้ดีว่าพรรคเพื่อไทยก็มีจุดอ่อนไม่แพ้กัน คือการยังไม่สามารถก้าวข้าม “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีไปได้ ผนวกกับพรรคเพื่อไทยยังมีแผลมาจากโครงการจำนำข้าว ทำให้ประชาธิปัตย์ต้องออกแรงย้ำแผลของพรรคเพื่อไทยให้ช้ำมากขึ้นไปอีก

การเล่นสงครามน้ำลายเป็นสนามที่เข้าทางพรรคประชาธิปัตย์ เพียงแต่ว่าการเดินหน้าฆ่าเพื่อนแบบนี้ก็ไม่ได้เป็นการการันตีได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับโอกาสตั้งรัฐบาลในอนาคต เนื่องจากการเมืองกำลังมีตัวแปรที่ยังไม่ปรากฏออกมาให้เห็นอีกจำนวนมาก

ดังนั้น เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจเข้าสู่สมรภูมิด้วยวิธีการแบบนี้ ย่อมต้องแลกกับผลเสียที่จะตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วย